สายสะดือ

ฝากสเต็มเซลล์ ให้ลูกหลังคลอดดีไหม?

ปัจจุบันคุณแม่หลายท่านรู้จักกับเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์กันแล้ว แถมยังรู้ว่ามีการ ฝากสเต็มเซลล์ หลังคลอด ไว้เพื่อใช้ในอนาคตอีกด้วย ทำให้มีคำถามว่า ฝากเสต็มเซลล์ให้ลูกหลังคลอดดีไหม เพราะเห็นมีหลายบ้านฝากไว้ เราจึงชวนมาทำความรู้จักกับการ ฝากเสต็มเซลล์ ให้ดียิ่งขึ้นค่ะ

ฝากสเต็มเซลล์

ฝากสเต็มเซลล์ ให้ลูกหลังคลอดดีไหม

สเต็มเซลล์ (StemCell)

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์คําถามยอดฮิตที่ทําให้ต้องครุ่นคิดอย่างหนักคือสเต็มเซลล์คืออะไร จะเก็บสเต็มเซลล์ดีไหม ขั้นตอนเป็นอย่างไร ราคาแพงไหม และสุดท้ายคุ้มหรือเปล่า ด้วยเหตุนี้ เราจึงขอข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการ ฝากสเต็มเซลล์ จากสูติแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มาอธิบายให้คุณแม่เข้าใจเพื่อเป็นข้อมูลให้คุณแม่คุณพ่อนำไปตัดสินใจค่ะ

สเต็มเซลล์ คืออะไร

สเต็มเซลล์ เป็นเซลล์ที่ไม่จําเพาะมีคุณสมบัติพิเศษในการแบ่งตัวเป็นเนื้อเยื่อชนิดต่างๆ ของร่างกาย เช่น เลือดฟันน้ำนมผิวหนัง เป็นต้น สเต็มเซลล์พบได้ในสายสะดือเลือดและไขกระดูกโดยสเต็มเซลล์แบ่งเป็น 2 ชนิดดังนี้

  1. สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน สเต็มเซลล์นี้เก็บจากตัวของมนุษย์หรือสัตว์ที่ยังอยู่ในครรภ์ในระยะแรกของชีวิตมีอายุ 3–5 วัน แต่มีความสามารถในการพัฒนาไปเป็นเซลล์อื่นๆ สูงมาก แต่การนําสเต็มเซลล์ในกลุ่มนี้มาใช้ยังมีข้อถกเถียงในด้านศีลธรรมและจริยธรรมอยู่ จึงอาจมีการนำมาใช้ในกรณีเฉพาะที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจนเท่านั้น
  1. สเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อที่่โตเต็มวัย เช่น ไขกระดูกเลือดจากสายสะดือ ฟันน้ำนม ไขมัน เป็นต้น สเต็มเซลล์ใช้รักษาโรคใดได้บ้างนั้น ปัจจุบันมีการนําสเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือด โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบกพร่องบางชนิด โรคไขกระดูกฝ่อ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของเฮโมโกลบิน เช่น ธาลัสซีเมีย และโรคในกลุ่มสําหรับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ พาร์กินสัน เบาหวาน การบาดเจ็บของไขสันหลัง และการรักษาโรคระดับยีน ฯลฯ

แต่เมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้นอาจมีอีกหลายโรคในอนาคตที่สามารถรักษาได้ด้วยสเต็มเซลล์ค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ฝากสเต็มเซลล์ให้ลูก หลังคลอดดีไหม คลิกต่อหน้า 2

ขอเถอะค่ะ อยากให้มี มุมนมแม่ ในที่ทำงาน บ้าง

ปัญหาใหญ่ที่สุดของคุณแม่เวิร์คกิ้งมัม ที่ทำงานนอกบ้านต้องพบเจอ คือ ความยากลำบากในการให้นมลูก เพราะถึงแม้ว่าจะมีการรณรงค์ให้ลูกทุกคนควรได้กินนมแม่ ในช่วง 6 เดือนแรก แต่ด้วยปัจจัยอะไรหลายๆ อย่างทำให้คุณแม่หลายคนต้องล้มพับโครงการนี้ไป และได้แต่โทษตัวเองว่าฉันเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย เพียงเพราะไม่มี มุมนมแม่ ในที่ทำงาน

ขอเถอะค่ะ อยากให้มี มุมนมแม่ ใน ที่ทำงาน บ้าง

มุมนมแม่ ในที่ทำงาน สำคัญอย่างไร

Happy Workplace = Happy Together

หลายคนอาจไม่เข้าใจว่า ทําไมการให้นมลูกถึง 6 เดือน จึงสําคัญและส่งผลดีต่อการทํางาน เรามีแผนผังอธิบายง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ

ลูกกินนมแม่นาน 6 เดือนขึ้นไป ลูกแข็งแรง➜พร้อมเรียนรู้ สมองดี อารมณ์ดี➜เด็กมีคุณภาพ = ครอบครัว Happy

แม่แข็งแรง (นมไม่คัด)➜แม่ไม่เครียด เพราะลูกไม่ป่วย ไม่มีหนี้➜แม่มีสมาธิทํางาน งานมีประสิทธิภาพ= แม่ Happy

ลูกจ้างไม่หยุดบ่อย ไม่ลาออก➜ลูกจ้างซื่อสัตย์ต่อองค์กร➜ลูกจ้างทํางานดี ได้ตามเป้า รายได้เพิ่ม = องค์กร Happy

ซึ่งทั้งหมด ทั้งมวลนี้ทำให้ สังคม Happy

ทั้งนี้ จากรายงาน การสํารวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 พบว่า อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เมื่อแรกเกิดสูงถึง 91.2เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อต้องเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นเวลา 3 เดือน จำนวนกลับลดลงไปกว่าครึ่ง

ยิ่ง 6 เดือนด้วยแล้ว ยิ่งน้อยลง โดยเหลือเพียงแค่ 7.1 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น นั่นหมายความว่า มีคุณแม่คนไทยที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นเวลา 6 เดือนอย่างที่รณรงค์กันนั้นจํานวนน้อยมาก จนน่าใจหาย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คําถาม คือ ปัญหาเกิดจากอะไร

คงต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังไม่มีมาตรการอะไรที่แข็งแรงพอสำหรับการรองรับเรื่องสิทธิของแม่ในการให้นมลูก ถึงแม้ว่าเราจะมีกฎหมายคุ้มครองให้สิทธิลาคลอดได้ไม่เกิน 90 วันก็ตาม แต่ด้วยความจำเป็นคุณแม่หลายคนต้องหยุดการให้นมลูกไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็น

  1. รายได้ครอบครัวหายไป จึงต้องรีบกลับมาทำงาน
  2. วัฒนธรรมองค์กรบางที่ไม่ยอมรับกับการลาหยุดนานๆ
  3. ทํางานไกลบ้าน เช่นแม่กับลูก อยู่กันคนละจังหวัด
  4. ไม่มีสถานที่สําหรับปั๊มนมให้ลูกในที่ทํางาน

ติดตาม แม่ลำบากแค่ไหน เวลาปั๊มนมในที่ทำงาน คลิกต่อหน้า 2

ลูก 1 เดือนท้องผูก ทารกกินน้ำส้ม ได้หรือไม่?

ลูก 1 เดือนท้องผูก กินน้ำส้ม ได้หรือไม่? …คำถามนี้อาจเกิดขึ้นได้กับคุณแม่มือใหม่หลายคน เนื่องจากลูกน้อยที่กินนมแม่เอง หรือกินนมผง มักมีอาการท้องผูก จึงหาวิธีที่จะช่วยแก้อาการท้องผูกนี้ด้วยการให้ลูกกินน้ำส้มเพื่อหวังว่าจะช่วยในการขับถ่ายได้ แต่แท้จริงแล้วนั้น การให้ ทารกกินน้ำส้ม ไม่ได้เป็นการช่วยเรื่องระบบขับถ่ายของทารกน้อย แต่อาจเป็นการทำร้ายลูกโดยตรงอีกด้วย

ทารกกินน้ำส้ม ได้หรือไม่?

 

มีหลายบ้านที่คุณย่าคุณยาย ป้อนน้ำส้มให้ทารกวัยไม่ถึง 6 เดือนทาน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสมัยก่อน คนโบราณยังไม่มีความรู้ว่าเด็กทารกยังไม่ควรทานอะไรอกจากนมแม่ เพราะเรื่องระบบการทำงานของลำไส้ยังไม่แข็งแรง พอที่จะรับอาหารอื่น

ทารกกินน้ำส้ม

สาเหตุที่ทำให้ลูกท้องผูก

เด็กอาจมีอาการท้องผูกได้ทุกช่วงวัยที่พบมากที่สุดคืออายุประมาณ 6 เดือน- 4 ปี ซึ่งมีสาเหตุแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน และการท้องผูกมักเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน เช่น เด็กบางคนถูกฝึกให้ขับถ่ายเร็วเกินไป แต่เขายังไม่พร้อมที่จะขับถ่ายเอง  เด็กไม่ชอบกินผักและผลไม้

และที่พบบ่อยในช่วงวัยอนุบาล คือ เด็กห่วงเล่นและกลั้นอุจจาระเป็นนิสัย แต่ก็ยังมีเด็กอีกส่วนน้อยที่มีอาการท้องผูกจากโรคร้ายแรง

อาการท้องผูกที่แท้จริง

ทั้งนี้ก็มีหลายบ้านที่ลูกทารกน้อยกินนมแม่แต่ท้องผูก คุณแม่จึงอยากหาตัวช่วยอย่างน้ำส้มเพื่อช่วยบรรเทาอาการลูกน้อย ซึ่งการท้องผูกสำหรับเด็กที่กินนมแม่นั้น การกินนมแม่ล้วน ไม่ถ่าย 2-3 สัปดาห์ ไม่ถือว่าเป็นอาการท้องผูก แต่สัญญาณความถี่ของการอุจจาระที่บ่งบอกว่าลูกท้องผูก  คือการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งใน 1 สัปดาห์ หรืออาจถ่ายทุกวันแต่ต้องเบ่งมากและอุจจาระแข็งอาจจะเป็นก้อนเล็ก ๆ คล้ายลูกกระสุนปืนอัดลมหรือก้อนใหญ่ ๆ ที่ทำให้มีอาการเจ็บปวดมากเวลาเบ่งถ่าย หรือบางครั้งอาจมีเลือดติดออกมาด้วยเพราะรูทวารฉีกขาด ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ลูกจะรู้สึกกลัวการถ่ายอุจจาระจึงพยายามกลั้นเอาไว้ จนทำให้อุจจาระยิ่งมีขนาดใหญ่และแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ และเพิ่มความเจ็บปวดในการขับถ่ายในแต่ละครั้ง

ส่วนเด็กทารกปกติช่วงอายุ 1-3 เดือนที่กินนมแม่ ถึงบางคนอาจถ่ายอุจจาระห่างทุก 3-7 วันโดยที่ยังกินนมดี ร่าเริง น้ำหนักขึ้นตามปกติ ไม่อาเจียน เด็กกลุ่มนี้ไม่นับว่ามีอาการท้องผูกถึงแม้ว่าจะถ่ายน้อยกว่า สัปดาห์ละ 3 ครั้ง

แต่ขอเน้นว่าเวลาถ่ายแต่ละครั้งต้องถ่ายสะดวก อุจจาระจะดูนิ่มดี  อาจมีส่วนแข็งเล็กน้อยในช่วงต้นๆ ลูกจะอารมณ์ดี โตดี น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ ก็เพียงพอแล้ว

และถ้าลูกโตแล้ว สามารถกินอาหารเสริมได้ แต่มีอาการถ่ายเหนียว  อึดอัดงอแง เบ่งจนหน้าดำหน้าแดง  อุจจาระแข็งในส่วนต้นๆ ถ้าถ่ายแข็งแล้วลูกเจ็บก้น มีเลือดออก ก้นเป็นแผล แบบนี้เรียกว่า ท้องผูกแน่นอน ซึ่งสาเหตุที่พบบ่อยคือการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม ปริมาณของอาหารน้อย กินแต่นม จึงได้รับกากใยจากผักผลไม้ไม่เพียงพอ

อ่านต่อ >> ลูกท้องผูกกินน้ำส้มช่วยแก้อาการท้องผูกได้จริงหรือ” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

5ความเชื่อผิดๆ

5 ความเชื่อผิดๆ ของแม่ตั้งครรภ์

มีสารพัด ความเชื่อผิดๆ ของแม่ตั้งครรภ์ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคนท้อง ที่ทำให้คุณแม่สงสัยและกังวลกันมาก ไม่ว่าจะเรื่องห้ามขึ้นเครื่องบิน ห้ามออกกำลังกาย ตั้งครรภ์เกิน 41 สัปดาห์ได้ หรือห้ามนั่งรถที่ช่วงล่างไม่ดี ซึ่งความเชื่อบางอย่างไม่เป็นความจริง ดังนั้นเราจึงนำ 5 ความเชื่อผิดๆ ของแม่ตั้งครรภ์ เหล่านี้มาอธิบายกันค่ะ

ความเชื่อผิดๆ ของแม่ตั้งครรภ์

ความเชื่อผิดๆ ของแม่ตั้งครรภ์

ยังมีอีกหลายความเชื่อที่บอกเล่าต่อกันมาซึ่งหลายๆความเชื่อทําเอาคุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนไม่กล้าทําอะไรเพราะกลัวจะเกิดอันตรายกับลูกในท้อง Amarin baby&Kids จึงขอไปสืบเสาะความจริงจากสูติแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาฝากคุณแม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ค่ะ

ความเชื่อผิดๆ ของแม่ตั้งครรภ์ ไตรมาสแรก 0-13 สัปดาห์

  • ความเชื่อ คุณแม่ตั้งครรภ์ช่วงไตรมาสนี้ไม่ควรขึ้นเครื่องบิน

ความจริง : คุณแม่สามารถขึ้นเครื่องบินได้ตามปกติเพราะตามกฎการบินผู้หญิงตั้งครรภ์ขึ้นได้ถึงอายุครรภ์ 36 สัปดาห์เพียงแต่หลังอายุครรภ์ 22-24 สัปดาห์ไปแล้วต้องมีใบรับรองแพทย์ด้วยในกรณีนี้ คือ ตั้งครรภ์ลูกคนเดียว หากเป็นตั้งครรภ์แฝดต้องดูเป็นรายๆไป เพราะครรภ์แฝดเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า ส่วนที่มีความกังวลว่า การลงจอดแต่ละครั้งจะทําให้เกิดการกระแทก ตรงนี้ไม่มีผลกระทบอะไร เพราะในช่วงไตรมาสนี้ มดลูกยังอยู่ในกระดูกเชิงกรานยังไม่ได้โผล่พ้นออกมาต้องเกิดอุบัติเหตุจนกระดูกเชิงกรานหักถึงจะไปโดนมดลูกและมีผลกระทบกับลูกตามมา นอกจากความกังวลดังกล่าวแล้ว อีกจุดหนึ่งที่ต้องระวังคือเมื่ออายุครรภ์มากขึ้นฮอร์โมนมีมากขึ้น อาจเกิดเส้นเลือดอุดตันและกลัวเจ็บท้องบนเครื่องบินได้

บทความแนะนำ  ไขข้อข้องใจ แม่ท้องขึ้นเครื่องบินได้ไหม ?
  • ความเชื่อ : แม่ท้องไม่ควรนั่งรถยนต์ที่มีช่วงล่างกระด้างและนั่งมอเตอร์ไซค์

ความจริง รถยนต์ที่มีช่วงล่างกระด้างขับแล้วกระเทือน หรือมอเตอร์ไซค์ ไม่ได้มีผลกระทบกับคุณแม่เช่นเดียวกัน แต่ที่ต้องเป็นห่วงคือเรื่องของอุบัติเหตุ ในกรณีที่รถมีแอร์แบ็ก เมื่อมันทํางานอาจเกิดแรงกระแทกที่เป็นอันตรายกับคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ แนะนําให้คุณแม่นั่งด้านหลังจะปลอดภัยที่สุด และควรรัดเข็มขัดนิรภัยด้วยทุกครั้งซึ่งวิธีการรัดเข็มขัดในช่วงไตรมาสแรกนี้ไม่ค่อยน่าห่วง แต่หากคุณแม่อายุครรภ์มากขึ้นไม่ควรรัดเข็มขัดพาดผ่านมดลูก โดยคุณแม่ควรรัดเข็มขัดนริภัยเส้นบนตามปกติ แต่เส้นล่างให้พาดตรงหน้าขาเพราะถ้าพาดผ่านมดลูกเมื่อเกิดการเบรกกะทันหันอาจทําให้เกิดการกระชากของรกและมดลูกได้ สําหรับการโดยสารมอเตอร์ไซค์หากคุณแม่เลี่ยงได้ควรเลี่ยงเพราะมักเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงกว่ารถยนต์

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ความเชื่อผิดๆ ของแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสสอง คลิกต่อหน้า 2

แม่เป็น ไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้นมลูก ได้ไหม?

แม่เป็น ไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้นมลูก ได้ไหม? สำหรับอาการป่วยที่ว่านั้น หมายถึงโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่แม้ตอนนี้กระแสความรุนแรงของการติดเชื้อจะเบาบางลง แต่โรคนี้ก็ยังคงมีอยู่ หากคุณแม่มือใหม่ ติดเชื้อโรคนี้ขึ้นมา จะยังคงให้นมลูกน้อยต่อไปได้หรือไม่ มาหาคำตอบกัน

แม่เป็น ไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้นมลูก ได้ไหม?

ไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้นมลูก

รู้จักโรคไข้หวัดใหญ่ 2009

พบครั้งแรกที่ประเทศเม็กซิโก ย้อนกลับไปเมื่อปี 2552 ถือเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า มีรหัสพันธุกรรมคล้ายคลึงกับไข้หวัดที่พบในหมู ไข้หวัดในคน และไข้หวัดนก ในครั้งนั้นความที่เป็นโรคค้นพบใหม่ จึงไม่มีความเข้าใจถึงพยาธิสภาพของโรค ความรุนแรง และช่องทางการติดต่อจากแหล่งต้นตอของเชื้อมาสู่คน

ช่วงแรกที่เกิดโรคในเม็กซิโก จึงทำให้เกิดความตื่นตระหนกอย่างมาก โดยการแพร่ระบาดของโรคอยู่ระดับ 6 ตามประกาศขององค์การอนามัยโลก คือ มีการแพร่กระจายของเชื้อไปแล้วทั่วโลก แม้ปัจจุบันจะมีเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ๆ พาเหรดออกมาเป็นขบวน แต่ก็ประมาทเจ้าเชื้อโรคชนิดนี้ไม่ได้ เพราะยังคงอยู่

ไข้หวัดใหญ่ 2009 : เป็นเชื้อไวรัส อยู่ในเสมหะ น้ำมูก และ น้ำลาย

แสดงอาการ : เมื่อติดเชื้อโรคแล้วมักจะมีอาการภายใน 1-3 วัน

การแพร่เชื้อ : ผู้ที่เป็นโรคแล้วจะแพร่เชื้อได้ในระยะ 1 วันก่อนมีอาการจนถึง 7 วันหลังวันเริ่มป่วย

เชื้ออยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานเท่าไหร่ : เช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ชนิดอื่นๆ คือ อยู่ในอุณหภูมิห้องได้นานตั้งแต่ไม่กี่วินาที จนถึง 2-3 วัน

อาการของโรค ไข้หวัดใหญ่ 2009

  • อาการโดยทั่วไป มีอาการเหมือนกับไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดตามฤดูกาล คือ มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียร่วมด้วย
  • อาการแทรกซ้อนที่รุนแรง มีภาวะปอดบวม เกิดการเหนื่อยหอบ ต้องใช้การรักษาด้วยเครื่องช่วยหายใจ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ไข้หวัดใหญ่ 2009 แม่จะป้องกันอย่างไร คลิกต่อหน้า 2

พังผืดใต้ลิ้น

ภาวะพังผืดใต้ลิ้นของลูกแก้ไขได้

 

ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลูกคลอดออกมาพยาบาล กุมารแพทย์ จะเช็กความสมบูรณ์ของลูกว่ามีปัญหาอะไรหลังคลอดหรือไม่ หาก ไม่มีก็สามารถให้ลูกเข้าเต้ากินนมแม่ได้ทันที ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีอาการหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้กับเด็กทารกทุกคนนั่นคือภาวะ พังผืดใต้ลิ้น ที่หากไม่รักษาตั้งแต่แรก อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อตัวทารกได้ในระยะสั้นและระยะยาว

 

พังผืดใต้ลิ้น คืออะไร?

มีคุณแม่ที่พึ่งคลอดลูกได้ 2 เดือนกว่า และพบว่าว่าลูกมีภาวะพังผืดใต้ลิ้นเกิดขึ้น แต่ไม่ได้ให้คุณหมอตัดออก เนื่องจากกลัวว่าลูกจะเจ็บ แต่ก็กังวลว่าจะมีผลเสียต่อลูกในอนาคต จึงอยากทราบว่าควรที่จะตัดพังผืดใต้ลิ้น ออกไปหรือไม่?

เพื่อให้อีกหลายๆ ครอบครัว ที่มีลูกแรกคลอด แล้วพบว่าลูกมีอาการของพังผืดเกิดขึ้นใต้ลิ้น และสงสัยว่าคืออะไร ควรตัดออกดีไหม ไปทำความเข้าใจพร้อมกันดังนี้ค่ะ

พังผืดใต้ลิ้น (Ankyloglossia หรือ Tongue-tie) คือเยื่อบางๆ ที่ยึดบริเวณด้านล่างของโคนลิ้นติดไว้กับพื้นล่างของช่องปาก ใกล้ๆ บริเวณนี้จะมีกล้ามเนื้อ เส้นเลือด และระบบน้ำเหลืองที่ส่งไปเลี้ยงที่ลิ้น ถ้าเยื่อดังกล่าวหนาหรือสั้นเกินไป จะทำให้การเคลื่อนไหวของลิ้นไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้การดูดนมแม่เป็นไปได้ยาก เพราะการดูดนมแม่ต้องใช้ลิ้นแลบออกมาและรีดน้ำนมจากบริเวณลานนมเข้าปาก

แต่ถ้าเป็นการดูดนมขวดจะไม่มีปัญหา เพราะเป็นการขยับเหงือกเท่านั้น เมื่อลูกดูดนมแม่ลำบาก จะส่งผลให้น้ำหนักตัวไม่ขึ้น เด็กไม่ชอบดูดนมแม่ ดูดไปหลับไปเพราะเมื่อยลิ้น หรือขอดูดนมตลอดเวลาเพราะได้น้ำนมไม่พอ แม่มีปัญหาหัวนมแตกและเจ็บมาก

ผลของลิ้นติดต่อทารก ปกติภาวะลิ้นติดจะค่อย ๆ หายไปเมื่อเด็กอายุ 2-3 ปี แต่ในเด็กเล็กอาจเกิดปัญหาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เช่น ดูดนมไม่ได้ดี อมหัวนมแล้วมักหลุด น้ำหนักตัวไม่ค่อยขึ้นจากการได้น้ำนมไม่พอ แม่เจ็บหัวนมหรือหัวนมเป็นแผล แม่สร้างน้ำนมน้อยลงๆ   ซึ่งเด็กกลุ่มนี้อาจจะต้องได้รับการแก้ไขโดยการผ่าตัดที่โดยเเพทย์เฉพาะทาง

อ่านต่อ >> ใต้ลิ้นลูกมีพังผืด ต้องได้รับการแก้ไขอย่างไร? หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

รวม 11 โรค กับวิธีสังเกต ลูกมีปัญหาสุขภาพจิต

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ “จิต” ปกติ เมื่อ ลูกมีปัญหาสุขภาพจิต“สุขภาพจิต”  คือ  ภาวะพัฒนาการทางด้านจิตใจของเด็ก  ซึ่งเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการช้าเร็วไม่เท่ากัน  เมื่อเกิดพัฒนาการที่ช้าหรือเร็วไปก็อาจเกิดความผิดปกติขึ้นได้  ซึ่งความผิดปกติทางจิตของเด็กมีอยู่มากมายหลายแบบ  บางอาการเป็นเพียง “ปัญหาสุขภาพจิต” เท่านั้น  ยังไม่ใช่โรคและไม่ต้องกินยา  แต่อาศัยการปรับพฤติกรรมเข้าช่วยเหลือ

11 โรค เมื่อ ลูกมีปัญหาสุขภาพจิต

ลูกมีปัญหาสุขภาพจิต

ชีวิตลูกดี๊ดี เพราะมีหัวใจแข็งแรง

เพื่อให้เด็กใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข  เช่น  ปัญหาเด็กปรับตัวช้า  ปัญหาเด็กขี้อาย  ปัญหาเด็กไม่พูด  ปัญหาเด็กงอแง  ปัญหาเด็กไม่กิน  ปัญหาเด็กไม่คุยกับคนแปลกหน้า  ปัญหาเด็กหงุดหงิดง่าย  ฯลฯ  ทั้งหมดนี้ไม่ใช่โรค  อาจดูเหมือนเป็นเพียงปัญหาการเลี้ยงดูที่พ่อแม่ทั่วๆ ไปก็พบเจอ  แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ  เพราะปัญหาเล็กๆ อาจพัฒนากลายเป็น “โรคจิตเวช” ในอนาคตได้ค่ะ”

คุณหมอวิมลรัตน์ วันเพ็ญ  รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์  กล่าวเปิดประเด็น  เพื่อแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำความเข้าใจ ใส่ใจ และรับมือกับสุขภาพจิตของลูกน้อยอย่างถูกวิธี  เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ลูกน้อยมีสุขภาพจิตแข็งแรง และส่งเสริมให้เขามีชีวิตดี๊ดีต่อไปในอนาคตค่ะ

ชวนคุณพ่อคุณแม่ทำความรู้จัก “โรคจิตเวช” ในเด็ก

เด็กส่วนใหญ่ในสังคมเพียงแค่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือมีปัญหาพัฒนาการเล็กๆ น้อยๆ  ซึ่งหมอแค่สอนพ่อแม่เรื่องการเลี้ยงดูลูกที่ถูกวิธีให้  หรือแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ประสานงานกับโรงเรียน  เพื่อให้ครูดูแลเด็กได้อย่างเหมาะสม  เท่านี้ก็หมดปัญหาแล้ว  ส่วนเด็กในกลุ่มที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช  ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างจริงจังมีเพียงประมาณ 10% จากเด็กทั้งหมดเท่านั้น  แต่ถึงกระนั้นการทำความเข้าใจโรคจิตเวชไว้ก่อนอาจช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตลูกได้ง่ายขึ้น  หากเกิดความผิดปกติจะได้พามาปรึกษาคุณหมอทันท่วงที  ซึ่งโรคจิตเวชที่พบได้ในเด็กมีดังต่อไปนี้

♥ บทความแนะนำควรอ่าน : ควรรู้! 20 เรื่องสำคัญ ที่พ่อแม่ต้องบอกครู และคุณครูอยากบอกกับพ่อแม่

1. โรคออทิสติก

เด็กเล็กที่มาหาหมอส่วนใหญ่จะเป็นโรคเกี่ยวกับพัฒนาการ  โรคที่หมอเจอบ่อยที่สุดคือ ออทิสติก  แม้ออทิสติกจะเป็นความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด  แต่กว่าพ่อแม่จะสังเกตรู้มักจะเข้าช่วงวัยประมาณ 2 ขวบครึ่งแล้ว  เนื่องจากเด็กป่วยโรคออทิสติกมักมีการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายปกติดี  บางครั้งบางคราวก็ดูรู้เรื่องและเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ดี  เพียงแต่ไม่สบตา  มีปัญหาเรื่องพูดช้า  และกว่า 75% มีปัญหาเรื่องไอคิว  จึงสังเกตได้ยากในวัยเบบี๋

♥ บทความแนะนำควรอ่าน : 14 ข้อสำคัญ เพื่อรับมือกับลูกน้อยที่เป็น เด็กออทิสติก

2. โรคสมาธิสั้น

กลุ่มโรคปัญหาด้านพฤติกรรมที่หมอพบบ่อยที่สุดคือ  โรคสมาธิสั้น  อาการของลูกน้อยที่คุณพ่อคุณแม่สังเกตได้ง่ายๆ คือ  เขาจะซนกว่าเด็กปกติ  ทำตัววุ่นวายอยู่ตลอดเวลา  เล่นอะไรไม่เสร็จซักอย่างก็เปลี่ยนของเล่นไปเรื่อยๆ  ไม่ชอบทำงานที่ต้องใช้สมาธิหรืองานที่ไม่สนุก เช่น การเรียน ทำการบ้าน  เด็กบางคนมีประวัติพูดช้ากว่าปกติ  และเมื่อโตขึ้นบางส่วนก็ทั้งดื้อทั้งเกเรอย่างหนัก  หรือมีพฤติกรรมที่เป็นการรบกวนผู้อื่นเสมอ

♥ บทความแนะนำควรอ่าน : ลูกไฮเปอร์ กับสมาธิสั้น แตกต่างกันอย่างไร?

ลูกมีปัญหาสุขภาพจิต

3. โรคภาวะบกพร่องทางการเรียน 

ภาวะบกพร่องทางการเรียน หรือ LD  (Learning Disability)  คือ  โรคที่ทำให้เด็กมีทักษะความสามารถในการเรียนต่ำ  ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องทำความเข้าใจและทำใจยอมรับว่า  เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้เขาเรียนได้ไม่ดีไม่ใช่เพราะความขี้เกียจหรือเขาไม่ยอมเรียนหนังสือ  แต่เป็นเพราะความผิดปกติของสมอง  และเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม  เป็นเหตุให้ในสมองไม่มีโปรแกรมสำหรับการอ่านเขียน  ทำให้เขาแยกตัวหนังสือไม่ออก  อ่านไม่ได้  ไม่เข้าใจการสะกดคำ  และเขียนหนังสือไม่ถูก  เขาจึงอ่านและเขียนหนังสือช้ากว่าเพื่อน  เป็นเหตุให้มีผลการเรียนต่ำ  แม้พ่อแม่จะบีบบังคับเขาหนักหนาเพียงใด  หรือแม้ว่าเขาจะมีไอคิวสูงเกิน 140  ผลการเรียนก็อาจไม่ได้ตามที่พ่อแม่คาดหวังอยู่ดี

อ่านต่อ >> “11 โรคจิตเวชในเด็ก ที่พ่อแม่ควรรู้” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

รีวิว โยเกิร์ต ยี่ห้อไหนดี เพื่อลูกน้อยและทุกคนในครอบครัว

รีวิว โยเกิร์ต ยี่ห้อไหนดี …เพราะ โยเกิร์ต เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนมซึ่งดีต่อสุขภาพ แต่ในการทานโยเกิร์ตสำหรับเด็กนั้น ยังเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนกังวลว่า ลูกจะสามารถทานโยเกิร์ตได้หรือไม่ และอายุเท่าไหร่จึงจะทานโยเกิร์ตได้  แล้วโยเกิร์ต ยี่ห้อไหนดี สำหรับลูกน้อยของเรา หรือดีสำหรับตัวคุณแม่เองที่กำลังควบคุมน้ำหนัก ทาง Amarin Baby & Kids จึงได้รวบรวม โยเกิร์ต ที่ลูกน้อยกินได้ คุณแม่กินดี มาฝากค่ะ

รีวิว โยเกิร์ต ยี่ห้อไหนดี สำหรับลูกน้อย

รีวิว โยเกิร์ต ยี่ห้อไหนดี

♦ โยเกิร์ตทำมาจาก?

โยเกิร์ต เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นมสด นมพร่องมันเนย หรือ นมถั่วเหลือง โดยการใช้แบคทีเรีย แลคโตบาซิลัส เอซิโดซิส และ สเตรปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลลัส เป็นหลักใส่ลงไปหมักผลิตภัณฑ์นมต่างๆ แบคทีเรียเหล่านี้ช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมให้เป็นกรดแลคติค ทำให้มีภาวะกรดและมีรสเปรี้ยว

♥ ประโยชน์ของโยเกิร์ต

ซึ่งโยเกิร์ตมีประโยชน์เหมือนนมทั่วไป คือ มีแคลเซียมและโปรตีนสูง แต่สิ่งที่โยเกิร์ตพิเศษกว่านมและผลิตภัณฑ์นมประเภทอื่น เพราะมีจุลินทรีย์ แลคโตบาซิลัส ซึ่งเป็นจุลินทรีย์สุขภาพ ที่ช่วยดูแลลำไส้และระบบขับถ่าย ที่สำคัญ คือจุลินทรีย์นี้จะช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสและโปรตีนในนมไปแล้วระดับหนึ่ง เมื่อเด็กทานแล้วร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้ง่ายขึ้น

อีกทั้งในเด็กที่มีอาการท้องผูก อันเนื่องมาจากการขาดเชื้อจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้หรือมีเชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้น้อย การกินโยเกิร์ตจะช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ในลำไส้เพื่อช่วยในระบบขับถ่ายของเด็กได้   โดยในเด็กวัย 1 ปีขึ้นไป สามารถทานโยเกิร์ตได้ แต่ไม่เหมาะสำหรับเด็กที่มีอาการแพ้โปรตีนนมวัว 

√ บทความแนะนำน่าอ่าน : นมดี 100% ให้ลูกดื่ม ในโครงการตามพระราชดำริของพ่อหลวง
√ บทความแนะนำน่าอ่าน : รีวิวนมวัว 100% (รสจืด) ห้ามพลาด!! สำหรับลูกวัย 1 ขวบขึ้นไป
√ บทความแนะนำน่าอ่าน : เทียบสารอาหาร นมสำหรับเด็กแพ้นมวัว

และสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักก็สามารถเลือกกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติแบบไขมันต่ำ หรือไม่มีไขมัน ก็สามารถช่วยได้ เพราะโยเกิร์ต  ทำมาจากนมที่เกิดจากการหมักระหว่างนมและโปรไบโอติกส์ หรือแบคทีเรียชนิดดีที่ยังมีชีวิต เมื่อรับประทานเข้าไป แบคทีเรียเหล่านี้จะไปสร้างความสมดุลให้จุลินทรีย์ในลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นเป็นปกติ ทั้งยังเสริมสร้างสุขภาพโดยรวมให้ดีขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้โยเกิร์ตที่ดีกับสุขภาพที่สุด คือ โยเกิร์ต รสธรรมชาติ แต่เด็กส่วนใหญ่จะไม่ชอบรสชาติที่จืดและเปรี้ยว คุณพ่อคุณแม่สามารถเติมผลไม้ที่ลูกชอบลงไปได้ เช่น ส้ม สตรอเบอรี่ หรือเลือกโยเกิร์ตรสผลไม้แทนได้ แต่ให้เลือกโยเกิร์ตที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกติดหวานซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ แต่ก็ควรเลือกแบบที่มีไขมันด้วยนะคะ เพราะเด็กยังต้องการพลังงานจากไขมันอยู่ จึงไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง หรือทานโยเกิร์ตแบบไม่มีไขมัน

ดังนั้นแล้ว เพื่อให้คุณแม่ๆ ได้เลือกซื้อโยเกิร์ตที่ดีเหมาะกับลูกน้อยและตัวเองจริง ๆ ทาง Amarin Baby & Kids จึงได้รวบรวมโยเกิร์ตรสธรรมชาติ มาเทียบสารอาหารกันแบบถ้วยต่อถ้วย ให้คุณแม่ได้พิจาณากันก่อนเลยค่ะ แล้ว โยเกิร์ต ยี่ห้อไหนดี สำหรับลูกน้อย และจะมีสารอาหารอะไรบ้าง ตามไปดูกันเลย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ “รีวิว โยเกิร์ต ยี่ห้อไหนดี สำหรับลูกน้อย” คลิกหน้า 2

รีวิว โยเกิร์ต ยี่ห้อไหนดี

√ ดูโยเกิร์ต รสธรรมชาติ แบบสูตรธรรมดา (เหมาะสำหรับลูกน้อย) คลิก!

√ ดูโยเกิร์ต รสธรรมชาติ แบบไขมันต่ำ คลิก!

√ ดูโยเกิร์ต รสธรรมชาติ แบบไม่มีไขมัน คลิก!

แม่ท้อง

แม่ท้อง อารมณ์แปรปรวน รับมืออย่างไร ไม่กระทบลูกในท้อง

นอกจากสภาพร่างกายของแม่ท้องที่เปลี่ยนไป จะทำให้คุณแม่รู้สึกอึดอัดหงุดหงิดได้แล้ว ฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงยังทำให้ แม่ท้อง อารมณ์แปรปรวน ร่วมด้วย ฉะนั้น เพื่อไม่ให้แม่ท้องต้องหงุดหงิดเครียด อันจะส่งผลต่อลูกน้อยในท้อง เราจึงชวนแม่ท้อง รับมืออารมณ์แปรปรวนได้อย่างเข้าใจค่ะ

ชวน แม่ท้อง รับมือ อารมณ์แปรปรวน

แม่ท้อง อารมณ์แปรปรวน รับมืออย่างไร

เข้าใจอารมณ์แปรปรวนของแม่ท้อง

ช่วงเวลาของการตั้งครรภ์เป็นช่วงแห่งความสุขและตื่นเต้นก็จริง แต่ในขณะเดียวกัน คุณแม่ก็รู้สึกเครียดและวิตกกังวลไปด้วย คุณแม่หลายท่านมีคำถามวนเวียนอยู่ในใจตลอดเวลา เช่น เอ๊ะ! เราจะเป็นแม่ที่ดีได้ไหมนะ ลูกจะแข็งแรงหรือเปล่า หนังสือคู่มือที่กำลังอ่านอยู่ดีที่สุดแล้วหรือยัง แล้วถ้ามีลูกอีกคนค่าใช้จ่ายจะมากขึ้นเท่าไร แล้วเราจะไหวไหม คุณสามีจะเห็นว่าเราอ้วนฉุ ไม่สวยเหมือนเดิมหรือเปล่า ความสัมพันธ์ของเรากับสามีและลูกคนโตจะเปลี่ยนไปไหม เราจะมีเวลาให้สามีและลูกพอไหม…

ความกังวลเหล่านี้บวกกับสรีระร่างกายที่เปลี่ยนไป และฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง อาจทำให้คุณแม่ที่เคยอารมณ์ดีแจ่มใสเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เราเรียกภาวะนี้ว่า “อารมณ์แปรปรวนในขณะตั้งครรภ์”

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ แม่ท้อง อารมณ์แปรปรวน ได้อย่างไร

ความเครียด ความอ่อนเพลีย เมื่อยล้า ฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนที่เปลี่ยนแปลง จะไปส่งผลต่อสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) ซึ่งเป็นตัวส่งต่อข้อมูลต่างๆ ในสมอง และควบคุมอารมณ์ โดยอารมณ์แปรปรวนจะเกิดมากที่สุดในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก คือช่วงตั้งครรภ์สามเดือนแรกคุณแม่จะมีฮอร์โมนแปรปรวนอยู่ จึงอาจทําให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดได้ แถมบางครั้งคุณแม่ยังมีภาวะกังวลซึมเศร้าอีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ท้องที่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ทำให้อาการอารมณ์แปรปรวนยิ่งเกิดได้ง่ายขึ้น แต่ส่วนใหญ่พอตั้งครรภ์เลย 4 – 5 เดือนไปแล้วหรือในช่วงไตรมาสที่ 2 อาการ แม่ท้อง อารมณ์แปรปรวน จะลดลงและหายไป จากที่เคยเหวี่ยง ในช่วงไตรมาสแรกๆ พอเข้าไตรมาสสองและสามอารมณ์ก็จะดีเหมือนก่อนตั้งครรภ์ค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ชวน แม่ท้องรับมืออารมณ์แปรปรวน คลิกต่อหน้า 2

ภัยร้าย ไข้เลือดออก ขณะตั้งครรภ์

ไข้เลือดออก ไม่ใช่แค่ทำอันตรายกับคนทุกเพศทุกวัย เพราะหากคุณแม่ท้องติดเชื้อนี้ก็ส่งผลอันตรายทั้งต่อตัวคุณแม่เองและลูกน้อยจนทำให้ถึงกับแท้งหรือตกเลือดได้ทั้งตอนตั้งครรภ์และขณะคลอด เราจึงชวนคุณแม่มาทำความรู้จักกับ ภัยร้าย ไข้เลือดออก ขณะตั้งครรภ์ กันค่ะ

ภัยร้าย ไข้เลือดออก ขณะตั้งครรภ์

ไข้เลือดออก ขณะตั้งครรภ์

อันตราย ไข้เลือดออก ขณะตั้งครรภ์ ทำแม่ท้องแท้ง ตกเลือด

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นแหล่งระบาดอย่างมากของไข้เลือดออก ซึ่งแต่เดิมส่วนใหญ่ผู้ป่วยไข้เลือดออกมักจะเป็นเด็ก แต่ปัจจุบันก็มีผู้ใหญ่ป่วยเป็นไข้เลือดออกเพิ่มสูงขึ้น สำหรับรายงานไข้เลือดออกในแม่ท้องในประเทศไทยนั้นพบได้น้อย ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีรายงานการเสียชีวิตที่แน่ชัด แต่หากคุณแม่ตั้งครรภ์ป่วยก็ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ลูกและแม่จึงรอดชีวิตค่ะ

ไข้เลือดออกจึงเป็นโรคที่แม่ท้องไม่อาจมองข้าม และควรทำความรู้จักและป้องกันโรคนี้ในขณะตั้งครรภ์อย่างดีอีกด้วย เรามาทำความรู้จักไข้เลือดออกในแม่ท้องกันค่ะ

ไข้เลือดออก คืออะไร

ไข้เลือดออก คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue) ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ประเทศไทยพบไข้เลือดออกได้ตลอดปี แต่มักระบาดในฤดูฝน หลังยุงกัด 3-15 วัน (เฉลี่ย 5-6 วัน) จึงจะมีอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ติดเชื้อเดงกีแต่ไม่มีอาการใดๆเลย สำหรับผู้ที่มีอาการรวมถึงแม่ท้อง อาการทางคลินิกแบ่งเป็น 3 แบบด้วยกันคือ

  1. มีไข้สูง อาจจะมีผื่นเป็นปื้นและจุดแดงๆ คล้ายหัดตามตัว มักจะเป็นในเด็กเล็ก
  2. มีไข้สูง ปวดรอบศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก อาการปวดกระดูกจะรุนแรงมากเหมือนกระดูกจะแตก (Break bone fever) มีผื่นและจุดเลือดออกตามผิวหนัง เจาะเลือดพบเม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ การทดสอบโดยการรัดแขนให้ผลบวกคือพบจุดเลือดออกเกิน 10 ต่อตารางนิ้ว อาการในกลุ่มนี้เรียก ไข้เดงกี พบในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ อาการมักไม่รุนแรง
  1. มีไข้สูง ปวดท้อง เบื่ออาหาร อาเจียน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตับโตกดเจ็บ มีจุดเลือดออกตามผิวหนังมีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ เช่น มีเลือดกำเดาไหล หรืออาเจียนเป็นเลือด เลือดออกในตับ ไต สมอง ฯลฯ มีการรั่วของน้ำเหลืองพลาสม่า ทำให้ความดันโลหิตต่ำและช็อก เรียกว่า กลุ่มอาการไข้เลือดออกช็อก (Dengue shock syndrome) ซึ่งอาจเกิดอันตรายถึงชีวิต

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม การตั้งครรภ์ไตรมาสต่างๆ กับไข้เลือดออก คลิกต่อหน้า 2

คลายสงสัย! 9 ปัญหานมแม่ ยอดฮิต ของคุณแม่มือใหม่

9 ปัญหานมแม่ ยอดฮิต ของคุณแม่มือใหม่ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “ มือใหม่ “ พอลูกน้อยทำอะไร หรือ เป็นอะไร ก็ดูสับสนอลหม่านกันไปหมด ว่าแต่มีเรื่องหนักอกหนักใจอะไรบ้างมาลองดูกัน คุณแม่มือใหม่อย่างเราจะได้เตรียมตัวรับมือได้ถูก

ปัญหานมแม่ คุณแม่มือใหม่

9 ปัญหานมแม่ ของ คุณแม่มือใหม่

  1. ตอนอยู่โรงพยาบาลไม่ร้องไห้ ไม่ขอดูดนม…แต่พอกลับบ้าน ทำไมร้องไห้ขอดูดนมตลอดเวลา

ปัญหานมแม่ ข้อแรกนี้เป็นเพราะทารกยังไม่รู้ตัวว่าตอนนี้เขาแยกออกจากอกแม่แล้ว เขายังคิดว่าอาหารจะมาตามสายสะดือเหมือนตอนอยู่ในท้องแม่ ทั้งนี้เด็กทารกแรกเกิดครบกำหนด และเป็นปกติ สามารถอยู่ได้โดยไม่กินอะไรเลยนาน 5-7 วัน น้ำหนักตัวจึงลดลง 10-12% ของน้ำหนักแรกเกิดโดยไม่เป็นอันตราย

ดังนั้น หากน้ำหนักตัวยังอยู่ในเกณฑ์ เขาจึงยังไม่รู้สึกหิว เวลาพยาบาลพามาให้ดูดนมแม่ เลยหลับมากกว่าดูด ทางที่ดีอย่าปล่อยให้เขาหลับอย่างสบายใจ ปลุกเขาให้ช่วยดูดกระตุ้นบ่อยๆทุก 2-3 ชั่วโมง โดยใช้อุ้งนิ้วโป้งและนิ้วชี้อยู่ในรักแร้ของทารก ท่านี้ช่วยให้ลูกตื่นตัว และเตรียมพร้อมจะดูดนม

อย่าร้องขอให้พยาบาลเสริมนมผง นอกจากทำให้เขาหลับมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว โอกาสติดขวดจนหลงลืมเต้านมแม่จะมีเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นในช่วง 1-2 วันแรกนี้ ลองใช้เครื่องปั๊มนมช่วยกระตุ้น ถึงไม่มีน้ำนมออกมาก็ไม่ผิดปกติอะไร

และเมื่อผ่านไป 3-4 วัน ได้เวลากลับบ้าน น้ำหนักตัวของเขาจะลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ที่ทำให้รู้สึกหิวแล้ว และเริ่มรู้ตัวว่าไม่ได้อยู่ในท้องแม่ ตอนนี้ละ เขาจะร้องหาแม่ เพื่อให้แม่อุ้มเขามาดูดและต้องการให้แม่กอดเขาไว้ตลอดเวลา เพราะเขาไม่คุ้นเคยกับเตียงนอน แสงสว่างจ้า และบรรยากาศรอบตัว จึงร้องไห้ทุกวันจนกว่าจะปรับตัวได้ ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

  1. ลูกเอามือผลักอกแม่ตอนดูด แปลว่า แม่ไม่มีน้ำนมหรือเปล่า?

หากเด็กที่เคยดูดนมขวดมาก่อน เป็นไปได้ที่เขาจะติดใจขวด เมื่อมาดูดนมแม่ที่ดูยากกว่าและนมไหลไม่เร็วทันใจเหมือนขวด เขาจะแสดงอาการหงุดหงิดได้ ดังนั้นหาก คุณแม่มือใหม่ ต้องการเริ่มฝึกให้ดูดนมแม่จากขวด ควรรอให้ลูกดูดนมแม่เป็น และดูดนมแม่ได้เก่งเสียก่อน ซึ่งก็คือ อายุ 1 เดือน

แต่หากเขาไม่เคยเจอขวดมาก่อนเลย การดูดไปดิ้นไป น่าจะเป็นเพราะมีลมในท้อง หรือท่าอุ้มในการดูดไม่ถูกต้อง วิธีแก้ไข ปัญหานมแม่ ข้อนี้คือ ให้ยาขับลมก่อนดูดนม จับเรอบ่อยๆ อุ้มอย่างถูกต้อง โดยลำตัวลูกแนบกับหน้าท้องแม่ ปากงับลึกถึงลานนมแม่ วิธีนี้จะทำให้ได้รับน้ำนมอย่างเต็มที่ ไม่มีหงุดหงิด

ติดตาม 9 ปัญหานมแม่ยอดฮิต ของคุณแม่มือใหม่ คลิกต่อหน้า 2

ลูกสะดือจุ่น + โป่ง อันตรายหรือไม่?

ลูกสะดือจุ่น หรือ สะดือโป่ง …อาการนี้มักพบได้กับทารกแรกเกิด ซึ่งอาจทำให้คุณแม่มือใหม่หลายคนที่เห็น อาจสงสัยว่าลูกเป็นอะไร อันตรายหรือเปล่า แล้วจะยุบหายไปหรือไม่?? Amarin Baby & Kids มีคำตอบมาฝากค่ะ

แม่สงสัย ลูกสะดือจุ่น + โป่ง อันตรายหรือไม่?

มีคุณแม่หลายท่านสงสัยและอาจมีความกังวลอยู่ไม่น้อยว่า  …ลูกน้อยมีอาการสะดือจุ่น โป่ง ปูด ขึ้นมามากจนน่ากลัว จะเป็นอันตรายกับลูกหรือไม่?  เช่นเดียวกับคุณแม่ท่านนี้ที่ได้ออกมาโพสต์ถามถึงอาการสะดือของลูกผ่านเฟซบุ๊กในชื่อ Bifern Fern โดยสอบถามแม่ๆ ท่านอื่นในกลุ่ม กลุ่มหนึ่งว่า….

สอบถามแม่ๆหน่อยค่ะ น้องหมอกอายุ 1เดือน2วันสะดือเป็นอย่างในรูป ไม่มีหนองไม่มีเลือดซึมไม่มีกลิ่นค่ะ ผิดปกติไหมค่ะ น้องมีงอแงบ้างนะค่ะและร้องเสียงดัง

ลูกสะดือจุ่น

ขอบคุณภาพจาก คุณแม่ Bifern Fern

ซึ่งก็มีคุณแม่ๆ หลายท่านที่มีประสบการณ์ออกมาแสดงความคิดเห็นมากมาย พร้อมแนะนำและบอกถึงอาการที่ทารกสะดือจุ่นนี้ว่า…

ลูกสะดือจุ่น ลูกสะดือจุ่น ลูกสะดือจุ่น

สะดือทารก  เป็นสิ่งที่คุณแม่รู้อยู่แล้วว่าต้องดูแลและเอาใจใส่กันเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างสายใยบางๆ ระหว่างคุณแม่และคุณลูกนั่นเอง  และเพราะว่าทารกนั้นยังไม่สามารถพูดหรือบอกอะไรได้หากมีอาการผิดปกติ ฉะนั้นคุณแม่และคุณพ่อต้องคอยสังเกตและเอาใจใส่ สะดือของลูกน้อย ตั้งแต่สายสะดือยังอยู่และหลุดไป ซึ่งก็อาจจะเกิดอาการให้น่าวิตกกังวลเหมือนที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ Bifern Fern

♦ อ่านต่อบทความแนะนำ : ภาวะปกติ VS ไม่ปกติของ สะดือเด็กแรกเกิด

ดังนั้นแล้วมาดูกันค่ะว่า เรื่องสะดือของทารกอาการแบบนี้ หรือแบบใดถึงเรียกว่าผิดปกติซึ่งคุณแม่และคุณพ่อควรระวังให้กับลูกน้อยและควรทำความสะอาดสะดือทารกและให้ทั่วถึง  เพื่อไม่ให้สะดือทารก และหากเกิดการติดเชื้อควรพบแพทย์

อ่านต่อ >> โรคไส้เลื่อนที่สะดือของลูกน้อยเป็นอย่างไร” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกวัยเตาะแตะ น้ำหนักเกิน

ลูกวัยเตาะแตะ น้ำหนักเกิน แก้ไขอย่างไรดี?

 

เด็กอ้วนจ้ำม่ำ พ่อแม่และคนเลี้ยงลูกย่ายาย มักมองว่าลูกหลานน่ารัก อ้วนท้วนสมบูรณ์ แต่รู้อะไรไหมคะ ภายใต้ความอ้วนจ้ำม่ำของเด็ก อาจซ่อนไว้ด้วยโรคภัยไข้เจ็บก็ได้ ลูกวัยเตาะแตะ น้ำหนักเกิน แม่ๆ กังวลใจกันไหมคะ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบในเรื่องลูกวัยเตาะแตะ น้ำหนักเกิน มาให้ได้ทราบกันค่ะ

ลูกวัยเตาะแตะ น้ำหนักเกิน แก้ไขอย่างไรดี?

ทางทีมงานได้รับข้อความจากคุณแม่ที่มีความกังวลเรื่องน้ำหนักตัวของลูก ที่ถามเข้ามาดังนี้ค่ะ

ลูกชายอายุ 3 ขวบ 6 เดือนเดินล้มบ่อยๆ ทั้งที่ไม่ได้สะดุดอะไร เขาบอกว่า แค่เข่าอ่อนเฉยๆเวลาไปเดินเล่นกันเขาเดินได้ไม่นานก็ขอให้แม่อุ้ม ตอนนี้เขาสูง 102 เซนติเมตร หนัก 22 กิโลกรัม คุณหมอประจำเคยบอกว่าน้องเริ่มมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน  คุณแม่จึงสงสัยว่าปัญหาการเดินของลูกเกิดจากสาเหตุนี้หรือเปล่า ที่สำคัญลูกไม่ยอมกินเนื้อสัตว์  กินแต่นม น้ำเต้าหู้ ไข่ต้ม ข้าวเปล่า และโจ๊ก ฟักทองเท่านั้น ถ้าได้กลิ่นเนื้อสัตว์เมื่อไรก็ทำท่าเหมือนจะอาเจียนทันที จึงนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัวไม่ได้เลย รบกวนคุณหมอช่วยให้คำแนะนำด้วยนะคะ

และเพื่อให้คุณแม่คลายกังวลใจในเรื่อง แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด จะตอบในเรื่องนี้ให้ค่ะ

จากคำถาม หมอประมวลปัญหาได้ดังนี้ค่ะ

1. น้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน

ลูกสูง 102 เซนติเมตร เทียบเท่ากับเด็กอายุ 4 – 4.5 ขวบ ควรมีน้ำหนักประมาณ 16 – 17 กิโลกรัม จึงจะมีรูปร่างสมส่วน แต่ เขาหนักอยู่ที่ 22 กิโลกรัม จึงเข้าข่ายเป็นเด็กอ้วน เพราะน้ำหนักตัวเกินร้อยละ 20 ของน้ำหนักที่ควรจะเป็น

หมอขอชื่นชมคุณแม่ที่ใส่ใจเรื่องน้ำหนักตัวเกินของลูก เพราะโรคอ้วนเป็นอันตรายส่งผลทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น เพิ่ม ความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคกระดูกและข้อเสื่อม

เมื่ออ้วนแล้วจะเป็นเด็กไม่คล่องแคล่วเคลื่อนไหวได้ช้า เสียการทรงตัวได้ง่าย ด้านจิตใจอาจเป็นเด็กที่ไม่มีความสุข เนื่องจาก  ถูกล้อเลียน เพื่อนๆ ไม่อยากให้เข้ากลุ่มในการแข่งขันกีฬา เป็นต้น

2. การแก้ไขปัญหาโรคอ้วน ทำได้โดย

ควบคุมปริมาณอาหาร ไม่กินแป้ง น้ำตาลไขมันมากเกินไป ให้กินผักผลไม้ที่ไม่มีรสหวานจัด งดอาหารขยะ น้ำอัดลม ขนมหวาน ขนมถุงขบเคี้ยว อาหารทอด ปริมาณนมที่มากเกินไป ก็ทำให้เป็นโรคอ้วนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นนมรสหวาน นมเปรี้ยว ส่วนเครื่องดื่มรสช็อกโกแลต โกโก้ นมสำหรับเด็กที่มีปัญหาเบื่ออาหาร หมอไม่แน่ใจว่าคุณแม่อาจกำลังให้ลูกกินนมชนิดนี้อยู่หรือไม่ เพราะนมพวกนี้อาจทำให้เด็กกินข้าวยากมากขึ้นเนื่องจากอิ่มนม นอกจากนี้ยังทำให้เด็กติดหวานและมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลพลอยได้ที่คุณแม่บางท่านต้องการแต่ลูกของคุณแม่ท่านนี้มีปัญหาน้ำหนักตัวเกินอยู่แล้ว

การออกกำลัง อาจเป็นการเล่นกีฬาหรือการหากิจกรรมให้ลูกได้เคลื่อนไหวมากๆ ลดกิจกรรมที่อยู่เฉยๆ เช่น การดูทีวี เล่นเกมคอมพิวเตอร์

อ่านต่อ >> ลูกมีปัญหาเลือกกิน และ ล้มบ่อย หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกฟันผุ ทำยังไงดี

ลูกฟันผุ ทำยังไงดี ปัญหาสุขภาพฟันลูกที่แม่กลุ้มใจ

ฟันชุดแรกที่เรียกว่าฟันน้ำนมจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ 6 เดือนเป็นต้นไป ซึ่งถ้าดูแลฟันน้ำนมลูกให้ดีก็จะส่งผลถึงฟันชุดที่สอง นั่นคือฟันแท้ ที่จะเริ่มขึ้นหลังจากฟันน้ำนมหลุดตอนลูกอายุได้ 6-7 ปีเป็นต้นไป แต่ระหว่างนี้ถ้าดูแลฟันไม่ดี อาจเกิดผุขึ้นได้ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบที่พ่อแม่ถามกันเข้ามามากว่า ลูกฟันผุ ทำยังไงดี จะแก้ไขด้วยวิธีใดได้บ้าง?

 

ลูกฟันผุ ทำยังไงดี ?

เพิ่งพาลูกชายอายุ 3 ขวบไปหาหมอฟันมาค่ะ  มีฟันผุ 2 ซี่แล้ว ควรจัดหรือระวังอาหารอะไรที่จะทำให้ลูกมีสุขภาพฟันที่แข็งแรงคะ

ฟันผุเกิดจากแบคทีเรียที่อยู่ในปากย่อยน้ำตาล (กลูโคสฟรักโทส ซูโครส) ที่เกาะติดกับเนื้อฟัน ทำให้เกิดสารที่เป็นกรดทำลายเคลือบฟัน ซึ่งปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงทำให้ฟันผุ ได้แก่

  1. โรคพันธุกรรมบางอย่าง หรือเป็นคนที่มีเนื้อฟันบางกว่าคนอื่น
  2. ได้รับสารอาหารไม่ครบขณะคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นโรคขาดสารอาหาร
  3. ฟันอยู่ชิดกัน มีหลุมร่องฟันลึก
  4. การกินนมขวด การดูดนมหลับคาปาก
  5. ไม่ได้แปรงฟันให้สะอาด หรือไม่ได้ใช้ไหมขัดฟัน
  6. การกินขนมที่เหนียวติดฟัน มีแป้งและน้ำตาล น้ำหวาน น้ำผลไม้ น้ำอัดลม
  7. กินอาหารจุบจิบตลอดเวลา

การแปรงฟันอย่างเดียวอาจไม่พอ คุณแม่ควรต้องดูแลเรื่องอาหารการกินให้ลูกด้วย เพราะการกินอาหารที่มีประโยชน์ จะช่วยลดการเกิดลูกฟันผุได้ค่ะ

อ่านต่อ >> อาหารที่ดีต่อสุขภาพฟันของลูกน้อย หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

บริจาคเสื้อผ้าให้คนยากไร้ และเด็กน้อย ในที่ทุรกันดาร เรื่องง่ายๆพ่อแม่สอนลูกได้

บริจาคเสื้อผ้าให้คนยากไร้ เพราะปัญหาความยากจน ยังถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังแก้ไม่หมดไปจากสังคม  ซึ่งปัญหาเหล่านี้มักมีให้เห็นกันอยู่มากตามท้องถิ่นต่างๆ  โดยล่าสุดโลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราวชีวิตที่น่าสงสารของเด็กน้อยที่เกิดมามีชีวิตที่ต้องสู้ ต้องอดทนกับความลำบาก

ส่งต่อสะพานบุญ บริจาคเสื้อผ้าให้คนยากไร้ และเด็กน้อย ในที่ทุรกันดาร

 

ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยสมาชิกเฟซบุ๊กใช้ชื่อ Somchai Somchai โดยระบุข้อความเอาไว้ว่า

ร่วมด้วยช่วยกันครับ…เพื่อสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและเอื้ออาทรต่อกัน…..เพราะแท้จริงแล้วความสุขของพวกเราแต่ละนั้นต่างก็เชื่อมโยงใยถึงกันหมด…และเราเองก็คงมีความสุขอยู่ไม่ได้ ท่ามกลางพี่น้องร่วมชาติที่กำลังเดือดร้อนลำเค็ญทุกข์กายทุกข์ใจ… พอช่วยอะไรได้ก็คงต้องช่วยกันไปครับ ..กินมีเหลืออะไรก็สามารถส่งไปได้นะครับ…ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้อุปกรณ์การเรียนข้าวสารอาหารแห้งเสื้อผ้ารองเท้าของเล่น เสื้อกันหนาว ผ้าห่ม อะไรก็ได้ทั้งนั้นครับ เพราะที่ผมไปเห็นมานั้น เหมือนกับว่าเขาแทบจะไม่มีอะไรเลยครับ น่าสงสารครับ… ผมไปอยู่นั้นสามวันมีเด็กหลายคนครับที่ใส่เสื้อและกางเกงตัวเดิมทั้งสามวันครับ…..ใครอยากจะบริจาคอะไรก็สามารถส่งไปได้ ตามที่อยู่นี่เลยนะครับผม
  • นายสมชาย ศิริเทพทรงกลด (แจกชาวเขา) วัดไร่ขิงพระอารามหลวง 51 หมู่ 2 ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 73210 084-3152888
  • ด.ต.มิตร สมหมาย(ฝากแจกชาวบ้านบ้านปอเล้อ) ร้อย ตชด.344 ต.แม่ต้าน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก 63150 โทร.087 8481287
  • หรือส่งที่ กองสวัสดิการสังคม (ฝากของให้น้องๆ และชาวบ้านปอเล้อ) อบต.แม่สอง 222 ม.2 ต.แม่สอง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก 63150

ร่วมด้วยช่วยกันครับ…เพื่อสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและเอื้ออาทรต่อกัน…😔…เพราะแท้จริงแล้วความสุขของพวกเราแต่ละนั้นต่า…

โพสต์โดย Somchai Somchai บน 25 มีนาคม 2017

 

ช่วยกันครับ..🙏..ผมจะเดินทางไปแจกของเด็กๆ และชาวบ้านในพื้นที่…ที่ห่างไกลและยากแก่การเข้าถึง.. บริเวณอำเภอท่าสองยาง จังห…

โพสต์โดย Somchai Somchai บน 26 มีนาคม 2017

 

ทั้งนี้ล่าสุดหลังจากโพสขอรับบริจาคทั้งเงินและสิ่งของไป ต่างก็มีธารน้ำใจหลั่งไหลกันมามากมาย โดยทางด้านคุณ Somchai Somchai ได้ออกมาชี้แจงความเคลื่อนไหวเรื่องการบริจาคดังนี้

ประกาศๆ ปิดรับบริจาคเงินสด โครงการแจกเครื่องอุปโภคบริโภคให้เด็กๆ และพี่น้องชาวเขานะครับ😊เพราะว่ายอดบริจาคเงินสดตอนนี้เท่าที่รวมยอดได้จากคอมเม้นต์โดยทีมจิตอาสานั้น ได้ยอดเงินเกิน 100,000 บาทแล้วนะครับ คิดว่าเพียงพอต่อการดำเนินกิจกรรมเบื้องต้นแล้วนะครับ และยังมีอีกหลายคอมเม้นต์ที่ยังไม่ได้รวบรวมเงินเข้าไปนะครับ ผมจะสรุปยอดเงินให้อีกครั้งนึง แต่ปัจจุบันนี้คิดว่าเงินพอในการดำเนินงานแล้วครับ จึงขอประกาศปิดรับเงินบริจาคตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปนะครับ ส่วนอุปกรณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นข้าวสารอาหารแห้งเสื้อผ้าทุกอย่างสามารถบริจาคได้ที่วัดไร่ขิงเหมือนเดิมนะครับอนุโมทนาบุญด้วยนะครับ

โดยทางคุณ Somchai Somchai แจ้งเพิ่มเติมว่าผู้ที่ประสงค์จะบริจาคสิ่งของสามารถส่งของตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ได้ก่อนสงกรานต์ และในช่วงปลายเดือนเมษายนก็จะดำเนินการไปบริจาคของตามหมู่บ้านต่างๆ ที่ระบุไว้ โดยบอกว่า

ต้องรอปรึกษากันกับทีมงานหลายฝ่าย…ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมสิ่งของบริจาคและจัดเตรียมคัดแยกเป็นหมวดหมู่เพื่อนำส่งครับ… ส่วนเรื่องจำนวนเด็กและจำนวนชาวบ้านที่แน่นอนนั้น ผมกำลังรวบรวมข้อมูลอยู่นะครับ..ว่าจะต้องจัดซื้อของจำนวนกี่ชุด เพื่อแจกชาวบ้านอย่างน้อย 7 หมู่บ้าน…จากจำนวนเงินที่ทุกท่านบริจาคมา ส่วนใครอยากจะไปด้วยนั้นสามารถไปได้ทุกคนครับ….ขอให้ติดตามกันในเฟสเรื่องวันเวลานะครับ เดี๋ยวไม่นานผมจะสร้างไลน์กลุ่มเพื่อการพูดคุยประสานงานกัน…

เพราะการทำความดีมีหลากหลายรูปแบบ และคนเป็นพ่อแม่สามารถปลูกฝังให้ลูกได้มากมาย หลากหลายวิธียิ่งถ้าเราปลูกฝังลูกตั้งแต่เล็ก ในเรื่องการ “ให้” ให้ลูกรู้จักความสุขจากการเป็นผู้ให้ เท่ากับปลูกฝังสิ่งดีงามในตัวลูก ให้เขาสามารถอยู่ในสังคม และเป็นผู้สร้างสังคมที่ดีต่อไปได้ ฉะนั้นการสอนลูกทำความดี มิใช่แค่การไหว้พระ ทำบุญอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีวิธีอื่นๆ อีกมากมาย

ซึ่งการสอนให้ลูกรู้จักการบริจาคทาน ไม่ว่าจะเป็นบริจาคเงินหรือบริจาคสิ่งของ ถ้าเป็นการบริจาคเงิน พ่อแม่อาจสอนให้ลูกเก็บเงินค่าขนมเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส หรือถ้าบริจาคสิ่งของก็อาจจะเริ่มจากการบริจาคสิ่งของที่เกินความต้องการ เช่น เสื้อผ้า ของเล่น หนังสือ หรืออุปกรณ์อื่นๆ โดยให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกสิ่งของเพื่อนำไปบริจาคตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและต้องการความช่วยเหลือ ขณะเดียวกันก็สอนให้ลูกรู้จักการแบ่งปันให้กับผู้อื่นที่ด้อยโอกาสกว่าเรา
       
การสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน รู้จักการให้ ก็ควรจะปลูกฝังถึงความรู้สึกมีความสุขในการเป็นผู้ให้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างนิสัยที่ดีต่อไปในภายภาคหน้า

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก!


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : คุณ Somchai Somchai

อ่านต่อ >> “วิธีเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กมีน้ำใจ” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกได้รับสารอาหารเพียงพอหรือเปล่า? “ไมโล แชมป์แบนด์” บอกได้ ช่วยแม่คลายกังวล

เพราะสุขภาพที่ดีส่งผลต่อพัฒนาการที่ดีของลูก คุณแม่จึงมักจะเป็นกังวลเรื่องโภชนาการของลูกว่า ลูกกินน้อย จะแข็งแรงไหม จะได้รับพลังงานและสารอาหารเพียงพอในแต่ละวันหรือไม่ หรือเด็กบางคนกินเยอะทำกิจกรรมน้อย จะกระตุ้นลูกอย่างไรให้กระฉับกระเฉงและแอคทีฟมากขึ้น “ไมโล” มีไอเทมใหม่ ที่ช่วยคุณแม่ติดตามพัฒนาการของลูก พร้อมคำแนะนำในการปรับปรุงโภชนาการให้กับลูกรักอย่างสมดุล ไปรู้จักกับผู้ช่วยคุณแม่ยุคใหม่ที่มีชื่อว่า “ไมโล แชมป์แบนด์” กันค่ะ

ติดตามพัฒนาการของลูกทุกก้าว ด้วย “ไมโล แชมป์แบนด์”

ไมโล แชมป์แบนด์ คืออะไร?

  • “ไมโล แชมป์แบนด์” คือสายรัดข้อมือสำหรับเด็กอายุ 7-12 ปี ที่ช่วยวัดพลังงานของเด็กผ่านจำนวนก้าว ระยะทาง ระยะเวลา และปริมาณแคลอรีที่เผาผลาญไปจากการเคลื่อนไหวและออกกำลังกาย
  • ตรวจสอบพัฒนาการของลูกได้ง่ายๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือของคุณ ด้วยการเชื่อมต่อ “ไมโล แชมป์แบนด์” กับ “แอปพลิเคชันไมโลแชมเปี้ยน”
  • เพียงคุณแม่ใส่ข้อมูลอาหารที่ลูกรับประทานในแต่ละมื้อ และเชื่อมต่ออุปกรณ์กับแอปพลิเคชันไมโลแชมเปี้ยน คุณแม่ก็จะรู้ได้ทันทีว่าลูกได้รับพลังงานและสารอาหารเพียงพอในแต่ละวันหรือไม่
  • พร้อมคำแนะนำ เพื่อวางแผนโภชนาการและการออกกำลังกาย หรือกิจกรรมแอคทีฟของลูกในแต่ละวันได้อย่างสมดุล

นอกจากนี้ทุกการใช้งานแอปพลิเคชัน หรือการเข้าร่วมกิจกรรม เด็กๆ ยังจะได้รับคะแนนสะสม เพื่อแลกรับของรางวัลสุดพิเศษ และสามารถสนุกกับไมโล แชมป์แบนด์ได้มากขึ้น ผ่านเนื้อหาในแอปพลิเคชันไมโลแชมเปี้ยน และการแข่งขันกับเพื่อนๆ ที่ใช้ไมโล แชมป์แบนด์คนอื่นๆ

ไม่เพียงเท่านั้น เด็กๆ ยังจะได้เรียนรู้ทักษะกีฬาใหม่ๆ ผ่านคลิปการฝึกสอนของ ริคาร์โด้ กาก้า อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบราซิล ที่จะมาสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ เอาชนะตัวเองให้เก่งขึ้นในทุกๆ วัน

ไมโล แชมป์แบนด์ จึงไม่ใช่เพียงอุปกรณ์เพื่อติดตามพัฒนาการของลูกเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมมากมายให้เด็กๆ ได้ร่วมสนุกกับ แอปพลิเคชันไมโลแชมเปี้ยน กระตุ้นให้ลูกมีกิจกรรมแอคทีฟ และภาคภูมิใจกับผลงานความสำเร็จของตน อีกทั้งคุณแม่ยังสามารถให้รางวัลชื่นชมคนเก่ง ในผลงานความสำเร็จของลูกได้อีกด้วย เรียกได้ว่าทั้งสนุก และช่วยให้คุณแม่มั่นใจได้ว่า สามารถดูแลโภชนาการและส่งเสริมพัฒนาการของลูกได้อย่างเต็มศักยภาพในทุกก้าว

“ไมโล แชมป์แบนด์” ตอบโจทย์คุณแม่ที่ห่วงใยสุขภาพลูกรัก

รีวิวจากคุณแม่ … ใช้แล้วดีจริง จึงบอกต่อ
น้องออกัส อายุ 11ปี กำลังอยู่ในวัยที่กำลังเจริญเติบโต จึงมีทำให้ร่างกายมีความต้องการสารอาหารอย่างเต็มที่ อีกทั้งเด็กในวัยนี้โภชนาการเป็นสิ่งที่สำคัญ เด็กควรได้รับสารอาหารครบถ้วนเพื่อที่ร่างกายจะนำไปพัฒนาสมองและการเจริญเติบโตของร่างกาย ปัจจุบันโลกเราเปลี่ยนไป ในรุ่นลูกคือเด็ก GEN Z สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวล้วนแล้วแต่มีการพัฒนามากขึ้นเช่นกัน  รวมไปถึงเชื้อโรคในยุคปัจจุบันด้วย

ดังนั้น เราจำเป็นต้องให้ลูกของเรามีสุขภาพที่แข็งแรง นั่นคือได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ประกอบกับการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัย แม่เลือกใช้ ไมโล แชมป์แบนด์ สายรัดข้อมือซึ่งเป็นตัวช่วย ทำให้แม่ได้ทราบว่าในแต่ละวัน ลูกได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อ Activity ของลูกหรือเปล่า และการเคลื่อนไหวร่างกาย การก้าวเดิน การเผาผลาญพลังงานในร่างกายของลูกเหมาะสมแล้วหรือยัง อีกทั้งสายรัดข้อมือยังช่วยในเรื่องการเสริมสร้างการมีภาวะโภชนาการที่เหมาะสม สอดคล้องกับการมีแอคทีฟไลฟ์สไตล์ของเด็กรุ่นใหม่

ซึ่งไมโล แชมป์แบนด์  ใช้ง่ายมากเพียงแค่เราโหลดแอพพลิเคชั่นบนมือถือ  แล้วลิงก์กับสายรัดข้อมือ เพียงเท่านี้เราก็จะทราบถึงการใช้พลังงานที่เหมาะสมของเด็กๆ ในแต่ละวันผ่านทุกก้าวเดิน หรือการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ และในแอพยังมีเมนูอาหารให้เราเลือกควบคู่ไปกับปริมาณอาหารที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกในแต่ละช่วงวัย ซึ่งแม่คิดว่าไมโล แชมป์ แบนด์ตอบโจทย์และเหมาะสมกับการเสริมสร้างให้ลูกมีภาวะโภชนาการที่เหมาะสมควบคู่ไปพร้อมการออกกำลังกายจริงๆ ค่ะ

วิธีใช้งาน ไมโล แชมป์แบนด์ และ แอปพลิเคชันไมโลแชมเปี้ยน
วิธีใช้งาน ไมโล แชมป์แบนด์ เพื่อติดตามพัฒนาการและโภชนาการของลูกก็ง่ายมากค่ะ เพียงชาร์จไมโล แชมป์แบนด์เข้ากับ USB ของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือต่อเข้ากับอแดปเตอร์แล้วเสียปลั๊ก ชาร์จทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมงในการใช้งานครั้งแรก ระหว่างนั้นคุณแม่ก็มาทำการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันโดยไปที่ App Store หรือ Google Play แล้วค้นหาคำว่า “Milo Champions” จากนั้นกด “รับ” หรือ “ติดตั้ง” แอพพลิเคชั่นลงมือถือ หรือคลิกลิงก์ด้านล่างเพื่อดาวน์โหลด

เมื่อติดตั้งแล้วให้คุณแม่ลงทะเบียนง่ายๆ เพียงกรอกข้อมูลสั้นๆ หรือจะล็อคอินผ่านเฟซบุ๊คก็ได้ง่ายทันใจ เสร็จแล้วไปดูที่อีเมลเพื่อยืนยันการลงทะเบียนค่ะ

เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว คุณแม่ก็สามารถสร้างโปรไฟล์ของลูกได้ทันที โดยใส่ข้อมูลต่างๆ ของลูก

จากนั้นทำการเชื่อมต่อไมโล แชมป์แบนด์กับแอปพลิเคชัน โดยข้อมูลพลังงานของลูกจะถูกเพิ่มอัตโนมัติ เมื่อคุณแม่เพิ่มข้อมูลอาหารที่ลูกรับประทานในแต่ละมื้อ ระบบจะนับก้าวเดิน ระยะทาง ระยะเวลา และปริมาณแคลอรีที่เผาผลาญไปจากการเคลื่อนไหวและออกกำลังกาย เพื่อให้คำแนะนำคุณแม่ว่าจะสามารถสร้างสมดุลในการใช้พลังงานของลูกได้อย่างไร ด้วยการรับประทานอาหารที่เหมาะสมในปริมาณที่ถูกต้องและกระตุ้นการออกกำลังกายให้ลูกใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงมากขึ้นนั่นเองค่ะ

ภายในชุด MILO ชุดสายรัดข้อมือ Champ Squad Starter Kit ประกอบด้วย
– 1x ไมโล แชมป์แบนด์ (19 เซนติเมตร)
– 1x สายชาร์จ USB
– 1x ไมโล 3อิน1 ขนาด 15 ซอง

หาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ Lazada ราคาเพียง 899 บาทเท่านั้น
http://www.lazada.co.th/milo-champ-squad-starter-kit-12553970.html

ลูกน้ำลายยืด

ลูกน้ำลายยืด แบบไหนผิดปกติ?

 

มีคุณแม่ถามกันเข้ามาว่า ตอนนี้ลูก 6 เดือนกว่า ลูกน้ำลายยืดไหลเยอะจัง? คุณแม่ไม่ต้องตกใจ เพราะอาการน้ำลายไหลแบบ นี้ แสดงว่าฟันน้ำนมกำลังจะขึ้น เหงือกที่ถูกกระตุ้นด้วยฟันที่ค่อยๆ งอกออกมาส่งผลให้ต่อมน้ำลายผลิตน้ำลายมากขึ้น ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะพาไปพบคำตอบกันว่า ถ้าลูกน้ำลายยืดในช่วงวัยที่มากกว่านี้ จะมีอะไรผิดปกติหรือไม่

 

ลูกน้ำลายยืด เรื่องที่พ่อแม่มือใหม่อาจยังไม่รู้!

ลูกชายวัย 1 ขวบ 6 เดือนมีฟันขึ้นครบหมดแล้ว พัฒนาการทางร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี แต่ที่น่ากังวลคือ มักมีน้ำลายยืดอยู่ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเวลากินอาหารหรือเวลาอื่นๆ อยากทราบว่าอาการเช่นนี้เป็นสัญญาณของปัญหาทางพัฒนาการหรือไม่?

และเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้รับคำตอบที่ถูกต้อง ชัดเจนในเรื่องของการที่เด็กมีภาวะน้ำลายยืด แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด จะมาอธิบายให้ได้ทราบกัน ตามนี้ค่ะ

ภาวะน้ำลายยืดเป็นภาวะที่ปกติในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ พบได้ในเด็กบางคนที่มีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อในช่องปากและคอยังพัฒนาไม่เต็มที่ (Delay Maturation) เปรียบเสมือนเด็กบางคนเดินเร็ว พูดเร็ว ฝึกขับถ่ายได้เร็ว ขณะที่เด็กปกติบางคนอาจเดินช้า พูดช้ากว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ย แต่ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด บางคนมีอาการเป็นพักๆ ตามจังหวะที่ฟันจะขึ้น

แต่หากเกิดขึ้นในเด็กอายุเกิน 4 ขวบขึ้นไป ภาวะนี้ถือว่าผิดปกติ อาจเกิดจากปัญหาสมองพิการ เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาหรือปัญญาอ่อน ปัญหาลิ้นใหญ่คับปาก ฟันผุ ปัญหาโรคเหงือก แผลในปากจากติดเชื้อไวรัส เช่น เริม โรคมือ เท้า ปาก เป็นหวัดหรือไซนัส ทำให้หายใจทางจมูกไม่สะดวก ต้องอ้าปากหายใจ นํ้าลายจึงไหลออกมาเพราะปิดปากไม่ได้  โครงสร้างของช่องปาก คาง หรือใบหน้าผิดรูป การสบฟันผิดปกติ หรือปัญหาน้ำลายหลั่งมากกว่าปกติจากการกินยาบางอย่าง

น้ำลายยืดทำให้เสียบุคลิก ถูกเพื่อนล้อ ทำให้เกิดปัญหาด้านจิตใจตามมา ผิวหนังที่โดนน้ำลายอักเสบจากการระคายเคืองและ ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน พ่อแม่หรือผู้ดูแลต้องคอยตามเช็ดปากหรือเปลี่ยนผ้ากันน้ำลายบ่อยๆ อาจพบปัญหาพูดไม่ชัด หรือพูดช้าร่วมด้วย เนื่องจากการพูดต้องอาศัยความสามารถในการขยับลิ้นและปากเช่นเดียวกับการกลืนน้ำลาย

อ่านต่อ >> น้ำลายยืดที่ผิดปกติในเด็ก รักษาได้อย่างไร? หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ปากมดลูกหลวม เสี่ยงแท้ง คลอดก่อนกำหนด

ปากมดลูกหลวม เสี่ยงแท้ง คลอดก่อนกำหนด หลายครั้งที่มีคุณแม่ท้องมาพบแพทย์ด้วยอาการแท้ง ที่ไม่มีอาการปวดท้อง หรือเลือดออกมากนัก ปัญหานี้พบได้หากคุณแม่ท้องมีปากมดลูกหลวม ดังนั้นเราจึงมาไขความรู้เรื่อง ปากมดลูกหลวมเสี่ยงแท้ง คลอดก่อนกำหนดมาให้คุณแม่ได้รู้จักกันค่ะ

ปากมดลูกหลวม

ปากมดลูกหลวม เสี่ยงแท้ง คลอดก่อนกำหนด

ปากมดลูกหลวม คืออะไร ?

ปากมดลูกหลวม (lncompetence of Cervix) เป็นความผิดปกติของปากมดลูกที่พบไม่ได้บ่อยนัก แต่หากคุณแม่ท้องมีภาวะนี้ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสี่ยงแท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้ แต่ก่อนที่จะรู้จักว่าปากมดลูกหลวมเป็นอย่างไร มารู้จักกันสภาพมดลูกและปากมดลูกที่เป็นปกติกันก่อนค่ะ

มดลูกของคุณแม่ หากเปรียบง่ายๆ ให้เห็นภาพจะเหมือนกับขวดใส่น้ำ โดยมดลูกจะเหมือนขวดน้ำที่คว่ำเอาปากขวดลงด้านบนหรือด้านในของช่องคลอด ซึ่งปกติแล้วขวดน้ำจะมีจุกหรือฝาปิดปากไม่ให้น้ำไหลออกมาแม้ว่าจะคว่ำขวด แต่สำหรับปากมดลูกจะมีคุณสมบัติพิเศษต่างจากขวดน้ำธรรมดา นั่นคือ ปากขวดหรือปากมดลูกจะสามารถตีบลงหรือขยายออกได้โดยไม่จำเป็นต้องมีจุกหรือฝาปิด

ซึ่งขณะตั้งครรภ์ปากมดลูกของคุณแม่นั้นจะมีการตีบแคบจนปิดสนิท และสามารถรองรับน้ำหนักของถุงน้ำคร่ำและลูกน้อยในท้องได้สบาย จนเมื่อคุณแม่เจ็บท้องและคลอด ปากมดลูกจึงจะบางตัวลงและเปิดขยายใหญ่ขึ้นเพื่อทำให้ลูกน้อย รก และถุงน้ำคร่ำคลอดออกมาได้

ปากมดลูกหลวม คือ ปากมดลูกไม่แข็งแรง

หากคุณแม่มีปากมดลูกแข็งแรงปกติก็จะไม่มีปัญหาการตั้งครรภ์ ลูกน้อยเติบโตอยู่ในท้องได้ยาวนานตามปกติ แต่คุณแม่ที่มีภาวะปากมดลูกไม่แข็งแรงหรือปากมดลูกหลวม จะมีภาวะของปากมดลูกที่เสียการยืดหยุ่นเนื้อเยื่อจะเกาะกันอย่างหลวมๆทําให้ปากมดลูกเปิดออกได้ง่าย เมื่อตั้งท้องได้ไม่นาน ถุงน้ำคร่ำน้ำคร่ำและลูกในท้องที่มีการเติบโตและน้ำหนักมากขึ้น หากปากมดลูกของคุณแม่หลวมจะทำให้รับน้ำหนักไว้ไม่ไหว ปาดมดลูกมีการเปิดขยายก่อนเวลาอันควร ยิ่งคุณแม่เดินหรือยืนมากๆ แรงโน้มถ่วงของโลกก็จะยิ่งทําให้ปากมดลูกของคุณแม่รับน้ำหนักไม่ไหว แล้วเปิดออกมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ถุงน้ำคร่ำ ซึ่งมีน้ำคร่ำ และลูกน้อยอยู่ข้างใน จะย้วยหรือห้อยผ่านปากมดลูกออกมา ในที่สุดทั้งหมดก็จะหลุดออกมาจากโพรงมดลูก มีน้ำเดินแล้วแท้ง หรือคลอดก่อนกำหนดได้ ต่างจากคุณแม่ที่มีปากมดลูกแข็งแรงดี ซึ่งแม้คุณแม่จะครบกําหนดอายุครรภ์คลอดหรือลูกน้อยในครรภ์ถึง 4 กิโลกรัมปากมดลูกก็จะยังคงปิดอยู่

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ปากมดลูกหลวมเสี่ยงแท้ง คลอดก่อนกำหนด คลิกต่อหน้า 2