ทำความรู้จัก โปรตีน CPP มีดีอย่างไร?

โปรตีน เป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เพราะโปรตีนช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ทำหน้าที่ได้อย่างปกติ เด็กทารกต้องการโปรตีนมาก เพื่อใช้สร้างเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โปรตีนที่เด็กทารกต้องการได้มาจากน้ำนมแม่ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 1 ปี เด็กทารกจะมีน้ำหนักตัวเป็น 3 เท่าของน้ำหนักแรกคลอด ทั้งนี้โปรตีน เป็นสารอาหารที่พบได้ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยจะพบมากในเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อปลา เนื้อหมู ไข่ นม เป็นต้น ส่วนในพืชจะพบมากในเมล็ดพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง  เป็นต้น

โปรตีน มีประโยชน์ต่อร่างกายลูกน้อยอย่างไร?

  1. ช่วยทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกับเด็กๆ และผู้ที่อยู่ในวัยเจริญเติบโต
  2. ช่วยเสริมสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย และ ช่วยซ่อมแซมพร้อมฟื้นฟูส่วนที่สึกหรอ
  3. ช่วยทำให้ร่างกายได้รับกรดอะมิโนที่จำเป็นอย่างครบถ้วน
  4. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  5. เป็นแหล่งพลังงานสำรองในตอนที่ร่างกายขาดคาร์โบไฮเดรตและไขมัน
  6. ช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายและการเคลื่อนไหวเป็นปกติ
  7. ช่วยพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา

โปรตีน จากนมแม่ดีต่อลูกน้อยอย่างไร

นมแม่ เป็นนมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทารก ในนมแม่มีโปรตีนที่มีคุณภาพย่อยง่าย ช่วยทำให้ร่างกายของลูกน้อยเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ และช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานเชื้อโรคต่างๆ ทั้งโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร และโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ให้กับลูกน้อยได้เป็นอย่างดี

โปรตีน

เพื่อให้ลูกน้อยได้รับสิ่งที่ดีที่สุด การดูแลลูกน้อยให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ก็เป็นหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการสร้างพัฒนาการที่ดีให้กับลูกน้อย โดยเฉพาะการเลือกสารอาหารสำคัญอย่างโปรตีน CPP หรือ Casein Phosphopeptides ก็จะเป็นกำลังสำคัญ ในการกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกได้ตั้งแต่เล็กไปจนโตเลยทีเดียว

โปรตีน

ทั้งนี้เด็กเล็ก ในช่วงขวบปีแรก ระบบการย่อยและการดูดซึมยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ กระบวนการย่อยและการดูดซึมโปรตีนในนมเมื่ออยู่ในสภาพเป็นกรดในกระเพาะอาหารจะอยู่ในรูปก้อนโปรตีนหรือ Curd ซึ่งเป็นการจับตัวกันหลายๆ โมเลกุลของเคซีน ซึ่งเมื่อถูกย่อยโดยเอนไซม์ในกระเพาะอาหารจะแตกตัวออกเป็นโมเลกุลย่อยๆ คือ Casein phosphopeptides (CPP) ซึ่งจะถูกย่อยต่อไปในลำไส้เล็กและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายในรูปกรดอะมิโนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในร่างกายต่อไป

หากเด็กได้ดื่มนมที่มีโปรตีนโมเลกุลอัดกันแน่น ย่อยยากจะส่งผลทำให้เด็กไม่สบายท้องร้องกวนโยเย ท้องอืดจากนมที่ย่อยและดูดซึมยาก จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ การดื่มนมที่มีโปรตีน CPP จึงช่วยลดปัญหาอาการไม่สบายท้อง ท้องอืด ท้องผูกได้เป็นอย่างดี

ในนมแพะเองก็มีโปรตีน CPP ซึ่งเป็นโปรตีนย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ และช่วยในการดูดซึมธาตุต่างๆ ที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งนมแพะยังมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ แบบเดียวกับนมแม่ ซึ่งช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และพัฒนาสมองของลูกน้อยได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามโปรตีนในนมแม่ถือเป็นสารอาหารที่ดีที่สุด ดังนั้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงเป็นเรื่องที่ดีและคุณแม่ควรให้นมลูกนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เมื่อมีความจำเป็นต้องให้นมเสริมกับลูก ควรพิจารณาเลือกนมที่มีโปรตีน CPP โปรตีนย่อยง่าย เพื่อเสริมพัฒนาการรอบด้านที่ดีให้กับลูกรักของคุณ

โดยเฉพาะการเลือกสารอาหารสำคัญอย่างโปรตีน CPP หรือ Casein Phosphopeptides ก็จะเป็นกำลังสำคัญ ในการกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกได้ตั้งแต่เล็กไปจนโตเลยทีเดียว

เทคนิคดี๊ ดี เสริมภูมิคุ้มกันปกป้องร่างกายลูกให้แข็งแรง

การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก ตั้งแต่ 3 ขวบปีแรก ถือเป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดต่อการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกัน โดยในน้ำนมแม่มีองค์ประกอบที่ช่วย เสริมภูมิคุ้มกัน ให้กับลูกน้อย โดยเฉพาะน้ำนมในระยะแรก ที่เรียกว่า “หัวน้ำนม” หรือ น้ำนมเหลือง (โคลอสตรัม) เป็นน้ำนมที่มีประโยชน์ที่สุด มีภูมิต้านทานเชื้อโรคต่างๆ ทั้งโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร อย่างท้องร่วง และโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ขณะเดียวกันนมแม่ก็จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันของตัวเองขึ้นด้วย

เสริมภูมิคุ้มกัน

ดังนั้น “นมแม่” ในช่วงขวบปีแรกจึงมีประโยชน์กับลูกน้อยมากๆ ที่จะเป็นแหล่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูก ก่อนที่ลูกจะเติบโตขึ้น และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้เอง ซึ่งนอกจากนมแม่แล้ว คุณแม่สามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต้านทานและปกป้องร่างกายลูกให้แข็งแรง ได้อย่างไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

เสริมภูมิคุ้มกัน ปกป้องร่างกายลูกให้แข็งแรง

1. วัคซีนเสริมภูมิคุ้มกัน

การให้วัคซีน เป็นการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันที่ช่วยดูแลลูกให้ปลอดภัยจากโรคต่างๆ การให้วัคซีนกับลูกจำเป็นต้องให้ตามเวลา และลูกควรได้รับวัคซีนจำเป็นอย่างครบถ้วน ซึ่งคุณแม่อย่าลืมพาลูกๆ ไปรับวัคซีนตามกำหนดด้วย

2. อาหารเสริมภูมิคุ้มกัน

เมื่อลูกน้อย 6 เดือนขึ้นไป คุณแม่สามารถให้อาหารเสริมกับลูกควบคู่ไปด้วยได้แล้ว ควรเลือกอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งอาหารก็สามารถเป็นแหล่งที่เสริมภูมิคุ้มกันให้กับลูกได้ โดยเฉพาะอาหารที่อุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินบีรวม วิตามินซี และวิตามินอี อาหารที่แร่ธาตุสูง เช่น ผัก ผลไม้ ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช ปลาที่มีไขมันสูง เป็นต้น

3. ความสะอาดในบ้าน

บ้านที่สะอาดและอากาศที่บริสุทธิ์จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ได้ รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงแหล่งชุมชนแออัดเพราะลูกน้อยวัยทารก มีภูมิคุ้มกันที่ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ทำให้ติดเชื้อโรคต่างๆ และเจ็บป่วยไม่สบายได้ง่าย ซึ่งการพาลูกน้อยไปในสถานที่แออัดหรือชุมชน จะทำให้ลูกเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคร้ายต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเชื้อโรคที่ติดต่อได้ง่ายผ่านการไอ จาม เสมหะและอื่นๆ ซึ่งหากเลี่ยงได้ควรเลี่ยง

4. เลือกนมที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

อย่างนมแพะที่มีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ ที่เรียกว่า ระบบอะโพรไคน์ ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง เรียกว่า Bioactive component ประกอบด้วย ทอรีน ช่วยให้การทำงานของจอประสาทตาดีขึ้น นิวคลีโอไทด์จากธรรมชาติ 5 ชนิด ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน มีโพลีเอมีนส์ (Polyamines) ช่วยลดปฏิกิริยาของการแพ้อาหาร มีโกรทแฟคเตอร์ (Growth factor) ชนิดไอจีเอฟวัน (IGF-1) และทีจีเอฟ เบต้า (TGF- β) ช่วยให้เกิดการพัฒนาของระบบลำไส้ และการย่อยสมบูรณ์ พร้อมทั้งเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ครบถ้วน

นอกจากนี้ ในนมแพะยังมีพรีไบโอติก ชนิด Oligosaccharide เช่น Inulin และ Oligofructose โดยจะกระตุ้นการทำงาน และส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ อย่างเช่น แล็กโทบาซิลลัส (LACTOBACILLUS) และไบฟิโด แบคทีเรีย (BIFIDOBACTERIA) จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ ที่สำคัญช่วยเสริมสร้างการพัฒนาของระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเด็กได้เป็นอย่างดี

เสริมภูมิคุ้มกัน

5. การพักผ่อนที่เพียงพอและออกกำลังเป็นประจำ

การที่ลูกน้อยนอนหลับและพักผ่อนอย่างเพียงพอเต็มที่แล้ว จะช่วยให้ร่างกายไม่ต้องทำงานหนัก เด็กๆ จึงควรได้รับการพักผ่อนอย่างน้อย 8-10 ชม.ต่อวัน รวมไปถึงคุณแม่ควรให้ลูกได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และนำออกซิเจนไปสู่อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย โดยหากิจกรรมที่ช่วยให้ลูกได้ใช้ออกแรงเล่น หรือได้ทำกิจกรรมกลางแจ้งที่มีแสงแดดอ่อนๆ ก็ช่วยได้

อย่างไรก็ตาม การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับลูกน้อยล้วนมาจากความรักที่พ่อแม่มีให้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลทั้งด้านจิตใจและร่างกาย ซึ่งการมอบความรักและความอบอุ่นของพ่อแม่ให้กับลูกน้อย ถือเป็นภูมิคุ้มกันสุขภาพอย่างดีเลยทีเดียว เพราะมีงานวิจัยจำนวนมากพบว่า การที่เด็กๆ หัวเราะ มองโลกในแง่ดี และการพูดคุยเรื่องขำขันสามารถเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้

ในส่วนของร่างกายจำเป็นอย่างยิ่งที่ลูกน้อยต้องได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนเพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับลูกน้อย และแม้จะมีผลิตภัณฑ์นมให้เลือกซื้อจำนวนมากในท้องตลาด แต่นมแม่ ก็ยังถือว่าเป็นนมที่ดีที่สุดของลูกน้อยดังที่กล่าวมาข้างต้น  แต่ในกรณีที่คุณแม่มีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องให้นมอื่นทดแทน ก็ควรเลือกอย่างละเอียดและต้องใส่ใจกับสารอาหารที่ลูกจะได้รับ ว่าเป็นสารอาหารจากธรรมชาติ หรือสารสังเคราะห์ เนื่องจากเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาสมองและร่างกายของลูกน้อยให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

เทคนิคช่วยลูกขี้อาย ให้กล้าแสดงออก

7 เทคนิคช่วยลูกขี้อาย ให้กล้าแสดงออก

ครอบครัวไหนเคยเจอปัญหาลูกขี้อายบ้างคะ อย่างเวลาอยู่บ้านพูดคุย เล่นสนุกได้กับทุกคน แต่พอออกนอกบ้านไปโรงเรียน คุณครูให้ทำกิจกรรมหน้าชั้นเรียน หรือหน้าเสาธงตอนเช้า ลูกมักจะก้มหน้าเขินอาย  ซึ่งบางทีอาการขี้อายของลูกก็ทำพ่อแม่กังวลใจได้ไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี เทคนิคช่วยลูกขี้อาย ให้กล้าแสดงออก มาฝากกันค่ะ

 

เทคนิคช่วยลูกขี้อาย ให้กล้าแสดงออก

คุณแม่คะ วันนี้ที่โรงเรียนมีคัดเลือกเด็กๆ เพื่อซ้อมการแสดงงานโรงเรียน น้องก้อยได้รับเลือกให้รำอวยพรพร้อมกับเพื่อนอีกสองคน แต่น้องเขินอายมาก รำไม่ได้เลย ยิ่งเวลามีเพื่อนดูตอนซ้อมรำ ยิ่งทำให้อายม้วนแล้ววิ่งไปหลังห้องเลยค่ะ เหตุการณ์นี้มาจากเพื่อนผู้เขียนที่มักเล่าให้ฟังว่าลูกสาววัย 7 ขวบ เป็นเด็กขี้อาย ไม่กล้าแสดงออกมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไรดี เพราะกลัวว่าเมื่อลูกโตขึ้นแล้วจะไม่กล้าแสดงความคิด ไม่กล้าทำกิจกรรมต่างๆ เหมือนกับคนอื่นทั่วไป แล้วจะเสียสิทธิ์ เสียโอกาสดีๆ ที่มีเข้ามาในชีวิต

 

Must Read >> ช่วยลูกขี้อายมั่นใจขึ้น (ทีละนิด)

 

ฟังแล้วก็เห็นใจทั้งเพื่อน และลูกสาวเพื่อนเลยค่ะ เพราะจริงๆ น้องก้อยเป็นเด็กน่ารักมากค่ะ ถ้าสาวน้อยคุยกับคนรอบข้างแล้วก็จะคุยเล่นสนุก แต่ติดนิดเดียวที่ขี้อายมากไปหน่อย คือไม่ใช่แต่กับที่โรงเรียนเวลาให้ทำกิจกรรมต่อหน้าคนเยอะๆ แล้วเขินอาย คือเวลาอยู่ที่บ้านจัดปาร์ตี้สนุกๆ มีให้ร้องเพลง ให้เต้น น้องก้อยก็ไม่ยอมหัวชนฝาเลยละค่ะ

จริงๆ อาการขี้อายของเด็กก็เป็นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น
  1. ถูกห้ามจากพ่อแม่ หรือคนรอบข้างในครอบครัวมาตั้งกะเด็กบ่อยๆ ว่าอย่าทำแบบนั้นนะ ทำแบบนี้ไม่ดีนะเดี๋ยวทุกคนไม่รัก ฯลฯ คือไปปิดกั้นจินตนาการ ความสมารถของลูกมาตั้งแต่เป็นเด็กน้อย นี่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ลูกไม่กล้าแสดงออกทั้งการกระทำ และความคิดเห็นได้เช่นกันค่ะ
  2. เด็กไม่เคยได้รับความสนใจจากพ่อแม่ หรือคนรอบข้าง ไม่ว่าลูกจะชอบ จะทำอะไรที่ดีที่งาม หากพ่อแม่ รวมทั้งคนในครอบครัวเมินเฉยกับสิ่งที่ลูกทำ แน่นอนว่านี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ลูกไม่กล้าแสดงออก และอายที่จะทำ เพราะเด็กไม่มั่นใจว่าสิ่งที่จะทำนั้นดีหรือไม่ดี
  3. อาการขี้อายเกิดจากตัวเด็กเอง ต้องบอกว่าในเด็กบางคนอาจไม่ได้มีสิ่งกระตุ้นเร้าให้ไม่กล้าแสดงออก แต่ความเขินอายเกิดขึ้นมาจากตัวของเด็กเองที่ไม่กล้าแสดงออก

อย่างไรก็ตามไม่ว่าความขี้อายของเด็กจะมาจากสาเหตุใด ก็ควรจะได้รับการแก้ไขตั้งแต่ที่ลูกยังเป็นเด็กเล็กๆ เพราะถ้าแก้ ถ้าปรับพฤติกรรมได้เร็ว ก็จะช่วยให้ลูกสนุกเรียนรู้ สนุกทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกับเพื่อนๆ วัยเดียวกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพค่ะ

อ่านต่อ >> วิธีปรับแก้ไขพฤติกกรมขี้อายลูก ให้กล้าแสดงออก หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เลี้ยงลูกวินัยเชิงลบ

เลี้ยงลูกวินัยเชิงลบ ส่งผลต่อพัฒนาการสมอง

ปัจจุบันการเลี้ยงลูกของพ่อแม่สมัยใหม่ ที่แยกบ้านออกมาเลี้ยงดูลูกกันเองตามลำพัง โดยที่ไม่มีญาติผู้ใหญ่มาช่วยเลี้ยงดูแล ลูกหลานอยู่ด้วย ที่บางครั้งวิธีการเลี้ยงลูกแบบสมัยใหม่อาจเป็นการ เลี้ยงลูกวินัยเชิงลบ จากความไม่เข้าใจของพ่อแม่ที่ ส่งผลเสียไปกระทบต่อตัวเด็กได้โดยตรง ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อมูลที่น่าสนใจในเรื่องนี้มาให้ทราบกันค่ะ

 

เลี้ยงลูกวินัยเชิงลบ คืออะไร?

เชื่อว่าพ่อแม่ที่มีประสบการณ์ในการมีลูก และเลี้ยงดูลูกมาก่อนหน้านี้ จะได้ยินวิธีการเลี้ยงลูกแบบวินัยเชิงบวก ที่พ่อแม่ เลี้ยงลูกแบบมีเหตุผล ไม่ใช้ความรุนแรงกับลูก ซึ่งอธิบายง่ายๆ คือ เมื่อลูกดื้อ ลูกเอาแต่ใจตัวเองขึ้นมาในบางครั้ง แทนที่พ่อ แม่จะใช้ความรุนแรงในการทำโทษลูก ก็เปลี่ยนวิธีการลงโทษให้นุ่มนวล ลดความเจ็บปวดจากการตีลง เช่น การให้ลูกเข้า มุมสงบอารมณ์ ด้วยวิธี Time out ที่อาจกำหนดเวลาตามอายุของเด็ก เช่น 5 นาที 10 นาที จากนั้นพ่อแม่ค่อยกลับมาคุยกับลูก ด้วยเหตุและผลที่ทำไมต้องลงโทษ การคุยกับเด็กที่อารมณ์สงบลงแล้วทั้งจากตัวพ่อแม่ และตัวของเด็ก จะทำให้เด็กเชื่อฟัง  และสำนึกคิดได้ว่าทำไมเขาถึงถูกลงโทษ เด็กคิดได้จากการกระทำของตัวเอง รู้สึกสำนึกผิด และเขาก็จะไม่ดื้อในสิ่งที่พ่อแม่ไม่อยากให้ทำอีกในคราวต่อไป

 

Must Read >> ต้นแบบอันทรงคุณค่า วิธีการเลี้ยงลูกของสมเด็จย่า ที่ควรนำมาเป็นแบบอย่าง

 

นั่นคือการเลี้ยงลูกแบบวินัยเชิงบวก ที่ผลของการเลี้ยงลูกด้วยวิธีนี้ จะส่งผลดีต่อตัวเด็กทั้งในระยะสั้น และระยาว ที่นี้เรามาว่ากันด้วยเรื่องที่พ่อแม่ส่วนหนึ่งในปัจจุบันนี้ที่มีการ “เลี้ยงลูกวินัยเชิงลบ” ซึ่งทราบกันไหมว่าจริงๆ แล้วเราก็สัมผัสกับวินัยเชิงลบของตัวเรากันเองในการดำเนินชีวิตแต่ละวัน แต่ทุกคนอาจไม่รู้ตัวกัน “วินัยเชิงลบ” คือการกระทำที่รุนแรงทั้ง การใช้คำพูด และการกระทำ  ที่หากคุณคือคนหนึ่งที่มีพื้นฐานเป็นคนที่มีวินัยเชิงลบอยู่ในตัว เมื่อวันหนึ่งได้มาเป็นพ่อแม่ คุณอาจเลี้ยงลูกด้วยวินัยเชิงลบแบบไม่รู้ตัวก็ได้

และเพื่อให้พ่อแม่ทุกคนได้ทราบถึงผลเสียที่เกิดขึ้น ต่อการเลี้ยงลูกแบบวินัยเชิงลบ มาให้เข้าใจกันมากขึ้น เพื่อที่จะได้กลับไปปรับรูปแบบการเลี้ยงลูกจากวันัยเชิงลบ เปลี่ยนมาเลี้ยงลูกแบบวินัยเชิงบวกกันค่ะ

อ่านต่อ >> เลี้ยงลูกแบบวินัยเชิงลบ ส่งผลเสียต่อสมองมากนะ! หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

มะเร็ง

โรคมะเร็งในเด็ก ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

ถ้าพูดถึงคำว่า มะเร็ง เราจะคิดถึงมะเร็งปอด ในคนที่สูบบุหรี่มากๆ หรือมะเร็งตับในคนที่ดื่มสุราเป็นระยะเวลานานๆ การเกิดโรคน่าจะต้องมีสาเหตุที่ชัดเจน เกิดเฉพาะในผู้ใหญ่หรือคนแก่ คงไม่เกิดกับเด็กตัวเล็กๆ ผู้ใสบริสุทธิ์…..แท้ที่จริงแล้วไม่เลยค่ะ…กับเด็กเล็ก เด็กโต ก็เกิดได้หมด โรคมะเร็งในเด็ก ไม่ได้เลือกชนชั้นวรรณะ และเลือกเศรษฐานะในการเกิด จริงๆ แล้วโรคมะเร็งถ้าเทียบกับโรคอื่นๆ ที่พบได้ในเด็ก เช่น ปอดอักเสบ ท้องร่วงนั้น โรคมะเร็งในเด็ก พบได้น้อยกว่ามาก แต่ก็เป็นโรคที่พบได้บ่อยเช่นกัน

โรคมะเร็งในเด็ก ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

ทำไมเราไม่ค่อยเห็นผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งบ่อยเหมือนโรคทั่วๆ ไป…. ก็เพราะค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งในเด็กที่ค่อนข้างสูง และต้องใช้เครื่องมือพิเศษและเฉพาะเจาะจง จึงทำให้ผู้ป่วยมักจะกระจุกใน รร แพทย์เป็นส่วนมาก จึงทำให้คนทั่วๆไปมองข้ามไป คิดว่าจะไม่ได้เกิดกับบุคคลใกล้ชิด เกิดขึ้นมาแล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

บทความแนะนำ ข่าวดีเพื่อทุกครอบครัว! 10 โรคมะเร็งรักษาฟรี ประกันสังคมจ่ายให้

โรคมะเร็งในเด็ก แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

  1. มะเร็งทางระบบเม็ดเลือดและต่อมน้ำเหลือง (hematologic malignancies) ที่ประกอบไปด้วย มะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (lymphoma)
  2. มะเร็งก้อน (solid tumors) ที่แบ่งย่อยเป็นมะเร็งในสมองและระบบประสาท (brain and spinal tumors) และมะเร็งนอกสมองตามอวัยวะต่างๆ (extracranial solid tumors) เช่น มะเร็งต่อมหมวกไต หรือ นิวโรบลาสโตมา (neuroblastoma) มะเร็งไต (Wilms tumor) มะเร็งกล้ามเนื้อลาย (rhabdomyosarcoma) มะเร็งตับ (hepatoblastoma) และ มะเร็งจอประสาทตา (retinoblastoma) เป็นต้น

ทุกคนอาจจะสงสัยว่าเด็กเป็นมะเร็งได้ยังไง….จริงๆ แล้วทุกวันนี้สาเหตุโดยทั่วไปก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเกิดจากอะไรแน่ บางส่วนเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนส์ (gene) ที่เกิดขึ้นเอง บางส่วนเกิดจากพันธุกรรม (genetic) และบางส่วนเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน (multifactorial) ตามทฤษฎีมีแค่เพียงสาเหตุจากพันธุกรรมเท่านั้นที่จะสามารถป้องกันได้ แต่คนที่มีพันธุกรรมที่ผิดปกติก็ไม่ได้มีอาการทุกครั้ง ดังนั้นก็ยากที่จะบอกว่าใครจะมีพันธุกรรมที่ผิดปกติ และจะทำให้เกิดโรคมะเร็งได้บ้าง บางโรคมีการคัดกรองและตรวจป้องกันได้ชัดเจน แต่บางโรคไม่มี ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดก็คือ “Early detection”หรือการรู้แต่เนิ่นๆ…ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งรักษาเร็ว ผลการรักษาก็ยิ่งดี!!!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ 11 อาการส่อสัญญาณ ลูกอาจเป็นมะเร็ง คลิกหน้า 2

อยู่ไฟหลังคลอด

อยู่ไฟหลังคลอด เข้ากระโจม ทับหม้อเกลือ วิธีโบราณ ช่วยดูแลสุขภาพคุณแม่หลังคลอดให้ดีขึ้น

อยู่ไฟหลังคลอด …การ อยู่ไฟ เป็นวิธีโบราณของไทยแต่เดิมมา ที่คนเฒ่าคนแก่ได้สอนให้แม่ลูกอ่อนที่เพิ่งคลอดลูกทุกคนได้ทำการอยู่ไฟ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ มดลูกเข้าอู่ ได้เร็ว สุขภาพดี มีน้ำนมมาก

จากกระแสดังที่ไม่มีใครเกินในวินาทีนี้…จนทำให้คนไทยหลายคนย้อนรำลึกไปถึงสมัยโบราณ กับ ละครเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ละครแนวย้อนยุคสมัยอยุธยา ที่ถูกนำมาจากนวนิยายชื่อดัง และก็มีหนึ่งในฉากสุดประทับที่ แม่หญิงการะเกด ต้องมา อยู่ไฟ  หลังจาก คลอดลูก คนแรก ซึ่งเป็นวิธีการอยู่ไฟแบบสมัยโบราณ จึงอาจเรียกได้ว่าวิธีนี้เป็นการช่วยฟื้นฟูร่างกายของคุณแม่หลังคลอดได้เป็นอย่างดี และมีมาช้านานแล้วจริงๆ

อยู่ไฟหลังคลอด วิธีโบราณ ช่วยดูแลสุขภาพคุณแม่หลังคลอดให้ดีขึ้น

อยู่ไฟหลังคลอด ถือเป็นภูมิปัญญาไทยโบราณ  โดยมีหลักการคือ การใช้ความร้อนและสมุนไพร จากความเชื่อที่ว่าความร้อนนั้นดีต่อร่างกายมากกว่าความเย็น เพราะความร้อนจะทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ช่วยให้แผลหายเร็ว ซึ่งขั้นตอนการอยู่ไฟแบบดั้งเดิมสมัยก่อนจะใช้เวลาทั้งวัน

อีกทั้งยังมีการให้เข้ากระโจม เพื่อนวดตัวด้วยลูกประคบ นาบด้วยหม้อเกลือ ซึ่งคุณแม่ที่คลอดลูกเองแบบธรรมชาติสามารถ อยู่ไฟหลังคลอดได้ทันที ส่วนคุณแม่ที่ผ่าคลอดควรรอให้แผลผ่าตัดแห้งติดสนิทเรียบร้อยดีก่อนจึงอยู่ไฟได้

โดยการ อยู่ไฟ สมัยก่อนจะให้ คุณแม่หลังคลอด นอนบนกระดานแผ่นเดียวหรือบางพื้นที่ใช้แคร่ไม้ไผ่ มีไฟก่อไว้ข้างล่างพอร้อน เป็นระยะเวลา 7-14 วัน บางรายอาจจะอยู่เพียง 3 วัน หรือนานถึง 1 เดือน หรือนานถึง 44 วัน

อยู่ไฟหลังคลอด

ประโยชน์ของการ อยู่ไฟหลังคลอด

  • การอยู่ไฟช่วยให้หญิงหลังคลอดได้พักผ่อน และได้รับความอบอุ่น เพราะความร้อนช่วยกระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก
  • ทำให้น้ำคาวปลาถูกขับออกมา
  • ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น
  • ช่วยให้แผลฝีเย็บ รวมทั้งแผลภายในมดลูกแห้งเร็วขึ้น
  • ทำให้สิ่งตกค้างต่าง ๆ ภายในโพรงมดลูกถูกขับออกได้ดีขึ้น

นอกจากนั้น การอยู่ไฟจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนทำให้ลดอาการปวดเมื่อยร่วมด้วย สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะส่งผลให้มารดามีสุขภาพแข็งแรง

Good you know : การอยู่ไฟอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้ เช่นเดียวกับคนที่อบเซาน่าหรือแช่น้ำแร่ร้อนเกิน 15 นาที ซึ่งจะมีเหงื่อออกมากจนทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ ทำให้น้ำนมน้อยลง คุณแม่จึงควรดื่มน้ำให้มาก ๆ ระหว่างที่อยู่ไฟด้วยนะคะ

การอยู่ไฟหลังคลอดในปัจจุบัน

ซึ่งในปัจจุบันการอยู่ไฟได้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตสมัยใหม่ ด้วยการใช้ความร้อนคู่กับสมุนไพรไทยมาเป็นเครื่องมือหลัก ๆ มีการประยุกต์โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในกระโจมร้อน ๆ แบบสมัยก่อน เพียงแค่อบไอร้อนในตู้อบสมุนไพรให้โผล่ออกมาแต่คอ หรือการอบเซาน่าโดยใช้สมุนไพรที่ใช้อบตัวซึ่งหาซื้อได้ง่ายขึ้นตามร้านค้า จะช่วยประหยัดเวลาและสะดวกสบายขึ้นมากกว่าแต่ก่อน

โดยมีระยะเวลาในการอยู่ไฟตั้งแต่ 7 วันขึ้นไปเป็นอย่างน้อย ซึ่งก็สามารถเลือกบริการจากแพทย์แผนไทยหรือเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญได้ ตามโรงพยาบาล คลินิกแพทย์แผนไทย ไปจนถึงบริการอยู่ไฟถึงที่บ้านแบบเดลิเวอรี่ก็ได้

อันดับแรก ก่อนที่คุณแม่หลังคลอดต้องการอยู่ไฟ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจซักถามข้อมูลสุขภาพของคุณแม่ เพื่อนำไปวิเคราะห์และเลือกขั้นตอนต่าง ๆ ให้เหมาะสมและตรงกับความต้องการของแต่ละบุคคล รวมไปถึงสอบถามอาการ โรคประจำตัวของคุณแม่แต่ละคนด้วย โดยวิธีการอยู่ไฟในสมัยใหม่จะมีขั้นตอน ดังต่อไปนี้…

สารพัน คำถามเกี่ยวกับ นมแม่ ที่แม่มือใหม่ต้องรู้

สารพัน คำถามเกี่ยวกับ นมแม่ มีหลายเรื่องที่แม่มือใหม่ต้องรู้ เราเชื่อว่าคุณแม่มือใหม่มีคำถามมากมายเกี่ยวกับการให้นมแม่ ทั้งเรื่องกินนมแม่แล้ว ทำไมลูกยังท้องผูก และ ทำไมอยู่ดีๆ ลูกก็หันมาดื่มน้ำบ่อยขึ้น

สารพัน คำถามเกี่ยวกับ นมแม่ ที่แม่มือใหม่ต้องรู้

สารพัน คำถามเกี่ยวกับ นมแม่ มีหลายเรื่องที่แม่มือใหม่ต้องรู้

กินนมแม่…แต่ทำไมยังท้องผูก??

ช่วงหลังคลอด 1-2 เดือนแรก ในนมแม่จะมีสารที่ช่วยให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้เร็ว เพื่อเร่งการขับถ่ายสารสีเหลืองบิลิรูบินออกจากร่างกายทำให้ลูกน้อยอุจจาระบ่อยวันละหลายครั้ง แต่เมื่อปัญหาตัวเหลืองหมดไปสารตัวนี้จะลดลงไปด้วย ทำให้เด็กไม่อุจจาระบ่อยเหมือนเดิม อาจเหลือเพียงวันละครั้ง หรือหลายวันจึงจะถ่าย

ทั้งนี้สถิติสูงสุดที่เคยมีคือ 21 วันจึงจะถ่าย เพราะสารอาหารในนมแม่ดูดซึมไปใช้ได้เกือบหมด เหลือของเสียที่ต้องเร่งกำจัดออกจากร่างกายไม่มาก จึงสามารถเก็บไว้ได้หลายวัน โดยไม่ทำให้อุจจาระแข็ง เมื่ออึออกมาก็นิ่มดี ภาวะนี้ไม่เรียกว่าท้องผูก จึงไม่ต้องแก้ไขหรือรักษาแต่อย่างใด

แต่ถ้าลูกน้อยไม่ถ่ายหลายวันแล้วมีอาการอึดอัดแน่นท้อง คุณแม่อาจช่วยได้ โดยตัวคุณแม่เองหมั่นกินผักผลไม้ที่ช่วยระบาย เช่น ส้ม พรุน มะละกอ มะขาม แก้วมังกร หรือ เน้นให้ลูกน้อยกินนมส่วนต้นของนมแม่ ซึ่งมีแล็กโทสช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้น หรือไม่ก็ทำการนวดท้อง (Baby Massage) ก็ช่วยให้ลูกถ่ายออกมาได้เร็วขึ้นค่ะ

บทความแนะนำ ตารางเปรียบเทียบสารอาหารใน ลูกพรุนและน้ำลูกพรุน แก้อาการท้องผูก

 

คำเตือน!!

คุณแม่ไม่ควรสวนหรือเหน็บให้ลูกอุจจาระ เพราะจะทำให้ลูกเคยตัวไม่ยอมอึด้วยตัวเอง แต่ถ้าลูกน้อยบางคนทำท่าเบ่งหน้าดำหน้าแดง กรีดร้องไห้เสียงดังมากเวลาที่ต้องการถ่ายอุจจาระ เมื่ออุจจาระออกมาแล้วก็นิ่มดีลูกทำสีหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนเมื่อสักครู่ เหล่านี้ ไม่ใช่อาการของท้องผูก แต่เกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดที่ทวารหนัก ยังทำงานไม่ประสาน กับการขับเคลื่อนของอุจจาระ ลงมาตามลำไส้ใหญ่ คือ แทนที่กล้ามเนื้อจะเปิดเพื่อปล่อยอุจจาระออกมากลับขมิบเอาไว้ จึงต้องเบ่งกันนานทีเดียว ภาวะนี้จะดีขึ้นเมื่อทารกโตขึ้น ไม่จำเป็นต้องสวนอุจจาระเช่นกันค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม สารพัน คำถามเกี่ยวกับนมแม่ ที่แม่มือใหม่ต้องรู้ คลิกต่อหน้า 2

พาลูกออกนอกบ้าน เสี่ยงติดเชื้อ

แม่แชร์ประสบการณ์เตือน! ลูกวัยไม่ถึงเดือนติดเชื้อ เพราะพาออกนอกบ้าน

พาลูกออกนอกบ้าน เสี่ยงติดเชื้อ …พ่อแม่มือใหม่หลายๆ บ้าน มักมีคำถามว่าสามารถ พาลูกออกนอกบ้านตอนกี่เดือน เพราะตามปกติ ไม่ควรพาเด็กอ่อนอายุต่ำกว่าหนึ่งเดือน ออกไปในที่ที่มีคนมาก เพื่อป้องกันการติดโรค เนื่องจากภูมิต้านทานของเด็กทารกแรกเกิดยังมีน้อย หากออกไปเจอเชื้อโรคนอกบ้าน หรือไปในที่ชุมชนแออัด หรือที่ที่มีคนป่วย อาจเสี่ยงทำให้ลูกน้อยติดเชื้อโรคเหล่านั้น และมีอาการเจ็บป่วยตามมาได้

แต่ก็ใช่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะต้องกลัวเรื่องการติดโรค จนถึงกับไม่พาเด็กออกจากบ้านเลย เมื่อลูกอายุเกิน 4 อาทิตย์แล้ว คุณควรให้ถูกอากาศข้างนอกบ้าง โดยการพาออกเดินเล่นนอกบ้านวันละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15 นาที ห้องเด็กควรเปิดหน้าต่างให้ลมเข้าออกสะดวก แต่ก็ยังไม่ควรให้ทารกอายุเท่านี้ถูกแดดโดยตรง เพราะผิวหนังของทารกยังไม่สามารถทนต่อแสง UV ได้เหมือนกับผู้ใหญ่

แม่แชร์ประสบการณ์เตือน! ลูกวัยไม่ถึงเดือน พาลูกออกนอกบ้าน เสี่ยงติดเชื้อ

ทั้งนี้สำหรับลูกน้อยที่เพิ่งเกิดยังอายุไม่ถึงหนึ่งเดือนนั้น เด็กจะไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการนอนหลับและกินนม แต่ในสมัยนี้ก็อาจพบเห็นการพาลูกน้อยวัยแบะเบาะออกมาเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ แม้จะมีความเชื่อและความเห็นที่ว่ายังไม่ควรพาลูกออกจากนอกบ้านเร็วเกินไปในวัยที่ไม่เหมาะสม นั่นก็เพราะทารกแรกเกิดที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนสูง เนื่องจากช่วงแรกเกิดของทารกเป็นช่วงที่ร่างกาย อวัยวะของลูกยังมีพัฒนาการที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้อาจเกิดความผิดปกติต่าง ๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพาลูกออกจากบ้านในวัยที่อายุต่ำกว่าหนึ่งเดือน ไปในสถานที่ที่มีคนมาก จะมีโอกาสทำให้เด็กอ่อนติดเชื้อได้ง่าย

เช่นเดียวกับคุณแม่ มาริษา ดาว ที่ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก แชร์ประสบการณ์ของลูกสาวที่ต้องป่วย เพราะพาลูกออกไปเที่ยวนอกบ้าน

พาลูกออกนอกบ้าน เสี่ยงติดเชื้อ

โดยคุณแม่เล่าว่า…

ขอแชร์ประสบการณ์ของลูกสาวหน่อยค่ะ

[ตอนนี้น้องหายแล้วนะคะแข็งแรงขี้เล่นมากค่ะ โพสต์นี้เป็นประสบการณ์ตอนน้อง 1 เดือน ค่ะ]
อยากฝากเตือนแม่ๆ ทั้งหลายที่พึ่งคลอดลูกได้ยังไม่ถึงเดือนแล้วอยากพาลูกออกไปข้างนอกนะคะ
เรายังโทษตัวเองอยู่ทุกวันนี้เลยค่ะ ว่าเป็นความผิดเราเอง คือเรื่องมีอยู่ว่า เราเครียดจากการอยู่แต่ในห้องเลี้ยงลูกค่ะ เลยขอแฟนว่าอยากออกไปข้างนอกโดยพาลูกไปด้วยตอนนั้นน้องอายุได้เพียง 20 วันค่ะ เราพาไปห้างเลย แต่พอกลับจากห้างวันนั้นก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นค่ะจนวันที่น้องอายุครบ 1 เดือน คือเลยมา 10 วัน น้องมีไข้ขึ้นสูงประมาน 38 องศาค่ะ เช็ดตัวทั้งวันแล้วยังไงก็ไม่ลงเลยตัดสินใจพาน้องไปหาหมอค่ะ

⇒ บทความแนะนำควรอ่าน : ไวรัส RSV วายร้ายต่อสุขภาพของเด็กเล็ก!!
⇒ บทความแนะนำควรอ่าน : ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A โรคระบาดที่พ่อแม่ควรรู้

อ่านต่อ >> แม่แชร์ประสบการณ์เตือน! พาลูกวัยไม่ถึงเดือนออกนอกบ้านเสี่ยงติดเชื้อ” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ฟันผุขณะตั้งครรภ์

ฟันผุขณะตั้งครรภ์ กระทบสุขภาพลูกในท้อง!!

สุขภาพช่องปากและฟันเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ การเคลียร์ช่องปากก่อนท้องว่าสำคัญแล้ว แต่ระหว่างที่อุ้มท้องอยู่นั้นการรักษาความสะอาดช่องปากยิ่งต้องให้ความใส่ใจมากขึ้นอีกเท่าตัว เพราะแม่ท้องเกิดฟันผุได้ง่ายมาก ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีผลกระทบต่อสุขภาพของลูกในท้องจากปัญหา ฟันผุขณะตั้งครรภ์ มาให้ทราบกันค่ะ

 

ฟันผุขณะตั้งครรภ์ กระทบสุขภาพลูกในท้อง!!

ขณะตั้งอาจมีปัญหาแทรกซ้อนขึ้นมาที่ทำให้แม่ท้องรู้ไม่สบายตัว ยิ่งโดยเฉพาะกับเรื่องสุขภาพช่องปากและฟัน ที่สามารถเกิดขึ้นได้ ยิ่งเมื่อล่าสุดมีเพื่อนที่ท้องเกิดเป็นร้อนในปากขึ้นมา ทำให้ทานอะไรไม่ค่อยได้ ไปหาคุณหมอก็ได้รับยาทาที่ปลอดภัย และทางแก้ที่ดีที่สุดคือ ต้องดื่มน้ำให้มาก และนอนให้พอ เห็นไหมคะว่า สุขภาพเล็กๆ น้อยๆ บางครั้งก็เป็นขึ้นมาได้แบบไม่ทันตั้งตัว

เมื่อพูดถึงปัญหาสุขภาพช่องปาก มีแม่ท้องที่ประสบกับปัญหาปวดฟัน ฟันผุ จนทำให้ให้ชีวิตประจำวันได้ไม่ค่อยคล่องตัวมาก ซึ่งปัญหาฟันผุ แม่ๆ อาจสงสัยว่าก็ก่อนท้องได้ขูดหินปูน ได้ดูแลช่องปากและฟันไปแล้ว แต่ทำไมตอนท้องถึงเกิดฟันผุขึ้นมาได้  ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนค่ะ เพราะฟันผุ มักเกิดจากการดูแลรักษาความสะอาดเหงือกและฟันได้ไม่ดีพอ ทำให้เศษอาหารที่แปรงออกมาไม่หมดติดอยู่ตามซอกฟัน หรือจากการที่แม่ทานหวาน ขนม นม เนย น้ำหวาน น้ำอัดลม แล้วไม่แปรงฟันให้สะอาด เหล่าล้วนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาฟันผุ ฟันเป็นแมงขึ้นมาได้ค่ะ

ทันตแพทย์สุธา เจียรมณีโชติชัย รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ปัญหาโรคเหงือกอักเสบพบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนส่งผลให้เหงือกและเนื้อเยื่ออ่อนต่างๆ ที่รองรับฟันอ่อนแอ อาการแพ้ท้อง อาเจียนบ่อย และการดูแลอนามัยช่องปากที่ไม่ดี ทำให้หญิงตั้งครรภ์เกิดโรคฟันผุได้ เพื่อลดปัญหาด้านสุขภาพช่องปากและสุขภาพทั่วไปต่อตัวมารดาและลูกที่จะเกิดมา

หญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ที่สถานบริการสาธารณสุขควรได้รับการตรวจฟันเพื่อทราบสภาวะช่องปากของตนเอง และรับความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองและลูกฝึกทักษะการแปรงฟัน การใช้ไหมขัดฟันที่ถูกวิธี และหากพบว่ามีปัญหาโรคในช่องปากก็ควรได้รับการรักษาตามความจำเป็นในช่วงตั้งครรภ์เดือนที่ 4-6 หรือได้รับการส่งต่อเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป และที่สำคัญต้องปรับทัศนคติของแม่ให้เห็นความจำเป็นของการดูแลสุขภาพช่องปาก ลดการถ่ายทอดเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุฟันผุจากแม่สู่ลูกเพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีของลูก[1]

อ่านต่อ >> ปัญหาฟันผุ เรื่องใหญ่ของแม่ท้องกระทบถึงลูก หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เจ้าหญิงเคทเผย! ความเปลี่ยนแปลงหลังจากเป็นคุณแม่ กับการเลี้ยงลูกแบบไม่มีกฎเกณฑ์

การเลี้ยงลูกของเจ้าหญิงเคท …การเป็นแม่ของลูกสักหนึ่งคนอาจดูเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนที่ยังไม่เคยมีลูก หรือไม่คิดจะมีลูก แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณถูกเรียกว่าแม่นั้น อาจหมายถึงการสละเวลา 27,250 ชั่วโมงในชีวิตไปกับการเตรียมอาหาร ทำงานบ้าน และดูแลทุกข์สุขของสมาชิกในครอบครัว

จากนั้นก็สละเวลาอีก 2,442 ชั่วโมงในชีวิตของแม่ ไปกับการซักล้างทำความสะอาดให้กับลูก ๆ และสละเวลา 1,135 วันในชีวิตไปกับการเลี้ยงดูลูกน้อยให้เติบใหญ่มากพอที่ลูกจะจัดการกิจวัตรประจำวันในชีวิตตัวเองได้ แต่นี้ยังไม่นับรวมถึงการเลี้ยงดูให้เขาเติบใหญ่พอสำหรับจัดการเรื่องยากๆ ในชีวิต

จากข้อมูลเบื้องต้นเป็นการสำรวจพฤติกรรมของคนเป็นแม่ โดยบริการช้อปปิ้งสินค้าออนไลน์ Milk&more ซึ่งระบุว่า ทุกคนทราบดีว่า แม่เปรียบเสมือนแกนหลักของสถาบันครอบครัว แต่การสำรวจชิ้นนี้ได้เจาะลึกให้เห็นว่า แม่สละเวลาในชีวิตของแม่ให้กับครอบครัวมากแค่ไหน เพื่อให้ครอบครัวของแม่ได้อยู่อย่างมีความสุข มีระเบียบเรียบร้อย และอบอุ่น โดยแบบสอบถามนี้เผยให้เห็นว่า ตลอดชีวิตของแม่มีหน้าที่ต่าง ๆ ที่มาดึงเวลาส่วนตัวของแม่ไปมากมาย

และจากภาระหน้าที่ที่คนเป็นแม่ต้องเจอนี้ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่มีคุณแม่ราว 75 เปอร์เซ็นต์ บอกว่า อยากให้เวลาใน 1 วันมีมากกว่านี้สัก 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อที่จะได้มีเวลาดูแลสิ่งต่าง ๆ ให้เรียบร้อยกว่าที่เป็นอยู่

การเลี้ยงลูกของเจ้าหญิงเคท กับความเปลี่ยนแปลงหลังจากเป็นคุณแม่

การเลี้ยงลูกของเจ้าหญิงเคท
ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์ gettyimages.com

ด้วยเหตุนี้เอง เพราะการเป็นแม่นั้นต้องเสียสละมากกว่าที่คิด เพื่อให้การเลี้ยงลูกเป็นไปอย่างดีที่สุด เจ้าหญิงเคทจึงได้ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ไว้แต่แรกแล้วว่า ทรงต้องการเห็น เจ้าชายจอร์จ พระโอรส ทรงเติบโตขึ้นมาท่ามกลางสภาพแวดล้อม เหมือนเด็กธรรมดาทั่วไปเท่าที่สามารถจะทำได้ ดังนั้น เจ้าหญิงเคทและเจ้าชายวิลเลี่ยมแห่งอังกฤษ จึงตกลงพระทัยร่วมกันที่จะทำให้พระตำหนักที่ประทับ เป็น เขตปลอดแม่นม เพื่อจะทรงเลี้ยงพระโอรสด้วยพระองค์เองตามประสาพ่อแม่ลูก เหมือนครอบครัวทั่วไป

โดยเจ้าหญิงเคท เผยว่า ไม่ต้องการให้ เจ้าชายจอร์จทรงคุ้นตา คุ้นเคยกับการได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่น มากกว่าจากพ่อแม่ของพระองค์ “เจ้าชายจอร์จได้ให้ความหมายใหม่แก่ชีวิตเจ้าหญิงเคท” …แหล่งข่าวในครอบครัวมิดเดิลตัน บอกกับนิตยสารดังของสหรัฐอเมริกา ซึ่งยังบอกว่าวิธีเลี้ยงพระโอรสของดัชเชส ออฟ เคมบริดจ์ แบบนี้ น่าจะเป็นวิธีที่สร้างความตกตะลึงแก่ควีนวิกตอเรีย พระราชินี ผู้ทรงยิ่งใหญ่ในสมัยศตวรรษที่ 19 ที่ทรงมีโอกาสเห็นพระโอรส พระธิดาของพระองค์ ก็เมื่อทรงลงไปกำกับ ดูแล พี่เลี้ยงเมื่อถวายการอาบน้ำแก่พระโอรส พระธิดาเท่านั้น

หรือแม้แต่ เจ้าหญิงไดอาน่า พระมารดาเจ้าชายวิลเลี่ยม ซึ่งเคยตั้งพระทัยพยายามจะเลี้ยงดูเจ้าชายวิลเลี่ยม และเจ้าชายแฮร์รี่ อย่างใกล้ชิดที่สุด แต่แล้ว เจ้าหญิงไดอาน่าก็ยังเคยทรงพลาดโอกาส ไม่ได้อยู่ฉลองวันคล้ายวันประสูติขวบปีแรกของเจ้าชายวิลเลี่ยม เนื่องจากทรงมีพระกรณียกิจต้องตามเสด็จเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พระสวามีเสด็จเยือนประเทศแคนาดา กระทั่งพลาดโอกาสสำคัญนั้น  ทั้งนี้เพื่อให้ได้อยู่ทำหน้าที่พระมารดา และใกล้ชิดพระโอรสมากที่สุด ดัชเชส ออฟ เคมบริดจ์ จึงมีกฎของพระองค์ระหว่างนี้ว่า พระองค์จะไม่เสด็จทรงพระกรณียกิจ ที่มีระยะทางไกลกว่ากรุงลอนดอน และจะไม่ทรงค้างคืนที่ไหน

อ่านต่อ >> “การเลี้ยงลูกของเจ้าหญิงเคท กับความเปลี่ยนแปลงหลังจากเป็นคุณแม่” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

10 สิ่งที่กุมารแพทย์

10 สิ่งที่กุมารแพทย์อยากบอกกับคุณแม่ของผู้ป่วยเด็กน้อย

ลูกไม่สบาย หรือเมื่อลูกมีอาการงอแงผิดปกติ ย่อมทำให้พ่อแม่เกิดความกังวลใจ แต่อย่างไรก็ตามการหาสาเหตุจากอาการร้องงอแง ไม่สบายตัวของลูกน้อย เป็นสิ่งที่สำคัญ

ซึ่งสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นมีได้หลายสาเหตุ เช่น อาการไม่สบายตัว อาการป่วย อาการหิว พ่อแม่ควรหาสาเหตุของอาการที่เป็นไปได้และแก้ไขเบื้องต้น เช่น การเปลี่ยนผ้าอ้อมถ้าคิดว่าสาเหตุเกิดจากความเปียกชื้นของผ้าอ้อม การให้รับประทานนมถ้าคิดว่าเกิดจากความหิว แต่ในกรณีที่ลูกยังมีอาการไม่ดีขึ้น ควรคิดถึงสาเหตุจากความเจ็บป่วย

10 สิ่งที่กุมารแพทย์อยากบอกกับคุณแม่ เมื่อลูกไม่สบาย

ในกรณีที่เกิดจากความเจ็บป่วย พ่อแม่ต้องเฝ้าสังเกตอาการที่ผิดปกติของลูกน้อยซึ่งบางครั้งต้องอาศัยการสังเกตอย่างมาก รวมทั้งประสบการณ์ของผู้เลี้ยงดูด้วย โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังพูดหรือบอกอาการไม่ได้ พ่อแม่ควรรู้จักวิธีการดูแลรักษาเบื้องต้นซึ่งเป็นการดูแลรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น ดังนั้นแล้ว หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกไม่สบาย ลองไปดูสิ่งที่กุมารแพทย์อยากบอกกับคุณพ่อคุณแม่ เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วย หรือมีไข้ของลูกน้อย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องรู้ เพื่อที่จะได้รับมือ และรักษาอาการเจ็บป่วยของลูกน้อยในเบื้องต้นได้ทันท่วงทีและตรงกับอาการนั้นๆ

ลูกไม่สบาย

ซึ่งเรื่องราวนี้เป็นบทความจากสมาชิกเว็บไซต์พันทิป ชื่อคุณ Jagger moving ซึ่งได้มาโพสต์กระทู้ไว้ (คลิกอ่านกระทู้) ให้คุณพ่อคุณแม่ได้อ่าน และทราบถึงสิ่งที่กุมารแพทย์อยากจะบอกเกี่ยวกับอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของเด็กน้อย เพื่อให้ได้เรียนรู้และลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับลูกๆ ลงบ้าง

10 สิ่งที่กุมารแพทย์อยากบอกกับคุณพ่อคุณแม่ของคนไข้เด็กน้อย

1. ลูกคอแดง

ไม่ได้หมายความว่าต้องได้ยาแก้อักเสบ (อาการคอแดงอาจเกิดได้จากการติดเชื้อไวรัสก็ได้ยิ่งในเด็กเล็กด้วยแล้วเป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่าเสียอีก)

โดยอาการคอแดง ที่ไม่ต้องทานยาแก้อักเสบ เป็นอาการแบบไม่มีพยาธิสภาพหรือการติดเชื้อ ในที่นี้หมายถึง เยื่อบุในผนังคอที่แดงจากภาวะไข้ทั่วไปโดยที่ไม่ได้จำเป็นต้องมีคออักเสบ เช่น เวลาไข้สูง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็คงคิดเหมือนกันว่าแดงไปหมดทั้งตัว ซึ่งนั้นก็เป็นความจริง แต่ในบางครั้งระยะเริ่มแรกการติดเชื้อเราอาจแยกได้ไม่ชัดเจน และโดยส่วนใหญ่โดยเฉพาะในเด็กมักเป็นการติดเชื้อไวรัสเสียส่วนใหญ่ ทำให้อาจแยกออกได้ยาก หรือบางครั้งกินอาหารที่มีสี ๆ ก็อาจทำให้แดงได้เหมือนกัน แต่คุณหมอจะดูออก ซึ่งอาการกลุ่มนี้มักไม่จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ1

2. ลูกมีไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส

ไม่ได้หมายความว่าต้องได้ยาลดไข้สูง (ยาลดไข้สูงที่เรียกกันนั้นแท้จริงคือยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ซึ่งในอาการไข้บางโรค การได้ยาลดไข้ไปบางครั้งอาจทำให้ตัวโรคแย่ลง เช่น ไข้เลือดออก เพราะจะทำให้เกร็ดเลือดทำงานได้ไม่ดี) ดังนั้น ยาลดไข้ พาราเซลตามอล จึงเหมาะกับเด็กมากที่สุดแล้ว

เอ็นเสด (NSAID) เป็นตัวย่อของ กลุ่มยาแก้ปวด ยาลดไข้ และยาต้านการอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ คือ Non-steroidal anti -inflammatory drug หรือ Non-steroidal anti -inflammatory drugs นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติต้านการทำงานของเกล็ดเลือด ดังนั้นจึงส่งผลให้เลือดแข็งตัวได้ช้า ลดโอกาสการเกิดลิ่มเลือด ดังนั้น นอกจากทางการแพทย์จะใช้ยาในกลุ่มนี้ รักษาอาการปวด ลดไข้ และรักษาการอักเสบของเนื้อเยื่อที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ (เช่น ในโรคข้อต่างๆ) แพทย์ยังใช้ยากลุ่มนี้เพื่อต้านการแข็งตัวของเลือดในการป้องกันและรักษา โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น

โดยทั่วไป ยาเอ็นเสด มักใช้รักษา โรคข้ออักเสบต่างๆ โรคข้อรูมาตอยด์ โรคเกาต์ ปวดศีรษะไมเกรน และ อาการปวดกระดูกจากโรคมะเร็งแพร่กระจายเข้ากระดูก เป็นต้น อีกทั้ง ยาเอ็นเสด เป็นยาอันตราย ไม่ควรซื้อกินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ และ/หรือ เภสัชกรก่อน2

⇒ บทความแนะนำควรอ่าน : ยาน้ำลดไข้ ของเด็ก แต่ละยี่ห้อแตกต่างกันอย่างไร พ่อแม่ควรรู้!
⇒ บทความแนะนำควรอ่าน : วิธีการเช็ดตัวลดไข้ ด้วยน้ำอุ่นผสมมะนาว

 

อ่านต่อ >> “สิ่งที่กุมารแพทย์อยากบอกกับคุณพ่อคุณแม่ของคนไข้เด็กน้อย” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

พฤติกรรมพ่อแม่ ทำลูกเครียดร้องไห้

5 พฤติกรรมพ่อแม่ ทำลูกเครียดร้องไห้

เด็กคือผ้าขาวบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ แต่ทราบกันหรือไม่ว่า ลูกน้อยที่เป็นเสมือนแก้วตาดวงใจนั้น  อาจมีเรื่องเศร้าสะเทือนใจจากบางการกระทำ พฤติกรรมพ่อแม่ ทำลูกเครียดร้องไห้ ฝังลึกอยู่ในใจไปจนโต ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอเป็นหนึ่งเสียงที่อยากให้พ่อแม่เลี้ยงลูกด้วยความรัก ความเข้าใจ เพื่อลดผลกระทบร้ายแรงที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจของเด็กๆ กันค่ะ

 

พฤติกรรมพ่อแม่ ทำลูกเครียดร้องไห้

พฤติกรรมการกระทำของพ่อแม่ บางครั้งเกิดจากความตั้งใจ หรืออาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อทำลงไปแล้วล้วนเกิดผลกระทบ ต่อตัวลูกอย่างแน่นอน ผู้เขียนมีเพื่อนสนิทกันมาก เธอผู้นี้เป็นคนที่ชอบเด็กผู้ชายมาก เมื่อมีลูกคนแรกเป็นผู้ชายจึงถูกใจ ทั้งเธอและสามีทำทุกอย่าง ให้ทุกอย่างกับลูกชาย พอตั้งท้องลูกคนที่สองคลอดออกมาเป็นผู้หญิง ถามว่าคนเป็นแม่รักลูกไหม แน่นอนว่ารัก แต่อาจจะรักได้ไม่เท่าที่รักลูกคนโต ซึ่งเพื่อนผู้เขียนไม่เคยรู้ตัวเลยว่าการให้ของขวัญ หรือทำกับข้าวที่ลูกชอบ ส่วนมากแล้วจะนึกถึงลูกชายมากกว่า เพราะคิดว่าลูกสาวยังเล็กไม่น่าจะคิดน้อยใจอะไรได้

เรื่องเศร้ามีอยู่ว่าเมื่อลูกสาวอยู่ประถม 1 คุณครูให้เด็กวาดรูปอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับพ่อแม่ลูก รูปที่สาวน้อยวาดออกมาคือ พ่อแม่พี่ชายยืนจับมือกัน โดยมีสาวน้อยนั่งอยู่ด้านหลังเศร้าๆ ภาพนี้สะเทือนความรู้สึกนึกคิดของเด็กตัวเล็กๆ ได้มากมาย จนสุดท้ายคุณครูต้องเรียกพ่อแม่มาคุย โชคดีที่คุณครูจบจิตวิทยาเด็กมาด้วย งานนี้เลยได้ทำความเข้าใจกับเพื่อนสาวผู้เขียนมากมายหลายอย่าง
วันนี้สาวน้อยผู้น่ารักอายุ 9 ขวบแล้ว ดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ แต่ที่ยินดีคือ เพื่อนสาวของผู้เขียนได้ให้ความสำคัญกับลูกเท่ากัน และไม่ปล่อยให้ลูกสาวต้องนั่งเศร้าซึมอีกแล้ว ที่โชคดีคือพี่ชายก็รักน้องสาวมากด้วย

นี่เป็นแค่ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง และได้รับการแก้ไขได้ทันเวลา เพราะหากพ่อแม่ไม่รู้ตัว และยังขืนทำให้ลูกเสียใจต่อไปเรื่อยๆ เมื่อถึงวันที่เขาเติบโตขึ้นก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีความสุข รู้สึกไม่สนุก เพราะคิดว่าทุกคนในครอบครัวไม่รัก ไม่ใส่ใจ การที่เด็กมีเรื่องฝังอยู่ในใจ ย่อมเกิดผลเสียมากกว่าผลดีอยู่แล้วใช่ไหมคะ

เอาเป็นว่าเราลองไปดูเพิ่มเติมกันอีกว่ามีพฤติกรรม หรือการกระทำจากพ่อแม่อะไรอีกบ้างที่ทำให้ลูกเครียด จนเก็บไปคิดเสียใจร้องไห้ ได้อีกบ้าง…

 

5 พฤติกรรมพ่อแม่ ทำลูกเครียดร้องไห้

1. ภาพข่าวน่าหดหู่ ทำลูกสะเทือนใจ

อย่างที่ทราบกันดีว่าการจัดเรทรายการทีวีต่างๆ ทั้งละคร เกมโชว์ สารคดี การ์ตูน ฯลฯ ที่ทำขึ้นมาส่วนหนึ่งก็เพื่อให้เด็กๆ ได้ดูรายการที่เหมาะสม หรือหากบางข่าว บางรายการที่ล่อแหลม ควรต้องมีพ่อแม่ ผู้ดูแลเด็กคอยให้คำแนะนำที่ถูกต้องอย่างเหมาะสมกับเด็กๆ ด้วย

แต่ถ้าพ่อแม่คิดว่าไม่เป็นไรหรอก ให้ลูกดูไปเถอะ ก็แค่ข่าว ก็แค่ละคร ดูไปเดี๋ยวเด็กก็ลืม ไม่นะคะ พ่อแม่ห้ามคิดแบบนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นข่าว หรือละครที่มีเนื้อหา มีภาพรุนแรง ยิ่งเป็นผู้หญิงผู้ชายตบตีกัน หรือใช้คำพูดด่าทอกันรุนแรง ฯลฯ เด็กดูแล้วจำเก็บไปคิดนะคะ ไม่อย่างนั้นจะมีเด็กอยากเป็นซูเปอร์แมนแล้วกระโดดลงมาจากหน้าต่าง เพราะคิดว่ากระโดดลงมาไม่เจ็บ เดี๋ยวก็ลุกขึ้นได้อย่างในหนัง ในละคร ในการ์ตูนบางเรื่องที่ปีนตึก ปีนโต๊ะ ตกลงมาไม่เจ็บ หัวไม่แตก เด็กก็เชื่อตามนั้นนะคะ ที่สำคัญเด็กบางคนที่เซนซิทีฟ (sensitive) คือเร็วต่อความรู้สึก หรือการกระทำ ก็เก็บเอาไปคิดมาก กลัวฝังใจ สะเทือนอารมณ์ร้องไห้เลยก็มี

ฉะนั้นอะไรที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก พ่อแม่ต้องสอน ต้องให้ความรู้ลูกอย่างถูกต้อง ที่สำคัญควรป้อนแต่สิ่งที่สร้างสรรค์ช่วยพัฒนาการสติปัญญา ส่งเสริมจินตนาการที่ดีให้กับลูกจะดีมากกว่าค่ะ

พฤติกรรมพ่อแม่ ทำลูกเครียดร้องไห้
Credit Photo : Shutterstock

2. ทะเลาะกันต่อหน้าลูกบ่อยๆ

ขอร้องเลยว่าพ่อแม่อย่าทะเลาะกันต่อหน้าลูก หรือลับหลังลูกแล้วมีคนมาเล่า มาถามลูกว่าพ่อแม่เธอทะเลาะ ตีกันด้วยเรื่องอะไร? คำถาม หรือภาพที่ลูกเห็นเองกับตา รู้ไหมว่าลูกเสียใจแค่ไหน เขาจะคิดอยู่ตลอดเวลาว่าทำไมพ่อแม่ไม่รักกันเหมือนพ่อแม่ของเพื่อน ทำไมพ่อแม่ด่ากันด้วยคำหยาบคาย ทำไมพ่อต้องตีแม่ ทำไมแม่ต้องด่าพ่อ ภาพเหล่านี้ไม่ได้สร้างสรรค์จรรโลงใจลูกให้มีความสุขเลยค่ะ

ทะเลาะกันต่อหน้าลูกเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายสุดแย่ ที่พ่อแม่หยิบยื่นให้ลูก ส่งไปทำร้ายใจลูกให้อ่อนแอลงทุกวัน คุณลองคิดดูซิว่า ถ้าลูกต้องตื่นไปโรงเรียนตอนเช้าแล้วเห็นพ่อแม่ด่ากันข้ามหัวลูกไปมาตอนกินข้าว แล้วแบบนี้ลูกจะเรียนรู้เรื่องได้อย่างไร ผลการเรียนก็ย่ำแย่อย่างไม่ต้องเดาเลยค่ะ

พลังเครียดที่ลูกรับรู้ได้จากสภาพแวดล้อมภายในบ้าน นอกจากจะไปตอกย้ำให้ลูกเครียดตามไปด้วยแล้ว รู้ไหมคะว่าสมองที่เครียด ใจที่อึดอัด ลูกทำได้อย่างเดียวร้องไห้ระบายออกมา แต่การร้องไห้ตอนที่สมองเครียด เป็นผลเสียต่อการเรียนรู้ของลูกได้มากนะคะ รู้แบบนี้แล้ว คุณจะไม่คิดถึงใจลูก และหยุดทะเลาะหันหน้ากลับมาคุยกันดีๆ หรอกหรือคะ?

อ่านต่อ >> 5 พฤติกรรมที่พ่อแม่มักทำให้ลูกเสียใจ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคเอ๋อ

โรคเอ๋อ ในเด็ก สาเหตุ อาการ การป้องกัน

ตอนท้องส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการทานโฟลิก ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แต่ระหว่างการอุ้มท้องแม่ๆ อาจลืมให้ความสำคัญกับอาหารการกินโดยเฉพาะอาหารที่มีไอโอดีน รู้ไหมหากขาดไอโอดีนตั้งแต่ตอนท้อง สามารถส่งผลให้ลูกเกิดมาเป็น โรคเอ๋อ ได้นะ! ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อมูลที่น่าสนใจถึงอาการเอ๋อที่อาจเกิดกับเด็กๆ มาให้ทราบค่ะ

 

โรคเอ๋อ สาเหตุเกิดจากอะไร?

พอพูดถึงอาการเอ๋อ พ่อแม่หลายๆ ครอบครัวอาจคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้กับลูกๆ ของตัวเอง เพราะเชื่อกันว่าการป่วยเป็นเอ๋อได้หายไปนานแล้ว แต่ความจริงคือ เด็กทุกคนสามารถเป็นเอ๋อได้ หากแม่ไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพมาตั้งแต่ตอนที่ตั้งครรภ์

อาการเอ๋อ สาเหตุมาจากการขาดไทรอยด์ฮอร์โมน สำหรับไทรอยด์ฮอร์โมนจะถูกสร้างมาจากต่อมไทรอยด์ ซึ่งสมองจำเป็นต้องใช้ไทรอยด์ฮอร์โมนในการทำงาน ทั้งระบบประสาทอัตโนมัติ การควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกาย รวมถึงระบบอื่นๆ ภายในร่างกาย แน่นอนหากสมองขาดไทรอยด์ฮอร์โมนนี้ไป ระบบการทำงานของสมองก็จะผิดปกติทันที

แพทย์หญิงสินดี จำเริญนุสิต กุมารเวชศาสตร์พัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก โรงพยาบาลเวชธานี[1] ได้ให้ความรู้ในกลุ่มอาการเอ๋อที่เกิดขึ้นกับเด็ก ว่ามีสาเหตุมาจากการขาดไทรอยด์ฮอร์โมน ที่แยกออกมาเป็น 2 สาเหตุ คือ

  1. เกิดจากตัวเด็กเองไม่มีต่อมไทรอยด์มาตั้งแต่กำเนิด หรือต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ไม่สามารถสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนเองได้
  2. เกิดจากการขาดสารไอโอดีนในขณะที่แม่ตั้งครรภ์ หรือแม่เป็นโรคที่ขาดสารไทรอยด์ฮอร์โมน

เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้เข้าใจกันมากขึ้นถึงอาการเอ๋อ คุณหมอจึงได้อธิบายอาการไว้ดังนี้ “ตอนเด็กอยู่ในท้อง แม่จะเป็นคนให้ไทรอยด์ฮอร์โมนแก่ลูก เพราะฉะนั้นในท้องจะไม่มีปัญหา พอคลอดออกมาช่วงแรกเด็กจะออกมาเป็นปกติ เพราะยังได้รับไทรอยด์ฮอร์โมนจากแม่อยู่ จะมีอาการตอนที่ไทรอยด์จากแม่เริ่มมีระดับต่ำลง และอาการจะชัดเจนขึ้นช่วงเด็กอายุประมาณ 2-3 เดือนขึ้นไป หากปล่อยเวลาล่วงเลยเกิน 3 เดือนขึ้นไป หากไม่ได้รับการรักษาจะส่งผลให้สมองพิการถาวร มีปัญหาเรื่องระบบประสาทกล้ามเนื้ออ่อนแรง แขนขาเกร็ง ตัวเล็ก ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ในที่สุด[1]

อ่านต่อ >> อาการและการรักษาอาการเอ๋อ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นี่คือ “อาหารกลางวัน ของโรงเรียนในประเทศญี่ปุ่น” ที่ได้ชื่อว่า มีคุณภาพดีเป็นอันดับ 1 ของโลก!

อาหารกลางวันสำหรับเด็ก …การรับประทานอาหารสำหรับวัยเด็กนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญต่ออนาคตของพวกเขามากๆ โดยเฉพาะมื้อกลางวันที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถมีพลังงานที่จะเรียนรู้และเล่นซนได้ตลอดทั้งวัน

อาหารกลางวันสำหรับเด็ก ของโรงเรียนในประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ชื่อว่า มีคุณภาพดีเป็นอันดับ 1 ของโลก!

เด็กวัยเรียน เป็นวัยที่ร่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วอาหารเป็นปัจจัย สำคัญต่อโครงสร้างร่างกายสติปัญญาและสุขภาพของเด็กควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้มีความหลากหลายและเพียงพอเพื่อให้เด็กวัยเรียน สมองดีฉลาดเรียนรู้เร็ว สถานการณ์ภาวะโภชนาการวัยเรียน 2 แนวทางการอาหารกลางวันเด็กวัยเรียน เมนูอาหารจานเดียวทางเลือกมีพัฒนาการได้อย่างเหมาะสมตามวัย มีการสร้างภูมิต้านทานโรคไม่เจ็บป่วยบ่อย ร่างกายเจริญเติบโตสมส่วน และระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาหารกลางวันสำหรับเด็ก

สารอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็กวัยเรียน

1. พลังงาน มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการทำงานของเซลล์ในระบบต่างๆ เช่น ระบบหายใจ ระบบประสาท การไหลเวียนของโลหิตการรักษาอุณหภูมิของร่างกายและการทำกิจกรรมต่างๆ สารอาหารหลักที่ให้พลังงาน ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน

  • คาร์โบไฮเดรต เป็นแหล่งพลังงานของสมอง ตับ และกล้ามเนื้อ แหล่งอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรต ได้แก่อาหารประเภทข้าว-แป้ง เช่น ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง ขนมจีน เผือกมัน น้ำตาล หากกินมากเกินมีโอกาสเป็นโรคอ้วนได้
  • ไขมัน เป็นแหล่งพลังงาน สร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย ช่วยการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินดี และวิตามินเค แหล่งอาหารไขมัน ได้แก่ น้ำมัน กะทิเนย ไขมันสัตว์และนม ถ้าบริโภคมากเกินไปจะทำให้มีไขมันสะสมอยู่ในร่างกาย น้ำหนักเพิ่มและมีโอกาสเป็นโรคอ้วน ถ้าบริโภคไขมันน้อยเกินไป เด็กจะมีการเจริญเติบโตบกพร่อง และลดการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน

2. โปรตีน มีความสำคัญต่อการสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำให้มีการเจริญเติบโต ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างภูมิคุ้มกันโรคฮอร์โมน และใช้เป็นแหล่งพลังงานของร่างกายเมื่อร่างกายได้รับสารอาหาร คาร์โบไฮเดรตและไขมันไม่เพียงพอ การขาดโปรตีนทำให้เตี้ย แคระแกร็น กล้ามเนื้อลีบ ภูมิต้านทานต่ำ สติปัญญาต่ำ และเรียนรู้ช้า ซึ่งไม่สามารถแก้ไขให้กลับคืนมาเป็นปกติได้แม้ว่าจะได้รับการแก้ไขแล้วก็ตาม

  • แหล่งอาหารของโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม ถั่วเมล็ดแห้ง อย่างไรก็ตาม หากได้รับพลังงานไม่เพียงพอ ร่างกายจะใช้โปรตีนให้เกิดพลังงาน แทนการนำไปใช้สร้างกล้ามเนื้อ กระดูก และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เป็นผลให้การเจริญเติบโตไม่เต็มที่แนวทางการอาหารกลางวันเด็กวัยเรียน เมนูอาหารจานเดียวทางเลือก 5

3. แคลเซียม มีความสำคัญต่อการสร้างกระดูกและฟัน เป็นผลให้มีการเจริญเติบโตและกระดูกแข็งแรง หากขาดแคลเซียมทำให้มีอาการชารอบปากปลายมือ ปลายเท้า และเป็นตะคริว การเจริญเติบโตชะงัก ความหนาแน่นของกระดูกต่ำเป็นผลให้ของกระดูกไม่แข็งแรง ถ้าขาดแคลเซียมเรื้อรังมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน

  • แหล่งแคลเซียมได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์นม ปลาและสัตว์ตัวเล็กที่กินได้ทั้งกระดูก ถั่วเหลืองและเต้าหู้แข็ง ผักใบเขียวบางชนิด เช่น ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง

4. ธาตุเหล็ก มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทั้งทางร่างกายและสมอง การสร้างเม็ดเลือดแดง และมีผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กการเจริญเติบโตของเด็กวัยเรียนเป็นระยะที่มีการเจริญเติบโตด้วยอัตราเร่ง (growth spurt) ในระยะนี้ร่างกายจะมีการสร้างเม็ดเลือดอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ปริมาณของเลือดเพียงพอกับการขยายตัวของพลาสม่าเพื่อรักษาระดับความเข้มข้นของฮีโมโกลบินไว้ในเด็กที่ขาดธาตุเหล็กจะมีภาวะโลหิตจาง ส่งผลเสียต่อศักยภาพการเรียนรู้ทำให้เด็กไม่สามารถเรียนรู้ได้เท่ากับเด็กปกติ

  • แหล่งอาหารของธาตุเหล็กได้แก่ตับ เนื้อสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะเนื้อแดง เลือดสัตว์ต่างๆ เช่น เลือดหมูเลือดไก่

5. ไอโอดีน มีความสำคัญต่อการสร้างฮอร์โมนของต่อมธัยรอยด์ ช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองให้เจริญเติบโต มีผลต่อสติปัญญาและการเรียนรู้หากขาดไอโอดีนทำให้สติปัญญาบกพร่อง การเรียนรู้ช้า การเจริญเติบโตชะงัก

  • ไอโอดีน พบมากในอาหารทะเลทั้งพืชและสัตว์ เช่น สาหร่ายทะเล ปลาสีกุนปลาทู ปลาสำลีกุ้งแห้ง และปัจจุบันมีการเสริมไอโอดีนในเครื่องปรุง เช่น เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรส และอื่นๆ โดยสามารถสังเกตจากข้อความบนสินค้า

อ่านต่อ >> อาหารกลางวันสำหรับเด็ก ของโรงเรียนในประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ชื่อว่า มีคุณภาพดีเป็นอันดับ 1 ของโลก” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อาการผิดปกติของทารก

อาการผิดปกติของทารก ที่ต้องพบแพทย์

ลูกคือแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ และหากขอพรได้ข้อหนึ่ง เชื่อว่าพ่อแม่ในทุกครอบครัวต่างก็ปราถนาที่จะให้ลูกๆ ของตัวเอง มีความพร้อมสมบูรณ์แข็งแรงกันตั้งแต่แรกคลอดใช่ไหมคะ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี อาการผิดปกติของทารก ที่พ่อแม่ควรต้องพาลูกไปพบแพทย์ในทันที มาให้ได้ทราบกันค่ะ

 

อาการผิดปกติของทารก

มีแม่ๆ หลายคนเขียนอีเมลเข้ามาเล่าให้ทีมงานฟังว่า ในช่วงระหว่างที่ลูกอยู่ในวัยทารก  มีปัญหาของสุขภาพแทรกซ้อนขึ้นมาหลายอย่างจนเกือบจะต้องเสียลูกไป แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ด้วยกำลังใจ ความเข้มแข็งที่จะเอาชนะอุปสรรคที่มีเข้ามา และการเชื่อฟังอยู่ในความดูแลของคุณหมออย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถผ่านช่วงเวลาเลวร้ายเหล่านั้นมาได้ แต่ถึงจะปลอดภัยก็ต้องมารอลุ้นในช่วงวันคลอดลูกกันอีกครั้งว่าจะมีปัญหาแทรกซ้อนอะไรเกิดขึ้นกับลูกอีกหรือไม่

และเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่กังวลกันมากคือ ในวันที่ลูกคลอดมาแล้ว หรือหลังจากที่พาลูกแรกคลอดกลับมาบ้าน จะมีอาการอะไรบ้างที่ควรต้องเป็นกังวลหากเกิดขึ้นกับลูก เอาเป็นว่าก่อนไปดูกันสักนิดว่าตั้งแต่วินาทีแรกที่ลูกคลอดออกมา เสียงร้องของลูกสามารถบอกสุขภาพอะไรให้พ่อแม่ได้รู้กันบ้าง

  1. หากลูกแรกคลอดร้องเสียงร้องแหบห้าวหรือแหลมสูง อาจจะมีปัญหาเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจแต่กำเนิด
  2. หากลูกแรกคลอดร้องเสียงร้องฮืดๆ อาจเกิดจากความผิดปกติของหน้าและลำคอ หรือการอุดตันของทางเดินหายใจส่วนบน
  3. หากลูกแรกคลอดร้องเสียงแหบห้าว เสียงร้องเบา หรือไม่ร้อง อาจเป็นผลจากมีพยาธิสภาพในระบบประสาทส่วนกลาง ร้องเบาหรือไม่ร้องอาจเป็นเพราะเด็กไม่หายใจ[1]
สำหรับอาการผิดปกติจากเสียงร้อง เมื่อแพทย์และพยาบาลเช็กดูแล้วตั้งแต่ตอนที่อยู่ในห้องคลอด หากพบว่ามีปัญหาเกิดขึ้นกับทารก ก็จะได้รับการดูแลรักษาทันทีอย่างใกล้ชิดค่ะ

อ่านต่อ >> อาการผิดปกติของลูกวัยทารก ควรไปพบหมอ หน้า 2 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เด็กหญิงในสงคราม

“ดัชนีของความสุข” ไม่ได้วัดกันที่เงินตรา แต่วัดกันที่รอยยิ้ม

ลูกรัก…
หากลูกกำลังคิดว่า ตัวเองโชคไม่ดีที่พ่อแม่ไม่ร่ำรวย

โชคไม่ดีที่ไม่มีรถคันใหญ่ โชคไม่ดีที่ไม่มีไอแพดรุ่นใหม่ไว้นั่งเล่น

โชคไม่ดีที่ไม่มีชุดสวยแบรนด์ดัง โชคไม่ดีที่ไม่ได้กินไอศกรีม หรืออาหารอร่อยๆ ในโรงแรม แล้วละก็ …

จงเงยหน้าน้อยๆ เศร้าๆ ของหนู แล้วโปรดฟังแม่!!
แม่อยากบอกหนูเหลือเกินว่า ยังมีเด็กอีกหลายคนบนโลกใบนี้ที่โชคร้ายกว่าหนูมาก

เด็กที่กินอาหารที่เลือกเมนูไม่ได้ กินเพื่อประทังชีวิตไปได้แต่ละมื้อ

เด็กที่ใส่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เสื้อผ้าเก่าตัดปะ

เด็กที่ไม่มีบ้าน ไม่มีหลังคาคุ้มแดด ฝน

เด็กที่มีแต่พ่อไม่มีแม่ มีแต่แม่ขาดพ่อ หรือไม่มีทั้งพ่อแม่ ไว้คอยกอด คอยรัก หรือปลอบประโลมยามทุกข์ท้อ

หนูคิดดูสิลูก หากหิว เด็กๆ เหล่านั้นจะไปหาอาหารจากไหน

ฝนตกตัวคงเปียกหนาวสั่น เพราะไม่มีบ้านเป็นที่หลบฝน

กลางคืนหนาวจะนอนอย่างไรหากขาดผ้าห่ม หรือแม้กระทั่งอ้อมกอดของพ่อแม่

หากนอนฝันร้าย นอนละเมอเด็กเหล่านั้นจะมองหาอ้อมกอดจากใคร?


ใช่แล้วลูก… หนูโชคดีมากๆ ที่มีวันนี้

หนูโชคดีมากที่เกิดท่ามกลางความรักของพ่อแม่และคนรอบข้าง

หนูโชคดีมากที่มีเสื้อผ้าของพี่สาว หรือรองเท้าของพี่ชาย

หนูโชคดีมากที่มีผัก มีหมู มีไข่เจียวแสนอร่อยให้หม่ำ

หนูโชคดีมากที่มีบ้านไว้คอยคุ้มครองป้องกันอาศัย หลบแดดหลบฝน

หนูโชคดีเหลือเกินที่มีอ้อมแขนพ่อ อ้อมกอดแม่ กอดหนูแน่นเสมอ ไม่ว่าหนูจะต้องเจอกับอะไรบนโลกใบใหญ่ใบนี้

หนูโชคดีเหลือเกินที่มีแม่และพ่อเป็นรอยยิ้มของหนู หนูโชคดีเหลือเกินที่ได้เป็นรอยยิ้มของพ่อและแม่

อย่าได้คิดอีกนะลูก… ว่าเราไม่มีอย่างใครเขาแล้วเราจะโชคร้าย

จงจำไว้ ดัชนีของความสุข ไม่ได้วัดที่เงินตรา แต่วัดกันที่รอยยิ้ม  ^_^

#แม่บัวเพจอมรินทร์เบบี้แอนด์คิดส์

Tags

Terrible two

Terrible two วัย 2 ขวบ มารู้จักกับลูกวัยนี้กัน

คุณพ่อคุณแม่บ้านไหนลูกกำลังอยู่ในวัย 2 ขวบบ้างคะ อยากรู้จริงว่าเด็กๆ เขามี พัฒนาการด้านอารมณ์เป็นยังไงกันแล้วบ้าง ไม่รู้ว่าพ่อแม่ได้เจอลูกวีนปรี๊ดแตกใส่บ้างหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่แล้วเด็กที่เข้าสู่วัย 2 ขวบ มักมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ที่เรียกว่า Terrible two อยากรู้ไหมว่าคืออะไร ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบมาให้ทราบกันค่ะ

 

Terrible two วัย 2 ขวบ มารู้จักกับลูกวัยนี้กัน

เด็กๆ วัย 2 ขวบที่มักจะมีภาวะอารมณ์สองขั้วเกิดขึ้นได้ในเวลาเดียวกัน เช่น มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวอารมณ์ดี อารมณ์ร้าย  อยากจะดื้องอแงก็เป็นขึ้นมาได้เฉยเลย เริ่มมีอาการเอาแต่ใจตัวเอง ร้องกรี๊ดๆ จนกว่าจะได้ของที่อยากได้  เริ่มมีความดื้อ ชอบอิสระ อยากทำ อยากได้อะไรก็ต้องขอให้ได้ทำเดี๋ยวนั้นเลย เป็นต้น ซึ่งภาวะอารมณ์ของลูกที่เป็นเช่นนี้เรียกว่า Terrible two ต้องบอกว่าเป็นช่วงวายร้าย 2 ขวบของเด็กๆ เลยก็ว่าได้  แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลใจกันไปค่ะ เพราะเมื่อลูกเลยช่วงวัยนี้ไปก็จะกลับมาเป็นปกติ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ด้วย เพราะหากช่วงนี้ปรับตัวลูกได้ ก็จะไม่เป็น Terrible two ที่หนักมากไปค่ะ

การส่งเสริมให้ลูกได้เล่น ได้ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับช่วงวัยสามารถช่วยลดภาวะอารมณ์แบบ Terrible two ลงได้ ไปดูพร้อมกันค่ะว่าเด็กวัย 2 ขวบควรมีการเล่นที่เหมาะกับวัยอย่างไรได้บ้าง

1. ของเล่นมีไม่เล่น จะเล่นอย่างอื่น

ที่เป็นแบบนี้ : เพราะเขายังอยู่ในวัยที่ต้องการรู้จักสิ่งแวดล้อม เขามีผลกับสิ่งต่างๆ อย่างไร ยังเป็นช่วงทดลองอย่างต่อเนื่องจากวัยทารก เขาจึงชอบลากหรือเข็นรถเข็นไปนั่นมานี่ ทำอะไรซ้ำๆ ดึงลิ้นชักเข้า-ออก หรือผลักเก้าอี้ เปิดตู้เย็น เดินไปมาส่งของให้คนนั้นคนนี้ ทิ้งช้อนส้อมหรืออาหารลงพื้น และจะถูกใจมากถ้าพ่อแม่เก็บขึ้นมาและเขาก็ทิ้งลงไปอีก เราอาจจะดูว่าตลกทำไมต้องทำซ้ำๆ และชอบเล่นของทุกอย่างที่คุณไม่อยากให้เล่น ของเล่นมีกลับไม่เล่น

แม่ควรรับมืออย่างไร : พ่อแม่ต้องเข้าใจว่าลูกกำลังเรียนรู้สิ่งแวดล้อมหรือพยายามเลียนแบบคุณอยู่ และยิ่งถ้าถูกห้ามจะยิ่งท้าทาย น่าจะเป็นของสำคัญ น่าเล่นจังเลย มันต้องสนุกแน่ๆ และเป็นวัยเลียนแบบเห็นพ่อแม่ตัวยง เช่น เห็นแม่กวาดบ้าน ก็จะหยิบไม้กวาดมากวาดบ้าง หรือเห็นพ่อแม่คุยโทรศัพท์ก็อยากทำตาม ดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องรีบห้าม เพียงให้เขาได้ทดลองเพียงหอมปากหอมคอ แล้วเบี่ยงเบนความสนใจและหากิจกรรมอย่างอื่นให้ลูกทำจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

2. อะไรอันตราย ชอบเล่นจัง

ที่เป็นแบบนี้ : หนูอยากสำรวจโลก อยากรู้ว่าถ้าทำอย่างนี้แล้วจะเป็นยังไงนะ

แม่ควรรับมืออย่างไร : ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว สำหรับเด็กๆวัย 1- 3 ปีแล้ว ถือว่าเป็นการเล่นหมด ทั้งอันตรายและไม่อันตราย เป็นการเล่นเพื่อสำรวจ เรียนรู้ เพียงแต่เขายังไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นมีโทษต่อตัวเอง เช่น ปลั๊กไฟ หรือพัดลม เจ้าตัวเล็กก็อยากจะทดลองทั้งนั้น เอานิ้วแหย่เข้าไปแล้วจะเป็นอย่างไงนะ วิธีรับมือก็คือ คุณต้องคุยกับลูกสั้นๆ แต่น้ำเสียงหน้าตาจริงจัง เช่น “ไม่เอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟลูก ไฟจะดูด หนูจะเจ็บตัวได้” ซึ่งเจ้าตัวเล็กก็จะเข้าใจ สำคัญที่สุดคือเราต้องบอกให้เขารู้ว่าตอนนี้เขายังทำเองไม่ได้เพราะอะไร ถ้าเรามัวแต่ห้ามเด็กก็จะไม่รู้ว่าเพราะห้ามทำไม

อ่านต่อ >> วัย 2 ขวบเล่นอะไรเหมาะกับภาวะอารมณ์ Terrible two หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 15 ปี

วัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 15 ปี ที่พ่อแม่ต้องรู้

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งมีลูกคนแรก เกิดความสงสัยปนไม่แน่ใจว่าจะต้องพาลูกไปฉีดวัคซีนอะไรบ้าง วัคซีนตัวไหนจำเป็น หรือไม่จำเป็นกับลูก ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบจากคุณหมอเด็ก ที่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ วัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอาย 15 ปี ที่พ่อแม่ควรรู้ เพื่อจะได้พาลูกไปรับวัคซีนกันได้อย่างถูกต้อง และครบถ้วนมาให้ทราบกันค่ะ

 

วัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 15 ปี 

ข้อมูลรายการวัคซีนเด็กที่จะต้องเริ่มให้ลูกได้รับตั้งแต่ช่วงแรกเกิดจนถึงลูกอายุ 15 ปี ทางคุณหมอกัลย์สุดา อริยะวัตรกุล กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าของเพจ Hormone for Kids by Dr.OrN  ได้มาสรุปแชร์ข้อมูลที่ดีมากๆ นี้ไว้ในพันทิป ซึ่งคุณหมอได้แบ่ง วัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 15 ปี ออกเป็นแต่ละช่วงอายุ และแบ่งวัคซีนออกเป็น 2 ประเภท คือ

1) วัคซีนจำเป็น หรือวัคซีนพื้นฐาน คือ วัคซีนที่เด็กทุกคนจะได้รับตามโปรแกรมที่กำหนด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (หากรับบริการที่รพ.รัฐบาล)

2) วัคซีนทางเลือก หรือวัคซีนเสริม คือ วัคซีนที่มีประโยชน์สำหรับเด็กไทย และสามารถให้เพิ่มเติมได้เพื่อป้องกันโรค แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง เพราะเนื่องจากวัคซีนยังมีราคาสูง

อ่านต่อ >> วัคซีนที่ลูกต้องได้รับตั้งแต่แรกเกิดถึง 15 ปี หน้า 2 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่