แชร์ประสบการณ์จากแม่ คลอดลูกก่อนกำหนด เพราะสายรกพันกัน

แชร์ประสบการณ์จากแม่ คลอดลูกก่อนกำหนด การตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ครบ 9 เดือน ที่ไม่มีปัญหาแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่แม่ท้องต่างก็ปรารถนา เราได้รับเรื่องจากคุณแม่ท่านหนึ่งที่ต้องคลอดลูกก่อนกำหนด ตอนอายุครรภ์ได้เพียง 7 เดือน ซึ่งสาเหตุมาจาก “สายรกพันกัน”  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีสาเหตุจากการตั้งครรภ์ครั้งนี้มาให้คุณแม่ท้องได้เฝ้าระวังกันค่ะ

 

 แชร์ประสบการณ์จากแม่ คลอดลูกก่อนกำหนด

คุณแม่เจ้าของเรื่องคลอดลูกก่อนกำหนดตอน 7 เดือน ได้อนุญาตให้ทีมงานนำเรื่องมาแชร์ประสบการณ์เพื่อให้คุณแม่ท้องท่านอื่นๆ ได้ตระหนักถึงสุขภาพขณะตั้งครรภ์ รวมถึงอาการสายรกพันกันที่คนท้องควรต้องระวัง คุณแม่มิ้วเพิ่งคลอดลูกสาวไปเมื่อเร็วนี้ๆ และเธอต้องคลอดตอนอายุครรภ์ 7 เดือน คุณแม่มิ้วให้ข้อมูลถึงสาเหตุการคลอดก่อนกำหนด เพราะสายรกพันกัน ชนิดที่ว่าลูกในท้องไม่ได้รับสารอาหารจากแม่ และลูกก็หายใจช้า ซึ่งตอนผ่าคลอดลูกสาวของคุณแม่ก็ไม่หายใจ แต่ด้วยความช่วยเหลือจากทีมแพทย์ทำให้ลูกสาวตัวน้อยของคุณแม่ปลอดภัยขึ้นมาอีกครั้ง  แต่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ จนตอนนี้สามารถหายใจได้เอง แต่ก็ยังต้องอยู่ในตู้อบจนกว่าร่างกายทุกอย่างสมบูรณ์จึงจะได้กลับบ้าน

อาการก่อนที่คุณแม่มิ้วจะคลอดน้องออกมาคือ ได้สังเกตอาการดิ้นของลูกในท้องและเห็นว่าลูกไม่ค่อยดิ้น บางวันก็ดิ้นไม่ถึง 10 ครั้ง ก่อนคลอดประมาณ 3-4 วันที่มีอาการลูกไม่ค่อยดิ้น คุณแม่จึงไปพบคุณหมอตามนัด ซึ่งคุณหมอได้ตรวจคลื่นหัวใจของลูกในท้องทุกวัน ซึ่ง 1-3 วันแรกพบหัวใจเต้นปกติ แต่พอมาวันที่ 4 คุณหมอได้ฟังเสียงหัวใจลูกในท้องกลับพบว่ามีการเต้นที่ผิดปกติ อาการคือลูกหยุดหายใจ และกลับมาหายใจอีกครั้ง

แชร์ประสบการณ์จากแม่ คลอดลูกก่อนกำหนด
ลูกสาวคุณแม่มิ้ว อายุ 12 วัน

จากนั้นได้มีการส่งตรวจเพื่อทำอัลตราซาวนด์ดูพัฒนาการลูกในท้อง และติดตามการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ช่วงที่อัลตราซาวนด์ไม่พบว่ามีสายรกพันกัน แต่เนื่องด้วยหัวใจลูกเต้นช้ามาก คุณหมอจึงต้องทำการผ่าคลอดให้คุณแม่ที่เพิ่งอายุครรภ์ได้เพียง 7 เดือนเท่านั้น หลังจากผ่าคลอดลูกออกมาแล้ว ลูกสาวคุณแม่มิ้วมีน้ำหนักแรกคลอดที่ 1,024 กรัม คุณแม่ยังได้รับแจ้งจากคุณหมอด้วยว่าสายรกลูกพันกันจนเกือบขาด เหตุการณ์ครั้งนี้เกือบทำให้คุณแม่ต้องสูญเสียลูก แต่ด้วยปาฏิหาริย์ลูกสาวของคุณแม่มิ้วตอนนี้มีอายุได้ 12 วันแล้วค่ะ และมีสัญญาณที่ดีว่าจะแข็งแรงสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ และก็จะกลับบ้าน ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่มิ้ว และลูกสาวตัวน้อย ขอให้แข็งแรงทั้งคุณแม่คุณลูกค่ะ

อ่านต่อ >> “อันตรายจากการคลอดก่อนกำหนด” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

น้ำนมไหลมาเทมา

วิธีเพิ่มน้ำนม 5 STEPS! เรียกน้ำนมง่ายๆ เพื่อลูกน้อย

วิธีเพิ่มน้ำนม …คุณแม่มือใหม่หลายคนมักกังวลว่า ตัวเองจะมีน้ำนมน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูก พอเห็นลูกร้องหิวบ่อยๆ ก็ยิ่งเครียด ยิ่งกังวล จนบางครั้งจากที่เคยมีน้ำนมให้ลูกแบบพอดีๆ ก็พานน้อยลงไปจริงๆ เพราะความเครียดจากการคิดเองว่า  “น้ำนมฉันน้อย”

และเพื่อไม่ให้คุณแม่เกิดการสับสนว่า จริงๆ แล้วน้ำนมน้อย เพราะความจริงคุณแม่ที่ให้นมทุกคนมีน้ำนมเพียงพอต่อลูกน้อยของตนเองอยู่แล้ว และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคุณแม่ให้นม Amarin Baby & Kids จึงมีวิธีเรียกน้ำนมง่ายๆให้เพียงพอกับลูกน้อยของคุณ ด้วย 5 ขั้นตอนดังนี้

วิธีเพิ่มน้ำนม 5 STEPS เรียกน้ำนมเพื่อลูก

วิธีเพิ่มน้ำนม

STEP 1 : “เชื่อมั่น” ฉันทำได้!

คุณหมอแนะนำว่า ก่อนอื่นคุณแม่ต้องเชื่อมั่นก่อนว่า คุณแม่ทุกคนสามารถให้นมลูกได้ เพราะจากงานวิจัย คุณแม่ 95-97% มีน้ำนมเพียงพอสำหรับลูกน้อยอย่างแน่นอน มีเพียง 3-5% เท่านั้นที่ผลิตน้ำนมได้ไม่เพียงพอจริง ๆ จึงจำเป็นต้องให้ลูกกินนมชง เพียงแต่ใน 95-97% นั้นอาจผลิตได้มากน้อยแตกต่างกันออกไป คุณหมอยกตัวอย่างกรณีของตัวคุณหมอเองว่า คุณหมอผลิตน้ำนมได้อยู่ตรงกลางของค่าเฉลี่ยเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ คือ มีน้ำนมให้ลูกพอกิน และยังปั๊มออกมาเก็บไว้ได้อีกวันละ 20 กว่าออนซ์ ส่วนคนที่มีน้ำนมเกินกว่าค่าเฉลี่ยจะสามารถปั๊มน้ำนมเก็บไว้ได้วันละมากกว่า 30 ออนซ์ขึ้นไป และคนที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ย อาจปั๊มน้ำนมเก็บได้วันละ 15-10 ออนซ์ แต่ก็เพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อยอยู่ดี ดังนั้นก่อนอื่นคุณแม่ต้องเชื่อมั่นก่อนว่า เราจะอยู่ในกลุ่ม 95-97% ที่สามารถให้นมลูกได้ แล้วปฏิบัติตามที่หมอแนะนำ ก็จะสามารถสร้างน้ำนมให้ลูกได้ไม่ยากเลยค่ะ

STEP 2 : กินให้ถูกวิธี

ปู่ย่าตายายมักแนะนำให้คุณแม่กินแกงเลียง หัวปลี และอีกสารพัดเมนูเพื่อบำรุงน้ำนม แต่คุณหมอยืนยันชัดเจนว่า อาหารเหล่านั้นยังไม่มีงานวิจัยใดคอนเฟิร์มได้ว่าช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมจริง อีกทั้งการเร่งกินอาหารบำรุงชนิดใดชนิดหนึ่งในปริมาณมากกว่าปกติตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ อาจเป็นเหตุให้ลูกน้อยมีอาการแพ้สิ่งนั้นได้ หลักการกินที่จะช่วยเพิ่มน้ำนมและได้ผลจนคุณหมอขอฟันธง มีเพียงการกินอาหารที่มีประโยชน์ ในปริมาณที่ให้พลังงานและแคลเซียมเพียงพอ โดยพลังงานที่ใช้สำหรับผลิตน้ำนมเพื่อลูกน้อยในแต่ละวันอยู่ที่ 500 กิโลแคลอรี ดังนั้นคุณแม่ต้องการสารอาหารเพิ่มเพียง 500 กิโลแคลอรีต่อวัน หรือรับประทานอาหารเพิ่มอีกเพียง 1 มื้อเท่านั้น เช่น จากที่กินอยู่ 2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน ก็เพิ่มเป็น 2,500 กิโลแคลอรี หรือหากร่างกายคุณแม่ค่อนข้างสมบูรณ์อยู่แล้ว ควรเริ่มที่การกินอาหารวันละ 1,500 กิโลแคลอรี แต่หากต้องให้นมลูกน้อยด้วยก็เพิ่มเป็น 2,000 กิโลแคลอรีเท่านั้น ดังนั้นอาหารบำรุงทั้งหลาย แม้จะเป็นของดีมีประโยชน์ แต่หากกินมากไป หรือบำรุงแต่อาหาร ไม่ปั๊มน้ำนมหรือให้นมลูกอย่างสม่ำเสมอ พลังงานทั้งหมดก็จะกลายไปเป็นไขมันสะสมให้คุณแม่คนเดียวได้นะคะ

♥ บทความแนะนำน่าอ่านเมนูอาหารเพิ่มน้ำนมให้แม่ลูกอ่อน
♥ บทความแนะนำน่าอ่านผักผลไม้เพิ่มน้ำนม 20 ชนิด เพิ่มน้ำนมให้คุณแม่

 

อ่านต่อ >>”STEP 3 การสร้างสัญชาตญาณแม่ลูกตั้งแต่แรกคลอด” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกขี้ร้อน นอนเปิดพัดลม เสี่ยงปอดบวม

ลูกขี้ร้อน นอนเปิดพัดลม เสี่ยงปอดบวม หรือไม่?

ลูกขี้ร้อน นอนเปิดพัดลม เสี่ยงปอดบวม ในเด็กทารกบางคนเป็นเด็กขี้ร้อนมาตั้งแต่เกิด เวลานอนแม่ต้องเปิดพัดลม เปิดแอร์ให้ตลอด แล้วยิ่งหน้าร้อนก็เพิ่มความร้อนอบอ้าวให้ลูกได้เหงื่อซึมอยู่ตลอด แบบนี้ต้องนอนเปิดพัดลมทุกวัน แล้วจะเสี่ยงป่วยไข้ได้หรือเปล่านะ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบมาให้คุณแม่ได้คลายความกังวลใจกันค่ะ

 

ลูกขี้ร้อน นอนเปิดพัดลม เสี่ยงปอดบวม ได้หรือไม่?

คุณแม่ที่ลูกไม่ได้ขี้ร้อนมาก อาจสงสัยว่าแล้วทำไมก็แค่เปิดพัดลมให้ลูก จะถึงขั้นปวดบวมได้เลยหรือ  เรื่องนร่มีอยู่ว่าคุณแม่ได้ส่งคำถามเข้ามาว่า

 

“ลูกอายุ 2 เดือน เป็นเด็กขี้ร้อนมาก มีเหงื่อเยอะ ตัวเหนียวต้องให้ใส่เสื้อผ้าบางๆ และเปิดพัดลมให้ตลอด จะเสี่ยงเป็น ปอดบวม หรือไม่ และถ้าไม่เปิดพัดลม จะแก้ปัญหาลูกขี้ร้อนอย่างไรดี?

 

จริงๆ การเปิดพัดลมไม่น่าจะทำให้ลูกป่วยได้ใช่ไหมคะ แต่ติดอยู่ตรงที่คุณแม่บอกว่าให้ลูกใส่เสื้อผ้าบางๆ ด้วยขณะที่เปิดพัดลมให้ ทีนี้เราก็ต้องไปดูว่าการเปิดพัดลมให้ลูกเล็กๆ แบบไหนถึงจะถูกต้อง และปลอดภัยต่อสุขภาพของลูกโดยเฉพาะกับเด็กวัยทารก

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรทำความเข้าใจกับโรคปอดบวมกันก่อนว่าแท้จริงแล้วอาการเป็นอย่างไร จะเกิดขึ้นเพราะเปิดพัดลมให้ลูกตลอดเวลาหรือเปล่า เรื่องนี้เรามีคำตอบจาก แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด(1) ซึ่งคุณหมอได้อธิบายไว้ ตามนี้ค่ะ

 

Must Read >> ไข้ หรือ ตัวร้อน เรื่องที่พ่อแม่ต้องรู้ และดูอาการลูกให้เป็น!!

 

Good to know…ไข้ หมายถึง ภาวะที่อุณหภูมิร่างกายขึ้นสูงผิดปกติ โดยค่าปกติของอุณหภูมิที่วัดทางทวารคือ 36.6-38 องศาเซลเซียส วัดทางปาก 35.5-37.5 องศาเซลเซียส วัดทางรักแร้ 34.7-37.3 องศาเซลเซียส และวัดทางหู 35.8-38.0 องศาเซลเซียส

อ่านต่อ >> “อาการของโรคปอดบวม หรือปอดอักเสบ” หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ช็อกโกแลตซีสต์ โรคภายในผู้หญิง

ช็อกโกแลตซีสต์ โรคภายในผู้หญิง ที่ต้องระวัง!

ช็อกโกแลตซีสต์ โรคภายในผู้หญิง ครั้งนี้เราจะมาพูดถึงโรคภายในของผู้หญิงที่เรียกว่า “ช็อกโกแลตซีสต์” เพราะคนใกล้ตัวเป็นกันเยอะมาก ช็อกโกแลตซีสต์ชื่อดูเหมือนหอมหวานใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้วไม่เลยเพราะโรคภายในผู้หญิงโรคนี้ เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มีลูกยาก ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อมูล ช็อกโกแลตซีสต์ โรคภายในผู้หญิง ที่ต้องระวัง มาให้ทราบกันค่ะ

 

ช็อกโกแลตซีสต์ โรคภายในผู้หญิง คืออะไร?

ผู้หญิงทุกคนที่กำลังเข้าสู่วัยเริ่มเจริญพันธุ์ก็จะช่วงอายุประมาณ 15-17 ปี ที่จะเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกกัน แต่ปัจจุบันนี้เด็กผู้หญิงบางคนโตวัยอุดมสมบูรณ์มากก็จะมีประจำเดือนกันตั้งแต่อายุ 11 ปีขึ้นไป ซึ่งการมีประจำเดือน ช็อกโกแลตซีสต์ก็เริ่มเกิดขึ้นได้

กำลังสงสัยใช่ไหมว่า ช็อกโกแลตซีสต์ เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นภายในร่างกายของผู้หญิงได้อย่างไร สำหรับโรคภายในผู้หญิงโรคนี้ ก็คือการที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เป็นภาวะที่เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกไปเติบโตนอกโพรงมดลูก คือ บางทีก็ไปเจริญที่ข้างมดลูกในอุ้งเชิงกราน หรือไม่ก็ในเนื้อของมดลูก เป็นต้น การที่เซลล์เกิดการเจริญผิดที่ ร่างกายตรงบริเวณที่เซลล์เยื่อบุโพรงไปเจริญผิดที่อยู่นั้นมีอาการแสดงฟ้องออกมา ทำให้รู้สึกปวดท้อง พอถึงรอบประจำเดือนมา ก็จะมีเลือดส่วนหนึ่งที่ไหลไปอยู่ในเซลล์ที่เจริญผิดที่ เมื่อสะสมมากขึ้นก็จะกลายเป็นซีตส์ นั่นก็คือ ช็อกโกแลตซีตส์(Chocolate cyst) จะสังเกตได้กับคนที่มีประจำเดือนที่มาในปริมาณปกติ คือ ในหนึ่งวันอาจเปลี่ยนผ้าอนามัยแค่ 2 แผ่น แต่สำหรับคนที่เป็นช็อกโลแตซีสต์ มักจะมีปริมาณประจำเดือนที่มามากกว่าปกติ ผ้าอนามัยเปียกชุ่มต้องเปลี่ยนวันนึงหลายรอบ และในวันแรกๆ ของการมีประจำเดือนในแต่ละรอบจะมีอาการปวดท้องมาก ปวดเหมือนมีแผลอักเสบอยู่ข้างในมดลูก บางคนปวดท้องเมนส์จนเป็นลมเลยก็มีค่ะ

อ่านต่อ >> “สาเหตุของการเกิดโรคช็อกโกแลตซีสต์” หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

3 วิธีขั้นเทพ! ฝึกลูกให้เป็น “เด็กน่ารัก” สำหรับทุกคนก่อนวัยประถม

เพราะ ลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน แล้วคุณพ่อคุณแม่จะ เลี้ยงลูกอย่างไรให้น่ารักสำหรับทุกคน … แม้คุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกเสมอว่า “ลูกของฉันทำอะไรก็น่ารักน่าเอ็นดู” แต่จะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่า เมื่อเขาได้ไปอยู่สังคมนอกบ้าน คนอื่นจะยังมองว่าเขาน่ารักเหมือนอย่างที่คุณพ่อคุณแม่มอง!!

Continue reading “3 วิธีขั้นเทพ! ฝึกลูกให้เป็น “เด็กน่ารัก” สำหรับทุกคนก่อนวัยประถม”

ลองแล้ว มั่นใจ!! เซรั่มอัญชัน เพื่อผมดกดำของคุณหนู

หากคุณแม่กำลังกังวลใจกับเรื่องผมบางคิ้วบางของลูกน้อย หรือแม้กระทั่งปัญหาผมบางของผู้หญิงเรา ลองมาดูประสบการณ์จากผู้ใช้จริงและวิธีการแก้ไขปัญหาให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปด้วยดี จนลูกน้อยและคุณแม่มีผมสวยกันได้ทุกคนค่ะ

  • มาร์ลินเผยเคล็ดลับผมดกหนาและยาวเร็วภายใน 1 เดือน

ai+aoon

14 ตค 2557 น้องมาร์ลินลืมตาดูโลก ในขณะที่ทุกคนกำลังชื่นชมในความน่ารักของทารกน้อย คุณพระ!!! ลูกดิฉัน ฉายแววหัวเหม่งมาแต่ไกล เริ่มกังวลนิดๆ หลังจากนั้นก็เริ่มค้นหามองหาตัวช่วย แน่นอนตามโบราณว่า ไม่พ้นอัญชัน พอทาลูกเสร็จ ก็เลอะเทอะไปหมดทั้งแม่ทั้งลูก เหงื่อออกก็ไหลมาติดเสื้อแม่ วุ่นวายไปหมด ชุดสวยตัวเก่งต่างเลอะด้วยอัญชันที่แอบทิ้งคราบไว้บางๆ

จนเมื่อมาพบ ai+aoon นวัตกรรมใหม่ของเด็กยุคนี้ กับการทำอัญชันมาสกัดคัดแต่สรรพคุณเด็ดๆ มาล้วนๆ อ่านแล้วมันต้องลองสักหน่อย จัดมาทั้งเซรั่มใส่ผมและคิ้ว เซรั่มใส่ผม ซึมเร็วมาก ไม่เหนียวไม่ทำให้รำคาญ ใส่เหมือนบำรุงผม น้องมาร์ลินชอบมาก พอทำเองได้ ก็เริ่มขอแม่ใส่เองส่วนเซรั่มคิ้ว จับถนัดมือ วาดแล้วไม่เลอะเทอะ ไม่หก ทั้งสองชิ้นคุ้มค่า คุ้มราคามาก 1 ขวดใช้ได้นานมากจนแอบคิดว่า ร้านจะกำไรมั้ย ใช้ได้นานขนาดนี้ ราคาก็ไม่แพงเลย เลิฟจริงๆ

ai+aoon

1 เดือนผ่านไป หลังใช้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เห็นผลชัดเจนขึ้นว่าลูกสาวเริ่มฉายแววสวยเพราะผมหนาขึ้น คิ้วก็เข้มขึ้น อย่างเห็นได้ชัด ถือว่าผลเป็นที่น่าพอใจคุณแม่อย่างมาก ขอบคุณผลิตภัณฑ์ดีๆ จาก ai+aoonที่ทำให้สาวหัวเหม่งหายไป มีแต่สาวน้อยแสนสวย ผมสลวยสวยเก๋ ยังคงเป็นแฟน ai+aoonต่อไป ใช้กันไปยาวๆ : แม่ลูกปลา น้องมาร์ลิน

 

  • น้องอชิ หล่อเข้มเพราะมีคิ้ว

ai+aoon

น้องชื่อน้องอชิค่ะ ตอนนี้อายุ 1ขวบ 6 เดือนตอนเกิดคิ้วบางมากๆ ค่ะ แทบจะมองไม่เห็นคิ้วเลยก็เลยหาอัญชันสดมาเขียนก่อน เพราะกลัวคิ้วจะบางเหมือนแม่555 ใช้อัญชันเขียนทีคิ้วเลอะ เหมือนยักษ์ เขียนลำบากมากเพราะลูกไม่ค่อยอยู่นิ่ง

ai+aoon

โชคดีมีคนแชร์เพจไออุ่นมาพอดี เลยลองเข้าไปดูรีวิว เห็นรีวิวเยอะมากกกก เลยตัดสินใจซื้อมาใช้ทันทีพอได้ลองใช้แล้วรู้สึกมันใช่เลย !! ชอบมากก ทาง่ายค่ะ ไม่เลอะ ลูกไม่แพ้ พกติดกระเป๋าเลย นึกได้ตอนไหนก็เขียนตอนนั้น ตอนนี้ลูกคิ้วสวยกว่าแม่เยอะเลย ปลื้มค่ะ  ลูกชายหล่อเข้มขึ้นเพราะมีคิ้วแล้ว ขอบคุณ ai+aoon มากค่ะ^^

 

  • ตัวช่วยเด็ดๆแก้ปัญหาผมร่วงของคุณแม่ณิชนันท์

ai+aoon

สวัสดีค่ะ ชื่อณิชนันท์อายุ 35 ปีนะคะ จากตอนแรกเป็นคนที่มั่นใจในผมของตัวเองมากๆ ว่าเป็นคนที่เส้นผมแข็งแรง ยาวเร็ว หนา ดำ ปลื้มมาก…พอช่วงที่ตั้งครรภ์ก็เคยได้ยินที่โบราณว่าไว้ถ้าลูกจำหน้าได้ผมแม่จะร่วง ตอนช่วงแรกที่ลาเลี้ยงลูกอยู่บ้านก็ยังเฉยๆ  เพราะยังไม่มีอาการผมร่วงให้เห็น  แต่พอขวัญข้าวอายุได้ 4 เดือน เริ่มมีการสังเกตเห็นถึงเส้นผมที่ร่วงอยู่ตามพื้นบ้านเป็นจำนวนมาก  รวมไปถึงเวลาหวีผมหรือสางผม จะมีเส้นผมติดออกมาเป็นกำๆ  ตอนนั้นเริ่มเครียดแต่หลายๆ คนที่เคยมีลูกบอกเดี๋ยวก็หาย  ช่วงนั้นไม่กล้าหวีผมหรือจับเส้นผมเลย  รวมไปถึงเริ่มมีอาการหัวล้านตรงขมับทั้ง 2 ข้าง  ยิ่งเครียดและดูแย่กว่าเดิม

ai+aoon

จนได้มารู้จักกับเซรั่มอัญชันสกัด  ai+aoon  ที่จริงๆ แล้วตั้งใจซื้อมาทาให้ขวัญข้าว เพราะพอนางโกนผมไฟเสร็จผมดันไม่ค่อยจะยอมขึ้นซะงั้นทั้งๆ ที่ตอนคลอดออกมาคิ้ว ผมมาเต็ม พอทาเซรั่มให้ลูกเสร็จก็เอามือที่ยังมีเซรั่มอยู่มาถูๆ ที่ขมับแม่ต่อ ผ่านมาประมาณ 4 เดือน เริ่มมีไรผมขึ้นมาบริเวณขมับให้เห็น จนตอนนี้เริ่มงอกกลับมาจนหนาขึ้นเกือบๆ เท่าเดิมแล้ว รวมไปถึงผมและคิ้วของขวัญข้าวก็เริ่มหนาและยาวขึ้นเหมือนๆ ตอนคลอดแล้ว ดีใจมากๆๆเลยค่ะ ต้องขอขอบคุณผลิตภัณฑ์ดีๆๆแบบนี้ด้วยนะคะ เรื่องผมและคิ้วต้องยกให้ ai+aoon เค้าเลยค่ะ

 

  • น้องนวิน กับความประทับใจในเซรั่มอัญชัน ai+aoon

จุดเริ่มต้นที่รู้จัก Butterfly pea baby hair serum ของ ai+aoon baby เนื่องจากไปเดินงาน Amarin baby & kids fair ที่ไบเทคบางนา ตอนนั้นยังท้องอยู่ใกล้ๆคลอด เราก็มองหาพวกเซรั่มบำรุงผม คิ้ว ให้ดกดำ อะไรทำนองนี้อยู่แล้ว พอดีไปเจอในงานนี้ ก็จัดมาเลย 1 ขวด พอถึงวันกำหนดผ่าคลอดคุณแม่ตื่นเต้นมากกกก….แรกเกิดน้องนวินก็พอมีผมมีคิ้วอยู่บ้างนะคะ

ai+aoon

แต่ก็ยังไม่มากเท่าที่แม่ต้องการ รอจนน้องอายุครบ 1 เดือน ก็เริ่มใช้เลย ทาทุกวันเช้า-เย็น พอน้องอายุ 2 เดือน ผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ

ai+aoon

ก็ยังคงทาๆๆให้น้องไปเรื่อยๆ เพราะคุณแม่ชอบที่เนื้อเซรั่มไม่เหนียวเหนอะหนะ ทำให้น้องไม่รู้สึกรำคาญ ไม่มีกลิ่น/สี ใช้แล้วไม่ต้องล้างออก ที่สำคัญปราศจากน้ำหอม และพาราเบนด้วยค่ะ นี่ก็คือรูปน้องช่วงอายุ 3 เดือน จนถึงปัจจุบันค่ะ และก็คิดว่าจะใช้ต่อไปเรื่อยๆค่ะ

 

  • อยากดูมีคิ้วเวลาหน้าสด มุกเลือกใช้ ai+aoon ค่ะ

ai+aoon

สวัสดีค่ะ ชื่อมุกนะคะ ตอนนี้อายุ 21 ปีค่ะ ปกติเป็นคนคิ้วบางมาก คุณพ่อคุณแม่ก็คิ้วบาง พอดีมีพี่แนะนำเซรั่มai+aoonมาให้ลองใช้ เพราะลูกของพี่เค้าใช้แล้วคิ้วเข้มขึ้น ซึ่งปกติที่บ้านก็ชอบใช้สินค้าที่ทำจากธรรมชาติ และสินค้าของเด็กอยู่แล้วเพราะรู้สึกว่าอ่อนโยนดี ก็เห็นว่าน่าสนใจดี ก็เลยลองใช้ดู ใช้ไปได้ประมาณเดือนนึง ทาทุกวันเช้า-เย็นหลังอาบน้ำ ตามคำแนะนำ แล้วลองถ่ายรูปเอามาเปรียบเทียบกัน เออ..มันใช่เลย คิ้วดูเข้มขึ้นจริง

เพื่อนที่พักอยู่หอด้วยกันก็ทักว่า พักนี้คิ้วดูเข้มขึ้นนะ ทั้งๆที่เราก็ไม่ได้บอกใครนะ แสดงว่าเพื่อนก็สังเกตเห็นเหมือนกัน รู้สึกชอบมากๆๆเลยค่ะ ตอนแรกคิดว่าสินค้าเด็ก เราใช้อาจจะไม่เห็นผล แต่มันใช้ได้จริง เห็นผลจริง ปัจจุบันเป็นไอเทมขาดไม่ได้เลยค่ะ แต่ก็ไม่ได้ทาทุกวันนะคะ พอเข้มแล้วก็ทา วันเว้น 2 วัน นึกขึ้นได้ก็ทา เพื่อบำรุงคิ้วให้ดูเข้มและเรียงตัวสวยค่ะ ขอบคุณผลิตภัณฑ์ดีๆจากai+aoonมากๆค่ะ

เซรั่มอัญชัน ai+aoon

FB : ai+aoon Baby Thailand

Line: @aiaoon

IG : aiaoonfanpage

www.aiaoon.com

*********************************************************************

การดื่มชา มีผลต่อแม่และเด็ก

การดื่มชา มีผลต่อแม่และเด็ก อันตรายหรือไม่อย่างไร?

การดื่มชา มีผลต่อแม่และเด็ก ชาเป็นเครื่องดื่มที่ทุกคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี เวลาที่อยากดื่มชาสักแก้ว เรามักจะดื่มกันในวันที่อากาศเย็นๆ เพื่อเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย หรือดื่มชาช่วงบ่ายๆ เพื่อเป็นการผ่อนคลายร่างกาย และอารมณ์  แต่ทราบกันไหมคะว่า การดื่มชา มีผลต่อแม่และเด็ก หรือไม่อย่างไร ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบมาให้ทราบกันค่ะ

 

การดื่มชา มีผลต่อแม่และเด็ก – มาทำความรู้จักกับ “ชา” กันสักนิด

เชื่อว่าทุกคนคงเคยดื่มชากันมาบ้าง และส่วนใหญ่ก็ยังจัดให้เครื่องดื่มชาเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มสุดโปรด เพราะนอกจากจะชงดื่มอุ่นๆ  ชายังนำมาผสมเป็นเครื่องดื่มเย็นชื่นใจคลายร้อนได้อีกด้วย สำหรับ “ชา”  เป็นพืชตระกูลคาเมลเลีย (Camelliea) ซึ่งชื่อทางพฤกษศาสตร์จะเรียกว่า Camelliea sinensis มีถิ่นกำเนิด อยู่ในประเทศอินเดีย และประเทศจีน ผลผลิตของชาที่ได้จากยอดใบ สามารถนำมาเข้าสู่ขบวนการผลิตชา ที่ได้ทั้ง ชาขาว ชาเขียว ชาดำ และชาอูหลง ฯลฯ

 

Must Read >> 10 ข้อห้าม คนท้องอ่อนๆ ต้องระวังอะไรบ้าง?

 

3 ส่วนประกอบสำคัญในชา คือ เมทิลแซนทีน (Methylxanthines) แทนนิน (Tea /tannins) และส่วนที่ให้กลิ่นหอม (Aromatic Principles) ใบชาสดประกอบด้วย เซลลูโลส ไฟเบอร์และโปรตีน ซึ่งมีปริมาณของแข็งรวมกันได้ 25 % โดยปริมาตรและมีสารที่ละลายน้ำได้ คือ แทนนิน คาเฟอีน โปรตีน กัม (Gummy Matter) และน้ำตาล(1)

อ่านต่อ >> “อันตรายจากการดื่มชา ต่อแม่และเด็ก” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ จำเป็นแค่ไหน

ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ จำเป็นแค่ไหน สามีภรรยามือใหม่ที่ต้องการมีลูกน้อยมักพบเจอคำถามคาใจว่าควรตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์หรือไม่ ถ้าตรวจสุขภาพควรตรวจอะไรบ้าง โปรแกรมสุขภาพอะไรที่ควรเลือก และถ้าไม่ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ล่ะ ลูกน้อยจะมีผลกระทบอะไรไหม วันนี้เรามีคำตอบไขข้อสงสัยเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยามาให้คำแนะนำค่ะ

ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์

ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ จำเป็นแค่ไหน

  • จำเป็นต้อง ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ไหม?

การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์อาจไม่มีความจำเป็นสำหรับใครก็ตามที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงปกติ แต่ผู้หญิงที่มีโรคประจำตัว หรือคนที่รับประทานยาเป็นประจำควร ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ และปรึกษาคุณหมอว่า ยาที่รับประทานจะมีปัญหาหรือส่งผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์หรือไม่

  • ทำไมต้องตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์

การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ช่วยลดความเสี่ยงลูกพิการหรือมีภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ คุณหมอจะซักถามเกี่ยวกับโรคประจำตัว เพราะโรคบางโรคอาจมีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ หรือการตั้งครรภ์อาจมีผลกระทบต่อโรคบางโรค เช่น คุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะการตั้งครรภ์อาจทำให้ภาวะเบาหวานรุนแรงขึ้น หรือคุณผู้หญิงที่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานเมื่อตั้งครรภ์ก็อาจจะเป็นโรคเบาหวานได้ เพราะการตั้งครรภ์ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลสูงเนื่องจากฮอร์โมนที่รกผลิตออกมามีผลต่อประสิทธิภาพของอินซูลินที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของคุณแม่ ซึ่งปกติตับอ่อนจะผลิตอินซูลินออกมา แต่ในกรณีที่ตับอ่อนไม่ผลิตอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น หากไม่ได้ควบคุมภาวะน้ำตาลในเลือดขณะตั้งครรภ์ก็จะมีผลกระทบต่อทารก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม 5 โรคควรระวัง ที่ภรรยาควรตรวจก่อนตั้งครรภ์ คลิกต่อหน้า 2

แม่ตั้งครรภ์ เป็นโรคหัวใจ อันตรายกว่าที่คิด

แม่ตั้งครรภ์ เป็นโรคหัวใจ อันตรายกว่าที่คิด เพราะการตั้งครรภ์มีผลต่อหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้น มีการเพิ่มของเม็ดเลือดแดง และน้ำเหลือง ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดมากขึ้นร้อยละ 30-50 หรือ ประมาณ 1.8 ลิตรต่อนาที ความดันโลหิตสูงมากขึ้น โดยมีความความดันโลหิตค่าบนเพิ่มขึ้นร้อยละ 15-25 ความดันโลหิตค่าล่างเพิ่มขึ้นร้อยละ 10-15 ทั้งนี้ ประมาณร้อยละ 70-80 ของแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคหัวใจ มักเป็นมาแต่กำเนิด

แม่ตั้งครรภ์ เป็นโรคหัวใจ

แม่ตั้งครรภ์ เป็นโรคหัวใจ อันตรายกว่าที่คิด

ซึ่งคุณแม่ที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ร้อยละ 20 เสียชีวิตจากโรคหัวใจแต่กำเนิด อีกร้อยละ 80 เสียชีวิตจากโรคหัวใจที่เกิดภายหลัง หรือ ตรวจพบขณะตั้งครรภ์ โดยอันดับหนึ่งมีอาการหัวใจล้มเหลว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ แม้คลอดไปนานแล้ว 2 สัปดาห์ ส่วนอันดับสอง เป็นหัวใจเต้นผิดจังหวะ และอื่นๆได้แก่ กล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial Infarction) หลอดเลือดในสมองแตก หรือตีบจากโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง

นอกจากนี้แล้ว โรคหัวใจอาจเป็นภาวะแทรกซ้อนของการขาดวิตามิน หรือ ติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 หากแม่คนไหนเป็นโรคหัวใจแต่กำเนิด ทารกในครรภ์มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจแต่กำเนิด เช่นเดียวกัน

ไล่เรียงจากที่กล่าวมาแล้ว แม่ตั้งครรภ์ เป็นโรคหัวใจ ยังมีผลต่อการตั้งครรภ์ อีกมากมาย ดังนี้

  • เพิ่มการคลอดก่อนกำหนด
  • เพิ่มการเกิดครรภ์เป็นพิษ
  • เพิ่มโอกาสเกิดทารกน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม
  • เพิ่มโอกาสทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า
  • เพิ่มการตกเลือดหลังคลอด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สำหรับโรคหัวใจทุกโรคมีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ การคลอด และระยะหลังคลอด และโรคหัวใจต่อไปนี้ มีอัตราตายในแม่น้อยกว่าร้อยละ 1

  1. โรคหัวใจชนิดผนังห้องหัวใจรั่ว ที่ไม่มีอาการหอบเหนื่อย เมื่อทำงานตามปกติ หรือ หอบเหนื่อยบ้างเมื่อทำงานมากกว่าปกติ เช่น เพียงแค่ขึ้นบันไดสองชั้น ก็เหนื่อยมากแล้ว ทางการแพทย์เรียกว่าอยู่ใน NYHA (New York Heart Association) Function Class 1-2
  2. โรคหัวใจชนิด Patent Ductus Arteriosus (มีรูรั่ว หรือทางเชื่อมระหว่างหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ติก กับหลอดเลือดแดง พูลโนมารี่)
  3. โรคลิ้นหัวใจชนิด Pulmonary หรือ Tricuspid

ติดตาม อาการบ่งชี้ เป็นโรคหัวใจ ขณะตั้งครรภ์ คลิกต่อหน้า 2

คุณแม่ท้องห้ามกินอะไรบ้าง?

หากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์และสงสัยว่า คุณแม่ท้องห้ามกินอะไรบ้าง มาดูกันว่าอาหารอะไรบ้างที่คนท้องไม่ควรกิน เพื่อที่คุณแม่จะได้เลือกโภชนาการที่เหมาะสมและปลอดภัยต่อตัวเองและลูกน้อยในครรภ์ ตลอดจนให้ลูกน้อยได้รับคุณค่าสารอาหารผ่านคุณแม่ได้อย่างมีประโยชน์ที่สุด

คุณแม่ท้องห้ามกินอะไรบ้าง

คุณแม่ท้องห้ามกินอะไรบ้าง

 

คุณแม่ท้องห้ามกิน!! อาหารไม่มีคุณค่า และเสี่ยงโรคภัยในแม่ท้อง

คุณแม่ควรงดอาหารที่ไม่มีคุณค่าและอาหารที่อาจเสี่ยงทำให้เกิดโรคภัยต่างๆ ทั้งต่อสุขภาพของลูกน้อยและตัวคุณแม่เองในขณะตั้งครรภ์ตลอด 9 เดือน ซึ่งอาหารเหล่านี้มีทั้งอาหารที่ทำให้คุณแม่น้ำหนักเพิ่มขึ้น อาหารที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ สารพิษสารเคมีตกค้าง อาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อาหารที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงภาวะเสี่ยงต่างๆ ไปดูกันว่าอาหารเหล่านั้นมีอะไรบ้างค่ะ

  • ขนมและอาหารที่หวานจัด

เช่น เบเกอรี่ เค้ก คุกกี้ พาย โดนัท ขนมหวานแบบไทยๆ ที่มีน้ำตาลมากๆ เช่น ทองหยิบ ผลไม้เชื่อม ผลไม้กระป๋อง ไอศกรีมรสหวานจัด เพราะอาหารที่หวานจะทำให้คุณแม่สะสมไขมันส่วนเกินไว้ และยังทำให้ร่างกายสะสมน้ำตาลมากเกินไป จนทำให้น้ำหนักคุณแม่เพิ่มขึ้นมากเกินไป รวมถึงทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และครรภ์เป็นพิษ ฯลฯ

  • อาหารหมักดอง

ได้แก่ ผลไม้ดองต่างๆ เช่น มะม่วงดอง ฝรั่งดอง ฯลฯ เพราะอาหารเหล่านี้อาจมีกระบวนการขั้นตอนการผลิตที่ไม่สะอาด หรือถูกหลักอนามัย และอาจมีสารพิษ และมีโซเดียมในปริมาณสูง ทำให้คุณแม่ไม่สบาย ท้องเสีย ท้องอืด แน่นท้อง และอื่นๆ ได้

  • อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง

คุณแม่ควรงดอาหารสำเร็จรูปประเภทอาหารขยะต่างๆ เช่น เบอร์เกอร์ ไก่ทอด แป้งทอด อาหารทอดต่างๆ เพราะมีไขมัน เกลือ แป้งและน้ำตาลเยอะ และมีสารปรุงแต่งที่ทำให้อาหารกรอบ ตลอดจนอาหารเหล่านี้อาจมีส่วนประกอบของผงชูรสมากเกินไป นอกจากนี้อาหารกระป๋องต่างๆ มักจะมีสารกันบูด กันหืน และยิ่งหากอาหารกระป๋องเหล่านั้นผ่านการขนส่งที่ไม่สะอาด มีกระป๋องบุบ ยุบ ยิ่งส่งผลเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งคุณแม่และลูกน้อยได้ค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม อาหารที่คนท้องห้ามกิน คลิกต่อหน้า 2

โรคประจำตัว ที่ควรเฝ้าระวัง ขณะตั้งครรภ์

โรคประจำตัว ที่ควรเฝ้าระวัง ขณะตั้งครรภ์ หากเรามีสุขภาพที่ดี ช่วงเวลาตั้งครรภ์คงจะเป็นช่วงเวลาที่ดี และวิเศษสุด แต่ถ้าขณะตั้งครรภ์เรามีโรคประจำตัวขึ้นมาล่ะ ท้องนี้จะมีปัญหาไหม?

โรคประจำตัว ที่ควรเฝ้าระวัง ขณะตั้งครรภ์

 

โรคประจำตัว ที่ควรเฝ้าระวัง ขณะตั้งครรภ์

 

รู้จัก โรคสำคัญ … ทำตั้งครรภ์มีปัญหา

ความจริงแล้ว โรคประจำตัว ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของแม่และลูกในช่วงตั้งครรภ์นั้นมีค่อนข้างมาก แต่จะขอกล่าวถึงโรคสำคัญที่อันตรายต่อแม่ และพบบ่อย เริ่มจาก โรคประจำตัว ที่อันตรายมากที่สุดก่อน นั่นคือ

โรคหัวใจ    

เป็นโรคที่อันตรายมากต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ แบ่งได้เป็น 2 แบบคือ

1. ความพิการแต่กำเนิดของหัวใจ ส่วนใหญ่จะพบว่ามีหัวใจรั่ว เส้นเลือดจากหัวใจห้องซ้ายหรือห้องขวาตีบ ทำให้เลือดที่หัวใจปั๊มได้ไม่ดี  ซึ่งในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ปริมาณน้ำหรือเลือดในร่างกายจะเพิ่มขึ้นมากกว่าคนทั่วไปถึง 40% อยู่แล้ว ส่งผลทำให้หัวใจต้องปั๊มและสูบฉีดโลหิตเพิ่มขึ้น หัวใจจะทำงานหนักมาก

ซึ่งหากใครรู้ว่าตัวเองป่วย แนะนำให้รักษาตั้งแต่เนิ่นๆ กินยาสม่ำเสมอ หรือหากใครเป็นลิ้นหัวใจรั่ว ปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีที่ช่วยในการผ่าตัดได้ เพียงแต่หลังการผ่าตัด และขั้นตอนการดูแลรักษาต้องใช้ยาที่มีผลต่อลูกในครรภ์ หากคุณแม่กำลังรักษาโรคหัวใจและต้องใช้ยา ควรแจ้งสูติแพทย์ ให้รู้พื้นฐานของโรคและยาที่ใช้ แพทย์ก็จะสามารถดูแลคุณแม่และแนะการใช้ยาในแม่ท้องที่ไม่ส่งผลอันตรายต่อลูกน้อยได้ตลอดการตั้งครรภ์

2. โรคหัวใจรูมาติก ซึ่งอาจเกิดจากไม่สบายเป็นหวัดแล้วมีการติดเชื้อไปที่ลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจรั่วโดยไม่รู้ตัว รู้สึกแค่เหนื่อยง่าย จึงไม่ได้ไปตรวจหรือรักษา แต่พอตั้งท้องจะรู้ได้ทันทีเพราะเกิดความผิดปกติรุนแรง

กรณีที่คุณแม่เป็นโรคหัวใจรูมาติกแล้วไม่รู้ตัวจนตั้งครรภ์จะมีปัญหามาก และไม่สามารถปล่อยไปได้  เพราะหากแพทย์รู้ว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ในขณะที่เป็นโรคหัวใจรูมาติก อาจจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์(ทำแท้ง) ทันที เพราะลิ้นหัวใจที่รั่ว จะทำให้น้ำหรือเลือดไหลไปท่วมหรือสะสมที่อื่นเช่น ปอด จนไปเพิ่มความดันเลือดในช่องปอดให้สูง จะทำให้คุณแม่เสียชีวิตเพราะหัวใจวายได้นั่นเอง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรคเบาหวาน

ปัจจุบันมีคนเป็นเบาหวานเยอะขึ้นมาก เพราะอาหารและพฤติกรรมการกินในปัจจุบัน ซึ่งความจริงแล้วผู้หญิงที่เป็นเบาหวานส่วนใหญ่มักจะตั้งครรภ์ยาก เพราะระบบธรรมชาติภายในร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้ไข่ไม่ตกหรืออื่นๆ ซึ่งหากไม่รักษา หรือไม่ได้รับอินซูลินก็มักจะไม่ค่อยตั้งท้อง  แต่กรณีที่เป็นเบาหวานแล้วท้องขึ้นมา จะมีผลทั้งต่อคุณแม่และลูกน้อยทันทีนั่นคือ

  • ผลต่อลูกน้อยในครรภ์ เมื่อเลือดคุณแม่มีน้ำตาลสูง  ลูกที่เกิดขึ้นตอนมีน้ำตาลสูงในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก มักจะเป็นโรคหัวใจ หรือมีความเสี่ยงพิการแต่กำเนิด นอกจากนี้ในระหว่างตั้งครรภ์น้ำตาลในร่างกายคุณแม่ที่สะสมไว้เยอะๆ จะทำให้ปอดลูกไม่ค่อยทำงาน หลังคลอดลูกจะหายใจเองไม่ได้  ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ  รวมถึงลูกจะตัวใหญ่ คลอดยาก ทำให้ต้องผ่าคลอด  หรือบางคนไม่ได้ผ่าคลอด เมื่อลูกตัวใหญ่ เวลาคลอดก็จะฟกช้ำ เพราะถูกบีบถูกดึงออกมา ทำให้ลูกไหปลาร้าหัก หรืออวัยวะอื่นๆ บาดเจ็บได้
  • ผลต่อคุณแม่ เมื่อคุณแม่มีน้ำตาลสูง ก็อาจส่งผลให้ความดันโลหิตสูงตามมา มีความเสี่ยงครรภ์เป็นพิษ และอื่นๆและเมื่อลูกน้อยที่ได้รับน้ำตาลจากแม่มากๆ ลูกตัวใหญ่ คลอดยาก คุณแม่ก็ต้องผ่าคลอดโดยไม่จำเป็น ร่างกายบอบช้ำ และอาจจะตกเลือดจนเป็นอันตรายได้

ติดตาม โรคประจำตัวที่ควรเฝ้าระวัง ขณะตั้งครรภ์ คลิกต่อหน้า 2

ทารกในครรภ์เติบโตช้า ภาวะน่าเป็นห่วง

ทารกในครรภ์เติบโตช้า ภาวะน่าเป็นห่วง การที่ทารกโตช้าในครรภ์ ถือว่าเป็นครรภ์ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เรามีคำอธิบายมาฝากกันค่ะ

ทารกในครรภ์เติบโตช้า ภาวะน่าเป็นห่วง

 

ทารกในครรภ์เติบโตช้า

 

ทำความเข้าใจ น้ำหนักทารกแรกคลอด

– เด็กทั่วไปเมื่อครบกำหนดคลอด น้ำหนักจะมากกว่า 2500 กรัม

– ครบกำหนดคลอด น้ำหนักแรกคลอดมากกว่า 4000 กรัม เรียกว่าทารกตัวใหญ่ หรือทารกน้ำหนักมากผิดปกติ (Macrosomia)

– ครบกำหนดคลอด น้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่า 2500 กรัม เรียกว่าทารกน้ำหนักน้อย (Low Birth Weight)

– ครบกำหนดคลอด น้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่า 1500 กรัม เรียกว่าทารกน้ำหนักน้อยมาก (Very Low Birth Weight)

– ครบกำหนดคลอด น้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่า 1000 กรัม เรียกว่าทารกน้ำหนักน้อยมากๆ (Extremely Low Birth Weight)

หากยังไม่ครบกำหนดคลอดให้ดูน้ำหนักมาตรฐานของทารก โดยแต่ละอายุครรภ์มีน้ำหนักมาตรฐานของทารก ซึ่งอยู่ในค่าน้ำหนักช่วง 10-90 เปอร์เซ็นไทล์ หากน้ำหนักของเด็กทารกที่อายุครรภ์นั้นๆ ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นไทล์ถือว่าน้ำหนักน้อย ทั้งนี้อัตราการเสียชีวิต และทุพพลภาพของทารกในครรภ์เติบโตช้า แปรผันโดยตรงกับน้ำหนักของเด็ก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ทารกในครรภ์ เติบโตช้า ภาวะน่าเป็นห่วง คลิกต่อหน้า 2

พาลูกเที่ยวทะเล ใกล้กรุงเทพ เสริมประสบการณ์ช่วงปิดเทอม

พาลูกเที่ยวทะเล …เมื่อเข้าสู่ช่วงปิดเทอมหน้าร้อน สองสิ่งที่เด็กๆ รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่ที่อยากจะพักผ่อน คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการไปเที่ยวและทะเล Amarin Baby & Kids จึงขออาสาแนะนำที่เที่ยวทะเลแสนสนุกมาเป็นตัวเลือกให้คุณพ่อคุณแม่ได้ดูกันค่ะ ว่าจะพาลูกไปเที่ยวทะเล เปิดโกลกว้างที่ไหนดี? Continue reading “พาลูกเที่ยวทะเล ใกล้กรุงเทพ เสริมประสบการณ์ช่วงปิดเทอม”

ตั้งครรภ์ 3 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

ตั้งครรภ์ 3 เดือน คุณแม่บางคนอาจจะเริ่มแพ้ท้องน้อยลง หรือบางคนยังมีอาการแพ้ท้องอยู่ แต่จะมีอาการที่ดีมากขึ้น เพราะฮอร์โมนเริ่มปรับสภาพให้สมดุลมากขึ้นแล้ว ส่วนพัฒนาการทารกในครรภ์ 3 เดือนนี้จะเติบโตแค่ไหน ไปดูกันค่ะ

 

ตั้งครรภ์ 3 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

พัฒนาการ การ ตั้งครรภ์ 3 เดือน ของ คุณแม่ท้อง

ตั้งครรภ์ 3 เดือน การเปลี่ยนแปลง อาการแม่ท้อง

  • อ่อนไหวง่าย

คุณแม่ยังคงมีอารมณ์แปรปรวน อ่อนไหวง่าย ด้วยเพราะฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย และความกังวลใจต่างๆ แต่อารมณ์ที่แปรปรวน อ่อนไหวง่าย เศร้าง่ายของคุณแม่ช่วงนี้จะดีขึ้นเมื่อเข้าสู่การตั้งครรภ์ในเดือนที่ 4

  • ถ่ายยาก

คุณแม่บางท่านอาจเริ่มมีอาการท้องผูก ถ่ายยาก เนื่องจากมดลูกเริ่มขยายตัวจนส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร คุณแม่จึงควรรับประทานอาหารที่มีกากใยให้มาก และดื่มน้ำมากๆ ด้วยค่ะ

  • ดูแลผิวพรรณ ป้องกันท้องลาย

ในช่วงตั้งครรภ์เดือนที่ 3 นี้ หน้าท้องของคุณแม่กำลังจะเริ่มยืดตัวและขยายขนาดขึ้น และในเดือนต่อๆไป ผิวหนังหน้าท้องก็จะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงอาจทำให้ผิวบริเวณหน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน หรือสะโพกของคุณแม่แห้งและแตกลายได้ ดังนั้นจึงควรป้องกันผิวแห้งแตกลายตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการทาโลชั่นบำรุงผิวทุกวันเพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้นรองรับการยืดขยายได้ดี ปกป้องผิวจากความแห้งกร้านอันเป็นสาเหตุของการแตกลายในอนาคตได้ค่ะ

  • หลีกเลี่ยงสารเคมีอันตราย

คุณแม่ท้องควรหลีกเลี่ยงไม่สัมผัสหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีอันตรายซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ได้ เช่น สีทาบ้าน ยาฆ่าแมลง ที่มีส่วนประกอบของสารเคมีอันตรายที่อาจทำให้ลูกพิการได้ โดยหากจำเป็นต้องใช้ ควรให้ผู้อื่นเป็นคนฉีดพ่น ส่วนคุณแม่ตั้งครรภ์ก็ควรออกไปให้ห่างจากบริเวณนั้น และรอจนกว่ากลิ่นของยาฆ่าแมลงหมดแล้ว หรือทิ้งระยะเวลาไว้สักพักให้นานพอ จึงค่อยกลับเข้ามาในห้องหรือบริเวณที่ฉีดยาฆ่าแมลงค่ะ

นอกจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบางชนิดยังมีสารอันตรายที่ทำมาจากสารเคมีเช่น คลอรีน แอมโมเนีย และอื่นๆ ที่มีผลช่วยกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งสกปรก ซึ่งสารเคมีเหล่านี้อาจไปบั่นทอนสุขภาพลูกน้อยในครรภ์ได้ ดังนั้นหากคุณแม่หลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรไปสัมผัส หรือสูดดมน้ำยาเหล่านั้นโดยตรง และงดใช้งาน โดยให้คนอื่นสัมผัสหรือใช้งานแทนจะดีที่สุดค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม คำแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือน คลิกต่อหน้า 2

อาการเบื่ออาหารช่วงหน้าร้อน

อาการเบื่ออาหารช่วงหน้าร้อน เพราะสาเหตุใด?

อาการเบื่ออาหารช่วงหน้าร้อน แสงแดดอ่อนๆ ช่วงเช้าของฤดูร้อนนี่เรียกเหงื่อให้เสื้อผ้าชื้น เนื้อตัวผิวกายเหนียวเหนอะหนะกันเหลือเกิน และที่แปลกแต่จริงคือใครหลายคนไม่ว่าจะเด็ก หรือผู้ใหญ่ ที่มีอาการไม่อยากอาหาร หรือทานได้น้อยในช่วงหน้าร้อน ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงมี อาการเบื่ออาหารช่วงหน้าร้อน มาให้ทราบกันค่ะ

 

อาการเบื่ออาหารช่วงหน้าร้อน เด็กและผู้ใหญ่ ก็เป็นได้นะ!!

อาการเบื่ออาหารในช่วงหน้าร้อน ถือเป็นเรื่องปกติทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เพราะร่างกายไม่จำเป็นต้องผลิตพลังงานเพื่อให้เกิดความอบอุ่นมากเท่ากับในช่วงฤดูหนาว การกินอาหารปริมาณมากๆ หรือกินมื้อหนักๆ ที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบจะทำให้ไม่สบายตัวมากขึ้นเพราะลำไส้ต้องทำงานหนัก

 

ช่วงนี้คุณแม่ควรให้ลูกกินน้ำเพิ่มขึ้น และให้กินอาหารที่เหมาะสม คือ ย่อยง่าย มีน้ำและเกลือแร่เป็นส่วนประกอบหลัก เช่น ผักและผลไม้ เพราะร่างกายต้องการน้ำและเกลือแร่เพื่อชดเชยเหงื่อที่เสียไป นอกจากนี้ กากใยยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ท้องไม่ผูก

 

อาหารที่ลูกชอบกินในช่วงนี้ก็คืออะไรที่กินแล้วเย็นชื่นใจ คุณแม่ควรเลือกแต่ชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น โยเกิร์ตรสธรรมชาติ (ซึ่งเติมผลไม้สดลงไปเอง จะดีกว่าโยเกิร์ตสำเร็จรูปรสผลไม้ที่มีน้ำตาลมากเกินไป) มิลค์เชค และไอศกรีมหรือน้ำแข็งไสที่ทำจากน้ำผลไม้ ควรหลีกเลี่ยงไอศกรีมสำเร็จรูป น้ำหวาน หรือน้ำอัดลมเพราะมีความหวานมากเกินความจำเป็นที่ร่างกายจะนำไปใช้ได้หมด ซึ่งหากเด็กๆ ทานกันมากๆ สามามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะสั้นและระยะยาวได้ค่ะ

อ่านต่อ >> “สาเหตุของอาการเบื่ออาหารช่วงหน้าร้อน” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ตั้งครรภ์ 2 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

ตั้งครรภ์ 2 เดือน อาการแพ้ท้องของคุณแม่จะแสดงออกเด่นชัดมากขึ้น และเซลล์สมองของร่างกายของลูกน้อยก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เรามาดูกันค่ะว่า อาการคนท้อง 2 เดือน มีอะไรบ้าง และพัฒนาการทารกในครรภ์ 2 เดือน มีการเติบโตแค่ไหนแล้ว

ตั้งครรภ์ 2 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

 

ตั้งครรภ์ 2 เดือน

ตั้งครรภ์ 2 เดือน การเปลี่ยนแปลง อาการแม่ท้อง

  • เต้านมขยายใหญ่

คุณแม่จะรู้สึกคัดตึงเต้านมมาก เพราะในร่างกายมีปริมาณเลือดมาเลี้ยงมากจนคั่งเห็นเส้นเลือดใต้ผิวหนังเป็นร่างแหสีเขียวๆ ลานหัวนมของคุณแม่จะมีสีคล้ำขึ้น และเกิดตุ่มเล็กๆ โดยรอบๆ ที่เรียกว่า ตุ่มมอนต์โกเมอรี (Montgomery) และเต้านมคุณแม่ก็เริ่มไม่ไขมันสะสม มีต่อมและท่อส่งน้ำนมที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับการตั้งครรภ์และให้นมลูกน้อยในอนาคต

  • แพ้ท้อง

เป็นอาการที่พบเป็นประจำในช่วงตั้งครรภ์ 2 เดือน โดยอาการสำคัญที่บ่งบอกว่าคุณแม่แพ้ท้อง มี 3 อย่างที่ชัดเจนคือ

แพ้ท้องตอนตื่นนอน หรือที่เรียกว่า Morning Sick คือรู้สึกมันศีรษะ เวียนหัว คลื่นไส้ในตอนเช้าๆ หลังตื่นนอน หรือเวลาลุกจากที่นอน ในขณะที่บางคนอาจเกิดอาการได้ตลอดวัน โดยเฉพาะเวลาท้องว่าง จึงอาจทำให้คุณแม่วิงเวียน เป็นลมเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ซึ่งมีคุณแม่หลายท่านที่มีอาการแพ้ท้องมากจนน้ำหนักตัวลด หากรู้สึกว่าอาเจียนมาก กินอะไรไม่ได้เลย ควรไปปรึกษาแพทย์ค่ะ

อยากกินของแปลกๆ หรือกินไม่ลง คุณแม่อาจจะมีอาการอยากกินอาหารแปลกๆ ที่ไม่ค่อยได้กิน หรือบางคนมักกินอาหารไม่ลงในช่วงนี้ เป็นเพราะฮอร์โมนที่สูงขึ้นในขณะตั้งครรภ์ช่วงแรกๆ ที่ทำให้คุณแม่ไม่ค่อยรับรู้รสชาติ กินอะไรไม่ค่อยอร่อย เบื่ออาหาร ดังนั้นคุณแม่จึงต้องพยายามดูแลตัวเองเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งหากรู้สึกไม่อยากกินก็ควรกินทีละน้อยๆ แต่กินบ่อยๆ เพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้ โดยไม่ขาดอาหารค่ะ

อาการเหม็น คุณแม่บางท่านอาจมีความรู้สึกเหม็นกลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคย เหม็นกลิ่นอาหารบางชนิด เช่น กลิ่นกระเทียม กินผักบางอย่าง ทั้งๆ ที่เคยดมหรือเคยกินได้ แต่ตอนท้องช่วงนี้กลับรู้สึกได้กลิ่นทีไรอาจอาเจียนทุกที แถมคุณแม่บางท่านอาจจะรู้สึกเหม็นกลิ่นคุณพ่อได้อีกด้วย

  • ตกขาว

เพราะฮอร์โมนที่เพิ่มมากขึ้นตอนตั้งครรภ์นี้  ประกอบกับคุณแม่จะมีเลือดไปเลี้ยงช่องคลอดและอวัยวะเพศภายนอกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงทำให้คุณแม่มีมูกข้นเหนียวหรือตกขาว บริเวณปากมดลูกมากกว่าปกติ  นอกจากนี้บริเวณอวัยวะเพศของคุณแม่จะเริ่มมีสีคล้ำขึ้นด้วย

  • อารมณ์แปรปรวน

คุณแม่มักจะมีอารมณ์อ่อนไหว ซึมเศร้า และอ่อนล้าได้ง่าย เพราะการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายต่างๆ ร่วมกับความกังวลใจในการดูแลครรภ์และอื่นๆ ดังนั้นหากคุณแม่รู้สึกเหนื่อยควรพักผ่อนหย่อนใจ ไม่เครียด ทำกิจกรรมที่สร้างความสุข และหาเวลาไปเดินเที่ยวในสถานที่อากาศดีๆ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายมีความสุขขึ้น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม คำแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ 2 เดือน คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์ 1 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

เพราะหนึ่งเดือนแรกผู้หญิงส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าตัวเองท้อง จนกระทั่งมีสิ่งผิดปกติต่างๆ เกิดขึ้น เรามาดูกันค่ะว่า อาการคนท้องเดือนแรก เมื่อคุณแม่ ตั้งครรภ์ 1 เดือน มีอะไรบ้าง และพัฒนาการทารกในครรภ์มีการเติบโตแค่ไหนแล้ว

ตั้งครรภ์ 1 เดือน และพัฒนาการทารกในครรภ์

 

ตั้งครรภ์ 1 เดือน

 

ตั้งครรภ์ 1 เดือน การเปลี่ยนแปลง อาการแม่ท้อง

“รู้จักสัญญาณสู่ความเป็นแม่”

สัญญาณสำคัญในเดือนแรกที่ทำให้คุณแม่รู้ว่ากำลังตั้งครรภ์ และมีลูกน้อยตัวจิ๋วกำลังเติบโตอยู่ในท้อง จนทำให้คุณแม่รู้สึกได้ว่าร่างกายผิดปกติ ตามลักษณะอาการคนท้อง 1 เดือนมีดังนี้

  1. ประจำเดือนขาด หมายความว่า คุณแม่ที่มีรอบเดือนปกติทุกเดือน แล้วอยู่ๆ ประจำเดือนที่จะต้องมาขาดหายไป สาเหตุเกิดจากการปฏิสนธิระหว่างไข่กับอสุจิจนมีลูกน้อยเป็นตัวอ่อน ซึ่งหลังจากตัวอ่อนฝังตัวลงในเยื่อบุมดลูกนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่จบลงในวันที่คุณแม่ควรจะมีประจำเดือนในรอบต่อมาพอดี โดยรังไข่ในร่างกายคุณแม่จะสร้างฮอร์โมนเพื่อดูแลครรภ์ ส่งผลให้หยุดผลิตไข่หรือไม่ตกไข่ ทำให้คุณแม่ประจำเดือนขาดไปนั่นเอง
  1. แพ้ท้อง อาการปกติธรรมดาของคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงแรกคือ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ เหม็นอาหารหรือสิ่งของรอบกาย เกิดจากฮอร์โมนที่สร้างขึ้นในขณะตั้งครรภ์ส่งผลต่อร่างกายคุณแม่และระบบทางเดินอาหารทำให้คุณแม่รู้สึกคลื่นไส้ พะอืดพะอม จนบางครั้งอาเจียน
  1. เต้านมคัดคุณแม่จะรู้สึกรู้สึกเจ็บ คัดตึงเต้านม และเต้านมจะขยายใหญ่ขึ้น เนื่องจากฮอร์โมนในขณะตั้งครรภ์ที่เพิ่มขึ้นและปริมาณเลือดในร่างกายที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้คุณแม่รู้สึกได้ว่าเต้านมใหญ่ขึ้น แน่นและคัดตึงจนเจ็บ
  1. ปัสสาวะบ่อย คุณแม่จะมีอาการปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ เข้าห้องน้ำหลายครั้ง เกิดจากมดลูกที่ขยายขนาดใหญ่ขึ้นมาเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้คุณแม่รู้สึกปวดปัสสาวะได้ง่ายและบ่อยกว่าปกติ แต่หลังจากอายุครรภ์มากขึ้นในช่วงไตรมาสที่สอง มดลูกโตเข้าสู่ช่องท้อง การกดทับกระเพาะปัสสาวะจะลดลง คุณแม่จะกลับมาปัสสาวะได้ปกติอีกครั้งค่ะ
  1. อ่อนเพลีย คุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วง 1-2 เดือนแรก มักมีอาการอ่อนเพลียง่าย อยากนอนหลับพักผ่อนตลอดเวลาสาเหตุเกิดจากฮอร์โมนในร่างกายขณะตั้งครรภ์ที่สูงขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อในร่างกายคลายตัว ร่างกายมีการเปาผลาญและใช้พลังงานมากขึ้น ทำให้คุณแม่รู้สึกเสียพลังงานไปมากและอ่อนเพลียได้ง่ายนั่นเอง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม คำแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ 1 เดือน คลิกต่อหน้า 2

รวม 12 เรื่องของ เด็กแรกเกิด ที่แม่มือใหม่ต้องรู้!

เรื่องของ เด็กแรกเกิด ที่แม่มือใหม่ต้องรู้! …มีคุณแม่หลายคนที่คลอดลูกออกมาใหม่ๆ คงอาจมีความสงสัยและสับสนเกี่ยวกับเรื่องบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวของลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้อง หรือท่าทางอาการและพฤติกรรมต่างๆ ที่พบเห็น Amarin Baby & Kids จึงขออาสามาคลายข้อข้องใจต่างๆ ให้แม่ๆ ได้ทราบกันค่ะ Continue reading “รวม 12 เรื่องของ เด็กแรกเกิด ที่แม่มือใหม่ต้องรู้!”