ความสามารถพิเศษ

ความสามารถพิเศษ กับอาชีพในอนาคตของลูกน้อย

คนทุกคนมีศักยภาพในแต่ละด้านไม่เท่ากัน นั่นเป็นส่วนผสมที่ทำให้เด็กๆ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เด็กบางคนมี ความสามารถพิเศษ ตั้งแต่ 2 ด้านขึ้นไป หากพวกเขาได้รับการส่งเสริมที่เหมาะสม ก็จะสามารถพัฒนาความสามารถและความถนัดที่เขามีอยู่ให้แสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

Continue reading “ความสามารถพิเศษ กับอาชีพในอนาคตของลูกน้อย”

ไวรัสโคโรนา

8 วิธีป้องกันไวรัสโคโรนา ฉบับประชาชน จากกระทรวงสาธารณสุข

จากสถานการณ์โรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 คงจะทำให้คุณพ่อ คุณแม่เป็นกังวลอยู่ไม่น้อย เมื่อการระบาดของโรคเริ่มต้นที่ประเทศจีน และกระจายวงกว้างไปทุกที่กว่า 29 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ทั้งยังพึ่งพบผู้เสียชีวิตในไทยรายแรกอีกด้วย

Continue reading “8 วิธีป้องกันไวรัสโคโรนา ฉบับประชาชน จากกระทรวงสาธารณสุข”

พัฒนาสมองทารกในครรภ์

อยากให้ลูกมีสมองฉลาด ทำไมต้องเริ่มที่ 28 วันแรกของการตั้งครรภ์ ?

พัฒนาสมองทารกในครรภ์ ช่วง 28 วันแรกของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงเวลาทองที่คุณแม่ควรกระตุ้นส่งเสริม พัฒนาสมองลูกน้อยให้มีศักยภาพ และประสิทธิภาพสูงสุด  วันนี้เรามีคำแนะนำเรื่องนี้มาฝากว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ค่ะ

 

พัฒนาสมองทารกในครรภ์  เริ่มที่ 28 วันแรกของการตั้งครรภ์

รู้ไหมคะว่า ในช่วง 28 วันแรกของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงเวลาทองที่คุณแม่ควรต้องเตรียมความพร้อมในหลาย ๆ เรื่อง เพื่อให้ทารกน้อย มีพัฒนาการการเจริญเติบโตสมบูรณ์พร้อมที่สุดก่อนที่จะคลอดออกมาในสัปดาห์สุดท้ายของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะ พัฒนาการสมองทารกในครรภ์ คุณแม่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

28 วันแรกของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงเวลาที่หลอดประสาทของทารกจะพัฒนาเจริญเติบโตขึ้น และมีการแบ่งเซลล์ กลายเป็น “สมอง” มีการสร้าง แบ่งตัว และมีการเชื่อมต่อเซลล์ประสาทขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพสมองของลูกน้อยให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด คุณแม่ควรเริ่มดูแลตัวเองให้ได้รับโภชนาการที่มีส่วนช่วย กระตุ้นและบำรุงสมองทารกในครรภ์กันตั้งแต่ช่วงนี้ค่ะ  

พัฒนาสมองทารกในครรภ์

สารอาหารที่ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมองทารกในครรภ์ให้มีความสมบูรณ์แข็งแรง และมีประสิทธิภาพในการทำงาน  จะเป็นสารอาหารกลุ่มไขมันไม่อิ่มตัว ที่ร่างกายเราไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไปเท่านั้น ได้แก่ GA และ DHA

พัฒนาสมองทารกในครรภ์

ในหนึ่งวัน คุณแม่อาจได้รับสารอาหารเหล่านี้ไม่ครบถ้วนจากการรับประทานอาหารทั่วไป ทั้งนี้การดื่มนมที่เป็นสูตรเฉพาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตรอย่างนมแอนมัม (Anmum) จะช่วยให้คุณแม่ได้รับสารอาหารสำคัญมีผลต่อ พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารอาหารสำหรับพัฒนาการสมองทั้ง GA และ DHA รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อลูกในทุกวัน  มาดูกันค่ะว่าดื่มนมแอนมัมแล้วจะได้รับสารอาหารอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์ต่อคุณแม่ และลูกน้อยในครรภ์

  • GA แกงกลิโอไซด์ (Ganglioside) เป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์สมองบริเวณเส้นใยประสาท มีส่วนช่วยในการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง ช่วยให้สมองเรียนรู้ จดจำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
  • DHA ดีเอชเอ (Docosahexaenoic Acid) เป็นส่วนประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์สมอง และจอประสาทตา มีส่วนสำคัญในการช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสมอง และสายตา ให้ทำงานมีศักยภาพ และประสิทธิภาพ
  • DR10 (ดีอาร์10) เป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ทำงานร่วมกับใยอาหาร (Fibre) ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและส่งเสริมให้สุขภาพทางเดินอาหารของคุณแม่ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพ ช่วยลดอาการในระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก ท้องเสีย ท้องอืด
  • Folate (โฟเลท) มีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง คุณแม่ตั้งครรภ์ในเดือนแรกจำเป็นต้องได้รับโฟเลท เพื่อ ช่วยในการสร้างหลอดประสาท และพัฒนาการสมองทารกในครรภ์ให้มีความสมบูรณ์
  • Calcium (แคลเซียม) มีส่วนสำคัญช่วยในกระบวนการสร้างกระดูก และฟันที่แข็งแรง ลดความเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุน

พัฒนาสมองทารกในครรภ์

การดื่มนมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์มีประโยชน์มากมายค่ะ ดื่มนมแล้ว ก็ต้องรับประทานอาหาร ให้ครบ 5 หมู่ด้วยนะคะ ในทุกมื้อควรรับประทานอาหารที่หลากหลาย เพื่อให้ร่างกายของคุณแม่ และทารกน้อยในครรภ์ได้สารอาหารที่ครบถ้วน เช่น

  • อาหารทะเล ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน เป็นต้น
  • ไข่ เนื้อสัตว์ (หมู เนื้อ ไก่)
  • ถั่วต่าง ๆ และธัญพืช ได้แก่ ถั่วเหลือง เมล็ดแฟลกซ์ วอลนัท อัลมอนด์ เมล็ดฟักทอง เป็นต้น
  • ผลไม้ แนะนำให้ทานผลไม้ที่ไม่หวานมาก เช่น ส้ม ฝรั่ง องุ่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ (มีวิตามินซีสูง และมีสารต้านอนุมูลอิสระ) มะเขือเทศ ฯลฯ
  • ผักหลากสีสัน อุดมไปด้วย วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และโฟเลท เช่น แครอท ผักคะน้า หน่อไม้ฝรั่ง มันฝรั่ง บร็อกโคลี่ ผักกาดขาว พริกหวาน ผักโขม ผักสลัดต่าง ๆ ฯลฯ

ทารกน้อยที่อยู่ในครรภ์คุณแม่ช่วง 28 วันแรก จะมีพัฒนาการสมอง และร่างกายที่สมบูรณ์ไปตลอด 40 สัปดาห์หรือไม่นั้น  อยู่ที่คุณแม่เป็นคนกำหนดค่ะ อยากให้ลูกน้อยคลอดออกมาเป็นเด็กฉลาด เรียนรู้เร็ว มีพัฒนาการสมวัย ต้องเริ่มพัฒนาศักยภาพสมองของลูก ตั้งแต่วันที่ 28 ของการตั้งครรภ์นะคะ

 

พัฒนาสมองทารกในครรภ์

 

ฟื้นฟูร่างกายหลังคลอด

เคล็ด(ไม่)ลับ ฟื้นฟูร่างกายหลังคลอด อย่างแม่มือโปร

คุณแม่หลังคลอดมักเจอกับปัญหาเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย รู้สึกไม่ค่อยสดชื่น ดูโทรม ผิวพรรณไม่สดใส แถมน้ำนมยังมาน้อย กังวลว่าลูกจะกินนมไม่พอ ฯลฯ คุณแม่ทราบไหมคะว่าปัญหาต่างๆ เหล่านี้ มีสาเหตุมาจาก

  1. เสียเลือดมากขณะคลอดลูก
  2. มีอาการเจ็บแผลจากการคลอดลูก
  3. นอนหลับไม่สนิท นอนน้อย เพราะต้องตื่นขึ้นมาให้ลูกกินนมประมาณทุก 2-3 ชั่วโมง
  4. มีความเครียดจากการเลี้ยงลูก โดยเฉพาะกับแม่มือใหม่ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์การเลี้ยงลูกมาก่อน ก็จะมีความกังวลขึ้นได้
  5. รับประทานอาหารไม่เพียงพอ หรืออาจจะได้รับโภชนาการที่ไม่เหมาะสม

เหตุผลทั้งหมดนี้ยังส่งผลกระทบไปถึงการผลิตน้ำนมแม่ด้วยค่ะ เพราะแม่ยิ่งเครียด ร่างกายก็จะผลิตน้ำนมแม่ได้ไม่ค่อยดี ดังนั้นเพื่อให้คุณแม่ ฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดได้ไวขึ้น คุณแม่ควรต้องดูแลตัวเองให้มากเป็นพิเศษ ทั้งเรื่องของโภชนาการสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายช่วงหลังคลอดและให้นมลูก ดูแลสภาพจิตใจให้สดชื่น แจ่มใส ไม่เครียด เป็นต้น

ฟังดูเหมือนจะทำได้ง่ายๆ ใช่ไหมคะ แต่กับแม่หลังคลอดที่สละเวลาไปกับการดูแลเลี้ยงลูกวัยทารก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองหมดทุกอย่าง

ฟื้นฟูร่างกายหลังคลอด

แนะนำว่าคุณแม่ควรมีผู้ช่วย ซึ่งคุณพ่อของลูกน้อยนี่แหละค่ะ ผู้ช่วยที่ดีที่สุดของคุณแม่ ถามว่าคุณพ่อช่วยแบ่งเบา ดูแลคุณแม่ในเรื่องใดได้บ้าง

  1. ช่วยสลับช่วงเวลาเลี้ยงลูกกับคุณแม่ เช่น ช่วงกลางคืนคุณพ่อตื่นมาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก หรือในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ คุณพ่อช่วยคุณแม่เลี้ยงลูกด้วยกันทั้งวัน
  2. ช่วยอาบน้ำให้ลูกน้อย เปลี่ยนผ้าอ้อม เล่นกับลูก
  3. ช่วยนวดบ่า ไหล่ เพื่อให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย
  4. เพื่อไม่ให้คุณแม่รู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวในการเลี้ยงลูก คุณพ่อควรพูดคุย ถามคุณแม่ในทุกเรื่อง คุณแม่จะได้รู้สึกอบอุ่นใจที่มีคุณพ่ออยู่ข้างๆ ค่ะ
  5. พาออกไปเปิดหู เปิดตานอกบ้าน เพื่อให้คุณแม่สดชื่น ผ่อนคลาย ไม่เครียดกับการเลี้ยงลูกอย่างเดียว ในช่วงที่ลูกเพิ่งอายุ 2-3 เดือน อาจอุ้ม หรือให้ลูกน้อยอยู่ในรถเข็น แล้วพากันเดินเล่นที่สนามหญ้าหน้าบ้าน หรือสวนสาธารณะใกล้บ้านก็ได้นะคะ
  6. ช่วยเตรียมอาหาร ของว่าง และน้ำดื่มให้คุณแม่

สำหรับอาหารการกินในช่วงที่คุณแม่ให้นมลูก คุณแม่มีเวลาน้อย เพราะต้องคอยดูแลลูกน้อย ก็อาจทำให้ได้รับโภชนาการที่ไม่เหมาะสม ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน จึงแนะนำว่าช่วงให้นมลูก อาหารที่รับประทานต้องมีประโยชน์ต่อร่างกาย ได้สารอาหารครบ 5 หมู่ เพื่อจะได้บำรุงฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดให้กลับมาฟิต เฟิร์ม แข็งแรงเร็ว และช่วยให้ร่างกายผลิตน้ำนมแม่ที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอสำหรับเลี้ยงลูกค่ะ

และอย่างที่บอกไปค่ะว่า คุณแม่ต้องเลี้ยงลูก ทำให้มีเวลาน้อย จนไม่มีเวลาเตรียมอาหารที่รับประทานในทุกๆ วัน ให้มีคุณค่าทางโภชนาการสารอาหารครบถ้วนอย่างที่ต้องการ  คุณแม่อาจต้องมองหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาบำรุงร่างกายหลังคลอดในช่วงให้นมลูกค่ะ

ฟื้นฟูร่างกายหลังคลอด

อย่างตัวช่วยพิเศษสำหรับคุณแม่หลังคลอดและให้นมลูก “ลิล แมรี่ วิตามินชงดื่ม” ผลิตภัณฑ์บำรุงน้ำนม อุดมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น เมล่อน องุ่น ทับทิม บร็อคโคลี่ โกจิเบอร์รี่ เมล็ดองุ่น เปลือกสน และ ฟีนูกรีก เห็นสารสกัดจากธรรมชาติที่เข้มข้นในลิล แมรี่ วิตามินชงดื่มบำรุงร่างกายแล้ว ขอบอกว่ายิ่งดื่มยิ่งได้ประโยชน์ในการช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดได้ดีมากๆ  คุณแม่ที่ปัญหาน้ำนมน้อย ก็จะช่วยบำรุงและเพิ่มน้ำนมหลังคลอดให้มีปริมาณน้ำนมมากเพียงพอได้ปั้มเก็บทำสต็อกนมแม่ด้วยค่ะ ลิล แมรี่ ผลิตภัณฑ์บำรุงน้ำนม ยังปราศจากน้ำตาล คุณแม่ดื่มได้ทุกวันไม่ทำให้ท่อน้ำนมอุดตันค่ะ

คุณแม่สามารถดื่มบำรุงร่างกายได้อย่างปลอดภัย เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน GMP และ HCCP รวมถึงขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ถูกต้องจาก อย. และสำนักคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย

ชงลิล แมรี่ ดื่มวันละซอง บำรุงร่างกายหลังคลอด จบทุกปัญหากวนใจคุณแม่ค่ะ

หากสนใจคุณแม่สามารถหาซื้อ ลิล แมรี่ได้ตามบูธในโรงพยาบาลต่างๆ หรือสั่งซื้อได้ผ่านช่องทางการติดต่อดังนี้ค่ะ

Facebook : https://m.me/lilmombaby

Line@ : https://lin.ee/pbSGlLH

IG : https://www.instagram.com/lil.mombaby

LAZADA : https://s.lazada.co.th/s.ZlbnB

SHOPPE : https://shopee.co.th/lilmombaby

Lnwshop : https://www.lilmere.com

 

ชวนคุณแม่ร่วมสนุกเพื่อลุ้นรับของสมนาคุณ
ลิล แมรี่ วิตามินชงดื่ม ผลิตภัณฑ์บำรุงน้ำนม

กติกาง่ายๆ ในการร่วมสนุกสำหรับคุณแม่ค่ะ

1. ตอบคำถามใต้โพสต์นี้
2. กดแชร์โพสต์นี้ และตั้งค่าเป็นสาธารณะ
3. กด like เพจ lilmombaby
4. และเพิ่มเพื่อนในแอดไลน์ @LiLmombaby (รบกวนแคปภาพการเพิ่มเพื่อนในไลน์ มาแสดงยืนยันไว้ใต้โพสต์)

*** หมายเหตุ คุณแม่ที่ทำตามกติกาทุกข้อ จะสุ่มจับรางวัล ผู้โชคดี จำนวน 10  รางวัล

คำถามร่วมสนุกเพียงตอบคำถาม ดังนี้
(ส่งคำตอบได้ที่ใต้โพสต์เฟสบุ๊คบทความนี้)

1. คุณแม่อยากทานลิล แมรี่ เพราะเหตุใด(เหตุผลคุณแม่)

2. ผลิตภัณฑ์ ลิล แมรี่ ช่วยเรื่องอะไรบ้าง(ตอบได้มากกว่า 1 คำตอบ)

3. ช่องทางการสั่งซื้อมีที่ไหนบ้าง (ตอบได้มากว่า 1 คำตอบ)

 

ฟื้นฟูร่างกายหลังคลอด

อาการของคนท้อง ตั้งแต่สัปดาห์แรกจนคลอด มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง

ว่าที่คุณแม่ท้องมือใหม่ต้องรู้!! อาการของคนท้อง ตั้งแต่สัปดาห์แรกจนกระทั่งคลอด ตลอดการตั้งครรภ์ 9 เดือน อาการแม่ท้อง 1 – 9 เดือน มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง

ตามติดแม่ท้อง 9 เดือน อาการของคนท้อง
สัปดาห์แรกจนคลอด มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

สัญญาณการตั้งครรภ์ หรือ อาการตั้งครรภ์เริ่มแรก ไม่ได้มีแค่คลื่นไส้อาเจียนเท่านั้น เพราะ อาการของคนท้อง อาจจะไม่เหมือนกันทุนคน อาการคนท้องระยะแรก บางคนแพ้มาก หรือ ว่าที่คุณแม่บางคนตั้งครรภ์โดยไม่มีอาการแพ้ท้องเลยสักนิด ทั้งนี้เมื่อว่าที่คุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ตั้งแต่สัปดาห์แรกจะมีการแสดงออกของอาการทางร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นั่นอาจเป็นผลมาจากการแสดงออกของระบบการป้องกันทารกในครรภ์ให้เติบโตขึ้นได้โดยปราศจากอันตราย

อย่างไรก็ดี อาการของคนท้อง เบื้องต้นที่สังเกตได้จึงอาจเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้อย่างชัดเจนว่าเกิดการตั้งครรภ์หรือไม่ เพราะบางอาการอาจเป็นสัญญาณของโรคบางชนิด เช่น อาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนหัว หรือผู้ที่มีรอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอก็อาจทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นสัญญาณแรกของการตั้งครรภ์ได้ คุณผู้หญิงจึงควรหมั่นสังเกตรอบเดือนของตนเองและดูการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอยู่เสมอ

และเมื่อมั่นใจว่าประจำเดือนขาดและพบสัญญาณอาการตั้งครรภ์เริ่มแรก ก็ควรไปแพทย์เพื่อตรวจให้มั่นใจอีกครั้งและฝากครรภ์แต่เนิ่น ๆ … ทั้งนี้โดยทั่วไป อาการของคนท้อง ในแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันออกไป หากแบ่งตามไตรมาส ตั้งแต่ 1-9 เดือน ก็ยังจะพบอาการที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ ซึ่งสามารถมีอาการเพิ่มเติมจากระยะเริ่มต้น ที่คุณแม่ท้องต้องพบเจอ ดังนี้

อาการแม่ท้อง แต่ละเดือนเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?

อาการคนท้อง 1 สัปดาห์ สำหรับ อาการคนท้อง สัปดาห์แรก สังเกตได้จากประจำเดือน โดยปกติแล้วถ้าคุณผู้หญิงมีประจำเดือนมาอย่างสม่ำเสมอและค่อนข้างตรงเวลา ซึ่งหากประจำเดือนขาดไป 12-16 วัน ก็เป็นไปได้ว่า กำลังตั้งครรภ์แล้วแน่ๆ นอกจากนี้ยังมี อาการของคนท้อง เบื้องต้นที่จะทำให้เชื่อได้ว่ากำลังตั้งครรภ์ คือ มีความเปลี่ยนแปลงของเต้านมและหัวนม ซึ่งจะเปราะบาง อ่อนไหว และมีความรู้สึกเสียวแปล๊บได้ง่าย รวมไปถึงการเกิดตกขาวเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้มีเลือดมาคั่งที่ช่องคลอดที่คอมดลูก ต่อมต่างๆ ที่คอมดลูกทำงานมากขึ้น จะมีน้ำไหลออกมาจากช่องคลอดมากขึ้น เมื่อมาเจอกับแบคทีเรียที่มีตามปกติที่ช่องคลอดก็จะย่อยน้ำนี้เป็นตกขาวได้ แต่เป็นอาการคนท้องที่ไม่ได้เป็นอันตรายใดๆ

อาการของคนท้อง

อาการของคนท้อง 1 เดือน “รู้จักสัญญาณสู่ความเป็นแม่”

  • เมื่อตั้งครรภ์ได้ 1 เดือน แพ้ท้อง ถือเป็น อาการคนท้องระยะแรก ที่ปกติธรรมดา โดยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ เหม็นอาหารหรือสิ่งของรอบกาย เกิดจากฮอร์โมนที่สร้างขึ้นในขณะตั้งครรภ์ส่งผลต่อร่างกายคุณแม่และระบบทางเดินอาหารทำให้รู้สึกคลื่นไส้ พะอืดพะอม จนบางครั้งอาเจียน
  • เต้านมคัด จะรู้สึกเจ็บคัดตึงเต้านม และเต้านมจะขยายใหญ่ขึ้น เนื่องจากฮอร์โมนในขณะตั้งครรภ์ที่เพิ่มขึ้นและปริมาณเลือดในร่างกายที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้คุณแม่รู้สึกได้ว่าเต้านมใหญ่ขึ้น แน่นและคัดตึงจนเจ็บ
  • ปัสสาวะบ่อย เกิดจากมดลูกที่ขยายขนาดใหญ่ขึ้นมาเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะได้ง่ายและบ่อยกว่าปกติ แต่หลังจากอายุครรภ์มากขึ้นในช่วงไตรมาสที่สอง มดลูกโตเข้าสู่ช่องท้อง การกดทับกระเพาะปัสสาวะจะลดลง คุณแม่จะกลับมาปัสสาวะได้ปกติอีกครั้ง
  • อ่อนเพลีย ในช่วง 1-2 เดือนแรก มักมีอาการอ่อนเพลียง่าย อยากนอนหลับพักผ่อนตลอดเวลา สาเหตุเกิดจากฮอร์โมนในร่างกายขณะตั้งครรภ์ที่สูงขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อในร่างกายคลายตัว ร่างกายมีการเปาผลาญและใช้พลังงานมากขึ้น ทำให้คุณแม่ท้องรู้สึกเสียพลังงานไปมากและอ่อนเพลียได้ง่ายนั่นเอง

อาการเหล่านี้เป็นอาการคนท้องระยะแรก ช่วง 1 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน ที่คุณแม่ก็สามารถสังเกตตัวเองได้ค่ะ  หากพบว่าตัวเองมีอาการก่อนตั้งครรภ์เหล่านี้ ก็เตรียมไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์หรือไม่

อ่านต่อ >> อาการของคนท้องเมื่อเข้าเดือนที่ 2-6 พร้อมวิธีรับมือ คลิกดูหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โครงการ Honda Safety for kids Ambassador

โครงการ “Honda Safety for kids Ambassador” ปลูกฝังความปลอดภัยบนท้องถนนให้เด็กไทย

โครงการ  Honda Safety for kids Ambassador ปลูกจิตสำนึกความปลอดภัยทางถนนให้กับเยาวชนไทย ไปกับการเรียนรู้แบบบูรณาการ เป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ จากฮอนด้า (Honda) บริษัทผู้นำด้านยานยนต์ชั้นนำ

 

โครงการ  Honda Safety for kids Ambassador
ปลูกฝังให้เด็กไทยให้โตขึ้นไปเป็นทูตความปลอดภัย

การสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนให้กับเด็กๆ ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างไรก็ตามคุณพ่อเเละคุณเเม่ ในฐานะผู้ปกครองซึ่งใกล้ชิดเเละอยู่กับเด็กตลอดเวลา ก็ถือว่ามีส่วนสำคัญในการปลูกฝังเเละสร้างความปลอดภัยเมื่อลูกๆ ต้องใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนได้เหมือนกัน

ปัจจุบัน การคมนาคมที่สะดวกมากขึ้น เด็กผู้เป็นเยาวชนเเละอนาคตของชาติ จึงมีชีวิตประจำวันที่ใกล้ชิดกับการใช้รถใช้ถนนมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความสุ่มเสี่ยงและโอกาสในการตกเป็นผู้ประสบเหตุย่อมเพิ่มขึ้น

โครงการ Honda Safety for kids Ambassador

สถิติที่ผ่านมายืนยัน เด็กไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนท้องถนนเป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องป้องกันได้ด้วยการให้ความรู้และปลูกฝังจิตสำนึก ตั้งแต่วัยเยาว์ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรม ออกให้ความรู้พร้อมปลูกฝังความปลอดภัยบนท้องถนน โดยมุ่งเข้าหากลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มเด็กเล็ก ภายในโรงเรียนในช่วงชั้นประถมปีที่ 1-3

โครงการ Honda Safety for kids Ambassador

โครงการนี้ จัดขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ความรู้ในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย รวมถึงปลูกฝังวินัยจราจรให้กับเด็กนักเรียนโดยใช้สื่อการเรียนการสอนแบบบูรณาการจากฮอนด้า เช่น แอนิเมชั่น  เเละสนามจราจรจำลอง  พร้อมกับวิธีการสอนที่สนุกสนาน เป็นกันเองและเข้าใจง่ายของพี่ๆ ตำรวจ ซึ่งในหลักสูตรการสอนนั้นจะเน้นไปที่การเดินทาง การข้ามถนน และการโดยสารรถอย่างปลอดภัย ตลอดจนข้อปฏิบัติ เมื่ออยู่ในสถานการณ์จำลองในลักษณะต่างๆ

โครงการ Honda Safety for kids Ambassador

ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นำร่องจัดกิจกรรมในครั้งนี้นั้นมาจาก สน.ลาดพร้าว และสน.บางชัน ลงพื้นที่ 10 ครั้ง ให้ความรู้กับน้องๆ เยาวชนกว่า 1,000 คน จาก  28 โรงเรียน ที่อยู่ในเขตพื้นที่ใกล้เคียงทั้ง 2 สน.

โครงการ Honda Safety for kids Ambassador

โครงการดังกล่าว แม้จะเป็นเพียงช่วงเริ่มต้น แต่ได้รับความสนใจจากโรงเรียนต่างๆ เป็นอย่างมากนอกห้องเรียนสี่เหลี่ยม ที่ทำให้คุณครู พาเด็กๆ ออกมาเรียนรู้ในโลกจริงนอกห้องเรียนอย่างสนุกสนาน ขณะที่ผู้ปกครอง ในฐานะที่ใกล้ชิดเเละใช้ชีวิตกับเด็กๆ มากที่สุด มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ในการที่จะช่วยเตือน สอน เเละปลูกฝังให้พวกเขาปฏิบัติตามกฎเเละวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด

โครงการ Honda Safety for kids Ambassador

เเม้ไม่อาจหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตบนท้องถนนได้ เเต่หากเราปลูกฝังเยาวชนให้ได้รู้หลัก รู้จักป้องกันตนเอง รวมถึงปลูกฝังวินัยจราจรที่ดีตั้งเเต่บัดนี้  ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญ ที่จะช่วยให้เยาวชนไทย ได้มีทักษะในการดำเนินชีวิตประจำวันบนท้องถนนอย่างปลอดภัยตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงอนาคต

สำหรับผู้ปกครอง หรือโรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม
สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
อีเมล [email protected]

 

 

 

ที่ตรวจครรภ์แบบไหนดี

แนะ! ว่าที่คุณแม่มือใหม่หัดใช้ ที่ตรวจครรภ์แบบไหนดี ใช้ง่ายสุด

รีวิวที่ตรวจครรภ์!! หากอยากรู้ว่าตัวเองกำลังท้องหรือไม่ ว่าที่คุณแม่มือใหม่สามารถใช้ที่ตรวจครรภ์ เช็กดูได้ด้วยตัวเอง แต่จะเลือก ที่ตรวจครรภ์แบบไหนดี ตามไปดูรีวิวแบบชัดๆ กันเลยค่ะ

ว่าที่คุณแม่มือใหม่หัดใช้ ที่ตรวจครรภ์
จะเลือก
ที่ตรวจครรภ์แบบไหนดี

การจะรู้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ ก็สามารถสังเกตอาการเบื้องต้นทางร่างกายได้ แต่อาจไม่แน่นอน ยิ่งอาการในช่วงเริ่มต้น อย่างการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียน ก็ไม่ได้เป็นอาการเฉพาะเจาะจงของคนท้องทุกคนเสมอไป เพราะโรคอื่นก็มีสาเหตุที่ทำให้มีอาการอย่างนี้ได้ …ดังนั้นจึงต้องอาศัย การตรวจครรภ์ จึงจะบอกได้แน่ชัดนั้นเอง โดยต้องผ่านการตรวจ ร่างกาย เช่น ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด หรือ อัลตร้าซาวด์ เพื่อเป็นการยืนยันได้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์จริง

ที่ตรวจครรภ์ คืออะไร ใช้ยังไง

การตรวจการตั้งครรภ์ที่นิยมและรวดเร็วมากที่สุดก็คือ การตรวจปัสสาวะ ส่วนมากคุณผู้หญิงสามารถหาซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจเอง โดยใช้ปัสสาวะเพียงไม่กี่หยด เพราะเนื่องจากในปัสสาวะของหญิงที่ตั้งครรภ์จะมีฮอร์โมน HCG (Human Chorionic Gonadotropin) ซึ่งฮอร์โมนนี้จะถูกหลั่งออกมาจากรกหลังจากที่มีการปฏิสนธิไปแล้วประมาณ 6-7 วัน ทั้งนี้ที่ตรวจครรภ์จะมีความแม่นยำประมาณ 99% ซึ่งสามารถใช้ที่ตรวจครรภ์ตรวจได้ตั้งแต่ประจำเดือนขาดหายไป 1 วัน แต่ถ้าไม่อยากจะให้คลาดเคลื่อนควรตรวจเมื่ออยู่ในช่วงหลังจากที่มีการปฏิสนธิไปแล้วประมาณ 8-12 สัปดาห์ หรือประจำเดือนขาดตั้งแต่วันที่ 10-14 ขึ้นไป ผลที่ออกมาจะมีความแม่นยำมากที่สุด

ที่ตรวจครรภ์ ตรวจตอนไหน

สำหรับการเก็บปัสสาวะมาตรวจครรภ์ ช่วงเวลาที่แนะนำคือควรเป็น ปัสสาวะแรกตอนเช้าหลังตื่นนอน จะได้ผลที่แน่นอนยิ่งขึ้น (ให้ปล่อยปัสสาวะส่วนแรกออกมมาก่อนแล้วเก็บปัสสาวะช่วงตอนกลางเป็นต้นไปมาทดสอบ)

ทั้งนี้เหตุผลที่ต้องเป็นปัสสาวะแรกช่วงเช้า ก็เพราะว่าในปัสสาวะจะมีความเข้มข้นของฮอร์โมน HCG สูงที่สุด แต่มีข้อแม้ว่าประจำเดือนจะต้องขาดไปแล้วประมาณ 35-40 วัน นับจากครั้งสุดท้ายที่ประจำเดือนมา หรืออีกอย่างก็คือให้ประจำเดือนเลยกำหนดที่จะมาไปก่อนประมาณ 7-10 วันขึ้นไป การตรวจครรภ์โดยใช้ปัสสาวะจึงจะเชื่อถือได้และแม่นยำเกือบ 100%

ที่ตรวจครรภ์แบบไหนดี

Must read >> ไขข้อข้องใจ ที่ตรวจครรภ์ ตรวจอย่างไร-ตอนไหนดี?

ทั้งนี้สำหรับคุณผู้หญิงที่กำลังเตรียมตัวจะเป็นคุณแม่ หรือสงสัยว่าตัวเองกำลังตั้งท้องอยู่รึเปล่า ก็คงอยากตรวจการตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยใช้ คงมีคำถามว่าจะเลือกซื้อ ที่ตรวจครรภ์แบบไหนดี ตรวจแล้วจะแม่นยำแค่ไหน >> เพื่อคลายความสงสัยนี้ ทีมแม่ ABK จึงได้รวบรวม ที่ตรวจครรภ์ ซึ่งมีขายอยู่ตามร้านขายยามารีวิวพร้อมข้อมูลวิธีใช้ ข้อดี ข้อเสีย และเทียบตัวอย่าง ที่ตรวจครรภ์ กันชัดๆว่า แบบไหนใช้ดี ใช้ง่าย และที่ตรวจครรภ์แต่ละแบบจะใช้เวลาตรวจนานแค่ไหน ควรเลือก ที่ตรวจครรภ์แบบไหนดี คลิกอ่านหน้า 2 ต่อได้เลยค่ะ

 

ดูรีวิวที่ตรวจครรภ์ ที่ตรวจครรภ์แบบไหนดี ตรวจแม่นสุด! คลิกหน้า 2

ที่ตรวจครรภ์แบบไหนดี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ของเล่นเสริมพัฒนาการ

ของเล่นธรรมชาติ ของเล่นเสริมพัฒนาการ ที่ไม่สำเร็จรูป แต่มหัศจรรย์ต่อลูกน้อย

การเล่นและของเล่นกับเด็กเป็นสิ่งที่คู่กัน “ของเล่น” เปรียบเสมือนเป็น “เพื่อนรัก” ที่เป็นคู่กันมาตั้งแต่วัยเบบี๋ นอกจากเป็นกิจกรรมที่ทำให้ลูกได้ความสนุกสนานเพลิดเพลินจากการได้เล่นแล้ว ยังทำให้เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่ง ของเล่นเสริมพัฒนาการ ยังมีหลายประเภทที่เหมาะสมกับช่วงวัย ที่จะช่วยเพิ่มทักษะการเรียนรู้ เพิ่มพูนประสบการณ์ เติมพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ให้กับเจ้าตัวน้อยได้ดียิ่งขึ้น โดยจะเห็นได้ว่าของเล่นในปัจจุบันนี้มีมากมายหลายอย่างที่จัดมาให้เด็ก ๆ ได้เล่น

ของเล่นอาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ

ของเล่นจากธรรมชาติ

#ของเล่นจากธรรมชาติ

คือการได้เล่นหยิบจับวัสดุจากธรรมชาติใกล้ตัว เช่น ดิน น้ำ ทราย การปล่อยให้ลูกได้เล่นกับธรรมชาติจะช่วยพัฒนาการทางร่างกายและสมองให้เติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เช่น การปั้นดิน เล่นทรายจะช่วยพัฒนาทักษะทางด้านมือ นิ้ว จินตนาการ ฯลฯ และส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้จักแยกแยะความแตกต่างของพื้นผิววัตถุ หยาบ ละเอียด เหนียว สีจากวัตถุธรรมชาติ ฯลฯ ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งข้อดีของของเล่นธรรมชาติคือปลอดภัยจากสารปนเปื้อนที่เป็นพิษน้อย ราคาไม่แพง คุณพ่อคุณแม่สามารถหาของเล่นจากธรรมชาติใกล้ตัว เช่น กิ่งไม้ หิน เปลือกหอย หรือใบไม้ มาประดิษฐ์เป็นของเล่นให้กับเจ้าตัวเล็กได้ง่าย ๆ

#ของเล่นที่ทำจากวัตถุสังเคราะห์

เช่น หุ่นยนต์ รถยนต์ ตุ๊กตา ยางกัด ตัวต่อ ฯลฯ ที่สร้างสรรค์ออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของเด็ก ๆ ได้ทุกเพศทุกวัย ข้อดีของของเล่นชนิดนี้คือ สีสันที่สดใสซึ่งจะช่วยกระตุ้นความสนใจ มีเสียงดนตรีกรุ๊งกริ๊ง ให้เจ้าตัวน้อยได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ทั้งนี้การเลือกของเล่นจากวัตถุสังเคราะห์ คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาคุณสมบัติ คำอธิบายจากตัวสินค้า โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย เพราะในขณะที่ผู้ผลิตของเล่นต่างแข่งขันผลิตออกมาขายจำนวนมาก หากของเล่นไม่ได้คุณภาพ มีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายตกค้างบนผิวของเล่น เมื่อลูกนำมาเล่นก็อาจส่งผลต่อร่างกายและผลต่อพัฒนาการที่จะตามมา ดังนั้นไม่ควรตัดสินใจเลือกซื้อของเล่นให้ลูกเพียงเพราะคิดว่ามันน่าจะดีเท่านั้น

#ของเล่นเสริมทักษะและพัฒนาการ

ของเล่นชนิดนี้จะช่วยเสริมพัฒนาการในหลาย ๆ ด้านทั้งทางร่างกาย สมอง รวมถึงกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น แฟลชการ์ด เลโก้ ตัวต่อ ของเล่นที่มีเสียง ชุด DIY ชุดอาชีพ แป้งโดว์ ฯลฯ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกของเล่นให้เหมาะกับวัยของลูกเพื่อเสริมพัฒนาการได้ตามวัย เช่น

  • อายุแรกเกิด–  6 เดือน ควรเลือกของเล่นที่มีสีสันสดใส และมีเสียง อย่างเช่น โมบายล์  การแขวนของเล่นที่สดใส แกว่งไกว มีเสียงกรุ๊งกริ๊ง จะช่วยฝึกการมองเห็นและการฟัง พัฒนาระบบประสาทสัมผัสของลูกให้ดียิ่งขึ้น
  • อายุ 6 เดือน – 1 ขวบ ของเล่นสำหรับวัยนี้ยังคงเป็นอะไรที่มีสีสันเพื่อหัดแยกแยะสีและรูปร่าง หยิบจับได้พอดีมือเพื่อเสริมพัฒนาการด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างสายตากับมือ และของเล่นที่เคลื่อนที่ได้ช่วยเสริมพัฒนาการร่างกายให้ขยับเคลื่อนไหว
  • อายุ 1 ปี – 2 ปี ควรเลือกของเล่นที่ให้ลูกลากจูงไปมาเองได้ หรือลูกบอล ให้ลูกได้เดิน วิ่ง อย่างอิสระ เพื่อเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ การทรงตัว แขนขา
  • อายุ 2- 4 ปี ให้ลูกได้ลองเล่นบัตรภาพ บล็อกไม้ แป้งโดว์ เกมปริศนาง่าย ๆ เพื่อเสริมทักษะความคิด เติมจินตนาการ

บทความแนะนำ : การเลือกของเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทยโดยสำนักงานสถิติพบว่าร้อยละ 75.6 ของเด็ก อายุประมาณ 0-4 ปี จะมีของเล่นที่เล่นในบ้านอย่างน้อย 2 ประเภท จากของเล่น 3 ประเภทที่ในแบบสอบถามได้แบ่งเป็น ของเล่นที่ทำขึ้นเองภายในบ้าน เช่น ตุ๊กตา รถยนต์ ของเล่นจากร้านค้า และของเล่นที่เป็นสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น ชาม จาน ถ้วย หม้อ หรือของเล่นที่เป็นสิ่งของที่พบนอกบ้าน เช่น กิ่งไม้ หิน เปลือกหอย หรือใบไม้ โดยมากกว่าร้อยละ 90 จะเป็นของเล่นที่มาจากร้านค้า ซึ่งความจริงแล้วการเสริมพัฒนาการี่ดีจากการเล่น “ของเล่น” สำหรับลูกนั้นอาจไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ราคา เพียงแต่ให้ลูกได้มีของเล่นที่หลากหลาย และได้มีประสบการณ์การเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน

อ่านต่อ ของเล่นธรรมชาติ ไม่สำเร็จรูป แต่เสริมพัฒนาการได้เยี่ยม คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

9 โรงเรียนหลักสูตรภาษาจีน มุ่งสอนลูกเก่ง 3 ภาษา ตั้งแต่อนุบาล

ในปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่า “ภาษาจีน” เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อการศึกษาในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งในอนาคตปัจจัยทางเศรษฐกิจและประชากรศาสตร์ส่งผลให้ภาษาจีนสำคัญไม่แพ้ภาษาอังกฤษเลยทีเดียว การเตรียมพร้อมทางด้านภาษาจีนสำหรับเด็กตั้งแต่อนุบาลอาจเป็นตัวเลือกสำหรับการศึกษาในอนาคตให้กับเจ้าตัวเล็กได้ดีไม่น้อย ถ้าคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหา โรงเรียนหลักสูตรภาษาจีน ที่เน้นให้ลูกเก่งทักษะทางภาษามากขึ้นอีกหนึ่งภาษา ทีมแม่ ABK รวบรวมมาไว้ที่นี่แล้วค่ะ

9 โรงเรียนหลักสูตรภาษาจีน มุ่งสอนลูกเก่ง 3 ภาษา ตั้งแต่อนุบาล

1.โรงเรียนนานาชาติแองโกลสิงคโปร์ (Anglo Singapore International School :  ASIS)

Anglo Singapore International School
credit photo : www.anglosingapore.ac.th

โรงเรียนนานาชาติแองโกลสิงคโปร์ ปัจจุบันมีทั้งหมด 3 แห่งคือ สุขุมวิท 31, สุขุมวิท 64 และ จังหวัดนครราชสีมา มีการใช้หลักสูตรการเรียนการสอนภาษาจีนจากสิงคโปร์ในการสอนทักษะภาษาจีนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับประถมศึกษา 6 สอนโดยเจ้าของภาษาที่มีความรู้และมีวัฒนธรรมจีนสอดแทรกอีกด้วย ประกอบกับเนื้อหาวิชาการจากฝั่งอังกฤษ (Cambridge-IGCSE) สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการให้การศึกษาที่รอบด้าน และมีความหมายแก่นักเรียนและนำภาษามาใช้ในชีวิต นอกจากนี้ยังช่วยปรับสมดุลการสอนคำศัพท์และไวยากรณ์ด้วยมุมมองที่สนุกสนานมากขึ้น เช่น ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและประเพณี ผ่านการเรียนการสอนผ่านเพลงเรื่องราวและกิจกรรมอื่น ๆ ที่ให้โอกาสในการได้ยินและใช้ภาษาต่าง ๆ เหล่านี้ตลอดทั้งวันที่โรงเรียน เป้าหมายคือเสริมสร้างทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนของนักเรียน เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถนำความรู้ทางภาษาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

Anglo Singapore International School

Campus31 : 0-2662-3105-6
Campus64 : 087 6941654 / 090 970 9564/ 02 331 1874-5
Campus Nakhon Ratchasima (Korat)  : 044-081-162
เว็บไซต์ : www.anglosingapore.ac.th

2.โรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดี้ยน Concordian International School
(Thailand’s IB English Chinese International School)

Concordian International School
credit photo : www.concordian.ac.th

โรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดี้ยน มีการเรียนการสอนหลักสูตรภาษาอังกฤษ –ภาษาจีน ตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 นักเรียนจะเรียนภาษาอังกฤษและภาษาจีนแยกกัน ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาหลักของการเรียนการสอน และภาษาจีนจะได้รับการสอนเป็นภาษาเพิ่มเติม โดยอาจารย์ผู้สอนที่มีความสามารถ พร้อมด้วยเทคโนโลยีสื่อการสอนที่หลากหลาย ที่จะช่วยปูทางสำหรับนักเรียนในการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่มหาวิทยาลัยระดับโลกทั่วโลก ซึ่งโรงเรียน Concordian มีการพัฒนาหลักสูตรภาษาจีนแบบ project-based ทำให้เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายว่าสามารถปูพื้นฐานวิชาการให้กับเด็กนักเรียนเพื่อต่อยอดในระดับนานาชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

Concordian International School
ที่ตั้ง : 918 หมู่ 8, จ.สมุทรปราการ 10540
โทร. : 02 706-9000
เว็บไซต์ : www.concordian.ac.th

3.โรงเรียนนานาชาติมอนเต๊สซอรี่อคาเดมี่โรงเรียนนานาชาติกรุงเทพ
(Montessori Academy Bangkok International School : MABIS)

Montessori Academy Bangkok International School
credit photo : www.montessoribkk.com

โรงเรียนนานาชาติมอนเต๊สซอรี่อคาเดมี่โรงเรียนนานาชาติกรุงเทพ เป็นโรงเรียนที่จัดตั้งโดยใช้หลักสูตร Montessori มอบความรอบรู้ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและสนุกสนานผ่าน 3 ภาษา ได้แก่ ภาษษอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาไทย โดยมีการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนตั้งแต่แรกเริ่มตั้งแต่ระดับอนุบาล และเมื่อ พ.ศ. 2556 ได้รับการจัดตั้งจากกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นโรงเรียนนานาชาติเต็มรูปแบบ ปัจจุบันเปิดรับนักเรียนจนถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6

การศึกษามอนเตสซอรี่ของ MABIS หลักสูตรถูกออกแบบให้มีความเป็นธรรมชาติของเด็ก ๆ ผ่านสหวิทยาการและวิธีการหลากหลาย เด็ก ๆ จะเรียนรู้จากกันและกันเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนและช่วยเหลือสังคม ห้องเรียนได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาที่สองหรือสามในลักษณะที่ไร้รอยต่อผ่านการผสมผสานของวัสดุ Montessori โดยครูภาษาจีน/ไทย ผ่านวัฒนธรรมและกิจกรรมที่หลากหลาย

Montessori Academy Bangkok International School

ที่ตั้ง : 1444 ถนนบางนา-ตราด กรุงเทพฯ 10260
โทร: 02 396 0361-2, 087 8282 868
เว็บไซต์ : www.montessoribkk.com

4.โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ (SISB: Singapore International School of Bangkok)

Singapore International School of Bangkok
credit photo : www.sisb.ac.th

โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2544 เป็นสถานศึกษาแห่งแรกที่จัดการเรียนการสอนโดยใช้หลักสูตรการศึกษาของประเทศสิงคโปร์ ปัจจุบันโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ในประเทศไทยมีทั้งหมด 5 สาขาโรงเรียนแห่งแรกคือที่เอกมัย และประชาอุทิศ โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์สาขาสุวรรณภูมิ สาขาในจังหวัดเชียงใหม่ และล่าสุดคือโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์สาขาธนบุรี เปิดสอนตั้งแต่ระดับเนอร์สเซอรี่ถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 โดยได้นำหลักสูตรการเรียนการสอนสิงคโปร์และหลักสูตรสหราชอาณาจักรมาใช้เป็นหลักอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโรงเรียน

SISB มีการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานคือ ใช้หลักสูตรการเรียนรู้โดยให้เด็กเป็นศูนย์กลางสำหรับวัยเตรียมอนุบาล (Child-centered Curriculum) หลักสูตรการศึกษาที่มีชื่อเสียงของสิงคโปร์ในระดับประถมศึกษา (Singapore Curriculum) และหลักสูตรสหราชอาณาจักรในระดับมัธยมศึกษา (UK Curriculum) โดยเรียนรู้ทักษะการใช้ทั้ง 3 ภาษาคือ วิชาภาษาอังกฤษ วิชาภาษาจีน และวิชาภาษาไทย ในทุกระดับชั้นเรียน หลักสูตรภาษาจีนใช้หลักสูตรและตำราเรียนจากประเทศสิงคโปร์

Singapore International School of Bangkok

Campus Pracha-Utihit : 02-158-9191
Campus Ekamai : 02-714-4099/ 081-620-6113
Campus Suvarnabhumi : 02-710-2211
Campus Thonburi : 02 153 9393/ 081-620-6113
Campus Chiangmai : 053 217 087/ 090-892-3888

เว็บไซต์ : www.sisb.ac.th

อ่านต่อ 9 โรงเรียนหลักสูตรภาษาจีน มุ่งสอนลูกเก่ง 3 ภาษา ตั้งแต่อนุบาล คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

มิวเซียมสยาม

พาลูกไปกัน! มิวเซียมสยาม ชวนเที่ยวนิทรรศการ พระนคร ออน เดอะ มูฟ

มิวเซียมสยาม ชวนชมนิทรรศการหมุนเวียนชุดใหม่ “พระนคร ออน เดอะ มูฟ” ปลุกกระแสพื้นที่ย่าน “สามยอด-วังบูรพา-พาหุรัด” เรียนรู้อดีตของศูนย์กลางความเจริญของกรุงเทพฯ  ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากสังคมจารีต สู่โลกสมัยใหม่แบบตะวันตก

พาลูกไปกัน! มิวเซียมสยาม
ชวนเที่ยวนิทรรศการ “พระนคร ออน เดอะ มูฟ”

มิวเซียมสยาม จัดนิทรรศการหมุนเวียนชุดใหม่ ที่จะพาน้องๆ หนูๆ ทุกคนไปรู้จักกับย่าน “สามยอด-วังบูรพา-พาหุรัด” ที่ในอดีต ที่เคยได้ชื่อว่าเป็น “ศูนย์กลาง” แห่งใหม่ของพระนคร ในช่วงที่อาณาจักรสยามต้องเผชิญหน้ากับการคุกคามจากโลกตะวันตก พื้นที่แห่งนี้จึงเปรียบเหมือนสถานบ่มเพาะการปรับตัวสู่โลกสมัยใหม่ ให้สยามอยู่รอดและผสานรอยต่อ พร้อมเข้าสู่สังคมตะวันตกอย่างเต็มตัวเช่นในปัจจุบัน

ทั้งนี้ย่าน สามยอด-วังบูรพา-พาหุรัดถือเป็นย่านการค้าสำคัญในอดีต  เป็นศูนย์กลางความเจริญของกรุงเทพฯ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากสังคมจารีต สู่โลกสมัยใหม่แบบตะวันตก

มิวเซียมสยาม

มิวเซียมสยาม

โดยเริ่มมีบทบาทมาตั้งแต่สมัย ร.4 ที่ ทรงให้ตัดถนนเจริญกรุงขึ้นมา เกิดการก่อสร้างสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่และผังเมืองที่ขยายตัวอย่างมาก นิทรรศการ พระนคร on the Move”: “สามยอด-วังบูรพา-พาหุรัด” ก้าวย่างบนเส้นทางอย่างตะวันตก จึงเป็นการคลี่ให้เห็นความรุ่งเรืองหลากหลายของชุมชนเก่าแห่งหนึ่งในพระนคร ที่ปัจจุบันอาจจะโรยราไปด้วยความเจริญย้ายออกไปยังถิ่นอื่น แต่นับจากสถานีรถไฟฟ้ามาเยือน ความเปลี่ยนแปลงในย่านนี้ จะเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง ปลุกย่านการค้าเก่าให้คนไทยหวนคิดถึงกัน”

ภายใน มิวเซียมสยาม จัดนิทรรศการชุดนี้ แบ่งออกเป็น 7 โซนด้วยกัน ประกอบด้วย

โซนที่ 1 มีอะไรในแผนที่

บอกเล่าเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของย่านการค้าแห่งนี้ นับตั้งแต่ถนนเจริญกรุงตัดขึ้นมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ความเปลี่ยนแปลงของเมืองบางกอกที่เชื่อมโยงถนนสายต่าง ๆ เชื่อมผู้คนจากต่างถิ่นให้เข้ามาหากัน ผ่านเทคนิคการ Mapping

โซนที่ 2 ช่างฝรั่ง กับวังสยาม

โซนที่จะพาผู้ชมไปรู้จักกับ “ช่างฝรั่ง” นายโจอาคิม แกรซี เบื้องหลังงานออกแบบของสถาปัตยกรรมและสิ่งก่อสร้างในย่านนี้ ที่พลิกพระนครให้เป็นฝรั่งได้ด้วยสายตา

โซนที่ 3 ช่างฝรั่ง โรงชักรูป

การเข้ามาของช่างชักรูปชาวต่างชาติ ที่หมุนเวียนกันเข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ก่อให้เกิดกระแสของการบันทึกภาพของชนชั้นนำชาวสยามและการถือกำเนิดขึ้นของสตูดิโอชักภาพในตำนานห้างโรเบิร์ต เลนซ์

มิวเซียมสยาม

โซนที่ 4 หมอยาฝรั่ง ห้างบีกริม

บอกเล่าเรื่องราวของห้างสุดโอ่อ่า ที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมย่านประตูสามยอด ภายใต้การดูแลหมอยาฝรั่ง นายอดอล์ฟ ลิงค์ ได้นำพาสินค้านานาชนิดมาสู่พระนคร พร้อมการเกิดขึ้นของ “ร้านขายยาสยาม” และต้นกำเนิดของย่านขายเครื่องจักร, กล้อง และปืน

โซนที่ 5 ห้างสรรพสินค้า พ่อค้านานาชาติ

จุดเริ่มต้นของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้น ราวปลายรัชกาลที่ 6 คือ ช่วงเวลาเดียวกันของกระแส “เห่อของนอก” จากการหลั่งไหลเข้ามาของสินค้านานาชาติทั้งจีน, ฝรั่ง, แขกมุสลิมดาวูดี โบห์รา และแขกสิกข์ขายผ้า เข้ามาขายในพระนครจนติดอกติดใจชาวสยาม

โซนที่ 6 มหรสพฝรั่ง โรงหนังนำสมัย

เรื่องราวของรูปแบบความบันเทิงจากตะวันตก ที่เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตของชาวพระนคร ให้เรียนรู้เรื่องฝรั่ง และความเป็นไปของโลกผ่านภาพยนตร์

โซนที่ 7 ก้าวย่างอย่าง “สามยอด”

การมาถึงของรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) กับเรื่องราวบทต่อไปของย่านนี้ กับความเปลี่ยนแปลงใหญ่อีกครั้ง “สามยอด-วังบูรพา-พาหุรัด”

มิวเซียมสยาม

โดยความพิเศษของนิทรรศการชุดนี้ นอกจากผู้เข้าชมจะได้เพลิดเพลินกับนิทรรศการแล้ว ยังสามารถร่วมกิจกรรมพิเศษในชื่อกิจกรรม พระนคร On Foot” คู่มือท่องย่านชุดพิเศษที่ชวนผู้ชมร่วมก้าวย่างบนเส้นทางการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้า กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) จากสถานี “สนามไชย” เดินทางสู่สถานี “สามยอด”ท่องย่าน “สามยอด-วังบูรพา-พาหุรัด” ที่ให้ผู้ชมได้ได้ แชะ ชิม ช้อป พร้อมสร้างประสบการณ์จริงผ่าน 34 จุด และ 36 Hashtag แบ่งปันประสบการณ์กันต่อบนโลกออนไลน์ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างไม่รู้จบ ซึ่งผู้ชมทุกท่านที่ได้เข้าชมนิทรรศการจะได้รับแผนที่ “พระนคร On Foot” หลังจากชมนิทรรศการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สำหรับนิทรรศการ “พระนคร on the Move”: “สามยอด-วังบูรพา-พาหุรัด” ก้าวย่างบนเส้นทางอย่างตะวันตก เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ วันนี้ ถึง 1 มีนาคม 2563 วันอังคาร – วันอาทิตย์ (พิพิธภัณฑ์ปิดให้บริการวันจันทร์) เวลา 10.00 – 18.00 น. ณ อาคารอเนกประสงค์ มิวเซียมสยาม ท่าเตียน กรุงเทพฯ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สำหรับหน่วยงานหรือสถาบันการศึกษา ที่มีความประสงค์จะนำนักเรียน นักศึกษาเข้าชมนิทรรศการ เป็นหมู่คณะสามารถทำหนังสือแสดงความจำนงขอเข้าใช้บริการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย … หากคุณพ่อคุณแม่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-225-2777  หรือ www.MuseumSiam.org | www.facebook.com/MuseumSiamFan

 

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

AQ (Adversity Quotient)

4 ข้อที่บอกว่า ลูกมี AQ (Adversity Quotient) ฉลาดแก้ปัญหา เอาชนะอุปสรรค รู้จักเอาตัวรอด

ในยุคที่ลูกจะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงรอบด้านที่รวดเร็ว ทั้งสังคมใกล้ตัว การแข่งขัน การเรียน ฯลฯ การส่งเสริมลูกให้มีเพียงไอคิวดีอีคิวได้ติดตัวคงไม่เพียงพอ เพราะอีกหนึ่ง Q ที่เด็กควรมี นั่นคือ AQ (Adversity Quotient)

มีหลายคนดังที่เป็นตัวอย่างในเรื่องความพยายาม อดทน และแก้ปัญหาครั้งแล้วครั้งเล่า ฟันฝ่าอุปสรรคจนประสบความสำเร็จ หนึ่งในนั่นคือ ทอมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) ผู้ซึ่งประดิษฐ์อุปกรณ์ที่สำคัญต่าง ๆ มากมาย และผ่านการทดลองต่าง ๆ ฟันฝ่า แก้ไข แก้ปัญหามากมายด้วยตัวเองกว่า 20 ปี ที่มีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว และถ้าหากเขาถอดใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ล้มเหลวก็คงไม่ได้เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงเป็นตำนานจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งความสามารถในการแก้ไขปัญหา เป็นความฉลาดด้านหนึ่งของมนุษย์ นี่อาจเป็นลักษณะของคนที่มี AQ หรือ ความฉลาดในการแก้ปัญหา นั่นเอง

เช็กลิสต์ 4 ข้อที่บอกว่า ลูกมี AQ (Adversity Quotient)
ฉลาดในการแก้ปัญหา เอาชนะอุปสรรค รู้จักเอาตัวรอด

aq adversity quotient

AQ (Adversity Quotient) เป็นทฤษฎีที่ Dr. Paul G. Stoltz คิดค้นขึ้น หมายถึง ความฉลาดในการแก้ปัญหา หลักการของทฤษฎีนี้คือ การเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ด้วยการทำให้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างไม่ท้อแท้หรือหยุดยั้งกลางทาง แม้จะเหนื่อยยากแค่ไหนก็จะไม่ล้มเลิกจนกว่าจะพบกับความสำเร็จ มีความพยายามควบคุมสถานการณ์ และสามารถแก้ไขปัญหา แก้ไขสถานการณ์ได้ด้วยตัวเอง ซึ่ง Q ตัวนี้จึงเป็นคามฉลาดอีกด้านที่คุณพ่อคุณแม่ควรเสริมสร้างให้ลูกมีติดตัว

Adversity Quotient เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเลี้ยงดูและสอนให้ลูกได้รู้จักกับความอดทนตั้งแต่เล็ก ๆ เพื่อที่จะพยายามแก้ปัญหา ฝ่าฟันกับอุปสรรคให้ผ่านพ้นไปได้ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จ ทำให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง (Self-Esteeming) ซึ่งถ้าสามารถฝ่าฟันปัญหาต่าง ๆ ไปได้ ก็สามารถเอาตัวเองรอดจากปัญหาอุปสรรค และจะพบกับความสำเร็จ และสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขได้

เด็กที่มี AQ หรือความฉลาดในการแก้ปัญหา มีลักษณะดังนี้

aq ลักษณะ

1.เป็นเด็กที่เข้าใจปัญหา

มองว่าปัญหาเป็นสิ่งที่แก้ไขและต้องผ่านไปให้ได้ เด็กที่มีลักษณะนี้จะมีบุคลิกที่มั่นใจในตัวเองและมีจิตใจที่เข้มแข็ง เพราะเมื่อพบเจออุปสรรคก็จะพยายามหาทางแก้ไข แม้ครั้งแรกยังแก้ไม่ได้แต่ก็จะไม่ท้อถอย และจะพยายามจนกว่าจะแก้ปัญหานั้นลงได้ และเมื่อแก้ปัญหาได้แล้วก็จะนำสิ่งที่เป็นปัญหามาทบทวนวิธีการแก้ปัญหาของตนต่อไป เพื่อปรับปรุงสิ่งที่ยังมีข้อบกพร่องอยู่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหรือแก้ไขได้รวดเร็วขึ้น

2.เป็นเด็กมองโลกในแง่ดี

เด็กที่ได้รับการปลูกฝังหรือฝึกฝนให้เรียนรู้จักการพยายามแก้ไขปัญหา มักเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ โดยไม่ได้มองว่าปัญหานั้นเกี่ยวข้องกับดวงไม่ดี เป็นความโชคร้าย แต่มองว่าปัญหาคือบททดสอบหนึ่ง ซึ่งก็พร้อมที่จะยอมรับและหาทางออกของปัญหา และเมื่อแก้ไขปัญหาได้ก็จะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในตัวเองอย่างมากด้วย

adversity quotient

3.เป็นเด็กที่ใจเย็น ยิ้มเก่ง สามารถแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม

เด็กที่มี AQ ดีเกิดจากมี EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์ที่ดีด้วย เพราะคนที่สามารถจัดการกับอารมณ์และควบคุมความคิดของตนเองได้จะเรียนรู้ว่า การทำสิ่งใดด้วยอารมณ์จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จได้ง่าย ดังนั้นส่วนใหญ่เด็กที่มี AQ จึงมักจะเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ได้ดี ใจเย็น มีความละเอียดลออในการคิด ความสัมพันธ์ของ Q ทั้งสองที่มีในตัวเด็กจะส่งผลทำให้เป็นเด็กที่มีความสุข ทั้งการแก้ไขปัญหา และสามารถทำงานเป็นทีมร่วมกับคนอื่นได้ดีอีกด้วย

อ่านต่อ เทคนิคเสริม AQ ให้ลูกมีความฉลาดในการแก้ปัญหา คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรงแรมที่มี kid club พัทยา

8 โรงแรมที่มี kid club พัทยา เอาใจลูก ถูกใจแม่ เหมาะสำหรับแฟมิลี่ที่แท้ทรู

จะดีแค่ไหนถ้าโรงแรมที่ไปพักผ่อน มีห้องกิจกรรมสำหรับเจ้าตัวเล็ก มีสระว่ายน้ำ ที่มีเครื่องเล่นเหมาะกับเด็ก ๆ โดยเฉพาะ ให้ได้ฟิน ได้สนุกกับตลอดทั้งวัน ถ้าครอบครัวไหนมีแพลนมาเที่ยว “พัทยา” นี่คือ โรงแรมที่มี kid club พัทยา ที่จะสร้างความทรงจำดี ๆ ให้หนูน้อยได้สนุกสนานในวันหยุดสุดหรรษา รวมถึงสร้างวันพักผ่อนของครัวได้อย่างเต็มอิ่ม เรามีตัวเลือกให้คุณแล้ว!

8 โรงแรมที่มี kid club พัทยา เอาใจลูก ถูกใจแม่ เหมาะสำหรับแฟมิลี่ที่แท้ทรู

1. Amari PATTAYA

Amari PATTAYA
Credit Photo https://th.amari.com/pattaya/

โรงแรมอมารี พัทยา โรงแรมสุดหรูที่ติดชานหาด นอกจากได้พักชมวิวบรรยากาศที่สวยงามแล้ว ยังเป็นโรงแรมแฟมิลี่ ที่มี Kids Club “ทรีเฮ้าส์ คิดส์ คลับ” ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความประทับใจที่น่าจดจำสำหรับนักเดินทางตัวน้อยที่เข้าพัก โดยอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมสำหรับคุณหนูมากมาย อาทิเช่น วาดรูป ระบายสี กิจกรรมล่าสมบัติ เล่านิทานร้องเพลง เต้นรำ ดูหนัง หรือเล่นเกมส์ พร้อมทั้งมุมหนังสือเด็กและเครื่องเล่น ของเล่นมากมาย ทั้งเก้าอี้โยกของเล่นตุ๊กตานุ่มๆ เต็นท์ ชุดรถไฟ ฯลฯ โดยใน Kids Club จะมีพี่เลี้ยงค่อยดูแลน้อง ๆ อย่างใกล้ชิด ให้เด็ก ๆ สนุกสนานได้เต็มที่ คุณพ่อคุณแม่สบายใจไม่ต้องห่วง พักผ่อนชาร์ตแบตกันได้อย่างเต็มที่เลยละคะ

โรงแรมอมารี พัทยา
โทร. 038 418 418
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : https://th.amari.com/pattaya/

2.Centara Grand Mirage Beach Resort

โรงแรม เซ็นทาราแกรนด์มิราจบีชรีสอร์ท พัทยา

โรงแรม เซ็นทาราแกรนด์มิราจบีชรีสอร์ท พัทยา เป็นรีสอร์ทระดับห้าดาว ที่มีคอนเซ็ปต์ความสนุกสนานทั้งครอบครัว คู่รัก และคู่ฮันนีมูน ที่จะทำให้ทุกคนได้รับความประทับใจในการมาพักผ่อนครั้งนี้ นอกจากห้องพักหลายรูปแบบทั้งห้องสวีทและแฟมิลี่เรสซิเดนซ์ที่หันหน้าสู่ทะเล ยังมีกิจกรรมที่รองรับสำหรับการมาพักผ่อนครั้งนี้อีกมากมายทั้งกีฬาทางน้ำและสวนน้ำ ที่กว้างใหญ่ซึ่งเป็นไฮไลท์ของที่นี่หรือจะเรียกว่าเป็นสวนน้ำย่อม ๆ เลยก็ได้ค่ะ เพราะมีมีเครื่องเล่นสีสันสดใส Colorful อุโมงค์น้ำหลากสี น้ำพุ เห็ดพ่นน้ำ สไลด์เดอร์ใหญ่ สไลด์เดอร์เด็ก สระน้ำวนที่นั่งลอยไปกับโดนัทขนาดใหญ่ หาดทรายจำลอง ฯลฯ

โรงแรม เซ็นทาราแกรนด์มิราจบีชรีสอร์ท พัทยา
Credit Photo : www.centarahotelsresorts.com

และที่ขาดไม่ได้คือ Kids Club สำหรับเจ้าตัวน้อยที่มีบ้านบอลขนาดยักษ์ เครื่องเล่นเด็กเล็ก สไลเดอร์ เครื่องเล่นเกมส์ ของเล่น การ์ตูน ให้คุณหนูเล่นกันแบบเพลิน ๆ เรียกว่าเป็นที่พักและแหล่งรวมความสนุกไว้ที่เดียวครบสมคอนเซ็นต์เลยค่ะ

โรงแรม เซ็นทาราแกรนด์มิราจบีชรีสอร์ท พัทยา
โทร. 038 301 234
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : www.centarahotelsresorts.com

3.Grand Center Point PATTAYA

โรงแรม Grand Center Point PATTAYA
โรงแรม Grand Center Point PATTAYA

โรงแรม Grand Center Point PATTAYA โรงแรมสุดหรูบนความสูงเหนือเมืองพัทยาถึง 32 ชั้น ที่สามารถชมวิวทะเลได้กว้างไกล พร้อม Facility ครบครัน รวมถึงห้องคิดส์ คลับ สวรรค์ของเด็กน้อย ที่ตกแต่งในธีมการผจญภัยของเรือโจรสลัด ภายในมีเรือสำเภาลำใหญ่ ให้เด็ก ๆ ได้ขึ้นไปเล่น สร้างจินตนาการเหมือนโลดแล่นบนท้องทะเล นอกจากนี้ยังมีเกมส์ ของเล่น หนังสือนิทาน และกิจกรรมต่างๆ สลับสับเปลี่ยนกันไป ทั้งเล่นเกม ระบายสี

โรงแรม Grand Center Point PATTAYA
Credit Photo : www.grandecentrepointpattaya.com

นอกจากห้องคิดส์ คลับ แล้วไฮไลท์เด็ดอีกอย่างของที่นี่คือ สวนน้ำขนาดใหญ่ ที่มาในธีมยานอวกาศ สุดล้ำ อลังการ มีสไลด์เดอร์ อุโมงค์น้ำ น้ำพุ ให้คุณหนูๆ ได้เล่นสนุกชุ่มฉ่ำกับเครื่องเล่นโดนใจกันตลอดวัน ฟินไม่มีเบื่อกันเลย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่เป็นสวรรค์สำหรับเด็กๆ เลยค่ะโดยทุกพื้นที่คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่วางใจได้และพักผ่อนเต็มที่โดยไม่ต้องกังวล

โรงแรม Grand Center Point PATTAYA
โทร. 033 168 999

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : www.grandecentrepointpattaya.com

4.Holiday Inn PATTAYA Hotel

โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา
โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา

โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา โรงแรมที่เหมาะสำหรับครอบครัวพร้อมด้วยห้องพักแบบ Family Suite ที่มีระเบียงส่วนตัวมองเห็นวิวทะเล ภายในห้องมีห้องพักสำหรับหนูน้อยธีมปลาวาฬแสนน่ารัก ผนังตกแต่งลวดลายปลาวาฬ ท้องฟ้าสดใส ท้องทะเลสีคราม เข้ากับบรรยากาศมาเที่ยวที่ทะเล และ Kids Club สำหรับคุณหนู ๆ ห้องที่ออกแบบมาสุดคิ้วท์ ภายในห้องมีการตกแต่งสีสันสวยงามเหมาะสำหรับเด็ก ๆ ให้ได้เพลินเพลินกับกิจกรรมมากมาย เกมคอนโซล การ์ตูน ความบันเทิงจากดีวีดี อุปกรณ์ศิลปะ และอื่น ๆ อีกมากมายที่จะมีพนักงานคอยดูแลในทุกวัน

โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา
Credit Photo : www.holidayinn-pattaya.com

นอกจากนี้เพิ่มความสนุกแบบเอ้าท์ดอร์ ด้วยสระว่ายน้ำที่ออกแบบมาเพื่อให้เด็กๆ สนุกสนานไปกับสไลเดอร์ในสระว่ายน้ำสำหรับเด็ก บนดาดฟ้าชั้น 4 ที่มีวิวทะเล Sea View ให้มองเห็น รับกลิ่นไอของลมทะเล ให้คุณลูกและคุณพ่อคุณแม่ได้เพลิดเพลินไปกับการพักผ่อนในวันฮอลิเดย์ที่ Holiday Inn Pattaya Hotel  ได้ดีทีเดียวค่ะ

Holiday Inn Pattaya Hotel
โทร. 038 725 555
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : www.holidayinn-pattaya.com

5. Mercure Pattaya Hotel

โรงแรมเมอร์เคียวพัทยา
credit Photo : www.facebook.com/MercureHotelPattaya

โรงแรมเมอร์เคียวพัทยา เป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่เหมาะกับการมาพักผ่อนของครอบครัวในวันหยุด เพราะที่นี่มีห้องพักสวีทที่เตรียมพร้อมสำหรับครอบครัวถึง 12 ห้อง ซึ่งภายในแต่ละห้องจะตกแต่งด้วยลายการ์ตูนสำหรับเด็กๆ และมีสไลด์เดอร์อยู่ในตัวที่จะทำให้เด็ก ๆ เพลินอยู่ในห้องได้ตลอดทั้งวันแม้ใจวันที่ฝนจะตกก็ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าเบื่อที่จะเล่นอยู่ในห้องทางโรงแรมก็จัดพื้นที่สร้างความบันเทิงให้กับเด็ก ๆ ที่มีกิจกรรมแสนสนุกสำหรับเด็กทุกเพศทุกวัยมากมายครอบคลุมทั้งในและนอกอาคาร อาทิเช่น เปตอง วอลเลย์บอล กอล์ฟ โรงภาพยนต์กลางแจ้ง ฯลฯ

ห้อง Aqua Kids Club อาคารหน้าต่างบานใหญ่ที่มีทุกอย่างที่เป็นสวรรค์สำหรับเด็กอยู่ภายในห้อง ไม่ว่าจะเป็นบ้านบอล มี PS4s รุ่นใหม่ล่าสุด บอร์ดเกมส์ ของเล่นเสริมพัฒนาการ และกิจกรรมศิลปะ เช่น  Play-Doh หรือแม้แต่การวาดภาพ ฯลฯ ทั้งหมดนี้จัดเต็มมาให้คุณหนู ๆ ได้เล่นอย่างไม่มีเบื่อ รวมถึงห้องสมุดที่เต็มรูปแบบและมีหนังสือให้เลือกอ่านมากมายไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ หรือจะออกมาเล่นน้ำในสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งจัดเป็นไฮไลท์ของที่นี่ ที่ให้ทุกคนตื่นตาตื่นใจและสนุกไปกับเครื่องเล่น Water Slides ขนาดใหญ่ อุโมงค์น้ำ ซึ่งแต่ละจุดก็มีเจ้าหน้าที่มาคอยดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา และที่พิเศษเข้าไปอีก คือที่นี่ยังเป็นโรงแรมที่อนุญาตให้น้องหมา น้องแมว มาเข้าพักได้ด้วยจ้า จัดว่าเป็นโรงแรมที่เข้าถึงความต้องการของครอบครัวอย่างแท้ทรู

โรงแรมเมอร์เคียวพัทยา
โทร. 03842-5050
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : www.mercurepattaya.com

อ่านต่อ 8 โรงแรมสำหรับครอบครัว มี Kids Club เอาใจลูก คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

งานอดิเรกที่มีประโยชน์

นี่แหละ! 8 งานอดิเรกที่มีประโยชน์ และดีต่อลูก ช่วยให้สมองไบรท์ ทำให้มีความสุข

นอกจากการเรียนหนังสือแล้ว สิ่งที่จะช่วยผ่อนคลายให้เด็ก ๆ อารมณ์ดี สนุกสนาน สมวัย คือการให้ลูกได้ทำกิจกรรมตามความชอบ งานอดิเรกที่มีประโยชน์ จะมีส่วนช่วยทำให้ลูกฉลาด เพิ่มทักษะ ส่งเสริมความรู้ และจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ในตัวเด็กได้เป็นอย่างดี ยิ่งได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบแล้วก็ยิ่งพัฒนาความฉลาดและทำให้มีความสุขด้วย

นี่แหละ! 8 งานอดิเรกที่มีประโยชน์ และดีที่สุดสำหรับเด็ก
ช่วยให้สมองไบรท์ ทำให้มีความสุข

งานอดิเรก ผ่อนคลาย

1.เล่นดนตรี

ดนตรีนับว่าเป็นงานอดิเรกที่มีส่วนช่วยเสริมพัฒนาการและทักษะความสามารถด้านต่าง ๆ ของเด็กได้มาก มีผลจากการทดสอบที่ได้รับการยืนยันออกมาว่า เสียงดนตรีหรือเสียงเพลงสามารถกระตุ้นสมองของมนุษย์ได้ดี  ส่งผลดีกับระบบความคิดและอารมณ์ของมนุษย์ ประโยชน์ของการได้แล่นหรือเรียนดนตรี เป็นงานอดิเรก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีแบบดีด สี ตี เป่า จะส่งผลโดยตรงต่อสมอง ช่วยเพิ่มทักษะไอคิวได้ ดนตรีสามารถช่วยกล่อมเกลาให้เด็กรู้สึกสงบ ลดอาการฉุนเฉียว ก้าวร้าวของเด็ก และทำให้ลูกเป็นเด็กเข้าใจง่าย สอนง่าย และมีนักวิจัยหลายคนได้แสดงผลงานวิจัยที่บ่งบอกว่า ผู้ที่ทั้งฟังดนตรีและเป็นผู้เล่นเอง จะมีพื้นที่หน่วยความจำที่มากขึ้น ดนตรีจึงมีส่วนช่วยพัฒนาความจำ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับทักษะการจำอื่นๆ ได้อีกมากมาย นอกจากนี้ยังช่วยให้เด็กมีสมาธิ ช่วยเสริมสร้างบุคลิกที่ดี มีความมั่นใจในตัวเองด้วยค่ะ

งานอดิเรก อ่านหนังสือ

2.อ่านหนังสือ

การชวนลูกให้อ่านหนังสือ ถือเป็นงานอดิเรกที่ไม่มีค่าใช้จ่ายแต่มีประโยชน์สูง แม้จะเป็นการอ่านหนังสือในช่วงเวลาสั้น ๆ 15-20 นาที ก็เปิดโลกจินตนาการอีกใบให้ลูกได้ การมีสมาธิจดจ่อกับหนังสือดี ๆ ที่ได้อ่าน จะมีส่วนช่วยเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาและภาษาให้กับลูกได้เป็นอย่างดี ผลลัพธ์จากการได้อ่านหนังสือ จะช่วยให้สมองของลูกมีวงจรประสาทนับล้านที่เชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึง เกิดการกระตุ้นวงจรประสาทในสมองให้ทำงาน ทำให้เกิดความคิด จินตนาการที่มากมายไร้ขีดจำกัดด้วย กระบวนการนี้สมองของเด็กจะพัฒนาความสามารถในการคิด มีผลต่อทักษะการเรียนรู้ด้านอื่น ๆ และทำให้มีความรู้ในเรื่องต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือในสถานการณ์หลากหลาย ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ได้ปลูกฝังนิสัยให้ลูกได้รักการอ่านตั้งแต่เล็กก็จะมีผลดีต่อพัฒนาการที่ดีในอนาคตมากขึ้น

บทความแนะนำ : โหลดฟรี! 100 นิทานก่อนนอนสำหรับเด็ก อ่านให้ลูกฟังทุกคืนมีแต่ได้กับได้

3.เล่นกีฬา ออกกำลังกาย

การให้ลูกได้ออกกำลังกายอย่างเป็นประจำมีประโยชน์แน่นอนทั้งได้ร่างกายที่แข็งแรงและเป็นเครื่องการันตีว่าสุขภาพสมองดี อารมณ์ดี ช่วยลดความตึงเครียด และทำให้ลูกนอนหลับง่าย ทำให้ร่างกายมีระดับโกรทฮอร์โมนที่สูง เป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตและการเพิ่มความสูงของลูก รวมถึงการควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ส่งผลให้ลูกมีสุขภาพที่ดี และมีพัฒนาการที่ดีตามมา นอกจากนี้ยังมีผลจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายสามารถสร้างเซลล์สมองใหม่ และทำให้ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของสมองดีขึ้น การชวนลูกมาออกกำลังกายเบา ๆ เช่น วิ่งจ๊อกกิ้ง โยคะ ฯลฯ ถือเป็นงานอดิเรกที่จะได้ประโยชน์ดี ๆ กันทั้งครอบครัวเลยนะคะ

งานอดิเรก ท่องเที่ยว

4.ท่องเที่ยว

การเดินทางท่องเที่ยวก็จัดเป็นงานอดิเรกสำหรับครอบครัวที่ช่วยเพิ่มความสนุก ความสุข และสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับเจ้าตัวเล็กได้ การพาลูกออกไปเที่ยวก็เหมือนได้เรียนรู้นอกบ้านที่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางด้านต่าง ๆ ของลูก ทำให้รู้จักสังเกต ช่างสงสัยสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ได้ทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำด้วยตัวเอง ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ทั้งผู้คน อาหาร วัฒนธรรม และสังคม และที่สำคัญที่สุดก็คือการได้ใช้เวลาร่วมกันระหว่างครอบครัว สร้างความสัมพันธ์อันดี ทำให้ลูกได้รับความรัก ความอบอุ่น และทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัย

งานอดิเรก วาดรูป

5.วาดภาพระบายสี

มีการศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่า การได้มองงานศิลปะสักชิ้นก็ส่งผลต่อความสุขและความเพลิดเพลินได้ ดังนั้นการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะก็ส่งผลไม่แตกต่างกัน การวาดภาพระบายสีจึงเป็นงานอดิเรกที่เหมาะสำหรับเด็ก ๆ อีกหนึ่งอน่างที่จะช่วยทำให้ลูกได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ สร้างจินตนาการในแบบของตัวเอง ที่จะช่วยฝึกและพัฒนาสมองไปโดยไม่รู้ตัว และช่วยฝึกฝนให้ลูกมีสมาธิได้ดีอีกด้วย

อ่านต่อ 8 งานอดิเรกที่ดีต่อลูก ช่วยให้สมองไบรท์ ทำให้ความสุข คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรงเรียนสาธิตในประเทศไทย

รายชื่อ โรงเรียนสาธิตในประเทศไทย และ 6 โรงเรียนสาธิตยอดนิยมในกรุงเทพ!

โรงเรียนสาธิต เป็นโรงเรียนอีกหนึ่งประเภทที่พ่อแม่ผู้ปกครองอยากให้ลูกเข้าเรียนและสอบเข้าได้ เพราะเชื่อว่าการศึกษาที่ดีจะส่งผลต่ออนาคต จึงมุ่งแสวงหาโรงเรียนที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดให้กับลูก โรงเรียนสาธิตในประเทศไทย จึงเป็นอีกหลักสูตรที่พ่อแม่หลายบ้านอยากสนับสนุนให้เข้าเรียน มีโรงเรียนสาธิตสังกัดมหาวิทยาลัยไหนกันบ้าง มาดูกันค่ะ

โรงเรียนสาธิตคือ

โรงเรียนสาธิตในประเทศไทย มีทั้งโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยที่อยู่ในสังกัด จัดการเรียนสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยม ในกำกับของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อให้เป็นสถานฝึกปฏิบัติการทางการศึกษาและเป็นสถานที่ฝึกการปฏิบัติงานของนักศึกษาหรือเด็กฝึกงานเพื่อที่จะเป็นคุณครูในอนาคต หรือเพื่อใช้เป็นสถานที่ศึกษาวิจัยงานต่างๆ และเป็นสถานที่ฝึกการปฏิบัติงานของคณะศึกษาศาสตร์หรือคณะครุศาสตร์ก่อนที่นิสิตนักศึกษาจะสำเร็จการศึกษา มีการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ ๆ และวิธีคิดนอกกรอบ มีกิจกรรมในโรงเรียนให้เข้าร่วมมากมาย และสภาพแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการแก่เด็กอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงวัย

โรงเรียนสาธิต
โรงเรียนสาธิต

อัพเดทรายชื่อ โรงเรียนสาธิตในประเทศไทย

โรงเรียนสาธิต ในประเทศไทย แบ่งเป็น 5 กลุ่ม

โรงเรียนสาธิตในสังกัดมหาวิทยาลัยของรัฐ มีทั้งหมด 4 แห่ง ดังนี้

สังกัด มหาวิทยาลัยนครพนม

  • โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยนครพนม พนมพิทยพัฒน์

สังกัด มหาวิทยาลัยนครพนม

  • โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวร

สังกัด มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายประถม)
  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายมัธยม) สังกัด มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

สังกัด มหาวิทยาลัยรามคำแหง

  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายประถม)
  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม)

โรงเรียนสาธิตในสังกัดมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มีทั้งหมด 24 แห่ง ดังนี้

สังกัด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

  • โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตร ภาควิชาคหกรรมศาสตร์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา

โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา

สังกัด มหาวิทยาลัยขอนแก่น

  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ฝ่ายอนุบาล)
  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (มอดินแดง)
  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายมัธยมศึกษา (มอดินแดง)
  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์)
  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายมัธยมศึกษา (ศึกษาศาสตร์)
  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายการศึกษาพิเศษ (ศูนย์วิจัยออทิสติก
  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคา

สังกัด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  • โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายประถม)
  • โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายมัธยม)

สังกัด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สังกัด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

  • โรงเรียนดรุณสิกขาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

สังกัด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ

  • โรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทย-เยอรมัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ

สังกัด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

  • โรงเรียนสุรวิวัฒน์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

สังกัด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  • โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สังกัด มหาวิทยาลัยบูรพา

  • โรงเรียนสาธิต “พิบูลบำเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา

สังกัด มหาวิทยาลัยพะเยา

  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา

สังกัด มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

สังกัด มหาวิทยาลัยมหิดล

  • โรงเรียนสาธิตนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล

สังกัด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม)
  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม)
  • โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์
  • โรงเรียนสาธิตชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แม่แจ่ม

อ่านต่อ รายชื่อโรงเรียนสาธิตทั้งหมดในประเทศไทย คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ปิดเทอม ให้ลูกเรียนอะไรดี

ปิดเทอม ให้ลูกเรียนอะไรดี 7 กิจกรรมปิดเทอม เปิดประสบการณ์ เติมทักษะ ใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์

ปิดเทอม ให้ลูกเรียนอะไรดี มองหากิจกรรมให้ลูกได้ทำ ห่างจากหน้าจอ มาเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกห้องเรียน เพิ่มทักษะและพัฒนาการให้ลูกรักกันดีกว่า มีค่ายและกิจกรรมดี ๆ จากหลายสถาบันและหน่วยงานที่จัดขึ้นมาให้เด็ก ๆ ใช้เวลาช่วงปิดเทอมมาเรียนรู้อย่างเป็นประโยชน์  ทีมแม่ ABK ได้รวบรวมกิจกรรมดี ๆ จากหลายที่มาให้คุณพ่อคุณแม่รีบสมัครให้เจ้าตัวเล็กกันเลยค่า

ปิดเทอม ให้ลูกเรียนอะไรดี 7 กิจกรรมปิดเทอมแสนสนุก
เปิดประสบการณ์ ใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์

#1 กิจกรรมปิดเทอมเติมประสบการณ์ ที่พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 “จตุจักร”

พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร)
ขอบคุณภาพจาก facebook.com/bkkchildrensmuseum

พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 “จตุจักร” ขอเชิญชวนน้อง ๆ เข้าร่วมกิจกรรม “ปิดเทอมเติมประสบการณ์”
ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 17 พฤษภาคม 2563 ณ พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร) สามารถสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป “ฟรี” ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

เด็ก ๆ จะได้สนุกกับกิจกรรมและทักษะต่าง ๆ ทั้งกิจกรรมสันทนาการ ศิลปะและงานประดิษฐ์ ทำอาหาร การแสดงออก ฯลฯ โดยแบ่งออกเป็น 2 รุ่น รุ่นพี่โต 7-12 ปี และรุ่นน้องเล็ก 4-6 ปี กิจกรรมรุ่นละ 2 วัน ตั้งแต่เวลา 09.30-16.00 น.

*หมายเหตุ สามารถลงเรียนได้คนละ 1 รุ่น เท่านั้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :
Facebook : พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร) หรือ
เว็บไซต์ www.cdm-bangkok.com
โทร. 02-272-4500

#2 Mephoom Summer Camp

สถาบันมีภูมิ เชิญชวนเหล่าฮีโร่ตัวน้อยทั้งหลายมาร่วมกันพิทักษ์โลกของเราให้น่าอยู่ขึ้น กับแคมป์ปิดเทอมในธีม “Little heros save the planet” ซึ่งภายในแคมป์นี้น้องๆจะได้สนุกสนานกับการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมการเรียนดนตรี ศิลปะ การแสดง และคลาสเต้น

สิ่งที่น้องๆจะได้รับในกิจกรรมครั้งนี้

  • ได้เรียนรู้พื้นฐานดนตรีเรื่องของตัวโน้ตและจังหวะ ผ่านกิจกรรมดนตรีสร้างสรรค์ ที่จะส่งเสริมและกระตุ้นให้น้อ งๆ นำดนตรีมาสร้างสรรค์ผลงานด้านดนตรีแนวใหม่ได้
  • น้อง ๆ จะได้ระเบิดความคิดสร้างสรรค์ตัวเองออกมาผ่านงานศิลปะ ทั้งการวาดภาพ ระบายสี และงานประดิษฐ์ แบบไร้ขอบเขตและเป็นตัวของตัวเอง
  • น้อง ๆ จะได้เรียนรู้พื้นฐานการแสดงที่จะส่งเสริมความมั่นใจ ความกล้าแสดงออก และปรับบุคลิกภาพ เพื่อให้น้องๆสามารถนำไปปรับใช้ในนำเสนองานในการเรียน และชีวิตประจำวันได้
  • น้อง ๆ จะได้เรียนเรียนพื้นฐานเต้นแนว Street Dance กับครูที่มากประสบการณ์
Mephoom Summer Camp
ขอบคุณภาพจาก www.mephoomschool.com

เปิดรับน้อง ๆ อายุ 5-12 ปี
วันเวลากิจกรรม :
รอบที่ 1 : วันอังคารที่ 3 – วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2020
รอบที่ 2 : วันอังคารที่ 10 – วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2020
รอบที่ 3 : วันอังคารที่ 17 – วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2020
รอบที่ 4 : วันอังคารที่ 24 – วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2020
รอบที่ 5 : วันอังคารที่ 31 มีนาคม – วันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2020
เวลา : 09.30 – 15.30 น.

แต่ละรอบเนื้อหาไม่เหมือนกัน รีบจองกันเข้ามานะคะ รับจำนวนจำกัดค่ะ
สำหรับน้องๆที่ลงเรียน 2 รอบ ลดทั้นที 5% สำหรับน้องๆที่ลงเรียนตั้งแต่ 3 รอบขึ้นไปลดทันที 10%
และแคมป์นี้น้อง ๆ จะได้เรียนดนตรี 1 เครื่องที่น้อง ๆ สนใจโดยมีให้เลือกเรียนทั้งลักษณะเรียนกลุ่มและเรียนเดี่ยว

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :
Line ID : @mephoom (มี@นำหน้า)
Tel. 095-553-9224
รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/Mephoomschool/

#3 Stargazing and Birding Camp

ค่าย “กลางคืนดูดาวเช้าดูนก” สำหรับน้อง ๆ ในช่วงปิดเทอม เด็ก ๆ จะได้สัมผัสกับห้องเรียนธรรมชาติอันน่าตื่นเต้น และทำกิจกรรมต่าง ๆ กันอย่างสนุกสนาน แถมได้รู้จักรับผิดชอบหน้าที่ต่าง ๆ ของตัวเอง เช่น ทานอาหารเสร็จแล้วก็แยกเศษขยะและล้างจานกันเองที่ “บ้านซันเสร่” ระหว่างวันที่ 21 – 22 มี.ค. 2563

Stargazing and Birding Camp
ขอบคุณภาพจาก : www.facebook.com/BAAN-Sunsaray

รายละเอียดกิจกรรม
– ที่พักนอนดอร์มแยกชายหญิงภายใต้การดูแลของครู
– กิจกรรมเริ่ม 14.00 น. ของวันเสาร์และเสร็จสิ้น 16.00 น. ของวันอาทิตย์
– เหมาะสำหรับน้องๆ 7 -14 ปี
– ค่ากิจกรรม 4,500 บาท รวมค่า อาหาร 3 มื้อ 2 วัน (เย็นวันเสาร์และเช้า+เที่ยงวันอาทิตย์) รวมของว่าง
– ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมด้วย สามารถดรอปน้องได้ในวันเสาร์แล้วมารับกลับในวันอาทิตย์หลังจบกิจกรรม
– ทีมวิทยากร: กลุ่มดูนกและดาวจาก Bird Conservation Society of Thailand (BCST)
– สิ่งที่ต้องเตรียมมา: ยาประจำตัว กระบอกน้ำ หมอน ผ้าห่ม สบู่ แชมพู ของใช้ส่วนตัว

สถานที่ : บ้านซันเสร่ สัตหีบ จ.ชลบุรี
โทร.090 076 2336
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : คลิก

อ่านต่อ 7 กิจกรรมปิดเทอม เปิดประสบการณ์ คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แอร์ฟอกอากาศ

แอร์ฟอกอากาศ ช่วยทุกคนในบ้านสุขภาพดีได้อย่างไร ?

  1. หลายๆ ครอบครัวเลือกที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่หลังเลิกงาน หรือในวันหยุดสุดสัปดาห์อยู่บ้าน ทำกิจกรรมกับลูกๆ เพราะกลัวว่าถ้าพากันออกไปนอกบ้าน จะต้องไปเจอกับอากาศด้านนอกที่เต็มไปด้วยฝุ่น PM2.5 ควัน มลพิษต่างๆ แต่รู้ไหมคะว่าอยู่บ้านก็ใช่ว่าจะปลอดภัย 100% จากอากาศแย่ๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่น PM2.5 และนี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำไมเราต้องมีแอร์ฟอกอากาศติดไว้ภายในบ้านค่ะ

อากาศภายในบ้านที่คุณพ่อคุณแม่คิดว่าสะอาดปลอดภัย ก็อาจมีพวกเชื้อโรค แบคทีเรีย ฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 ละอองเกสร ดอกไม้ปะปนมากับกับอากาศ ฯลฯ ที่สำคัญคือไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตามเปล่าค่ะ ซึ่งเมื่อเราสัมผัสเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจสะสมมากๆ เข้า สามารถกระทบต่อสุขภาพของลูกน้อย และทุกคนในครอบครัว ที่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วย  ไม่ว่าจะเป็นโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และหลอดเลือด  เป็นต้น

 

แอร์ฟอกอากาศ

แอร์ฟอกอากาศ ตัวช่วยเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนในครอบครัว

ปัจจุบันนี้มีเครื่องปรับอากาศที่ให้ทั้งความเย็น และฟอกอากาศไปในตัว นั่นก็คือ แอร์ฟอกอากาศ พานาโซนิค แอร์นาโนอี  ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยล่าสุดเรียกว่า เทคโนโลยีนาโนอี ( Technology nanoeTM) )  ซึ่งเทคโนโลยี nanoeTM เป็นระบบฟอกอากาศที่สามารถช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และไวรัส ที่สำคัญยังช่วยกำจัดฝ่นละอ องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทุกวันที่คุณแม่เปิดใช้แอร์นาโนอี nanoeTM จะทำให้อากาศภายในบ้านเย็นสดชื่น และสะอาดบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นค่ะ

คุณสมบัติและประสิทธิภาพ 7 ประการของ nanoe™

  1. ช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อยภายในบ้าน เช่น กลิ่นเหม็นอับจากเสื้อผ้า กลิ่นอาหาร กลิ่นจากสัตว์ เลี้ยง กลิ่นขยะ กลิ่นจากหนังศีรษะ และกลิ่นบุหรี่ เป็นต้น
  2. ช่วยยับยั้งการทำงานของแบคทีเรีย และไวรัสที่เกาะแน่นอยู่ในอากาศ เช่น ไข้หวัดนก H5N1 / H9N2, ไข้หวัดใหญ่ และโคโรนาไวรัสในแมว
  3. ช่วยยับยั้งการทำงานของเชื้อราในอากาศ และเชื้อราฝังแน่น
  4. ช่วยยับยั้งสารก่อภูมิแพ้ที่มาจากสัตว์เลี้ยง และสารก่อภูมิแพ้ทั่วไป
  5. ช่วยยับยั้งละอองเกสรดอกไม้จากทั่วโลกได้ตลอดทั้งปี
  6. ช่วยยับยั้ง สารอันตรายที่ที่มีอนุภาคเล็กเพียง 5
  7. ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิว และเส้นผมตรงเป็นเงางาม

แอร์ฟอกอากาศ

ครอบครัวไหนที่กำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศ แนะนำว่าให้ลองเปลี่ยนมาเป็นแอร์ฟอกอากาศเพราะไม่ใช่ได้แค่ความเย็นสบาย แต่ยังให้ในเรื่องอากาศที่บริสุทธิ์ ช่วยให้สุขภาพที่ดีขึ้นด้วยนะคะ

ดังนั้นเพื่ออากาศภายในบ้านที่ดี และสะอาด ปราศจากฝุ่นละอองที่มีอนุภาคเล็กกว่า 2.5 ไมครอน อย่างฝุ่น PM2.5 ขอบอกว่าต้องเป็นแอร์พานาโซนิค แอร์นาโนอี รุ่น CS-XU13VKT ค่ะ ที่มีคุณสมบัติ

  1. ฟอกอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ขณะที่ปิดระบบทำความเย็น
  2. มีระบบ Inverter ช่วยควบคุมอุณหภูมิของระบบทำความเย็น และระบบฟอกอากาศได้อย่างแม่นยำ
  3. เย็นเร็ว และเย็นสบายคงที่ตลอดเวลา
  4. ช่วยประหยัดพลังงานด้วยระบบ Inverter
  5. สารทำความเย็นมีอายุการใช้งานที่นานขึ้น และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

การมีสุขภาพดีเริ่มได้จากที่บ้านของคุณพ่อคุณแม่ ง่ายๆ ด้วยการติดตั้งแอร์ฟอกอากาศ แอร์นาโนอี เพื่อคุณภาพอากาศภายในบ้านที่สะอาดยิ่งขึ้น

ดูรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม Panasonic แอร์นาโนอี  , แอร์นาโนอี รุ่น CS-XU13VKT 

 

แอร์ฟอกอากาศ

แอร์ฟอกอากาศ

โควิด-19

เพจดังเตือน กลับจากประเทศเสี่ยง โควิค-19 อย่าเลี่่ยงตรวจ ปิดบังข้อมูล อันตรายติดทั้งครอบครัว

โควิค-19 ระบาดในหลายประเทศทั่วโลก และพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้เป็น “โรคติดต่ออันตราย” แนะหยุดเดินทางประเทศกลุ่มเสี่ยง หรือกลับมาจากประเทสดังกล่าวต้อง “แยกตัว 14 วัน” พบอาการ ไข้สูง ไอ จาม  พบแพทย์ทันที ห้ามปกปิด เสี่ยงอันตรายครอบครัว เพิ่มผู้ติดเชื้ออย่างรวดเร็ว

(เมื่อวันที่ 25 กพ 63) ประเทศไทยพบผู้ป่วยไวรัส โควิค-19 เพิ่มใหม่อีก 2 ราย รวมมีผู้ป่วยสะสม 37 ราย และมีผู้เข้าเกณฑ์เฝ้าระวัง 1,580 ราย แต่ยังไม่มีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าว ขณะเดียวกันได้ประกาศขยายเฝ้าระวังครอบคลุมผู้เดินทางมาจาก 7 พื้นที่เสี่ยง ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน  พร้อมขอความร่วมมือให้ประชาชน “เลี่ยง เลื่อน การเดินทาง” ไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค

หากเลี่ยงไม่ได้ขอให้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข คือ หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่มีคนหนาแน่น สวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ สำหรับทุกคน ทุกวัย ที่เดินทางกลับจากจากประเทศเสี่ยงให้แยกตัวเองออกจากสมาชิกในครอบครัว สังเกตอาการตัวเอง 14 วัน เพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อ หากมีไข้ ไอ จาม ให้พบแพทย์ทันที

อย่างไรก็ตาม เพจดัง Drama-Addict ได้เผยแพร่ประกาศชี้แจงจากโรงพยาบาลบี. แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์ โดยมีข้อความโดยสรุปว่า หลังมีผู้ป่วยชายตรวจพบว่าเป็นปอดอักเสบ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่จากการซักประวัติกลับ “ปฏิเสธว่าไม่ได้ไปในประเทศกลุ่มเสี่ยง” ซึ่งกลับมายอมรับภายหลังว่า “เดินทางไปจริง” สุดท้ายก็ตรวจพบว่าผู้ป่วยรายนี้ติดเชื้อไวรัส โควิค-19 จึงส่งตัวไปรับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐเรียบร้อยแล้ว

โควิค-19

โควิค-19

จากการปกปิดและปฏิเสธประวัติการเดินทาง ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ใกล้ชิดผู้ป่วยเสี่ยงต่อการติดเชื้อจำนวน 30 คน โดยทั้งหมดได้ทำตามขั้นตอนของทางสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.)  กรมควบคุมโรคติดต่อต่อไป

ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลได้ออกประกาศขอความร่วมมือผู้รับบริการทุกท่าน แจ้งประวัติที่เป็นจริง เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง การวินิจฉัย และแยกโรคตามมาตรฐาน ดังนี้

  1. หากท่านมีประวัติการเดินทางไปจต่างประเทศในกลุ่มเส่ยงตามประกาศของกรมควบคุมโรค หรือมีประวัติสัมผัสกับผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศในกลุ่มดังกล่าว ร่วมกับมีอาการไข้ ไอ จาม อ่อนเพลียให้ แจ้งที่จุดคัดกรองของโรงพยาบาล ซึ่งได้จัดให้มีทุกประตูเข้าออกของโรงพยาบาล
  2. โรงพยาบาลจะนำท่านไปยังห้องตรวจแยกโรค แรงดันลบ (Negative Pressure) ทันที และติดต่อประสาน สปคม. เพื่อพิจารณาว่าเข้าเกณฑ์กลุ่มเสี่ยง หรือไม่
  3. หากเข้าเกณฑ์ ท่านจะได้รับการตรวจ PCR for COVID-19 และพักรักษาตัวในห้องความดันลบของโรงพยาบาล เพื่อรอผลตรวจ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง
  4. หากผลตรวจพบเชื้อ ทาง สปคม. จะดำเนินการรับตัวท่านไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลภาครัฐต่อไป

“การปดปิดข้อมูลเป็นผลเสีย มีผลกระทบทำให้เกิดความเสียหายต่อสังคม ต่อผู้อื่น และต่อครอบครัวของท่านเอง”

ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบสวนโรคไปยังครอบครัว ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยในวงกว้างเพื่อกักกันโรคไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดและเข้าสู่การระบาดระยะที่ 3 อยู่ในขณะนี้ โดยพบว่ามีสมาชิกในบ้านติดเชื้อรวม 4 ราย

อ่าน รู้ทันอย่างมีสติ ป้องกันลูกน้อยและครอบครัวจากโควิค-19 หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ปัญหาการให้นมแม่

5 ปัญหาการให้นมแม่ ที่แม่ต้องเจอ พร้อมวิธีแก้ปัญหา

ปัญหาการให้นมแม่ ไม่ว่าจะเป็นท่อน้ำนมอุดตัน เต้านมอักเสบ หัวนมบอด น้ำนมน้อย หัวนมแตก ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็น ปัญหาที่คุณแม่มักเจอกันอยู่บ่อยๆ ในช่วงที่ต้องให้นมลูก ดังนั้นเพื่อให้คุณแม่ได้เลี้ยงลูกน้อยด้วยน้ำนมแม่อย่างสบายใจ ไร้ปัญหากวนใจ เรามีวิธีแก้ไข้ปัญหาทั้งหมดนี้มาฝากกันค่ะ  

 

ปัญหาการให้นมแม่ จัดการได้แค่รู้วิธี !

อยากที่รู้ๆ กันค่ะว่าในช่วงเวลาของการให้นมลูก คุณแม่มักจะต้องเจอกับสารพัด ปัญหาการให้นมแม่ จนทำให้ท้อและเลิก ให้นมลูกไปเลยก็มี ซึ่งนั่นน่าเสียดายมากค่ะ เพราะน้ำนมแม่มีประโยชน์อุดมไปด้วยคุณค่าสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ  ภูมิคุ้มกัน เป็นต้น ต่างๆ มากมาย ที่ดีต่อพัฒนาการการด้านร่างกาย พัฒนาการสมอง สติปัญญา ฯลฯ  เอาเป็นว่าเพื่อไม่ให้  เสียเวลา เรามาเริ่มแก้ปัญหาการให้นมแม่ กับ 5 ปัญหานี้ ที่พบว่าเกิดขึ้นกับแม่ให้นมลูกกันค่ะ

1. ท่อน้ำนมอุดตัน

สาเหตุ : มาได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น ลูกดูดนมแม่ไม่เกลี้ยงเต้า , ปล่อยให้น้ำนมค้างอยู่ในเต้านมนาน(ลูกไม่ได้ดูด  หรือไม่ได้ปั๊มนมออก) , กินอาหารที่มีไขมันมาก , ใส่เสื้อชั้นในคับแน่นเกินไปทำให้น้ำนมไหลเวียนไม่สะดวก ฯลฯ ทำให้ลูกดูดนมแม่ไม่ออก คุณแม่รู้สึกเจ็บ คัดเต้านมมาก

แก้ไข : ก่อนที่คุณแม่จะให้นมลูกในทุกๆ รอบ แนะนำให้ประคบเต้านมด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นจัดประมาณ 5-10 นาที เมื่อเต้านม นิ่มลง ค่อยให้ลูกเข้าเต้าดูดนม ที่สำคัญเพื่อไม่ให้ท่อน้ำนมอุดตัน คุณแม่ควรให้ลูกดูดนมบ่อยๆ อย่างน้อย 8-12 ครั้ง / วัน  และดูดนานอย่างน้อยข้างละ 15-20 นาที

2. เต้านมอักเสบ

สาเหตุ : เกิดจากการที่มีน้ำนมเก่าคั่งค้างในเต้านม โดยไม่ได้ระบายน้ำนมออกให้หมด (ลูกดูดนมออกไม่หมดจากเต้า) คุณแม่สังเกตอาการได้คือ เวลาที่คลำตรงเต้านมๆ จะแข็งตึง กดแล้วรู้สึกเจ็บ และปวดไปทั่วบริเวณเต้านม เต้านมร้อน บวมแดง เป็นต้น

แก้ไข : แนะนำคุณแม่ว่าถึงแม้จะรู้สึกเจ็บเต้านม ก็ยังต้องให้ลูกดูดนมจากเต้าให้ตรงตามช่วงรอบการให้นม เพราะถ้าคุณแม่หยุดให้ลูกดูดนม เต้านมจะยิ่งเกิดปัญหา เช่น หัวนมเป็นไต หรือท่อน้ำนมอุดตัน ฯลฯ  ฉะนั้นอย่าหยุดให้นม และควรให้ลูกดูดจากเต้าที่มีปัญหาก่อน เพื่อช่วยทำให้น้ำนมระบายออกได้มากที่สุด คุณแม่ต้องให้ลูกดูดนมอย่างน้อย 8-12 ครั้ง / วัน และ ดูดนานอย่างน้อยข้างละ 15-20 นาที หลังให้นมลูกเสร็จแล้ว ให้ประคบเย็น เพื่อลดอาการปวด บวมของเต้านม

3. หัวนมบอด

สาเหตุ : หัวนมบอด ฟังดูแล้วน่ากลัวใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้ว หัวนมบอดไม่ใช่โรคหรืออาการอันตรายแต่อย่างใด สาเหตุ เกิดจากความผิดปกติของลักษณะหัวนมที่ไม่มีหัวนมขึ้นมา โดยเกิดได้จากท่อนมสั้นหรือพังผืดรัด ซึ่งลักษณะนมเช่นนี้นั้นไม่มีอันตรายใดๆ เพราะสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงหลายคน โดยส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นกันตั้งแต่แรกเกิดเลยค่ะ   

แก้ไข : เบื้องต้นคือขอให้คุณหมอหรือคุณพยาบาลช่วยตรวจเช็กดูหลังคลอดลูกได้ค่ะ หากพบว่าหัวนมบอดจะได้รับ คำแนะนำในการให้นมลูกอย่างถูกวิธีตามลักษณะหัวนมที่บอดค่ะ ซึ่งก่อนให้นมลูกคุณแม่สามารถดูแลเต้านมเพื่อให้มีหัวนมขึ้นมา อาจใช้อุปกรณ์ เช่น อุปกรณ์กดลานนมที่เรียกว่า ปทุมแก้ว เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้คุณแม่ที่มีหัวนมแบนหรือบุ๋ม  แรงกดของปทุมแก้วจะช่วยนวดผิวหนังบริเวณรอบลานนมให้นุ่มและทำให้หัวนมยื่นออกมาค่ะ  หรือจะใช้เป็นที่ปั๊มนมไฟฟ้า เพื่อช่วยดึงหัวนมให้ยื่นออกมาก่อนจะให้นมลูกก็ได้เช่นกันค่ะ

4. น้ำนมน้อย

สาเหตุ : มาได้จากหลายปัจจัยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความกังวลหลังคลอดลูก หรือการที่ไม่ได้ให้ลูกเข้าเต้าดูดนมบ่อยๆ การดูดนมคือการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำนม ยิ่งดูดยิ่งกระตุ้นน้ำนมให้มีมาก

แก้ไข : อย่างแรกให้คุณแม่ตัดเรื่องที่กังวลต่างๆ ออกให้หมด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาดให้มากเพียงพอในทุกวัน และให้ลูกดูดนมอย่างน้อย 8-12 ครั้ง / วัน และ ดูดนานอย่างน้อยข้างละ 15-20 นาที หรือใช้เป็นเครื่องป๊มนมไฟฟ้า ปั๊มนมแม่สลับกับให้ลูกดูดจากเต้าก็ได้ค่ะ การใช้เครื่องปั๊มนมจะช่วยกระตุ้นนมแม่ได้ด้วยค่ะ

5. หัวนมแตก

สาเหตุ : อาจเกิดจากท่าทางในการกินนมและการดูดนมที่ไม่ถูกต้องของลูกน้อย คือขณะที่ลูกดูดนมแม่ แล้วปากของลูกอยู่ตื้น ขอบปากไม่ถึงลานนม ซึ่งนอกจากจะทำให้ลูกดูดนมได้ไม่เต็มที่ ก็ยังทำให้หัวนมแตกได้

แก้ไข :  หัวนมแตกสามารถแก้ไขเบื้องต้นได้ด้วยการปรับท่าให้นม และวิธีการอมหัวนมและลานนมของลูกให้ถูกต้อง คือปากลูกต้องครอบคลุมเต็มบริเวณลานนม ลิ้นจะอยู่ในลักษณะที่พอดีกับเต้านม ทำให้มีแรงในการดันดูดนมออกมาได้อย่างถนัด และหลังลูกกินนมอิ่ม ให้คุณแม่เอาน้ำนมแม่ทาหัวนมที่แตก หรืออาจใช้เป็นออยเม้นท์ หรือครีมที่คุณหมอแนะนำว่าสามาถใช้ทาที่บริเวณหัวนมได้ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายของลูกน้อย

 

กระตุ้นน้ำแม่ให้ผลิตน้ำนมได้ปริมาณมากเพียงพอ ทำได้อย่างไรบ้าง ?

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หากอยากจะให้ประสบความสำเร็จ คุณแม่ต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงพร้อมในทุกวัน และที่คือต้องกระตุ้นน้ำนมแม่ ซึ่งวิธีง่ายๆ ก็คือ

  1. ให้ลูกกินนมจากเต้าบ่อยๆ อย่างน้อย 8-12 ครั้ง / วัน และต้องดูดนานอย่างน้อยข้างละ 15-20 นาที
  2. ให้ปั๊มนมแม่ออก ซึ่งน้ำนมที่ปั๊มออกมาคุณแม่สามารถเก็บเป็นสต็อกน้ำนมแม่ไว้ให้ลูกน้อยกินในมื้อถัดไปได้ค่ะ สำหรับการปั๊มนม ยังเป็นการกระตุ้นนมแม่ให้ตรงรอบกินนมของลูกน้อยอีกด้วย ในกรณีที่ลูกหลับยังไม่ตื่น แต่ถึงเวลาที่ต้องเข้าเต้า คุณแม่สามารถใช้เครื่องปั๊มนมไฟฟ้า ปั๊มนมแม่ออกมาได้เลยค่ะ เพราะถ้าปล่อยนมให้แน่นเต้า อาจทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาได้ค่ะ

 

ทำไมต้องใช้เครื่องปั๊มนม ?

การปั๊มนมแม่ด้วยเครื่องปั๊มนมไฟฟ้า จะช่วยทุ่นแรงให้คุณแม่สะดวก สบาย ประหยัดเวลา และได้น้ำนมคุณภาพที่ปลอดจากเชื้อโรคขณะปั๊มนมค่ะ

ปัญหาการให้นมแม่

เครื่องปั๊มนม Attitude Mom ผู้ช่วยคนสำคัญของคุณแม่ให้นมลูก

จริงๆ การจะเลือกใช้เครื่องปั๊มนมสักเครื่อง ก็ต้องให้ประโยชน์ครอบคลุมการใช้งานถูกไหมคะ เพราะนอกจากใช้ปั๊มนมแม่ที่บ้านแล้ว เวลาออกนอกบ้านไปทำงานก็ต้องพกพาง่าย หยิบใช้สะดวกค่ะ ซึ่งเครื่องปั๊มนม Attitude Mom ตอบโจทย์คุณแม่มากค่ะ

เครื่องปั๊มนม Attitude Mom มีทั้งหมด 4 รุ่น คือ…

Attitude Mom

รุ่น Galaxy ระบบ 2 มอเตอร์ น้ำหนัก 475 กรัม แรงดูด 900 มิลลิเมตรปรอท (ข้างละ 450 มิลลิเมตรปรอท)

  • Hospital Grad
  • 2 มอเตอร์ แยกการทำงานอย่างอิสระ ทนทาน
  • 4 โหมดการปั๊มนม ดูด/2in1/รีด/กระตุ้น
  • แรงปั๊มแยกซ้าย/ขวา ข้างละ 450 mmHg
  • เกลี้ยงเต้าเร็วมากขึ้น
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน กว่า 250 นาที
  • น้ำหนักเบาเพียง 475 g.
  • เสียงการทำงานตัวเครื่องเบา ไม่รบกวน
  • รองรับการปั๊มนมอย่างหนัก ทุกสถานการณ์

Attitude Mom

รุ่น Mirror Light ระบบ 1 มอเตอร์ น้ำหนัก 240.5 กรัม แรงดูด 450 มิลลิเมตรปรอท

  • พกพาสะดวก น้ำหนักเบาเพียง 5 g.
  • 5 โหมดการปั๊มนม Spin/ดูด/2in1/รีด/กระตุ้น
  • มาพร้อมมอเตอร์และแบตเตอรี่ที่แข็งแกร่ง
  • เสียงเครื่องเงียบมากขึ้น
  • หน้าจอมีไฟ LED เพิ่มแสงสว่าง เมื่อปั๊มตอนกลางคืน
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน กว่า 180 นาที
  • แรงดูดสูงสุด 450 mmHg
  • พร้อมกับกรวยซิลิโคน ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ Attitude Mom

Attitude Mom

รุ่น Little plus Pro ระบบ 1 มอเตอร์ มีแบตเตอรี่ในตัว แรงดูด 380 มิลลิเมตรปรอท

  • มี 4 โหมดการทำงาน ครบครับต่อการใช้งานในการปั๊ม โหมดดูด/โหมด2in1/โหมดรีด/โหมดกระตุ้น
  • มีฟังก์ชั่น Turbo Mode เพิ่มประสิทธิภาพการดูดให้มากขึ้น
  • เครื่องปั๊มนมสามารถแยกเป็นปั๊มคู่หรือเดี่ยวได้
  • แรงดูดสูงสุด 380 mmHg
  • น้ำหนักเบาเพียง 5 กรัม พกพาสะดวก
  • ภายในกล่อง เป็นชุดกรวยซิลิโคนแท้ 100% ไซซ์ 24 ซ.ม. (หากต้องการไซซ์อื่นๆ สามารถซื้อเพิ่มเติมได้)รับประกัน 1 ปี ทั้งมอเตอร์ และ แบตเตอรี่
  • หน้าจอระบบ Touch Screen มีระบบล็อคหน้าจออัตโมมัติ

 

ปัญหาการให้นมแม่

รุ่นปั๊มด้วยมือ รุ่น Compact  สะดวก ปั๊มด้วยมือเดียว ออกแบบมาให้ง่ายต่อการใช้งาน ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ หรือ Power bank สามารถควบคุมแรงดูดได้ด้วยตัวเอง

  • อุปกรณ์ทุกชิ้น ได้จดทะเบียนสถานประกอบการเครื่องมือแพทย์ผ่านมาตรฐานทั้งไทยและสากลได้รับหนังสือรับรองจากสำนักงานอาหารและยากระทรวงสาธารณะสุขของไทย
  • ตัวเกรดของผลิตภัณฑ์ยังเป็นเกรดเดียวกับโรงพยาบาลชั้นนำ และปราศจากสาร BPA ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
  • สามารถควบคุมจังหวะการดูด ได้ด้วยตัวเอง โดยลักษณะการดูดของอุปกรณ์ยังคงความนุ่มนวลในการดูด
  • ชุดอุปกรณ์ส่วนของข้อต่อกรวย ถูกออกแบบใหม่ เพื่อรองรับการปั๊มด้วยมือ และยังสามารถทำความสะอาดได้ง่าย
  • ชุดอุปกรณ์ส่วนที่จับสำหรับการปั๊ม ถูกออกแบบมาให้รองรับกับมือ กระชับ และง่ายต่อการบีบกด
  • สามารถวางมือการปั๊มได้หลายลักษณะ เพราะตัวจับไม่ได้ติดอยู่กับชุดอุปกณ์ มีสายปั๊มยาว 50 ซม. ทำให้ไม่เมื่อย มือขณะปั๊ม
  • ขณะปั๊ม ไม่มีเสียงการทำงานของชุดอุปกณ์ดังรบกวน

ซึ่งทุกรุ่นของเครื่องปั๊มนม Attitude Mom ผ่านการรับรองมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ ได้รับการันตีจาก RoHs  มาตรฐานสำหรับสิ่งแวดล้อม  FDA (USA) องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา  FCC ศูนย์ทดสอบผลิดตภัณฑ์ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์  ISO 13485 เป็นระบบมาตรฐานการจัดการด้านคุณภาพซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ พัฒนา ผลิต และ ขาย เครื่องมือทางการแพทย์ (มาตรฐาน ISO 13485 ระบบบริหารคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์) และ BPA FREE ปราศจากสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

ว่าที่คุณแม่มือใหม่ และคุณแม่ที่กำลังให้นมลูก แล้วอยากได้เครื่องปั๊มนมคุณภาพดีอย่าง เครื่องปั๊มนม Attitude Mom ก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ www.attitudemombreastpump.com รับรองไม่ผิดหวัง คุณแม่ต้องชอบแน่นอนค่ะ

ปัญหาการให้นมแม่