ต้นไม้มีพิษ

ระวังต้นไม้มีพิษ ลูกเสี่ยงเสียชีวิตภายใน 1 นาที

จากบทความของคุณหมอ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ที่แม่น้องเล็กได้เข้าไปอ่าน และเตือนให้ระวัง ต้นไม้มีพิษ เพราะมีคุณแม่ชาวต่างชาติโพสต์เล่าเรื่องราวของลูกน้อยวัย 5 ขวบ ว่ามีอาการปวดท้อง หายใจลำบาก และเมื่อพาไปส่งที่โรงพยาบาล เพียง 30 นาทีต่อมาก็เสียชีวิต ซึ่งเกิดจากการกินใบสาวน้อยประแป้ง

Continue reading “ระวังต้นไม้มีพิษ ลูกเสี่ยงเสียชีวิตภายใน 1 นาที”

พ่อแม่ระวัง! ปล่อยลูกเล่นอาจโดนน้ำลายจากสุนัขและแมว อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตหากติดเชื้อ

โรคติดเชื้อจากน้ำลายสุนัขและแมว …เชื่อว่าใครหลายๆบ้าน หลายๆ ครอบครัว มักเลี้ยงน้องหมา น้องแมว ไว้เป็นเพื่อนเล่นให้กับเด็กๆ อยู่ในบ้าน … แต่เมื่อได้เลี้ยงเจ้าพวกนี้ไว้ในบ้านแล้ว สิ่งต้องห้าม คือ อย่าปล่อยให้สุนัขหรือแมวเลียปาก เลียหน้าเลียตา เพราะถ้าได้รู้จักโรคติดเชื้อจากน้ำลายสุนัขและแมว ทุกคนจะต้องสยองกับมันแน่นอน!!

โรคติดเชื้อจากน้ำลายสุนัขและแมว มีสาเหตุมาจากอะไร?

โรคติดเชื้อจากสุนัขและแมวเป็นอาการติดเชื้อจากแบคทีเรีย Pastsrera ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งโรคนี้จะทำให้เกิดหนองเลือด เป็นพิษตามผิวหนัง มือ หรือเยื่อไขกระดูกอักเสบ หากเป็นกรณีที่ร้ายแรงมาก อาจเสียชีวิตได้

โรคติดเชื้อจากน้ำลายสุนัขและแมว

สามารถพบได้จากภายในปากของสุนัข 75% และแมวมากถึง 97%  เจ้าของอาจใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับสัตว์เลี้ยงมากเกินไปจนทำให้ได้รับเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายผ่านน้ำลายของสัตว์เลี้ยง หรือการสูดดมเอาแบคทีเรียเข้าไปผ่านจมูก เช่น การจูบ หรือหอมสัตว์เลี้ยงประจำ

อาการของโรคติดเชื้อจากน้ำลายสุนัขและแมว

โรคติดเชื้อจากน้ำลายสุนัขและแมว
ภาพจริงจาก ชายคนหนึ่งซึ่งมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และเขาถูกเชื้อ canimorsus capnocytophaga หลังจากที่สุนัขของเขาเลียแผลที่เปิดบางส่วนในมือของเขา ขอบคุณภาพ และเรื่องจาก : http://creativeusefulideas.com/after-watching-this-you-will-never-let-your-dog-lick-your-face-again/
โรคติดเชื้อจากน้ำลายสุนัขและแมว
ภาพจริงจาก ชายคนหนึ่งซึ่งมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และเขาถูกเชื้อ canimorsus capnocytophaga หลังจากที่สุนัขของเขาเลียแผลที่เปิดบางส่วนในมือของเขา ขอบคุณภาพ และเรื่องจาก : http://creativeusefulideas.com/after-watching-this-you-will-never-let-your-dog-lick-your-face-again/

หากติดเชื้อผ่านการสูดหายใจเอาแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายผ่านจมูก อาจทำให้มีอาการคัดจมูกคล้ายเป็นหวัด แต่จริงๆ แล้วเป็นอาการของโพรงจมูกอักเสบ เป็นหนอง นอกจากนี้ยังอาจมีไข้สูง ไอค่อนข้างหนัก จนถึงขั้นไอเป็นเลือดเมื่อปอดติดเชื้อและหากเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ดวงตา ก็อาจทำให้มีอาการตาแดง และมีเลือดคั่งในตา

โรคติดเชื้อจากน้ำลายสุนัขและแมว อันตรายมากหรือไม่?

จริงๆ แล้วหากเป็นคนที่มีภูมิต้านทานโรคดี ร่างกายปกติแข็งแรงอยู่แล้ว ร่างกายอาจต่อต้านแบคทีเรียจนหายเป็นปกติได้เอง แต่หากยังคงได้รับเชื้อแบคทีเรียจากสัตว์เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง บวกกับร่างกายเริ่มไม่แข็งแรง พักผ่อนน้อย ทานอาหารที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ และไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียทำร้ายร่างกายหนักขึ้นเรื่อยๆ จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน ความรุนแรงของโรคจึงขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานโรค และสุขภาพของแต่ละคนด้วย

♥ บทความแนะนำน่าอ่าน : วัยเตาะแตะมีสัตว์เลี้ยงได้ไหมนะ
♥ บทความแนะนำน่าอ่าน : ปฐมพยาบาลสัตว์เลี้ยงข่วนกัดคุณหนู easy baby & kids

อ่านต่อ >> “วิธีสังเกตว่าสุนัขและแมว มีเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตราย” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

Update! ตารางวัคซีน ประจำปี 2560 สำหรับเด็กไทย

ตารางวัคซีน 2560 …สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่เพิ่งมีลูกในวัยทารกแรกเกิด เด็กเล็ก และเด็กโต อาจสงสัยว่า ลูกต้องรับวัคซีนอะไรบ้าง หรืออายุเท่าไหร่ควรฉีดตัวไหน …ซึ่งทางสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย จึงได้ออกตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยปกติ ซึ่งมีอายุตั้งแต่แรกเกิด – 12 ปี มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้ดูกันค่ะ

ตารางวัคซีน 2560 สำหรับลูกน้อย

วัคซีน ไม่ใช่ยารักษาโรค แต่การให้วัคซีนแก่เด็ก ถือเป็นการป้องกันโรคติดต่อในเด็ก ที่สามารถทำอันตรายให้พิการหรือเสียชีวิตได้ หน้าที่ของวัคซีนจะกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันโรค โดยสร้างขึ้นมาจากไวรัสหรือแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคชนิดนั้นๆ ทำหน้าที่กระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

โดยหลังจากที่คุณแม่คลอดน้องแล้ว คุณหมอจะทำการนัดเข้ามาอีกครั้งเพื่อตรวจสุขภาพลูกน้อยอีกครั้งหลัง 1 เดือน พร้อมกับตรวจร่างกายว่ามีความผิดปกติใดหรือไม่ โดยทางโรงพยาบาลจะมอบสมุดประจำตัวบันทึกสุขภาพ ซึ่งจะบันทึกวัคซีนต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อลูกน้อยซึ่งวัคซีนจำเป็นที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดตามวัยไว้ให้มีดังนี้

ตารางวัคซีน 2560

อ่านต่อ >> “รายละเอียดการให้วัคซีนเด็ก โดยทางสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย  ประจำปี 2560” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ตั้งครรภ์ 27-28 สัปดาห์ และพัฒนาการทารกในครรภ์

ช่วงนี้คุณแม่ท้องกำลังจะเริ่มเข้าสู่ไตรมาสที่สาม โดย พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 27-28 สัปดาห์ นี้ คุณแม่จะเริ่มมีอาการเหมือนคนใกล้คลอด มีหน้าท้องที่ใหญ่และลูกน้อยก็ทั้งดิ้นเก่งและตัวใหญ่ขึ้นจนเกือบคับท้องคุณแม่แล้วค่ะ

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 27-28 สัปดาห์

 

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 27-28 สัปดาห์

อาการคนท้อง 27-28 สัปดาห์

  • นอนไม่หลับ

คุณแม่อาจเกิดปัญหานอนไม่หลับ ตื่นบ่อย เนื่องจากท้องที่ใหญ่ขึ้น ทำให้รู้สึกเริ่มอุ้ยอ้าย และนอนไม่สบายตัว  ทำให้เพลียง่าย วิธีแก้ไขคือ คุณแม่ควรนอนในท่าที่ไม่อึดอัด เช่น ควรนอนตะแคงท่ากอดหมอนข้างโดยให้ขาข้างหนึ่งงอเข่าไว้ ส่วนขาอีกข้างเหยียดออก รวมถึงหาหมอนใบเล็กๆ มารองขาข้างที่งอ ก็จะทำให้รู้สึกสบายขึ้น

  • ปวดหลังมากขึ้น

เพราะน้ำหนักครรภ์ที่มากขึ้น ทำให้ร่างกายและหลังคุณแม่ต้องรับน้ำหนักและปรับสมดุลในการนั่ง ยืน เดิน  นอกจากนี้ส่วนที่รับน้ำหนักด้านล่างคือกระดูกเชิงกรานก็ขยายตัวเตรียมพร้อมเพื่อจะคลอด หลังของคุณแม่จึงต้องรับน้ำหนักมากขึ้น ดังนั้นคุณแม่จึงควรปรับท่าทางการยืน เดิน ให้เหมาะสม ไม่ก้ม ยกของหนัก เดินยืนตัว  สวมรองเท้าส้นเตี้ยๆ ที่เดินได้สบาย ไม่นั่งเก้าอี้หรือนอนบนเตียงที่นุ่มหรือยุบลงไป ก็จะป้องกันและบรรเทาอาการปวดหลังได้ค่ะ

  • ถ่ายปัสสาวะบ่อยขึ้น

คุณแม่จะมีอาการปวดปัสสาวะบ่อยมากขึ้น เพราะขนาดของมดลูกที่ไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ รวมถึงน้ำหนักตัวและการดิ้นของลูกที่กดลงกระเพาะปัสสาวะอีกด้วย

  • ร้อนง่าย

คุณแม่ท้องส่วนใหญ่มักจะมีอาการขี้ร้อน เหงื่อออกง่าย เพราะระบบสันดาป ฮอร์โมน และปริมาณเลือดในร่างกายที่เปลี่ยนไป ดังนั้นหากคุณแม่มีอาการร้อนง่าย เหงื่อออกง่าย จนรู้สึกหงุดหงิด ควรพยายามใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี อยู่ในอากาศที่โปร่งโล่งและเย็นสบาย เพื่อป้องกันไม่ให้รู้สึกร้อนมากจนหน้ามืด เป็นลม  แต่หากร้อนมากอาจพักคลายร้อนแล้วอาบน้ำให้สดชื่นได้บ้าง แต่ไม่ควรอาบน้ำเย็นนานเกินไป

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม อาการที่ไม่ควรเกิดขึ้นระหว่างท้องก่อน 37 สัปดาห์ คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์ 25-26 สัปดาห์ และพัฒนาการทารกในครรภ์

มาถึงสัปดาห์นี้ พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 25-26 สัปดาห์ คุณแม่จะแสดงอาการต่างๆ ที่บ่งบอกว่าลูกน้อยเติบโตมากขึ้น คุณแม่รับน้ำหนักมากขึ้น ซึ่งการเติบโตของลูกน้อยในแต่ละวันจะพัฒนาไปพร้อมกับสมอง ความจำ และความเก่งในหลายๆ ด้านมากขึ้นด้วยค่ะ

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 25-26 สัปดาห์

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 25-26 สัปดาห์

อาการคนท้อง 25-26 สัปดาห์

  • ตะคริว

คุณแม่จะมีอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณน่อง ต้นขา หรือปลายเท้า ที่เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้ โดยมักจะเป็นบ่อยๆ ในตอนกลางคืน สาเหตุมาจากการที่ร่างกายคุณแม่ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ วิธีบรรเทาอาการคือเมื่อเป็นตะคริว คุณแม่ควรค่อยๆ กระดกปลายเท้าขึ้น เพื่อให้กล้ามเนื้อที่จับตัวเหยียดตึงอยู่นั้นได้คลายออก นอกจากนี้ควรป้องกันการเกิดตะคริวด้วยการดื่มนม ทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงอย่างสม่ำเสมอค่ะ

  • น้ำหนักเพิ่มขึ้น

ในช่วงนี้น้ำหนักของคุณแม่จะเพิ่มขึ้นประมาณสัปดาห์ละ ½ กิโลกรัม ซึ่งเป็นเรื่องปกติ โดยคุณแม่สามารถรับประทานอาหารที่มีคุณค่าได้ในปริมาณที่เคยทาน ไม่ต้องกังวลว่าจะอ้วนไปหากน้ำหนักขึ้นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากนี้ขนาดของท้องคุณแม่ในแต่ละคนจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างและรูปร่างของคุณแม่ ปริมาณน้ำคร่ำและการเติบโตของลูกน้อยในครรภ์อีกด้วย ดังนั้นแม้ว่าคุณแม่ท้องท่านอื่นจะมีอายุครรภ์เท่าๆ กัน แต่ขนาดท้องเล็กหรือท้องใหญ่จะแตกต่างกันแน่นอนค่ะ

  • ปวดชายโครง เสียดท้องน้อย

เพราะขนาดของลูกน้อยและครรภ์ที่ใหญ่ขึ้นของคุณแม่จะยกสูงและเข้าไปใกล้กับชายโครง และในขณะที่ลูกน้อยในท้องดิ้น อาจทำให้มดลูกไปกดทับกระเพาะอาหาร จนทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกและรู้สึกเสียดชายโครงด้านใดด้านหนึ่งได้

  • ผิวพรรณคล้ำ มีรอยดำง่าย

ผิวพรรณของคุณแม่ในช่วงนี้จะสีสีคลำขึ้น อาจมีฝ้าขึ้นที่ใบหน้า มีรอยดำตามข้อพับ รักแร้ และมีเส้นดำกลางหน้าท้อง โดยเฉพาะใต้สะดือลงไปชัดเจนขึ้น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม โภชนาการสำคัญ แม่ท้องไตรมาส 2 คลิกต่อหน้า 2

ทารก

7 สิ่งสุดว้าว! ทารกทำได้ในครรภ์แม่

ทารกในครรภ์ ทำอะไรบ้าง แม้ลูกน้อยในครรภ์เป็นทารกตัวนิดเดียวแต่ ทารกทำอะไรในท้อง ได้มากมาย ทั้งเรียนรู้ จดจำ และคิดอะไรมากกว่าที่เราเคยคิดไว้เยอะเลย เพราะสมอง ความจำ พัฒนาการต่างๆ กำลังทำงานแล้ว ฉะนั้นหากคุณแม่ต้องการจะพัฒนาสมองลูกน้อยให้ฉลาดเมื่อโตขึ้นล่ะก็ ควรเริ่มได้ตั้งแต่ในครรภ์ค่ะ และนี่คือ 7 สิ่งสุดว้าวที่ ทารกทำได้ในครรภ์แม่

ทารกทำได้ในครรภ์แม่

7 สิ่งสุดว้าว ทารกทำได้ในครรภ์แม่

“ลูกน้อยในท้อง เรียนรู้ จดจำ และคิดอะไรมากกว่าที่เราเคยคิดไว้เยอะ”

ใครจะไปคิดว่าเด็กตัวเล็กๆ ในท้องที่กำลังก่อร่างสร้างตัว จะสามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆได้มากมาย ในสมัยก่อนบรรดาหมอๆ ต่างคิดว่า เด็กเกิดมาโดยไม่รู้จักโลกภายนอกเลย แต่งานวิจัยล่าสุดได้พบเบาะแสสำคัญที่บ่งชี้ว่า ลูกในท้องรู้อะไรมากกว่าที่เราเคยคิด และเริ่มเข้าใจแล้วว่า ลูกน้อยเริ่มพัฒนาประสาทสัมผัสต่างๆ และสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกครรภ์ได้ตั้งแต่ไตรมาสที่สาม หรือบางทีอาจจะก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำไป มาดูกันว่าสิ่งที่ ทารกทำได้ในครรภ์แม่ มีอะไรบ้าง

1. หนูรู้ว่า …เสียงอะไรนะ

ในมดลูกของคุณแม่นั้น จริงๆ แล้วไม่ได้เงียบสนิทอย่างที่คิด ลูกน้อยจะได้ยินเสียงต่างๆ ในร่างกายของคุณแม่ อย่างเสียงท้องร้อง เสียงหัวใจเต้น เสียงเรอหรือสะอึก และยังได้ยินเสียงที่อยู่ไกลออกไปได้อีกด้วย เช่น เสียงเอฟเฟ็กต์ในโรงหนัง หรือเสียงก่อสร้างต่างๆ โดยลูกน้อยก็จะมีปฏิกิริยาโต้ตอบเสียงดังนั้นด้วยการเตะ ถอง

แต่…ไม่ใช่ทุกเสียงที่จะเป็นเช่นนี้ มีอยู่เสียงหนึ่งที่มีความสำคัญต่อลูกน้อยอย่างมาก นั่นก็คือ เสียงของแม่ เมื่ออายุครรภ์ราวๆ เจ็ดหรือแปดเดือน เมื่อไรก็ตามที่แม่พูด อัตราการเต้นของหัวใจของลูกจะเต้นช้าลงเล็กน้อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเสียงของแม่มีผลทำให้ลูกสงบลงได้

นอกจากนี้ยังพบว่า เมื่อคลอดแล้ว ลูกน้อยสามารถจดจำเสียงของแม่ของตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่า ลูกน้อยมีความพึงใจในเสียงของพ่อ พี่ หรือเสียงอื่นๆ ที่ได้ยินบ่อยๆ ขณะอยู่ในครรภ์เหมือนเสียงของแม่ อาจเป็นเพราะเสียงของคุณแม่แตกต่างจากเสียงอื่นๆ คือคุณแม่ใช้เสียงสื่อสารกับลูกได้ 2 วิธีคือ เสียงข้างนอกที่ทะลุผ่านหน้าท้อง และเสียงภายในที่เกิดจากการสั่นของเส้นเสียง อีกทั้งลูกน้อยยังชอบเสียงของคุณแม่ที่ใกล้เคียงกับเสียงที่เขาเคยได้ยินในท้องมากกว่าด้วย (เสียงอู้อี้และต่ำ)

2. หนูรู้..ภาษาแม่

จากการวิจัยพบว่า ทารกสามารถเรียนรู้ภาษาแม่ (Native Language) ได้ขณะอยู่ในครรภ์ และชอบจังหวะและเสียงสูงต่ำของประโยคมากกว่าเป็นคำเดี่ยวๆ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าคุณแม่ต้องพูดคุยกับลูกตรงๆ เพื่อให้ลูกได้เรียนภาษา เพราะลูกน้อยสามารถเรียนรู้ได้เพียงแค่ฟังคุณแม่คุยอยู่กับคนอื่นๆ อีกทั้งยังสามารถเลือกจดจำบางอย่างจากหนังสือที่แม่อ่านให้ฟังได้ด้วย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ทารกทำอะไรได้บ้างตอนอยู่ในท้อง คลิกต่อหน้า 2

พฤติกรรมพ่อแม่ ทำร้ายจิตใจลูก

10 การกระทำพ่อแม่ ทำร้ายจิตใจลูก แบบไม่รู้ตัว!!!

การกระทำพ่อแม่ ทำร้ายจิตใจลูก หากพ่อแม่อยากให้ลูกเติบโตขึ้นอย่างคนที่ “เก่ง ดี มีสุข” คนสำคัญที่จะสามารถสร้างให้ลูกได้ ก็คือพ่อแม่ แต่บางครั้งพ่อแม่อาจมองข้ามการกระทำของตัวเองที่ส่งไปให้ลูก ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี 10 การกระทำของพ่อแม่ที่อาจทำร้ายจิตใจลูก โดยไม่รู้ตัว มาให้ทราบกันค่ะ

 

10 การกระทำพ่อแม่ ทำร้ายจิตใจลูก  แบบไม่รู้ตัว!!!

ด้วยความรักของพ่อแม่ที่อยากให้ลูกได้ดีมีอนาคตสดใส บางครั้งอาจจะเพลี่ยงพล้ำใส่อารมณ์กับลูก จนหลุดคำพูด หรือการกระทำที่ไม่ดีจนไปกระทบกับจิตใจของลูก ซึ่งพ่อแม่รู้กันหรือไม่ว่าคำพูด หรือการกระทำที่ไม่ดี สามารถสร้างปมในใจลูกไปจนโตได้ และต่อให้ลูกทำสิ่งต่างๆ ได้ดีแค่ไหน เขาก็จะมีคำพูดร้ายๆ จากพ่อแม่ที่คอยหลอกหลอนเขาอยู่ตลอดเวลา คำพูดที่ไม่ดี การกระทำที่แย่ๆ จากพ่อแม่ คือตัวขัดขวาง เป็นเสมือนอุปสรรคให้ลูกไปไม่ถึงฝั่งฝัน และไม่ประสบความสำเร็จกับทุกเรื่องในชีวิต

กำลังใจที่ดีและสำคัญที่สุดในชีวิตลูก ก็คือพ่อกับแม่ แล้วถ้าหากคุณกำลังทำหน้าที่พ่อแม่ให้กับหนึ่งชีวิตน้อยๆ ที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ คุณจะไม่อยากเห็นลูกที่รักเติบโตขึ้นอย่างเด็กที่มีคุณภาพกันหรือคะ   และนี่คือเรื่องที่พ่อแม่ส่วนใหญ่อาจทำร้ายจิตใจลูกไปโดยไม่รู้ตัว และหากคุณมีมากกว่า 5 ใน 10 ข้อ คุณควรต้องรีบแก้ไข ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ค่ะ

1. ไม่เคยรับฟังความคิดเห็นของลูก

เวลาทานข้าวนอกบ้านคุณเคยถามลูกไหมว่าเขาอยากทานอะไรเป็นพิเศษ เมนูโปรดของลูกคืออะไร?

ไปเที่ยวช่วงปิดเทอม คุณเคยถามลูกไหมว่าอยากไปทะเล น้ำตก หรือภูเขา?

อยากให้ลูกเรียนกิจกรรมเสริม คุณเคยถามลูกไหมว่าเขาอยากเรียนหรือเปล่า? ลูกสนใจศิลปะ  เต้นบัลเล่  หรือดนตรี?

และอีกสารพัดเรื่องเกี่ยวกับลูก พ่อแม่ลองถามตัวเองกันก่อนว่า แท้จริงแล้วคุณรู้อะไรที่เป็นตัวตนของลูกจริงๆ แค่ไหน หรือไม่เคยรู้เลย เพราะไม่เคยถามลูก ทุกอย่างที่ลูกทำนั้นคือสิ่งที่พ่อแม่ยัดเยียดให้ โดยที่ไม่รู้ว่าลูกอยากทำ อยากเป็น อยากได้จริงๆ ไหม

หากพ่อแม่ไม่เคยเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นบ้างเลย เมื่อถูกสะสมมากๆ เข้า ลูกจะเติบโตขึ้นอย่างเด็กที่คิดไม่เป็น และไม่มีความสุข เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่พ่อแม่กำหนดให้เท่านั้น การปิดกั้นความคิดของลูก ก็เท่ากับเป็นการปิดกั้นไม่ให้เด็กคนหนึ่งมีอนาคตตามแบบฉบับที่แท้จริงของเขาเอง

2. มีถ้อยคำรุนแรงให้ลูกตลอดเวลา

ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องเข้าใจก่อนว่าเด็กแต่ละคนถึงแม้จะอยู่ในช่วงวัยเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีพฤติกรรม คำพูด การกระทำ หรือมีพัฒนาการทักษะทุกด้านเก่งเหมือนกัน เพราะเด็กแต่ละคนเขาก็จะมีความสามารถ ความถนัดเฉพาะเรื่อง เฉพาะทางของเขา  หรือบางครั้งลูกอาจจะทำผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ โดยที่ลูกเองก็ไม่ได้ตั้งใจที่อยากจะทำให้ความผิดพลาดเกิดขึ้น เช่น ทำแก้วแตก เล่นแล้วลืมเก็บของเล่น  ทานข้าวไม่หมดจานเพราะแม่ตักให้ข้าวมากไป ฯลฯ

ทุกการกระทำของลูกไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อย หรือเรื่อใหญ่แค่ไหน สิ่งที่พ่อแม่ควรทำกับลูกคือการตั้งตั้งสติ แล้วค่อยๆ บอก ค่อยๆ สอนชี้แนะลูกว่าที่เขาทำนั้นอะไรดีไม่ดี  แต่ไม่ใช่การด่าทอว่าลูกด้วยถ้อยคำพูดที่รุนแรงทุกครั้ง เช่น ไอเด็กบ้าทำอย่างนี้ได้ไง ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าทำ หรือไอลูกบ้า เด็กเปรต ไอลูกนอกคอก หรือด่าชนิดที่สัตว์เลื้อยคลานเต็มบ้าน ฯลฯ ขอร้องว่าพ่อแม่อย่าพูดกับลูกแบบนี้เด็ดขาด เพราะการใช้ถ้อยคำด่าว่ารุนแรง นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น คำพูดเหล่านี้ยังจะไปกระทบกับใจลูกให้ยิ่งแย่เข้าไปอีก แล้วเด็กจะมีปมนี้ติดตัวไปจนโต แถมดีไม่ดีลูกก็จะเลียนแบบเอาพฤติกรรมแบบอย่างที่เห็นจากพ่อแม่ ติดตัวไปใช้กับคนอื่นได้นะคะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

3. ไม่เคยชื่นชม แถมยังทำลายความมั่นใจลูก

“ระบายสีส่งประกวดไม่ได้รางวัลที่หนึ่ง แต่ก็ได้รางวัลที่สามนะลูกไม่เป็นไร หนูดีที่สุดแล้วคนเก่งของแม่”

หรือ

“โง่ ทำอะไรก็ไม่เห็นเหมือนเพื่อน ดูซิเพื่อนเล่นกีฬาก็เก่ง เรียนหนึ่งสือก็เก่ง นี่อะไรเราไม่ได้เรื่องสักอย่าง ไม่เก่งเหมือนพ่อกับแม่เลยสักนิด น่าขายขี้หน้าคนอื่นจริงๆ เลย เด็กคนนี้”

ไม่ว่าลูกจะเรียนเก่ง หรือเล่นกีฬาเด่นหรือไม่ก็ตาม พ่อแม่มีหน้าให้กำลังใจ ชื่นชม และต้องเป็นครู เป็นโค้ชที่ดีคอยสอนชี้แนะแนวทางแก้ไขให้กับลูก แต่ไม่ใช่ไปซ้ำเติมตรงจุดอ่อนของลูก เพราะยิ่งจะทำให้เขาเสียขวัญ หมดกำลังใจ และขาดความมั่นใจกับทุกเรื่องที่ทำ ไม่ว่าจะเรียนหนังสือ เล่นกีฬา เล่นดนตรี ร้องเพลง ฯลฯ เติบโตขึ้นไปก็ไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

4. ลงโทษลูกทุกครั้ง เวลาที่ทำผิด

พ่อแม่คนไหนยังลงโทษลูกด้วยการตีอยู่บ้างคะ เข้าใจว่ารักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำโทษลูกด้วยการตีทุกครั้งนะคะ เพราะสมัยนี้มีการลงโทษหลายวิธีที่ดีกว่าการตีให้ลูกเจ็บ  อย่างการลงโทษลูกด้วยวิธี  Time in หรือ Time out คือให้ลูกนั่งเข้ามุมสัก 5-10 นาที หรือให้อยู่ในห้องนอนห้ามเล่นเกม เล่นของเล่น สัก 20-30 นาที โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องเข้าไปยุ่งกับลูก จากนั้นเมื่อครบเวลาทำโทษแล้ว ก็มานั่งคุยกันกับลูกว่าที่พ่อแม่ทำโทษลูกเพราะอะไร เขาทำผิดแบบนี้แล้วมันจะไม่ดีกับตัวเขาและคนรอบข้างยังไง พูดชี้ให้เขาเห็นถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพื่อให้เด็กเกิดการคิดตาม และสำนึกในความผิดของตัวเอง เพื่อที่ครั้งหน้าก่อนที่เขาจะทำแบบนี้อีก เขาจะได้เกิดการยับยั้งชั่งใจไม่ทำผิดซ้ำขึ้นอีก

การลงโทษด้วยการตี อาจทำให้เด็กเกิดความกลัว และไม่กล้าบอกพ่อแม่ทุกเรื่อง ไม่กล้ามาปรึกษา เพราะกลัวว่าถ้าพูด ถ้าถามพ่อแม่ จะต้องถูกลงโทษด้วยการตีแน่ๆ  ที่สำคัญการลงโทษด้วยการตีให้เจ็บ ยังจะเป็นการส่งต่อความรุนแรงให้ติดตัวเด็กไปจนโตได้ค่ะ

5. ใช้ความรุนแรงกับลูก

หากจะถามว่าในยุคสมัยนี้ยังมีพ่อแม่ที่ชอบสาดความรุนแรงใส่ลูก ยังมีอยู่บ้างหรือเปล่า ? คำตอบคือยังมีอยู่  ไม่ว่าจะเป็น

  • ดึงกระชากแขนลูก เวลาที่โมโห เพราะลูกไม่ได้ดั่งใจ
  • ตีลูกด้วยไม้แขวนเสื้อ เพราะลูกทำการบ้านไม่ได้
  • เอานิ้วจิ้มลงไปที่หน้าผากลูกจนลูกล้มหน้าหงาย เวลาที่ลูกพูดไม่รู้เรื่องว่าจะเอาอะไร

จริงๆ ยังมีความรุนแรงอีกหลายรูปแบบที่พ่อแม่อาจเผลอทำไปกับลูก ซึ่งบางครั้งมาจากตัวของพ่อแม่เอง ที่หงุดหงิดทะเลาะกันแล้วสุดท้ายก็มาลงกับลูก  เด็กที่ต้องอยู่กับความรุนแรงตลอดเวลา จะกลายเป็นเด็กที่เก็บกด ไม่รู้สึกรักพ่อแม่ และบางครั้งก็ไม่รักตัวเองหันไปคบเพื่อที่ไม่ดี ติดเกม และหลงเดินทางผิด  ติดยา ติดเหล้า ไม่ชอบเรียนหนังสือ เชื่อเพื่อนมากกว่าพ่อแม่

อ่านต่อ >> “10 การกระพ่อแม่ ทำร้ายจิตใจลูก” หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ตั้งครรภ์ 23-24 สัปดาห์ และพัฒนาการทารกในครรภ์

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 23-24 สัปดาห์ ของคุณแม่ จะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลายอย่างที่น่าสนใจ ทั้งสายตา เส้นผม และผิวพรรณ รวมทั้งเรายังมาไขข้อสงสัยเกี่ยวกับการกินวิตามินและทำสีผมมาฝากกันด้วยค่ะ

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 23-24 สัปดาห์

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 23-24 สัปดาห์

อาการคนท้อง 23-24 สัปดาห์

สำหรับคุณแม่ท้องสัปดาห์นี้ จะมีอาการ และการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง เรามีคำตอบมาให้ค่ะ

  • สายตาเปลี่ยน

เริ่มสังเกตกันไหมว่า ทำไมเดี๋ยวนี้มองเห็นอะไรไม่ค่อยชัด เบลอๆ มัวๆ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนมองไปที่ระยะนี้ก็สามารถมองเห็นได้ชัดแจ๋ว เหตุเพราะฮอร์โมนแม่ท้องและการบวมน้ำส่งผลต่อดวงตาของเรา ทำให้กระจกตาของคุณแม่หนาขึ้น เช่นเดียวกับอาการบวมน้ำในจุดอื่นๆของร่างกาย คุณแม่จึงมองเห็นได้ไม่ชัดนัก แต่ก็ไม่ถึงกับต้องไปหาจักษุแพทย์ ยกเว้นในรายที่มีปัญหาหนักมากจริงๆ เพราะอาการนี้จะหายไปเมื่อคลอดเจ้าตัวน้อยออกมาแล้ว นอกจากการมองไม่ชัดแล้ว ยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยได้ เช่น ตาแห้งหรือระคายเคืองมากขึ้น ซึ่งวิธีแก้อาการตาแห้งก็ง่าย แค่ซื้อน้ำตาเทียมมาหยอดเท่านี้ก็ช่วยได้แล้ว

  • เส้นผมหนา ขนดกขึ้น

นอกจากสายตาแล้ว อีกสิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจนสังเกตได้คือ เส้นผมที่หนาและเงางามมากกว่าปกติ นั่นเพราะร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศที่ชื่อว่า แอนโดรเจน เพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีที่คุณแม่จะได้ลองเปลี่ยนทรงผมให้เก๋ๆ ทำให้ดูสดใสไม่น้อย แถมกลายเป็นคุณแม่คนใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม

ในขณะที่บางคนท้องแล้วผมกลับไม่หนา แต่ดันมีขนขึ้นตรงอื่นแทน เช่น ตามใบหน้า หน้าอก หน้าท้อง ขน ขา และหลัง ก็ไม่ต้องตกใจไป ขนเหล่านี้จะหายไปหลังคุณแม่คลอด 3-6 สัปดาห์ค่ะ แต่ใครทนไม่ไหว จะโกน ถอน หรือแว๊กซ์ก็ได้ ส่วนการใช้ครีมกำจัดนั้นอาจไม่แนะนำ เพราะไม่รู้ว่ามีส่วนผสมที่ปลอดภัยหรือไม่ค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม พัฒนาการ การเปลี่ยนแปลงของแม่ท้อง คลิกต่อหน้า 2

ลำไส้อักเสบในเด็ก! กับวิธีสังเกตและดูแลรักษาเมื่อลูกน้อยเป็นลำไส้อักเสบ

น้องเป่าเปา ป่วย  …อีกหนึ่งโมเม้นท์ที่เพิ่งเคยได้เห็น  สำหรับเด็กน้อยร่าเริงอย่าง น้องเป่าเปา ลูกสาวแม่กุ๊บกิ๊บกับพ่อบี้ ที่เกิดป่วยจนมีอาการซึม กินอะไรไม่ได้ แม้กระทั่งกินยายังอาเจียนออกมา

เป็นภาพที่ทำให้แฟนคลับต่างพากันสงสาร และให้กำลังใจขอให้น้องหายไวๆ เมื่อ “น้องเป่าเปา” ลูกสาวสุดน่ารักของคุณแม่กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ กับคุณพ่อบี้ kpn ซึ่งคุณแม่กุ๊บกิ๊บต้องพาตัว น้องเป่าเปา ไปหาหมอด่วนเนื่องจากไข้ขึ้นสูง 38 องศาเซลเซียส หลังจากกลับมาจากต่างประเทศ

น้องเป่าเปา ป่วย ไข้ขึ้น-ท้องอืด หมอตรวจพบเชื้อไวรัสในลำไส้ 

น้องเป่าเปา ป่วย

น้องเป่าเปา ป่วย

และคุณหมอยังตรวจพบว่ามีเชื้อไวรัสที่ลำไส้ โดยคุณแม่กุ๊บกิ๊บคาดว่าอาการป่วยของน้องเป่าเปาน่าจะมาจากการที่น้องชอบอมรองเท้าตัวเอง เลยทำให้ท้องอืดและมีไข้ ซึ่งหากน้องถ่ายเอาเชื้อโรคออกมาได้หมดไข้ก็จะหาย

ซึ่งคุณแม่กุ๊บกิ๊บ ได้โพสต์คลิปพร้อมแคปชั่นว่า

“*poor baby หมาหงอย!!!!555555555555555555555 ป้ารี่คุยด้วยก็ไม่คุย @icherry9 ..ปล. มีเชื้อไวรัสที่ลำไส้ คาดว่าน่าจะมาจากการอมตรีนตัวเองเมื่อวานแล้วมันมีเชื้อโรค5555555555555 (รองเท้านางคงไปเหยียบโดนเชื้อโรคมา) เลยทำให้ท้องอืดและมีไข้ต้องรอจนกว่านางจะถ่ายเชื้อโรคออกมาหมดไข้ก็จะหายค่ะ ตอนนี้ชึมๆแต่ไข้ลดละขี้อ้อนหนักมากกกก รอดูว่าคืนนี้ไข้จะขึ้นอีกไหม”

ชมคลิป >> “น้องเป่าเปา ซึมหนักไข้ขึ้น พร้อมวิธีสังเกตและรักษาเมื่อลูกเป็นลำไส้อักเสบ” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ภาพถ่ายนาทีแรกคลอด

12 สุดยอด ภาพถ่ายนาทีแรกคลอด ชนะการประกวดภาพถ่ายประจำปี 2017

ภาพถ่ายนาทีแรกคลอด ที่จะทำให้ทุกครอบครัวได้ประทับใจไปกับนาทีของการกำเนิดชีวิตใหม่ที่สุดแสนเจ็บปวด แต่ก็น่าประทับใจยิ่งนัก ภาพถ่ายชุดนี้ได้ชนะการประกวดภาพประจำปี 2017 จัดขึ้นโดยองค์กรนานาชาติของช่างภาพมืออาชีพ ทีมงาน Amarin Baby and Kids จะพาไปชม ภาพถ่ายนาทีแรกคลอด ภาพนาทีชีวิตที่ถูกบันทึกไว้ได้อย่างงดงาม

 

ภาพถ่ายนาทีแรกคลอด

Image source: Natasha Hance – Birth Unscripted

1. ของขวัญล้ำค่าจากสรวงสวรรค์

 

ภาพถ่ายนาทีแรกคลอด

Image source: Kourtnie Scholz

2. เธอคือทุกเรื่องราวที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉัน

 

ภาพถ่ายนาทีแรกคลอด

Image source: Vanessa Mendez Birth Photography

3. สิ้นสุดการรอคอยที่คุ้มค่า นี่คือน้ำตาแห่งความปิติยินดีที่มอบให้กับชีวิตน้อยๆ แก้วตา ดวงใจของแม่

 

ภาพถ่ายนาทีแรกคลอด

Image source: KEDocumentary

4. พวกเราตกหลุมรักกันและกันอีกครั้ง

อ่านต่อ >> “ภาพถ่ายนาทีแรกคลอด” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ยาฉีดคุมกำเนิดสำหรับผู้ชาย

นักวิจัยค้นพบ! ยาฉีดคุมกำเนิดสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ ไม่ต้องทำหมัน ประสิทธิภาพสูงเกือบ 100%

คุณแม่เตรียมเฮ คุณพ่อเตรียมตัว นักวิจัยค้นพบ “ ยาฉีดคุมกำเนิดสำหรับผู้ชาย โดยเฉพาะ ” ประสิทธิภาพสูงแทนการทำหมันได้ เกือบ 100% พร้อมพัฒนาให้ได้ผลดีขึ้นเพื่อลดผลข้างเคียงต่าง ๆ เช่น ความซึมเศร้าและความผิดปกติทางอารมณ์

นักวิจัยค้นพบ! ยาฉีดคุมกำเนิดสำหรับผู้ชาย โดยเฉพาะ

นิตยสาร The Journal of  Endocrinology & Metabolismได้ทำการเผยแพร่ถึงสิ่งที่จะมาช่วยในเรื่องการคุมกำเนิดของเพสชายเพราะการคุมกำเนิดของเพสชายนั้นมีเพียงการใช้ถุงยางอนามัยและการทำหมันเพียงเท่านั้น

ปัจจุบันในขณะที่ผู้หญิงมีวิธีการคุมกำเนิดได้หลายวิธี แต่ผู้ชายกลับมีทางเลือกไม่มากนักในการคุมกำเนิด เช่น การใช้ถุงยางอนามัย และการทำหมัน เป็นต้น

ดังนั้น การพัฒนาทางเลือกสำหรับการคุมกำเนิดสำหรับผู้ชายจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีข้อมูลว่า การตั้งครรภ์ 40 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกนั้นเป็นการตั้งครรภ์แบบไม่ได้ตั้งใจ จากข้อมูลของ Guttmacher Institute

ทั้งนี้ได้มีการค้นพบว่า ยาคุมกำเนิดชายเเบบฉีดที่กำลังพัฒนาและทดสอบอยู่ มีประสิทธิผลในการป้องกันการตั้งครรภ์ถึง 96 เปอร์เซ็นต์ ยาคุมกำเนิดชายนี้มีฤทธิ์ควบคุมการผลิตเชื้ออสุจิให้ลดจำนวนลง จนไม่สามารถก่อให้เกิดการตั้งครรภ์ได้

ยาฉีดคุมกำเนิดสำหรับผู้ชาย

โดยขั้นตอนการทดสอบเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดแบบฉีดนั้น ได้ทดสอบกับชายจำนวน 320 คน อายุระหว่าง 18 ถึง 45 ปี ทุกคนมีคู่สมรสเพียงแค่คนเดียว อายุระหว่าง 18 ถึง 38 ปี และแต่งงานกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยผู้ชายทุกคนนั้นมีจำนวนสเปิร์มปกติในวันแรกของการศึกษา

จากนั้น ผู้ชายทุกคนจะได้รับการฉีดฮอร์โมนโปรเจสโตเจนที่ชื่อ norethisterone enanthate (NET-EN) ขนาด 200 มิลลิกรัม และฮอร์โมนแอนโดรเจนที่ชื่อ testosterone undecanoate (TU) ขนาด 1,000 มิลลิกรัม

ยาฉีดคุมกำเนิดสำหรับผู้ชาย

โดยได้มีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพคอยฉีดยาคุมกำเนิดให้ทุก ๆ 8 สัปดาห์ เป็นเวลารวมกัน 26 สัปดาห์ เพื่อลดจำนวนสเปิร์ม อาสาสมัครจะต้องให้ตัวอย่างน้ำอสุจิเพื่อนำไปทดสอบหลังจากผ่านไปแล้ว 8 และ 12 สัปดาห์ และจากนั้นก็ให้อีกทุก 2 สัปดาห์ จนกว่าจะเข้าเกณฑ์ว่าจำนวนสเปิร์มได้ลดลงจนถึงระดับที่กำหนดไว้ ในช่วงลดสเปิร์มนี้ คู่สามีภรรยาได้รับคำแนะนำให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบไม่ใช้ฮอร์โมนวิธีอื่นร่วมไปด้วย

และเมื่อจำนวนสเปิร์มในน้ำอสุจิลดลงจนน้อยกว่า 1 ล้านตัวต่อ 1 มิลลิลิตรแล้วในการทดสอบสองครั้งติดต่อกัน คู่สามีภรรยาได้รับคำแนะนำให้เชื่อวิธีการคุมกำเนิดแบบฉีดอย่างเดียว ในช่วงนี้ ผู้ชายยังได้รับยาคุมกำเนิดแบบฉีดอยู่ทุก ๆ 8 สัปดาห์จนกว่าจะครบ 56 สัปดาห์ และให้ตัวอย่างน้ำอสุจิทุก ๆ 8 สัปดาห์เพื่อให้มั่นใจว่าจำนวนสเปิร์มยังอยู่ในระดับต่ำ และเมื่อเลิกให้ยาคุมกำเนิด นักวิจัยก็ทำการนับต่อไปว่าจำนวนสเปิร์มกลับมาเพิ่มขึ้นเร็วเพียงใด

อ่านต่อ >> “นักวิจัยค้นพบ! ยาฉีดคุมกำเนิดสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะแทนการทำหมันได้” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อย่าปล่อยให้ลูกเล่นดิน

อย่าปล่อยให้ลูกเล่นดิน เสี่ยง โรคเมลิออยโดสิส

จากการเตือนของกรมควบคุมโรค ที่มีการพยากรณ์ให้เฝ้าระวัง 4 โรคที่จะระบาดในปี 2560 นี้ หนึ่งในโรคที่สำคัญคือ โรคเมลิออยโดสิส ซึ่งจากข้อมูลในปี 2559 พบว่ามีผู้ป่วย 3,171 คน และเสียชีวิต 6 คน ซึ่งพบมากในช่วงฤดูฝน คาดว่าในปีนี้ จะมีผู้ป่วยถึง 3,000 คน

Continue reading “อย่าปล่อยให้ลูกเล่นดิน เสี่ยง โรคเมลิออยโดสิส”

แม่โพสต์เตือน! ระวัง “ขนมปนเปื้อนสารพิษ” ลูกป่วยหนักเข้ารพ. อันตรายถึงชีวิต!

ขนมไม่มีอย. อันตราย ขึ้นชื่อว่า ขนม เป็นของที่เด็กๆทุกคนย่อมชอบกินกันอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรพิจารณา ก่อนเลือกซื้อขนมให้ลูกคือ ควรอ่านฉลาก และดูเลขที่อย. ด้วยทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย

ไม่เช่นนั้นแล้วหากลูกกินขนมที่ไม่มีฉลากอย. เข้าไป หรือขนมที่ไม่มีรายละเอียดบอกสารอาหารอะไรบนฉลากเลย ขนมนั้นอาจมีสารพิษเจือปนอยู่ เมื่อลูกกินขนมเหล่านั้นเข้าไปก็อาจทำให้ได้รับสารพิษ เป็นอันตรายต่อร่างกายได้

ดังเช่นเหตุการณ์นี้ ซึ่งคุณแม่ท่านหนึ่งได้ออกมาโพสต์เตือน ผ่านบนเฟซบุ๊กชื่อ เบียร์ กิ๊กก๊อก โดยเล่าถึงอาการของลูกสาววัย 6 ขวบ หลังจากกินขนมชนิดหนึ่งเข้าไปว่า…

ซึ่งหลังจากน้องกินเข้าไป แรกๆจะเฉยๆ ซักพักจะเริ่มเวียนหัว และอาเจียนอย่างหนัก นอนซึม ตาลอย เรียกไม่ตอบ ไม่รู้สึกตัว ผู้เป็นแม่จึงรีบเรียกรถพยาบาลมารับ

ขนมไม่มีอย. อันตราย

อ่านต่อ >> แม่โพสต์เตือน! ระวัง “ขนมปนเปื้อนสารพิษ” ลูกป่วยหนักเข้ารพ.” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โลหิตจาง จากการขาดธาตุเหล็ก ในแม่ตั้งครรภ์

โลหิตจาง จากการขาดธาตุเหล็ก ในแม่ตั้งครรภ์

โลหิตจาง จากการขาดธาตุเหล็ก ในแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่ท้องต้องการธาตุเหล็กมากกว่าคนทั่วไป เพราะร่างกายต้องนำมาสร้างรกและทารก สร้างเลือดให้แม่ เพราะฉะนั้นการกินอาหารที่มีธาตุเหล็กอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ

โลหิตจาง จากการ ขาดธาตุเหล็ก ในแม่ท้อง
โลหิตจาง จากการขาดธาตุเหล็ก ในแม่ตั้งครรภ์

โรคโลหิตจาง เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยในคุณแม่ตั้งครรภ์ คือ โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งผลกระทบที่เกิดกับคุณแม่และลูกน้อยจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเด็ดขาด

โลหิตจาง จากการขาดธาตุเหล็ก ในแม่ตั้งครรภ์ จะมีผลกระทบต่อลูกและคุณแม่อย่างไรบ้าง

โรคโลหิตจาง หมายถึง โรคจากสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดภาวะที่มีเม็ดเลือดแดงน้อยจนทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ ขึ้น โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ก็หมายถึง ภาวะที่มีเม็ดเลือดแดงน้อยจากการขาดธาตุเหล็ก พบได้มาก ประมาณการณ์ว่ามีคนร้อยละ 1-2 เป็นโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก แต่หากรวมผู้ที่โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กแต่ไม่มีอาการ พบประมาณร้อยละ 12

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กมีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์หลายอย่างคือ เพิ่มความเสี่ยงในการแท้ง การคลอดก่อนกำหนด ลูกในครรภ์น้ำหนักน้อย ลูกในครรภ์มีโลหิตจาง หากโลหิตจางมาก อาจทำให้เกิดน้ำคร่ำน้อย ซึ่งทำให้เด็กเสียชีวิตในครรภ์ได้ นอกจากนั้นยังอาจเกิดอันตรายกับมารดาในช่วงคลอด เพราะอาจตกเลือดจนเสียชีวิตได้ค่ะ

ทำไมแม่ท้องจึงเสี่ยง โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

เพราะการตั้งครรภ์ทั่วไปจะทำให้เกิดโลหิตจางในช่วงไตรมาสที่สอง ซึ่งช่วงนั้น น้ำเหลือง (พลาสม่า) จะเพิ่มมากกว่าเม็ดเลือดแดง ทำให้เสมือนว่าเม็ดเลือดแดงซึ่งอยู่ในน้ำเหลืองมีจำนวนน้อยลง อีกทั้งธาตุเหล็กจากการรับประทานอาหารมักไม่เพียงพอ เนื่องจากคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการธาตุเหล็กมากกว่าปกติ เพื่อเสริมสร้างส่วนของทารกและส่วนของมารดา โดยคนท้องทั่วไปต้องการธาตุเหล็กตลอดการตั้งครรภ์จำนวน 1,000 มิลลิกรัม โดยจำนวน 300 มิลลิกรัม ไปสร้างส่วนที่เป็นรกและทารก จำนวน 500 มิลลิกรัม ไปเพิ่มส่วนที่เป็นโลหิตของแม่ และจำนวน 200 มิลลิกรัม ถูกขับออกทางอุจจาระ ปัสสาวะ และเหงื่อ ดังนั้นคนท้องทุกคน จึงต้องเสริมธาตุเหล็ก ยิ่งหากเป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กยิ่งต้องเสริมจำนวนมากกว่าคนทั่วไป

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม อาการแบบนี้อาจเป็น โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก คลิกหน้า 2

พัฒนาการ-การตั้งครรภ์-21-22-สัปดาห์

ตั้งครรภ์ 21-22 สัปดาห์ และพัฒนาการทารกในครรภ์

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 21-22 สัปดาห์ ในช่วงนี้คุณแม่อาจมีอาการแสบร้อนกลางอก มีปัญหาระบบการย่อยอาหาร เพราะท้องที่ใหญ่ขึ้น แต่ข่าวดีคือจะสามารถเล่น พูดคุยกับลูกน้อยในช่วงสัปดาห์นี้ได้มากขึ้น ลูกน้อยจะเริ่มตอบสนองต่อเสียงที่คุ้นเคยได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

 พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 21-22 สัปดาห์

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 21-22 สัปดาห์

อาการคนท้อง 21-22 สัปดาห์

  • ยอดมดลูกสูง หน้าท้องขยายใหญ่ขึ้น ตอนนี้ยอดมดลูกของคุณแม่อยู่สูงกว่าสะดือครึ่งนิ้วแล้ว รวมทั้งหน้าท้องก็ใหญ่ขึ้นจนเห็นได้ชัด ทำให้คุณแม่ต้องแบกรับน้ำหนักท้องที่มากขึ้น จึงควรระมัดระวังการเปลี่ยนอิริยาบถต่างๆ โดยค่อยๆ ลุกยืน ลุกจากที่นอน ลุกจากที่นั่ง เพื่อป้องกันการล้ม และหน้ามืด
  • สดชื่นแจ่มใสมากขึ้น เพราะอาการไม่สบอารมณ์ต่างๆ จากความอ่อนเพลีย เข้าห้องน้ำบ่อย หรือแพ้ท้องก็ลดน้อยลงแล้ว ทำให้คุณแม่รู้สึกกระปรี้กระเปร่ามีพลังขึ้น
  • มีอารมณ์ทางเพศมากขึ้น คุณแม่บางคนอาจมีอารมณ์ทางเพศมากกว่าที่เคยเป็น ซึ่งหากไม่มีความเสี่ยงอะไร คุณแม่ก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์ได้ปกติ ในท่าที่ไม่กดทับหน้าท้องค่ะ
  • อาการปวดขาหรือเป็นตะคริวเริ่มมาเยือน หาหมอนมาหนุนขาตอนนอนจะช่วยได้
  • แสบร้อนกลางอก อาการแสบร้อนกลางอกจากกรดไหลย้อนนั้นถือเป็นผลข้างเคียงมาจากการตั้งครรภ์ โดยเกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายอย่างรวดเร็วแบบไม่ยั้ง ทำให้หูรูดบริเวณกระเพาะอาหารและหลอดอาหารคลายตัวมากกว่าปกติ กรดจึงไหลย้อนกลับขึ้นไปนั่นเอง

ป้องกันอาการแสบร้อนกลางอก….โดยปกติเราจะกินข้าวกันหลักๆ 3 มื้อต่อวัน แต่เมื่อมีเบบี๋ในท้องแล้ว เราอาจต้องปฏิวัติตัวเองกันใหม่ เพื่อป้องกันหรือบรรเทาให้อาการแสบๆ ร้อนๆ กลางอกลดน้อยลง เพราะอาการแบบนี้เวลาเกิดขึ้นแล้วทรมานใช่เล่น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม พัฒนาการ การเปลี่ยนแปลงของแม่ท้อง คลิกต่อหน้า 2

ภาษีสินสอด

พ่อแม่เตรียมตัว รัฐบาลเรียกเก็บภาษีสินสอด

สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ หรือว่าที่สามีภรรยาที่มีฐานะ ที่จัดงานแต่งงาน มีเงินสินสอดทองหมั้น ทางกรมสรรพากรเตรียมเรียกเก็บ ภาษีสินสอด แล้ว โดยภาษีเหล่านั้น ถ้ามอบให้ก่อนทำการจดทะเบียนสมรส ก็ต้องนำสินสอดในส่วนที่มีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป ไปเสียภาษีอัตรา 5%

Continue reading “พ่อแม่เตรียมตัว รัฐบาลเรียกเก็บภาษีสินสอด”

จุกหลอก

จุกหลอก 5 ข้อดี 5 ข้อเสีย ที่ควรรู้ก่อนใช้

จุกหลอก ตัวช่วยในการเลี้ยงลูกที่หลายบ้านเลือกใช้ เพราะอาจทำให้ลูกอยู่นิ่ง หยุดร้องไห้งอแง และหลับง่าย แต่สำหรับบางครอบครัวกลับมองว่า จุกหลอกอาจไปทำลายพัฒนาการบางอย่างของลูก ซึ่งเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ความจริงจะเป็นอย่างไร มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่ต้องให้ลูกใช้จุกหลอก คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ข้อดี ข้อเสียของจุกหลอก กันก่อนดีกว่าค่ะ

จุกหลอก คืออะไร เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่

จุกหลอก เกิดขึ้นมานานนับศตวรรษแล้ว เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลาย สงบ ไม่ร้องกวนใจตลอดวัน ในสมัยก่อนจะใช้อะไรก็ได้ที่เด็กสามารถคาบไว้ได้อย่างปลอดภัย เช่น ห่วงยางกัด แต่ในปัจจุบัน เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้า จุกหลอกจึงได้พัฒนาให้มีรูปร่างเลียนแบบหัวนมของแม่ โดยผลิตจากซิลิโคนหรือยางที่มีความยืดหยุ่น และใช้งานได้สะดวก ส่วนใหญ่จะนิยมใช้กับทารกในช่วง 3 เดือนแรกที่ยังปรับตัวไม่ได้ ร้องไห้งอแง และต้องการดูดตลอดเวลาเพื่อความอบอุ่นใจ

จุกหลอก ข้อดี

ข้อดีของจุกหลอก

การจะให้ลูกใช้ จุกหลอก หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละครอบครัวเป็นสำคัญ ซึ่งจุกหลอกก็มีข้อดีหลายประการที่ช่วยให้การเลี้ยงลูกเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เช่น

  1. ลดภาวะ Overfeeding ให้กับลูก

เพราะในช่วง 3 เดือนแรก เป็นช่วงที่ลูกต้องปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ทั้งยังต้องการความอบอุ่นใกล้ชิดจากแม่ จึงร้องไห้ขอดูดนมตลอดเวลา หากคุณแม่ให้นมมากเกินไปก็จะเกิดภาวะ Overfeeding ทำให้ลูกปวดท้อง แน่นท้อง อาเจียน ถ่ายบ่อย หายใจอึดอัด นอนหลับไม่ดี เกิดเสียงครืดคราดในลำคอ และขย้อนน้ำนมออกทางจมูกหรือสำลักลงหลอดลมได้ ส่วนตัวคุณแม่เองก็อาจเจ็บหัวนมเพราะการใช้งานที่หนักเกินไป การใช้จุกหลอกก็จะเป็นทางออกที่ดีที่จะเบรคลูกไม่ให้กินนมมากจนเกิดภาวะ Overfeeding ได้

  1. ช่วยให้ลูกมีความสุข ไม่ร้องไห้งอแง

เนื่องจากลูกยังไม่คุ้นชินกับโลกใบใหม่ อาจมีความหวาดกลัว ร้องไห้ไม่หยุด หรือมีอาการโคลิก การได้ดูดจุกหลอกจะช่วยให้ลูกผ่อนคลาย อบอุ่นใจ มีความสุข สงบนิ่ง และนอนหลับง่ายขึ้น ทั้งยังบรรเทาความเจ็บปวด ไม่สบายตัวได้อีกด้วย จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่นิยมใช้จุกหลอกเมื่อลูกร้องไห้นาน ๆ อย่างไม่มีสาเหตุ

  1. มีประโยชน์กับทารกที่คลอดก่อนกำหนด

ทารกที่คลอดก่อนกำหนดจะต้องได้รับอาหารทางสายยางในระยะแรก และเมื่อเข้าสู่ช่วงฝึกดูดนม หากได้ซ้อมใช้จุกหลอกก่อนดูดเต้าจริง ก็จะช่วยให้ลูกดูดเต้าเป็นเร็วขึ้น และประสบความสำเร็จในการเข้าเต้าได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

  1. ป้องกันการตายเฉียบพลันในทารก (SIDS)

SIDS (Sudden Infant Death Syndrome) เป็นภาวะการเสียชีวิตอย่างฉับพลันในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี หลังจากที่นอนหลับไปแล้ว โดยไม่มีสัญญาณใด ๆ เตือนก่อนล่วงหน้า และไม่สามารถอธิบายถึงสาเหตุของการเสียชีวิตได้ ในต่างประเทศจึงนิยมให้ลูกดูดจุกหลอกขณะนอนหลับจนถึงอายุ 1 ปี อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่า จุกหลอกสามารถช่วยลดโอกาสในการเกิดภาวะ SIDS ในเด็กเล็กได้

  1. ลดพฤติกรรมเล่นน้ำลาย ดูดนิ้วมือ

การเล่นน้ำลายหรือดูดนิ้วมือเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการในเด็กเล็กที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเจอ และหากลูกนำมือที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนจากการหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ อย่างไม่ระมัดระวังเข้าปาก อาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารจนท้องเสีย อาเจียนรุนแรง การใช้จุกหลอกจึงเป็นทางออกที่จะป้องกันพฤติกรรมนี้ของลูกได้เป็นอย่างดี

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ >> ข้อเสียของจุกหลอก ที่แม่ไม่ควรมองข้าม คลิกหน้า 2

เด็กอนุบาลถูกครูทำโทษ มัดมือ ปิดตา

มีข่าวจาก Amarin TV กล่าวว่า พบผู้ใช้เฟซบุ๊ก DR.K v.3 โพสต์ภาพ เด็กอนุบาลถูกครูทำโทษ โดยการมัดมือ ปิดตา โดยอ้างว่าเพราะฉีกกระดาษเล่น โดยคุณพ่อของเด็ก ให้ข้อมูลว่า ครูประจำชั้นเล่าให้ฟัง ว่าถูกครูมัธยมจับลงโทษ ด้วยการใช้สก็อตเทป มัดมือ และปิดตา

Continue reading “เด็กอนุบาลถูกครูทำโทษ มัดมือ ปิดตา”