เมนูอาหารลูกน้อย

10 เมนูอาหารลูกน้อย วัย 6 – 10 เดือน สูตรอร่อยจากแม่ญี่ปุ่น!

รวม 10 เมนูอาหารลูกน้อย ตั้งแต่วัย 6 เดือนขึ้นไป สูตรอร่อยพร้อมวิธีทำแสนง่ายจากคุณแม่บ้านญี่ปุ่น หากคุณแม่ไม่รู้จะทำเมนูอะไรให้ลูกกินดี ต้องห้ามพลาดบทความนี้นะคะ

รวม 10 เมนูอาหารลูกน้อย วัย 6 10 เดือน สูตรอร่อยจากแม่ญี่ปุ่น

เมื่อลูกน้อยถึงวัย 6 เดือน ก็สามารถเริ่มกินอาหารเสริมได้แล้ว นอกจากนมแม่ ทั้งนี้คุณแม่หลายคนมักตื่นเต้นและเป็นกังวลว่า จะเลือกทำเมนูอาหารอะไรให้ลูกกินดี … ดังนั้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวทางให้คุณแม่ที่ทำอาหารให้ลูกกินเอง ทีมแม่ ABK จึงมี เมนูอาหารลูกน้อย มาฝาก

โดยในครั้งนี้ เป็นสูตรอร่อยจากคุณแม่บ้านญี่ปุ่น โดยคุณแม่มีชื่อ “ก้อย” ซึ่งคุณแม่เป็นคนไทยที่ไปอาศัยอยู่กับสามีและลูกน้อย “น้องเอกะ” สุดน่ารัก ที่ญี่ปุ่น จึงทำให้คุณแม่ก้อยต้องกลายเป็นแม่บ้านญี่ปุ่นไปโดยปริยาย ทั้งนี้คุณแม่ก้อยก็ได้เลี้ยงลูกน้อยและทำอาหารให้ลูกกินเอง โดยฝึกให้น้องเอกะหยิบกินอาหารเองตอน 6 เดือน หลักๆจะเป็นผลไม้กับผักนึ่ง แต่จะป้อนข้าว

Must read >> มื้อแรกของลูก อาหารเสริมตามวัย เริ่มอย่างไรจึงจะดี?

Must read >> คัมภีร์ ตารางอาหารตามวัย ลูกน้อยในวัยขวบปีแรก

>> จึงมีบางคนสงสัยว่าทำไมทำแบบผสม ไม่เลือกสักวิธี ซึ่งคุณแม่ก้อยได้บอกว่า… ถ้ากินแบบ blw ก็กลัวลูกกินได้น้อย จึงใช้วิธีผสม คือทั้งป้อนและให้เขาหยิบกินเองด้วย ทั้งนี้คุณแม่ก้อยยังบอกอีกว่า ในการเตรียมอาหารให้ลูกจะศึกษาก่อนว่า ผักแบบไหนมีประโยชน์ เด็กอายุกี่เดือน ควรกินอาหารแบบไหน วิธีเลือกวัตถุต่างๆ เช่น เนย ชีสเลือกยังไง ประมาณเท่าไร ซึ่งคุณแม่ก้อยก็ลองทำให้น้องเอกะกินอาหารที่หลากหลาย ไม่กินอย่างเดิมซ้ำๆ มากเกินไป

เมนูอาหารลูกน้อย
ภาพ น้องเอกะ วัย 10 เดือน ลูกสาวแม่ก้อย

Must read >> รู้จัก BLW ฝึกลูกกินอาหารเอง หยิบเอง แม่ไม่ต้องป้อนตั้งแต่มื้อแรก

Must read >> แจก! 20 เมนูอาหารBLW สำหรับลูกวัย 6 เดือนขึ้นไป

และก่อนป้อนอาหารให้ลูก แม่จะชิมก่อนทุกอย่าง และอาหารที่ลูกกินไม่หมด แม่ไม่ทิ้ง แม่กินต่อ ลูกได้รับสารอาหาร แม่ก็เช่นกัน >>> ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณแม่ก้อยได้กล่าวว่า… ตัวเองไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเด็ก ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย ไม่ได้ทำอาหารเก่ง แต่แค่รู้ว่าอันนี้มีประโยชน์ น่าสนใจ ลูกต้องได้กิน และลูกกินมากหรือน้อยไม่สำคัญ ขอแค่ลูกกินทุกวันก็พอ

ดังนั้นเพื่อเป็นไอเดียให้กับคุณแม่ที่ไทย ตามมาดูกันค่ะว่า คุณแม่ก้อยมีสูตรวิธีทำ เมนูอาหารลูกน้อย ที่ใช้วัตถุดิบจากญี่ปุ่น เป็นอะไรบ้าง โดยจะเป็นเมนูสำหรับลูกน้อยตั้งแต่อายุ 6 – 10 เดือน เพราะเป็นช่วงอายุปัจจุบันที่ทีมแม่ ABK ได้ไปขอสูตรมา หากคุณแม่ที่สนใจก็สามารถติดตามดูสูตรเมนูอาหารจากแม่ก้อยได้ที่ เฟซบุ๊ก Eika Setoya ได้เลย

เมนูอาหารลูกน้อย วัย 6 เดือน

สำหรับเมนู 6 เดือน ที่คุณแม่ก้อยทำให้น้องเอกะกิน ส่วนใหญ่จะเป็นการนำ นำผักทุกอย่างไปนึ่ง แล้วปั่นรวมกันละเอียด (สับด้วยมือแบบละเอียด) แล้วใส่น้ำซุปที่ทำฟรีสไว้

เมนูอาหารลูกน้อย

เมนูอาหารลูกน้อย

ดูต่อ >> “เมนูอาหารลูกน้อย 7 เดือน – 10 เดือน” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

Covid toe

Covid toe ผื่นแดงขึ้นเท้า สัญญาณเตือน ลูกติดโควิดแม่อย่าชะล่าใจ

Covid toe ผื่นแดงที่เท้าลูก ไม่ใช่ผื่นธรรมดาแต่อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยว่า ลูกติดโควิด-19 หลังแพทย์หลายประเทศในยุโรป พบผู้ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้มีผื่นขึ้นตามตัว แต่กลับไม่แสดงอาการ เป็นไปได้อย่างไร ผื่นชนิดนี้อันตรายหรือไม่ ตามมาดูกันเลยค่ะ

พบ Covid toe อีกหนึ่งสัญญาณเตือนอันตราย   เสี่ยงติดเชื้อโควิด-19

หลังเพจดัง Drama-addict แชร์ข้อมูลสื่อต่างประเทศระบุว่า ในประเทศอังกฤษตรวจพบเด็กและวัยรุ่นหลายรายที่ติดเชื้อโควิด-19 แต่ไม่แสดงอาการของโรค แต่กลับมีผื่นแดงและตุ่มน้ำขึ้นบริเวณนิ้วเท้าปรากฎอยู่ และได้ตั้งชื่อเรียกแบบไม่เป็นทางการว่า “Covid toe” ซึ่งมักปรากฎในวันแรกๆที่ติดเชื้อและหายไปในไม่กี่วัน จึงกลายเป็นข้อสงสัยว่า ผื่นดังกล่าวเป็นอาการหนึ่งของโควิด-19 หรือไม่

Covid toe

ดร. Ebbing Lautenbach หัวหน้าทีมวิจัยด้านโรคติดเชื้อ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพนซิวาเนีย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการผื่นแดงบนเท้าว่า มีลักษณะเป็นผื่นแดง บางคนมีตุ่มน้ำ บางรายเป็นรอยไหม้คล้ายแผลหิมะกัด และอีกจำนวนไม่น้อยที่เป็นรอยช้ำ เป็นจ้ำสีม่วง คล้ายถูกกระแทกมา แต่สิ่งที่เหมือนกันเลยก็คือ มักพบเฉพาะบริเวณหัวแม่เท้าและมือ ของเด็กๆและวัยรุ่นติดเชื้อโควิด-19 แต่สุขภาพแข็งแรงดี ไม่พบว่ามีไข้ ไอจามเหมือนผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ หรือถ้าเป็นก็น้อยมาก

จากการศึกษาเล็กๆในประเทศอิตาลีพบว่า 20 % ผู้เสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรน่ากลุ่มอายุน้อยมีความผิดปกติบนผิวหนัง แต่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า เชื้อโรคร้ายที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกนี้เป็นต้นเหตุของผื่นแดงบนเท้าของเด็กๆหรือไม่ ขณะที่กุมารแพทย์ของสหรัฐฯก็ตรวจพบรอยช้ำผิดปกติในกลุ่มผู้ติดเชื้ออายุน้อยมากถึง 30 ราย

ผื่นแดงขึ้นบนเท้า เป็นหนึ่งในอาการของโควิด-19 จริงหรือไม่

มันดูเหมือนจะเป็นเรื่องบังเอิญเสียเหลือเกินที่ผื่นแดงบนเท้าเด็กๆจะมาพร้อมกับเชื้อไวรัสโคโรน่า2019 กลุ่มแพทย์เชื่อว่า Covid toe เกิดจากภาวะอักเสบในร่างกายที่ตอบสนองต่อเชื้อไวรัส เพราะเคยมีประวัติพบรอยแผลคล้ายคลึงกันในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ และไข้หวัดใหญ่

เป็นเรื่องน่าสังเกตว่า ผื่นแดงเหล่านี้มักปรากฎขึ้นเฉพาะในช่วงแรกของการติดเชื้อ หลังจากนั้นจะหายได้เองในช่วง 7 – 10 วัน หรือบางคนอาจกลายเป็นแผลตกสะเก็ด และค่อยๆสีจางลงภายใน 1 เดือน โดยไม่แสดงอาการอื่นๆออกมาก นั่นอาจแปลว่า เด็กๆมีภูมิคุ้มกันแข็งแรงกว่าผู้ติดเชื้อวัยอื่น

Covid toe

ในอีกมุมหนึ่งCovid toeเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับเชื้อโรค  ดร.เอสเธอร์ ฟรีแมน แพทย์ด้านผิวหนัง โรงพยาบาลเจเนอรัล เมซซาชูเซส ระบุว่า “นี่อาจเป็นเพียงข้อสันนิษฐานข้อหนึ่งเท่านั้น เพราะมีภาวะอักเสบมากมายที่เกิดจากเชื้อไวรัส ดังนั้นอย่าเพิ่งเชื่อสนิทใจว่า ผื่นที่เท้าจะเป็นอาการของโรคโควิด-19 และควรผ่านการตรวจเชื้อเสียก่อน เพราะพวกเขาอาจติดเชื้อหรือไม่ก็ได้”

สำหรับบ้านเรา แม้จะยังไม่พบเด็กมีผื่นขึ้นบนเท้าในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด ด้านศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ให้ความเห็นว่า โรคนี้มีผลทำให้เลือดข้นผิดปกติ ส่งผลให้หลอดเลือดดำหรือเลือดแดงอุดตันได้ โดยเฉพาะหลอดเลือดดำบริเวณขาท่อนบนยาวไปจนถึงเข่า รวมถึงขาหนีบ ก็สามารถทำให้เกิดเป็นตุ่มเหมือนผื่นคันได้

อาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นก่อนมีอาการบ่งชี้อื่นๆของโควิด หรือเกิดขึ้นพร้อมกันได้ หากมีผื่นขึ้นเพียงอย่างเดียวอาจตรวจไม่เจอเชื้อ แต่ควรหมั่นสังเกตอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ถ้าลูกกินข้าวไม่รู้รสอาหาร กินอะไรก็จืดไปหมด พร้อมกับมีตุ่มผื่นขึ้นบริเวณเท้าและนิ้วมือ โดยไม่เคยเป็นมาก่อน ก็เข้าข่ายว่าน่าสงสัยต้องรีบพาลูกไปตรวจโควิด-19 ทันที

อ่านต่อ ลักษณะผื่นแบบไหนเป็นอาการของโรคโควิด-19 หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คนท้องทําสีผมได้ไหม

คนท้องทำสีผมได้ไหม ดัด ย้อม ทำสีผม อันตรายต่อเบบี๋ในท้องหรือเปล่า?

ทนเห็นตัวเองโทรมจนทนไม่ไหว อยากจะเปลี่ยนสี ดัด ย้อม ยืดผม ทำตัวเองให้สวย แต่ก็กลัว คนท้องทําสีผมได้ไหม จะเป็นอันตรายต่อเบบี๋ในท้องหรือเปล่า?

เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ จึงทำให้อะไร ๆ ในร่างกายคุณแม่ก็เปลี่ยนไป แม้กระทั่งเส้นผมสวย ๆ บนศีรษะที่อาจทำให้จากผมที่เคยดำขลับสวยงาม กลายเป็นแห้ง ชี้ฟู ไม่มีน้ำหนัก ต้องทนเห็นตัวเองโทรมจนทนไม่ไหว เป็นเรื่องที่เข้าใจตรงกันว่า ถึงแม้ตอนท้องคนเป็นแม่ก็ไม่อยากหยุดสวย อยากดัดผม ย้อมผม ทำสีเหมือนที่เคย แต่ก็กลัว ๆ เพราะมีคนทักบอกว่าอย่าเพิ่งทำสีผมตอนท้อง คนท้องทําสีผมได้ไหม สารเคมีในสีจะส่งผลเป็นอันตรายต่อเบบี๋ในท้องมั้ย? รวมทั้งการทำเคมีกับเส้นผมอื่น ๆ ด้วย มาไขข้อข้องใจนี้ค่ะ

คนท้องทําสีผมยืดผมได้ไหม
คนท้องทําสีผมได้ไหม

คนท้องทําสีผมได้ไหม ดัด ย้อม ยืด จะเป็นอันตรายต่อเบบี๋ในท้องมั้ย?

ในข้อเท็จจริงเรื่องนี้ในทางแพทย์ยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดว่า การทำสีผมจะทำให้สารเคมีที่อยู่ในน้ำยาเคมีที่ใช้กับผมแทรกซึมผ่านหนังศีรษะเข้าสู่ร่างกายไปทำอันตรายต่อลูกในครรภ์ได้หรือไม่ ซึ่งผลิตภัณฑ์ทำสีผมและดัดผมส่วนใหญ่จะมีสารเคมีที่ใช้กัดสีหรือดัดผมเป็นส่วนผสม ส่วนสีที่ใช้ย้อมก็เป็นสารเคมีหลายชนิดปนกัน ในน้ำยาเคมีที่ใช้กับผมประกอบด้วย

  • รีซอร์ซินอล เป็นสารเคมีที่อาจทำให้เนื้อเยื่อตา คอ และผิวหนังระคายเคือง นอกจากนี้ยังทำให้มีอาการไอและภูมิคุ้มกันโรคต่ำลง
  • ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ที่นิยมใช้เพื่อกัดสีผม เป็นสารที่ทำให้ผิวหนังไหม้และมีอาการแพ้
  • แอมโมเนีย ที่พบมากในยาย้อมผมก็ทำให้วิงเวียนและปวดศีรษะ
  • พีพีดี ทำให้ผิวเกิดการอักเสบและระคายเคือง

ถึงแม้ว่าจะมีการศึกษาวิจัยในคนพบว่ามีการดูดซึมสารเคมีเหล่านี้ผ่านหนังศีรษะเข้าในกระแสเลือดในปริมาณที่น้อยมาก การที่จะส่งผ่านข้ามรก จนไปเกิดอันตรายกับเด็กจึงเป็นไปได้ยาก โดยปกติแล้วเมื่อสารเคมีซึมซับเข้าสู่ร่างกายจะถูกขับออกจากร่างกายในรูปแบบของปัสสาวะ แต่สารเคมีที่ใช้ในการย้อมผม ทำสี นั้นไม่ได้มีปริมาณที่สูงมาก จึงไม่ส่งผลต่อทารกในครรภ์ (อ้างอิงข้อมูลจากโรงพยาบาลพญาไท) แต่คุณแม่ตั้งครรภ์ก็ควรระมัดระวัง เพราะกลิ่นของน้ำยาที่แม่สูดดมเข้าไปอาจจะส่งผลให้คุณแม่รู้สึกวิงเวียนและปวดศีรษะบ้าง

ดังนั้นหากคุณแม่ต้องการที่จะเสริมสวยให้เส้นผมระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะดัด ยืด  ย้อมผม ทำสี  แนะนำว่าเพื่อความสบายใจและไม่ต้องคอยกังวลว่ากลัวลูกในท้องจะไม่ปลอดภัย ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงดีกว่าค่ะ เพราะการเสริมความงามเหล่านี้ต้องใช้สารเคมี ซึ่งสารเคมีบางอย่างอาจทำให้คุณแม่เกิดอาการแพ้ได้ เป็นแผลที่หนังศีรษะ ก็อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อลุกลามรวดเร็ว

คนท้องทําสีผมได้ไหม

ข้อแนะนำเมื่อแม่ท้องอยากทำสีผม

  • ควรหลีกเลี่ยงการทำสีผมในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ จากข้อมูลของโรงพยาบาลพญาไทได้แนะนำว่า ช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ถือเป็นช่วงที่สำคัญของทารก เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่ทารกจะเริ่มสร้างอวัยวะที่สำคัญขึ้นมา จึงควรทำร่างกายให้สมบูรณ์พร้อมให้ลูกน้อยได้สร้างอวัยวะอย่างเต็มที่ ดังนั้นเพื่อความสบายใจและเป็นการป้องกันไว้ก่อน หากคุณแม่อยากจะเปลี่ยนสี ทำผมให้กับตัวเอง ควรรอให้มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 4 เดือนเป็นต้นไป หรือเข้าสู่ไตรมาสที่สอง ปัญหาจากปัจจัยภายนอกทั่วไปก็จะไม่ส่งผลต่อการสร้างอวัยวะของเด็ก ช่วยลดความเสี่ยงในอันตรายที่จะเกิดขึ้น
  • เมื่อคุณแม่ท้องเข้าร้านทำผมควรแจ้งกับช่างว่ากำลังตั้งครรภ์ก่อนทุกครั้ง เพื่อให้ช่างคอยดูแลและระมัดระวังเป็นพิเศษในขั้นตอนการทำ หรือสอบถามเพื่อเลือกใช้บริการร้านทำผมที่มีช่างผู้ชำนาญในด้านการทำเคมีเป็นพิเศษ เพราะช่างจะสามารถทำสีผมหรือดัดผมได้โดยหลีกเลี่ยงการให้น้ำยาสัมผัสกับหนังศีรษะให้น้อยที่สุดได้เป็นอย่างดี ซึ่งในการทำเคมีต่าง ๆ กับเส้นผม ควรให้น้ำยาเคมีโดนหนังศีรษะให้น้อยที่สุด เพราะในช่วงตั้งครรภ์ผิวคุณแม่จะบอบบางและแพ้ง่าย
  • สวมหน้ากากปิดปากและจมูกให้เรียบร้อยในขณะที่ทำผม และเลือกเข้าร้านทำผมที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อป้องกันการสูดดมกลิ่นน้ำยาเคมีต่าง ๆ เข้าไปโดยตรง
  • ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำสีหรือย้อมผมที่สกัดจากพืช มีส่วนประกอบจากธรรมชาติ ซึ่งจะปลอดภัยกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารเคมี เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีกลิ่นแรง เพราะน้ำยาเคมีที่มีกลิ่นแรงเกินไปอาจมีส่วนผสมของแอมโมเนีย อาจส่งผลให้คุณแม่วิงเวียนศีรษะ อาเจียน หรือเพิ่มอาการแพ้ท้องได้
  • ควรเลือกใช้น้ำยาในการทำผมที่ผ่านการรับรองความปลอดภัยจาก FDA ซึ่งหากมีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ต้องมีฉลากแจ้งเตือนที่เห็นได้ชัดเสมอ
  • สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นช่างทำผม ในกรณีที่หลีกเลี่ยงการทำสีผมให้ลูกค้าไม่ได้ ควรใส่หน้ากากอนามัยและถุงมือขณะทำสีผม และล้างมือทันทีเมื่อสิ้นสุดการทํางาน ระยะเวลาที่แนะนําในการทํางานไม่ควรเกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ที่สำคัญควรได้ทำงานอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกเพื่อลดการสูดดมสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย

ถึงแม้ว่าทางแพทย์ยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดว่าการทำสีผมหรือการทำเคมีกับเส้นผมในคนท้องนั้นจะส่งผลเสียโดยตรงต่อทารกในครรภ์ได้อย่างแน่นอน แต่เพื่อความปลอดภัยสำหรับลูกน้อยในครรภ์รวมถึงตัวคุณแม่ด้วย แนะนำว่าในช่วงท้องนี้คุณแม่ควรอดใจไว้อีกซักนิด รอทำหลังจากที่มีอายุครรภ์เกิน 4 เดือนไปแล้ว ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงไปก่อน และที่สำคัญผลลัพธ์ของการทำสี ดัด หรือยืดผม อาจไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด เช่น หลังดัดผม แทนที่จะเป็นลอนสลวยสวยงามแต่อาจกลับกลายเป็นผมหยิกหยักฟู แห้ง หรือการทำสีผม ที่อาจไม่ได้สีที่สวยออกมาตรงกับที่ต้องการ เนื่องจากสภาพของผมที่เปลี่ยนไปในขณะตั้งครรภ์

ในระยะนี้คุณแม่สามารถดูแลตัวเองให้สวยแบบไม่ต้องพึ่งสารเคมีได้ เช่น การเข้าร้านทำผมเพื่อตัดผมเปลี่ยนลุค เลือกทรงผมเก๋ ๆ ที่รับกับใบหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีในช่วงตั้งครรภ์ การบำรุงและหมักผมด้วยสูตรที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติต่าง ๆ อย่างน้ำมันมะกอกธรรมชาติ ไข่แดง โยเกิร์ต ที่จะช่วยให้ผมคุณแม่สวยโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี รวมถึงการออกกำลังกายสำหรับคนท้อง รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ดื่มน้ำเยอะ ๆ เป็นต้น เรียกว่าช่วงนี้ขอสวยแบบธรรมชาติไปก่อน เพื่อไม่ทำให้คุณแม่ต้องเกิดความวิตกกังวลตอนอุ้มท้อง รอให้หลังคลอดแล้วค่อยมาเปลี่ยนสีผมเพิ่มความสดใส ก็จะเป็นผลดีและปลอดภัยต่อคุณแม่และเบบี๋ที่สุดนะคะ

แต่ในกรณีที่จำเป็นต้องทำหรืออดใจไม่ไหวอยากทำผมจริง ๆ คุณแม่สามารถนำผลิตภัณฑ์ทำสีผมที่เลือกไว้ไปปรึกษาคุณหมอที่ฝากครรภ์ เพื่อให้ช่วยพิจารณาว่าสารเคมีที่เป็นส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์หรือน้ำยาทำสีผมเหล่านั้นจะมีอันตรายหรือไม่ หรือขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากคุณหมอเพื่อลดความกังวลใจในเรื่องนี้ลงได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก : www.phyathai.comwww.motherhood.co.th

อ่านต่อบทความที่น่าสนใจอื่นๆ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ผ้าอ้อม

เลือกผ้าอ้อมสำเร็จรูปยังไง ? ให้พัฒนาการลูกน้อยไม่สะดุด!

ผ้าอ้อม ไม่ใช่ให้ลูกใส่อะไรก็ได้  โดยเฉพาะกับลูกน้อยที่กำลังอยู่ในวัยเรียนรู้ ชอบเดิน ชอบวิ่ง ได้เคลื่อนไหวร่างกายไปกับ     กิจกรรมสนุกในทุกวัน ซึ่งผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กที่ดีต้องไม่ขัดขวางพัฒนาการของลูก คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อยากรู้ ไหมคะว่า “ผ้าอ้อมสำเร็จรูป” แบบไหน ที่ดีต่อพัฒนาการลูกน้อย และควรเลือกให้ลูกน้อยได้สวมใส่ มีคำตอบให้ค่ะ

 

“ผ้าอ้อม” ต้องช่วยส่งเสริมพัฒนาการลูกน้อย

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่รู้กันหรือไม่คะว่า ลูกน้อยในช่วงวัยตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปการใส่ “ผ้าอ้อม” มีส่วนสำคัญในการส่งเสริม  พัฒนาการด้านร่างกายของลูกได้นะคะ เพราะลูกน้อยในช่วงวัยนี้เวลาส่วนใหญ่ของเขาจะไม่ได้ใช้ไปกับการนอนหลับมาก เหมือนตอนที่เป็นทารกน้อย แต่ลูกจะเริ่มค่อยๆ มีพัฒนาการตามวัยที่ชัดเจนขึ้น นั่นคือ…

  • แสดงอารมณ์ และท่าทาง เช่น ดีใจ ตื่นเต้น ขัดใจ ฯลฯ
  • จำหน้าคุณพ่อ คุณแม่ได้
  • เริ่มออกเสียงจนพูดได้ตั้งแต่ 1 พยางค์ 2 พยางค์ ฯลฯ
  • คว้าของมือเดียว สลับมือถือของได้ และจนใช้มือ(กล้ามเนื้อมัดมัดเล็กได้แข็งแรงขึ้น)
  • เริ่มพลิกคว่ำ พลิกหงาย > คืบ > คลาน > นั่ง > เกาะยืน > เดิน > และวิ่ง
  • ชอบอะไรที่แปลกตา ชอบความสนุก ชอบค้นหา มีความอยากรู้ อยากเห็นมากขึ้น
  • สมองเริ่มคิด จดจำ เรียนรู้ได้มากขึ้นตามพัฒนาการช่วงวัย เป็นต้น

เห็นไหมคะว่าลูกน้อยเริ่มค่อยๆ ใช้ทุกส่วนของร่างกายให้เป็นไปตามพัฒนาการช่วงวัยมากขึ้น มีการฝึกกำลังกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น จนสามารถทำทุกอย่างได้อย่างถนัด มีความแข็งแรง แข็งแกร่งของร่างกายเต็มประสิทธิภาพ 100%

ผ้าอ้อม

การที่ลูกน้อยเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระ โดยไม่มีอะไรมากีดขวาง ก็จะยิ่งช่วยกระตุ้นให้ลูกน้อยมีพัฒนาการตามช่วงวัยได้อย่างก้าวกระโดด  ซึ่งสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่จะช่วยลูกน้อยให้มีพัฒนาการที่ดีได้นั้น ต้องเริ่มกันตั้งแต่ลูกเล็กๆ ด้วยการเลือกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ไม่ขัดขวางการเคลื่อนไหวของลูกน้อยค่ะ

 

วิธีเลือกผ้าอ้อมเด็ก ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการลูกน้อย ต้องดูที่เรื่องใดบ้าง ?

ลูกน้อยมีพัฒนาการดี ย่อมเป็นที่พอใจของพ่อแม่ใช่ไหมคะ แต่พัฒนาการลูกจะดีได้ต้องขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยมาประกอบ รวมกัน ไม่ว่าจะเป็นโภชนาการสารอาหารตามวัยที่ได้รับอย่างครบถ้วน มีคุณภาพการนอนที่ดี การได้เล่นอย่างอิสระ ฯลฯ  ที่สำคัญการได้สวมใส่ผ้าอ้อมที่ไม่ขัดขวางพัฒนาการการเรียนรู้ของลูกน้อยค่ะ

ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ วิธีเลือกผ้าอ้อมเด็กอาจจะดูเป็นเรื่องยาก เลือกไม่ถูกว่าจะต้องเริ่มจะเรื่องไหนก่อน เรามีคำแนะนำที่จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ  

  1. แห้งสบาย ไม่อับชื้น
  2. ต้องบางเบา ไม่หนาเทอะทะ
  3. ต้องให้ผิวสัมผัสทั้งผืนที่นุ่มเป็นพิเศษ ไม่ระคายเคืองผิว
  4. ต้องซึมซับได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งกลางวันและกลางคืน
  5. ผ้าอ้อมเด็กแบบเทปกาว จะต้องติดได้แน่นกำลังดี สามารถปรับขนาดให้กระชับพอดีกับสรีระลูกน้อย ที่สำคัญเทป กาวต้องไม่ทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง
  6. ผ้าอ้อมแบบกางเกง จะต้องกระชับ สวมใส่แล้วลูกน้อยสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว
  7. วัสดุที่ใช้ทำผ้าอ้อมต้องไม่ก่อให้เกิดการระคายต่อผิวบองบางของลูก ไม่มีปัญหาการเกิดผื่นผ้าอ้อม
  8. ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กที่ดี จะต้องสวมใส่แล้วพอดีตัว ไม่คับแน่นมากไป หรือหลวมไม่กระชับ(ทำให้ลูกขยับ เคลื่อนไหวไม่สบายตัว)
  9. ต้องหาซื้อง่าย คุณภาพดี และราคาเหมาะสม

กว่าจะได้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่เหมาะกับลูกน้อย ดูเหมือนจะต้องเลือกเยอะใช่ไหมคะ แต่เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย จะใช้เวลาเลือกกันมากสักหน่อยก็ไม่เป็นไรค่ะ

ผ้าอ้อม ฮักกี้

ผ้าอ้อมแบบไหนดี ที่ควรเลือกให้ลูก ?  

โจทย์ของเราคืออยากได้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็ก ที่ช่วยส่งเสริมให้ลูกน้อยมีพัฒนาการรอบด้านที่ดี ฉะนั้นถ้าจะให้ แนะนำในนาทีนี้ก็ต้อง “ผ้าอ้อม ฮักกี้” Huggies Gold Soft & Slim เป็นผ้าอ้อมเด็กรุ่นใหม่ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการของคุณแม่มือใหม่ มือเก่า ที่มีลูกเล็ก เด็กน้อยมากๆ ค่ะ

เรามาดูคุณสมบัติเด่นของ ผ้าอ้อม ฮักกี้  Huggies Gold Soft & Slim ใหม่ ที่มีให้ใช้กัน 2 รุ่น

ผ้าอ้อมแบบเทป(TAPE)  

  1. ผ้าอ้อมให้สัมผัสนุ่ม ดุจปุยฝ้าย เวลาที่ลูกสวมใส่จะไม่ก่อให้เกิดการเสียดสีกับผิว ทำให้ลูกน้อยเคลื่อนไหวได้อย่างสบายตัว อ่อนโยนแม้กับผิวของเด็กแรกเกิด
  2. ผ้าอ้อมถูกออกแบบมาให้มีความบางเพียง 5 เซ็นติเมตร บาง เบาสบาย ลูกน้อยสวมใส่แล้วชอบ มากๆ ค่ะ เพราะสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระ
  3. ผ้าอ้อมให้ความแห้งสบาย ไม่อับชื้น ซึมซับรวดเร็ว และยาวนานถึง 12 ชั่วโมง(เท่ากับปริมาณน้ำ 8 แก้ว) ที่ พิเศษคือช่วยป้องกันการรั่วซึมจาดก้านหลัง เวลาที่ลูกนอนหงาย ถูกใจแม่มากๆ ค่ะ
  4. ผ้าอ้อมฮักกี้ Gold & Soft & Slim แบบ TAPE ยังมี อีกหนึ่งคุณสมบัติเอาใจคุณแม่ทุกคน ด้วยการช่วยเตือนว่าถึงเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกแล้วนะ โดยแถบที่อยู่ด้านหน้าจะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีฟ้าเวลาที่ผ้าอ้อมเปียกชื้นมากแล้ว ก็ได้เวลาที่คุณแม่ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมผืนใหม่ให้ลูกแล้วค่ะ

ผ้าอ้อมแบบกางเกง

ผ้าอ้อมแบบกางเกง(PANTS)

  1. ผ้าอ้อมให้สัมผัสนุ่ม ดุจปุยฝ้าย เวลาที่ลูกสวมใส่จะไม่ก่อให้เกิดการเสียดสีกับผิว ทำให้ลูกน้อยเคลื่อนไหวได้อย่างสบายตัว
  2. ผ้าอ้อมถูกออกแบบมาให้มีความบางเพียง 0.5 เซ็นติเมตร บาง เบาสบาย ลูกน้อยสวมใส่แล้วชอบ มากๆ ค่ะ เพราะสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระ
  3. ผ้าอ้อมให้ความแห้งสบาย ไม่อับชื้น ซึมซับรวดเร็ว และยาวนานถึง 12 ชั่วโมง(เท่ากับปริมาณน้ำ 8 แก้ว)
  4. ผ้าอ้อมฮักกี้ Gold & Soft & Slim แบบ PANTS มีขอบเอวยืดหนุ่นนุ่มกระชับกับหน้าท้อง ไม่ทำให้เกิดรอยแดง และเพราะมีสัมผัสที่นุ่มทำให้ลูกน้อยสวมใส่แล้วสบายผิว สบายตัว เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เล่นสนุกได้เต็มที่ อารมณ์ดีตลอดวันด้วยค่ะ

ผ้าอ้อม Huggies Gold Soft & Slim

จากการที่ได้ลองสัมผัสกับผ้าอ้อมฮักกี้ ใหม่ รุ่น Gold & Soft & Slim ขอบอกว่านุ่มละมุนผิวมือมากๆ ค่ะ คุณแม่สบายใจได้เลยว่าผิวก้นลูก และบริเวณรอบเอวของลูกจะไม่เกิดการเสียดสีกับผ้าอ้อมขณะสวมใส่อย่างแน่นอน ผ้าอ้อม Huggies Gold Soft & Slim นอกจากความนุ่มดุจปุยฝ้ายแล้ว ยังเด่นในเรื่องของความบางเฉียบถึง 5 มิลลิเมตร ที่บางได้ขนาดนี้เพราะเทคโนโลยีใหม่เฉพาะผ้าอ้อมฮักกี้ ที่เรียกว่า Complex Core Technology ที่ให้ความบางแต่ยังคงความซึมซับที่ดีเยี่ยม ผ้าอ้อมไม่หนาเทอะทะ ก็ไม่ขัดขวางทุกพัฒนาการการเรียนรู้ของลูกน้อยแล้วค่ะ

ครอบครัวไหนที่กำลังมีสมาชิกใหม่ตัวน้อย หรือลูกน้อยที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยเรียนรู้ การเลือกผ้าอ้อมสำคัญมากๆ นะคะ ถ้าให้ดีต้องเริ่มปูพื้นฐานพัฒนาการที่ดีให้ลูกตั้งแต่แรกคลอดเลยค่ะ ซึ่งผ้าอ้อมฮักกี้  ผ้าอ้อม Huggies Gold Soft & Slim ใหม่ มีให้คุณแม่ได้เลือกให้ลูกน้อยใช้กันตั้งแต่รุ่น New born (TAPE) และพอเข้าสู่ช่วงอายุ 3 เดือนขึ้นไปก็ต่อด้วยผ้าอ้อมฮักกี้ Huggies Gold Soft & Slim รุ่นกางกาง (PANTS) ซึ่งมีตั้งแต่ไซส์ S ช่วยส่งเสริมทุกช่วงพัฒนาการของลูกน้อยให้ไม่สะดุดค่ะ

หวังว่าคำแนะนำในการเลือกผ้าอ้อมสำเร็จรูป จะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ และทุกครอบครัวที่กำลังมองหาผ้าอ้อมที่เหมาะกับช่วงวัยพัฒนาการของลูกน้อยกันนะคะ

ผ้าอ้อมฮักกี้ Huggies Gold Soft & Slim

อาการไข้เลือดออก

พ่อแม่ต้องรู้! 10 ความแตกต่าง อาการไข้เลือดออก vs อาการโควิด 19

อาการไข้เลือดออก vs อาการโควิด – 19 ต่างกันอย่างไร..พ่อแม่ควรรู้!? พร้อมสังเกตลูกน้อยและตัวเองให้ดี หากมีอาการเหล่านี้..!? ควรรีบไปหาหมอทันที

ไข้เลือดออกระบาด!!
กับ อาการไข้เลือดออก ที่พ่อแม่ต้องรู้เท่าทัน?

ด้วยความที่ทุกคนพุ่งความสนใจกับ โรคโควิด–19 จึงอาจหลงลืมหรือละเลย ที่จะนึกถึงโรคซึ่งมักจะมีการระบาดในช่วงปลายร้อนต้นฝน นั่นคือ ไข้หวัดใหญ่ และ ไข้เลือดออก

ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น 3 โรคที่พร้อมจะเป็นเพชฌฆาตร้ายคร่าชีวิตมวลมนุษยชาติได้ตลอดเวลา และหากเจาะข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค นอกจากโรคโควิด 19 ที่เราทราบผู้ป่วยรายวันอยู่แล้ว (ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.-28 เม.ย.63 ผู้ป่วยรวมสะสม 2,938 ราย เสียชีวิตไปแล้ว 54 ราย) ส่วนโรคไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-20 เม.ย. พบผู้ป่วย 97,398 ราย เสียชีวิต 3 ราย และ โรคไข้เลือดออก ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-20 เม.ย. พบผู้ป่วย 8,746 ราย และเสียชีวิตไปแล้ว 6 ราย!

อ่านข่าว >> “โรคไข้หวัดใหญ่ ระบาดหนัก 3 เดือนแรก พบเด็กแรกเกิด-4 ปี ป่วยมากสุด!”

อ่านข่าว >> “1 พ.ค. ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี 2563 พร้อมคำแนะนำเรื่องรับวัคซีนช่วงโควิดระบาด”

ทั้งนี้แม้โรคโควิด–19 จะมีจำนวนผู้ป่วยจะลดลง แต่ก็ไม่ควรประมาทและต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังต่อเนื่อง ทั้งการเว้นระยะห่างทางสังคม ใส่หน้ากากทุกครั้งเมื่อออกนอกบ้าน และหมั่นล้างมือบ่อยๆ เพื่อร่วมกันกดตัวเลขผู้ป่วยและเสียชีวิตลง ชะลอเวลาให้สามารถผลิตยาที่ใช้รักษาโรค รวมทั้งผลิตวัคซีนเพิ่มภูมิป้องกันความรุนแรงของโรคลงได้

อาการไข้เลือดออก

ไข้เลือดออก โรคเจ้าถิ่นฤดูฝน

ขณะที่โรคเจ้าถิ่น อย่าง โรคไข้เลือดออก ก็ยังไม่ควรมองข้าม ยิ่งขณะนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูฝน บางพื้นที่ฝนตกมีน้ำขังในภาชนะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก รวมทั้งในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด–19 หากมี อาการไข้เลือดออก ร่วมด้วย จะทำให้การรักษายุ่งยากและรุนแรงมากขึ้น

ซึ่งมีรายงานพยากรณ์ สถานการณ์โรคไข้เลือดออก 2563 จากกองโรคติดต่อนำโดยแมลง คาดการณ์ว่าในปี 2563 ไทยจะมีการระบาดต่อเนื่องจากปี 2562 ซึ่งใกล้เคียงกับการระบาดใหญ่ในปี 2558 โดยแนวโน้มจะสูงขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน และจํานวนผู้ป่วย ไข้เลือดออก จะสูงลอยไปจนถึงสิ้นปี ทั้งนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับพื้นที่การระบาดของไข้เลือดออก และประชาชนกลุ่มเสี่ยง ที่ระบุในรายงาน ดังนี้…

สําหรับพื้นที่เสี่ยงสูงต่อการระบาดโรคไข้เลือดออกระดับอําเภอ มีจํานวน 224 อําเภอ ใน 60 จังหวัด โดยพบว่าอําเภอเสี่ยงสูงส่วนใหญ่เป็นอําเภอเมือง และอําเภอที่มีขนาดใหญ่และมีความเจริญเทียบเท่าอำเภอเมือง โดยเป็นที่ตั้งของสถานที่สําคัญต่างๆ เช่น สถานศึกษา ศูนย์ราชการ สถานที่ท่องเที่ยว นิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ

อ่านต่อ >> วิธีสังเกตอาการไข้เลือดออกและอาการโควิด-19” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ฝึกลูกนอนคว่ำ

“ฝึกลูกนอนคว่ำ” อันตราย! เสี่ยงขาดอากาศหายใจ

อุทาหรณ์เตือนใจคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยทารก ไม่ควรให้ลูกนอนคว่ำ เพราะเสี่ยงต่อการขาดอากาศหายใจ เนื่องจากทารกยังไม่สามารถชันคอ หรือพลิกกลับไปนอนหงายเองไม่ได้ ดังกรณีนี้ที่ ทารกวัย 3 เดือนที่ประเทศจีน เสียชีวิตขณะที่แม่ของเด็กพยายาม ฝึกลูกนอนคว่ำ ตามคำแนะนำของบริษัทที่ปรึกษาด้านการดูแลเด็ก

เหตุการณ์เกิดขึ้นในขณะที่คุณแม่กำลังเข้าร่วมคอร์สออนไลน์เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกผ่านกรุ๊ป WeChat โดยทางบริษัทที่ปรึกษาได้แนะนำให้คุณแม่ ฝึกลูกนอนคว่ำ โดยคุณแม่คอยสังเกตการณ์ผ่านกล้องวิดีโอจากอีกห้องหนึ่ง

จากคลิปวิดีโอที่เป็นหลักฐาน สังเกตได้ว่า ทารกกำลังนอนคว่ำอยู่บนที่นอน พยายามที่จะพลิกตัว และร้องไห้อย่างต่อเนื่อง แต่คุณแม่ก็ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงแต่อย่างใด แม้จะกังวลใจว่าลูกน้อยอาจจะขาดอากาศหายใจ เพราะเชื่อตามคำแนะนำของบริษัทที่ปรึกษาว่า นี่เป็นวิธีฝึกให้ทารกเรียนรู้ที่จะนอนคว่ำ

ทารกนอนคว่ำ
Credit : Kankanews

แต่แล้วอีก 2 ชั่วโมงต่อมา คุณแม่ก็พบว่าลูกของเธอนั้นไม่หายใจแล้ว

ต่อมาทางบริษัทได้โพสต์ลงในสื่อโซเชียลมีเดียว่า ทารกไม่ได้เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจเพราะนอนคว่ำ และยังกล่าวอีกว่า แม่ของเด็กไม่ได้กล่าวหาว่าทีมงานของบริษัทเป็นต้นเหตุที่ทำให้ทารกเสียชีวิตแต่อย่างใด

จากกรณีดังกล่าว ผู้คนในโซเชียลมีเดียต่างก็แสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย ทั้งวิจารณ์ว่าเป็นความผิดของบริษัท ไม่เป็นมืออาชีพ ไม่มีความรับผิดชอบ ทางด้านแม่ของเด็กก็ถูกตำหนิว่าไม่ใส่ใจลูกเท่าที่ควร เชื่อบริษัทมากเกินไป ในขณะที่ส่วนหนึ่งก็แสดงความเห็นออกเห็นใจคุณแม่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทางด้านคุณแม่คนอื่นๆ ที่ได้ลงคอร์สออนไลน์กับบริษัทดังกล่าวก่อนหน้านี้ก็ตั้งคำถามว่า ทำไมบริษัทถึงพยายามล้างสมองพวกเธอให้เข้าใจว่า การปล่อยให้ลูกนอนคว่ำนั้นดีมีประโยชน์มากมาย

ฝึกลูกนอนคว่ำ อันตราย หมอไม่แนะนำ

จากกรณีดังกล่าว กุมารแพทย์ของจีนได้ให้สัมภาษณ์ว่า ทั้งในจีน และสหรัฐอเมริกา ไม่แนะนำให้ทารกอายุน้อยกว่า 1 ปีนอนคว่ำ และหากทารกอาเจียนในท่านอนคว่ำก็จะทำให้เกิดการปิดกั้นทางเดินหายใจของทารกได้เช่นกัน ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคไหลตายในทารก (SIDS) ด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก www.globaltimes.cn

อ่านต่อ ทารกไหลตาย vs ขาดอากาศหายใจ ต่างกันอย่างไร? คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

8 วิธี สร้างวินัยเชิงบวก ง่ายๆ ป้องกันลูกดื้อ เริ่มได้ตั้งแต่ 1 ขวบ

สร้างวินัยเชิงบวก คือ การสร้างวินัยหรือการสอนและฝึกฝนเด็กให้ใช้ทักษะสมอง EF ในการดำเนินชีวิตประจำวันจนติดเป็นนิสัย โดยที่พ่อแม่ไม่ใช้คำสั่งห้ามและไม่มีการดุด่า

สร้างวินัยเชิงบวก ให้ลูก ป้องกันลูกดื้อ
ด้วยเทคนิคง่ายๆ จากผู้เชี่ยวชาญ

ซึ่งมาตรฐานของโรงเรียนอนุบาลในอเมริกาเกือบทุกรัฐต้องสอนทักษะ Executive Functions หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า EF เพื่อพัฒนาสมองและระบบความคิดของเด็กๆให้สามารถคิดวางแผนและแก้ปัญหาได้

ส่วนในประเทศไทย แม้กระแส EF จะมาช้าก็ยังดีกว่าไม่มา ตอนนี้รัฐบาลไทยจึงเริ่มสนับสนุนด้วยการพยายามเผยแพร่ความรู้เรื่อง EF ให้คุณครูบ้างแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่เองก็ไม่ควรพลาดเทคนิคดีๆ ที่จะช่วยกระตุ้นสมองและเสริมความคิดเชิงบริหารให้ลูกน้อยเช่นกัน แล้วทักษะ EF เป็นอย่างไร จะทำให้ลูกของเราฉลาด วางแผนและแก้ไขปัญหาได้จริงหรือ ลองมาฟังคำอธิบายและคำแนะนำดีๆ จาก รศ. ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล ผู้เชี่ยวชาญด้าน ประสาทวิทยา และ ผศ. ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร ผู้เชี่ยวชาญด้านวินัยเชิงบวก กันเลยค่ะ

เทคนิคสร้าง EF ให้ลูก ด้วยการสร้างวินัยเชิงบวก
ทักษะที่เด็กยุคใหม่ต้องมี!

ฟังเสวนา อ.ปนัดดา

ความหมายของทักษะการคิดเชิงบริหาร

ทักษะ “การคิดเชิงบริหาร” (Executive Functions) หรือเรียกสั้น ๆ กันว่า EF คือหน้าที่การทำงานของสมองระดับสูง ในเชิงบริหาร ซึ่งเราอาจจะคิดว่าผู้บริหารเท่านั้นที่ต้องมี แต่จริง ๆ แล้วมนุษย์เราทุกเพศทุกวัยจำเป็นต้องใช้ทักษะ EF กับการทำงานทุกเรื่องให้สำเร็จ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Goal-Directed Behavior” เป็นพฤติกรรมที่นำไปสู่เป้าหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่มีความยากและใช้ระยะเวลานานหลายเดือนหรือหลายปีกว่าจะสำเร็จ เช่น การเรียน การจะทำให้จิตใจของเราจดจ่อกับเป้าหมาย ไม่ยอมแพ้ไม่ลืมหน้าที่รับผิดชอบ ไม่เบี่ยงเบนหาสิ่งที่ง่ายและสบายกว่าไปเสียก่อน รู้จักตัดสิ่งที่ไม่สำคัญออก เลือกทำสิ่งที่สำคัญ และยึดมั่นจนกว่าจะถึงเป้าหมาย

ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยทักษะ EF อย่างมากจึงจะทำได้สำเร็จเพราะทักษะวินัยเชิงบวก จะช่วยให้ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ ความคิด และการกระทำ จนกว่าจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้

  • ควบคุมอารมณ์ คือ เวลาลูกมีอารมณ์โกรธ เสียใจ หรือดีใจ เราสามารถควบคุม ไม่แสดงออกอย่างรุนแรง และกลับคืนสู่อารมณ์ปกติได้อย่างรวดเร็วเพื่อให้สามารถทำงานต่อได้
  • ควบคุมความคิด คือ ความสามารถในการควบคุมความคิดให้จดจ่อกับงานที่ทำไม่วอกแวกง่าย หรือหากเผลอวอกแวกไปบ้าง ลูกก็ยังสามารถดึงตัวเองกลับมาโฟกัสกับเรื่องที่ทำได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะในชีวิตประจำวันของลูกมีสิ่งต่าง ๆ มากมายทำให้ลูกวอกแวกได้ตลอดเวลา เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ เพื่อนหรือความบันเทิงต่าง ๆ
  • ควบคุมการกระทำ คือ การควบคุมตัวเองให้กระทำแต่สิ่งที่มุ่งไปสู่เป้าหมายโดยไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน

สร้างวินัยเชิงบวก

√ ชีวิตลูกดี๊ดีเมื่อมี EF

  • สร้างความพร้อมตลอดชีวิต : การหมั่นฝึกฝน EF ตั้งแต่เด็กคือการสร้างเครือข่ายเส้นใยประสาท เพราะเส้นใยประสาทยิ่งใช้ก็ยิ่งแข็งแรง เมื่อไปเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดต่าง ๆ เขาจะรู้ได้ว่าต้องตอบสนองอย่างไร เมื่อลูกน้อยเติบโตขึ้นทักษะนี้จะติดตัวไปด้วย ทำให้เขามีความคิดหลากหลาย ทั้งการคิดสร้างสรรค์ คิดยืดหยุ่น คิดแก้ไขปัญหา และไม่จนต่ออุปสรรคทั้งหลาย ทำให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ยากขึ้น พร้อมเผชิญหน้ากับปัญหา พร้อมสำหรับการทำงาน และพร้อมใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข เพื่อให้ตัวเองบรรลุเป้าหมายในชีวิต ทักษะวินัยเชิงบวก จึงเป็นสิ่งที่พัฒนาคนได้ทั้งชีวิต
  • ชะลอความอยากและควบคุมความต้องการ : หรือ Delayed Gratificationซึ่งตรงตามสำนวนว่า “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” เป็นอีกทักษะที่เกิดจากกระบวนการ EF ขึ้น ซึ่งเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกวัยรุ่นทุกคนมี เพราะลูกวัยรุ่นมักจะตัดสินใจตามอารมณ์หรือความต้องการส่งผลให้ตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย แต่เด็กที่ได้รับการพัฒนาทักษะวินัยเชิงบวก อย่างต่อเนื่องจะเริ่มอดทนรอคอยและชะลอความอยากได้ตั้งแต่ 4 ขวบ แม้จะเป็นการอดทนในช่วงเวลาสั้น ๆ ในเรื่องที่ไม่ยากนัก แต่เขาจะยิ่งทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีในช่วงวัยรุ่น นอกจากนี้ทักษะ Delayed Gratification ยังช่วยให้เด็กเกิดความมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมาย เพราะสังคมปัจจุบันจะมีสิ่งที่มาล่อใจเขาตลอดเวลา การจะโฟกัสกับงานจนเสร็จทั้งที่อยากเล่น อยากอ่านการ์ตูนอยากเล่นเกม อยากดูทีวี ฯลฯ เป็นเรื่องยากมาก แต่ Delayed Gratification จะช่วยให้เขาระงับใจไว้ได้จนกว่าจะทำงานเสร็จจึงจะไปเล่นหรือทำสิ่งต่างๆ ได้ตามความต้องการ
  • สร้างสำนึกที่ดีในจิตใจ : เนื่องจากทักษะ EF ทำให้เราเข้าใจตนเองรู้ว่าเราต้องการอะไร ต้องทำหน้าที่อย่างไรและเมื่อถึงจุดหนึ่งของการที่เรารู้จักตนเองจะเกิดการพัฒนาไปสู่ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เมื่อเด็กควบคุมตนเองได้ อดทนรอคอยได้ และเกิดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเขาจะมีสัมพันธภาพกับผู้อื่นดี และพัฒนาไปสู่การช่วยเหลือผู้อื่นหรือการมีจิตอาสานั่นเอง
  • ตอบโจทย์สังคมในอนาคต : สังคมในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างรวดเร็ว สมัยคุณพ่อคุณแม่ยังเด็กการสอบแข่งขันไม่ได้เข้มข้นเหมือนปัจจุบันวิชาหรือเส้นทางให้เลือกเรียนก็มีไม่มากเท่าทุกวันนี้ จากที่เราเคยต้องการให้เด็กว่านอนสอนง่าย ยุคสมัยนี้กลับต้องการให้เด็กเรียนรู้และคิดแก้ปัญหาได้เอง การใช้คำสั่งหรือวิธีสอนแบบเดิม ๆ จึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ทฤษฎีทักษะ EF จึงพัฒนาขึ้นเพื่อสอนเด็กให้มีคุณสมบัติพร้อมสำหรับสังคมในอนาคต ซึ่งเด็กทุกคนต้องสามารถพึ่งพาตนเอง คิดวางแผน และแก้ไขปัญหาเองได้จึงจะประสบความสำเร็จในชีวิต

⊗ ชีวิตลูกติดลบเมื่อไม่มี EF !

  • ความจำไม่ดี เรียนรู้ไม่ได้ ทำผิดซ้ำซาก
  • หุนหันพลันแล่น อยู่นิ่งไม่ได้
  • ปรับตัวไม่ได้ อารมณ์เสียเมื่อต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม
  • อารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง เศร้าเสียใจยาวนาน
  • จัดการหน้าที่รับผิดชอบของตัวเองไม่ได้ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน และข้าวของส่วนตัว
  • มีปัญหาในการเข้าสังคม
  • มีแนวโน้มเจ็บป่วยโรคจิตเภท เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ฯลฯ
  • มีโอกาสตัดสินใจผิดพลาดในชีวิต เช่น เรียนไม่จบ ติดยาเสพติด หรือตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร
  • เสี่ยงต่อภาวะบกพร่องทางสมอง เช่น สมาธิสั้น หรืออัลไซเมอร์

ขอเชิญคุณแม่ตั้งครรภ์ และมีลูกวัย 0-6 ปี ร่วมฟังเสวนาฟรี! “เลี้ยงลูกเชิงบวก กระตุ้นทักษะสมอง พิชิตความสำเร็จ” โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร ในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 สมัครด่วนจำนวนจำกัด!! อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งล่วงหน้า ได้ที่ https://bit.ly/2Sek03w

 

อ่านต่อ >> “8 วิธีสร้างวินัยเชิงบวกง่ายๆ
ป้องกันลูกดื้อ เริ่มได้ตั้งแต่ 1 ขวบ
” คลิกหน้า  2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรงเรียนเปิดเทอม 2563

7 ประเทศดูแลเด็กๆ อย่างไรเมื่อ โรงเรียนเปิดเทอม 2563

โรงเรียนเปิดเทอม 2563 หลังวิกฤติไวรัสโคโรนาเริ่มคลี่คลาย หลายประเทศก็เริ่มเปิดเมืองและกลับมาใช้ชีวิตประจำวันบางอย่างได้บ้างแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าโรคระบาดครั้งนี้ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการใช้ชีวิตของผู้คนบนโลกทุกเพศทุกวัย ส่วนที่โดนเต็มๆ เลยก็คือลูกๆ ของเราที่ต้องกลับไปรวมกลุ่มกันที่โรงเรียน

ประเทศต่างๆ ดูแลนักเรียนอย่างไร ช่วงโรงเรียนเปิดเทอม 2563 

แม้บ้านเราจะยังปิดเทอมยาวอีกหลายเดือน แต่ตอนนี้บางประเทศเริ่มกลับมาเปิดเทอมกันแล้ว ไหนลองไปส่องนโยบายประเทศต่างๆ กันหน่อยซิว่า เขามีวิธีดูแลนักเรียนหลังการแพร่ระบาดอย่างไร เพื่อให้เด็กๆ ปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดี  Amarin Baby & Kids ชวนคุณพ่อคุณแม่ไปส่องวิธีการของประเทศต่างๆในการดูแลเด็กๆ อย่างน้อยก็เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูล และอาจนำมาปรับใช้ยามที่ลูกของเราต้องเดินกลับเข้ารั้วประตูโรงเรียนเช่นกัน

โรงเรียนเปิดเทอม 2563

แนวทางดูแลเด็กของ 7 ประเทศทั่วโลก รับ โรงเรียนเปิดทอม 2563 

จีน

จุดเริ่มต้นของเชื้อไวรัสโคโรน่า และมีจำนวนผู้ติดเชื้อ ผู้ตายชีวิตจำนวน แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะประกาศให้ประชาชนออกมาใช้ชีวิตต่างปกติได้แล้ว แต่ก็ยังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็กๆ ที่เน้นเรื่องการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing), โดยกำชับให้เด็กๆ สวมหน้ากากอนามัย, กำหนดเส้นทางเดินเข้า-ออกห้องเรียนไม่ให้เกิดความแออัด ติดตั้งกล้องวัดอุณหภูมิเพื่อคัดกรองนักเรียนที่มีไข้สูงก่อนเข้าโรงเรียน โรงเรียนบางแห่งทำคอกกั้นโต๊ะเรียน และกั้นโต๊ะในโรงอาหารเหมือนเวลาสอบ เพื่อไม่ให้นักเรียนอยู่ใกล้ชิดกันมากเกินไป

โรงเรียนเปิดเทอม 2563
เครดิตภาพ : thetop10news.com

เยอรมนี

โรงเรียนทั่วไปในเยอรมนีจะทยอยกลับมาเปิดอีกครั้งในวันที่ 4 พฤษภาคม โดยเริ่มจากเด็กประถมปลายและนักเรียนที่ต้องสอบไล่หรือกำลังจะจบการศึกษา โดยให้อำนาจกับผู้ว่าการรัฐเลือกว่า จะให้โรงเรียนเปิดเป็นบางส่วน หรือเลื่อนกำหนดเปิดเรียนทุกชั้นออกไปทั้งหมด

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ทุกโรงเรียนต้องประกาศมาตรการเพื่อสุขอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคมให้เด็กๆทราบเพื่อเตรียมตัวล่วงหน้า ถึงกระนั้นก็ยังมีเสียงบ่นเจือความกังวลอยู่ว่า ทางโรงเรียนจะสามารถจัดเตรียมสบู่, แผ่นทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค และชุดป้องกันโรคได้เพียงพอตอดช่วง โรงเรียนเปิดเทอม 2563 นี้ หรือไม่

เดนมาร์ก

สำหรับโรงเรียนอนุบาลและประถมศึกษา ของเดนมาร์กปิดไปเมื่อ 5 สัปดาห์ก่อนจะกลับมาเปิดอีกครั้ง เมื่อยอดผู้ติดเชื้อรายวันลดลง โดยในช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา นักเรียนหลายหมื่นคนเริ่มกลับไปเรียนหนังสือ โดยตัดสินใจเองได้ว่า ตัวเองจะรักษาระยะห่างทางสังคม 2 เมตรอย่างไร

โรงเรียนอนุบาลส่วนใหญ่ จะแบ่งนักเรียนในหนึ่งห้องออกเป็น 2 กลุ่ม โดยมีครู 1 คนดูแลนักเรียนราว 10 – 11 คน และถ้าเป็นไปได้เด็กๆ จะออกไปเรียนนอกห้องที่อากาศเปิดโล่ง หรือเล่นเป็นกลุ่มย่อยเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อ ส่วนอีกหลายคนอาจเลิกเรียนเร็วกว่า เพื่อแบ่งกันใช้อุปกรณ์การเรียนต่างๆ โดยไม่ทำเกิดการแออัดในห้องเรียน

ส่วนโรงเรียนประถมศึกษา จะจัดโต๊ะนักเรียนให้ห่างกัน 6 ฟุต บางวิชาเรียนในโรงยิมกว้างๆ ขณะที่คุณครูจะคอยเตือนให้เด็กๆ ล้างมืออย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง ทั้งนี้คนเดนมาร์กไม่นิยมสวมหน้ากากอนามัยกันนัก

อ่านต่อ มาตรการดูแลเด็กช่วงเปิดเทอม หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ชื่อเล่นสุดฮิต

500 ชื่อเล่นสุดฮิต ชื่อลูกแบบอินเตอร์ ใช้ตั้งได้ทุกปี ไม่มีเอ้าท์!

เปิด Top 20 ชื่อลูกที่ดีที่สุด ชื่อเล่นสุดฮิต ชื่อลูกภาษาอังกฤษ ชื่อลูกแบบฝรั่ง ชื่อลูกสุดอินเตอร์ ปี 2020 กว่า 500 ชื่อเล่น สุดฮิต จะมีชื่อใดบ้าง ใช้ตั้งได้ทุกปี ไม่มีเอ้าท์ ตามมาดูกัน!

Top ชื่อเล่นสุดฮิต 20 ชื่อลูกที่ดีที่สุด

สำหรับชื่อลูก ซึ่งเป็นชื่อเล่นสุดฮิต ที่ติด Top 20 ชื่อ ทางเว็บไซต์ Names.org ได้ออกมาให้ช้อมูลรายชื่อที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2020 โดยได้มาจากข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเกิดจากการประกันสังคมและค้นหาชื่อมากที่สุดบนเว็บไซต์

ซึ่งชื่อที่ 10 อันดับแรกของเด็กผู้ชายในปีนี้ ได้แก่ Henry และ Alexander และ Mila ได้เข้าไปติดอันดับท็อป 10 สำหรับเด็กผู้หญิง ทั้งนี้ยังมีรายชื่อที่ซ้ำมากมายจากรายชื่อเด็กที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเมื่อปี 2019 รวมถึง Liam และ Noah สำหรับเด็กชาย ส่วนเด็กผู้หญิงก็คือ Emma และ Ava อีกเช่นเคย

 

Top 10 ชื่อเล่นสุดฮิต ชื่อลูกชาย 2020

Top 10 ชื่อเล่นสุดฮิต ชื่อลูกสาว 2020

Liam Emma
Noah Olivia
William Ava
Oliver Isabella
Lucas Charlotte
Benjamin Sophia
Elijah Amelia
James Mia
Henry Mila
Alexander Harper

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก :: www.names.org

 

ทั้งนี้จาก ชื่อเล่นสุดฮิต 20 ชื่อ ข้างต้น ⇑ .. หากคุณพ่อคุณแม่ยังไม่ได้ชื่อที่ถูกใจสำหรับ ตั้งชื่อลูกสาว หรือ ตั้งชื่อลูกชาย และต้องการมองหาไอเดียสำหรับ ตั้งชื่อลูกแบบอินเตอร์ ชื่อเล่นสุดฮิต ชื่อลูก 2020 ใช้ตั้งได้ทุกปี ไม่มีเอ้าท์ เป็นชื่อเล่น สุดฮิต ชื่อลูกภาษาอังกฤษ ชื่อลูกแบบฝรั่ง ต้องห้ามพลาด..บทความนี้เลยค่ะ!!! ทีมแม่ ABK ได้รวบรวม ชื่อเล่นสุดฮิต มาให้แล้วกว่า 500 ชื่อ จะมีชื่อใดบ้าง ตามมาดูกันเลย

โดย ชื่อเล่นสุดฮิต ต่อไปนี้ เป็นชื่อลูกสุดฮิตที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก 50 ชื่อจากคนดัง ไม่ว่าจะเป็นชื่อของลูกดารา หรือตัวดาราเอง หรือชื่อตัวละครจากภาพยนต์ดัง มีทั้งเด็กชายและเด็กหญิง (อาจซ้ำกัน) ซึ่งถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2563 จากข้อมูลของ BabyCenter

โดยชื่อเล่นต่อไปนี้เป็น ชื่อลูกภาษาอังกฤษ ชื่อลูกแบบฝรั่ง หากคุณพ่อคุณแม่ อยากได้คำอ่านที่ถูกต้อง ก็สามารถนำชื่อไปใส่ในช่อง “ป้อนข้อความ” บนเว็บ translate.google.co.th หรือ ช่อง “ป้อนคำศัพท์” บนเว็บ dict.longdo.com แล้วกดตรงสัญลักษณ์ที่เป็นรูปลำโพง 🔈 📣 📢 แล้วก็จะมีเสียงอ่านของคำนั้นๆ ออกมาให้ฟังว่าออกเสียงภาษาอังกฤษอย่างไรนั่นเอง

 

25 ชื่อเล่นสุดฮิต ชื่อลูกชาย ที่ได้แรงบันดาลใจจากบุคคลที่มีชื่อเสียง ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2020 25 ชื่อเล่นสุดฮิต ชื่อลูกสาว ที่ได้แรงบันดาลใจจากบุคคลที่มีชื่อเสียง ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2020
Gene Ivy
Stark Rhett
Bruin Rose
Jacob Winter
Crew Phoenix
Miles Ariana
Hudson Billie
Dallas Skyler
Freddy Freddie
Tyrion Paisley
Snow Camila
Luca Eleven
Easton Millie
Leo Luna
Jonas Story
Archie Phoebe
Beau Arya
Angelo Snow
Axel or Axl Sansa
Malone Harper
Remi Navy
Mateo Lizzo
Maverick Bernadette
Eleven Violet
Rhett Remi

⇒ ดูความหมายที่มาของแต่ละชื่อได้ที่นี่ >> อ้างอิงจาก :: parade.com

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก :

ดูต่ออีก >> “400+ ชื่อลูกสุดฮิต
ชื่อลูกภาษาอังกฤษ ชื่อลูกแบบฝรั่ง” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกไม่เรอ

ลูกไม่เรอ ลูกเรอยาก ต้องดู! คลิปสอน วิธีจับลูกเรอ 2 วิธีทําให้ลูกเรอง่ายๆ

ลูกไม่เรอ ลูกเรอยาก เสี่ยงลมในท้องยอะ ทำลูกปวดท้อง แน่นท้อง ไม่สบายตัวได้ .. จะทํายังไงให้ลูกเรอ ตามมาดูคลิป วิธีจับลูกเรอ 2 ท่าง่ายๆ อุ้มไล่ลมลูก หยุดอาการไม่สบายท้อง

ทำไม? ลูกไม่เรอ ลูกเรอยาก

การเรอของทารก ก็เพื่อช่วยให้ลูกน้อยขับลมออกจากกระเพาะ หลังกินนมเสร็จ (หรือกินอาหาร) ทำให้ลูกไม่ท้องอืด ลดปัญหาการแหวะนม ทั้งนี้สำหรับลูกที่ไม่เรอหรือแหวะนมออกมาเอง โดยส่วนใหญ่มักเป็นเพราะ

  • ลูกกินนมช้าเกินไปซึ่งลักษณะของจุกขวดนมหรือหัวนมของแม่ เช่น หัวนมบอด อาจทำให้น้ำนมไหลออกมาน้อยหรือไหลช้า ส่งผลให้ลูกน้อยกลืนอากาศเข้าไปมากขึ้นในระหว่างดูดนม
  • กินนมเร็วเกินไปหากน้ำนมจากเต้าของมารดาหรือจุกขวดนมไหลออกมามากเกินไป ลูกน้อยจะต้องกลืนน้ำนมอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดแก๊สสะสมในกระเพาะอาหารได้มากเช่นกัน
  • ดื่มนมที่มีฟองอากาศสำหรับทารกที่ดื่มนมผง ในระหว่างขั้นตอนผสมนมผงกับน้ำอาจมีฟองอากาศเกิดขึ้น ทารกอาจท้องอืดได้หากกลืนฟองอากาศมากเกินไป ดังนั้น หลังผสมนมเสร็จแล้วควรทิ้งไว้สัก 2-3 นาที เพื่อให้ฟองอากาศแตกตัวก่อนให้ลูกน้อยดื่ม
  • กระบวนการย่อยอาหารระบบย่อยอาหารของทารกในช่วง 3 เดือนแรกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ การเกิดแก๊สในกระเพาะอาหารเมื่อดื่มนมแม่จึงเป็นเรื่องปกติ อาการของทารกจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองเมื่อมีอายุมากขึ้น ส่วนทารกอายุ 6 เดือนขึ้นไปที่เริ่มรับประทานอาหารชนิดอื่นนอกจากนมแม่ได้แล้ว ในช่วงแรกระบบย่อยอาหารอาจยังไม่คุ้นชินกับอาหารชนิดใหม่ ๆ ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้เช่นกัน

สัญญาณบ่งบอกว่าลูกน้อยท้องอืด

ลูกไม่เรอ ลูกเรอยาก อาจทำให้ท้องอืดได้ ทั้งนี้อาการท้องอืดเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ทารกมีอายุ 2-3 สัปดาห์ แม้ทารกไม่สามารถสื่อสารให้รู้ได้ด้วยคำพูด แต่คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตความผิดปกติได้เมื่อลูกน้อยแสดงอาการ ดังนี้

  • ร้องไห้
  • ยกขาขึ้นสูงไปทางหน้าท้อง
  • ดิ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะหลังจากดื่มนม
  • กำมือแน่น
  • ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดง

อย่างไรก็ตาม ทารกมักรู้สึกสบายตัวขึ้นและหยุดร้องไห้หลังผายลมหรือเรอออกมา แต่หากยังร้องไห้ไม่หยุดทั้งที่ผายลมออกมาแล้ว อาจแสดงว่าสัญญาณผิดปกติดังกล่าวเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น กรดไหลย้อน ท้องผูก โคลิค เป็นต้น หรือหากลุกยังไม่เรอออกมา มีลมในท้องเยอะ ก็อาจทำให้ลำไส้ดันขึ้นสูง เช่นเดียวกับหนูน้อยคนนี้

ซึ่งคุณแม่ได้แชร์ประสบการณ์ ผ่านเฟซบุ๊กชื่อ Suwara Chutburanontachai ในกลุ่ม คลับแม่ผ่าคลอด (c section club) ว่า ลูกไม่เรอ ลูกเรอยาก โดยหนูน้อยมีอายุเพียง 21​ วัน ซึ่งคุณแม่เล่าว่า … มักป้อนนมน้องด้วยท่านอน ซึ่งเมื่อน้องนอนกินนม จึงทำให้ไม่ค่อยเรอ แม้กินนมเสร็จ คุณแม่จะคอยอุ้มเรอแล้วก็ตาม เมื่อคุณแม่พาน้องไปแอดมิท​ คุณหมอหมอแจ้งว่าลำไส้ดันขึ้นไปสูงมาก​ เนื่องจากนอนกินเยอะไป​และลมเยอะมาก​ ตอนนี้หมอจ่ายยา airx biogaia มาให้แต่ก็ช่วยได้นิดหน่อย​ เรอที2ที​ บางทีไม่เรอก็มีค่ะ​ ท้องน้องป่องตลอด​ … และล่าสุดลำไส้คือกลับมาตำแหน่งเดิมแล้ว ส่วนเรื่องเรอคือดีขึ้นแต่ก็ยัง เรอยากอยู่ และคุณหมอให้กินนมตามเวลา​ แล้วจับเรอบ่อยกว่าปกติ

ลูกไม่เรอ

อย่างไรก็ตามจากอาการที่ ลูกไม่เรอ ลูกเรอยาก ดังที่คุณแม่เล่ามาข้างต้น ก้ยิ่งทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องตระหนักถึงเรื่องการเรอของลูกเลยก็ว่าได้ ทั้งนี้ วิธีจับลูกเรอ ป้าหมอ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ได้ให้คำแนะนำไว้ดังนี้…

อ่านต่อ >> “วิธีจับลูกเรอ พร้อมคลิปสอนอุ้มลูกเรอไล่ลม” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เลื่อนวันหยุดนักขัตฤกษ์

ด่วน! เลื่อนวันหยุดนักขัตฤกษ์ เดือนพฤษภาคม 2563 ทั้งหมด

ด่วนที่ประชุม ศบค. มีมติให้ เลื่อนวันหยุดนักขัตฤกษ์ เดือนพฤษภาคมนี้ออกไปก่อน เตรียมเสนอ ครม. วันที่ 28 เม.ย.นี้ เล็งชดเชยให้ภายหลัง

วันนี้ (27 เม.ย.63) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม กล่าวภายหลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด – 19) ว่า ที่ประชุมศบค.มีมติเห็นชอบให้ เลื่อนวันหยุดนักขัตฤกษ์ ในเดือนพ.ค. ทั้งหมด

โดยรายงานข่าวจากที่ประชุม เปิดเผยว่า นอกจากที่ประชุมศบค.มีมติให้ต่ออายุพรก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือนแล้ว ศบค.ยังเสนอให้เลื่อนวันหยุดนักขัตฤกษ์ของเดือนพฤษภาคมทั้งหมดออกไปก่อนด้แก่

  • วันที่ 1 พ.ค. วันแรงงานแห่งชาติ
  • วันที่ 4 พ.ค.วันฉัตรมงคล
  • วันที่ 6 พ.ค. วันวิสาขบูชา
  • วันที่ 11 พ.ค. วันพืชมงคล

โดยจะนำเสนอเข้าที่ประชุมครม.ในวันพรุ่งนี้ โดยรัฐบาลจะพิจารณาชดเชยวันหยุดในภายหลัง เช่นเดียวกับวันสงกรานต์ที่มีมติเลื่อนไปก่อน

ทั้งนี้เนื่องจากเห็นว่าหากยังให้มีวันหยุดยาว ทางสาธารณสุขมีความเป็นห่วงในเรื่องการเดินทาง จึงเสนอให้ไม่ให้เป็นวันหยุด ส่วนให้มีวันหยุดชดเชยเมื่อไหร่นั้น คาดว่าอาจจะเป็นช่วงปลายปีนี้หรือขึ้นอยู่กับการพิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตามยืนยันว่าไม่มีการตัดสิทธิวันหยุดดังกล่าวแต่อย่างใด แต่เป็นการเลื่อนไปก่อนเท่านั้น ส่วนเรื่องข้อปฏิบัติต่างๆ ยังคงเน้นตามข้อกำหนดและมาตรการของสาธารณสุข โดยเฉพาะเรื่องการดเว้นระยะห่าง แต่อาจจะมีการผ่อนปรนตามข้อกำหนด

นายอิทธิพล กล่าวว่า ทั้งนี้ย้ำว่าเรื่องการผ่อนปรนจะเป็นไปทีละขั้นและมีการประเมินทุก 14 วัน และกิจการที่ยังคงมีความเสี่ยงสูงก็ยังไม่มีการผ่อนปรน โดยจะพิจารณาผ่อนปรนตามความเสี่ยง เพราะยังคงมีความเป็นห่วงเรื่องของการแพร่ระบาด โดย นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ยึดการสาธารณสุขนำเศรษฐกิจ

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก เดลินิวส์, ข่าวสด

ทั้งยืดเวลาพรก.ฉุกเฉิน ทั้งยกเลิกวันหยุดแบบนี้  ทีมแม่ ABK ก็มีตัวช่วยมาในการ Work From Home มาฝากคุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกไปด้วยและทำงานไปด้วย ตามลิงก์ด้านล่างนี้เลยค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อุ้มลูกบ่อย

ลูกติดมือ ไม่มีจริง! ยิ่งอุ้มลูกบ่อย ลูกยิ่งเลี้ยงง่าย อารมณ์ดี

คุณพ่อคุณแม่ไม่ว่าจะมือใหม่หรือมือเก่า น่าจะเคยได้ยินคำแนะนำจากผู้ใหญ่หรือคุณย่าคุณยายมาบ้างว่า “ อย่า อุ้มลูกบ่อย เดี๋ยวจะทำให้ติดมือ! ”     เพราะเมื่อลูกน้อยร้องไห้ทีไร   เมื่อเข้าไปอุ้มลูกก็จะหยุดร้องไห้ทันที!   ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนชะงัก  ลังเลที่จะอุ้มลูกเวลาร้องไห้    กลัวว่าอุ้มแล้วจะทำให้ลูกเคยตัว  ทำให้ต้องอุ้มตลอดเวลา เหมือนที่ผู้ใหญ่เตือนมาหรือเปล่า?

อุ้มลูกบ่อย จะติดมือไหม ปัญหาคาใจพ่อแม่มือใหม่

ก่อนอื่นอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจกันใหม่   โดยต้องถอดคำว่า “ติดมือ” ออกจากพจนานุกรมของการเลี้ยงลูกไปเลย โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่มีเบบี๋วัยแรกเกิด  0-6 เดือน งานวิจัยและคุณหมอเด็กหลายท่านให้ข้อมูลไปในทางเดียวกันว่า เด็กแรกเกิดเคยชินกับการใช้ชีวิตอยู่ในท้องคุณแม่ที่แสนอบอุ่น มืดๆ ห่อๆ  มีน้ำคร่ำที่ทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวยุกยิกอยู่ตลอดเวลา

อุ้มลูกบ่อย

แต่พอออกมาลืมตาดูโลกแล้ว โลกนี้มันช่างกว้างใหญ่ หนูนอนอยู่คนเดียวมันเคว้งคว้าง น่ากลัวเสียเหลือเกิน ด้วยเหตุนี้ หนูเลยต้อง “สื่อสาร” บอกพ่อแม่ให้รู้ว่า “หนูไม่โอเคกับความรู้สึกโดดเดี่ยวแบบนี้นะ”   ใครก็ได้ช่วยมาให้ความอบอุ่นหนูหน่อยเถอะ

MUST READ : ปล่อยให้ลูกร้องไห้นานๆ ทำลายสมองจริงหรือ?

MUST READ: แม่อุ้มลูก ข้างซ้ายเพราะอะไร

” อุ้มลูกบ่อยไม่ดี”   แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนไหนควรอุ้ม

สำหรับเด็กแรกเกิด – 6 เดือน ไม่มีคำว่า “อุ้มลูกบ่อย เกินไป” หรือ “ติดมือ” เมื่อลูกเรียกร้อง คุณแม่ควรอุ้มลูกเสมอ เพราะเด็กวัยนี้กำลังสร้างความไว้ใจ (trust) กับโลกใบใหม่  และผู้มีบทบาทสำคัญที่สุด ก็คือแม่หรือคนเลี้ยงดู ทารกที่ได้รับการตอบสนอง มีคนมาอุ้ม กอด พูดคุยปลอบโยน จะมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เลี้ยง เด็กจะมั่นใจว่ามีคนคอยดูแล

อุ้มลูกบ่อย

เมื่อโตขึ้น เด็กๆเหล่านี้จึงมีแนวโน้มที่จะเลี้ยงง่าย มีความมั่นคงทางจิตใจ และอารมณ์ดี ต่างกับเด็กทารกที่ไม่มีคนดูแล           ทำความสะอาดร่างกาย ปล่อยให้ไม่สบายตัวหรือหวาดกลัวนานๆ ซึ่งนั่นอาจทำให้เด็กขาดความอบอุ่น โตขึ้นมักมีนิสัยเรียกร้องความสนใจตามมา

แต่เมื่อลูกโตขึ้น และเข้าสู่วัย 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่และลูกน้อยทำความรู้จักจนเริ่มรู้ใจ   ไว้ใจกันมากขึ้นแล้ว อาจไม่ต้องเด้งตัว พุ่งไปหาลูกทันทีอเวลาได้ยินเสียงร้องไห้ เหมือนตอนช่วงแรกๆ  แค่ส่งเสียงตอบรับรู้ พูดคุย บอกให้รอ แล้วค่อยๆ วางมือจากภารกิจตรงหน้าอย่างไม่เร่งร้อน  ก่อนไปหาลูก วิธีการนี้จะช่วยให้ลูกเริ่มรู้จักการรอคอยและเชื่อใจว่า  เดี๋ยวก็จะมีคนมาดูแลแน่นอน

อ่าน เทคนิคแสดงความรักแบบลูกไม่ติดมือ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี 2563

1 พ.ค. ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี 2563 พร้อมคำแนะนำเรื่องรับวัคซีนช่วงโควิดระบาด

7 กลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะแม่ท้องและเด็กเล็ก เตรียมตัว!! ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี 2563 เพื่อป้องกันอาการรุนแรงและลดการเสียชีวิต ขอรับบริการได้ที่สถานบริการของรัฐ-เอกชนใกล้บ้าน

1 พ.ค. นี้ รีบไป ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี 2563

สำหรับเรื่องการเข้ารับ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2020 ฟรี กรมควบคุมโรค กล่าวว่า … โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่จะพบผู้ป่วยมากขึ้นในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง ประกอบกับช่วงนี้มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ อาจเกิดความสับสนในการวินิจฉัยและการดูแลรักษา

ทางกรมควบคุมโรค ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงมีการรณรงค์เร่งให้ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี 2563 เร็วขึ้นจากเดิมที่เคยให้ไป ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี กันในเดือนมิ.ย. เปลี่ยนมาเป็น เดือน พ.ค. แทน .. นั่นก็เพื่อจะช่วยให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ทันต่อสถานการณ์ และป้องกันอาการรุนแรงและลดการเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่

Must read >> โรคไข้หวัดใหญ่ ระบาดหนัก 3 เดือนแรก พบเด็กแรกเกิด-4 ปี ป่วยมากสุด!

ทั้งนี้สถานการณ์ โรคไข้หวัดใหญ่ ในปี 2563 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึง 13 เม.ย.63 มีรายงานผู้ป่วยถึง 95,994 ราย ซึ่งสูงกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดย “กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด” 3 อันดับ คือ 0-4 ปี รองลงมาคือ อายุ 10-14 ปี และ 7-9 ปี ซึ่งเป็นอายุที่อยู่ในกลุ่มวัยเรียน

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีดฟรี ปี 2560

 

กรมควบควบคุมโรค ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้มีการรณรงค์เร่งให้ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี 2563 ในระหว่างวันที่ 1 พ.ค. ถึง 31 ส.ค.63 จำนวน 4.11 ล้านโด๊ส เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงที่หากป่วยแล้วอาจจะมีอาการรุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิต โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้…

สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และ สำหรับประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่

  • แม่ท้อง อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
  • เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี
  • ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่เป็นโรคอ้วน (น้ำหนัก>100 กิโลกรัม หรือ BMI >35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร)
  • ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
  • ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ)
  • ผู้มีโรคเรื้อรัง (ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน)

อ่านต่อ “คำแนะนำเรื่องการรับวัคซีน
ของเด็กและผู้ใหญ่ ในช่วง Covid-19
ระบาด” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกโก่งตัว

ลูกโก่งตัว VS ท้องแข็ง แตกต่างกันยังไง ต้องรีบหาหมอมั้ย?

ไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ คุณแม่อาจจะเริ่มมีรู้สึกว่าท้องแข็งหรือรู้สึกตึงหน้าท้อง บางทีก็รู้สึกลูกในท้องดิ้นแรง ลูกโก่งตัว จนบางครั้งก็เห็นรอยนูนบนหน้าท้อง อาการแบบนี้ต้องรีบไปหาหมอมั้ย?

ลูกโก่งตัว VS ท้องแข็ง แตกต่างกันยังไง ต้องรีบหาหมอมั้ย?

ในช่วงไตรมาสสุดท้ายใกล้คลอด ลูกก็จะมีขนาดใหญ่มากขึ้น ในขณะที่มดลูกจะเริ่มขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงสัปดาห์ที่ 36-40 ลูกจะเริ่มเอาหัวลงกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานของแม่เพื่อเตรียมพร้อมที่จะคลอดแล้ว ทำให้มีพื้นที่ในการดิ้นแคบลง ดังนั้นคุณแม่อาจจะรู้สึกได้ว่าลูกดิ้นน้อยลงในช่วงนี้ แต่เมื่อเมื่อลูบท้องดูก็จะสัมผัสได้ถึงการมีทารกดิ้นอยู่ หรือรู้สึกว่าลูกกำลังโก่งตัวที่ทำให้คุณแม่รับรู้ได้อย่างชัดเจน

ลูกโก่งตัวบ่อย
ลูกโก่งตัวบ่อย

ทารกในครรภ์ดิ้นแรงหรือโก่งตัว เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คุณแม่ท้องแข็งคือ อาการแบบนี้เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดในช่วงใกล้คลอด ยิ่งใกล้กำหนดคลอดมากเท่าไหร่ คุณแม่ก็จะรู้สึกว่าท้องแข็ง หรือมดลูกบีบตัวบ่อยขึ้นเท่านั้น แต่อาการ ท้องแข็งเพราะลูกโก่งตัว นั้นแตกต่างจากอาการท้องแข็งสาเหตุอื่น ๆ  เพราะท้องแข็งเมื่อลูกโก่งตัวจะเป็นลักษณะท้องที่แข็งจะแข็งไม่ทั่วท้อง คุณแม่ที่ตั้งครรภ์จะรู้สึกท้องแข็งแบบ “บางที่แข็ง บางที่นิ่ม” ทารกในครรภ์จะดิ้นหรือโก่งตัวชนเข้ากับผนังมดลูก จนทำให้มดลูกเกิดการบีบตัว โดยจังหวะนี้คุณแม่จะมีโอกาสได้เห็นรอยนูนที่ปรากฏบนหน้าท้องตรงนั้นตรงนี้ ขึ้นอยู่กับว่าจะเจออวัยวะส่วนไหนเจ้าตัวน้อย เช่น ศอก ไหล่ เข่า หัว หรือก้น แต่ส่วนที่นูนโก่งแข็งก็มักจะเกิดจากส่วนหลังกับก้นดันออกทำให้รู้สึกว่ามดลูกเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ในส่วนอีกด้านที่นิ่มอาจเห็นรอยนูนเล็ก ๆ หลายจุด ซึ่งเป็นส่วนของมือและเท้านั่นเอง ภาวะลูกโก่งตัวแบบนี้ถือว่าเป็นการดิ้นตามปกติของทารกในครรภ์ อาการท้องแข็งลักษณะนี้ก็ไม่ได้มีอันตรายอะไรกับคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์แต่แค่ทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บแบบมีความสุขที่ได้สัมผัสตัวลูกผ่านผิวหน้าท้องก่อนที่จะเจอกันจริง ๆ ก็เป็นได้

เมื่อเกิดอาการท้องแข็ง แม่ท้องหลาย ๆ คน จึงมักจะไม่แน่ใจว่าใช่อาการท้องแข็งหรือไม่ โดย พญ.ธาริณี ลำลึก สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ศูนย์สุขภาพหญิง โรงพยาบาลพญาไท ได้อธิบายเกี่ยวกับอาการท้องแข็งเอาไว้ว่า อาการท้องแข็ง คือ เมื่อเอามือไปจับบริเวณท้องจะรู้สึกได้ว่าเป็นก้อน ๆ ตึง ๆ และมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เป็นพัก ๆ ในบางรายอาจมีความแข็งมาก-น้อยแตกต่างกันออกไป หรือมีอาการปวดเกร็งเสียวช่วงท้องน้อยด้วย โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการท้องแข็งได้ วันละ 3-4 ครั้ง ในช่วงไตรมาส 3 แต่จะไม่สม่ำเสมอ

ซึ่งอาการท้องแข็งที่เกิดขึ้นได้จากทารกโก่งตัวแล้ว อาจมีสาเหตุอื่น ๆ ได้อีก เช่น

ท้องแข็งตอนอิ่มเพราะกินเยอะไป

ในช่วงไตรมาสสุดท้ายที่ครรภ์คุณแม่ใหญ่ขึ้น ทำให้พื้นที่ในท้องมีจำกัด เมื่อคุณแม่อาจจะเกิดอาการท้องแข็งหลังกินข้าวอิ่ม อาจเป็นเพราะว่ารับประทานอาหารมากเกินไปหรือเคี้ยวไม่ละเอียดจนอาหารไม่ย่อยหรือเกิดแก๊สในกระเพาะ ซึ่งส่งผลให้มดลูกถูกอวัยวะอื่นเบียดจนแข็ง ยิ่งท้องแก่มดลูกก็ยิ่งโต กระเพาะอาหารก็ยิ่งถูกเบียดแบนมากขึ้น ทำให้รู้สึกท้องตึงหรือแน่นท้อง ดังนั้นในช่วงที่คุณแม่ท้องแก่ใกล้คลอด ควรเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย หรือแบ่งกินเป็นมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อ ๆ เคี้ยวให้ละเอียด ดื่มน้ำมาก ๆ ที่สำคัญควรมีการขับถ่ายเป็นประจำ กินผักผลไม้เพื่อไม่ปล่อยให้ท้องผูก

ลูกโก่งตัวบ่อย ใกล้คลอด

ท้องแข็งเพราะมดลูกบีบตัว

อาการท้องแข็งแบบนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงอายุครรภ์ 32 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกในท้องดิ้นมากที่สุด การที่ลูกดิ้นมากก็อาจมีส่วนไปกระตุ้นทำให้มดลูกบีบตัวบ่อยขึ้น มีลักษณะท้องแข็งทั่วท้องทั้งหมด ไม่ได้แข็งเป็นบางจุด นิ่มเป็นบางจุด เหมือนอาการท้องแข็งเพราะลูกโก่งตัว ทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บปวดท้องเหมือนปวดประจำเดือน และเมื่อพ้นช่วง 32-34 สัปดาห์นี้ไป ก็จะมีอาการท้องแข็งน้อยลง ปกติแล้วอาการแบบนี้จะไม่เกิดกับคุณแม่ที่ท้องอ่อน ดังนั้น สำหรับแม่ท้องแก่ใกล้คลอดควรสังเกตอาการในช่วงนี้ดูว่า มีอาการท้องแข็งนานประมาณ 10 นาทีต่อครั้ง ติดต่อกัน 4-5 ครั้ง เป็นชุด ๆ หรือเปล่า ลักษณะแบนนี้หากเกิดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ท้องแข็งจนรู้สึกแน่น หายใจไม่สะดวกและอาการไม่หายไป อาการท้องแข็งแบบนี้ถือว่ามีปัญหา ควรจะรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้มดลูกจะบีบตัวจนปากมดลูกเปิดซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องคลอดก่อนกำหนดได้

อ่านต่อ อาการท้องแข็งที่ต้องรีบไปหาหมอ คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ทําไมคนท้องถ่ายเป็นสีดํา

ทําไมคนท้องถ่ายเป็นสีดํา แม่ท้องกินอะไรผิดไป!

โดยปกติแล้วสีของอุจจาระทั่วไปที่เราถ่ายกันประจำมักมีสีน้ำตาล แต่ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่หลายคนอาจตกใจเมื่อถ่ายแล้วสังเกตเห็นอุจจาระตัวเองเป็นสีดำ กังวลว่ากินอะไรเข้าไปผิดหรือเปล่า ห่วงว่าจะเป็นอะไรต่อลูกในท้องหรือเปล่า ทําไมคนท้องถ่ายเป็นสีดํา มาดูคำตอบในบทความนี้กันค่ะ

ทําไมคนท้องถ่ายเป็นสีดํา แม่ท้องกินอะไรผิดไป!

คนท้องถ่ายเป็นสีดํา
คนท้องถ่ายเป็นสีดํา

เพื่อป้องกันหรือเป็นการให้สารอาหารเสริมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ยังไม่มีภาวะซีด และภาวะโรคโลหิตจาง เมื่อไปฝากครรภ์คุณหมอจะให้ยาบำรุงธาตุเหล็กมาให้คุณแม่รับประทานเสริม เนื่องจากธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุที่สำคัญสำหรับคนท้อง และจำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดที่เพิ่มจำนวนอย่างมากในช่วงตั้งครรภ์ เพราะทารกในครรภ์จะดูดซึมธาตุเหล็กจากแม่ไปใช้ คุณแม่จึงต้องการธาตุเหล็กในขณะตั้งครรภ์เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ โดยอาจเริ่มรับประทานธาตุเหล็กเสริมระหว่างตั้งครรภ์ ตั้งแต่อายุครรภ์ 12 สัปดาห์

ซึ่งการรับประทานยาตามที่หมอสั่งให้จะช่วยให้ร่างกายของแม่และลูกในท้องแข็งแรง เพื่อให้เพียงพอต่อการนำสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงทารกที่อาศัยอยู่ในครรภ์ เพราะการได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอจะส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจาง อันเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการคลอดทารกที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ และสารอาหารที่ไม่สามารถไปเลี้ยงทารกได้อย่างเพียงพออาจส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายและสมองของทารกได้

นอกจากนี้หากร่างกายคุณแม่ไม่ได้รับธาตุเหล็กที่เพียงพออาจเกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก ทำให้มีอาการหน้ามืด เป็นลม และเกิดอันตรายได้ เพิ่มความเสี่ยงในการแท้ง การคลอดก่อนกำหนด ลูกในครรภ์น้ำหนักน้อย ลูกในครรภ์มีโลหิตจาง หากแม่มีภาวะโลหิตจางมากก็อาจทำให้เกิดน้ำคร่ำน้อย ซึ่งส่งผลทำให้เด็กเสียชีวิตในครรภ์ได้ นอกจากนั้นยังอาจเกิดอันตรายกับมารดาในช่วงคลอด เพราะอาจตกเลือดจนเสียชีวิตได้อีกด้วย

บทความแนะนำที่เกี่ยวข้อง : 15 อาหารที่มีโฟเลตสูง ที่แม่ท้องและลูกในท้องควรทาน

อ่านต่อ ทำไมคนท้องเวลาทานยาบำรุงเลือดแล้วถึงถ่ายออกมาเป็นสีดำ? คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่

40 กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ ขยับแขน ขา ปล่อยพลัง อยู่บ้านก็สนุกได้

สำหรับบ้านไหนที่มีเจ้าตัวเล็กในวัยซน ที่เต็มไปด้วยพลังงาน ช่วงวันหยุดที่ไม่ได้ออกไปเที่ยวนอกบ้าน อาจทำให้เด็ก ๆ เบื่อ ทีมแม่ ABK เลยมองหา กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ สำหรับเล่นกับลูกที่บ้าน ให้คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยให้ลูกวัยซนได้ใช้กล้ามเนื้อบริเวณลำตัว แขน ขา รวมไปถึงความสัมพันธ์กันของอวัยวะต่าง ๆ มากระโดด เดิน มากกว่าการอยู่นิ่ง ๆ ช่วยแก้เบื่อ หายเซ็ง แถมกิจกรรมง่าย ๆ เหล่านี้ยังช่วยเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและสร้างทักษะดี ๆ ให้กับลูกด้วย

40 กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ ขยับแขน ขา เสริมกล้ามเนื้อให้แข็งแรง

การพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ด้วยกิจกรรมกลางแจ้ง

1.เล่นตั้งเต

เกมคลาสสิคที่คุณพ่อคุณแม่เคยเล่นกันตั้งแต่เด็ก ด้วยการใช้ชอล์กวาดตาราง 10 ช่อง เป็นช่องสี่เหลี่ยมที่ควรมีขนาดที่ใหญ่พอสำหรับเท้าหนึ่งข้าง และเมื่อโยนหินไปแล้ว หินจะไม่กระเด็นออกนอกช่อง จากนั้นก็ให้เด็ก ๆ กระโดดไปและกลับเพื่อเก็บหิน เกมที่จะช่วยเพิ่มทักษะการทรงตัวได้ดีทีเดียวค่ะ

2.เลียนแบบท่าของสัตว์

ให้เด็ก ๆ ได้รู้จักชื่อสัตว์ ท่าทาง หรือเสียงของสัตว์ต่าง ๆ เช่น เลื้อยเหมือนงู ตีปีกเหมือนไก่ ทำท่ากระโดดเหมือนควบม้า เดินเหมือนหมี ท่าสี่ขาเหมือนน้องหมา น้องแมว เป็นต้น

3.ตีลูกโป่ง

ใช้ลูกโป่งเพียง 1 ใบ ให้เจ้าตัวเล็กพยายามตีพยุงลูกโป่งให้ลอยขึ้น ดูซิว่าเด็ก ๆ สามารถทำให้ลูกโป่งลอยได้นานเท่าไหร่

4.กระโดดน้ำเฉอะแฉะ

เตรียมอุปกรณ์กันเลอะให้เจ้าตัวเล็กนิดหน่อย ด้วยการใส่เสื้อกันฝนหรือรองเท้าบูท แล้วฉีดน้ำชุ่ม ๆ ลงบนสนามหญ้าหน้าบ้าน แล้วปล่อยให้ลูกได้กระโดดเข้าออกให้วงกลมหรือขอบเขตที่คุณพ่อคุณแม่ฉีดน้ำลงไป เท่านี้ก็สนุกไม่รู้เบื่อเลยละคะ

5.หาสมบัติ

ไม่ว่าจะเป็นภายในบ้านหรือบริเวณด้านนอกบ้าน เด็ก ๆ ก็พร้อมที่จะตามล่าหาขุมทรัพย์ เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่นำของเล่นชิ้นเล็ก ๆ ไปซ่อน เช่น ไดโนเสาร์ รถยนต์ ตุ๊กตา แล้วปล่อยให้เด็ก ๆ ไปค้นหาสมบัติของพวกเขาทั่วบ้านกัน!

6.วิ่งหนีจากสัตว์ประหลาด

เด็ก ๆ ชอบเกมการไล่ล่า และจะสนุกมากยิ่งขึ้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ลองสวมหน้ากากเป็นสัตว์ประหลาดที่จะทำให้พวกเขากลัว และพร้อมจะวิ่งหนีหลบหลีกอย่างสนุกสนาน

7.คุณพ่อ/คุณแม่ กล่าวว่า…

เกมที่เรียบง่ายแต่จะทำให้เจ้าตัวเล็กได้ขยับก้าวเคลื่อนไหวจะไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อคุณพ่อหรือคุณแม่พูดว่า “คุณแม่กล่าวว่าให้ลูกกระโดดอยู่กับที่ 2 ครั้ง” / “คุณพ่อกล่าวว่าให้ลูกโบกมือสองข้างเหนือหัว 2 ครั้ง” เป็นต้น

พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่

8.ใบไม้เล่นได้

ชวนเด็ก ๆ มาเดินเก็บใบไม้ที่ร่วงหล่นหน้าบ้าน แล้วนำมาสร้างสรรค์งานศิลปะกัน

9.ปาบอลเข้าเป้า

เตรียมตุ๊กตาพลาสติกที่พร้อมจะตกจากที่สูงเรียงกันเป็นเป้าให้พร้อม ก่อนที่จะให้ลูกใช้บอลพลาสติกปาให้โดนเป้า ดูซิว่าเด็ก ๆ จะปาตุ๊กตาโดนกันกี่ตัว

10.เตะบอล

การมีลูกบอลประจำบ้านถือเป็นของเล่นหลักสำหรับเกมและกิจกรรมมากมายได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นบอลประเภทไหนหรือขนาดไหนก็ตาม เด็กๆ ไม่จำเป็นต้องออกไปเตะบอลในที่แจ้ง หรือใช้พื้นที่เยอ ะๆ ในการเล่น อาจอาศัยพื้นที่หน้าบ้านหรือพื้นที่ว่างใต้ตึก เตะบอลรับส่งกับคุณพ่อคุณแม่ หรือสร้างโกลให้ลูกได้ลองเตะเข้าประตู เท่านี้ก็ได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่แล้ว

การพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่
Credit photo : www.facebook.com/Kidpid.Corner

11.เทปทรงตัว

ใช้เทปมาทำเส้นต่าง ๆ บนพื้นไม่ว่าจะเป็นเส้นตรงเลี้ยวซ้ายขวา ซิกแซก เพิ่มความยากง่ายให้กับเจ้าตัวเล็กได้เดินทรงตัวไปตามเส้น กระตุ้นลูกให้เดินไปข้างหน้าถอยหลังหรือข้าง ถ้าไม่สะดวกทำในบ้านก็อาจจะวาดเส้นด้วยชอล์กบริเวณนอกบ้าน โดยเพิ่มรูปทรงอื่น ๆ เช่น วงกลม เส้นฟรีฟอร์มเพื่อเพิ่มความท้าทายอีกเล็กน้อย ขีดเป็นทางยาวให้ลูกฝึกเดินทรงตัวกันค่ะ

12.เต้นตามเพลง

สร้างบรรยากาศในบ้านด้วยไฟกะพริบหรือโคมไฟเปลี่ยนสีพร้อมเปิดเพลงเต้นสนุก ๆ และปล่อยให้เด็ก ๆ กระโดดโลดเต้นไปตามจังหวะเพลงที่เขาชอบ หรือเต้นประกอบเพลงที่มีท่าทางเคลื่อนไหว เช่น head shoulder knees and toes เป็นต้น ให้ลูกได้ออกกำลังกายอย่างอิสระ เล่นกิจกรรมเข้าจังหวะ ได้ความสนุกเพลิดเพลินไม่น้อย

อ่านต่อ 40 กิจกรรมขยับแขนขาของวัยซน คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เมนูของว่าง สำหรับเด็ก

10 เมนูของว่าง สำหรับเด็ก ทำง่าย ได้ประโยชน์เต็มคำทุกเมนู (มีคลิป)

เมนูของว่าง สำหรับเด็ก อาหารช่วงรอยต่อระหว่างมื้อกลางวันกับมื้อเย็น จะทำอะไรให้ลูกกินดี ตามมาดู 10 ขนมสำหรับเด็ก เมนูของว่าง สุดอร่อยแถมมีประโยชน์ตามโภชนาการครบ!

5 ข้อแนะนำ เมนูของว่างสำหรับเด็ก กินอย่างมีคุณภาพ

เพราะช่วงรอยต่อระหว่างมื้อกลางวันกับมื้อเย็นนั้นยาวนานเกินไปจนลูกอาจทนไม่ไหว เพราะพวกเขาสูญเสียพลังงานไปกับการเรียน หรือการเล่นตลอดทั้งวัน ซึ่งถ้าเป็นลูกที่อยู่ในวัยกำลังโตมักจะหิวบ่อยในช่วงระหว่างมื้อ แต่จะให้กินขนมถุงก็ดุจะเป็นการทำลายสุขภาพลูกทางอ้อม

Must read >> อาหาร ขยะ ภัยร้ายทำลายสมองลูกไอคิวต่ำ !!

Must read >> ห้ามลูกกิน! 18 อาหารอันตราย เสี่ยงทำลายสมอง พัฒนาการช้า

เพราะขนมบางชนิดนั้นไม่ดีต่อสุขภาพของเด็กเป็นอย่างมาก เช่น มันฝรั่งทอดกรอบ ช็อกโกแลตแท่ง และคุกกี้ แทนที่จะให้ลูกกินขนมที่ผ่านการแปรรูปมา คุณแม่ลองหันมาเตรียม เมนูของว่าง ที่ดีต่อสุขภาพ อุดมไปด้วยสารอาหารและพลังงาน ไว้ให้ลูกรักเองดีกว่า เพื่อการเจริญเติบโตที่ดีของลูกน้อย

1. เสิร์ฟของว่างตามเวลาเดียวกันทุกวัน

ให้ลูกกินของว่างตรงเวลาเหมือนเป็นมื้ออาหารมื้อหนึ่ง ถ้าลูกรู้ว่าจะมีอะไรรองท้องเมื่อกลับถึงบ้าน เขาอาจลดความอยากที่จะซื้อขนมหน้าโรงเรียน หรือร้องขอแวะกินไอศกรีมก่อนกลับบ้านลงได้บ้าง

2. ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลา

เตรียมของที่เด็กกินง่ายและได้คุณค่า เช่น ผลไม้ที่ปอกได้เองอย่างกล้วยหรือส้มหรือน้ำผลไม้สด เอาไว้ในตู้เย็นหรือบนโต๊ะอาหารที่หนูๆ จะหยิบทานเองได้

3. ไม่ตุนของที่ไม่อยากให้ลูกกิน

เช่น ขนมกรอบหรือไอศกรีม เอาไว้ในบ้าน หากอยากกินหรือถึงโอกาสพิเศษค่อยซื้อมาในปริมาณที่กินหมดได้ในครั้งเดียวไม่เหลือเก็บ

4. เก็บขนมแห้งๆ ประเภทคุกกี้ข้าวโอ๊ตหรือแครกเกอร์ผักไว้ในห่อเล็กๆ

ลูกจะได้ไม่กินขนมรวดเดียวหมดถุงใหญ่แถมยังพกติดรถไว้ให้ลูกรองท้องระหว่างช่วงรถติดได้ด้วย  ถ้าใช้เครื่องปิดปากถุงแบบสุญญากาศก็ยิ่งเก็บได้นานขึ้น

 

Must read >> ชวนลูกทำอาหาร สร้างความมั่นใจ ติดตัวไปจนโต โดย พ่อเอก

5. พาลูกไปซื้อของว่างด้วย

ถ้าเป็นของกินที่เลือกเอง หนูๆ จะได้ไม่อิดออดว่า  “หนูไม่อยากกิน” หรือ  “หนูไม่ชอบไอ้นี่” แถมระหว่างเดินเลือก คุณพ่อคุณแม่อาจให้ความรู้ เช่น “มะเขือเทศกินแล้วจะผิวสวยนะ” ช่วยเพิ่มความอยากอาหารได้อีก

และสำหรับคุณแม่ๆ ที่ต้องการหาไอเดียเมนูสำหรับทำของว่างให้ลูกกินแบบใหม่ๆ เมนูขนมสำหรับเด็ก อาหารปาร์ตี้ลูกน้อย อาหารแบบน่ารักๆ เอาใจเด็กๆ ที่บ้าน ต้องไม่พลาด 10 เมนูของว่างสำหรับเด็ก พร้อมคลิปวิธีทำ แถมแต่ละเมนูก็ทำไม่ยาก รับรองด้วยว่าลูกจะได้รับสารอาหารตามโภชนาการ อร่อยเต็มคำทุกเมนูแน่นอน ว่าแต่จะมีเมนูของว่าง อะไรบ้าง ตามมาดูกันเลย

ดู >> 10 เมนูของว่างสำหรับเด็ก พร้อมคลิปวิธีทำ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

 

ลูกชอบปาของ

ลูกชอบปาของ รับมือด้วย 4 เทคนิคสุดสร้างสรรค์ สบายใจได้ทั้งแม่และลูก

ลูกชอบปาของ พ่อแม่ควรทำความเข้าใจกับพฤติกรรมขว้างปาและทำลายข้าวของ ของลูกวัยเบบี๋ก่อน พร้อมรับมือเพื่อช่วยลูกให้รู้จักกำลังตัวเอง และจัดการพฤติกรรมลูกน้อยเจ้าอารมณ์ชอบขว้างปาสิ่งของ

ทำไม ลูกชอบปาของ 

พฤติกรรมที่ลูกวัยเบบี๋ อายุ 0-2 ปี ชอบขว้างสิ่งของลงพื้น เกิดจากการเรียนรู้และพลังกล้ามเนื้อที่มีมากขึ้นตามวัย ซึ่งลูกน้อยจะรู้สึกเพลิดเพลินเมื่อได้เห็นของที่ตัวเองโยนลอยขึ้นในอากาศ แล้วก็ตกลงพื้น เช่น การปาลูกบอลหล่นพื้นแล้วก็จะกระเด้งขึ้น เป็นต้น รวมไปถึงการได้ขยำหรือขว้างสิ่งของที่ทำให้เกิดเสียงกระทบ ยังช่วยสร้างความบันเทิงให้กับเด็กได้อีกด้วย

Must read >> ชวนพ่อแม่ ถอดรหัสสีหน้า-ท่าทางเบบี๋

ทั้งนี้สมองของลูกในช่วงนี้ จะกำลังสั่งงานให้ลูกใช้นิ้วมือควบคุมการหยิบจับสิ่งของต่างๆ ยิ่งเขาขยันขว้าง ขยำ ทึ้งของเล่นมากเท่าไหร่ กล้ามเนื้อมือของลูกจะยิ่งได้พัฒนาและแข็งแรงมากขึ้น

อีกอย่างหนึ่งก็คือเพราะลูกกำลังเรียนรู้และทดลองเรื่องเหตุและผล “ถ้าลองทิ้งของที่อยู่ในมือให้ตกลงพื้น แล้วจะเกิดอะไรขึ้น” ซึ่งผลคือ ความสนุก เมื่อของในมือลอยละลิ่วและหล่นตุ้บอยู่บนพื้น แม่ก็เก็บให้ หล่นตุ้บแม่ก็เก็บ … แต่การที่ ลูกชอบปาของ แบบนี้อาจไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเพลิดเพลินสำหรับคุณแม่ ถ้าสิ่งที่ลูกโยนคืออาหาร

คำแนะนำเมื่อลูกปาอาหาร คือ ให้คุณแม่มองเขานิ่งๆ และบอกว่า (โดยไม่ลืมหลัก เสียงปกติ หนักแน่นเข้าไว้) ไม่ขว้างนะคะŽ และอุ้มเขาให้พ้นจานอาหาร ทำอย่างนี้ทุกครั้ง แล้วเขาจะรู้ว่าคุณไม่สนุกเวลาเห็นอาหารเกลื่อนพื้น

ลูกชอบปาของ

วิธีรับมือ ลูกชอบปาของ

ทั้งนี้วิธีรับมือกับการเรียนรู้นี้ของลูก หรือวิธีจัดการเมื่อลูกชอบขว้างปาข้าวของ ทีมแม่ ABK มีคำแนะนำดีๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ ดังนี้

• มาเล่นเก็บของกันเถอะ

ถ้า ลูกชอบขว้างข้าวของนัก ก็ให้คุณแม่ดัดแปลงเป็นเกมซะเลย วิธีการเล่นนั้นแสนง่าย แค่รอให้เตาะแตะขว้างของลงบนพื้นไปเรื่อยๆ จนเขาหยุด จากนั้นให้คุณแม่เปิดเพลงโปรดของเขา แล้วชักชวนกันลงมาเก็บของที่เกลื่อนกลาดบนพื้น “ไหนๆ…ก่อนเพลงจบใครจะเก็บได้มากกว่ากันนะ” หรือ “ถ้าเก็บของได้มากที่สุดแม่มีสติ๊กเกอร์เพิ่มให้อีก 1 รูปเลย”

Must read >> 14 วิธีเล่นกับลูก กระตุ้นพัฒนาการตามวัย ให้ฉลาด อารมณ์ดี ตั้งแต่เบบี๋

• จับนั่งกับพื้น

ส่วนใหญ่การทดลองนี้มักเกิดขึ้น เมื่อลูกนั่งบนเก้าอี้หรืออยู่ที่สูง ซึ่งถ้าคุณแม่เหนื่อยกับความสนุกของลูกแล้ว วิธีแก้ เพียงเปลี่ยนให้ลูกลงมานั่งกับพื้นบ้าง พอขว้างแล้วของไม่ได้ลอยละลิ่วแนวดิ่งก็หมดสนุกหยุดไปเอง ซึ่งอาจช่วยให้คุณแม่ได้หายเหนื่อยไปพักใหญ่ แต่อีกไม่นานลูกก็จะเปลี่ยนมาขว้างแนวนอนบ้าง ก็เตรียมเล่นเกมใหม่กันได้เลย

อ่านต่อ >> วิธีรับมือลูกชอบขว้างปาสิ่งของ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่