เครื่องวัดอุณหภูมืการอาบน้ำ-แคร์

แคร์ บาร์ทเทอร์โมมิเตอร์ หรือ เครื่องวัดอุณหภูมิการอาบน้ำ

เด็กทารกมีผิวที่บอบบางกว่าผิวผู้ใหญ่ มีความไวต่อปัจจัยการระคายเคืองต่างๆ ได้ง่ายกว่า อุณหภูมิของน้ำที่ใช้อาบเด็กแรกเกิดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลัก ที่อาจทำให้ผิวเด็กทารกเกิดการระคายเคืองได้ ถ้าร้อนเกินไปอาจทำให้ผิวแสบ แดง แห้ง ระคายเคือง หนาวเกินไปก้ออาจทำให้ ไม่สบายตัว เมื่อเกินอาการเหล่านี้อาจทำให้เด็กทารกกลัวการอาบน้ำ และอาจเกิดอาการ งอแง พยายามหลีกเลี่ยงที่จะอาบน้ำในอนาคต ซึ่งจะทำให้คุณแม่อาบน้ำลูกน้อยได้ยากมากขึ้น

เครื่องวัดอุณหภูมิการอาบน้ำ แคร์ บาร์ทเทอร์โมมิเตอร์ ตัวช่วยคุณแม่มือใหม่

ซึ่งคุณแม่ทุกคน ต้องการความมั่นใจว่า ลูกน้อยได้รับการดูและปกป้อง เพื่อให้ลูกน้อยมีความสุขตลอดเวลา รวมถึงช่วงเวลาอาบน้ำ ดังนั้น เวลาอาบน้ำคุณแม่ จะพยายามทดสอบอุณหภูมิด้วยการเอามือจุ่มลงไปในอ่างอาบน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับคุณแม่ โดนเฉพาะคุณแม่มือใหม่ที่จะทราบว่าอุณหภูมิที่พอดี คือเมื่อไหร่ และอุณหภูมิที่มือผู้ใหญ่สามารถรับได้สูงกว่าเด็กทารก อุณหูมิที่เหมาะกับเด็กทารก จะอยู่ที่ประมาณ 36C ในขณะที่ผู้ใหญ่จะอยู่ที่ 40C (ข้อมูลจาก the World Health Organization) ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่มีเด็กทารกจำนวนมากรอบโลกที่ต้องเข้า รพ เพราะผิวที่ระคายเคือง จากการอาบน้ำที่ร้อนเกินไป

ผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำ แคร์ ในฐานะผลิตภัณฑ์ที่ดูแล ปกป้องผิวของเด็กทารกอย่างอ่อนโยน เพื่อให้ลูกน้อยมีความสุข เพราะความสุขของลูกน้อยคือของขวัญที่ดีที่สุด ของคุณแม่ทุกคน จึงขอแนะนำ “แคร์ บาร์ทเทอร์โมมิเตอร์ หรือ เครื่องวัดอุณหภูมิการอาบน้ำ เพื่อให้คุณแม่ใช้วัดอุณหภูมิของน้ำที่อาบให้กับลูกน้อยว่าอยู่ในอุณหภูมิ ที่เหมาะสมที่ 36c อย่างแม่นยำ

ซึ่งเครื่องวัดอุณหภูมินี้จะติดอยู่บนขวดครีมอาบน้ำ แคร์ เพียงแค่จุ่มขวดครีมอาบน้ำ แคร์ เครื่องวัดอุณหภูมิจะวัดอุณหภูมิน้ำ เมื่อน้ำร้อนพอดีที่ 36c  แถบสีเขียวจะขึ้น หากน้ำร้อนเกินไปจะขึ้นสีแดง ถ้าเย็นไปจะขึ้นสีฟ้า

ด้วย เครื่องวัดอุณหภูมิการอาบน้ำ จากแคร์ จะช่วยให้คุณแม่สามารถมั่นใจได้ว่าคุณแม่ปกป้องและได้มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อยขณะอาบน้ำ และทำให้คุณแม่กับลูกน้อยมีช่วงเวลาอาบน้ำที่มีความสุข เพลิดเพลิน ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่คุณแม่ทุกคนอยากมีกับลูกน้อย

โดยทางผลิตภัณฑ์แคร์ จะแจก เครื่องวัดอุณหภูมิการอาบน้ำ ฟรี เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำแคร์ขนาด 500 มล โดยจะเริ่มวางขายในอีกไม่นานนี้

เครื่องวัดอุณหภูมิการอาบน้ำ

แมลงสาบ ภัยเงียบ ทำลูกป่วยภูมิแพ้

แมลงสาบ ภัยเงียบ ทำลูกป่วยภูมิแพ้

รู้หรือไหมว่า บ้านเรือนที่อยู่อาศัยก็สามารถเป็นสถานที่ก่อโรคให้กับเด็กๆ รวมถึงทุกคนในครอบครัวได้เหมือนกัน ยิ่งถ้าบ้านไหนมีขยะเต็มถังไม่ยอมทิ้ง ทานข้าวอิ่มแล้วไม่ล้าง แช่จานทิ้งไว้ในอ่าง ฯลฯ ขอบอกว่าเป็นอาหารชั้นดีของแมลงสาบ ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะพาไปให้รู้ว่า แมลงสาบ ภัยเงียบ ทำลูกป่วยภูมิแพ้ ได้อย่างไรกันนะ!!

 

แมลงสาบ ภัยเงียบ ทำลูกป่วยภูมิแพ้  คืออะไร?

โรคภูมิแพ้  เกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองทางระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแบบไวเกินต่อสารก่อภูมิแพ้ (allergen) ซึ่งในคนปกติไม่เกิดอาการใดๆ แต่ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ เมื่อได้รับสารนั้นจะกระตุ้นให้ร่างกายมีการสร้าง immunoglobulin E (IgE) มากเกินไป มีผลทำให้เซลล์ต่างๆ ทำงานมากขึ้น เกิดการอักเสบและมีการหลั่งสารเคมีชนิดต่างๆ ที่รู้จักกันดีคือสาร histamine  ทำให้เกิดอาการแพ้และมีอาการแสดงต่างๆ แล้วแต่ว่าจะเกิดกับอวัยวะใด  ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกระบบและทุกวัย[1]

อ่านต่อ >> แมลงสาบทำลูกป่วยภูมิแพ้ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เคล็ดลับ ฝึกลูกนอนเป็นเวลา ช่วยพัฒนาการดี

การนอนหลับที่มีคุณภาพช่วยให้สุขภาพดีทั้งต่อระยะสั้น และระยะยาว โดยเฉพาะกับลูกที่พ่อแม่ควรส่งเสริมให้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม และหลับอย่างมีคุณภาพกันตั้งแต่ที่พวกเขายังเป็นเด็กเล็ก ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเคล็ดลับ ฝึกลูกนอนเป็นเวลา ช่วยพัฒนาการดี มาบอกให้ทุกครอบครัวที่มีลูกได้ทราบ และลองนำไปฝึกกับลูกๆ ที่บ้านกันค่ะ

 

ฝึกลูกนอนเป็นเวลา ช่วยพัฒนาการดีได้อย่างไร?

อาหารคือหนึ่งในปัจจัยสี่ที่ช่วยให้เด็กๆ สามารถเจริญเติบโตขึ้นได้อย่างสมวัย แต่ก็ไม่ใช่เพียงแค่อาหารอย่างเดียวเท่านั้นที่ สำคัญกับเด็ก เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ ช่วยส่งเสริมให้พวกเขามีพัฒนาการสมวัยรอบด้าน นั่นก็คือการได้พักผ่อนนอนหลับสนิทอย่างเต็มที่

พ่อแม่รู้ไหมว่าลูกแรกเกิดวัยทารกจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการนอนมากถึง 16-18 ชั่วโมงต่อวัน โดยที่ลูกจะนอนสั้นๆ 1-2 ชั่วโมง แต่นอนหลายรอบ ซึ่งเด็กทารกจะยังไม่สามารถแยกได้ว่านี่คือกลางวัน หรือกลางคืน ดังนั้นจะเห็นว่าทารกทุกคนส่วนใหญ่จะนอนกลางวัน แต่ไปตื่นช่วงกลางคืนบ่อย  แต่เมื่อลูกอายุได้ 6 เดือนขึ้นไป ธรรมชาติการนอนจะเปลี่ยนไป คือ ลูกนอนกลางวันน้อยลง และไปนอนช่วงกลางคืนนานขึ้น

 

Must Read >> อาการนอนผวาในทารก สาเหตุ และวิธีแก้ไข

 

การนอนหลับของลูกในช่วงกลางคืนที่มีประสิทธิภาพจะส่งผลให้ฮอร์โมนแห่งการเจริญเติบโต(Growth Hormone) หลั่งออกมาได้ดี ซึ่งโกรทฮอร์โมนนี้มีผลต่อพัฒนาการด้านร่างกายของลูก ที่จะเจริญเติบโตได้อย่างสมวัย นอกจากนี้การนอนหลับที่มีประสิทธิภาพยังสามารถช่วยซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอไปให้ฟื้นฟูกลับมาแข็งแรง ที่สำคัญมากอีกอย่างก็คือช่วยให้เด็กๆ มีสมองในการเรียนรู้ และจดจำได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

 

เคล็ดลับ ฝึกลูกนอนเป็นเวลา

อย่างที่บอกไปค่ะว่าเมื่อลูกอายุได้ 6 เดือนขึ้นไป เขาจะนอนหลับกลางวันลดชั่วโมงลงมา และจะมีชั่วโมงการนอนหลับช่วงกลางคืนมากขึ้น ซึ่งโดยปกติเด็กจะสามารถนอนหลับยาวช่วงกลางคืนนานถึง 9 ชั่วโมง แต่การนอนหลับสนิทตลอดคืนอาจไม่ได้เป็นกับเด็กทุกคนเสมอไป เพราะกับเด็กบางคนอาจนอนหลับได้ไม่ดีเท่าไหร่ในช่วงกลางคืน อาจมีตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อยๆ  การที่ลูกนอนหลับไม่สนิทย่อมส่งผลต่อพัฒนาการในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น พัฒนาการด้านร่างกาย พัฒนาการด้านการเรียนรู้ พัฒนาการด้านอารมณ์ เป็นต้น  ดังนั้นเพื่อให้การนอนหลับของลูกมีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ พ่อแม่สามารถช่วยฝึกลูกนอนเป็นเวลาได้ค่ะ

1. 10-30 นาทีก่อนนอน ช่วงเวลาคุณภาพ

การอ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน หรือจะเปิดเป็นเพลงกล่อมเด็กจังหวะเบาๆ ประมาณ 10-30 นาที พ่อแม่รู้ไหมว่าดีต่อคลื่นสมองของลูกมาก นั่นเพราะจะช่วยให้ลูกผ่อนคลาย และเคลิ้มหลับได้ง่ายขึ้น

2. ลูกวัย 1-3 เดือน ต้องการความอุ่นใจ

ตอนที่ลูกยังอยู่ในช่วงหลังคลอดมาได้ 1-3 เดือน ลูกต้องปรับตัวอย่างมากกับความเปลี่ยนแปลงที่ต่างไปจากโลกภายในครรภ์ของคุณแม่ โดยเฉพาะเรื่องเวลาการนอนที่ลูกจะไม่รู้ว่านี่คือกลางวัน หรือนี่คือกลางคืน บางครั้งก็จะร้องไห้งอแงไม่ยอมนอน ซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดคือควรทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น และปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา พ่อแม่สามารถทำให้ลูกได้ก็คือ การโอบกอด การลูบหลัง หรือตบก้นลูกเบาๆ เพื่อให้ลูกรู้สึกว่ามีสัมผัสรักที่คุ้นเคยจากพ่อแม่ช่วยปลอบประโลมอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา ก็จะทำให้ลูกผ่อนคลาย และหลับได้เร็วขึ้น

3. ฝึกนอนได้ตั้งแต่เวลากลางวัน

ในช่วงที่ลูกยังแบเบาะอยู่ เขาจะนอนทั้งวันเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอาจจะเริ่มฝึกให้เขานอนเป็นเวลาในช่วงกลางวันก่อน อาจยังหลอกล่อด้วยจุกนมหลอกๆ ได้ แต่ถ้าหลังลูกน้อยอายุ 6 เดือนไปแล้วไม่แนะนำให้ใช้จุกหลอกนี้ในเวลานอนตอนกลางคืน เพราะหากเขาผวาตื่นขึ้นมาแล้วจุกหลอกไม่อยู่กับเขา เขาจะร้องไห้และทำให้หลับยากขึ้น แนะนำให้ก่อนนอนวางตุ๊กตาผ้า หรือผ้าห่มอุ่นๆ แนบตัวเขาแทนจะดีกว่า เพราะถ้าเขาตื่นมาเมื่อไหร่แต่มองไปยังเห็นตุ๊กตาหรือยังอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นๆ เขาก็จะไม่ผวาจนตกใจและอาจจะหลับต่อเองได้[1]

4. ไม่ควรให้ลูกกินอิ่มมากไปก่อนนอน

พ่อแม่หลายคนเชื่อว่าหากลูกกินอิ่มจะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น แต่ในความเป็นจริง การให้ลูกกินนม หรืออาหารเสริมอื่นอิ่มมากไปก่อนเข้านอน จะทำให้ลูกหลับได้ยากขึ้น เพราะรู้สึกอึดอัดท้องไม่สบายตัว

การลดปริมาณนมให้น้อยลงต่อคืน ในลูกที่อายุ 6 เดือนขึ้นไป จะเป็นผลดีต่อคุณภาพการนอนช่วงกลางคืนของลูก เนื่องจากไม่ต้องตื่นขึ้นมาร้องงอแงกลางดึกเพราะผ้าอ้อมเปียกเต็มไปด้วยปัสสาวะ

อ่านต่อ >> เคล็ดลับช่วยลูกนอนเป็นเวลา หน้า 2 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

10 เมนูคลายร้อน จากผักผลไม้ เพื่อลูกน้อยโดยเฉพาะ

เมนูคลายร้อน จากผักผลไม้ เพื่อลูกน้อย …อากาศร้อนแบบนี้ ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็กก็คงไม่มีใครทนไหว โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ จะรู้สึกร้อนง่ายกว่า ดังนั้นแล้วเพื่อเป็นการคลายร้อน ซึ่งนอกจากการนอนตากแอร์ เป่าพัดลม หรือเล่นน้ำแล้ว อาหารก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถช่วยคลายร้อนได้ โดยเฉพาะของหวานเย็น ๆ

รวม เมนูคลายร้อน จากผักผลไม้ เพื่อลูกน้อยโดยเฉพาะ

เมนูคลายร้อน

เนื่องจากบ้านเราอากาศร้อน การดื่มน้ำเย็นหรือรับประทานอาหารเย็นๆ จะช่วยทำให้ดับกระหาย คลายความร้อนได้เป็นอย่างดี ซึ่งลูกน้อยสามารถเริ่มดื่มน้ำเย็นตอนไหนก็ได้ (6 เดือนแรกควรเป็นนมแม่อย่างเดียว) แต่เพื่อความสะดวกและปลอดภัยน่าจะให้ดื่มเมื่ออายุเกิน 1 ปีขึ้นไป เพราะช่วงเวลานั้นลูกสามารถดื่มน้ำแบบเดียวกับผู้ใหญ่ได้แล้ว

สำหรับ ผลไม้แช่แข็ง เป็นตัวเลือกที่ดีของวัยคันเหงือกที่ฟันกำลังขึ้น ผลไม้อ่อนนุ่มหั่นเป็นแท่งแช่แข็ง เช่น ส้ม แตงโม มะละกอ ฝรั่ง ผลไม้เย็นๆ จะช่วยลดอาการบวมของเหงือกและทำให้รู้สึกชา ให้อมๆ กัดๆ เคี้ยวเล่น โดยเลือกชิ้นเล็กๆ เพื่อให้กัดง่าย และที่สำคัญคุณแม่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดขณะที่ให้ผลไม้แช่เย็นด้วยค่ะ เพราะการกินหรือดื่มอะไรที่เย็นจัด จะทำให้ให้ขีดความสามารถในการทำงานของสมองลดลง

ส่วนไอศกรีมหวานๆ เย็นๆ ยังไม่แนะนำเอามาป้อนให้ลูกน้อยในขวบปีแรก เพราะนอกจากความเย็นจัดแล้วยังมีน้ำตาลมาก ซึ่งอาจทำให้เด็กติดรสชาติหวาน หรืออาจมีส่วนผสมที่ทำให้ลูกแพ้อาหารได้ เช่น ส่วนผสมที่ทำจากถั่ว สีผสมอาหารหรือสารแต่งกลิ่น รสชาติเทียม

♥ บทความแนะนำอ่านคลายร้อน ^^ : Milk food เมนูอาหารเสริมที่ทำจากนมแม่
♥ บทความแนะนำอ่านคลายร้อน ^^ : รีวิว โยเกิร์ต ยี่ห้อไหนดี เพื่อลูกน้อยและทุกคนในครอบครัว
♥ บทความแนะนำอ่านคลายร้อน ^^ : 10 ขนมเด็ก สุขภาพดีก็มีในโลก

ซึ่งผลไม้แช่แข็ง ไอศกรีมและของหวานเย็นๆ ถือเป็นของว่างที่คุณแม่สามารถนำมาให้ลูกน้อยกินได้ แต่ควรอยู่ในเกณฑ์การกินตามที่คุณหมอแนะนำ (อ่านต่อ : “มื้อแรกของลูก” อาหารเสริมตามวัย เริ่มอย่างไรจึงจะดี?)

ดังนั้น Amarin Baby & Kids จึงขอชวนคุณแม่มาทำ เมนูคลายร้อน จากผักผลไม้ให้ลูกน้อยกินกันดีกว่าค่ะ ซึ่งทั้งง่ายและลูกน้อยได้ประโยชน์อย่างเต็มเปี่ยมจากผักผลไม้ได้อีกด้วย ซึ่งทั้ง 10 เมนูคลายร้อน อะไรให้คุณแม่ได้ลองทำให้ลูก ๆ กินบ้างไปดูกันเลยค่ะ

อ่านต่อ >> รวม 10 เมนูคลายร้อนจากผักผลไม้ เพื่อลูกน้อยตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกกินน้ำผึ้ง เสียชีวิต

เด็กชายญี่ปุ่นวัย 6 เดือน เสียชีวิตด้วยโรคโบทูลิซึมในทารก เพราะน้ำผึ้งเป็นเหตุ!

ลูกกินน้ำผึ้ง เสียชีวิต  เตือนแม่! “น้ำผึ้งดี…มีประโยชน์” แต่อาจทำให้ลูกน้อยเสียชีวิตได้ ด้วยโรคโบทูลิซึมในทารก เพราะมีเชื้อ Clostridium botulinum ผสมอยู่

“น้ำผึ้งดี…มีประโยชน์” แต่ ลูกกินน้ำผึ้ง เสียชีวิต ได้
เพราะเชื้อ Clostridium botulinum

ลูกกินน้ำผึ้ง เสียชีวิต

มีงานวิจัยที่บอกว่า การกินน้ำผึ้ง เป็นประจำจะช่วยเรื่องความจำ ทำให้ผิวสวย แก้หวัดร้อนใน ตลอดจนช่วยเรื่องรักษาแผลในกระเพาะอาหาร แต่สำหรับลูกน้อย หากให้เริ่มกินน้ำผึ้งเร็วเกินไป ก็อาจส่งผลร้ายกับลูกน้อยได้

โดย เว็บไซต์ anngle ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเด็กชายญี่ปุ่นวัย 6 เดือน เสียชีวิต เนื่องจากดื่มน้ำผลไม้ผสมน้ำผึ้งที่มีเชื้อ Clostridium botulinum อยู่ ซึ่งเพราะต้องการให้ลูกดื่มเพื่อหย่านม ซึ่งเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เด็กชายวัย 6 เดือน ได้เริ่มมีอาการไอ และต่อมา วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ได้มีอาการแย่ลง และพบว่ามีอาการชัก ระบบหายใจล้มเหลว พ่อแม่จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจรักษา และเด็กชายก็เสียชีวิตลงในวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา

ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่าตั้งแต่เมื่อกลางเดือนมกราคม คนในครอบครัวของเด็กชายได้ซื้อน้ำผึ้งมาผสมกับน้ำผลไม้ให้เด็กชายดื่มทุกวัน วันละประมาณ 2 ครั้ง โดยหวังเพื่อจะให้เด็กหย่านมแม่ และเพราะคิดว่าน้ำผึ้งนั้นดีต่อสุขภาพ  ซึ่งเมื่อทำการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการแล้ว ก็พบเชื้อ Clostridium botulinum จากอุจจาระของเด็กชาย ซึ่งน้ำผึ้งที่เก็บไว้ก็อยู่ภายในบ้านของเด็กชายดังกล่าว

ลูกกินน้ำผึ้ง เสียชีวิต

และเมื่อวันที่ 7 เมษายน จากการเสียชีวิตของเด็กชายวัย 6 เดือน ก็ได้ถูกวินิจฉัยสาเหตุ ว่าเกิดจาก “โรคโบทูลิซึมในทารก (Infant botulism)” ซึ่งโรคนี้เกิดจากการเจริญของเชื้อ Clostridium botulinum และสร้างสารพิษโบทูลิซึมในทางเดินอาหารของทารก ซึ่งทางเดินอาหารของทารกมีปัจจัยสำคัญ ที่เหมาะสมในการเจริญของเชื้อ เพราะการพัฒนาการเคลื่อนไหวยังไม่ดีและความเป็นกรดต่ำ

ซึ่งทางการแพทย์ ได้แนะนำว่าไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ กินน้ำผึ้งโดยเฉพาะที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน พัฒนาการของระบบย่อยอาหารยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ แบคทีเรียซึ่งเข้าสู่ทางเดินอาหารได้แล้ว จึงสามารถแบ่งตัวสร้างสปอร์ และปล่อยพิษออกมาได้ เพราะในลำไส้ของคนเราอยู่ในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน โดยส่วนใหญ่แล้ว อาหารที่เป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อแบบนี้มาจากน้ำผึ้ง  ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำว่าไม่ควรให้เด็กที่อายุน้อยกว่า 1 ขวบ กินน้ำผึ้งสดๆ เว้นแต่จะนำไปปรุงและผ่านความร้อนก่อน

และนอกจากนี้การเริ่มอาหารที่มีรสชาติหวานจากน้ำตาลชนิดต่างๆ ในเด็กเล็กจะทำให้มีปัญหาติดรสชาติหวาน ฟันผุ เบื่อข้าว เบื่อผัก หรืออาหารที่มีประโยชน์ ถ้ากินหวานมากจะเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวานได้อีกด้วย

อ่านต่อ >> อาการของเด็กที่ได้รับเชื้อ Clostridium botulinum จากน้ำผึ้ง” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แม่กุ๊บกิ๊บเผย! อุ้มลูกเข้าเอว ขาโก่ง ความเชื่อโบราณผิดๆ

อุ้มลูกเข้าเอว ขาโก่ง …กลายเป็นเรื่องดราม่าไปเลย เมื่อคุณแม่กุ๊บกิ๊บ ออกมาบอกว่าไม่เชื่อเรื่องการอุ้มลูกแล้วจะทำให้ลูกขาโก่ง จนถูกชาวเน็ตต่อว่ากลับมา!

แม่กุ๊บกิ๊บเผย! อุ้มลูกเข้าเอว ขาโก่ง ความเชื่อโบราณผิดๆ

เรียกว่าเกิดดราม่าขึ้นมาเบาๆเลยทีเดียวจ้าเมื่อคุณแม่กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ สุดแซ่บ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เจอกระแสที่ชาวเน็ตได้คอมเมนต์เรื่อง ขาโก่ง ของน้องเป่าเปาจนมีคำถามสงสัยกันไปต่างๆนานาๆว่าไปดัดขาลูกสาวบ้าง โตขึ้นไม่สวยบ้าง ล่าสุดคุณแม่กุ๊บกิ๊บก็ออกมาโพสต์ภาพพร้อมแคปชั่นที่เผยความจริงให้ทุกคนได้ลูกว่า แท้จริงลูกขาโก่งเพราะอะไร ซึ่งเป็นภาพขณะที่น้องเปาเปากำลังยืนขาตรงเป๊ะ พร้อมทั้งเขียนแคปชั่นว่า

*อุ้มเข้าเอวจะทำให้ขาโก่ง!!!!! #อีก1ความเชื่อโบราณที่ผิดๆ #ไม่เห็นจะโก่งเลอะ #เด็กเล็กห้ามดัดขาอันตรายมาก #คุณแม่มือใหม่จำไว้ความรู้ใหม่ที่ใครๆ หลายๆ คนไม่รู้ค่ะอย่าเชื่อคำใครเค้าว่ากันว่าค่ะ 😊🙏 ปล. บางครั้งเด็กที่ขาโก่งมาจากพันธุกรรม,กรรมพันธุ์ หรือเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกค่ะ!!! อ้างอิงจากแพทย์ทั่วโลก!!!!! 😊❤️👌

https://www.instagram.com/p/BSlseUhj1CG/?taken-by=gggubgib36

แต่งานนี้ก็ยังมีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ตอบกลับคุณแม่กุ๊บกิ๊บ เกี่ยวกับเรื่องการแย้งความเชื่อโบราณของคุณแม่กุ๊บกิ๊บว่า…

อุ้มลูกเข้าเอว ขาโก่ง

(ขอบคุณภาพจาก : gggubgib36)

แต่คุณแม่กุ๊บกิ๊บก็ไม่ได้ออกมาไม่ตอบโต้แต่อย่างใด เพราะได้บอกไปในแคปชั่นแล้วว่า ความเชื่อเกี่ยวกับ การอุ้มเด็กเข้าเอวที่คุณแม่หลายๆคนถนัดกันนั้นไม่ได้ทำให้เด็กน้อยขาโก่งแต่อย่างใด  และการดัดขาของลูกน้อยนั้น ก็เป็นเรื่องไม่จำเป็น เพราะปัญหาการขาโก่งนั้น มาจากกรรมพันธุ์ เป็นส่วนใหญ่นั่นเอง

♥ บทความแนะนำควรอ่าน : อุทาหรณ์! หมอเตือนดัดขาลูกจนขาหัก

อุ้มลูกเข้าเอว ขาโก่ง

อ่านต่อ >> คำชี้แจงจากหมอ เรื่อง “ขาโก่ง” ในลูกน้อย คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เด็กผู้ชาย ฮอร์โมนผิดปกติ เพราะกินถั่วเหลือง

เด็กผู้ชาย ฮอร์โมนผิดปกติ เพราะกินถั่วเหลือง จริงหรือไม่?

เด็กผู้ชาย กับเด็กผู้หญิง มีความต่างกันตรงรูปสรีระรูปร่าง อย่างที่เห็นเด่นชัดคือ เด็กชายจะไม่มีเต้านมใหญ่ยื่นออกมาเหมือนกับเด็กหญิง แต่การกินอาหารบางอย่างก็อาจทำให้เด็กผู้ชายมีเต้านมแบบไม่ถาวรขึ้นมาได้  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบที่ว่า เด็กผู้ชาย ฮอร์โมนผิดปกติ เพราะกินถั่วเหลือง จริงเท็จแค่ไหน มีคำตอบมาให้ค่ะ

 

เด็กผู้ชาย ฮอร์โมนผิดปกติ เพราะกินถั่วเหลือง

ฮอร์โมนผิดปกติในที่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยแต่อย่างใดค่ะ แต่ฮอร์โมนผิดปกติมาจากการทานอาหารบางประเภทมากไป เช่น อกไก่ หรือนมถั่วเหลือง โดยเฉพาะในเด็กผู้ชายที่คุณแม่ให้ดื่มนมถั่วเหลืองเป็นประจำ อาจทำให้มีเต้านมโตขึ้นมาได้บ้าง แต่อาจไม่ได้เกิดกับเด็กทุกคนเสมอไปนะคะ เพราะต้องขึ้นอยู่กับปริมาณและระยะเวลาที่ทานด้วย

คุณพ่อคุณแม่อาจสงสัยว่าแล้วเพราะอะไรกินถั่วเหลืองถึงทำให้ฮอร์โมนของลูกชายผิดปกติขึ้นได้  ต้องทำความเข้าใจกันสักนิดค่ะ เกี่ยวกับการกินถั่วเหลือง ที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นผลเสียอะไรร้ายแรงต่อฮอร์โมนของเด็กๆ นะคะ

อ่านต่อ >> ฮอร์โมนผิดปกติเพราะกินถั่วเหลือง จริงหรือไม่? หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โคลอสตรุ้ม จากวัว

โคลอสตรุ้ม จากวัว ไม่มีประโยชน์

เป็นที่รู้กันว่าน้ำนมแม่ดีมีประโยชน์กับลูกตั้งแต่แรกเกิดมากกว่าอาหารทดแทนอื่นใด แต่ด้วยปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อาหารเด็กอ่อนที่อาจโฆษณาคุณค่าสารอาหารเกินจริง โดยเฉพาะสารอาหารจากนมวัว ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ขอช่วยยำเตือนว่า โคลอสตรุ้ม จากวัว ไม่มีประโยชน์ หากอยากให้ลูกได้กินนมเหลืองต้องให้กินนมแม่เท่านั้น

 

โคลอสตรุ้ม จากวัว ไม่มีประโยชน์

เป็นกระแสดังมาสักพักที่มีการโฆษณาชวนเชื่อให้ซื้อโคลอสตรุ้ม จากวัว ให้ลูกกิน เพราะกินแล้วจะช่วยให้ลูกตัวสูง และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ซึ่งโคลอสตรุ้มที่สกัดมาจากนมวัว ค่อนข้างมีราคาสูง แต่เพื่อลูกพ่อแม่เห็นอะไรที่เขาลูกกินแล้วดี ราคาแพงไม่สนยอมจ่ายเงินเพื่อได้มาให้ลูกกิน

โคลอสตรุ้ม จากวัว
Credit Photo : กระทรวงสาธารณสุข

จ่ายเงินแพงแล้วได้ของดี ไม่เสียหายค่ะ แต่ถ้าจ่ายเงินแพงแล้วได้ของที่ไม่ได้มีคุณค่าสารอาหาร และคุณประโยชน์ตามที่โฆษณาให้หลงเชื่อ อันนี้เสียเงินและน่าเสียดายมากค่ะ โดยเฉพาะโคลอสตรุ้ม จากวัว ที่เขาว่าดี แต่กระทรวงสาธารณสุขออกมาเตือนแล้วว่า พ่อแม่อย่าหลงเชื่อ โคลอสตรุ้มจากวัวไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายลูกอย่างที่โฆษณา  คือ

X ไม่เพิ่มความสูง

X ไม่เพิ่มความจำ

X ไม่เพิ่มภูมิต้านทาน

ที่สำคัญใครเป็นตัวแทนจำหน่าย หรือขายตรงโฆษณาโคลอสตรุ้มวัวเกินจริงอยู่ละก็ ระวังมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แบบนี้ไม่คุ้มที่จะเสี่ยงขายกันนะจ๊ะ!!

อ่านต่อ >> โคลอสตรุ้ม คืออะไร หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แม่แชร์ประสบการณ์! สังเกตลูกให้ดีผมร่วงเยอะ อาจเป็นโรคอะโลพีเซีย ยูนิเวอซัลลิส

ลูกผมร่วง …อาการผมร่วงในเด็กเกิดจากสาเหตุหลายประการ ซึ่งแต่ละสาเหตุก็มีอาการและวิธีรักษาที่แตกต่างกันไป คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจจะไม่ได้สังเกตว่าลูกผมร่วง บางคนร่วงน้อย บางคนร่วงมาก แต่สำหรับทารกที่มีผมน้อยอยู่แล้ว พ่อแม่มักจะสังเกตเห็นมากกว่าทารกที่มีผมหนาว่าตั้งแต่เกิดมาผมลูกบางลงมาก

แม่แชร์ประสบการณ์ ลูกผมร่วง ทั้งคิ้วและขน
เพราะป่วยเป็นโรคอะโลพีเซีย ยูนิเวอซัลลิส

โดยเด็กทารกบางคน พ่อแม่จะเริ่มสังเกตเห็นว่าผมบางหรือหนาตอนหลังโกนผมไฟไปแล้ว (เด็กบางคนก็ไม่ได้โกน) บางคนก็ว่าโกนผมแล้วผมจะหนามากกว่าเดิม ซึ่งก็แล้วแต่ความเชื่อ แต่เรื่องผมร่วงในเด็กนั้น ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเกิดจากฮอร์โมน และถือว่าเป็นวงจรของการเจริญเติบโตของหนังศีรษะอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเด็กคนไหนผมร่วงออกมาเป็นกระจุก ผมร่วงเร็วอย่างเห็นได้ชัด และร่วงลงในเวลาอันรวดเร็ว อาการแบบนี้ถือว่าผิดปกติ ต้องรีบปรึกษาคุณหมอทันที เพราะอาจจะเกิดจากการติดเชื้อ หรือเป็นโรคแทรกซ้อนบางอย่าง

เช่นเดียวกับคุณแม่ท่านนี้ ที่สังเกตเห็นลูกน้อยผมร่วงผิดปกติ โดยได้มาเล่าประสบการณ์ผ่านเฟซบุ๊กใช้ชื่อว่า วนิดา ชัยสิทธิ์ เจ้าหญิง ถึงเรื่องราวของลูกชายซึ่งปัจจุบันอายุ 1 ขวบ โดยน้องชื่อว่า น้องมิกกี้ ซึ่งป่วยเป็น โรคอะโลพีเซีย ยูนิเวอซัลลิส (alopecia universalis) เป็นโรคผมร่วง ซึ่งเกิดจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยคุณแม่ของน้องมิกกี้เล่าว่า

ลูกผมร่วง

มีโรคอย่างนี้ด้วยเหรอ โรคนี้ไว้ใจไม่ได้จริงๆ น้อยคนถึงจะไม่เป็น 10 ใน 100 เลยล่ะค่ะ ทางการแพทย์ยังสรุปไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นและทำไมถึงเกิด แค่สันนิษฐานว่าเกิดความบกพร่องทางร่างกายค่ะ อ่านหน่อยนะคะแบ่งปันประสบการณ์กัน และต้องรู้จักสังเกตลูกดีๆนะคะ

ลูกผมร่วง

…อยากทราบว่า แม่ๆเคยได้ยินชื่อโรคนี้กันบ้างไหม เริ่มด้วยน้องมิกกี้เป็นลูกคนที่ 2 ผช. และมีพี่สาว 4 ขวบ ตอนท้องน้องมิกกี้ก็ปกติทุกอย่าง จนกระทั่งผ่าคลอดและเลี้ยงเขามาเหมือนตอนเลี้ยงพี่สาวเขาทุกอย่าง ช่วงแรกเกิดขนคิ้วขนตามีปกติก็ปล่อยให้ผ่านไป พอ4-5เดือน ผมก็ร่วง แม่ก็คิดว่า ร่วงปกติก็ปล่อยให้ผ่านไป 8-9 เดือน

ลูกผมร่วง

ผมก็เลยร่วงและดูเหมือนว่าจะเยอะขึ้นๆและสังเกตเห็นอีกว่า ขนคิ้วขนตาก็ร่วง แล้วก็พาไปพบหมอเด็ก ปกติหมอบอกไม่เป็นไรเป็นเรื่องปกติ แม่ก็เลยปล่อยให้ผ่านไปอีกครั้ง จนระยะที่มีแต่คนทักมาว่า โกนผมมาหรอ บ่อยมากจนขนคิ้วขนตาก็ร่วงจนหมดแล้ว

อ่านต่อ >> “แม่แชร์ประสบการณ์ ลูกผมร่วง เพราะป่วยเป็นโรคอะโลพีเซีย ยูนิเวอซัลลิส” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

White Noise

White Noise เสียงมหัศจรรย์ ช่วยปลอบประโลมใจลูก

White Noise คือเสียงอะไร ทำไมจึงช่วยปลอบประโลมใจลูก หรือช่วยให้ลูกทารกหลับได้ง่ายขึ้น ไปทำความรู้จักกับเสียงมหัศจรรย์ White noise ว่าจะช่วยให้คุณแม่เหนื่อยน้อยลงได้อย่างไรกันค่ะ

Continue reading “White Noise เสียงมหัศจรรย์ ช่วยปลอบประโลมใจลูก”

สูตรประมาณส่วนสูงของลูก จากพ่อแม่

สูตรประมาณส่วนสูงของลูก จากพ่อแม่

พัฒนาการการเติบโตทางด้านร่างกายของลูก อย่างในเรื่องของความสูงเป็นสิ่งที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ เพราะเด็กที่เกิดในครอบครัวที่พ่อกับแม่ไม่ได้ตัวสูงมาก ก็มักจะมีความกังวลว่าลูกจะเกิดมาตัวเตี้ยตามกรรมพันธุ์  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี สูตรประมาณส่วนสูงของลูก จากพ่อแม่ มาให้ได้ไปลองคำนวณส่วนสูงลูกที่บ้านกันค่ะ

 

สูตรประมาณส่วนสูงของลูก จากพ่อแม่ 

เวลาเห็นลูกเพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกันกับลูกของเรา ที่พอเด็กๆ มาเล่นด้วยกัน มองไปมองมาทำไมลูกเพื่อนตัวสูงจัง ลูกเราตัว เล็กกว่าเพื่อนวัยเดียวกันเยอะเลย เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะเกิดขึ้นกับหลายๆ ครอบครัวที่ลูกตัวไม่สูงทันเท่าเพื่อนวัยเดียวกัน

ก่อนที่คนเป็นพ่อแม่จะมีความกังวลใจไปมากกว่านี้ เรามาดูกันก่อนค่ะว่าที่ลูกเรามีความสูงไม่เท่าเพื่อนวัยเดียวกันนั้น สามารถมีเหตุปัจจัยมาจากเรื่องใดได้บ้าง

1. กรรมพันธุ์ หากพ่อแม่มีสัดส่วนความสูงที่ไม่มาตรฐาน คือ ผู้ชายหากสูงไม่ถึง 168-180 เซนติเมตรถือว่าเตี้ย และ ผู้หญิงหากสูงไม่ถึง 156-160 เซนติเมตร ถือว่าเตี้ย

2. การเจ็บป่วย พ่อแม่สูงได้มาตรฐาน แต่เมื่อลูกคลอดออกมาและมีการเจริญเติบโตทางร่างกายที่สูงไม่สมส่วนไม่ได้ มาตรฐานตามวัย ส่วนหนึ่งอาจมาจากการเจ็บป่วยที่มาจากฮอร์โมนบางตัว ที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการการเติบโตของร่างกาย

3. นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ในเด็กตั้งแต่แรกเกิด จนกระทั่งเติบโตขึ้นตามวัย การนอนหลับพักผ่อนในช่วงกลางคืน ควรนอนให้ได้ 10 ชั่วโมงขึ้นไป โดยที่ชั่วโมงการนอนกลางคืน และกลางวันจะลดลงตามวัยที่โตขึ้นของเด็กเองอัตโนมัติ ที่จะเหลือประมาณ 8-10 ชั่วโมง ถือเป็นมาตรฐานตามปกติเหมือนกับในผู้ใหญ่ แต่หากลูกนอนดึกมาก คือเข้านอนหลัง 3 ทุ่มขึ้นไป จะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต เนื่องจากการนอนหลับสนิทดีตั้งแต่หัวค่ำเป็นต้นไป ร่างกายจะผลิตโกรทฮอร์โมน(Growth hormones) ที่มีคุณภาพออกมาได้ดี ซึ่งโกรทฮอร์โมนคือฮอร์แห่งการเจริญวัย

4. อาหารที่ไม่เหมาะสม อาหารคือหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญมาก ซึ่งเด็กควรได้รับอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และเหมาะสมตามช่วงวัย อาหารที่มีส่วนช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ดี คือ อาหารประเภทโปรตีน แคลเซียม ซึ่งควรได้รับอย่างเหมาะสมและได้รับอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเจริญเติบโตเป็นไปตามมาตรฐานสมวัย

5. การออกกำลังกาย มีส่วนสำคัญไม่น้อยที่จะช่วยลูกมีพัฒนาการร่างกายเติบโตขึ้นอย่างสมวัยได้มาตรฐาน 

ซึ่งเหตุปัจจัยเหล่านี้อาจมีผลต่อพัฒนาการการเติบโตของลูกได้ทั้งนั้น ฉะนั้นก่อนที่พ่อแม่จะกังวลใจกันมากไปกว่านี้ และเปรียบเทียบความสูง ความเตี้ยของลูกกับเด็กๆ วัยเดียวกัน ว่าทำไมลูกฉันไม่สูงเหมือนลูกเพื่อนๆ ควรต้องกลับมาหาสาเหตุดูว่าเพราะอะไรลูกถึงโตไม่ทันเพื่อน หรือเช่นนั้นแนะนำว่าควรปรึกษากุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ในการหาสาเหตุ   เพื่อจะได้แนวทางในการแก้ไขรักษาอย่างถูกวิธีกันค่ะ

อ่านต่อ >> สูตรวิธีคำนวณส่วนลูกจากพ่อแม่ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

“ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน” ความในใจของลูก ที่อยากให้พ่อแม่อ่าน!

อยากให้คนเป็น พ่อ-แม่ หยุดอ่าน ลูกเรา ไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนใคร คำจำกัดความเล็กๆ ที่อาจสะท้านความในใจของลูกไปสู่คุณพ่อคุณแม่หลายๆ คน

เพราะเด็กๆ เกิดมาต่างกัน ต่างครอบครัว ต่างการเลี้ยงดู เมื่อคุณแม่ทุกคนเลี้ยงดูลูกด้วยหัวใจอย่างเต็มกำลัง อย่านำเด็กมาเปรียบเทียบกันเลย เพราะแท้จริงแล้วความสุขของลูกและพ่อแม่ก็อยู่ที่ใจแค่นี้เอง

อยากให้คนเป็น พ่อ-แม่ หยุดอ่าน !
เพราะ คนเรา “ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน”

และเรื่องราวที่จะบอกต่อไปนี้ เรียกได้ว่าอาจเป็นความในใจของลูกๆหลายคนซึ่งถ้าเค้าคิดออกแล้วบอกได้ในขณะที่พ่อหรือแม่กำลังเอาตัวลูกไปเปรียบกับคนอื่น ก็คงพูออกมาแล้ว ซึ่งนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องราวที่แทนใจลูกหลายๆคนได้เป็นอย่างดี แต่เป็นการบอกผ่านคุณแม่ท่านหนึ่ง ซึ่งเลี้ยงลูกมาแล้ว ได้เข้าใจกับความรู้สึกของลูกเมื่อถูกนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะความจริงแล้ว คนเรา “ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน” บทความจากใจที่ความอยากให้คนเป็น พ่อ-แม่ หยุดอ่านสัก 2 นาที เพื่อลูก!!!

อย่าได้ “พยายาม” ปั้นลูกเราให้เหมือนลูกใคร

อย่าได้ “ขีดเส้น” ให้ลูกเราเดินตามลูกใคร

อย่าได้ “ตั้งเป้า” ให้ลูกเรามีจุดหมายแบบใคร

อย่าได้ “บังคับ” ให้ลูกเราเป็นอย่างใคร

เด็กทุกคนมี “สิ่งวิเศษ” ติดตัวมาทุกคน

และ “สิ่งวิเศษ” เหล่านั้นก็ไม่ได้เหมือนกันทุกคน

เรามีหน้าทีเพียง เฝ้ามองและค้นหา “สิ่งวิเศษ” ในตัวลูกเราให้เจอ

และสนับสนุน ส่งเสริม “สิ่งวิเศษ” นั้น

อย่าพยายามกดลูกลงพิมพ์ ให้ออกมาเป็นบล็อคเดียวกัน

ลูกใครเรียนอันนี้แล้วดี ก็พยายามจะส่งลูกเราไปเรียนบ้าง

ลูกใครทำได้แบบนี้ ก็พยายามกระตุ้นให้ลูกเราทำได้แบบนั้นบ้าง

ลูกใครคิดแบบนั้น ก็พยายามจะบอกให้ลูกเราคิดแบบเดียวกับเขาบ้าง

แบบนั้นไม่ใช่การค้นหา “สิ่งวิเศษ” ในตัวลูกเรา

แต่เรากำลังพยายาม “ลบสิ่งวิเศษ” ที่ลูกเรามี

แล้วยัดอย่างอื่นที่ได้ดั่งใจเราเข้าไปแทนที่

อ่านต่อ >> บทความจากใจที่ความอยากให้คนเป็น พ่อ-แม่ หยุดอ่านสัก 2 นาที เพื่อลูก! คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เป็นเริม ตอนใกล้คลอด ลูกเสี่ยงติดเชื้อรุนแรง

เชื่อว่าคุณแม่หลายท่านอาจเคยได้ยินชื่อของโรคกันมาบ้างแล้ว เพราะโรคนี้เป็นได้แม้ในยามที่ไม่ตั้งครรภ์ แต่ถ้าหากคุณแม่เป็นเริมตอนตั้งครรภ์ขึ้นมาล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น เราจึงเชิญชวนคุณแม่มารับรู้เรื่องของ เป็นเริม ตอนใกล้คลอด ลูกเสี่ยงติดเชื้อรุนแรง เพื่อการระมัดระวังป้องกันอันตรายจากโรคนี้กันล่วงหน้าค่ะ

เป็นเริม ตอนใกล้คลอด

เป็นเริม ตอนใกล้คลอด ลูกเสี่ยงติดเชื้อรุนแรง

รู้จักโรคเริม

โรคเริม คือโรคติดเชื้อจากไวรัสที่มีชื่อว่า เฮอร์ปีส์(Herpes Virus) ที่ติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ และการสัมผัสแผลโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่สาเหตุของการติดต่อมักจะมาจากเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อของโรคเริมมีลักษณะพิเศษเฉพาะคือเมื่อติดเชื้อแล้วอาการที่แสดงจะเป็นตุ่มน้ำเล็กๆ รวมกัน ต่อมาจะแตกเป็นแผลตื้นๆ ทำให้มีอาการปวดแสบมาก โรคนี้เมื่อเป็นแล้วมักไม่หายขาด และจะกลับมาเป็นซ้ำอีกแม้ผ่านไปแล้วหลายปี

เชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งโดยปกติแล้วเชื้อโรคที่มีอยู่รอบตัวเรา และในสิ่งแวดล้อมจะมีเชื้อโรคมากมายหลายชนิดตั้งแต่เชื้อโรคที่มีขนาดใหญ่มากสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น เชื้อพยาธิ รองลงมาคือเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กที่สุดคือเชื้อไวรัส ดังนั้น เชื้อเฮอร์ปีส์ที่ทำให้เกิดโรคเริมจึงเป็นเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมากโดยเชื้อโรคเฮอร์ปีส์ที่ทำให้เกิดโรคเริมนั้น เมื่อมีการสัมผัสแผลหรือมีเพศสัมพันธ์ เชื้อโรคจะผ่านเข้าตามรอยแผลหรือบริเวณที่มีความชื้นสูง ดังนั้น จึงพบว่าผู้ที่ติดเชื้อนี้มักจะมีตุ่มน้ำหรือมีแผลบริเวณปากช่องคลอด ช่องคลอด หรือริมฝีปาก ซึ่งเป็นจุดที่มีความชื้นค่อนข้างสูง

เมื่อโรคนี้เข้าไปในร่างกาย ผู้ที่ได้รับเชื้อจะสร้างระบบภูมิต้านทานต่อสู้กับเชื้อโรค จึงทำให้เกิดตุ่มน้ำขึ้นเป็นกลุ่มแล้วแตกออกเป็นแผลตื้นๆ นอกจากนี้ยังมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย คือเป็นไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ซึ่งมักเกิดกับผู้ที่ติดเชื้อเป็นครั้งแรก สำหรับผู้ที่เกิดโรคนี้ซ้ำ หรือกลับมาเป็นอีกครั้งมักจะไม่มีอาการดังกล่าวร่วมด้วย จะมีเพียงตุ่มน้ำและแผลเท่านั้น

นอกจากนี้เชื้อเฮอร์ปีส์ซึ่งทำให้เกิดโรคเริมนี้จะมีลักษณะพิเศษจากเชื้อโรคอื่น คือเมื่อเข้าสู่ร่างกาย และทำให้เกิดตุ่มน้ำหรือแผลแล้ว เชื้อโรคมักจะไปหลบซ่อนอยู่ตามปมประสาทหรือเส้นประสาทซึ่งรับความรู้สึกและกระตุ้นการทำงานของร่างกาย การไปหลบซ่อนตัวที่บริเวณดังกล่าว ทำให้หายาที่ใช้ฆ่าหรือทำลายเชื้อได้ยาก ต่างจากการติดเชื้อโรคชนิดต่างๆ ที่เชื้อโรคมักจะเข้าสู่ร่างกายและระบบไหลเวียนเลือดหรือระบบไหลเวียนของน้ำเหลือง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม เป็นเริม ขณะใกล้คลอด ลูกเสี่ยงติดเชื้อรุนแรง คลิกต่อหน้า 2

ให้นมลูก ขณะตั้งครรภ์ ควรหยุด หรือ ไปต่อ?

ให้นมลูก ขณะตั้งครรภ์ ควรหยุด หรือ ไปต่อ? เมื่อเกิดเหตุการณ์ คุณแม่ตั้งครรภ์ ขณะกำลังให้นมลูก คำถามที่เกิดขึ้นคือ ควรหยุดให้นม หรือ ควรให้ต่อไป

ให้นมลูก ขณะตั้งครรภ์

ให้นมลูก ขณะตั้งครรภ์ ควรหยุด หรือ ไปต่อ?

มีคุณแม่หลายคนยังให้นมลูกคนโตจนกระทั่งคลอดลูกคนเล็กก็มี ทั้งนี้ การให้ลูกทั้งสองคนดูดนมพร้อมกันไปเลย สร้างความใกล้ชิด และความผูกพันอันดีระหว่างพี่น้อง

ขณะที่คุณแม่บางคนมีอาการปวดมดลูกเวลาลูกคนโตดูดนม ทำให้ต้องเลิกดูดนมแม่ เพราะเกรงว่าจะทำให้ แท้งลูก (ความจริงแล้วสาเหตุส่วนใหญ่ ของการแท้งเกิดจากโครโมโซมผิดปกติ หรือตัวอ่อนไม่สมบูรณ์)

อย่างไรก็ดี ไม่มีคำตอบแน่นอน ควรเป็นการตัดสินใจ ร่วมกันของแต่ละครอบครัวจะดีกว่า เพราะไม่เพียงแต่เหตุผลเรื่องกลัวแท้งเท่านั้น อาจมีเหตุผลอื่นร่วมด้วยก็ได้ เช่น

  • ลูกไม่อยากดูดนมแม่ไปเอง เพราะอิทธิพลของฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ ทำให้ ปริมาณน้ำนมลดลงอย่างมากเมื่อลูกดูดแล้วไม่ออก หรือไหลช้า ไม่ทันใจ อาจไม่สนใจจะดูดอีกต่อไป
  • คุณแม่มีอาการแพ้ท้องอย่างมาก พร้อมกับเหนื่อยจนพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะไหนจะต้องดูแลลูกคนโต ดูแลสามีทำงานนอกบ้าน
  • แม่มีอาการไวที่หัวนมมากขึ้น จากฮอร์โมนทำให้รู้สึกเจ็บเวลาลูกดูด

ขณะที่แม่บางคนอาจรู้สึกว่าการตั้งครรภ์ พร้อมกับการให้ลูกดูดนมเป็นเรื่องธรรมดาๆ รับมือได้สบาย เพราะอาจเคยพยายามลองให้ลูกหยุดดูดแล้ว แต่ไม่สำเร็จจึงเลยตามเลย ทั้งนี้การที่ลูกคนโตดูดนมแม่ ไม่ได้แย่งสารอาหารจากลูกที่อยู่ในท้องอย่างที่เข้าใจกัน และไม่ได้เกิดปัญหาระหว่างพี่และน้องด้วย ทั้งนี้เคยมีเคสอย่างนี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ให้นมแม่ ระหว่างท้อง ควรหยุด หรือ ไปต่อ? คลิกต่อหน้า 2

อันตราย หาก สายสะดือย้อย ขณะตั้งครรภ์

ในระหว่างตั้งครรภ์อาจเกิดภาวะต่างๆ ที่คาดไม่ถึงมาสู่คุณแม่และลูกน้อยได้ ภาวะสายสะดือย้อย ก็เป็นหนึ่งในเหตุสุดวิสัยที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เราจึงชวนคุณผู้อ่านทำความรู้จักกับ อันตราย หาก สายสะดือย้อย ขณะตั้งครรภ์ เพื่อเป็นความรู้สำคัญให้แม่ท้องระมัดระวังดูแลตัวเองค่ะ

สายสะดือย้อย

อันตราย หาก สายสะดือย้อย ขณะตั้งครรภ์

สายสะดือย้อยคืออะไร

สายสะดือย้อย หมายถึง ภาวะที่สายสะดือซึ่งเชื่อมระหว่างรกกับตัวลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่มีการไหลเลื่อนลงมาอยู่ต่ำกว่าหรืออยู่ใกล้ๆ กับส่วนนำของลูกน้อยในท้อง(ในระยะใกล้คลอด) ซึ่งจะมีผลต่อความปลอดภัยของลูกน้อยในท้องคุณแม่ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ

  • สายสะดืออยู่ต่ำกว่าส่วนนำของลูกน้อย ขณะที่ถุงน้ำยังไม่แตก หากลูกในท้องอยู่ในท่ากลับหัวลงแล้วหรือศีรษะอยู่ส่วนนำออกมาก่อน สายสะดือที่ย้อยก็จะอยู่ต่ำกว่าศีรษะลูกลงมา ภาวะนี้ถือว่าวินิจฉัยได้ยากเนื่องจากมักไม่มีอาการผิดปกติ เวลาตรวจภายในก็บอกได้ยากเพราะถุงน้ำคร่ำยังไม่แตก นอกเสียจากตรวจพบโดยบังเอิญตอนที่คุณหมอตรวจอัลตราซาวนด์ หรือพบการไหลเวียนต่ำกว่าศีรษะของลูกในท้อง
  • สายสะดืออยู่ต่ำกว่าส่วนนำของลูก ขณะถุงน้ำคร่ำแตกแล้วภาวะนี้จะพบได้จากการตรวจภายใน คือจะพบสายสะดืออยู่ต่ำกว่าส่วนนำ เช่น หากลูกเอาศีรษะลง ก็จะคลำพบสายสะดืออยู่ในช่องคลอดก่อนคลำเจอศีรษะลูก ซึ่งบางรายหลังจากน้ำคร่ำแตกอาจมองเห็นสายสะดือโผล่ออกมาจากช่องคลอดเลยก็ได้
  • สายสะดือย้อยลงมาอยู่ใกล้กับส่วนนำของลูก เช่น สายสะดือย้อยใกล้กับศีรษะของลูก ซึ่งสายสะดืออาจจะถูกกดทับได้ง่ายเวลาที่ศีรษะลูกเคลื่อนต่ำลงขณะคลอด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม สายสะดือย้อยเพราะอะไร คลิกต่อหน้า 2

อาบน้ำต้มใบมะขาม

อาบน้ำต้มใบมะขาม สูตรโบราณจากคุณยาย

อาบน้ำต้มใบมะขาม …ในสมัยก่อน การดูแลเด็ก จะใช้วิธีการเรียนรู้จากรุ่นสู่รุ่นตั้งแต่สมัยคุณย่าคุณยาย ลองผิดลองถูกและสืบทอดกันมา โดยเฉพาะเวลาที่ทารกป่วย ปู่ย่าตายายมักใช้สูตรโบราณด้วยสมุนไพรต่างๆ ในการรักษาอาการเจ็บป่วยของทารก

สูตรโบราณ ให้ลูกน้อย อาบน้ำต้มใบมะขาม + หัวหอม
แก้หวัดได้

เพราะสมัยก่อนยังไม่มีวิทยาการแพทย์ที่ก้าวหน้าเท่าไหร่ การเลี้ยงดูทารกเมื่อยามเจ็บป่วยจึงต้องพึ่งสมุนไพร เพื่อช่วยบรรเทาอาการไม่สบายให้เด็กและใช้ได้ผลจริง เพียงแต่ปัจจุบันเมื่อมียาทางการแพทย์สมัยใหม่เข้ามาแทนที่ทำให้อาจหลงลืมไปบ้าง Amarin Baby & Kids จึงมีวิธีดูแลลูกน้อยแบบเก่า ๆ แต่นำมาประยุกต์ใช้ใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยได้เป็นอย่างดีมาฝาก

ซึ่งเคล็ดลับนี้เป็นเคล็ดลับที่แม่ๆ หลายคนพูดกันปากต่อปากและนำมาลองใช้กับลูกๆ หลานๆ จนได้ผล แล้วมาบอกต่อกัน นั่นคือ ต้มน้ำใบมะขาม และหัวหอมแก้หวัด

เนื่องจากในสมัยก่อนเมื่อเด็กมีอาการไม่สบาย ป่วยเป็นไข้หวัด ตามอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา คนสมัยก่อนมักจะใช้ใบมะขามอ่อน หอมแดงเผา ตะไคร้ หรือ ใบมะกรูด มาผสมกับน้ำอุ่นให้เด็กอาบ เมื่อเด็กได้กลิ่นระเหยของสมุนไพรต่างๆ ก็จะช่วยให้สุขภาพของเด็กโดยเฉพาะทางเดินหายใจ ปอด ก็จะดีขึ้น ทั้งยังช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคหวัดและหืดหอบได้อีกด้วย ซึ่งวิธีนี้เรียกว่า อาบน้ำจับหวัด

♥ บทความแนะนำน่าอ่าน : อาหารแก้หวัด 13 ชนิด! เพิ่มภูมิต้านทานให้กับลูกน้อย
♥ บทความแนะนำน่าอ่าน : ลูกเป็นหวัด มีน้ำมูก 5 วิธีรักษาแบบไม่ต้องพึ่งยา

ทั้งนี้ในโลกโซเชียลก็มีคุณแม่ท่านหนึ่งโดยใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า ญิ๋งป้อม ญิ๋งป้อม ได้ออกมาโพสต์ภาพลูกสาวตัวน้อยวัย 1 เดือนกว่า ซึ่งกำลังอาบน้ำต้มใบมะขาม ที่คุณยายทำให้ เรียกได้ว่าเป็นสูตรโบราณขนานแท้ โดยสร้างกระแสและเป็นที่น่าสนใจกับคุณแม่ๆ ท่านอื่นได้เป็นอย่างมาก โดยมีสูตร คือ

สูตรสำหรับให้ลูก อาบน้ำต้มใบมะขาม + หัวหอม แก้หวัด

นำหัวหอมแดงทุบ 3-4 หัว ใบมะขามก็ต้องเป็นมะขามที่นำมาแกงได้เท่านั้น  ใส่น้ำพอประมาน แล้วต้มรวมกัน จนเดือด หรือจนสีของใบมะขามออก จากนั้นก็รอให้อุ่นๆ แล้วผสมกับน้ำเย็นในอ่างอาบน้ำ และนำน้องมาอาบแช่ในน้ำได้เลย หรือจะเอาใบมะขามปิดกระหม่อมช่วงที่อาบน้ำ ก็สามารถช่วยได้ ซึ่งหลังจากแช่น้ำต้มใบมะขามเสร็จควรล้างน้ำเปล่าให้ลูกน้อยอีกครั้งด้วยนะคะ

อาบน้ำต้มใบมะขาม
ภาพคุณยายทำน้ำต้มใบมะขามให้น้องพิมอาบ
อาบน้ำต้มใบมะขาม
ภาพคุณยายทำน้ำต้มใบมะขามให้น้องพิมอาบ
อาบน้ำต้มใบมะขาม
ภาพคุณยายทำน้ำต้มใบมะขามให้น้องพิมอาบ
ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันทางการแพทย์ว่าสูตรนี้มีผลอะไรกับทารก ดังนั้นการใช้วิธีนี้จึงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของพ่อแม่ และควรให้ความระมัดระวังลูกน้อยด้วยนะคะ

อ่านต่อ >> ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรกับลูกน้อย” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : น้องพิม ลูกคุณแม่ ญิ๋งป้อม ญิ๋งป้อม

เลิกเต้า …. อย่าเพิ่งเฉานะจ๊ะลูกจ๋า

เลิกเต้า …. อย่าเพิ่งเฉานะจ๊ะลูกจ๋า แม้คุณจะยังให้ลูกกินนมแม่อยู่ แต่การให้ลูกน้อยกินนมจากอกแม่ตลอดเวลาก็อาจเป็นไปไม่ได้ แต่กระนั้นการให้ลูกหย่าเต้ามาดื่มนมจากถ้วย ก็เป็นเรื่องที่ทำให้พ่อแม่หนักใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน เรามีเทคนิคที่จะช่วยให้ลูกเลิกดื่มนมจากอกแม่ และมาดื่มนมจากถ้วยแบบรื่นรมย์ใจทั้งแม่ทั้งลูก

เลิกเต้า

เลิกเต้า …. อย่าเพิ่งเฉานะจ๊ะลูกจ๋า

หัวใจความสําเร็จ หัดเบบี๋ เลิกเต้า

ต้องบอกว่า การเริ่มแต่เนิ่นๆ และไม่ยืดเวลาออกไปคือ หัวใจความสําเร็จ ของการให้ลูกเลิกกินนมจากอกแม่ (แต่ยังกินนมแม่อยู่)ไปดื่มนมจากขวด หรือถ้วยหัดดื่ม มีพ่อแม่จํานวนไม่น้อยคิดว่าควรจะรอจนกว่าลูกจะสามารถดื่มนมจากถ้วยหัดดื่มได้เอง แทนที่จะมองว่าการดื่มนมจากถ้วยหัดดื่มเป็นเรื่องของประสบการณ์การเรียนรู้ “การทำให้ลูกหันมาดื่มนมจากถ้วยต้องใช้ความพยายามประมาณหนึ่ง เพราะจะต้องโน้มน้าวลูกให้เปลี่ยนจากความเคยชินเดิมๆ รวมทั้งกระตุ้นให้ลูกได้ฝึกการทำงานประสานกันของสายตาและกล้ามเนื้อมือที่สัมพันธ์กันดีจึงจะใช้ถ้วยได้ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะได้จากประสบการณ์การเรียนรู้”

เมื่อการหย่าเต้า เลิกดูดขวด เป็นเรื่องยากสําหรับลูกน้อย

ให้พ่อแม่คิดบวกไว้ก่อนเลยว่าจะทําได้สําเร็จ แต่ก็ต้องเตรียมใจไว้ว่า อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าที่หวังไว้ เพราะเด็กจํานวนไม่น้อยก็ เลิกเต้า และขวดได้อย่างง่ายดาย นี่คือ สารพันเทคนิคที่คุณแม่สามารถนำไปปรับใช้ได้

  • ให้ลูกดูดนมเหมือนเดิม แต่ใช้เวลาน้อยลงในแต่ละครั้ง
  • ลองให้ลูกได้ดื่มนมแม่ หรือนมที่เขาคุ้นเคยจากถ้วยหัดดื่มก่อน และถ้าลูกยอมก็ให้ดื่มไปเลย ถ้าไม่ยอมก็ค่อยลองกันใหม่
  • อย่าปล่อยลูกอยู่กับขวดนมมากเกินไป คือถ้าลูกคลานเดิน หรือ นอน ก็ไม่ต้องคาบขวดนมไปด้วยถ้าลูกติดการนอนหลับไปพร้อมกับนมขวดแล้วจะเลิกได้ยากกว่า ควรเล่านิทานกล่อมนอนแทนการให้ลูกดูดนมจากขวดก่อนนอน
  • ให้ลูกได้ลองใช้ถ้วยหัดดื่มที่เขาชอบจริงๆ ถ้วยแบบนี้หลายแบบหลายลายถ้าเขาชอบจริงๆ โอกาสที่เขาจะใช้ก็มาก
  • ในวัย 1 ขวบขึ้นไป ถ้าลูกยังไม่ยอม ก็เบี่ยงเบนความสนใจให้เขาไปกินอาหารอย่างอื่นแทนก่อน โดยธรรมชาติแล้วเมื่อเด็กได้กินอาหารปกติ 2-3 มื้อต่อวันเขาจะลดความสนใจที่จะดูดนมจากอกแม่ หรือจากขวด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม เทคนิคเลิกเต้า เปลี่ยนมาดื่มนมแม่จากแก้ว คลิกต่อหน้า 2

รกเกาะติดแน่น อันตรายถึงต้องตัดมดลูก

นอกจากภาวะรกค้าง รกเกาะต่ำ ที่ส่งผลอันตรายต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์แล้ว รกเกาะติดแน่น เป็นอีกภาวะหนึ่งที่อันตรายอย่างมาก เพราะทำให้คุณแม่หลังคลอดต้องตัดมดลูกหรือตกเลือดเสียชีวิตได้ เราจึงมาให้ความรู้เรื่อง รกเกาะติดแน่น อันตรายถึงต้องตัดมดลูก แก่คุณแม่ผู้อ่านได้รู้จักและระมัดระวังกันค่ะ

รกเกาะติดแน่น  อันตรายถึงต้องตัดมดลูก

รกเกาะติดแน่น

รกเกาะติดแน่นคืออะไร

โดยปกติแล้วเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ ร่างกายคุณแม่จะสร้างรกขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่นำอาหารจากแม่ไปเลี้ยงลูกน้อยในครรภ์ ซึ่งรกก็มักจะไปฝังตัวติดอยู่กับเยื่อบุโพรงมดลูก และการฝังตัวของรกจะไม่ลึกลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อของผนังมดลูก โดยจะฝังลึกสุดเพียงไม่เกินชั้นเยื่อบุโพรงมดลูก (ผนังมดลูกจะมีชั้นเยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ด้านนอก และมีผนังมดลูกชั้นกล้ามเนื้อมดลูกอยู่ด้านใน) จนเมื่อมีการคลอด รกก็จะหลุดลอกหรือคลอดตามออกมาได้ง่าย หรือหากมีรกค้างอยู่คลอดออกมาไม่หมด คุณหมอที่ทำคลอดจะช่วยล้วงเพื่อคลอดรกด้านในออกมาให้หมด

แต่สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์บางคน การฝังตัวของรกไม่เป็นไปตามปกติเช่นนั้น รกในครรภ์คุณแม่กลับฝังตัวลึกเข้าไปถึงชั้นกล้ามเนื้อมดลูก และบางคนอาจฝังลึกมากจนทะลุชั้นกล้ามเนื้อมดลูกออกมานอกมดลูกได้อีกด้วย เมื่อรกฝังลึกขนาดนี้จึงส่งผลทำให้รกเกาะติดแน่นกับผนังมดลูก และไม่ยอมลอกตัวออกมาเมื่อถึงเวลาคลอด ถือเป็นภาวะอันตรายที่ทำให้คุณแม่เสียเลือดมากจากการคลอด เพราะมดลูกหดรัดตัวได้ไม่ดี จนถึงกับต้องตัดมดลูกทิ้งเลยทีเดียวค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ทำไมรกจึงเกาะติดแน่น

สาเหตุของการที่รกเกาะติดแน่น หรือเกิดการฝังตัวลึกนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มักพบในคุณแม่ที่มีประวัติบางอย่าง ดังนี้

  • คุณแม่ที่เคยขูดมดลูกมาก่อน เช่น การขูดมดลูกจากการรักษาโรคเลือดออกผิดปกติจากมดลูก เคยขูดมดลูกจากการแท้ง จะมีโอกาสทำให้เมื่อเวลาคุณแม่ตั้งครรภ์รกจะฝังลึกเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูกได้มาก โดยสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการขูดมดลูกที่ลึกเกินไป จึงทำให้รกฝังตัวบริเวณที่เคยขูดมดลูกนั้นได้ลึกหรือมากกว่าปกติ

ติดตาม รกเกาะติดแน่นอันตรายถึงต้องตัดมดลูก คลิกต่อหน้า 2