ให้นมแม่

อยาก ให้นมแม่ สำเร็จ แม่ต้องสตรอง และห้ามท้อ

อยาก ให้นมแม่ สำเร็จ แม่ต้องสตรอง และห้ามท้อ จากการวิจัยพบว่า ทารกที่กินนมแม่แข็งแรงกว่าทารกที่กินนมผง เพราะนมแม่มีภูมิต้านทานโรค อีกทั้งธาตุเหล็กในนมแม่ยังดูดซึมเข้าสู่ลำไส้ได้ง่ายอีกด้วย ขณะที่ธาตุเหล็กในนมผงเป็นชนิดที่ดูดซึมได้ยาก นอกจากนี้สารอาหารหลายชนิดที่อยู่ในนมแม่ยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของสมอง ขณะที่นมผงเองเลียนแบบไม่ได้

ให้นมแม่

อยาก ให้นมแม่ สำเร็จ แม่ต้องสตรอง และห้ามท้อ

พร้อมกันนี้ งานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า ทารกที่กินนมแม่นั้นมีสติปัญญาดีกว่า นอกจากนี้การให้นมแม่ยังประหยัดค่านม ค่ารักษาพยาบาล แถมนมแม่ยังสร้างความรักความผูกพันระหว่างแม่และลูก ส่งเสริมความรักภายในครอบครัว ทารกที่กินนมแม่มีความฉลาดทางด้านอารมณ์ดีกว่าทารกที่กินนมผง (ร่าเริง อารมณ์แจ่มใส) การที่ลูกดูดนมแม่ ยังช่วยให้แม่ลดน้ำหนักตัวหลังคลอดได้ ยังไม่พอ ยังช่วยป้องกันปัญหาตกเลือดเพราะมดลูกบีบตัวอีกด้วย และสำคัญที่สุด สร้างความภูมิใจ และเห็นคุณค่าในตัวเองของความเป็น “แม่”

ให้นมแม่ ให้ได้นานแค่ไหน

ตามกำหนดขององค์การอนามัยโลก แนะนำว่า แม่สามารถให้นมแม่อย่างเดียวได้นาน 6 เดือน แล้วจึงให้อาหารตามวัยควบคู่กับนมแม่ด้วยไปจนถึงอายุ 2 ขวบ หรือมากกว่านั้น

ประตูสู่ความสำเร็จในการให้ นมแม่

บางคนอาจเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับการให้นมแม่มาว่า หากน้ำนมน้อย หรือ หัวนมบอด จะไม่สามารถให้นมลูกได้ หรือไม่ก็การให้นมแม่เป็นเรื่องยาก ความจริงแล้วผู้ที่เป็นแม่ทุกคนสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้หากรู้วิธีที่ถูกต้อง

ฎกุญแจสำคัญในการให้ นมแม่ มี 3 ประการ คือ

1. อย่าให้นมผง

2. อย่าด่วนหมดกำลังใจ

3. ต้องกระตุ้นเต้านมบ่อยๆ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม อยากให้นมแม่ สำเร็จ แม่ต้องสตรอง และห้ามท้อ คลิกต่อหน้า 2

ยาทำแท้ง ขายว่อนเน็ต เย้ยกฎหมาย ไม่ละอายต่อบาป!!

แม้ทุกคนจะทราบดีว่า การทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฎหมายในประเทศไทย และในสังคมพุทธ การทำลายชีวิตเป็นบาป แต่ในเมื่อเกิดความผิดพลาด และคิดว่าการท้องไม่พร้อมอาจทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ด้วยความกลัว ไม่กล้าบอกพ่อแม่ กลัวท่านผิดหวัง เสียใจ ด้วยกลัวหมดอนาคต ยังอยากเรียนต่อ หรือมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูก หรือด้วยเหตุผลอื่นๆ เพราะแต่ละคนมีความจำเป็นและเหตุผลที่ต่างกัน ทำให้แม่วัยใสไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร จึงเลือกที่จะใช้ ยาทำแท้ง เพื่อยุติปัญหาต่างๆ

เมื่อมีความต้องการทำแท้ง ธุรกิจขายยาทำแท้งก็พร้อมให้บริการ และเป็นเรื่องน่าตกใจมากที่ ยาทำแท้ง สามารถหาซื้อได้อย่างง่ายดายในอินเทอร์เน็ต ทั้งในกูเกิล อินสตาแกรม ก็มีข้อมูลยาทำแท้ง ยาขับเลือดขึ้นมามากมาย ขายกันแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย หรือละอายต่อบาปแต่อย่างใด!!!

และผู้ขาย ยาทำแท้ง เหล่านั้นก็ช่างเข้าอกเข้าใจ พร้อมให้คำแนะนำ และเป็นที่ปรึกษาแก่น้องๆ ที่กำลังสับสน ไร้ที่พึ่ง ด้วยการบริการที่จริงใจ ดูแลเหมือนพี่น้อง ยิ่งทำให้น้องๆ ที่เป็นคุณแม่วัยใส ตัดสินใจซื้อยาทำแท้ง ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ทันได้คำนึงถึงว่า หากตัวเองเสียชีวิตจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย คนที่เสียใจที่สุด ก็คือคนที่เราไม่อยากให้เขาผิดหวัง ไม่อยากให้เขาเสียใจนั่นเอง

ตัวอย่าง ยาทำแท้ง ในอินสตาแกรม

ยาทำแท้ง

แม่ค้าตอบไว ใจดี บริการด้วยใจ

ยาทำแท้ง

ลูกค้ารีบแอดไลน์นะคะ เพจโดนปิดบ่อย!

ยาทำแท้งยาทำแท้ง ยาขับเลือด ขายเย้ยกฎหมาย พร้อมโชว์ใบเสร็จไปรษณีย์ที่ยาวเป็นหางว่าว

ยาทำแท้ง

พร้อมรีวิวยืนยันว่าสั่งแล้วส่งจริง ไม่โกงแน่นอน ลูกค้าใช้บริการเพียบ

ยาทำแท้ง

ยาทำแท้ง

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ยาทำแท้ง

อ่านต่อ ร้านขายยาทำแท้งเย้ยกฎหมาย ในอินสตาแกรม คลิกหน้า 2

ลูกมีกลิ่นปาก

ลูกมีกลิ่นปาก สัญญาณบอกโรคที่ต้องระวัง!

ความมีเสน่ห์อย่างหนึ่งของเด็กคือ ความน่ารัก ไร้เดียงสา เนื้อตัวเสื้อผ้าที่สวมใส่สะอาด รอยยิ้มสวยฟันขาวสะอาด แต่เดี๋ยวก่อนทำไมลูกมีกลิ่นปาก คำถามนี้เคยได้ยินแม่ๆ เขาคุยกัน เราก็ตกใจจะเป็นไปได้ไงเด็กตัวเล็กนิดเดียว แบบนี้ชักจะยังไงอยู่นะเนี่ย ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบว่าทำไม ลูกมีกลิ่นปาก จะเป็นสัญญาณบอกโรคอะไรหรือเปล่านะ?

 

ลูกมีกลิ่นปาก เพราะอะไร?

ลูกชายอายุ 1 ขวบ 4 เดือน มีกลิ่นปากทั้งๆ ที่แปรงฟันให้วันละ 2 ครั้ง ทั้งเช้าและก่อนนอน ไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุใดได้บ้างคะ?

กลิ่นปากเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งในเด็กเล็กๆ ดังนั้นเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ที่ลูกกำลังมีปัญหาในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ ได้ทราบถึงสาเหตุว่าแท้จริงแล้ว การเกิดกลิ่นปากขึ้นกับลูกตั้งแต่วัยยังเล็กอยู่อาจมาได้จากหลายสาเหตุ ซึ่ง แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด ได้ให้คำตอบ พร้อมอธิบายถึงแนวทางแก้ไข ไว้ดังนี้ค่ะ

1. เศษอาหารเน่าเสียหรือคราบนมที่ตกค้างในช่องปาก เนื่องจากการย่อยสลายอาหารเหล่านี้โดยเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในปาก ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ บริเวณโคนลิ้น ซอกฟัน และร่องเหงือก

วิธีแก้ไข แปรงฟันทุกครั้งหลังอาหารทันที ใช้ไหมขัดฟันเพื่อกำจัดเศษอาหารระหว่างซอกฟัน แปรง เช็ด หรือขูดเบาๆ ที่ลิ้น พาลูกพบหมอฟันทุก 6 เดือนเพื่อกำจัดคราบสกปรกที่แปรงฟันด้วย

2. กลิ่นของอาหารบางอย่าง เช่น กระเทียม หัวหอม

วิธีแก้ไข แปรงฟันให้สะอาด ใช้อาหารบางอย่างเพื่อดับกลิ่น เช่น โยเกิร์ต กลิ่นมินต์ กลิ่นใบสะระแหน่ กลิ่นฝรั่ง กลิ่นมะนาว กลิ่นชะเอม ถ้าเป็นเด็กโต อาจให้กลั้วปากด้วยน้ำยาดับกลิ่นปาก หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 1.5% 10 ซีซี

3. การติดเชื้อภายในหรือบริเวณใกล้เคียงช่องปาก เช่น ไซนัสอักเสบ ทอนซิลอักเสบ เหงือกอักเสบ

วิธีแก้ไข รักษาการติดเชื้อ

ลูกมีกลิ่นปาก
Credit Photo : Shutterstock

 

4. โรคของระบบทางเดินอาหาร เช่น ภาวะกรดไหลย้อน ท้องผูก มีพยาธิเป็นจำนวนมาก

วิธีแก้ไข รักษาตามอาการของโรค

5. ลูกเป็นโรคภูมิแพ้หรือต่อมอะดีนอยด์โต ทำให้ต้องอ้าปากช่วยหายใจ เพราะหายใจทางจมูกไม่สะดวก และเมื่ออ้า ปากตลอดเวลาจะทำให้ปากแห้ง จึงมีกลิ่นปาก

วิธีแก้ไข รักษาโรคดังกล่าว จะได้หายใจทางจมูกได้

6. ดื่มน้ำน้อย ทำให้ปากแห้ง จึงมีกลิ่นปาก เช่นเดียวกับเวลากลางคืน น้ำลายหลั่งน้อยลง ตื่นเช้าขึ้นมาจึงมีกลิ่นปาก ทั้งๆ ที่แปรงฟันแล้วก่อนนอน

วิธีแก้ไข ให้ลูกดื่มน้ำเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นเด็กโต การเคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยให้น้ำลายเพิ่มขึ้น

7. ลูกเป็นโรคบางอย่าง ทำให้มีสารของเสียในร่างกายเพิ่มขึ้น ส่งกลิ่นออกมาตามสารคัดหลั่งของร่างกาย เช่น เหงื่อ น้ำลาย ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ

วิธีแก้ไข รักษาตามอาการของโรคดังกล่าว

ขอขอบคุณแพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด นิตยสาร Amarin Baby & Kids

อ่านต่อ >> การดูแลทำความสะอาดช่องปากและฟันให้ลูก หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ไวรัสลงกระเพาะในเด็กเล็ก

ไวรัสลงกระเพาะในเด็กเล็ก

 

เวลาลูกเล็กๆ ป่วยทำเอาคนเป็นพ่อแม่ห่วงใจแทบขาด ในเด็กเล็กจะมีภูมิคุ้มกันโรคที่ยังไม่แข็งแรงเหมือนกับในผู้ใหญ่จึงทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่าย อย่างไวรัสลงกระเพาะในเด็กเล็ก ก็เป็นอีกโรคที่เด็กเป็นกันมาก  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีอาการและสาเหตุการป่วยจากไวรัสลงกระเพาะ มาให้คุณพ่อคุณแม่ทราบ เพื่อจะได้ป้องกันให้กับลูกๆ ที่บ้านได้มาฝากค่ะ

 

ไวรัสลงกระเพาะในเด็กเล็ก เกิดจากสาเหตุใด?

โรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้ (Viral Gastroenteritis) เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งมีหลายสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรค ที่สำคัญและเป็นที่รู้จักกันมาก คือ เชื้อไวรัสโรต้า

การติดต่อ : เกิดจากการสัมผัสกับสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ การคลุกคลีกับผู้ป่วย การสัมผัสสิ่งของที่มีเชื้ออยู่แล้วเอามือเข้าปาก

ระยะฟักตัว : หลังการสัมผัสโรคจนแสดงอาการอาจใช้เวลาสั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงจนถึง 2 วัน เริ่มจากอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียนซึ่งเป็นนานประมาณ 1 – 5 วัน ต่อมาอาจมีถ่ายเหลว ซึ่งอาจเป็นอยู่ 2 – 3 วันหรือนานเป็นสัปดาห์ มักถ่ายเป็นน้ำ ในอุจจาระอาจมีมูกเลือด มีไข้ต่ำๆ หรือไข้สูงก็ได้

การนำอุจจาระมาให้หมอดูหรือส่งตรวจ ช่วยในการวินิจฉัยได้ โรงพยาบาลบางแห่งอาจมีวิธีตรวจที่จำเพาะกับเชื้อไวรัสโรต้าทำให้ทราบข้อมูลละเอียดขึ้น ในรายที่มีอาการอาเจียนหรือถ่ายเหลวรุนแรง มีอาการปวดท้องมาก หมอจะตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อดูว่าอาจเป็นโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกันหรือไม่ เช่น โรคไส้ติ่งอักเสบ โรคลำไส้อุดตัน  โรคลำไส้กลืนกัน โรคแพ้นมวัว เป็นต้น

อ่านต่อ >> ดูแลอย่างไรเมื่อลูกไวรัสลงกระเพาะ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

น้ำเดิน

น้ำเดิน หรือ น้ำคร่ำแตก อาการเป็นแบบไหน? และควรทำอย่างไร!!

พอได้ยินคำว่า น้ำเดิน หรือ น้ำคร่ำแตก ฟังดูน่ากลัวไม่น้อยสำหรับคุณแม่ท้องมือใหม่ เพราะนึกภาพไว้ว่าคงจะแตกเหมือนลูกโป่งที่บรรจุน้ำไว้เต็มแล้วแตกดังโพละ แต่ความจริงนั้น น้ำคร่ำแตก อย่างไร แบบไหน เราจะไขข้อสงสัยให้ค่ะ

น้ำเดิน น้ำคร่ำแตก

น้ำเดิน น้ำคร่ำแตก อาการเป็นแบบไหน? และควรทำอย่างไร!!

คุณแม่ท้องเคยเห็นฉาก น้ำคร่ำแตก ในหนังกันไหมคะ ในหนังในละครมักจะทำให้ฉากนี้ดูตื่นเต้น และวุ่นวายไปหมด มีน้ำไหลนองเจิ่งพื้นดูน่ากลัว พร้อมเพลงประกอบแบบหนังสยองขวัญ แต่ในความเป็นจริงนั้นกลับตรงกันข้ามเลย เรามาดูกันว่า เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์น้ำคร่ำแตก จะเป็นอย่างไร และควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง

มีอะไรในน้ำคร่ำ

น้ำคร่ำ คือน้ำที่อยู่ล้อมรอบตัวลูกน้อยในครรภ์ เป็นน้ำที่บรรจุอยู่ในถุงน้ำคร่ำ โดยองค์ประกอบที่สำคัญของน้ำคร่ำก็คือ น้ำ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 98% และส่วนที่เป็นของแข็งประกอบด้วยสารต่างๆ ประมาณ 2% ซึ่งรวมทั้งขี้ไคลและปัสสาวะของลูกน้อยในครรภ์ และในระหว่างการตั้งครรภ์น้ำคร่ำที่อยู่รอบตัวลูกนี้จะสร้างเพิ่มขึ้นมาทีละน้อย โดยมีปริมาณดังนี้

  • ตั้งครรภ์ 3 เดือน จะมีน้ำคร่ำประมาณ 50-80 มิลลิลิตร
  • ตั้งครรภ์ 4 เดือน จะมีน้ำคร่ำประมาณ 150-200 มิลลิลิตร
  • เมื่อใกล้คลอดจะมีปริมาณน้ำคร่ำถึงประมาณ 1 ลิตร
  • น้ำคร่ำที่มากหรือน้อยเกินไป สามารถเป็นตัวบ่งชี้ว่าลูกในท้องอาจมีความพิการหรือการเจริญเติบโตที่ผิดปกติหรือพิการได้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม น้ำคร่ำแตกบอกอะไร คลิกต่อหน้า 2

แม่ท้องเครียด

แม่ท้องเครียด ส่งผลต่อลูกในท้องอย่างไร?

แม่ท้องเครียด เป็นปัญหาหนึ่งที่ไม่สามารถเลี่ยงได้ในคนท้อง นั่นเพราะอาจจะเป็นการตั้งครรภ์ครั้งแรก จึงเกิดความกังวลกับทุกเรื่อง หรือแม่ท้องบางคนก็มีปัญหาสุขภาพ ฯลฯ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อตัวแม่ท้องเองแล้ว ก็ยังส่งผลไปถึงลูกน้อยในครรภ์ด้วย ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะพาไปดูว่าเมื่อ แม่ท้องมีความเครียด ส่งผลต่อลูกในท้องอย่างไรกันบ้าง

 

แม่ท้องเครียด = แท้ง

กว่าจะอุ้มท้องลูกคนนึงได้ไม่ใช่เรื่องง่ายของหลายๆ ครอบครัว และก็เชื่อว่าทั้งว่าที่พ่อ ว่าที่แม่มือใหม่คงไม่อยากจะสูญเสียลูกไปในระหว่างการตั้งครรภ์ แต่ด้วยเหตุปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดการแท้งขึ้นได้ มาจากทั้งปัญหาสุขภาพอย่างการแท้งคุกคาม การตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก การตั้งท้องลม ฯลฯ ซึ่งเชื่อไหมคะว่า การแท้งลูกจากสถิติพบว่าเกิดกับคนท้องได้มากถึง 15%

 

ความเครียดของแม่ท้องทำให้แท้งได้อย่างไร?

อนุภาคของความเครียดใครจะรู้ว่าสามารถก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อการตั้งครรภ์ได้ แม่ท้องส่วนหนึ่งเกิดปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามาในระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนในบ้าน เช่นปัญหา แม่ผัวลูกสะใภ้  เรื่องการเงินภายในครอบครัว สามีชอบกลับบ้านดึกๆ สามีชอบออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงทุกสัปดาห์  มีเรื่องจุกจิกให้ทะเลากับสามี หรือกับตัวแม่ท้องเองที่มีภาวะอารมณ์แปรปรวนซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนการตั้งครรภ์ เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดความเครียดได้ทั้งสิ้น

ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ถือเป็นช่วงที่ร่างกายของแม่ท้องอ่อนแอมากที่สุด ไหนจะอาการแพ้ท้อง เหม็นกลิ่น ทานอาหารไม่ได้ เวียนศีรษะอยู่เกือบตลอดวัน ซึ่งต้องบอกว่าเป็นช่วงที่เสี่ยงต่อการแท้งได้ง่าย หากมีอะไรมากระทบกับแม่ท้อง  ทั้งนี้หากแม่มีอาการเครียดก็ยิ่งเสี่ยงมากขึ้น มีงานวิจัยระบุว่า คนท้องที่เครียดสะสมจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดที่เรียกว่า*ทารกตายคลอดถึง 80%  นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยพบว่า แม่ท้องที่มีระดับความเครียดสูงจะส่งผลให้ลูกมีน้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์ อาจคลอดก่อนกำหนด และยังมีความเสี่ยงต่อโรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ในภายหลังคลอดอีกด้วย

*ทารกตายคลอด (stillbirth) หมายถึง ทารกเมื่อคลอดแล้วไม่มีอาการแสดงของการมีชีวิต ได้แก่ ไม่มีการหายใจเอง ไม่มีการเต้นของหัวใจ และไม่มีการเคลื่อนไหว อาจรวมถึงทารกที่คลอดออกมาถึงตายทันทีด้วย แบ่งเป็น 1. Fetal death in utero  ตายก่อนเจ็บครรภ์คลอด 2. Intrapartum fetal death  ตายในระยะคลอด[1]

อ่านต่อ >> อารมณ์ของแม่ มีผลต่อลูกในท้องอย่างไร? หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อาหารเป็นพิษ

อาหารเป็นพิษ โรคหน้าร้อน ที่ทุกครอบครัวต้องระวัง

ในช่วงหน้าร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าวมากขึ้นทุกวัน ทำให้ไม่ทั้งผู้ใหญ่ และเด็กๆ ต่างก็ต้องการอาหาร และเครื่องดื่มที่ช่วยคลายร้อน การตามใจปากจนไม่ได้ใส่ใจในเรื่องความสะอาดของอาหารก็สามารถทำให้เสียสุขภาพด้วยอาการ อาหารเป็นพิษ ที่เป็นหนึ่งในโรคฮิตช่วงหน้าร้อน ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะพาไปทำความรู้จักกับโรคอาหารเป็นพิษกันค่ะ

 

อาหารเป็นพิษ โรคหน้าร้อน  

ถ้านึกถึงหน้าร้อนหลายคนมักจะนึกถึงไอศกรีมกะทิ น้ำแข็งใสใส่นมข้นเยอะๆ ข้าวเหนียวมะม่วง กระท้อนลอยแก้ว น้ำหวาน  เย็นๆ ฯลฯ แค่นี้ก็ทำให้มีความสุขตลอดช่วงวันแสนยาวนานที่ร้อนอบอ้าวไปได้มากแล้วค่ะ และไหนจะใกล้ถึงเทศกาลสงกรานต์ที่เด็ก และผู้ใหญ่ จะได้ทำบุญตักบาตร รดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่ และก็ตบท้ายตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ด้วยการเล่นสาดน้ำกันให้ชุ่มฉ่ำ

 

Must Read >> โรคท้องร่วง ช่วงหน้าร้อน เด็กเล็กควรระวัง!

 

แต่รู้อะไรกันไหมคะว่าหน้าร้อนแบบนี้ทำให้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่เจ็บป่วยกันได้ง่ายมากๆ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการทาน  อาหาร เครื่องดื่มที่ไม่สะอาด แล้วยิ่งเล่นน้ำคลายร้อนกันในช่วงสงกรานต์ มือไม้ไม่ได้ล้างก่อนหยิบ จับอาหารเข้าปาก เหงื่อไคล ฝุ่นละออง ที่ติดมากับเสื้อผ้า ตามผิวมือทั้งสองข้าง คุณแม่คะลองคิดดูว่าตอนที่หยิบเอาอาหารเข้าปากเชื้อโรคแบคทีเรียที่ซ่อนมากับเนื้อตัวติดลงไปในอาหาร ในน้ำที่ดื่มเข้าไปนั้น มันทำให้ทุกคนป่วยได้ง่ายมาก ยิ่งโดยเฉพาะกับโรคอาหารเป็นพิษ ที่ขอบอกว่าใครเป็นแล้วทรมานถึงขั้นต้องล้มหมอนนอนโรงพยาบาลกันเลยละค่ะ

อ่านต่อ >> สาเหตุที่ทำให้ป่วยจากการกินอาหาร หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

รู้ก่อนท้อง! เป็นโรคไต มีลูกได้ไหม ?

โรคไต คือ โรคที่ทำให้การทำงานของไตเสื่อม หรือ ถึงขั้นไตวาย เราจะรู้ว่าเป็นโรคนี้ก็ต่อเมื่อ ตรวจร่างกาย ตรวจปัสสาวะ และตรวจเลือด จึงจะพบ ผู้หญิงที่ เป็นโรคไต มีลูกได้ไหม โรคไตส่งผลร้ายอะไรต่อการตั้งครรภ์บ้าง มาดูกัน

เป็นโรคไต มีลูกได้ไหม

เป็นโรคไต มีลูกได้ไหม

สาเหตุการเกิดโรคไต

  1. เกิดจากความผิดปกติ มาแต่กำเนิด เช่น ไตเป็นถุงน้ำ ไตมีข้างเดียว
  2. เกิดจากการอักเสบ และติดเชื้อ เช่น กรวยไตอักเสบเรื้อรัง
  3. มีการอุดตันท่อไตจนทำให้ไตเสื่อม เช่น เป็นเนื้องอกไต มะเร็งไต หรือ นิ่ว
  4. ได้รับยา หรือ สารพิษที่มีผลต่อไต เช่น ยาแก้ปวดประเภท เอ็นเสดส์ (NSAIDs= Non Steroid Anti-inflammatory Drugs) หรือ สารเคมีบำบัดบางอย่างที่มีผลกับการทำงานของไต
  5. เกิดจากโรคที่มีผลต่อเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงไต และมีการทำลายเนื้อไต เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคภูมิแพ้ของร่างกาย

อาการของโรคไต

  • ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะราด ปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะออกน้อย
  • น้ำปัสสาวะมีความผิดปกติ เช่น

– ปัสสาวะแล้วเป็นเลือด หรือ ปัสสาวะเป็นสีน้ำชาแก่ๆ เหล่านี้เกิดจากการอักเสบ ติดเชื้อ มีเนื้องอก หรือ เป็นมะเร็งที่ไต

– ปัสสาวะเป็นฟอง หรือ สีขาวขุ่น เกิดจากการที่มีโปรตีนรั่วออกมา

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม อาการของโรคไต คลิกต่อหน้า 2

ถึงเป็น เวิร์คกิ้งมัม ก็บริหารจัดการนมแม่ได้

ถึงเป็น เวิร์คกิ้งมัม ก็ บริหารจัดการนมแม่ ได้ เมื่อถึงคราวคุณแม่ต้องกลับไปทำงาน หลายคนคงสงสัยว่าแล้วจะให้นมลูกต่อได้อย่างไรดีล่ะ เรามีเทคนิคแบบ Step-by-step บอกเล่าแต่ละขั้นตอนมาให้ได้เตรียมตัวกันแต่เนิ่นๆ เพื่อการให้นมแม่ จะได้ไม่ต้องสะดุดล้มกลางคัน

 

ถึงเป็น เวิร์คกิ้งมัม ก็บริหารจัดการนมแม่ได้

  1. เตรียมตัว หาข้อมูลเกี่ยวกับที่ทำงาน การลาคลอด คนดูแลลูก สถานรับเลี้ยงเด็ก สถานที่บีบน้ำนม รวมไปถึงตู้เย็นในที่ทำงาน

2. เตรียมบริหารน้ำนม เมื่อลูกอายุครบ 6 สัปดาห์ ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง ขอแนะนำให้คุณแม่ เวิร์คกิ้งมัม เริ่มเก็บสะสมน้ำนมไว้เลย เช่น หากลูกดูดนมข้างขวา ก็ให้บีบนมข้างซ้ายเก็บไว้พร้อมๆ กัน ไม่ก็หลังจากลูกดูดนมจนอิ่มแล้วให้บีบออกจนเกลี้ยงทั้งสองเต้า เพื่อเก็บไว้เป็นทุน จะได้ไม่ต้องมาเร่งเก็บเมื่อใกล้ถึงวันจะกลับไปทำงาน การทำแบบนั้นยิ่งไม่มีน้ำนมสะสมเอาไว้เลย ทีนี้ละความเครียดทบเท่าทวีคูณ

3. มองหาผู้ช่วย ลองตัดสินใจดูว่าจะให้ลูกเราอยู่กับใคร คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย พี่เลี้ยง หรือ จะฝากไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก เรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลาคิดอย่างรอบคอบว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง คนใกล้ตัวเราถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ถ้าไม่มีต้องส่งให้คนอื่นดูแล ก็ต้องพิจารณากันให้ดี

4. ให้ความรู้แก่ผู้ช่วย บอกถึงเหตุผล และความสำคัญของการให้นมแม่อย่างละเอียด เน้นเรื่องความสะอาด ถูกสุขอนามัย รวมถึงฝึกฝนวิธีให้นมแม่ด้วยอุปกรณ์ต่างๆ พยายามฝึกล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนคุณแม่ไปทำงาน โดยในระยะแรกคุณแม่ต้องอยู่ด้วยเพื่อให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด จากนั้นจึงค่อยๆ ถอนตัวออกมาให้คำแนะนำอยู่ห่างๆ อย่าลืมชื่นชมและให้กำลังใจผู้ช่วยคนเก่งของเราด้วยนะคะ เพราะชีวิตลูกเราฝากไว้ในมือพวกเขา

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

5. วิธีการให้นมแม่โดยใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ

– แก้ว ให้ใช้แก้วยาใบเล็ก และเติมน้ำนมทีละน้อย โดยจัดท่านั่งของผู้ป้อนให้สบาย จับเด็กอยู่ในท่านั่งพิงตัวไว้กับอกของผู้ป้อน หรือ วางเด็กลงบนตัก ยกศีรษะให้สูงขึ้นนำปากแก้วไปแตะที่ริมฝีปากล่าง ปล่อยให้เด็กค่อยๆ ใช้ลิ้นไล้นมเข้าปากเอง อย่าใช้วิธีกระดกแก้วให้เด็กกลืน อาจเกิดการสำลักนมได้

– ช้อน ใช้ช้อนชา ตักน้ำนมแม่ทีละน้อย หรือใช้หลอดป้อนยา ค่อยๆ ฉีดเข้าตรงมุมปากอย่างเบามือ โดยระหว่างป้อนยกศีรษะเด็กทารกให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันการสำลัก

– ขวดนม หาขวดและจุกนมที่เหมาะสมกับความชอบของเด็ก วิธีนี้ง่ายและสบาย แต่หากเลี่ยงได้ควรเลี่ยง เพราะอาจเกิดปัญหาในภายหลัง เด็กบางคนอาจสับสนระหว่างหัวนมแม่ กับจุกนมขวด บางคนถืงกับไม่อยากไปดูดนมจากอกแม่ก็มี จนเกิดอาการติดจุกนมไปจนโต ส่งผลให้เกิดฟันผุ และปัญหาในการเลิกนมขวดตามมา

ติดตาม ถึงเป็นเวิร์คกิ้งมัม ก็บริหารจัดการนมแม่ได้ คลิกต่อหน้า 2

คุณแม่ ตั้งครรภ์ อย่างไร ไม่ให้อ้วน

คุณแม่ ตั้งครรภ์ อย่างไร ไม่ให้อ้วน สิ่งสำคัญของการตั้งครรภ์คุณภาพ คือการดูแลน้ำหนักอย่างถูกวิธี เพื่อไม่ให้คุณแม่อ้วน หรือมีน้ำหนักขึ้นมากเกินไป เพราะบั่นทอนสุขภาพคุณแม่และลูกน้อยได้ ฉะนั้นรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าเราจะ ตั้งท้องอย่างไรไม่ให้อ้วน

คุณแม่ ตั้งท้อง อย่างไร ไม่ให้ อ้วน

คุณแม่ ตั้งครรภ์ อย่างไร ไม่ให้อ้วน

หนึ่งในความกังวลของคุณแม่เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ก็คือ น้ำหนักและรูปร่าง น้ำหนักควรขึ้นเท่าไร จะควบคุมน้ำหนักได้ไหม ตั้งครรภ์ อย่างไร ไม่ให้อ้วน และทำอย่างไรให้น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์

ก่อนอื่นคุณแม่ต้องสำรวจตัวเองก่อนว่า เราอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “อ้วน” “น้ำหนักเกิน” “สมส่วน” หรือ “ผอม” โดยดูจากดัชนีมวลกาย (BMI-Body Mass Index) ค่ะ ซึ่งคำนวณโดยนำ น้ำหนักหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตร ยกกำลัง 2

เมื่อได้ผลการคำนวณแล้วมาดูกันว่าน้ำหนักคุณแม่อยู่ในเกณฑ์ใ

BMI ต่ำกว่า 18.5 น้ำหนักน้อยว่าปกติ หรือ ผอม

BMI 18.5 – 24.9 อยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือสมส่วน

BMI 25 – 29.9 น้ำหนักเกิน

BMI มากกว่า 30 อ้วน

ระหว่างท้องน้ำหนักควรขึ้นเท่าไร

  • หาก BMI อยู่ในเกณฑ์ปกติ น้ำหนักตลอดการตั้งครรภ์ ควรเพิ่ม 11-15 กิโลกรัม
  • หาก BMI น้ำหนักเกิน น้ำหนักคุณแม่ควรเพิ่มขึ้น 6.7-11.2 กิโลกรัม
  • หากคุณแม่เป็นคนอ้วน น้ำหนักควรเพิ่มขณะตั้งครรภ์คือ 4.9-9.0 กิโลกรัม เท่านั้น

ตอนตั้งครรภ์ ควบคุมอาหารหรือกินอาหารเพื่อการลดน้ำหนักได้ไหม

การจำกัดอาหารและพยายามลดน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์เป็นอันตรายมากค่ะ คุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการเลือกชนิดอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของลูกโดยไม่ก่อให้เกิดไขมันสะสมจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เช่น การรับประทานเนื้อสัตว์ที่ไม่มีไขมันแทรก หลีกเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยการทอด หลีกเลี่ยงเบเกอรี่ ขนมหวาน และออกกำลังกายสม่ำเสมอ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม คุณแม่ท้อง กินอย่างไรให้ลงลูก คลิกต่อหน้า 2

ประโยชน์ของนมแม่ ข้อดีที่มีต่อสุขภาพทั้งแม่และลูก

เราเคยรู้อยู่แล้วว่านมแม่เป็นอาหารอันวิเศษของลูก ซึ่งดีต่อสุขภาพทั้งกายและใจของเขา แต่การให้นมแม่ ดีต่อสุขภาพของแม่อย่างไรบ้างนั้น เรามีคำอธิบาย ประโยชน์ของนมแม่ มาฝากกันค่ะ

ประโยชน์ของนมแม่

ประโยชน์ของนมแม่ ข้อดีต่อทั้งแม่และลูก

เพราะการให้นมแม่ แก่เด็กทารก เป็นสิ่งที่ดีทั้งต่อสุขภาพแม่และลูก จึงมีนโยบายของรัฐบาลและความพยายามจากหน่วยงานนานาชาติในการส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเลี้ยงทารกในช่วงขวบปีแรก หรือ นานกว่านั้น โดยองค์การอนามัยโลกและกุมารแพทย์ของอเมริกา (American Academy of Pediatrics) ก็มีนโยบายสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เช่นเดียวกัน

ประโยชน์ของนมแม่ ที่มีต่อทารก

  • ทารกที่กินนมแม่จะลดอัตราเสี่ยงการเป็นโรคไหลตายในเด็ก (Sudden Infant Death Syndrome หรือ SIDS)
  • ทารกจะได้รับภูมิคุ้มกันโรคหลายชนิด
  • การดูดที่อกแม่ช่วยกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการของฟันและอวัยวะในการออกเสียงอย่างเหมาะสม
  • การให้ลูกดูดนมจากเต้ายังช่วยให้ลูกน้อยได้ใกล้ชิดกับแม่สร้างความผูกพัน อบอุ่นใจ และ ทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัยอีกด้วย

ประโยชน์ของนมแม่ ที่มีต่อแม่

  • การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ช่วยกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนออกซิโทซิน และโพรแล็กติน ซึ่งทำให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย และเกิดความรักใคร่ทะนุถนอมในตัวลูก
  • นอกจากนี้การให้ลูกกินนมแม่ทันทีหลังคลอดยังช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนออกซิโทซินในร่างกายทำให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็ว
  • แถมลดอาการตกเลือดได้อีกด้วย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ นมแม่ คลิกต่อหน้า 2

คลิปนาทีชีวิต!! เด็กหนุ่มสำลักอาหารเกือบเสียชีวิต โชคดีเพื่อนใช้วิธีเฮมลิก แมนูเวอร์ ช่วยไว้ทัน

เด็กหนุ่มสำลักอาหาร …เผยคลิปนาทีชีวิต เด็กหนุ่มนักเรียนชั้น ม.ปลาย สำลักอาหารเกือบเสียชีวิต เพราะอาหารเข้าไปติดคอ โชคดีที่เพื่อนรีบเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน โดยทางโรงเรียนเผยเพื่อนคนนี้เคยฝึกหลักสูตรช่วยชีวิตฉุกเฉินมาก่อน

การสำลักอาหาร อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ร้ายแรงอะไร แต่แท้จริงแล้ว เรื่องการสำลักอาหารก็สามารถกลายเป็นอันตรายที่ร้ายแรงมากได้ เพราะอาหารที่หลุดเข้าไปในหลอดลม กีดขวางทางเดินทายใจ ทำให้ผู้ที่สำลักพูดไมได้ หายใจไม่ออก จนถึงขั้นเสียชีวิตได้

นาทีชีวิต!! เด็กหนุ่มสำลักอาหาร เกือบเสียชีวิต
โชคดีเพื่อนใช้วิธีเฮมลิก แมนูเวอร์ ช่วยไว้ทัน

เช่นเดียวกับเด็กหนุ่มคนนี้ ที่เกิดสำลักอย่างรุนแรงขณะที่กำลังรับประทานอาหารกลางวัน แต่เขารอดมาได้เพราะไหวพริบของเพื่อนสนิท ที่รีบมาช่วยชีวิตเขาเอาไว้ โดยเว็บไซต์เดลี่เมล รายงานว่า เด็กหนุ่มชั้นเกรด 10 (มัธยมศึกษาปีที่ 4 ) ของโรงเรียนของโรงเรียนลาครอส เซ็นทรัล ในสหรัฐอเมริกา ได้ซื้ออาหารกลางวันมานั่งรับประทานร่วมกับเพื่อน ๆ ที่โรงอาหาร ซึ่งทุกอย่างดูปกติเรียบร้อยดี จนกระทั่งเด็กหนุ่มคนหนึ่งเกิดสำลักขึ้นมา

เด็กหนุ่มสำลักอาหาร

ซึ่งจากคิดจะเห็นภาพ ซึ่งตอนแรกเพื่อน ๆ ของเขาไม่ได้ใส่ใจอะไรอย่างจริงจังเพราะคิดว่าเด็กหนุ่มที่กำลังสำลักอยู่แค่แกล้งเล่นแบบขำ ๆ แต่จู่ๆ เขาก็เริ่มไอหนักขึ้น และสำลักรุนแรงจนน่ากลัว จึงทำให้เพื่อน ๆ ตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแล้ว ในตอนนั้นเอง เพื่อนที่นั่งฝั่งตรงข้าม จึงลุกไปหาเด็กหนุ่มที่กำลังสำลัก แล้วเดินอ้อมหลังไปช่วย โดยเอามือกอดตัวเด็กหนุ่มที่กำลังสำลักอาหารอยู่เอาไว้ แล้วใช้วิธีเฮมลิก แมนูเวอร์ ในการช่วยเพื่อน

เด็กหนุ่มสำลักอาหาร

จากในคลิปจะเห็นได้ว่า หลังจากที่เพื่อนที่ลุกมาช่วยกดกระแทกหน้าอกเด็กหนุ่มที่สำลักอยู่ 3 ครั้ง เศษอาหารก็หลุดออกมาได้

♠ บทความแนะนำน่าอ่าน : วิธีช่วยชีวิตลูก สิ่งแปลกปลอมติดคอ สำลักอาหาร (มีคลิป)

จึงทำให้เด็กหนุ่มที่ช่วยเหลือเพื่อในครั้งนี้ถูกขนานนามให้เป็นฮีโร่คนเก่ง ซึ่งเขาได้เปิดเผยว่าตอนนั้นเขาคิดว่าเพื่อนที่สำลักอาหารคงแค่แกล้ง เพราะเพื่อนรายนี้เป็นคนมีอารมณ์ขัน ชอบทำทำตัวตลกอยู่เสมอ

โดยด้านอาจารย์ฝ่ายสุขศึกษาประจำโรงเรียนกล่าวว่า สาเหตุที่เด็กหนุ่มฮีโร่ช่วยเพื่อนแบบนั้นได้ เป็นเพราะเขาเคยเข้าร่วมอบรมโครงการยุวชนตำรวจมาก่อน ที่โครงการนี้ ซึ่งได้รับการฝึกแบบเดียวกับตำรวจ และได้เรียนรู้การปฐมพยาบาลในภาวะฉุกเฉินอีกด้วย

 

>> ชมคลิป “นาทีชีวิต!! เด็กหนุ่มสำลักอาหารเกือบเสียชีวิต โชคดีเพื่อนใช้วิธีเฮมลิก แมนูเวอร์ ช่วยไว้ทัน” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เป็น โรคซึมเศร้า ตั้งครรภ์ ได้ไหม?

เป็น โรคซึมเศร้า ตั้งครรภ์ ได้ไหม? หากคุณผู้หญิงเคยมีอาการซึมเศร้า หรือมีโรคซึมเศร้าเป็นโรคประจำตัว คงจะมีข้อสงสัยว่า เป็นโรคซึมเศร้า ตั้งครรภ์ได้ไหม เพราะกลัวว่าโรคนี้จะส่งผลต่อสภาพจิตใจตอนท้องและมีผลต่อลูกน้อย วันนี้เราจึงจะมาให้คำตอบพร้อมคำอธิบายเพื่อให้คุณแม่เข้าใจกันมากยิ่งขึ้นค่ะ

เป็น โรคซึมเศร้า ตั้งครรภ์ ได้หรือไม่

เป็น โรคซึมเศร้า ตั้งครรภ์ ได้หรือไม่

รู้จักและเข้าใจโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า มีความแตกต่างจากภาวะอารมณ์เศร้าตามปกติทั่วไปของคนเรา เพราะภาวะอารมณ์เศร้าเป็นเรื่องของความรู้สึกที่เกิดจากความผิดหวัง เสียใจ จากเรื่องราวต่างๆ แต่เมื่อเหตุการณ์นั้นคลี่คลายลง อารมณ์เศร้านั้นก็จะหายไปได้ แต่โรคซึมเศร้า คือความผิดปกติทางการแพทย์ ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการซึมเศร้าร่วมกับอาการต่างๆ จนทำให้ทำงานหรือการประกอบกิจวัตรประจำวันบกพร่องหรือแย่ลง มีพฤติกรรมและความรู้สึกนึกคิดที่เปลี่ยนแปลงไป ร่วมกับอาการทางร่างกายต่างๆ ประกอบกัน แต่คนที่เป็นโรคซึมเศร้า ไม่ใช่คนอ่อนแอ คิดมา หรือเป็นคนท้อแท้ ไม่สู้ปัญหา แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นจากตัวโรค ซึ่งพอรักษาอย่างถูกต้องก็จะทำให้โรคนี้หาย และผู้ป่วยกลับมาเป็นคนที่มีอารมณ์แจ่มใสได้เหมือนเดิม

แต่อย่างไรก็ตามหากคนเรามีภาวะอารมณ์เศร้าที่ยังไม่ได้ถึงกับเป็นโรคซึมเศร้า แต่อารมณ์เศร้านั้นอยู่นานไม่หาย มีอาการต่อเนื่องที่รุนแรงมากขึ้น เช่น เศร้าจนนอนไม่หลับ น้ำหนักลดลงมาก ไม่สนใจโลก ไม่อยากมีชีวิตอยู่ ก็ถือว่าอาจเข้าข่ายของโรคซึมเศร้าได้ด้วย

สาเหตุของโรคซึมเศร้า ปัจจุบันเชื่อกันว่าสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคนี้นั้นสัมพันธ์กับหลายๆ ปัจจัย ทั้งจากกรรมพันธุ์การพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็ก พัฒนาการของจิตใจ รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพเช่น การเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีในสมอง และลักษณะนิสัยของผู้ป่วยเนื่องจากบางคนมีแนวคิดที่ทำให้ตนเองซึมเศร้า เช่น มองโลกในแง่ร้ายมองตนเองในแง่ลบ มองเห็นแต่ความบกพร่องของตนเอง เมื่ออยู่ในสถานการณ์กดดันต่างๆ เช่น เลิกราหย่าร้าง ผิดหวัง ตกงาน สอบไม่ผ่าน ทำให้คนที่มีลักษณะนิสัยเช่นนี้จะมีอาการซึมเศร้าได้ง่าย จนมีอาการรุนแรงสะสมกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม การสังเกตอาการโรคซึมเศร้าของตัวเอง คลิกต่อหน้า 2

น้ำนมน้อย อยากให้มาบ่อยๆ ต้องทำแบบนี้

น้ำนมน้อย อยากให้มาบ่อยๆ ต้องทำแบบนี้ ในช่วงแรกน้ำนมยังมาไม่มาก คุณแม่หลายท่านก็ถอดใจ ยิ่งหันไปเห็นแม่คนนั้น คนนี้ มีน้ำนมเยอะแยะ ใจเลยท้อแท้หนัก ยอมยกธงขาวโบกมือลา แล้วหันไปหานมผงก็มี ทั้งที่จริงๆ แล้ว น้ำนมของแม่น่ะมีเพียงพอสำหรับลูกเสมอ ฉะนั้นอย่าเครียด อย่าถอดใจ แล้วหันมาทำความเข้าใจในกระบวนการของมันกันดีกว่าค่ะ

น้ำนมน้อย อยากให้มาบ่อยๆ ต้องทำแบบนี้

น้ำนมน้อย อยากให้มาบ่อยๆ ต้องทำแบบนี้

น้ำนมน้อย ทำอย่างไรให้มีน้ำนม

  • การให้นมแม่ช่วง 2-3 วันหลังคลอด

ระยะนี้แม่อาจยังมี น้ำนมน้อย แต่ควรให้เด็กได้ดูดเพื่อกระตุ้นการสร้างน้ำนม และลดปัญหาเต้านมคัด การให้เด็กอยู่ห้องเดียวกันกับแม่ช่วยให้เด็กได้ดูดนมบ่อยเท่าที่ต้องการ เด็กบางคนยอมดูดตามเวลาที่โรงพยาบาลกำหนด แต่บางคนก็ไม่ เวลาพามาดูดมักเอาแต่หลับ พอพากลับไปที่ห้องเด็กอ่อนมักตื่น ก็ต้องพากลับไปกลับมาหลายเที่ยวกว่าจะได้ดูดนมแม่

หากโรงพยาบาลไหนสนับสนุนการให้นมแม่จะให้ลูกดูดนมแม่ทันทีในห้องคลอด เพราะเป็นเวลาที่ลูกตื่นตัวดีที่สุด ทารกส่วนใหญ่ที่ถูกวางไว้บนหน้าท้อง หรือ หน้าอกแม่ จะหันไปหาหัวนมแม่ได้เองโดยไม่ต้องช่วย หลังคลอด 1 ชั่วโมง เด็กจะเริ่มง่วง และไม่ค่อยหิวในระยะ 2-3 วันแรก ยิ่งถ้าแม่รับยาสลบ หรือยาแก้ปวดอาจผ่านมาทางน้ำนมได้ ทำให้ลูกหลับมากผิดปกติ แต่หลัง 3 วันไปแล้ว เขาจะตื่นบ่อยๆทุกๆ 1-2 ชั่วโมง เป็นอย่างนี้ประมาณ 2-3 วัน ซึ่งทารกบางคนดูดเก่งมาก ต้องดูดวันละ 10-12 ครั้ง ใน 1-2 สัปดาห์แรก แล้วลดเหลือ 8-10 ครั้ง จนอายุประมาณ 1 เดือน

  • น้ำนมช่วงแรก

ระยะแรกเต้านมจะสร้างสารที่เรียกว่า คอลอสตรัม (Colostrum) เป็นสารเหลวสีเหลืองใสกว่าน้ำนม อุดมด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าและสามารถต้านเชื้อโรคได้ โดยมากน้ำนมแม่จะเริ่มมาในวันที่ 3-4 หลังคลอด ถ้าเป็นการตั้งครรภ์ครั้งที่สอง หรือสามจะมาเร็วขึ้น หากเด็กแรกเกิดที่ได้อยู่ห้องเดียวกันกับแม่จะทำให้น้ำนมแม่มาเร็วกว่าการแยกห้อง แต่แม่ที่ยังไม่มีน้ำนมหลังคลอดก็ไม่ต้องกังวล เพราะเด็กไม่ค่อยเดือดร้อน โดยมากเด็กจะเริ่มดูดนมในช่วงหลังของสัปดาห์แรก และจะดูดบ่อยมากถึงวันละ 10-12 ครั้ง จนทำให้แม่บางคนคิดไปเองว่า น้ำนมน้อย กลัวตัวเองจะมีน้ำนมไม่พอ ความจริงเด็กได้รับนมมากแล้ว สังเกตจากอุจจาระปัสสาวะบ่อย

บทความแนะนำ น้ำนมเหลือง สิ่งมหัศจรรย์ปกป้องลูกจากโรคร้าย

ยิ่งทารกดูดบ่อยจะกระตุ้นให้น้ำนมผลิตเพิ่มขึ้นตามความต้องการ แม่บางคนอาจเคยได้ยินว่าอย่าให้เด็กดูดนมนาน เพราะจะทำให้แม่เจ็บหัวนม แต่ปัจจุบันมีคำแนะนำว่า ควรให้เด็กดูดนานเท่าที่ต้องการ เพราะการที่เด็กดูดนานไม่ได้เป็นสาเหตุของอาการหัวนมแตก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ลูกควรดูดบ่อยแค่ไหน คลิกต่อหน้า 2

เลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น อย่างไร? ให้พึ่งพาตัวเองได้ มีวินัย ไม่งอแง

การ เลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น เบื้องหลังความฉลาดของคนญี่ปุ่น ปัจจัยหลักที่สำคัญมาจากการเลี้ยงดูในวัยเด็กค่ะ เพราะว่าเด็กส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นจะโตมาด้วยสองมือของแม่ ทำให้การเติบโตสมวัย มีพัฒนาการที่ดีในทุกด้าน และในรับความรักความใกล้ชิดอย่างเต็มที่

เลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเขาเลี้ยงลูกกันอย่างไร

เลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น

สำหรับวิธีการเลี้ยงลูกของคนไทย คือ คนไทยส่วนใหญ่เอาใจใส่ลูกทำทุกๆอย่างเพื่อลูกเด็กไทยก็เลยติดพ่อ แม่ หรือผู้ที่เลี้ยงดูใกล้ชิด ทำให้เด็กไทยทำอะไรตัวคนเดียวไม่ได้ แต่การวิธีการเลี้ยงลูกของคนญี่ปุ่น คือ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เมื่อรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ก็จะลาออกจากงาน เพื่อทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้ลูก และจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จนลูกอายุ2ปีแล้วค่อยปล่อยลูกให้ลูกแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รับผิดชอบชีวิตด้วยตนเอง ดังนั้นเด็กชาวญี่ปุ่นจึงมีความขยัน อดทน และพึ่งพาตนเองได้

 

  • เพราะเหตุใดจึงแตกต่างกัน

วิธีการเลี้ยงลูกของคนไทยกับญี่ปุ่น แตกต่างกัน ตรงที่ว่า แม่ชาวญี่ปุ่นจะให้อิสระแก่ลูก ให้ลูกกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกตั้งแต่เล็กๆ หัดให้ลูกช่วยตนเอง รับผิดชอบตนเอง ผิดกับคนไทยที่จะให้ลูกอยู่แต่ในกรอบที่พ่อแม่กำหนดไว้ทำให้ลูกไม่รู้จักโต ต้องขอเงินพ่อ แม่ใช้อยู่ตลอด ไม่แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เด็กไทยจึงขาดความเป็นผู้นำ

♥ บทความแนะนำน่าอ่าน : Life grid อย่าเลี้ยงลูกให้โตไปเป็นเด็กอนุบาล

 

  • ผลที่ออกมาลักษณะของเด็กแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร

จาการเลี้ยงดูนั้นทำให้เด็กไทยและเด็กญี่ปุ่นที่มีอายุเท่ากัน ย่อมมีความแตกต่าง เพราะเด็กไทยโตขึ้นมาถึงจะอายุมากแต่ก็ติดพ่อแม่ และยังขอเงินพ่อแม่ใช้เหมือนเดิม   ส่วนเด็กญี่ปุ่นจะมีความอดทน ความเป็นผู้นำสูง ขยัน และกล้าคิด กล้าทำ กล้าต่อสู้กับปัญหาด้วยตนเอง

ซึ่งหากคนไทยนำวิธีการเลี้ยงแบบนี้มาเลี้ยงลูก ก็จะทำให้เด็กไทยจะมีความเป็นผู้นำสูง กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกและกล้าเผชิญกับปัญหา

 

  • ผลที่ตามมาดีหรือไม่ดี เหมาะสมกับสังคมไทยหรือไม่ อย่างไร

ซึ่งผลนั้นย่อมดีและเหมาะสมกับสังคมไทยตอนนี้ เพราะสังคมไทยต้องการความเป็นผู้นำสูงจะได้นำพาประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง เนื่องจากคนไทยมีความคิด ความกล้า เป็นของตนเอง

 

ทั้งนี้ ด้านสื่อของประเทศออสเตรเลีย ได้เผยแพร่สารคดีที่สะท้อนภาพสังคมของญี่ปุ่น ซึ่งฝึกเด็กให้แข็งแกร่ง ปล่อยให้เดินทางไปโรงเรียนเองระยะทางไกลๆ โดยตั้งแต่เริ่มเรียนประถมศึกษา ซึ่งจากคลิปสารคดี ผู้เป็นแม่ชาวญี่ปุ่นชี้ว่า นี่เป็นการฝึกให้เด็กพึ่งพาและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ขณะที่ฝรั่งเผย แม้แต่ชุมชนในเมืองซิดนีย์ที่ว่าปลอดภัยก็ยังไม่กล้า

 

อ่านต่อ >> “เลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น ให้พึ่งพาตัวเองได้ มีวินัย ไม่งอแง” (มีคลิป) คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

พาลูกไป ทำพาสปอร์ต

พาลูกไปทําพาสปอร์ต พ่อแม่ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

สำหรับครอบครัวไหนที่มีวางแผนจะพาลูกน้อยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ ก็คงต้อง พาลูกไป ทำพาสปอร์ต แล้วถ้าต้องทําพาสปอร์ตให้แก่เด็กทารกตัวน้อย จะต้องใช้เอกสารหรือวิธีการทำอย่างไรบ้าง ดังนั้นแล้ว Amarin Baby & Kids จึงขอแนะนำข้อมูลการ พาลูกไปทําพาสปอร์ต สำหรับครอบครัวที่มีแพลนที่จะพาลูกน้อยไปเที่ยวต่างประเทศ มาฝากค่ะ

พาลูกไป ทําพาสปอร์ต ครั้งแรก!

ซึ่งไม่นานมานี้ก็มีภาพพร้อมคลิปน่ารักๆ ของ น้องเป่าเปา สาวน้อย เมื่อวัย 5 เดือน ลูกสาวของแม่กุ๊บกิ๊บและพ่อบี้ ที่มาถ่ายรูปทำพาสปอร์ตเพื่อเตรียมตัวจะไปเที่ยวเมืองนอกนั่นเองค่ะ

พาลูกไป ทําพาสปอร์ต

โดยเด็กหญิงพอลลีน่า หรือ น้องเป่าเปา ได้ไปถ่ายรูปทำพาสปอร์ตเล่มแรก นอกจากจะผัดหน้าทาแป้งหน้าผ่องไปแล้ว หนูน้อยเป่าเปา ยังกระโดดโลดเต้น ตื่นเต้นไปกับเสียงกองเชียร์ ที่ลุ้นกันหนักมาก โดยเฉพาะ คุณแม่กุ๊บกิ๊บ ที่ส่งเสียงลุ้นและแซวลูกสาว กับภาพที่ออกมาก็น่ารักน่าชัง … ไปดูข้อความที่คุณแม่สุดแซ่บ แซวลูกสาวตัวน้อยกัน และดูรูปพาสปอร์ต ของน้องเป่าเปา ว่าจะออกมาน่ารักขนาดไหน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

“Her first passport picture #ggbbpp @ggbbpaopao.official ทำพาสสปอรต์ครั้งแรก55555555555555 #ประเทศเค้าจะให้เข้าไหมเนี่ยหมู!!! #หน้าไม่ตรงกับเพศ#หมูจิเที่ยวววว” โดยมีแฟนคลับเข้ามากดไลก์ พร้อมบอกว่าน่ารักมากๆ

พาลูกไป ทําพาสปอร์ต

 

พาลูกไป ทําพาสปอร์ต พาลูกไป ทําพาสปอร์ต พาลูกไป ทําพาสปอร์ต พาลูกไป ทําพาสปอร์ต

อ่านต่อ >> ขั้นตอนการทำพาสปอร์ตสำหรับเด็ก ๆ ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี” คลิกหน้า 2

อุทาหรณ์ เด็กวัย 4 ขวบ เสียชีวิตเพราะ ใส่เสื้อแจ็คเก็ตแบบมีฮู้ด เป็นเหตุ!

เด็กผูกคอ อุบัติเหตุ ไม่คาดคิด เพราะปล่อยลูกไว้ลำพังในห้องลองเสื้อผ้า เป็นอุทาหรณ์ให้พ่อแม่ระวัง เมื่อพาลูกน้อยไปเที่ยว อย่าปล่อยลูกไว้ลำพัง ไม่เช่นนั้นอาจเกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าเหมือนครอบครัวนี้ ที่หนูน้อยวัย 4 ขวบ เข้าวิ่งเล่นในห้องลองเสื้อ เผลอผูกคอตัวเองเสียชีวิต

เด็กผูกคอ อุบัติเหตุ ไม่คาดคิด เสียชีวิตเพราะพ่อแม่ปล่อยไว้ลำพัง

โดยเว็บไซต์จากสำนักข่าว Metro รายงานว่า มีเรื่องน่าเศร้าสลดเกิดขึ้นภายในห้องลองชุด ของร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ในเมืองแมนคาโต รัฐมินนิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเด็กชายวัย 4 ขวบ ซึ่งสวมใส่เสื้อแจ็คเก็ตแบบมีฮู้ด ได้วิ่งไปเข้าเล่นภายในห้องลองชุดตามลำพัง โดยมีผู้ปกครองเลือกเสื้อผ้ากันอยู่ด้านนอก จากนั้นก็พลาดเผลอผูกคอตนเองแขวนติดกับที่แขวนเสื้อบนผนังห้องโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

เด็กผูกคอ อุบัติเหตุ

 

ซึ่งทันทีที่มีผู้พบเห็นก็ได้รีบพาตัวเด็กชายส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แต่เป็นโชคร้ายที่เด็กได้เสียชีวิตก่อนจะเดินทางถึงโรงพยาบาล โดยถึงแม้ว่าหน่วยกู้ภัยจะพยายามช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถแล้วก็ตาม

 

เด็กผูกคอ อุบัติเหตุ

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ สันนิษฐานว่า เด็กชายอาจจะเข้าไปวิ่งเล่นในห้องลองเสื้อผ้า แล้วเผลอเอาเสื้อของตัวเองที่มีฮู้ดอยู่ข้างหลังขึ้นไปเกี่ยวบนตะขอแขวนเสื้อภายในห้องแต่งตัว และไม่สามารถปลดตัวเองลงได้ ทำให้รัดคอและหายใจไม่ออก เพราะเท้าของเขาไม่สามารถยืนถึงพื้นได้ จึงเป็นเหตุให้เด็กชายเสียชีวิตลงนั่นเอง

อ่านต่อ >> ลูกเสียชีวิตเพราะ ใส่เสื้อแจ็คเก็ตแบบมีฮู้ด เป็นเหตุ คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ท้องไม่รู้ตัว

ไขข้อสงสัย ท้องไม่รู้ตัว เป็นไปได้จริงหรือ?

ท้องไม่ท้อง เอ๊ะ! ท้องหรือเปล่านะ? ไม่น่าจะใช่แค่พุงใหญ่เฉยๆ อ่านข่าวคุณแม่ยังสาวที่ท้องไม่รู้ตัว ทำเอาหลายๆ คน เกิด  คำถามสงสัยขึ้นมาว่าจะเป็นได้หรือที่จะท้องไม่รู้ตัว เรื่องนี้มีเงื่อนงำอย่างน่าสงสัย ฉะนั้นอย่ารอช้า ทีมงาน Amarin Baby &  Kids หาคำตอบเพื่อให้ทุกครอบครัวได้คลายข้อสงสัยกันค่ะ

 

ท้องไม่รู้ตัว – ว่าด้วยเรื่องการตั้งท้อง  

อย่างที่รู้ๆ กันกระบวนการกว่าจะท้องมีลูกได้ ต้องอาศัยไข่กับอสุจิเข้ามาผสมกัน และต้องเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมนั้น  คือช่วงไข่ตกในผู้หญิง ที่หากไข่กับอสุจิได้เจอกันในเวลาอันเหมาะสมนี้ก็จะเกิดการปฏิสนธิขึ้นมาเป็นตัวอ่อนได้ในที่สุด

แต่การที่ผู้หญิงจะท้องได้ง่ายหรือไม่นั้น จะต้องมีเพศสัมพันธ์กับสามีอย่างสม่ำเสมอในช่วงเวลาการตกไข่ (Ovulation) โดย  ที่ไข่จะตกเดือนละ 1 ฟอง หลายคนอาจสงสัยและยังไม่เข้าใจในเรื่องการตกไข่ ฉะนั้นจะขอสรุปง่ายๆ เพื่อให้เข้าใจตรงกันดังนี้ค่ะ

  1. ตามปกติผู้หญิงทุกคนจะมีไข่ตกเดือนละ 1 ฟอง ไข่จะตกทุกๆ 28 วัน
  2. การหาค่าเฉลี่ยระหว่างรอบเดือน 28 วัน คือ ให้เอา 28-14 จะได้เท่ากับ 14 ซึ่งเป็นวันที่คาดว่าไข่ตก ส่วนไข่ที่ตกจะรอผสมกับอสุจิอยู่ประมาณ 24-36 ชั่วโมง หากไม่มีการผสมกับอสุจิ หลังจากนี้ไข่ที่ตกก็จะกลายเป็นประจำเดือน ที่ส่วนใหญ่จะมาอยู่ที่ 3-5 วัน
  3. ซึ่งถ้าหากประจำเดือนหายไปหลังจากนี้ 2 สัปดาห์ นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังตั้งครรภ์อยู่ก็ได้ค่ะ

 

การที่ผู้หญิงทุกคนทราบว่าร่างกายตัวเองมีการตกไข่ช่วงวันไหนนั้น จะช่วยให้ง่ายต่อการมีลูก และเมื่อเกิดการตั้งครรภ์แล้วไปฝากครรภ์กับคุณหมอก็จะสามารถบอกคุณหมอได้ว่าประจำเดือนที่เพิ่งหมดไปมาวันแรกและวันสุดท้ายวันได้ของเดือน ก็จะช่วยให้หมอสามารถคาดคะเนอายุครรภ์ล่าสุดในเบื้องต้นได้ไม่ยาก

 

อ่านต่อ >> ถ้าไข่ไม่ตก มีผลกระทบต่อสุขภาพผู้หญิงอย่างไร? หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่