3 โรคที่แม่ป่วย ต้องระวัง อยู่กับลูกอย่างไรไม่ให้ลูกติดเชื้อ

แม่ลูกอ่อนเป็นหวัด ต้องระวัง… เพราะวัยทารกเป็นช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันโรคของลูกน้อยยังไม่สมบูรณ์ เด็กเล็กจึงติดเชื้อโรคติดต่อต่างๆ ได้ง่าย ซ้ำอาการยังอาจรุนแรงกว่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่ที่มีภูมิต้านทานมากกว่า Continue reading “3 โรคที่แม่ป่วย ต้องระวัง อยู่กับลูกอย่างไรไม่ให้ลูกติดเชื้อ”

วิธีขอขมาพ่อแม่ เพื่อให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง เรื่องสำคัญที่ลูกควรทำ!

วิธีขอขมาพ่อแม่ คนเราเกิดมาย่อมมีผิดพลาดกันได้ แล้วแต่ว่าความผิดพลาดในครั้งนั้น สร้างความเสียใจให้กับใคร แต่ที่พบได้บ่อย นั่นก็คือการทำผิดพลาดกับคนในครอบครัว ซึ่งถ้าหากเป็นคนอื่น เพื่อน แฟน หรือเพื่อนร่วมงาน เราคงพูดคำว่าขอโทษ และบางครั้งอาจรุนแรงถึงขั้นตัดขาดความสัมพันธ์ แต่เมื่อคุณเป็นลูกที่ดื้อ เกเร หรือมีเรื่องที่ทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจ ความสัมพันธ์ที่เป็นพ่อ แม่ ลูก ไม่สามารถตัดขาดได้

พิธีกรรม หรือ วิธีขอขมาพ่อแม่ จะไม่ถูกจัดขึ้นก็ได้ เพราะสำหรับพ่อแม่แล้ว ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร ก็ย่อมให้อภัยลูกได้เสมอ แต่ในความเชื่อของคนไทย ถูกปลูกฝังและเน้นย้ำเรื่องความกตัญญู การกระทำที่ทำไม่ดีกับพ่อแม่ จึงจำเป็นต้องมีการขอโทษพ่อแม่อย่างเป็นพิธี เพราะไม่อย่างนั้น สิ่งที่ทำไปจะกลายเป็นกรรมไม่ดีที่ติดตัวลูก ชีวิตจะเจอแต่ปัญหาอุปสรรค และนั้นก็ยิ่งอาจทำให้พ่อแม่เป็นทุกข์มากยิ่งขึ้น เมื่อเห็นลูกไม่มีความสุข

การขอขมาพ่อแม่ จึงเป็นวิธีอย่างหนึ่งเพื่อให้ความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตลูก ซึ่งสามารถทำได้ทุกเวลา ทุกเทศกาล ไม่ใช่เฉพาะวันพ่อ วันแม่ เท่านั้น เพราะใน 1 ปีที่ผ่านมา เราไม่อาจรู้ได้ว่า มีสิ่งใดบ้างที่เราทำลงไป และเป็นเหตุให้พ่อแม่ไม่พอใจ ไม่สบายใจบ้าง ไม่ว่าโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม และการขอขมาพ่อแม่ ยังเป็นแสดงออกถึงความสำนึกในบุญคุณของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเรามาอีกด้วย ซึ่งการขอขมาพ่อแม่สามารถทำได้ทุกวัน

ดังนั้นหากใครที่อยากขอขมาในสิ่งที่ทำไม่ดีกับพ่อ-แม่ เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับตัวเองและครอบครัว ลองมาดู วิธีขอขมาพ่อแม่ และบทสวดขอขมากรรม ที่เรานำมาฝากกันค่ะ

วิธีขอขมากรรมพ่อแม่ ที่ถูกต้องตามหลัก

สิ่งที่ต้องเตรียมในการขอขมาพ่อแม่

1. พานธูปเทียนแพ และพวงมาลัย ที่มีดอกมะลิ 1 พวง

2. เงินใส่ซองจำนวนหนึ่ง (ตามความเหมาะสมของแต่ละคน) ถือเป็นการซื้อชีวิตใหม่จากพ่อแม่

3. ชุดใหม่ให้พ่อแม่ (นิยมเป็นชุดนอน และอาหารที่ท่านชอบ)

4. กะละมังใบใหม่ใส่น้ำอุ่น น้ำลอยดอกมะลิ หรืออาจจะเป็นน้ำใส่น้ำอบให้หอม ๆ

5. ผ้าเช็ดมือ เช็ดเท้าผืนใหม่

6. ผ้าขาวดิบ , ถาดใส่ของ (วางทับด้วยผ้าขาวดิบ)

7. สถานที่ทำพิธีขอขมา ควรเป็นกลางแจ้ง พร้อมวางเก้าอี้สำหรับให้พ่อแม่นั่งทำพิธี

วิธีขอขมาพ่อแม่

วิธีขอขมาพ่อแม่ หมายเหตุ : หากไม่มี หรือไม่สามารถ เตรียมตามความพร้อมทั้งหลายเหล่านี้ได้ ลูกๆสามาถกระทำเพียงน้อมจิตตั้ง นะโมฯ ทำการกล่าวคำสมาลาโทษได้เลย

และเมื่อเตรียมอุปกรณ์กันเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนและพิธีกันค่ะ

อ่านต่อ >> ขั้นตอนการทำพิธีในการขอขมาพ่อแม่” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ไวรัส RSV

ไวรัส RSV วายร้ายต่อสุขภาพของเด็กเล็ก!!

ไวรัส RSV เวลาที่เด็กๆ เจ็บป่วย ยิ่งโดยเฉพาะกับลูกวัยเล็กๆ นี่น่าสงสารมากค่ะ เพราะเขาไม่รู้ว่าจะต้องสื่อสารบอกพ่อแม่ยังไงว่าเขาเจ็บ หรือปวดตรงไหน ที่ทำได้คือร้องไห้งอแงเพราะพิษไข้  ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะมาชวนพ่อแม่ให้ตระหนักถึงไวรัสร้ายที่พร้อมจะทำลายสุขภาพของลูกได้ทุกโอกาสหากร่างกายอ่อนแอ นั่นคือ RSV ไวรัส!!!

 

ไวรัส RSV วายร้ายสุขภาพที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

สองสามวันก่อนผู้เขียนไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล และต้องผ่านแผนกเด็กด้วย ซึ่งก็เห็นว่ามีเด็กเล็กรุ่นราวคราวเดียวกับเด็กๆ ที่บ้าน ก็เลยสอบถามพยาบาลว่าทำไมเด็กๆ ป่วยกันมากจัง ก็ได้ความว่ามีเด็กๆ อยู่หลายคนที่ป่วยด้วยอาการหวัดแล้วมีอาการแทรกซ้อนลามเป็นRSV เราก็ตกใจ ว่าเอ๊ะ!! RSV ส่วนมากจะก่อโรคระบาดในช่วงหน้าฝนนี่นา จนสอบถามได้ความว่า เด็กๆ สามารถป่วยด้วย RSV ได้ถ้าร่างกายอ่อนแอ หรือมีอาการหวัด หายใจไม่สะดวกเป็นทุนเดิมอยู่ด้วย

 

Must Read >> อัพเดทอาการ น้องแมกซ์เวลล์ติดเชื้อ ไวรัส RSVลามลงปอด

 

แต่รู้ไหมคะว่าเจ้าไวรัส RSV นี่เรียกได้ว่าวายร้ายทำลายสุขภาพของเด็กๆ ได้อย่างร้ายกาจมากค่ะ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่พ่อแม่ทุกคนจะมองข้ามกันได้เลยแม้แต่นิดเดียว  เอาเป็นว่าเราไปทำความรู้จักกับไวรัส RSV กันให้มากขึ้นดีกว่าค่ะ เพื่อจะได้ป้องกันลูกหลานของเราทุกคนให้ปลอดภัยจากอาการเจ็บป่วยด้วยไวรัสร้าย RSV !!

 

อ่านต่อ >> “RSV มีอาการอย่างไร?” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พัฒนาการกล้ามเนื้อ

พัฒนาการกล้ามเนื้อ เท้าและขา ตั้งแต่ลูกแรกเกิด จนกระโดดได้

เท้าและขาเป็นส่วนสำคัญสำหรับก้าวเดินแรกของมนุษย์ เพราะฉะนั้นมาทำความเข้าใจ พัฒนาการกล้ามเนื้อ เท้าและขาของเด็กๆ กันดีกว่า ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะพาไปติดตาม พัฒนาการกล้ามเนื้อ เท้าและขา ของลูกน้อย กันค่ะ 

พัฒนาการกล้ามเนื้อ เท้าและขา ของลูกน้อย

ทารก 0-3 เดือน

พัฒนาการกล้ามเนื้อ เท้าและขา ของเด็กวัยแรกเกิด ลูกน้อยแสดงออกถึงความสนุกด้วยการขยับทั้งตัว ทั้งแขน และขา ไม่ได้สะบัดหัวเข่าอย่างเดียว เนื่องจากตามพัฒนาการแล้ว เด็กวัยเบบี๋ยังคุมกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ได้ไม่ดี เวลาดีใจหรือตื่นเต้น จึงขยับร่างกายทั้งแขนและขา

ทารก 4-6 เดือน

ทารกน้อยชอบการเคลื่อนไหวรูปแบบใหม่ๆ  สามารถใช้ขาทั้งสองข้างเป็นฐานเพื่อพยายามนั่งทรงตัว แต่ยังคงต้องมีสิ่งประคองไว้ เพื่อไม่ให้ล้ม เพราะด้วยวัยนี้ เขาจะต้องควบคุมกล้ามเนื้อช่วงตัวให้ได้ดีก่อนจึงยังนั่งเองไม่ได้

ทารก 7-9 เดือน

ลูกวัยนี้นั่งเองได้โดยไม่ต้องประคอง พัฒนาการกล้ามเนื้อดีขึ้น ลูกสามารถควบคุมกล้ามเนื้อช่วงตัวได้ดีแล้ว และจะเริ่มยืนโดยต้องเกาะ เพราะการควบคุมกล้ามเนื้อขายังไม่ดี นั่นคือ พอทำได้ แต่ยังไม่ดี จึงต้องเกาะสิ่งของเพื่อการประคองตัวเอาไว้ในขณะที่ยืน คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังไม่ให้เขาคลาดสายตาเพราะอาจเกิดอันตรายได้

ทารก 10-12 เดือน

หนูน้อยในวัยนี้จะเริ่มเกาะเดินมากกว่า แต่บางคนอาจยืนได้และเริ่มก้าวเดินด้วยตนเองโดยไม่ต้องเกาะได้ แต่น่าจะเดินได้แค่ 2-3 ก้าว เมื่อการควบคุมกล้ามเนื้อขาและเท้าดีขึ้น ก็จะเริ่มทำสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากนั่งโดยต้องพยุง นั่งเอง เกาะยืน เกาะเดิน เดินเอง วิ่ง เพราะ พัฒนาการกล้ามเนื้อ ขาและเท้าดีขึ้นเรื่อยๆ

 

บทความแนะนำ ช่วยฝึกลูกนั่ง คลาน ยืน เดิน อย่างถูกวิธี และไม่เร่งลูก

 อ่านต่อ >> “พัฒนาการกล้ามเนื้อ เท้าและขา ลูกน้อย” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เทคนิค “จับ-จด” เปลี่ยนชีวิต สร้างนิสัยรู้จักคิด หยุดวิกฤติลูกงอแงร้องซื้อของเล่นได้ผลชะงัด!

ลูกร้องซื้อของเล่น …เพราะเด็กๆ กับของเล่นเป็นของคู่กันเพราะงานหลักของเด็กคือการเล่นและการเล่นคือการเรียนรู้ …ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเล่น แต่ไม่อยากซื้อของเล่นให้ลูกจะทำอย่างไร? ไม่อยากให้ลูกฟุ่มเฟือยจะทำอย่างไร? และของเล่นลูกต้องเยอะแค่ไหนถึงจะพอ?

จริงอยู่ว่าสำหรับเด็กๆ แล้วการเล่นนั้นมีประโยชน์มากมาย เพราะจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กรอบด้านไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการด้านร่างกายอารมณ์จิตใจสังคมภาษากระบวนการรู้คิดและทักษะสมอง EF แต่การเล่นก็อาจเสริมสร้างนิสัยที่ไม่เหมาะสมได้เช่นกันหากเรามองข้ามเรื่องการสอนวินัยกฎกติกาและมารยาทให้กับลูก

Good to know : การฝึกทักษะสมอง EF เพื่อสร้างนิสัยให้ลูกรู้จักคิด Executive Function (EF) คือ การทำงานของสมองด้านการจัดการ ซึ่งมีอิทธิพลต่อความสำเร็จในชีวิต โดยอาศัยกระบวนการทางปัญญา เช่น การยับยั้งความคิด การแก้ปัญหา การวางเป้าหมาย การวางแผนการปฏิบัติ การจดจำ ความยืดหยุ่นทางปัญญา เป็นความสามารถในการควบคุมความคิดตนเอง เช่น มีรูปแบบความคิดที่หลากหลาย การคิดนอกกรอบ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนความคิดและความสนใจตามสถานการณ์ รวมถึงการปฏิบัติตามคำสั่งที่ซับซ้อน

ลูกร้องซื้อของเล่น

โดยปกติ เวลาเด็กส่วนใหญ่เจอของเล่นก็อยากได้เป็นธรรมดา พฤติกรรมที่เด็กเรียกร้องแล้วร้องไห้ลงไปนอนดิ้นกับพื้นแล้วกรี๊ดก็พบเห็นได้บ่อย คำถามก็คือแล้วทำไมลูกของเราถึงมีพฤติกรรมเช่นนี้ ผู้เป็นพ่อแม่ต้องมองย้อนกลับมาดูว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ทำให้ลูกมีพฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่

ซึ่งส่วนใหญ่พ่อแม่ที่มีลูกน้อยมีพฤติกรรมแบบนี้ มักเกิดคำถามว่าทำไมลูกเราถึงเป็นแบบนี้ และพยายามหาวิธีจัดการแก้ปัญหา หรือปรับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของลูกออกไปให้ได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ควรเปลี่ยนวิธีคิด จากที่ว่าจะจัดการพฤติกรรมของลูกอย่างไร มาเป็นการปรับพฤติกรรมของตัวเราเองกันก่อน ดังนี้

1. ตรวจสอบตัวเอง

พ่อแม่ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า เราเป็นพ่อแม่ที่มักจะตามใจลูกอยู่เสมอหรือไม่ ลูกอยากได้อะไรก็ไม่ค่อยขัด ถ้าใช่แล้วล่ะก็ต้องปรับตัวเองก่อนว่าจากนี้ไปจะไม่ตามใจลูกพร่ำเพรื่อ ควรจะมีขอบเขตบ้าง บางอย่างก็ต้องขัดใจบ้าง แต่เวลาขัดใจต้องอธิบายให้ลูกฟังด้วยว่าเพราะอะไร เช่น ของเล่นชนิดนี้หนูมีหลายชิ้นแล้ว หรือไม่ก็ต้องบอกว่าลูกมีของเล่นมากแล้ว เราลองเอาของเล่นที่มีอยู่มาปรับเปลี่ยนวิธีเล่น หรือพ่อแม่ก็สามารถร่วมเล่นกับลูกด้วย

♥ บทความแนะนำน่าอ่าน!“เล่นสมมติ” ดีต่อลูกเล็กครบทั้งกาย ใจ สมอง แถมสนุกไม่ธรรมดา!
♥ บทความแนะนำน่าอ่าน!การเลือกของเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

อ่านต่อ >> “เทคนิคหยุดวิกฤติลูกงอแงร้องซื้อของเล่นได้ผลชะงัด” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกอ้วกบ่อย

ลูกอ้วกบ่อย อาการที่ไม่น่าไว้ใจ

ลูกอ้วกบ่อย ในเด็กเล็กมักพบว่ามีการอาเจียนเกิดขึ้นได้ ซึ่งการที่เด็กอ้วกอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งปกติแล้วหากเด็กสบายดี กินอิ่ม นอนหลับ จะไม่มีการอาเจียน ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกอาเจียนขึ้นมาบ่อยๆ ควรต้องรีบหาสาเหตุทันที ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีสาเหตุที่ ลูกอ้วกบ่อย มาให้ทราบเพื่อจะได้รับมือ และป้องกันได้อย่างถูกต้องค่ะ

 

ลูกอ้วกบ่อย เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง?

การอาเจียน(vomiting) หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า “อ้วก” หากเกิดขึ้นมักมีสาเหตุที่ทำให้อาเจียนออกมาเสมอ จากสาเหตุเล็กน้อย ไปจนถึงสาเหตุหนัก ยิ่งกับเด็กๆ เมื่ออ้วกทีไร คุณแม่มักเป็นกังวลกันอย่างมาก และเพื่อให้สามารถรับมือกับอาการอาเจียนของลูกๆ ก่อนอื่นเราไปหาสาเหตุปัจจัยที่สามารถทำให้ลูกอ้วกกันก่อนค่ะ

1. อาเจียนจากท้องเสีย

การที่ท้องเสียแล้วมีการอาเจียนร่วมด้วย สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยคครั้ง ซึ่งสิ่งที่คุณแม่ต้องเฝ้าระวังลูก คือ ลูกมีอาการซึม ปวดหัว มีไข้ร่วมด้วยหรือไม่  แนะนำว่าหากลูกอ้วกพร้อมกับมีท้องเสีย ควรพาลูกไปพบคุณหมอทันที เพราะหากปล่อยไว้จะยิ่งทำให้ร่างกายลูกสูญเสียน้ำ และเกลือแร่อย่างหนักได้ค่ะ

 

2. อาเจียนมีเลือดปน

เวลาที่ลูกอ้วกออกมาแล้วมีเลือดปนมาด้วย ถือว่าอันตรายมาก เพราะอาจเกิดจากกระเพาะอาหารอักเสบ หรือเกิดจากหลอดอาหารอักเสบก็ได้  ซึ่งในกรณีที่ลูกอ้วกแล้วมีเลือดปนออกมาด้วย คุณพ่อคุณแม่ควรต้องรีบพาลูกไปเช็ก อาการกับคุณหมอทันที

 

3. อาเจียนที่มีอาการร่วมต่างๆ

คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตดูว่าถ้าจู่ๆ ลูกอ้วกออกมา แล้วตามมาด้วยการมีไข้ขึ้นสูง ลูกร้องงอแงมาก และถ้าลูกโตพอที่จะสื่อสารรู้เรื่อง มักจะพูดว่าเจ็บหัวๆ (ปวดศีรษะ) บวกกับมีการชักจากไข้สูง  ก็อาจเกิดจากการมีภาวะติดเชื้อในสมอง หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

หรือลูกอ้วกแล้วมีอาการอุจจาระร่วงร่วมด้วย อาจมีการติดเชื้อในลำไส้เกิดขึ้น

หรือลูกอ้วกแล้วมีอาการท้องอืด ลูกไม่ถ่ายอุจจาระ อาจเกิดจากภาวะลำไส้อุดตัน

หรือลูกอ้วกแล้วมีอาการปวดท้องหนัก อาจเกิดจากกระเพาะอาหารอักเสบ หรือท่อน้ำดีอักเสบ

 

อ่านต่อ >> “ลูกอ้วกบ่อย เกิดจากสาเหตุใด” หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

กิจกรรมวันหยุดปิดเทอม

12 กิจกรรมวันหยุดปิดเทอม สนุกสร้างสรรค์ทั้งครอบครัว

กิจกรรมวันหยุดปิดเทอม ช่วงเวลาปิดเทอมเป็นเรื่องที่เด็กๆ รอคอยกันมาก เพราะจะได้หยุดพักหลายเดือน และเพื่อไม่ให้การปิดเทอมของเด็กๆ ผ่านไปแบบไม่ได้สาระ พ่อแม่ควรหากิจกรรมทำร่วมกันกับลูก เพื่อให้การปิดเทอมเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาคุณภาพของครอบครัว ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี กิจกรรมวันหยุดปิดเทอม มาแนะนำกันค่ะ

 

กิจกรรมวันหยุดปิดเทอม  ทำไมถึงต้องมี “เวลาครอบครัว”

การใช้เวลาร่วมกันจะทำให้คนในครอบครัวรู้สึกสนิทสนมกัน ช่วยให้ลูกเรียนเก่งขึ้น มีทักษะผู้นำ และอยู่ห่างไกลความรุนแรง ยาเสพติด ปัญหาพฤติกรรม เช่น ก้าวร้าว ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเด็กสมัยนี้ สิ่งบันเทิงใจ เช่น ทีวี วิดีโอเกม มือถือ มีส่วนสำคัญที่ทำให้หลายคนลืมหันมาใส่ใจและให้เวลากับคนใกล้ตัวในบ้าน

กินข้าวพร้อมหน้ากัน เล่าเรื่องที่เจอวันนี้ให้กันและกันฟัง แบ่งปันความทุกข์และสุขที่มี ช่วยกันทำงานบ้าน ทำป๊อปคอร์น นั่งดูหนังด้วยกัน ล้วนเป็นกิจกรรมครอบครัวแบบง่ายๆ และทำได้ทุกเมื่อ บางบ้านอาจกำหนดไปเลยว่าในทุกอาทิตย์ต้องมี 1 วันเป็นวันพิเศษสำหรับทำกิจกรรมสนุกๆ ในครอบครัว  และลองเลือกกิจกรรมที่จะต้องทำด้วยกันในช่วงปิดเทอมของลูก ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ในการเพิ่มสายใยรักความผูกพันของทุกคนในครอบครัวให้แนบแน่นมากขึ้น  ผู้เขียนก็มีลูกที่กำลังอยู่ในวัยเรียนด้วยเหมือน และทุกการปิดภาคเรียนเรามักจะไปเที่ยวทะเลกันทุกครั้งแล้วครอบครัวคุณละคะ มีกิจกรรมปิดเทอมสนุกๆ แบบไหนกันบ้าง หากยังไม่มีลองดูกิจกรรมสนุกสร้างสรรค์ข้างล่างนี้ได้เลยค่ะ

 

12 กิจกรรมวันหยุดปิดเทอม สนุกสร้างสรรค์ทั้งครอบครัว

1. ดูโฮมวิดีโอ

เด็กทุกคนชอบเห็นตัวเองตอนเล็กๆ กันทั้งนั้นค่ะ เปิดคลิปน่ารักๆ ที่คุณถ่ายเก็บไว้ให้ลูกดู หรือถ้าจะลงแรงหน่อยก็ทำพรีเซนต์พัฒนาการความน่ารักของลูกตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ที่ลูกอยู่ในวัยเรียนกันแล้ว วิดีโองานแต่งของพ่อแม่ก็เป็นอีกเรื่องที่ลูกๆ ชอบกัน แต่ถ้าวิดีโอมีความยาวหลายชั่วโมง กดเลื่อนดูเฉพาะซีนเด็ดๆ ก็พอนะคะ

 

กิจกรรมวันหยุดปิดเทอม
Credit Photo : Shutterstock

 

2. ดูหนัง

ชวนทุกคนมาดูหนังด้วยกันในบ้าน แต่ไม่ใช่แค่ดูเฉยๆ หนังจบแล้วแยกย้ายนะคะ เลือกหนังที่มีประเด็นชวนคิดแล้วเปิดวงสนทนากันหลังดูจบ วิธีนี้เป็นการสอนให้เด็กๆ เรียนรู้บทเรียนที่มีคุณค่า หนังสารคดีที่เหมาะกับช่วงวัยของลูกแนวๆ เปิดโลกกว้างก็เป็นตัวเลือกที่ดีและนำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้

 

อ่านต่อ >> “12 กิจกรรมสนุกวันหยุดปิดเทอม” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แชร์ประสบการณ์! ลูกติด ipad เพราะแม่ใช้เลี้ยงตั้งแต่เล็ก เสี่ยงเป็นออทิสติก

ลูกติด ipad …ทุกวันนี้อุปกรณ์เทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทในชีวิตมนุษย์เรามากขึ้น แม้กระทั่งเด็กๆ ตัวเล็กตัวน้อยก็มีแท็บเล็ต สมาร์ทโฟนใช้เล่นติดมือกันอย่างคล่องแคล่ว นั่นเป็นเพราะการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกน้อยอยู่กับสิ่งเหล่านี้เร็วก่อนวัยอันควร!

Continue reading “แชร์ประสบการณ์! ลูกติด ipad เพราะแม่ใช้เลี้ยงตั้งแต่เล็ก เสี่ยงเป็นออทิสติก”

ทารกนอนตะแคง

วิจัยชี้! ลูกน้อยนอนตะแคงดีต่อสมอง

ท่านอนตะแคงทารก ช่วยให้สมองดีได้ จริงหรือ? …เพราะการนอนหลับเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญสำหรับลูกน้อย เพราะการพักผ่อนที่ดีที่สุดคือการนอนหลับ และมนุษย์เราใช้เวลาเพื่อการนอนถึง 1 ใน 3 ของเวลาทั้งหมดที่มีในแต่ละวัน เพราะฉะนั้นท่าที่ใช้นอนจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่จะส่งผลให้ลูกน้อยนอนหลับสนิท ตลอดคืน และตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น แจ่มใส พร้อมที่จะเรียนรู้ในระหว่างวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลูกหลับแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรจะให้ลูกนอนท่าไหนดี

หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่กล่อมลูกนอนได้แล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่มักกังวลกันนั้นก็ คือ ถ้าให้ลูกนอนท่านี้ เดี๋ยวหัวลูกจะไม่สวยหรือเปล่า หรือนอนท่าไหนถึงจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการให้ลูกได้ Amarin Baby & Kids มีคำตอบเกี่ยวกับท่านอนที่จะช่วยให้ลูกน้อยสมองดี หัวสวย และมีสุขภาพแข็งแรงหลังตื่นนอน เพื่อพร้อมเรียนรู้ มาฝากค่ะ

♥ บทความแนะนำน่าอ่านแชร์ประสบการณ์ตรง!! สิ่งที่พ่อแม่ควรทำเพื่อกล่อมลูกนอนหลับ
♥ บทความแนะนำน่าอ่าน :  เพลงกล่อมเด็ก แบบไทยๆ ช่วยพัฒนาสมองและให้ลูกน้อยหลับสบาย

วิจัยชี้ ท่านอนตะแคงทารก ดีต่อสมอง

ท่านอนตะแคงทารก

มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสโตนีบรูค (Stony Brook University) ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ตีพิมพ์ลงในวารสารประสาทวิทยา (Journal of Neuroscience) เผยว่า สมองก็มีฟังก์ชันกำจัดขยะด้วยตัวเอง ผ่านระบบที่หมอตั้งชื่อว่า กลิมพาติก (Glymphatic System) ซึ่งทำงานคล้ายกับระบบต่อมน้ำเหลืองของร่างกาย โดยทุกคนให้ความสำคัญกับการค้นพบนี้ เพราะว่าขยะในสมอง เช่น อัลมีลอยด์ บีตา (Amyloid Beta) และโปรตีนเทา (Tau Proteins) เป็นตัวจุดชนวนโรคอัลไซเมอร์ และโรคระบบประสาทอื่นๆ

โดยระบบกลิมพาติก จะทำงานดีที่สุดขณะหลับ นักวิจัยจึงทำการทดลอง ผ่านการตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อสำรวจเส้นทางของระบบนี้ในหนูทดลอง ขณะ นอนตะแคงข้าง นอนหงาย และนอนคว่ำ โดยเจ้าของงานวิจัย แพทย์หญิง ดร. เฮเลน เบนเวนิสเต อาจารย์มหาวิทยาลัย สรุปว่า หนูตัวที่นอนตะแคงข้าง สามารถกำจัดแอมีลอยด์ บีตาได้ดีกว่าถึงร้อยละ 25 และยืนยันว่า ขยะสมองเหล่านี้ไม่ได้มีต้นกำเนิดในสมองโดยตรง

ดร. เฮเลนอธิบายว่า…

การนอนตะแคงช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำหล่อสมองไขสันหลัง ท่านี้จึงทำให้สมองกำจัดขยะได้ดีขึ้น และช่วยป้องกันโรคระบบประสาท นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอน

อีกทั้ง ท่านอนตะแคงถือเป็นท่านอนที่ดีต่อสุขภาพที่สุด เพราะยังช่วยลดปัญหาการนอนกรน และดีต่อผู้ที่มีอาการหยุดหายใจขณะหลับอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก เรื่อง “งานวิจัยเผย นอนตะแคงดีต่อสมอง” เผยแพร่ใน www.cheewajit.com
แหล่งที่มา : www.goodlifeupdate.com/

อ่านต่อ >> “ให้ลูกน้อยนอนตะแคงดีจริงหรือ” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ตั้งชื่อลูก ชื่อพยางค์เดียว

ตั้งชื่อลูก 70 ชื่อพยางค์เดียว เท่ๆ ง่ายๆ ความหมายดี

ตั้งชื่อลูก เป็นหนึ่งสิ่งที่มีความสำคัญ พ่อแม่จึงควรจะรู้ว่าชื่อไหนที่เหมาะสมกับลูกน้อย โดยตามตำราไทยแล้ว ชื่อที่ดี ทุกตัวอักษร จะต้องสัมพันธ์กับวันเดือนปีเกิด จึงจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นการ ตั้งชื่อมงคลจริงๆ

ในปัจจุบันการ ตั้งชื่อลูก ให้เป็นมงคล คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ตั้งชื่อ มักจะต้องคำนึงถึงเงื่อนไขต่างๆ ก่อที่จะตั้งชื่อลูก ได้แก่ เพศของทารก วันเวลาเกิด ความหมายของชื่อ ความไพเราะของชื่อ ความแปลกใหม่ของชื่อ ชื่อของบุคคลในครอบครัวเดียวกัน นามสกุล การเลียนแบบชื่อผู้อื่น และเสียงต่าง ๆ ซึ่งในกรณีที่ชื่ออาจเกิดปัญหา โดยส่วนใหญ่มาจากการที่พ่อแม่นิยมตั้งชื่อด้วยตนเอง

ตั้งชื่อลูก ชื่อพยางค์เดียว ความหมายเป็นมงคล

ชื่อของคนเรานั้น มีอิทธิพลกับชีวิตอย่างมาก โดยเฉพาะถ้าชื่อใครมีอักษรกาลกิณีอยู่ด้วยแล้ว ชีวิตจะอับเฉา จะทำอะไรก็สำเร็จยาก มักจะเจอแต่อุปสรรคขัดขวางอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งการตั้งชื่อตามหลักทักษาปกรณ์ เพื่อให้ได้ชื่อที่มงคล ควรห้ามใช้อักขระ วรรคกาลกิณี ในชื่อ และเพศชายมักใช้ วรรคเดช นำหน้า ตามหลังหรือเป็นส่วนประกอบ ส่วนเพศหญิงมักจะใช้ วรรคศรี นำหน้า ตามหลังหรือเป็นส่วนประกอบ หรือใช้วรรคอื่นๆ นำหน้าชื่อก็ได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมในเรื่องต่าง ๆ ที่ดีๆ หรือแก้ข้อบกพร่อง ในชีวิต

♥ แนะนำบทความน่าอ่าน! : โปรแกรมตั้งชื่อลูก...ตัวช่วยพ่อแม่ยุคใหม่

ความหมายของทักษาปกรณ์

  • บริวาร หมายถึง บุตร สามี ภรรยา ผู้ใต้บังคับบัญชา รวมทั้งคนที่เราต้องให้ความอุปการะภายในครอบครัวเราทุกคนด้วย
  • อายุ หมายถึง ชีวิต ความเป็นอยู่ ตลอดจนวิถีทางแห่งการดำเนินชีวิตของเรา
  • เดช หมายถึง อำนาจวาสนา เกียรติยศ ชื่อเสียง ตำแหน่งหน้าที่ การงาน ตลอดจนการศึกษาเล่าเรียน ความรักใคร่ เกรงกลัว
  • ศรี หมายถึง หลักทรัพย์สิน เงินทอง ของใช้สอย สิริมงคล โชคลาภ ที่ได้มาเป็นสิ่งของต้องใช้จ่ายและที่จะได้ในภายหน้า
  • มูละ หมายถึง หลักทรัพย์เดิมที่ได้รับเป็นมรดกตกทอดมาถึงตน และอยู่ในปัจจุบัน ตลอดฐานะญาติพี่น้องของเรา
  • อุตสาหะ หมายถึง ความขยันหมั่นเพียร การทำงาน ผลสำเร็จจากการงาน รวมถึงการมีหัวคิดริเริ่ม และทิฐิมานะ
  • มนตรี หมายถึง ผู้อุปถัมภ์ค้ำชู อัน ได้แก่ บิดามารดา อุปัชฌาย์ อาจารย์ ครู เจ้านาย และผู้ให้ความช่วยเหลือเราทุกคน
  • กาลกิณี หมายถึง ความชั่วร้าย ศัตรู คู่อาฆาต คนไม่ถูกกัน ความไม่ดีงามต่าง ๆ รวมทั้งอุปสรรคนานาประการที่มาในทางเลวร้าย ห้ามนำอักษรในวรรคกาลกิณี นี้มาตั้งชื่อ

ตารางสรุป วรรคอักษรที่นำมานำหน้าชื่อ แบ่งอักษร ตั้งชื่อลูก ตามวันเกิด

ตั้งชื่อมงคล

อ่านต่อ >> “70 ชื่อจริงพยางค์เดียวเพราะ ๆ  สั้นง่าย ความหมายเป็นมงคล” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

รวมวิธีดูแลตัวเองง่ายๆ เมื่อ แม่ท้อง ไม่สบาย

ยาม แม่ท้อง ไม่สบาย หรือเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ควรดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันจากป่วยเล็กๆ ไม่ให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ฉบับนี้จึงขอรวบรวมอาการต่างๆ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์มักพบเจอ พร้อมวิธีดูแลรักษาเบื้องต้นแบบง่ายๆ แต่ถูกต้องมาฝากกันค่ะ

แม่ท้อง ไม่สบาย ดูแลตัวเองแบบนี้สิ!  

  

แม่ท้อง ไม่สบาย

  1. แม่ท้อง เป็นไข้

เมื่อตั้งครรภ์ ภูมิต้านทานในร่างกายของคุณแม่จะลดลงเป็นปกติอยู่แล้ว ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย เมื่อติดแล้วก็มักจะหายช้ากว่าปกติ ยารักษาต่างๆ ก็ต้องใช้ยาที่อ่อนลงเพราะอาจกระทบกับลูกในครรภ์ได้ นอกจากนี้ การเป็นไข้สูงนานๆ หัวใจของลูกจะเต้นเร็วมากขึ้น ส่งผลให้ลูกน้อยเจริญเติบโตช้าได้ด้วย

หาสาเหตุ เป็นไข้จากอะไร

โดยปกติอาการไข้มักเกิดจาก 3 สาเหตุด้วยกัน ได้แก่

1. ไข้หวัด ซึ่งพบได้บ่อย มักมีอาการร่วมคือ เจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก

2. ไข้จากการติดเชื้อบริเวณทางเดินปัสสาวะ อาการร่วมคือ ปัสสาวะขัดหรือผิดปกติ มีอาการหนาวสั่น

3. ไข้จากระบบทางเดินอาหาร อาการร่วมที่เจอบ่อยๆ คือท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน

ดังนั้น ในเบื้องต้นต้องรู้ว่าเราเป็นไข้จากสาเหตุอะไร จึงจะรักษาตามอาการได้ถูกต้อง

ลดไข้ด้วยวิธีง่ายๆ  หลักการของการลดไข้คือ การระบายความร้อนออกไปให้ได้มากที่สุด ดังนั้นวิธีไม่มีอะไรมาก ง่ายๆ ก็คือการเช็ดตัว เพราะการเช็ดตัวที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพจะช่วยบรรเทาอาการได้อย่างดี

วิธีเช็ดตัวที่ถูกต้อง เช็ดตัวด้วยน้ำเปล่าอุณหภูมิปกติเท่านั้น เวลาเช็ดให้เช็ดย้อนรูขุมขน และเช็ดเข้าหากลางลำตัวเป็นหลัก นอกจากนี้ควรใช้ผ้าซับบริเวณจุดระบายอุณหภูมิต่างๆ ได้แก่ ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ หรือข้อพับต่างๆ และควรเช็ดตัวบ่อยๆ จนอุณหภูมิลดลง  นอกจากเช็ดตัวแล้ว ควรดื่มน้ำมากๆ วันละ 6-8 แก้ว เพราะการดื่มน้ำมาก ปัสสาวะก็จะมากตามไปด้วย ซึ่งจะช่วยระบายความร้อนออกได้ดียิ่งขึ้น

รักษาตามอาการ

หากเจ็บคอ ดื่มน้ำผึ้งและน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นได้ หากคัดจมูก ควรล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ จะช่วยลดการอักเสบหรือบวมบริเวณเยื่อบุโพรงจมูกได้ นอกจากนี้พยายามรับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีมากขึ้นอย่างส้ม ก็จะช่วยได้ค่ะ

ยาลดไข้ที่ปลอดภัยสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์คือ พาราเซตามอล รับประทานได้ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง ส่วนยาแก้คัดจมูกกลุ่มคลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine) ก็รับประทานได้เช่นกัน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

Q&A

Q: หากแม่ท้องจำเป็นต้องดูแลคนเป็นไข้ ทำอย่างไรดี

A: คุณแม่ควรสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสผู้ป่วย ไม่ควรดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ควรใช้ช้อนกลางเวลารับประทานอาหาร และอาหารต้องร้อนและปรุงสุกเสมอ

Q: ไอมากๆ มดลูกบีบตัวได้ไหม

A: ได้ เพราะการไอมากๆ จะไปเพิ่มแรงดันในช่องท้องทำให้มดลูกบีบตัวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอายุครรภ์น้อยๆ ในช่วง 12 สัปดาห์แรก อาจแท้งได้ หรืออายุครรภ์มาก 32 สัปดาห์ขึ้นไป ก็ทำให้คลอดก่อนกำหนดได้เช่นกัน ดังนั้น หากมีอาการไอหนักมากๆ ควรไปพบแพทย์ เพราะจะมียาช่วยลดอาการไอได้ แต่หากต้องซื้อยาทานเอง ควรหลีกเลี่ยงยาที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

ติดตาม คนท้อง ไม่สบาย ควรทำอย่างไร คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์ 31-32 สัปดาห์ และพัฒนาการทารกในครรภ์

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 31-32 สัปดาห์ นี้ถือว่าเข้าสู่ช่วงไตรมาสสาม เป็นช่วงที่คุณแม่ใกล้สู่ ประตูห้องคลอดเข้าไปทุกที  ด้วยความที่ครรภ์มีขนาดใหญ่จึงทำให้คุณแม่มีอาการต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งปัญหาการนอนไม่หลับ เราจึงนำเคล็ดลับแก้ไขปัญหานี้มาฝากค่ะ

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 31-32 สัปดาห์

 

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 31-32 สัปดาห์

 

อาการคนท้อง 31-32 สัปดาห์

 เพราะครรภ์ที่ขยายใหญ่และใกล้คลอด ทำให้คุณแม่รู้สึกอึดอัด เกิดภาวะต่างๆ ได้ง่ายๆ ดังนี้

  • มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นไปเบียดกระเพาะปัสสาวะจึงทำให้ปวดปัสสาวะบ่อยมาก
  • อาจเกิดอาการวิงเวียน เมื่อคุณแม่นอนหงาย และจะหายไปเมื่อเปลี่ยนท่านอน หรือลุกนั่งเร็วเกินไปก็ทำให้เกิดอาการวิงเวียนได้เช่นกัน
  • ผิวแห้ง หรือแตกลาย จึงควรบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นเสมอด้วยโลชั่นหรือครีมที่มีมอยซ์เจอไรเซอร์
  • อารมณ์แปรปรวน อ่อนไหว อ่อนล้า นอนไม่ค่อยหลับ
  • ปวดหลัง ปวดขา หรืออุ้งเชิงกราน ดังนั้นจึงควรฝึกการเดิน การนั่ง การนอนให้ถูกต้องเพื่อลดอาการปวดที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ให้ปวดมากกว่าเดิม
  • รู้สึกหิวตลอดเวลาทั้งๆ ที่เพิ่งกินข้าวไป นั่นเพราะลูกนำสารอาหารจากคุณแม่ไปใช้ คุณแม่ต้องพยายามต่อสู้กับอารมณ์หิวนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นอาจจะกินมากไป และมีน้ำหนักเกินได้
  • น้ำหนักตัวมากขึ้นทำให้รู้สึกอึดอัดและงุ่มง่ามมากขึ้น และยังส่งผลต่ออาการปวดบริเวณหลังช่วงล่างมากขึ้น
  • อาจเกิดอาการกรดไหลย้อน ปัสสาวะบ่อย ขาเป็นตะคริว ท้องอืด ท้องผูก ผายลมบ่อยและอั้นไม่ได้เป็นริดสีดวง ขาและเท้าบวม ฝันประหลาด เหล่านี้ล้วนทำให้คุณแม่ตื่นกลางดึก นอนไม่หลับ และอ่อนเพลีย
  • บางคนเกิดอาการขาอยู่ไม่สุข (Restless Legs Syndrome) คือรู้สึกปวดแสบ กล้ามเนื้อกระตุกหรือเหมือนมีอะไรไต่ที่ขา ต้องขยับขาตลอดเวลา ซึ่งอาจเกิดจากการขาดธาตุเหล็กและโฟเลต และจะหายไปเมื่อคลอด

ติดตาม 5 วิธีง่ายๆ แก้ปัญหาแม่ท้องนอนไม่หลับ คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์ 29-30 สัปดาห์ และพัฒนาการทารกในครรภ์

ในช่วงสัปดาห์นี้ พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 29-30 สัปดาห์ ลูกสาวและลูกชายของคุณแม่จะเริ่มหล่อและสวยขึ้นค่ะ ลูกรักจะมีผมที่ดกดำขึ้น แถมยังมีไขมันใต้ผิวหนังมากขึ้น ทำให้รอยเหี่ยวย่นบนผิวลูกน้อยเริ่มหายไปอีกด้วยค่ะ

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 29-30 สัปดาห์

พัฒนาการ การตั้งครรภ์ 29-30 สัปดาห์

อาการคนท้อง 29-30 สัปดาห์

อาการปวดต่างๆ ของคุณแม่ตั้งครรภ์ช่วงนี้อาจจะมีเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยตามขนาดครรภ์ของคุณแม่ที่เพิ่มขึ้นค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะทุกอย่างมีทางแก้ และสามารถหายไปได้เองแน่นอนค่ะ ว่าแต่จะมีอาการอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

  • ปวดร้าวลงขา

โดยส่วนใหญ่ในสัปดาห์นี้ลูกน้อยมักจะอยู่ในท่าก้ม ทำให้ส่วนศีรษะของลูกไปกดทับเส้นประสาทเซียติก (Sciatic Nerve) ที่คอยหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อร่างกายช่วงล่างของคุณแม่ จึงทำให้เกิดอาการปวดร้าวเป็นระยะๆ ตั้งแต่สะโพกไล่ลงไปด้านหลังขา คุณแม่จะรู้สึกดีขึ้นเมื่อลูกเปลี่ยนไปอยู่ท่าอื่น ซึ่งช่วงนี้คงต้องให้คุณแม่อดทนไปก่อน

  • ปวดหลังช่วงล่างและข้อต่างๆ

เมื่อขนาดท้องมีขนาดใหญ่ขึ้น หลังของคุณแม่จึงต้องแบกรับน้ำหนักและมีการแอ่นตัวมากขึ้นเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย บวกกับฮอร์โมนรีแล็กซินที่ทำให้กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นยืดกว่าปกติ จึงทำให้เกิดอาการปวดหลังขึ้นได้ นอกจากนี้ อาจยังปวดตามข้อต่างๆ ทั่วร่างกายด้วย เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อเท้า เข่า ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในอิริยาบถเดิมๆ ซ้ำๆ นานๆ ระมัดระวังการนั่ง การยืน การเดินให้ดี และงดยกของหนัก

  • เจ็บท้องหลอก

พอเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 อาการเจ็บท้องเหมือนจะคลอดอาจเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่การเจ็บคลอดจริง เป็นเพียงการซ้อมหดรัดตัวของมดลูกเพื่อให้ร่างกายเตรียมพร้อมเท่านั้น โดยมักรู้สึกเจ็บบริเวณช่องท้องนาน 15-30 วินาที บางครั้งนานถึง 2 นาที แต่เมื่อเปลี่ยนท่าทางหรือทำกิจกรรมอื่น อาการก็จะหายไป ซึ่งบางคนอาจมีอาการเช่นนี้มาตั้งแต่อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 20 แล้ว

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม อาการคนท้องอื่นๆ ที่มักพบในช่วงนี้  คลิกต่อหน้า 2

วิบากกรรมเรื่องชีวิตคู่ และวิธีแก้กรรมเพื่อให้ครอบครัวมีสุข

วิธีแก้กรรมชีวิตคู่ …เมื่อคนสองคนตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ล้วนมีความฝันถึงอนาคตอันสวยหรูของชีวิตคู่แทบทั้งนั้น และเพื่อความสุขของครอบครัว ต่างพยายามบากบั่นทะนุถนอม ดูแลสายใยของความรักความผูกพันให้มั่นคงตลอดไป

แต่ในชีวิตจริงแล้ว สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็มักจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันเสมอ โดยเฉพาะเรื่องชีวิตคู่ เพราะปัจจุบันนี้แทบจะหาคู่ที่อยู่กันโดยไม่มีปัญหายากเต็มที อยู่ที่ว่าคู่ไหนจะมีปัญหามากน้อยเท่าไหร่  และจะฟันฝ่าปัญหาให้หมดไปได้อย่างไร

ซึ่งถ้าหากคู่รัก คู่สมรส หรือคุณพ่อคุณแม่อยากรู้ว่ากำลังเจอปัญหาชีวิตคู่แบบไหนอยู่ หรือมีดวงความรักเป็นอย่างไร แล้วต้องแก้ไขปัญหาอย่างไร Amarin Baby & Kids มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของบุญกรรมกับชีวิตและเนื้อคู่ มาฝากค่ะ

วิบากกรรมเรื่องชีวิตคู่ และวิธีแก้กรรมเพื่อให้ครอบครัวมีสุข

ซึ่งหากครอบครัวของคุณกำลังประสบปัญหาชีวิตคู่ แล้วสงสัยว่าเป็นเพราะอะไร หรือจะแก้ได้อย่างไร เพื่อให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุขได้ ตามไปดูวิบากกรรมต่างๆ ที่คุณต้องพบเจอ และวิธีแก้กรรมเรื่องเนื้อคู่ กันค่ะ

ต้องแจ้งให้ทราบก่อนว่า ดวงคนเราทุกคนนั้นตามหลักความจริงมีเนื้อคู่แท้กันทุกคน แต่ใครจะได้เกิดมาอยู่ร่วมกับเนื้อคู่แท้ของตนเท่านั้นเองได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับบุญทำกรรมแต่งของแต่ละบุคคล เพราะคนเราทำบุญมาไม่เหมือนกัน

Must readเช็กด่วน! เพื่อทุกคนในครอบครัว ดวงปี 2560 ราศีดีสุด-แย่สุด โดยหมอช้าง

บางคนทำกรรมกับคนอื่นที่ไม่ใช่คู่ของตนมามากมาหลายภพชาติก็จะทำให้เกิดมาในชีวิตนี้จะไม่ได้เจอและอยู่ร่วมกับเนื้อคู่ของตนและจะได้ใช้กรรมกับคู่กรรม คู่ครอง คู่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่เนื้อคู่แท้ทำให้ต้องทนทุกข์ทรมานดั่งเช่นทุกวันนี้

วิบากกรรมเรื่องชีวิตคู่

6 กฎหลักๆ ของวิธีแก้กรรมเรื่องเนื้อคู่

  1. ความซื่อสัตย์ต่อคนรัก
  2. ความมั่นคงในความรัก
  3. การไม่คิดและนอกใจต่อคนรัก
  4. การไม่ผิดคู่ ลูก สามี หรือภรรยาใคร
  5. ไม่พูด ไม่ทำให้คนที่รักกันต้องแตกแยกจากกัน (รักกันด้วยความถูกต้องด้วยความดี)
  6. และสุดท้ายที่ห้ามทำอย่างเด็ดขาดคือการเป็นพ่อสื่อ แม่สื่อให้กับใคร เพราะจะเป็นกรรม ทำให้เราเกิดมาต้องพลัดจากคู่ครอง คู่แท้ คู่รักของตน

ซึ่งหากใครที่เกิดมาในชีวิตนี้ แล้วไม่เจอเนื้อคู่ ไม่ได้ครองรักกับเนื้อคู่แท้ เพราะคุณต้องผิดในข้อใดข้อหนึ่งในเรื่องการแก้กรรม 6 ข้อนี้เอง แต่ถ้าในชีวิตนี้คุณมีพร้อมทั้ง 6 ข้อ แล้วยังโดนคนรักไม่ซื่อสัตย์ต่อคุณ ก็ขอให้คุณจงยินดีกับการที่ได้รับเช่นนั้น เพราะนั้นแปลว่าคุณได้ใช้กรรมในอดีตที่เคยทำมา ไม่ว่ากรรมจะมาจากอดีตชาติใดก็ตาม เพราะกรรมเก่านั้นย่อมส่งผลตามมาทุกชาติ ถ้าเราได้ใช้กรรมมากเท่าใด จะเป็นผลดีกับตัวเราเอง ดีกว่าไปใช้กรรมในชาติต่อ ๆ ไปซึ่งจะเป็นทุกข์ไม่สิ้นสุด รีบใช้กรรมให้หมด และอย่าสร้างกรรมในชีวิตปัจจุบันนี้ให้มากละ เพราะมันจะส่งผลต่อ ๆ กันไปทำให้กรรมมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นควรทำกรรมในชีวิตปัจจุบันด้วยความดีความถูกต้อง แล้วลูกศรดวงของคุณจะชี้ไปในทางทีดี เกิดในชาติ ภพใดก็จะมีแต่ความสุขความเจริญมีคู่รักที่ดีอยู่เสมอ และการแก้กรรมข้างต้นนั้น ถ้าคุณจะแก้กรรมเรื่องความรักได้ถูกต้องอย่างแท้จริง นี้คือหลักกรรม ที่ต้องแก้ด้วยกรรม คือ การกระทำของตัวคุณเอง เคยทำอย่างไรต้องได้อย่างนั้น และกรรมไม่มีใครแก้ให้เราได้ นอกจากตัวเราเอง

♥แนะนำบทความน่าอ่าน!พ่อแม่ลูกผูกพัน ด้วยกฎแห่งกรรม

อ่านต่อ >> วิบากกรรมเรื่องชีวิตคู่และวิธีแก้กรรมเพื่อให้ครอบครัวมีสุข” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คลอดก่อนกำหนด อันตราย กว่าที่คิด!!!

คลอดก่อนกำหนด อันตราย กว่าที่คิด ในช่วงวันที่ 17 พฤศจิกายนของทุกปี องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เป็นวันเด็กคลอดก่อนกำหนดโลก เนื่องจากปัญหาการคลอดก่อนกำหนดเป็นปัญหาหลักของทั่วโลก ที่ทำให้เด็กเสียชีวิตหรือมีปัญหาสุขภาพในระยะยาว

คลอดก่อนกำหนด อันตราย กว่าที่คิด!!!

 

คลอดก่อนกำหนด อันตราย กว่าที่คิด

 

“ประเทศไทยมีอัตราการคลอดก่อนกำหนดเฉลี่ยประมาณร้อยละ 12 ของการคลอดทั้งหมด ในปีที่แล้วไทยมีการคลอดประมาณ 7-8 แสนราย และมีถึง 9 หมื่นรายที่คลอดก่อนกำหนด ถือว่าเป็นตัวเลขที่เยอะมาก มากกว่าโรคอื่นๆ หากมาดูภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ดาวน์ซินโดรม โอกาสเด็กเป็นแค่ 1 ใน 350 ไม่ถึงร้อยละ 1 เด็กพิการประมาณร้อยละ 3 ครรภ์เป็นพิษร้อยละ 4-5 โรคเบาหวานร้อยละ 6-8 แต่คลอดก่อนกำหนดมากถึงร้อยละ 12 เลยทีเดียว” นพ.บุญศรี จันทร์รัชชกูล หัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลสมิตเวช สุขุมวิท กล่าวด้วยความเป็นห่วง เพราะมีการรณรงค์ระดับโลก แต่ในไทยยังไม่ค่อยพูดถึงกันมากนัก ทั้งๆ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของแม่และเด็ก

คลอดตอนไหนจึงเรียกว่า คลอดก่อนกำหนด

โดยปกติ คุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องมีอายุครรภ์ 37-41 สัปดาห์จึงจะเรียกว่า การคลอดแบบครบกำหนด หรือประมาณ 9 เดือนโดยเฉลี่ย แต่หากมีการคลอดก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์จะเรียกว่า คลอดก่อนกำหนด ซึ่งการคลอดก่อนกำหนดนั้นมักเป็นสาเหตุที่ทำให้ทารกเสียชีวิต พิการ หรือมีโรคประจำตัวได้ และยังส่งผลต่อฐานะเศรษฐกิจครอบครัว เพราะต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของเด็กในระยะยาว

สาเหตุของการคลอดก่อนกำหนด

ปัจจัยที่ทำให้คลอดก่อนกำหนดนั้นมีหลายอย่าง เช่น คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี หรือมากกว่า 35 ปี ครรภ์เป็นพิษ โรคประจำตัว การติดเชื้อของทารกในครรภ์ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ การตั้งครรภ์แฝด มีภาวะเครียด มีความผิดปกติของมดลูกและปากมดลูก คุณแม่สูบบุหรี่หรือใกล้ชิดคนที่สูบ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เคยมีประวัติคลอดก่อนกำหนดมาก่อน เป็นต้น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม คลอดก่อนกำหนด ป้องกันได้จริงหรือ คลิกหน้า 2

โรคลมแดด

โรคลมแดด วายร้ายหน้าร้อนของเด็กเล็ก

โรคลมแดด ยินดีต้อนรับเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนที่ต้องเผชิญกับอากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมเรื่อยไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ที่บางช่วงของเดือนก็ร้อนปรอทแตก เพราะอุณหภูมิสูงถึง 40-45 องศา และอากาศร้อนๆ แบบนี้ไม่ควรพาเด็กๆไปทำกิจกรรมกลางแจ้งมาก เพราะเดี๋ยวจะเป็นลมแดดกัน ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อแนะนำเกี่ยวกับ โรคลมแดด ในเด็กเล็กมาฝากค่ะ

 

โรคลมแดด สาเหตุเกิดจากอะไร?

เคยสงสัยกันไหมว่าเป็นลมธรรมดานี่ใช่เป็นลมแดดหรือเปล่า จริงๆ แล้วภาวะอาการเป็นลมที่เกิดขึ้นบ่อยๆ และสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนมักมาจากการที่ร่างกายของเรานั้น เหนื่อย เพลีย นอนน้อย หรือหิวมากไม่ได้ทานข้าวมาทั้งวันจนทำให้ร่างกายน้ำตาลตกก็เป็นลมได้ หรืออยู่บนรถโดยสารที่มีคนหนาแน่นจนทำให้มีอากาศหายใจไม่เพียงพอก็เป็นลมได้นะ ฯลฯ และอีกสารพัดสาเหตุที่นำไปสู่การเป็นลม

 

โรคลมแแด
Credit Photo : shutterstock

 

แต่สำหรับ “โรคลมแดด” หรือที่เรียกว่า “ฮีทสโตรก”(Heat Stroke)  เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนที่เกิดจากการใช้พลังงานของร่างกายได้ตามปกติ คือร่างกายไม่สามารถปรับตัวกับความร้อนที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งโดยปกตินั้นร่างกายของคนเราจะสามารถจัดการ และรับมือกับความร้อนที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี แต่หากปัจจัยแวดล้อมที่รายล้อมอยู่รอบตัวเรานั้น ทำให้อุณหภูมิสูงเกินกว่าที่ร่างกายจะรับไหว และไม่สามารถปรับสมดุลได้ทัน ก็จะทำให้เกิดภาวะลมแดดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการเป็นลมแดด มักจะมาจากการที่ออกไปเล่น ไปทำกิจกรรมกลางแจ้งที่มีแดดจัดๆ ยิ่งถ้าเป็นช่วงตั้งแต่ 9 โมงเรื่อยไปจนถึงช่วงเวลา 3 โมงเย็น แสงแดดระหว่างช่วงเวลานี้ของวันจะจัดจ้ามากกว่าปกติในช่วงฤดูร้อน

 

โรคลมแดด เป็นภาวะที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะกับเด็ก หรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะมีอาการรุนแรง หรือไม่รุนแรง ก็ควรต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพราะอาจทำให้เสียชีวิตจากภาวะลมแดดได้

 

อ่านต่อ >> “ลมแดด ที่ต้องระวังในเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คนท้องน้ำตาลต่ำ

Checklist วัคซีน สำหรับคนท้อง

Checklist วัคซีน สำหรับคนท้อง มาลองเช็คดูสิว่า คุณแม่ท้องฉีดวัคซีนเหล่านี้ครบแล้วหรือยัง ซึ่งนี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ว่าที่คุณแม่มือใหม่ลืมไม่ได้เลยหากวางแผนจะมีเจ้าตัวน้อย นั่นก็คือ “การฉีดวัคซีน” เพราะวัคซีนจะช่วยป้องกันโรคร้ายแรงต่างๆ ที่มีผลต่อสุขภาพแม่และลูกได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นมากๆ ที่แม่ท้องทุกคนต้องได้รับวัคซีนที่สำคัญและครบถ้วน มาลองดูกันว่า ถ้าวางแผนจะมีลูกน้อยกลอยใจสักคน ว่าที่คุณแม่จะต้องฉีดวัคซีนกี่ตัว ฉีดตัวไหน และฉีดเมื่อไรกันบ้าง

Checklist วัคซีน สำหรับคนท้อง

 

วัคซีน สำหรับคนท้อง

 

วัคซีน ก่อนตั้งครรภ์ 2 เดือน

วัคซีนอีสุกอีใส

  • จำนวนเข็ม 2 เข็ม
  • การฉีด ฉีดเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 1 เดือน

หากเคยได้รับวัคซีนอีสุกอีใสครบแล้ว หรือเคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรืองูสวัดมาก่อน แสดงว่ามีภูมิต้านทานต่อโรคแล้ว อาจไม่จำเป็นต้องฉีด หรือสามารถเจาะเลือดเพื่อตรวจหาภูมิต้านทาน และควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

การติดเชื้ออีสุกอีใสในขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะก่อนอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ มีโอกาสเกิดความพิการของทารก เช่น สมองเล็ก แขนขาไม่งอก ผิวหนังหนาผิดปกติ หูหนวก เป็นต้น

 

วัคซีน ก่อนตั้งครรภ์ 1 เดือน

วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม

  • จำนวนเข็ม 1 เข็ม
  • การฉีด เมื่อใดก็ได้ แต่ควรฉีดก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน

วัคซีนนี้เป็นวัคซีนที่รวม 3 โรคไว้ในเข็มเดียวกัน เป็นวัคซีนที่ต้องฉีดอย่างยิ่ง แต่ไม่ควรฉีดขณะตั้งครรภ์เนื่องจากมีอันตราย

อันตรายจากการติดเชื้อหัด หัดเยอรมัน และคางทูม

โรคหัด หากเป็นตอนตั้งครรภ์ จะเพิ่มอัตราการแท้งและการคลอดก่อนกำหนด

โรคหัดเยอรมัน จะเพิ่มอัตราการแท้งและการคลอดก่อนกำหนดเช่นเดียวกัน รวมไปถึง ทารกตายในครรภ์ และเกิดความพิการแต่กำเนิด เช่น หูหนวก ตาบอด หัวใจและระบบประสาทผิดปกติ หากติดเชื้อก่อนตั้งครรภ์ 20 สัปดาห์ และในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก โอกาสที่ทารกจะพิการจะยิ่งสูงมากขึ้น

โรคคางทูม หากติดเชื้อตอนตั้งครรภ์อาจทำให้ทารกตายในครรภ์ หรือมีความพิการทางหัวใจได้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม Checklist วัคซีน สำหรับแม่ท้อง คลิกต่อหน้า 2

3 โรคยอดฮิต ของแม่ท้อง

3 โรคยอดฮิต ของแม่ท้อง อันดับโรคยอดฮิตที่มักเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ ที่แม่ท้อง ไม่ควรตามเทรนด์ การตั้งครรภ์ปกติ ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ ถือเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ปัจจุบันผู้หญิงไทยแต่งงานช้า ตั้งครรภ์เมื่ออายุมาก พฤติกรรมการบริโภคไม่ถูกต้อง หรือปัจจัยอื่น จึงทำให้เกิดโรคและมีภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น ที่ไม่เพียงแต่ทำให้ตัวเองป่วย แต่ยังส่งผลถึงลูกในครรภ์ด้วย มาดูกันดีกว่าว่า อันดับโรคยอดฮิตที่มักเกิดกับแม่ท้องมีอะไรบ้าง

3 โรคยอดฮิต ของแม่ท้อง

 

3 โรคยอดฮิต ของแม่ท้อง

 

อันดับ 3 โรคโลหิตจาง

โรคโลหิตจางเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยในคุณแม่ตั้งครรภ์คือ การขาดธาตุเหล็ก ซึ่งคุณแม่ท้องนั้นต้องการธาตุเหล็กมากกว่าคนทั่วไป เพราะร่างกายของแม่ต้องนำมาสร้างรก ทารก และสร้างเลือดให้แม่ใช้ ดังนั้น จึงอาจเกิดโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้ในขณะที่ตั้งครรภ์

ทำไมจึงเสี่ยง

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กหมายถึง ภาวะที่มีเม็ดเลือดแดงน้อยจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งจะมีผลต่อการตั้งครรภ์หลายอย่าง ได้แก่ เสี่ยงแท้ง คลอดก่อนกำหนด ลูกในครรภ์น้ำหนักน้อย ลูกในครรภ์เป็นโลหิตจาง แต่หากโลหิตจางมากๆ อาจทำให้น้ำคร่ำน้อยจนทำให้ลูกในครรภ์เสียชีวิต หรืออาจตกเลือดจนแม่เสียชีวิตระหว่างคลอดได้


เกิดขึ้นได้อย่างไร

โดยปกติคุณแม่ท้องต้องการธาตุเหล็กตลอดการตั้งครรภ์จำนวน 1,000 มิลลิกรัม โดย 300 มิลลิกรัมนำไปสร้างรกและทารก 500 มิลลิกรัมไปเพิ่มโลหิตให้แม่ และที่เหลืออีก 200 มิลลิกรัมจะถูกขับออกทางอุจจาระ ปัสสาวะ และเหงื่อ นอกจากนี้ ระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่อาจสูญเสียธาตุเหล็กจากสาเหตุอื่นได้อีก ได้แก่

  1. เสียเลือด จากการบาดเจ็บ ริดสีดวงทวาร แผลในทางเดินอาหาร เป็นต้น
  2. การดูดซึมยาเสริมธาตุเหล็กไม่ดีพอ เนื่องจากอาหารที่รับประทานคู่กัน เช่น ชา กาแฟ ผัก ผลไม้ นม โปรตีน ยาลดกรด เป็นต้น ซึ่งธาตุเหล็กจะดูดซึมได้ดีก็ต่อเมื่อรับประทานคู่กับอาหารที่เป็นกรด ดังนั้นจึงมักแนะนำให้รับประทานธาตุเหล็กกับน้ำส้มคั้น หรือวิตามินซี 250 มิลลิกรัม
  3. การคลื่นไส้อาเจียน ก็ทำให้สูญเสียธาตุเหล็กได้เช่นกัน


ทำอย่างไรไม่ให้เป็นโลหิตจาง

เมื่อตั้งครรภ์การได้รับธาตุเหล็กจากการรับประทานอาหารปกติเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ดังนั้นคุณแม่ท้องจึงต้องได้รับธาตุเหล็กเสริม  โดยกินธาตุเหล็กวันละ 150-200 มิลลิกรัมของธาตุเหล็กที่สามารถดูดซึมได้ ตามคำแนะนำของแพทย์

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม 3 โรคยอดฮิตของแม่ท้อง คลิกต่อหน้า 2