นมแม่ สร้างสมองลูก

นมแม่ ช่วยสร้างสมองลูก โต 20-30%

นมแม่ ช่วยสร้างสมองลูก โต 20-30% มีคุณแม่หลายท่านเริ่มกังวลว่า ให้นมแม่ได้ไม่เกิน 6 เดือน จะทำให้ลูกฉลาดน้อยกว่าเด็กที่กินนมแม่นานๆ

นมแม่ ช่วย สร้างสมองลูก

นมแม่ ช่วยสร้างสมองลูก โต 20-30%

เด็กจะมีความฉลาดขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้

    1. พันธุกรรม
    2. การเลี้ยงดู
    3. สารอาหารที่มีผลต่อสมอง

หากเด็กมีพันธุกรรมเดียวกันได้รับการเลี้ยงดูที่เหมือนกัน ไม่ได้รับสารพิษต่อสมอง เช่น อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารปรอทหรือสารตะกั่ว แต่ต่างกันที่การได้รับสารอาหารไม่เหมือนกัน สำหรับสารอาหารที่บํารุงสมอง ได้แก่ ทอรีน ดีเอชเอ อัลฟ่าแลคตัลบูมิน ไอโอดีน ธาตุเหล็ก รวมไปถึง สารอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ต่างๆ

ใครได้รับสารอาหารเหล่านี้ครบถ้วน และกินเวลายาวนานกว่า ย่อมมีพัฒนาการทางสมองที่ดีกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากได้กินแต่นมแม่อย่างเดียว โดยไม่ได้รับอาหารเสริมตามวัย เด็กคนนั้นก็ไม่ได้ฉลาดกว่าเด็กคนอื่นที่กินอาหารครบถ้วน เช่นเดียวกัน

เมื่อแรกเกิดสมองมนุษย์พัฒนามาเพียง 30% เท่านั้น อีก 70% จะพัฒนาต่อจนเสร็จสมบูรณ์ในอีก 6-7 ปี ส่วนที่สร้างเสร็จช้าที่สุดคือ ปลอกหุ้มเส้นประสาท ซึ่งต้องอาศัย ดีเอชเอ ที่มีอยู่ในนมแม่ และอาหารตามวัย เช่น

อะโวคาโด ปลาน้ําจืด ปลาทะเล ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดพืช แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะทําให้ลูกฉลาดไม่ได้อาศัยแค่การกินเท่านั้น ยังต้องควบคู่กับการเลี้ยงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการในทุกๆ ด้านด้วย แม้จะไม่สามารถรับประกันได้ว่าการกินนมแม่ จะทําให้ลูกคว้ารางวัลโนเบล แต่จากงานวิจัยหลายชิ้นในปัจจุบัน พบว่านมแม่ มีส่วนในการพัฒนาสมอง จริง!!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม นมแม่ ช่วย สร้างสมองลูก โต 20-30% คลิกต่อหน้า 2

ใหม่! ตรวจ AMH รู้ปริมาณไข่ผู้หญิงได้ก่อนท้อง

รู้หรือไม่ 1 ใน 4 ของคู่สมรสในประเทศกำลังพัฒนามีปัญหาด้านการมีบุตรยาก และยิ่งผู้หญิงแต่งงานหรือมีลูกเมื่ออายุมากขึ้น ยิ่งทำให้มีปัญหาต่างๆ ตามมามากขึ้น เราจึงขอพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับนวัตกรรม ใหม่ ! ตรวจ AMH รู้ปริมาณไข่ผู้หญิงได้ก่อนท้อง ช่วยประเมินจำนวนไข่และโอกาสตั้งครรภ์ให้คุณแม่ได้

ใหม่! AMH ตรวจปริมาณไข่ผู้หญิงได้ก่อนท้อง

ใหม่! ตรวจ AMH รู้ปริมาณไข่ผู้หญิงได้ก่อนท้อง

จากข้อมูลเชิงสถิติพบว่า ประชากรทั่วโลกประมาณ 50-80 ล้านคนมีปัญหาด้านการมีบุตร โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาพบว่า 1 ใน 4 ของคู่สามีภรรยา มีปัญหาการมีบุตรยาก ซึ่งทำให้ปัจจุบันมีคู่สามีภรรยาที่มาปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับเรื่องการมีบุตร และใช้เทคโนโลยีการเจริญพันธุ์หรือเด็กหลอดแก้วกันมากขึ้น โดยเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ต่างๆ ก็มีการพัฒนาเพื่อช่วยให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากขึ้นตามไปด้วย

ล่าสุดมีการตรวจแบบใหม่ซึ่งเป็นการตรวจฮอร์โมน AMH จากในเลือดของคุณผู้หญิง เพื่อช่วยให้แพทย์ประเมินความสามารถประเมินการทำงานของรังไข่ เพื่อการวางแผนตั้งครรภ์ได้ง่ายและสะดวกขึ้น

ตรวจ AMH คืออะไร

การตรวจ AMH คือการเจาะเลือดเพื่อตรวจวัดระดับฮอร์โมน AMH (Anti-Mullerian Hormone) ซึ่งระดับของฮอร์โมนชนิดนี้ในเลือดจะสามารถบอกได้ว่าผู้หญิงคนนั้นมีจำนวนไข่ที่เหลืออยู่สำหรับการเจริญพันธุ์หรือมีบุตรมากน้อยเพียงใด

โดยฮอร์โมนแอนตี้มูลเลอเรียน หรือเรียกอีกอย่างว่า AMH (Anti-Mullerian Hormone) เป็นฮอร์โมนที่ผลิตได้จากเซลล์กรานูโลซา (granulosa cells) ภายในถุงไข่ในรังไข่ (ovarian follicles) สามารถตรวจพบได้ในระยะแรกๆ ของการเจริญเติบโตของถุงไข่ ฮอร์โมน AMH จะมีค่าสูงขึ้นและลดลงเรื่อยๆ เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัว และจะลดลงอย่างช้าๆ เมื่อมีอายุมากขึ้น และไม่สามารถตรวจพบอีกเลยในช่วง 5 ปี ก่อนหมดประจำเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่จำนวนถุงไข่ในระยะไพรมอร์เดียล(primordial follicles) ลดลงจนหมดไปเช่นกัน จำนวนถุงไข่ของผู้หญิงแต่ละคนอาจลดลงจนหมดไปในช่วงอายุที่แตกต่างกัน รวมถึงจำนวนเริ่มแรกของถุงไข่ก็อาจไม่เท่ากันด้วย นั่นจึงทำให้ผู้หญิงแต่ละคนเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนในช่วงอายุที่ต่างกัน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ใหม่! AMH ตรวจปริมาณไข่ผู้หญิงได้ก่อนท้อง คลิกต่อหน้า 2

“ น้ำนมแม่ ” นั้นดีและแน่ที่สุดแล้ว

น้ำนมแม่ นั้นดีและแน่ที่สุดแล้ว คนส่วนใหญ่พอจะทราบอยู่แล้วว่านมแม่มีประโยชน์กับลูก แต่ พญ.ปวินทรา หะริณสุต สมนึก กุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ จะมาบอกเล่ามากขึ้น ในแง่ของทางการแพทย์ว่า นมแม่สําคัญอย่างไร ทําไมถึงต้องมีการรณรงค์ให้นมแม่กันมากมายทั่วโลก อย่างเช่น องค์การอนามัยโลก กําหนดไว้ว่า ควรให้นมแม่อย่างน้อย 6 เดือนในขณะที่ American Academy of Pediatrics แนะนําว่าควรให้นมแม่อย่างน้อย 1 ปี แต่โดยทั่วไปคือ ให้นมแม่จนกว่าลูกจะมีน้ำหนักตัว 4 เท่า ของแรกคลอด เช่น แรกคลอดมีน้ำหนัก 3 กิโลกรัม 4 เท่าก็คือ 12 กิโลกรัม ซึ่งเฉลี่ยแล้วเท่ากับอายุ 2 ขวบ

 “ น้ำนมแม่ ” นั้นดีและแน่ที่สุดแล้ว

น้ำนมแม่

ประโยชน์ของ นมแม่ มีดีมากกว่าที่คิด

ด้วยความที่นมแม่ มีลักษณะใสกว่านมอื่นๆ คนสมัยก่อนจึงคิดว่านมแม่ไม่ค่อยมีสารอาหารมากนัก แต่ความจริงแล้วนมแม่มีสารอาหารมากถึง 200 กว่าชนิด ในขณะที่นมประเภทอื่นมีไม่ถึงครึ่งของนมแม่เลย แค่สารอาหารหลักๆ ก็ยังมีได้ไม่เท่า ได้แก่

กลุ่มคาร์โบไฮเดรต ในนมแม่จะมีน้ำตาลแล็กโทส ซึ่งเป็นน้ำตาลที่ช่วยพัฒนาสมองของลูก แม้ว่าในน้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดจะมีน้ำตาลชนิดนี้ด้วยก็ตาม แต่ในน้ำนมของมนุษย์มีสูงที่สุด

น้ำนมแม่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว มี ดีเอชเอและเอเอ ซึ่งก็คือ โอเมก้า 3 และ 6 เซลล์ประสาทของสมอง เป็นสารอาหารจากธรรมชาติที่มีในน้ำนมแม่ ไม่สามารถสกัดออกมาใส่เสริมในนมอื่นได้ นอกจากนี้ โปรตีนในนมแม่ยังมีส่วนประกอบของ เวย์ 80% และเคซีน 20% โดย เวย์ในนมแม่ยังเป็นแอลฟาแลคตัลบูมิน ช่วยลดภาวะเสี่ยงของการเป็นภูมิแพ้ต่างๆ

ในขณะที่นมอื่นนั้นเป็น เบต้าแลคตัลบูมิน ตัวเบต้านี้จะกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ต่างๆ ส่วนเคซีนในนมแม่เป็นเบต้าเคซีน ซึ่งย่อยง่าย ดูดซึมง่าย ช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก สังกะสี และแคลเซียมได้ดี ทั้งสองตัวนี้ไม่สามารถเติมหรือผลิตได้จากโรงงาน นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุและวิตามินต่างๆ ที่ในนมอื่นไม่มี จึงเรียกได้ว่า นมแม่มีสารอาหารที่ครบถ้วนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ในน้ำนมแม่ยังอุดมไปด้วย ภูมิคุ้มกันสำคัญที่ไม่สามารถหาได้จากนมอื่นๆ เช่น Secretary IgA (เป็นหน้าด่านช่วยป้องกันการติดเชื้อต่างๆ), เม็ดเลือดขาว,ไลโซไซม์ (เอนไซม์ที่ช่วยให้เชื้อแบคทีเรียตายได้), แล็กโตเฟอร์ริน (โปรตีนช่วยต่อต้านเชื้อโรค), Bifidus Growth Factor (สารที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของแล็กโตบาซิลลัส ช่วยให้แบคทีเรียไม่สามารถอาศัยอยู่ในลําไส้ได้) เป็นต้น เพราะนมแม่มีสารต่างๆ ซับซ้อนมากมายที่จะช่วยให้ลูกเรามีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์

การเข้าเต้า

การเข้าเต้ามีความสําคัญมาก ถ้าคุณแม่ใช้ท่าที่ถูกต้อง ลูกก็จะดูดนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำนมที่ออกจากเต้าก็จะเกลี้ยงเต้าได้ไว ความเสี่ยงเรื่องการเจ็บหัวนม หัวนมแตก เต้านมคัดก็จะลดลงไปมาก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม  น้ำนมแม่นั้นดีและแน่ที่สุดแล้ว คลิกต่อหน้า 2

แม่ที่รังแกลูก

แล้วฉันก็ได้รู้ ว่าตัวเองเป็น “แม่ที่รังแกลูก” แบบทางอ้อมมาโดยตลอด

บทเรียนของแม่ที่ป้อนข้าวลูก!!

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันแรกของการไปเรียนอนุบาล วันที่หนูต้องแยกจากอกแม่ ไปสู่บ้านหลังที่สอง เจอสังคมใหม่ เจอครู และเพื่อนๆ
แม่รู้ว่ามันยากแค่ไหน กับการต้องอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า
จากเด็กน้อยในอ้อมอก ที่มีพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ทำอะไรให้หมดทุกอย่าง หนูต้องปรับตัว ปรับใจอย่างมาก..

วันแรกในรั้วโรงเรียน คุณครูรับตัวหนูเข้าไปในห้อง และขอความร่วมมือให้พ่อแม่ ออกมารอด้านนอก
เพียงแค่ยื่นมือหนูให้คุณครู เสียงร้องไห้ก็ดังขึ้นไม่หยุด ใจแม่จะขาดให้ได้ สายตาหนูที่มองแม่ เหมือนจะต่อว่า ว่าทิ้งหนูไว้กับคนแปลกหน้าทำไม??? หนูร้องไห้ดังมากเท่าไหร่ ใจแม่ร้องไห้มากเท่านั้น

หนูร้องไห้เสียงดัง และเบา สลับกันไป พ่อกับแม่นั่งรอด้วยใจจดจ่อ………………………

พอถึงเวลาพักกลางวัน หนูรีบก้มหน้าก้มตาตักข้าวใส่ปาก โดยไม่มองหน้าใคร
มือขวาจับช้อนแบบเก้ๆ กังๆ ความหิวคงทำให้หนูรู้จักแก้ปัญหา หนูวางช้อน และใช้มือหยิบอาหารเข้าปากทันที
ยิ่งเห็นภาพนั้นยิ่งน้ำตาไหล… ฉันนี่แหล่ะ “พ่อแม่รังแกฉันของจริง”
ฉันป้อนข้าวให้ลูกทุกมื้อ เพราะลูกกินช้า ฉันป้อนข้าวให้ลูกเพราะลูกชอบทำเลอะ ฉันป้อนข้าวให้ลูกเพราะอยากให้ลูกกินได้เยอะ….
ลูกกินข้าวไม่เก่ง ช่วยเหลือตัวเองไม่เป็น ไม่ใช่ลูกหรอกที่แพ้!! มันคือความพ่ายแพ้ของคนเป็นพ่อแม่ อย่างไม่น่าให้อภัย
คนชนะที่แท้ กลับเป็นลูก!!! เด็กตัวเล็กๆ ที่พยายามช่วยเหลือตัวเอง ท่ามกลางคนแปลกหน้า พยายามเอาตัวรอดให้อิ่มท้อง ไม่เคยคิดยอมแพ้ แม้ตอนตักข้าว
ถึงลูกจะเจอสังคมใหม่ ต้องปรับตัวปรับใจ แต่ไม่เคยคิดจะลุกหนี หรืองอแง รอให้ครูมาป้อน

เลิกเรียนวันนั้น แม่ได้แต่กอดหนูแน่นๆ คำตอบทุกอย่างมันชัดอยู่ในภาพที่เราสองคนพ่อแม่ได้เห็นไปแล้ว

ภาพในวันนั้น ติดตา จำแน่นในใจไม่มีลืม… พ่อแม่ต้องกลับมานั่งคิดและทบทวนว่า การรักลูก ดูแลลูกจนมากเกินไป ส่งผลร้ายกับตัวหนูอย่างไม่คาดคิด เจตนาที่ดี อาจกลายเป็นผลร้าย ในวันที่หนูต้องเติบโต และก้าวไปสู่สังคม

ขอโทษนะลูก แม่สัญญาว่าต่อจากนี้แม่จะเข้มแข็ง และปล่อยให้หนูได้ลองทำอะไรด้วยตัวเอง แล้วแม่กับพ่อจะเฝ้ามองลูกด้วยความห่วงใยอยู่ข้างๆ และเมื่อใดก็ตามที่ลูกต้องการความช่วยเหลือ พ่อกับแม่นี่แหละ จะพร้อมช่วยลูกอย่างสุดกำลัง

ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ เราจะสู้ไปด้วยกัน!!!

#แม่บัวเพจอมรินทร์เบบี้แอนด์คิดส์

เนอสเซอรี่ ที่ไหนดี เทคนิคการเลือกสถานรับเลี้ยงเด็กให้เหมาะกับลูกน้อย

คุณพ่อคุณแม่อาจกำลังปวดหัวว่าจะพาลูกน้อยไปเข้า เนอสเซอรี่ ที่ไหนดี… ระหว่างแบบที่เน้นเขียนอ่านเพื่อเตรียมเข้าอนุบาลเป็นหลัก หรือแบบที่ปล่อยให้เด็กๆได้เรียนรู้จากการเล่น

เลือก เนอสเซอรี่ ที่ไหนดี ให้เหมาะกับลูกน้อย

ปัจจุบันมีศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ หรือสถาบันพัฒนาเด็กเล็กที่ยังไม่ได้เข้าเรียน หรือที่เรียกกันว่า เนร์สเซอรี่ เกิดขึ้นมากมาย สำหรับอายุต่ำสุดที่เปิดรับได้จะขึ้นอยู่กับความพร้อมของเนอสเซอรี่แต่ละแห่ง ซึ่งเรื่องนี้ แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจกุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด ได้แนะนำข้อควรพิจารณาก่อนพาลูกไปฝาก เนอสเซอรี่ ที่ไหนดี มาฝาก ดังนี้

เนอสเซอรี่ ที่ไหนดี

  • ครอบครัวเดี่ยวที่พ่อแม่ทำงานนอกบ้านทั้งคู่ ในช่วงเวลาที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วย ใครเป็นผู้ดูแลลูก ไว้ใจได้หรือไม่ และผู้ดูแลเข้าใจธรรมชาติของเด็กมากน้อยแค่ไหน มีการกระตุ้นพัฒนาการหรือเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำกิจกรรมที่สมวัยหรือไม่

เพราะถ้ามีผู้ดูแลที่ดีมีคุณภาพอยู่แล้ว และลูกก็ดูมีความสุขดี ให้เขาอยู่บ้านดีที่สุด รอเข้าเรียนอนุบาลตอนอายุ 3 ขวบ เนื่องจากมีโอกาสที่ลูกจะติดเชื้อโรคมีน้อยกว่า หรือหากติดเชื้อ อาการก็มักรุนแรงน้อยกว่าเด็กที่เล็กมากๆ ซึ่งพ่อแม่ไม่ต้องห่วงว่าลูกจะเรียนสู้เพื่อนๆ ไม่ได้ เพราะแม้เข้าเรียนช้ากว่า  แต่เมื่อถึงเวลาวัยพร้อมเรียน เด็กก็จะเรียนทันกัน

→ Must read : ลูกเราควรไปโรงเรียนตอนอายุเท่าไหร่?
  • บางครั้งผู้ดูแลลูกที่บ้านอาจติดธุระหรือเจ็บป่วยกะทันหัน ทำให้พ่อแม่ต้องลางานเพื่อดูแลลูกเอง แต่ถ้าเป็นสถานรับเลี้ยงเด็ก ก็คงหาคนมาแทนได้อย่างทันท่วงที
  • นโยบายการดูแลลูกของผู้ดูแลไม่ตรงกับใจของพ่อแม่ เช่น ตามใจมากไป ให้กินขนมหวานทั้งวัน ให้ดูทีวีหรือเล่นเกมมากไป ครั้นพ่อแม่จะขัดแย้งหรือไม่ให้ทำ ก็อาจเกิดอาการงอนจากผู้ดูแลได้ หรือลูกอยู่ในวัยซน ชอบปีนป่าย วิ่งเล่นเกือบตลอดเวลา ทำให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุหากไม่มีใครคอยประกบหรือวิ่งตาม แต่ผู้ดูแลอายุมากแล้ว เดินตามไม่ไหว หรืออาจทำให้เหนื่อยเกินจนเป็นอันตรายต่อหัวใจได้
  • ในกรณีที่เป็นลูกคนเดียว ไม่มีเด็กแถวบ้านหรือญาติพี่น้องที่เป็นเด็กด้วยกันมาเล่นด้วย เด็กอาจขาดทักษะในการเล่นกับเด็กคนอื่น หรือบางคนแทบไม่เจอใครเลยในแต่ละวันนอกจากพ่อกับแม่ ทำให้กลัวคนแปลกหน้า เข้ากับคนอื่นได้ยาก ในกรณีเช่นนี้ การพาลูกไปเข้ากลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ สนามเด็กเล่นในหมู่บ้าน หรือสถานพัฒนาเด็กเล็ก อาจช่วยให้เด็กคุ้นเคยกับผู้อื่นได้ดีขึ้น

รวมไปถึงเด็กบางคนมีปัญหากินข้าวยาก ส่วนใหญ่มักเป็นกรณีลูกคนเดียว ไม่มีใครกินด้วยหรือไม่ได้กินพร้อมพ่อแม่ จึงขาดโอกาสที่จะเลียนแบบการกระทำ ใช้วิธีป้อนตลอด ล่อหลอกให้กินโดยเปิดทีวีให้ดูไปด้วย แต่หมอก็คอยห้ามว่าอย่าให้ลูกดูทีวีมาก เลยไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรให้ลูกกินเก่งขึ้น

คำแนะนำ คือ พยายามลองให้กินเอง กินพร้อมหน้าพร้อมตากัน เปลี่ยนเมนูเป็นสไตล์ที่เด็กอยากกิน ลองให้ลูกช่วยเตรียมอาหารหรือจัดโต๊ะ จะได้รู้สึกมีส่วนร่วม และต้องไม่เปิดทีวีเด็ดขาด!

→ Must read : หมอเตือน!! ดูทีวีทำร้ายลูกร้ายแรง สร้างพฤติกรรมผิดปกติ
  • การอยู่บ้าน อาจทำให้ลูกสบายเกินไป เพราะมีคนทำให้ทุกอย่าง แทบไม่ต้องกระดิกตัวทำอะไรเองเลย ทำให้ขาดโอกาสในการพัฒนาความสามารถ บางคนจะเข้าเรียนแล้วยังกินข้าวเองไม่เป็น ใช้ห้องน้ำไม่เป็นเพราะใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปตลอดเวลา ขาดระเบียบวินัย เช่น เล่นของแล้วไม่เก็บ รอคิวไม่เป็น เด็กบางคน พ่อแม่ฝึกเองเท่าไรก็ไม่สำเร็จ แต่พอส่งไปเรียนปุ๊บทำได้เลย เพราะเกรงใจครู กลัวครูไม่รัก ซึ่งครูจะชมว่าเรียบร้อยน่ารักมากเวลาอยู่ที่โรงเรียน แต่พออยู่บ้านเป็นอีกแบบหนึ่ง เพราะรู้ว่าถึงอย่างไรพ่อแม่ก็รักและตามใจ

อ่านต่อ >> “เทคนิคการเลือกเนอสเซอรี่ ที่ไหนดี ให้เหมาะกับลูกน้อย” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วิธีทำลูกสาว

วิธีทำลูกสาว ไม่ใช่เรื่องยาก ต้องลองสูตรนี้!!!

วิธีทำลูกสาว … ก่อนจะมีลูกเชื่อว่า ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ น่าจะคิดอยู่ในใจแล้วว่า อยากได้ลูกชาย หรือ ลูกสาว  แต่จะทำอย่างไรให้ได้เพศลูกตรงกับความต้องการ และยิ่งโดยเฉพาะเด็กผู้หญิง ที่มีเสื้อผ้าสุดน่ารักให้เลือกใส่ ไว้เป็นเพื่อนสาวให้กับคุณแม่

ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่ อยากจะได้ลูกสาว Amarin Baby & Kids จึงได้รวบรวมข้อมูลวิธีการทำให้ได้ลูกสาว มาฝาก โดยก่อนที่จะเข้าถึงวิธีการ ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้กันก่อนว่าลูกชาย และลูกสาว มีอะไรที่ต่างกัน จึงจะทำให้ได้เพศที่ต้องการ

ต้องลอง เผยสูตร วิธีทำลูกสาว

วิธีทำลูกสาว

เนื่องจากเวลาที่คุณผู้ชายหลั่งสเปิร์มออกมา อัตราส่วนของสเปิร์มที่มีโครโมโซม X ต่ออสุจิที่มีโครโมโซม Y จะอยู่ที่ประมาณ 50% ต่อ 50% ดังนั้นในทางธรรมชาติแล้ว โอกาสที่จะได้ลูกชายหรือลูกสาวนั้นจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 50 ถ้าสเปิร์มของคุณพ่อตัวที่เจาะไข่เป็นตัว X ก็จะได้ลูกสาว แต่ถ้าเป็นตัว Y เจาะไข่ก็จะได้ลูกชาย

  • สเปิร์มเพศผู้ (อสุจิโครโมโซม Y) มีรูปร่างปราดเปรียว ว่องไว แต่ตายง่าย ชอบสภาวะที่เป็นเบส หากสเปิร์มเพศผู้ ได้ผสมกับไข่ ก็จะได้ลูกชาย
  • สเปิร์มเพศเเมีย (อสุจิโครโมโซม X) มีรูปร่างอ้วนใหญ่กว่า และเคลื่อนไหวช้า แต่อึด ตายยาก ชอบสภาวะที่กรด หากสเปิร์มเพศเเมีย ได้ผสมกับไข่ ก็จะได้ลูกสาว

วิธีทำลูกสาว

ดังนั้น ถ้าอยากได้ลูกเพศใด ให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ใช้วิธีที่อำนวยความสะดวกให้แก่อสุจิเพศนั้นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้เพศลูกที่ตรงความต้องการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นวิธีที่จะกล่าวมานั้นก็อาจไม่ได้มีความชัวร์ 100 % นะคะ จะมีวิธีอย่างไร หรือต้องทำท่าไหน ไปดูกันค่ะ

ซึ่งสเปิร์มเพศเเมีย จะชอบความเป็นกรด คุณผู้หญิงต้องล้างช่องคลอด เพื่อทำสภาวะช่องคลอดให้เป็นกรดก่อนมีเพศสัมพันธ์ ด้วยส่วนผสม น้ำส้มสายชู 3-5% ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 ลิตร แต่วิธีการล้างสวนช่องคลอดนี้นี้ไม่แนะนำให้ปฏิบัติตามนะคะ เพราะทางการแพทย์ได้ทำการวิจัยมาแล้วและพบว่ามันไม่ได้ผล ซ้ำยังอาจก่อให้เกิดอันตรายอีกด้วย เนื่องจากความเป็นกรดหรือด่างบางชนิดอาจทำให้เกิดอันตรายต่อช่องคลอดได้ (เขียนเพื่อให้ทราบ เข้าใจ ถึงความเชื่อผิดๆในเรื่องการสวนล้างช่องคลอด) โดยหากคุณพ่อคุณแม่ อยากได้ลูกสาว การทำลูกสาวไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่อย่ากุ๊กกิ๊กกันในช่วงไข่สุก นอกนั้นได้ทุกวันค่ะ

1. คำนวณช่วงเวลาตกไข่ให้ดี

สำหรับความคิดในเรื่องของช่วงเวลา ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการกำหนดเพศของทารกเลยทีเดียว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า โครโมโซม Y (ชาย) จะแหวกว่ายได้รวดเร็วกว่าโครโมโซม X (หญิง) แต่อย่างไรก็ดี สเปิร์มเพศหญิงสามารถมีชีวิตอยู่ในระบบสืบพันธุ์ได้ยาวนานกว่าสเปิร์มเพศชาย

  • ถ้ามีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอทุกวัน เช่น วันเว้น 2 วันตลอดเดือน หยุดมีเพศสัมพันธ์ 2 วันก่อนไข่ตก ผลลัพธ์ก็คือ สเปิร์มเพศชายจะตายแล้วเหลือไว้แต่สเปิร์มเพศหญิงที่จะเข้าไปผสมกับไข่
  • การมีเพศสัมพันธ์กัน 3 วันก่อนช่วงไข่ตกโอกาสได้ลูกผู้หญิงสูงกว่า มีเพศสัมพันธ์ 2 วันก่อนไข่ตก ส่วนการมีเพศสัมพันธ์ 1 วันก่อนไข่ตกหรือวันไข่ตกโอกาสได้ลูกชายมีมากกว่า

อ่านต่อ >> “ท่าทางที่ใช้ทำเพื่อให้ได้ลูกสาว” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ช่วยแม่ด้วย! ลูกมีปัญหาการนอนหลับ แก้ไขอย่างไรดี?

วงจรการนอนหลับในทารกแรกเกิด จะหลับตื่นทุก 2-4 ชั่วโมง ที่จะตื่นขึ้นมากินนมแม่ จากนั้นก็จะหลับต่อ จะเป็นอยู่อย่างนี้ในช่วงเดือนแรกๆ หากพ่อแม่สังเกตจะเห็นว่าลูกนอนหลับได้ดีทั้งกลางวัน และกลางคืน แต่การนอนหลับสนิทดีอาจไม่ใช่กับเด็กทุกคนเสมอไป  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี ปัญหาการนอนหลับในเด็ก พร้อมวิธีแก้ไข มาให้ทราบค่ะ

 

ปัญหาการนอนหลับในเด็ก การนอนหลับของทารก

บ้านไหนที่เพิ่งมีสมาชิกใหม่ตัวน้อยแรกเกิด ที่ญาติพี่น้องใครเห็นก็อยากอุ้ม อยากเล่นด้วย แต่เจ้าตัวเล็กนี่ซิ นอนหลับไดทั้งวี่ทั้งวัน ไม่ตื่นขึ้นมาเล่นบ่อยๆ บ้างเลย ที่ทารกน้อยเอาแต่นอนหลับก็เพราะยังปรับตัวไม่ค่อยได้กับโลกภายนอก ทารกจึงเอาแต่นอนหลับ แล้วยิ่งถ้าได้ห่อตัวให้อุ่นๆ ยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในท้องของแม่ ก็ทำให้หลับได้ดี คือพูดง่ายๆ ว่า การนอนหลับคืองานของเจ้าตัวน้อยวัยทารกเขาล่ะค่ะ

โดยปกติแล้วในทารกแรกเกิดจะนอนประมาณ 16-19 ชั่วโมง แล้วจะร้องตื่นขึ้นมาทุก ๆ 2-4 ชั่วโมง เพื่อมากินนมแม่ พอตื่นได้ 1-2 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็จะนอนหลับต่อ วนไปตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับเด็กทารกเกิดในช่วงเดือนแรกไปจนถึงอายุประมาณห้าเดือน ทารกน้อยสามารถนอนหลับยาวๆ ในช่วงกลางคืนได้นานถึง 9 ชั่วโมง แต่หลังจากลูกอายุได้ 6 เดือน ในเด็กบางคนอาจนอนหลับไม่สนิทและนอนหลับยาวหลายชั่วโมงได้เหมือนกันทุกคน

สัญญาณที่บอกว่าลูกกำลังมีปัญหาการนอนหลับ

  1. เมื่อถึงเวลานอนของลูก แต่คุณแม่ใช้เวลามากไปในการช่วยให้ลูกนอนหลับ
  2. เมื่อถึงเวลานอนช่วงกลางคืน แต่ลูกกลับตื่นขึ้นมาบ่อยๆ ตลอดทั้งคืน
  3. การนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมและอารมณ์ของลูกได้โดยตรง ที่แม่อาจสังเกตได้ว่าเมื่อลูกตื่นนอนขึ้นมาจะไม่สดชื่น สดใส ร้องกวนงอแง และหงุดหงิดอยู่บ่อยๆ
  4. เมื่อลูกนอนหลับได้ไม่ดี ก็พลอยทำให้แม่ต้องอดหลับอดนอนไปด้วย

 

อ่านต่อ >> ปัญหาการนอนหลับของลูก และแนวทางการแก้ไข หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แนะนำ 50 วรรณกรรมเพื่อลูกฉลาด ต้องอ่านก่อนโต

วรรณกรรม 50 เรื่องที่ต้องอ่านก่อนโต …เป็นหนังสือที่จัดทำโดย สำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมและประชาสัมพันธ์ กระทรวงวัฒนธรรม และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งได้คัดสรรหนังสือดีน่าอ่าน ประเภทวรรณกรรมออกมาทั้งหมด 50 เรื่อง ที่เหมาะสำหรับเด็กๆ ซึ่งนอกจากจะได้รับความบันเทิงจากการอ่านแล้ว ยังได้ทั้งความรู้ ฝึกความคิด และได้อ่านประสบการณ์ของผู้เขียนที่หลากหลายอีกด้วย

ทั้งนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับในยุคและนิสัยการเป็นนักอ่านตั้งแต่ตัวน้อยๆ บวกกับความไม่เคยชินกับการอ่านวรรณกรรมเยาวชน การแนะนำหนังสือที่เหมาะที่สุด และได้รับการยอมรับว่าดีที่สุด ซึ่งก็ควรอยู่ในจำนวนที่เหมาะสม มีความเป็นจริงต่อเวลาของการเติบโตของเด็กๆ สภาพสังคม และสามารถหาพบได้ง่าย จึงเป็นเรื่องดี

รวม วรรณกรรม 50 เรื่องที่ต้องอ่านก่อนโต เพื่อเด็กๆ โดยเฉพาะ

วรรณกรรม 50 เรื่องที่ต้องอ่านก่อนโต

ซึ่งหนังสือวรรณกรรมเยาวชนชั้นดี 50 เล่มที่ควรอ่านนี้ คือหนังสือที่เด็กๆ ไม่ควรพลาด เพื่อส่งเสริมให้ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่เติบโต งอกงามทางสติปัญญาและอารมณ์  ผ่านการเรียนรู้ประสบการณ์ในบริบทอันหลากหลายของคนวัยเดียวกัน ผ่านการอ่านภาษาที่งดงาม ผ่านการมองเห็นภาพประกอบที่สวยงาม

ทั้งนี้การอ่านวรรณกรรมเยาวชน ถือเป็นแนวทางที่สั้นและประหยัดที่สุดทางหนึ่ง ที่จะช่วยหล่อหลอมบุคลิกภาพของเด็กๆ เพื่อพวกเขาสามารถกำหนดเส้นทางชีวิตของตัวเองที่จะเป็น  ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ต่อสังคม และเป็นพลังที่มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศต่อไป

ความหมายของ วรรณกรรมเยาวชน

วรรณกรรมเยาวชน (อังกฤษ: Young-adult fiction;บางครั้งเรียกย่อว่า YA fiction หรือ YA) เป็นนวนิยาย หรือ เรื่องสั้น ที่เขียนขึ้นสำหรับกลุ่มผู้อ่านที่มีอายุโดยประมาณระหว่าง 12-18 ปี ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากวรรณกรรมสำหรับวัยอื่น คือวรรณกรรมสำหรับผู้ใหญ่ วรรณกรรมยุวชน และวรรณกรรมเด็ก ตัวละครหลักของวรรณกรรมเยาวชนมักเป็นวัยรุ่น มีส่วนน้อยที่ใช้ตัวเอกเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก เนื้อหามักเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ประสบด้วยวัยและประสบการณ์ของตัวเอกของนวนิยายนั้นๆ ส่วนเนื้อหาของเรื่องอาจครอบคลุมลักษณะของนวนิยายหลากหลายประเภท แต่มักเน้นไปที่ประเด็นซึ่งท้าทายความเป็นวัยรุ่น  รวมไปถึงนวนิยายประเภทการเปลี่ยนผ่านของวัย (coming of age) นอกเหนือจากนี้แล้ว วรรณกรรมเยาวชนก็มีลักษณะพื้นฐานเช่นเดียวกับนวนิยายประเภทอื่นๆ ทั้งเรื่องของตัวละคร พล็อต ฉาก แนวทางของเรื่อง และวิธีการเล่าเรื่อง  ( วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี : 2556 )

อ่าน 15 นาทีทุกวัน

วรรณกรรมเยาวชน แตกต่างจาก วรรณกรรมของผู้ใหญ่ อย่างไร?

วรรณกรรมเยาวชนจะมีเงื่อนปมไม่ค่อยซับซ้อน ใช้ภาษาง่ายๆ นำเสนออย่างตรงไปตรงมา เรียบง่ายสั้นกระชับ ให้ความสนุกสนาน ตัวละครส่วนใหญ่เป็นตัวละครแบบ Flash คือตัวละครที่เห็นแค่ด้านเดียว แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับอายุของเด็กในแต่ละวัยที่เป็นคนอ่านด้วย  ถ้าเป็นเด็กที่มีอายุมากหน่อย อาจจะเพิ่มความซับซ้อนขึ้นมาก็ได้

ส่วนวรรณกรรมผู้ใหญ่จะมีเงื่อนปมซับซ้อน ใช้ภาษายากเพื่อเพิ่มตอนต่อไปเรื่อยๆ เนื้อเรื่องซับซ้อน ลึกลับ ตัวละครจะเป็นตัวละครแบบหลายมิติ คือมีอารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรมที่หลากหลายด้าน

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก!

อ่านต่อ >> รวมรายชื่อ วรรณกรรม 50 เรื่องที่ต้องอ่านก่อนโต พร้อมไฟล์หนังสือให้ดาวน์โหลดฟรี!” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน

อาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน

เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยเมื่อเด็กแรกคลอดมาแล้ว จะต้องเริ่มฉีดวัคซีน การฉีดวัคซีนเป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกายลูกในวัยทารกตั้งแต่แรกคลอด ซึ่งหลังจากฉีดวัคซีน อาจพบได้ว่าลูกจะมี อาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อควรสังเกตถึงอาการข้างเคียงหลังจากลูกฉีดวัคซีนแต่ละชนิด มาให้ได้ทราบกันค่ะ

 

อาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน

การฉีดวัคซีนให้กับเด็กๆ นั้นจะเริ่มกันตั้งแต่แรกเกิดไปจนอายุ 12 ขวบเลยค่ะ แน่นอนว่าลูกจะเจ็บเหมือนถูกมดกัดกันไปอีกประมาณสิบกว่าปี   แน่นอนว่าเด็กๆ ไม่อยากถูกฉีดวัคซีนกันเลยถ้าเลือกได้ แต่พ่อแม่รู้ไหมว่า การให้ลูกได้รับฉีดวัคซีนกันให้ครบทุกเข็มนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของเด็กๆ เนื่องจากสามารถลดอัตราการเจ็บป่วย และความร้ายแรงของการเกิดโรคต่างๆ ลงได้มาก

 

Must Read >> Update! ตารางวัคซีน ประจำปี 2560 สำหรับเด็กไทย

 

ในเด็กเล็กๆ มักพบว่าหลังจากฉีดวัคซีนป้องกันโรคบางชนิด อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงหลังฉีดวันซีนได้บ้าง ซึ่งเด็กบางคนอาจมีไข้ ร้องกวนงอแง มีรอยบวมตรงบริเวณที่ถูกเข็มฉีดยา เป็นต้น แต่พ่อแม่ไม่ต้องตกใจไปค่ะ เพราะอาการที่เกิดขึ้นเหล่านี้ถือเป็นอาการปกติหลังฉีดวัคซีน ที่เกิดขึ้นได้กับเด็กทุกคน และอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายเป็นปกติ ซึ่งส่วนมากจะเป็นไม่เกิน 24 ชั่วโมง ลูกก็กลับมายิ้ม หัวเราะ เล่นได้สบายตัวเป็นปกติแล้วค่ะ

อ่านต่อ >> อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ของเล่นเด็ก

ของเล่น เสี่ยงอันตราย 9 ประเภท ที่ไม่เหมาะให้ลูกเล่น

การเสริมพัฒนาการลูกได้ดีอีกวิธีหนึ่งคือการให้ลูกเล่นของเล่นเสริมพัฒนาการ ที่พ่อแม่ต้องเลือกให้เหมาะสมตามช่วงวัยของลูก เพราะของเล่นเด็กที่ดีจะยิ่งช่วยส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการรอบด้านอย่างสมวัย แต่รู้ไหมว่าของเล่นที่เล่นสนุกบางประเภทก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี ของเล่น เสี่ยงอันตราย ต่อเด็กๆ มาบอกกันค่ะ

 

ของเล่นเด็ก มีประโยชน์อย่างไร?

ตั้งแต่ลูกแรกเกิดในช่วง 1-3 เดือนแรก ลูกอาจเล่นอะไรยังไม่ค่อยได้ เพราะแต่ละวัยจะหมดไปกับการนอน และตื่นขึ้นมากินนมแม่ แต่เมื่อลูกอายุได้ 4 เดือน เขาจะเริ่มมีพัฒนาการร่างกายที่เริ่มจะใช้มือไขว่คว้า เริ่มหัวเราะเวลาที่พ่อกับแม่เล่นด้วย ซึ่งช่วงเวลานี้แหละค่ะที่พ่อแม่สามารถเริ่มหาของเล่นอาจเป็นตุ๊กตาเป็ดตัวเล็ก มาเขย่าแล้วให้ลูกเอามือไขว่คว้าของเล่น

และจากหลังจาก 4 เดือนเป็นต้นไป ลูกจะมีพัฒนาการทุกด้านที่แข็งแรงสมบูรณ์มากขึ้น สามารถนอนคว่ำ นอนหงาย คืบ คลาน นั่งได้ เริ่มเกาะยืน เดิน และวิ่งได้ ที่จะเป็นไปตามสเต็ปพัฒนาการของลูก  ซึ่งช่วงเวลาเหล่านี้หากเลือกของเล่นที่เป็นประโยชน์ให้ตรงกับวัยของลูก ก็จะยิ่งช่วยส่งเสริมให้พัฒนาการลูกดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ของเล่นที่ดีจะให้ประโยชน์ต่อตัวเด็ก คือ…

  1. ช่วยให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็น ตาดู หูฟัง จมูกดมกลิ่น ลิ้นสัมผัสรส ฝ่ามือ ฝ่าเท้าได้รู้ในเรื่องของพื้นผิว เป็นต้น ในการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่
  2. ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการด้านอารมณ์ที่ดี การที่เด็กได้เล่นของเล่นที่เหมาะสมและถูกใจ จะช่วยให้เขามีความสุข หัวเราะ ยิ้มอย่งร่าเริง
  3. ช่วยให้เด็กมีสมาธิ ของเล่นอย่างสมุดวาดภาพ ระบายสี สมุดต่อภาพจิ๊กซอว์ หรือเล่นตัวต่อเลโก้ จะทำให้เด็กๆ มีสมาธิจดจ่อ และนิ่งขึ้น
  4. ช่วยให้เด็กมีจินตนาการที่ดี ของเล่นอย่างเล่นหม้อข้าว หม้อแกง หากได้เล่นกันในกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกัน เด็กๆ จะได้เล่นบทบามสมมติเปลี่ยนตัวเองเป็นคนขายดอกไม้ คนจ่ายตลาด คนขายขนม ฯลฯ หรือแม้แต่ชุดของเล่นที่เป็นตุ๊กตาเซ็ทต่างๆ ที่สามารถแต่งตัวได้ ล้วนช่วยส่งเสริมให้ลูกมีจินตนาการสร้างสรรค์ที่ดีมาก
  5. ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการด้านสังคม เมื่อลูกถึงวัยที่สามารถเล่นกับคนอื่นๆ ได้แล้ว ควรส่งเสริมให้ลูกได้เล่นของเล่นกับเพื่อนๆ แถวบ้าน หรือกับญาติพี่น้องวัยไล่เลี่ยกัน ของเล่นที่ควรส่งเสริมให้เด็กๆ อาจเป็นชุดตัวต่อ ชุดค้นหาซากไดโนเสาร์ หรือการเล่นจับคู่สีที่เหมือนกัน การเล่นแบบไทยๆ อย่างหมากเก็บ ก็ได้ค่ะ การเล่นของเล่นที่ต้องเล่นร่วมกันหลายคน จะฝึกให้ลูกรู้จักแบ่งปัน การเสียสละ การรอคอย ฯลฯ ทำให้ลูกรู้จักการเข้าสังคม รู้จักการทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นๆ ที่นอกเหนือจากคนในครอบครัว

ของเล่นเด็กหากเลือกให้ลูกเล่นให้เหมาะกับช่วงวัย การเล่นก็จะได้ประโยชน์สูงสุดต่อตัวลูก และพัฒนาการทุกด้าน ดังนั้นหากอยากให้ลูกมีพัฒนาการดีสมวัย พ่อแม่ต้องรู้จักให้ของเล่นที่ดีกับลูกด้วนะคะ

อ่านต่อ >> ของเล่นที่เสี่ยงเกิดอันตรายต่อตัวลูก หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคที่มาพร้อมกับการเล่นน้ำสงกรานต์

5 เสี่ยงสุขภาพแย่จาก โรคที่มาพร้อมกับการเล่นน้ำสงกรานต์

เข้าเดือนเมษายนของทุกปี ที่นอกจากอากาศจะร้อนสุดๆ เดือนนี้ยังมีวันสำคัญ คือวันมหาสงกรานต์ที่ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย และทุกครอบครัวจะได้หยุดยาวไปเยี่ยมญาติ ทำบุญสรงน้ำพระ เล่นสาดน้ำสงกรานต์ แต่อย่าสนุกเพลินจนลืมระวังสุขภาพนะคะ  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี โรคที่มาพร้อมกับการเล่นน้ำสงกรานต์ มาฝากพ่อแม่ให้ได้ระวังเด็กๆ กันค่ะ

 

โรคที่มาพร้อมกับการเล่นน้ำสงกรานต์

พอบอกว่าเล่นน้ำสงกรานต์แล้วโรคจะตามมา ทำเอาหลายๆ ครอบครัวหมดสนุกไม่อยากจะเปียกน้ำกันซะแล้ว  ความจริงคืออย่างนี้ค่ะ โรคที่มักจะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ ในหน้าร้อน หรือบางโรคก็เกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี ถ้าร่างกายของเด็กๆ หรือแม้แต่ของตัวผู้ใหญ่เอง หากอ่อนแอ ก็ทำให้เชื้อโรคที่อาจแฝงมากับน้ำที่เล่นสาดกันเปียก หรือมากับสายลม แสงแดด อากาศ เป็นต้น เมื่อเข้าสู่ร่างกายช่วงที่อ่อนแอ ก็ทำให้เกิดเจ็บป่วยขึ้นมาได้ง่ายๆ เลยค่ะ

สำหรับช่วงสงกรานต์ที่เราทุกคนมักสนุกอยู่กับการสังสรรค์ และเล่นน้ำกันจนเปียก ไม่เราไปสาดเขา เขาก็มาสาดเรา แต่ใครรู้ว่าน้ำที่นำมาสาดเล่นกันนั้น เป็นน้ำที่สะอาด หรือมีฝุ่น มีแบคทีเรียปนเปื้อนผสมลงไปด้วยหรือไม่  น้ำที่พอสาดแล้วไม่ใช่เปียกแค่ตัว แต่มันไหลเข้าตา จมูก ปาก ไหลลงคอเข้าสู่ร่างกาย แล้วแบบนี้จะไม่ให้ป่วยกันได้ยังไงละค่ะ บวกกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว เด็กๆ เล่นน้ำกลางแจ้งนานๆ  สนุกจนลืมกินข้าว กินน้ำ พอตะวันตกดินพักยกกลับเข้าบ้าน เอ๊ะ!! ทำไมตัวรุมๆ ทำท่าจะมีไข้ซะแล้วละ เห็นไหมคะว่าสงกรานต์เล่นน้ำกันจนตัวเปียก แล้วไม่ได้ใส่ใจสุขภาพ แทนที่จะได้เติมพลังกันหลังจากหยุดยาว กลายเป็นว่าป่วยไข้ต้องเข้าแอดมิทที่โรงพยาบาลซะแล้ว แค่คิดก็หมดสนุกกันเลยค่ะ

เอาเป็นว่าอย่าได้เสียเวลาเราไปดูพร้อมๆ กันดีกว่าว่า โรคที่มาพร้อมกับการเล่นน้ำสงกรานต์ นั้นมีโรคอะไรให้ต้องเฝ้าระวังดูแลป้องกันสุขภาพไม่ให้ป่วยกันบ้างค่ะ

อ่านต่อ >> เล่นน้ำสงกรานต์เปียก เสี่ยง 5 โรค! หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คลอดเอกชน

จากกระทู้พันทิป! หมอสูติฝากมา.. “เตือนใจคุณแม่ท้อง เรื่องการเข้า รพ.เอกชน”

“เตือนใจคุณแม่ท้อง เรื่องการเข้า รพ.เอกชน” หากคุณแม่ท้องคิดจะ คลอดลูกไม่ว่าจะ รพ.รัฐ หรือ คลอดเอกชน คุณหมอสูติท่านหนึ่งได้แชร์ความคิดเห็นผ่านกระทู้พันทิปฝากมา ว่าบางโรงพยาบาลเอกชนก็อาจจะไม่ได้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินของคุณแม่ท้องได้เสมอไป

กระทู้พันทิป! หมอสูติฝากมา.. “เตือนใจคุณแม่ท้อง เรื่อง คลอดเอกชน ”

สำหรับคุณพ่อและคุณแม่ท้องทุกคน ก็ต้องการอยากคลอดลูกให้ออกมาปลอดภัย สุขภาพดีแข็งแรง ทั้งนี้นอกจากการดูแลตัวเองของคุณแม่ท้องขณะกำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น การฝากครรภ์ เพื่อให้คุณหมอช่วยดูแล และกระบวนการทำคลอดที่ดีก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งอยู่ภายใต้คำว่า “ลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย” (—> อ่านต่อบทความแนะนำ : ฝากครรภ์ฟรี! คลอดบุตรฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย) ซึ่งการคลอดลูก ไม่ว่าจะเป็นที่ รพ. รัฐ หรือ คลอดเอกชน อาจทำให้คุณแม่หลายคนคิดหนักว่าจะเลือกโรงพยาบาลไหนดี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละบุคคลด้วย

ซึ่งในกรณีนี้  มีคุณหมอสูติ ท่านหนึ่งออกมาตั้งกระทู้บนเว็บไซต์พันทิปเพื่อเตือนใจ คุณแม่ท้อง เกี่ยวกับการเลือกรพ.เพื่อคลอดลูก ว่า รพ.เอกชน ก็อาจไม่ได้มีพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเสมอไป ถึงแม้ว่าโรงพยาบาลเอกชนจะมีความรวดเร็วและสะดวกสบาย อย่างที่หลายคนรู้กัน   บางครั้งบางโรงพยาบาลก็ไม่ได้อาจมีเครื่องมือหรือคุณหมอที่พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ยากได้เสมอไป

โดยคุณหมอใช้ชื่อ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปว่า ฟ้าหมาดฝน ซึ่งได้ออกมาเปิดเผยความในใจว่า ตัวเเองเป็นหมอสูติ ที่ทำงานใน รพ.รัฐเป็นหลัก และทำเอกชนพาร์ทไทม์ โดยคุณหมอเล่าถึงปัญหาที่พบเจอว่า…

***หมายเหตุ: ข้อมูลดังต่อไปนี้เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งนำมาแชร์เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่จึงต้องใช้วิจารณญาณให้การอ่าน เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของตัวท่านเองด้วยนะคะ***

คนท้อง ที่มีปัญหาแทรกซ้อนโดยเฉพาะกรณีคลอดก่อนกำหนด เวลาเข้ารักษาในรพ.เอกชน จะเจอปัญหา

1. ศักยภาพไม่ถึง

เช่น กรณีคลอดก่อนกำหนด รพ.เอกชนส่วนมาก มักจะดูแลเด็กได้ที่อายุครรภ์ราวๆ 34 สัปดาห์ขึ้นไป แต่ถ้าระดับ 28-34 ส่วนมากจะดูแลไม่ได้ นอกจาก รพ.ที่ศักยภาพสูงจริงๆ

และถ้าต่ำกว่า 28 สัปดาห์ คือเอกชนเลี้ยงไม่รอดหรอกค่ะ ต้องเข้า รพ.รัฐบาลใหญ่ๆ

เหตุผลเพราะว่า  การลงทุนเพื่อสร้าง NICU สำหรับเด็กอ่อน รวมจึงจ้างหมอพยาบาลระดับพระกาฬ มันสูงมากนะคะ 

และในที่สุดมันก็จะเป็นต้นทุนค่ารักษาต่อไปค่ะ ดูแล้วคนทั่วไปคงไม่มีกำลังจ่าย เขาจึงไม่พัฒนาในส่วนนี้ค่ะ (ต่างจากรัฐบาลซึ่งการสร้างห้อง คนของ พวกนี้ ไม่ได้คิดเป็นราคาอะไรคือมาเป็นงบประมาณ)

อีกประเด็นคือ การดูแลแม่ที่มีภาวะแทรกซ้อน

การสังเกตอาการต่างๆที่เป็นปัญหาวิกฤต พยาบาลและทีมของเอกชนก็มักจะไม่ได้รับการฝึกฝนเท่ารพ.รัฐเช่นกัน

กรณีคลอดก่อนกำหนด ครรภ์เป็นพิษ อะไรแบบนี้ การนอนในรพ.เอกชนค่อนข้างเสี่ยงค่ะ

 

2. ต่อเนื่องจากข้อ 1.คือราคาสูง

สมมติว่า รพ.เอกชนดังกล่าว สามารถดูแลเด็กคลอดก่อนกำหนดได้ประมาณนึง ค่าใช้จ่ายก็มักสูงลิ่วเกินกว่าคนธรรมดาทั่วไปจะฝันถึงนะคะ

ต่อให้เด็กคลอดก่อนกำหนด แบบธรรมดาๆ ไม่ได้ใช้ยากระตุ้นอะไรพิเศษ อาจจะวิ่งเป็นหลักหมื่นต่อวัน

ถ้าพูดถึงกรณีคนต่างจังหวัด (แบบจังหวัดที่เราอยู่เนี่ย) ซึ่งบางคนก็เป็นคนทำงานทั่วไป ทำไร่ทำนาก็มี คือไม่ได้เล่นเน็ต ไม่รู้ข้อมูลอะไรมาก

บางคนประเมินว่าหลักพันก็หรูแล้ว  พอเห็นตัวเลขจริงนี่แทบช็อค (เอาว่าขนาดเราเองเป็นหมอนะคะ เคยมีเหตุจำเป็นพาแม่ไปตรวจ OPD เอกชนที่ต่างจังหวัด เห็นบิลก็ช็อคเหมือนกันค่ะ)

อ่านต่อ >> กระทู้จากพันทิป หมอสูติฝากมา “เตือนใจคุณแม่ท้อง เรื่องการเข้า รพ.เอกชน” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกเจ็บป่วย

พ่อแม่ต้องรู้! “9 ข้อห้ามทำ” เมื่อลูกเจ็บป่วย

ลูกเจ็บป่วย พ่อแม่ต้องระวัง ..สำหรับพ่อแม่มือใหม่ แค่เจ้าตัวเล็กถูกมดกัด ก็ทำให้คุณวิ่งวุ่นทั่วบ้าน แต่คนทุกวัยย่อมเจ็บป่วยได้ด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะเด็กทารกก็เช่นกัน แต่หากพ่อแม่เกิดวิตกหรือเครียดจนเกินไปก็ไม่อาจช่วยให้ลูกหายเร็วขึ้น

Continue reading “พ่อแม่ต้องรู้! “9 ข้อห้ามทำ” เมื่อลูกเจ็บป่วย”

ฝังเข็ม อยู่ไฟ ดูแลตัวเองหลังคลอด แผนไทย แผนจีน

การดูแลสุขภาพหลังคลอด เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การดูแลในขณะตั้งครรภ์ เพื่อให้คุณแม่มีสุขภาพที่ดีพร้อมในการให้นมลูก เลี้ยงลูก และมีรูปร่างที่สวยงามสมบูรณ์ดังเดิม เราจึงขอแนะนำการดูแลสุขภาพในแบบทางเลือก นั่นคือ ฝังเข็ม อยู่ไฟ ดูแลตัวเองหลังคลอด แผนไทย แผนจีน มาให้รู้จักกันค่ะ

ดูแลตัวเองหลังคลอด

ฝังเข็ม อยู่ไฟ ดูแลตัวเองหลังคลอด แผนไทย แผนจีน

ว่าที่คุณแม่ส่วนใหญ่หรือคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ 9 เดือน มักจะมีน้ำหนักเพิ่มเฉลี่ยประมาณ12-13 กิโลกรัม ซึ่งหลังคลอดน้ำหนักของคุณแม่เฉลี่ยจะหายไปประมาณ 8 กิโลกรัม (นั่นคือน้ำหนักของ น้ำ ทารก รก และน้ำในร่างกาย) และจะยังคงมีน้ำหนักเหลืออยู่กับคุณแม่อีกประมาณ 4 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักที่ตกค้างอยู่นี้สามารถกําจัดออกไปได้ด้วยการออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการให้นมบุตร

โดยในช่วงที่คุณแม่ยังให้นมลูกน้อยอยู่ คุณหมอส่วนใหญ่มักแนะนําว่ายังไม่ควรไดเอตหรืออดอาหาร แต่ต้องระวังไม่ให้อ้วนไปกว่านี้ ด้วยการกินอาหารที่มีไขมันน้อย แต่มีสารอาหารสำคัญมากๆ เพื่อให้ในน้ำนมแม่มีไขมันอยู่บ้างพร้อมกับสารอาหารที่มีคุณค่าอยู่สูง ดังนั้น หากคุณแม่อยากเอาไขมันออกจากตัว หรือลดน้ำหนักโดยไม่ต้องอดอาหาร ก็คือการให้นมลูก และงดกินอาหารที่มีไขมันสูง รูปร่างที่ดูเหมือนคนอ้วนก็จะค่อยๆ ยุบลงค่ะ ซึ่งนอกจากเรื่องอาหารเรามาดูกันบ้างว่า การฝังเข็ม อยู่ไฟ ดูแลสุขภาพหลังคลอดแผนไทย แผนจีนหลังคลอด ต้องทำอย่างไรเพื่อให้คุณแม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง

ดูแลน้ำหนัก+ ลดเครียดหลังคลอดด้วยแพทย์แผนจีน

สําหรับคุณแม่ที่มีอุปสรรคในเรื่องการลดน้ำหนัก หรือมีภาวะซึมเศร้า การฝังเข็ม ด้วยแพทย์แผนจีนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาช่วงหลังคลอดแล้ว ยังแก้ปัญหาในช่วงก่อนตั้งครรภ์ และตอนแพ้ท้องได้ด้วย ซึ่งศูนย์ดูแลสุขภาพชีวจิตโฮมคลินิกเวชกรรมมีข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ที่สนใจการ ดูแลตัวเองหลังคลอด ด้วยการฝังเข็มหรือการแพทย์แผนจีน ดังนี้ค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ข้อปฏิบัติ 6 ประการจากแพทย์แผนจีน คลิกต่อหน้า 2

ทำความสะอาดเต้านม และขวดนม

ทำความสะอาดเต้านม และขวดนม แบบ Step by Step

เพราะเต้านมแม่ และขวดนม คือ อุปกรณ์สำคัญที่นำพา “น้ำนม” อาหารหลักไปจนถึงเบบี๋ คุณแม่ทั้งหลายจึงควรสนใจเรื่องการ ทำความสะอาดเต้านม และขวดนม เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยค่ะ

ทำความสะอาดเต้านม และขวดนม แบบ Step by Step

ทั้งนี้แม่มือใหม่ป้ายแดง มักกังวลเป็นพิเศษ เช่น ระหว่างวัน ตัวแม่เองก็มีเหงื่อคาบไคลต่างๆ คงห่วงว่า เต้านมจะไม่สะอาดพอสำหรับลูกน้อย หรือ ขวดนมเอง ถ้าไม่นึ่ง ไม่ต้ม ไม่ควรหยิบขึ้นมาใช้เลย แต่ในความเป็นจริง ถ้าต้องเช็ดเต้านมทุกขั้นตอนตามที่ได้รู้มา หรือ ต้องนึ่งต้องต้มขวดนมกันตลอดเวลา มันคงไม่ทันกาล เราจึงมีวิธีการ ทำความสะอาดเต้านม และการทำความสะอาดขวดนม ระหว่างวัน มาฝาก ซึ่งแต่ละวิธีขั้นตอนง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก แถมสะอาดมั่นใจ และทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

ทำความสะอาดเต้านม

ขั้นตอนการ ทำความสะอาดเต้านม ระหว่างวันก่อนให้เบบี๋กิน และก่อนปั๊มเก็บสต็อก แบบ Step by Step

  • ทำความสะอาดมือทั้งสองข้าง และเช็ดให้แห้ง
  • หากอยู่บ้านใช้สำลี หรือ ผ้าสะอาดชุบน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว แต่ถ้าอยู่นอกบ้าน ความสะดวกรวดเร็วเป็นเรื่องสำคัญ จะใช้น้ำประปา หรือ น้ำดื่มขวดก็ได้ ขอให้สะอาดเป็นพอ จากนั้นบีบให้พอหมาดๆ
  • จากนั้นเช็ดทำความสะอาด หลักสำคัญของการเช็ดเต้านม คือ ทำให้บริเวณปากของลูกน้อย ที่สัมผัสในระหว่างกินนมแม่นั้นสะอาดทั่วถึงทั้งหมด ดังนั้นบริเวณที่ต้องเช็ด คือ ตั้งแต่หัวนมไปจนถึงลานนม และทั่วทั้งเต้านมทั้งด้านหน้า และด้านข้าง โดยเช็ดเป็นวงจากหัวนมวนออกไปให้ทั่วทั้งเต้านม
  • การทำความสะอาดเต้านมไม่ว่าจะตอนอาบน้ำ หรือ ระหว่างวัน ก่อนให้ลูกกิน หรือ ปั๊มสต็อก ควรล้างด้วยน้ำสะอาด ส่วนขณะอาบน้ำให้ใช้สบู่ทำความสะอาดตามปกติก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องหาน้ำยาล้างเฉพาะส่วน หรือ น้ำยาพิเศษใดๆ มาใช้เพิ่มเติม เพราะน้ำยานั้นอาจไปขจัดไขมันตามธรรมชาติที่ผลิตมาเพื่อหล่อลื่นหัวนม และลานนมออก จะทำให้ผิวบริเวณนั้นแห้ง และแตกง่ายได้

บทความแนะนำ

ลูกวัยเตาะแตะ น้ำหนักเกิน แก้ไขอย่างไรดี?

อยาก ให้นมแม่ สำเร็จ แม่ต้องสตรอง และห้ามท้อ

สัญญาณมะเร็งเต้านม ก้อนเนื้อที่เต้านมเป็นเพราะอะไร พร้อมวิธีตรวจด้วยตัวเอง

แม่สงสัย ดูแลเต้านม อย่างไรช่วงให้นมลูก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม วิธีทำความสะอาดขวดนม แบบ Step by Step คลิกต่อหน้า 2

มีลูกยาก ถ้า เยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ

เพราะผู้หญิงยุคใหม่มีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ร่างกายผิดปกติจนทำให้มีลูกยาก ทั้งเป็นเรื่องอายุ อาหาร การทำงาน และโรคภัยต่างๆ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาให้ความรู้เรื่อง เยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ ซึ่งเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้มีลูกยาก และอาจรุนแรงจนกลายเป็นมะเร็งได้อีกด้วย

เยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ

เยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ มีลูกยาก เพราะอะไร

ปัจจุบันพบว่า ผู้หญิงมีภาวะผิดปกติทางร่างกายที่ส่งผลให้มีบุตรยาก เพิ่มมากขึ้นกว่าสมัยก่อน ทั้งเรื่องประจำเดือนมาไม่ปกติ เรื่องอายุ สิ่งแวดล้อม และเรื่องอาหาร ดังนั้น นอกจาก การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงแล้ว การสังเกตความผิดปกติของตัวเอง รวมถึง การตรวจสุขภาพเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคร้าย และลดภาวะมีบุตรยากได้ ซึ่งหนึ่งในโรคที่คุณผู้หญิงควรรู้จักและเข้าใจ เพราะส่งผลต่อการมีบุตรได้นั่นคือ

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ ที่นอกจากจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีลูกยากแล้ว หากปล่อยโรคนี้ทิ้งไว้เรื้อรังไม่รักษาให้หายโดยไว อาจมีอันตรายถึงขนาดเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

เยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ คืออะไร

ตามปกติแล้วผู้หญิงมักจะมีรอบเดือนประมาณรอบละ 28-30 วัน และมีการตกไข่ช่วงกลางรอบเดือน โดยช่วงแรกก่อนการตกไข่ ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) หรือฮอร์โมนเพศหญิงเป็นหลัก เพื่อให้มีการเจริญเติบโตของเยื่อบุโพรงมดลูก ส่วนช่วงหลังการตกไข่ ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน(Progesterone) หรือเรียกอีกชื่อว่าฮอร์โมนของการตั้งครรภ์ ฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกสุก พร้อมรับการฝังตัวของไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิ แต่หากไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะค่อยๆ ลดลง และเยื่อบุโพรงมดลูกจะหลุดลอกออกมาทั่วทั้งโพรงมดลูก เป็นเลือดประจำเดือนตามปกติ ดังนั้น หากมีภาวะการตกไข่ผิดปกติ หรือไม่มีการตกไข่ จะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ที่เป็นตัวช่วยให้เกิดการสุกของเยื่อบุโพรงมดลูก การลอกตัวของเยื่อบุโพรงมดลูกตามปกติ ก็จะไม่เกิด หรือเกิดเฉพาะบางจุด ดังนั้นเยื่อบุโพรงมดลูกจะยิ่งหนาขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติและมีเลือดออกผิดปกติได้

เพราะเหตุใด ? ถึงเป็นโรคนี้

ปัจจัยหลักที่เป็นสาเหตุของโรคนี้คือ ความอ้วน เบาหวาน ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่ โดยโรค เยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ มักเกิดกับกลุ่มคุณแม่หรือผู้หญิงสูงอายุช่วงใกล้หมดประจำเดือนและหลังหมดประจำเดือน โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุเกิน 35 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้มากกว่า แต่ไม่ว่าจะอายุมากหรือน้อยก็สามารถเป็นโรคนี้ได้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม มีลูกยาก ถ้าเยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ คลิกต่อหน้า 2

อาหารบำรุงน้ำนม สำหรับคุณแม่หลังคลอด

อาหารบำรุงน้ำนม สำหรับคุณแม่ คำกล่าวที่ว่าสุดยอดของอาหารทั้งมวลไม่มีอะไรดีเท่า “น้ำนมแม่ ” เห็นจะไม่เกินจริงไปนัก เพราะในน้ำนมแม่นั้นมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ทั้งกาย และใจ ต่อลูกน้อยอย่างมหาศาล

อาหารบำรุงน้ำนม

อาหารบำรุงน้ำนม สำหรับคุณแม่

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า หากลูกน้อยได้รับน้ำนมแม่ได้นานเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะน้ำนมแม่มีสารอาหารครบถ้วน พร้อมทั้งมีเกราะเป็นภูมิคุ้มกันโรคอย่างดีเยี่ยมช่วยไม่ให้ลูกป่วยง่าย รวมถึงมีพัฒนาการทางการเรียนรู้ด้านต่างๆ ได้ดีนอกจากนี้ยังดีต่อจิตใจลูกน้อยอีกด้วย ทำให้เด็กมีความอ่อนโยนอบอุ่น และรู้สึกปลอดภัย ดังนั้น การที่คุณแม่มีน้ำนมที่มีคุณภาพอย่างเพียงพอจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งสิ่งง่ายๆ ในการมีน้ำนมที่ดีมาจาก อาหารการกินของคุณแม่นั่นเอง

มาดูกันดีกว่าว่า อาหารแบบไหนที่มีประโยชน์ต่อน้ำนมแม่ เพื่อต่อยอดอาหารแสนจะล้ำค่านี้ ให้กับลูกน้อยต่อไปในอนาคต

อาหารบำรุงน้ำนม ก่อนคลอด

การบำรุงน้ำนมนั้น คุณแม่สามารถเตรียมตัวได้ตั้งแต่ก่อนคลอด คือ รับประทาน อาหารที่มีสารอาหารจำเป็นต่อร่างกายคุณแม่ และลูกน้อยที่กำลังเติบโตภายในครรภ์ อันได้แก่

  • ผัก ผลไม้ เพราะมีกากใย วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย
  • ข้าวกล้อง ข้าวที่ไม่ขัดขาว
  • ขนมปังโฮลวีต ซีเรียล แหล่งคาร์โบไฮเดรตให้พลังงานสูงที่ร่างกายคุณแม่ต้องการ
  • เนื้อสัตว์ ไข่ และถั่วเหลือง มีโปรตีนสูงที่จำเป็นต่อการเติบโตของลูกน้อย
  • นม เนย และ โยเกิร์ต ร่างกายคุณแม่และลูกต้องการแคลเซียมมากกว่าปกติในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม อาหาร บำรุงน้ำนม สำหรับคุณแม่ คลิกต่อหน้า 2

ไขข้อสงสัย ท้องนี้ ปัสสาวะผิดปกติ หรือไม่?

ในขณะตั้งครรภ์คุณแม่มักจะมีอาการต่างๆ ในร่างกายที่ไม่เหมือนกับปกติ จนทำให้กังวลสงสัยว่าที่เราเป็นอยู่นี้แข็งแรงดีหรือเป็นโรค เช่น การปัสสาวะ เพราะจะมีทั้งปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะเล็ด ดังนั้น เราจึงมาไขข้อสงสัยให้รู้ว่า ท้องนี้ ปัสสาวะผิดปกติ หรือไม่? เพื่อให้คุณแม่สบายใจและพบแพทย์ได้ทันท่วงทีค่ะ

ปัสสาวะผิดปกติ

ท้องนี้ ปัสสาวะผิดปกติ หรือไม่?

แม่ท้อง ปัสสาวะอย่างไร

เรื่องเกี่ยวกับการถ่ายปัสสาวะ เป็นคำถามที่คุณแม่ตั้งครรภ์มักถามสูติแพทย์ที่ฝากครรภ์กันแทบทุกคน เพราะไม่มั่นใจว่าทำไมตัวเองปัสสาวะบ่อยจัง ทำไมปัสสาวะแล้วรู้สึกแสบขัด หรือบางครั้งเวลาไอหรือจามแล้วปัสสาวะเล็ดอีก ด้วยอาการเหล่านี้ทำให้คุณแม่สงสัยว่าแบบไหนคือ ปัสสาวะผิดปกติ ของแม่ท้อง อาการที่คุณแม่ตั้งครรภ์เป็นอยู่นี่ปกติดีไม่เป็นโรคใช่หรือไม่ เพราะกลัวส่งผลต่อสุขภาพและการตั้งครรภ์ ดังนั้น เราจึงหาคำตอบมาอธิบายให้เข้าใจกันอย่างถูกต้องว่า ท้องนี้ ปัสสาวะผิดปกติหรือไม่ มาฝาก เนื่องจากอาการ ปัสสาวะผิดปกติต่างๆ ที่กล่าวข้างต้นนั้น บางอย่างเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามปกติในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ในขณะที่บางอย่างก็เป็นสิ่งผิดปกติที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาโดยเร็ว มิฉะนั้นอาจก่อให้เกิดปัญหารุนแรงตามมาได้

ปัสสาวะแบบนี้ ปกติ

  • ปัสสาวะบ่อย

อันดับแรก ต้องให้คุณแม่ทำความเข้าใจอย่างถูกต้องก่อนว่า กระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะที่วางอยู่ด้านหน้าต่อจากมดลูก ทำหน้าที่ในการรองรับน้ำปัสสาวะที่ไหลมาจากท่อไต โดยกระเพาะปัสสาวะในร่างกายของเรานี้ มีความสามารถในการยืดขยายตัวเอง ให้บรรจุน้ำปัสสาวะได้เกือบครึ่งลิตร ก่อนที่จะปวดปัสสาวะมาก จนเราต้องถ่ายปัสสาวะ ซึ่งอาการปัสสาวะบ่อย เป็นเรื่องปกติของคุณแม่ตั้งครรภ์ ที่เกิดขึ้นได้ใน 2 ช่วงของการตั้งครรภ์ ได้แก่

ในช่วงไตรมาสที่ 1(หรือ 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์) เพราะมดลูกของคุณแม่จะมีการขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ขนาดของมดลูกที่โตขึ้นจะไปเบียดดันกระเพาะปัสสาวะของคุณแม่ จนทำให้ไม่สามารถขยายตัวได้เต็มที่ เมื่อกระเพาะปัสสาวะรับน้ำปัสสาวะได้เพียงประมาณ 100-200 มิลลิเมตร คุณแม่ก็จะรู้สึกปวดปัสสาวะ และต้องรีบไปถ่าย ทำให้ช่วงนี้คุณแม่จะรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยๆ ได้นั่นเอง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ท้องนี้ ปัสสาวะผิดปกติหรือไม่ ? คลิกต่อหน้า 2