มีเนื้องอกในมดลูก

เป็นเนื้องอกมดลูก มีลูกได้ไหม?

ผู้หญิงหลายคนสงสัยและถามกันมามากว่า เป็นเนื้องอกมดลูก มีลูกได้ไหม? แล้วเนื้องอกในมดลูกจะส่งผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร? ผ่าตัดออกแล้วจะท้องได้ไหม? สารพันคำถามเหล่านี้ เรามีคำตอบพร้อมกับข้อมูลความรู้ และการสังเกตดูแลตัวเองกันได้อย่างถูกต้องมาฝากค่ะ

เนื้องอกในมดลูก

เป็นเนื้องอกมดลูก มีลูกได้ไหม?

เนื้องอกมดลูก ไม่ใช่ซีสต์

มีคุณผู้หญิงหลายคนที่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเนื้องอกและซีสต์ คิดว่าเหมือนกัน ดังนั้น ก่อนที่จะอธิบายว่าหากเป็นเนื้องอกในมดลูกแล้วจะตั้งครรภ์ได้หรือไม่ ควรทำความเข้าใจและรู้จักก่อนว่าเนื้องอกและซีสต์ต่างกันอย่างไร โดยหากกล่าวถึงเนื้องอก จะมีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่

  1. เนื้องอกที่เป็นก้อนแข็งๆ ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้องอกทั้งก้อน
  2. เนื้องอกที่มีลักษณะเป็นถุงน้ำ เพราะฉะนั้นถุงน้ำก็คือเนื้องอกชนิดหนึ่ง เพียงแต่ว่ามีลักษณะเป็นถุง คือภายในจะมีของเหลวไม่ได้เป็นก้อนเนื้อแข็งทั้งก้อน ซึ่งเนื้อเยื่อที่บริเวณขอบของถุงน้ำนั้น สามารถที่จะเจริญเติบโตขึ้นหรือขยายใหญ่ได้

ในขณะที่คำว่า ซีสต์ ที่หลายๆ คนเข้าใจมักคิดว่าเป็นเนื้องอกในมดลูก ซึ่งผิด เพราะในมดลูกไม่มีซีสต์ แต่หากมีถุงน้ำที่รังไข่หรือส่วนอื่นๆ จึงจะเป็นซีสต์ได้ ดังนั้นเนื้องอกที่เกิดขึ้นในมดลูก จึงไม่ได้เรียกว่าเป็นซีสต์

เนื้องอกมดลูก เกิดได้ 3 ส่วน

เนื้องอกในมดลูก จะไม่เป็นถุงน้ำแต่จะมีลักษณะเป็นก้อน ที่เรียกว่า Myoma Uteri โดยก้อนเนื้อแข็ง ที่อยู่ใน 3 ส่วนของมดลูก คือ 1) เนื้องอกในตัวมดลูก 2) เนื้องอกที่ผิวมดลูกและ 3) เนื้องอกในโพรงมดลูก ซึ่งการเกิดเนื้องอกในแต่ละที่ก็จะมีผลกระทบต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาดของเนื้องอก และบริเวณที่เกิด เช่น

  • เนื้องอกในตัวมดลูก ขึ้นอยู่กับขนาด และบริเวณที่เป็น หากอยู่ในตำแหน่งสำคัญเช่น ใกล้รก ใกล้ปากช่องคลอด ก็จะส่งผลกระทบต่อทารกและการคลอด ขึ้นอยู่กับขนาด หากก้อนเนื้องอกใหญ่ก็จะไปเบียดบังการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้
  • เนื้องอกที่ผิวมดลูก คือด้านนอกของมดลูก ก็อาจจะมีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์น้อยกว่า หากขนาดไม่ใหญ่เกินไปจนกระทบต่อทำงานของอวัยวะและการเติบโตของลูกน้อยในครรภ์
  • เนื้องอกในโพรงมดลูก จะส่งผลทำให้มีลูกยาก ตั้งครรภ์แล้วแท้งง่าย หรือตั้งครรภ์แล้วอาจจะคลอดก่อนกำหนด เพราะเนื้องอกอยู่ในโพรงมดลูก ซึ่งจะรบกวนต่อการเจริญเติบโตและการฝังตัวของตัวอ่อนหรือทารก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม เป็นเนื้องอกในมดลูก มีลูกได้ไหม? คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์คุณภาพได้ แม้วัย 35 อัพ

ปัจจุบันผู้หญิงมักจะแต่งงานมีครอบครัวช้า เนื่องจากปัจจัยทั้งด้านการศึกษา การสร้างความมั่นคงทางการงานการเงิน และการใช้เวลาศึกษาดูใจก่อนแต่งงาน ทำให้กว่าจะมีลูกได้ก็เข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งการตั้งครรภ์ช่วงนี้มักมีโรคภัยและความเสี่ยงต่างๆ มากขึ้น แต่อย่าเพิ่งกังวลใจไปค่ะ เพราะความก้าวหน้าทางการแพทย์ ร่วมกับการดูแลตัวเองของคุณแม่ ทำให้เราสามารถ ตั้งครรภ์ อายุ 35 ปี ก็มีครรภ์คุณภาพได้แน่นอน

ตั้งครรภ์ อายุ 35 ปี ก็มีครรภ์คุณภาพได้

ตั้งครรภ์ อายุ 35 ปี

ตั้งครรภ์ อายุ 35 ปี ขึ้นไป ต้องเข้าใจความเสี่ยง

อันดับแรกหากคุณอายุ 35 ปีขึ้นไป และกำลังเตรียมตัวตั้งครรภ์ หรือแม้กระทั่งตั้งครรภ์แล้ว ต้องทำความเข้าใจและศึกษาข้อมูลความรู้ในเชิงสุขภาพเพื่อเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย และต้องรู้ว่าการตั้งครรภ์ในช่วงวัยนี้จะอาจจะต้องพบกับอะไรบ้าง ดังนี้ 
จึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งค่ะ

  • มีลูกยาก หากอายุมากขึ้น

แม้ว่าผู้หญิงที่เตรียมตัวเป็นแม่ในช่วงวัย 35 ปีขึ้นไป จะมีความพร้อมทางด้านการเงินและวุฒิภาวะในความเป็นแม่แล้วแต่ปัญหาคือความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายจะลดลง มีโอกาสตั้งครรภ์ลดลง และมีภาวะแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ได้มากขึ้น โดยมีการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่เลยช่วงอายุ 30 ปีไปแล้วโดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัย 35 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสตั้งครรภ์ลดลงกว่ากลุ่มผู้หญิงในช่วงอายุ 20 ปี เพราะภาวะการตกไข่ลดน้อยลง ทำให้เกิดปัญหาการมีบุตรยาก พร้อมกับมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่างๆ ก็มากขึ้นอีกด้วย

  • อาจต้องใช้เทคโนโลยีเจริญพันธุ์ช่วยให้มีลูก

เนื่องจากปัญหาอายุมากขึ้นมักจะมาพร้อมกับการมีลูกยาก ทำให้คุณสามีหรือภรรยาที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป มีลูกด้วยวิธีธรรมชาติแล้วไม่สำเร็จ จึงอาจจะต้องอาศัยเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ต่างๆ มาช่วยในการตั้งครรภ์ อาทิ การฉีดเชื้อ การทำเด็กหลอดแก้ว ไอวีเอฟอิ๊กซี่ พลาสโตซิสต์หรืออื่นๆ โดยคู่สามีภรรยาต้องทำความเข้าใจ รู้จักและยอมรับขั้นตอนในการทำ รวมถึงพร้อมที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ซึ่งปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีช่วยในการมีบุตรก็ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จกันมากมาย ถือเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้คุณแม่วัย 35 อัพมีลูกได้มากขึ้น

  • ต้องตรวจวินิจฉัยเพิ่มมากขึ้น

คุณแม่ที่ ตั้งครรภ์ อายุ 35 ปี ขึ้นไป จำเป็นต้องให้ความสำคัญและเข้าใจเรื่องการตรวจวินิจฉัยระหว่างตั้งครรภ์ในแบบต่างๆ มากกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์อายุไม่เกิน 35 ปี เพื่อป้องกันความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะการตรวจ ดังต่อไปนี้

  1. การอัลตร้าซาวนด์แบบต่างๆ คือการตรวจครรภ์โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงมาแปล
ให้เป็นภาพวีดีโอ เพื่อตรวจดูอายุครรภ์ของคุณแม่ ติดตามดูพัฒนาการเพศ และการเติบโตของอวัยวะต่างๆ ของลูกน้อยในครรภ์ สำหรับคุณแม่ที่อายุมากกว่า 35 ปีการตรวจจะมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ หาสัญญาณของการเกิดภาวะแทรกซ้อนและความผิดปกติของลูกน้อยค่ะ
  2. การเจาะเลือดวินิจฉัยโครโมโซม ปัจจุบันนอกจากการเจาะเลือดตรวจเลือด ดูน้ำตาลในเลือดของคุณแม่แล้ว ยังมีการใช้วิธีเจาะเลือดคุณแม่เพื่อตรวจโครโมโซมลูกในครรภ์ได้อีกด้วย เพื่อเป็นการคัดกรองภาวะผิดปกติของโครโมโซม เช่น โรคดาวน์ซินโดรมและอื่นๆ โดยไม่ต้องเจาะน้ำคร่ำ แต่หากตรวจแล้วพบความเสี่ยงอาจจะต้องเจาะน้ำคร่ำอีกครั้งค่ะ
  3. การเจาะน้ำคร่ำ เป็นการตรวจเพื่อหาความผิดปกติของโครโมโซม หรือโรคทางพันธุกรรมของลูกน้อยในครรภ์โดยใช้เข็มเล็กๆ ขนาดยาวสอดผ่านหน้าท้องเพื่อเจาะเข้าไปยังถุงน้ำคร่ำ เพื่อดูดนำของเหลวมาตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ
  4. การตรวจชิ้นเนื้อรก เป็นการตัดชิ้นเนื้อรก และนำเซลล์ตัวอย่างจากรกมาตรวจวิเคราะห์เพื่อตรวจหาแนวโน้มว่าลูกน้อยในครรภ์มีความเสี่ยงต่อความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือไม่เช่นเดียวกันกับการเจาะน้ำคร่ำ แต่วิธีนี้จะมีความยุ่งยาก และมักไม่ค่อยนิยมใช้นัก แต่ก็จำเป็นสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อยในครรภ์ที่มีข้อบ่งชี้ต่อภาวะความเสี่ยงต่างๆ เพื่อการตรวจที่แม่นยำขึ้น

อย่างไรก็ตามการตรวจวินิจฉัยต่างๆ แพทย์จะเป็นผู้แนะนำและให้คำปรึกษาเท่านั้น การตัดสินใจที่จะตรวจขึ้นอยู่กับความพร้อม การยอมรับและวิจารณญาณของคุณแม่และคุณพ่อค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ตั้งครรภ์คุณภาพได้ แม้วัย 35 อัพ คลิกต่อหน้า 2

แม่มือใหม่ ให้นมลูก อย่างไร ถึงจะเวิร์ค?

คุณแม่มือใหม่ทั้งหลาย คงกำลังสับสน และปรับตัวไม่ถูกว่าจะให้ลูกกินนมเท่าไหร่ บ่อยแค่ไหนถึงจะเหมาะ แล้วหากครบกำหนดต้องกลับไปทำงานจริงๆ จะให้นมลูกต่อเนื่องอย่างไรดี ทั้งหมดนี้เรามีเคล็ดลับฉบับย่อ แม่มือใหม่ ให้นมลูก อย่างไร ถึงจะเวิร์ค มาบอกกันค่ะ

แม่มือใหม่ ให้นมลูก อย่างไร ถึงจะเวิร์ค

ให้นมลูก

อะไรบ่งบอกว่า ลูกน้อย “หิว” หรือ “อิ่ม”

  • หิว

ลูกจะเริ่มดิ้น ดูดนิ้ว ทำปากจุ๊บจั๊บ ส่ายหัวไปมา วางมือและข้อมือไว้ที่ปาก จากนั้นประมาณ 30 นาที ถ้ายังไม่ได้หม่ำ จะเริ่มร้องไห้ละ เพราะหิวจัด

  • อิ่ม

ลูกจะคายปากออกจากหัวนมแม่เอง ส่วนของเต้านมแม่จะเริ่มนิ่มขึ้น หรือมีน้ำนมไหลออกจากเต้าอีกข้าง ทีนี้ลูกก็หลับสนิทแล้ว ไม่งอแง

ให้นมลูก หลังคลอด 1 ชั่วโมงแรก

หากเป็นไปได้ ลูกควรได้กินนมแม่ภายใน 1-2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด เพราะมีงานวิจัยพบว่า การที่ลูกได้กินนมแม่หลังคลอดจะช่วยให้สุขภาพของแม่และลูกแข็งแรงในระยะยาว ที่สำคัญคือ ช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำนมและลดการตกเลือดของแม่ด้วย ทั้งนี้การกินนมครั้งแรกของลูกอาจใช้เวลา 20-30 นาที และเขาอาจดูดได้ไม่มากนัก เพราะต้องใช้เวลาฝึกนานหลายวันกว่าเขาจะเรียนรู้ได้ ในกรณีที่คุณแม่ได้รับยาระหว่างคลอด หรือ คลอดยาก เพียงให้ลูกได้อยู่ในอ้อมกอด และสัมผัสหัวนมก็เพียงพอแล้วค่ะ

ให้นมลูก 7 วันแรก

ถือเป็นช่วงที่คุณแม่ต้องปรับตัวเยอะพอควร เพราะลูกจะกินนมบ่อยทุกๆ 2 ชั่วโมง ตลอดทั้งกลางวัน และกลางคืน อาจทำให้คุณแม่รู้สึกอ่อนเพลีย และเกิดความเครียดได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการผลิตน้ำนม ดังนั้นคุณแม่ควรหาเวลางีบหลับในจังหวะที่พอทำได้ และกินอาหารที่มีประโยชน์

ให้นมลูกช่วง 4-6 สัปดาห์

ช่วงนี้เหมาะอย่างมากที่จะเริ่มบีบน้ำนมเก็บไว้ ให้คุณแม่เตรียมตัวกลับไปทำงานและเพื่อช่วยกระตุ้นให้ผลิตน้ำนมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบรรเทาเต้านมไม่ให้คัด ในช่วงนี้เองลูกยังคงกินนมบ่อย และกินเยอะขึ้น หากเขาดูดนมจนเผลอหลับไป คุณแม่ควรปลุกให้มาเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือ อุ้มเพื่อให้เรอ จากนั้นเปลี่ยนให้มาดูดเต้านมอีกข้าง แต่หากลูกอิ่มแล้ว พรุ่งนี้ค่อยให้ลูกดูดนมอีกข้างก็ได้ อย่าลืมสลับให้ดูดนมจากทั้งสองเต้า เพื่อลดอาการเจ็บที่หัวนม

นอกจากนี้ ควรให้ลูกกินนมบ่อยตลอดทั้งวัน โดยปลุกให้เขาตื่นมากินนมทุกๆ 2 ชั่วโมง วิธีนี้จะทำให้ลูกหลับเวลากลางคืนนานขึ้น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม การให้นมลูก คลิกต่อหน้า 2

10 สุดยอด “อาหารบำรุงสมอง” ลูกน้อย

 

อาหารบำรุงสมอง การที่เด็กๆ ได้รับสารอาหารที่ดีมีประโยชน์มาตั้งแต่อยู่ในครรภ์คุณแม่ นั่นคือการเริ่มต้นของพัฒนาการที่ดีรอบด้าน ยิ่งโดยเฉพาะการได้รับสารอาหารที่มีส่วนช่วยให้สมองลูกพัฒนาการดี แล้วคุณแม่มาต่อยอดให้ลูกอย่างต่อเนื่องในช่วงแรกคลอดด้วยน้ำนมแม่ และอีกช่วงที่สำคัญคือช่วงเริ่มอาหารเสริมแม่สามารถเลือกสรรอาหารบำรุงสมองเหล่านี้ให้ลูกได้อย่างเหมาะสม แต่ต้องให้อย่างสมดุลด้วยนะคะ

อยากให้ลูกฉลาด เรียนเก่ง ทำยังไงดี?  อย่างแรกเลย คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลเรื่องอาหารและโภชนาการของลูกอย่างใกล้ชิดค่ะ “อาหารบำรุงสมองลูก” สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของสมองลูกน้อย ช่วยให้สมองแจ่มใส ความจำดี และมีสมาธิมากขึ้นได้ ที่สามารถเริ่มคัดสรรอาหารสมองให้ลูกได้ตั้งแต่วัยเริ่มอาหารเสริม ซึ่งอาหารทั้ง 10 อย่างนี้ คุณแม่สามารถจัดให้ลูกได้ทานไปจนโตเลยค่ะ แนะนำว่าหากอาหาร 1 ใน 10 ชนิดนี้ไม่ได้เริ่มในช่วง 6 เดือนก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะสามารถให้ลูกได้ทานในช่วงวัยที่เติบโตขึ้นไปได้ค่ะ

 

ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหรัฐอเมริกา (American Dietetic Association หรือ ADA) อย่าง Bethany Thayer, Andrea Giancoli และ Sarah Krieger ได้ออกมาให้ข้อมูลและคำแนะนำที่น่าสนใจดังนี้ค่ะ

ความจริงแล้ว สมองคนเราต้องการอาหารและการบำรุงอย่างยิ่ง สมองเป็นอวัยวะร่างกายชิ้นแรกสุดที่จะดูดซึมสารอาหารจากสิ่งที่กินเข้าไป

ร่างกายของเด็กที่อยู่ในวัยกำลังโตมีความต้องการสารอาหารที่หลากหลาย ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีสุดยอดอาหารสมอง 10 อย่างที่จะช่วยให้ลูกน้อยวัยกำลังจะเข้าโรงเรียนอนุบาล หรือกำลังอยู่ในวัยเรียนหนังสือ ได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

สุดยอด “อาหารบำรุงสมอง” ที่เต็มไปด้วยคุณค่าโภชนาการและสารอาหารที่มีประโยชน์กับสมอง

แซลมอน

1. อาหารบำรุงสมอง – “แซลมอน

ปลาไขมันสูงอย่างปลาแซลมอนเป็นแหล่งโอเมก้า-3 ชั้นเลิศที่มีกรดไขมัน EPA และ DHA สูง สารอาหารเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างและพัฒนาสมองของลูกน้อย

มีงานวิจัยมากมายที่พิสูจน์แล้วว่า คนที่ทานกรดไขมัน EPA และ DHA เป็นประจำมักจะมีสมองเฉียบแหลมคิดได้อย่างฉับไว และทำแบบทดสอบทักษะด้านจิตใจได้ดี

จริงอยู่ว่าปลาทูน่าก็มีโอเมก้า-3 แต่ก็ไม่ได้มีเยอะเท่าปลาแซลมอน

“ปลาทูน่าเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี แต่เนื่องจากเป็นปลาไขมันน้อยจึงไม่ได้มีโอเมก้า-3 สูงเหมือนปลาแซลมอน”

นอกจากนี้ ปลาทูนาชนิด white (albacore) tuna ยังมีสารปรอทสูงกว่าปลาทูน่าชนิด light tuna ดังนั้นหน่วยงานรัฐในสหรัฐอเมริกาจึงมีประกาศเตือนให้ทานปลาทูน่าชนิด white (albacore) tuna ได้ไม่เกินอาทิตย์ละ 6 ออนซ์ หรือ 170 กรัมเท่านั้น

กินแซลมอนให้มากขึ้น : เปลี่ยนจากแซนด์วิชทูน่ามาเป็นแซนด์วิชแซลมอนแทนดีกว่าค่ะ ผสมเนื้อปลาแซลมอนกระป๋องเข้ากับมายองเนสไขมันต่ำหรือโยเกิร์ตสูตรปราศจากไขมัน ใส่ลูกเกด แครอท และขึ้นฉ่าย (ใส่มัสตาร์ดไปสักนิดด้วยก็ได้ถ้าลูกชอบกิน) ประกบคู่ด้วยขนมปังธัญพืชไม่ขัดสีซึ่งเป็นอาหารบำรุงสมองด้วยเช่นกัน

ไอเดียทำซุปแสนอร่อย : ใส่แซลมอนกระป๋องลงในซุปครีมบร็อกโคลี อาจเพิ่มบร็อกโคลีสับละเอียดลงในซุปด้วยเพื่อเพิ่มสารอาหารและรสสัมผัสละมุนลิ้น เด็กๆ ต้องชอบกันอย่างแน่นอนค่ะ

เมนูปลาแซลมอนจานเด็ด : เตรียมปลาแซลมอนกระป๋อง 400 กรัม ผักปวยเล้งหั่น 450 กรัม หอมใหญ่หั่นละเอียด ½ ลูก กระเทียมบด 2 กลีบ เกลือ ½ ช้อนชา พริกไทยดำนิดหน่อย ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน แล้วปั้นเป็นลูกเล็กๆ ตั้งกระทะไฟปานกลาง ทอดด้วยน้ำมันมะกอกโดยใช้ไม้พายกดให้แบนลง แล้วยกขึ้นเสิร์ฟทานกับข้าวกล้องร้อน ๆ เป็นอาหารสมองที่อร่อยและมีประโยชน์กับลูกน้อยมากค่ะ

 

อาหารบำรุงสมอง ไข่

2. อาหารบำรุงสมอง – “ไข่

เป็นที่รู้กันดีว่า “ไข่” ให้โปรตีนสูง แต่นอกเหนือจากโปรตีนแล้ว ไข่แดงยังอุดมไปด้วยโคลิน (choline) ซึ่งมีส่วนช่วยพัฒนาความจำด้วยค่ะ

กินไข่ให้มากขึ้น : ส่งลูกไปโรงเรียนด้วยอาหารเช้าจานไข่แบบง่ายๆ เช่น ไข่คนกับขนมปัง หรือทำ McMuffin เองที่บ้าน แค่ทอดไข่ใส่บนมัฟฟินสไตล์อังกฤษแล้วโรยด้วยชีสสูตรไขมันต่ำ รับรองอาหารสมองเมนูนี้ อร่อยเหาะ ถูกใจลูกๆ อย่างมาก !

อ่านต่อ >> “อาหารบำรุงสมองลูก” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีดูแลลูกเมื่อไปสระว่ายน้ำ

วิธีดูแลลูกเมื่อไปสระว่ายน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย?

 

วิธีดูแลลูกเมื่อไปสระว่ายน้ำ การเล่นน้ำเป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ชื่นชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านเราซึ่งอากาศร้อนเกือบตลอดทั้งปี การพาลูกไปเล่นน้ำที่สระ จึงต้องให้ความใส่ใจและระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัยให้มากเป็นพิเศษ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีวิธีดูแลลูกเมื่อต้องพาไปสระว่ายน้ำ มาฝากทุกครอบครัวค่ะ

 

วิธีดูแลลูกเมื่อไปสระว่ายน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย?


ช่วงนี้อากาศร้อนมาก ลูกสาววัย 3 ขวบเลยร่ำร้องจะไปเล่นน้ำที่สระว่ายน้ำเกือบทุกวัน อยากขอคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีดูแลทั่วๆไป  โดยเฉพาะเรื่องผม ผิว และอาการคล้ายๆ กับภูมิแพ้ที่มักเป็นหลังเล่นน้ำ

 

ไม่ว่าจะเป็นช่วงหน้าร้อน หรือช่วงฤดูอื่นตลอดทั้งปี กิจกรรมที่เด็กๆ ชอบกันมากอย่างหนึ่ง ก็คือ การว่ายน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าอาจมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ให้คุณแม่ได้กังวลใจกันอยู่บ้าง ดังนั้นเพื่อให้ได้คลายกังวลจากข้อสงสัยต่างๆ ในการดูแลลูกเมื่อไปสระว่าย แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านทารกแรกเกิด  จะมาให้คำตอบในเรื่องนี้กันค่ะ

ความปลอดภัย ผู้ใหญ่ควรอยู่ดูแลตลอดเวลาเพื่อช่วยเหลือในกรณีที่ลูกจมน้ำหรือสำลักน้ำ ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีความรู้เรื่องการช่วยชีวิตก็ยิ่งดี  แม้ลูกจะว่ายน้ำเป็น  อยู่ในห่วงยางหรืออยู่ในบริเวณน้ำตื้น ก็ไม่ได้เป็นสิ่งรับประกันความปลอดภัยได้นะคะ นอกจากนี้ ลูกอาจได้รับบาดเจ็บจากการเล่นสไลเดอร์ การกระโดดน้ำด้วยความประมาท หรือลื่นล้มจากการวิ่งเล่นริมขอบสระด้วย

ที่สำคัญพ่อแม่ควรต้องให้ความสำคัญกับรายละเอียดในเรื่องเหล่านี้ด้วย นั่นคือ

1. ความสะอาดของสระ

เพราะลูกอาจกลืนน้ำเข้าไปโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ ถ้าสระไม่ได้มาตรฐานเรื่องความสะอาด เมื่อมีผู้แพร่เชื้อลงไปในสระ เชื้อโรคที่ออกมาทางน้ำมูกหรือน้ำลายก็ไม่อาจถูกทำลายโดยคลอรีนที่มีน้อยเกินไป ผู้รับเชื้อจึงอาจเป็นโรคติดต่อได้ เช่น หวัด ตาแดง อาเจียน หรือท้องร่วง ในทางตรงข้าม ถ้าใส่คลอรีนมากเกินไป ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องตาอักเสบหรือผิวหนังอักเสบจากสารเคมี

2. ระยะเวลา

ในกรณีที่อุณหภูมิของน้ำในสระค่อนข้างเย็น เด็กเล็กไม่ควรเล่นนานเกินครึ่งชั่วโมง และ เด็กโตไม่ควรนานเกิน 1 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น เพราะอุณหภูมิร่างกายอาจลดต่ำเกินไป จนทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยหรือไม่สบายได้ง่าย

3. การดูแลเส้นผมและผิวหนัง

สารคลอรีนและแสงแดดมักเป็นสาเหตุที่ทำให้เส้นผมและผิวหนังถูกทำลาย และผิวหนังของเด็กก็บอบบางและอ่อนแอกว่าผู้ใหญ่มาก จึงควรให้การดูแลเป็นพิเศษ เช่น เลือกชุดว่ายน้ำที่ปกปิดผิวหนังและมีสารเคลือบป้องกันรังสี UVA และ UVB ทาครีมกันแดดแบบกันน้ำ (waterproof) ก่อนลงน้ำ และไม่ว่ายน้ำกลางแดดจ้า

หากมีปัญหาผิวหนังเป็นผื่นแดงจากการแพ้สารคลอรีน ก็ใช้วาสลีนหรือปิโตรเลียมเจลทาเคลือบผิวก่อนลงน้ำและอย่าเล่นน้ำนาน เมื่อขึ้นจากน้ำแล้ว ควรรีบล้างตัวเอาคลอรีนออกและอาบน้ำ เช็ดตัว เป่าผมให้แห้ง เพราะถ้าใส่ชุดที่เปียกแฉะตลอดเวลา ก็อาจทำให้เป็นเชื้อราหรือเกิดผื่นแพ้

หากมีปัญหาผิวแห้ง ควรทาโลชั่นบำรุงผิวเป็นประจำ เพราะการเล่นน้ำหรืออาบน้ำบ่อยๆ อาจทำให้ผิวหนังสูญเสียน้ำมันตามธรรมชาติจนทำให้ผิวแห้งมากยิ่งขึ้น

ส่วนการดูแลเส้นผม ถ้าผมยาว ควรมัดผมให้เรียบร้อยแล้วใส่หมวกด้วย จะช่วยป้องกันไม่ให้ผมเสียจากแสงแดด และหมวกจะช่วยป้องกันไม่ให้ผมยุ่งหรือพันกันมากตอนอยู่ในน้ำ เวลาสระผม ควรใช้แชมพูของเด็กและใช้ครีมนวดผมด้วยเพื่อให้ผมลื่นไม่พันกัน เวลาสางผม ให้ใช้หวีซี่ใหญ่ เพื่อไม่ให้หนังศีรษะถูกดึงมาก และควรเป่าผมด้วยลมเย็น ไม่ใช่ลมร้อน

อ่านต่อ >> “วิธีดูแลลูกหลังการว่ายน้ำ” หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

รกลอกตัวก่อนกำหนด ภาวะอันตราย ตายได้ทั้งแม่และลูก

“รก” ถือเป็นแหล่งให้อาหารแก่ทารก โดยรกเกาะติดกับผนังมดลูกด้านใน พอรับเลือดแม่แล้ว จะส่งผ่านเลือดทางสายสะดือไปยังทารกในครรภ์ ทั้งนี้รกปกติจะลอกและหลุดออกมาหลังทารกคลอดไม่เกิน 30 นาที – 1 ชั่วโมง แต่หาก รกลอกตัวก่อนกำหนด ถือเป็นภาวะอันตราย เสี่ยงเสียชีวิตทั้งแม่และลูก

รกลอกตัวก่อนกำหนด

รกลอกตัวก่อนกำหนด ภาวะอันตราย ตายได้ทั้งแม่และลูก

หากรกลอกตัวขณะที่เด็กยังไม่คลอด ภาวะนี้เรียกว่า รกลอกตัวก่อนกำหนด ก่อให้เกิดอันตรายทั้งแม่และลูกในครรภ์ ถือเป็นภาวะครรภ์ที่เสี่ยงสูง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มีอัตราพบภาวะดังกล่าว เพียงร้อยละ 1-2 ของแม่ตั้งครรภ์ทั้งหมด ส่วนอีก ร้อยละ 1 ของคุณแม่เสียชีวิตเพราะภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด สาเหตุเนื่องมาจากเลือดออกอย่างรุนแรง มีการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ และไตวายจากการสูญเสียเลือด จนเกิดการช็อก

 อาการของภาวะ รกลอกตัวก่อนกำหนด

  • ไม่มีอาการ คุณแม่ร้อยละ 40 ที่มีภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนดอาจไม่มีอาการใดๆ เลย แต่มาตรวจพบหลังจากคลอดลูก และคลอดรก
  • มีเลือดออกจากช่องคลอด ลักษณะของเลือดเป็นสีแดงคล้ำ ไม่จับตัวเป็นก้อนเลือด หรือ ไม่แข็งตัว โดยครึ่งหนึ่งของภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด มักจะเกิดในคุณแม่ท้องแก่ อายุครรภ์เกิน 36 สัปดาห์
  • ปวดท้อง หรือ ปวดมดลูก มดลูกบีบตัวบ่อยทำให้ท้องแข็งเป็นพักๆ บางคนรู้สึกท้องแข็งเกร็ง และปวดตลอดเวลา
  • กดเจ็บที่ท้อง
  • มีอาการช็อกจากการเสียเลือด คุณแม่ที่รกลอกตัวก่อนกำหนดอย่างรุนแรงจะเสียเลือดมาก ทำให้ความดันโลหิตตก ชีพจรเต้นเร็ว หน้ามืด จนเกิดการ ช็อก หากเป็นมากนอกจากลูกในครรภ์จะเสียชีวิตแล้ว ตัวคุณแม่ก็อาจเสียชีวิตด้วย ซึ่งคุณแม่ที่มีภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนดเสียชีวิตประมาณร้อยละ 1 จากการเสียเลือด
  • มีอาการเลือดไหลไม่หยุดจากการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ รกที่ลอกตัวก่อนกำหนดอย่างรุนแรง จะใช้ส่วนประกอบของเลือดที่ทำให้เลือดแข็งตัวไปอุดบาดแผลของรก จนร่างกายขาดสารเหล่านี้ ทำให้เลือดทั่วร่างกายไม่แข็งตัว ซึ่งจะส่งผลให้การเสียเลือดรุนแรงมากขึ้น แม่อาจไตวาย และเสียชีวิตได้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ใครบ้างที่มีความเสี่ยงรกลอกตัวก่อนกำหนด คลิกต่อหน้า 2

ผดร้อนในทารก

ผดร้อนในทารก อาการทางผิวหนังจากอากาศร้อน

ผดร้อนในทารก อากาศร้อนๆ ในหน้าร้อนแบบนี้ ทำเนื้อตัวเหนียวเหงื่อ ไม่สบายตัว จะขยับ จะทำอะไรหงุดหงิดไปหมด แล้วถ้ามีลูกเล็กวัยทารกด้วยล่ะก็ ไม่ใช่แค่แม่ที่ร้อน เพราะลูกก็ร้อนมากด้วยเหมือนกัน แถมตามเนื้อตัวลูกยังจะเป็นตุ่มผดร้อนขึ้นมาอีก  ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะพาไปทำความรู้จักกับ “ผดร้อนในทารก” ที่มักจะเป็นกันมากในทุกช่วงฤดูร้อน

 

ผดร้อนในทารก – ผดร้อน คืออะไร?

ช่วงหน้าร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าว ทำให้เกิดเหงื่อซึมตามเนื้อตัวได้ง่ายมากกว่าปกติ  จนทำให้ลูกเล็กๆ ร้องงอแงเพราะรู้สึกไม่สบายตัว และถ้าคุณแม่สังเกตตามผิวลูก ยิ่งโดยเฉพาะบริเวณที่ถูกเสียดสีได้ง่าย  เช่น ข้อพับต่างๆ ช่วงแผ่นหลัง ช่วงคอ ฯลฯ  มักเกิดตุ่มผดล็กๆ ขึ้นมา ซึ่งเรียกผดชนิดนี้ว่า “ผดร้อน”

ผดร้อน (Heat rash หรือ Prickly heat) เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของต่อมเหงื่อ ที่มีสาเหตุมาจากภาวะร้อนชื่น ผดร้อนสามารถเกิดได้กับทุกคนทั้งผู้ใหญ่และเด็ก โดยเฉพาะกับเด็กทารกแรกเกิด นั่นเพราะต่อมเหงื่อยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์

 

Must Read >> โรคลมแดด วายร้ายหน้าร้อนของเด็กเล็ก

 

ผดร้อนในทารก จะมีลักษณะขึ้นเป็นตุ่มน้ำเล็กๆ ที่ผิว ซึ่งจะมีลักษณะของตุ่มผดที่แตกต่างกันตามระดับความลึกของท่อต่อมเหงื่อที่ถูกอุดตัน สำหรับผดร้อนที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ นั้น คุณพ่อคุณแม่อาจสบายใจได้เพราะไม่ได้กระทบต่อสุขภาพของลูกร้ายแรงแต่อย่างใด จะมีก็แค่ทำให้ลูกรู้สึกหงุดหงิด ไม่สนุก เพราะมาจากอาการคัน หรือไม่ก็เกิดการแสบร้อนขึ้นที่ผิวของลูกได้ค่ะ

 

อ่านต่อ >> “อาการเด่นของผดร้อน ที่แม่สามารถสังเกตได้” หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ทําแอร์ใช้เอง ง่ายๆ DIY จากของใช้ภายในบ้าน ให้ทุกคนในครอบครัวเย็นชื่นใจ

ทําแอร์ใช้เอง …เข้าสู่ฤดูร้อนแบบนี้ อากาศร้อนมากถึงมากที่สุด จนคุณพ่อคุณแม่ไม่รู้จะพาลูกไปไหนดี เดินเที่ยวห้าง หรือเล่นน้ำคลายร้อน ก็เปลืองค่าเดินทางและของกิน หรือจะอยู่บ้านเปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำก็คงจะเปลืองไฟน่าดู Amarin Baby & Kids จึงมีวิธีการทำแอร์แบบเย็นๆ ด้วยงบประมาณแสนประหยัดสุดๆ มาฝากค่ะ จะทำอย่างไรไปดูกันเลย Continue reading “ทําแอร์ใช้เอง ง่ายๆ DIY จากของใช้ภายในบ้าน ให้ทุกคนในครอบครัวเย็นชื่นใจ”

คลอดก่อนกำหนดเพราะน้ำคร่ำเยอะ

ลูกน้อยคลอดก่อนกำหนด เพราะมีน้ำคร่ำมากไป

จากประสบการณ์ของคุณแม่ที่โพสต์เอาไว้ เมื่อลูกน้อย คลอดก่อนกำหนดเพราะน้ำคร่ำเยอะ คุณแม่ขอกำลังใจจากแม่ๆ เพื่อช่วยให้ลูกน้อยปลอดภัย ลูกน้อยของคุณแม่คลอดเมื่อคุณแม่ท้องได้ 25 สัปดาห์ 5 วันเท่านั้น (ประมาณ 6 เดือน) ด้วยน้ำหนัก 920 กรัม เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา

Continue reading “ลูกน้อยคลอดก่อนกำหนด เพราะมีน้ำคร่ำมากไป”

คุณแม่ท้อง ออกกำลังกาย ได้ไหม?

คุณแม่ท้องออกกำลังกายได้ไหม หากกำลังสงสัยว่า แม่ท้อง ออกกำลังกาย ได้ไหม ออกกำลังกายแบบไหนปลอดภัย และต้องระวังการออกกำลังกายแบบใดบ้าง เรามีคำตอบและคำแนะนำดีๆ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกท่านจะนำไปใช้ได้จริงค่ะ

แม่ท้อง ออกกำลังกาย ได้ไหม

แม่ท้อง ออกกำลังกาย

แม่ท้อง ออกกำลังกาย ได้ประโยชน์

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอขณะตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่คุณแม่ท่องสามารถทำได้แน่นอนค่ะ แถมยังเป็นสิ่งที่ดีต่อการตั้งครรภ์อีกด้วย เพราะจะช่วยให้คุณแม่มีสุขภาพดีส่งผลต่อสุขภาพและพัฒนาการที่ดีของลูกน้อยในครรภ์อีกด้วย โดยประโยชน์ของการออกกำลังกายกับแม่ท้อง นั่นคือ

  • ช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่น รองรับร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปขณะตั้งครรภ์
  • ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ จากการที่คุณแม่ต้องรับน้ำหนักตัวที่มากขึ้น และเป็นการเตรียมพร้อมร่างกายเพื่อการคลอด
  • ขณะออกกำลังกาย ระบบการไหลเวียนเลือดและการถ่ายเทออกซิเจนของคุณแม่จะทำงานได้ดีส่งผลให้เจ้าตัวเล็กในท้องคุณแม่เติบโตดีและแข็งแรงไปด้วย
  • ช่วยกระตุ้นพัฒนาการและประสาทสัมผัสของลูกน้อย เนื่องจากการเคลื่อนไหวของคุณแม่จะทำให้ลูกน้อยที่อยู่ในถุงน้ำคร่ำในครรภ์ได้เคลื่อนไหวหรือขยับไปมาด้วย
  • เพิ่มการหลั่ง สารสุข (เอนดอร์ฟิน) เวลาที่คุณแม่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำให้คุณแม่รู้สึกสดชื่นแจ่มใสอารมณ์ดี และลูกน้อยในครรภ์ก็จะรู้สึกดีตามไปด้วย
  • ลดอาการท้องผูกขณะตั้งครรภ์ และลดอาการปวดหลัง หรือปวดเมื่อยต่างๆ ได้
  • ช่วยคุณแม่ในการควบคุมน้ำหนักในระหว่างตั้งครรภ์ให้เพิ่มขึ้นอย่างสมดุล
  • ช่วยให้คุณแม่สามารถลดน้ำหนักกลับคืนสู่สภาพเดิม มีรูปร่างเหมือนกับตอนก่อนท้องได้โดยเร็ว
  • ช่วยให้คุณแม่นอนหลับในช่วงที่ตั้งครรภ์ได้สบายมากขึ้น

ปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย

แม้คุณแม่จะสามารถออกกำลังกายได้ในขณะตั้งครรภ์ แต่ก่อนที่คุณแม่จะเริ่มออกกำลังกาย ควรปรึกษาสูติแพทย์ที่ฝากครรภ์ก่อนค่ะว่า การตั้งครรภ์ครั้งนี้ปกติ ไม่มีความเสี่ยงใดๆ เช่น อายุคุณแม่ยังไม่เกิน 35 ปี ไม่มีประวัติการแท้ง ไม่มีโรคประจำตัว ร่างกายคุณแม่แข็งแรง ไม่มีภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งหากปรึกษาคุณหมอแล้ว คุณแม่สามารถออกกำลังกายได้ ก็ควรลงมือออกกำลังกายได้เลยค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ออกกำลังกายแบบไหน แม่ท้องทำได้ คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์เกินกำหนด อย่าชะล่าใจ นั่นหมายถึง ครรภ์เสี่ยงสูง

ตั้งครรภ์เกินกำหนด ใครว่าเป็นเรื่องน่าดีใจ โดยปกติแล้ว กำหนดคลอดของทุกคน หลังจากปฏิสนธิในครรภ์แม่ เมื่อนับจากประจำเดือนครั้งสุดท้าย คือ ตั้งครรภ์ 9 เดือนกับอีก 1 สัปดาห์ หรือ 40 สัปดาห์ หรือ 280 วัน หากใครตั้งครรภ์เกิน 9 เดือน กับ 3 สัปดาห์ หรือ 42 สัปดาห์ หรือ 294 วัน ถือว่าตั้งครรภ์เกินกำหนด

ครรภ์เกินกำหนด

ตั้งครรภ์เกินกำหนด อย่าชะล่าใจ นั่นหมายถึง ครรภ์เสี่ยงสูง

ย้อนกลับไปในสมัยโบราณ คนที่ตั้งครรภ์เกินกำหนด หรือที่เรียกว่า ท้องหนัก นั้นมีมากมาย บางคนอ้างว่าตั้งครรภ์เป็นปี แต่ในความเป็นจริงไม่ได้มีการกำหนดวันคลอดอย่างชัดเจน บางคนประจำเดือนมาไม่ปกติ ปีละครั้งก็มี ด้วยเหตุที่สมัยก่อนไม่มีอัลตราซาวนด์ช่วยตรวจว่าท้องได้กี่เดือน อัตราการ ตั้งครรภ์เกินกำหนด จึงมีสูงมาก

วกกลับมายังปัจจุบัน หากไม่ได้ตรวจด้วยเครื่องอัลตร้าซาวนด์ จะพบครรภ์เกินกำหนดมากถึงร้อยละ 7 ในขณะที่ตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์จะพบครรภ์เกินกำหนดจริงๆ ไม่เกินร้อยละ 2

แล้วครรภ์เกินกำหนดส่งผลยังไงบ้าง แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่เรื่องน่าดีใจเลยสักนิด เพราะ ตั้งครรภ์เกินกำหนด คือ ครรภ์เสี่ยงสูงนั่นเอง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

หากตั้งครรภ์เกินกำหนด รกจะแก่ น้ำคร่ำจะน้อย

รกไม่สามารถให้อาหารทารกได้ดี ทารกส่วนใหญ่กว่า ร้อยละ 90 จึงขาดอาหาร ขาดออกซิเจน ผลที่ทารกได้รับ

  • หน้าตาจะเหมือนลูกลิง
  • มีผิวหนังเหี่ยวย่น
  • ผิวหนังลอกเป็นแผ่นๆ เป็นชั้นๆ
  • ผิวแห้งมีขี้เทาฉาบอยู่
  • สะดือเปื่อยจนแทบขาดออกจากตัว

ติดตาม เหตุใดถึงตั้งครรภ์เกินกำหนด คลิกต่อหน้า 2

สารพัน ความเชื่อ คนท้อง ที่ควรฟังหูไว้หู

มีความเชื่อมากมายเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย แม้ทุกวันนี้โลกจะพัฒนาไปไกล ความเจริญทางเทคโนโลยีไหลบ่าจนตั้งรับแทบไม่ทัน แต่ความเชื่อเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ ซึ่ง ความเชื่อ คนท้อง ที่ว่านี้มีอะไรบ้าง ควรยึดถือปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน มาคิดวิเคราะห์ไปพร้อมๆ กันค่ะ

สารพัน ความเชื่อ คนท้อง ที่ควรฟังหูไว้หู

ความเชื่อ คนท้อง

ความเชื่อ คนท้อง เรื่องเพศของลูกในท้อง

มีความเชื่อ ของแม่ท้องเรื่องการทำนายเพศมากมาย หลายข้อก็คงเคยได้ยินกันมาอย่างคุ้นหู ไม่ว่าจะเป็น

  • สะดือคว่ำเป็นลูกชาย สะดือหงายเป็นลูกสาว
  • ท้องเอียงไปด้านขวาเป็นลูกชาย เอียงไปด้านซ้ายเป็นลูกสาว
  • ลูกดิ้นด้านขวาเป็นลูกชาย ลูกดิ้นด้านซ้ายเป็นลูกสาว
  • ท้องแหลมเป็นลูกชาย ท้องกลมเป็นลูกสาว
  • แม่หน้าสวย ผ่อง ได้ลูกสาว แม่หน้าสิวเขรอะ โทรมขั้นสุด ได้ลูกชาย
  • ฝันว่าได้แหวน หรือ ได้พระเป็นลูกชาย ฝันว่าได้ของสวยงาม เป็นลูกสาว

ความเชื่อ คนท้อง ที่กล่าวมานี้ แทบไม่สัมพันธ์กับความเป็นจริงเลย ยกตัวอย่างเช่น ลักษณะของท้อง ไม่ได้สัมพันธ์กับเพศ ที่ว่าท้องเอียงไปทางนั้นทางนี้จะเป็นเพศชาย เพศหญิง ในความเป็นจริง ท่าของเด็กและขนาดของเด็กเป็นตัวบ่งบอกเพศมากกว่า ส่วนความสดใสของคุณแม่ก็เช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในคุณแม่แต่ละคน บางคนสิวเต็มหน้า โผล่ออกมาเป็นลูกสาวก็มีเยอะแยะไป

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ความเชื่อ เรื่องการปฏิบัติตัวของคนท้อง คลิกต่อหน้า 2

เต้านมอักเสบ

เต้านมอักเสบ ความทรมานที่คนเป็นแม่ไม่อยากเจอ

เต้านมเป็นแหล่งแรกและแหล่งเดียวที่ผลิตอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย โดยธรรมชาติของร่างกายคุณแม่จะสร้างระบบการทำงานของเต้านมให้มีพัฒนาการเตรียมความพร้อมในการผลิตน้ำนมเป็นระยะ ตั้งแต่ตั้งครรภ์ ก่อนคลอด จนกระทั่งหลังคลอด โดยช่วงแรกของการตั้งครรภ์ เต้านมจะเริ่มขยาย และลานนมเริ่มมีสีเข้มขึ้น จากนั้นต่อมน้ำนมจะสร้างสารคัดหลั่ง และเมื่อหลังคลอดที่คุณแม่เริ่มให้ลูกดูดนมได้สัก 2-3 วัน เต้านมก็จะเริ่มผลิตน้ำนมออกมาสมบูรณ์แบบ ซึ่งในแต่ละระยะก็จะมีปัญหาที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นปัญหา เต้านมอักเสบ ในช่วงหลังคลอด ที่นำมาเสนอในวันนี้

ก้าวเข้าสู่ภาวะ เต้านมอักเสบ ได้อย่างไร

ช่วงหลังคลอด ต่อมน้ำนมจะผลิต “หัวน้ำนมหรือน้ำนมเหลือง” ที่อุดมไปด้วยประโยชน์สำหรับลูก และหลังจากคลอด 2-3 วัน จึงจะเริ่มผลิตน้ำนมออกมาอย่างเต็มที่ และช่วงนี้แหละที่คุณแม่อาจเกิดภาวะคัดเต้าจากน้ำนมค้างเต้านานเกินไป หรือบางครั้งผลิตออกมาแต่ถูกระบายออกไม่หมด จึงทำให้เกิดท่อน้ำนมอุดตัน และเป็นสาเหตุของเต้านมอักเสบตามมา

เต้านมอักเสบติดเชื้อได้อย่างไร

เต้านมอักเสบ เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลัก ๆ ที่มักจะเกิดกับคุณแม่หลังคลอดก็คือ การอุดตันของท่อน้ำนมจนบวม แดง และอักเสบ เนื่องจากต่อมน้ำนมสร้างน้ำนมออกมาเต็มที่ แต่ไม่ได้ถูกระบายออก ทั้งจากที่ลูกไม่ยอมดูด น้ำนมมากแล้วแต่ไม่ได้ปั๊มนมออก หรือการเคลียร์เต้าไม่หมด ทำให้มีน้ำนมค้างเต้าเป็นเวลานานเกินสัปดาห์ จับตัวเป็นก้อนไขมัน จนเต้านมตึงแน่น ส่งผลให้การทำงานภายในท่อน้ำนมเกิดความผิดปกติ เนื้อเยื่อรอบ ๆ เกิดการอักเสบ และหยุดผลิตน้ำนมในที่สุด

ส่วนอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เต้านมอักเสบก็คือ การติดเชื้อจากผิวหนังบริเวณเต้านม เช่น เป็นแผลที่หัวนมจากการดูดหรือกัด หัวนมแตก แผลจากการกดทับ รอยถลอก เนื่องจากในน้ำนมเป็นแหล่งอาหารที่ดีของเชื้อโรคด้วยเช่นกัน สังเกตได้จากนมแม่เมื่อออกมาเจออากาศภายนอกจะเสีย ดังนั้น หากดูแลทำความสะอาดบริเวณเต้านมไม่ดี เชื้อโรคหรือเชื้อแบคทีเรียก็จะเข้ามาตามหัวนม ท่อน้ำนม และบาดแผลต่าง ๆ ทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย

เมื่อเป็นเต้านมอักเสบแล้ว หากไม่รีบรักษาอาจลุกลามกลายเป็นฝี ซึ่งอันตรายและรักษายากยิ่งขึ้น โดยอาการฝีที่เต้านมพัฒนามาจากการติดเชื้อเพียงเล็กน้อย แต่ถูกมองข้ามและไม่ได้รักษาอย่างถูกวิธี ทำให้เกิดหนองใต้ผิวหนัง และมีสีคล้ำช้ำเลือดช้ำหนองที่เต้านม หากฝีแตกก็จะมีน้ำเหลืองไหลออกมาจากเต้านมได้ด้วย ดังนั้น หากเริ่มมีอาการเจ็บ ตึง หรือคัดเต้า ควรรีบหาสาเหตุและแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ สัญญาณบอกว่าเต้านมของคุณกำลังอักเสบ คลิกหน้า 2

ทารกเป็นหวัด

6 เรื่องที่พ่อแม่ต้องเข้าใจ เมื่อ ทารกเป็นหวัด

เมื่อ ทารกเป็นหวัด รู้ไหมว่าเด็กแต่ละคนมีโอกาสป่วยเป็นหวัดได้บ่อยครั้งต่างกัน และพ่อแม่มักคิดว่าลูกจะป่วยเป็นหวัดก็แค่ปีละครั้งเฉพาะหน้าฝนเท่านั้น ความจริงคือเด็กทุกคนสามารถป่วยเป็นหวัดได้ตลอดปี ซึ่งที่เป็นแบบนี้ก็เนื่องมาจากเด็กแต่ละคนมีภูมิคุ้มกันโรคไม่เหมือนกัน ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเรื่องที่พ่อแม่ควรรู้เมื่อ ลูกเป็นหวัด มาให้ทราบกันค่ะ

 

เมื่อ ทารกเป็นหวัด – โรคหวัดคืออะไร?

โรคหวัด (Common cold) ที่เราจะพูดกันถึงนี้คือโรคหวัดธรรมดาที่ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถเจ็บป่วยได้เหมือนกันโดยเฉพาะกับเด็กๆ ที่มักพบว่าป่วยเป็นหวัดได้บ่อยถึงปีละ 6-8 ครั้ง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเด็กมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำกว่าผู้ใหญ่ จึงทำให้ ทารกเป็นหวัด ได้บ่อย และอย่างที่บอกค่ะว่าโรคหวัดสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะกับหน้าฝน หรือหน้าหนาวเท่านั้น

 

Must Read >> ไข้ หรือ ตัวร้อน เรื่องที่พ่อแม่ต้องรู้ และดูอาการลูกให้เป็น!!

 

โรคหวัดมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ที่ทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะระบบทางเดินหายใจ ซึ่งไวรัสที่พบว่าก่อโรคหวัด ก็คือ กลุ่มไรโนไวรัส (Rhinoviruses) และ โคโรนาไวรัส(Coronaviruses)

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ทารกเป็นหวัด

ทารกเป็นหวัด มีอาการอย่างไร?

เมื่อ ทารกเป็นหวัด พ่อแม่มือใหม่มักมีความสับสนปนไม่แน่ใจว่าลูกเป็นหวัดธรรมดา หรือเป็นไข้หวัดใหญ่ สำหรับโรคหวัด สามารถสังเกตอาการได้ดังนี้…

  • เด็กที่ป่วยเป็นหวัดธรรมดา มักจะไม่มีอาการรุนแรงมาก
  • เด็กจะมีไข้ แต่ไม่สูง คือเมื่อวัดไข้อุณหภูมิร่างกายมักจะไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส
  • เด็กจะมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยเนื้อตัว
  • เด็กจะมีน้ำมูกใส คัดจมูก และมีการจาม
  • เด็กจะมีอาการไอ และเจ็บคอ
  • เด็กบางคนอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย

ไข้หวัดธรรมดา จากการติดเชื้อไวรัส มักจะทำให้ลูกมีไข้ คัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ ส่วนใหญ่เป็นอยู่ประมาณ 5-7 วัน แล้วก็จะค่อยๆ มีอาการดีขึ้นจนหายเป็นปกติ โดยส่วนใหญ่เมื่อ ทารกเป็นหวัด แล้วไปพบคุณหมอหากเป็นไม่มาก อาจได้รับยามาทานต่อที่บ้าน ซึ่งมักจะเป็นยาลดไข้สำหรับเด็กเพื่อช่วยบรรเทาอาการไข้

สำหรับโรคหวัดที่เกิดขึ้นกับลูกเล็กๆ นั้น พ่อแม่สามารถดูแลรักษาอาการหวัดให้ลูกดีขึ้นจนหายจากหวัดได้ ซึ่ง แพทย์หญิงปุษยบรรพ์ สุวรรณคีรี กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤต จากเพจ Dr.Pam book club(1) ได้ให้ความรู้พ่อแม่ในการดูแลลูกเล็กเมื่อ ลูกป่วยเป็นหวัด ให้ได้เข้าใจกันอย่างถูกต้อง มีดังนี้

6 เรื่องที่พ่อแม่ต้องเข้าใจเมื่อ ทารกเป็นหวัด

ทารกเป็นหวัด

1. เด็กเล็กหายใจทางจมูกเท่านั้น

เด็กเล็กนั้น โดยเฉพาะเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี ลิ้นจะมีขนาดใหญ่ เมื่อเทียบกับช่องปาก เพราะฉะนั้น เขาจะหายใจผ่านจมูก มากกว่า 90%  และเหตุนี้แม้เราจะคิดว่าการเป็นหวัด เป็นเพียงการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยในผู้ใหญ่  แต่สำหรับเด็กเล็กนั้นการเป็นหวัด ทำให้ทรมาณมากทีเดียว เพราะการที่เยื่อบุจมูกบวมขึ้นเพียงแค่ 1 มิลลิเมตรอาจทำให้การต้านทานอากาศเพิ่มขึ้น หายใจเอาลมเข้าไปยากขึ้น ถึง 16 เท่า

หัวใจสำคัญของการรักษาโรคหวัดในเด็ก ก็คือ nose care  พ่อแม่สามารถช่วยลูกด้วยการหยดน้ำเกลือเพื่อชะล้างน้ำมูกที่อยู่ในโพรงจมูกอันกว้างขวาง และน้ำมูกหลังลำคอที่ทำให้เกิดเสียงครืดคราด

ควรหยดน้ำเกลือในจมูกตอนไหน ? จริงๆ ทำได้บ่อยเท่าที่ต้องการเพราะไม่ได้มีอันตรายอะไร แต่อย่างน้อย ถ้าแม่ไม่อยากทำ หรือทำยาก ไม่ถนัดคือต้องหยดให้ลูกก่อนนอน

 

2. ถึงจะมีไข้ แต่ถ้ายังยิ้มได้ กินนมได้ ถือว่าอาการไม่น่าห่วง

พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะกังวลกับการมีไข้ของลูก หมอจะบอกว่า “ไข้” เป็นกระบวนการตอบสนองต่อเชื้อโรคตามธรรมชาติของร่างกายไม่ว่าติดเชื้อใดๆ ก็จะมีไข้ ซึ่งแปลได้ว่ามีการทำงานของภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นแล้ว การมีไข้ ทำให้เด็กไม่สบายตัว พ่อแม่สามารถช่วยลูกได้ด้วยการเช็ดตัว เพราะทำให้สบายตัวได้ทันที การเช็ดตัวที่ถูก คือเอาผ้าชุบน้ำ บิดให้หมาดและถูโดยออกแรงเล็กน้อย เพื่อให้เส้นเลือดใต้ผิวหนังขยายตัว จะได้ระบายความร้อนออกไปเช็ดสวนกับรูขุมขน

ส่วนยาลดไข้ให้กินได้ตามความเหมาะสม ถ้าให้ดีแม่มือใหม่ควรซื้อปรอทวัดไข้ไว้ที่บ้าน เพราะการจับหน้าผากด้วยมือไม่แม่นยำ ถ้าไข้สูง (>38.2C) ให้กินยาลดไข้ก็จะช่วยให้ไข้ลดเร็วขึ้นค่ะ แต่ถ้าไข้ต่ำๆ แค่เช็ดตัวก็เอาอยู่แล้วค่ะ

 

3. น้ำเกลือหยดจมูกไม่ทำให้สำลัก และต้องไม่มีน้ำมูกไหลออกจากจมูกอีกฝั่ง เพราะไม่เหมือนการล้างจมูก

สิ่งที่หมอจะให้คู่กับยาลดไข้ เวลาเด็กเป็นหวัดคือน้ำเกลือเอาไว้หยดจมูก น้ำเกลือหยดจมูกไม่เหมือนเอาน้ำเกลือมาล้างจมูก (nasal irrigation) นะคะ

น้ำเกลือหยดจมูก มักใช้ในเด็กเล็กที่ยังนั่งเองไม่ได้ ไม่แนะนำให้ “ล้างจมูก” ในเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน เพราะเขายังกลั้นหายใจตามจังหวะการพ่นน้ำเกลือเข้าจมูกไม่ได้ พ่อแม่มักจะถามว่าเด็กจะสำลักมั้ยถ้าเพียงแต่หยดลงไป 2-3 หยดต่อข้าง น้ำเกลือไม่ลงมาถึงกล่องเสียงหรือหลอดลมค่ะ ไม่สำลักหยดได้ค่ะ เด็กอาจจะร้องไห้ปกติอยู่แล้ว แต่หลังจากหยดน้ำเกลือ เขาจะรู้เลยว่าหายใจสบายขึ้น ถ้าพ่อแม่ทำบ่อยๆ ลูกจะเรียนรู้ไปเองค่ะ

อ่านต่อ >> “6 เรื่องที่พ่อแม่ต้องเข้าใจ เมื่อลูกเป็นหวัด” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พาลูกเที่ยวหลบแดดหลบฝน

รวมสถานที่ พาลูกเที่ยวหลบแดดหลบฝน ทั่วกรุง

วันหยุดแบบนี้ คุณพ่อ คุณแม่พาลูกน้อยไปเที่ยวที่ไหนกันบ้างคะ หลายครอบครัวอาจจะไปเที่ยวทะเล หลายครอบครัวอาจจะชอบเที่ยวกลางแจ้ง แต่สำหรับแม่น้องเล็กแล้วเที่ยวสู้แดดไม่ไหวจริงๆ ค่ะ เรามาดูที่เที่ยวในร่ม พาลูกเที่ยวหลบแดดหลบฝน ในกรุงเทพกันค่ะไปไหนดีน้า

Continue reading “รวมสถานที่ พาลูกเที่ยวหลบแดดหลบฝน ทั่วกรุง”

ภาวะการตั้งครรภ์

รกเกาะต่ำ ภาวะรุนแรงที่สุดของการตั้งครรภ์

รกเกาะต่ำ ภาวะรุนแรงที่สุดของการตั้งครรภ์ พบได้ 1 คนในการตั้งครรภ์ประมาณ 200 คน หลายคนคงพอได้ยินภาวะนี้มาบ้าง มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ภาวะรกเกาะต่ำ คืออะไร แล้วเหตุใดถึงเรียกได้ว่าเป็นภาวะที่รุนแรงที่สุด

ภาวะรกเกาะต่ำ

รกเกาะต่ำ ภาวะรุนแรงที่สุดของการตั้งครรภ์

ปกติแล้วรกจะเกาะบริเวณส่วนบนของมดลูก เมื่อคลอดลูกมดลูกส่วนบนซึ่งมีกล้ามเนื้อแข็งแรง จะบีบตัวทำให้เลือดจากแผลที่รกเกาะนั้นหยุด แต่สำหรับ รกเกาะต่ำ คือ รกเกาะบริเวณส่วนล่างของมดลูก หรือเกาะบริเวณปากมดลูก นอกจากทำให้มีเลือดออกตั้งแต่ตั้งครรภ์แล้ว ยังอาจเกิดการตกเลือดหลังคลอดด้วย เพราะเมื่อมดลูกหดรัดตัว ส่วนล่างของมดลูกที่มีกล้ามเนื้อน้อย ก็ไม่สามารถห้ามเลือดจากแผลที่รกเกาะต่ำได้ ซึ่งการเสียเลือดทำให้มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของแม่ โดยพบร้อยละ 0.3

และภาวะรกเกาะต่ำนี้จะเกิดอันตรายมากขึ้น ทำให้แม่เสี่ยงชีวิตมากขึ้น ถ้ามีการฝังตัวของรกที่ผิดปกติร่วมด้วย กับ ภาวะรกติด หรือ รกเกาะมดลูกแน่น (Placenta Accreta, Placenta Increta) ซึ่งในบางรายรกอาจจะกินทะลุออกนอกมดลูก (Placenta Percreta) ทำให้เกิดการตกเลือดอย่างรุนแรง

หากการตัดมดลูกไม่สามารถห้ามเลือดได้ก็ต้องรักษาโดยการผูกเส้นเลือดแดงอินเทอร์นอลอีลีแอค ที่ไปเลี้ยงบริเวณอุ้งเชิงกราน การผูกเส้นเลือดนั้นอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะเส้นเลือดแดงอินเทอร์นอลอีลีแอค ติดกับเส้นเลือดดำใหญ่ ต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการผูกเส้นเลือด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สาเหตุการเกิดภาวะ รกเกาะต่ำ คืออะไร

ไม่มีใครทราบสาเหตุแน่ชัดของภาวะรกเกาะต่ำ แต่มักจะเกิดได้ในกรณีเหล่านี้

  • แม่อายุมาก โดยพบว่าแม่ที่ตั้งครรภ์อายุมาก 30,35 และ 40 ปีขึ้นไป เสี่ยงต่อการเกิดรกเกาะต่ำสูงเป็น 2.5,3.2 และ 4.4 เท่า ตามลำดับ เมื่อเทียบกับแม่ตั้งครรภ์ อายุ 20-29 ปี
  • มีลูกหลายคน แม่ที่มีลูกมากกว่า 5 คนขึ้นไป พบภาวะรกเกาะต่ำร้อยละ 5
  • รกฝังตัวไม่ปกติ โดยมาฝังในส่วนล่างของมดลูก ทั้งนี้อาจเกิดจากเคยทำแท้ง เคยขูดมดลูก สูบบุหรี่ ตั้งครรภ์แฝด หรือ รกมีขนาดใหญ่ผิดปกติ
  • เคยผ่าตัดคลอด ถ้าคุณแม่คนไหน เคยผ่าท้องคลอดหลายท้อง ก็ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดรกเกาะต่ำสูง โดยพบว่าผ่าท้องคลอด 1ท้อง 2 ท้อง 3 ท้อง 4 ท้อง มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดรกเกาะต่ำร้อยละ 0.65,1.5,2.2 และ 10 ตามลำดับ
  • ตั้งครรภ์ครั้งที่แล้วเคยมีรกเกาะต่ำ ตั้งครรภ์นี้จึงมีโอกาสเกิดรกเกาะต่ำร้อยละ 4-8

ติดตาม ผลกระทบจากภาวะรกเกาะต่ำ ที่มีต่อทารก คลิกต่อหน้า 2

ลูกติดเต้า

5 วิธีเด็ด! ลูกติดเต้า เรามีทางแก้

ลูกติดเต้า ปัญหาใหญ่สำหรับ working mom ที่เมื่อครบกำหนดลาคลอดแล้ว แต่ลูกน้อยยังคงร้องไห้อ้อนคุณแม่เพื่อขอกินนมอุ่น ๆ จากเต้าอยู่ร่ำไป คนเป็นแม่ควรทำเช่นไร วันนี้ Amarin Baby & Kids มีวิธีดี ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาลูกติดเต้าแบบไม่เศร้ามาฝากกันค่ะ

ข้อดีเมื่อลูกได้ดูดเต้า

หลายคนอาจมองว่า ไม่ควรปล่อยให้ลูกดูดเต้าจนกลายเป็นเด็กติดเต้า แต่หากคุณเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ก็อาจสามารถทำได้ เพราะการให้ลูกดูดนมจากเต้ามีข้อดีมากมายทั้งต่อตัวคุณและลูกน้อย ดังนี้

  1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแม่กับลูก ซึ่งแพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ได้กล่าวเสริมไว้ว่า การได้ดูดเต้า เป็นช่วงเวลาที่ลูกมีความสุขและสงบที่สุด เพราะจะมีการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขใจ ทำให้ลูกนอนหลับสบาย อารมณ์ผ่อนคลาย ทั้งยังส่งผลต่อสายสัมพันธ์ในระยะยาวกับแม่ ทำให้เขารู้ว่า แม่คือคนที่เขาอยู่ด้วยแล้วมีความสุขและปลอดภัยที่สุด
  2. ไม่ต้องใช้เวลาในการเตรียมนมสต็อก ละลายนม และอุ่นนม สามารถให้นมแม่ได้ทันทีที่ลูกต้องการ
  3. ไม่ต้องล้าง ต้ม หรือนึ่งขวดนม ยิ่งหากลูกกินบ่อย ก็ยิ่งต้องล้างขวดนมบ่อย ซึ่งหากทำความสะอาดไม่ดี คราบนมที่เกาะอยู่ตามขวด จะกลายเป็นแหล่งสะสมชั้นดีของเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุทำให้ลูกท้องเสีย อาเจียน และไม่สบายได้
  4. ไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับให้นมลูก เมื่อต้องออกไปทำธุระข้างนอก เช่น ขวดนม คูลแพ็ค กระเป๋าเก็บความเย็น หรือเครื่องปั๊มนม
  5. คุณแม่ไม่ต้องเร่งปั๊มนม เพราะการดูดจากขวด จะทำให้ลูกดูดเร็ว ดูดสบาย และดูดเยอะ ซึ่งทำให้นมในสต็อกหมดเร็วตามไปด้วย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ข้อเสียเมื่อ ลูกติดเต้า มากเกินไป

เมื่อมีข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสียด้วยเช่นกัน หากบ้านไหนที่ลูกติดเต้าแม่มาก ๆ ก็อาจสร้างความลำบากได้ไม่น้อย ซึ่งมีอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลยค่ะ

  1. คุณแม่จะทำธุระส่วนตัวนอกบ้านไม่ค่อยสะดวก ต้องคอยพะวงว่าลูกจะร้องหิวนมหรือไม่
  2. ไม่มีใครสามารถดูแล หรือพาลูกเข้านอนได้ หากลูกจะต้องดูดเต้าทุกครั้งเพื่อกล่อมนอน
  3. เมื่อโตขึ้น การเลิกเต้าก็อาจทำได้ยากมากขึ้น

 

อ่านต่อ 5 วิธีแก้ลูกติดเต้า คลิกหน้า 2

หวัดแดด โรคหน้าร้อน

หวัดแดด โรคหน้าร้อน ที่ต้องระวังในเด็กเล็ก

หวัดแดด โรคหน้าร้อน  มีนา  เมษาพาร้อนจนแสบผิวไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม  คือจริงๆ ต้องบอกว่าบางจังหวัดในประเทศไทยร้อนกันชนิดที่ว่าลืมฝนลืมหนาวกันไปเลยก็ว่าได้  ที่สำคัญแสงแดดร้อนๆ ในหน้าร้อนนี้สามารถทำให้เด็กๆ ป่วยไข้ขึ้นมาได้ง่ายๆ  โดยเฉพาะกับ โรคหวัดแดด  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อมูล “หวัดแดด  โรคหน้าร้อน” มาให้ทราบกันค่ะ

 

 หวัดแดด โรคหน้าร้อน ที่ต้องระวังในเด็กเล็ก

โรคหน้าร้อน อย่างหวัดแดดไม่ได้จะเกิดขึ้นแต่กับเฉพาะเด็กๆ เท่านั้นนะคะ เพราผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็เป็นหวัดแดดได้มากเหมือนกัน แต่ที่ผู้เขียนเน้นในเด็กๆ  เนื่องจากร่างกายของพวกเขายังมีภูมิคุ้มโรคไม่แข็งแรงเท่ากับในผู้ใหญ่ จึงทำให้เกิดเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ สุขภาพแย่กันขึ้นมาได้ง่ายค่ะ

 

แล้วยิ่งตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงฤดูร้อน ที่อากาศร้อนอบอ้าวมากขึ้นทุกวัน บางวันอากาศร้อนจัดอุณหภูมิขึ้นสูงถึง 43 อาศาเซียลเซียส ที่ถ้าใครทำงานอยู่กลางแจ้ง หรือเด็กๆ เล่นสนุกอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน จะส่งผลให้ร่างกายเสียเหงื่อมาก อ่อนเพลีย และกระหายน้ำมาก อากาศที่ร้อนจัดขึ้นในทุกวันทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน จึงทำให้เด็กๆ ไม่สบายขึ้นได้ โดยเฉพาะการเป็น โรคหวัดแดด

 

Good to know… การที่ไข้หวัดแดดเกิดขึ้น เพราะร่างกายปรับตัวรับกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเร็วไม่ทัน อย่างเช่น ทำงานใช้ชีวิตอยู่กลางแจ้งสัมผัสกับอากาศร้อนอยู่กลางแดดนานๆ หรือบางครั้งอยู่ในอาคาร ห้องทำงานสัมผัสกับอากาศเย็นในอาคาร ฯลฯ สลับไปมาเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวเย็นเช่นนี้ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันจึงเกิดการป่วยขึ้น – นพ.ประยุทธ อังกูรไกรวิชญ์(1)

อ่านต่อ >> “หวัดแดด มีอาการให้สังเกตได้อย่างไร?” หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่