โอลิโกฟรุคโตส เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกรัก

 

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ ที่ต้องการเสริมสร้างพัฒนาการรอบด้านให้กับลูกน้อย สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการรอบด้านที่ดีและมีประสิทธิภาพได้นั้น ขึ้นอยู่กับการบริโภคและการที่ร่างกายของเด็กได้รับสารอาหารจำเป็นในการเสริมสร้างพัฒนาการไปพร้อมๆ กัน

ในที่นี้ เราจะมาพูดถึง สารอาหารตัวหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของลูก ซึ่งก็มีคุณค่าไม่น้อยไปกว่าสารอาหารตัวอื่น อย่าง โอลิโกฟรุคโตส คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจรู้อยู่แล้วว่า โอลิโกฟรุคโตส ดีต่อระบบขับถ่าย แต่จริงๆ แล้วโอลิโกฟรุคโตสมีประโยชน์กับสุขภาพของลูกน้อยเป็นอย่างมาก ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

โอลิโกฟรุคโตส (Oligofructose) เป็นใยอาหารธรรมชาติ ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดี ช่วยในการทำงานของระบบย่อยอาหาร ลดอาการท้องเสีย ท้องผูก โอลิโกฟรุคโตส เป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ เมื่อลูกทานอาหารหรือนมที่มีโอลิโกฟรุคโตสเข้าไปแล้วจะไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แต่จะผ่านไปที่ลำไส้ใหญ่ ไปเป็นอาหารของจุลินทร์ชนิดดีที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ ช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์สุขภาพ เช่น แลคโตบาซีลัส ให้มีความสมดุล ทำให้ระบบขับถ่ายดี และกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้ นั้นคือก้าวสำคัญที่จะต่อยอดไปถึงการเรียนรู้อย่างราบรื่นที่ไม่มีสะดุด เพราะลูกน้อยมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้วนั้นเอง

สร้างภูมิคุ้มกัน

โอลิโกฟรุคโตสกับประโยชน์ที่ลูกได้รับ

โอลิโกฟรุคโตส ไม่เพียงแต่คุณประโยชน์ทางด้านภูมิคุ้มกันต่อโรคลำไส้หลายชนิดแล้ว ก็ยังมีงานวิจัยที่พบว่า โอลิโกฟลุคโตส  ช่วยเพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียม ทำให้เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกได้ โดยสรุป โอลิโกฟรุกโตส มีคุณสมบัติเป็น พรีไบโอติก และมีคุณประโยชน์ดังนี้คือ

  • ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของลูกน้อย
  • ช่วยควบคุมและกำจัดปริมาณจุลินทรีย์ ที่ก่อให้เกิดโรคในร่างกาย
  • ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และมีกลไกช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้ใหญ่
  • ช่วยลดสารพิษหลายชนิดที่อาจสะสมตามผนังลำไส้
  • ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายของลูกน้อยสร้างภูมิคุ้มกันที่ต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้
  • ช่วยป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย
  • ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมของร่างกายได้ดีขึ้น เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน และโรคโลหิตจาง

ทั้งนี้ โอลิโกฟรุคโตส สามารถพบได้ในอาหารประเภทข้าวสาลี หัวหอม กล้วย ฯลฯ นอกจากนั้น อุตสาหกรรมอาหารยังนำไปเสริมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ และให้เขียนข้างฉลากว่าสารนี้ เป็น “ใยอาหาร” เช่น สารแทนไขมันใน ครีม เนยแข็ง ไอศกรีม สารแทนน้ำตาลในช็อกโกแลต ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์นม

ซึ่งชนิดของพรีไบโอติกนี้ ก็มีอยู่ในนมแม่ด้วย นั้นคือ โอลิโกแซคคาไรด์ (Oligosaccharide) ที่เป็นส่วนประกอบของน้ำนมที่มีปริมาณสูงเป็นอันดับ 3 รองจากน้ำตาลแลคโตส และไขมัน เพราะเหตุนี้ลูกน้อยจึงควรได้รับนมแม่อย่างน้อยที่สุด 6 เดือน

และในนมแพะเอง ก็มีพรีไบโอติก ชนิด Oligosaccharide เช่น Inulin และ Oligofructose อยู่ประมาณ 250 – 300 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งมากกว่านมวัว 4-5 เท่า และเป็นแบบเดียวกับนมแม่จึงช่วยป้องกันการติดเชื้อ การอักเสบในทางเดินอาหาร รวมถึงช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และลดปัญหาท้องผูกได้อีกด้วย ดังประโยชน์ที่กล่าวมาข้างต้น

สิ่งสำคัญคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องส่งเสริมในเรื่องการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นอย่างอิสระ กล้าคิดกล้าทำ สร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมต่อการเรียนรู้ ให้ลูกมีโภชนาการที่ดี เพื่อให้พร้อมต่อการเรียนรู้ต่างๆ ทำให้เป็นเด็กที่เรียนรู้อย่างฉลาดตามธรรมชาติต่อไปในอนาคต

7 เคล็ดลับง่ายๆ ส่งเสริมลูกให้ฉลาดสมวัยด้วยวิธีธรรมชาติ พ่อแม่สร้างได้!!!

เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคน อยากให้ลูก เป็นเด็กเก่ง เด็กฉลาดสมวัย บางคนก็คาดหวังอยากให้ลูกเป็นอัจฉริยะ ซึ่งก็มีคำแนะนำมากมายในหนังสือเกี่ยวกับการเป็นอัจฉริยะที่สามารถสร้างกันได้ หรือบางคนส่งลูกเข้าสถาบันเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่ยังไม่ตั้งไข่ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ จึงกลายเป็นคำถามว่า “จะทำอย่างไร ให้ลูกเป็นเด็กฉลาด”

คำว่า “ฉลาด” ในที่นี้หมายถึง การที่ลูกมีพัฒนาการและการเจริญเติบโต ทั้งด้านร่างกาย ภาษา สติปัญญาที่สมวัย ไม่ช้าเกินเกณฑ์ และได้รับการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม และความฉลาดก็เป็นสิ่งที่พ่อแม่สามารถช่วยกันสร้างขึ้นมาในตัวลูกๆ ได้เองด้วยสองมือ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินทอง หรือค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย แค่ความเอาใจใส่ประกอบกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ก็สามารถส่งเสริมความฉลาดอย่างเป็นธรรมชาติให้กับลูกน้อยได้แล้วค่ะ โดยมีเคล็ดลับง่ายๆ ดังนี้

1. นมแม่ ดีที่สุด

นมแม่ เป็นอาหารสมองที่จำเป็นอย่างยิ่ง มีงานวิจัยมากมาย ต่างแสดงตรงกันว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น มีผลดีกับเด็กทารก เพราะนมแม่ช่วยป้องกันโรคติดเชื้อที่อันตราย และให้สารอาหารที่จำเป็นต่อเด็ก นักวิจัยชาวเดนมาร์กพบว่านมแม่สามารถทำให้เด็กฉลาดขึ้นพร้อม ๆ กับสุขภาพดีขึ้นด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าคุณรู้สึกว่านมแม่มีสิ่งดี ๆ อยู่ คุณก็ควรจะลงทุนกับสุขภาพของลูกเสียแต่เนิ่น ๆ เพราะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สามารถให้ผลดีอย่างมากในระยะยาวทีเดียว

ฉลาดสมวัย DG

2. อ่านหนังสือ ฝึกปรือความคิด

การอ่านเป็นอีกเรื่องที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม และต้องถือเป็นข้อปฏิบัติที่ต้องอ่านให้ลูกฟัง หนังสือดีๆ ช่วยให้ลูกเรียนรู้ภาษาได้จริง น้ำเสียงที่พ่อแม่อ่านให้ฟังทุกวัน จะช่วยให้ลูกจดจำคำศัพท์ และประโยคได้ เด็กบางคนสามารถอ่านหนังสือออกตั้งแต่ยังไม่เรียน เพราะได้ยินพ่อแม่อ่านหนังสือให้ฟังทุกวันนั่นเองค่ะ

3. ออกกำลังกาย สร้างพลังสมองง่ายและดี

การออกกำลังกายโดยตัวของมันเองแล้วไม่ได้ทำให้ลูกฉลาดขึ้นโดยตรง แต่เป็นการทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว ช่วยให้มีการตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น และทำให้สมองของลูกทำงานได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน โดยมีงานวิจัยจากหลายแห่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างชัดเจนระหว่างความแข็งแรงของร่างกายกับความสำเร็จทางวิชาการ โดยการเข้าร่วมเล่นกีฬาช่วยสร้างความมั่นใจ การร่วมมือทำงาน และความเป็นผู้นำ ซึ่งแทนที่จะให้ลูกนั่งนอนดูทีวีหลังอาหารเย็น ลองเปลี่ยนไปเล่นลูกบอลหรือปั่นจักรยานนอกบ้านดูบ้างก็จะเป็นการดี

ฉลาดสมวัย DG

4. เดินเล่นนอกบ้าน สนุกสนานสบายอารมณ์

เช้าๆ หรือเย็นๆ แดดอ่อนๆ ลมโชยเบาๆ พาลูกน้อยสำรวจรอบบ้าน จะเป็นต้นไม้ใบหญ้า นกบินผ่าน แมวกระโดด เสียงเจ้าหมาเห่า ก็ชี้ให้ลูกมองตาม พ่อแม่ก็อธิบายพูดคุยกับลูกไปสบายๆ เพิ่มคำศัพท์ให้ลูกน้อยทุกวันอย่างเป็นธรรมชาติ

5. ให้ลูกหัดช่างสงสัย และหาคำตอบด้วยตัวเอง

มีผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า พ่อแม่ที่ชอบแสดงความช่างสงสัยและส่งเสริมให้ลูก ๆ ได้ค้นหาแนวคิดแบบใหม่ ๆ นั้น เป็นการให้บทเรียนกับเด็ก ๆ ที่มีค่ามาก เพราะนั่นทำให้พวกเขาได้รู้ว่าการหาความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญ และควรสนับสนุนงานอดิเรกและความสนใจของพวกเขาด้วยการถามคำถามต่าง ๆ สอนลูกให้ทำสิ่งใหม่ ๆ และพาลูกไปท่องเที่ยวเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ในที่ต่าง ๆ ก็จะช่วยพัฒนาความช่างสงสัยที่ดีต่อสติปัญญาได้ต่อไป

6. ปล่อยความรักของพ่อแม่ ให้ลอยทั่วบ้าน

การสร้างบ้านให้มีบรรยากาศน่าอยู่ ไม่ใช่ความใหญ่โต หรือความสวยงาม แต่เป็นเรื่องที่คนในบ้านต้องสร้าง การยิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยกันด้วยความรักความเข้าใจในธรรมชาติของลูก ความเข้าใจซึ่งกันและกันของสมาชิก ความมีน้ำใจ และอภัยให้กัน สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานให้บรรยากาศภายในบ้านเอื้อต่อการเรียนรู้ เมื่อพ่อแม่แสดงความรักกับลูกทุกครั้งที่มีโอกาส ลูกจะอยู่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นและมั่นคงในจิตใจ ซึ่งลูกก็จะรู้จักแสดงความรักออกไป และพร้อมที่จะเปิดใจยอมรับในสิ่งใหม่ ๆ ด้วยเช่นกัน

ฉลาดสมวัย DG

7. เลือกโภชนาการดี ได้รับสารอาหารครบถ้วน

“อาหาร” ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักเพื่อการพัฒนาสมอง เด็กที่ได้รับสารอาหารที่ดีทำให้ร่างกายและสมองพร้อมต่อการเรียนรู้ต่างๆ ฉะนั้นการให้ลูกรับประทานอาหารครบ ทั้ง 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอ จะทำให้พัฒนาการของร่างกาย และการเรียนรู้เป็นไปอย่างสมบูรณ์ ซึ่งสารอาหารหลักที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเจริญเติบโตของสมองลูกน้อย มีทั้งโปรตีน กรดไขมันพิเศษ วิตามิน เกลือแร่ และธาตุเหล็ก

ซึ่งในนมแพะก็เพียบพร้อมไปด้วยสารอาหารที่ลูกน้อยโดยเฉพาะโปรตีนคุณภาพในนมแพะ เป็นโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ที่ย่อยและดูดซึมง่าย ร่างกายจึงนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้นมแพะถูกย่อยและดูดซึมได้ง่าย ช่วยดูแลลูกน้อยไม่ให้เกิดอาการท้องอืด หรือท้องผูก ที่สำคัญโปรตีน CPP ในนมแพะยังช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม เหล็ก สังกะสี แมกนีเซียมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีใยอาหารจากธรรมชาติ คือพรีไบโอติก (Prebiotic) อย่างอินนูลิน (Inulin) และโอลิโกฟรุคโตส (Oligofructose) ที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดีที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ ทำให้การทำงานของระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายเป็นไปอย่างดี ลดอาการท้องผูก และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายอีกด้วย เมื่อร่างกายของลูกแข็งแรงแล้ว ก็พร้อมที่จะเรียนรู้และรับสิ่งต่างๆเข้าสู่สมอง

ดังนั้น เพื่อให้ลูกน้อยฉลาดสมวัยตามธรรมชาติ การใส่ใจกับสารอาหารที่ลูกจะได้รับจึงเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำ เนื่องจากเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาสมองและร่างกายของลูกน้อยให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ

พัฒนาการทารก

พัฒนาการทารก แรกเกิด – 1 ขวบ พร้อมเทคนิคส่งเสริมพัฒนาการ

พัฒนาการทารก …คุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงส่วนมากจะตื่นเต้นกับการมีสมาชิกใหม่ตัวน้อย จนลืมสังเกตพฤติกรรมลูกในแต่ละช่วงอายุ ยังไม่ทันสังเกตว่าเขาพลิกตัวเมื่อไหร่ เริ่มอ้อแอ้และส่งเสียงเรียกแม่เมื่อไหร่

พัฒนาการทารก 1-12 เดือนพัฒนาการทารก

เพราะลูกน้อยพร้อมเรียนรู้ได้ตั้งแต่แรกเกิด พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ กับทุกสิ่งรอบตัว…คุณพ่อคุณแม่มือใหม่จึงต้องเตรียมความพร้อมอย่างละเอียด แบบก้าวต่อก้าว เดือนต่อเดือน ว่าทำอย่างไรจึงจะเลี้ยงดูลูกให้เติบโตสมบูรณ์ และมีพัฒนาการที่ดีรอบด้านตั้งแต่ก้าวแรกที่เกิดมา…เราจึงได้รวบรวมพัฒนาการทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 1 ขวบ มาฝากตามรายละเอียดนี้เลยค่ะ

 

พัฒนาการทารก วัย 1 เดือน

  • ยกศีรษะได้ชั่วครู่(นอนคว่ำ)
  • สบตา
  • จ้องหน้าแม่

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– กินนมแม่อย่างเดียว
– ยิ้มแย้ม มองสบตา เล่นพูดคุยกับลูก
– เอียงหน้าไปมาช้าๆ ให้ลูกมองตาม
– อุ้มบ่อยๆ อุ้มพาดบ่าบ้าง

เคล็ดลับ : ใช้เวลาอยู่ใกล้ๆลูก ทำไมต้องใกล้ เพราะว่าทารกแรกเกิดสายตาสั้น มองเห็นภาพชัดที่ระยะไม่เกิน 12 นิ้ว วัยนี้ลูกชอบมองใบหน้าคน ดังนั้นถ้าลูกไม่หลับ ให้เอาหน้าคุณไปใกล้ๆลูก และพูดด้วยว่า “อากูๆ”พัฒนาการทารก

พัฒนาการเด็กทารก วัย 2 เดือน

  • ชันคอในท่าคว่ำ
  • รู้จักยิ้มตอบ
  • คุยอ้อแอ้ ทำเสียงอือ อา อยู่ในคอ

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– กินนมแม่อย่างเดียว
– เล่นกับลูกโดยแขวนของสีสด ห่างจากหน้าลูกประมาณ 1 ศอกให้ลูกมองตาม
– พูดคุยทำเสียงต่างๆ และร้องเพลง
– ให้ลูกนอนคว่ำในที่นอนที่ไม่นุ่มเกินไป

เคล็ดลับ : ช่วยเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กที่มือ และ สายตา โดยจับมือลูกตบแปะ และ ร้องเพลง อีกไม่นานเกิน 2-3 ด. ลูกจะทำเองได้ รวมถึงการทำสีหน้าเลียนแบบได้ด้วย เช่น แลบลิ้น อ้าปากกว้าง ยิ้มยิงฟัน

พัฒนาการทารก

พัฒนาการทารก วัย 3 เดือน

  • ชันคอได้ตรงเมื่ออุ้มนั่ง
  • ยกศีรษะได้ 45 องศา
  • เริ่มพลิกคว่ำ
  • ส่งเสียงโต้ตอบ

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– กินนมแม่อย่างเดียว
– อุ้มท่านั่ง พูดคุยทำเสียงโต้ตอบกับเด็ก
– ให้ลูกนอนเปล หรืออู่ ที่ไม่มืดทึบ

*ถ้าลูกอายุ 3 เดือน แล้วลูกไม่สบตา หรือ ยิ้มตอบ ไม่ชูคอในท่านอนคว่ำ ควรปรึกษาแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

เคล็ดลับ : ลูกเริ่มสนใจมือตัวเองมากขึ้น และ ใช้มือปัดป่ายสิ่งของที่อยู่ข้างหน้า ให้เอาของเล่นสีสันสดใสให้ลูกฝึกจับ คอลูกเริ่มแข็งพยายามผงกศีรษะจากพื้น จับลูกนอนเล่นในท่าคว่ำอยู่หน้ากระจกขณะที่ลูกตื่นอยู่ ลูกจะพยายามผงกหัวขึ้นมามองตัวเองในกระจก

พัฒนาการทารก

 

พัฒนาการเด็กทารก วัย 4 เดือน

  • เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้หัวเราะเอิ๊กอ๊าก เสียงดัง
  • มองตามสิ่งของหรือคนที่เคลื่อนไหวในระยะห่าง 6 นิ้ว
  • เริ่มไขว่คว้า
  • ยกศีรษะได้เต็มที่ ชูคอตั้งขึ้นในท่าคว่ำ

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– กินนมแม่อย่างเดียว
– จัดที่ที่ปลอดภัยให้เด็กหัดคว่ำ คืบ
– เล่นกับลูกโดยชูของเล่นให้ลูกไขว่คว้า
– ชมเชย ให้กำลังใจลูก เมื่อลูกทำได้

เคล็ดลับ : วัยนี้ลูกจะทำอะไรได้มากขึ้น ไม่ว่า จะการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ด้านการเคลื่อนไหว หรือ ด้านการสื่อความหมาย เช่น ทารกจะส่งเสียงออกมาอย่างมีความสุขเมื่อเห็นของเล่นสีสันสดใส หรือ ร้องไห้อย่างมากเวลาที่คุณเดินจากไป และ ตอนนี้ทารกเริ่มสนุกกับการบ้าจี้เป็นแล้ว

พัฒนาการทารก

อ่านต่อ >> “พัฒนาการเด็กวัย 5-8 เดือน” หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สัญญาณ ลูกกลับหัว

7 สัญญาณ ลูกกลับหัว ที่บอกให้รู้ว่าใกล้คลอดแล้ว!

สัญญาณ ลูกกลับหัว การสังเกตความเปลี่ยนของร่างกายของแม่ท้อง เป็นหนึ่งในเรื่องที่ควรต้องให้ความใส่ใจกันอย่างมาก เพราะทุกความเปลี่ยนแปลงนั่นหมายถึงทารกในครรภ์อาจมีปัญหา หรือมีพัฒนาการสมบูรณ์ดีเป็นปกติ  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงของร่างกายแม่ท้องที่ควรรู้นั่นคือ สัญญาณ ลูกกลับหัว

 

สัญญาณ ลูกกลับหัว ที่บอกให้รู้ว่าใกล้คลอดแล้ว

โดยกลไลตามธรรมชาติของร่างกายคนท้อง เมื่ออายุครรภ์ได้ 32 สัปดาห์เป็นต้นไป ร่างกายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งนั่นคือ ทารกในครรภ์จะเริ่มเคลื่อนตัวและกลับศีรษะเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอดที่กำลังจะใกล้เข้ามาในอีกไปกี่สัปดาห์ที่เหลืออยู่ ซึ่งในคนท้องบางรายทารกในครรภ์อาจจะยังไม่เริ่มกลับศีรษะในสัปดาห์นี้ อาจไปกลับหัวเอาตอนสัปดาห์ที่  36  ก็ได้เช่นกันค่ะ

 

ลูกกลับหัว
ลูกกลับหัว

พัฒนาการครรภ์ สัปดาห์ที่ 32 ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายแม่ท้องที่เกิดขึ้น มีดังนี้

  • แรงดันที่เกิดจากร่างกายทารกที่ใหญ่มากขึ้น จะทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บตรงบริเวณซี่โครง
  • ข้อนิ้วของนิ้วมือ นิ้วเท้า เริ่มบวมมาก แหวนที่ใส่ที่นิ้วจะรู้สึกคับๆ แนะนำให้ถอดออกก่อนค่ะ
  • ทารกในครรภ์เริ่มมีการเคลื่อนย้ายร่างกาย โดยที่ศีรษะของทารกจะเคลื่อนมาอยู่ในท่ากลับหัวบ้างแล้ว

ลูกในครรภ์ที่ร่างกายเติบโตขยายใหญ่ไปตามพัฒนาการ อาจทำให้คุณแม่รู้สึกได้ว่าลูกดิ้นได้ไม่แรงเหมือนก่อนหน้านี้ นั่นเพราะว่าพื้นที่ในมดลูกมีน้อยลงจากร่างกายลูกที่ขยายจนเกือบเติมพื้นที่ แต่ถึงอย่างไรคุณแม่ก็ควรต้องนับการดิ้นของลูกอยู่เหมือนเดิม และต้องไปพบคุณหมอเพื่อตรวจสุขภาพครรภ์ตามที่คุณหมอนัดด้วยนะคะ โดยในเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์คุณหมออาจจะนัดคุณแม่ถี่มากขึ้นค่ะ

อ่านต่อ >> “7 สัญญาน ลูกกลับหัว ที่แม่ท้องควรรู้” หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ตั้งชื่อเล่นลูก

ตั้งชื่อเล่นลูก 100 ชื่อเล่นไทยๆ ลูกชาย ลูกสาว เพราะดี มีความหมาย

การ ตั้งชื่อเล่นลูก มีความสำคัญไม่แพ้ชื่อจริง ถึงแม้ว่าคนเราชื่อจริง จะใช้เป็นชื่อในทางราชการ แต่ในชีวิตประจำวันก็อาจต้องใช้ชื่อเล่นเพื่อเรียกขานกันให้ง่ายขึ้น เพราะบางคนอาจมีชื่อจริงยาวและอ่านยาก มาดู 100 ไอเดีย ตั้งชื่อเล่นลูกสาว ตั้งชื่อเล่นลูกชายแบบไทยๆ เพราะดี มีความหมาย ทันสมัย เรียกง่ายกัน

ส่วนมากแล้วพ่อแม่มักจะ ตั้งชื่อเล่นลูก ตามความชอบมากกว่าที่ตั้งชื่อให้ถูกหลักเกณฑ์ ดังนั้นชื่อเล่นบางชื่อ จึงไม่มีความหมาย แต่เน้นออกเสียงที่ดูดี หรือแปลกๆ สะดุดหู บางครั้งก็ ตั้งชื่อเล่นไทยๆ เป็นชื่อสัตว์ เช่น แมว ไก่ ก็มีเช่นกัน

ตั้งชื่อเล่นลูก 100 ชื่อเล่นไทยๆ ลูกชาย ลูกสาว

ตั้งชื่อเล่นลูก

การ ตั้งชื่อเล่นลูก แบบไทย ๆ ถูกลบเลือนหายไป เมื่อชื่ออังกฤษสามารถเรียกทับศัพท์ได้ มีความหมายและทันสมัย ซึ่งคนไทยในปัจจุบันนิยมตั้งชื่อเล่นของลูกหลานเป็นภาษาต่างประเทศกันมากขึ้น ทำให้กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มีนโยบายอนุรักษ์ภาษาไทย ภาษาถิ่น และจัดโครงการรณรงค์ให้พ่อแม่คนไทยตั้งชื่อเล่นลูกเป็นภาษาไทยและภาษาท้องถิ่น เพื่อสร้างค่านิยมกระตุ้นให้เกิดความภูมิใจในความเป็นไทย อีกทั้งการ ตั้งชื่อเล่นไทยๆ สามารถเลือกความหมายที่ดีและถูกใจเพื่อใช้ ตั้งชื่อเล่นลูกหลานของตนได้

♥ แนะนำบทความน่าอ่าน! : โปรแกรมตั้งชื่อลูก...ตัวช่วยพ่อแม่ยุคใหม่

5 ข้อที่ต้องคำนึงก่อนเริ่ม ตั้งชื่อลูก

  1. การตั้งชื่อลูก ต้องคำนึงช่วงเวลา หรือระยะเวลาที่กำลังดำเนินไป ต้องมองให้รอบว่าชื่อนี้ยังสามารถใช้ได้อยู่หรือไม่เมื่อเข้าสู่วัยชราที่นำหน้าด้วย ตา – ยาย สำหรับชื่อบางชื่อเป็นชื่อที่ดูน่ารักสำหรับเด็กๆ แต่เมื่อโตไปเป็นผู้ใหญ่ มีอายุมากขึ้น พอเรียกชื่อแล้วอาจจะดูไม่เหมาะสม
  2. การตั้งชื่อลูก ที่เป็นภาษาต่างประเทศ ในบางชื่อออกเสียงยากเกินไปจนทำให้คนอื่นเรียกชื่อผิดๆ ได้ หรืออาจกลายเป็นเรื่องตลก จากที่คิดว่าการตั้งชื่อแบบนี้นั้นโดดเด่น แต่อาจกลับกลายเป็นปมด้อยให้กับเด็กจนขาดความมั่นใจได้โดยไม่รู้ตัว
  3. การตั้งชื่อลูก จากชื่อผลิตภัณฑ์ หรือชื่อสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน หากเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ชื่อที่ตั้งไว้ก็อาจกลายเป็นชื่อเชยๆ ไปเลยก็ได้
  4. การตั้งชื่อลูก โดยเฉพาะชื่อที่คล้ายกับสัตว์เลี้ยง เมื่อคนอื่นๆ เรียกอาจดูน่าขำ คงจะกลายเป็นเรื่องที่ตลกหากว่าลูกคุณต้องชื่อซ้ำกับเจ้าหมา
  5. การตั้งชื่อลูก โดยเฉพาะชื่อเล่นซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เป็นที่ยอมรับของบุคคลอื่นๆ ในครอบครัว อย่าง ปู่ ย่า ตา ยาย ก็ควรจะปรึกษากันให้ดี เพื่อความพึงพอใจของทุกๆ ฝ่าย

♥ บทความแนะนำน่าอ่าน :

อ่านต่อ >> เทคนิคการตั้งชื่อเล่นให้ลูกที่ได้รับความนิยม และรวม 100 ชื่อเล่นแบบไทยๆ เพราะดี มีความหมาย” คลิกหน้า 2

ความเชื่อโบราณ! การไหว้ผีบ้านผีเรือน-แม่ซื้อ และรับขวัญเมื่อพาลูกทารกเข้าบ้าน

ความเชื่อในการนับถือ การไหว้ผีบ้านผีเรือน …เป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ชาวนครไทย (ปัจจุบันคือ อ.นครไทย ตั้งอยู่ใน จ.พิษณุโลก) ซึ่งได้รับสืบทอดกันมาจากปู่ย่าตายายบรรพบุรุษ เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อ เพราะด้วยการเป็นครอบครัวที่มีความผูกพันกันมา สิ่งที่บรรพบุรุษทำไว้ก็จะสืบสาน ทำกันตามมา และเชื่อว่าถ้ากระทำแล้วจะทำให้สังคมหรือบุคคลในครอบครัวมีความสุขสงบ

การไหว้ผีบ้านผีเรือน ที่ถูกต้อง เพื่อความสุขของทุกคนในครอบครัว

การไหว้ผีบ้านผีเรือน

คนไทยเรียก ผีบ้านผีเรือน ว่า “ผีพ่อเฒ่าเจ้าเรือน”, “ผีพ่อเฒ่าใหญ่” หรือ “ผีเหย้าผีเรือน” ซึ่งผีเหล่านี้ เป็นบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้ว และมีความผูกพันใกล้ชิดกับลูกหลาน  เช่น ปู่ย่าตายายทั้งหลาย มีลักษณะต่างจากผีทั่วไป คือจะอยู่ในรูปของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ลักษณะรูปร่างจะเหมือนคนปกติ ใส่ชุดไทย ซึ่งจะคอยคุ้มครองผู้อยู่อาศัยในบ้านให้ปลอดภัย มีความสุขสงบ

วิธีการจัดพิธีกรรมเซ่น การไหว้ผีบ้านผีเรือน

1. การจัดพิธีกรรมเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือนจึงมักจะให้ผู้สูงอายุที่มีอาวุโสมากที่สุดในบ้านเป็นผู้ทำพิธีด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผู้สูงอายุมีความหมายต่อลูกหลานเป็นการให้ความสำคัญแก่ผู้ควรเคารพเป็นการแสดงความกตัญญูต่อทั้งผู้ที่ล่วงลับไปแล้วและผู้ที่ยังอยู่ ผลของการไหว้ผีจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติทุกคน ความรู้สึกโดดเดี่ยวจึงไม่มี ทำให้ลูกหลานมีความกตัญญูต่อบรรพบุรุษของตน สิ่งนี้น่าจะเป็นจุดประสงค์สำคัญที่สุดของการกราบไหว้

2. การเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือนนี้นิยมกระทำในวันตรุษ วันสารท วันเกิดของบรรพบุรุษ วันเอาข้าวขึ้นยุ้ง วันรับขวัญ โดยมีวิธีการทำ นำหิ้งขนาด 1-2 ฟุต วางของใช้ของบรรพบุรุษ เช่นพระห้อยคอ หนังสือ เสื้อผ้า ฯลฯ

ผู้ทำพิธีจะเลือกเอาวันใดวันหนึ่งทำการเซ่นไหว้ บางบ้านจะเซ่นด้วยอาหารคาวหวานที่บรรพบุรุษชอบ บางบ้านเซ่นด้วยหัวหมู ไก่ หมาก พลู ขนม บุหรี่ เหล้า ดอกไม้ (นิยมใช้ดอกพุด) บางบ้านจุดตะเกียงบางบ้านจุดเทียน

ผู้ทำพิธีจะจุดธูปบอกกล่าวผีบ้านผีเรือนว่า ลูกหลานเอาของ…………(ชื่อบรรพบุรุษ) มาเซ่นไหว้เชิญมารับประทานและขอให้คุ้มครอง………..(ชื่อของคนในบ้าน) ให้อยู่ดีกินดีและร่ำรวย”

3. พิธีนี้ชาวนครไทยเชื่อว่า ถ้าปีใดไม่ทำพิธีเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือน ผีจะมารบกวนคนในบ้านให้เจ็บป่วย สามี-ภรรยาจะทะเลาะกัน เด็กเล็กร้องให้ทั้งคืน

♥ บทความแนะนำควรอ่านลูกร้องโคลิค สาเหตุ และวิธีแก้ไข
♥ บทความแนะนำควรอ่านโคลิค หรือ แม่ซื้อ สาเหตุลูกร้องไห้ไม่ยอมหยุด
♥ บทความแนะนำควรอ่านรวม 12 เรื่องของ เด็กแรกเกิด ที่แม่มือใหม่ต้องรู้!

4. ถ้าครอบครัวใดทำพิธีเซ่นไหว้จะมีแต่ความสุขความเจริญ

กรณีที่บ้านใดมีคนป่วยหรือมีความทุกข์ต้องการให้ผีเรือนมาช่วย ก็อาจเซ่นไหว้ และเมื่อหายทุกข์หรือหายป่วย จะต้องเซ่นไหว้หรือแก้บนตามที่บอกกล่าวผีบ้านผีเรือนไว้

แต่สิ่งสำคัญก็คือ การอุทิศโมทนาบุญไปให้ท่านเหล่านั้น คือการบอกให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วเหล่านั้นให้ทราบ เมื่อท่านทราบแล้วจะได้โมทนาบุญคุณความดีต่อไป แล้วไปเกิดยังภพใหม่ที่สูงกว่าและมีความสุขมากขึ้นไปกว่านี้นั่นเอง

อ่านต่อ >> “พิธีการไหว้แม่ซื้อให้ดูแลลูกน้อย” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คุณแม่ท้องเป็นโรคหัวใจ

ประสบการณ์จริง เมื่อคุณแม่ท้องเป็นโรคหัวใจ

มีประสบการณ์จากคุณแม่คนหนึ่งที่แม่น้องเล็กอยากจะเล่าให้ฟังเป็นกรณีตัวอย่าง เมื่อคุณแม่รู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับโรคประจำตัวของคุณแม่เอง คุณแม่ท้องเป็นโรคหัวใจ เป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ หัวใจเต้นผิดปกติ เป็นความดัน และครรภ์เป็นพิษ ซึ่งคุณแม่มีความกังวลว่าจะส่งผลกับลูกน้อย

Continue reading “ประสบการณ์จริง เมื่อคุณแม่ท้องเป็นโรคหัวใจ”

ไขข้อข้องใจ แม่ท้องขึ้นเครื่องบินได้ไหม ?

เชื่อว่าคุณแม่ท้องทั้งหลาย ก็ต้องอยากใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลายและใช้เวลาอย่างมีความสุขกับครอบครัว แต่ยังมีคุณแม่หลายท่านที่กังวลใจ อยากรู้ว่า แม่ท้องขึ้นเครื่องบินได้ไหม ขอบอกว่าหากอ่านข้อมูลความรู้ดีๆ นี้แล้วจะสบายใจและเตรียมจัดกระเป๋าได้เลยค่ะ

แม่ท้องขึ้นเครื่องบินได้ไหม

แม่ท้องขึ้นเครื่องบินได้ไหม

อย่ากังวล! คนท้องขึ้นเครื่องบินได้

เพราะการตั้งครรภ์ไม่ใช่ข้อห้ามในการไปเที่ยวและยิ่งคุณแม่เที่ยวอย่างมีความสุข จะยิ่งช่วยให้การตั้งครรภ์ของคุณแม่เปี่ยมคุณภาพตามไปด้วย ดังนั้นหากคุณแม่ท้องอยากเที่ยว แต่กังวลใจกลัวขึ้นเครื่องบินไม่ได้ อย่าทิ้งช่วงโอกาสดีที่คุณแม่จะได้เที่ยวกับคุณพ่อแบบโรแมนติกก่อนคลอดเช่นนี้ (เพราะหลังคลอดจะไม่มีเวลาแน่นอน) มาดูกันว่าแม่ท้อง จะขึ้นเครื่องบินเที่ยวอย่างไรให้ปลอดภัยและมีความสุขค่ะ

คนท้องขึ้นเครื่องบินได้ถึงกี่เดือน

  • เช็กการอนุญาตจากสายการบิน

โดยทั่วไปสายการบินแต่ละสายจะมีข้อห้ามและอนุญาตให้คุณแม่ท้องขึ้นเครื่องบินได้แตกต่างกัน ก่อนเดินทางคุณแม่จึงควรเช็กก่อนว่าสายการบินที่ต้องการเดินทางนั้น มีข้อห้ามอย่างไร ซึ่งปกติแล้วสายการบินส่วนใหญ่จะระบุไว้ไม่เกิน 36 สัปดาห์สําหรับท้องเดี่ยวและท้องแฝดอยู่ที่ 32 สัปดาห์แต่ถ้าเป็นการเดินทางระหว่างประเทศจะอนุญาตที่อายุครรภ์ต่ำกว่าคือไม่เกิน 34 สัปดาห์และถ้าเป็นการตั้งครรภ์แฝดต้องไม่เกิน 32 สัปดาห์ และต้องมีใบรับรองแพทย์ด้วย ยกเว้นกรณีที่คุณแม่มีภาวะแทรกซ้อนต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเดินทาง

ซึ่งหากคุณแม่ตั้งครรภ์แข็งแรงดีจากการศึกษาวิจัยพบว่าความดันและความชื้นที่เพิ่มขึ้นขณะบินไม่ได้มีผลต่อสุขภาพของแม่และลูกแต่อย่างใด รวมถึงเสียงโซนิกในเครื่องบินหากเดินทางเป็นครั้งคราวก็ไม่มีผลใดๆ เหมือนกัน เช่นไม่ได้เพิ่มเปอร์เซ็นต์แท้ง น้ำเดิน หรือเจ็บท้องคลอด เป็นต้น

อย่างไรก็ตามบางสายการบินอาจต้องการใบรับรองแพทย์ทุกครั้งเพื่อยืนยันว่าคุณแม่แข็งแรงดีและสามารถเดินทางได้ดังนั้น หากเขาต้องการคุณแม่ก็ต้องขอคุณหมอไว้ด้วยนะคะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม แม่ท้องขึ้นเครื่องบินเที่ยวอย่างไรให้ปลอดภัยและมีความสุข คลิกต่อหน้า 2

แม่ท้องทำฟันได้ไหม ปลอดภัยหรือเปล่า?

คุณแม่ตั้งครรภ์มักจะมีความระมัดระวังในทุกด้าน ทั้งเรื่องการกินอยู่และใช้ชีวิต ไม่เว้นแม้แต่การดูแลและทำฟัน ทำให้คุณแม่ที่มีปัญหาสุขภาพฟันมักสงสัยว่า แม่ท้องทำฟันได้ไหม เพราะกลัวจะส่งผลอันตรายในแง่ต่างๆ เราจึงมาอธิบายมาให้รับทราบกันค่ะ

แม่ท้องทำฟันได้ไหม

แม่ท้องทำฟันได้ไหม

แม่ท้อง ทำฟันได้ “เพราะการรักษาฟันไม่ส่งผลอะไรถึงลูกในท้อง”

การดูแลสุขภาพช่องปากและฟันก่อนและระหว่างการตั้งครรภ์เป็นเรื่องสําคัญแต่หลายครั้งที่คุณแม่บางท่านไม่ได้ใส่ใจดูแลอย่างจริงจัง แถมยังมีไม่น้อยที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดูแลฟันในช่วงตั้งครรภ์ เช่น ปวดฟันก็ไม่ยอมไปหาหมอฟัน เพราะกังวลเรื่องการรักษาจะส่งผลกระทบต่อลูกน้อยและอื่นๆ

แต่ความจริงแล้วสุขภาพช่องปากและฟันของคุณแม่ตั้งครรภ์ จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพคุณแม่เองและสุขภาพลูกน้อยได้ หากคุณแม่ไม่ดูแลฟันให้ดีตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์และในระหว่างตั้งครรภ์ด้วย ดังนั้นเรามาดูกันว่า แม่ท้องควรดูแลฟันอย่างไร และจะทำฟันแบบไหนได้บ้าง

แม่ท้อง ต้องดูแลเหงือกและฟันให้ดี

เพราะในขณะตั้งครรภ์ร่างกายคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของระบบฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางระบบสรีระต่างๆ ภายในร่างกายหลายอย่าง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพในช่องปากด้วย คุณแม่ท้องจึงควรได้รับการดูแลทางทันตกรรมเป็นพิเศษ มิฉะนั้นจะเกิดโรคต่างๆในช่องปากได้ โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้สุขภาพเหงือกและฟันที่ดีของคุณแม่เปลี่ยนไป ได้แก่

  • ร่างกายลูกน้อยต้องการแคลเซียมจากคุณแม่

นอกจากนี้ในระหว่างที่คุณแม่ตั้งครรภ์ ร่างกายของลูกน้อยในครรภ์จะต้องการแคลเซียมบางส่วนจากคุณแม่ไปสร้างอวัยวะและโครงสร้างร่างกายต่างๆ ทำให้แคลเซียมที่สะสมไว้ในร่างกายคุณแม่ลดลง ส่งผลให้กระดูกรองรับฟันอ่อนแอลงด้วยได้คุณแม่ท้องส่วนใหญ่จึงมักจะมีปัญหาโรคเหงือกในขณะตั้งครรภ์ได้นั่นเอง

บทความแนะนำ อาหารที่มีแคลเซียม สําหรับคนท้อง เมื่อแม่แพ้-ไม่ชอบดื่มนมวัว
  • ฮอร์โมนเปลี่ยนไป ส่งผลให้เหงือกอักเสบ

เพราะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้นทำให้มีการเปลี่ยนแปลงโดยตรงต่อหลอดเลือดขนาดเล็กของเหงือกทำให้สภาพของเหงือกเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้เหงือกอักเสบ บวมแดง เลือดออกง่าย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม แม่ท้อง ทำฟัน อย่างไร คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์ 9 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

ตั้งครรภ์ 9 เดือน ดีใจกับคุณแม่ด้วยค่ะที่จะได้เห็นหน้าลูกน้อยในเร็ววันนี้แล้ว เพราะในช่วงตั้งครรภ์ 9 เดือนนี้ ลูกน้อยพร้อมที่จะออกมาลืมตาดูโลกและพบหน้าคุณแม่ ร่างกายคุณแม่เองก็มีสัญญาณที่บ่งบอกถึงการคลอดอีกด้วยค่ะ

ตั้งครรภ์ 9 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

 

ตั้งครรภ์ 9 เดือน

 

ตั้งครรภ์ 9 เดือน การเปลี่ยนแปลง อาการแม่ท้อง

  • ท้องลด

ช่วงใกล้คลอดศีรษะของลูกน้อยลงมาในช่องเชิงกรานใกล้ปากมดลูกเพื่อเตรียมคลอดแล้ว จะทำให้คุณแม่มีอาการท้องลด โดยที่คุณแม่จะรู้สึกเบาสบายแถวๆ ลิ้นปี่รวมทั้งยังหายใจได้สบายขึ้น แต่หากเข้าสู่การตั้งครรภ์เดือนที่ 9 แล้ว ท้องยังไม่ลดลงก็ไม่ผิดปกติค่ะ เพราะคุณแม่อาจจะมีอาการท้องลดในช่วงที่เจ็บครรภ์คลอดได้

  • จุกเสียด แสบร้อนกลางอก

เพราะมดลูกของคุณแม่ได้ขยายตัวขึ้นตามตัวของลูกน้อยที่ใหญ่คับครรภ์ จนทำให้ดันกระเพาะอาหารและลำไส้คุณแม่ให้สูงขึ้น ส่งผลให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมา ทำให้คุณแม่มีอาการแสบร้อนกลางอกได้  วิธีบรรเทาอาการคือ ให้คุณแม่กินอาหารในปริมาณน้อยๆ แต่พออิ่ม คืองดการกินอาหารครั้งเดียวเยอะๆ แต่ให้กินครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยมื้อ พยายามเคี้ยวอาหารให้ละเอียด หลังกินอาหารควรนั่งพักสักครู่ ไม่นอนทันที ก็จะช่วยป้องกันอาการแสบร้อนกลางอก และจุกเสียดได้ค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม คำแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ 9 เดือน คลิกต่อหน้า 2

แอลฟา แล็คตัลบูมิน + DCL (DHA, Choline, Lutein) การ ผนึก 3 สารอาหารสำคัญในนมแม่ สำคัญอย่างไร ติดตามคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ

พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกน้อยของตนได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่พ่อแม่จะให้ลูกได้ เริ่มตั้งแต่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ คุณแม่ก็เริ่มที่จะบำรุงร่างกายด้วยอาหารดีๆ เพื่อให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกาย และการทำงานของสมองของลูกตลอด 9 เดือนในครรภ์แม่ และเมื่อลูกน้อยลืมตาดูโลกแล้ว อาหารที่ดีที่สุดของเขา ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลเลย เพราะคือสิ่งที่ร่างกายของแม่ตระเตรียมสร้างไว้ให้ตามธรรมชาติเพื่อลูกน้อย ซึ่งได้แก่ นมแม่ นั่นเองค่ะ

คุณแม่ทราบไหมคะว่า ในบรรดาสารอาหารมากมายในน้ำนมแม่นั้น มีสารอาหารตัวหนึ่งที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการสมองของลูก ชื่อว่า แอลฟา แล็คตัลบูมิน และ สารอาหาร DCL (DHA Choline Lutein) เรามาทำความรู้จักกับสารอาหารเหล่านี้กันค่ะ แอลฟา แล็คตัลบูมิน เป็นโปรตีนคุณภาพ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างกรดอะมิโนจำเป็น ที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการโดยรวมที่ดีของทารก โดยกรดอะมิโนตัวนี้ เรียกว่า ทริปโตเฟน เป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาท เซโรโทนิน และเมลาโทนิน ช่วยในการควบคุมการนอนหลับ รวมถึงกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการด้านสติปัญญาของทารก

โดยแหล่งที่ดีที่สุดที่พบโปรตีนคุณภาพสูง “แอลฟา แล็คตัลบูมิน” ที่จำเป็นต่อการสร้างสารสื่อประสาท ช่วยในการทำงานของสมองทารก ก็คือนมแม่ นั่นเอง

มีบทสัมภาษณ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร MIMS Med Comms. ประเทศสิงคโปร์ เป็นวารสารที่รวบรวมข้อมูลทางการแพทย์และยา ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วกัน ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์เรื่องสารอาหารสำคัญแอลฟา-แล็คตัลบูมิน ตามความเห็นของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ คริสโตเฟอร์ ดูปองต์ ผู้เชี่ยวชาญและ หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์โรคทางเดินอาหาร ตับและโภชนาการ โรงพยาบาลเด็ก Necker Sick ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งศาสตราจารย์ นายแพทย์ คริสโตเฟอร์ ดูปองต์ ได้กล่าวเกี่ยวกับ สารอาหารแอลฟาแล็คตัลบูมินว่า สารอาหาร แอลฟาแล็คตัลบูมินเป็นโปรตีนคุณภาพ เป็นสารอาหารที่พบได้ในนมแม่ มีความสำคัญต่อการสร้างสื่อประสาท ช่วยเสริมการเรียนรู้ และการพัฒนาสมอง¹

และ  ครั้งแรก การศึกษาเชิงสังเกตของ Dr. Chetham และ Dr. Sheppard ที่มหาวิทยาลัย North Carolina ประเทศ สหรัฐอเมริกา วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสารอาหารในนมแม่ ลูทีน โคลีน และ ดีเอชเอกับความจำของทารกอายุ 6 เดือน โดยการวิเคราะห์สารอาหารสำคัญ ในน้ำนมแม่ที่ให้นมบุตรที่อายุ 3 -4 เดือน และทดสอบความจำ ในทารก 67 คนที่ได้นมแม่ที่นำมาวิเคราะห์ ที่อายุ 6 เดือน เพื่อดูความสัมพันธ์ของผลการทำงานร่วมกันของ DHA Choline Lutein กับความจำทารก  ผลการศึกษา แสดงความสัมพันธ์ของทำงานร่วมกัน 3 สารอาหารในนมแม่ที่มี 3 สารอาหารในปริมาณที่สูงกว่า (ดีเอชเอ &โคลีน, โคลีน & ลูทีน) มีความสัมพันธ์กับกระบวนการสร้างความจำที่ดีกว่าในทารก  อย่างไรก็ตามยังต้องการ การศึกษาเพิ่มเติมในการทำงานร่วมกันของสารอาหารเหล่านี้²

____________________________

(1)Dupont C. Alpha-Lactalbumin expert opinion. MIMS JPOG Singapore  2015: 41(2)
(2)Cheatham CL and Sheppard KW. Synergistic Effects of Human Milk Nutrients in the Support of Infant Recognition Memory: An Observational Study. Nutrients 2015: 7; 9079-95.

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า นมแม่คือ อาหารที่ดีสุดสำหรับทารก และควรให้นมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนหลังคลอด เนื่องจากนมแม่มีสารอาหารสำคัญมากมาย น้ำนมแม่ ยังเปรียบเสมือนวัคซีนเข็มแรก ที่ให้ภูมิคุ้มกันแรกแก่ลูกน้อยช่วยป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ทั้งในระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร รวมถึงเป็นแหล่งรวมสารอาหารสำหรับการพัฒนาสมอง Alpha-Lactalbumin + DCL ด้วยค่ะ อย่าลืมให้นมแม่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้นะคะ

ตั้งครรภ์ 8 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

ตั้งครรภ์ 8 เดือน พัฒนาการทารกในครรภ์คุณแม่ช่วงตั้งครรภ์ 8 เดือนนี้ เติบโตมากและอยากจะออกมาดูโลกเต็มที่แล้วค่ะ แต่เพื่อการคลอดคุณภาพและสุขภาพที่ดี ร่างกายและพัฒนาการระบบหายใจของลูก ยังต้องการเวลาพัฒนาอีก 1 เดือน จึงจะทำให้ลูกน้อยแรกคลอดมีสุขภาพสมบูรณ์พร้อมที่สุดค่ะ

ตั้งครรภ์ 8 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

 

ตั้งครรภ์ 8 เดือน

ตั้งครรภ์ 8 เดือน การเปลี่ยนแปลง อาการแม่ท้อง

  • การหายใจ

หากช่วงนี้ลูกน้อยในครรภ์คุณแม่เคลื่อนศีรษะลงมาอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมบริเวณช่องเชิงกรานในท่าเตรียมคลอดแล้ว คุณแม่จะรู้สึกได้ว่าหายใจสะดวกขึ้น แต่หากลูกน้อยยังไม่กลับศีรษะลงหรือขยับตัวลงมาเตรียมคลอด จะทำให้คุณแม่ยังรู้สึกหายใจลำบากอยู่ เนื่องจากมดลูกที่ขยายใหญ่มากช่วงนี้จะไปเบียดพื้นที่ภายในช่องท้อง กดทับกล้ามเนื้อ กะบังลม และปอดบางส่วนนั่นเอง

  • ปวดหน่วงช่องเชิงกราน

คุณแม่อาจมีความรู้สึกปวดหน่วงเชิงกรานเวลาเปลี่ยนอิริยาบถ หรือเดินได้ค่ะ เพราะบริเวณข้อต่อของกระดูกเชิงกรานคุณแม่จะหย่อนตัวลง จึงทำให้รู้สึกปวดหน่วงช่องท้องได้บ้างบางเวลา

  • น้ำหนักตัวเพิ่ม

คุณแม่ในช่วงนี้อาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอีก 2-3 กิโลกรัมจากเดิม โดยจะมีน้ำหนักของลูกน้อยในครรภ์ถึง 3-4 กิโลกรัม ส่วนที่เหลือจะเป็นน้ำหนักของรก เต้านมที่ขยายใหญ่ น้ำหนักของมดลูก และปริมาณเลือดกับน้ำในร่างกายที่เพิ่มขึ้น   นอกจากนี้คุณแม่เองยังมีไขมันที่สะสมอยู่ในตัวเท่ากับน้ำตัวของลูกน้อยอีกด้วย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม การเปลี่ยนแปลง อาการแม่ท้อง 8 เดือน คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์ 7 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

เข้าสู่ไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ เมื่อคุณแม่ ตั้งครรภ์ 7 เดือน จะเริ่มมีอาการนอนไม่หลับ ปวดหลัง ขาและเท้าบวม ร่วมกับอาการอื่นๆ ซึ่งเราก็จะได้แนะนำวิธีการบรรเทาอาการและแก้ไขมาให้คุณแม่ เพื่อให้สามารถรับมือกับการตั้งครรภ์ในช่วงนี้ได้อย่างมีคุณภาพค่ะ

 

ตั้งครรภ์ 7 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

ตั้งครรภ์ 7 เดือน

ตั้งครรภ์ 7 เดือน การเปลี่ยนแปลง อาการแม่ท้อง

  • นอนไม่หลับ

เพราะคุณแม่มีท้องที่ใหญ่และเริ่มรู้สึกอุ้ยอ้ายอึดอัด ทำให้นอนหลับได้ไม่สบายตัว คุณแม่จึงไม่สามารถนอนหลับสนิทได้ตลอดคืน หากคุณแม่มีอาการเพลียง่วงนอนตอนกลางวันเพราะนอนไม่หลับตอนกลางคืน ควรหาเวลางีบหลับกลางวันบ้างสักพัก เพื่อไม่ให้ร่างกายอ่อนเพลีย จนไม่สบายหรือหน้ามืดเป็นลม

  • ร่างกายเริ่มสร้างน้ำนม

ร่างกายของคุณแม่จะมีการเริ่มสร้างหัวน้ำนมขึ้นแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับลูกน้อย หากบังเอิญมีการคลอดก่อนกำหนด และเพื่อสร้างสะสมไว้ให้ลูก คุณแม่จึงอาจสังเกตเห็นว่ามีน้ำนมสีเหลืองใสๆ ออกมาจากหัวนมได้

  • ปวดหลัง

เนื่องจากร่างกายคุณแม่มีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับที่กระดูกเชิงกรานซึ่งเป็นส่วนรับน้ำหนักด้านล่างมีการขยายตัวเตรียมคลอด ทำให้หลังของคุณแม่ต้องรับน้ำหนักเต็มที่ นอกจากนี้ยังส่งผลทำให้ฐานรับน้ำหนักกระดูกสันหลังที่กระดูกเชิงกรานมีการเคลื่อนตัวคลอนแคลน ทำให้คุณแม่ปวดหลัง และอาจรู้สึกปวดกระดูกหัวหน่าวและบริเวณก้นกบได้อีกด้วย ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการปวดมากขึ้น คุณแม่จึงควรสวมรองท้าเตี้ยๆ ที่เดินสบาย เดิน นั่ง ยืนให้ถูกท่า ไม่เปลี่ยนอิริยาบถทันที ไม่ยกของหนัก และไม่นั่งเก้าอี้หรือนอนเตียงที่นุ่มจนเกินไป ซึ่งจะยิ่งเพิ่มอาการปวดหลังมากขึ้น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

  • สังเกตความดันและครรภ์เป็นพิษ

ในช่วงตั้งครรภ์คุณหมอควรหมั่นเช็กความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากหากมีภาวะความดันโลหิตสูงในขณะตั้งครรภ์จะเสี่ยงต่อการเป็นครรภ์เป็นพิษ โดยจะมีอาการบวมมากที่บริเวณใบหน้า แขนและขา เวียนศีรษะ ตาพร่ามัว  น้ำหนักตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว มีความดันโลหิตสูง และหากมีอาการรุนแรงจะทำให้เกิดอาการชักและหมดสติ จนถึงกับคลอดก่อนกำหนด คุณแม่และลูกน้อยมีภาวะอันตรายที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้อีกด้วย

ครรภ์เป็นพิษ จึงเป็นภาวะเสี่ยงที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ดังนั้น คุณแม่จึงควรหมั่นไปฝากครรภ์สม่ำเสมอ ไปพบแพทย์และปรึกษากรณีมีอาการผิดปกติต่างๆ คอยสังเกตร่างกายว่าบวมมากเกินไปหรือไม่ ปวดศีรษะเวียนหัวผิดปกติหรือเปล่า เพื่อการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษรุนแรงจนไม่สามารถรักษาได้ทันท่วงที

  • ถ่ายปัสสาวะบ่อยขึ้น

อาการถ่ายปัสสาวะบ่อยจะกลับมาหาคุณแม่อีกครั้งในช่วงนี้ เพราะมดลูกที่ขยาย ประกอบกับน้ำหนักตัว และการดิ้นของลูกน้อยในครรภ์จะไปกดลงบนกระเพาะปัสสาวะของคุณแม่ ทำให้คุณแม่มีอาการถ่ายปัสสาวะบ่อยขึ้น

ติดตาม คำแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ 7 เดือน คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์ 6 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

ตั้งครรภ์ 6 เดือน คุณแม่ตั้งครรภ์ 6 เดือน จะมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยมีอาการต่างๆ ที่อาจมาทำให้คุณแม่รู้สึกหงุดหงิดใจ แต่ทุกอย่างมีวิธีแก้ไขปัญหาให้บรรเทาเบาบางลงได้แน่นอนค่ะ รวมทั้ง พัฒนาการทารกในครรภ์ 6 เดือน ก็เก่งและฉลาดจนสามารถตอบโต้คุณแม่ได้แล้วด้วย

ตั้งครรภ์ 6 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

 

ตั้งครรภ์ 6 เดือน

 

ตั้งครรภ์ 6 เดือน การเปลี่ยนแปลง อาการแม่ท้อง

  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

คุณแม่ท้องช่วงนี้อาจมีโอกาสเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ เกิดจากกล้ามเนื้อในทางเดินระบบปัสสาวะหย่อนตัวลงได้ ดังนั้น คุณแม่จึงควรดื่มน้ำให้พียงพอ ไม่อั้นปัสสาวะ และหารู้สึกปัสสาวะแสบขัด ควรไปพบแพทย์

  • รู้สึกแสบกระเพาะอาหาร

เนื่องจากกรดที่ช่วยย่อยอาหารในกระเพาะของคุณแม่ลดน้อยลง ทำให้อาหารยังคงค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานขึ้น นอกจากนี้เวลาที่ลูกดิ้นยังทำให้เกิดการกดทับของกระเพาะอาหาร เกิดเป็นกรดไหลย้อนจนทำให้คุณแม่รู้สึกแสบร้อนกระเพาะอาหาร และอาจมีอาการท้องผูกร่วมได้อีกด้วย

  • ปวดชายโครง

เพราะขนาดของท้องคุณแม่ที่ใหญ่ขึ้นจนเข้าใกล้ชายโครง จึงทำให้คุณแม่มีอาการเจ็บปวดและเสียดชายโครงด้านใดด้านหนึ่งได้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม คำแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ 6 เดือน คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์ 5 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

ตั้งครรภ์ 5 เดือน หลังจากในเดือนที่ผ่านมาคุณแม่จะได้ตื่นเต้นกับการดิ้นครั้งแรกของลูกแล้ว การตั้งครรภ์ 5 นี้ ลูกน้อยก็ยังมีพัฒนาการใหม่ๆ มาให้คุณแม่ได้ดีใจกันอีกด้วยค่ะ ไปดูกันว่า พัฒนาการทารกในครรภ์ 5 เดือน จะทำอะไรได้ และคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น

ตั้งครรภ์ 5 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

 

ตั้งครรภ์ 5 เดือน

ตั้งครรภ์ 5 เดือน การเปลี่ยนแปลง อาการแม่ท้อง

  • ท้องใหญ่ ผิวพรรณเปลี่ยนไป

ช่วงนี้คนอื่นๆ จะสังเกตได้ชัดเจนแล้วว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะท้องคุณแม่จะใหญ่ เอวจะหายไปชัดเจน แถมยังมีริ้วรอยที่หน้าท้องหรืออาการท้องลายเกิดขึ้นได้บ้างแล้ว นอกจากนี้ผิวหนังตามบริเวณต่างๆ ของคุณแม่เช่น ใบหน้า แขน ไหล่ จะปรากฏให้เห็นเป็นเส้นเลือดฝอยที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น มองดูเหมือนเป็นตาข่ายใยแมงมุม แต่รอยเส้นเลือดฝอยที่เด่นชัดนี้จะหายได้เองหลังคลอดค่ะ

  • ท้องผูก แก้ได้

ในขณะตั้งครรภ์ คุณแม่มักมีอาการท้องผูกจากการทำงานของฮอร์โมนที่ทำให้ระบบการย่อยเปลี่ยนไป ร่วมกับกระเพาะอาหารและลำไส้ถูกเบียดถูกกดจากมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งวิธีการป้องกันและบรรเทาอาการท้องผูกสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์คือ

* ดื่มน้ำให้มาก เพื่อช่วยขับของเสียและเพิ่มระดับน้ำในร่างกาย

* กินผักผลไม้ทุกวัน เพื่อให้ได้รับกากใยอาหาร ช่วยในการขับถ่าย

* กินข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือแทนข้าวขาว

* หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด รสจัด เพื่อบรรเทาอาการแสบร้อนขณะขับถ่าย

* ไม่ควรกินยาระบาย แต่เลือกใช้วิธีกินน้ำลูกพรุน หรือน้ำผลไม้ที่น้ำตาลน้อยเพื่อช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้น

บทความแนะนำ ตารางเปรียบเทียบสารอาหารใน ลูกพรุนและน้ำลูกพรุน แก้อาการท้องผูก
  • ระบบเผาผลาญ ทำงานมากขึ้น

ในช่วง ตั้งครรภ์ 5 เดือน คุณแม่อาจจะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองขี้ร้อนและเหงื่อออกง่าย สาเหตุเกิดจากระบบเผาผลาญหรือสันดาปในร่างกายที่ทำงานมากขึ้น รวมถึงต่อมไทรอยด์ที่ทำงานเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้คุณแม่รู้สึกร้อนง่าย เหนื่อยง่าย หายใจหอบเป็นบางครั้ง ดังนั้น หากรู้สึกร้อนเมื่อไร ควรนั่งพักในสถานที่ที่มีอากาศเย็นสบาย เปิดเครื่องปรับอากาศนั่งผ่อนคลาย หรืออาบน้ำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นได้ค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม คำแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ 5 เดือน คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์ 4 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

ตั้งครรภ์ 4 เดือน ตอนนี้มาสู่การตั้งครรภ์เดือนที่ 4 กันแล้ว ขอยินดีกับคุณแม่ที่จะรู้สึกว่าลูกดิ้นครั้งแรก เพราะลูกน้อยเติบโตและเก่งขึ้นจนเคลื่อนไหวไปมาได้มากยิ่งขึ้น

ตั้งครรภ์ 4 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

 

ตั้งครรภ์ 4 เดือน

 

ตั้งครรภ์ 4 เดือน การเปลี่ยนแปลง อาการแม่ท้อง

  • หน้าท้องขยายใหญ่

หน้าท้องคุณแม่เริ่มขยายขนาดและโตขึ้น ซึ่งในช่วงนี้มดลูกจะลอยสูงขึ้นจากอุ้งเชิงกรานเข้าสู่ช่องท้องทำให้คุณแม่สามารถคลำยอดมดลูกได้

  • รู้สึกได้ว่าลูกดิ้น

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเดือนที่ 4 คุณแม่จะมีความรู้สึกตื่นเต้นยินดีเป็นครั้งแรก เพราะรู้สึกได้แล้วว่าลูกดิ้นโดยจะเป็นความรู้สึกเหมือนมีปลามาตอดตุบๆ อยู่ในท้องนั่นเอง

  • หัวใจเริ่มทำงานหนัก

หัวใจของคุณแม่จะเริ่มทำงานหนักขึ้น เพื่อรองรับปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นมากในร่างกาย เนื่องจากอวัยวะส่วนต่างๆ ที่สำคัญ เช่น มดลูก ผิวหนัง และอื่นๆ ในร่างกายคุณแม่จะต้องการเลือดมาหล่อเลี้ยงเพิ่มมากขึ้นอีกเท่าตัวเลยค่ะ

  • เส้นเลือดขอด

เนื่องจากมดลูกที่ขยายใหญ่ขณะตั้งครรภ์ จะไปกดทับหลอดเลือดดำในช่องท้องของคุณแม่ ความดันในหลอดเลือดจึงสูงขึ้น และทำให้หลอดเลือดเล็กๆ บริเวณโคนขา และน่องของคุณแม่ โป่งพองเป็นเส้นเลือดขอดขึ้น แต่คุณแม่สามารถป้องกันเส้นเลือดขอดได้ ด้วยการไม่นั่งหรือยืนห้อยขานานๆ นอกจากนี้เวลาคุณแม่นอน ควรหนุนเท้าให้สูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้เลือดไหลเวียนกลับมาที่หัวใจได้ดีขึ้น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม คำแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ 4 เดือน คลิกต่อหน้า 2

รวมไฟล์โหลดฟรี! แบบฝึกหัดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดเลขเร็ว ของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6

แบบฝึกหัดคิดเลขเร็ว …เพราะหลักการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับชั้นประถมศึกษา จะเริ่มจากรูปธรรม คือ สิ่งที่เป็นรูปร่าง สามารถจับต้องได้ แล้วพัฒนาไปสู่สิ่งที่เป็นนามธรรม ซึ่งต้องใช้ความนึกคิดหรือจินตนาการในการคิด หรือสรุปหาคำตอบจากปัญหาทางคณิตศาสตร์ นั่นเอง

โหลดฟรี! แบบฝึกหัดคิดเลขเร็ว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6

แบบฝึกหัดคิดเลขเร็ว

 

ในเรื่องของเทคนิคการคิดเลขเร็ว เป็นหลักการคิดวิธีลัด ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายของวิธีการสรุปหาคำตอบ ทำให้เด็กๆสามารถคิดหาคำตอบได้รวดเร็วกว่าวิธีอื่น ทั้งนี้ก่อนใช้วิธีลัด ควรมีความเข้าใจวิธีคิดตามปกติก่อนด้วย

ความเร็วในการคิดมีประโยชน์กับเด็กๆ อย่างไร?

ให้คุณพ่อคุณแม่ลองนึกง่ายๆ ว่า ในเวลาที่เท่ากันคนที่คิดเร็วกว่า จะมีปริมาณในการคิดหาคำตอบได้มากกว่า นั่นทำให้เขาได้คะแนนสูงกว่า คิดสร้างสรรค์ในสิ่งต่างๆ ได้มากกว่า แต่อย่างไรก็ตามวิชาคณิตศาสตร์ ก็เป็นวิชาทักษะ การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น นอกจากทำให้เกิดทักษะการคิดแล้ว เด็กๆ ยังสามารถนำไปประยุกต์ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

ลำดับขั้นการฝึกคิดเลขเร็วสำหรับเด็ก

แบบฝึกหัดคิดเลขเร็ว

  1. การฝึกพื้นฐาน ควรฝึกให้เกิดทักษะเบื้อต้นก่อน ไม่ควรมองข้ามว่าง่ายเกินไปที่ว่าง่ายเพราะคิด แบบไม่จำกัดเวลา ถ้าให้เวลาน้อยลงจะทำให้ยากขึ้น แบบฝึกคิดเลขเร็วนี้ ต้องให้เวลาตัวเอง ถ้าเห็นว่าง่ายก็ให้เวลาน้อยลง ถ้าเห็นว่ายาก ให้เวลาการทำมากขึ้นตามความสามารถของแต่ละคน
  2. การฝึกควรมีสมาธิ หาที่สงบเงียบแล้วจับเวลาหรือแข่งขันกับเพื่อน ตั้งใจทำให้เต็มความสามารถ และควรฝึกทุกวัน
  3. ตรวจหาคำตอบด้วยตัวเอง ช่วยให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ถูกหรือผิดไม่สำคัญ สำคัญว่าตั้งใจคิดหรือเปล่า ถ้ามีข้อผิด คิดผิดอย่างไร ทบทวนข้อผิดพลาดของตนเอง
  4. บันทึกการฝึกฝน ควรบันทึกการฝึกฝนทุกครั้งเพื่อทราบพัฒนาการของตนเอง จะทำให้ทราบความก้าวหน้าและแข่งขันกับตัวเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก : อ.ปรีชา  อรุณสวัสดิ์
ที่มา : คณิตศาสตร์ดอทคอม

 

ทั้งนี้ทางสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการและการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้เล็งเห็นว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายนโยบายให้ดำเนินการเร่งด่วนเรื่องการจัดการเรียนการสอน การคิดเลขในใจ นั้น สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ดำเนินงานการฝึกคิดเลขในใจเพื่อพัฒนาทักษะและกระบวนการคิดทางคณิตศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดเลขเร็ว ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6
โดยให้เขตพื้นที่การศึกษาฯ สถานศึกษา ตลอดจนผู้สนใจ สามารถเข้าไปดาวน์โหลดเอกสารแบบฝึกทักษะการคิดเลขเร็วดังกล่าวได้ที่ http://academic.obec.go.th/web/node/365 ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

Amarin Baby & Kids จึงได้รวบรวมไฟล์แบบฝึกหัดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดเลขเร็ว ทั้งหมดมาไว้ที่นี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ สามารถกดดาวน์โหลดแบบฝึกหัด เพื่อเอาไว้สอนลูกๆในแต่ละชั้นที่ลูกกำลังเรียนอยู่ได้เลย

>> ดาวน์โหลดไฟล์ “แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการคิดเลขเร็ว ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6″ คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เผยพื้นที่เสี่ยงภัย 217 จุดในกทม. พ่อแม่รีบเช็คด่วน! บริเวณไม่ปลอดภัยกับลูกและตัวเอง

จุดเสี่ยง 217 จุด ในกทม. …ปัจจุบันการที่ผู้หญิงอาศัยอยู่ในเขตเมือง ตอนนี้มีความเสี่ยงต่อปัญหาความรุนแรงทางเพศสูงมาก ไม่ว่าทั้งเด็กเล็ก เด็กโต สาวๆ หรือผู้สูงอายุ ซึ่งที่เกิดเหตุส่วนใหญ่มักเป็นสถานที่พักอาศัยในชุมชนแออัด และสถานที่ที่ต้องใช้บริการขนส่งสาธารณะในเวลากลางคืน

สถานที่เหล่านี้ถูกจัดให้เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศสูงสุด สะท้อน จากข้อมูลปี 2552-2556 มีจำนวนคดีข่มขืนสูงถึง 30,000 คดีต่อปี ซึ่งที่น่าห่วงคือ มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพียง 4,000 คดี หรือเพียงร้อยละ 13 ของจำนวนคดีที่เกิดขึ้นทั้งหมดเท่านั้น

จุดเสี่ยง 217 จุด

ทั้งนี้ล่าสุด กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จึงได้ดำเนินการสำรวจจุดเสี่ยงจุดล่อแหลมต่อการเกิดอาชญากรรมในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยพบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 217 แห่ง จึงได้ประสานให้กรุงเทพมหานครทำการปรับปรุงแก้ไขปัญหาด้วยการติดตั้งไฟฟ้า ปรับพื้นที่รกร้าง รื้อถอนอาคารร้าง รวมถึงติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชน โดยพื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วย

จุดเสี่ยง 217 จุด ในกทม. ที่พ่อแม่ต้องระวัง

กองบังคับการตำรวจนครบาล 1

มีจำนวน 11 แห่ง ได้แก่

1.บริเวณสะพานลอยคนข้ามถนนหลานหลวง เขตห้วยขวาง
2.โรงแรมอวานี่เอเทเรี่ยม บางกอก เขตห้วยขวาง
3.สถานีรถไฟสามเสนถนนเทิดดำริ เขตดุสิต
4.ริมถนนรัชดาภิเษกตั้งแต่แยกพระราม9-แยกเทียมร่วมมิตร เขตห้วยขวาง
5.ริมถนนรัชดาภิเษกตั้งแต่แยกพระราม9-แยกเทียมร่วมมิตรเขตดินแดง
6.ถนนเพชรบุรีตั้งแต่แยกราชเทวี-มิตรสัมพันธ์ เขตราชเทวี
7.ถนนราชินีหน้าสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ต่อเนื่องถนนพระอาทิตย์ ถึงบริเวณโค้งใต้สะพานพระปิ่นเกล้า เขตพระนคร 8.ซอยวัดประชาระบือธรรมเขตดุสิต
9.ถนนภายในซอยหอการค้าถนนประชาสงเคราะห์ เขตดินแดง
10.ถนนประชาราษฎร์สาย 1 หน้าร้านอาหารบ้านสเต็กเขตบางซื่อ
11.ถนนประชาราษฎร์สาย 1 บริเวณหน้าร้านข้าวต้มรุ่งโรจน์เขตบางซื่อ

กองบังคับการตำรวจนครบาล 2

มีจำนวน 39 แห่ง ได้แก่

1.ถนนประชาราษฎร์สาย 2 บริเวณจุดกลับรถใต้สะพานสูงเขตบางซื่อ
2.ถนนในซอยสรงประภา 28 เขตดอนเมือง
3.ริมถนนกำแพงเพชร 6 หน้าโรงเรียนทหารอากาศบำรุง
4.ใต้สะพานลอย 5 แยกลาดพร้าวเขตจตุจักร
5.สวนหย่อมรัชวิภาเขตจตุจักร
6.ป้ายรถประจำทางหน้ากรมป่าไม้ เขตจตุจักร
7.ท้ายซอยพหลโยธิน 64/1 เขตสายไหม
8.ถนนสายไหม 17 เขตสายไหม
9.บ้านร้างหมู่บ้านศรีธราวรรณถนนวัดเกาะ เขตสายไหม
10.ซอยเพิ่มสิน 64 ถนนเพิ่มสิน เขตสายไหม
11.ซอยสายไหม 60 ถนนสายไหม เขตสายไหม
12.ถนนสุขาภิบาล 5 แยก 77 ถนนสุขาภิบาล 5 เขตสายไหม
13.ใต้ทางด่วนหมู่บ้านจิรทิพย์ถนนสุขาภิบาล 5 เขตสายไหม
14.ซอยวัชรพลซอย 4 ถนนวัชรพล เขตสายไหม
15.ทางเท้าหน้าสวนลุมไนท์บาซาถนนลาดพร้าวขาเช้า เขตจตุจักร
16.ปากซอยและภายในซอยลาดพร้าว 20 เขตจตุจักร
17.ริมถนนลาดพร้าวหน้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินพหลโยธินเขตจตุจักร
18.สำนักงานเขตสายไหม
จุดที่19.-27. ทางสำนักงานเขตหลักสี่ กำลังติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง
จุดที่ 28-30 เป็นจุดเสี่ยงในพื้นที่สน.โคกคราม อยู่ระหว่างปรับปรุงพื้นที่
31.ชุมชนรัชดาเขตจตุจักร
32.ซอยประชาชื่น 37 เขตบางซื่อ
33.ป้ายรถประจำทางหน้าธนาคารทหารไทยสำนักงานใหญ่ เขตจตุจักร
34.หน้าโรงเรียนการบินพลเรือนถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร
35.ป้ายรถประจำทางซอยวิภาวดี 5 เขตจตุจักร
36.ริมฟุตปาธถนนกำแพงเพชร 3 เขตจตุจักร
37.บ้านพักรถไฟแฟลต 10 กม. ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร
38.ป้ายรถประจำทางปากซอยพหลโยธิน 4 เขตพญาไท
39.ภายในซอยอารีย์ 5 เขตพญาไท

อ่านต่อ >>  พื้นที่เสี่ยงภัยในกทม. เขตกองบังคับการตำรวจนครบาล 3” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่