เมนูเพิ่มน้ำหนักลูกในท้อง

เมนูเพิ่มน้ำหนักลูกในท้อง ไตรมาสสุดท้ายกินน้อย แต่บ่อย!

แม้ลูกใกล้จะพร้อมที่จะออกมาจากท้องแม่แล้ว แต่ลูกก็ยังต้องการสารอาหารเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตอยู่ เมนูเพิ่มน้ำหนักลูกในท้อง จึงมุ่งเน้นไปที่…….

เมนูเพิ่มน้ำหนักลูกในท้อง ไตรมาสสุดท้ายกินน้อย แต่บ่อย!

ไตรมาสสุดท้ายแล้ว มีอะไรเปลี่ยนแปลงกับร่างกายแม่ท้องบ้าง?

ในช่วงไตรมาสสุดท้าย เป็นช่วงเวลาของการใกล้คลอด แม่ท้องจะอุ้ยอ้ายเดินเหินลำบากมากขึ้น เพราะขนาดตัวของลูกน้อยใหญ่ขึ้น ในช่วงนี้คุณแม่จะเริ่มมีอาการท้องแข็งเป็นบางครั้ง ทานอาหารได้นิดหน่อยก็อิ่ม จึงแนะนำให้ทานแต่น้อย แต่ให้เพิ่มปริมาณมื้อหรือทานให้บ่อยขึ้น (อ่านต่อ ท้องแข็งใกล้คลอด เป็นแบบไหน? ท้องแข็งแบบไหนอันตราย) แม้ว่าในช่วงนี้ลูกน้อยใกล้พร้อมที่จะคลอดออกมาแล้ว แต่คุณแม่ก็ยังต้องทาน เมนูเพิ่มน้ำหนักลูกในท้อง อยู่เพราะนี่เป็นช่วงเวลาสำคัญในการสร้างปอดและกระดูกของลูกน้อย นอกจากนี้ปริมาณเลือดในร่างกายของคุณแม่ก็จะเพิ่มสูงขึ้นเต้านมจะขยายขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ก็เพื่อรองรับการให้นมลูกหลังคลอดนั่นเอง

อาหารเพิ่มน้ำหนักลูกในครรภ์
เมนูเพิ่มน้ำหนักลูกในท้อง

สารอาหารที่จำเป็นสำหรับแม่ท้องไตรมาสสุดท้าย

  • ธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กยังคงจำเป็นกับร่างกาของแม่ท้องในไตรมาสนี้ เพราะลูกจะต้องสะสมธาตุเหล็กเพื่อไปใช้หลังคลอด โดยทารกจะสามารถเก็บธาตุเหล็กที่ได้จากในท้องแม่มาใช้ได้นานถึงอายุ 6 เดือน แม่ท้องต้องการธาตุเหล็ก 27 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อสร้างเลือดเพิ่มสำหรับใช้ในการส่งอาหารและออกซิเจนให้ลูก ซึ่งสามารถหาธาตุเหล็กได้ในเนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง อาหารทะเล ถั่วต่าง ๆ อ่านต่อ คนท้องเลือดจาง ควรกินอะไร และมีวิธีป้องกันอย่างไร
  • กรดไขมันโอเมก้า 3 พบได้ในเนื้อปลา เมล็ดเจีย เป็นต้น วิจัยจาก New England Journal of Medicine พบว่าแม่ท้องที่ได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 ทุกวันในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ จะช่วยลดโอกาสให้ลูกไม่เป็นโรคหอบหืดได้ถึง 30% ในช่วงที่ลูกอายุ 3-5 ขวบ แม่ท้องจึงควรได้รับสารอาหารชนิดนี้อย่างเพียงพอ (อ่านต่อ คนท้องกินเมล็ดเจียได้ไหม? พร้อมเมนูสุดอร่อยจากเมล็ดเจีย)
  • โปรตีน สร้างเนื้อเยื่อลูก แม่ท้องควรกินโปรตีนดีจากเนื้อสัตว์ไขมันน้อย เช่น ปลา ถั่ว และ นม ฯลฯ
  • ไอโอดีน ดูแลสมองและสติปัญญา มีมากในอาหารทะเล
  • ใยอาหาร ลดปัญหาท้องผูก มีมากใน ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท และผักผลไม้ ฯลฯ

อาหารเร่งคลอด สำหรับแม่ท้อง 40 สัปดาห์ขึ้นไป

สำหรับแม่ท้อง 40 สัปดาห์ขึ้นไป ที่กำลังมองหาตัวช่วยที่จะทำให้คลอดเร็ว คลอดง่ายขึ้น เรามีอาหารที่ง่าย ๆ มาแนะนำ คือ อินทผาลัม นั่นเองค่ะ มีผลวิจัยระบุว่าแม่ท้องที่ทานอินทผาลัม 6 ลูกต่อวันในช่วง 2-4 สัปดาห์ก่อนคลอด อิทผาลัมจะช่วยทำให้ปากมดลูกเปิดเร็วขึ้นนั่นเอง อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทานนะคะ โดยเฉพาะแม่ท้องที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์อยู่ เพราะอินทผาลัม 1 ลูกมีคาร์โบไฮเดรตมากถึง 18 กรัม

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เมนูเพิ่มน้ำหนักลูกในท้อง ไตรมาสสุดท้ายกินน้อย แต่บ่อย!

เมนูลูกวัย 12 เดือน

10 เมนูลูกวัย 12 เดือน สูตรสำหรับฝึกเคี้ยวโดยเฉพาะ!

ลูกครบ 1 ขวบแล้ว จะทำเมนูอะไรให้กินดี? ทีมแม่ ABK  มี 10 สูตรอร่อยมาฝาก เป็น เมนูลูกวัย 12 เดือน ที่เน้นฝึกการเคี้ยวของลูก ว่าแต่จะมีเมนูอะไรบ้าง ตามไปดูกันเลย

เมนูลูกวัย 12 เดือน ลูก1ขวบกินอะไรได้บ้าง

ลูกวัย 12 เดือน แม้จะยังเป็นเด็กแต่ก็จำเป็นต้องได้รับพลังงานและสารอาหารมากกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ เพราะลูกต้องนำไปใช้ในการสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ ฟัน อวัยวะต่างๆ ที่กำลังเจริญเติบโต รองรับปริมาตรเลือดที่เพิ่มขึ้น และเพื่อรักษาสภาพสมดุลร่างกาย อีกทั้งยังต้องมีสำรองให้ร่างกายใช้เป็นพลังขับเคลื่อนร่างเล็กๆ ที่เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง หรือในยามเจ็บป่วยอีกด้วย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจให้ลูกน้อยได้รับทั้งพลังงานและสารอาหารอย่างหลากหลาย ครบทั้ง 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงพอ

แต่ก็มีเหตุหลายอย่างที่ทำให้ลูกสนใจอาหารน้อยลง ทั้งที่อาหารยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตในทุกด้าน ได้แก่ กำลังมีพัฒนาการใหม่ๆ เช่น เริ่มเดินและวิ่งได้จึงอยากสำรวจไปทั่วจนลืมหิว เริ่มพูดเก่งและช่างสงสัยจึงถามไปทุกอย่างจนไม่อยากจะเคี้ยวอาหาร บางรายก็จะเจอช่วงวัยต่อต้านหรือวัยปฏิเสธ จึงเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ต้องอดทนในการฝึกให้ลูกน้อยรู้จักการกินอาหารเป็นเวลาในแต่ละมื้อ โดยฝึกให้นั่งกินที่โต๊ะอาหาร จะดีกว่าการเดินตามป้อนข้าวเด็ก

ลูกไม่กินข้าว

ควรให้ยากระตุ้นเพื่อให้ลูกกินอาหารได้มากขึ้นหรือไม่?

ทั้งนี้หากลูกมีอาการเบื่ออาหาร บางคนอาจแนะนำให้ซื้อยากระตุ้นให้ลูกอยากทานอาหาร หรือซื้อยาบำรุงมาให้ลูกกิน ซึ่งยาเหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นสมองให้อยากกินอาหาร แต่จะให้ผล 2-3 สัปดาห์เท่านั้น หลังจากนั้นจะไม่ได้ผลอีก และอาจทำให้ลูกเบื่ออาหารมากกว่าเดิม นอกจากนี้ยาเหล่านี้ยังมีผลให้ง่วงนอนและคอแห้ง จึงไม่ควรให้ลูกน้อยกินยาเหล่านี้ ควรหาสาเหตุที่ทำให้ลูกเบื่ออาหาร เช่น ลูกอาจจะเจ็บป่วย เป็นไข้, เบื่อรสอาหาร, เบื่อเมนูอาหาร ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จึงควรที่จะสังเกตลูกให้ดีหรืออาจขอคำปรึกษาจากคุณหมอจะดีกว่า

Must read : 3 สูตร อาหารเด็ก “ข้าวต้ม ข้าวตุ๋น น้ำสต๊อก” เพื่อลูกวัย 6-9 เดือน

ปริมาณอาหาร 1 ขวบ

สำหรับ เมนูลูกวัย 12 เดือน ในช่วงวัยนี้ แนะนำให้เป็นอาหารแบบเดียวกับผู้ใหญ่ โดยต้องคอยสังเกตว่าลูกชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร เพราะจะทำให้เด็กกินข้าวได้ง่ายขึ้น เลือกทำ เมนูอาหารเด็ก ที่เคี้ยวง่าย ชิ้นไม่ใหญ่ รสไม่จัด โดยให้รับประทานอาหาร 3-4 มื้อ โดยให้มีข้าวสวยปริมาณ 1 ทัพพี (ประมาณ 6 ช้อนโต๊ะ) ส่วนของเนื้อสัตว์และโปรตีน มีปริมาณ 3 ช้อนโต๊ะ และยังควรให้ไข่ต้ม (ไข่ขาว + ไข่แดง) เป็นประจำทุกวัน ไขมันไม่ควรเกิน 3 ช้อนชา ผลไม้ 3 ส่วน น้ำตาลไม่ควรเกิน 2 ช้อนชา และควรพิจารณาตามความต้องการรับประทานของลูกด้วย ทั้งนี้อาจเสริมอาหารว่างที่มีคุณค่าให้ลูกระหว่างมื้ออาหารหลัก แต่ขณะเดียวกันก็ยังควรที่จะได้ดื่มนมแม่ 3-4 มื้อต่อวันต่อไปอีกเป็นเวลา 2 ปี หรือมากกว่านั้นก็จะยิ่งดี (แต่ต้องเป็นปริมาณที่เหมาะสม ห้ามให้กินมากกว่าข้าวหรืออาหารหลัก 3 มื้อ)

ดู >> 10 เมนูอาหารเด็ก วัย 12 เดือน
สำหรับฝึกเคี้ยวโดยเฉพาะ” คลิกหน้า 2

 


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.honestdocs.co

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ครีมกันแดดเด็ก ยี่ห้อไหนดี

ครีมกันแดดเด็ก ยี่ห้อไหนดี2019 คุณแม่เลือก Eucerin เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในดวงใจ

ครีมกันแดดเด็ก ยี่ห้อไหนดี สำหรับคนเป็นแม่แล้วไม่ได้กลัวแค่ลูกผิวดำ แล้วจะไม่หล่อไม่สวย แต่แม่คิดไปมากกว่านั้นในการจะเลือกครีมกันแดดให้ลูก ต้องช่วยปกป้องลูกน้อยจากรังสียูวี ที่เป็นตัวการทำร้ายผิว และเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งผิวหนังด้วย

ซึ่งครีมกันแดดเด็กมีจำหน่ายอยู่มากมายหลายยี่ห้อ จะเลือกยี่ห้อไหนดี ต้องฟังจากประสบการณ์ของคุณแม่ผู้ใช้จริงหลายๆ เสียง โดยคุณแม่ทั่วประเทศได้โหวต ให้ Eucerin เป็นแบรนด์ “ครีมกันแดดเด็ก” อันดับหนึ่งในดวงใจ และรับรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2019 สาขา Mommy’s Choice

ครีมกันแดดเด็ก ยี่ห้อไหนดี แม่ทั่วประเทศเลือกแล้ว ใช้ยี่ห้อนี้เป็นแบรนด์ในดวงใจ 

Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ ไทย ทั้งรูปแบบ Online ผ่านเว็บไซต์ www.AmarinBabyAndKids.com และเฟซบุ๊คแฟนเพจที่มีเนื้อหาตรงใจ ทันสถานการณ์ โดยมียอดผู้ติดตามมากกว่า 1,000,000 Followers และรูปแบบ On print ผ่าน Bookazine ราย 2 เดือน รวมถึง รูปแบบ On ground งานแฟร์แม่ลูก Amarin Baby & Kids Fair ที่จัดมาแล้วถึง 15 ครั้ง

เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเครือข่ายแม่ลูกอันดับ 1 ของประเทศที่เข้าใจคุณแม่ไทยมากที่สุด เว็บไซต์ Amarin Baby & Kids จึงได้จัด “Amarin Baby & Kids Awards 2019” ครั้งแรกในเมืองไทย เพื่อเฟ้นหาสุดยอดแบรนด์สินค้าแม่และเด็กในดวงใจ  จากคะแนนโหวตของคุณแม่ทั่วประเทศกว่า 10,000 คน ผ่าน www.AmarinBabyAndKids.com เว็บไซต์สื่อกลางข้อมูลคุณภาพจากแม่สู่แม่ Mom to Mom Sharing เพื่อเป็นประโยชน์แก่คุณแม่มือใหม่ที่กำลังมองหา “สินค้าใช้ดี ที่ได้รับการยืนยันจากคุณแม่ตัวจริงทั่วประเทศ”

และเพื่อให้สมกับรางวัลที่มาจากความคิดเห็นของแม่อย่างแท้จริง สำหรับแบรนด์สินค้าในสาขา Mommy’s Choice จึงเปิดโอกาสให้แม่ได้ร่วมโหวต  2  รอบ ได้แก่ “รอบเสนอชื่อแบรนด์ที่ชื่นชอบ” จากนั้นทีมงานได้ทำการเลือกแบรนด์ที่ถูกเสนอชื่อมากที่สุด มาจัดรอบโหวตแบรนด์ในดวงใจ” อีกครั้งหนึ่ง

ทำไมแม่โหวตให้ Eucerin เป็นแบรนด์ครีมกันแดดเด็กในดวงใจ

แม่ ABK เลือกให้ Eucerin เป็นแบรนด์สุดยอดครีมกันแดดเด็กในดวงใจ โดยคุณแม่ให้เหตุผลในการเลือกมากมาย ตัวอย่างเช่น

“ลูกเป็นเด็กผิวแพ้ง่าย พอใช้ครีมกันแดดของยูเซอรินแล้ว รู้สึกว่าอ่อนโยน ไม่ระคายเคือง เหมาะกับผิวบอบบางของเด็ก”

“คุณหมอผิวหนังแนะนำให้ใช้ เพราะยูเซอรินเป็นเวชสำอาง มีความน่าเชื่อถือ จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยกับลูกจริงๆ”

“เป็นแบบสเปรย์ ใช้ง่ายมากค่ะ เนื้อครีมบางเบา ซึมซับดี ไม่เหนียวเหนอะหนะ ป้องกันแสงแดดได้เป็นอย่างดี ทั้ง UVA และ UVB”

EUCERIN SUN KIDS SPRAY SPF 50+  ค่า PA++++ ผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับเด็ก ในรูปแบบสเปรย์ ปกป้องผิวจากทั้งรังสี UVA ที่สามารถทะลุทะลวงผ่านเข้าชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ ก่อให้เกิดความเหี่ยวย่นของผิวหนัง และรังสี UVB ที่ทำให้เกิดผิวไหม้อักเสบ ด้วยค่า SPF 50+ ซึ่งสามารถ ดูดซับ UVB ได้ถึง 98% และค่า PA++++ เหมาะสำหรับผู้ที่เจอกับแสงแดดจัด ๆ เป็นเวลานาน นอกจากนี้ ครีมกันแดดของยูเซอริน ปราศจากน้ำหอม สี และพาราเบน จึงอ่อนโยน แม้ผิวเด็กบอบบาง แพ้ง่าย ไวต่อแดด

 

อ่านบทความ Amarin Baby & Kids Awards 2019 

ประกาศผลรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2019 สุดยอดแบรนด์สินค้าแม่และเด็กในดวงใจ

ชมภาพบรรยากาศ งานมอบรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2019

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

วัยก่อนเรียน

รู้ทัน! พฤติกรรม พัฒนาการลูก วัยก่อนเรียน ที่พ่อแม่ต้องรับมือ

วัยก่อนเรียน ในช่วงอายุ 3-5 ปีจะมีพัฒนาการต่อเนื่องจากวัยเตาะแตะ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งทางร่างกาย พฤติกรรม บุคลิกภาพ ช่วงวัยนี้การดูแลส่งเสริมพัฒนาการถือว่าเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับลูกเข้าสู่วัยเรียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าด้วย

รู้ทัน! พฤติกรรม พัฒนาการลูก วัยก่อนเรียน ที่พ่อแม่ต้องรับมือ

การเปลี่ยนแปลงของเด็กวัยก่อนเรียนทางด้านร่างกาย

เจ้าตัวเล็กเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่พ่อแม่อาจสังเกตเห็นได้คือ สัดส่วนของร่างกายจะเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น แขนขายาวขึ้น ศีรษะจะได้ขนาดกับลำตัว ไหล่กว้าง มือและเท้าใหญ่ขึ้น โครงกระดูกแข็งขึ้น กล้ามเนื้อเติบโตและแข็งแรงขึ้น ใช้การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น ส่วนอัตราความสูงจะพัฒนาช้ากว่าในช่วงวัยทารกและวัยหัดเดิน

วัยก่อนเรียน

ในส่วนบุคลิกลักษณะนิสัย จะเริ่มเป็นตัวของตัวเองเพิ่มมากขึ้น มีการแสดงออกถึงความเป็นอิสระ มีจินตนาการ อยากรู้อยากเห็น ช่างสงสัย และสามารถฟัง พูด สื่อสารได้มากขึ้น ทำให้เริ่มเป็นเจ้าหนูทำไม ชอบซักถาม เริ่มสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ในช่วงนี้ลูกเริ่มที่จะแต่งตัว ใส่รองเท้า อาบน้ำ หวีผม กินข้าวด้วยตัวเองได้แล้ว และจะเริ่มเดินได้อย่างมั่นคงมากขึ้น ต่อจากนั้นเราก็จะเห็นเจ้าตัวเล็กเริ่มมีทักษะในการเคลื่อนไหว วิ่ง กระโดด รู้จักควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เป็นตัวป่วนที่พร้อมปล่อยพลัง ถึงแม้จะยังไม่คล่องตัวในช่วงแรก แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมพัฒนาการทางร่างกายให้กับลูกได้ เช่น หัดถีบจักรยานสามล้อ กระโดดเชือก วิ่งเล่น เป็นต้น

การเปลี่ยนแปลงของเด็กวัยก่อนเรียนทางด้านอารมณ์

เด็กวัยนี้มักแสดงอารมณ์อย่างเปิดเผย ไม่ปิดบัง แปรปรวนง่าย กลัวในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล หงุดหงิด โกรธง่ายหายเร็ว คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจจะเจอพฤติกรรม Terrible Three ที่เจ้าตัวเล็กจะแสดงอาการดื้อรั้น เอาแต่ใจ เจ้าอารมณ์ โมโหร้ายอย่างไม่มีเหตุผล บางครั้งยังไม่ค่อยชอบฟัง ขัดขืนในสิ่งที่พ่อแม่พูด พฤติกรรมที่ลูกแสดงออกเมื่อมีอารมณ์ไม่พอใจ แสดงอาการโกรธด้วยการร้องไห้ ทุบตีสิ่งกีดขวาง ทิ้งตัวลงนอน หรือบางคนถ้าไม่แสดงออกด้วยอารมณ์รุนแรงก็จะหลบซ่อนตัว เงียบ เก็บกด ดังนั้นอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงของลูก วัยก่อนเรียน ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่เป็นสำคัญ ถ้าลูกได้รับการอบรมอย่างถูกทาง มีการแสดงความรักที่อ่อนโยนจากพ่อแม่ เมื่อเด็กได้รับการตอบสนองความต้องการอย่างสม่ำเสมอก็จะส่งผลให้เป็นเด็กอารมณ์ดี ร่าเริงแจ่มใส หัวเราะและยิ้มง่าย ซึ่งจะเป็นรากฐานทางอารมณ์ที่ดีของลูกได้ต่อไปนะคะ

การเปลี่ยนแปลงของเด็กวัยก่อนเรียนทางด้านสังคม

วัยก่อนเรียน

เด็กวัยนี้จะเริ่มรู้จักมีปฏิสัมพันธ์กันคนอื่นนอกจากครอบครัวมากขึ้น เริ่มมีสังคมกับเพื่อนที่โงเรียน รู้จักปรับตัวเข้าหาที่จะเล่นกับเพื่อนได้ดีขึ้น ยอมรับฟัง แสดงความเป็นผู้นำ และให้ความร่วมมือในสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น แต่ก็มีการแสดงอาการหวงของ แย่งของ ในช่วงอายุ 4-5 ปีเป็นต้นไป จะเริ่มรู้จักการแข่งขัน เรียนรู้ที่จะยอมรับกับความพ่ายแพ้และภูมิใจกับชัยชนะ ดังนั้นพัฒนาการทางสังคมของเด็กวัยนี้ พ่อแม่ ครูที่โรงเรียน รวมถึงเพื่อนวัยเดียวกันล้วนมีบทบาทต่อความมั่นใจในการเข้าสังคมขั้นต่อไปทั้งสิ้น

การเปลี่ยนแปลงของเด็กวัยก่อนเรียนทางด้านสติปัญญา

วัยก่อนเรียน

ลูกในวัย 3-5 ปี เป็นวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็น ช่างสงสัย โดยมักจะตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่พบเห็นรอบตัว และมีคำถามต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เป็นลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการความฉลาดของเด็กวัยนี้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสนใจและตอบคำถาม ด้วยการใช้ภาษาง่าย ๆ ให้ลูกมองอย่างเห็นภาพ ลูกจะได้รู้คำศัพท์ใหม่เพิ่มมากขึ้นและเข้าใจความหมายของคำได้ดี ดังนั้นในช่วงวัยนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมพัฒนาการให้ลูกได้ด้วยการอ่านหนังสือ ของเล่นเสริมพัฒนาการ กิจกรรมต่าง ๆ ที่จะส่งผลต่อพัฒนาการด้านความคิดของลูกในวัยต่อไป

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ กิจกรรมช่วยเสริมพัฒนาการลูกวัยก่อนเรียน คลิกหน้า 2

ลูกไปโรงเรียน ป่วยบ่อย

แม่เครียด ลูกไปโรงเรียน ป่วยบ่อย ป้องกันยังไงดี?

ปัญหาที่ชวนพ่อแม่ที่มีลูกเล็กเข้าสู่วัยอนุบาลกังวลมากที่สุด คือช่วงที่ ลูกไปโรงเรียน ป่วยบ่อย ในระยะแรก ๆ โดยเฉพาะไข้หวัดที่เป็นโรคยอดนิยมของเด็ก ๆ ทุกเพศทุกวัย เมื่อถึงเวลาเข้าโรงเรียนคุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของเจ้าตัวเล็ก ในช่วงเปิดเทอมของปีการศึกษาใหม่ จากเด็กเล็กที่เคยอยู่บ้านก็ได้ไปโรงเรียนสู่สังคมใหม่ เจอกับเพื่อน ๆ หลายคน จากเด็กที่เคยอยู่บ้านมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงดี นาน ๆ จะป่วยเป็นไข้ซักที แต่พอหลังเข้าโรงเรียนใหม่ ๆ กลับป่วยซะงั้น

ไปโรงเรียน ป่วยบ่อย

 

เมื่อเด็กเล็กเข้าเรียนใหม่ในช่วงระยะแรก เด็กทุกคนต่างก็มีโอกาสเป็นพาหะของโรคได้ อีกทั้งช่วงเปิดเทอมที่ย่างเข้าสู่ฤดูฝน โอกาสที่เจ้าตัวเล็กจะเป็นหวัด มีน้ำมูก ไอ จาม แพร่เชื้อโรคให้แก่กันและกันได้ ก็จะทำให้ ลูกไปโรงเรียน ป่วยบ่อย

รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ได้เขียนไว้ในบทความว่า “เนื่องจากเด็กเล็กยังขาดภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสที่ทำให้เป็นไข้หวัด ซึ่งมีอยู่กว่า 200 ชนิด เมื่อเป็นไข้หวัดครั้งหนึ่ง ก็จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสชนิดนั้น ๆ โดยจำเพาะและจะไม่เป็นไข้หวัดซ้ำจากเชื้อชนิดนั้น ๆ แต่เมื่อติดเชื้อไวรัสชนิดใหม่ ซึ่งร่างกายยังไม่มีภูมิต้านทาน ก็จะเกิดเป็นไข้หวัดครั้งใหม่”

ในห้องเรียนของลูกมีเด็ก ๆ ที่มาอยู่รวมกันประมาณ 20-30 แต่ละคนอาจมีเชื้อไวรัสไข้หวัดคนละชนิด ซึ่งรวม ๆ กันอยู่ไม่ซ้ำกันได้ โอกาสที่เด็กในห้องจะหมุนเวียนติดเชื้อไวรัส ผลัดกันป่วย ผลัดกันหยุด เป็นไปได้ในช่วงระยะ 3-4 เดือนหรือในเทอมแรก เมื่อรับเชื้อจนครบร่างกายจะมีภูมิต้านทานต่อไวรัสทุกตัวที่มีอยู่ในห้อง เด็กก็จะห่างหายจากไข้หวัด

แม่เครียด ลูกไปโรงเรียน ป่วยบ่อย ป้องกันยังไงดี?

ไปโรงเรียน ป่วยบ่อย

  1. คอยสังเกตอาการของลูกเมื่อกลับจากโรงเรียน สอบถามว่าเพื่อนในห้องมีใครไอ จาม มีน้ำมูกหรือไม่
  2. สอนให้ลูกรู้จักล้างมือบ่อย ๆ แนะนำเรื่องของใช้ส่วนตัว เช่น กระติกน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ไม่สามารถใช่ร่วมกับคนอื่นได้
  3. ชวนลูกน้อยให้วิ่งเล่นออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 15 นาทีต่อวันก็เป็นประโยชน์ได้ เพื่อรักษาระบบภูมิคุ้มกันของลูกให้แข็งแรง และเพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อสู้กับการติดเชื้อได้มากขึ้น
  4. ให้ลูกได้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ กินอย่างสมดุลทั้งผัก ผลไม้ โปรตีน และน้ำ รวมถึงอาหารที่มีกรดโอเมก้า 3 เช่นในปลาแซลม่อน ปลาแมคเคอเรล ที่ดีสำหรับการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวและสร้างภูมิคุ้มกัน และสารอาหารที่มีโปรไบโอติก ช่วยสร้างเกราะคุ้มกัน ป้องกันโรคหวัด เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว กล้วย มะเขือเทศ เป็นต้น
  5. ให้ลูกน้อยนอนหลับอย่างเพียงพอ เด็กเล็กควรได้นอนประมาณ 10 ชั่วโมงต่อคืน การนอนหลับเป็นวิธีที่ยิ่งใหญ่ในการรักษาภูมิคุ้มกันของเด็กให้แข็งแรง

ทีมแม่ ABK ได้ไปอ่านความคิดเห็นจากแม่ ๆ ที่มาแชร์ประสบการณ์วิธีดูแลและป้องกันเมื่อเจ้าตัวเล็กไปโรงเรียนในช่วงแรกแล้วป่วยบ่อยจากกระทู้พันทิพ มีไอเดียที่น่าสนใจ อาทิเช่น

แม่น้องบีบีได้แนะว่า เราให้ลูกทานวิตามินซีเสริมคะ แต่โชคดีลูกชายเราชอบทานผลไม้ โดยเฉพาะฝรั่ง วิตามินซีเยอะมาก ๆ แล้วปล่อยให้ลูกเล่นซนออกกำลังกายเยอะ ๆ เชื่อมั้ยคะ ตั้งแต่ลูกเราเข้าโรงเรียนเกือบปีแล้วคะ ไม่เคยป่วย ไม่เคยเป็นหวัด ไม่ต้องขาดเรียนเลยสักวันคะ มีขาดเรียนก็วันที่เราต้องพาเค้าไปธุระกับเราเท่านั้นคะ เน้นให้ลูกทานอาหารครบ 5หมู่ ทานน้อยไม่เป็นไร แต่ให้ครบ 5 หมู่ค่ะ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ที่มีวิตามินซีเยอะ ๆ ทานไปเลยคะ แข็งแรงไม่เป็นหวัดแน่นอนคะ ภูมิต้านทานดีมากคะ”

แม่โบว์บอกไว้ว่า หมอแนะนำมาค่ะว่า ลูกกลับจากโรงเรียนให้จับอาบน้ำสระผม ใช้น้ำเกลือล้างจมูกเลย เพื่อเป็นการล้างเชื้อโรคออกให้หมด ทำแบบนี้จะไม่ค่อยป่วย

NyGmember แสดงความคิดเห็นว่า “จริง ๆ แล้วเด็กกับเรื่องป่วยเป็นของคู่กันอยู่แล้ว พยายามออกกำลังให้มากขึ้นจะได้ป่วยลดลง ให้เด็กป่วยบ้างก็เป็นเรื่องดีครับ ภูมิคุ้มกันหลาย ๆ อย่างที่ได้มาจากการป่วยมีประสิทธิภาพดีกว่าวัคซีนแพงๆ หลายเท่า”

จากนานาความคิดของแม่ ๆ จะเห็นว่า เมื่อลูกไปโรงเรียนและไม่สบายบ่อย ๆ เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องยอมรับ เพราะเด็กเล็กหลีกเลี่ยงจากการเป็นไข้หวัดได้ยาก แต่ก็สามารถดูแลสุขภาพของลูกน้อยเพื่อป้องกันให้ได้รับเชื้อ หรือป่วยน้อยที่สุดเพื่อให้พ่อแม่คลายกังวล หากเจ้าตัวน้อยมีอาการไข้หวัด ควรหาทางดูแลและให้ยารักษาที่ถูกต้อง ยาที่จำเป็นสำหรับการรักษาไข้หวัดในเด็กเล็กที่ยังไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไข้ไม่สูง คือยาลดไข้ (พาราเซตามอล) เพื่อใช้บรรเทาอาการตัวร้อน ปวดศีรษะ อาการไข้ในกรณีที่ไม่รุนแรงมักเป็นเพียง 2-3 วัน เต็มที่ไม่เกิน 4 วัน ก็จะหาย นอกจากมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น อาการไข้อาจเป็นอยู่นานเกิน 4 วันขึ้นไปหรือมีไข้สูง ควรนำลูกไปพบแพทย์ทันทีนะคะ.

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง : www.doctor.or.th

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ :

ลูกเป็นภูมิแพ้ ไม่ใช่แค่พ่อแม่ที่ทำให้ลูกป่วย แต่สภาพแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดภูมิแพ้กับลูก

แม่แชร์ อาการโรคคาวาซากิ และวิธีรักษา เมื่อลูกป่วยเป็นโรคคาวาซากิ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

พาลูกท่องเที่ยว

6 ข้อดีที่ผมได้เรียนรู้ จากประสบการณ์ พาลูกท่องเที่ยว โดย พ่อเอก

ผมเกิดในครอบครัวที่คุณพ่อเป็นชาวจีนโพ้นทะเล ที่หนีภัยสงครามและความยากจนจากจีนแผ่นดินใหญ่มาเป็นกรรมกรแบกข้าวสารแถวบุคคโล ด้วยฐานะทางบ้านที่ค่อนข้างอัตคัด ผมเลยไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปเที่ยวไหน ทำให้ผมมีความฝันตั้งแต่ยังไม่มีแฟนว่า ถ้ามีลูกผมจะ พาลูกท่องเที่ยว ให้มากที่สุด เท่าที่ผมมีกำลัง เพราะนั่นคือ สินทรัพย์ที่ผมจะมีไว้ติดตัวเขาไปได้

เราพาปูนปั้นและปั้นแป้งไปเที่ยวทะเลครั้งแรกตั้งแต่อายุไม่ถึง 3 เดือน ทั้งๆ ที่มีแต่คนเตือนว่ายังเด็กไปเดี๋ยวเป็นโน่นนี่นั่น ตอนนี้ปูนปั้นกับปั้นแป้งผ่านทริปสั้นยาว ทั้งในและต่างประเทศเกินร้อยทริป เราหิ้วพี่ปูนปั้นเป็นแบ็คแพ็คเกอร์ 3 คน พ่อแม่ลูกไปรัสเซียกันตั้งแต่เขาขวบครึ่ง เสียงคนรอบข้างบอกอย่าไปเลย พูดภาษาเขาก็ไม่ได้ เขาก็พูดอังกฤษก็ไม่ค่อยได้ แต่เราก็ไปและกลับมาเขียนพ็อคเก็ตบุ๊คขายได้ 1 เล่ม เป็นความทรงจำอันงดงาม ปั้นแป้งเองไปเป็นแบ็คแพ็คเกอร์ต่างประเทศครั้งแรกก็ในวัย 2 ขวบกว่า

ผมเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ได้อ่านเจอมาว่าการเดินทางทำให้ลูกได้เรียนรู้ จริงๆ ก็ไม่ใช่แค่ลูกแต่ตัวเราเองด้วย ทุกการเดินทางเด็กได้เรียนรู้ ได้ปรับตัว ได้รู้จักการวางแผน และอะไรอีกมากมาย แต่ถ้าจะให้ดี เราตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ในแต่ละทริปก็สนุกและได้ประโยชน์ไม่น้อย

6 ข้อดีที่ผมได้เรียนรู้ จากประสบการณ์ พาลูกท่องเที่ยว

1. เรียนรู้กีฬาและการละเล่นของเด็กชายไทย

ตอนปูนปั้นประมาณ 4 ขวบ เราพาปูนปั้นและปั้นแป้งไป เที่ยวงาน Thailand International Kites Festival ที่ชะอำ เพื่อให้ลูกได้เห็นว่าวใหญ่ๆ แปลกตา การแข่งขันของจุฬากับปักเป้า เพื่อให้เขารักการละเล่นกลางแจ้งมากกว่าที่จะมานั่งหน้าจอ ตอนที่ได้เห็นรอยยิ้มลูกที่เอาว่าวตัวเองขึ้นฟ้ามันเป็นช่วงเวลาที่สวยงามทีเดียว

แต่สิ่งที่ได้เพิ่มมาจากทริปนั้น คือ ในตอนหัวค่ำเราขับออกมาจากโรงแรมเพื่อกลับไปดูว่าวยักษ์สารพัดรูปแบบขึ้นสู่ท้องฟ้า และรอชมคอนเสิร์ตที่หาดชะอำอีกครั้ง ความต่างจากการเที่ยวทะเลก่อนหน้านี้นับสิบครั้งก็คือ ปูนปั้นเดินย่ำลงไปเล่นทราย ให้คลื่นซัด ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชุดว่ายน้ำ ตอนนั้นผมเริ่มลุ้นว่า เดี๋ยวพอชุดเปียก จะขอกลับโรงแรม ไม่ยอมรอดูคอนเสิร์ตมั้ย เพราะตั้งแต่เด็กเสื้อผ้าเปียกชื้นนิดหน่อยก็ขอเปลี่ยน ผมมองลูกกอบทรายใส่มือไปโยนเล่นในทะเล ทำหลายรอบ วิ่งไปมาดูสนุกสนาน แล้วจู่ๆ ปูนปั้นก็นั่งลงแช่น้ำ นั่งแช่สักพัก ก็นอนลงไปแช่ในน้ำทะเลซะงั้น

ผมแปลกใจขนาดต้องแอบถ่ายรูปแล้วส่งเข้า line หม่ามี้ (ที่นั่งฟังเพลงกับปั้นแป้งที่หน้าเวที) หม่ามี้บอกว่า ‘มองจากหน้าเวทีมาที่ชายหาดยังนึกในใจ – เด็กที่วิ่งในน้ำนั่นลูกฉันจริงๆ หรือนี่’ ปูนปั้น ไม่ชอบอะไรที่เฉอะแฉะซึ่งเจ้าระบบ sensory (ประสาทสัมผัส) มันมีความสัมพันธ์กับบุคลิกภาพบางอย่าง ตอนนี้ปูนปั้นข้ามผ่านมันมาได้แล้ว

2. เรียนรู้วิถีชาวนา กินง่ายอยู่ง่าย การช่วยเหลือตัวเอง

เราพาไปที่ เบิกบานบุรี เพื่อไปปลูกข้าว เราเคยพาไปปลูกข้าวมาหลายที่หลายครั้ง แต่ครั้งนี้เราจะไปนอนค้างข้างที่นาที่จะปลูกข้าว ที่นั่นไม่มีจอทีวีให้ดู ห้องนอนไม่มีแอร์แต่เย็นสบาย เราบอกลูกก่อนไปว่า ทริปนี้ต้องล้างจานเอง ทำอาหารเอง หรือบางทริปก็ไปเพื่อเรียนรู้วิถีธรรมะ การอยู่กับตัวเอง โดยมีครอบครัวเด็กวัยเดียวกันหลายๆ ครอบครัวมาอยู่ช่วงปิดเทอม เด็กๆ ก็จะต้องช่วยวางแผนทำอาหาร จ่ายกับข้าว และ กลับมาทำกับข้าวหาอาหารกินกันเอง ซึ่งการกลับมาจากทริป ลูกก็กลับมาทำสิ่งเหล่านั้นที่บ้านด้วย

บทความแนะนำ พาลูกเที่ยว ฟาร์ม 5 ห้องเรียนธรรมชาติของเจ้าตัวเล็ก เข้าชมฟรี!!

3. เรียนรู้ความอดทน เอาชนะใจตัวเอง

เราเคยเล่าเรื่องเดินป่า ชมธรรมชาติ ซึ่งทริปเหล่านี้นอกจากสนุก เราบอกเขาไว้ว่ามันจะเหนื่อยแต่สนุก ลูกต้องรู้จักการมองหาความงามข้างทาง และประโยคที่เราสอนลูกเสมอเวลาไปเที่ยวธรรมชาติคือ อยากเห็นความงามหนูต้องเดินทางออกไปหาเอง

รักสัตว์

4. รักสัตว์ รักธรรมชาติ

หลายๆ ครั้งที่เราพาไปสวนสัตว์เราตั้งเป้าไว้ว่าจะไม่แค่ไปเดินชม เขาจะต้องได้สัมผัส เขาจะได้เรียนรู้ว่าสัตว์ไหน เข้าใกล้ได้ ไม่ได้ ธรรมชาติแตกต่างอย่างไร และเราได้เห็นธรรมชาติของปูนปั้นที่ชอบสัตว์ทุกชนิดในโลกมีโอกาสเขาจะขอสัมผัส ทั้ง เสือ สิงโต ช้าง จระเข้ พี่ปูนปั้นจับมาหมดแล้ว ต่างกับเด็กหญิงตัวน้อยที่ค่อยๆ ปรับตัว จนตอนนี้ได้เห็นเธอเข้าไปแตะสัตว์บางตัวด้วยความตื่นเต้นและก็กลับมาโม้ด้วยความภูมิใจ

5. ทดลองความกล้า และเรียนรู้ความปลอดภัยในการเล่น

ครั้งที่เราพาไปสวนน้ำที่ ภูเก็ต จะมีเครื่องเล่นที่น่าตื่นเต้นอยู่มาก ในตอนนั้นปูนปั้นเพิ่งโตในระดับที่พิ่งผ่านเส้นความสูงต่ำสุดที่สามารถเล่นได้ในหลายๆ อย่าง นั่นแปลว่าเขาจะต้องเอาชนะความกลัวในจิตใจ และต้องเรียนรู้ว่าอะไรปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งทริปนั้นลูกทำให้เราแปลกใจ เพราะเล่นในหลายๆ เครื่องเล่นที่ผู้ใหญ่ยังไม่กล้า นั่นก็ทำให้เขามีโอกาสได้ทดลองอะไรสนุกๆ มากขึ้นในทริปต่อๆ มา

6. วัฒนธรรมที่แตกต่างและรู้จักสื่อสารช่วยเหลือตัวเอง

ทริปต่างประเทศนอกจากจะได้เห็นความแตกต่างกับประเทศไทยด้านเทคโนโลยีแล้ว เรามักให้เขารู้จักวัฒนธรรมความเป็นอยู่ต่างๆ ที่แตกต่างกัน เราจะทำการบ้าน เล่าให้ลูกฟังก่อนไป และเมื่อไปถึงเราจะชี้ให้เขาเห็นหรือถามเขาว่าเห็นอะไรมั้ย การเรียนรู้เหล่านี้มีประโยชน์ในการเติบโตในสังคมที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นเรามักจะตั้งโจทย์ให้ว่า ทริปนี้หนูต้องสั่งอาหารเอง ทริปนี้หนูต้องไปซื้อของเอง เป็นต้น เขาจะได้หัดใช้ภาษาอังกฤษในสภาพแวดล้อมจริง เป็นการเอาชนะความกลัวในใจตัวเอง

ที่เล่ามาเป็นแค่ตัวอย่างเพราะเราตั้งเป้าหมายกับทุกทริปว่าลูกจะได้เรียนรู้อะไร เรารู้ว่าการเดินทางทำให้ลูกได้เรียนรู้ แต่เราต้องเปิดช่องให้เขาเรียนรู้ด้วย หากไปเที่ยวแต่ให้ทุกอย่างสบายเหมือนอยู่บ้าน หรือ สบายกว่าอยู่บ้าน เช่น นอนโรงแรม ว่ายสระน้ำ กินภัตตาคาร  กลับมาดูโชว์ การท่องเที่ยวแบบนั้นก็ได้ประโยชน์แต่เสียดายโอกาสที่จะเรียนรู้ อย่าให้การท่องเที่ยวเป็นแค่ การเปลี่ยนที่นอน และเปลี่ยววิวเลย … อ่านจบแล้วเก็บกระเป๋ากันเลยฮะ


>>แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่เฟซบุ๊ค

หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง นะครับ<<

ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก
ปูนปั้น ปั้นแป้ง พ่อเอก เพจหมุนรอบลูก

บทความน่าสนใจอื่นๆ

เลี้ยงลูกให้มีความสุข รอยยิ้มลูก คือกระจกส่องเรา

แชร์เทคนิค”สอนลูกให้รู้จักรับผิดชอบ”ตั้งแต่เด็ก

“ลูกทำผิด” เทคนิคสอนลูก แบบไม่ต้อง “ทำโทษ”

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์

โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ ปลูกฝังคุณสมบัติของผู้นำ สร้างผู้นำที่ดีในอนาคต

เชิญชวนคุณพ่อคุณแม่รู้จักกับ โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ โรงเรียนนานาชาติที่มีความโดดเด่นทั้งในด้านหลักสูตรหลักสูตร      การสอนจากประเทศอังกฤษ ความเชี่ยวชาญของครูอาจารย์ และการเตรียมความพร้อมเด็กให้ก้าวไปสู่การเป็นผู้นำที่ดีในอนาคต      เปิดสอนตั้งแต่ระดับเนอร์สเซอรี่ถึง Year 13  โดยมีผู้ปกครองไว้วางใจพาบุตรหลานมาเรียนกันมากมาย ด้วยคอนเซ้ปต์ผสานการเรียนรู้จากตะวันตกร่วมกับตะวันออก (East meets West)ได้อย่างลงตัว ส่งผลต่อการพัฒนาเด็กให้เติบโตอย่างมีศักยภาพสูงสุด

ความรู้สึกของผู้ปกครอง โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ (กรุงเทพ)

โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์

คุณดุลยภัทร์ หมัดปัญญา – ผู้ปกครองน้องนะดีย์ และน้องอินอาม

Concept East meets West ดีมากค่ะ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ตัดสินใจเลือกโรงเรียนนี้ เพราะเราอยู่ในสังคมไทย เด็กๆ น่าจะมีโอกาส ที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรม ประเพณีไทยบ้าง ควบคู่กับ การเรียนการสอนที่อยู่ในระดับนานาชาติมีความคิดแบบทางตะวันตก แต่ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็นเด็กไทยเอาไว้  สังคมที่นี่จะเล็กๆ แต่อบอุ่น ผู้ปกครองส่วนใหญ่มาส่ง ลูก-หลาน เราก็จะเจอหน้ากัน มีการทักทายกัน เราสามารถพูดคุยกับคุณครูประจำชั้นได้โดยตรง  น้องๆ มาเรียนที่นี่ก็พัฒนาไปในทางที่ดีนะคะ เวลาอยู่บ้านเรายังดูเค้าเป็นเด็กเล็กๆ อ้อนคุณพ่อคุณแม่อยู่ แต่พอมาที่โรงเรียนเค้าเป็นอีกคนเลย คือดูโตขึ้นและรู้ว่าจะต้องทำอะไรได้ไม่ได้ รู้กฎระเบียบ อีกอย่างมีความมั่นใจที่จะทดลองทำสิ่งใหม่ๆ คุณแม่คิดว่าที่เซนต์สตีเฟ่นส์สามารถให้ระบบการศึกษาที่ทำให้น้องๆ รู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข แต่ขณะเดียวกันยังมีความสามารถในการแข่งขัน ในสังคมปัจจุบันได้

โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์

คุณพนิตาและวุฒิไกร กุลสิริสวัสดิ์ผู้ปกครองน้องอชิ และ น้องอลิซ

เราส่งลูกมาเรียนไม่ใช่แค่ในแง่วิชาการ เราอยากให้เค้าโตทั้งสองด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านของวิชาการและด้านของอารมณ์และความคิด ที่นี่เค้ามีกิจกรรมนอกหลักสูตร เช่น กีฬา ดนตรี ศิลปะ ทำให้เค้าเติบโตไปอย่างสมดุลทั้งสองทางทั้งวิชาการและกิจกรรม  ที่สำคัญคือขนาดของโรงเรียนฯ ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ทำให้เรารู้จักผู้ปกครองคนอื่น รู้จักเด็ก  รู้จักบุคลากร ดูเป็นกันเอง และขนาดก็ใหญ่พอที่เด็กจะเติบโต ก็เลยเลือกโรงเรียนนี้ และชอบโรงเรียนนี้ที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม รู้สึกว่าโรงเรียนเค้าใส่ใจดี ส่วนปรัชญาของโรงเรียน East meets West คุณแม่ก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้โรงเรียนนี้แตกต่างจากที่อื่น เราชอบมาก ทำให้การตัดสินใจเลือกโรงเรียนนี้ง่ายมาก  เพราะเราอยากหาโรงเรียนฯ ที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็ยังอยู่ในวัฒนธรรมของคนไทย มีประเพณีของคนไทยที่เค้ายังเรียนรู้ไปด้วย  อีกประเด็นที่เราเลือกเซนต์สตีเฟ่นส์ เพราะ เราคิดว่าภาษาจีนเป็นเรื่องค่อนข้างสำคัญ และในอนาคตภาษาจีนจะเป็นภาษาที่สำคัญอีกภาษาหนึ่งและโรงเรียนนี้ก็มีการสอนภาษาจีนด้วย

โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์

คุณอุไรวรรณ เมธาขจรกุลผู้ปกครองน้องเจสซี่

คุณแม่ประทับใจตั้งแต่พาน้องเข้ามาชมโรงเรียนเลย ในเรื่องของคุณครูและผู้ช่วยครู ทุกคนดูแลได้ดีมากด้วยจำนวนนักเรียนที่ไม่มากจนเกินไปต่อห้อง การดูแลค่อนค้างจะทั่วถึง เวลาน้องมีปัญหาอะไรคุณแม่จะได้รับอีเมลล์ตลอด หรือว่าเวลาที่น้องไม่แข็งตรงจุดไหนในเรื่องของการเรียน คุณครูก็จะย้ำมาตลอดให้คุณแม่ช่วยดูในเรื่องนั้นด้วย เหมือนช่วยๆกันเพื่อผลักดันเค้า  แต่เรื่องที่ประทับใจของคุณแม่ คือ  น้องเจสซี่มีปัญหาทางด้านสายตา ต้องใส่แว่นค่อนข้างหนา ทีนี้คุณแม่ก็เป็นกังวลว่าเวลามาโรงเรียนน้องจะต้องใส่แว่นขณะเวลาเรียน จะทำให้ถูกเพื่อนล้อไหม เพราะว่าถ้าเค้ารู้สึกว่าไม่สบายใจ จะมีผลต่อการเรียนคือไม่อยากมา แต่คุณครูบอกว่า จะทำให้เจสซี่ไม่รู้สึกอะไรและจะไม่มีเพื่อนคนไหนกล้าล้อเค้าแน่นอน พอหลังจากอีกวันที่เอาแว่นมาให้ รุ่งขึ้นน้องมาบอกว่า คุณครูในห้อง เพื่อนๆ ในห้องใส่แว่นเหมือนหนูกันทั้งห้องเลย มีคนบอกว่าหนูใส่แว่นแล้วสวย เค้าก็เลยเกิดความมั่นใจ คุณแม่ก็เลยเกิดความประทับใจ มันอาจเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่คุณแม่รู้สึกว่าสิ่งนี้คือความใส่ใจที่ยิ่งใหญ่ของคุณครูที่นี่  และด้วยความที่ว่าเป็นลูกสาวด้วย ก็ไม่สามารถส่งน้องไปได้ไกล ไปเรียนต่างประเทศได้ตั้งแต่เด็ก เราก็อยากจะดูแลเค้า ก็เลยคิดว่าตรงจุดนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี

โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์

คุณนวลพรรณ เมืองมณีคุณแม่น้องโทนี่ และ น้องทิกเกอร์

สิ่งแรกที่ชอบเลยคือชอบคำขวัญของโรงเรียนคือ East meets West เป็นเพราะว่าคุณแม่ไม่อยากจะให้เด็กๆ  มีความรู้สึกว่าเป็นฝรั่งมากเกินไป อยากจะให้มีความเป็นไทยอยู่ด้วย ตอนนั้นพยายามหาโรงเรียนฯ  ที่จะตอบโจทย์ตรงนี้ให้ได้แล้วก็พอดีมาเจอที่นี่  โรงเรียนก็ เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการเข้าแถวของเด็กๆ คือสิ่งที่คุณแม่ประทับใจมาก เพราะว่าผู้ปกครองทุกคนอยากจะมาดูลูก และ รร. มีการเข้าแถวและร้องเพลงชาติไทยตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญเลยที่คุณแม่เลือก เนื่องจากสถานที่ไม่ได้ใหญ่และไม่เล็กเกินไป มีจำนวนนักเรียนเหมาะสม คือจำนวนเด็กและครูในปริมาณที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นครูเลยดูแลเด็กได้อย่างใกล้ชิดและในเรื่องของบุคคลากรทุกคนให้ความสำคัญต่อผู้ปกครองทุกคน คือยอมรับฟังปัญหาของผู้ปกครองค่ะ คุณแม่รู้สึกประทับใจมากที่ไปคุยกับคุณครูที่ปรึกษาแล้วคุณครูอธิบายให้เราเข้าใจว่าลูกควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรในการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย จนในที่สุด Tigger ก็สอบติดสาขาแพทยศาสตรบัณฑิต (The Joint Medical Programme SWU and the University of Nottingham, UK)

โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์

คุณทัตตระวัน รามนัฎคุณแม่น้องปัน ปัน และน้องเป๊ป

เหตุผลแรกที่เลือกเซนต์สตีเฟ่นส์ คือต้องการให้ลูกๆ ได้รับความรู้ตามระบบอังกฤษแต่ยังคงรักษาวัฒนธรรมไทย  ที่สำคัญไม่ลืมความเป็นไทย นอกจากนี้ที่เซนต์สตีเฟ่นส์ ยังได้เตรียมให้เด็กเรียนรู้การใช้ชีวิตเมื่อต้องห่างจากบ้านและฝึกความเป็นผู้นำโดยใช้ความรู้จากวิชาที่ได้เรียนมาเช่น การทำอาหาร การทำงบประมาณและการเตรียมพร้อมเพื่อใช้ชีวิตในต่างประเทศ ในฐานะที่ปันปันเป็นหัวหน้านักเรียนจึงมีโอกาสได้ฝึกทักษะความเป็นผู้นำ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตและได้พัฒนาความมั่นใจพร้อมที่จะเรียนรู้ต่อไป ปัจจุบันปันปัน สอบเข้าเรียนสาขา Fashion Marketing ที่ London College of Fashion , University of the Arts London (UAL)ประเทศอังกฤษ  นอกจากนี้คุณแม่ยังประทับใจในเรื่องที่โรงเรียนสอนให้เด็กรู้จักมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม สอนให้เป็นผู้ให้และตอบแทนคืนสู่สังคม ไม่ใช่เพียงแต่บริจาคเงินเท่านั้น  แต่ต้องอุทิศเวลาเพื่อช่วยเหลือสังคมด้วยเช่น การปลูกผักเพื่อผู้ไร้ที่อยู่อาศัยและสอนหนังสือทำกิจกรรมกับนักเรียนในพื้นที่ทุรกันดารในบริเวณเขาใหญ่ เป็นต้น นอกจากนี้นักเรียนทุกคนยังมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันระหว่างครู เด็กๆ เองก็ได้รับความช่วยเหลือแบบรายบุคคลจริงๆ ซึ่งทำให้ รู้สึกมีความสุขเวลามาโรงเรียนฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลามีปัญหาอะไรสามารถเข้าไปคุยได้ทันทีทั้งกับฝ่ายจัดการ คุณครูต่างๆ หรือแม้กระทั่งครูใหญ่ ซึ่งพร้อมพูดคุยและแก้ปัญหาให้กับเราตลอดเวลา

โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์

Quality Kids ควอลิตี้ คิดส์

สร้างความพร้อมให้ลูก เพิ่มทักษะชีวิต ให้เด็กครบทุกความฉลาด ที่สถาบัน “Quality Kids ควอลิตี้ คิดส์”

ในสังคมปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันสูง เราในฐานะพ่อแม่เชื่อว่าทุกคนก็อยากให้ลูกนั้น ฉลาด เก่งรอบด้าน มีอนาคตที่ดี แต่อาจจะลืมไปว่า ความสำคัญของวัยเด็ก คือ การสร้างความทรงจำที่ดีในเรื่องการเรียนรู้ให้กับเด็ก มากกว่าการยัดเยียดหลักสูตรที่เด็กนั้นไม่ต้องการ เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นจะจดจำสิ่งที่เรียนรู้มาเพื่อนำมาใช้ในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมทักษะชีวิตรอบด้านให้เด็ก ๆ เรามาเริ่มต้นกันที่ Quality Kids ควอลิตี้ คิดส์ สถาบันเสริมทักษะชีวิตเด็ก ให้คิดเป็นเก่งรอบด้านกันค่ะ

Quality Kids ควอลิตี้ คิดส์

Quality Kids ควอลิตี้ คิดส์ คือใคร ?

เพราะการเรียนรู้ของเด็ก ไม่ได้เริ่มที่ห้องเรียนเสมอไป เด็กจะเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ คือ การที่เด็กนั้นเรียนรู้ผ่าน การเล่นอย่างมีความสุข ที่ Quality kids ควอลิตี้ คิดส์คือสถาบันเสริมทักษะชีวิตเด็ก  สำหรับเด็กอายุ 1.5-12 ปี  ทางสถาบันมุ่งเน้นให้เด็กได้เพิ่มทักษะชีวิต คิดเป็นระบบ และครบทุกความฉลาด

การเรียนผ่านการเล่นนั้นส่งผลให้เด็กเข้าใจ Concept การสอนได้รวดเร็ว สร้างการจดจำที่ดี เด็กที่เรียนรู้ระบบ A.N.T  (Advanced Neurological Teaching) ตั้งแต่วัยเด็กเล็ก เด็กจะมีพัฒนาการของวงจรสมองที่เข้มแข็ง  ก่อให้เกิดความคิดหลากหลาย มีเหตุผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ คิดเป็นภาพ มีวิจารณญาณ สามารถเชื่อมโยงบทเรียนเข้ากับ โลกความเป็นจริงได้ ดังนั้นได้เรียนแล้วจะส่งผลลัพธ์ให้เด็กมีพัฒนาการ 4 ด้านที่สำคัญกับการใช้ชีวิต ดังนี้

  1. สมาธิดี เมื่อเด็กได้จดจ่อกับกิจกรรมที่ทำ กิจกรรมนั้นจะส่งผลให้ลูกมีพัฒนาการด้านสมาธิที่ดี
  2. คิดไว การเรียนรู้ผ่านเกมกิจกรรมที่ให้ลูกได้ลงมือทำเอง จะช่วยฝึกการทำงานของสมองทุกส่วนให้เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ คิดเป็นระบบมากขึ้น
  3. มีความสุข ความสุขเกิดจากการเล่นที่ประสบความสำเร็จ เมื่อทำได้และทำสำเร็จความสุขจะต่อยอดให้ลูกสามารถทำงานที่ยากขึ้นในอนาคต ได้ดี
  4. ศรัทธาในตัวเอง สร้างให้เด็กมีความภูมิใจในตนเอง จะส่งผลในเด็กกล้าที่จะก้าวต่อไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

ที่สถาบัน Quality Kids จะมีการวางแนวคิดในการเริ่มต้นการเรียนให้กับเด็กๆ ที่เข้าใจง่าย ไม่น่าเบื่อ เด็กๆ ก็จะได้พัฒนาความฉลาดกันอย่างเต็มที่ โดยผ่านกิจกรรมการเล่นเกม และของเล่นจากทั่วโลก ซึ่งมีคุณครูผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำกับเด็กๆ อย่างเป็นกันเอง คุณครูจะสอนวิธีการคิดแบบเป็นระบบ ซึ่งเด็กๆ ทุกคนสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากคุณครูไปพัฒนาต่อยอดในด้านต่างๆ ที่เด็กมีความสนใจ อยากที่จะทำในอนาคต

Quality Kids ควอลิตี้ คิดส์

Quality kids ควอลิตี้ คิดส์ สอนอะไรกับเด็ก และแต่ละช่วงอายุเรียนอะไรบ้าง?

อย่างที่บอกไปค่ะว่าที่ควอลิตี้ คิดส์ ต้องการที่จะฝึกพัฒนาให้กับเด็กทุกคนที่มาเรียนที่สถาบัน ดังนั้นหลักสูตรช่วงอายุที่สอนจึงเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนถึงวัยเรียน เพื่อช่วยสร้างพื้นฐานกับให้เด็ก ได้มีความเก่งด้านทักษะชีวิต และความฉลาดรอบด้าน จึงได้แบ่งรูปแบบการเรียนให้กับเด็ก ที่ขอบอกว่าตอบโจทย์ในทุกช่วงพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กๆ อย่างมากค่ะ

Toddler (อายุ 1.5-3 ปี) ช่วงเพิ่มทักษะชีวิต

ทักษะการสื่อสารผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เด็กในวัยนี้ ยังปรารถนาการดูแลอย่างใกล้ชิดจากพ่อแม่อยู่ ในขณะเดียวกันพ่อแม่ควรส่งเสริมให้เด็ก ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวเพื่อสร้าง ทักษะชีวิตทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ให้พร้อม

Quality kids ได้คิดค้นหลักสูตรเรียนรู้ร่วมกันกับผู้ปกครอง เพื่อให้นำเคล็ดลับในห้องเรียน ไปสอนลูกต่อที่บ้าน

หลักสูตรนี้มุ่งเน้นให้เด็กเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อกระตุ้นปลายประสาทการรับรู้และฝึกพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก มือ ตา สัมพันธ์ เพื่อเตรียมความพร้อมทุกอย่างก่อนเข้าสู่ การสอนในทักษะขั้นต่อไป

Quality Kids ควอลิตี้ คิดส์

Kinder (อายุ 3-5ปี) ช่วงคิดเป็นระบบ

สอนเรื่องการสังเกต สำรวจ จัดแบ่งแยกหมวดหมู่หลักสูตรสำหรับเด็กวัยนี้ Quality kids นำเกมการศึกษาที่เหมาะสมกับพัฒนาตามวัยของเด็กมาเป็นสื่อ และใช้เทคนิคการสอนในระบบ A.N.T (Advanced Neurological Teaching) มากระตุ้นการทำงานของสมองเด็กให้เกิดการเรียนรู้ ทั้งการสังเกต การแยกแยะหมวดหมู่ ทักษะการจัดลำดับความคิดอย่างเป็นขั้นตอน เมื่อสมองเด็กได้ฝึกทักษะเหล่านี้จนเกิดเป็นความชำนาญ สมองจะสามารถ เชื่อมโยงข้อมูลได้ อย่างมีเหตุผล คิดวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และมีการสื่อสารที่ดี

Primary (อายุ 6-12 ปี) ช่วงครบทุกความฉลาด

สอนเรื่องการวิเคราะห์ ให้เด็กมีวิจารณญาณไตรตรองปัญหาเฉพาะหน้า วัยพร้อมก้าวสู่โลกกว้าง เด็กวัยนี้ชอบความท้าทาย มีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง มีเพื่อนเพิ่มขึ้น มีสังคม สิ่งที่ผู้ปกครองส่วนมากกังวล คือ การเอาตัวรอดในสังคม

หลักสูตรสำหรับเด็กวัยนี้ Quality kids มุ่งเน้นเกมกลยุทธ์มาเป็นสื่อในการเรียนรู้ เพื่อฝึกทักษะการวางแผน การแก้ปัญหา การวิเคราะห์สถานการ์ของตนเองและเพื่อน ให้ตนเองเป็นผู้แพ้และผู้ชนะตามความเหมาะสมของสถานการณ์ต่าง ๆ สามารถจัดการอารมณ์ตนเอง และดึงองค์ความรู้จากห้องเรียนมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้

Quality Kids ควอลิตี้ คิดส์

สถาบัน Quality kids เป็นอีก 1 ทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ปกครองรุ่นใหม่ ที่มองเห็นความสำคัญการเรียนรู้ของลูก  โดยที่ไม่กดดันยัดเยียดหลักสูตรวิชาการกับลูกมากจนเกินไป ที่สถาบันเชื่อว่าการเรียนรู้ผ่านการเล่นที่สนุก จะช่วยสร้างการจดจำที่ดีให้กับเด็ก ๆ ความรู้ที่ได้จากสถาบันเสริมทักษะเด็ก Quality Kids จะช่วยต่อยอดการ เรียนรู้ในห้องเรียน ให้เก่ง และมีประสิทธิมากขึ้นได้ด้วยนะคะ

คุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกมีก้าวแรกในการใช้ชีวิตที่แข็งแรง ประสบความสำเร็จในอนาคต อย่ารอช้าที่จะส่งเสริม “เพิ่ม ทักษะชีวิต คิดเป็นระบบ ครบทุกความฉลาด” ให้ลูกน้อยกันที่ “สถาบันเสริมทักษะชีวิตเด็ก Quality Kids ควอลิตี้ คิดส์”

สำหรับครอบครัวที่สนใจอยากให้ลูกน้อยได้มาเรียนรู้กันที่สถาบันควอลิตี้ คิดส์  หรือหากทางคุณพ่อคุณแม่มีคำถามที่อยากทราบเพิ่มเติมก็สามารถส่งมาได้ที่ Inbox FB : QualityKids คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่พลาดพาลูกๆ มาเรียนเพิ่มทักษะชีวิตกันที่ สถาบันเสริมทักษะชีวิตเด็ก Quality Kids ทั้ง 15 สาขาใกล้บ้านกัน นะคะ สามารถลงทะเบียนทดสอบวัดระดับทักษะการคิด ฟรี!! คลิก http://bit.ly/K4_QualityKids_Register 

Quality Kids ควอลิตี้ คิดส์

สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด 2563

สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด 2563 สีไหนดี? เสริมดวงสุดปัง เงินเข้าไม่ขาดมือ

เปิดลิสต์!! สีกระเป๋าตังตามวันเกิด หากเลือกใช้ สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด 2563 ที่ดีถูกโฉลก ก็จะช่วยเรียกโชคลาภ ดูดเงินดูทองให้ได้ ว่าแต่..เกิดวันไหนต้องใช้ สีกระเป๋าตามวันเกิด 2020 สีอะไรถึงจะดี ไปดูกันเลย

เปิดลิสต์ สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด
อยากรวยตลอดปี..ต้องใช้สีนี้!!

เชื่อกันว่า “ดวง” เป็นเรื่องไม่เข้าใครออกใคร แต่เรื่อง “เงิน” ก็เช่นกัน การเลือกใช้กระเป๋าสตางค์เพื่อเก็บเงินเก็บทอง เป็นอีกหนึ่งความเชื่อของคนไทย ส่วนมากมักจะเปลี่ยนหรือซื้อกระเป๋ากันในช่วงปีใหม่ นั่นก็เพื่อเป็นฤกษ์ดีช่วยเรียกทรัพย์ ดูดเงินดูดทองไว้ได้ตลอดทั้งปี ซึ่งความเชื่อส่วนหนึ่งในเรื่องการเงินที่มีปัญหาติด ๆ ขัด ๆ มักมีรายจ่ายมักกว่ารายรับ นั่นอาจเป็นเพราะการใช้กระเป๋าสตางค์ไม่ถูกโฉลกกับวันเกิดก็ได้

อย่างไรก็ตามเรื่องสีมงคลที่ถูกโฉลกส่วนใหญ่ก็จะดูจากวันเกิด เพราะตามความเชื่อทางโหราศาสตร์แล้ว สีเป็นสัญลักษณ์ประจำวันมาตั้งแต่โบราณ มีการนำหลักเกณฑ์มหาทักษาที่ใช้ในการตั้งชื่อมาผสมผสานในการเลือกสีมงคลประจำวัน ดังนั้นเพื่อส่งเสริมด้านโชคลาภ เสน่ห์และความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิต การเลือกใช้ สีกระเป๋าตังตามวันเกิด ที่ดีมีลักษณะถูกโฉลก ก็จะสามารถช่วยเรียกทรัพย์ เสริมดวงให้กับผู้ใช้ได้

Must read : ใช้แล้วเฮงแน่! สีกระเป๋าตามวันเกิด ช่วยเสริมดวง รับทรัพย์ตลอดปี

เคล็ดลับการเลือก สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด 2563 

ทั้งนี้นอกจากความเชื่อของคนไทยที่มีต่อกระเป๋าสตางค์เสริมดวงแล้ว ก็ยังมีแนวคิดของคนญี่ปุ่น เรื่อง “กระเป๋าสตางค์คือบ้านของเงินทอง” อีกด้วย ซึ่งเรียกได้ว่าแนวคิดนี้ก็คงไม่เกินจริงไปสักเท่าไหร่ เพราะกระเป๋าสตางค์คือที่เก็บเงินติดตัวของเรา และกระเป๋าสตางค์ที่ดีนอกจากใช้เก็บเงินหรือบัตรต่างๆ ตามหน้าที่แล้ว ก็น่าจะช่วยเก็บรักษา “โชคด้านเงินทอง” ให้กับผู้ใช้ได้ด้วยเช่นกัน …แต่ “กระเป๋าสตางค์ที่ตายแล้ว” (死んでる財布) ซึ่งหมายถึงกระเป๋าสตางค์ที่เต็มไปด้วยขยะหรือสิ่งที่สมควรทิ้งเก็บอยู่มากมาย อากาศภายในกระเป๋าไม่ถ่ายเท นั่นก็อาจทำให้กระเป๋าสตางค์นั้น “เก็บเงินไว้ไม่อยู่” ได้เช่นกัน

ซึ่งก่อนที่จะไปดูว่า สีกระเป๋าตังตามวันเกิด สีไหนจะดี ตามมาดูกระเป๋าสตางค์ที่เข้าข่ายว่า ตายแล้ว กันก่อนดีกว่าค่ะ ว่าจะเป็นแบบไหนกัน

สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด 2563

แบบสำรวจ “กระเป๋าสตางค์ที่ตายแล้ว”

  • กระเป๋าสตางค์แบบพับ หรือพับธนบัตรม้วนเก็บไว้ในกระเป๋าใส่เศษสตางค์
  • เลือกมาแบบมั่วๆ จากของแถมในนิตยสาร
  • กระเป๋าสตางค์ที่ใช้ติดต่อกันมาเกิน 5 ปี
  • มีส่วนที่พัง เสียรูปทรง มีรอยขาด หรือสกปรก
  • ในกระเป๋าสตางค์มีแต่ใบเสร็จรับเงิน หรือบัตรสะสมแต้มที่ไม่ใช้แล้ว
  • พอหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาต่อหน้าแคชเชียร์หรือคนอื่นแล้วรู้สึกอาย

ซึ่งหากคุณมีกระเป๋าสตางค์ลักษณะเช่นนี้มากกว่า 5 ข้อขึ้นไป ก็แสดงว่ากระเป๋าสตางค์ใบนั้นเป็นกระเป๋าที่ตายแล้ว สมควรซื้อใบใหม่มาเปลี่ยนค่ะ แต่หากมีประมาณ 3 ข้อ แสดงว่ากระเป๋าสตางค์ของคุณก็ใกล้จะไปแล้วเช่นกัน อาจได้เวลาพิจารณาเตรียมตัวเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ด้วยนะคะ

ส่วนกระเป๋าสตางค์ในอุดมคติที่ดีนั้นจะมีลักษณะ เป็นกระเป๋าสตางค์แบบยาว หรือมีซิปรอบ ใหม่และสะอาด มีการเรียงหน้าธนบัตร และควรจัดระเบียบภายในกระเป๋าให้ดี

ดูโพย >> สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด 2563
อยากรวยตลอดปี..ต้องใช้สีนี้!! คลิกหน้า 2

สีกระเป๋าตังตามวันเกิด


ขอขอบคุณข้อมูล : anngle

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

นิทานคุณธรรมสำหรับเด็ก

โหลดฟรี! 12 นิทานคุณธรรมสำหรับเด็ก บ่มเพาะ “ความดี” ในใจลูก

ประโยชน์ของการอ่านนิทานให้ลูกฟังมีแต่ได้กับได้ค่ะ สามารถช่วยพัฒนาการขั้นพื้นฐานของเด็กได้ ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสต่าง ๆ เช่น หู ตา สมอง ตลอดจนช่วยปรับพฤติกรรมจากคำสอนใน นิทานคุณธรรมสำหรับเด็ก ก็เช่นกัน การอ่านนิทานประเภทนี้ก็จะช่วยสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรมพื้นฐานอันจะนำไปสู่การพัฒนาทางด้านความคิด จิตใจ และพฤติกรรมของลูกตั้งแต่ยังเล็ก

วัยเด็กเป็นวัยที่มีจินตนาการสูง เด็ก ๆ ทุกคนชอบที่จะตั้งอกตั้งใจ มีสมาธิกับการฟังนิทานที่คุณพ่อคุณแม่เล่าให้ฟัง นิทานจึงถือเป็นสื่อที่ดีที่สุดสำหรับเด็กเล็ก มีหนังสือนิทานมากมายที่คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกหยิบอ่านให้เจ้าตัวเล็กได้ฟังกันทุกวันคะ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาก่อนนอนหรือช่วงเวลาว่าง ในขณะอ่านนิทานลองให้ลูกนั่งตัก หรือนั่งอยู่ใกล้ ๆ ลูกก็จะได้รับความอบอุ่นจากสัมผัส และสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างพ่อแม่ลูกที่ดีด้วย วันนี้ทีมแม่ ABK มีนิทานที่มีคติสอนใจ สอดแทรกคุณธรรมที่แตกต่างกัน เป็นแนวทางในการอบรมสั่งสอนปลูกฝังลูกตั้งแต่เล็ก มาให้คุณแม่มาอ่านให้ลูกฟังกันค่ะ

โหลดฟรี! 12 นิทานคุณธรรมสำหรับเด็ก ปลูกฝังลูก โตไปไม่โกง!

กระติกน้ำแห่งความดี
กระติกน้ำแห่งความดี

กระติกน้ำแห่งความดี………… คลิก!

นิทาน เด็กเอ๋ยเด็กดี
นิทาน เด็กเอ๋ยเด็กดี

เด็กเอ๋ยเด็กดี…………………….. คลิก!

นิทาน ของขวัญวันเกิดของแม่
ของขวัญวันเกิดของแม่

ของขวัญวันเกิดของแม่…………….คลิก!

โรงเรียนของครูช้าง
โรงเรียนของครูช้าง

โรงเรียนของครูช้าง……………คลิก!

นิทาน ความดี
นิทาน ความดี

ความดี…………………………..คลิก!

บ้านสวนและลูกนกในกอตะไคร้
บ้านสวนและลูกนกในกอตะไคร้

บ้านสวนและลูกนกในกอตะไคร้………คลิก!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 12 นิทานสอนใจวัยอนุบาล คลิกหน้า 2

เกม เด็ก 4 ขวบ

เกม เด็ก 4 ขวบ พ่อแม่ชวนเล่น “เกมอะไรดี” ให้ลูกห่างจอ

ในยุค 4.0 ที่เด็กจับต้องมือถือได้ง่ายเหลือเกิน ปัญหาของการ “ติดมือถือ” จึงเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พ่อแม่ควรดูแลและช่วยกันแก้ไข โดยเฉพาะในเด็กวัยเล็ก ลองมองหากิจกรรมช่วยเจ้าตัวน้อยให้เล็กให้ออกห่างจากหน้าจอกันค่ะ ทีมแม่ ABK ได้รวบรวมลิสต์ เกม เด็ก 4 ขวบ ที่พ่อแม่สามารถชวนลูกวัยนี้เล่นได้ มีอะไรบ้างนะ มาดูกันค่า

เด็กอายุ 4 ขวบกระตือรือร้นและมีพลังงานมาก การปล่อยให้ลูกอยู่แต่หน้าจอเล็ก ๆ มากเกินไปก็จะส่งผลเสียในหลายด้านทั้งสุขภาพ จิตใจ ความคิด และพฤติกรรม นี่คือเหตุผลที่ว่าคุณพ่อคุณแม่ควรมองหากิจกรรมและให้เวลาเจ้าตัวน้อย เพื่อช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้กับลูกได้มากขึ้น ซึ่งเด็กในช่วงวัยนี้สามารถทำกิจกรรมได้นานถึง 15 นาทีแล้วนะ มาชวนลูกเล่นอะไรดี

เกม เด็ก 4 ขวบ พ่อแม่ชวนเล่นเกมอะไรดีให้ลูกห่างจอ

#1 เกมเล่นซ่อนหา

เกม เด็ก 4 ขวบ

ตอนเป็นเด็กเบบี๋ก็ชอบเล่นจ๊ะเอ๋ มองวัตถุที่หายไปตรงหน้าและกลับมาเห็นชัด ชวนให้หัวเราะขบขันส่งยิ้มกันให้พ่อแม่ดีใจ เกม เด็ก 4 ขวบ อย่างการเล่นซ่อนแอบก็เป็นการเล่นที่ทำให้ลูกรู้สึกแบบเดียวกัน เพียงแต่ลูกโตพอที่จะหาวิธีซ่อนแอบ หรือเดินหากับคุณพ่อคุณแม่ได้แล้ว เกมนี้ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการในการมอง การใช้สมาธิ การเคลื่อนไหว และเป็นการเสริมความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัวด้วยแน่นอนค่ะ

#2 เกมซูโม่นิ้วโป้ง

เกมนี้เล่นไม่ยากค่ะ เพียงแค่จับมือกันแล้วยื่นนิ้วโป้งขึ้นมาจากนั้นใคสามารถกดนิ้วโป้งลงได้ก่อนก็ชนะไปเลย เกมนี้ช่วยฝึกไหวพริบให้กับเจ้าตัวเล็กและใช้พลังนิ้วอย่างเดียว มองเห็นคนชนะใส ๆ ว่าใครชนะอยู่แล้ว แต่เกมนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถผลัดยอมแพ้เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้จากการแพ้ชนะในเกม ถือได้ว่าเป็นเกมที่สร้างความสนุกให้ลูกวัยนี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียวค่ะ

#3 บอร์ดเกม

เกม เด็ก 4 ขวบ

บอร์ดเกมสำหรับเด็ก 4-6 ขวบ สามารถเล่นได้ อย่างเช่น เกมเศรษฐี เกมบันไดงู บิงโก ฯลฯ เกมเหล่านี้นอกจากจะทำให้เด็ก ๆ ได้รับความสนุกสนานแล้ว การเล่นบอร์ดเกมส์ยังได้ใช้ความคิด มีการวิเคราะห์ ได้สมาธิ แนะนำว่าควรมีบอร์ดเกมส์ติดบ้านไว้ซักเกมส์สองเกมส์ไว้ชวนลูกเล่นกันนะคะ

#4 เกมปิดตาวาดภาพ

วิธีเล่มเกมนี้คือให้เด็ก ๆ มองรูปจากต้นฉบับโดยจับเวลาในการมองไม่เกิน 3 นาที จากนั้นก็ให้ปิดตาแล้วก็วาดภาพลงในแผ่นกระดาษที่เตรียมไว้โดยให้ออกมาคล้ายกับต้นฉบับที่มองไว้มากที่สุด เกมนี้จะช่วยฝึกทักษะในการวาดภาพและการจดจำ ได้มีการใช้จินตนาการ เรียกว่าสนุกและได้พัฒนาการไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

#5 เกมโยนลูกบอลให้ลงตะกร้า

อุปกรณ์ภายในบ้านอย่างตะกร้าใส่เสื้อผ้ากับลูกบอลสี ๆ ของเจ้าตัวเล็กก็นำมาใช้เล่นกันได้ง่าย ๆ เลยค่ะ วิธีเล่นเกมนี้ก็แค่คุณพ่อคุณแม่บอกสีลูกบอลให้ลูกเลือกหยิบให้ถูก จากนั้นก็โยนเข้าตะกร้าโดยมีจุดโยนลูกบอลให้ห่างตัวลูกเล็กน้อย เพิ่มความสนุกและตื่นเต้นเข้าไปอีก เกมนี้เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้คำศัพท์ชุดสีจากลูกบอล แถมยังได้ฝึกทักษะด้านการเคลื่อนไหวอีกด้วยนะ

#6 เกมจ้องตาห้ามกะพริบ

เกมที่จะช่วยฝึกความอดทน ด้วยการแข่งกันจ้องตาห้ามกะพริบ ใครกะพริบทีหลังก็ถือว่าเป็นอันชนะไปเลยค่ะ ในระหว่างเกมก็สามารถทำหน้าตลก ๆ ยียวนแบบไม่กะพริบตาเพื่อให้อีกฝ่ายตลกขบขันจนแพ้ไปในที่สุดได้ ถือว่าเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครอบครัวและช่วยยังสร้างความสนุกสนาเพิ่มอารมณ์ดีให้กับลูกอีกด้วยค่ะ

#7 เกมโดมิโน่

เกม เด็ก 4 ขวบ

เกมนี้ช่วยสอนให้เด็ก ๆ รู้จักจำนวนตัวเลขไม่เกิน 6 หน่วย และมองสีที่เหมือนหรือแตกต่างกัน เป็นเกมที่เล่นง่าย ๆ ได้ความสนุก นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถนำตัวโดมิโน่มาประยุกต์เป็นเกมแบบอื่นได้อีก เช่น เกมล้มโดมิโน่ ฝึกความอดทนในการเรียงโดมิโน่ให้เป็นแถว จากนั้นก็ดีดโดมิโน่ตัวแรกให้ล้มลงเรียงกันไปจนสุดแถว ถ้าสามารถล้มแถวได้ทั้งหมดก็ถือว่าประสบความสำเร็จ หรือจะฝึกทักษะความคิด วิเคราะห์ และแยกแยะ ด้วยการนำโดมิโนมาบวกให้ได้ผลลัพธ์ตามจำนวนที่คุณพ่อคุณแม่เขียนไว้ เท่านี้เกมสนุก ๆ ก็ช่วยให้ลูกได้สมาธิกับทักษะการคำนวณตัวเลขอีกด้วย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ 12 เกมพ่อแม่ชวนเล่นให้ลูกห่างจอ คลิกหน้า 2 

พาลููกเที่ยว พัทยา

พาลููกเที่ยว พัทยา 6 ที่เที่ยวมีกิจกรรมให้ทำเพียบ ถูกใจลูกแน่!

พาลููกเที่ยว พัทยา ทริปตอบโจทย์การเดินทางในวันหยุดสุดสัปดาห์ของครอบครัวได้เวิร์กสุด เพราะจุดหมายปลายทางห่างจากกรุงเทพแค่ไม่เกินสองชั่วโมง ก็มีที่เที่ยวแบบมีกิจกรรม เสริมประสบการณ์ให้เจ้าตัวเล็กเพียบ!! แต่ที่ไหนจะถูกใจวัยซน ที่พร้อมจะปล่อยพลัง เป็นที่เที่ยวและแหล่งเรียนรู้ให้กับหนู ๆ ได้จบในที่เดียว มีที่ไหนกันบ้าง ทีมแม่ ABK คัดมาให้แล้ว มาดูกันเลยค่า

พาลูกเที่ยว พัทยา 6 ที่เที่ยวที่มีกิจกรรมให้ทำเพียบ!!

#1 Frost Magical Ice of Siam

พาเด็ก ๆ มาท้าทายความเย็นสุดขั้วที่ Frost Magical Ice of Siam กันค่า เมืองพัทยาไม่ได้มีดีแค่ทะเลให้นอนชิลรับลมทะเล แต่ยังมีอาณาจักรน้ำแข็งในอุณหภูมิ -10 ให้เข้ามาเดินชมกับประติมากรรมน้ำแข็งแกะสลักที่สะท้อนความเป็นไทยผ่านการแกะสลักน้ำแข็งได้อย่างสวยงามตระการตา เป็นการเปิดประสบการณ์ความหนาวและความแปลกที่ทำให้เจ้าตัวเล็กไม่เคยเห็นและสัมผัสได้ที่ไหนมาก่อนในเมืองพัทยา ภายในจะแบ่งเป็น

  • โซนหิมพานต์ ที่จัดแสดงประติมากรรมทรายขาว ที่บอกเล่าเรื่องราวของป่าหิมพานต์ ชมความมหัศจรรย์ของการแกะสลักน้ำแข็งที่เป็นรูปร่างต่าง ๆ สวยงาม
  • โซน Siam Heaven ประติมากรรมน้ำแข็งแกะสลักและโดมน้ำแข็งที่งดงามและใหญ่ที่สุดในอาเซียน แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองไทย วรรณคดีไทย สถานที่สำคัญ และวิถีชีวิตของไทยและไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้เลยเมื่อมีโอกาสเข้ามา คือ การท้าทายความหนาวด้วยการดื่มเครื่องดื่มในแก้วน้ำแข็งที่บาร์น้ำแข็ง เจ้าตัวเล็กคนไหนที่ร้องบอกให้พ่อแม่พาไปเมืองนอก ลองพามาทดสอบความหนาวที่นี้กันก่อนดีกว่า ไม่ต้องไปเที่ยวไกลถึงเมืองนอกกันแล้ว
พาลููกเที่ยว Frost Magical Ice of Siam
พาลููกเที่ยว พัทยา ที่ Frost Magical Ice of Siam

พาลูกเที่ยว Frost Magical Ice of Siam
ที่ตั้ง : 75/6 หมู่ 3 ถนนกระทิงลาย – พัทยา (ตรงข้ามโรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์)
เบอร์โทรศัพท์ :  063-669-4559
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา 09.00-20.30 น.
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 350 บาท / เด็ก 250 บาท
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก : frostpattaya

#2 เลเจนด์สยาม

อีกหนี่งแลนด์มาร์คใหม่ของพัทยาที่เที่ยวสำหรับครอบครัวและทุกคน เปิดประสบการณ์แปลกใหม่และใส่ชุดไทยไปเดินเล่นที่ เลเจนด์สยาม กันค่ะ ธีมพาร์คเชิงวัฒนธรรมไทย ที่นำเสนอตำนาน วิถีชีวิตและอารยธรรมอันภาคภูมิใจของสยามประเทศในยุคสมัยต่าง ๆ เต็มรูปแบบแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บนพื้นที่กว่า 164 ไร่ หรือ กว่า 100,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นทั้งหมด 3 โซนคือ

  • โซนความศิวิไลซ์แห่งอารยะธรรมสยาม ชมประติมากรรมและสถาปัตยกรรมที่จำลองไว้ได้อย่างสวยงามตระการตา
  • โซนไทยอารยะ เดินชมภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้งศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิต สินค้า อาหารคาวหวาน การละเล่น การร้องรำ อันเป็นรากเหง้าแห่งเอกลักษณ์ความเป็นชาติของไทยจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ ในบรรยากาศตลาดบกและตลาดน้ำ งานวัด เรือนริมน้ำ ที่จะเพลินเพลินได้ตลอดทั้งวัน
  • และโซนภูมิแผ่นดิน ชวนเด็ก ๆ มาเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาด้วยการทดลอง เรียนรู้ ลงมือเป็นชาวนาด้วยตัวเอง ผ่านการดำนา เกี่ยวข้าว ฝัดข้าว ตำข้าว การหุงข้าวในสมัยก่อน ผ่านทุ่งนาเขียวขจี และเรื่องราวสานต่องานที่พ่อสร้างกับเกษตรวิถีไทย ชมท้องน้ำเลข ๙ ป่าไม้จำลอง ยกให้ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม มีกิจกรรมเกี่ยวกับความเป็นไทยให้เด็ก ๆ ได้ลองทำและเรียนรู้ น่าปักหมุด ไว้ทุกครั้งเวลา พาลูกเที่ยว พัทยา คราวหน้ากันเลย

พาลูกเที่ยว พัทยา เลเจนด์สยาม
ที่ตั้ง : อ.นาจอมเทียน ริมถนนสุขุมวิท ห่างจากพัทยาใต้ 20 กิโลเมตร
เบอร์โทรศัพท์ :  033 073 333
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา 10.00-20.00 น.
ค่าเข้าชม : 350 บาท ราคาโปรโมชั่น คลิก!
เฟซบุ๊ก :  legendsiampattaya

#3 Monsters Aquarium Pattaya

มาต่อกันอีกที่กับ Monsters Aquarium Pattaya เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ของเจ้าตัวเล็กที่ดูน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว ภายในอควาเรียมมีเนื้อที่กว่า 5 ไร่ ที่เต็มไปด้วยสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์ สัตว์แปลก สัตว์เผือก สัตว์หายากทั้งไทยและต่างประเทศที่แต่ละพันธุ์จัดว่าหาดูยากมาให้ชม ไฮไลท์ของที่นี่คืออุโมงค์ปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ทอดเป็นแนวยาวตลอดทั้งสองข้างทาง ที่ชวนให้เด็ก ๆ เปิดจินตนาการไปกับโลกใต้ทะเล นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้เด็ก ๆ ร่วมสนุกกับสัตว์ได้อย่างใกล้ชิด เช่น ถ่ายรูปกับสัตว์ ให้อาหารปลา ให้อาหารกระต่าย ขี่ม้าแคระ เป็นต้น จัดว่าเป็นสวนสัตว์ในร่มที่เหมาะให้เด็ก ๆ ได้เดินชมและได้รับความเพลิดเพลินอีกที่ในพัทยาเลยค่ะ

พาลููกเที่ยว Monsters Aquarium Pattaya
Monsters Aquarium Pattaya

พาลูกเที่ยว Monsters Aquarium Pattaya
ที่ตั้ง : 125/1 หมู่ 8 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เบอร์โทรศัพท์ : 085 152 3715
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น.
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 120 บาท/ เด็ก 60 บาท/ เด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 100 ซม.เข้าชมฟรี
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก MonstersaquariumPattaya

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ 6 ที่เที่ยวพัทยา ฟินกันวันหยุด มีกิจกรรมให้ทำเพียบ!! คลิกหน้า 2

อาหารเพิ่มน้ำหนักทารกในครรภ์

อาหารเพิ่มน้ำหนักทารกในครรภ์ เพื่อแม่ท้องไตรมาสที่ 2

ในการตั้งครรภ์ไตรมาสนี้ แม่ท้องหลาย ๆ ท่านมักจะหายจากอาการแพ้ท้องแล้ว ทำให้ทานได้มากขึ้น แต่จะทานอย่างไรให้ลงลูกไม่ลงแม่? อ่าน อาหารเพิ่มน้ำหนักทารกในครรภ์ ได้ที่นี่

อาหารเพิ่มน้ำหนักทารกในครรภ์ เพื่อแม่ท้องไตรมาสที่ 2

เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของแม่ท้องไตรมาสที่ 2?

ในการตั้งครรภ์ไตรมาสนี้ เป็นช่วงเวลาทองของแม่ท้อง เพราะอาการแพ้ท้องจะค่อย ๆ ทุเลาหรือหายไป ความเสี่ยงต่อการแท้งก็น้อยลง ในไตรมาสนี้ ลูกในท้องก็ยังคงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากในช่วงนี้มดลูกจะเริ่มขยายใหญ่ขึ้นจนไปเบียดกระเพาะอาหาร แม่ท้องบางท่านอาจเป็นกรดไหลย้อน มีอาการท้องอืด ท้องผูก และเพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงฮอร์โมนคนท้องที่มีการเปลี่ยนแปลง แม่ ๆ อาจเกิดอาการตะคริวได้

สารอาหารที่แม่ท้องในไตรมาสที่ 2 ต้องการ

  • โปรตีน สร้างเนื้อเยื่อลูก กินโปรตีนดีจากเนื้อสัตว์ไขมันน้อย เช่น ปลา ถั่ว และ นม ฯลฯ
  • แคลเซียม แม่ท้องต้องการแคลเซียมต่อวันสูงถึง 1,200 มิลลิกรัม โดยแคลเซียมนั้นมีมากในนม โยเกิร์ต ชีส และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัว นอกจากนี้ยังมีมากในผักใบเขียวอีกด้วย อ่านต่อ แนะ 8 ผักแคลเซียมสูง อีกหนึ่งวิธีเพิ่มความสูงให้ลูกได้
  • ธาตุเหล็ก  แม่ท้องต้องการธาตุเหล็ก 27 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อสร้างเลือดเพิ่มสำหรับใช้ในการส่งอาหารและออกซิเจนให้ลูก ซึ่งสามารถหาธาตุเหล็กได้ในเนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง อาหารทะเล ถั่วต่าง ๆ อ่านต่อ คนท้องเลือดจาง ควรกินอะไร และมีวิธีป้องกันอย่างไร
  • ไอโอดีน ดูแลสมองและสติปัญญา มีมากในอาหารทะเล
  • ใยอาหาร ลดปัญหาท้องผูก มีมากใน ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท และผักผลไม้ ฯลฯ
  • กรดไขมันโอเมก้า 3 พบได้ในเนื้อปลา เมล็ดเจีย เป็นต้น เพราะในช่วงนี้ระบบประสาทและสมองของทารกในครรภ์กำลังพัฒนา แม่ท้องจึงควรได้รับสารอาหารชนิดนี้อย่างเพียงพอ (อ่านต่อ คนท้องกินเมล็ดเจียได้ไหม? พร้อมเมนูสุดอร่อยจากเมล็ดเจีย)
  • กรดโฟลิค ในไตรมาสนี้แม่ท้องยังต้องการกรดโฟลิคอยู่ ผู้หญิงทั่วไปต้องการกรดโฟลิค 400 มิลลิกรัมต่อวัน แต่สำหรับแม่ท้อง ควรได้รับกรดโฟลิคสูงถึง 600-800 มิลลิกรัมต่อวัน อ่านต่อ 15 อาหารที่มีโฟเลตสูง ที่แม่ท้องและลูกในท้องควรทาน
  • แมกนีเซียม พบได้ในธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว อัลมอนด์ กล้วย ผักใบเขียว นม และเนื้อสัตว์
  • วิตามินดี ช่วยดูดซึมแคลเซียม จากแสงแดดอ่อน ๆ
อาหารเพิ่มน้ำหนักลูกในครรภ์
อาหารเพิ่มน้ำหนักทารกในครรภ์

ข่าวดีสำหรับแม่ท้องไตรมาสที่ 2 คือ สามารถทานได้มากขึ้น เย้! ในช่วงนี้แม่ท้องสามารถเพิ่มแคลอรี่เข้าร่างกายได้อีก 340 แคลอรี่ต่อวัน แต่ไม่ต้องกินเผื่อลูกในท้องนะคะ! เพราะจะได้ไขมันมาสะสมที่แม่แทนที่จะลงลูกค่ะ (อ่านต่อ น้ำหนักตัวของแม่ท้อง ต้องแบบนี้!) แต่ก็ไม่ต้องถึงขนาดนับปริมาณแคลอรี่ที่ทานเข้าไป แนะนำว่าให้เน้นหมู่อาหารที่เหมาะสำหรับร่างกายของแม่ท้องในไตรมาสนี้จะดีกว่าค่ะ ในไตรมาสนี้ สารอาหารที่สำคัญที่สุดคือ กรดไขมันโอเมก้า 3 แมกนีเซียม และวิตามินดี

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ส่วนผสมและวิธีทำ อาหารเพิ่มน้ำหนักทารกในครรภ์ เพื่อแม่ท้องไตรมาสที่ 2

ผิวบอบบางแพ้ง่าย

ถ้าลูก ผิวบอบบางแพ้ง่าย แม่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบบไหนดี

ผิวบอบบางแพ้ง่าย ของลูกน้อยจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษตั้งแต่แรกเกิด คุณแม่จึงต้องพิถีพิถันกับการเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ดีที่สุด ต้องมั่นใจว่าปลอดภัย และไม่ระคายเคืองผิวอ่อนโยน ดังนั้นเพื่อเป็นการดูแลทนุถนอม ผิวบอบบางแพ้ง่าย ฃของลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรต้องเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวดูแลผิวแบบไหนดี เรามีคำแนะนำมาให้ค่ะ

ผิวทารกวัย 0 -5 ขวบเป็นผิวที่ไวต่ออาการแพ้และระคายเคืองง่ายกว่าผู้ใหญ่ เพราะโครงสร้างผิวยังไม่สมบูรณ์ และระบบต่างๆ ใต้ผิวหนังยังพัฒนาไม่เต็มที่ การให้ลูกสัมผัสกับอากาศที่ร้อน หรือเย็นจัดเกินไป ส่งผลทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น เกิดอาการคันและระคายเคือง แม้จะไม่มีอาการรุนแรง แต่ก็ทำให้ลูกน้อยไม่สบายตัว นอนหลับไม่สนิท ร้องกวน หงุดหงิดง่าย ซึ่งล้วนส่งผลต่อพัฒนาการของลูกน้อยในระยะยาวได้ค่ะ

ผิวบอบบางแพ้ง่าย

โดยเฉพาะลูกน้อยที่มี ผิวบอบบางแพ้ง่าย หากไม่ได้รับการบำรุงที่ดีพอ มักจะมีปัญหาเรื่องผิวแห้งแตก สารก่อภูมิแพ้และมลพิษในอากาศจะสามารถแทรกตัวเข้าไปชั้นผิวได้ง่ายซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาผิวหลายประการ เช่น ผื่นแดง ผื่นคัน และอาจทำให้เป็นโรคผิวอักเสบ คุณแม่จึงต้องรู้จักวิธีดูแลผิวบอบบางตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ลูกน้อยมีผิวสดใส สุขภาพดี นุ่มเนียนน่าสัมผัส

เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างไร ให้เหมาะกับผิวบอบบางแพ้ง่ายของลูกน้อย

  • มีมอยส์เจอไรเซอร์สูง เพื่อเพิ่มความชุ่นชื้นเป็นพิเศษ ช่วยปกป้องผิวบอบบางแพ้ง่ายได้ดี
  • ไม่เหนียวเหอะหนะ ซึบซาบเร็ว ช่วยให้ลูกสบายตัว
  • ไม่มีมีส่วนผสมของสารกันเสีย สี น้ำหอม หรือสารเคมีรุนแรง
  • ผ่านการทดสอบจากสถาบันด้านผิวหนังว่ามีความอ่อนโยนไม่ก่อให้เกิดการแพ้
  • ข้อสำคัญที่สุดสำหรับลูกน้อย ผิวบอบบางแพ้ง่าย คุณแม่ต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมหลักจากสารสกัดธรรมชาติ หรือเป็นออร์แกนิค เพราะมั่นใจได้ว่าจะไม่มีสารใดมาทำร้ายผิวลูก

Amarin Baby & Kids Awards 2019 ยกให้ “ORGANIK BY BABI MILD” มัลติเพอร์เพิส เบบี้ บาล์ม เป็นผลิตภัณฑ์บำรุง ผิวบอบบางแพ้ง่าย ที่ได้รับรางวัล Editor’s Choice Best Skincare for Kids

“ORGANIK BY BABI MILD” มัลติเพอร์เพิส เบบี้ บาล์ม คือผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ออร์แกนิคแบรนด์แรกของเมืองไทยที่ได้รับตรา COSMOS โดยต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐานละเอียดยิบ ทั้งส่วนผสมที่ใช้ 95% ของผลิตภัณฑ์ต้องมาจากฟาร์มออร์แกนิคที่รับรองจากสถาบัน ปราศจากสารเคมีในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิต จัดเก็บ และขนส่ง นอกจากนี้บรรจุภัณฑ์ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรีไซเคิลได้ทั้งหมด เป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ที่ทำให้คุณแม่มั่นใจได้ว่าจะปลอดภัยต่อผิวลูกอย่างแท้จริง

แม่ ๆ สงสัยไหมคะว่า “COSMOS” ที่ปรากฎบนฉลากผลิตภัณฑ์ คืออะไร เกี่ยวอะไรกับผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก  จริง ๆ นี่คือ 1 ในเครื่องหมายรับรองมาตรฐานที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุดในโลก กำหนดขึ้นโดยองค์กรไม่แสวงหากำไรจากสมาคมระดับนานาชาติในยุโรปถึง 4 แห่ง เพื่อมอบให้สินค้าเกษตรเป็นหลัก ขณะที่สินค้าออร์แกนิคเองต้องใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ จึงนำตรานี้มาควบคุมมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคในทุกขั้นตอนเช่นกัน

ถ้าพูดถึงคำว่า “บาล์ม” แม่ๆ มักจะใช้ผลิตภัณฑ์ทาเฉพาะจุด เช่น รอยยุงกัด หรือทากันผื่นแดงใต้ผ้าอ้อม แต่ ออร์แกนิค บาย เบบี้ มายด์ มัลติเพอร์เพิส เบบี้ บาล์ม ตัวนี้สามารถใช้กับผิวของลูกน้อยได้ทั่วร่างกาย ทั้งริมฝาก มือ เล็บ ข้อศอก หัวเข่า เท้าเล็กๆ   เนื้อบาล์มเนียนนุ่ม ปราศจากน้ำหอม สี และสารเคมีอันตราย เช่น Paraben, Silicone, Alcohol จึงไม่มีกลิ่นหอมแตะจมูกเหมือนผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทั่วไป แต่จะได้กลิ่นอ่อนๆจากส่วนผสมจากธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้คุณแม่มั่นใจได้ว่า ORGANIK BY BABI MILD ปลอดภัยต่อ ผิวบอบบางแพ้ง่าย ของลูกน้อยอย่างแน่นอน

เมื่อทาบาล์มบางๆลงบนตัวลูก ซึมซาบสู่ผิวทันที ไม่รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ด้วย ผิวลูกจึงนุ่มลื่นน่าสัมผัส ที่สำคัญไม่ต้องทาครั้งละเยอะๆ ก็เพียงพอจะสามารถปกป้องผิวบอบบางของลูกน้อยแล้ว

ผิวบอบบางแพ้ง่าย

 

ถ้าคุณแม่อยากรู้ว่า ออร์แกนิค มัลติเพอร์เพิส เบบี้ บาล์มตัวนี้ ใช้ส่วนผสมอะไรบ้าง สามารถอ่านรายละเอียดได้จากฉลากข้างกล่องที่ระบุไว้อย่างชัดเจน เกี่ยวกับคุณค่าจากสมุนไพรออร์แกนิค 5 ชนิด (5 Organic Herbal Oil Blend) ไม่ว่าจะเป็น Argan Oil, Coconut Oil, Sesame Oil, Olive oil, Shea Butter พร้อมวิตามิน A, B และ E ผ่านการทดสอบไฮโปอัลเลอร์เจนิค (Hypoallergenic tested) สามารถใช้ได้ทั้งกับลูกน้อยอายุ 0 ขวบขึ้นไปและลูกน้อยที่มี ผิวบอบบางแพ้ง่าย

ทาง Amarin Baby & Kids “เครือข่ายแม่ลูกใหญ่ที่สุด” ผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพ เข้าใจครอบครัวไทย และตอบสนองความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ จึงคัดเลือกให้ “ORGANIK BY BABI MILD” ออร์แกนิค มัลติเพอร์เพิส เบบี้ บาล์ม ได้รับ รางวัล Editor’s Choice  Best Skincare for Kids จาก “Amarin Baby & Kids Awards 2019” ซึ่งมอบให้กับสินค้าแม่ลูก “สินค้าใช้ดี และมีประโยชน์จริง”

ถ้าคุณแม่สามารถศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ “ORGANIK BY BABI MILD” ออร์แกนิค มัลติเพอร์เพิส เบบี้ บาล์ม เพิ่มเติมได้ที่ http://www.babimild.com/th/organik.html  และ www.facebook.com/BabiMildTH/ และวางจำหน่ายแล้วที่  Central หรือ ช่องทาง online ที่ Central online, Lazada

อ่านบทความ Amarin Baby & Kids Awards 2019 

ประกาศผลรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2019 สุดยอดแบรนด์สินค้าแม่และเด็กในดวงใจ

ชมภาพบรรยากาศ งานมอบรางวัล Amarin Baby & Kids Awards 2019

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

การทำความสะอาดช้างน้อย

การทำความสะอาดช้างน้อย (จุ๊ดจู๋ลูกชาย) ทำยังไง? ไม่ให้ติดเชื้อ

เตือนภัยสำหรับคนที่เป็นพ่อแม่ การทำความสะอาดช้างน้อย ของลูก เป็นเรื่องสำคัญ หากทำความสะอาดไม่ดี อาจทำให้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นที่อวัยวะเพศของลูกชายได้!!

การทำความสะอาดช้างน้อย ของลูกที่ถูกต้อง ต้องทำยังไง?

บ้านไหนมีลูกชายต้องอ่าน…เรื่องราวต่อไปนี้เป็นการเตือนภัยสำหรับคนที่เป็นพ่อแม่ กับ การทำความสะอาดช้างน้อย ของลูก ซึ่งคุณแม่ท่านหนึ่งได้ออกมาเล่าถึงประสบการณ์ผ่านเฟซบุ๊กชื่อ Kalika Intachai ถึงเรื่องการอาบน้ำให้ลูกชาย และคิดว่าทำความสะอาดดีแล้ว แต่กลับพบว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นที่อวัยวะเพศของลูก

การทำความสะอาดช้างน้อย
แนะ 6 ขั้นตอน การทำความสะอาดช้างน้อย ของลูก ในชีวิตประจำวันที่ถูกต้อง ป้องกันการติดเชื้อ

เพราะการทำความสะอาดอวัยวะเพศชายของลูก ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพื่อให้จุ๊ดจู๋ลูกชายมีสุขภาพอนามัยที่ดี ไม่มีกลิ่นอับชื้น คุณพ่อคุณแม่ควรทำความสะอาดดูแลให้ดีตั้งแต่แรกเกิด เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ ทำความสะอาดไม่ดี ล้างถูไม่หมด ก็อาจทำให้มีหยดปัสสาวะ เศษอุจจาระตกค้างอยู่ข้างใน หรือบางครั้งอาจมีไขสีขาวติดอยู่ภายใต้หนังหุ้มปลาย ที่เรียกว่า ขี้เปียก ซึ่งสิ่งเหล่านั้นหากสะสมไว้นานๆ ก็อาจทำให้จุ๊ดจู๋ของลูกน้อยสกปรกเกิดการอักเสบและติดเชื้อตามมาได้ เช่นเดียวกับน้องคนนี้โดยคุณแม่ได้เล่าว่า…

ฝากเตือนพ่อแม่ ที่มีลูกชาย 👶

คือไม่กี่เดือนที่แล้ว แฟนได้ทักว่าทำไมอวัยวะเพศของลูกมันบวม (ที่กระบอกฉี่) เวลาแม่อาบน้ำให้ลูกก็คืออาบปกติ ทำความสะอาดให้อวัยวะเพศลูกปกติ แต่ไม่เคยรูดล้าง ความคิดตอนนั้นคือล้างปกติก็ได้แล้ว คงจะสะอาดแล้ว จนกระทั่งที่แฟนทักว่า อวัยวะเพศของลูกบวม เหมือนไขมัน เราก็ดู เออวะจริงด้วย เราก็ไม่รู้นะ นึกว่าปกติ เพราะถ้าไม่สั่งเกต ก็ดูไม่ออกจริงๆ ต้องให้ลูกปวดฉี่หรืออวัยวะตั้งชู ถึงเห็นได้ชัด

>>>> เราก็คิดไปสารพัด จนอีกวันไปหาหมอโรงพยาบาลค่าย แต่ทางโรงพยาบาลค่ายแนะให้ไปโรงพยาบาลจังหวัดเพราะมันมีหมอศัลยกรรมเด็กโดยเฉพาะทาง เราก็พาลูกไป ถึงเวลาเข้าตรวจ

คุณหมอได้ดู แล้วสรุปให้ว่า เป็น ขี้เปียก ที่สะสมมานาน คุณแม่ไม่ได้รูดเปลือกของลูกเท่าที่ทำได้ มันก็สะสม อีกอย่างลูกชายเปลือกเยอะมาก และไม่ได้ตัดปลายตั้งแต่แรก มันจึงสะสมตั้งแต่นั้น จนลูกชายอายุ 2 ขวบกว่า หมอจึงให้ยามาทา แล้วสอนให้แม่และพ่อ รูดและทำความสะอาด จนกระทั่งหมอนัดอีกครั้ง

การทำความสะอาดช้างน้อย

คุณหมอได้ดูอาการ และพูดว่า โอเคนี่รูดใกล้จะหมดละ ถ้าถึงตำแหน่งที่ขี้เปียกสะสม มันจะออกมาเป็นสีขาวๆมันๆ พยายามรูดจนหมดน่ะ เดือนหน้านัดต่อ ตอนนั้นน่าจะออกหมด

#หลังจากนั้นสองวัน ที่หาหมอก็กลับมาทายาตัวเดิม ล้างทำความสะอาด จนวันนี้รูดจนถึง แล้วมันก็หลุดมาจริงๆ เยอะมากๆ เหมือนที่คุณหมอได้พูดไว้เลย

>>> ปล. ฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกชายด้วยนะคะ ต้องทำความสะอาด อย่ากลัวว่าลูกจะเจ็บ ไม่งั้นอาจจะอักเสบได้ถ้าทำความสะอาดไม่ดี

ทั้งนี้คุณแม่ยังบอกอีกว่าอาการของน้องคือ ไม่เจ็บ ไม่แสบ ไม่ปวด ไม่แดง สามารถปัสสาวะได้ปกติ แต่ตรงบริเวณจุ๊ดจู๋นั้นจะเห็นเป็นก้อนเนื้อไขมัน ทำให้บวมเป่ง ซึ่ง #หากคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนสงสัยว่าบวมยังไง เป็นแบบไหน คุณแม่เขาก็อนุญาตให้ทักแชทไปปรึกษาได้

 

อ่านต่อ >> “ข้อควรระวังและวิธีทำความสะอาดอวัยวะเพศชายที่ถูกต้อง” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อาหารเพิ่มน้ำหนักลูกในครรภ์ แพ้ท้องไตรมาสแรก กินอะไรดี?

แม่ท้องไตรมาสแรกมักจะมีอาการแพ้ท้อง ทานอะไรไม่ค่อยจะลง แต่เพราะลูกในท้องต้องการสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโต มาดูกันว่า อาหารเพิ่มน้ำหนักลูกในครรภ์ สำหรับแม่ท้องไตรมาสแรกมีอะไรบ้าง?

อาหารเพิ่มน้ำหนักลูกในครรภ์ แพ้ท้องไตรมาสแรก กินอะไรดี?

มีอะไรเปลี่ยนแปลงในร่างกายของแม่ท้องไตรมาสแรกบ้าง?

อาการแพ้ท้อง ปวดเต้านม ความอ่อนเพลีย ที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก โดยอาการเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนแม่ ๆ จะรู้ตัวว่าท้องด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะฮอร์โมนของความเป็นแม่ที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเริ่มตั้งครรภ์ โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจนเตอโรนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้ความเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อในร่างกายช้าลง เป็นสาเหตุให้แม่ท้องบางคนมีอาการท้องผูก และแม่ท้องบางคนอาจมีเลือดล้างหน้าเด็ก ออกมาเล็กน้อย และมีอาการปวดเต้านมได้

สารอาหารที่แม่ท้องในไตรมาสแรกขาดไม่ได้

อาหารคนท้อง
อาหารเพิ่มน้ำหนักลูกในครรภ์
  • ธาตุเหล็ก  แม่ท้องต้องการธาตุเหล็ก 27 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งสามารถหาธาตุเหล็กได้ในเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ถั่วต่าง ๆ อ่านต่อ คนท้องเลือดจาง ควรกินอะไร และมีวิธีป้องกันอย่างไร
  • โคลีน พบได้ในเนื้อแดง ไข่ จมูกข้าวสาลี เป็นสารสื่อประสาทและความจำ มีประโยชน์ในด้านการพัฒนาสมองของลูกในท้องอีกด้วย
  • วิตามินบี 12 พบได้ในเนื้อสัตว์ สัตว์ปีก อาหารทะเล ธัญพืชต่าง ๆ
  • กรดไขมันโอเมก้า 3 พบได้ในเนื้อปลา เมล็ดเจีย เป็นต้น เพราะในช่วงนี้ระบบประสาทและสมองของทารกในครรภ์กำลังพัฒนา แม่ท้องจึงควรได้รับสารอาหารชนิดนี้อย่างเพียงพอ (อ่านต่อ คนท้องกินเมล็ดเจียได้ไหม? พร้อมเมนูสุดอร่อยจากเมล็ดเจีย)
  • คาร์โบไฮเดรตย่อยง่าย อุดมคุณค่าทางอาหารเพิ่มพลังงาน เช่น ข้าวกล้อง มัน และลูกเดือย ฯลฯ
  • วิตามินซี สร้างภูมิต้านทาน ช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก และเสริมความแข็งแรงให้รก มีใน ผักสีเขียว ฝรั่ง มะขามป้อม ส้ม ฯลฯ
  • วิตามินดี ช่วยดูดซึมแคลเซียม จากแสงแดดอ่อน ๆ

แต่เนื่องจากในไตรมาสแรก อาการแพ้ท้องทำให้แม่ท้องไม่สามารถทานอะไรได้มาก ดังนั้น แนะนำว่าให้ผสมส่วนผสมเหล่านี้ลงไปในอาหารเพื่อให้ทานได้ง่ายขึ้น

  • ขิง
  • มิ้นท์ หรือ สาระแหน่
  • มะนาว
  • อาหารจืด หรืออาหารอ่อน ๆ
  • ในกรณีที่แม่ท้องไม่สามารถทานผักหรือผลไม้สด ๆ ได้ การน้ำสิ่งเหล่านี้ไปปั่นเป็นสมูทตี้หรือนำไปแช่แข็ง ก็จะทำให้ทานได้ง่ายขึ้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ เมนู อาหารเพิ่มน้ำหนักลูกในครรภ์ สำหรับแม่ท้องไตรมาสแรก

การศึกษาไทย

การศึกษาไทย ในระบบ “แพ้คัดออก” ขโมยเวลาลูก

หมอเด็กเตือนสติพ่อแม่ ที่คาดหวังกับลูกมากเกินไป สร้างความกดดันให้ลูกจนลูกไม่มีความสุข พร้อมผลักดัน การศึกษาไทย ให้ยกเลิกระบบ “แพ้คัดออก”

การศึกษาไทย ในระบบ “แพ้คัดออก” ขโมยเวลาลูก

ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอนำบทความจาก “หมอเดว” รศ.นพ. สุริยะเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น อดีตผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้ออกมาโพสต์ถึงเรื่องราวของครอบครัวหนึ่ง ที่ลูกถูกขโมยเวลาที่จะได้ใช้กับพ่อแม่ไปกับการเรียนและการเรียนพิเศษในระบบ การศึกษาไทย ในปัจจุบัน ดังนี้

#เมื่อลูกร้องขอเวลาจากแม่
#เมื่อระบบการศึกษาขโมยเวลาแม่ลูก

งานนี้ไม่ต้องโทษพ่อแม่ แต่ #ต้องโทษความเป็นจริงระบบการศึกษาแพ้คัดออก ที่เกิดขึ้นในเด็กเล็ก #เด็กผู้หญิงที่น่ารักมาก กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 4 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ครูแนะนำให้มาพบเพื่อให้ยาสมาธิสั้น ขาดความรับผิดชอบ แต่เมื่อหมอฟังเรื่องราวจากลูก สงสารลูกจับใจมาก แม่รักลูกมากๆ แต่ด้วยความเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว จึงต้องทำงานหนักมาก กลับบ้านดึกมากลูกหลับ บ้านนี้มีตายาย ที่คอยช่วยรับส่งหลาน แต่เช้า ลูกตื่นตีห้า ล้อหมุน 6 โมงเช้า #กินข้าวเช้าบนรถ ไปถึงที่โรงเรียน 7 โมงเช้า เด็กต้องรีบวิ่งขึ้นไปรับการบ้านจากครู ก่อนเข้าเรียน #ย้ำว่าการบ้านเช้า

ทำการบ้านเช้าเสร็จอย่างเร่งรีบเสร็จ เข้าแถว เข้าห้องเรียน เรียนหนัก เพราะเด็กเรียนของชั้นที่โตกว่า โรงเรียนนี้ เด็กป.1 เรียนหลักสูตรป.2 ป.2 เรียนของป.3 และตอนนี้เธอเรียนป.4 แต่หลักสูตรข้ามชั้น ป.5
เลิกเรียน บ่ายสามครึ่ง ต่อด้วยกวดวิชา เลิกเกือบ 5 โมง #กินข้าวเย็นบนรถ มาถึงที่บ้านรีบปั่นงาน อีกกองพะเนิน แต่คุณตาเข้มมาก คาดหวังว่าลูกต้องสอบติดโรงเรียน… จึงให้หลานท่องอาขยาน ศัพท์ ภาษาอังกฤษ ทุกวัน สะสมไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ วัน กว่าจะได้นอนประมาณสาม-สี่ทุ่ม เพื่อตื่นตีห้าให้ทัน เป็นอย่างนี้ จันทร์ถึงศุกร์ พอวันเสาร ก็ไปกวดวิชา 2-3 ที่ กลับมาเย็น ๆ ก็รีบทำการบ้านที่ครูสั่ง แบบเยอะ ๆ เข้ามาวันอาทิตย์ก็กวดวิชาสั้น ๆ และเหลือเวลาทำการบ้าน บวกกับอย่าลืม คุณตาขอแทรกด้วยการท่องจำตลอด

ตกลงเวลาพักมีแบบแว๊บๆๆ เด็กวาดรูปสวยและเก่งมาก ชอบงานศิลปะ และดนตรี เกลียดวิชาคณิต ครูก็ดุ การบ้านก็เยอะแถมมีทุกวัน
ส่วนแม่มีเวลาเสาร์อาทิตย์ แต่เสาร์อาทิตยลูกติดติววิชาเต็มไปหมด ลูกแทบไม่ได้อยู่กับแม่ทั้งๆที่แม่มีเวลา #ใครขโมยเวลา
#ใครมาโทษว่าขาดความรับผิดชอบ
#ใครเป็นคนกดดันเด็ก

เด็กคนนี้เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้เกรดเขาแย่ลง เขารู้สึกล้ามาก ๆ เหนื่อย ป.1-3 เรียนได้ 3.9-4.00 มาตลอด ตอนอนุบาลแม่ให้ติวเข้มมากเพื่อสอบเข้าโรงเรียนดีๆ
#ท่านทราบไหมว่าเด็กติวหนักขนาดไหน

เด็กเล่าว่าตอนก่อนเข้าป.1 เรียนพิเศษ เสาร์อาทิตย์ วันละ 7-8 ที่ ย้ำว่าวันละ 7-8 ที่ เด็กปฐมวัย
#อนิจจาทัศนคติผู้ใหญ่ที่เศร้าใจ รวมทั้งครูก็ป่วยทางทัศนคติ ไม่พอ คุณตาเกิดอะไรขึ้นที่คลั่งไคล้มาลงความรักแบบลุ่มหลงและคาดหวังสูงที่หลานเช่นนี้

ระบบการศึกษาไทย
ระบบ การศึกษาไทย

นอกจากเรียนหนัก ติวหนัก การบ้านเยอะ กดดันหนัก ทุกวัน ทุกเทอม ทุกปี

หมอมองแววตาลูก แล้ว สงสารจับใจ จับมือเขา #ให้พลังใจ ถามลูกว่า ลูกจ๋า หากขอได้อยากได้อะไรครับ
ลูกบอกว่า #อยากได้เวลาจากแม่ #อยากเล่นกับแม่

หมอฟังไปแทบอยากร้องไห้ กอดเขาไว้แล้วบอกว่าหมอจะทำอย่างที่ลูกบอก
#จะส่งสัญญาณนี้ไปให้ผู้ใหญ่ทุกคน

ถึงยามนี้ หมออยากให้ยา ใครดีครับ ที่แน่ๆ ลูกจ๋า ลูกน่ารักมาก ลูกวาดรูปเก่ง ลูกมีหัวใจศิลปิน

นาทีนี้ผมถามผู้ใหญ่ครับ
ท่านทำอะไรกันครับเนี่ย
ท่านจะเอาความรัก มาแปรเปลี่ยนเป็นความคาดหวัง กดดันทำไมครับ

ขอตะโกนบอกผู้ใหญ่ทุกคนว่า #อย่าขโมยเวลา
#อย่าขโมยธรรมชาติของเด็ก เพียงเพราะอ้างว่ารักและหวังดี
เลิกอ้างได้หรือยังครับ
#เจ้ากระทรวงครับท่านลงไปดูลูกๆหน่อยเถอะอย่ามัวแต่ฟังในกระทรวงกรมกอง
เพราะท่านจะไม่เห็นภาพความจริง

โรงเรียนต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนดังมีชื่อ เสียง
#คุณครูครับ ช่วยกระตุกต่อมจิตสำนึกและดึงจิตวิญญาณ ความเป็นครูกลับมาทีเถอะ ดูแลลูกหลานด้วยความรัก และหัวใจ

ถ้าหมอมีมนต์ อยากจะเป่าให้ การศึกษาไทย ในระบบแพ้คัดออก โดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ หมดไปจากโลก
#ขอสัพเพสัตตาให้ระบบแพ้คัดออกไปสู่สุขติภพ อย่าได้มาผุดเกิดอีกเลย

#อนิจจาสงสารลูกจับใจ
แม่ๆ พ่อๆ ทุกท่าน ดึงหัวใจลูกด้วยพลังบวกนะครับ

#บันทึกหมอเดว
24 สค.2562

ปล. #โชคดีที่แม่ได้หัวใจลูกกลับคืน ไม่เป็นหุ่นยนต์แล้ว แม่เข้าใจให้ความร่วมมือ แต่ยากมากสำหรับครู และระบบ การศึกษาไทย เกิดอะไรขึ้นที่เข้าใจยากจัง

จริงอยู่ว่าผลการสอบของลูกเป็นตัวชี้วัดว่าลูกเข้าใจในบทเรียนไปมากน้อยแค่ไหน สิ่งนี้ใช้ได้กับเด็กที่โตแล้วค่ะ แต่ผลการสอบของเด็กเล็กและเด็กปฐมวัยมีปัจจัยที่แตกต่างออกไป อ่านต่อ ปัจจัยที่ทำให้ลูกมีผลการเรียนแย่ได้ที่หน้า 2 ค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ ลูกผลการเรียนแย่ แก้ที่ใคร? การศึกษาไทย ในระบบ “แพ้คัดออก” ขโมยเวลาลูก

SuperPark

ใหม่! SuperPark สวนสนุกในร่ม ส่งตรงจากฟินแลนด์เตรียมพาลูกไปฟิน

SuperPark สวนสนุกในร่ม ขนาดยักษ์สุดฮิตจากฟินแลนด์ พร้อมเปิดตัวที่ไอคอนสยาม เตรียมพาลูกไปเปิดประสบการณ์ความสนุกสนานเร้าใจกันได้ สิ้นเดือน พฤศจิกายน นี้

ใหม่! SuperPark สวนสนุกในร่ม ส่งตรงจากฟินแลนด์

ทีมแม่ ABK ขอบอกเลยว่า..นี่เป็นอีกหนึ่ง สวนสนุกในห้าง สวนสนุก Indoor ที่เด็กๆ ต้องห้ามพลาด! กับ ซุปเปอร์พาร์ค สวนสนุกในร่ม ขนาดยักษ์แห่งใหม่ ซึ่งเตรียมมาเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ที่ไทยในปลายเดือนพฤศจิกายน 2562 นี้ ที่ “ไอคอนสยาม (ICONSIAM)” ชั้น 6 ซึ่งได้รวบรวมนำเสนอกิจกรรมที่ปลอดภัยภายใต้การควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญบนมาตรฐานระดับโลกและครบครันมากที่สุดมาจากประเทศฟินแลนด์โดยตรง

SuperPark Thailand นี้ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4,000 ตารางฟุต พร้อมนำเสนอการละเล่นที่สนุกสนาน สร้างมิตรภาพ และพลานามัยที่ดี ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานความสนุกสนานของการละเล่นและการเคลื่อนไหวร่างกาย ที่ปราศจากเครื่องเล่นที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์แบบสวนสนุกทั่วไป สอดคล้องกับระบบการศึกษาของฟินแลนด์ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในระบบการศึกษาที่ดีที่สุดของโลก จากการใช้ปรัชญาการเรียนรูปแบบต่าง ๆ อาทิ “การเรียนรู้นอกห้องเรียน” ที่ส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาสมรรถภาพร่างกายผ่านการเล่นกีฬาและกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดี

Must read : สอนลูกเก่งรอบด้าน ตัวอย่างจากประเทศฟินแลนด์

ซึ่งผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สมรรถภาพและความแข็งแรงของร่างกายส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ช่วยให้ผู้คนมีสุขภาวะทั้งทางร่างกายและจิตใจ และนำไปสู่การมีชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุข

ด้าน มร.ยูฮา แทนสกาเน็น ประธานกรรมการบริหารซุปเปอร์พาร์คสากล ยังได้กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการนำเสนอการละเล่นที่สนุกสนานเพื่อส่งเสริมให้ผู้คนทุกเพศทุกวัยและทุกระดับความฟิตมีชีวิตชีวาและความกระฉับกระเฉง ด้วยเหตุนี้ เราจึงสร้างสรรค์สวนสนุกในร่มที่ปลอดภัยที่สุดในโลก เพื่อเป็นสถานที่แห่งการสร้างเสริมสุขภาพและความสุข ที่ซึ่งทุกคนสามารถมาสนุกสนานร่วมกันฉันมิตรสหาย ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าผู้บริโภคในเมืองไทยจะชื่นชอบ ‘ไล์ฟ์สไตล์แบบซุปเปอร์พาร์ค’ ที่เปี่ยมด้วยความสนุกสนาน มิตรภาพ และสุขภาพพลานามัย อย่างแน่นอน”

โดย SuperPark Thailand มีกิจกรรมและฐานเครื่องเล่นที่ทั้งสนุกสนานและปลอดภัยสำหรับผู้คนทุกเพศทุกวัยมากกว่า 20 ชนิด ภายในพื้นที่กิจกรรมหลัก 3 โซน เพื่อสร้างสรรค์ช่วงเวลาคุณภาพของครอบครัว เช่นเดียวกับซุปเปอร์พาร์คที่ฟินแลนด์ อันได้แก่

  • ดินแดนนักผจญภัย (Adventure Area): นำเสนอกิจกรรมการเล่นที่สนุกสนานตื่นเต้นสำหรับเด็ก ๆ และเยาวชน รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งมีทั้ง ไอ ทีชเชอร์ ลู – ห้องเรียนอัจฉริยะ (iTeacher·Lü), ด่านโหนสลิงดังจิ้งจอกแห่งสายลม (Flying Fox), เครื่องเล่นสไลด์เรือยาง (Tube Slide), เมืองนักผจญภัยตัวน้อย (Kid’s Adventure City), ด่านเครื่องกีดขวาง – หนทางสู่ยอดนินจา (Super Ninja), สนามสิงห์นักถีบ (Pedal Car Track) และอื่น ๆ อีกมากมาย

SuperPark

SuperPark

SuperPark

  • เกมอารีน่า – สังเวียนเจ้าแห่งเกม (Game Arena): ผู้เล่นสามารถเสิร์ฟและแข่งขันกันอย่างดุเดือดในเกม SuperTennis (เกมรูปแบบใหม่และมีเฉพาะที่ ซุปเปอร์พาร์ค ประเทศไทย แห่งเดียว), โชว์วงสวิงในเกม Baseball 2.0 สุดมันส์ (นำเสนอเวอร์ชั่นอัพเกรดที่ซุปเปอร์พาร์ค ประเทศไทย), ท้าทายกันใน โรโบคีปเปอร์ – ชิงประตูโกลจักรกล (Robo Keeper – AI goalie), แข่งกระโดดชู้ตลูกในสตรีทบาสเกตบอล (Street Basketball) โดยทุกฐานเครื่องเล่นมีเรดาร์และระบบดิจิทัลคอยวัดคะแนน ดังนั้น ผู้เล่นจึงท้าดวลแข่งขันเพื่อน ๆ (หรือคุณพ่อคุณแม่) ได้อย่างสนุกสนาน

SuperPark

  • ฟรีสไตล์ฮอลล์ (Freestyle Hall): ช่วยให้วัยรุ่นได้วางสมาร์ทโฟนและลงแข่งขันใน ซุปเปอร์บิ๊กดร็อป (SuperBigDrop) เกมรูปแบบใหม่ความสูงกว่า 7 เมตร และมีเฉพาะที่ ซุปเปอร์พาร์ค ประเทศไทย แห่งเดียว, ซุปเปอร์ไคลม์ – ฝ่าอุปสรรคหน้าผาจำลอง สูงกว่า 8 เมตร (SuperClimb) (นำเสนอเวอร์ชั่นอัพเกรดที่ซุปเปอร์พาร์ค ประเทศไทย), สเก็ต แอนด์ สกู๊ต เวิร์ลด์ – โลกติดล้อ (Skate and Scoot World) หรือกระเด้งลอยตัวกลางอากาศบน แทรมโพลีน แพล็ตฟอร์ม – เวทีฟรีจัมพ์ปิ้ง (Trampoline Platform), ท้าทายกันใน ซุปเปอร์บ็อกเซอร์ – AI มวยอัจฉริยะ (SuperBoxer – AI boxing) หรือสัมผัสกีฬาเมืองหนาวกับ ซุปเปอร์สกี ซีมูเลเตอร์  (SuperSki Simulator) และ ซุปเปอร์ไอซ์สเก็ตติ้ง (Super Ice Skating)

SuperPark

SuperPark

SuperPark

SuperPark

และพิเศษเฉพาะที่ SuperPark Thailand พบกับ เม้าท์ (Mound) สะพานที่จะพาคุณไปตื่นเต้นกับกิจกรรมที่ สนามสิงห์นักถีบ (Pedal Car Track) และ สเก็ต แอนด์ สกู๊ต เวิร์ลด์ – โลกติดล้อ (Skate and Scoot World)

SuperPark

นอกจากนี้ยังมีการบริการห้องจัดงานเลี้ยง 6 ห้อง เหมาะสำหรับการจัดกิจกรรมขององค์กร, งานเลี้ยงวันเกิด, งานพบปะสังสรรค์ในหมู่มิตรสหาย หรืองานฉลองในครอบครัว

สำหรับค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการ SuperPark Thailand ได้เสนอบัตรราคาพิเศษสำหรับวันธรรมดา จันทร์ – ศุกร์ ช่วงเย็น ราคา 220 บาท
ส่วนบัตรใช้บริการทั้งวัน (All Day pass) จะมีบัตรราคา 450 บาท สำหรับวันธรรมดา จันทร์ – ศุกร์ และ 650 บาท สำหรับซุปเปอร์เดย์ ระหว่างวันเสาร์-อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันปิดภาคเรียน
และบัตรซุปเปอร์เดย์ สำหรับวันเสาร์-อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันปิดภาคเรียน ช่วงเช้า ราคา 450 บาท รอบกลางวันราคา 500 บาท และรอบเย็นราคา 380 บาท

ทั้งนี้ยังมีบริการให้ยืมอุปกรณ์ที่จำเป็นครบครันทั้งรองเท้าสเก็ตน้ำแข็ง หมวกกันน็อก สเก็ตบอร์ด สกูตเตอร์ แผ่นรองเพื่อความปลอดภัย ไม้เบสบอลและลูกบอล ฯลฯ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ที่สำคัญกิจกรรมทั้งหมดนี้จะอยู่ภายใต้การควบคุมโดยทีมงานมากประสบการณ์ ซึ่งหลายคนเป็นผู้ฝึกสอนระดับสูง ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ปลอดภัยจากคลื่นความร้อน ฝน มลภาวะ รังสีอัลต้าไวโอเลต รวมถึงแมลงและยุง

และที่กล่าวมาทั้งหมด หากครอบครัวไหนใครสนใจจะพาลูกไปเล่นที่ SuperPark Thailand ในวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน นี้แล้ว ก็เตรียมไปสนุกสนานกันได้ ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ SuperPark Thailand ได้ที่ เว็บไซต์ www.superpark.co.th หรือ เฟซบุ๊ก www.facebook.com/superparkth

 

อ่านต่อบทความน่าสนใจ คลิก : 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่