อ่านหนังสือให้ลูกฟัง

การอ่านหนังสือให้ลูกฟังสำคัญไฉน ??

การอ่านหนังสือหรือนิทานเป็นกิจกรรมที่สร้างความรู้และทักษะการอ่านของเด็กๆ ได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพ แต่รู้ หรือไม่ว่าจากผลสำรวจที่เคยสอบถามครอบครัวต่างๆ กลับพบว่า มีพ่อแม่เพียง 39 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่อ่านหนังสือให้ลูกฟังได้ทุกวัน และมีพ่อแม่ถึง 16 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่เคยอ่านหนังสือให้ลูกฟังเลย ฉะนั้นอย่าปล่อยให้โอกาสในการพัฒนาลูก สูญเสียไป  วันนี้เรามาเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการอ่านหนังสือให้ลูกฟังกันเถอะ!

อ่านหนังสือให้ลูกฟัง

โดยปกติคุณพ่อคุณแม่หลายท่านมักคิดว่าควรอ่านหนังสือให้ลูกฟังตอนที่ลูกอยู่ในวัยที่ฟังพ่อแม่รู้เรื่องแล้ว แต่ความเข้าใจเหล่านี้ถือว่า “ผิด” ด้านสมาคมแพทย์สหรัฐอเมริกาแนะนำว่าควรอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน เริ่มได้ตั้งแต่ลูกอายุ 6 เดือน  ซึ่งเป็นวัยที่เขาเริ่มสนใจสิ่งรอบตัว และมักเพลิดเพลินเมื่อได้ดูหนังสือกับคุณพ่อคุณแม่ แต่จะเริ่มเร็วกว่านั้นก็ได้ เพราะยิ่งพูดคุยกับลูกโดยตรงเท่าไรก็ยิ่งส่งผลดีต่อการเติบโตและพัฒนาการมากขึ้นเท่านั้น และการอ่านยังเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์กับลูกได้ง่ายที่สุดอีกด้วย

อ่านหนังสือให้ลูกฟัง

เทคนิคการอ่านหนังสือที่ดี คือคุณพ่อคุณแม่ควรอ่านหนังสือให้ลูกฟังตามเวลาที่เคยอ่านทุกวัน ซึ่งอาจมีวันละหลายรอบก็ได้ โดยตอนลูกน้อยยังอายุไม่กี่เดือน คุณพ่อคุณแม่จะอ่านอะไรให้ลูกฟังก็ได้ เพราะเขายังเล็กเกินที่จะเข้าใจเนื้อหา แต่สิ่งที่ลูกชื่นชอบมากเป็นพิเศษคือรูปภาพที่มีสีสันสดใส และสีที่ตัดกันของหนังสือ ซึ่งภาพลักษณะนี้มักพบในหนังสือนิทานและหนังสือภาพสำหรับเด็ก ซึ่งภาพประกอบไม่ควรซับซ้อนมากเกินไป เนื่องจากเด็กเล็กแยกไม่ได้ว่าภาพสองมิติขนาดเล็กที่เห็นในหนังสือกับของจริงที่มีสามมิติคือสิ่งเดียวกัน

อ่านหนังสือให้ลูกฟัง

นอกจากนี้ควรอ่านหนังสือให้ลูกฟังซ้ำ ๆ เพราะลูกรักต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ ต้องฟังซ้ำหลาย ๆ ครั้งจึงจะเข้าใจ และเมื่อลูกรักโตขึ้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกมีส่วนร่วมในการอ่าน โดยการอ่านตามสิ่งที่ลูกสนใจหรืออ่านตามการตั้งคำถามของลูก เพื่อช่วยให้ลูกมีส่วนร่วมในกระบวนการอ่าน ชี้ชวนดูภาพในหนังสือ พูดคุยเกี่ยวกับรูปภาพเรื่องราว และพูดทวนคำที่พบบ่อยๆ หรือเปลี่ยนเสียงตามตัวละครหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นในหนังสือ

อ่านหนังสือให้ลูกฟัง

อย่างไรก็ตามเรื่องของการอ่าน ไม่ควรทำให้เป็นเรื่องวิชาการ หรือทำบรรยากาศให้เครียด ไม่ควรเคี่ยวเข็ญสอนเรื่องตัวอักษร การสะกดคำในช่วงวัยเด็กเล็ก เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกไม่มีความสุข ไม่สนุกกับการอ่าน จนอาจทำให้ลูกน้อยไม่ชอบการอ่านได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการสร้างบรรยากาศการอ่านให้มีความสุข สนุก และเน้นการสื่อสารพูดคุยกับลูกมากกว่า เพราะการฟังคุณพ่อคุณแม่อ่านและดูภาพในหนังสือตามจะช่วยให้ลูกค่อยๆ เชื่อมโยงการอ่านออกเสียงกับคำที่ปรากฏบนหน้ากระดาษได้เอง

 

นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรอ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟังด้วยตนเอง เพราะเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูก ซึ่งดีกว่าการฟังนิทานจากซีดี ดูทีวี หรือมือถือ เพราะสื่อเหล่านี้ล้วนเป็นการสื่อสารทางเดียว  ลูกรักไม่ได้ฝึกทักษะรอบด้าน แถมยังทำให้เสียสายตา และส่งผลเสียต่อพัฒนาการลูกอีกด้วย

อ่านหนังสือให้ลูกฟัง

หากคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนสนใจเกี่ยวกับเคล็ดลับในการอ่าน และเรื่องราวดีๆ จากการอ่านสามารถติดตามได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก thehappyread หรือ www.thehappyread.com ซึ่งจัดกิจกรรมส่งความรู้ สร้างความสุขปี 2 อยู่ โดยเป็นโครงการระหว่างบริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่มีทั้งกิจกรรมแจกหนังสือให้แก่เด็กๆ มากกว่า 57 โรงเรียนทั่วประเทศ รวมทั้งมีกิจกรรม Book Talk แบ่งปันประสบการณ์จุดประกายรักการอ่านจากนักร้องนักแสดงชื่อดัง ให้น้องๆ เห็นความสำคัญของการอ่าน คุณพ่อคุณแม่อาจลองฟังเทคนิคดีๆ และนำมาปรับใช้กับลูกน้อย หรือท่านใดสนใจอยากส่งต่อความรู้ให้น้องๆ สามารถบริจาคหนังสือได้โดยติดต่อเว็บไซต์ด้านบนเลยค่ะ มาร่วมกันเป็นกำลังสำคัญส่งเสริมเด็กไทยรักการอ่าน เพื่ออนาคตที่ดีของชาติกันค่ะ

อ่านหนังสือให้ลูกฟัง

แพคเกจคลอดลูก 2563

รวม แพคเกจคลอดลูก 2563 กว่า 40 รพ.เอกชน ทั่วกทม.

รวม แพคเกจคลอดลูก 2563 ค่าคลอด ทั้งแบบ ผ่าคลอด และ คลองเองแบบธรรมชาติ ค่าคลอดเหมาจ่าย แพคเกจคลอด ปี 2563 กว่า 40 รพ. ทั่วกทม. จะมีที่ไหนราคาเท่าไหร่บ้างไปดูกัน

รวม แพคเกจคลอดลูก 2563
ค่าคลอดเหมาจ่าย กว่า 40 รพ. ทั่วกทม.

สำหรับคุณแม่ท้องใกล้คลอดที่มีกำนดคลอดลูกน้อยในปี 2020 นี้ แม่ฮันน่าห์ได้รวบรวม ค่าคลอดลูก ราคาแพ็คเกจคลอดลูก 2563 ค่าคลอดเหมาจ่าย มาฝากค่ะ กับโรงพยาบาลเอกชน กว่า 40 แห่ง ทั่วกทม. สำหรับครอบครัวไหนที่มีแพลนจะมีลูก และตั้งใจจะฝากครรภ์กับโรงพยาบาลในกทม. หากอยากทราบราคาค่าคลอดลูกด้วย ก็สามารถศึกษาดูข้อมูลที่นำมาให้ทราบนี้กันก่อนได้นะคะ

ทั้งนี้ แพคเกจคลอดลูก 2020 จากตารางด้านล่าง เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ดูหาชื่อโรงพยาบาลได้ง่าย แม่ฮันน่าห์จึงได้ทำการเรียงรายชื่อโรงพยาบาล ตามตัวอักษร ก-ฮ ไว้ให้นะคะ สามารถเช็กดูกันได้เลยค่ะ

หมายเหตุข้อควรรู้ทำความเข้าใจเรื่องราคาค่าคลอดลูก : ทุกโรงพยาบาล จะมีหมายเหตุคือขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงราคาแพคเกจคลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ซึ่งข้อมูล แพคเกจคลอดลูก 2563 ที่ทีมแม่ ABK ได้รวบรวมของแต่ละโรงพยาบาลมานี้ จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงคลาดเคลื่อนในภายหลังได้ ตามความเหมาะสมหรือเพิ่มเติมแล้วแต่กรณี (ตั้งครรภ์ไม่ปกติ) … ดังนั้น ก่อนที่คุณแม่ๆ จะเข้ารับบริการ ควรตรวจสอบ หรือ โทรถามรายละเอียดเพิ่มเติมของ แพคเกจคลอด ปี 2563 ของแต่ละโรงพยาบาลที่ต้องการใช้บริการกันอีกครั้งด้วยนะคะ ตามข้อมูลที่ระบุไว้ด้านล่างนะคะ

(หากต้องการขยายดูภาพขนาดใหญ่เต็มตาคลิกที่ภาพได้เลยค่ะ)

แพคเกจคลอดลูก 2563

แพคเกจคลอดลูก 2563

 

ดูต่อ ราคาแพคเกจคลอดลูก 2563 คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วิธีทำแอลกอฮอล์เจลล้างมือ

วิธีทำแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ฆ่าเชื้อโรค ไว้ใช้เองที่บ้าน

วิธีทำแอลกอฮอล์เจลล้างมือ มีคุณพ่อคุณแม่ขอกันเข้ามาเยอะเลยค่ะ เนื่องจากช่วงนี้เจลล้างมืออนามัยขาดตลาด ค่อนข้างหาซื้อได้ยาก ซึ่งวันนี้ทีมแม่ABK จะมาแนะนำสูตรวิธีทำแอลกอฮอล์เจลล้างมือ จากกระทรวงสาธารณสุข ขอบอกว่าทำไว้ใช้ที่บ้านได้ง่ายๆ  แถมประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคก็ดีมากๆ ด้วยค่ะ

ก่อนอื่นขอเท้าความไปว่าทำไมตอนนี้สินค้าจำพวกสุขอนามัยที่มีคุณสมบัติป้องกัน และ ฆ่าเชื้อโรค antibacterial ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากอนามัย ทิชชูเปียก สบู่ ครีมอาบน้ำ(สูตรแอนตี้แบคทีเรีย) และเจลล้างมืออนามัย ถึงได้เป็นที่ต้องการของทุกคน จริงๆ ก็มีความต้องการใช้กันทั่วโลกแล้วล่ะตอนนนี้ ยิ่งความต้องการมาก ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ก็ผลิตออกมาไม่ทันต่อความต้องการใช้ของทุกคน ใช่ไหมคะ

 

วิธีทำแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ฆ่าเชื้อโรค ป้องกันไวรัสโคโรนา

ไวรัสโคโรนา ที่มาของความต้องการดูแล ป้องกัน รักษาความสะอาด ไวรัสโคโรนา (Novel Coronavirus 2019) เป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ที่สามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ ผ่านระบบทางเดินหายใจ ไม่ว่าเป็นการหายใจรดใส่กัน การสัมผัสกับละอองน้ำลายของผู้ที่มีเชื้อไวรัสโคโรนา ตรงนี้ขอบอกว่าน่ากังวลมาก เพราะการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะออกไปทำงาน ไปซื้อของที่ตลาด ไปท่องเที่ยว หรือเดินทางโดยสารทุกรูปแบบ (เรือ รถไฟ เครื่องบิน ฯลฯ) เราอาจอยู่ใกล้ หรืออยู่ท่ามกลางคนที่กำลังป่วยด้วยเชื้อไวรัสโคโรนา เพราะคนที่ป่วยจากเชื้อไวรัสฯ นี้ จะยังไม่แสดงอาการให้รู้ตัวว่าป่วย เนื่องจากไวรัสฯ จะใช้ระยะฟักตัวอยู่ในร่างกายประมาณ 14 วัน ก่อนที่จะแสดงอาการป่วยออกมาค่ะ

 

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ามีอาการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ?

ทีมแม่ABK มีข้อมูลจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้อธิบายอาการไว้อย่างชัดเจน ให้เราสามารถสังเกตตัวเราเอง คนในครอบครัว หรือคนรอบข้างใกล้กับเรา ดังนี้ค่ะ

  • มีไข้
  • ไอเจ็บคอ
  • มีน้ำมูก
  • หายใจเหนื่อยหอบ

ฉะนั้นหากพบว่ามีอาการแสดง 1 ในนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีค่ะ สำหรับไวรัสโคโรนา ถ้าได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที และถูกวิธีตามแนวทางการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็สามารถหายป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติค่ะ แต่ก็ได้ข่าวมาว่า คนที่เคยป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา ก็มีโอกาสกลับมาป่วยได้อีก หากมีการได้รับเชื้อเข้ามาอีกครั้ง ทีมแม่ABK คิดว่าเราทุกคนกังวลได้ แต่ต้องตั้งสติแล้วมารับมือกับเจ้าไวรัสร้ายตัวนี้กันดีกว่าค่ะ ซึ่งวิธีง่ายๆ คือการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และรักษาความสะอาดของร่างกาย ที่ทำได้ง่ายและบ่อยๆ ตลอดวันก็คือ “การล้างมือ”

 

อ่านต่อ วิธีทำแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ฆ่าเชื้อโรค ป้องกันไวรัสโคโรนา หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

หนังสือเด็ก

เด็กวัยไหน…อ่านอะไรดี ?

ระยะเวลาตั้งแต่เกิดจนถึง 5 ปีแรกของชีวิต เป็นช่วงเวลาแห่งการเจริญเติบโตและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย ดังนั้นการอ่านหนังสือให้ลูกฟังจะทำให้เขาฉลาดและรอบรู้มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญกว่านั้นคือบรรยากาศที่สนุกและมีความสุข จะสร้างความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับการอ่าน แต่จะดีขึ้นอีกหากคุณพ่อคุณแม่รู้ว่าวัยไหนเหมาะกับกิจกรรมการอ่านแบบไหน เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้ดียิ่งขึ้น

หนังสือเด็ก

  • การอ่านกับลูกน้อยแรกเกิด

ตามธรรมชาติของเด็กวัยไม่ถึง 1 ขวบ มักชอบเรื่องราวที่มีจังหวะ คำคล้องจอง และคำซ้ำๆ ซึ่งการใช้คำเหล่านี้จะช่วยให้ลูก เรียนรู้ภาษาได้ดีมาก สำหรับหนังสือที่เหมาะกับวัยนี้ควรมีลักษณะนุ่ม ไม่ใหญ่เกินไป ไม่บาดมือ ไม่มีขอบคม สามารถกัดหรือเอาเข้าปากได้ ภาพประกอบควรมีสีสันสดใสดึงดูดความสนใจ ลายเส้นไม่ซับซ้อน หนังสือที่มีลูกเล่น เช่น มีเสียง หรือหนังสือที่ มีใบหน้าคนหรือสัตว์เด็กจะชอบมากเป็นพิเศษ

หนังสือเด็ก

  • การอ่านกับลูกน้อยวัย 1-3 ขวบ

เด็กวัย 1-3 ขวบ ยังคงชอบหนังสือที่มีจังหวะ คำซ้ำๆ และคำคล้องจองเช่นเดียวกัน แต่วัยนี้จะเริ่มพูดโต้ตอบ มีส่วนร่วมและเข้าใจคำต่างๆ มากยิ่งขึ้น หนังสือที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ควรเป็นหนังสือที่มีขนาดเหมาะมือ ขอบมน ไม่คม ภาพประกอบรายละเอียดไม่มาก ตัวหนังสือน้อย มีลูกเล่น เช่น ป๊อปอัพ เป็นต้น เนื้อหาเกี่ยวกับอาหาร พาหนะ สัตว์ นางฟ้า เจ้าหญิง หรือหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกิจกรรมที่เขาเคยทำ ส่วนการเล่าพ่อแม่ควรมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครจะทำให้เด็ก ๆ สนุกมากยิ่งขึ้น

หนังสือเด็ก

  • การอ่านกับลูกน้อยวัย 3-5 ขวบ

เด็กวัย 3-5 ขวบ จะเริ่มแสดงออกว่าอยากให้พ่อแม่สนใจ ชอบฟังคำชม ในช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กๆ หลายคนเริ่มไปโรงเรียนทำให้มีเวลาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่น้อยลง ช่วงเวลาอ่านนิทานนี่แหละคือช่วงเวลาทองระหว่างคุณกับลูก ซึ่งหนังสือที่เหมาะสำหรับวัยนี้ ได้แก่ หนังสือที่มีเนื้อหาหลากหลายมากขึ้น เช่น หนังสือตัวอักษร คือ การนับจำนวน ความแตกต่างของรูปทรงต่าง ๆ หนังสือเกี่ยวกับเพื่อน ครอบครัว หรือการไปโรงเรียน หนังสือนิทานที่มีเรื่องราวไม่ซับซ้อน คือ เน้นเป็นคำกลอนคล้องจอง เป็นต้น

จากที่กล่าวไปข้างต้นจะเห็นได้ว่าเด็กแต่ละวัยต้องการหนังสือที่เหมาะสมกับพัฒนาการแตกต่างกันไป ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ อย่าลืมนำเทคนิคการเลือกหนังสือเหล่านี้ไปปรับใช้กับลูกน้อย เพราะพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัยจะส่งเสริมให้เขาฉลาด ยิ่งขึ้น

หนังสือเด็ก

รู้หรือไม่ ? : เด็กที่ช่างถามจะมีกระบวนการคิดมากกว่า ซับซ้อนกว่า และมีความอยากรู้อยากเห็น เพราะในหนังสือมีเรื่องน่ารู้ เยอะแยะ หนังสือคือการเปิดโลกกว้างให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ และหากมีการต่อยอด เขาจะไม่ได้ค้นคว้าแค่ในหนังสือ แต่เขาจะค้นคว้าในชีวิตจริงเพื่อให้รู้ว่าโลกนี้มีอะไรบ้าง

หนังสือเด็ก

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่าน หรืออยากทราบเคล็ดลับการอ่านดี ๆ สามารถติดตามโครงการส่งความรู้ สร้างความสุข โครงการดี ๆ เกี่ยวกับหนังสือและการอ่านที่ได้รับความร่วมมือระหว่างบริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) กับบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สามารถรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการได้ที่ FB : thehappyread หรือ www.thehappyread.com หรือคุณพ่อคุณแม่ท่านใดมีลูกน้อยที่เรียนอยู่ในโรงเรียนที่ร่วมโครงการ อย่าลืมชวนลูกน้อยเข้าชมรมรักการอ่าน เพื่อสร้างนิสัยรักกันอ่านกันเถอะ

หนังสือเด็ก

อ่านนิทาน

ปู่ย่าตายาย “อ่านนิทาน” ให้หลานได้อะไรมากกว่าที่คิด

“นิทาน” เป็นเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลดี อย่างไรก็ตามสังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ทำให้คุณพ่อคุณแม่มักไม่มีเวลาอ่านนิทานให้ลูกฟังอย่างสม่ำเสมอ และหากไม่มีเวลาอ่านอย่างสม่ำเสมอ ลูกก็ไม่ได้ประโยชน์หรือได้ประโยชน์ไม่เต็มที่

ขณะเดียวกันในบางครอบครัวคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายคือคนที่มีเวลาได้อยู่ใกล้ชิดกับหลานมากที่สุด และหากให้ปู่ย่าตายายอ่านหนังสือนิทานคำคล้องจองให้หลานฟังอย่างต่อเนื่องเพียงวันละ 1 เรื่อง สัปดาห์ละ 5 วัน ติดต่อกัน 12 สัปดาห์ (3 เดือน รวม 60 ครั้ง) ผลลัพธ์ที่ได้คือ หลาน ๆ จะพูดคล่อง รู้คำศัพท์หลากหลายขึ้น  อีกทั้งปู่ย่าตายายก็ได้ประโยชน์ไปด้วย เพราะการอ่านนิทานให้หลานฟังอย่างสม่ำเสมอจะช่วยชะลอความเสื่อมของความจำระยะสั้นในผู้สูงอายุ เรียกได้ว่าได้ประโยชน์คูณสองเลยทีเดียว

อ่านนิทาน

สำหรับนิทานคำคล้องจองควรเน้นเป็นคำไทย คำสั้นๆ มีโทนสูงต่ำฟังง่ายคล้ายเสียงดนตรี เช่น เรื่อง “อีเล้งเค้งโค้ง” ซึ่งจะช่วยให้เด็กจดจำได้ง่ายขึ้น ส่วนผู้สูงอายุก็มักจะคุ้นเคยกับคำคล้องจองและตัวอักษรขนาดใหญ่อยู่แล้ว ทั้งนี้จะเป็นนิทานอื่นก็ได้ ขอเพียงให้มีคำสั้น ๆ ง่าย ๆ เหมาะกับวัยของเด็ก ส่วนการอ่านไม่จำกัดสไตล์ สามารถสร้างสรรค์วิธีการอ่านให้มีสีสันเพื่อเพิ่มความสนุกในการอ่านให้กับเหล่าหลานๆ ตัวน้อยได้

นอกจากนี้การอ่านนิทานยังผูกผันคนสองวัยเข้าด้วยกัน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างมีปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งความสัมพันธ์อันดีนี้จะทำให้เด็กรู้สึกดีกับปู่ย่าตายาย เขาจะไม่รู้สึกว่าหรือมองว่าปู่ย่าตายายเป็นเพียงคนแก่ที่น่าเบื่อหรือน่ารำคาญ เมื่อเด็กรับรู้ถึงความรู้สึกหรือความสำคัญที่ดี สิ่งนี้จะอยู่ในตัวเข้าไปจนโต ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างวัยในช่วงวัยรุ่นจะลดลงไปด้วย

อ่านนิทาน

วิธีที่จะช่วยพัฒนาสติปัญญาและความฉลาดของลูกน้อยได้ คือ การพูดคุยและเล่านิทานให้ฟังเป็นประจำ ซึ่งจะเสริมสร้างให้เขาเป็นคนช่างคิด ช่างถาม และพร้อมที่จะเรียนรู้ในทุกๆ เรื่อง

อ่านนิทาน

อยากรู้ข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับหนังสือสำหรับลูกน้อย พร้อมเคล็ด (ไม่) ลับสร้างแรงบันดาลใจในการอ่าน เสริมความรู้และพัฒนาการ เพียงชวนลูกน้อยอ่านวันละ 15 นาทีกับโครงการส่งความรู้ สร้างความสุขปี 2  ที่ได้รับความร่วมมือระหว่าง 2 บริษัทชั้นนำ ได้แก่ บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ไปจัดกิจกรรม SCHOOL ROADSHOW กับโรงเรียนต่าง ๆ มากกว่า 57 โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งมีกิจกรรมดี ๆ อาทิ แบ่งกันเล่า คือ การสลับกันเล่าระหว่างแขกรับเชิญและเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่หรือปู่ย่าตายายทั้งหลายอย่าลืมนำกิจกรรมนี้ไปลองเล่านิทานกับลูกหลาน เพื่อแบ่งปันความสุขสร้างจินตนาการ ได้ทั้งความรู้และสายใยรักในครอบครัวอีกด้วย

สามารถติดตามกิจกรรมการอ่านอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก thehappyread หรือ www.thehappyread.com

 

อ่านนิทาน

การอ่านสร้างลูกฉลาด

ประโยชน์ดีๆ จาก “การอ่านสร้างลูกฉลาด” มากกว่าที่คิด

การอ่านไม่ว่าจะเป็นอ่านหนังสือนิทาน การอ่านข่าว อ่านป้าย หรือแม้แต่การที่คุณพ่อคุณแม่นำเรื่องราวจากการอ่านมาบอกเล่าให้ลูกฟัง ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น ซึ่งการอ่านให้ลูกฟังทุกวันจะช่วยให้ลูกฉลาดและเสริมสร้างทักษะด้านต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้ในอนาคต โดยมีงานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า การอ่านช่วยพัฒนาสมองเด็กได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ 3 เรื่องดังต่อไปนี้

การอ่านสร้างลูกฉลาด

1. การอ่านช่วยพัฒนาการสื่อสารและภาษาในเด็กเล็ก

ช่วงที่พ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง หูลูกจะได้ยินเสียง ส่วนตาก็ได้เห็นรูปภาพที่ประกอบ พร้อมกับตัวหนังสือ สิ่งนี้เองที่เชื่อมโยงให้เกิดการเรียนรู้ทางภาษาโดยที่เด็กๆ อาจไม่รู้ตัว เพราะเขาจะได้เรียนรู้จักคำ รู้จักเสียง เมื่อพัฒนาการด้านภาษาดี ก็จะส่งผลให้การเรียนรู้ในอนาคตดีขึ้นเช่นเดียวกัน โดยการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวของลูกจะเร็วขึ้นได้ ก็เพราะการได้เคยฟัง เคยเห็น เคยจำ จากการอ่าน ส่งผลทำให้มีพื้นฐานภาษาที่ดี ลูกจะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เขาสนใจได้ด้วยตัวเอง และเริ่มพูดสื่อสารกับผู้อื่นได้เก่งขึ้น รู้จักใช้คำต่างๆ ได้มากขึ้น  ดังนั้นการอ่านจึงเป็นการเก็บเกี่ยวคำศัพท์สะสมเป็นคลังคำในสมอง ช่วยให้เด็กจดจำคำได้มากขึ้น เมื่อเขาอยากสื่อสารก็สามารถนำคำต่าง ๆ ที่สะสมไว้มาใช้ได้นั่นเอง

2. การอ่านสร้างความเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ที่เกิดขึ้นจากเรื่องราวในหนังสือ

คุณพ่อคุณแม่รู้หรือไม่ว่า เมื่อลูกได้ฟังเรื่องราว หรือได้ฟังนิทานจากหนังสือ ลูกจะสามารถเชื่อมโยง และเข้าใจในเรื่องราว เหล่านั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอารมณ์หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ยิ่งหากพ่อแม่ได้เล่า พร้อมเสริมความรู้ สอดแทรกคติสอนลูก หรือถามคำถามให้ลูกได้ฝึกคิด วิเคราะห์ ผลจากการอ่านและฟังนั้น จะทำให้ลูกเกิดความเข้าใจ จนนำไปสู่ทักษะสำคัญ ได้แก่

  • ทักษะการตัดสินใจและแก้ปัญหา

เด็กกลุ่มที่อ่านหนังสือจะมีทักษะการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาที่ดี เพราะเขาสามารถเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ

ได้ดีกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากการอ่านนิทานหรือหนังสือเด็ก ที่มักจะมีเรื่องราวของเหตุการณ์ การแก้ปัญหา และการคลี่คลาย สถานการณ์ เด็กจึงได้เรียนรู้ว่าควรตัดสินใจและแก้ปัญหาอย่างไร

  • ทักษะการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

หนังสือนิทานมักจะมีเรื่องราวต่างๆ ผ่านตัวละครน่ารัก ที่มีข้อคิด คติธรรม หรือคุณธรรมแฝงอยู่เสมอ ทั้งเรื่อง

ความเมตตา ความเอื้อเฟื้อ การนึกถึงคนรอบข้าง ผลของทำดีและการทำสิ่งต่างๆ ที่สอนใจให้เด็กคิดดี ทำดี  ซึ่งข้อคิดและ เรื่องราวเหล่านี้จะทำให้เด็กเรียนรู้และซึมซับสิ่งดีๆ เช่นนี้โดยไม่รู้ตัว ทำให้ลูกรู้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรกับเพื่อนหรือผู้อื่น

การอ่านสร้างลูกฉลาด

3. การอ่านทำให้เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์

หนังสือหรือนิทานสำหรับเด็ก มักจะมีการลำดับเรื่องราวเป็นขั้นตอน และไม่ซับซ้อนมากเหมือนของผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันก็มีบทเรียน ผลของการกระทำในแต่ละตัวละครให้ลูกได้เรียนรู้ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้เด็กได้พัฒนาระบบความคิดเชิงวิเคราะห์ ว่าควรทำแบบไหน และแบบไหนคือดีและไม่ดี ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังสม่ำเสมอ และให้ลูกได้ฝึกอ่าน จะทำให้ลูกน้อยที่โตขึ้น สามารถอ่านหนังสือและเล่าเรื่องหรืออธิบายสิ่งต่างๆ ได้ดี รวมถึงการสื่อเรื่องราวผ่านการลงมือทำต่างๆ ได้ดีด้วย เช่น การวาดภาพ ซึ่งเด็กกลุ่มที่ได้อ่านนิทาน ได้เห็นนิทานที่พ่อแม่อ่านให้ฟัง จะวาดภาพที่มีรายละเอียด มีคำอธิบาย มีที่มาที่ไป ลำดับเรื่องได้ดีกว่าเด็กกลุ่มที่ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ

     

การอ่านสร้างลูกฉลาด

จากที่กล่าวไปในข้างต้นจะเห็นได้ว่า การอ่านหนังสือสร้างประโยชน์ให้ลูกน้อยอย่างมหาศาล ดังนั้นเรามาชวนลูกรักให้อ่านหนังสืออย่างน้อยวันละ 15 นาทีกันเถอะ ซึ่งตอนนี้ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  ได้ร่วมทำโครงการส่งความรู้ สร้างความสุข ปี 2 ที่มีกิจกรรมดีๆ อาทิ บริจาคหนังสือสู่โรงเรียน  หรือกิจกรรมบันทึกรักการอ่าน ที่ให้เด็กๆ ได้เขียนบันทึกสิ่งที่ได้อ่านและความประทับใจ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถนำวิธีเหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับลูกน้อยเพื่อกระตุ้นการอ่านและพัฒนาทักษะด้านภาษาให้กับลูกน้อยได้

การอ่านสร้างลูกฉลาด

หากสนใจอยากติดตามกิจกรรมการอ่านอื่นๆ สามารถติดตามได้ที่ FB : www.thehappyread.com รับรองว่าไม่ผิดหวัง ได้สาระการอ่านดีๆ ไปฝากลูกน้อยแน่นอนค่ะ

 

การอ่านสร้างลูกฉลาด

แจงคราบดำบนจุกน้ำเกลือ Klean&Kare ที่เรียกเก็บ เป็นเพียงคราบฝุ่น ยันไม่พบการปนเปื้อน

จากการที่ได้มีการเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ถึงหนังสือจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เลขที่ สธ 1009.5/1955 ที่มีแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการเรียกเก็บยาคืนจากท้องตลาดโดยสมัครใจของผลิตภัณฑ์ Klean&Kare – Normal Saline 100 ml ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อสาธารณชน

บริษัท เอ.เอ็น.บี.ลาบอราตอรี่ (อำนวยเภสัช) จำกัด ได้ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. กรณีดังกล่าวเป็นการที่บริษัทฯ เรียกเก็บยา Klean&Kare – Normal Saline 100 ml เลขทะเบียน 1A 512/56 Lot no. 061607 (ขวดปลายแหลม) คืนจากท้องตลาดโดยสมัครใจ เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับทราบว่า มีการพบคราบดำที่ด้านนอกของจุกขวด Klean&Kare – Normal Saline 100 ml ล็อตดังกล่าวจำนวน 1 ขวด จึงได้สมัครใจเรียกเก็บยาคืนจากท้องตลาด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

  1. บริษัทฯ ได้นำ Klean&Kare – Normal Saline 100 ml ขวดดังกล่าว มาตรวจสอบ และพบว่า คราบดำที่พบบนด้านนอกของจุกขวดนั้นเป็นคราบฝุ่นผงเกาะอยู่ด้านนอกของจุกเท่านั้น ไม่ได้เป็นการปนเปื้อนในน้ำเกลือแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า คราบดำนั้นไม่ได้เกิดจากเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรีย ฝาจุกยังคงปิดสนิท ทำให้น้ำเกลือในขวดยังคงความปราศจากเชื้อและปลอดภัยเหมือนเดิมทุกประการ
  2. บริษัทฯ ได้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ได้เรียกคืนกลับมาจากท้องตลาด ไม่พบคราบฝุ่นผงใดๆ บนฝาหรือจุกขวด

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้ดำเนินการสืบหาสาเหตุในทันทีที่ทราบปัญหา และได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงสิ่งที่อาจเป็นสาเหตุของปัญหาแล้ว รวมถึงได้เตรียมแผน เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในอนาคต

สอนลูกให้เข้มแข็ง

สอนลูกให้เข้มแข็ง พร้อมสู้ปัญหาและอุปสรรค

ในสังคมยุคโซเชียล เด็กๆ ยุคใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี และสังคมผ่านทางสื่อออนไลน์ หลายครั้งที่เกิดการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง และในประโยคบางประโยคที่อาจทำร้ายจิตใจ คุณพ่อ คุณแม่ สอนลูกให้เข้มแข็ง ได้อย่างไรในสังคมที่มีแต่การบูลลี่

Continue reading “สอนลูกให้เข้มแข็ง พร้อมสู้ปัญหาและอุปสรรค”

คลอดลูก

หมอสูติฯตอบ! คลอดลูก “แบบผ่ากับคลอดเอง” อะไรดีกว่ากัน?

คลอดลูกคลอดเองกับผ่าคลอด” อย่างไหนดีกว่ากัน? ตามมาฟังเรื่องเล่าจากหมอสูติฯ เมื่อหมอที่กำลังตั้งท้อง ต้องทำคลอดคนไข้ และตัวเองก็ถึงกำหนดคลอด คุณหมอจะเลือกคลอดลูกของตัวเองแบบไหน?

คลอดลูก “แบบธรรมชาติ หรือ ผ่าคลอด” อย่างไหนดีกว่ากัน?
[เรื่องจริงจากหมอสูติฯ]

คำถามยอดฮิตที่คนไข้ท้องถามหมอสูติ หนีไม่พ้นคำถามที่ว่า “คลอดเองตามธรรมชาติหรือผ่าตัดคลอด อย่างไหนจะดีกว่ากัน” >> คำตอบทางวิชาการ คงเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า คลอดตามธรรมชาติดีกว่าหลายอย่าง แผลหายเร็วกว่า มดลูกเข้าอู่เร็ว แม่ให้นมลูกได้ ไม่มีแผลผ่าตัดหน้าท้อง ไม่มีพังผืดในท้อง มีลูกได้หลายคน ลูกแข็งแรงกว่า แต่คลอดเอง ก็อาจเจ็บปวด ใช้เวลานาน กำหนดเวลาไม่ได้ มีแผลที่ช่องคลอด หากมีข้อบ่งชี้ เช่น เชิงกรานแคบ ทารกผิดท่า ตกเลือด ทารกหัวใจเต้นช้า ฯลฯ ต้องผ่าท้องคลอดลูกจึงจะปลอดภัย

นอกจากเหตุผลทางวิชาการแล้ว ก็เป็นเหตุผลจากประสบการณ์การคลอดของหมอสูติเอง

คลอดลูก คลอดธรรมชาติ ผ่าคลอด หมอสูติ

หมอสุมิตรา (ชื่อสมมุติ) เป็นหมอที่ตั้งครรภ์ ขณะที่เป็นแพทย์ประจำบ้าน ซึ่งต้องทำงานหนัก เพื่อสอบเอาวุฒิบัตรสูติ-นรีเวช

เธอได้รับเลือกเข้ามาเป็นแพทย์ประจำบ้านแผนกสูติ-นรีเวช ของสถาบันที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ ซึ่งมีอัตราการแข่งขันสูงมาก ที่ได้รับเลือกเพราะเธอเป็นลูกศิษย์ของสถาบันแห่งนี้ จบแพทยศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1

อ่านต่อ “ความเหนื่อยยากเมื่อต้องตั้งครรภ์ในช่วงงานหนัก” หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อาหารบำรุงสมองลูกในท้อง

11 อาหารบำรุงสมองลูกในท้อง มีอะไรบ้างที่แม่ควรกิน

อาหารบำรุงสมองลูกในท้อง ที่ทีมแม่ABK ขอแนะนำให้ว่าที่คุณแม่ท้อง คนท้องทุกคนได้กินกัน เพื่อที่จะได้ช่วยบำรุง เสริมสร้างพัฒนาการสมองของลูกน้อยให้สมบูรณ์ และฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์

 

อาหารบำรุงสมองลูกในท้อง ที่แม่กินแล้ว “ลูกสมองฉลาด”

คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมว่า…สมองที่สมบูรณ์ ฉลาดของลูกน้อย ต้องมีการปูพื้นฐานกันมาตั้งแต่ที่อยู่ในท้องของแม่ ซึ่งมาจากหลายปัจจัย นั่นคือ

  1. ก่อน และระหว่างตั้งครรภ์ ควรพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ
  2. หลีกเลี่ยงเรื่องที่สร้างให้เกิดความเครียดสะสม
  3. ตรวจร่างกาย และฉีดวัคซีนตามที่คุณหมอแนะนำ (หากร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกัน เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ หัดเยอรมัน ไวรัสตับอักเสบ บาดทะยัก ฯลฯ ) ก่อนมีการตั้งครรภ์
  4. ออกกำลังกายเตรียมความแข็งแรงร่างกายก่อนท้อง และออกกำลังกายเบาๆ ที่เหมาะกับคนท้อง เช่น ว่ายน้ำ โยคะ ฯลฯ (หากไม่มีภาวะแทรกซ่อนขณะตั้งครรภ์ และคุณหมออนุญาตให้ออกกำลังกายได้)
  5. งดการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งก่อน – หลังตั้งครรภ์
  6. 3 เดือนก่อนท้อง ควรกินวิตามินโฟลิค และอาหารที่มีโฟลิค (โฟลิค เป็นสารอาหารสำคัญมีส่วนช่วยในการเตรียมระบบประสาทของทารกให้สมบูรณ์)
  7. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ในปริมาณสัดส่วนที่สมดุลกัน และเน้นเพิ่มเติมในส่วนของอาหารที่มี สำคัญในการช่วยบำรุง เสริมสร้างพัฒนาการสมองลูกในแข็งแรง สมบูรณ์ ฉลาด

“สมอง” เป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ซึ่งเซลล์สมองจะเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่วันแรกที่ลูกน้อยมีการปฏิสนธิขึ้นใน ครรภ์ของแม่ จากเซลล์สมองขนาดเล็กมาก จะค่อยๆ แตกแขนงเพิ่มจำนวน และขนาด เกิดเป็นเนื้อสมอง และเส้นใย ประสาท เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายใยเส้นประสาทมากมาย พัฒนาการสมอง การเรียนรู้ ความฉลาดของสมอง จะพัฒนาขึ้นได้ ไม่เต็มที่สมบูรณ์ หากในขณะที่ลูกน้อยอยู่ในท้องของแม่ แล้วแม่ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับลูก ด้วยการกระตุ้น เช่น ไม่คุย ไม่ เล่น ไม่สัมผัสลูกผ่านทางหน้าท้องแม่ ไม่กินอาหารที่มีประโยชน์ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้ลูกเกิดมาสมองไม่ฉลาดได้ค่ะ

ฉะนั้น หากอยากให้ลูกน้อยสมองฉลาด เรียนรู้เก่งและไว ให้เริ่มตั้งต้นมาจากอาหารบำรุงสมอง ที่คุณแม่ควรต้องกินเตรียมมา ตั้งแต่ก่อนท้อง และกินเรื่อยไปตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนครบ 40 สัปดาห์ ทำควบคู่ไปกับการกระตุ้นพัฒนาการสมองลูกในท้อง ตามที่ทีมแม่ABK ได้แนะนำไปข้างต้นค่ะ

 

อ่านต่อ 11 อาหารบำรุงสมองลูกในท้อง ให้สมองฉลาด คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ฝันเห็นงู

จริงหรือ? ฝันเห็นงู แปลว่าจะมีลูก! แท้จริงหมายถึงอะไร

ฝันเห็นงู จะได้เจอเนื้อคู่จริงหรือ! แปลว่าจะได้ลูกจริงมั๊ย? แท้จริงแล้ว ฝันเห็นงู ฝันเห็นงูตัวใหญ่ ฝันว่างูเลื้อยเข้าบ้าน จะแปลว่าอะไร ตามมาดู คำทำนายความฝันเหล่านี้กันค่ะ

ทำนายฝัน ฝันเห็นงู หมายถึงอะไร!?

หลายคนคงเคยได้ยินความเชื่อที่ว่าถ้า ฝันเห็นงู คือสัญญาณที่จะได้พบเนื้อคู่ แต่นอกจากโชคด้านความรักยังมีการตีความหมายไปในทางอื่นๆ อีก ทั้งลางดีและไม่ดี ซึ่งทีมแม่ ABK จึงได้รววบรวม ความหมาย คำทำนายฝัน เกี่ยวกับฝันเห็นงู ทั้งหมดมาฝาก จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

ฝันเห็นงู ตามตำราโบราณซึ่งมักจะเป็นตำราที่มีเรื่องของตัวเลขนำโชคพวงมาด้วย จะมีการทำนายฝันไว้หลายแบบ (คำนายดังต่อไปนี้มาจากเว็บ www.myhora.com/ )

หากฝันเห็นงู หรือ ฝันว่าถูกงูกัด หรือตีงูจนตายแล้วงูกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ทำนายว่า คนโสดจะได้แต่งงาน ถ้าเป็นชายที่มีครอบครัวแล้วอาจคิดนอกลู่นอกทาง ถ้าเป็นหญิงที่มีครอบครัวแล้วจะได้ลูก

Must read : 3 วิธีสร้างบุญ บารมี ให้ลูกก่อนเกิด!

ฝันว่างูกัด

จะทำนายว่า ศัตรูเพศตรงข้ามจะคิดร้าย หรือได้รับเคราะห์จากเพื่อนบ้าน ถ้างูกัดต่ำ ก็เป็นเคราะห์เล็กน้อย ถ้ากัดสูง จะได้รับเคราะห์หนัก หรือมิฉะนั้นจะป่วยเจ็บเพราะอุบัติเหตุในการเดินทาง

 

ฝันเห็นงูพิษ หรืองูเห่ารัดแขนขา

ทำนายว่า จะมีโชคด้านความรัก พบคู่และได้แต่งงานสมใจ

 

ฝันว่างูรัด หรือเลื้อยมาพันร่างกาย

ทำนายว่า ถ้าเป็นคนโสดจะได้พบเนื้อคู่ในกะทันหัน ให้สังเกตความฝันว่า ถ้างูกัดส่วนสูงของร่างกาย เช่น รัดคอ รัดบั้นเอวจะได้เนื้อคู่ฐานะดี หรือมีศักดิ์ ถ้ารัดต่ำลงมาถึงขา ทำนายว่า จะได้เนื้อคู่ต่ำศักดิ์กว่า ถ้าเป็นคนมีครอบครัวแล้ว ในฝันนั้นถ้าได้ใช้มือจับลำตัวงูแล้วจะได้ลาภเป็นบุตร หรือโชคลาภจร ลาภลอย จากการเสี่ยงโชคใหญ่ เลขนำโชค : 56 , 66 , 55 , 559 , 566 , 568

ฝันเห็นงู

ฝันเห็นงูจงอาง

ทำนายว่า ให้ระมัดระวังเรื่องการมีปากเสียงกับผู้หลักผู้ใหญ่ มีโอกาสที่จะถูกตำหนิ หรือได้รับความไม่พอใจ แนะนำว่าอย่าเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยว หรือช่วยแก้ไขปัญหาให้กับใคร ปัญหารุนแรงเหล่านั้นอาจย้อนกลับมาที่ตัวเองทั้งที่ไม่ส่วนเกี่ยวข้อง อีกทั้งยังอาจถูกเอาเปรียบอย่างรุนแรงได้

 

ฝันเห็นงูเขียว

ทำนายว่า จะได้คู่ที่ถูกใจมาก

 

ฝันเห็นงูเหลือม

ทำนายว่า ให้ระวังเรื่องเงินๆ ทองๆ สุขภาพจะมีปัญหา

 

ฝันเห็นงูหลายตัว

ทำนายว่าจะได้รับข่าวดีจากเพื่อนเก่าที่ไม่ได้ติดต่อกันมานาน แต่ถ้าในความฝันเห็นงูหลายตัวเข้ามาอยู่ใกล้ๆ ให้ระวังเรื่องความเครียด ไม่ว่าจะเรื่องครอบครัว การงาน หรือแม้แต่คนรัก ซึ่งอาจเป็นเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจ เพราะหากเป็นปัญหาที่ไม่หนักหนามากนัก ก็อาจสะสมพอกพูนจะกลายเป็นความเครียดที่ส่งผลต่อสุขภาพได้

อ่านต่อคำทำนายฝัน “ฝันเห็นงูใหญ่ ฝันว่างูเลื้อยเข้าบ้าน” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

TQ (Thinking Quotient)

เลี้ยงลูกอย่างไรให้มี TQ (Thinking Quotient) ฉลาดคิดเป็น เก่งประสบความสำเร็จไม่ยาก

TQ (Thinking Quotient) ฉลาดคิดเป็น ทักษะที่ควรเตรียมพร้อมให้ลูก ช่วยลูกเก่ง ประสบความสำเร็จได้ไม่ยากในอนาคต ต้องเลี้ยงลูกอย่างไร

เลี้ยงลูกอย่างไรให้มี TQ (Thinking Quotient) ฉลาดคิดเป็น เก่งประสบความสำเร็จไม่ยาก

นักวิจัยยืนยันว่า IQ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสำเร็จในชีวิต เช่น ในด้านการทำงาน การเรียน เพียงแค่ 20% เท่านั้น แต่คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและมีความสุข ล้วนมีความฉลาดในด้านอารมณ์และสังคม รวมถึง Q ในด้านอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงกันด้วย ดังนั้นเราที่เป็นพ่อแม่จึงไม่ควรมุ่งหวังให้ลูกเป็นแค่เด็กเก่งที่คิดเลขเป็นหรือพูดได้หลายภาษา ลองมาดู TQ(Thinking Quotient) ความฉลาดอีกหนึ่งด้านที่จะทำให้ลูกดำรงชีวิตอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุขกัน

TQ คืออะไร?

TQ: Thinking Quotient แปลออกมาได้ตรงตัวก็คือ ความสามารถในการคิด คือการคิดที่เป็นประโยชน์ก่อคุณค่าด้วย ซึ่งในแง่ของการคิดมีผู้รู้ได้แบ่งการคิดออกเป็นหลายลักษณะที่สามารถก่อให้เกิดคุณค่าและนำไปใช้ได้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและงานต่าง ๆ เช่น การคิดเชิงสร้างสรรค์ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์แล้วนำมาคิดสังเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดประยุกต์ การคิดเชิงบวก ฯลฯ ได้อย่างเหมาะสม และผสมผสานความคิดต่าง ๆ ออกมาได้ดี ซึ่งคนที่มี TQ  หรือฉลาดคิดเป็น จะเป็นคนที่แก้ปัญหาต่างๆ ในทุกสถานการณ์ได้ สามารถคิดไตร่ตรองสิ่งถูกผิด และคิดเลือกทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น

ความฉลาดคิดเป็น TQ (Thinking Quotient)
ความฉลาดคิดเป็น TQ (Thinking Quotient)

เลี้ยงลูกอย่างไรให้มี TQ (Thinking Quotient)!!

1.ส่งเสริมทักษะทางการคิด

การคิด (Thinking skill) เป็นกิจกรรมที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูล แก้ปัญหาตัดสินใจ และสร้างแนวคิดใหม่ ๆ สำหรับเด็กเล็กแล้ว คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมทักษะทางการคิดได้ของลูกได้ เช่น จากการเล่นและกิจกรรม มีของเล่นเสริมทักษะและจินตนาการมากมายที่จะช่วยให้เจ้าตัวเล็กได้ใช้ความคิดอย่างสร้างสรรรค์ เกิดจินตนาการในรูปแบบใหม่ ที่เรียกกว่า “การคิดนอกกรอบ” การพาลูกออกไปท่องเที่ยวเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ เกิดการเชื่อมต่อคำถามจากความคิดสงสัย ทำให้คิดวางแผนหรือตัดสินใจว่าจะทำอะไร การสนับสนุนลูก ๆ ให้ได้ลองใช้ความคิด จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีต่อการส่งเสริม TQ ของลูก

(อ้างอิงจาก : www.sasimasuk.com)

Must Read!! ที่เที่ยวสำหรับเด็ก ปิดเทอมนี้ ทั้งสนุก ได้เรียนรู้ ใกล้กรุง!!

Must Read!! 10 พิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพ และใกล้กรุงเทพ เที่ยวสนุก ความรู้จัดเต็ม เด็กเข้าชมฟรี!!

สอนลูกให้ฉลาดคิดเป็น สอนอย่างไร
สอนลูกให้ฉลาดคิดเป็น สอนอย่างไร

2.สอนลูกให้คิดถึงปัญหาและสร้างวิธีแก้ปัญหา

อย่าเพิ่งรีบเข้าไปช่วยแก้ปัญหาสำหรับพวกเขา พยายามส่งเสริมหรือแนะนำให้ลูกหาวิธีที่จะบรรลุหรือแก้ไขผ่านการคิดอย่างสร้างสรรค์ เช่น วัยที่ควรสามารถช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว ก็ควรปล่อยให้ลูกได้ลองทำด้วยตัวเอง การทำงานบ้าน การเล่นเกมที่ต้องหาทางออก เป็นต้น การปล่อยให้ลูกได้ลองแก้ปัญหาด้วยตัวเอง จะช่วยกระตุ้นสมอง และสอนให้รู้ว่าพวกเขาสามารถทำงานผ่านอุปสรรคได้ด้วยตนเอง

Must Read !! ฝึกลูกทำงานบ้านให้อะไรมากกว่าที่คิด งานบ้านสร้างลูก!!

3.ตั้งคำถาม และพูดคุย 

การพูดคุยหรือตั้งคำถามกับลูก ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสื่อสาร หรือการได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันเท่านั้น แต่การที่พ่อแม่ได้พูดคุยหรือตั้งคำถามต่อสิ่งต่าง ๆ กับลูกในแต่ละวันนั้น ถือเป็นการกระตุ้นพัฒนาการการเรียนรู้ กระตุ้นให้เกิดความคิด เป็นเด็กช่างคิด ช่างสังเกต คุณพ่อคุณแม่สามารถตั้งคำถามกับลูกง่าย ๆ ด้วยคำถามใกล้ตัว “อะไร ทำไม ยังไง” เพื่อให้ลูกได้ลองคิดหาคำตอบและวิธีแก้ปัญหา หรือตั้งคำถามสร้างจินตนาการ ถามคำถามที่ดูเหมือนอยู่ในเทพนิยาย เป็นเรื่องสมมุติ เพราะการใช้จินตนาการก็เหมือนการบริหารสมองอย่างหนึ่ง ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดได้ คำถามสร้างสรรค์ที่พ่อแม่ใช้กับลูกจะช่วยให้เด็กได้พัฒนาความคิดและความรู้สึกของตัวเอง และยังช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รู้จักตัวตนของลูกดีขั้นผ่านความคิดเห็นเหล่านั้น แม้กระทั่งการพูดคุยกับลูกตั้งแต่ในวัยเบบี๋ก็เป็นกุญแจสำคัญไปสู่การส่งเสริม TQ แม้ว่าลูกจะยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจสิ่งที่พ่อแม่กำลังพูด หรือยังไม่เข้าใจความหมายของคำ แต่การพูดซ้ำ ๆ ในที่สุดลูกก็จะใช้คำศัพท์ เกิดทักษะการฟัง ทักษะการพูด ซึ่งต่อยอดไปสู่ทักษะการเขียนและการอ่านได้ด้วย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านต่อ >>สอนลูกอย่างไรให้ฉลาดคิดเป็นTQ(Thinking Quotient)คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ฏิทินเงินอุดหนุนบุตรปี 2563

ปฏิทินเงินอุดหนุนบุตร 2563 เงินเข้าวันไหน? พร้อมวิธีเช็คสิทธิ์

โครงการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด เป็นโครงการช่วยเหลือคุณพ่อ คุณแม่ ที่ไม่มีรายได้ แต่เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา ยังไม่สามารถจ่ายได้ ทำให้คุณพ่อ คุณแม่หลายคนเกิดความกังวล ว่าเหตุใดเงินจึงไม่เข้า เรามาเช็คข้อมูลและอัพเดต ปฏิทินเงินอุดหนุนบุตรปี 2563 เพื่อทำความเข้าใจกันค่ะ

Continue reading “ปฏิทินเงินอุดหนุนบุตร 2563 เงินเข้าวันไหน? พร้อมวิธีเช็คสิทธิ์”

ฝุ่น PM2.5

เตือนแม่ท้อง สูดฝุ่น PM2.5 เสี่ยงทำลายสมองลูก

ช่วงนี้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทางอากาศอย่าง ฝุ่น PM2.5 อาจส่งผลต่อสุขภาพของคุณพ่อ คุณแม่ และลูกน้อย ทำให้มีอาการไอ เจ็บคอ เป็นหวัด คัดจมูก แสบจมูก แสบตา อยู่บ่อยๆ คุณพ่อ คุณแม่ รู้หรือไม่คะ ว่านอกจากจะทำลายสุขภาพแล้ว ฝุ่นเหล่านี้ยังทำลายการทำงานในสมองอีกด้วย

Continue reading “เตือนแม่ท้อง สูดฝุ่น PM2.5 เสี่ยงทำลายสมองลูก”

สถานที่ทางประวัติศาสตร์

พาลูกเที่ยว 5 สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ย้อนรอยอดีต เดินดูสนุก ได้ความรู้

กิจกรรม “ท่องเที่ยว” ไม่ใช่แค่การเที่ยวสำหรับเด็กเท่านั้น แต่เป็นการสร้างประโยชน์ให้ลูกได้ไม่น้อย พาลูกเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ก็ถือว่าเป็นการเที่ยวแบบ “เอ็ดดูเทนเม้นท์” (Edutainment) ที่ได้ทั้งความสนุกและความรู้ไปพร้อม ๆ กัน ถ้าคุณพ่อคุณแม่ยังคิดไม่ออกว่าจะพากันไปเที่ยวที่ไหนดี ทีมแม่ ABK มี 5 สถานที่ทางประวัติศาสตร์ มาแนะนำค่ะ

พาลูกเที่ยว 5 สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ย้อนรอยเรียนรู้อดีต เดินดูสนุก

1.เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ

เมืองโบราณ
เมืองโบราณ

เมืองโบราณ เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนกลางแจ้งที่รวบรวมสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ในประเทศไทยจัดแสดงไว้อย่างมีชีวิตชีวาบนพื้นที่กว่า 800 ไร่ เป็นอีกหนึ่งแหล่งการเรียนรู้ผ่านการท่องเที่ยวที่เหมาะกับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย เที่ยวได้กันทั้งครอบครัวเลยค่ะ

เมืองโบราณ
เมืองโบราณ

ภายในเมืองโบราณ มีการจำลองงานสถาปัตยกรรมอันสวยงามและทรงคุณค่าของไทยไว้มากมาย ซึ่งมีทั้งสถาปัตยกรรมที่รื้อถอนจากของจริงมาปลูกสร้างและจำลองจากขนาดจริงหรือเล็กกว่ามาสร้าง และใช้องค์ความรู้มาสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ซึ่งมีมากกว่า 100 รูปแบบ

เมืองโบราณ
เมืองโบราณ

โดยแบ่งจัดวางสถานที่สำคัญ ออกเป็น 4 ภาค ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ และสุวรรณภูมิ อาทิเช่น พระที่นั่งสรรเพชญปราสาทจำลอง, ศาลาพระอรหันต์, เขาพระสุเมรุ, วิหารวัดภูมินทร์ น่าน, เรือนทับขวัญ, คุ้มขุนแผน, สวนรามเกียรติ์, วัดจองคำ ลำปาง, วิหารสุโขทัย, พระมหาธาตุเจดีย์ สุโขทัย,  พระธาติจอมกิตติ จังหวัดเชียงราย, ปราสาทหินพนมรุ้ง, ปราสาทหินพิมาย, ศาลาโถงวัดนิมิตร ตราด, เรือสำเภาไทย ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีตลาดน้ำ ร้านอาหารไว้บริการ ซึ่งเราสามารถชมโดยใช้วิธีนั่งรถราง หรือปั่นจักรยาน เที่ยวได้ตลอดทั้งวัน ในบรรยากาศที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ระหว่างทาง มีศาลานั่งพัก เรียกได้ว่าพากันมาเที่ยวที่เมืองโบราณเดียว ก็เหมือนได้เที่ยวไปทั่วประเทศไทยเลยละค่ะ

เมืองโบราณ
ขอบคุณภาพจาก www.MuangboranMuseum.com

เมืองโบราณ

พิกัด : 296/1 หมู่ 7 ถนนสุขุมวิท ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ 10280
โทรศัพท์ : 02-323 4094 -9
วันและเวลาทำการ : ทุกวัน เวลา 09.00 -19.00 น.
ค่าเข้าชม : บัตรคุ้มสยาม ผู้ใหญ่ ท่านละ 400 บาท/ เด็ก (6-14 ปี) ท่านละ 200 บาท (ราคานี้รวมรถราง จักรยาน และนั่งเรือ)

เว็บไซต์ : www.MuangboranMuseum.com
ข้อมูลอ้างอิงจาก www.kapook.com

2.อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์
อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์

ปราสาทหินพนมรุ้งหรือปราสาทพนมรุ้ง เป็นโบราณสถานในศิลปะเขมรที่มีความงดงาม เป็นปราสาทหินทรายสีชมพู ที่สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 15-18 ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้ง (บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิท) อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ศาสนสถานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระศิวะ หนึ่งในสามเทพเจ้าสูงสุดในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู (ตรีมูรติ) เพื่อใช้เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ดังนั้นเขาพนมรุ้งจึงเปรียบเสมือนเขาไกรลาสที่ประทับของเทพพระศิวะ

นอกจากมีภูมิทัศน์สวยงาม ที่ปราสาทพนมรุ้งนี้มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์ก็คือ ปรากฏการณ์พระอาทิตย์สาดส่องลอด 15 ช่องประตู โดยในช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก แสงอาทิตย์จะสาดส่องทะลุ 15 ช่องประตูของปราสาทพนมรุ้ง ทุก ๆ ปีจะมีปรากฏการณ์ดังกล่าว 4 ครั้งที่เราสามารถเห็นได้ คือช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นเดือนเมษายนและเดือนกันยายน และพระอาทิตย์ตกเดือนมีนาคมและเดือนตุลาคม

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์
อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์

ภายในปราสาทมีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญ อาทิ ปราสาทประธาน เป็นสถาปัตยกรรมหลักที่สำคัญที่สุด ตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางของลานปราสาทชั้นใน ปราสาทอิฐ 2 หลัง  ซึ่งนักประวัติศาสตร์ศิลปะได้ศึกษาพบว่า น่าจะมีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 15 นับเป็นสถาปัตยกรรมที่มีอายุเก่าที่สุดที่เหลืออยู่ สะพานนาคราช มีความหมายเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกของเทพเจ้า บันไดหินทราย ที่ทอดยาวขึ้นไปยังลานบนยอดเขา สูง 10 เมตร มี 5 ชั้น จำนวน 52 ขั้น และทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์เป็นโบราณวัตถุที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของไทย เป็นต้น

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์
อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์

ปัจจุบันปราสาทหินพนมรุ้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในปราสาทหินขอมของไทยที่มีชื่อเสียงมากที่สุด กำลังอยู่ในเกณฑ์กำลังพิจารณาเป็นมรดกโลก และจัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นอีกโบราณสถานที่น่าสนใจสำหรับการพาเจ้าตัวเล็กมาดูความสวยงามและความมหัศจรรย์แบบ unseen Thailand อีกที่นะคะ

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์
ขอบคุณภาพจาก www.museumthailand.com

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

พิกัด : เขาพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ 31110
โทรศัพท์ : 044-666 251
วันเวลาเปิด -ปิด : เปิดให้เข้าชมทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 06.00-18.00 น.
ค่าเข้าชม : คนละ 20 บาท
ข้อมูลอ้างอิงจาก www.museumthailand.com

 

อ่านต่อ พาลูกเที่ยว 5 แลนด์มาร์กเชิงประวัติศาสตร์ คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ให้ลูกเรียนภาษาจีนที่ไหนดี

ให้ลูกเรียนภาษาจีนที่ไหนดี 6 สถาบันสอนภาษาจีนสำหรับเด็ก ปูทางให้ลูกเก่ง 3 ภาษา

ภาษาจีนเป็นอีกหนึ่งภาษาที่พ่อแม่ยุคนี้อยากให้ลูกได้เรียนเพิ่มเติม เพื่อปูทางไปสู่การเรียนและอาชีพการงานในอนาคต ให้ลูกเรียนภาษาจีนที่ไหนดี มาดูกันค่ะ

ให้ลูกเรียนภาษาจีนที่ไหนดี 6 สถาบันสอนภาษาจีนสำหรับเด็ก

1.โรงเรียนสอนภาษานานมี

โรงเรียนสอนภาษานานมี
Credit Photo : www.nanmeeschool.com

โรงเรียนสอนภาษานานมี เน้นการเรียนการสอนภาษาอย่างเป็นธรรมชาติด้านฟัง พูด อ่าน เเละเขียน สอนโดยครูชำนาญการเเละผู้มีประสบการณ์ด้านการสอนภาษาจีนโดยตรงทั้งชาวไทยและชาวจีน มีบรรยากาศการเรียนการสอนที่เป็นกันเอง ด้วยเทคนิคการสอนที่ทำให้ผู้เรียนสนุก การออกเสียงชัดเจน และจดจำคำศัพท์ได้แม่นยำ มุ่งเน้นการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมั่นใจ สามารถนำไปใช้ได้จริง รวมถึงนำไปสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีนสำหรับเยาวชน (Youth Chinese Test: YCT) และการสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน (Hanyu Shuiping Kaoshi: HSK) เพื่อการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาหรือศึกษาต่อต่างประเทศได้

สำหรับหลักสูตรสอนภาษาจีนเด็กเปิดสอนตั้งแต่ อายุ 3-5 ปี (Chinese for Kids) ระดับ KD.1-3 เน้นการเรียนรู้เพื่อเพิ่มคลังคำศัพท์โดยผ่านสื่อและกิจกรรมการเรียนการสอน เรียนรู้จากคำศัพท์ที่ใช้บ่อย ตัวเลข  คุ้นเคยกับประโยคสนทนาสั้นๆที่ใช้ในห้องเรียน สีสัน ผลไม้ กีฬา

หลักสูตรภาษาจีนมาตรฐานสำหรับเด็กอายุ 6-12 ปี (Chinese for Children) เริ่มสอนตั้งแต่เด็กที่ไม่มีพื้นฐานให้เข้าใจในระบบการออกเสียงหรือพินอินของภาษาจีนกลาง เนื้อหาเกี่ยวกับกิจกรรมในสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป โดยเน้นหนักด้านการทบทวนและเน้นย้ำตัวอักษรจีน คำศัพท์ ประโยค เเละความสามารถในการเรียนรู้  สังเกต  การอ่านและการพูด เนื้อหาจะค่อย ๆ เพิ่มระดับความเข้มข้นมากขึ้นไปทีละขั้น ทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ในการเรียนภาษาจีนจากสภาพเหตุการณ์จริงของชีวิตประจำวัน

โรงเรียนสอนภาษาจีนนานมี
ที่อยู่ : อาคารบริษัท นานมี จำกัด เลขที่ 146 ถนนสาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก จังหวัดกรุงเทพฯ 10500
โทรศัพท์ : 02-648-8000
Website : www.nanmeeschool.com

2.OKLS โรงเรียนภาษาและภูมิปัญญาตะวันออก  

OKLS โรงเรียนภาษาและภูมิปัญญาตะวันออก
Credit Photo : www.okls.net

OKLS เป็นสถาบันที่เปิดสอนภาษาจีนมายาวนาน เป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งแรกที่เปิดทำการเรียนการสอนบนห้างสรรพสินค้า  ซึ่งมีส่วนช่วยปลุกกระแสการเรียนภาษาจีนในประเทศไทยให้เป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบันที่มีสาขามากถึง 13 สาขา โดยเปิดสอนหลักสูตรภาษาจีนสำหรับเด็ก OKLS แบ่งเป็น 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรเด็กเล็กเรียนจีน (OREINTAL KIDS) และหลักสูตรเด็กเด็กเรียนจีน

หลักสูตรเด็กเล็กเรียนจีน (OREINTAL KIDS) เป็นหลักสูตรเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กเล็ก อายุระหว่าง 5 – 7 ปี โดย เรียนรู้ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น ร้องเพลง  แสดงท่าทางประกอบเพลงหรือนิทาน เกมส์ กิจกรรมกลุ่ม งานประดิษฐ์ เป็นต้น ช่วยให้เด็ก ๆ ได้ซึมซับภาษาจีน เน้นทักษะการฟังและพูด คำศัพท์ ประโยคตามกับวัย และให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการเรียนของเด็ก ๆ ด้วย ในห้องเรียนจะสอนนักเรียนต่อห้อง 4-6 คนโดยคุณครูผู้สอนมีประสบการณ์ผ่านการฝึกอบรมด้านการสอนภาษาจีนสำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะ ทำให้เข้าใจพัฒนาการของเด็กและสามารถสื่อสารกับเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี

หลักสูตรเด็กเด็กเรียนจีน เป็นหลักสูตรภาษาจีนสำหรับเด็กที่พัฒนาขึ้นเพื่อการเรียนรู้ของเด็กวัย 7 – 12 ปี โดยเฉพาะ เนื้อหาครอบคลุมทั้งการฟัง การพูด การอ่านและการเขียนใช้ตำราเรียน “เด็กเด็กเรียนจีน” ที่ OKLS สร้างสรรค์ขึ้นด้วยเนื้อหาที่เข้าใจง่ายและใช้ในชีวิตประจำวัน เสริมด้วยแบบฝึกหัดและกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ เช่น ร้องเพลง เล่นเกมส์ ฟังนิทาน เป็นต้น ในบรรยากาศการเรียนที่ผ่อนคลายและสนุกสนาน เอื้อต่อการเรียนรู้ ของเด็กในวัยกำลังเติบโต ทำให้เด็กๆ เกิดความรักและความสนใจในการเรียนภาษาจีน หลังจากเรียนแล้วจะมีการทดสอบความรู้ ความเข้าใจและทักษะภาษาจีนของนักเรียน และรายงานผลการเรียนให้ผู้ปกครองทราบ

OKLS โรงเรียนภาษาและภูมิปัญญาตะวันออก
โทรศัพท์ : 02-939-8944 และ 02-939-8945 (สำนักงานใหญ่)

Website : www.okls.net

3.โรงเรียนสอนภาษาจีนตันติ

โรงเรียนสอนภาษาจีนตันติ
Credit Photo : www.tantichinese.com

โรงเรียนสอนภาษาจีนตันติ เน้นการเรียนการสอนด้วยบรรยากาศภายในห้องเรียนแบบสนุกสนาน เฮฮา และเป็นกันเอง เพื่อให้ให้ผู้เรียนรู้สึกไม่เบื่อและเรียนภาษาจีนได้อย่างมีความสุข เน้นการเรียนแบบห้องเล็ก เพื่อให้นักเรียนได้เรียนตัวต่อตัวกับอาจารย์ผู้สอนโดยตรง เริ่มตั้งแต่การปูพื้นฐานและพัฒนาทักษะทางด้านภาษาจีนไปพร้อม ๆ กับการผึกทักษะและเสริมสร้างความกล้าแสดงออกของเด็ก ทำให้เด็ก ๆ สามารถพัฒนาศักยภาพทางด้านสติปัญญา (I.Q.) และศักยภาพทางด้านอารมณ์ (E.Q.) ไปพร้อมๆกัน

ที่นี่มีคอร์สเรียนหลายหลักสูตร สำหรับหลักสูตรภาษาจีนเด็กแบ่งเป็นช่วงอาทิ ได้แก่ หลักสูตรภาษาจีนสำหรับนักเรียน 2-4 ปี​ เน้นการฟัง พูด กับเจ้าของภาษา ให้น้อง ๆ ได้คุ้นเคยกับภาษาจีนตั้งแต่เล็ก และได้พัฒนาการทักษะต่าง ๆ เช่น การร้องเพลง เล่นเกม การทักทาย สี ผลไม้ การนับจำนวน ชื่อสัตว์ อาหารเป็นต้น​

หลักสูตรสำหรับนักเรียนอายุ 3 ปีขึ้นไป เน้นการอ่านออกเสียง การเขียน เรียนรู้พินอิน (การสะกดเสียงภาษาจีน) เรียนรู้ปี่ฮว่า (เส้นขีดประกอบตัวอักษรจีน) ผ่านสื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เพลงจีน เกมภาษาจีน การตัดกระดาษของจีนเรียนรู้การเขียนพู่กันจีน นิทานและบทกลอน เป็นต้น

หลักสูตรภาษาจีนสำหรับเด็กอายุ 5 -11 ปี จะใช้หนังสือของทางสถาบันชื่อ “ภาษาจีนหรรษา” ซึ่งเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาแบบเรียนที่สอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียนไทยระดับชั้นประถมศึกษา มีชีวิตชีวา มุ่งเน้นปลูกฝังความสนุกสนานของการเรียนภาษาจีนกลาง ในสภาพเหตุการณ์จริงและสามารถใช้ภาษาจีนในการสื่อสาร ประกอบกับแบบฝึกหัดที่สนุกสนาน นอกจากจะช่วยฝึกฝนความสามารถทางด้านภาษาแล้ว ยังช่วยพัฒนาสมอง และความคิดของเยาวชนได้เป็นอย่างดี เมื่อเรียนจบแต่ละเล่มแล้วจะสามารถเรียนรู้และเข้าใจการออกเสียง การสะกดสระและพยัญชนะภาษาจีน เรียนรู้เข้าใจและใช้งานคำศัพท์ภาษาจีนได้ และเรียนรู้คำศัพท์ภาษาจีนเพิ่มเติมขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โรงเรียนสอนภาษาจีนตันติ
สาขาเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 โทร. 093-410-4499

สาขาเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ โทร. 085-254-8666
Website : www.tantichinese.com

4.โรงเรียนสอนภาษาจีนเพียรอักษร (หงหล่าวซือ)

หงหล่าวซือ
Credit Photo : www.honglaoshi.com

หงหล่าวซือ สอนภาษาจีนกลาง (Mandarin) ที่ใช้สื่อสารกันทั่วโลกให้กับผู้ที่สนใจอยากเป็นภาษาจีน เริ่มต้นจากที่ไม่เป็นอะไรเลย จนทำให้เป็นอีกหนึ่งภาษาที่ใช้งานได้จริง! นักเรียนจะได้ฝึก 5 ทักษะ พูด ฟัง อ่าน เขียน แปล จากภาษาไทยเป็นภาษาจีน และภาษาจีนเป็นภาษาไทยแบบมีประสิทธิภาพ ด้วยเทคนิคการสอนที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการเรียนการสอนที่ฝึกจนทุกอย่างเป็นไปแบบธรรมชาติและฉับไวแม่นยำ

สำหรับคอร์สภาษาจีนมาตรฐานสำหรับเด็ก จะได้ฝึกออกเสียงภาษาจีนกลางอย่างมีหลักการและได้มาตรฐานตามระบบ pinyin ของปักกิ่ง เรียนรู้ศัพท์พื้นฐานในชีวิตประจำวัน ฝึกสร้างประโยคจากเรียบง่าย ค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ประโยคที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น เรียนรู้ขีดต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นอักษรภาษาจีน ฝึกการเขียนอย่างถูกต้องตามหลักการ ค่อยๆเรียนรู้ไวยากรณ์จีนอย่างธรรมชาติ โดยผ่านการใช้ภาษาจีนแบบตอกย้ำ โดยผ่านทางการเรียนและกิจกรรมหลากหลายในแนวสร้างสรรค์ เช่น แทรกบทเพลง บทกวี เพื่อเพิ่มพูนความรู้และสีสันในการเรียน พร้อมกับสื่อการสอนต่าง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศเป็นบวกที่สนุกสนาน

โรงเรียนสอนภาษาจีนเพียรอักษร (หงหล่าวซือ)
โทร. 086-306-9072, 089-2012-333, 02-934-9494
Website : www.honglaoshi.com

อ่านต่อ 6 สถาบันสอนภาษาจีนสำหรับเด็ก ปูทางให้ลูกเก่ง 3 ภาษา คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ทิชชู่เปียก

รีวิวจัดหนัก 16 แบรนด์ ทิชชู่เปียก เลือกยี่ห้อไหน คุ้มค่า ปลอดภัยกับลูกน้อย

ทิชชู่เปียก ไอเท็มขาดไม่ได้สำหรับคุณแม่ของลูกทุกวัย ทั้งวัยเบบี๋ที่ต้องทำความสะอาดบ่อยๆและรวดเร็ว ไปจนถึงลูกวัยซน สนุกจนเปรอะเปื้อนตลอดเวลา แถมยังใช้เช็ดทำความสะอาดอื่นๆได้สะดวกสบาย พกพาง่าย ใช้ได้ตลอดเวลา แต่แม่รู้ไหม ทิชชู่เปียก ชุ่มๆที่ดูสะอาดเหมือนกัน กลับมีคุณภาพแตกต่างกัน และอาจไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่เหมาะกับลูกตัวน้อย

คุณแม่จะเลือกซื้อ ทิชชู่เปียก อย่างไรให้มั่นใจได้ว่าปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายกับผิวของลูกน้อย สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ “ต้องทำความสะอาดได้ดีเยี่ยม “ เช็ดครั้งเดียวอยู่!! คุณภาพดี คุ้มราคา  Amarin Baby & Kids จัดหนักคว้า 16 แบรนด์ดัง 17 รุ่นทิชชู่เปียก มารีวิวกันแบบชัดๆ ที่นี่เลย

ทิชชู่เปียก เลือกยังไงให้ปลอดภัย ใช้ได้กับลูกเบบี๋

ลูกเบบี๋เป็นวัยที่ใช้ทิชชู่เปียกมากที่สุด คุณแม่ส่วนใหญ่เริ่มใช้ทันทีหลังคลอด เพราะหนูน้อยจะเปรอะเปื้อนได้ง่าย ทั้งจากการขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ รวมกันราว 3 – 4 ครั้งวัน เมื่อต้องเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป ต้องเช็ดทำความสะอาดให้หมดจด เพราะมิเช่นนั้นสิ่งสกปรกหมักหมม เป็นที่สะสมของเชื้อโรค และทำให้ลูกเจ็บป่วยได้ แต่การใช้น้ำล้าง หรือผ้าชุบน้ำอาจไม่สะดวก โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่ที่ยังต้องปรับตัวกับการเลี้ยงลูก

การใช้ทิชชู่เปียกจึงช่วยให้เรื่องทำความสะอาด  และเปลี่ยนผ้าอ้อมง่ายขึ้น โดยใช้ผ้าเปียกที่มีคุณสมบัติอุ้มน้ำ เช็ดเบาๆในบริเวณที่ต้องการ ก็กลับมาสะอาดในเวลาไม่นาน แถมยังประหยัดขึ้นเพราะทิชชู่ 1 แผ่น ก็เช็ดได้นาน กรณีที่ไม่ได้เช็ดสิ่งปฏิกูล คุณแม่ยังใช้เช็กคราบนม คราบน้ำลายบนใบหน้าและส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ทั่วถึง บรรจุอยู่ในหีบห่อขนาดเล็ก น้ำหนักเบา จึงพกติดตัวไปใช้ได้ทุกที่ บางบ้านยังมีทิชชู่เปียกไว้ใช้ทั้งครอบครัว

ภายใต้คุณสมบัติน่าปลื้มของทิชชู่เปียก กลับแฝงไปด้วยส่วนประกอบหลายอย่างที่อาจเป็นอันตรายต่อลูกน้อย โดยเฉพาะวัยทารก ซึ่งมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย  เพราะในท้องตลาดมีสินค้าทั้งจากแบรนด์สินค้าแม่และลูกที่คุ้นเคย แบรนด์กระดาษชำระทั่วไป และแบรนด์หน้าใหม่ต่างๆ คุณแม่จำเป็นศึกษาข้อมูลและพิจารณาให้ดีก่อนซื้อมาใช้

แม่ต้องรู้ ทิชชู่เปียก ไม่ใช่กระดาษ

แม้ชื่อทิชชู่เปียกจะเรียกเหมือนกับกระดาษชำระ จริงๆแล้วไม่ได้ทำมาจากกระดาษ และเครื่องสำอางควบคุม เนื้อผ้า Spunlace non-woven  ทำจากวัตถุดิบแตกต่างในแต่ละแบรนด์ บ้างทำจากเยื่อกระดาษ  ใยไผ่ธรรมชาติ หรือใยพลาสติกที่ผ่านกระบวนการทางเคมี โดยสังเกตได้ง่ายๆจาก “เนื้อผ้า” ถ้าทิชชู่เปียกเนื้อแข็ง ไม่อุ้มน้ำ หรืออุ้มน้ำน้อยแสดงว่าทำมาจากเส้นใยพลาสติก แต่ถ้ามีส่วนผสมเยื่อกระดาษมาก เนื้อผ้าจะแข็งกระด้าง ซึ่งทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวลูกน้อยได้

น้ำเป็นส่วนผสมหลักแต่ไม่ใช่ทั้งหมด

เวลาเช็ดทิชชู่จะมีน้ำเปียกหมาดๆติดบนผิว ให้ความรู้สึกเหมือนเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำ แต่แม่รู้ไหม น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของทิชชู่เปียกที่มีทั้ง น้ำบริสุทธิ์ น้ำเกลือ และน้ำกลั่น DI ซึ่งมักใช้ในการผลิตเครื่องสำอาง แต่น้ำไม่ใช้ส่วนผสมเพียงอย่างเดียว แม้จะมองไม่เห็น ใน ทิชชู่เปียก ยังใช้สารเคมีอื่นๆ ได้แก่ กลุ่มสารลดความตึงผิว Polysorbate, Cpcamidopropyl betaine กลุ่มสารกันเสีย เช่น, Chlorhexidine Degluconate, Benzoil acid และ Methylparaben เป็นต้น รวมถึงการกลิ่นหอม และสารบำรุงผิวอีกด้วย

อ่านต่อ วิธีเลือกทิชชู่เปียกให้เหมาะกับลูกน้อย หน้า 2

ตัวต่อแม่เหล็ก

อุทาหรณ์..หมอผ่าตัดเจอ! ตัวต่อแม่เหล็ก ในท้องเด็ก ยาวกว่า 15 ซม.

อุทาหรณ์!! หมอผ่าตัดเจอ ตัวต่อแม่เหล็ก ในท้องเด็ก! ยาวกว่า 15 ซม. ของเล่นที่พ่อแม่หวังซื้อมาเพื่อเสริมทักษะ พัฒนาสมองลูก หากปล่อยให้เล่นโดยไม่ระวังอาจเป็นภัยร้ายได้!!

อุทาหรณ์..หมอผ่าตัดเจอ! ตัวต่อแม่เหล็ก ในท้องเด็ก

ตัวต่อแม่เหล็ก หรือ ชุดต่อแม่เหล็กฝึกพัฒนาการ ของเล่นที่คุณพ่อคุณแม่ซื้อมาให้ลูกเล่น เพื่อช่วยฝึกพัฒนาสมอง พัฒนาทักษะ ฝึกสามธิ พัฒนาไอคิว เสริมการเรียนรู้ ซึ่ง ตัวต่อแม่เหล็กเสริมทักษะ นี้สามารถต่อเป็นรูปทรงเรขาคณิตได้หลากหลาย สร้างสรรค์จินตนาการให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี … แต่คุณพ่อคุณแม่รู้หรือไม่? ว่าของเล่นชนิดนี้ไม่ปลอดภัย!!!

ตัวต่อแม่เหล็ก

Must read : ของเล่น เสี่ยงอันตราย 9 ประเภท ที่ไม่เหมาะให้ลูกเล่น

เพราะล่าสุดมีข่าวเด็กชายวัย 6 ขวบ เกิดปวดท้องอย่างหนัก เมื่อพาไปโรงพยาบาล คุณหมอเอกซเรย์จึงพบของเล่นตัวต่อเหล็กดูด 6 ชิ้น ยาวต่อกันกว่า 15 เซนติเมตร ในลำไส้ ซึ่งมีแม่เหล็ก 3 ชิ้น ที่เหล็กเปลี่ยนสีไปแล้ว

ตัวต่อแม่เหล็ก
ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ www.amarintv.com

 

โดย นพ.ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลราชพฤกษ์ จ.ขอนแก่น พร้อมด้วย นพ.สมบัติ อาษารัฐ ศัลยแพทย์ ได้ออกมาเปิดภาพเอกซเรย์ (X-rays) ของเด็กชายวัย 6 ขวบ ที่มาหาหมอด้วยอาการปวดท้องช่วงกลางดึก ก่อนจะเอกซเรย์พบภายในลำไส้เล็ก เป็นแท่งเหล็กกลม กว้างประมาณ 3 เซนติเมตร ยาว 15 เซนติเมตร

 

ซึ่งคุณพ่อของเด็กได้เล่าอาการว่า ลูกชายปวดท้องในบางท่วงท่า เช่น เวลานอนคว่ำจะปวดท้องมาก แต่เมื่อลุกขึ้นนั่งก็จะหายปวด และเมื่อคุณหมอตรวจอาการเบื้องต้น ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ จึงนำเด็ก เข้าห้องเอกซเรย์ ก่อนจะพบว่ามีแท่งเหล็กยาว 15 เซนติเมตร

ตัวต่อแม่เหล็ก
ภาพเอกซเรย์ ตัวต่อแม่เหล็ก ในท้องเด็ก ยาวกว่า 15 ซม.

แต่คุณหมอเองก็ยังไม่ทราบว่าเป็นแท่งเหล็กหรือวัตถุใด จึงได้เรียกพ่อของเด็กมาดู ทันทีที่พ่อเด็กได้เห็นแท่งเหล็ก ก็ทราบว่าเป็น ตัวต่อแม่เหล็ก ของเล่นที่ซื้อมาให้ลูกเล่นก่อนหน้านี้แน่นอน เพราะมีลักษณะคล้ายกับตัวต่อแม่เหล็กดูด เสริมพัฒนาการของเด็ก ซึ่งเหล็กตัวต่อนี้ เข้าไปอยู่ในอวัยวะที่ลึก ไม่สามารถที่จะนำออกมาได้ด้วยการส่องกล้อง ทีมคุณหมอจึงต้องทำการผ่าตัด

Must read : วิธีเลือกของเล่นให้ลูก อย่างไรให้ปลอดภัย

ทั้งนี้คุณหมอยังระบุอีกว่า… เด็กชายรายนี้น่าจะทยอยกลืนแท่งเหล็กนี้เข้าไปก่อน 3 ชิ้น คาดว่าน่าจะนานถึง 1 เดือน เพราะเหล็กเริ่มเปลี่ยนจากสีปกติเป็นสีดำ หลังจากนั้น เดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็กลืนลงไปอีก 3 ชิ้น ทำให้เหล็กตัวต่อทั้งหมดไปเรียงกันในช่องท้องและลงไปอยู่ในลำไส้เล็ก เพราะของเล่นเสริมพัฒนาการตัวนี้เป็นเหล็กดูดที่ดูดกันค่อนข้างแรง (แม่เหล็กแรงสูง)

โดยขณะที่ทำการผ่าตัดนั้น เหล็กดูดตัวนี้ก็ได้ดูดติดเครื่องมือแพทย์ออกมาอย่างง่าย ทำให้การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี ซึ่งขณะนี้เด็กชาย 6 ขวบ รายนี้อาการปลอดภัยแล้ว

และภายหลังจากที่เด็กชายเข้ารับการรักษา พี่สาวของเด็กคนนี้ ก็ได้ออกมาสารภาพกับพ่อว่า น้องเคยกลืนแท่งเหล็กนี้ให้ดูต่อหน้าถึง 2 ชิ้น แต่พี่สาวไม่กล้าบอกพ่อเพราะกลัวโดนดุ ก่อนจะมาสารภาพหลังจากที่น้องชายปวดท้องกระทั่งได้รับการผ่าตัด นำของเล่นชิ้นนี้ออกจากช่องท้อง

คลิปแถลงข่าว! หมอผ่าตัด ตัวต่อแม่เหล็ก ในท้องเด็ก ยาวกว่า 15 ซม.
โรงพยาบาลราชพฤกษ์ จ.ขอนแก่น

ขอบคุณคลิปจาก : Yotsawin

Must read : วิธีช่วยชีวิตลูก สิ่งแปลกปลอมติดคอ สำลักอาหาร (มีคลิป)

อย่างไรก็ดีเรื่องเด็กๆกลืนกินสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกายจะพบบ่อยๆมาก เช่น เหรียญบาท ลูกปัด ยางลบ กระดุม วัตถุเล็กๆที่เด็กกลืนกินได้ พลาสติกเล็กๆ ทางโรงพยาบาลจึงขอแถลงข่าวเพื่อให้ความรู้กับประชาชนที่เป็นพ่อแม่เด็ก โดยเฉพาะคนที่มีลูกหลาน อายุ 1- 8 ขวบ ให้ระมัดระวังในการเลือกซื้อของเล่น ซึ่งของเล่นชิ้นเล็กอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงควรให้อยู่ในสายตาตลอดเวลาในขณะเล่น เพราะด้วยนิสัยของเด็กนั้นชอบกลืนสิ่งของที่มีขนาดเล็ก ซึ่งที่ผ่านมาก็มีข่าวมากมายและพบเด็กเข้ามารับการรักษาด้วยการมีสิ่งแปลกปลอมในช่องท้องอยู่เป็นประจำ … ซึ่งเรื่องแบบนี้สามารถป้องกันได้โดยการเฝ้าระวัง และบอกเด็กก่อนเริ่มเล่น เพื่อลดความสูญเสียกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นมาจนเป็นอันตรายกับเด็ก และถึงชีวิตได้

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :


ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก : www.springnews.co.th

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่