เจลล้างมือ

24 ยี่ห้อ เจลล้างมือ มีแอลกอฮอล์ไม่ถึง 70% !

เจลล้างมือ เป็นหนึ่งใน Item สำคัญที่จำเป็นต้องมีพกติดตัวไว้ใช้ตลอดเวลาที่ต้องออกนอกบ้าน ไม่ว่าจะเดินทางโดยสารด้วยรถประจำทางสาธารณะ หรือรถยนต์ส่วนตัว ไปทำงาน ไปจ่ายตลาด ไปโรงพยาบาล ฯลฯ ก็ต้องใช้เจลล้างมือล้างมือบ่อยๆ ที่อยู่นอกบ้าน หรือมือของเราต้องไปสัมผัส หยิบจับกับอะไรต่างๆ  เพื่อช่วยฆ่าเชื้อโรค เชื้อไวรัส แบคทีเรียต่างๆ โดยเฉพาะเพื่อป้องกันไวรัส Covid-19

ทีมแม่ABK ได้ข่าวมาสดๆ ร้อนๆ เลยว่า มีเจลล้างมือแอลกอฮอล์มากถึง 24 ยี่ห้อ ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่ถึง 70% ซึ่งนั้นก็หมายความว่าไม่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อไวรัสได้ค่ะ มาดูกันว่ามียี่ห้ออะไรบ้าง และครอบครัวไหนที่ซื้อมาใช้ ให้เปลี่ยนไปใช้ย่ออื่นๆ ที่มีแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปนะคะ

 

เจลล้างมือ 24 ยี่ห้อ มีแอลกอฮอล์ไม่ถึง 70%

สำหรับ เจลล้างมือ 24 ยี่ห้อนี้นะคะ ได้ถูกเพิกถอนไม่อนุญาตให้วางจำหน่ายในท้องตลาด เนื่องจากตรวจพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ที่เป็นส่วนประกอบต่ำกว่าที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ คือต้องมีปริมาณแอลกอฮอล์ 70 % ขึ้นไป ถึงจะช่วยฆ่าไวรัส Covid-19 หรือเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรียต่างๆ ที่ปนเปื้อนมากับข้าวของ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องหยิบ จับ สัมผัสในชีวิตประจำวัน ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพค่ะ

มาเช็กรายชื่อกันด่วนๆ เลยค่ะ ใครใช้เจลล้างมือยี่ห้อเหล่านี้อยู่ ให้หยุดใช้ !

  1. เลขที่จดแจ้ง 10-1-5738056 เจลล้างมือ แฮนด์ ซานิไทเซอร์
  2. เลขที่จดแจ้ง 10-1-5835759 เจลล้างมือโพรโพลิส แฮนด์ สเปรย์
  3. เลขที่จดแจ้ง 10-1-5853494 แฮนด์ คลีนเนอร์
  4. เลขที่จดแจ้ง 10-1-5936359 เดอะ สแตนดาร์ด คลีนนิ่ง วอเตอร์
  5. เลขที่จดแจ้ง 10-1-5950870 แฮนด์ เจลเนเจอร์ซอฟท์
  6. เลขที่จดแจ้ง 10-1-6010046068 แฮนด์ แซนนิไทเซอร์
  7. เลขที่จดแจ้ง 10-1-6010058407 แอลกอฮอล์ เจล
  8. เลขที่จดแจ้ง 10-1-6100027004 แอลกอฮอล์ แฮนด์ เจล
  9. เลขที่จดแจ้ง 10-1-6100039262 แอลกอฮอล์ เจล
  10. เลขที่จดแจ้ง 10-2-5833623 เพอร์ฟูม แฮนด์คลีนเจล เฟรนซ์ ราชเบอรี่
  11. เลขที่จดแจ้ง 10-2-5833624 เพอร์ฟูมแฮนด์ คลีนเจล เกรซพีโอนี
  12. เลขที่จดแจ้ง 10-2-5833625 เพอร์ฟูมแฮนด์ คลีนเจล ออเรนทอล แมนดาริน
  13. เลขที่จดแจ้ง 10-2-5833626 เพอร์ฟูมแฮนด์คลีนเจล เพียวกรีนที
  14. เลขที่จดแจ้ง 10-2-5833627 เพอร์ฟูมแฮนด์ คลีนเจล ซูการ์พีช
  15. เลขที่จดแจ้ง 10-2-5842067 อินซแท็นท์ แฮนด์ แซนนิไทเซอร์
  16. เลขที่จดแจ้ง 10-2-6010030159 สมาร์ทเตอร์เจลล้างมือ กลิ่นเชียร์ฟูลบลู
  17. เลขที่จดแจ้ง 10-2-6010030161 เจลล้างมือ กลิ่นเชียร์ฟูลบลู
  18. เลขที่จดแจ้ง 10-2-6010030162 เจลล้างมือ กลิ่นชาร์มมิ่งพิ้งค์
  19. เลขที่จดแจ้ง 10-2-6010031630 ลาเวนเดอร์ แฮนด์ แซนิไทเซอร์
  20. แฮนด์เจล เลขที่จดแจ้ง 10-2-6010033612 พิ้งค์บลอสซั่ม มอยเจอร์ไรซิ่ง
  21. เลขที่จดแจ้ง 10-2-6010033613 พิ้งค์ บลอสซั่ม มอยเจอร์ไรซิ่ง แฮนด์ เจล
  22. เลขที่จดแจ้ง 10-2-6010036457 ลาเวนเดอร์ โลชั่น
  23. 23. เลขที่จดแจ้ง 10-2-6100051706 รีเฟรซซิ่ง แฮนด์ เจล
  24. เลขที่จดแจ้ง 12-1-6300003473 แฮนด์ เจล แคร์

การล้างมือให้สะอาดด้วยเจลล้างมือแอลกอฮอล์ เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติกันอย่างมากนะคะ เพราะช่วยฆ่าเชื้อโรค เชื้อไวรัส ลดความเสี่ยงต่อการติดต่อจากไวรัส Covid-19 แต่ถ้าจะใช้แอลกอฮอล์เจลสำหรับล้างมือ แนะนำให้เลือกซื้อใช้ที่ได้มาตรฐานมีปริมาณส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ว่าต้อง แอลกอฮอล์ 70 ++ ถึงจะมีประสิทธิภาพเหมาะแก่การใช้งานค่ะ ด้วยความห่วงใย

เจลล้างมือ

เจลล้างมือ

 

เจลล้างมือ

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

วิธีทำแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ฆ่าเชื้อโรค ไว้ใช้เองที่บ้าน

5 โรคที่มากับมือ ไม่อยากเป็นล้างมือให้สะอาด 

กรมอนามัยแนะแม่ท้อง 9 วิธีป้องกัน covid 19 ให้ปลอดภัยทั้งแม่ลูก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่


เครดิต : thebangkokinsight  

prachachat

 

กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19

เผย 7 กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ควรปฏิบัติตามมาตรการรัฐบาลอย่างเคร่งครัด

ใครป่วยเป็นโรค G6PD ระวังให้ดี!! หนึ่งใน กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่สามารถใช้ยารักษา COVID-19 บางตัวได้ .. เตือนทุกคนที่เสี่ยงติดเชื้อง่ายควรปฏิบัติตามมาตรการควบคุม COVID-19 ของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด

ระวัง!! “ลูก เป็น G6PDหนึ่งใน กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19
ใช้ยารักษา COVID-19
บางตัวไม่ได้

โรคแพ้ถั่วปากอ้า หรือ โรค G6PD ย่อมาจาก Glucose-6-phosphate dehydrogenase deficiency โดยทางการแพทย์จะเรียกโรคนี้ว่า ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งทำให้ร่างกายขาดเอนไซม์ที่ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงทำงานได้เป็นปกติ จึงอาจส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดแดงสลายตัวจนเกิดภาวะโลหิตจางตามมาได้ หรือ ทำให้เกิดอาการเม็ดเลือดแดงแตกได้ง่ายนั่นเอง

โดยสาเหตุของการพร่องเอนไซม์ G6PD เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมของโครโมโซมเพศชนิดโครโมโซมเอกซ์ มีการถ่ายทอดยีน G6PD เป็นแบบ X-linked recessive จากแม่ … โดยมีโอกาสที่ลูกชายจะเป็นโรคร้อยละ 50 ลูกสาวจะเป็นพาหะร้อยละ 50 ดังนั้นโรคนี้จึงพบในเด็กผู้ชายได้มากกว่าเด็กผู้หญิง

Must read >> 5 โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ที่พบได้บ่อยในครอบครัวไทย

โรคนี้ในภาวะปกติจะไม่มีอาการ แต่มักเกิดขึ้นหลังมีภาวะติดเชื้อ โดยจะมีอาการซีดเมื่อมีเหตุปัจจัยภายนอกที่เป็นสิ่งกระตุ้นได้แก่ การติดเชื้อต่างๆ เช่น ไข้หวัด ตับอักเสบจากเชื้อไวรัส ไข้เลือดออก มาลาเรีย เป็นต้น รวมไปถึงการได้รับยาปฏิชีวนะในกลุ่มซัลฟา แอสไพริน ยารักษามาลาเรียพวก primaquine ได้สัมผัสสารเคมี เช่น ลูกเหม็น รับประทานถั่วปากอ้า ที่จะเป็นตัวชักนำให้เกิดการแตกทำลายของเม็ดเลือดแดง อาการประกอบด้วย ซีด เหลืองหรือดีซ่าน และปัสสาวะสีโคคาโคลา ถ่ายปัสสาวะน้อยจนอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลันได้ นอกจากนี้ยังส่งผลให้การควบคุมสมดุลของสารเกลือแร่ต่างๆ ในร่างกายเสียไปด้วย โดยเฉพาะการเกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง ซึ่งมีความรุนแรงมากและมีอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

Must read >> โรค G6PD หรือโรคแพ้ถั่วปากอ้าคืออะไร? ห้ามกินอะไรบ้าง?

ซึ่งจากอาการข้างต้นที่กล่าวมาของโรค G6PD ถือเป็น หนึ่งใน กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 (COVID-19) ทางกรมการแพทย์ของไทย ได้มีเอกสารแจ้งถึงแนวทางการดูแลรักษา และการใช้ยาต้านไวรัส กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ว่าหนึ่งในนั้นมีการใช้ยารักษามาลาเรีย ซึ่งยาตัวนี้หากใช้ในคนที่เป็น G6PD จะทำให้เม็ดเลือดแดงเขาแตกและเป็นอันตรายได้

กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19

จากเรื่องนี้เองจึงทำให้มีคุณแม่ท่านหนึ่งได้โพสต์ภาพขึ้นในเฟซบุ๊ก โดยต้องขึ้นป้ายเตือนหน้าบ้านว่า “ลูกชายบ้านนี้ เป็น G6PD ไม่สามารถใช้ยาบางตัวในการรักษาไวรัสโควิด-19 ได้”

กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19

นั่นเป็นเพราะออปชั่นในการรักษาของพวกเขา น้อยกว่าคนทั่วไป จึงขอความร่วมมือเพื่อลดความเสี่ยงที่ลูกชายของคุณแม่จะติดเชื้อโดยการห้ามเข้ามาในบ้าน (ทางบ้านของคุณแม่เป็นร้าน ออกแบบ+ติดตั้งงานป้าย)

 

ซึ่งหากใครที่เห็นป้ายเตือนแบบนี้ หรือคนที่เป็นโรค G6PD ก็ถือเป็น กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ต้องระวัง และให้ทำตามที่ป้ายเตือนอย่างเคร่งครัด เพราะสำหรับคนไทยแล้วโรคนี้ไม่ใช่แค่เด็กเท่านั้นที่เป็นกัน แต่ผู้ใหญ่ที่เป็นภาวะนี้ ประมาณ 10% ของประชากร จึงจำเป็นต้องระวังเป็นอย่างดีที่สุดกว่าคนอื่นด้วยนะคะ

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก คุณแม่แก้ม (จากผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ อิ กิม)

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :

ดูต่อ >> “7 กลุ่มคนที่เสี่ยงติดเชื้อโรคโควิด-19” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลงทะเบียนว่างงาน

เปิด ลงทะเบียนว่างงาน รับเงินชดเชย โดนเลิกจ้าง หยุดทำงานเพราะพิษโควิด-19

ประกันสังคมอัดฉีดมาตรการช่วยเหลือลูกจ้าง พนักงานบริษัท ที่โดนเลิกจ้าง หรือต้องหยุดพักงานจากพิษโควิด-19 ระบาดหนัก หลังมาตรการปิดสถานที่เสี่ยงในหลายพื้นที่ พร้อมเปิดให้ ลงทะเบียนว่างงาน เงื่อนไขพิเศษ พร้อมปรับอัตราเงินชดเชยให้สูงขึ้น เพื่อชดเชยรายได้ที่เสียไป

ลงทะเบียนว่างงาน แล้วได้สิทธิรับเงินชดเชยส่วนใดบ้าง ?

ภายหลังการประกาศมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มข้นทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ที่ผ่านมาระยะหนึ่งและยังต้องดำเนินต่อไปอีก 1 เดือน ทั้งการปิดห้างสรรพสินค้า สถานบันเทิง สถานบริการ สนามกีฬา ฟิตเนส และสถาบันสอนต่างๆ  รวมถึงการประกาศปิดร้านค้าในช่วงเวลา 23.00 -05.00 น. ในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเป็นวงกว้าง ทั้งเจ้าของกิจการ พ่อค้าแม่ค้า รวมถึงพนักงานลูกจ้างที่ตกงาน หรือหยุดพักงานชั่วคราวทันทีนับแสนคน

ลงทะเบียนว่างงาน

รัฐบาลจึงได้ประกาศใช้มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-12 ในระยะที่ 2 โดยส่วนแรก เป็นการดูแลผู้ที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม (กลุ่มแรงงานนอกระบบ) โดยจะสนับสนุนเปิดให้ ลงทะเบียนรับเงิน 5000 เพื่อให้มีค่าครองชีพเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน  รวม 15,000 บาท  (เมษายน-มิถุนายน 2563)  อ่านวิธีลงทะเบียนรับเงิน 5000 บาท ได้ที่นี่

พนักงาน ลูกจ้างตามสิทธิประกันสังคม ได้เงินชดเชยหรือไม่

ส่วนลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัท ลูกจ้างทั่วไป หรือผู้ทำอาชีพอิสระที่ส่งประกันสังคมด้วยตัวเอง ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ใน 2 ลักษณะ ได้แก่

  1. กรณีนายจ้างให้หยุดงานเพื่อกักตัวสังเกตอาการ 14 วัน เนื่องจากสัมผัสหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วย

  2. กรณีภาครัฐมีคำสั่งให้หยุดกิจการชั่วคราวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ส่งให้ผลลูกจ้างไม่สามารถทำงาน และไม่ได้รับค่าจ้าง

ทางสำนักงานประกันสังคมได้กำหนดให้มีการ ลงทะเบียนว่างงาน สำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ทั้งหมด 2 มาตรการหลัก ดังต่อไปนี้

  • การเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานให้ลูกจ้าง ซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนเมื่อนายจ้างไม่ให้ทำงานเพราะต้องกักตัวสังเกตอาการ 14 วัน

เมื่อผู้ประกันตนมา ลงทะเบียนว่างงาน จะได้รับเงินชดเชยเพิ่มขึ้นเป็น 60 % ของค่าจ้างรายวัน โดยได้รับตลอดระยะเวลาที่ผู้ประกันตนไม่ได้ทำงาน แต่ไม่เกิน 90 วัน จากเดิมที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปก่อนหน้านี้ ให้ได้รับค่าชดเชย 50 % ของค่าจ้างรายวัน โดยได้รับตลอดระยะเวลาที่ผู้ประกันตนไม่ได้ทำงาน แต่ไม่เกิน 180 วัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มเงินกระเป๋าให้มากขึ้นสำหรับการใช้สอยในชีวิตประจำวัน

ลงทะเบียนว่างงาน

  • ในกรณีถูกเลิกจ้าง หรือหยุดพักงานแล้วไม่ได้รับค่าจ้าง เนื่องจาก “ภาครัฐมีคำสั่งให้นายจ้างหยุดกิจการเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค” เมื่อเข้าไป ลงทะเบียนว่างงาน ลูกจ้างจะได้รับเงินชดเชยในกรณีว่างงานเพิ่มเป็น 62 % ของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่นายจ้างหยุดประกอบกิจการตามคำสั่ง แต่ไม่เกิน 90 วัน เพิ่มขึ้นจากเดิม

คุณพ่อคุณแม่ที่ยังทำงานกันอยู่ก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะสำนักงานประกันสังคมได้ออกมาตรการช่วยเหลือสำหรับลูกจ้างเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเช่นกัน โดยให้สิทธิพนักงานตามสิทธิประกันสังคมที่ยังทำงานอยู่ รวมถึงเจ้าของกิจการ สามารถลดอัตราเงินสมทบนายจ้างให้เหลือเพียง 4 % ส่วนลูกจ้างให้เหลือ 1 %  เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2563 รายละเอียดตามภาพ

ลงทะเบียนคนว่างงาน

อ่านต่อ มาตรการช่วยเหลือลูกจ้างประกันสังคม และเจ้าของกิจการ เพิ่มที่หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เช็คลิสต์ 60 ของใช้เด็กแรกเกิด อย่างไหนควรซื้อเลย อย่างไหนไม่ต้องรีบ!

สำหรับว่าที่พ่อแม่มือใหม่คงตื่นเต้นไม่น้อยกับการรอคอยสมาชิกใหม่ที่กำลังจะลืมตาดูโลกในอีกไม่นาน การเตรียมของใช้ให้เบบี๋แต่เนิ่น ๆ ในตอนนี้จึงเป็นอีกเรื่องจำเป็นที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ไม่เร่งรีบเมื่อถึงตอนใกล้คลอด เพื่อที่วันคลอดจะได้มีใช้ทันที ไม่ฉุกละหุก และเมื่อมีเวลาเตรียมตัวก็ทำให้รู้ว่าบางรายการนั้นอาจจะยังไม่จำเป็นต้องซื้อใช้ในตอนแรก ๆ มาเช็กลิสต์ก่อนซื้อรายการ ของใช้เด็กแรกเกิด อย่างละเอียด อย่างไหนควรซื้อเลย อยากไหนเอาไว้ก่อนได้บ้าง

เช็คลิสต์ 60 ของใช้เด็กแรกเกิด อย่างไหนควรซื้อเลย อย่างไหนไม่ต้องรีบ!

#หมวดเสื้อผ้า

1.ผ้าห่อตัวหรือผ้าพันตัวผืนใหญ่ ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรมีเตรียมไว้ก่อนคลอด เพื่อใช้ในที่พาลูกน้อยออกจากโรงพยาบาลหรือไปหาคุณหมอ เพราะในช่วงเดือนแรกทารกยังอยู่ในช่วงปรับตัวควรมีผ้าไว้ห่อตัวเด็กเพื่อสร้างความอบอุ่น ผ้าห่อตัวควรเป็นผ้าสำลีที่จะช่วยให้อบอุ่นกว่าเนื้อผ้าอื่น ๆ เหมาะสำหรับห่อตัวเด็กแรกเกิด

2.เสื้อผ้าเด็กอ่อน เป็นของใช้เบบี๋อีกหนึ่งอย่างที่คุณแม่ควรเตรียมไว้ก่อนคลอด การเลือกซื้อเสื้อผ้าสำหรับทารกแรกเกิดต้องละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก ไม่แพ้ของใช้เด็กอ่อนอื่น ๆ เลยทีเดียว แต่การซื้อเสื้อผ้าให้เบบี๋ในช่วงแรก ๆ คุณแม่ไม่จำเป็นต้องเตรียมซื้อไว้เยอะเกินไปเพราะเด็กในช่วงนี้จะโตไว้ อาจซื้อประมาณแค่ 2-3 ชุดเพื่อสลับเปลี่ยนตามช่วงอายุ คือ ไซส์ 60 สำหรับช่วงแรกเกิด ไซส์ 70 สำหรับช่วง 1-3 เดือน และไซส์ 80 สำหรับช่วงอายุ 4 เดือนขึ้นไป ควรเลือกผ้าที่นุ่ม เช่น ผ้าฝ้ายหรือผ้าป่าน เพื่อไม่ให้ระคายเคืองต่อผิว เนื่องจากผิวทารกแรกเกิดบอบบางมาก และควรเป็นเสื้อแบบคอกว้าง เลือกแบบมีเชือกผูกเพื่อให้ง่ายต่อการใส่

3.หมวก/ ถุงมือ/ ถุงเท้า การรักษาอุณหภูมิของทารกแรกเกิดเป็นเรื่องที่สำคัญ การเตรียมหมวก เอาไว้คลุมศีรษะลูกในวันที่แดดร้อนหรือหนาว ถุงมือ เอาไว้ใส่เพื่อป้องกันลูกน้อยเอาเล็บข่วนหน้าตัวเอง ถุงเท้า เลือกไซส์ให้พอดีป้องกันการหลุดออกจากเท้า จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเตรียมไว้ซัก 2-3 ชุด เพื่อไว้ใช้สลับกันค่ะ ทั้งนี้คุณแม่ควรให้ลูกน้อยได้ใส่ถุงมือและถุงเท้าได้ในช่วงแรก ๆ เท่านั้น แนะนำให้ใส่เพียงแค่ 1-2 อาทิตย์ เพื่อให้ทารกปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศภายนอกเพราะว่าลูกยังเล็กอยู่ แต่หลังจากนั้นเมื่อลูกเริ่มขยับและเริ่มตอบสนองได้แล้ว คุณแม่ก็ควรเลิกใส่ เพราะว่าเจ้าตัวน้อยจะได้มีโอกาสขยับนิ้วและขยับมือไปตามพัฒนาการของเขาด้วย

4.ผ้าอ้อมสาลู อีกหนึ่งไอเทมของใช้ที่จำเป็นสำหรับเด็กแรกเกิด เนื้อผ้านุ่ม ซักคราบเปื้อนออกได้ง่าย และแห้งไว ควรมีเตรียมไว้อย่างน้อย 2 โหลเพื่อสลับการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปค่ะ ซึ่งปกติทารกแรกเกิดจะขับถ่ายบ่อย โดยจะปัสสาวะเฉลี่ย 10-15 ครั้งต่อวัน และอุจจาระประมาณ 10 ครั้งต่อวัน การใช้ผ้าอ้อมสาลูจะช่วยให้คุณแม่ง่ายต่อการใช้งาน แถมยังช่วยประหยัดเงินซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปได้ด้วย

เตรียมของใช้ก่อนคลอด

5.ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ปัจจุบันมีผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ออกแบบไซส์ New born มาสำหรับเด็กแรกเกิด เหมาะกับลูกน้อยที่มีน้ำหนักตั้งแต่ แรกเกิด – 5 กิโลกรัม ในส่วนของผ้าอ้อมสำเร็จรูปคุณแม่อาจไม่ต้องเตรียมซื้อไว้เยอะก็ได้นะคะ เพราะส่วนใหญ่เวลาคนมาเยี่ยมเจ้าตัวน้อยก็จะเลือกซื้อผ้าอ้อมติดไม้ติดมือมาฝาก คุณแม่อาจจะเตรียมซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปเอาไว้อย่างน้อย 2 แพ็คเอาไว้ใช้ในช่วงสัปดาห์แรกก็ได้ ควรเลือกซื้อผ้าอ้อมที่อ่อนโยนต่อผิว มีแผ่นรองรับการดูดซึมที่รวดเร็ว สามารถระบายอากาศได้ดี ที่สำคัญเวลาใส่ผ้าอ้อมให้ลูกควรระวังตรงง่ามขาไม่ให้รัดจนเกิดไป เพราะจะทำให้คันระคายเคือง เจ็บ เป็นรอยแดง เกิดผื่นผ้าอ้อมได้ หรือไม่ให้หลวมจนเกิดไปเพราะฉี่ลูกก็อาจจะทะลักออกมาได้ค่ะ เพราะผิวทารกแรกเกิดบอบบางและไวต่อการสัมผัส คุณพ่อคุณแม่ต้องเอาใจใส่ดูแลเป็นกรณีพิเศษนะคะ

6.กางเกงผ้าอ้อมแบบซักได้ เป็นอีกหนึ่งไอเทมที่เพิ่มมาในยุคปัจจุบันที่ตอบโจทย์การใช้งานแบบง่าย สบายสำหรับคุณแม่ และมีแบบน่ารัก ๆ ให้คุณแม่ได้สนุกกับการแต่งตัวลูกสาวหรือลูกชายมากขึ้น ควรเลือกซื้อกางเกงผ้าอ้อมขนาดที่ใหญ่กว่าลูก 1 ไซส์ พร้อมกับแผ่นรองซับปัสสาวะที่ไว้รองในกางเกงผ้าอ้อม ที่มีทั้งแบบทำจากไมโครไฟเบอร์หรือนาโนที่กันน้ำและดูดซับได้ดี และแบบออร์แกนิกที่ช่วยต่อต้านแบคทีเรียและผื่นผ้าอ้อม แต่ถ้าหากคุณแม่เลือกที่จะใช้ผ้าอ้อมสาลูสลับกับการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแล้ว กางเกงผ้าอ้อมก็อาจจะไม่ต้องรีบซื้อมาใช้ในช่วงแรก ๆ ก็ได้นะคะ

7.ผ้ากันน้ำลาย ไอเทมที่ควรมีไว้เผื่อหลาย ๆ ผืน เพราะทารกมักมีน้ำลายหรือน้ำนมไหลออกมาจากปาก คุณแม่ควรเลือกผ้าที่ซับน้ำได้ดีและทำความสะอาดได้ง่าย อย่างผ้าฝ้ายหรือผ้าคอตตอน 100%

#หมวดอุปกรณ์อาบน้ำและทำความสะอาด

8.อ่างอาบน้ำ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับของใช้เด็กแรกเกิดที่ควรซื้อติดบ้านไว้อีกชิ้นเพื่อไว้อาบน้ำเด็กอ่อน คุณแม่ควรเลือกแบบชนิดที่มีที่กั้นกันลื่นเพื่อความปลอดภัย เพราะการอาบน้ำเบบี๋สำหรับคุณแม่มือใหม่อาจจะไม่ใช่เรื่อง่าย แต่ถ้าหัดไปเรื่อย ๆ ก็จะเกิดความชำนาญขึ้นค่ะ

9.ตาข่ายรองอาบน้ำเด็ก ใช้สำหรับพยุงตัวลูกเวลาอาบน้ำ เพื่อความสะดวกและปลอดภัย และเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคุณแม่มือใหม่ที่เป็นกังวลกลัวว่าลูกจะหลุดมือในขณะอาบน้ำ

ซื้อของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง

10.สบู่/ แชมพูสระผม สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายและผมทารกคุณแม่สามารถเลือกใช้แบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นแบบ Head to Toe ที่ใช้อาบน้ำและสระผมได้ในขวดเดียวกัน และสำหรับทำความสะอาดเด็กแรกเกิดควรเลือกเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมธรรมชาติหรือเลือกสูตรที่อ่อนโยนที่สุด เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันการแพ้หรือระคายเคือง และไม่เป็นอันตรายต่อดวงตา

11.แป้งเด็ก ความจริงแล้วสำหรับทารกนั้นหมอแนะนำว่าถ้าไม่จำเป็นไม่ต้องทาแป้งให้ก็ได้ค่ะ เพราะในแป้งนั้นมีส่วนผสมของทัลคัม ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งรังไข่ได้ ถึงแม้ว่าสารนี้จะไม่ทำให้เกิดอันตรายในช่วงสั้นๆ แต่แร่หินทัลคัมไม่สามารถย่อยสลายได้เอง ถ้าสูดดมเข้าไปทีน้อย เป็นเวลานานๆ อาจสะสมอยู่ในปอด ผิวปอดจะจับแป้งเอาไว้เป็นก้อน ทำให้มีปัญหาการหายใจ มีอาการไอ จาม ระบบทางเดินหายใจติดขัด หากเป็นเด็กทารกอาจทำให้ปอดอักเสบ เสี่ยงเกิดโรคเนื้องอกในปอด และเสียชีวิตได้  ดังนั้นการเลือกแป้งเด็กสำหรับทารก ควรเลือกแป้งเด็กที่ผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ ผ่านการทดสอบจากสถาบันที่น่าเชื่อถือแล้วว่าปลอดภัย ปราศจากสารทัลคัม ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ สามารถใช้ได้ปกติในเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง แต่ถ้าในเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน ที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้และหอบหืด หมอจะไม่แนะนำให้ทาแป้งจนกว่าเด็กจะโตกว่านี้ แป้งสำหรับทารกยังมีให้เลือกหลายตัวเลือกทั้งแบบโลชั่นเนื้อแป้ง ที่แห้งและลื่นขึ้น ให้ความรู้สึกเหมือนการทาแป้ง หรือแป้งที่ทำด้วยแป้งข้าว แป้งเด็กที่แม่ ๆ บอกต่อกัน เช่น Newborn Reiscare เป็นต้น ส่วนการทาแป้งให้ทารก ควรเทแป้งลงบนฝ่ามือแล้วค่อยลูบลงบนตัว เพื่อลดการฟุ้งกระจายและการสูดดมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจค่ะ

12.โลชั่น/ เบบี้ออยล์ ใช้โลชั่นหรือเบบี๋ออยล์หลังอาบน้ำ เพื่อเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นผิวให้ลูกน้อย และควรเลือกสูตรที่เป็นธรรมชาติ อ่อนโยนที่เหมาะกับผิวเด็ก

13.ฟองน้ำล้างตัว เอาไว้สำหรับชุบน้ำและบีบเวลาล้างตัวให้ลูกน้อยขณะอาบน้ำ ควรเลือกซื้อแบบที่เป็นธรรมชาติ

14.หมวกกันน้ำเด็ก สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่กังวลว่าเวลาสระผมกลัวแชมพูหรือน้ำกระเด็นเข้าตาก็สามารถหาซื้อมาติดบ้านไว้ได้ค่ะ

15.ผ้าเช็ดตัว ควรเลือกผ้าที่นุ่มและซึมซับน้ำได้ดี คุณแม่ควรเตรียมผ้าเช็ดตัวที่ใช้ห่อตัวหลังอาบน้ำให้ลูกน้อย 1 ผืน และผ้าขนหนู 2 ผืน รวมถึงผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ อีก 1-2 ผืน เพื่อสลับเปลี่ยนใช้หลังทำความสะอาด

16.สำลีก้าน (คอตตอนบัด) / สำลีก้อน/ สำลีแผ่นแบบรีดข้าง ควรใช้สำลีผ่านการฆ่าเชื้อ สะอาด ปลอดภัย และไร้สารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว หรือเลือกที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ 100% และควรมีสำลีหลาย ๆ แบบติดบ้านไว้

  • คอตตอนบัด สำหรับทำความสะอาดรูหู เช็ดสะดือ และอื่น ๆ
  • สำลีแผ่นแบบรีดข้าง สำหรับเช็ดเปลือกตา
  • สำลีแบบก้อนหรือแบบแผ่นสำหรับไว้ใช้เช็ดก้นลูก หรือเช็ดคราบต่าง ๆ บนร่างกาย

อ่านต่อ 60 รายการของใช้ ที่แม่ต้องเตรียมให้เบบี๋ก่อนคลอด คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แม่ให้นมกินทุเรียน

แม่ให้นมกินทุเรียน แล้วน้ำนมเหม็น ลูกเมินนมแม่! จริงมั้ย?

ทุเรียนที่ส่งกลิ่นยั่วยวน จัดเป็นผลไม้โปรดของใครหลาย ๆ คน และมีทั้งคนไม่ชอบเพราะกลิ่นเหม็นด้วยเช่นกัน สำหรับคุณแม่ลูกอ่อนชอบรับประทานทุเรียนอยู่ก่อนแล้ว คงอดที่จะมีคำถามไม่ได้ว่า แม่ให้นมกินทุเรียน ได้มั้ย? กินแล้วจะส่งผลอะไรกับเบบี๋หรือเปล่า มาดูคำตอบกันค่ะ

แม่ให้นมกินทุเรียน แล้วน้ำนมเหม็น ลูกเมินนมแม่จริงหรือ?

แม่ลูกอ่อนกินทุเรียนได้ไหม
แม่ลูกอ่อนกินทุเรียนได้ไหม

ใช่ว่าทุเรียนจะเป็นผลไม้ที่ถึงขนาดห้ามแม่ลูกอ่อนไม่ให้กินตอนให้นมลูก ซึ่งจริง ๆ แล้วคุณแม่ให้นมสามารถกินทุเรียนได้ แต่ไม่ควรกินเยอะ เนื่องจากทุเรียนนั้นมีปริมาณน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตสูง โดยในทุเรียน 1 เม็ด (น้ำหนัก 40 กรัม) จะให้พลังงานประมาณ 50-60 แคลอรี่ ดังนั้นหากคุณแม่อยากกิน ควรกินในปริมาณที่ไม่เกินวันละ 1-2 พู และไม่ควรกินบ่อย ๆ ติดกันเป็นระยะนาน หรือนาน ๆ กินทีจะดีกว่า เพราะถ้ากินทุเรียนเยอะในขณะที่ให้นมลูกอยู่นั้น กลิ่นของทุเรียนที่คุณแม่กินไปจะออกมาทางน้ำนม ซึ่งอาจทำให้ทารกที่กินนมอยู่นั้นรับรู้กลิ่นทุเรียนผ่านนมแม่ได้ เด็กบางคนอาจจะไม่ชอบทำให้ลูกมีอาการงอแงไม่อยากดูดนมในรอบนั้นขึ้นมา หรือทารกบางคนที่กินนมแม่คลื่นไส้อาเจียนได้ ส่งผลให้ลูกไม่อยากดื่มนมแม่จากเต้า ทำให้การให้นมลูกยากขึ้น และได้ปริมาณสารอาหารจากนมแม่ในมื้อนั้นไม่เพียงพอ อีกกรณีหนึ่ง การกินทุเรียนทอดก็จะส่งผลให้ลูกที่กินนมแม่มีแผลร้อนในในปากได้ ซึ่งการกินของทอด ของหวานยังเป็นสาเหตุทำให้ท่อน้ำนมอุดตันได้ด้วย

นอกจากนี้ผลเสียจากการทุเรียนเยอะจะส่งผลอื่น ๆ ได้อีก เช่น

  • ผลจากการทุเรียนมากไป อาจทำให้ลูกถ่ายอุจจาระเป็นสีเหลือง หรือสีเขียว
  • ทุเรียนเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยไขมันและมีปริมาณน้ำตาลที่มีสูงมากกว่าผลไม้อื่น ๆ หากกินมากไปก็อาจไปเพิ่มให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นมาก เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นได้ด้วยส่งผลทำให้เป็นโรคอ้วนได้
  • ทุเรียนที่ผ่านการแปรรูปอื่น ๆ เช่น ทุเรียนกวน ทุเรียนทอด ที่ถึงแม้จะแปรรูป แต่หากทานมากเกินไปก็มีผลกระทบต่อลูกที่กินนมแม่ได้เช่นกัน

หลังคลอดลูกกินทุเรียน

ทั้งนี้ผลไม้อย่างทุเรียนที่เป็นของชอบของคุณแม่นั้น มีคุณค่าทางสารอาหารมากมาย ได้แก่ โฟเลต แคลเซียม วิตามิน ใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต น้ำตาล โปรตีน ไขมัน แร่ธาตุ ฯลฯ การทานทุเรียนแต่พอดีในปริมาณที่เหมาะสม จะให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น

  • ช่วยบำรุงเซลล์สมอง เพิ่มประสิทธิภาพความจำของคุณแม่และลูกน้อยให้ดีขึ้น
  • สารโฟเลต ช่วยป้องกันความผิดปกติที่จะเกิดขึ้นกับระบบประสาท และยังช่วยสร้างและพัฒนาเซลล์สมองของเด็กได้ดี ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ได้
  • ในทุเรียนมีฟอสฟอรัส ที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย
  • ในทุเรียนมีวิตามินซีสูงมาก มีผลต่อการป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ อาทิ ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงจากโรคหัวใจ โรคที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียนของเลือด
  • การกินทุเรียนครั้งละไม่เกิน 1-2 พู เมื่อทานเข้าไปในร่างกายจะเกิดการเผาผลาญด้วยความร้อนจากกำมะถัน จะช่วยเข้าไปเร่งการเผาผลาญภายในร่างกายได้
  • ให้พลังงานแก่ร่างกายสูง

จะเห็นได้ว่าทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ แต่หากรับประทานแต่พอดีแล้ว ลูกยังไม่กินนมแม่ คุณแม่ก็ควรที่จะงดกินทุเรียนในช่วงนี้ เพื่อให้ลูกได้กินนมแม่อย่างเต็มที่ และหันมาลองเลือกรับประทานผลไม้อื่น ๆ ที่หลากหลาย และมีคุณค่าสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งแม่และลูก ซึ่งผลไม้ที่คุณแม่ควรกินระหว่างให้นมลูกที่จะช่วยผลิตน้ำนมได้ดี เช่น

ผลไม้เพิ่มน้ำนม

ผลไม้แม่ลูกอ่อน
ผลไม้แม่ลูกอ่อน

มะละกอ

ในมะละกอมีทั้งวิตามิน ไฟเบอร์ ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก สำหรับคุณแม่ที่ให้นมควรเลือกกินมะละกอสุกหรือนำไปทำเป็นน้ำมะละกอปั่นดื่มกิน จะช่วยกระตุ้นในการผลิตน้ำนมให้มากขึ้น แถมยังมีเอนไซน์ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณได้เป็นอย่างดีด้วยนะ

เมล็ดขนุนต้ม

สารอาหารในเมล็ดขนุน เช่น โปรตีน ไขมัน ธาตุเหล็ก คาร์โบไฮเดรต ฟอสฟอรัส และวิตามินบี 1 มีส่วนช่วยกระตุ้นในการผลิตน้ำนม ทำให้น้ำนมมีมาก

อินทผลัม

อินทผลัม เป็นผลไม้ทีอุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ทั้ง เบต้าแคโรทีน ลูติน และซีแซนทิน แคลเซียม ซัลเฟอร์ ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมงกานิส แมกนีเซียม และยังมีวิตามิน A วิตามิน B1 วิตามิน B2 วิตามิน B6 วิตามิน K และไฟเบอร์ ซึ่งล้วนแต่จำเป็นต่อร่างกายมีประโยชน์สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ไปจนถึงคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหลังคลอด อินทผลัมจะช่วยเพิ่มสารอาหารในน้ำนม และเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย ส่งต่อไปยังลูกน้อยที่กินนมแม่ให้มีสุขภาพที่แข็งแรงด้วย

แก้วมังกร

แก้วมังกร เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามิน เกลือแร่ มีแร่ธาตุแมกนีเซียมแคลเซียม มีแคลอรี่ต่ำ แถมยังเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูง ที่กินแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย ผิวพรรณ แถมยังช่วยรักษาหุ่นคุณแม่ได้เป็นอย่างดี และที่ดีต่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยแม่คือช่วยกระตุ้นการขับน้ำนมให้กับคุณแม่ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

บทความแนะนำ : ผักผลไม้เพิ่มน้ำนม 20 ชนิด เพิ่มน้ำนมให้คุณแม่

แม่ลูกอ่อน กินผลไม้อะไรได้บ้าง

จะเห็นได้ว่านอกจากทุเรียนแล้วยังมีผลไม้หลากหลายที่มีประโยชน์แตกต่างกัน และสามารถเป็นตัวเลือกรับประทานในช่วงที่แม่ให้นมลูกได้ แต่ต้องเข้าใจว่าอะไรที่แม่ทานเข้าไปทารกก็จะได้รับสิ่งนั้นผ่านทางนมแม่ได้วยเช่นกัน ดังนั้นบางอย่างหากกินมากไปก็จะส่งเสียต่อตัวแม่และลูกด้วย นอกจากการรับประทานผลไม้แล้ว การกินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ ได้ออกกำลังกาย และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ก็จะดีต่อสุขภาพของคุณแม่ และทำให้มีน้ำนมเพียงพอต่อลูกน้อยด้วยนะคะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.momandbaby.net

อ่านต่อบทความน่าสนใจ คลิก : 

โภชนาการของ อาหารช่วงให้นมบุตร และผลกระทบต่อน้ำนม

วิธีรับมือสำหรับแม่ให้นม เมื่อลูกกลายเป็น เด็กแพ้อาหาร

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อาหารเพิ่มภูมิคุ้มกัน

อาหารเพิ่มภูมิคุ้มกัน ด้วยพลัง”ผัก ผลไม้ 5 สี”

อาหารเพิ่มภูมิคุ้มกัน ที่กินแล้วช่วยให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายแข็งแรงขึ้น อยากรู้ไหมคะว่าควรจะต้องกินอะไรถึงจะทำให้สุขภาพแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันสามารถต้านทานกับเชื้อโรค เชื้อไวรัสต่างๆ ได้ โดยเฉพาะไวรัสร้ายที่ทุกคนกำลังเผชิญกันอยู่ตอนนี้ อย่างไวรัสโควิด 19 (Covid-19) วันนี้ทีมแม่ABK มีมาแนะนำให้ค่ะ

 

อาหารเพิ่มภูมิคุ้มกัน สำคัญอย่างไร ?

ก่อนที่ทีมแม่ABK จะพาไปดูว่ามี อาหารเพิ่มภูมิคุ้มกัน อะไรบ้างที่ไม่ว่าจะเด็ก หรือผู้ใหญ่ก็รับประทานได้ในทุกวันนั้น เราต้องไปทำความรู้จักกับ “ภูมิคุ้มกัน” ในร่างกายของเรากันก่อนค่ะ

ภูมิคุ้มกัน (immunity) คำนี้ได้ยินกันอยู่บ่อยๆ เลยค่ะ และในเด็กเล็กๆ ตั้งแต่แรกคลอด คุณหมอจะบอกว่าคุณแม่ให้ลูกกินนมแม่ ลูกจะได้รับสารภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ในน้ำนมแม่ ซึ่งสารภูมิคุ้มกันที่ว่าเนี่ยมีส่วนสำคัญมากๆ ในการช่วยปกป้องไม่ให้ร่างกายของลูกเจ็บป่วยง่ายนั่นเองค่ะ ถ้าจะอธิบายให้ลึกเข้าไปอีกนิด ภูมิคุ้มกัน (immunity) ก็คือ กลไกของร่างกายที่ต้านทานต่อโรคใดโรคหนึ่ง โดยภูมิคุ้มกันอาจเกิดเพียงชั่วคราวหรือตลอดไป

สำหรับ “ภูมิคุ้มกัน” โดยธรรมชาติของร่างกายจะมีอยู่ด้วยแล้วส่วนหนึ่ง นั่นก็คือ “เม็ดเลือดขาว” ที่เป็นเหมือนองครักษ์คอยสอดส่องดูว่ามีเชื้อโรค หรือสารพิษอะไรเข้าสู่ร่างกายหรือไม่ ถ้ามีก็จะต่อสู้และกำจัดออกไป แต่โดยธรรมชาติของร่างกายกระบวนการการสร้างเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดงก็จะต้องให้สมดุลกันค่ะ ถ้ามีเม็ดเลือดขาวมากกว่าเม็ดเลือดแดง ก็ไม่ดีต่อร่างกายได้เช่นกันค่ะ

ถามว่าแล้วร่างกายจะได้ภูมิคุ้มกันจากที่ไหนอีก นอกเหนือจากที่มีอยู่ในร่างกายแล้วส่วนหนึ่ง เท่าที่รู้มานะคะ ภูมิคุ้มกันที่ อยู่ในร่างกายเมื่อถูกใช้ไปก็มีวันหรึกหรอ ลดน้อยลงได้ค่ะ จะสังเกตได้จากการที่เจ็บป่วย ไม่สบายบ่อยๆ เช่น เป็นหวัด  ปวดหัว ตัวร้อน หรือถ้าหนักหน่อยก็เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ ภูมิแพ้อากาศ ภูมิแพ้อาหาร ฯลฯ  ฉะนั้นนะคะ เราจะต้องเติมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็จะได้จาก…

  1. น้ำนมแม่ แนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดไปจนอย่างน้อยถึง 6 เดือน ในน้ำนมแม่มีสารภูมิคุ้มกันที่ เข้มข้น มีประโยชน์ดีต่อร่างกายลูกมากๆ ช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยต่างๆ ที่สามารถเกิดขึ้นกับเด็กเล็กๆ และสาร ภูมิคุ้มกันที่ลูกได้รับจากน้ำนมแม่ ยังจะอยู่กับลูกไปจนโตเลยค่ะ
  2. วัคซีน ทุกคนจะได้รับการฉีดวัคซีนกันมาตั้งแต่เป็นทารกน้อย และได้รับวัคซีนต่อเนื่องกันมาตามช่วงวัย พัฒนาการ และพอโตเป็นผู้ใหญ่ก็ยังจะได้รับวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ เช่น วัคซีนไข่หวัดใหญ่(ฉีดทุกปี) , วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี , วัคซีน HPV(สำหรับผู้หญิง) ฯลฯ
  3. ออกกำลังกาย การที่ร่างกายได้ออกกายบริหารอยู่อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยกระตุ้นสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายได้ดี มากๆ เมื่อร่างกายแข็งแรง ก็จะลดอัตราเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยลงได้ค่ะ
  4. นอนหลับ การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอไปให้ กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์มากขึ้น
  5. อาหาร คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง การกินอาหารที่มีประโยชน์ครบหลักอาหาร 5 หมู่ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงอยู่ตลอดเวลา

ถ้าเด็กๆ และผู้ใหญ่ ทุกคนมีภูมิคุ้มกันร่างกายที่แข็งแรง รับรองว่าจะไม่เจ็บป่วย ไม่สบายบ่อยๆ อย่างแน่นอน ที่สำคัญเมื่อภูมิในร่างกายแข็งแรง ก็จะสามารถช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อโรค เชื้อไวรัสต่างๆ ไม่ให้มาทำลายสุขภาพให้แย่ได้ค่ะ โดยเฉพาะไวรัสร้าย Covid-19 โรคภัยสมัยนี้รุนแรง และน่ากลัวขึ้นทุกวัน ก็ต้องหันมาดูแลสุขภาพกันให้มากขึ้นนะคะ เพื่อจะได้อยู่กับคนที่รักไปนานๆ ค่ะ

สำหรับอาหารเพิ่มภูมิคุ้มกัน ทีมแม่ABK แนะนำให้รับประทานผัก ผลไม้ 5 สี เพื่อที่ร่างกายจะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคร้ายต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราได้ค่ะ

อ่านต่อ ผัก ผลไม้ 5 สี อาหารเสริมภูมิคุ้มกัน ต้านโควิด 19 คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คู่มือป้องกันโรคโควิด

จีนออก คู่มือป้องกันโรคโควิด 19 (ฉบับภาษาไทย) ต้องทำยังไงเพื่อให้รอดจากเชื้อไวรัสโคโรน่า

จีนรอด..เราก็ต้องรอด เผย!! คู่มือป้องกันโรคโควิด 19 ของจีน เวอร์ชั่นภาษาไทย จะมีวิธีรับมือและดูแลป้องกันตัวเองให้รอดจากเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ยังไงบ้าง ตามมาดูกันเลย

จีนออก “คู่มือป้องกันโรคโควิด 19” ฉบับภาษาไทย
จัดทำโดย มหาวิทยาลัยการแพทย์คุนหมิง

ช่วงที่ประเทศไทยตอนนี้กำลังเกิดการแพร่เชื้อโควิด-19 อย่างหนัก เนื่องจากมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 100+ ทุกวัน ซึ่งทางทีมแม่ ABK ก็ได้เกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด พร้อมหาข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในการรับมือกับเจ้าเชื้อไวรัสโคโรน่านี้

ซึ่งล่าสุดก็ไปเจอข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก Drama-addict ที่ได้แชร์ หนังสือวิธีป้องกัน covid-19 จัดทำโดย มหาลัยวิทยาลัยแพทย์คุนหมิง ประเทศจีน เป็น คู่มือป้องกันโรคโควิด 19 ฉบับภาษาไทย โดยภายในเล่มเป็นความรู้เกี่ยวกับ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 การดูแลป้องกันตัวเองทั้งเมื่ออยู่ในบ้านและเมื่ออกนอกบ้าน รวมไปถึงวิธีเพิ่มภูมิคุ้มกัน ด้วยการรับประทานอาหารอะไรที่มีประโยชน์ ซึ่งในคู่มือได้มีการอธิบายเอาไว้อย่างครบถ้วน

ดังนั้นทางทีมแม่ ABK จึงได้สรุปข้อมูลจาก คู่มือป้องกัน covid-19 ออกมาให้อ่านถึงวิธีดูแลตัวเองและการเพิ่มภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันตัวเองและลูกน้อย ให้รอดจากเชื้อไวรัสโคโรน่า มาฝาก ตามมาดูกันเลย…

โควิด 19 อาการ เป็นอย่างไร ควรไปพบแพทย์ตอนไหน?

ซึ่งก่อนที่จะไปดูวิธีการป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัสโควิด-19 คุณพ่อคุณแม่ควรรู้จักอาการของโรคนี้ก่อน เพื่อจะได้สังเกตตัวเองเป็น โดยเบื้องต้นหากมีไข้ (อุณหภูมิใต้รักแร้ ≥ 37.3°C) ไม่มีเรี่ยวแรง ไอแห้ง อาการเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถยืนยันว่าได้รับเชื้อมาแล้ว แต่หากมีอาการเหล่านี้ปรากฎขึ้นหลังไปในอยู่ในพื้นที่เสี่ยง …

  1. โดยก่อนหน้าที่จะแสดงอาการป่วย 14 วัน มีประวัติการเดินทางท่องเที่ยวหรือพักอาศัยในบริเวณที่เกิดการแพร่ระบาดของโรค
  2. ก่อนหน้าที่จะแสดงอาการป่วย 14 วัน ได้มีการใกล้ชิดหรือสัมผัสกบผู้ป่วยโรคโควิด-19 (ได้รับการยืนยันจากการตรวจสอบกรดนิวคลีอิกที่ให้ผลเป็นบวก)
  3. ก่อนหน้าที่จะแสดงอาการป่วย 14 วัน มีการใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ที่เดินทางมาจากแหล่งแพร่ระบาดของโรค
  4. มีการไปรวมกลุ่มชุมนุม (ภายในระยะเวลา 14 ได้ไปหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่พบผู้ป่วยมากกวา 2 คนขึ้นไปที่มีไข้และโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ที่บ้าน สํานักงาน ห้องเรียน เป็นต้น )

จากที่กล่าวมาหากตัวเองหรือคนในบ้านมีอาการ ให้รีบแจ้งคนในครอบครัว และรักษาระยะห่าง พร้อมสวมใส่หน้ากากอนามัย แล้วรีบไปโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยทันที

 

Must read >> เด็กติดโควิด-19 เพิ่ม เตือนพ่อแม่ระวัง อย่าพาเชื้อเข้าบ้าน

 

เชื้อโรคโควิด-19 ชอบคนประเภทไหน!

ใน คู่มือป้องกันโรคโควิด 19 ฉบับภาษาไทย จากประเทศจีน เล่มนี้ได้บอกไว้ว่า ทุกคนมีโอกาสติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ทั้งนั้น แต่คนที่สุขภาพดี มีภูมิต้านทานแข็งแรง ออกกําลังกายสม่ำเสมอ มีจิตใจเบิกบาน โอกาสที่จะถูกแพร่เชื้ออาจจะค่อนข้างน้อย แต่คนที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอ เช่น คนแก่และเด็กน้อย ตลอดจนคนที่มักจะป่วยง่าย ก็มีโอกาสที่จะได้รับการแพร่เชื้อค่อนข้างสูง และมีอาการป่วยกจะค่อนข้างหนัก

7 วิธีป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัสโควิด-19 เมื่ออยู่ที่บ้าน (แนะนำโดย คู่มือป้องกันโรคโควิด 19 ฉบับภาษาไทย จากประเทศจีน)

1. ล้างมือบ่อยๆ คือต้องล้างมือให้สะอาดโดยทันที หลังเมื่อกลับมาจากการออกไปนอกบ้าน , ก่อนและหลังรับประทานอาหาร , หลังจากไอหรือจาม , หลังจากเข้าห้องน้ำ , หลังจากสัมผัสกับสัตว์และจัดการกับอุจจาระ

คู่มือป้องกันโรคโควิด
ขั้นตอนการล้างมือ ภาพจาก คู่มือป้องกันโรคโควิด 19 (ฉบับภาษาไทย)

2. ทำให้บ้านมีอากาศถ่ายเทสะดวก โดยเปิดหน้าต่างภายในห้องทุกวัน เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศอยู่เสมอ

3. ฆ่าเชื้อบ่อยๆ ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ในบ้าน ถูพื้นบ่อยๆ โดยจะต้องทำความสะอาดทุกวันเป็นประจํา และหากมีแขกมาบ้าน ต้องรีบทําการฆ่าเชื้อสิ่งของต่างๆในบ้านโดยทันที และหากซักผ้าต้องผสมน้ำยาฆ่าเชื้อลงไปด้วยจะยิ่งดี

4. มีมารยาทในการจามและไอ คนในบ้านใช้กระดาษทิชชู่ หรือข้อศอกปิดปากและจมูก หรือสวมหน้ากากอนามัย ทุกครั้งขณะไอหรือจาม เช่นนนี้แล้วไวรัสก็จะไม่สามารถแพร่กระจายออกมาได้ ไม่ว่าคุณจะป่วยหรือไม่ก็ตาม

คู่มือป้องกันโรคโควิด

5. ใช้ชีวิตประจําวันตามปกติ และออกกําลังกายอย่างเหมาะสมที่บ้าน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเพื่อนบ้านของคุณ

6. ตรวจเช็คสุขภาพประจําวันของคุณและครอบครัว เมื่อพบว่าตนเองหรือคนในครอบครัวมีอาการป่วยดังนี้ ควรจะทําการกักตัว และไปพบแพทย์เพื่อรับความช่วยเหลือโดยทันที อาการที่เข้าข่ายต้องสงสัยว่าติดเชื้อ จะรวมถึง ตัวร้อน เป็นไข้ ไอ เจ็บคอ แน่นหน้าอก หายใจลําบาก เบื่ออาหาร ไม่มีแรง ซึม คลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดศีรษะ ใจสั่น ตาแดง ปวดตามข้อหรือปวดกล้ามเนื้อบริเวณเอวและหลัง เป็นต้น

Must read >> รีวิว ปรอทวัดไข้ อุณหภูมิเท่าไหร่? แปลว่า ลูกมีไข้ กันแน่!

7. เตรียมพร้อมในการป้องกันครอบครัว

  • เมื่อตนเองหรือคนในครอบครัวออกไปข้างนอก จะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยสวมใส่หน้ากากอนามัย ละอองเชื้อโรคก็จะถูกปิดกันโดยหน้ากากอนามัย ไม่สามารถปลิวเข้าปากและจมูกของผู้คนได้

  • หากพบว่าคนในครอบครัวแสดงพฤติกรรมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น การบ้วนน้ำลายหรือเสมหะลงบนพื้น เป็นต้น ให้ทําการห้ามและตักเตือนโดยทันที

  • หากมีสมาชิกในครอบครัวเป็ นบุคลากรทางการแพทย์ จะต้องเตือนให้เพิ่มความระมัดระวังในการดูแลตนเองให้มากขึ้น

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :

 

อ่านต่อ >> วิธีป้องกันไวรัสโคโรน่า
เมื่อต้องออกนอกบ้าน” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

11 งานบ้านทำเพลินแถม เบิร์นรัวๆ เผาผลาญไขมันแบบไม่ต้องไปฟิตเนส

ในเมื่อต้องอยู่บ้านกันแบบยาว ๆ สำหรับคุณแม่บ้านหรือพ่อบ้านสายฟิตเนสคงจะอึดอัดไม่น้อยที่ไม่ได้ออกกำลังกาย แต่รู้มั้ยคะ งานบ้านหลายอย่างภายในบ้านช่วย เบิร์นไขมัน ทำงานบ้านหนึ่งครั้งก็ช่วยให้คุณแม่ได้เผาผลาญแคลอรี่ พอ ๆ กับการเข้าฟิตเนสเพื่อออกกำลังกายเลยนะ นี่คืองานบ้านที่ช่วยให้คุณแม่ได้บ้านเนี๊ยบและหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

11 งานบ้านทำเพลินแถม เบิร์นรัวๆ เผาผลาญไขมันแบบไม่ต้องไปฟิตเนส

1.ขัดห้องน้ำ

การขัดห้องน้ำคล้าย ๆ กับการอยู่ในห้องอบซาวน่าที่จะช่วยให้คุณแม่ได้เหงื่อและออกกำลังช่วงแขน ช่วยกระชับกล้ามเนื้อแขนและหัวไหล่ได้เป็นอย่างดี การขัด ๆ ถู ๆ ขจัดคราบสกปรกที่ติดอยู่ตามโถส้วม อ่างล้างหน้า อ่างอาบหน้า และบริเวณพื้นห้องน้ำ ถ้าใช้เวลาออกแรงประมาณ 15 นาที จะสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้สูงสุดถึง 100 แคลอรี่ เท่ากับการสก็อตจั๊มพ์ 30 ครั้ง แต่ถ้าใช้เวลาขัด/ล้างห้องประมาณ 1 ชั่วโมง จะเผาผลาญพลังงานไปได้ถึง 190-240 แคลลอรี่เชียวค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและการออกแรงด้วย หลังจากได้เบิร์นแล้วคุณแม่ยังได้ห้องน้ำที่สะอาดเอี่ยมห้องสมใจด้วย

2.ทำความสะอาดหน้าต่าง

สำหรับบ้านที่มีหน้าต่างหลายบาน และบานใหญ่ งานบ้านข้อนี้คงถูกใจคุณแม่สบายเบิร์นไม่น้อย เพราะการเช็ดทำความสะอาดกระจกหน้าต่างให้ครบทุกบาน เช็ดขัดถูให้สะอาดใสเพื่อความสวยงาม ประมาณ 30 นาทีก็ช่วยสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้ 150 แคลอรี่ แต่ถ้าทำเช็ดถึงหนึ่งชั่วโมงก็สามารถเบิร์นพลังงานได้ถึง 334 แคลอรี่ พอ ๆ กับการวิดพื้นถึง 40 ครั้ง ยิ่งถ้าต้องมีการปีนป่ายหรือต่อเก้าอี้เพื่อเช็ด ก็จะยิ่งใช้พลังงานมากขึ้น เรียกว่าช่วยฟิตหุ่น ออกกำลังกายไปในตัวได้ดีทีเดียวค่ะ

3. ล้างจาน

รู้มั้ยคะ งานล้างจานที่เรียกว่าเป็นกิจวัตรปกติของคุณแม่ แม้จะไม่มีการขยับเคลื่อนไหวของร่างกายเท่าไหร่ แต่แค่การยืนล้างจานเพียง 15 นาทีต่อวันก็ช่วยให้แม่เผาผลาญได้ถึง 102 – 122 แคลอรี่ เทียบเท่ากับการเดินประมาณ 15 นาที และถ้ามีจานชามในมื้อใหญ่ ๆ ให้ล้างเยอะ มีคราบจานที่สกปรกมาก ๆ หรือล้างกระทะ ขัดหม้อ ที่ทำให้แม่ต้องออกแรงล้างมากกว่าปกติ ก็อาจเพิ่มการเผาผลาญไขมันได้ถึง 126 แคลอรี่ มิน่าแม่บ้านที่ล้างจานบ่อย ๆ เลยหุ่นดีแบบนี้นี่เอง

เบิร์นไขมันออก

4. รีดผ้า

การใช้เวลารีดผ้าประมาณ 30 – 45 นาที ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ออกแรงไม่มาก แต่ช่วยกระชับต้นแขนได้พอ ๆ กับการซักผ้าด้วยมือ แถมยังช่วยคุณแม่เผาผลาญพลังงานได้ถึง 80-157 กิโลแคลอรี่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของเตารีด ประมาณของจำนวนผ้าที่รีด รวมถึงปัจจัยอื่นประกอบด้วย และถ้าใช้เวลารีดผ้าอย่างน้อยเฉลี่ย 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก็จะสามารถเผาผลาญได้ 420 แคลอรี่ เทียบเท่าการเข้าคลาสซุมบ้าในฟิตเนสได้เลยค่ะ ยิ่งถ้าคุณแม่ยืนรีดผ้าเป็นเวลานาน ๆ ก็จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญให้มากขึ้นได้ เนื่องจากการใช้แรงกดไปบนผ้า นอกจากนี้การสลับแขนในระหว่างรีดผ้าซ้ายขวา จะเป็นการเพิ่มกล้ามเนื้อให้บาลานซ์กันทั้งสองข้างด้วยนะคะ

5.ล้างรถ

ไม่ต้องง้อคุณพ่อให้มาช่วยล้างรถกันเลยทีเดียว ถ้าคุณแม่รู้ว่าการล้างรถประมาณ 30 นาทีนั้นช่วยเผาผลาญได้ถึง 135-150 แคลอรี่ แถมยังดูเหมือนว่าการล้างรถนั้นช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อแขนขาได้ดีอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเขย่งเท้าไปล้างหลังคารถ ซึ่งช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อบริเวณน่อง และการย่อลงมาล้างล้อรถก็เหมือนกับการออกกำลังกายในท่าสควอช การออกแรงขัดล้างรถช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อแขน การล้างรถด้วยตัวเองดีแบบนี้นี่เอง

 

อ่านต่อ 11  งานบ้านช่วยเผาผลาญไขมัน ไม่ง้อฟิตเนส คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วาโก้เดินหน้าผลิตหน้ากากอนามัยแจกฟรี จับมือคนไทยผ่านวิกฤติ โควิด-19

บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ลดความเสี่ยงตามแนวทางการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข นอกจากจะมีมาตรการดูแล เฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาด   โควิด-19 ภายในองค์กรเพื่อความปลอดภัยของพนักงานและบุคคลภายนอกที่มาติดต่อแล้ว นโยบายเร่งด่วนของวาโก้คือการหยุดผลิตชุดชั้นใน เพื่อหันมาผลิตหน้ากากอนามัยจากผ้าสเปเซอร์แจกฟรี สู้ภัยโควิด-19 อย่างจริงจังและจริงใจ

นายบุญดี อำนวยสกุล ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “วาโก้มีมาตรกรป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 มาตั้งแต่ระยะแรก เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในองค์กร และเป็นที่ทราบกันดีว่าวาโก้คือผู้ผลิตชุดชั้นในและเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจผู้หญิงไทย ในวันนี้ที่      คนไทยต้องเจอกับการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เราไม่ได้นิ่งนอนใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งเพื่อสู้วิกฤตินี้ ร่วมกับคนไทยทุกคน จึงมีนโยบายเร่งด่วนให้หยุดการผลิตชุดชั้นใน เพื่อหันมาผลิตหน้ากากอนามัยจากผ้าสเปเซอร์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบใหม่ของส่วนประกอบของชุดชั้นใน เป็นการนำวัตถุดิบที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื้อผ้าผลิตจากเส้นใย Nylon ขนาดเล็กระดับ Microfiber มีความละเอียดสูง อีกทั้งมีส่วนผสมของ Spandex Melt หลอมละลายยึดติดเข้ากับโครงสร้างผ้า ซึ่งถักแบบ 2 ชั้น (Interlock Knit) ด้วยเครื่องถักที่มีความหนาแน่นสูง ทำให้ผ้ามีความอ่อนนุ่ม ไม่รุ่ย ไม่รัน ไม่ม้วน ยืดหยุ่นตัวดี กระชับเข้ากับรูปหน้าเมื่อสวมใส่ เนื้อผ้าผ่านมาตรฐานความปลอดภัยจากสีและสารเคมีอันตราย มอก.2346:2550 และผ่านการทดสอบการผ่านของอากาศ (Air Permeability Test) เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานผ้าสำหรับทำหน้ากากอนามัย ตามที่สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอกำหนด ซึ่งได้ค่า 7.5 cm3/cm2/sec. จึงมีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่น PM 2.5 และยังช่วยป้องกันการกระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถซักทำความสะอาดและนำกลับมาใช้ซ้ำได้ตลอดอายุการใช้งาน ช่วยลดขยะชุมชน ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม

ในเฟสแรกวาโก้ได้ผลิตหน้ากากผ้าสเปเซอร์มอบให้พนักงานวาโก้ฯ จำนวน 5,000 ชิ้น และองค์กรอื่นๆ อาทิ กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งต่อให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จำนวน 3,000 ชิ้น ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จำนวน 1,000 ชิ้น เพื่อใช้ในการดำเนินงานของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และอื่นๆ ตามที่ได้มีการขอมา รวมกว่า 15,000 ชิ้น ในขณะนี้ได้สั่งนำเข้าผ้าสเปเซอร์จากต่างประเทศ เพื่อใช้ในการผลิตหน้ากากอนามัยโดยเฉพาะ พร้อมเร่งการผลิตเพื่อให้ทันแจกประชาชนในช่วงที่มียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 อย่างต่อเนื่องตั้งเป้า 52,000 ชิ้น ในเร็วๆ นี้ 

นอกจากหน้ากากอนามัยแบบผ้าสเปเซอร์แล้ว วาโก้ยังมอบหน้ากากอนามัยผ้าฝ้าย (Cotton) ให้ประชาชนโดยรอบบริษัทฯวาโก้ จำนวน 1,500 ชิ้น และหน้ากากอนามัยกระดาษให้กับประชาชนทั่วไป จำนวน 30,000 ชิ้น เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าจากสถานการณ์นี้ส่งผลค่าถึงครองชีพของผู้มีรายได้น้อย       เพราะหน้ากากอนามัยทุกชนิดมีราคาค่อนข้างสูงและหาซื้อได้ยาก หากเป็นเนื้อผ้าสเปเซอร์หรือเนื้อผ้าคล้ายกันที่วางจำหน่ายตามท้องตลาดก็ราคาประมาณชิ้นละ 120 บาท เพราะวาโก้รู้ซึ้งว่าเงินทุกบาทมีค่า จึงขอแบ่งเบาภาระนี้และจับมือผ่านวิกฤติโควิดไปด้วยกัน” นายบุญดี กล่าวทิ้งท้าย

Tags

วิธีป้องกัน covid 19

กรมอนามัยแนะแม่ท้อง 9 วิธีป้องกัน covid 19 ให้ปลอดภัยทั้งแม่ลูก

กรมอนามัยแนะ การดูแล และ วิธีป้องกัน covid 19 สำหรับแม่ท้อง แม่หลังคลอดและทารกแรกเกิด โดยเฉพาะ เพื่อให้ปลอดภัยภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19

กรมอนามัยแนะแม่ท้อง แม่ลูกอ่อน
9
วิธีป้องกัน covid 19 ให้ปลอดภัยทั้งแม่ลูก

ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสโคโรน่า หรือ COVID-19 ที่ตอนนี้มียอดผู้ติดเชื้อในไทยสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเฉลี่ยประมาณวันละ 100+ คน จึงทำให้หลายคนกังวลใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะบ้านที่มีลูกเล็ก หรือมีคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ เพราะลำพังตัวเองก็เครียดจะแย่อยู่แล้ว แต่สำหรับคุณแม่ท้องก็อาจยิ่งมีอาการจิตตกแบบเท่าตัว เพราะมีอีกหนึ่งชีวิตที่ต้องรับผิดชอบอยู่ในครรภ์

Must read >> เผย “ความในใจคนเป็นแม่” หลัง ลิเดียติดเชื้อไวรัสโควิด-19

ซึ่งหากคุณแม่ท้องไม่อยากเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 หรือเครียดหนักจากข้อมูลผิด ๆ ทีมแม่ ABK มีข้อมูลและ วิธีป้องกัน covid 19 จากทางกรมกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มาแนะนำ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 จะมีวิธีดูแลแม่ท้อง แม่หลังคลอด และทารกแรกเกิด อย่างไรบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

Q: แม่ท้องสามารถถ่ายทอดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปยังลูกในครรภ์ได้หรือไม่?

เรียกได้ว่าเป็นคำถามแรกที่คาใจของแม่ท้องหลายคน ซึ่งแม้ว่าตัวเองจะไม่ได้เป็นบุคคลที่ไปในพื้นที่เสี่ยง และยังไม่ติดเชื้อโควิด19 ก็ตาม แต่สิ่งที่กังวลใจมาก่อนอันดับแรก คือ ถ้าตัวเองได้รับเชื้อ ไวรัสโคโรน่า หรือโควิด-19 (Covid-19) แล้ว ลูกในท้องจะติดด้วยหรือไม่  ?

ซึ่งเรื่องนี้ก็มีข้อมูลจากศูนย์ภูมิต้านทาน และระบบทางเดินหายใจแห่งชาติ (National Center for Immunization and Respiratory Diseases หรือ NCIRD) และกองโรคแพร่ระบาดของสหรัฐ (Division of Viral Diseases) ระบุว่า… ไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ยังถือเป็นโรคใหม่ที่ยังมีข้อมูลในเรื่องของความเสี่ยงในการติดเชื้อค่อนข้างน้อยอยู่ ดังนั้นยังไม่สามารถสรุปได้ 100% ว่าผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสมากไปกว่าคนทั่วไป หรือ หากคุณแม่ท้องติดเชื้อแล้วจะมีความเสี่ยงแท้ง ลูกมีความผิดปกติ ลูกติดเชื้อไวรัสไปด้วย หรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพที่แตกต่างไปจากคนปกติทั่วไปอย่างไรหรือไม่

ซึ่งก็ข้อมูลจากสถิติในผู้ป่วยในเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน แจ้งว่า มีหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ จำนวน 9 ราย ที่ได้รับรายงานมา ซึ่งทั้งหมดนั้น ไม่มีรายงานว่าเชื้อไวรัสจากแม่ท้องเหล่านี้ ถูกส่งผ่านไปยังทารกในครรภ์ หรืออาจบอกได้ว่า น้ำคร่ำ น้ำนม และ เลือดสายสะดือ ไม่ได้เป็นสื่อที่สามารถส่งผ่านเชื้อ ไวรัสโคโรน่า หรือโควิด-19 (Covid-19) ได้ 

ทั้งนี้ในกรณีข่าวของเด็กทารกแรกเกิดคนหนึ่ง ที่มีผลเลือดเป็นบวก เพียง 30 ชั่วโมง หลังจากคลอดเท่านั้น นั่นก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เชื้อสามารถส่งผ่าน จากแม่สู่ทารกในครรภ์ได้ … แต่อย่างไรก็ตามข้อสันนิษฐานนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ 100% แต่ยังจากสถิติยังไม่มีทารกที่ถูกระบุว่าติดโควิด-19 จากใครในท้องแม่

วิธีป้องกัน covid 19

Q: แม่ท้องควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19?

การดูแล และ วิธีป้องกัน covid 19 สำหรับแม่ท้อง และแม่หลังคลอด (กลุ่มปกติ) โดยกลุ่มปกติ ในที่นี้คือ กลุ่มที่ไม่ได้ติดเชื้อ ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19 ให้ใช้หลักการป้องกัน 3 ล. (เลี่ยง ลด ดูแลตนเอง) อย่างเคร่งครัด โดย

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดผู้ที่มีอาการไอ เป็นไข้ หรือผู้ที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง และในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด หรือรวมกลุ่มกันจำนวนมาก
  2. รักษาระยะห่าง ในการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นด้วยการอยู่ห่างกัน 1 – 2 เมตร
  3. หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสบริเวณดวงตา ปาก และจมูก
  4. กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ หรือปรุงอาหารให้สุกร้อนทั่วถึง
  5. หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะรับประทานอาหารและของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
  6. หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาดนานอย่างน้อย 20 วินาที ทุกครั้งที่มีการไอจาม สัมผัสสิ่งแปลกปลอม ก่อนกินอาหาร หรือออกจากห้องน้ำ หากไม่มีสบู่ ให้ใช้ Alcohol gel 70%
  7. ในขณะไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย ถ้ามีอาการไอ จาม ให้ใช้ต้นแขนด้านบนปิดปากทุกครั้ง
  8. คุณแม่ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหรือมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หากมีอาการป่วย เล็กน้อย ควรพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ถ้ามีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย ควรรีบไปพบแพทย์
  9. คุณแม่ท้องสามารถฝากครรภ์ได้ตามนัด

 

อ่านต่อ >> “การดูแลแม่ท้องและแม่หลังคลอด
ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19
” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก

รวมสุดยอด นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก นมดีสำหรับเด็กเจ็นฯ นี้ “ดูแลสายตา บำรุงสมอง” ลูกกินได้ทุกวัน

เมื่อลูกน้อยเริ่มเข้าสู่วัยแห่งการเรียนรู้ตั้งแต่ 1 ขวบขึ้นไป จำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่อย่างเพียงพอในปริมาณที่เหมาะสม ตามวัย นอกจากอาหารมื้อหลักแล้ว ก็ยังจำเป็นต้องดื่มนมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีพัฒนาการการเจริญเติบโตที่สมวัย ซึ่งเด็ก วัย 1 ขวบ++ คุณแม่ควรเริ่มให้ลูกได้ดื่มนมกล่อง UHT สำหรับเด็กกันค่ะ   

นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก ดูแลสายตา บำรุงสมอง

และเพื่อให้คุณแม่มีข้อมูลในการตัดสินใจเลือกนมกล่อง UHT กล่องแรกให้ลูก มาดูกันค่ะว่ามีนมกล่อง UHT สำหรับเด็ก   ยี่ห้อไหนที่ดีต่อพัฒนาการของลูก ทั้งในเรื่องการบำรุงสายตา และบำรุงสมองที่อยู่วัยกำลังโตบ้าง สำหรับนมกล่องสำหรับเด็ก ที่คุณแม่ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญก่อนตัดสินใจเลือกให้ลูกดื่ม ก็จะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ  

  • ส่งเสริมพัฒนาการด้านการมองเห็น   

คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมคะว่า สมองของลูกจะเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่า 80% เกิดมาจากการมองเห็นที่ดีของ “ดวงตา” เพราะ 1 ใน 3 ของเซลล์สมองจะถูกเชื่อมโยงเข้ากับดวงตา ฉะนั้นถ้าคุณภาพดวงตาดี ก็จะมองเห็นได้ดี ก็จะส่งผลให้สมองเกิดการเรียนรู้ จดจำได้อย่างแม่นยำมีประสิทธิภาพนั่นเองค่ะ 

การมองเห็นที่ดีเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่มีศักยภาพค่ะ ซึ่งโภชนาการสารอาหารที่ดีต่อการดูแลสายตาของลูกในช่วงวัยกำลังโต สนุกกับการเรียนรู้ต้องเป็นสารอาหารจำพวกวิตามินเอ และลูทีน ยิ่งถ้าเป็นสารสกัดจากธรรมชาติยิ่งดีค่ะ

  • ส่งเสริมพัฒนาการด้านสมอง สติปัญญา   

เมื่อสายตาเป็นด่านแรกของการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ  ส่งผลให้เกิดการสื่อสารไปยังสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการเรียนรู้และพัฒนาการด้านต่าง ๆ อย่างสมวัย สารอาหารที่ดีต่อสมองของเด็ก ๆ ควรเป็นสารอาหารจำพวก โอเมก้า 3 6 9  ทอรีน โคลีน ดีเอชเอ ไอโอดีน เหล็ก สังกะสี วิตามินบี 12   

  • ส่งเสริมพัฒนาการการเจริญเติบโต 

สายตาดี สมองดี ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยบ่อย ก็จะยิ่งช่วยส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการการเจริญเติบโตตามช่วงวัยที่ดีค่ะ และยิ่งคุณแม่ดูแลอาหารการกินให้ลูกเหมาะสมตามวัย ได้รับในปริมาณที่เพียงพอครบ 5 หมู่ ก็จะยิ่งช่วยให้ลูก ๆ เติบโตได้ดียิ่งขึ้น สำหรับสารอาหารที่ดีต่อการเจริญเติบโตของลูก จะเป็นสารอาหารจำพวก แคลเซียม ซึ่งควรกินควบคู่กับ วิตามินดี เพื่อเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม และสารอาหารอื่น ๆ อย่าง โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ฟอสฟอรัส ไขมัน เป็นต้น

  • ส่งเสริมพัฒนาการด้านภูมิคุ้มกัน 

ร่างกายที่แข็งแรงของลูกต้องมาจากภูมิคุ้มกันร่างกายที่ดี เพราะจะช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยลงได้ค่ะ ดังนั้นในทุก ๆ วันคุณแม่ควรดูแลสุขภาพร่างกายลูกให้มีภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรงอยู่ตลอดเวลานะคะ สำหรับสารอาหารที่ช่วยบำรุงกระตุ้นสร้างภูมิคุ้มให้กับร่างกายจะเป็นสารอาหารจำพวกวิตามินและแร่ธาตุ ได้แก่ วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินอี เหล็ก สังกะสี เป็นต้น 

สารอาหารแต่ละชนิดจะให้ประโยชน์ที่ดีต่อร่างกาย ทำหน้าที่แตกต่างกันไปค่ะ ทีนี้ไปดูกันต่อค่ะมีนมกล่องสำหรับเด็กยี่ห้อไหนที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณพ่อคุณแม่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องของสายตาสำหรับเด็กเจ็นฯ นี้ที่เลี่ยงไม่ได้กับการใช้งานสมาร์ทโฟน และสมองที่ฉลาดเปิดรับการเรียนรู้ พร้อมรับมือสถานการณ์โลกในทุกวัน

ให้ลูกดื่ม “นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก ” ยี่ห้อไหนดีนะ ? 

จริง ๆ นมกล่องสำหรับเด็กมีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อเลยค่ะ แต่วันนี้เราคัดมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้ดูให้รู้กันว่านมกล่องยี่แต่ละห้อมีสารอาหารอะไรบ้าง โดยเฉพาะสารอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา บำรุงสมองของเด็ก ๆ  ต้องไม่พลาดนมกล่อง UHT สำหรับเด็กทั้ง 5 ยี่ห้อนี้ ได้แก่ ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส, โฟร์โมสต์ โอเมก้า 369, โฟร์โมสต์ โอเมก้า โกลด์, ไฮคิว 3 พลัส, เอนฟาโกร เอพลัส สูตร 4 และดูเม็กซ์ ดูโกร

พอแยกสารอาหารให้ดูกันแบบนี้ คุณพ่อคุณแม่จะเห็นว่ามีปริมาณสารอาหารแต่ละชนิดที่แตกต่าง ลดหลั่นกันไปค่ะ  สำหรับนมกล่อง UHT สำหรับเด็กทั้ง 5 ยี่ห้อนี้ เป็นนมที่มีสารอาหารครอบคลุมทั้งในเรื่องการเจริญเติบโต ส่งเสริม ภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตาและสมอง แต่ถ้าถามว่านมกล่องยี่ห้อไหนมีความโดดเด่นในเรื่องสารอาหารอะไรบ้าง มาสรุปพร้อมกันค่ะ

ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส

นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก

 

เด่นในเรื่องสารอาหารที่ช่วยส่งเสริมในเรื่องของพัฒนาการด้านสายตา และสมอง มีสารอาหารอย่าง ลูทีนสูงถึง 3,150 มก. / กล่อง ซึ่งเป็นลูทีนธรรมชาติจากกีวี่สกัด และโอเมก้า 3 6 9 อยู่ที่ 150 500 1,400 มก. / กล่องตามลำดับ มีอยู่ในปริมาณที่สูงที่สุด  แถมมีแคลเซียม และวิตามิน ดี สูงส่งเสริมการเจริญเติบโตอีกด้วย

โฟร์โมสต์ โอเมก้า 3 6 9

นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก

 

จะเน้นในเรื่องสารอาหารที่ช่วยส่งเสริมในเรื่องของพัฒนาการสมอง มีสารอาหารอย่าง โอเมก้า 9 สูง 1,400 มก. / กล่อง

โฟร์โมสต์ โอเมก้า โกลด์

นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก

 

เป็นนมกล่องที่มีปริมาณสารอาหาร ดีเอชเอสูงถึง 27 มก. / กล่อง

ไฮคิว 3 พลัส

นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก

 

มีสารอาหารบำรุงสมองอย่างโอเมก้า 9 สูง 1,445 มก. / กล่อง 

เอนฟาโกร เอพลัส สูตร 4

 

นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก

จะให้พลังงานอยู่ที่ 120 มิลลิกรัม และโอเมก้า 9 สารอาหารบำรุงสมองอยู่ที่ 1,100 มก. / กล่อง

ดูเม็กซ์ ดูโกร

นมกล่อง UHT สำหรับเด็ก

 

 จะให้โอเมก้า 9 สารอาหารบำรุงสมอง อยู่ที่ 1,175 มิลลิกรัมต่อกล่อง

สายตาดี สมองฉลาด นมกล่องไหนดีนะ   

เพราะการมองเห็นเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ดังนั้นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยส่งเสริมให้เด็ก ๆ มีสุขภาพสายตาที่ดี และส่งเสริมการพัฒนาการสมอง  ซึ่งนมสำหรับเด็กทั้ง 5 ยี่ห้อนี้ก็มีให้อย่างครบถ้วน แต่ถ้าเป็นนมกล่อง UHT ที่ให้สารอาหารครบทั้งในเรื่องบำรุงสายตา บำรุงสมองของลูก ที่คุณแม่ส่วนใหญ่แนะนำกัน คือ ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัส เพราะเขามีสารอาหารหลายตัวที่โดดเด่นมาก นั่นคือ…

  • ลูทีนธรรมชาติ จากผงกีวี่สกัด มีส่วนช่วยปกป้องจอประสาทตาจากรังสียูวี แสงแดด และแสงสีฟ้าจากจอภาพ     “ลูทีนจึงเปรียบเสมือนเป็น แว่นกันแดดธรรมชาติที่ช่วยปกป้องจอประสาทตา
  • มี วิตามิน เอ สูง มีส่วนช่วยในการบำรุงจอประสาทตา และการรับรู้สี  
  • โอเมก้า 3-6-9 กรดไขมันดี 3 ชนิด มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย โดยมี โอเมก้า 3 เป็น   กรดไขมันดีที่ช่วยในการทำงานของระบบประสาทตา และสมองโดยตรง   
  • มี วิตามิน บี 12 สูง มีส่วนช่วยในการสร้างสารสื่อประสาทในสมอง และความจำ   
  • มี ไอโอดีน สูง ช่วยในการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และสมอง   
  • มี แคลเซียม สูง มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูก และฟันที่แข็งแรง
  • มี วิตามิน ดี สูง ช่วยดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัส

ที่สำคัญนะคะไปสืบทราบมาว่า นอกจากนม ดัชมิลล์ เจ็นไอ วีคิวพลัสจะเป็นนมที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์กับเด็กๆ ที่มีจุดเด่นในเรื่องของพัฒนาการด้านสายตา และสมองแล้ว ยังผลิตมาจากนมวัวแท้ที่ผ่านกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานสากล  พร้อมจำหน่ายในราคาที่สบายกระเป๋าคุณพ่อคุณแม่ เพื่อให้เด็กๆ สามารถทานนมดี มีสารอาหารสูงได้ทุกวันอีกด้วยนะคะ เรียกได้ว่า เป็นนมดีที่ผลิตมาเพื่อเสริมพัฒนาการของเด็กๆในวัยเรียนรู้ อย่างแท้จริงค่ะ

หวังว่าข้อมูลที่นำมาฝากกันนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ถ้าต้องเลือกนมกล่องสำหรับเด็ก กล่องแรกให้ลูก 

work from home

จัดตาราง work from home แบบนี้ แฮปปี้ทั้งครอบครัว โดยพ่อเอก

ยังคงเป็นเรื่องราวหนังชีวิตต่อเนื่องมาจากผลกระทบของเจ้าโควิดเป็นตอนที่ 3 ติดต่อกัน ในยามปกติการได้อยู่กับบ้านพร้อมลูกๆเป็นความสุขขั้นสุด แต่เมื่อต้อง work from home พร้อมเจ้าตัวยุ่งที่ หันมาเป็น homeschool กันหมด ชีวิตมันก็ไม่ได้หรรษาลั้ลลากันตามปกติ แล้วจะทำอย่างไรดีให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่คุณลูกอยู่ร่วมกันได้ในภาวะที่บ้านกลายเป็นทั้ง บ้านที่อยู่อาศัย ที่ทำงาน และ โรงเรียนในคราวเดียวกัน

ลองมานึกภาพเวลาลูกไปโรงเรียน วิธีที่คุณครูใช้ในการบริหารจัดการเด็กๆ ทะโมนทั้งหลาย ให้รู้ว่าจะต้องทำอะไร มันก็คือ ตารางเวลาหรือตารางสอนหรือตารางเรียนรู้ก็สุดแล้วแต่ ดังนั้นเราก็ควรมี ตาราง work from home ที่บ้านเหมือนกันเพื่อให้บริหารจัดการกันได้ทั้งการงานและการบ้าน

จัดตาราง work from home แบบนี้ แฮปปี้ทั้งครอบครัว

7.00-8.00              ตื่นนอน จัดการธุรส่วนตัว เก็บที่นอน อาบน้ำแปรงฟัน

คุณพ่อคุณแม่ที่ยังไม่เคยให้คุณลูกเก็บที่นอน อาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน หาเสื้อผ้า แต่งตัวเอง โอกาสมาแล้วฮะ ส่วนบ้านนี้จัดการเองหมดตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียน ลูกจัดการเองได้หมดเมื่อใด คุณพ่อคุณแม่จะมี เวลาเคลียร์งานแต่เช้า และหลังโควิดคุณแม่จะมีเวลาแต่งตัวแต่งหน้าแบบลั้ลลา

8.00-9.00              จัดการเตรียมอาหาร และทานอาหาร

เป็นโอกาสที่ดีสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ทำอาหารเองพอได้ ที่จะสอนให้ลูกทำ ซึ่งกิจกรรมตรงนี้เป็นได้ทั้งทำกับข้าวจริงๆจังๆโดยเป็นลูกมือคุณพ่อคุณแม่ หรือ ฉายเดี่ยวทำอาหารจานง่ายๆ หุงข้าว ทอดไข่ ต้มอะไรง่ายๆ หรือจะเริ่มจากพื้นฐานกว่านั้นคือชงเครื่องดื่ม ทาขนมปังก็ได้ … ผลพลอยได้คือ จบโควิด คุณแม่คุณพ่อก็อย่าให้หยุดทำ เราก็สบายบรื๋อ

9.00-10.00           กิจกรรมร่วม

เป็นเวลาที่จะต้องมาเล่นกับลูกหละ เดี๋ยวลงไปเลือกชุดกิจกรรมร่วมในเมนูข้างล่างเลย

10.00-11.00         เรียนหนังสือ ทำการบ้านนะลูกนะ

เพลิดเพลินมาพอแล้ว ลูกได้เวลาเรียนหนังสือ ตามสื่อ online ที่คุณครูส่งมาแล้วนะเออ

11.00-12.00         กิจกรรมอิสระ

ปล่อยเขาบ้าง อยากทำอะไรก็ตามสบาย เพราะคุณพ่อคุณแม่จะไปเคลียร์งานต่อ : ลงไปดูชุดกิจกรรมเดี่ยวข้างล่างได้เลย

12.00-13.00         เตรียมอาหารและทานอาหาร

ได้เวลาหาอะไรอร่อยๆทำกัน เมื่อลูกมาช่วย มันจะเป็นหนึ่งชั่วโมงที่แป๊บเดียว เพราะมันจะได้กับข้าวไม่เยอะเหมือนทำเองหรอกฮะ แต่ระยะยาวคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

13.00-14.00         นอนลูกนอน + ตื่นมาสลึมสลือ ล้างหน้าล้างตา ดื่มนม ให้สดชื่น

อันนี้แล้วแต่บุญทำกรรมแต่ง คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนลูกนอนง่าย นอนยาว ท่านก็มีเวลาเคลียร์งานยาวๆ แต่ถ้าไม่ใช่ก็อาจจะต้องยอมปล่อยเขากลิ้งไปมาในห้องนอนแล้วท่านก็มาเคลียร์งาน

14.00-15.00         เรียนหนังสือ ทำการบ้านนะลูกนะ

ได้เวลาเรียนหนังสือ ตามสื่อ online ที่คุณครูส่งมาอีกรอบแล้ว เชื่อสิว่าไม่ได้มีวิชาเดียวหรอกใช่มั้ยละเออ

15.00-16.00         กิจกรรมร่วม

ลงไปเลือกชุดกิจกรรมร่วมในเมนูข้างล่างเลย

16.00-17.00         กิจกรรมอิสระ

ลงไปเลือกชุดกิจกรรมร่วมในเมนูข้างล่างเลย

อ่านต่อ เมนูกิจกรรมร่วม และเมนูกิจกรรมอิสระ คลิกหน้า 2

วิธีเคลมประกันโควิด-19

วิธีเคลมประกันโควิด-19 เรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่ควรรู้

หลังจากการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ติดต่อกันไปทั่วโลก คุณพ่อ คุณแม่หลายคน อาจกำลังตัดสินใจทำประกันเอาไว้ให้ทุกคนในครอบครัว เพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉินถ้าจำเป็นต้องใช้เงินในการรักษา มาเตรียมความพร้อมศึกษา วิธีเคลมประกันโควิด-19 หากเจ็บป่วยจะได้รับมือได้ทัน

Continue reading “วิธีเคลมประกันโควิด-19 เรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่ควรรู้”

ตั้งชื่อจริงลูก

ตั้งชื่อจริงลูก 250 ชื่อจริง ความหมายดี ชื่อมงคล ปี 2023

ไอเดียสำหรับ ตั้งชื่อจริงลูก 250 ชื่อ รวมชื่อจริงแปลกๆ ชื่อจริงอ่านยากๆ ชื่อจริงยาวๆ ความหมายดี เป็นมงคล ทั้งลูกสาวและลูกชาย เด็กไทยยุค Gen Z พ่อแม่จะ ตั้งชื่อจริงลูก ว่าอะไรกันบ้าง? ตามไปดูกันเลย

ไอเดีย ตั้งชื่อจริงลูก ชื่อจริงอ่านยาก
ชื่อจริงแปลกๆ ความหมายดี เป็นมงคล ทั้งชาย-หญิง

การตั้งชื่อ ถือเป็นวัฒนธรรมหนึ่งของคนไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดและเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะแตกต่างจากสมัยรุ่นปู่ย่าตายายที่มักมีชื่อที่เรียกกันง่ายๆ เช่น ยายบุญ, นายมี, สมศรี, สมชาย … แต่ถ้าเป็นชื่อจริงของเด็กรุ่นใหม่ยุค Gen Z สมัยนี้ที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นการ ตั้งชื่อจริงลูก ที่คุณพ่อคุณแม่เปิดตำราตั้งให้เอง ก็จะเป็นการตั้งชื่อลูกยากๆ ชื่อจริงแปลกๆ ความหมายดี มีความหมายของชื่อที่เฉพาะ หรือเป็น ชื่อจริงอ่านยากๆ ทั้งการออกเสียงและการเขียน เป็นคำตัวอักษรที่ไม่คุ้นเคย บางชื่อก็อ่านออกเสียงเหมือนกัน แต่เขียนต่างกันก็มี

 

ทักษาปกรณ์ กับ ชื่อลูกยากๆ

ซึ่งหากมองถึงหลักการตั้งชื่อให้กับลูกในยุค Gen Z ถือเป็นการตั้งชื่อ ตามหลักทักษาปกรณ์ ซึ่งจะหลีกเลี่ยงการใช้อักขระ วรรคกาลกิณี โดยในชื่อเด็กชายมักใช้ วรรคเดช นำหน้า ตามหลัง หรือเป็นส่วนประกอบ และสำหรับเด็กหญิงมักจะใช้ วรรคศรี นำหน้า ตามหลัง หรือเป็นส่วนประกอบ หรือใช้วรรคอื่นๆ นำหน้าชื่อก็ได้ เพื่อเป็นการแก้ข้อบกพร่อง หรือส่งเสริมในเรื่องต่าง ๆ

ซึ่งในปัจจุบันการ ตั้งชื่อจริงลูก ปี 2023 ส่วนใหญ่ที่พบไม่ใช่ชื่อแปลกใหม่เท่าไร แต่แค่มีการเขียนแปลกต่างไปจากเดิม คือ มีการนำพวกตัวอักษร ฌ, ฏ, ฐ มาใช้เพิ่มมากขึ้น หรือที่พบอีกกรณีก็คือ ตัวลูกเองเมื่อโตขึ้นก็มีการตั้งชื่อตัวเองใหม่ โดยมีเหตุผลว่า ชื่อเดิมมีตัวอักษรเป็นกาลกิณี แต่การตั้งชื่อจริงใหม่เอง ก็จะสามารถเลือกตามที่ชอบและนำคำมาประสมกัน ความหมายก็ลงตัว และเป็นสิริมงคล

 

ข้อควรคำนึงในการ ตั้งชื่อจริงลูก ให้เป็นสิริมงคล

สำหรับการ ตั้งชื่อจริงลูก จะมีสิ่งที่ต้องคำนึงอยู่ ดังนี้ ก็คือ บริวาร อายุ เดช ศรี มูละ อุตสาหะ มนตรี กาลกิณี ซึ่งหลักเบื้องต้นก่อนตั้งชื่อคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกอักษรที่เหมาะกับวันเกิดของลูกด้วย โดยจะเลือกตัวอักษรมงคลอะไรมาตั้งก็ได้ แต่ควรเลี่ยงอักษรที่เป็นกาลกิณีด้วย โดยอักษรที่ห้ามนำมาใช้ตั้งชื่อของแต่ละวัน มีดังนี้ (ความเชื่อส่วนบุคคล)

 

  • ชื่อคนเกิดวันอาทิตย์ : ห้ามตัวอักษร ศ ษ ส ห ฬ ฮ

  • ชื่อคนเกิดวันจันทร์ : ห้าม สระ ทั้งหมด

  • ชื่อคนเกิดวันอังคาร : ห้ามตัวอักษร ก ข ค ฆ ง

  • ชื่อคนเกิดวันพุธกลางวัน : ห้ามตัวอักษร จ ฉ ช ซ ฌ ญ

  • ชื่อคนเกิดวันราหูวันพุธกลางคืน : ห้ามตัวอักษร บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม

  • ชื่อคนเกิดวันพฤหัสบดี : ห้ามตัวอักษร ด ต ถ ท ธ น

  • ชื่อคนเกิดวันศุกร์ : ห้ามตัวอักษร ย ร ล ว

  • ชื่อคนเกิดวันเสาร์ : ห้ามตัวอักษร ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ

 

Must read >> ตั้งชื่อลูกตามวันเกิด ชื่อมงคล ครบทุกวัน จ.- อา.

Must read >> การตั้งชื่อลูก คิดให้ดีก่อนส่งผลกระทบต่อจิตใจในอนาคต

ทั้งนี้ในส่วนของตัวอักษรที่ไม่ได้กล่าวมาในแต่ละวัน คือ ตัวอักษรที่สามารถใช้ได้ ดังนั้นเมื่อรู้หลักการ ตั้งชื่อจริงลูก แล้ว เพื่อเป็นไอเดียในการ ตั้งชื่อจริงลูก ให้เหมาะกับยุคสมัยนี้ ทีมแม่ ABK จึงได้รวบรวมชื่อจริง ความหมายดี เป็นมงคล ประจำปี 2021 ของทั้งลูกสาวลูกชาย มาฝาก … โดยคัดเฉพาะชื่อที่มีตัวอักษรเพื่อเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตของลูกโดยเฉพาะ จะมีชื่อจริงอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

 

ตั้งชื่อจริงลูก พร้อมความหมาย ชื่อมงคล ลูกชายเกิดวันอาทิตย์

ชื่อมงคล ชื่อจริงลูก อ่านว่า ความหมาย
กฤตัชญ์ กริ-ตัด ผู้รู้คุณคนอื่น มีความกตัญญู
คณุตม์ คะ-นุด ประเสริฐกว่าคนทั้งหลาย
จิรทีปต์ จิ-ระ-ทีบ รุ่งเรืองตลอดกาลนาน
ณัฐปคัลภ์ นัด-ปะ-คัน ปราชญ์ผู้องอาจ
ติณณภพ ติน-นะ-พบ ผู้ข้ามภพได้ ชื่อของผู้บรรลุธรรม
นิพพิชฌน์ นิบ-พิด ปัญญา เข้าใจทะลุปรุโปร่ง ตรัสรู้
ผรัณชัย ผะ-รัน-ไช มีชัยชนะไปทั่ว
พิทยุตม์ พิด-ทะ-ยุด ผู้มีความรู้สูงสุด
ศาตนันท์ สา-ตะ-นัน มีความสุขและความเพลิดเพลิน
อนันยช อะ-นัน-ยด เกิดมาเป็นที่หนึ่ง
อิงครัต อิง-คะ-รัด ผู้ยินดีในความรู้

ตั้งชื่อจริงลูก พร้อมความหมาย ชื่อมงคล ลูกสาวเกิดวันอาทิตย์

ชื่อมงคล ชื่อจริงลูก อ่านว่า ความหมาย
กานต์พิชชา กาน-พิด-ชา มีความรู้เป็นที่รัก
จิณัฐตา จิ-นัด-ตา ความเป็นผู้ฉลาดที่ได้สั่งสมมา
จารุพิชญา จา-รุ-พิด-ชะ-ยา นักปราชญ์ผู้งดงาม
จิรภิญญา จิ-ระ-พิน-ยา ความรู้ยั่งยืน
ชนัญชิดา ชะ-นัน-ชิ-ดา ผู้ชนะคนอื่น
ฐานิฏฐ์ ถา-นิด เป็นที่น่าพอใจ
นันทัชพร นัน-ทัด-ชะ-พอน คนประเสริฐเกิดมาเพื่อความสุข
พิชญ์สินี พิด-สิ-นี หญิงงามผู้ฉลาด
พิชามญชุ์ พิ-ชา-มน ผู้งดงามด้วยความรู้
ภิญญาพัชญ์ พิน-ยา-พัด ผู้มีปัญญารู้ในกรอบ
มัญชุพร มัน-ชุ-พอน งามและประเสริฐ
สุภาพิชญ์ สุ-พา-พิด นักปราชญ์ผู้มีความงาม
อนรรฆวี อะ-นัก-คะ -วี มีค่ามาก

 

ตั้งชื่อจริงลูก พร้อมความหมาย ชื่อมงคล ลูกชายเกิดวันจันทร์

ชื่อมงคล ชื่อจริงลูก อ่านว่า ความหมาย
กฤตยชญ์ กริด-ตะ-ยด นักปราชญ์ผู้คงแก่เรียน
คณพศ คะ-นะ-พด มีอำนาจในหมู่คณะ
ชวกร ชะ-วะ-กอน ผู้สร้างเชาวน์ ผู้มีเชาวน์
ณฏฐพล นัด-ถะ-ทะ-พน กำลังของนักปราชญ์
ธนลภย์ ทะ-นะ-ลบ ได้ทรัพย์
ธรรมปพน ทำ-ปะ-พน มีคุณธรรมบริสุทธิ์
นฤสรณ์ นะ-รึ-สอน เป็นที่พึ่งของคนทั้งหลาย
วรลภย์ วอ-ระ-ลบ ผู้มีลาภอันประเสริฐ
วฤนท์ธม วะ-ริน-ทม มากมายยิ่งใหญ่
สรฐชญณ์ สอน-ถะ-ชน มีความรู้เป็นที่พึ่งอย่างมั่นคง

 

ตั้งชื่อจริงลูก พร้อมความหมาย ชื่อมงคล ลูกสาวเกิดวันจันทร์

ชื่อมงคล ชื่อจริงลูก อ่านว่า ความหมาย
กนกอร กะ-หนก-ออน ผู้หญิงที่ดี
กฤตพร กริด-ตะ-พอน ผู้สร้างพร มีความประเสริฐ
จรรย์อมล จัน-อะ-มน ผู้มีความประพฤติดีไม่มีที่ติ
จรรยมณฑน์ จัน-ยะ-มน ผู้มีความประพฤติดี เป็นเครื่องประดับ
พรลภัส พอน-ละ-พัด มีลาภอันประเสริฐ
พรสรวง พอน-สวง เป็นพรของสวรรค์
พรรธน์ชญมน พัด – ชะ – ยะ – มน ผู้มีใจงามมีความรู้และเจริญ
มนพร มะ-นะ-พอน มีใจประเสริฐ
วรรจชนก วัด-ชะ-นก ศักดิ์ศรีบิดา
วรณภัทรชญณ์ วอ-ระ-นะ-พัด-ชน ที่ซึ่งดีงามประเสริฐและมีความรู้
ศตพร สะ-ตะ-พอน มีพรมากหรือมีความประเสริฐมากมาย

ตั้งชื่อจริงลูก

ตั้งชื่อจริงลูก พร้อมความหมาย ชื่อมงคล ลูกชายเกิดวันอังคาร

ชื่อมงคล ชื่อจริงลูก อ่านว่า ความหมาย
จรณินทร์ จะ-ระ-นิน เป็นใหญ่เพราะความประพฤติดี
จิรัฎฐ์ จิ-รัด ดำรงมั่น อยู่นาน
ชิณณวรรธน์ ชิน-นะ-วัด อยู่กับความเจริญ
ญานุจจัย ยา-นุด-ไจ สะสมความรู้ มีความรู้มาก
ถิรพุทธิ์ ถิ-ระ-พุด มีความรู้มั่นคง
ทัณฑธร ทัน-ทะ-ทอน ผู้พิพากษา
ปุณณัตถ์ ปุน-นัด ผู้สมปรารถนา สมประสงค์
พฤนท์เดช พริน-เดด มีอำนาจทางทหาร
ภัทรจาริน พัด-ทระ-จา-ริน มีความประพฤติดี
ฤทธิรณ ริด-ทิ-รน ความเก่งกล้าในการรบ
วัณณุวรรธน์ วัน-นุ-วัด ทางแห่งความเจริญ
อจลวิชญ์ อะ-จะ-ละ-วิด มีความรู้ไม่หวั่นไหว
อติวัณณ์ อะ-ติ-วัน การสรรเสริญ ผู้มีตระกูลสูง
อติวิชญ์ อะ-ติ-วิด นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีตระกูลสูง
อัฑฒ์ อัด ชายผู้ร่ำรวย

momketing 2021

วันสุดท้าย!! Amarin Baby & Kids ชวนคุณแม่ตั้งครรภ์และคุณแม่ที่มีลูกอายุ0-6 ปีร่วมทำแบบสำรวจความคิดเห็นคุณแม่ ลุ้นรับผลิตภัณฑ์สำหรับแม่ลูกฟรี 50 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 10,000 บาทคลิกที่ลิงก์นี้เลย >> https://bit.ly/3z4Eqzp

ตั้งชื่อจริงลูก พร้อมความหมาย ชื่อมงคล ลูกสาวเกิดวันอังคาร

ชื่อมงคล ชื่อจริงลูก อ่านว่า ความหมาย
จิรัจฌา จิ-รัด-ชา กิริยาดีตลอดกาล
ชุติมณฑน์ ชุ-ติ-มน มีความรุ่งเรืองเป็นเครื่องประดับ
ธิษณามดี ทิด-สะ-นา-มะ-ตี มีความคิดฉลาด
นันท์นพิน นัน-ทะ-พิน ผู้มีความสุขใหม่ ๆ มีความสุขเสมอ
ปดิวรัดา ปะ-ดิ-วะ-รัด-ดา ภักดีในสามี ปรนนิบัติสามีดี
ปุริมปรัชญ์ ปุ-ริม-ปรัด นักปราชญ์คนแรก
ปัณฑารีย์ ปัน-ดา-รี ประเสริฐด้วยปัญญา
เปมนีย์ เป-มะ-นี น่ารัก
พรสุนีติ์ พอน-สุ-นี ผู้นำที่ดีเลิศ
ภวรัญชน์ พะ-วะ-รัน ทำให้ชาวโลกยินดี เป็นที่ยินดีของชาวโลก
วรวลัญช์ วอ-ระ-วะ-ลัน ผู้มีลักษณะอันประเสริฐ
สัณห์ฤทัย สัน-รึ-ไท มีจิตใจละเอียดอ่อน จิตใจงาม

ตั้งชื่อเล่นลูกชาย

ตั้งชื่อจริงลูก พร้อมความหมาย ชื่อมงคล ลูกชายเกิดวันพุธกลางวัน

ชื่อมงคล ชื่อจริงลูก อ่านว่า ความหมาย
คณุฒน์ คะ-นุด ประเสริฐกว่าคนทั้งหลาย
ฐปนวัฒน์ ถะ-ปะ-นะ-วัด เจริญอย่างมั่นคง
ฐิตธีร์ ถิ-ตะ-ที ปราชญ์ผุ้มั่นคง
ฐิติวัสส์ ถิ-ติ-วัด ยืนยาวตลอดปี
ธุวานันท์ ทุ-วา-นัน มีความยินดียั้งยืน มีความสุขยั่งยืน
นนทิวรรธน์ นน-ทิ-วัด ยินดีในทรัพย์
นัธทวัฒน์ นัด-ทะ-วัด มีความเจริญเป็นที่มั่นคง
ปัณฑ์ธร ปัน-ทอน ทรงไว้ซึ่งความรู้
พิชญุตม์ พิด-ชะ-ยุด ฉลาดและยิ่งใหญ่
พลัฎฐ์ พะ-ลัด ตั้งอยู่ในกำลัง ทรงพลัง
วริทธิ์นันท์ วะ-ริด-นัน ยินดีในความสำเร็จอันประเสริฐ
วเรณย์ วะ-เรน ประเสริฐสุด
อุกฤษฎ์ อุก – กริด ประเสริฐสุด

 

ตั้งชื่อจริงลูก พร้อมความหมาย ชื่อมงคล ลูกสาวเกิดวันพุธกลางวัน

ชื่อมงคล ชื่อจริงลูก อ่านว่า ความหมาย
กัณฐมณี กัน-ถะ-มะ-นี ของที่รัก
ขยาทิมาต ขะ-ยา-ทิ-มาด มีชื่อเสียงเลื่องลือ
ขรินทร์ทิพย์ ขะ-ริน-ทิบ เทวดาผู้เป็นใหญ่และเก่งกล้า
คคนางค์ คะ-คะ-นาง ท้องฟ้า
ณภัทรฐนัน นะ-พัด-ถะ-นัน มีความเจริญก้าวหน้า
ณัฏฐริกา นัด-ถะ-ริ-กา ผู้เป็นปราชญ์
โตษณาการ โต-สะ-นา-กาน อาการปลื้มปีติยินดี
ธนันกรกานต์ ทะ-นัน-กอน-กาน สร้างทรัพย์และเป็นที่รัก
ธิษณาธร ทิด-สะ-นา-ทอน ทรงความรู้ความเข้าใจ
นลินณัฐมน นะ-ลิน-นัด-ถะ-มน จิตใจที่ประเสริฐดั่งดอกบัวและฉลาด
นิษฐการต์ นิด-ถะ-กาน น่ารักอยู่เสมอๆ
ปรีย์ประภัสสร ปรี-ปะ-พัด-สอน เป็นที่รักแห่งความรุ่งเรือง
เปรมาวรินทร์ เปร-มา-วะ-ริน มีความรักความชอบและประเสริฐยิ่งใหญ่
พรรธน์ธวัล พัด-ทะ-วัน เจริญก้าวหน้าและบริสุทธิ์
พิมลดาลภัส พิ-มน-ดา-ละ-พัด งดงามยิ่ง
ภาวรรณวรางค์ พา-วัน-วะ-ราง รูปร่างดีและผิวพรรณงาม

 

ดูต่อหน้า 2 “ไอเดีย ตั้งชื่อจริงลูกพร้อมความหมาย
วันพุธ ถึง วันเสาร์” คลิกเลย!!

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วัคซีนสำหรับคนท้อง จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอะไรบ้าง ?

วัคซีนสำหรับคนท้อง ควรฉีดไหม? ฉีดวัคซีนระหว่างตั้งครรภ์ไม่เป็นอันตรายกับลูกในท้องใช่ไหม ? ถามกันมาบ่อยๆ แบบนี้ วันนี้ทีมแม่ABK จะมาตอบให้หายสงสัย เพื่อที่แม่ท้อง หรือว่าที่คุณแม่ได้คลายความกังวลกันด้วยค่ะ

 

วัคซีนสำหรับคนท้อง จำเป็นต้องฉีดหรือไม่?

จากที่ทีมแม่ABK เคยตั้งครรภ์ที่ผ่านก็มีได้รับการฉีด วัคซีนสำหรับคนท้อง มาด้วยเช่นกัน เป็นวัคซีนไข้หวัดใหญ่ค่ะ เดี๋ยว จะมาบอกรายละเอียดว่าฉีดวัคซีนได้ตอนช่วงไหนของการตั้งครรภ์ คุณหมอมีแนะนำมานะคะว่าการฉีดวัคซีนระหว่างตั้งครรภ์มีความจำเป็นและสำคัญมากๆ เพราะเป็นการสร้างภูมิคุ้มให้กับร่างกายของแม่ท้อง

เมื่อร่างกายแม่ถูกกระตุ้นให้มีภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรงในระหว่างตั้งครรภ์ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยขณะตั้งครรภ์ได้ค่ะ เพราะถ้าหากแม่เจ็บป่วยไม่สบายขึ้นมาก็อาจส่งผลกระทบโดยตรงกับลูกน้อยในครรภ์ อย่าลืม!! ว่าการกินยาเพื่อรักษาอาการป่วยไม่สบาย ไม่เป็นผลดีต่อลูกในท้องเลยค่ะ

 

ทำไมไม่ฉีดวัคซีนก่อนท้อง ?

การวางแผนในการตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่ทีมแม่ABK แนะนำอยู่ตลอดค่ะ การตรวจสุขภาพร่างกายก่อนท้อง จะช่วยให้เรารู้ว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคหรือเปล่า หรือถ้ายังไม่มีภูมิคุ้มกัน คุณหมอก็จะแนะนำว่าต้องได้รับการฉีควัคซีนที่จำเป็นอะไรบ้าง ซึ่งวัคซีนพื้นฐานจำเป็นก็เช่น บาดทะยัก ไข้หวัดใหญ่ ฯลฯ วัคซีนเหล่านี้จำเป็นและสำคัญมากๆ กับสุขภาพร่างกายของแม่ท้องทุกคนนะคะ

แล้วถ้าไม่ได้ไปตรวจสุขภาพก่อนท้อง แล้วมีการตั้งครรภ์ขึ้นมา ในระหว่างนี้จะฉีดวัคซีนอะไรได้บ้าง ทีมแม่ABK ขอบอกให้คุณแม่ท้องทุกคนได้สบายใจก่อนค่ะ ว่าในเบื้องต้นเมื่อเรารู้ตัวแล้วว่ามีการตั้งครรภ์ สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำในทันที รอไม่ได้ นั่นก็คือการไป “ฝากครรภ์” ยิ่งฝากครรภ์เร็วยิ่งช่วยลดภาวะเสี่ยงจากการเจ็บป่วย ไม่สบายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้หลังจากตั้งครรภ์ไปแล้วได้ค่ะ

การฝากครรภ์คุณหมอจะเช็กสุขภาพ และสอบถามประวัติการได้รับวัคซีนต่างๆ ให้กับคุณแม่ด้วยค่ะ ซึ่งตรงนี้ก็จะทำให้ได้รู้ เบื้องต้นว่าร่างกายคุณแม่ยังจำเป็นต้องได้รับวัคซีนอะไรบ้าง สำหรับวัคซีนแม่ท้อง ที่สามารถรับการฉีดได้ในขณะตั้งครรภ์ ที่ทางการแพทย์แนะนำไว้ คือ…

 

ฉีดวัคซีนระหว่างตั้งครรภ์ อะไรได้บ้างที่ไม่เป็นอันตรายต่อลูกในท้อง ?

การได้รับการฉีดวัคซีนหากเป็นไปได้คุณหมอก็แนะนำว่าให้ฉีดเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนตั้งครรภ์ค่ะ แต่ที่บอกไปตอนต้นว่าทีมแม่ABK ก็มีฉีดวัคซีนตอนท้องด้วยเหมือนกัน เป็นวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ค่ะ และนี่คือวัคซีนที่คุณแม่ถามกันมาว่าคนท้องฉีดวัคซีนอะไรได้บ้าง มีดังนี้ค่ะ

1. วัคซีนป้องกันบาดทะยัก

วัคซีนป้องกันบาดทะยักเป็นวัคซีนสำหรับคนท้อง ที่คุณหมอแนะนำให้ฉีดกันค่ะ ซึ่งโดยปกติวัคซีนบาดทะยักทุกคนจะได้รับฉีดกันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วนะคะ แต่โตมาเป็นผู้ใหญ่วัคซีนบาดทะยักก็ยังจำเป็นอยู่นะคะ ปกติควรฉีดทุกๆ 10 ปี สำหรับคุณแม่ท้องที่ไม่ได้มีการฉีดวัคซีนบาดทะยักมามากกว่า 10 ปี และไม่เคยได้มีการฉีดมาก่อนท้อง หลังจากตั้งครรภ์คุณหมอจะฉีดให้ 3 เข็ม การฉีดเข็มแรกเดือนที่ 1(ของการตั้งครรภ์) และเข็มที่ 2 ในเดือนที่ 6(ของการตั้งครรภ์) ส่วนเข็มที่ 3 จะฉีดให้คุณแม่หลังจากที่คลอดลูกเรียบร้อยแล้วค่ะ

2. วัคซีนป้องกันคอตีบ ไอกรน

พอบอกว่าเป็นวัคซีนคอตีบ ไอเกรน จะต้องฉีดหลายเข็มหรือเปล่า ไม่ต้องกลัวค่ะคุณแม่ เพราะวัคซีนเข็มนี้เป็นวัคซีนรวมในเข็มเดียวกัน และก็ฉีดแค่เข็มเดียว เป็นวัคซีนที่ช่วยปกป้องคุณแม่จากการติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ให้มีอัตราเสี่ยงน้อยลง หรือไม่มีเลยค่ะ คุณหมอจะฉีดวัคซีนให้คุณแม่ได้ในช่วงอายุครรภ์ 27-36 สัปดาห์ค่ะ

3. วัคซีนไข้หวัดใหญ่

คนท้องถ้าเป็นไปได้ไม่อยากให้ป่วยไม่สบายเป็นไข้หวัดใหญ่กันเลยค่ะ เพราะเมื่อป่วยแล้วโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจะรุนแรงมากกว่าคนที่ไม่ท้องค่ะ โดยปกติแล้ววัคซีนไข้หวัดใหญ่จะมีแนะนำให้ฉีดกันในทุกๆ ปีค่ะ ปีละ 1 เข็ม สำหรับคุณแม่ท้องที่ไม่ได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ก่อนตั้งครรภ์ คุณแม่จะสามารถฉีดให้ในระหว่างตั้งครรภ์ได้ในช่วงอายุครรภ์หลัง 28 สัปดาห์ไปแล้วค่ะ

ส่วนนี้เป็นวัคซีนพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับคนท้อง ซึ่งวัคซีนนอกเหนือจากนี้ จะเป็นการพิจารณาการได้รับวัคซีนที่จะอยู่ในการควบคุมของคุณหมอที่ดูแลครรภ์ให้คุณแม่เป็นกรณีๆ ไปค่ะ

นอกจากนี้นะคะก็ยังวัคซีนได้แก่ วัคซีนป้องกันโรค สุกใส (Varicella) งูสวัด (Zoster) และวัคซีน คางทูม หัด หัดเยอรมัน ( Measles, mumps, rubella ) เป็นวัคซีนที่คุณหมอจะไม่ฉีดให้คุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์กันนะคะ ส่วนใหญ่จะแนะนำให้ฉีดกันก่อนที่จะมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ฉีดมาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน สาเหตุที่ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีคซีนกลุ่มนี้ขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากเป็นวัคซีนเชื้อเป็น หากฉีดขณะตั้งครรภ์อาจเสี่ยงที่จะทำให้ทารกในครรภ์ติดเชื้อ และอันตรายถึงพิการได้นั่นเองค่ะ

การสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายที่ดีที่สุดก็คือการได้รับวัคซีนที่จำเป็นๆ ประจำทุกปี เพื่อให้ร่างกายกระตุ้นสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด บวกกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ไม่กินหวาน มัน เค็ม เผ็ดจัดๆ ไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย เป็นการตั้งครรภ์ สมบูรณ์แข็งแรงทั้งคุณแม่ และลูกน้อยในท้องด้วยค่ะ …ด้วยความห่วงใย

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

7 สัญญาณ อันตรายระหว่างตั้งครรภ์ ที่แม่ท้องต้องรีบหาหมอ 

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1

มันฝรั่งทอด กินมากไปเสี่ยงเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 

วัคซีนผู้ใหญ่ ใครว่าไม่สำคัญ พ่อแม่ควรฉีดถ้าอยากอยู่กับลูกไปนานๆ

โรคหัด หัดเยอรมัน ต่างกันอย่างไร

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่


เครดิต : โรงพยาบาลวิชัยยุทธ , โรงพยาบาลเปาโล 

 

 

work from home

งานก็ต้องทำ ลูกก็ต้องเลี้ยง work from home ยังไงให้ดี ถ้ามีลูกต้องดูแล

Work from home (WFH) หรือ “ทำงานที่บ้าน” ที่หลายบริษัทได้ตัดสินใจให้พนักงานอยู่บ้านทำงานเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ COVID-19 แม้ว่าจะต้องเตรียมพื้นที่สำหรับนั่งทำงานที่บ้านให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องรับมือกับเจ้าตัวเล็กจอมซนในบ้านที่จำเป็นต้องอยู่บ้านเช่นเดียวกัน ไหนจะมาอ้อนให้แม่เล่นด้วย ไหนจะเล่นส่งเสียงดัง ฯลฯ เป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยากสำหรับแม่เมื่ออยู่บ้านไปพร้อมกับลูก ๆ จะแบ่งเวลายังไงดี

งานก็ต้องทำ ลูกก็ต้องเลี้ยง work from home ยังไงให้ดีถ้ามีลูกต้องดูแล

1.จัดโซนนิ่งทำงาน

จัดพื้นที่ทำงานให้เป็นส่วนสัดชัดเจน เพื่อให้ลูกเข้าใจว่านี่คือ “พื้นที่ทำงาน” ของคุณแม่ไม่ให้เข้ามารบกวนเวลาทำงาน เวลาเริ่มต้นทำงานจึงเป็นการส่งสัญญาณให้ลูกเข้าใจว่า “แม่จะเริ่มทำงานแล้วนะ”  อีกทั้งการจัดโซนทำงานที่แยกจากส่วนอื่น ๆ ของบ้าน จะช่วยสร้างบรรยากาศให้รู้สึกจดจ่อกับการทำงานเป็นอันดับแรก แต่แน่นอนว่าพื้นที่ทำงานในบ้านไม่เหมือนที่ออฟฟิศ ถ้าในบ้านไม่มีห้องทำงานโดยเฉพาะ คุณแม่ลองหาพื้นที่มุมใดมุมหนึ่งของห้อง แล้วหาสิ่งของมากั้นให้เป็นสัดส่วนดูนะคะ

ทํางานที่บ้าน

2.แจ้งหัวหน้า ทีม หรือเพื่อนร่วมงานว่าในบ้านมีเด็ก

แน่นอนว่าการทำงานที่บ้าน อาจจำเป็นต้องมีการสื่อสารร่วมกับที่ทำงาน บางครั้งการคุยงานผ่านโทรศัพท์ หรือการประชุมผ่าน VDO Conference สำหรับคุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกเอง หากไม่มีพี่เลี้ยงหรือญาติผู้ใหญ่ ควรแจ้งกับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานให้ทราบด้วยว่า อาจมีเสียงของเด็กๆ รบกวนบ้าง โดยเฉพาะบ้านที่เด็กเล็กที่มีพฤติกรรมเหนือการควบคุม แต่ก็จะพยายามจัดการช่วงเวลาทำงานอย่างดีที่สุด

3.ให้คนในครอบครัวช่วยดูแลลูก

เป็นเรื่องดีหากมีคนในครอบครัวอาศัยอยู่ด้วยภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นคุณปู่คุณย่าหรือญาติพี่น้องที่สนิท เพราะพวกเขาจะเป็นตัวช่วยที่ดีในการเลี้ยงลูกเมื่อคุณแม่นั่งทำงานที่บ้าน อย่างน้อยที่สุดก็คือช่วงเวลาที่คุณแม่จัดสรรในการทำงานจนกระทั่งถึงเวลาพัก

4.จัดตารางการทำงานและกำหนดความสำคัญของงาน

การจัดตารางงานในแต่ละวันจะทำให้คุณแม่แบ่งเวลาระหว่างการทำงานและเวลาที่จะดูแลลูกได้ กำหนดเป็นตารางเวลาให้ชัดเจนและวางแผนเริ่มต้นจัดลำดับงานที่สำคัญก่อน เช่น เลือกทำงานหนักที่สุด หรือยากที่สุด  ทั้งนี้เมื่อทำงานที่บ้านก็สามารถยืดหยุ่นได้ เช่น ถ้าลูกกวนเวลาที่ทำงานคุณแม่อาจจะสลับเวลาเล่นกับลูกมาแทน เพื่อให้เกิดผลดีแก่ทั้งสองอย่าง แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ work from home ด้วยกันทั้งคู่ก็อาจจะใช้วิธีสลับกันดูแลลูกก็ได้เช่นกัน ส่วนช่วงที่ลูกเข้านอนคุณแม่อาจจะใช้เวลาช่วงนี้เคลียร์งานที่เหลือได้อย่างเต็มที่หรือวางแผนสำหรับวันถัดไป การวางแผนที่ดีจะช่วยทำให้คุณแม่เหนื่อยน้อยลง ไม่ทำให้เครียด และอาจช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นนะคะ

5.อธิบายให้ลูกเข้าใจเมื่อคุณแม่ต้องทำงานอยู่ที่บ้าน

เมื่อเริ่มต้นทำงานคุณแม่จำเป็นต้องสื่อสารให้ลูกเข้าใจว่า นี่คือการทำงานที่บ้านเพียงแต่ไม่ได้เดินทางไปที่ออฟฟิศเท่านั้น และช่วงเวลาทำงานคุณแม่ไม่สามารถเล่นกับลูกได้จนกว่าจะถึงเวลาพัก หรือใช้วิธีตั้งกฏกับคนในครอบครัวว่าในเวลาทำงานอย่าเพิ่งเข้ามารบกวน เพื่อช่วยให้เข้าใจตรงกันและไม่ส่งผลกระทบต่องานของคุณแม่ค่ะ

วิธีทํางานที่บ้าน

6.จัดตารางกิจกรรมให้ลูก

คุณแม่ลองวางแผนกิจกรรมของเจ้าตัวเล็กให้ทำในแต่ละวันในช่วงเวลาที่แม่ทำงานดูค่ะ โดยปกติเวลาในการ WFH ของบริษัทส่วนใหญ่จะประมาณ 9:00–18:00น. และเวลาพักกลางวัน 12:30-13:30 น. เหมือนเวลาเข้างานปกติ ข้อดีของการทำงานที่บ้านทำให้คุณแม่มีเวลาในช่วงเช้าเตรียมอาหาร กินข้าว และเล่นกับลูกได้ รวมถึงเวลาพักเที่ยง พักเบรคเล็กน้อย ดังนั้นในช่วงเวลาทำงานของคุณแม่ก็มีตารางกิจกรรมให้คุณลูกเช่นกัน เพื่อไม่ให้เจ้าตัวเล็กมารบกวนเวลาทำงานของคุณแม่ เช่น อาจจะหาแบบฝึกหัด ทำการบ้านปิดเทอม หรือหากิจกรรมง่าย ๆ ให้ลูกทำอย่างวาดภาพ ทำศิลปะประดิษฐ์ อ่านหนังสือ เล่นบอร์ดเกม เล่นเกม หรือการปล่อยให้ได้ดูทีวี ดูมือถือบ้าง แต่ก็ควรกำหนดเวลาดูให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ในแต่ละวันลูกอยู่กับหน้าจอมากเกินไป

บทความแนะนำ : 6 กิจกรรมเล่นกับลูกสไตล์ มอนเตสเซอรี่ เสริมทักษะให้ลูกง่ายๆ ได้ที่บ้าน

7.ให้รางวัลเด็กดี

เมื่อลูกเข้าใจและไม่มารบกวนคุณแม่เวลาทำงานตามที่ตกลงไว้ได้ คุณแม่อาจให้รางวัลกับเจ้าตัวน้อยเป็นคำชมเชยเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือมีขนมอร่อย ๆ ให้กิน สำหรับความร่วมมือที่ช่วยให้การทำงานที่บ้านของคุณแม่ไม่ยากลำบาก และเมื่อเสร็จจากงานในแต่ละวัน คุณแม่ควรใช้เวลาเล่นกับลูกหรือพูดคุยกับลูกให้เต็มที่เลยค่ะ แต่หากว่าคุณแม่เจอเจ้าตัวเล็กมาขัดจังหวะเวลาทำงาน อาจจำเป็นต้องหยุดทำงานเพื่อมาทำความเข้าใจกับลูก อธิบายให้ลูกฟังว่าการที่ลูกไม่รบกวนจะช่วยให้คุณแม่ทำงานได้ง่ายขึ้น แน่นอนว่าถ้าไม่มากวนเด็ก ๆ ก็ควรจะได้รับรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ

working from home

8.พักเบรกแล้วพักเล่นกับลูก

โดยปกติเวลาทำงานที่บริษัทคุณแม่ยังมีเวลาลุกออกจากโต๊ะทำงานเพื่อยืดเส้นยืดสาย พักสายตา ดังนั้นในระหว่างที่สามารถนั่งทำงานที่บ้าน คุณแม่ควรแบ่งเวลาพัก เพื่อเดินออกไปดูลูก พูดคุยกับลูก เช่น ใน 1 ชั่วโมง คุณแม่สามารถแบ่งเวลาทำงาน 50 นาที และพักอีก 10 นาที เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าแม่ยังคอยดูแล ไม่ปล่อยเขาไว้อยู่คนเดียว และช่วยให้แม่ได้ผ่อนคลายจากการทำงาน พักสมองจากความเครียดด้วยค่ะ

9.อย่าเคร่งเครียดมากเกินไป

การปรับตัว work from home ในช่วงแรก ๆ อาจจะเกิดการติดขัด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ระบบ การสื่อสารระหว่างที่ทำงาน แม้กระทั่งการปรับตัวทำงานที่บ้านที่มี่เจ้าตัวเล็กอยู่ด้วย แถมการทำงานที่เจ้านายมองไม่เห็นทำให้คุณแม่ต้องมีวินัยมาก การทำงานที่บางทีต้องทำงานไปด้วย เลี้ยงลูกไปด้วย อาจทำให้คุณแม่เครียด ความเครียดแม้เพียงเล็กน้อยก็จะส่งผลต่อสุขภาพและกระทบไปถึงการทำงานได้ ดังนั้นคุณแม่ควรทำความเข้าใจว่าการ WFH อยู่ในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ อย่าเครียด หรือหักโหมมากเกินไป พยายามสื่อสารกับคนในออฟฟิศ หรือคิดง่าย ๆ ว่าเราทำงานเหมือนตอนเข้าออฟฟิศปกตินั่นเอง เมื่อทำงานเสร็จแล้ว ให้ปิดหน้าจอแล้วก็มาสนุกกับเจ้าตัวเล็กเพื่อพักผ่อนคลายเครียดกันค่ะ

แม้ว่าการ Work from home จะเป็นเรื่องที่ยังไม่คุ้นชินสำหรับพนักงานออฟฟิศ แต่ด้วยสถานการณ์ฉุกเฉินที่ทำให้องค์กร บริษัท และพนักงานต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ต้องรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งยังคงต้องรับผิดชอบในส่วนงานให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่เหมือนเดิม ดังนั้นเมื่อมีโอกาสได้ลองทำงานจากที่บ้าน จากที่เคยใช้ชีวิตประจำวันจันทร์-ศุกร์เข้าออฟฟิศ ก็ถือเป็นประโยชน์ที่คุณแม่จะได้เรียนรู้การทำงานในอีกระบบไปพร้อม ๆ กับการเลี้ยงลูก ๆ ที่บ้าน แม้ว่าบางอย่างมันจะไม่เป็นไปอย่างราบรื่น แต่อย่างน้อยการร่วมด้วยช่วยกันอยู่บ้านก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการแพร่เชื้อ ได้อยู่อย่างปลอดภัย และมีสุขภาพดีนะคะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก :www.brandinside.asiawww.fastcompany.com

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ :

11 ข้อพ่อแม่ควรทำ & ไม่ควรทำ รับมือ COVID-19 โดย พ่อเอก

แม่ไทยในอิตาลีแชร์ “วิธีรับมือ COVID-19” ในวันที่ต้องปิดประเทศ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีคลายเครียด

เมื่อแม่จิตตก! 9 วิธีคลายเครียด ดูแลสุขภาพใจไม่ให้ Panic ช่วงโควิด-19

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 บวกกับความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสารที่มีทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม จนทำให้แม่ ๆ หลายคนเลี้ยงลูกด้วยอาการจิตตก มีทั้งความรู้สึกกังวล ห่วงครอบครัว จนเกิดอาการ “เครียด” ที่นอกจากจะบั่นทอนจิตใจยังส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ไม่น้อย การเตรียมพร้อมรับมือกับความวิตกกังวลดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง มาดู วิธีคลายเครียด ที่อย่างน้อยก็ต้องทำจิตใจและร่างกายให้แข็งแรงขึ้นเพื่อดูแลลูกและครอบครัวกันค่ะ

นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้อธิบายถึงความกังวลที่เกิดขึ้นในสถานการณ์แบบนี้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มที่กังวลน้อยไป กลุ่มที่ 2 กังวลมากไป ซึ่งแบ่งความกังวลได้เป็น กลัวคนอื่นจะมาติด กลัวว่าคนป่วยหรือคนเสี่ยงจะมาทำให้เราติด กลัวอาหารหมดจนต้องไปกักตุน กลัวหน้ากากหมด กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่ 3 ตระหนักแต่ไม่ตระหนก รู้จักป้องกันตนเอง ด้วยวิธีการพื้นฐาน ตระหนักรู้ว่าเราต้องทำอย่างไร

 “การที่เรากลัวเกินไป ส่งผลกระทบต่อสังคม สิ่งสำคัญคือ สุขภาพจิตเสีย นอนไม่หลับ ใช้เวลาในการรับรู้ข่าวสารยาวนานเกินไป เกิดความเครียด มีผลเสียต่อสุขภาพกาย เวลาที่เราเครียดทำให้เราภูมิคุ้มกันตก เราควรอยู่ในระดับความกังวลที่พอดี คือ กลุ่มที่ 3 หากกังวลน้อยไปก็ต้องเปลี่ยน แต่หากกังวลมากไปก็ไม่ดีต่อสุขภาพจิต แต่หากอยู่ในความพอดี คุณคือคนสำคัญที่จะเตือนคนรอบข้างของเราได้” นายแพทย์ยงยุทธ กล่าว”

ด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้กล่าวถึงผลเสียที่เกิดจากความเครียดว่า “หากมีความเครียดสะสมในระดับที่มากไปจะส่งผลต่อสุขภาพกาย  นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดท้อง และส่งผลต่อสุขภาพจิต หงุดหงิด โกรธง่าย เบื่อหน่าย คิดมาก วิตกกังวล เศร้าหมอง รวมทั้งอาจมีพฤติกรรม เก็บตัว ชวนทะเลาะ มีเรื่องขัดแย้งกับผู้อื่น”

เมื่อแม่จิตตก! 9 วิธีคลายเครียด ดูแลสุขภาพใจไม่ให้ Panic ช่วงโควิด-19

วิธีช่วยคุณแม่ลดความกังวลใจในสถานการณ์เกี่ยวกับโรคระบาดโควิด-19 สามารถทำได้หลายทาง เช่น

วิธีคลายเครียด วิตกกังวล
วิธีคลายเครียด วิตกกังวล

1.เว้นระยะการรับข้อมูลข่าวสาร การอ่านข้อมูลข่าวสารที่มากเกินไปทำให้เกิดความกังวลใจได้มาก ซึ่งก็มีทั้งข่าวจริงและที่เป็นเฟคนิวส์ เมื่อเสพข่าวที่ล้นเกินไปทำให้สามารถเสียการควบคุมตัวเองได้ จนเกิดอาการบั่นทอนทางจิตใจ ซึ่งสิ่งที่ทำให้คลายกังวลหรือการติดตามข่าวสารอย่างมีสติ และเรียนรู้ที่จะคัดกรองแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ ได้ เช่น เว็บไซต์ WHO หรือกรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้สามารถเฝ้าระวังและรับมือได้อย่างเหมาะสม

2.การพูดคุยด้วยวิธีออนไลน์ กับคนในครอบครัว เพื่อน หรือคนที่ไว้ใจ จะสามารถช่วยคลายความรู้สึกเครียด หรือวิตกกังวลได้เป็นอย่างดี เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพจิตที่ดีตามไปด้วย

3.พยายามรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่ประโยชน์เพื่อส่งผลดีต่อสุขภาพ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

4.หากิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ทำให้ตัวเองมีความสุขในเวลาว่างทำ เช่น ดูซีรีส์ อ่านหนังสือ ฟังเพลง ทำงานประดิษฐ์ ฯลฯ

5.ดูแลร่างกายตัวเองมากขึ้น ฝึกการกำหนดลมหายใจเข้าออก คือเมื่อหายใจเข้าหน้าท้องจะพองออก และเมื่อหายใจออกหน้าท้องจะยุบลง หายใจเข้าลึก ๆ และช้า ๆ กลั้นไว้ชั่วครู่แล้วจึงหายใจออก หมั่นลองฝึกเป็นประจำทุกวัน จนสามารถทำได้โดยอัตโนมัติ การหายใจแบบนี้จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น ควบคุมให้หัวใจเต้นช้าลง ทำให้สมองแจ่มใส และคลายกังวลมากขึ้น

วิธีแก้เครียด คิดมาก

6.นั่งสมาธิ เป็นอีกวิธีที่ได้ผลดีในการช่วยบำบัดความเครียดและต้องการผ่อนคลาย โดยเริ่มต้นนั่งจากท่าที่สบาย จากนั้นให้หลับตาแล้วหายใจเข้าออกช้าๆ เริ่มทำสมาธิด้วยการเอาใจไปจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียวด้วยการใช้วิธีนับลมหายใจเป็นหลัก ซึ่งก็จะช่วยทำให้ความเครียด ความรู้สึกวิตกกังวลลดลงได้

7.ให้เวลากับตัวเองเงียบ ๆ คล้ายกับการทำสมาธิ เพียงแต่ไม่ต้องกำหนดลมหายใจ โดยใช้เวลาประมาณ 15   นาที นั่งหรือนอนในท่าที่สบาย จากนั้นหลับตาเพื่อตัดสิ่งรบกวนจากภายนอก หายใจเข้าออกช้า ๆ ลึก ๆ ฝึกครั้งละ 10-15 นาที ทุกวัน วันละ 2 ครั้ง

8.ปรับตัวเพื่อปรับสภาพจิตใจ โดยหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปัญหาไปสักระยะหนึ่ง และพยายามไม่คาดหวังในสิ่งต่าง ๆ มากจนเกินไป พยายามคิดบวกเข้าไว้ แต่ถ้าหากคุณแม่รู้สึกเครียด รู้สึกจิตใจตัวเองย่ำแย่เกินไป การปรึกษานักจิตวิทยานับว่าเป็นทางออกที่ดี

9.ออกกำลังกาย หากิจกรรมที่สามารถออกกำลังภายในบ้านได้ เช่น โยคะ บางท่าของโยคะถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการลดความตึงเครียดและผ่อนคลายร่างกายได้ การยืนบิดตัวยืดเส้นยืดสาย หรือการเดิน/ วิ่งรอบ ๆ บ้านก็จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อนผ่อนคลายลง และยังเพิ่มระดับเอ็นโดรฟินหรือสารอื่น ๆ ที่ดีต่อสุขภาพและอารมณ์ ซึ่งช่วยคลายเครียดได้เป็นอย่างดี

วิธีรับมือความเครียด
ขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/csdthai

ช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัส Covid-19 ที่ส่งผลให้ทุกคนเกิดความเครียดได้ โดยสาเหตุหลัก ๆ คือเกิดจากความกลัวและความกังวล ทำให้เกิดอาการนอนหลับยากขึ้น มีสมาธิน้อยลงเพราะมีสิ่งรบกวนจิตใจ แน่นอนว่าช่วงนี้ความเครียดอาจเป็นสิ่งที่หนีไปพ้น แต่ก็สามารถหาวิธีคลายเครียดลงได้ เพื่อทำให้ทุกคนสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุขและมีสุขภาพที่ดีนะคะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.brandinside.asia. www.bangkokbiznews.com, www.goodlifeupdate.com

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ :

หมอรามาแนะแนวทาง รับมือไวรัสโคโรน่า “5 วิธีดูแล+สอนลูก รอดจาก COVID-19”

8 วิธีรับมือไวรัสโคโรน่า COVID-19 ฉบับพ่อแม่ที่มีลูกเล็กโดยเฉพาะ!

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เด็กติดโควิด-19

เด็กติดโควิด-19 เพิ่ม เตือนพ่อแม่ระวัง อย่าพาเชื้อเข้าบ้าน

โควิด-19 ไม่ได้รักเด็กอีกต่อไป หลังจากเริ่มมีข่าว เด็กติดโควิด-19 เพิ่มขึ้น จากเคสแรก เด็ก 8 ขวบติดจากปู่ย่า ต่อมาไม่นานเด็ก 6 เดือนติดเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด-19 ซึ่งเป็นเคสที่อายุน้อยที่สุดในไทย และในยามที่จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในบ้านเรากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ เชื้อได้มีการแพร่กระจายไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น ก็ทำให้พบ เด็กติดโควิด-19 เพิ่มที่โคราชอีก 2 รายค่ะ

โดยล่าสุด (26 มี.ค. 2563) ได้มีการรายการสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด –19 ในจังหวัดนครราชสีมา พบผู้ป่วยเพิ่ม 4 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 1 ขวบ 2 เดือน ติดจากญาติ และอีกเคสหนึ่งเป็นเด็ก 9 ปี ติดเชื้อจากแม่ที่กทม.

จะเห็นได้ว่า ในเด็กเล็ก แม้เราจะให้เขาอยู่แต่ในบ้าน เขาก็ยังสามารถได้รับเชื้อจากผู้ใหญ่ที่ยังเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะไปทำงาน หรือไปทำธุระ จับจ่ายใช้สอยของจำเป็นเข้าบ้านก็ตาม แม้จะใส่หน้ากาก หรือพกแอลกอฮอล์ล้างมือ ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้ใหญ่ที่ออกนอกบ้าน จะไม่พาเชื้อเข้าบ้าน มาติดลูกหลานที่ยังมีภูมิต้านทานไม่เท่าผู้ใหญ่

ทีมแม่ ABK จึงมีคำแนะนำดีๆ  ให้บ้านนี้ปลอดเชื้อโควิด-19 ต้องเริ่มต้นที่พ่อแม่ มาร่วมมือกันดูแลตัวเองเพื่อคนที่คุณรัก  ป้องกัน เด็กติดโควิด-19 กันเถอะ

บ้านนี้ปลอดเชื้อโควิด-19
บ้านนี้ปลอดเชื้อโควิด-19

เมื่อจำเป็นต้องออกนอกบ้าน

  1. วางแผนก่อนออกจากบ้าน ทำรายการกิจกรรมที่ต้องออกไปทำ เช่น รายการสถานที่ที่ต้องไป ของที่ต้องซื้อ
  2. วัดอุณหภูมิร่างกายก่อนออกจากบ้าน
  3. สวมหน้ากาอนามัย / หน้ากากผ้าทุกครั้ง ไม่สวมนาฬิกา เครื่องประดับ เพราะอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค
  4. พกเจลล้างมือ / สเปรย์แอลกอฮอล์
  5. ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก หรือใบหน้า
  6. สวมชุดคลุม หากผมยาวควรใส่หมวก
  7. หากไปซื้อของเลือกเวลาและสถานที่ที่คนไปน้อยที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้ลิฟท์
  8. รักษาระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2 เมตร
  9. รีบไปรีบกลับ

วิธีป้องกันโควิด เมื่อออกนอกบ้าน

อ่านต่อ วิธีป้องกันโควิด-19 เมื่อกลับมาถึงบ้าน คลิกหน้า 2