เสียวหมี่ เปิดตัว เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Mi Handheld Vacuum Cleaner 1C รับเทรนด์ Work from Home เมื่องานก็ต้องทำ บ้านก็ต้องคลีน

ในช่วงที่เทรนด์ Work from Home งานก็ต้องทำ บ้านก็ต้องคลีนแบบนี้ จะตามแม่บ้านมาช่วยเวลานี้ก็คงไม่มีใครออกมา ดังนั้นเราคงต้องหาตัวช่วยอัจฉริยะกันสักหน่อย ล่าสุด เสียวหมี่ ผู้นำเทคโนโลยีของโลก ได้เปิดตัว เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Mi Handheld Vacuum Cleaner 1C ประสบการณ์ทำความสะอาดแบบไม่เปลืองแรง ด้วยการออกแบบที่สามารถเคลื่อนย้ายพกพาไร้สายกวนใจ เครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่นใหม่นี้ยังคงมาพร้อมมอเตอร์ DC brushless motor ที่มีความสามารถในการหมุนเร็วถึง 100,000 รอบต่อนาที จากรุ่นก่อนหน้านี้แต่ได้รับการอัพเกรดให้มีพลังการดูดถึง 120 AW รวมไปถึงระบบการกรองฝุ่นอย่างละเอียดมากถึง 5 ขั้นตอน ดังนี้ ระบบการแยกแบบแอดวานซ์มัลติ-ไซโคลนและมีการกรองอย่างละเอียดด้วย H12-class HEPA filter ทำให้เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Mi Handheld Vacuum Cleaner 1C สามารถจับฝุ่นได้มากถึง 99.97% แม้ฝุ่นที่มีขนาดเล็ก 0.3 ไมครอนก็สามารถจัดการได้ ให้คุณมั่นใจว่าเครื่องจะปล่อยแต่อากาศบริสุทธิ์ออกมา

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้งานได้นานถึง 60 นาทีภายใต้โหมดอีโค Mi Handheld Vacuum Cleaner 1C ยังมาพร้อมหัวดูดให้เลือกหลากหลายถึง 4 หัว ที่จะให้คุณสามารถปรับใช้กับสถานการณ์ต่างๆได้อย่างเหมาะสม ให้คุณสามารถทำความสะอาดบ้านได้ทั้งหลังและยังซอกซอนตามร่องลึกพื้นผิวเบาะหรือบางหรือเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากผ้าได้อย่างง่ายดาย

เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Mi Handheld Vacuum Cleaner 1C วางจำหน่ายในราคา 7,999 บาท ตั้งแต่วันนี้ ณ ร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจากทางเสียวหมี่, Lazada, Shopee และ JD Central โดยเริ่มวางจำหน่ายในช่องทางออนไลน์ครั้งแรกผ่านแพลตฟอร์มลาซาด้าในวันที่ 27 มีนาคม 2563

นอกจากจะเปิดตัวเครื่องดูดฝุ่นแล้วยังเปิดตัวสมาร์ทโฟนตัวล่าสุด Redmi Note 9S: ขุมพลังแห่งชัยชนะ ไว้สำหรับคนขี้เหงาอยากพักจากงานแล้วหันมาเล่นเกมบนมือถือชิปเซ็ตทรงพลัง Qualcomm® Snapdragon™ 720G ที่จะทำให้การเล่นเกมไหลลื่น ไม่มีสะดุด พร้อมความจุของแบตเตอรี่ที่ยาวนานถึง 5020mAh มากที่สุดเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนอื่นในรุ่นราคาเดียวกัน สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานตลอดทั้งวันคราวนี้ไม่ว่าจะเรื่องงานเรื่องบ้านเรื่องเกม ก็ทำให้ช่วงวันอยู่บ้านเป็นวันที่ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวเสียวหมี่ สามารถเข้าชมได้ที่  http://blog.mi.com/en/

Tags

30 กิจกรรม เล่นสนุกอยู่กับบ้านง่ายๆ เสริมพัฒนาการลูกน้อย

ช่วงวัยเด็กของลูกถือเป็นช่วงเวลาที่ควรสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในทุกด้านของพัฒนาการ และสิ่งที่จะช่วยกระตุ้นส่งเสริมพัฒนาการที่ดีใน 5 ด้านและเหมาะกับลูกมากที่สุดก็คือ “การเล่น” ซึ่งจัดเป็นส่วนสำคัญของชีวิตในวัยเด็กที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพัฒนาการ การเรียนรู้ สร้างพฤติกรรม และทักษะ ที่จะทำให้ลูกได้เติบโตอย่างมีรากฐานที่ดี และช่วยกระตุ้นพัฒนาการทั้ง 5 ด้าน อันได้แก่ พัฒนาการด้านสติปัญญา (Cognitive Development) พัฒนาการด้านร่างกาย (Physical Development) พัฒนาการด้านสังคม/ อารมณ์ (Social/ Emotion Development) พัฒนาการด้านภาษา (Language Development) พัฒนาการและทักษะการช่วยเหลือตัวเอง SELF-HELP Development มี กิจกรรม แบบไหนเหมาะสำหรับเจ้าตัวเล็กบ้างมาดูกันค่ะ

30 กิจกรรม เล่นสนุกอยู่กับบ้านง่ายๆ เสริมพัฒนาการลูกน้อยก่อนเข้าเรียน

#กิจกรรมเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา

ช่วยในการการพัฒนาความรู้ความเข้าใจ ให้ลูกได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ กับตนเอง ช่วยกระตุ้นให้ลูกได้คิด เรียนรู้ หาเหตุผล แก้ไขปัญหา และสื่อสาร เช่น

1.ร้องเพลง ร้องเพลงไปกับลูกและกระตุ้นให้ลูกได้ร้องเพลงไปดัวยกัน ไม่ว่าจะเป็นเพลงโปรดหรือเพลงที่เปิดประจำในบ้าน ในที่สุดลูกก็จะจดจำและอาจเริ่มร้องเพลงด้วยตัวเอง กิจกรรมนี้ช่วยส่งเสริมความจำและการคำศัพท์ได้ดีทีเดียวค่ะ

2.ฟังเสียงที่ได้ยินบ่อย ๆ เช่น เสียงน้ำไหล เสียงเคาะประตู เสียงสตาร์ทรถ จะทำให้ลูกเริ่มเข้าใจว่าเสียงเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวันของเขาอย่างไร

3.เล่นตัวอักษร ไม่ว่าจะเป็นบัตรคำ ของเล่นตัวอักษร หนังสือที่เกี่ยวกับตัวอักษร หรือปริศนาตัวอักษรที่จะช่วยให้ลูกจำพยัญชนะได้มากขึ้น

4.ฝึกนับเลข ชวนเจ้าตัวเล็กมาหัดนับเลข 1-10 รอบตัว เช่น นับจำนวนรองเท้า นับกระดุมบนเสื้อ จำนวนสไลด์ที่สนามเด็กเล่น ในไม่ช้าก็จะพบว่าพวกเขากำลังนับทุกอย่างได้แล้ว

กิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการ
กิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการ

5.ฝึกรูปทรงและสี สร้างกิจกรรมรูปทรงและสีด้วยของเล่นที่เป็นรูปทรงและสีต่าง ๆ เช่น การใช้ลูกบอลหลากสี และพูดว่า “ลูกบอลกลมสีฟ้า” เมื่อลูกโตขึ้นอีกนิดเขาก็จะสามารถอธิบายสิ่งของให้คุณพ่อคุณแม่ฟังได้อย่างละเอียดมากกว่าจะระบุแค่อย่างเดียว

6.ถามคำถาม การตั้งคำถามง่าย ๆ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่จะกระตุ้นให้เจ้าตัวเล็กได้เรียนรู้ที่จะคิดด้วยตนเอง เช่น “ลูกต้องการใส่กางเกงขาสั้นสีน้ำตาลหรือสีน้ำเงิน” หรือคำถามง่าย ๆ รอบตัว “นั่นอะไร” “นี่อะไร” การถามคำถามจะช่วยให้ลูกเรียนรู้วิธีการหาคำตอบ แก้ปัญหา และรู้จักกับสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ดีขึ้น และยังเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับพัฒนาการด้านภาษาที่จะทำให้ลูกรู้จักสร้างประโยคที่จะตอบคำถาม การตั้งคำถามกับลูกจะมีส่วนช่วยปูพื้นฐานทางด้านสติปัญญาและภาษาที่ดีสำหรับอนาคต

7.พากันออกไปเที่ยวที่น่าสนใจ ปัจจุบันมีแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสำหรับเด็กเล็กมากมาย ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด พิพิธภัณฑ์เด็ก ฟาร์ม ที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ฯลฯ พาลูกออกไปเที่ยวเพื่อที่จะกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น และมอบประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเพลิดเพลิน แต่ถ้าในวันที่อยู่บ้า้นคุณแม่อาจจะหาหนังสือภาพท่องเที่ยวมาเปิดให้ลูกดูก็ได้นะคะ

8.เล่นกับของใช้ในบ้าน นอกจากของเล่นเสริมพัฒนาการทั่วไปแล้ว การเล่นกับของใช้ในครัวเรือนก็สร้างความสนุกและการเรียนรู้ให้ลูกได้ไม่น้อย เช่น จับคู่ฝาขนาดต่าง ๆ เข้ากับหม้อที่ใช้ จับคู่ช้อนกับส้อม เป็นต้น

9.เล่นเกม เล่นเกมที่หลากหลายกับลูกเพื่อกระตุ้นการแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ เช่น เล่นจ๊ะเอ๋ เล่นซ่อนแอบ ต่อบล็อก เป็นต้น

#กิจกรรมเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย

ทักษะการพัฒนาทางด้านร่างกายเป็นส่วนสำคัญของวัยเด็ก เป็นความสามารถของร่างกายในการทรงตัวและการเคลื่อนไหว โดยการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ รวมถึงมือและตาที่ประสานกันได้ดีในการทำกิจกรรมต่าง ๆ  กิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านนี้จึงควรเน้นไปที่การให้ลูกได้เคลื่อนไหวร่างกาย เช่น

กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย
กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย

10.เดิน วิ่ง กระโดด ปีนป่าย พาเจ้าตัวเล็กออกไปเดินเล่น วิ่งเหยาะ ๆ สร้างด่านอุปสรรคภายในบ้าน หรือหากมีโอกาสก็พาเจ้าตัวเล็กได้ออกไปใช้พลังในการทำกิจกรรมนอกบ้าน ที่นอกจากจะช่วยเสริมพัฒนาการร่างกายยังทำให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเพิ่มขึ้นด้วย

11.เล่นกระบะทราย ให้ลูกได้จับ ขยำเล่น เนื้อหยาบ ๆ ของทราย เป็นการช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ได้ใช้นิ้ว และฝ่ามือทั้งสองข้างได้ดีมากขึ้น

12.เล่นกับน้ำ เด็ก ๆ กับน้ำเป็นของเล่นที่สนุกคู่กัน สร้างกิจกรรมที่ให้ลูกได้สัมผัสน้ำ เช่น รดน้ำต้นไม้ ล้างรถ เป่าบับเบิ้ล หรืออะไรที่เกี่ยวข้องสบู่และน้ำ ก็คือความสนุกที่เต็มเปี่ยมที่จะทำให้เจ้าตัวเล็กพยายามจะวิ่งไล่จับทั้งนี้ต้องคอยดูแลเรื่องความปลอดภัยเวลาลูกอยู่ใกล้น้ำเสมอด้วยนะคะ

13.สร้างด่านกีดขวาง ด้วยการใช้อุปกรณ์ในบ้านง่าย ๆ อย่างหมอน กล่องลังกระดาษหรือวัตถุอื่น ๆ ที่ทำให้เจ้าตัวเล็กได้ปีนข้าม วิ่งไปมา

14.เล่นลูกบอล ช่วยกระตุ้นให้เจ้าตัวเล็กได้เตะ ได้วิ่ง ได้จับ ได้ขว้าง เป็นกิจกรรมสนุกที่ช่วยเสริมได้ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่

15.เปิดเพลงเต้นรำ เสียงเพลงที่เป็นจังหวะจะช่วยให้เจ้าตัวเล็กได้ขยับร่างกายเคลื่อนไหวที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางร่างกายได้ดี

กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการ ปฐมวัย

16.ระบายสี วาดภาพ ทำศิลปะ ให้ลูกได้ใช้มือหยิบจับดินสอ จับชอล์ก มีส่วนช่วยฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของลูก นอกจากนี้ศิลปะยังเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ ช่วยเสริมจินตนาการ เป็นทางออกสำหรับการแสดงออกทางอารมณ์ รวมถึงมีส่วนช่วยเสริมพัฒนาการในด้านสติปัญญาอีกด้วย

17.ให้ลูกได้ช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวัน เช่น แปรงฟัน แต่งตัว ติดกระดุม ล้างมือ เป็นต้น

#กิจกรรมเสริมพัฒนาการด้านสังคม/ อารมณ์

เด็ก ๆ เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ กิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการในด้านนี้จะช่วยให้ลูกได้รู้จักปรับพฤติกรรมและอารมณ์ตัวเอง สามารถสร้างสัมพันธ์กับเด็กคนอื่น ๆ และผู้ใหญ่รอบตัว เข้าใจผู้อื่น และเป็นปัจจัยในการช่วยพัฒนาทักษะชีวิตที่สำคัญ เช่น

กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม
กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม

18.เล่มเกมเป็นกลุ่ม ส่งเสริมการพัฒนาสังคมของลูกโดยให้ลูกเล่มเกมที่ต้องผลัดกันเล่น แบ่งปัน และร่วมมือ เช่น playgroup บอร์ดเกมที่เหมาะกับวัยของลูก หรือกีฬาแข่งขันกลางแจ้งเพื่อความสนุกและสอนลูกให้รู้จักกฏกติกาการเล่น น้ำใจนักกีฬา

19.บทบาทสมมุติ การส่งเสริมให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการสวมบทบาทสมมุติ ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ได้เป็นอย่างดี เพราะต้องใช้การสื่อสารทั้งคำพูดและท่าทาง และยังช่วยกระตุ้นจินตนาการให้ลูกในระหว่างเล่นสวมบทบาท รวมถึงการเสริมสร้างทักษะภาษา ชุดคำศัพท์อีกหลากหลาย และให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้การเล่นละครร่วมกันกันเป็นกลุ่ม

#กิจกรรมเสริมพัฒนาการด้านภาษา

การพัฒนาภาษาให้กับเจ้าตัวเล็กเริ่มต้นได้จากการใช้ภาษาและการสื่อสารกับลูก เพื่อเสริมสร้างทักษะการฟังและทำความเข้าใจ ด้วยกิจกรรมง่าย ๆ และสนุกกระตุ้นให้เด็ก ๆ มั่นใจในขณะใช้คำพูดได้ เช่น

20.ร้องเพลงกับลูก ฝึกพัฒนาการทางด้านภาษาให้กับลูกผ่านการร้องเพลงง่าย ๆ สั้น ๆ ร้องซ้ำ ๆ วนไปเพื่อให้ลูกหัดออกเสียงคำและจดจำคำศัพท์ได้ เช่น เพลงชาติ (เพลงชาติไทย) เพลงช้าง ฯลฯ และเสียงเพลงยังทำให้เด็ก ๆ มีความสุขอีกด้วย

21.เล่นเกมฮัลโหล ให้โทรศัพท์ของเล่นเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมนี้ คุณแม่อาจจะแสร้งว่ากำลังโทรหาลูก กระตุ้นให้ลูกยกหูรับสาย สอนวิธีพูดว่า ‘สวัสดี’ เมื่อลูกรับโทรศัพท์ การทำกิจกรรมนี้เป็นประจำจะช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะการพูดแถมยังรู้จักมารยาททางโทรศัพท์ที่ดีอีกด้วยนะ

22.เล่นเกมเรียกชื่อ คุณแม่ลองชี้ไปที่วัตถุต่าง ๆ ในบ้านและขอให้ลูกลองเรียกชื่อสิ่งของเหล่านั้น คุณแม่สามารถช่วยได้จนกว่าลูกจะเริ่มพูดคำศัพท์นั้นออกมา นี่เป็นวิธีง่าย ๆ ในการกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษา และเกมนี้สามารถเล่นได้ทุกที่ทั้งในบ้าน ในสวนสาธารณะ หรือแม้แต่ในซูเปอร์มาร์เก็ต

กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา
กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา

23.อ่านหนังสือกับลูก การอ่านหนังสือด้วยกันทุกคืนเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการกระตุ้นให้ลูกได้รู้จักกับคำศัพท์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น สำหรับเจ้าตัวเล็กการอ่านหนังสือที่มีคำศัพท์ง่าย ๆ พร้อมรูปภาพ ในขณะที่อ่านคุณแม่ลองชี้ไปที่ภาพในหนังสือ ถามคำถามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราว ชวนให้ลูกบอกว่าคืออะไร สิ่งนี้สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษาของลูกให้ดีขึ้นได้

24.เล่นหุ่นนิ้วหรือตุ๊กตา ใช้หุ่นเชิดเพื่อพูดคุยกับลูก เป็นวิธีกระตุ้นให้เจ้าตัวเล็กสนทนาตอบโต้ได้ง่าย ๆ แถมเวลาเล่นเด็กจะรู้สึกสนุกด้วย

สื่อที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านภาษา

25.จับคู่ตัวอักษร ใช้บัตรคำหรือแฟลชการ์ดเพื่อให้ลูกได้ลองจับคู่รูปภาพกับตัวอักษร ด้วยวิธีนี้จะทำให้ลูกรู้จักพยัญชนะ การออกเสียงตัวอักษรกับวัตถุ และความสามารถในการสะกดอย่างถูกต้องตามมา

 

#กิจกรรมเสริมพัฒนาการและทักษะการช่วยเหลือตัวเอง

กิจกรรมที่ฝึกให้ลูกได้ช่วยเหลือตนเอง มีอิสระที่จะทำสิ่งต่าง ๆ จะทำให้เด็ก ๆ มีความมั่นใจ มีความกล้าที่การลองสิ่งใหม่ ๆ และสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง เช่น

กิจกรรมเสริมพัฒนาการ 2 ขวบ

26.ให้ลองกินอาหารด้วยตัวเอง ปล่อยให้ลูกมีความเป็นอิสระมากที่สุดในช่วงเวลาอาหาร กระตุ้นให้เด็ก ๆ ได้ลองใช้มือ ใช้ช้อนส้อม กินด้วยตัวเอง ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็ให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ

27.แต่งตัวด้วยตัวเอง กระตุ้นให้ลูกได้หยิบเสื้อผ้ามาใส่ด้วยตัวเอง คุณแม่เพียงแค่ให้ความช่วยเหลือน้อยที่สุด อาจจะเริ่มต้นจากการใส่ถุงเท้าถอดถุงเท้า หรือช่วยในขั้นตอนที่ยากขึ้น เช่น การรูดซิปหรือติดกระดุม

28.ปัสสาวะด้วยตัวเอง กระตุ้นให้ลูกเรียนรู้ที่จะใช้ห้องน้ำเพื่อปัสสาวะที่โถ จัดการถอดกางเกงขึ้นและลง และล้างมือหลังทำธุระเสร็จเองได้

กิจกรรมเสริมทักษะชีวิต
กิจกรรมเสริมทักษะชีวิต

29.ทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเอง กระตุ้นให้เด็ก ๆ ดูแลกิจวัตรด้านสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน หวีผม เป็นต้น

30.ช่วยทำงานบ้าน ชวนให้ลูกมาช่วยทำงานบ้านทุกวัน รับผิดชอบงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เก็บของเล่น จัดโต๊ะอาหาร ล้างจาน ฯลฯ เด็กที่มีส่วนร่วมในการทำงานบ้านก่อนอายุ 4 ขวบ จะมีแนวโน้มที่จะมีความรับผิดชอบ ดูแลตัวเองได้ดีมากกว่าเด็กที่ไม่มีประสบการณ์ในการช่วยเหลือตัวเอง

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับกิจกรรมที่ทีมแม่ ABK ได้คัดสรรมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้นำมากระตุ้นสร้างพัฒนาการดี ๆ ให้กับเจ้าตัวเล็ก อย่าให้ช่วงวัยเด็กที่สำคัญของลูกปล่อยผ่านไป ลองหาเวลาที่จะทำกิจกรรมร่วมกับลูกทำกันนะคะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก :www.friendshipcircle.org, www.stayathomeeducator.com, www.babycenter.com, www.living.thebump.com, www.parenting.firstcry.com, www.childcare.extension.org

คำพูดที่ไม่ควรพูดกับลูก

9 คำพูดที่ไม่ควรพูดกับลูก บั่นทอนจิตใจลูกถึงโต!

คำพูดพ่อแม่นั้นมีอิทธิพลต่อลูกมาก ไม่ว่าจะเป็นวิธีการพูด น้ำเสียง ลูกจะเติบโตมาอย่างไร คำพูดจากพ่อแม่ก็คือผลลัพธ์ที่ส่งผ่านมาถึงตัวเด็ก เมื่อเจ้าตัวเล็กของคุณพ่อคุณแม่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม บ่อยครั้งที่คำพูดว่ากล่าวจากพ่อแม่กลายเป็น คำพูดที่ไม่ควรพูดกับลูก และทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว เพราะคำพูดนั้นอาจเป็นคำพูดที่แรงเกินไป มีทัศนคติในเชิงลบ เป็นคำตำหนิที่ดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งคำพูดจากปากไม่กี่คำกลับส่งผลกระทบยาวนานต่อความรู้สึกลูกได้คุณพ่อคุณแม่ ควรเลือกคำพูดที่จะใช้สอนลูก ว่ากล่าวลูกอย่างระมัดระวัง และไม่ควรใช้คำพูดแบบนี้กับลูก

9 คำพูดที่ไม่ควรพูดกับลูก บั่นทอนจิตใจลูกถึงโต!

1.“ทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง”

การบอกลูกว่าพฤติกรรมที่ลูกทำไม่เหมาะสม ไม่เป็นประโยชน์ แม้แต่การเปรียบเทียบว่าทำได้ไม่ดีเหมือนพี่ หรือเหมือนน้องตัวเอง ก็เป็นการดูถูกความเป็นตัวตนของลูก ทำให้ลูกรู้สึกน้อยใจและเสียใจที่พ่อแม่มองไม่เห็นข้อดี หรือความตั้บงใจในสิ่งที่ตนเองทำ ส่งผลทำให้ลูกกลายเป็นเด็กขาดความมั่นใจ ไม่กล้าที่ลองทำสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งจะผลเสียต่อตัวเด็กในระยะยาว ด้วยคำพูดเชิงลบแบบนี้จึงเป็นคำพูดที่ควรหลีกเลี่ยง ยิ่งกับพี่น้องในครอบครัวเดียวกันยิ่งไม่ควรนำมาเปรียบเทียบ ลองเปลี่ยนคำพูดด่าทอในเวลาเมื่อลูกทำผิดพลาดมาเป็นคำพูดที่ให้กำลังใจ และข้อแนะนำให้ลูกได้ลองทำ หรือตั้งใจทำให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้จะดีกว่านะคะ

คำที่ลูกไม่อยากได้ยิน
คำที่ลูกไม่อยากได้ยิน

2.“ทำแบบนี้ไม่มีใครรักหรอก”

คำว่า “พ่อแม่ไม่รัก” เป็นคำพูดที่บั่นทอนจิตใจลูกเป็นที่สุด เด็กที่ได้ยินพ่อแม่พูดบ่อยว่าจะไม่รัก หรือไม่มีใครรัก นอกจากจะทำให้ลูกเสียใจมาก ยังทำให้เด็กรู้สึกไม่มั่นคง กลัวว่าพ่อแม่ไม่รัก กลัวว่าพ่อแม่จะทิ้งไป ไม่สนใจ จนทำใหลูกไม่กล้าที่จะทำอย่างอื่นเพราะกลัวว่าถ้าทำไปแล้วไม่ดีพอ ไม่ถูกใจ พ่อแม่จะไม่รัก คำพูดนี้จะทำร้ายจิตใจของลูกอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อการมองเห็นคุณค่าของตัวเอง และเป็นปมด้อยของลธกไปจนโตได้ ดังนั้น ถึงแม้ว่าคนเป็นพ่อแม่จะรักลูกจริง ๆ ก็ตาม แต่คำพูดประชดประชันว่า “ไม่รักลูก” ด้วยอารมณ์และความพลั้งปากของพ่อแม่นั้นจะกระทบความรู้สึกในจิตใจลูกเป็นอย่างมาก คำพูดแบบนี้ไม่ควรพูดกับลูกเลยนะคะ

3.“รอให้พ่อกลับมาก่อนเถอะ”

ถ้าคุณแม่ไม่สามารถจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของลูกได้ บางทีการนำคำขู่มาใช้เพื่อแสดงถึงอำนาจให้ลูกกลัว เช่น “จะให้พ่อจัดการให้เข็ด” “ถ้าพ่อรู้เมื่อไหร่โดนแน่” ฯลฯ เมื่อขู่ด้วยประโยคเดิม ๆ ลูกก็จะรับรู้ได้ว่า นี่เป็นแค่คำขู่ และไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผลที่ตามมาคือลูกก็จะไม่สนใจคำขู่อีกต่อไปก็เป็นได้

บอกลูกว่าไม่รัก

4.“หยุดร้องไห้เลยนะ”

เด็ก ๆ มักจะระบายออกทางความรู้สึกด้วยการร้องไห้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถบอกอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองได้ดีมากกว่าคำพูด โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เมื่อถูกคุณพ่อคุณแม่ดุ หรืองอแงเอาแต่ใจตัวเอง การร้องไห้จึงเป็นวิธีช่วยป้องกันตัวจากความรู้สึกต่าง ๆ ได้ แต่การบอกให้ลูกหยุดร้องไห้ อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีนัก เพราะการร้องไห้ของเด็กจะทำให้ลูกรู้สึกปลอดโปร่ง และสบายใจขึ้น ดังนั้นหากเจ้าตัวเล็กกำลังเศร้าเสียใจ ไม่ควรไปบอกหรือห้ามเสียงดังว่าให้หยุดร้องไห้ แต่ควรมานั่งข้าง ๆ และโอบกอด แสดงความรัก ยอมรับความรู้สึกของลูก และเปลี่ยนจากการดุด่าเป็นคำพูดปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เมื่อลูกหยุดร้องหรือระบายอารมณ์เรียบร้อยแล้ว จากนั้นค่อย ๆ สอนลูกและอธิบายเหตุผล มากกว่าการออกคำสั่งให้ลูกหยุดร้องไห้จะดีที่สุดค่ะ

5.“เด็กอะไรนิสัยไม่ดี”

เมื่อลูกทำผิดในเรื่องนั้น ๆ แต่กลับได้ยินคุณพ่อคุณแม่มาบอกว่า “นิสัยไม่ดี” อาจทำให้ลูกคิดว่าเป็นการตัดสินโดยภาพรวมมากกว่าสิ่งที่ทำผิดตรงหน้า ทั้งที่บางเรื่องอาจเป็นความผิดแค่เรื่องเพียงนิดเดียว คำพูดแบบนี้ก็จะสร้างผลกระทบต่อจิตใจลูกไม่น้อยเช่นกันค่ะ ดังนั้นเมื่อลูกทำผิดอย่าพยายามว่า “นิสัยไม่ดี” แต่ควรว่ากล่าวเฉพาะเรื่อง และควรพูดชมเชยเมื่อลูกแสดงพฤติกรรมที่ดีนะคะ

6.”ทำเดี๋ยวนี้เลยนะ”

โดยธรรมชาติของเด็กมักจะไม่ชอบการถูกบังคับ การออกคำสั่งกับลูกบ่อย ๆ และบังคับให้ลูกทำทันที เด็กบางคนถ้าถูกออกคำสั่งเสียงดังก็อาจจะไม่ยอมทำตาม ดื้อต่อต้าน เป็นผลทำให้พ่อแม่โมโหและใส่อารมณ์กับลูกมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ลูกเป็นเด็กก้าวร้าว ไม่เชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่ตามมาได้ ดังนั้นแทนที่จะเป็นประโยคออกคำสั่ง ควรเปลี่ยนคำพูดให้เป็นประโยคคำถามหรือเป็นการขอร้องให้ลูกช่วย เช่น คนเก่งมาช่วยคุณแม่รองน้ำหน่อยได้ไหมคะ” หรือชวนลูกมาทำงานบ้านพร้อมกันมากกว่าตะโกนสั่งให้ลูกทำ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เห็นตัวอย่างและอยากทำด้วยตัวเองมากกว่าการถูกบังคับนะคะ

คำพูดที่ แม่ไม่ควรพูดกับลูก

7.“หยุดเถียงเลยนะ”

เมื่อลูกโตขึ้น มีความคิดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น การเจอลูกที่ว่านอนสอนง่ายเหมือนตอนเล็ก ๆ ไม่ใช่เรื่องหาได้ง่าย ๆ ของคุณพ่อคุณแม่อีกต่อไป บางครั้งที่พ่อแม่พูดไปอาจจะเจอลูกแสดงความคิดเห็นกลับมา เมื่อคุณพ่อคุณแม่เจอประโยคที่ไม่เห็นด้วย การออกคำสั่งให้ลูก “หยุดเถียง” ไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่ควรมีสติและเพิกเฉยเพื่อไม่ให้เกิดการโต้เถียงทั้งสองฝ่าย เมื่ออารมณ์เย็นลงแล้วค่อยตามมาด้วยการฟังเหตุผลและคำแนะนำ

8.”จะไม่สนใจอีกต่อไป”

ถึงแม้การบอกให้ลูกทำอะไรซักอย่างในเรื่องเดิม ๆ นับสิบครั้งจะทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกหงุดหงิด จนบางครั้งส่งผลต่ออารมณ์และพลั้งปากพูดไปว่า “จะไม่สนใจลูก” หากลูกไม่ยอมทำตามที่สอน คำพูดนี้จะส่งผลกระทบต่อจิตใจลูก ดังนั้นหากสิ่งที่บอกให้ลูกทำแต่ยังไม่ได้ผลดี คุณพ่อคุณแม่ลองปรับเปลี่ยนคำพูดใหม่ พยายามใช้คำถามแบบเปิดให้มากขึ้นเพื่อจะได้รู้สาเหตุที่ลูกไม่อยากทำ เพื่อคุณพ่อคุณแม่จะได้ช่วยกันหาทางออกมากกว่าใช้คำพูดที่ไม่ควรพูดกับลูกนะคะ

9.”ทำไมสู้เด็กบ้านอื่นไม่ได้”

ถึงแม้คุณพ่อคุณแม่จะเข้าใจว่าเด็กแต่ละคนมีความสามารถที่แตกต่างกัน และเราไม่ควรนำลูกไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น แต่เวลาโมโหอาจจะมีการพลั้งคำพูดที่ทำร้ายลูก และเป็นการสร้างความกดดันให้กับลูกได้ ทำให้ลูกรู้สึกอยากเป็นเหมือนคนอื่น ลดความรักในตัวเองลง เพื่อให้พ่อแม่จะได้ชื่นชม ถ้าไม่อยากให้ลูกลดคุณค่าของตัวเอง คุณพ่อคุณแม่ควรเปลี่ยนคำพูดเปรียบเทียบเป็นการให้กำลังใจกับสิ่งที่ลูกกำลังทำอยู่ ส่งเสริมความสามารถที่ลูกถนัด และที่สำคัญคือการไม่เปรียบเทียบลูกคนหนึ่งกับลูกอีกคนหรือลูกของคนอื่นนะคะ

จะเห็นได้ว่า พ่อแม่เองคือบุคคลที่มีอิทธิพลต่ออารมณ์ความรู้สึกของลูกมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ ดังนั้นก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะเริ่มตักเตือนเจ้าตัวเล็ก ควรปรับอารมณ์ตัวเองให้ดี และเข้าใจลูกว่าความผิดพลาดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ในบางเรื่องหรือพฤติกรรมที่เอาแต่ใจตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้สำหรับเด็ก ๆ และเป็นประสบการณ์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ทั้งนี้นอกจากปรับเปลี่ยนคำพูดสอนลูก พร้อมการใช้บทสนทนาในเชิงบวกแล้ว ยังควรมองให้เห็นถึงศักยภาพในตัวลูกว่ามีความสามารถในด้านไหนเพื่อสนับสนุนในสิ่งที่ลูกชอบ มอบความรัก ความเอาใจใส่มากกว่าการดุด่าและทำให้ลูกกลัว เพื่อนำไปสู่พัฒนาการที่ดีและทำให้ลูกเติบโตอย่างมีความสุขนะคะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.verywellfamily.comwww.sanook.com

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก !

12 คำพูดของพ่อแม่ ที่มักหลุดปาก ทำลูกเสียใจ!!

10 คำพูดร้าย ทำลายครอบครัว

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คนท้องปวดหลัง

6 วิธีลดอาการ คนท้องปวดหลัง แบบไม่ต้องกินยา

คนท้องปวดหลัง เป็นอาการที่พบบ่อยในตอนตั้งครรรภ์ ยิ่งมีอายุครรภ์มากขึ้นแม่ท้องบางคนอาจจะมีอาการปวดมากขึ้น ซึ่งบางครั้งอาจมีอาการปวดหลังนี้จนกระทั่งหลังคลอดที่อาจนานเป็นหลายเดือน

6 วิธีลดอาการ คนท้องปวดหลัง แบบไม่ต้องกินยา

อาการปวดหลังตอนท้อง ถือเป็นอาการปกติที่มักเกิดขึ้นได้สำหรับแม่ท้อง ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน หรือเดิน โดยคนท้องแต่ละคนจะมีความปวดความรุนแรงไม่เท่ากัน บางคนอาจจะไม่เคยปวดเลย บางคนอาจจะปวดมากจนถึงขั้นต้องร้องไห้ ซึ่งอาการปวดหลังเกิดขึ้นได้เมื่ออายุครรภ์ที่มากขึ้น และทำให้น้ำหนักตัวของคุณแม่เพิ่มมากขึ้น น้ำหนักของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในขณะตั้งครรภ์ และการถ่วงของครรภ์ที่อยู่ด้านหน้าส่งผลให้กระดูกสันหลังแอ่นเป็นเวลานาน เนื่องจากการทรงตัวและท่าทางต่าง ๆ ที่มีหน้าท้องใหญ่ ที่ทำให้คุณแม่ต้องเดินตัวแอ่นไปข้างหลังเพื่อพยุงตัว หลังต้องแบกรับน้ำหนักตัวมากขึ้น จึงเป็นสาเหตุทำให้แม่ท้องมีอาการปวดหลังนั่นเอง

ยิ่งคุณแม่ท้องใหญ่มากทำให้ร่างกายต้องรองรับน้ำหนักทารกในครรภ์เพิ่มขึ้น ก็จะมีโอกาสปวดหลังมากยิ่งขึ้น หรือแม่ท้องที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน บางคนทำงานหนักที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ รวมถึงการนั่ง การก้มหยิบของไม่ถูกวิธี ก็มีโอกาสทำให้ปวดหลังมากขึ้นได้อีก แต่ถ้าตอนตั้งครรภ์ได้มีโอกาสได้นอนพักหรือนั่งเอนหลังเป็นประจำ ก็จะมีโอกาสเกิดอาการปวดหลังได้น้อยกว่า

คนท้องปวดหลังแบบไหนอันตราย

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้แม่ท้องมีอาการปวดหลัง เช่น

  • ในขณะตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกาย จะมีการหลั่งฮอร์โมน Relaxin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างมาจากรังไข่ขณะตั้งครรภ์ ที่ช่วยกระตุ้นการคลายตัวเอ็นยึดกระดูกเชิงกราน ให้คลอดง่ายขึ้น ซึ่งบางครั้งส่งผลให้มีอาการปวดหลังได้
  • เมื่อถึงอายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป ทารกจะดึงแคลเซียมจากกระแสเลือดคุณแม่ไปใช้ในการสร้างกระดูกและฟัน เป็นเหตุให้เกิดการกร่อนของกระดูก นำมาซึ่งอาการปวดหลังได้
  • เมื่ออายุครรภ์มากขึ้น ทารกมีการเจริญเติบโต มดลูกขยายใหญ่ขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อตรงส่วนกลางของลำตัวเกิดการแยกตัว ทำให้เกิดอาการปวดหลังตามมาได้
  • ความเครียดของแม่ท้อง ทำให้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ในร่างกายเกิดการตึงตัว ก็ส่งผลต่ออาการปวดหลังได้ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม อาการปวดหลังในขณะตั้งครรภ์ถือเป็นเรื่องปกติ ที่ทำให้เกิดความไม่สบายตัว แต่หากมีอาการปวดรุนแรงจนทนไม่ไหว ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองเด็ดขาด เพราะอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ได้

วิธีลดอาการปวดหลังในขณะตั้งครรภ์

โดยปกติแล้ว แพทย์มักจะย้ำเตือนอยู่เสมอในเรื่องของการทานยาบางชนิดหรือการทานยาเอง ที่อาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้ ดังนั้นในช่วงเวลาที่ท้องอุ้ยอ้ายคุณแม่สามารถใช้วิธีเหล่านี้เพื่อบรรเทาอาการปวดหลังได้

  • ปรับเปลี่ยนท่าในการยืน นั่ง เดิน นอน ไม่ยืน นั่ง หรือนอนในท่าเดียวกันนานจนเกินไป ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ หรืออย่างน้อยทุก 1 ชั่วโมง ท่านั่งสำหรับคนท้องควรอยู่ในท่านั่งหลังตรง หรือเอนพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อย และควรมีเก้าอี้เตี้ย ๆ เพื่อรองรับเท้า และไม่ควรนั่งไขว่ห้าง เวลาเดินพยายามเดินตัวตรงหลังตรง เพื่อให้เกิดความสบายตัว
  • เลือกใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ รวมถึงใส่รองเท้าพื้นแบนที่มีความนิ่มสบาย หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง ตามหลักการแพทย์แล้ว สำหรับแม่ตั้งครรภ์ควรใส่รองเท้าที่มีส้นไม่เกิน 1 – 2 นิ้ว เพื่อให้น้ำหนักอยู่ในช่วงกลางลำตัวและมีความสมดุล
  • คนท้องควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก แต่ถ้าหากจำเป็น ควรใช้ท่ายกของด้วยการยืนแยกเท้าออกมีระห่างเท่าช่วงสะโพก ให้ปลายเท้าเฉียงออกเล็กน้อย จากนั้นค่อย ๆ ย่อเข่า หย่อนตัวลงไปยก พยายามให้น้ำหนักตัวอยู่ตรงกลางและบริเวณสะโพก และใช้ขาพยุงตัวเองขึ้นมา โดยไม่ใช้แรงหลังเด็ดขาด ไม่ควรโน้มตัวลงไปยกของ เพราะจะยิ่งทำให้หลังเกิดการอักเสบและทำให้มีอาการปวดมากกว่าเดิมได้

อาการคนท้องปวดหลัง

  • ใช้การนวดหลังเบา ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย บรรเทาอาการปวด นวดประคบร้อน หรือหาซื้อพลาสเตอร์บรรเทาอาการปวดมาแปะเพื่อช่วยลดอาการปวดหลังลงได้
  • ออกกำลังกายเบา ๆ สำหรับคนท้องอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังขณะตั้งครรภ์ได้ดีที่สุด นอกจากเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เช่น การเล่นโยคะ ว่ายน้ำ เป็นต้น ยังจะช่วยให้คลอดลูกได้ง่ายและยังช่วยให้ฟื้นตัวหลังคลอดเร็วกว่าคุณแม่ที่ไม่ได้ออกกำลังกายด้วย
  • คุมน้ำหนักตัวให้ขึ้นตามเกณฑ์ที่หมอกำหนดไว้ เพื่อไม่ให้น้ำหนักครรภ์มากจนเกินไปจนเกิดการถ่วงจนกระดูกสันหลังแอ่น

อ่านต่อ แม่ท้องปวดหลังมาก นอนไม่หลับ ควรทำอย่างไร? คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีเล่นกับลูก

14 วิธีเล่นกับลูก กระตุ้นพัฒนาการตามวัย ให้ฉลาด อารมณ์ดี ตั้งแต่เบบี๋

“มีผลงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศยืนยันตรงกันว่า ยิ่งเด็กมีโอกาสเล่นมากเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง กระโดด คืบคลาน เล่นดิน เล่นทราย หยิบจับสิ่งของ เล่นของเล่น เล่นตุ๊กตา เล่นบล็อก เล่นตัวต่อ ฯลฯ ก็จะยิ่งได้รับการพัฒนาเซลล์ประสาทในสมองที่มีนับแสนล้านเซลล์เชื่อมต่อกันเป็นร่างแห เด็กจะมีความสามารถในการคิด เรียนรู้ นอกจากนี้การเล่นของเด็กจะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาความฉลาดทางปัญญา อารมณ์ และสังคมไปพร้อมๆ กันด้วย” (อ้างอิงจาก www.mgronline.com) การที่คุณพ่อคุณแม่ได้เล่นกับลูกหรือให้ลูกได้เล่น ไม่ว่าจะเล่นคนเดียว หรือเล่นกับเพื่อน ยิ่งเจ้าตัวน้อยเล่นมากเท่าไหร่ก็จะมีส่วนช่วยกระตุ้นพัฒนาการให้ลูกได้รับมากขึ้นเท่านั้น มาดู วิธีเล่นกับลูก ที่จะช่วยให้ลูกน้อยได้รับพัฒนาการดี ๆ ส่งผลให้ลูกฉลาด และอารมณ์ดีกันค่ะ

14 วิธีเล่นกับลูก กระตุ้นพัฒนาการตามวัย ให้ฉลาด อารมณ์ดี ตั้งแต่เบบี๋

 วิธีเล่นกับลูกวัย 0-4 เดือน

เล่นกับลูกเสริมพัฒนาการ
เล่นกับลูกเสริมพัฒนาการ

พัฒนาการในวัยทารกนั้นไม่หยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหวขยับมือ ถีบเท้า ส่งเสียง วิธีเล่นกับลูกที่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทารกตั้งแต่แรกเกิด อาทิเช่น

1.เล่นโมบายต่าง ๆ มาแขวนไว้ในระดับสายตาให้ลูกได้เล่น เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการร่างกายผ่านการมองเห็น ได้ยิน สัมผัส

2.เล่นของเล่นที่มีเสียง โดยนำของเล่นมาวางไว้ใกล้ ๆ กระตุ้นให้เด็กพลิกหันคอสลับ ซ้าย-ขวา มองตามและส่งเสียง สำหรับกิจกรรมนี้จะเป็นการช่วยเสริมให้ลูกมีพัฒนกาารทางด้านสายตาและการรับรู้ได้ดีขึ้น

3.ร้องเพลงให้ลูกฟังหรือเปิดเพลง เสียงดนตรีจะช่วยสร้างการเรียนรู้และจินตนาการ และทำให้ลูกน้อยอารมณ์ดี

4.เล่นโดยใช้นิ้วแตะที่ฝ่ามือของลูก ซึ่งทารกจะกำนิ้วมือตอบกลับไว้แน่นโดยอัตโนมัติ เป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อนิ้วให้แข็งแรง

วิธีเล่นกับลูกแรกเกิด

5.พูดคุยใกล้ ๆ เพื่อให้ลูกหันตามเสียงของคุณพ่อคุณแม่ ช่วยทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอของทารกแข็งแรง และเป็นการสร้างความคุ้นเคยระหว่างทารกกับพ่อแม่ได้ดีด้วย

6.เล่นของเล่นที่มีสีสันหรือมีผิวสัมผัสนิ่ม ๆ ให้ลูกได้ลองหยิบจับและค่อย ๆ เอาออกจากมือลูกเบา ๆ การกำและคลายมือจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก

7.ทารกตั้งแต่ 1-6 เดือน เด็กวัยนี้สามารถยกคอและชูคอได้นานมากขึ้น การอุ้มลูกหรือไกวลูกเบา ๆ ก็เป็นวิธีเล่นที่จะช่วยทำให้เกิดพัฒนาการประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว อีกทั้งยังเป็นการสร้างสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างพ่อแม่กับลูกน้อยด้วย

8.ทารกอายุ 3 เดือน สามารถกระตุ้นพัฒนาการโดยเล่นน้ำพร้อมกับพ่อแม่ ที่จะช่วยเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อได้ออกแรงแขนขามากกว่าอยู่บนพื้น หรือให้ลูกเล่นน้ำในกะละมัง สระน้ำเป่าลม เพื่อการสร้างความคุ้นเคยกับน้ำ ระหว่างที่ลูกเล่นน้ำก็เสริมบรรยากาศให้สนุกด้วยการร้องเพลง เล่านิทาน เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการได้หลาย ๆ ทางให้เจ้าตัวน้อยได้อีกด้วย

วิธีเล่นกับลูกวัย 5-12 เดือน

วิธีเล่นกับลูก 5 เดือน

9.วัย 5 เดือนทารกจะเริ่มลุกลุกขึ้นนั่งโดยใช้มือค้ำได้ด้วยตนเอง สามารถนั่งหลังตรง และเอี้ยวตัวใช้มือเล่นได้อย่างอิสระ คุณพ่อคุณแม่สามารถหากิจกรรมให้ลูกได้ใช้นิ้วมือในการหยิบ จับ กำ หรือเขย่าของเล่นเป็นการกระตุ้นพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กให้ลูกได้ใช้นิ้วมืออย่างคล่องแคล่วและแข็งแรงขึ้น

10.เมื่อลูกเข้าสู่วัย 8-9 เดือน จะสามารถลุกขึ้นนั่งหาที่เกาะยึดและเกาะยืนได้ด้วยตัวเอง คุณพ่อคุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการร่างกายให้ลูกได้เคลื่อนไหว เสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กมักใหญ่ด้วยกิจกรรมเดิน เกาะ ยึดจับสิ่งของต่าง ๆ เช่น ขอบโต๊ะ เก้าอี้ โซฟา ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นขา ขา ลำตัว มือ และนิ้วมือของลูกแข็งแรง และได้เรียนรู้จากการเดิน สำรวจสิ่งรอบตัวได้มากขึ้น

เล่นกับลูก

11.พัฒนาการของลูก 9-10 เดือน ลูกสามารถคลาน ลุกขึ้นเกาะเดิน และสามารถเดินด้วยตัวเองได้ในระยะสั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถหากิจกรรมมากระตุ้นให้ลูกได้คลาน ลุก และเกาะเดิน เช่น ใช้ของเล่นที่เคลื่อนที่ได้ อย่างลูกบอลขนาดเล็ก รถเด็กเล่น กระตุ้นให้ลูกได้คลานไปจับของเล่น เพื่อให้ลูกได้ฝึกใช้พัฒนาการกล้ามเนื้อมือและขา หรือเล่นกับลูกด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างการส่งเสียงร้องเรียกให้เจ้าตัวน้อยได้คลานมาหาตามเสียงเรียกของพ่อแม่ ที่จะทำให้ลุกได้คุ้นเคยกับเสียงของคุณพ่อคุณแม่ขึ้นด้วย

12.อายุ 10-12 เดือน ลูกสามารถลุกขึ้นยื่น เดินได้ด้วยตัวเองได้มากขึ้น ในช่วงวัยนี้คุณพ่อคุณแม่ควรหากิจกรรมกระตุ้นให้ลูกได้ใช้กล้ามเนื้อขาทั้งสองข้างและลำตัวในการเคลื่อนไหว ลุกขึ้นยืน และทรงตัวควบคู่ไปกับการกระตุ้นระบบประสาทการรับรู้ เช่น เล่นทราย เดินบนพื้นหญ้า ให้ลูกได้ลองเดิน วิ่งเล่นอย่างอิสระ

วิธีเล่นกับลูกวัย 1 ขวบขึ้นไป

ลูกในช่วงวัยนี้จะมีพัฒนาการร่างกายที่เริ่มแข็งแรง เริ่มเคลื่อนไหวร่างกายโดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่บริเวณขา แขน ลำตัว และกล้ามเนื้อมัดเล็กบริเวณมือและนิ้วมือได้คล่องแคล่วกว่าวัยทารก สามารถยืน เดิน ได้นานมากขึ้น ใช้มือหยิบจับ ออกแรงขว้างของเล่นได้ กิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับช่วงวัยนี้ เช่น

กิจกรรมเล่นกับลูก 1 ขวบ

13.พาลูกออกไปเดิน วิ่งเล่นอิสระ (Free Play) ในบริเวณบ้าน สนามเด็กเล่น หรือสวนสาธารณะ เล่นเครื่องเล่นแบบปีนป่าย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายที่ทำให้ลูกได้เคลื่อนไหวอย่างอิสระ เป็นการช่วยกระตุ้นให้ลูกได้กล้ามเนื้อเท้าและข้อเท้า เรียนรู้การทรงตัว และการประสานงานต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยให้พัฒนาการกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น

14.เล่นดิน เล่นทราย ให้ลูกได้สัมผัสธรรมชาติ มีผลต่อการการรับรู้ สัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ขรุขระ ในพื้นผิวต่าง ๆ รวมถึงกระตุ้นพัฒนาการด้านสติปัญญาให้ลูกได้เรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติรอบตัวมากขึ้น เรียนรู้คำต่าง ๆ ที่ได้พบเจอ เช่น หญ้า ตันไม้ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า การเล่นของลูกคือการทำงานของพัฒนาการที่จะมีส่วนเสริมให้เด็กได้คิด สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ตลอดจนค้นหา ปรับ เปลี่ยน แก้ปัญหา วิธีการเล่นของตัวเองตลอดเวลา เกิดทักษะการวางแผน ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์จากการที่ลูกได้ลงมือทำด้วยตัวเอง ส่งผลให้เด็กมีความมั่นใจ ซึ่งสุดท้ายจะทำให้ลูกมีความภาคภูมิใจในตนเอง รวมถึงทำให้เด็ก ๆ มีความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีความสุข ร่างกายแข็งแรงมีภูมิต้านทานโรค หลังเล่นหรือทำกิจกรรมเสร็จก็จะทำให้ลูกเจริญอาหาร กินข้าวได้ดี และนอนหลับได้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดพัฒนาการในหลากหลายด้านของลูก ทั้งสติปัญญาความฉลาด ร่างกาย อารมณ์ ภาษา และสังคมที่ดีขึ้นด้วย ดังนั้นในช่วงวัยเด็กของลูก หากคุณพ่อคุณแม่ใส่ใจเรื่องของการเล่นของลูกอย่างจริงจัง ให้เวลาเล่นกับลูก ก็จะส่งผลดีต่อเจ้าตัวน้อยได้เป็นอย่างดีเลยละค่ะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก :www.unicef.org

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจอื่นๆ

จับ หนีบ เล่น 20+ กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก เล่นกับลูกในบ้านง่ายๆ

“ยิ่งเล่น ยิ่งฉลาด “ พัฒนา PQ (Play Quotient) สร้างลูกให้ฉลาดแข็งแรงจากการเล่นแสนสนุก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เสี่ยงติดเชื้อโควิด-19

วิจัยพบ! คนสูบบุหรี่ เสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ง่ายกว่าคนอื่น!

แม่ห้ามด่วน! ให้พ่อสูบบุหรี่ หรือ ดื่มเหล้า มีโอกาส เสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ง่ายกว่าคนอื่นทั่วไป! แถมทำให้อาการทรุด หมอเตือน ควรเลิกเพื่อฟื้นฟูปอด

เหล้า บุหรี่ เสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ง่ายกว่าคนอื่นทั่วไป!

จากยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในไทย โดยพบว่า… ผู้ที่ดื่มเหล้า-สูบบุหรี่ จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในโรคติดเชื้อ ทำลายปอด ระบบทางเดินหายใจ ได้ง่าย หลังพบ 11 คนติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจากการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้าแก้วเดียวกัน

โดย รศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวว่า… แอลกอฮอล์เป็นสาเหตุเพิ่มความเสี่ยงในโรคติดเชื้อ อาทิ วัณโรคปอด ปอดบวม โรคติดเชื้อในปอด ส่วนเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในปอดได้เช่นกัน

Must read >> อันตรายที่มองไม่เห็น!! ควันบุหรี่ จากพ่อแม่สู่ลูกน้อย เสี่ยงปอดติดเชื้อ

Must read >> แม่เล่า! ลูกติดเชื้อแบคทีเรีย เพราะสัมผัสจากคนกินเหล้า-สูบบุหรี่

ดังนั้นผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีโอกาสรับเชื้อง่ายกว่าคนปกติ เพราะเมื่อดื่มเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานฆ่าเชื้อโรคในร่างกายได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ติดเชื้อต่าง ๆ ได้!!

>> การตั้งวงดื่มเหล้ากับเพื่อนหรือเที่ยวในสถานบันเทิงยิ่งเสี่ยงหนัก หากมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในกลุ่ม แค่หายใจ หรือหยิบจับภาชนะร่วมกันก็ติดเชื้อได้แล้ว เพราะนั่งในระยะใกล้ และจากสถิติพบผู้ใหญ่ เสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ง่ายกว่าวัยอื่น ส่วนผู้ที่เสียชีวิตจะเป็นกลุ่มคนสูงวัยและคนที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง

ซึ่งผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำต้องระมัดระวังตัวมากกว่าคนปกติ เพราะจากงานวิจัยพบว่า ผู้ที่ติดเหล้ามีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคติดเชื้อในปอดถึง 2.9 เท่า และยังพบอีกว่า เหล้าเป็นสาเหตุของอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มของผู้ติดเชื้อวัณโรค ปอดบวมถึง 13.5 % โดยถือมาตรการในการสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ที่ให้มีการสั่งปิดสถานบันเทิงหลาย การงดสังสรรค์ หรือยกเลิกจัดกิจกรรมที่มีผู้คนแออัด จะช่วยชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้

Must read >> โควิด-19 พ่อแม่ติดเชื้อส่งผลกระทบถึงลูกน้อย

“สูบบุหรี่” เสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ง่ายกว่าคนอื่น! จริงหรือ?

ในส่วนของการสูบบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า ก็มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ

  • ข้อแรก คือ การสูบบุหรี่มวน และบุหรี่ไฟฟ้าทำให้ปอดไม่แข็งแรง การสูบบุหรี่แม้เพียงมวนเดียว ก็ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและสุขภาพปอด และถ้าสูบเป็นระยะเวลานานสามารถนำไปสู่โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) เสี่ยงติดเชื้อมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจากวารสารการแพทย์จีน ระบุว่า ในผู้ป่วยที่มีอาการทรุดลงรวมถึงเสียชีวิตเป็นผู้สูบบุหรี่มากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 14 เท่า
  • ส่วนข้อที่สอง คือ การแบ่งกันเสพ บุหรี่มวนเดียวกัน หรือการใช้บุหรี่ไฟฟ้าร่วมกัน อาจจะส่งผลต่อการติดเชื้อโคโรน่า หรือเพิ่มความ เสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ได้จากทางน้ำลายหรือเสมหะ ดังจะเห็นได้จากที่มีข่าว คนไทย 11 คนติดเชื้อจากการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ร่วมกับชาวฮ่องกงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

อ่านต่อ >> “ผลวิจัยจากสหรัฐ เตือน “ผู้สูบบุหรี่” เสี่ยงติดโควิด-19
และมีแนวโน้มเสียชีวิตสูงกว่าคนทั่วไป” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ทำฟัน

ทำฟัน ช่วงโควิด 19 จะทำได้ไหม ?

ทำฟัน ในช่วงสถานการณ์โควิด 19 แบบนี้จะทำได้ไหม จะปลอดภัยหรือเปล่า เชื่อว่ามีหลายๆ ครอบครัวเลยค่ะที่มีข้อสงสัย และความกังวลเกิดขึ้น เพราะถ้าเด็กๆ หรือคนในบ้านมีอาการปวดฟัน ปัญหาในช่องปากต่างๆ ขึ้นมาในช่วงที่เชื้อไวรัสโคโรน่า (Covid-19) แพร่ระบาดแบบนี้การไปพบทันตแพทย์ที่คลินิก หรือโรงพยาบาลจะปลอดภัยหรือเปล่า ทีมแม่ABK มีข้อมูลในเรื่องนี้มาบอกให้ได้ทราบกันค่ะ

 

ทำฟัน ช่วงโควิด 19 ทำได้ไหม ?

ทีมแม่ABK ได้รับข้อความทาง Inbox เกี่ยวกับเรื่องการ ทำฟัน ค่อนข้างเยอะในช่วงสถานการณ์โควิด 19 เพราะไม่ใช่แค่คุณ  แม่เกิดความกังวลกับช่องปากของตัวเอง แต่ของลูกเล็ก เด็กโต รวมไปถึงผู้ใหญ่ในครอบครัว อาจมีปัญหาเกิดขึ้น เช่น ฟันผุ  ปวดฟัน ฟันหัก เหงือกอักเสบ อุดฟัน ฯลฯ ถ้าเป็นก่อนหน้านี้เชื่อว่าเราคงจะไปพบคุณหมอทันทีที่พบว่าช่องปากมีปัญหา  บางอย่างเกิดขึ้นใช่ไหมคะ  แต่ช่วงนี้อาจทำได้ไม่สนิทใจกับการไปหาคุณหมอฟัน คือไม่ใช่ว่าคุณหมอจะช่วยรักษาช่องปาก  และฟันไม่ได้นะคะ แต่หลายๆ คนกลัวว่าการทำฟัน จะเสี่ยงต่อเชื้อไวรัสโคโรน่า (Covid-19) ได้หรือเปล่า!!

 

ไวรัสโคโรน่า ติดต่อทางไหน / ได้อย่างไร ?  

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019  (Covid-19) เชื้อไวรัสร้ายชนิดนี้นะคะจะถ่ายทอดผ่านการสัมผัสโดยตรงกับฝอยละออง (Droplet) จากลมหายใจของผู้ติดเชื้อ (ที่เกิดจากการไอและจาม) หรือการไปสัมผัสที่พื้นผิวที่มีเชื้อไวรัสโควิด 19 ปนเปื้อนอยู่ค่ะ

ซึ่งทำความสะอาดพื้นผิวที่เราอาจมีการต้องไปสัมผัส เช่น ราวบันไดเลื่อน ประตูตามทางเข้า-ออก หรือปุ่มกดขึ้น-ลงลิฟท์  ฯลฯ ตามที่สาธารณะต่างๆ ด้วยสเปรย์แอลกอฮอล์ก่อนที่เราจะสัมผัส จับลงบนพื้นผิวต่างๆ นั้น ก็ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ในระดับหนึ่งค่ะ และที่สำคัญให้ล้างมือด้วยสบู่เจลแอลกอฮอล์ทันที่ และเมื่อถึงที่ทำงาน หรือบ้านให้รีบล้างมือให้สะอาดก่อนเป็นอันดับแรกเลยนะคะ

ทีนี้ที่หลายคนสงสัยกันว่าแล้วจะไปทำฟันล่ะ จะเสี่ยงต่อเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้หรือไม่ ทีมแม่ABK มีคำตอบจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่ได้ออกเป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการทำฟันในช่วงสถานการณ์โควิค 19 ค่ะ

แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย แนะนำว่าในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มข้นที่สุด ขอให้หลีกเลี่ยงการไปทำฟันที่ยังไม่มีอาการ เช่น ขูดหินปูน อุดฟัน ผ่าฟันคุด ควรรอให้พ้นระยะระบาดของโรคก่อน

แต่หากมีอาการฉุกเฉิน เช่น ปวดฟัน เหงือกบวม เป็นหนอง ได้รับอุบัติเหตุฟันหัก สามารถพบทันตแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านได้ตามปกติ

ทีมแม่ABK สรุปให้เข้าใจกันอีกครั้งคือ สาเหตุที่ไม่ให้ ขูดหินปูน อุดฟัน หรือผ่าฟันคุด ในช่วงนี้ไวรัสโคโรน่าระบาด ก็เพื่อป้องกันและลดโอกาสความเสี่ยงในการแพร่โรคจากทางน้ำลายที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคทางช่องปากต่างๆ และรวมถึงเชื้อ ไวรัสโควิด 19 ด้วย(ในกรณีที่อาจมีคนมีเชื้อไวรัสโควิด แต่ไม่รู้ตัวว่าป่วย ไปเข้ารับการรักษาการทำฟัน) ฉะนั้นเพื่อความ ปลอดภัย ไม่ว่าจะตัวเรา หรือคนอื่นๆ หากไม่ได้มีอาการทางช่องปากรุนแรงอย่าง 3 อาการที่บอกไปนั้น ควรเว้นการทำฟัน ในช่วงนี้ไปก่อนค่ะ

สิ่งทำคัญที่สุดเพื่อช่วยรักษาสุขภาพช่องปากและฟันให้แข็งแรง ลดการเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น ควรแปรงฟันอย่างน้อย 2 ครั้ง  เช้า-ก่อนนอน ใช้ไหมขัดฟัน หรือน้ำยาป้วนปากด้วยก็ได้ค่ะ แค่นี้ก็ช่วยให้คุณแม่ เด็กๆ และทุกคนในครอบครัวมีสุขภาพช่องปากและฟันที่แข็งแรง อย่าลืมนำไปปฏิบัติกันนะคะ  

ท้ายนี้นะคะทีมแม่ABK มีการปฏิบัติในกิจวัตรประจำวันง่ายๆ เพื่อให้ห่างไกลจากเจ้าเชื้อไวรัสร้าย Covid-19 นี้กันค่ะ

  • ถ้ามีความจำเป็นต้องออกจากบ้าน (ไปทำงาน , ไปจ่ายตลาด)
  • ให้สวมใส่หน่ากากอนามัย แนะนำว่าควรเปลี่ยนใหม่ทุกวันค่ะ
  • เมื่อขึ้นบริการรถขนส่งสาธารณะ ไม่เอามือสัมผัสใบหน้า
  • ควรอยู่ห่างจากผู้โดยสารคนอื่นประมาณ 1-2 เมตร
  • เมื่อลงจากรถขนส่งสาธารณะให้ใช้เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือทันที
  • หลังกลับจากที่ทำงาน หรือจากการไปจ่ายตลาด , ซุปเปอร์มาร์เก็ต
  • ล้างมือก่อนเข้าบ้าน
  • หลังเข้าบ้านให้เปลี่ยนเสื้อผ้า และอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย
  • ปรุงอาหารสุกใหม่ กินร้อน ใช้ช้อนกลาง แก้วดื่มน้ำควรมีเป็นของส่วนตัว

#โควิด19ทุกคนต้องรอด #ไม่จำเป็นไม่ออกจากบ้าน #ช่วยชาติลดการแพร่กระจายโควิด19 …ด้วยความห่วงใยค่ะ

บทความอื่นที่น่าสนใจ

8 วิธีรับมือไวรัสโคโรน่า COVID-19 ฉบับพ่อแม่ที่มีลูกเล็กโดยเฉพาะ!

วิธี ลงทะเบียนรับเงิน 5,000 บาท “ฝ่าวิกฤติโควิด-19” ใครมีสิทธิ์บ้าง? เช็กเลย!! 

หมอรามาแนะแนวทาง รับมือไวรัสโคโรน่า “5 วิธีดูแล+สอนลูก รอดจาก COVID-19”

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่


เครดิต : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ลงทะเบียนรับเงิน 5000

วิธี ลงทะเบียนรับเงิน 5,000 บาท “ฝ่าวิกฤติโควิด-19” ใครมีสิทธิ์บ้าง? เช็กเลย!!

เช็กก่อน ลงทะเบียนรับเงิน 5000 … ใคร หรือ อาชีพใดบ้าง ที่จะมีสิทธิรับเงินเยียวยา 5,000 บาท ฝ่าวิกฤติโควิด-19 นี้ พร้อมแนะวิธี ลงทะเบียนรับเงินเยียวยาโควิด

ใครมีสิทธิ์ ลงทะเบียนรับเงิน 5000 บ้าง?

จากสถานการณ์ไวรัส COVID-19 ระบาดในไทยตอนนี้ ที่ทวีคูณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน จนทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตามมามากมาย เนื่องจากมีมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สั่งปิดพื้นที่เสี่ยงต่อการระบาดชั่วคราว รวม 26 ประเภท ตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. จนถึงวันที่ 12 เม.ย. 63 โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ

ลงทะเบียนรับเงิน 5000

ทั้งนี้โดยหลักคือการปิดห้างสรรพสินค้า ยกเว้นแผนกซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อต่างๆ และไม่ปิดตลาด แต่ให้ขายได้เฉพาะอาหาร และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเท่านั้น นอกนั้นเป็นสถานที่ที่มีคนไปรวมตัวกันจำนวนมาก เช่น สนามมวย สนามกีฬา สถานที่ออกกำลังกาย ฟิตเนส สระว่ายน้ำ และอื่นๆ รวมไปถึงการระงับการให้บริการของสถานบริการต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และในอีกหลายพื้นที่ ที่ต้องงดกิจกรรม อาทิ การแข่งขันกีฬา งานบันเทิง งานอบรมสัมมนา การแสดงสินค้า เป็นต้น

Must read >> ตรวจโควิดฟรี ทุกรพ. แต่ต้องมีอาการเข้าข่าย เช็กเองได้ที่นี่!

Must read >> 8 วิธีรับมือไวรัสโคโรน่า COVID-19 ฉบับพ่อแม่ที่มีลูกเล็กโดยเฉพาะ!

 

มาตรการนี้เองจึงส่งผลต่อการดําเนินชีวิตของประชาชนเป็นอย่างมาก รัฐบาลจึงได้ทำการเตรียมมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสานพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 ในระยะที่ 2 แล้ว … เป็นการดูแลผู้ที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม (กลุ่มแรงงานนอกระบบ) โดยจะสนับสนุนเปิดให้ ลงทะเบียนรับเงิน 5000 เพื่อเให้มีค่าครองชีพเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน  รวม 15,000 บาท  (เมษายน-มิถุนายน 2563) แต่หากสถานการณ์ยังมีความจำเป็น ก็สามารถต่อไปได้เรื่อยๆ ซึ่งน่าจะเพียงพอกับการดำรงชีวิต และอาจมีการออกมาตรการเพิ่มเติม เพราะมีผลกระทบทั้งภาคบริการและภาคการเงิน ซึ่งองค์กรที่เกี่ยวข้องมีมาตรการดูแลการออกพันธบัตร ตราสาร เพื่อป้องกันผลกระทบตั้งแต่ต้น และมาตรการต่างๆ เหล่านี้ต้องเริ่มให้เร็วที่สุดในเดือนเมษายนนี้

Must read >>  ปิดห้างสรรพสินค้า ร้านไหนปิด ไม่ปิด? เช็คตรงนี้!

Must read >> เปิดรายชื่อ 25 สถานที่เสี่ยงไวรัสโคโรน่า ทั่วประเทศ

ลงทะเบียนรับเงิน 5,000 วันไหน

ซึ่งกลุ่มแรงงานนอกระบบที่ว่านี้ จะต้องผ่านการ ลงทะเบียนรับเงิน 5000 ที่เว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com โดยแสดงความจำนงตรวจสอบคุณสมบัติ และการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น พร้อมเพย์ตามเลขบัตรประจำตัวประชาชน โอนเข้าบัญชีธนาคาร กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเซตระบบเว็บไซต์ให้มีเสถียรภาพ และจะเปิดให้กลุ่มแรงงานนอกระบบ ลงทะเบียนรับเงิน 5000 ชดเชยเป็นเวลา 3 เดือน ได้ภายในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป

อ่านต่อ >> “หลักเกณฑ์และอาชีพ
ที่สามารถรับเงินเยียวยา 5,000
บาท” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พฤติกรรมไม่น่ารัก

3 วิธีจัดการ พฤติกรรมไม่น่ารัก เมื่อลูกน้อยโมโห!

ลูก 5 ขวบ เจ้าอารมณ์ โมโหร้าย ปาของ มี พฤติกรรมไม่น่ารัก แบบนี้ พ่อแม่ควรทำอย่างไร? ตามมาดูคำแนะนำดีๆ กับการจัดการพฤติกรรมนี้ จาก นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ กันค่ะ

รับมืออย่างไร เมื่อลูกมีพฤติกรรมไม่น่ารัก

Q : ตอนนี้มีปัญหากับพฤติกรรมของลูกน้อยวัย 5 ขวบค่ะ เดี๋ยวนี้เวลาโมโหก็จะแสดง พฤติกรรมไม่น่ารัก เช่น ปาข้าวของจนเสียหาย เดินกระแทกส้นเสียงดังใส่ ปิดประตูเสียงดัง หรือกรีดร้อง คำราม

จะแก้พฤติกรรมเหล่านี้อย่างไรดีคะ ไม่อยากให้เคยตัว เคยพยายามพูดดีๆ และสอนตามตำราแล้ว แต่ก็เหมือนไม่ได้ผลเลย กลุ้มใจมากๆ ค่ะ

A: ไม่ว่าจะใช้จิตวิทยาเชิงบวกหรือการจัดการพฤติกรรมโดยตรง อย่างไรเสียที่คุณแม่ต้องมีคือความสม่ำเสมอคงเส้นคงวา และความหนักแน่นเอาจริง

สำหรับเรื่องนี้ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า …
ก่อนอื่น ท่องไว้เสมอว่าเขา 5 ขวบ ยังแก้ไขได้สบายมาก อย่ายอมแพ้

ลูกไม่น่ารัก
เมื่อลูกแสดงพฤติกรรมไม่น่ารักและขี้โมโห

Must read >> [สร้างวินัยเชิงบวก] ชวนพ่อแม่สำรวจ เรา “สั่ง” หรือ “สอน” ลูกอยู่นะ

Must read >> ลูกโกรธ ลูกโมโห เรื่องธรรมดา แต่ต้องสอนลูกแสดงออก ให้เป็น

 

เขาไม่รู้จักอารมณ์ตนเอง หรืออาจจะรู้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไรภายใต้สถานการณ์อะไร

หากคุณแม่สนใจจิตวิทยาเชิงบวก ลองหาหนังสือจิตวิทยาเชิงบวกอ่าน จะพบวิธีช่วยเหลือลูกให้รู้จักอารมณ์ตนเองเป็นอย่างแรก รวมทั้งเรียนรู้ผลลัพธ์ของการกระทำของตัวเอง .. ซึ่งหากคุณแม่สนใจวิธีจัดการพฤติกรรมตรงๆ หลักการใหญ่ 3 ข้อยังคงใช้ได้เสมอ

อ่านต่อ >> “วิธีจัดการพฤติกรรมไม่น่ารักของลูก” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สถานที่เสี่ยงไวรัสโคโรน่า

เปิดรายชื่อ 25 สถานที่เสี่ยงไวรัสโคโรน่า ทั่วประเทศ

สถานที่เสี่ยงไวรัสโคโรน่า ตอนนี้ไม่ได้มีแค่ในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้นนะคะ เพราะยังมีสถานที่อันตรายที่สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรน่าทั่วประเทศ ทีมแม่ABK จะมาสรุปข้อมูลล่าสุดให้ได้ทราบกันค่ะ

 

สถานที่เสี่ยงไวรัสโคโรน่า 25 แห่งทั่วประเทศที่ไหนบ้าง เช็กด่วน!!

ล่าสุดนะคะได้มีประกาศจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ลงวันที่ 23 มีนาคม 2563 ได้เปิดเผย รายชื่อสถานที่เสี่ยงไวรัสโคโรน่า 25 แห่งทั่วประเทศ ใครที่ได้เดินทางไปยังสถานที่ตามที่แจ้งไว้ทั้งหมด ให้เฝ้าระวังอาการอยู่บ้านภายใน 14 วัน ซึ่งหากพบอาการปรากฎที่เข้าข่ายการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้รีบแจ้งต่องานควบคุมโรค หรือสาธารณสุขจังหวัดที่ตนเองอาศัยอยู่ทันที่ค่ะ

ย้ำกันอีกครั้งนะคะกับอาการเบื้องต้นระหว่างที่กักตัวอยู่บ้านใน 14 วัน คือพบว่า มีอาการไอ เจ็บคอ มีไข้ หายใจลำบาก !!!

25 สถานที่เสี่ยงไวรัสโคโรน่า พบคนติดโควิด-19  ใครไปมาในระหว่างวันที่เขียนระบุแจ้งไว้ ให้รีบเช็ก และเฝ้าระวังกักตัวอยู่บ้านด่วนเลยนะคะ

อุบลราชธานี 5 จุดเสี่ยงใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 9-14 มีนาคม 2563

  1. ตะวันแดง (วันที่ 9/03)
  2. มิกซ์ผับ (วันที่ 9/03)
  3. ริคโก้ (วันที่ 12/03)
  4. ยูบาร์ (วันที่ 13-14/03)
  5. ร้านอาหารชมจันทร์ (วันที่ 14/03)

ขอนแก่น 4 จุดเสี่ยงใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 7-16 มีนาคม 2563

  1. โรงเหล้ามิตรภาพ (วันที่ 7/03)
  2. ตะวันแดงขอนแก่น (วันที่ 7/03)
  3. ตะวันแดงขอขแก่น (วันที่ 8/03)
  4. ตะวันแดงขอนแก่น (วันที่ 15/03)
  5. ร้านซอดแจ้ง หมูกระทะ ชิวชิว (วันที่ 12/03)
  6. ตลาดหนองไผ่ล้อม (วันที่ 16/03)

กรุงเทพฯ 3 พื้นที่เสี่ยง ตั้งแต่วันที่ 6-10 มีนาคม 2563

  1. สนามวยลุมพินี (วันที่ 6-8/03)
  2. สนามมวยราชดำเนิน (วันที่ 6-8/03)
  3. สถานบันเทิง ร้านอาหารค่ำคืน (วันที่ 9-10/03)

สงขลา 2 พื้นที่เสี่ยง ตั้งแต่วันที่ 13-15 มีนาคม 2563

  1. มินิบัสหมายเลข 4 สนามบิน-ตัวเมืองหาดใหญ่ (วันที่ 13/03)
  2. สนามกีฬาจิระนคร อำเภอหาดใหญ่ (วันที่ 14-15/03)

นครราชสีมา 2 พื้นที่เสี่ยง ตั้งแต่วันที่ 7-8 มีนาคม 2563  

  1. สนามไก่ชน อำเภอโนนไทย (วันที่ 7/03)
  2. มวยตู้ ตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน (วันที่ 8/03)

นนทบุรี 5 พื้นที่เสี่ยง ตั้งแต่วันที่ 8-14 มีนาคม 2563

  1. สนามมวย อตก.3 (วันที่ 8/03)
  2. รถ ปอ.ประชาชื่น – สนามมวยลุมพินีและราชดำเนิน (วันที่ 8-14/03)
  3. รถตู้ เดอะมอลล์-ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต คันที่ 53 (วันที่ 8-20/03)
  4. การสอบมหาวิทยาลัยราชมงคลสุวรรณภูมิ นนทบุรี (วันที่ 13/03)
  5. งานบวช วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร เขตดุสิต กทม. (วันที่ 14/03)

สุรินทร์ 2 พื้นที่เสี่ยง ตั้งแต่วันที่ 15-16 มีนาคม 2563

  1. ตลาดช่องจอม อำเภอกาบเชิง จ.สุรินทร์ (วันที่ 15/03)
  2. งานศพ ม.3 ลำดวน (วันที่ 16/03)

ข้อสำคัญหลังจากเช็กแล้วว่าพบว่าตนเองได้มีการไปยังสถานที่ดังกล่าว ตามช่วงวันที่ระบุ ให้เฝ้าระวังตนเองด้วยการกักตัวอยู่บ้าน และระหว่างใน 14 วันพบว่ามีอาการ ไข้ ไอ เจ็บคอ หายใจลำบาก ให้แจ้งไปยังสาธาณสุขจังหวัด เพื่อที่จะได้ดำเนินเรื่องการรักษาต่อไปค่ะ

ทีมแม่ABK ขอเตือนกันอีกบ่อยๆ เลยว่า การล้างมือ การใส่หน้ากากอนามัย เป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก ถ้าต้องออกไปข้างนอก กลับบ้านมาแล้วให้รีบอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ทันที และข้อควรปฏิบัติตัวในช่วงนี้คือ การอยู่บ้าน work from home หรือใครที่ไม่มีกิจธุระจำเป็นจริงๆ ไม่ควรออกนอกบ้านไปยังสถานที่สาธารณะต่างๆ กันนะคะ เพื่อเป็นการจุดรับเสี่ยงการแพร่เชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 และเป็นการช่วยคุณหมอ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ที่ตอนนี้ทำงานกันอย่างหนัก เพื่อตรวจรักษาผู้ป่วยจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาค่ะ …ด้วยความห่วงใย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

บทความที่น่าสนใจ

8 วิธีรับมือไวรัสโคโรน่า COVID-19 ฉบับพ่อแม่ที่มีลูกเล็กโดยเฉพาะ!

ชี้เป้า! 10 ประกัน ไวรัสโคโรน่า เบี้ยขั้นต่ำแค่ 99 บาท ที่ไหนคุ้มสุดดูเลย!

10 สถานที่เสี่ยงแพร่กระจาย “เชื้อไวรัสโคโรนา”


เครดิต : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข , thebangkokinsight 

 

 

รับมือไวรัสโคโรน่า

หมอรามาแนะแนวทาง รับมือไวรัสโคโรน่า “5 วิธีดูแล+สอนลูก รอดจาก COVID-19”

หมอรามา แนะแนวทางพ่อแม่ ดูแลและสอนลูก รับมือไวรัสโคโรน่า พ่อแม่ต้องเลี้ยงดู หรือ บอกลูกอย่างไรบ้าง เพื่อลดความเสี่ยงลูกจากเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด-19

หมอรามาแนะแนวทาง รับมือไวรัสโคโรน่า
ลูกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้พ่อแม่!

แม้ว่าสถานการณ์ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ เชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ในบ้านเรากำลังจะดีขึ้น แต่ดูเหมือนว่าการระบาดระลอก 2 กำลังใกล้เข้ามาทุกที ซึ่งเจ้าไวรัสโควิด-19 นี้ ก็แพร่กระจายเชื้อแบบไม่เลือกเพศ หรือ อายุใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นเพื่อเป็นแนวทางให้กับคุณพ่อคุณแม่เน้นย้ำและบอกสอนลูกน้อยในสถานการณ์แบบนี้ ทีมแม่ ABK จึงมีวิธี รับมือไวรัสโคโรน่า จาก รศ. พญ. นิดา ลิ้มสุวรรณ หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาฝาก เพื่อช่วยป้องกันพร้อมลดความเสี่ยงไม่ให้ลูกติดเชื้อ COVID-19 จะต้องทำอย่างไรบ้าง ตามมาดูกันเลย

Must read >> แม่ไทยในอิตาลีแชร์ วิธีรับมือ COVID-19 ในวันที่ต้องปิดประเทศ

Must read >> ปิดห้างสรรพสินค้า ร้านไหนปิด ไม่ปิด? เช็คตรงนี้!

 

5 วิธีดูแล+สอนลูก รับมือไวรัสโคโรน่า

1. พ่อแม่ต้องมีท่าทีที่สงบมั่นคง

วิธี รับมือไวรัสโคโรน่า ข้อแรกที่คุณหมอนิดา จิตเวชเด็กและวัยรุ่น แนะนำนี้ ที่ให้พ่อแม่ทำก็เพื่อช่วยให้ลูกรู้สึกปลอดภัยและสบายใจ เพราะลูกไม่ได้เพียงแต่ฟังสิ่งที่พ่อแม่พูด แต่การรับรู้ส่วนใหญ่ของเด็กก้มาจากการมองทาง สีหน้า ท่าทาง และวิธีการพูดขอองคุณพ่อคุณแม่ด้วย ซึ่งเขาจะสังเกตทั้งตอนที่คุณคุยกับเขาและตอนที่คุณคุยกับคนอื่น

2. หลีกเลี่ยงการต่อว่า ด่าทอ กล่าวโทษผู้อื่นหรือ พูดด้วยอารมณ์ต่อหน้าเด็ก

ในสถานการณ์แบบนี้บางครั้งผู้ใหญ่หรือคุรพ่อคุรแม่ ผู้ปกครองที่ติดตามข่าวสาร และเกิดมีอารมณ์ รู้สึกไม่พอใจ ผิดหวัง ตามมาด้วยการต่อว่า ด่าทอ กล่าวโทษผู้อื่น ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่พบได้ตามปกติในสถานการณ์แบบนี้ แต่การแสดงออกเหล่านี้ไม่เป็นผลดีกับสุขภาพจิตของเด็กที่อยู่ใกล้ชิด

พ่อแม่ควรงับอารมณ์ เพราะการแสดงออกด้วยอารมณ์ด้านลบต่างๆ ไม่ใช่สิ่งผิด เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรต่างๆ ดีขึ้น … สิ่งที่ควรทำ คือ หาทางเตรียมตัวแก้ปัญหา หาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและแนวทาง รับมือไวรัสโคโรน่า กับปัญหาที่ถูกต้อง จะมีประโยชน์มากกว่า

Must read >> ชี้เป้า! 10 ประกัน ไวรัสโคโรน่า เบี้ยขั้นต่ำแค่ 99 บาท ที่ไหนคุ้มสุดดูเลย!

3. อย่าให้ลูกฟังข่าว หรือ รับรู้ข้อมูลเรื่อง COVID-19 มากเกินไป

พ่อแม่ควรใส่ใจว่าลูกได้รับข้อมูลอะไรไปบ้างในแต่ละวัน ซึ่งช่วงนี้บางบ้านผู้ใหญ่อาจเปิด TV ดูข่าวตลอดทั้งวัน หรือไม่ก็ดูตามหน้าจอสื่อ social media ต่างๆ โดยที่ไม่ตั้งใจ ทำให้ลูกพลอยได้รับรู้ข่าวสารพวกนี้ไปด้วย

ซึ่งการนำเสนอข่าวของสื่อต่างๆ อาจไม่เหมาะสมกับเด็กทั้งเนื้อหาและวิธีการสื่อสาร เพราะเขาตั้งใจสื่อสารกับผู้ใหญ่ ถ้าปล่อยให้ลูกดูรายการเหล่านี้ก็มีโอกาสที่จะเข้าใจข้อมูลบางอย่างผิดไปและก่อให้เกิดความกังวลที่ไม่จำเป็น คุณพ่อคุณแม่จึงควรใส่ใจดูแลไม่ให้ลูกได้รับข้อมูลที่ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใหญ่นี้ด้วย

Must read >> โควิด-19 พ่อแม่ติดเชื้อส่งผลกระทบถึงลูกน้อย

Must read >> แม่ขอแชร์ 8 ไอเดีย วิธีประหยัดเงิน ในกระเป๋า ช่วย save cost สู้วิกฤติในยามนี้

ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการให้ลูกดูทีวี ที่มีข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับโรคโควิด-19 เพราะอาจทำให้ลูกกังวล เกิดความกลัวมากจนเกินไป แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่หากิจกรรมทำกับลูกเยอะๆ เช่น ชวนลูกทำกับข้าว ทำขนมกินเอง หรือสอนขียนหนังสือ สอนวาดรูป เพิ่มความผ่อนคลายได้ หรือรวมไปถึงการชวนลูกทำความสะอาดบ้าน จัดบ้านให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีอากาศถ่ายเทสะดวก สะอาด จะได้ห่างไกลเชื้อโรค

 

อ่านต่อ >> “วิธีดูแลป้องกันลูกน้อยให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัสโคโรน่า
แบ่งตามระดับอายุพัฒนาการ” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก

จับ หนีบ เล่น 20+ กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก เล่นกับลูกในบ้านง่ายๆ

การฝึกพัฒนาการกล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กและมัดใหญ่ จัดเป็นการเตรียมความพร้อมที่สําคัญอย่างหนึ่งสําหรับเจ้าตัวเล็ก ในส่วนของ กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาการกล้ามเนื้อนิ้วมือของเจ้าตัวเล็กให้แข็งแรง และใช้ได้อย่างคล่องแคล่วเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมความสามารถในการใช้สายตากับมือให้สัมพันธ์กันด้วย ซึ่งจะเป็นทักษะของการเขียน หยิบ จับ และช่วยเหลือตัวเองได้ดีในลำดับต่อไป

การฝึกทักษะให้ลูกได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก คือกล้ามเนื้อบริเวณนิ้วแต่ละนิ้ว ฝ่ามือ ไปจนถึงข้อมือ ซึ่งกล้ามเนื้อส่วนนี้มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตเป็นอย่างมาก และสิ่งที่พ่อแม่ส่งเสริมให้ลูกได้ตั้งแต่ยังเล็กก็คือ ส่งเสริมให้ลูกได้ใช้กล้ามเนื้อมือผ่านการเล่น ที่เป็นการจัดประสบการณ์ตรงให้เด็กได้ลงมือทำจริง โดยผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิเช่น การขีดเขียน ฉีก ตัด ปะ พับ ปั้น ฯลฯ มาดูตัวอย่างกิจกรรมเหล่านี้แล้วชวนเจ้าตัวเล็กมาเล่นกันค่ะ

20+  กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก เล่นกับลูกในบ้านง่าย ๆ

#กิจกรรมหยิบจับสิ่งของที่มีขนาดเหมาะกับมือ การจับคว้าสิ่งของระหว่างนิ้วชี้และนิ้วโป้ง และเรียนรู้ลักษณะรูปทรงสิ่งของ

ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก

1.ช่องหยอดฝา

สื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก

2.วางบล็อกตามรูปทรงที่พ่อแม่ร่างเอาไว้

ของเล่นพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก

3.หยอดไม้จิ้มฟันลงรู

กล้ามเนื้อมัดเล็ก ปฐมวัย

4.วางรูปทรงให้ถูกที่

กล้ามเนื้อมัดเล็ก

5.อันไหนวงกลม สามเหลี่ยม สีเหลี่ยมกันนะ

กิจกรรม กล้ามเนื้อมัดเล็ก

6.ติดคลิปให้รอบกระดาษ

กิจกรรมฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก

7.หยอดฝาให้ถูกช่องนะจ๊ะ

อ่านต่อ 20+ กิจกรรมฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ปิดห้างสรรพสินค้า

ปิดห้างสรรพสินค้า ร้านไหนปิด ไม่ปิด? เช็คตรงนี้!

จากที่กทม. มีมติสั่ง ปิดห้างสรรพสินค้า นานถึง 22 วัน ตั้งแต่ 22 มี.ค.-12 เม.ย. เพื่อสกัดกั้นการระบาดของเชื้อโควิด-19 มาเช็คกันเลยว่า ห้างสรรพสินค้า หรือศูนย์การค้าใกล้บ้าน เปิด-ปิดในส่วนไหน และที่ไหนเปลี่ยนแปลงเวลาเปิด-ปิดบ้าง หากยังซื้อของไม่ครบ จะไปที่ไหนได้บ้าง

ท็อปส์และเซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ในกรุงเทพฯ ขยายเวลาการให้บริการเป็น 8.00 นถึง 23.00 น.

Tops Supermarket

แม็คโครเปิดให้บริการตามปกติทุกสาขาทั่วประเทศ

makro

Foodland เปิดให้บริการตามปกติตลอด 24 ชั่วโมง

foodland

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลปิดให้บริการชั่วคราวยกเว้นชั้น Supermarket

central

ศูนย์การค้าสยามพารากอน ปิดบริการยกเว้น ชั้น Ground ทั้งหมดรวมธนาคาร เปิดบริการทุกวัน 10.00-22.00 น.

สยามเซ็นเตอร์  ปิดบริการ ยกเว้น ร้าน 7-ELEVEN เปิด 24 ชม.

ไอคอนสยาม ปิดบริการ ยกเว้น ชั้น G-Dear Tummy Supermarket เปิดบริการทุกวัน 11.00-20.00 น.

Siam Paragon

ศูนย์การค้าเมกาบางนา ปิดบริการยกเว้น ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา เปิดบริการตั้งแต่ 10.00-22.00 น.

mega bangna

ร้านบู๊ทส์ เปิดให้บริการตามเวลาปกติ

boots

โฮมโปร ปิดให้บริการสาขาในกรุงเทพฯ, นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ , สมุทรสาคร

 

Homepro
Homepro

Terminal21 ปิดให้บริการชั่วคราว ยกเว้น Gourmet Market, ร้านขายยา, Watson, Boots, ร้านอาหารชั้น LG (เฉพาะสั่งกลับบ้าน) เปิดให้บริการตามปกติ 10.00-22.00 น.

 

Terminal21

อ่านต่อ สั่งปิดห้าง ร้านไหนเปิดบ้าง คลิกหน้า 2

วิธีประหยัดเงิน

แม่ขอแชร์ 8 ไอเดีย วิธีประหยัดเงิน ในกระเป๋า ช่วย save cost สู้วิกฤติในยามนี้

ในช่วงเวลาที่ทุกคนต่างเผชิญวิกฤต ปัญหาเรื่องการเงิน ถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ทำยังไงถึงจะประหยัด และให้เหลือเงินมากที่สุด ลดรายจ่ายได้มากที่สุดในสถานการณ์ช่วงนี้ มาดูไอเดียจากแม่ ๆ ที่แชร์ วิธีประหยัดเงิน แบบไหนที่ช่วย save cost ได้บ้าง

แม่ขอแชร์ 8 ไอเดีย วิธีประหยัดเงิน ในกระเป๋า สู้วิกฤติในยามนี้

วิธีประหยัดเงิน

1.ทำอาหารกินเองที่บ้าน

ค่าอาหารเป็นหนึ่งค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดก่อนหนึ่งในชีวิตประจำวัน วิธีที่จะช่วยลดรายจ่ายในเงินก้อนนี้ก็คือ กินข้าวที่บ้านและทำกับข้าวเองให้ได้บ่อยขึ้น ลดค่าใช้จ่ายจากการซื้ออาหารถุงหรือการไปกินข้าวนอกบ้านด้วยการซื้อ อาหารสด ผักสด มาทำกินเอง ที่จะทำให้ทุกคนในครอบครัวได้รับสารอาหารครบถ้วนมากกว่าคุณค่าจากอาหารกระป๋องหรืออาหารกึ่งสำเร็จรูป และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ไม่น้อย โดยเฉพาะถ้าเป็นครอบครัวหลายคน

บทความแนะนำ : นักโภชนาการแนะวิธี ตุนอาหาร ให้หลากหลาย ได้สารอาหาร ครบ 5 หมู่

2.ช่วยกันประหยัดพลังงานภายในบ้าน

บอกทุกคนในครอบครัวช่วยกันประหยัดน้ำและไฟในบ้าน เช่น เปิดไฟเฉพาะส่วนที่จำเป็น ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟให้หมดทั้งบ้าน ปิดไฟทุกครั้งในส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งที่ไม่ใช้งาน น้ำสุดท้ายของการซักผ้านำไปรดน้ำต้นไม้ หรือล้างรถได้ ปิดก๊อกน้ำให้สนิท ควบคุมอุณหภูมิแอร์ไม่ให้ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส หรือลดชั่วโมงการดูทีวีให้น้อยลง เป็นต้น ถ้าคนในครอบครัวช่วยกันนิด ๆ หน่อย ๆ รายจ่ายในส่วนนี้ก็คงลดลงไปได้อีกพอสมควร ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายและมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น

3.ลดการช้อปเสื้อผ้า

หลายคนมีเสื้อผ้าเยอะมาก บางคนก็จัดว่าเสื้อล้นตู้ แต่ในช่วงนี้แม่ ๆ ควรตัดใจไม่เปิดแคทตาล็อกเสื้อผ้าในแอพออนไลน์ เพื่อเซฟเงินเอาไปเป็นค่าใช้จ่ายในด้านอื่น ๆ หรือถ้าหากเบื่อกับไอเดียแต่งตัวไปทำงานแบบเดิม ๆ ก็ลองมิกซ์แอนด์แมทช์จับเสื้อผ้ากับกางเกงหรือกระโปรงที่ยังไม่เคยมาจับคู่ดี ๆ ก็ทำให้คุณแม่มีเสื้อผ้าในลุคใหม่ ๆ ไปทำงานได้เหมือนกัน

บทความแนะนำ : แฟชั่นชุดคู่แม่ลูกสุดน่ารัก พร้อมเทคนิคเลือกเสื้อผ้าตามวันเสริมราศี

วิธีประหยัดเงินในกระเป๋า

4.ฉลาดช้อปออนไลน์

ทางออกที่จะจับจ่ายซื้อของในช่วงนี้ที่หลายคนพยายามไม่ออกจากบ้านก็คือการซื้อของออนไลน์ แต่ในยามที่จะต้องประหยัดเงินในช่วงนี้ แม่ ๆ อย่าเพิ่งตาลุกวาวเพียงเพราะโปรโมชั่นที่กำลังลดราคา ในยามนี้คุณแม่ควรคิดให้รอบคอบว่า สิ่งไหนมีความจำเป็นมากแค่ไหน หากไม่จำเป็นจริง ๆ ก็อย่าเพิ่งกดซื้อตอนนี้ เก็บเงินไว้ก่อนดีกว่า หรือหากจำเป็นต้องซื้อควรเปรียบเทียบราคาสินค้าและราคาส่งกับเจ้าบริการที่ใช้เป็นประจำกับสินค้าบริการจากเจ้าอื่น ๆ ดู การลดค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ เมื่อมองในระยะยาวก็ช่วยให้ประหยัดได้ไม่น้อยเลยนะคะ

อ่านต่อ 8 ไอเดีย วิธีประหยัดเงินสู้วิกฤติ คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ฟ้าทะลายโจร

ฟ้าทะลายโจร ป้องกันโควิดได้หรือไม่?

ช่วงนี้ข่าวการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 สร้างความตื่นตระหนกให้กับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณพ่อ คุณแม่ ที่มีลูกน้อย กังวลไปเสียหมดว่าลูกของตัวเองจะมีความเสี่ยงติดเชื้อบ้างหรือไม่ จึงสรรหาวิธีการต่างๆ มาป้องกันไม่ให้ลูกน้อยเจ็บไข้ได้ป่วยไปด้วย เช่น การหาสมุนไพรอย่าง ฟ้าทะลายโจร เพราะเชื่อว่าช่วยป้องกันได้

Continue reading “ฟ้าทะลายโจร ป้องกันโควิดได้หรือไม่?”

วิธีรับมือไวรัสโคโรน่า

8 วิธีรับมือไวรัสโคโรน่า COVID-19 ฉบับพ่อแม่ที่มีลูกเล็กโดยเฉพาะ!

แนะ วิธีรับมือไวรัสโคโรน่า สำหรับพ่อแม่ที่มี “ลูกเล็ก” โดยเฉพาะ เพื่อป้องกันลูกน้อยจากเชื้อไวรัสโควิด–19 ที่ระบาดอย่างต่อเนื่อง พ่อแม่ต้องทำยังไงบ้างมาดูกัน

แนะ วิธีรับมือไวรัสโคโรน่า COVID-19
ฉบับพ่อแม่ที่มีลูกเล็กโดยเฉพาะ!

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโรคระบาดร้ายแรงที่อยู่คู่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกไปแล้ว สำหรับ ไวรัสโคโรน่า หรือ COVID-19 ซึ่งสถานการ์การระบาดโควิด-19 เริ่มตั้งแต่ปี 2019 จนถึง ปี 2021 ล่าสุดตอนนี้อยู่ในการระบาดระลอกที่ 3 ที่เริ่มหวนกลับมาเล่นงานในหลายประเทศของชาติตะวันตก ที่มีระดับการติดต่อง่ายกระจายเร็วรุนแรง “ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่” เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ จนต้องประกาศใช้ “มาตรการล็อกดาวน์รอบใหม่” เพื่อควบคุมการกระจายเชื้อให้อยู่ในวงจำกัดโดยเร็ว

ทั้งนี้เนื่องจากมีปัจจัยจาก “ไวรัสกลายพันธุ์” ทั้งสายพันธุ์อังกฤษ และสายพันธุ์แอฟริกา ผสมผสานปัจจัย “หย่อนยานมาตรการป้องกัน” ที่เกิดจากคนกลุ่มหนึ่งรับการฉีดวัคซีนแล้วทำให้คนอีกกลุ่มประมาทไม่ป้องกันตัวเอง กลายเป็นชนวนช่วยหนุนส่งเสริมให้ “เชื้อโควิด-19 ระบาดเร็วยิ่งขึ้นนี้

ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีข่าวที่ไทยพบเด็กวัย 6 เดือน ติดเชื้อโควิด-19 ทำให้หลายครอบครัว โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก และลูกน้อยวัยทารกอยู่ก็ยิ่งมีความกังวลเป็นอย่างมากสำหรับการที่จะป้องกันไม่ให้มีการติดไวรัส โควิด – 19 … ดังนั้นทางทีมแม่ ABK จึงมีข้อมูลความรู้และแนวทางป้องกัน รวมไปถึง วิธีรับมือไวรัสโคโรน่า COVID-19 ให้กับคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองซึ่งสามารถเอาไปเป็นทางในการป้องกันโรคโควิด – 19 ให้กับทารกตัวน้อยปลอดภัยจากสถานการณ์โรคระบาดในตอนนี้

Must read >> โควิดขยายวงจู่โจมทารก-เด็กเล็ก สหรัฐพบ เด็กติดโควิด19 แตะ 2 ล้านคน

Must read >> แม่ต้องระวัง! โรคแทรกซ้อนโควิด-19 ในเด็ก ทำลูกป่วยหนัก

Must read >> แม่ไทยในอิตาลีแชร์ วิธีรับมือ COVID-19 ในวันที่ต้องปิดประเทศ

พ่อแม่ควรรู้ ไวรัสโคโรน่า ‘สายพันธุ์ใหม่’ คืออะไร

ก่อนจะรู้ถึง วิธีรับมือไวรัสโคโรน่า พ่อแม่ควรรู้ก่อนว่า ไวรัสโคโรน่า คืออะไร COVID-19 หรือ Severe acute respiratory syndrome coronavirus (SARs-CoV-2) คือ เชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ เป็นโรคที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ซึ่งพบเป็นครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน มีชื่อว่า โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 (COVID-19) – ‘CO’ มาจากคำว่า Corona, ‘VI’ มาจาก Virus, และ ‘D’ มาจาก Disease ที่แปลว่า ‘โรค’  ซึ่งเจ้าไวรัสโควิด-19 นี้ถือเป็นไวรัสชนิดใหม่ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับตระกูลของไวรัสที่เป็นต้นเหตุของโรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome – SARS) หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง รวมทั้งโรคหวัดธรรมดาบางประเภท

Must read >> โควิด-19 พ่อแม่ติดเชื้อส่งผลกระทบถึงลูกน้อย

วิธีรับมือไวรัสโคโรน่า

การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19

เชื้อไวรัส โควิด-19 จะถ่ายทอดผ่านการสัมผัสโดยตรงกับฝอยละอองจากลมหายใจของผู้ติดเชื้อ (ที่เกิดจากการไอและจาม) การสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อน ไวรัส COVID-19 อาจอยู่รอดบนพื้นผิวเป็นเวลาหลายชั่วโมง แต่ก็ถูกทำลายได้ด้วยสารฆ่าเชื้อทั่วไป

อาการโรคไวรัสโคโรน่า

ที่มีรายงานอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ มีไข้ ไอ และหายใจหอบ ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีโรคปอดอักเสบ หรือหายใจลำบากร่วมด้วย และอาจถึงขั้นเสียชีวิตแต่พบไม่บ่อยนัก

ทั้งนี้อาการดังกล่าวเบื้องต้นจะมีลักษณะคล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่ หรือโรคหวัดธรรมดาซึ่งพบได้บ่อยกว่าโควิด-19 และนี่คือเหตุผลที่จะต้องทำการทดสอบเพื่อยืนยันว่าผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่ ทั้งนี้โรคเหล่านี้ใช้หลักเดียวกันในการป้องกัน นั่นก็คือการล้างมือบ่อย ๆ และดูแลสุขอนามัยทางเดินหายใจ (ไอ-จามใส่ข้อพับแขนด้านใน หรือบนกระดาษทิชชูและทิ้งลงในถังขยะที่มีฝาปิด)  ซึ่งปัจจุบันก็มีวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แล้ว คุณและลูกจึงควรได้รับวัคซีนอย่างครบถ้วนอยู่เสมอ แต่สำหรับ ไวรัสโคโรน่า นี้ยังไม่มีวัคซีนออกมา

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :

อ่านต่อ >> “วิธีป้องกันลูกจากไวรัส COVID-19
พ่อแม่ต้องรับมืออย่างไรบ้าง?” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดเชื้อโควิด-19

ให้ลูกกินน้ำนมได้ไหม ถ้าแม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ติดเชื้อโควิด-19

ถ้าแม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง กังวลว่าหาก ติดเชื้อโควิด-19 ขึ้นมา ยังให้ลูกกินนมแม่ได้ไหม  ต้องทำอย่างไรให้ลูกกินนมได้ปลอดภัย หรือต้องตัดใจให้ลูกหย่านม เพื่อป้องกันไว้ดีที่สุด

แม่เสี่ยง ติดเชื้อโควิด-19 ยังให้นมได้หรือเปล่า

ท่ามกลางการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยที่มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่การแพร่ระบาดมากขึ้น คุณแม่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ  หรือมีโอกาสพบปะกับผู้เสี่ยงติดเชื้อ ทำให้รู้สึกกลัวว่าถ้าตัวเองติดเชื้อขึ้นมา จะทำให้ลูกป่วยไปด้วยหรือไม่

ติดเชื้อโควิด-19

เชื้อโควิด-19 ผ่านนมแม่ได้หรือไม่

สำหรับคุณแม่ให้นมอาจรู้สึกกังวลเป็นพิเศษว่า หากติดเชื้อโควิด-19 เชื้อจะส่งผ่านน้ำนมไปถึงลูกน้อย ณ.ปัจจุบัน ยังไม่มีการตรวจพบเชื้อไวรัสชนิดนี้ในน้ำนม จึงยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าถ่ายทอดผ่านน้ำนมได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม โควิด-19 สามารถแพร่กระจายจากละอองฝอยจากการไอ หรือจามได้

MUST READ : คำแนะนำในการรับมือไวรัสโคโรนา สำหรับแม่ท้องและให้นม

แม่เสี่ยง ติดเชื้อโควิด-19 ยังให้นมได้หรือไม่

ช่วงการให้นมลูก ที่คุณแม่ต้องโอบกอด หรือนอนใกล้ชิดกับลูกเป็นเวลานาน หากคุณแม่ติดเชื้อก็มีโอกาสที่จะแพร่เชื้อให้ลูกได้ ดังนั้นหากคุณแม่ได้รับการยืนยันว่าได้รับ ติดเชื้อ โควิด – 19  มีความเสี่ยง หรือเข้าข่าย ควรใช้มาตรการป้องกันที่เป็นไปได้ทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อไวรัสไปสู่เด็กทารก

ในอีกมุมหนึ่ง น้ำนมแม่เป็นเกราะชั้นดีที่ช่วยป้องกันโรคภัย และเป็นแหล่งอาหารดี่ที่สุดสำหรับทารก สำหรับคุณแม่ในกลุ่มเสี่ยง หรือเข้ารับการตรวจแล้วรอการยืนยันผลตรวจ อาจจำเป็นต้องอยู่ห่างลูกน้อยไปก่อน โดยไม่จำเป็นต้อง “หย่านม” แต่ให้เปลี่ยนวิธีการให้นม  ด้วยการปั๊มนมใส่ขวด  ให้คนในบ้านที่ไม่เสี่ยงติดเชื้อ  เป็นผู้ป้อนนมแทน เป็นต้น

ติดเชื้อโควิด-19

 3 ขั้นตอนแม่ควรทำ ก่อนให้นมลูก

  • ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ หรือน้ำสบู่ให้สะอาดก่อนและหลังสัมผัสลูก (ควรล้างตามหลัก 7 ขั้นตอนการล้างมือที่ถูกต้อง)
  • สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาให้นมลูก (แม้ไม่ใช่การเข้าเต้า)
  • ควรอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สะอาดก่อนสัมผัสตัวลูก
  • ทำความสะอาดเสื้อผ้า ผ้าอ้อม และเครื่องนอนของลูกน้อยให้สะอาดปลอดเชื้อ
  • ทำความสะอาดอุปกรณ์การให้นม เช่น เครื่องปั๊มนม ถุงเก็บน้ำนม เป็นต้น

อ่าน เมื่อแม่จำใจต้องให้ลูกหย่านม ต้องทำอย่างไร หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

COVID-19

แม่ไทยในอิตาลีแชร์ “วิธีรับมือ COVID-19” ในวันที่ต้องปิดประเทศ

ท่ามกลางความกังวลของผู้คนที่มีต่อสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ว่าประเทศไทยเราจะเข้าเฟส 3 หรือยัง? จะประกาศปิดประเทศไหม? ถ้าปิดประเทศต้องอยู่แต่ในบ้าน แล้วเราจะใช้ชีวิตกันอย่างไร?

แชร์ประสบการณ์ จาก “อิตาลี” ถึง “ไทย” เตรียมพร้อมอย่างไร หากต้องปิดประเทศ

ทีมแม่ABK จึงอยากแบ่งปันเรื่องราวประสบการณ์ของ “แม่มะเดื่อ” คุณแม่ไทยที่ใช้ชีวิตในอิตาลีกับสามีและลูกน้อย ว่าเธอมีการวางแผนเตรียมพร้อมตัวเองและครอบครัวอย่างไร ให้อยู่อย่างปลอดภัย มีสติ และมีความสุข ในประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อสูงสุดในเวลานี้

สถานการณ์เป็นอย่างไรในอิตาลี?

พอคืนวันที่อิตาลีพบผู้ป่วย COVID-19 รายแรก และได้ปิดเขตถึง 11 เขต เป็นพื้นที่เสี่ยงห้ามคนเข้าออก

เช้าวันต่อมาในขณะที่ผู้คนในแคว้นที่ยังไม่ได้เป็นพื้นที่เสี่ยง แต่ก็ตื่นตะหนก

ออกบ้านไปตามหาซื้อเจลแอลกอฮอลล์ ไปตามหาซื้อหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ซึ่งหมดอย่างรวดเร็วหรือไม่มีขายแล้ว แล้วคนออกไปเบียดกันแย่งซื้ออาหารกักตุนซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใส่หน้ากากอนามัยกัน ก็เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อและติดเชื้อ รวมถึงความตึงเครียดต่างๆ ถึงกับมีการต่อสู้ทะเลาะทำร้ายร่างกายกันขึ้น

จนสถานการณ์แย่ลงเรื่อยๆ ผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น

จนรัฐบาลสั่งปิดประเทศ! ร้านอาหาร คาเฟ่ถูกปิด

มีซุปเปอร์มาเก็ตที่ยังเปิดให้บริการ แต่การจะเข้าไปซื้อยากมาก คิวยาว เว้นระยะห่างในการรอต่อคิว และมีเวลาจำกัดแค่ 15 นาทีในการซื้อสินค้า สินค้ามีไม่พอตามความต้องการ และหากจะสั่งซื้อออนไลน์ก็ถูกจองเต็มจนหมด

 

แม่มะเดื่ออยู่อย่างไร?

บ้านเราโชคดีตรงที่มีอุปนิสัยซื้ออาหารหรือซื้อข้าวของต่างๆ เข้าบ้านเป็นจำนวนเยอะๆ อยู่แล้ว ซื้ออาหารเป็นรายอาทิตย์ ซื้อเรื่อยๆ ก็กลายเป็นสะสม เลยทำให้ไม่ต้องออกไปแย่งซื้อของกับใคร

รวมถึงยาสามัญประจำบ้าน แอลกอฮอล์ และเจลแอลกอฮอล์ที่มีติดบ้าน เราเลยไม่ได้ออกบ้านไปชุลมุนวุ่นวายตรงนั้น เพราะมีทุกอย่างครบแล้ว

อีกทั้งเพราะปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เราป้องกันตัวเองมาตลอด เลยทำให้เรามีหน้ากากอนามัยครบทุกคนในบ้าน

และการติดตามข่าวสารต่างประเทศ Corona virus ตั้งแต่ต้นปี  และการดูแลสุขภาพอนามัยอยู่เสมอ เลยทำให้เราพร้อมกว่าคนอื่นไปหลายก้าว เราวิเคราะห์ว่าเชื้อไวรัสน่าจะแพร่กระจายไปทั่วโลกแล้ว เพราะคนเดินทางท่องเที่ยวเยอะในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ ไม่ใช่เฉพาะแต่คนจีน! ที่คนส่วนใหญ่ระแวงแค่กลุ่มเดียว เราเลยระวังตัวมาตลอด โดยใส่หน้ากากมาตลอดอยู่แล้ว และไม่เดินทางไปแหล่งชุมชนเลย และเราเดินทางด้วยรถส่วนตัว

ลูกก็ไม่ได้ไปเรียนอยู่บ้านกับแม่ และเราก็งดไม่ให้ลูกไปสนามเด็กเล่น ไม่ให้ใกล้ชิดเด็กคนอื่นที่เราก็ไม่รู้พ่อแม่เค้าไปไหนกันมาบ้าง

ไม่ต้องกังวลการเข้าสังคม ณ เวลานี้ อีกอย่างเด็กวัย 0-6 ขวบ คนที่ลูกต้องการมากที่สุดคือพ่อแม่ เรื่องเล่นกับเด็กคนอื่นตัดออกไปได้เลย

เล่นในบ้าน
เล่นในบ้าน เลี่ยง COVID-19

ส่วนการเดินทางท่องเที่ยวด้วยเครื่องบินก่อนที่จะมีการปิดประเทศ เรามีทั้งหน้ากาก อนามัยทั้งเจล เรามีพร้อมและปฎิบัติตัวในทางที่เราป้องกันตัวเอง เราใส่หน้ากากอนามัยตลอด เราใส่ใจในอนามัยของตัวเอง มากกว่าจะใส่ใจว่าคนอื่นมองเรายังไง

เราต้องเตรียมตัว คำว่าโรคระบาด มันสามารถแพร่ไปได้ทั่วโลก .. เรื่องเจ็บป่วยมันเป็นเรื่องอนามัยส่วนตัว ทุกอย่างต้องเริ่มที่ตัวเราเองก่อน

และปัญหาการแพร่เชื้อไวรัสนี้ ถูกยกให้เป็น Pandemia แปลว่า ปัญหาระดับโลก ที่ไม่มีพื้นที่ไหนปลอดภัย 100% อีกต่อไป

ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เกิดขึ้นก่อน หรือเกิดขึ้นช้า ยังไงก็ต้องเกิด

ในทางกลับกัน ในเมื่ออิตาลีเกิดขึ้นก่อนในยุโรป ถือว่าดี เราจะได้เตือนประเทศอื่น เตือนคนอื่นให้เตรียมตัว ให้เรียนรู้จากความผิดพลาด อย่าเดินตาม แต่ให้ข้ามขั้นไปขั้นสุดท้าย ณ ปัจจุบันเลย คือปิดประเทศ … อย่าลังเล

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สอนลูกอย่างไร?

รัฐบาลแนะนำว่าควรอยู่บ้าน ถ้าไม่มีอะไรจำเป็นต้องออกบ้าน ก็ไม่ควรออก ยิ่งออกมาก ก็ยิ่งเสี่ยงมาก

แต่อย่าหมกมุ่นอยู่กับข่าว ให้สร้างความสุขภายในบ้าน

คนสำคัญคือลูก สุขภาพกายดีแล้ว สุขภาพจิตต้องดีด้วย พ่อแม่เล่นกับลูกให้มาก ทำกิจกรรมร่วมกัน

ช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่ดี ที่เราจะสอนให้ลูกรู้จักชีวิต รู้จักโลก ให้ความรู้กับลูก เรื่องไวรัส

ให้ลูกเข้าใจทำไมถึงออกบ้านไม่ได้ 

เราดูข่าวในทีวี ชี้ให้ลูกเห็น ด้านนอกคนใส่หน้ากากอนามัย หมอแต่งตัวกันเชื้อเหมือนมนุษย์อวกาศ คนป่วยนอนบนเตียง รวมทั้งคนเสียชีวิต เพราะเชื้อไวรัสนี้มันร้ายแรง ยังไม่มีวัคซีนรักษา นี้คือโลกแห่งความจริงที่ลูกต้องระวังตัว เรามีความหวังว่าจะมียารักษา เมื่อเราผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ เมื่อลูกโต

ลูกจะสามารถเล่าให้ใครๆ ฟังได้ว่าพ่อแม่ดูแลและสอนลูกดีแค่ไหน ณ เวลาที่เราหลีกเลี่ยงไวรัสและลดภาระการทำงานของหมอ พยาบาลอยู่บ้าน เป็นการสร้างวินัย กฎของสังคมให้ลูก ไม่ฝ่าฝืน การใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท มันจะเป็นสิ่งที่ติดตัวลูกไปตลอด

อ่านต่อ หากปิดประเทศ แม่ไทยควรเตรียมตัวอย่างไร? คลิกหน้า 2