พฤติกรรมเสี่ยงทำลายรังไข่

หยุดพฤติกรรมเสี่ยง ทำลายรังไข่ และมดลูก

คุณแม่ทุกคนนอกจากจะใส่ใจและให้ความสำคัญกับลูกน้อยแล้ว อย่าลืมให้ความสำคัญกับสุขภาพของตัวเอง ซึ่งโรคที่ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงคือ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่ และมะเร็งเต้านม การดูแลตัวเองและหยุด พฤติกรรมเสี่ยงทำลายรังไข่ และมดลูก จะช่วยให้คุณแม่อยู่กับลูกน้อยไปได้อีกยาวนาน

พฤติกรรมเสี่ยงทำลายรังไข่

1.นั่งนานเกินไป

ถ้าคุณแม่นั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ โดยไม่ลุกยืน ยืดเส้นยืดสาย อาจจะทำให้เลือดลมไม่หมุนเวียน เลือดต่างๆ ไม่สามารถลำเลี้ยงมาหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะรังไข่

พฤติกรรมเสี่ยง
พฤติกรรมเสี่ยงทำลายรังไข่

2.ตั้งครรภ์ตอนอายุมาก

คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์ตอนอายุมากๆ อาจจะทำให้การทำงานของประจำเดือนไม่ปกติ หมดเร็ว หรือช้ากว่าที่ควรจะเป็น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

3.การใช้ชีวิตประจำวัน

การที่คุณแม่ชอบรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ และไม่ชอบออกกำลังกาย รวมถึงการสูดดมควันบุหรี่มือสองอยู่บ่อยๆ ก็อาจจะทำให้คุณแม่ถึงวัยหมดประจำเดือนเร็ว คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ปลา และกุ้ง สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และดื่มน้ำบ่อยๆ

4.ใส่สเตย์รัดหน้าท้อง

แม่น้องเล็กเข้าใจค่ะว่าผู้หญิงทุกคนอยากรูปร่างดี แต่การใส่สเตย์รัดหน้าท้องแน่นๆ นานเกินไป อาจจะทำให้รังไข่ได้รับบาดเจ็บ บางครั้งถึงขั้นเกิดซีสต์ขึ้นมาได้

พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ
พฤติกรรมเสี่ยงทำลายรังไข่

5.ภาวะความกดดันสูง

เวลาที่คุณแม่เครียด หรือมีความกดดัน นอกจากจะทำให้เกิดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจแล้ว ยังมีโอกาสที่จะส่งผลต่อประจำเดือนที่มาไม่ปกติได้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ “หยุดพฤติกรรมเสี่ยง ทำลายรังไข่ และมดลูก” คลิกหน้า 2

20 วิธีแก้ อาการแพ้ท้อง พร้อมเมนูแนะนำแก้อาการแพ้ท้อง

วิธีแก้ อาการแพ้ท้อง …เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่แม่ท้องหลายคนต้องพบเจอ กับ อาการแพ้ท้อง ซึ่งมักจะเกิดกับคุณแม่ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งคุณแม่ท้องจะต้องเผชิญกับอาการคลื่นไส้วิงเวียน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีลดอาการเหล่านี้นะคะ

วิธีแก้ อาการแพ้ท้อง พร้อมเมนูแนะนำแก้อาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้อง มักเกิดในระยะแรกของการตั้งครรภ์โดยมากจะเกิดในช่วง 2– 8 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ พอเข้าสู่ไตรมาส 2 อาการแพ้ท้องจะหายไป บางท่านอาจจะแพ้กลิ่นหรืออาหารบางประเภท เชื่อว่าอาการแพ้ท้องเกิดจากการที่ร่างกายของหญิงตั้งครรภ์ มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงทำให้กระเพาะอาหารมีการบีบตัวน้อยลง

อาการของอาการแพ้ท้อง

  • คลื่นไส้อาเจียนหลังจากดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร
  • น้ำหนักลด
  • ขาดน้ำ
  • ปัสสาวะสีเข้ม
  • เกลือแร่ในร่างกายอาจผิดปกติ
  • การเปลี่ยนแปลงทางเต้านม
♥ บทความแนะนำคุณแม่ควรอ่าน >> Q&A คลายสงสัย อาการแพ้ท้อง ของคุณแม่ทุกไตรมาส

วิธีแก้ อาการแพ้ท้องระดับของการแพ้ท้อง

  • ระดับที่ 1

มีอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะเล็กน้อย มักมีอาการในช่วงเช้า รับประทานอาหารได้น้อยลง มีการอาเจียนบ้าง แต่สามารถบรรเทาได้เมื่อปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้น ถ้าคุณแพ้ท้องแบบนี้ก็สบายใจได้ค่ะ ว่าการแพ้ท้องของคุณอยู่ในระดับ Morning Sickness ทั่ว ๆ ไป ไม่น่ากังวลมาก อ้อ…น้ำหนักตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก ควรเพิ่มขึ้น 1-2 กิโลกรัม ในช่วงที่แพ้ท้องมากจนรับประทานอาหารไม่ค่อยได้ คุณแม่ตั้งครรภ์อาจมีน้ำหนักลดลงเล็กน้อยค่ะ

  • ระดับที่ 2

มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้ พักผ่อนอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น และมีปัสสาวะสีเข้ม ต้องรีบพบแพทย์ กรณีที่อาเจียนมากจนรับประทานอาหารไม่ได้ คุณหมออาจให้น้ำเกลือ หรือฉีดกลูโคส เพื่อบรรเทาอาการอ่อนเพลียก่อน แล้วอาจให้รับประทานยาประเภท Dimenhydrinate ซึ่งเป็นยาระงับอาการคลื่นไส้ ซึ่งต้องรับประทานก่อนที่จะเกิดอาการแพ้ รวมทั้งการแนะนำให้ปรับวิธีรับประทานอาหาร เมื่อพบแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำแล้วอาการแพ้ท้องก็จะบรรเทาลงได้

  • ระดับที่ 3

เป็นการแพ้ท้องขั้นรุนแรง ซึ่งทางการแพทย์ เรียกว่า Hyperemesis Gravidarum (HG) พบประมาณ 0.3 ถึง 2% ในหญิงตั้งครรภ์ อาการจะรุนแรงถึงขั้นที่คุณแม่รับประทานอะไรไม่ได้เลย อาเจียนมากจนร่างกายขาดทั้งน้ำและอาหาร บางคนอาเจียนจนหลอดเลือดที่อยู่บริเวณหลอดอาหารมีการฉีกขาดจนมีเลือดปนมากับ อาเจียน บางคนอาเจียนจนมีเลือดออกใต้เยื่อบุตา ผู้ที่แพ้ท้องขั้นรุนแรง จะเริ่มแพ้เร็วกว่าการแพ้ท้องธรรมดาและมักจะแพ้นาน บางรายอาจแพ้ท้องอย่างหนักไปจนถึงคลอด แต่ส่วนใหญ่จะดีขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ได้ 20 สัปดาห์

อ่านต่อ >> “20 วิธีแก้ อาการแพ้ท้อง พร้อมเมนูแนะนำแก้อาการแพ้ท้อง” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คลินิกนมแม่

รวม คลินิกนมแม่ ให้คำปรึกษาและแนะนำการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

คลินิกนมแม่  ผู้เขียนได้รับอีเมลหลายฉบับจากคุณแม่ที่ใกล้คลอด และคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งคลอดลูก ซึ่งส่วนใหญ่จะถามเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ประความสำเร็จต้องทำยังไง? ถ้ามีปัญหาตอนให้นมลูกทำไงดี? และมีคำถามในเรื่องการไปใช้บริการที่คลินิกนมแม่ ว่ามีที่ไหนให้คำแนะนำบ้าง?  ทีมงาน Amarin Baby & Kids ไม่รอช้าเราได้รวบรวม “คลินิกนมแม่” มาให้แล้วค่ะ

 

คลินิกนมแม่ ให้คำปรึกษาและแนะนำการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีที่ไหนบ้าง?

1. โรงพยาบาลศิริราช ตึกพระศรี ชั้น 2

การติดต่อ : เบอร์โทรศัพท์ 02-419- 5994-5 ต่อ คลินิกนมแม่

2. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

การติดต่อ :  เบอร์โทรศัพท์ วันจันทร์-วันเสาร์ (08.00-18.00 น.) 02-354-8945, 02-354-8350 วันจันทร์-วันเสาร์ (16.00-18.00 น.) 08-1627-8008 วันอาทิตย์หรือวันหยุดราชการ (08.00-18.00 น.) 08-1627-8008

3. โรงพยาบาลรามาธิบดี

การติดต่อ : เบอร์โทรศัพท์ 02-201-2663

4. โรงพยาบาลกลาง

การติดต่อ :  เบอร์โทรศัพท์ 02-221-6141 # 11321

5. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

การติดต่อ : เบอร์โทรศัพท์ 02-256-4808

อ่านต่อ >> รวม สถานที่ปรึกษานมแม่ ทั่วประเทศไทย หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สัญญาณเตือนสุขภาพผู้หญิง

5 อาการเตือนสุขภาพผู้หญิง ที่ไม่ควรมองข้าม!!

อาการเตือนสุขภาพผู้หญิง การมีสุขภาพที่ดีเป็นเรื่องที่ผู้หญิงเราทุกคนต้องการมาก ยิ่งโดยเฉพาะกับคนที่เป็นแม่การมีสุขภาพที่แข็งแรงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจและให้ความสำคัญกันอย่างมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยเตือนให้ผู้หญิงทุกคนหันมาตระหนักถึงสุขภาพตัวเองกันมากขึ้น ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี 5 อาการเตือนสุขภาพผู้หญิง ที่ไม่ควรมองข้าม มาให้ได้ทราบกันค่ะ

 

5 อาการเตือนสุขภาพผู้หญิง ที่ไม่ควรมองข้าม!!

1. อ่อนเพลียผิดปกติ

ผู้หญิง หรือแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้านด้วย ที่บางคนอาจทุ่มเท จนทานข้าวไม่เป็นเวลา นอนดึก ตื่นเช้า ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่ได้ทานอาหารที่มีประโยชน์ ระหว่างวันมักฝากท้องไว้กับอาหารกล่องกึ่งสำเร็จรูป หรือดื่มน้ำน้อย ฯลฯ เหตุปัจจัยเหล่านี้ล้วนสามารถนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บได้ไม่ช้า ก็เร็ว

พฤติกรรมที่ทำร้ายสุขภาพทางตรงเหล่านี้ หากมีการทำบ่อยๆ สะสมมากๆ เข้า ร่างกายมักฟ้องออกมาด้วยอาหารเหนื่อยอ่อนเพลีย คือโดยปกติในหนึ่งสัปดาห์ หรือในหนึ่งวันเราทุกคนจะเกิดอาการอ่อนเพลียกันได้เป็นปกติ แต่เมื่อพักผ่อนเต็มที่อาการเหนื่อยเพลียก็จะหายไป ทีนี้สำหรับผู้หญิง หรือคุณแม่ที่มีอาการเหนื่อยเพลียมากกว่าปกติ คือพักผ่อนนอนหลับตื่นมาก็ยังเหนื่อยเพลียอยู่ และมีทีท่าว่าจะไม่หายไปง่ายๆ  นี่อาจเป็นอาการเตือนจากร่างกายว่าคุณกำลังเริ่มมีอาการเจ็บป่วยจาก โรคตับ โรคปลายประสาทอักเสบ หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง เป็นต้น ซึ่งเมื่อภูมิคุ้มกันโรคในร่างกายเริ่มบกพร่อง ก็ทำให้ง่ายต่อการติดเชื้อไวรัสต่างๆ ได้ง่ายมาก หากร้ายแรงหนักถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือดเฉียบพลัน ก็เสียชีวิตได้ค่ะ

อ่านต่อ >> ผมร่วง สัญญาณเตือนสุขภาพในผู้หญิง หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

กิจกรรมเล่นกับลูก เสี่ยงกระทบสมอง

กิจกรรมเล่นกับลูก 7 อย่างต้องห้าม เสี่ยงกระทบสมอง อันตรายถึงชีวิต

กิจกรรมเล่นกับลูก …เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างสัมพันธ์ ความผูกพันที่ดีระหว่างพ่อแม่กับลูกๆ ได้ แต่ก็มีบางเรื่องที่คุณพ่อมักเล่นกับลูกอย่างคึกคักสนุกสนาน ด้วยวิธีแผลงๆ แปลกใหม่ ไม่น่าเบื่อ เช่น ชอบยกลูกขึ้นสูง ๆ แล้วแกว่งไปแกว่งมา หรือ จับลูกห้อยหัวลง ได้ออกแรงได้หัวเราะกันอย่างสุด ๆ จนทำให้ลูกติดใจ เมื่อเจอพ่อทีไรก็มักอ้าแขนหรือโผเข้าใส่

และแม้ว่านี่คือช่วงเวลาอันแสนสนุกสำหรับเด็กๆ แต่หากคุณพ่อ เผลอเล่นสนุกจนลืม เรื่องความปลอดภัยไป การเล่นหรือกิจกรรมต่างๆ ที่ทำกับลูกน้อยนั้นอาจกลายเป็นห้วงเวลาที่นำความทุกข์ และความเศร้าตามมาให้ก็ได้เช่นกัน

กิจกรรมเล่นกับลูก 7 อย่างต้องห้าม เสี่ยงกระทบสมอง อันตรายถึงชีวิต

สำหรับคุณพ่อที่พยายามจะสร้างความผูกพันและความใกล้ชิดกับลูกให้มากขึ้น โดยการช่วยคุณแม่เลี้ยงหรือเล่นกับลูก แต่ด้วยความเป็นผู้ชาย คุณพ่อก็อาจเผลอ “บ้าพลัง” เล่นกับลูกจนเกินเหตุ ออกแรงมาเกินไป โดยหารู้ไม่ว่า นั่นอาจทำให้ลูกรักของคุณได้รับบาดเจ็บ หรือกระทั่งเสียชีวิตได้ เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน Amarin Baby & Kids จึงขอแนะนำสิ่งที่คุณพ่อจะต้อง “ไม่ทำ” หรือ “ห้ามเล่น” กับลูก ในกิจกรรมดังนี้


กิจกรรมเล่นกับลูก

1. วิ่งไล่จับ ไปมาอย่างรวดเร็ว

ลูกอาจติดสไตล์การเล่นที่หนักไปทางบู๊ เร้าใจ ตื่นเต้น มาจากคุณพ่อ ไม่ว่าจะเป็น วิ่งไล่จับ กระโดดสูง ๆ หรือ หกคะเมนตีลังกา ซึ่งจริง ๆ แล้วข้อดีก็คือเป็นการส่งเสริมพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งก็คือ การเผลอเล่นสนุกจนยั้งไม่อยู่ เช่น วิ่งไล่ลูกอย่างเร็วจี๋ จนลูกลื่นล้ม ถลอกปอกเปิก ขาพลิก ข้อเคลื่อน หรือกระดูกหัก หากล้มหน้าคว่ำ ก็อาจฟันหัก เหงือกฉีก ปาก จมูกได้รับบาดเจ็บ หรือหากหัวฟาดพื้นก็เสี่ยงต่อการกระทบกระเทือนถึงสมองได้

ทั้งนี้ในลักษณะการลื่นหกล้มหน้าคว่ำของเด็ก ๆ ยังอาจทำให้จมูกและปากได้รับการกระทบกระเทือนด้วย บางคนก็ถึงกับฟันหักหรือเหงือกฉีกขาด การบาดเจ็บในช่องปากพบได้บ่อยครับ หากฟันหักเหงือกฉีก ก็จะส่งผลต่อการกิน พลอยทำให้ขาดสารอาหารน้ำหนักลดไปอีกหลายวันทีเดียว ปัญหาการหกล้มหน้าคว่ำเป็นเรื่องสำคัญ ที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องดูแลเป็นพิเศษ ยิ่งฟันคู่แรกของลูกโผล่พ้นเหงือก ยิ่งต้องใกล้ชิดและให้ลูกรักอยู่ในสายตา

√ บทความแนะนำน่าอ่าน : ลูกฟันหลุดรักษาได้อย่าทิ้ง! (อาจต่อได้)
√ บทความแนะนำน่าอ่าน : ดูแลแผลถลอกคุณหนู แบบ Easy Step

กิจกรรมเล่นกับลูก

2. การเล่นปล่อยพลัง ต่อสู้ บู๊ล้างผลาญ

การเล่นแบบนี้ถือเป้นเรื่องปกติสำหรับคุณพ่อที่จะชวนลูกน้อยเล่นตามประสาของผู้ชาย หรือเด็กผู้หญิงบางคนก็อาจชอบด้วย ไม่ว่าจะเป้นเล่นต่อสู้ ฟันดาบ เตะต่อย หลายครั้งคุณพ่อก็ยอมแพ้ให้ลูกทั้งเตะทั้งต่อย ดู ๆ ไปก็ น่าสนุก แต่คุณพ่อและคุณแม่ก็ต้องคอยระวังเรื่องอุบัติเหตุ การกระทบกระทั่งรุนแรง ที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมไปถึงการเล่นแบบนี้อาจทำให้ลูกคิดว่า เมื่อเขารู้สึกว่าเขาต้องชนะคนอื่นด้วยการต่อยตี ก็จะปลูกฝังพฤติกรรมที่ไม่ดีไปในใจของลูกได้อีกด้วย

อ่านต่อ >> “กิจกรรมอันตราย ห้ามทำห้ามเล่น กับลูกน้อย เสี่ยงกระทบสมอง” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ท้องเสีย

แม่ท้อง ท้องเสีย กินยาอะไรได้บ้าง

คุณแม่ท้อง ท้องเสีย กินยาอะไรได้บ้าง ในช่วงตั้งครรภ์ หากคุณแม่มีอาการเจ็บป่วยไม่สบาย คงจะกังวลใจว่าจะดูแลตัวเองอย่างไร กินยาแบบไหนดี ที่ไม่มีผลต่อลูกน้อย วันนี้เราจึงมาให้ความรู้คุณแม่ในเรื่อง แม่ท้อง ท้องเสีย กินยาอะไร เพื่อที่ว่าหากคุณแม่มีอาการท้องเสียขึ้นเมื่อไรจะสามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง

แม่ท้อง ท้องเสีย กินยาอะไร

คุณแม่ท้อง ท้องเสีย กินยาอะไร

อาการท้องเสียหรืออาเจียนเป็นกลไกของร่างกายที่จะขับของเสียออกมาปกติแล้วอาการเหล่านี้มักจะหายไปภายใน 24 ชั่วโมง หรือเรื้อรังไม่เกิน 3 วัน จึงไม่ก่อให้เกิดปัญหากับการตั้งครรภ์เพียงแต่คุณแม่ต้องระมัดระวังภาวะร่างกายขาดน้ำที่อาจก่อให้เกิดอันตรายและถ้ามีอาการนานกว่า 48 ชั่วโมง มีสัญญาณของอาการขาดน้ำ หรือมีไข้สูงควรไปพบแพทย์ทันที

อาการท้องเสียแบ่งได้ 2 กลุ่มได้แก่

1) ท้องเสียแบบติดเชื้อ คือจะถ่ายเหลว ถ่ายเป็นน้ำ ถ่ายบ่อย ลักษณะอุจจาระจะมีมูกเลือดหรือฟองปน ร่วมกับมีไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว พะอืดพะอม คลื่นไส้ ต้องไปโรงพยาบาลเท่านั้น และรักษาได้ด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อ

2) ท้องเสียแบบไม่ติดเชื้อ จะมีอาการแค่ถ่ายเหลวถ่ายบ่อย 3-4 ครั้งขึ้นไป อาจมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วยแต่จะไม่มีไข้ ซึ่งท้องเสียแบบนี้จะหายไปได้เอง และคุณแม่สามารถดูแลตัวเองได้

กรณีคุณแม่ท้อง ท้องเสียจากการติดเชื้อซึ่งมักจะมีความรุนแรง และส่งผลต่อคุณแม่และลูกน้อยได้ โดยร่างกายของคุณแม่จะขาดน้ำเกลือแร่และสารอาหารที่จําเป็น หากเป็นนานเกินไปจะทําให้ลูกน้อยขาดสารอาหาร และการเติบโตก็ชะงักตามไปด้วย ยิ่งคุณแม่ติดเชื้อรุนแรงหรืออาหารเป็นพิษ ได้รับพิษรุนแรงจะมีไข้ ซึ่งอาการไข้อาจจะส่งผลต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของลูกน้อยได้ด้วย

อาการอาเจียนในคนท้อง 3 เดือนแรกอาจจะแยกอาการท้องเสียจากการแพ้ท้องได้ยาก ซึ่งถ้าไม่เคยมีอาการแพ้มาเลยช่วงก่อนอายุครรภ์ 12สัปดาห์ ก็น่าจะอาเจียนจากโรคท้องร่วงได้ คุณแม่จึงควรสังเกตความผิดปกติของตัวเองก่อนและหากไม่แน่ใจควรไปพบแพทย์

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม คุณแม่ท้อง ท้องเสียกินยา อะไรได้หรือไม่ คลิกต่อหน้า 2

ขาดสารอาหาร

สัญญาณเตือนภัย เมื่อลูกน้อยขาดสารอาหาร

เมื่อคุณแม่ให้กำเนิดลูกน้อย อาหารอย่างแรกที่ลูกน้อยจะได้รับประทานคือนมแม่ และเมื่อถึงวัย 6 เดือนขึ้นไปลูกน้อยก็สามารถรับประทานอาหารเสริมได้แล้ว คุณแม่หลายคนอาจเป็นกังวลว่าลูกน้อยจะได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ แม่น้องเล็กจึงมีวิธีสังเกตสัญญาณเตือน เมื่อลูกน้อย ขาดสารอาหาร มาฝากค่ะ

Continue reading “สัญญาณเตือนภัย เมื่อลูกน้อยขาดสารอาหาร”

แม่ท้อง กินวิตามินเสริมความงามได้ไหม?

มีคำถามที่สงสัยกันว่า แม่ท้อง กินวิตามินเสริมความงามได้ไหม เพราะยังอยากกินพวกวิตามิน และคอลลาเจนเสริมความงามต่อเนื่อง เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อลูกน้อย ซึ่งความจริงแล้วเป็นความคิดที่ผิดค่ะ ดังนั้น เรามาดูกันว่าแม่ท้องควรจะกินวิตามินเสริมความงามเหล่านี้หรือไม่ และวิตามินที่ควรกินคืออะไรบ้าง

แม่ท้อง กินวิตามินเสริมความงามได้ไหม

แม่ท้อง กินวิตามินเสริมความงามได้ไหม

  • วิตามินเสริมความงาม ไม่เหมาะกับแม่ท้อง

ผู้หญิงส่วนใหญ่พอท้องแล้วจะกังวลกลัวว่าความสวยจะลดลง แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสารเสริมความงามทั้งหลายมีที่มาแตกต่างกัน ดังนั้น การรับรองเรื่องความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกตัวที่มีในท้องตลาดจึงทําได้ยากสูติแพทย์จึงไม่ค่อยอยากให้คุณแม่ตั้งครรภ์กินผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เพราะในอดีตเคยมีรายงานที่อ้างถึงการปนเปื้อนของกระบวนการผลิตในผลิตภัณฑ์จำพวกนี้และหากสิ่งปนเปื้อนเป็นพวกสารโลหะหนักหรือสารพิษ ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาอวัยวะต่างๆ ของลูกน้อยขณะอยู่ในท้องได้ค่ะ ซึ่งแต่ละวิตามินเสริมก็จะส่งผลร้ายต่อลูกในท้อง ดังนี้

1. วิตามินเอและวิตามินบี ถ้าใช้ในปริมาณมากจะเกิดความพิการของไต ระบบขับถ่ายปัสสาวะ ระบบประสาทแต่กำเนิดได้ จึงไม่ควรได้รับมากกว่าจำนวนที่แพทย์สั่ง

2. วิตามินซี ถ้าได้รับมากเกินไป อาจทำให้เด็กในครรภ์คลอดออกมาเป็นโรคเลือดออกตามไรฟันได้ ในบางรายอาจทำให้เด็กในครรภ์มีโอกาสพิการตั้งแต่กำเนิด

3. วิตามินดี ถ้าคุณแม่ได้รับมากเกินไป จะทำให้เกิดความผิดปกติในระบบหลอดเลือดของทารก และอาจทำให้ทารกปัญญาอ่อนได้

ดังนั้น สรุปว่าในขณะตั้งครรภ์คุณแม่ควรงดกินวิตามินเสริมความงามทุกชนิด เพราะทุกอย่างไม่ได้มีการรับรองความปลอดภัยที่แน่ชัด ตลอดจนสารอาหารเหล่านั้น กลับจะทำอันตรายต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยได้อีกด้วย ส่วนเรื่องความสวยงามขณะตั้งครรภ์คุณแม่ก็ไม่ควรกังวลใจเกินไป เพราะทุกอย่างเกิดจากการฮอร์โมนในร่างกาย เพียงกินอาหารให้ครบถ้วน ดูแลผิวพรรณ ป้องกันแสงแดด พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใส กายใจของคุณแม่ก็สวยงามน่ารักได้ดังเดิมค่ะ

ส่วนคุณแม่ที่ตั้งครรภ์มีความจําเป็นต้องได้รับวิตามินเสริมตัวไหนบ้างนั้น ส่วนใหญ่ที่แนะนำและสําคัญที่สุดมีเพียงกรดโฟลิก แคลเซียม และธาตุเหล็กที่จําเป็นต้องได้รับเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น เพราะอาหารที่กินแต่ละวันอาจไม่เพียงพอต่อการชดเชยให้คุณแม่ที่ต้องถูกดึงสารอาหารดังกล่าวไปใช้ในกระบวนการพัฒนาอวัยวะที่สําคัญของลูก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

  • คำแนะนำในการกินวิตามิน

มีคำแนะนำในการกินวิตามินและสารอาหารสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์มาฝากค่ะ เพื่อที่คุณแม่จะได้สามารถเลือกกินวิตามินที่จําเป็นต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ และหลีกเลี่ยงวิตามินที่เป็นอันตรายได้ถูกต้อง

  1. กรดโฟลิก “จำเป็นมาก”

กรดโฟลิกมีความสําคัญในช่วงก่อนการตั้งครรภ์และการตั้งครรภ์ระยะ 3 เดือนแรก เพราะจะช่วยลดการเกิดความพิการที่เกี่ยวกับระบบประสาทและไขสันหลัง การกินกรดโฟลิกเพิ่มเติมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ควรอยู่ในปริมาณตั้งแต่ 0.4-4 มิลลิกรัม และกรดโฟลิกยังเป็นสารอาหารที่พบได้ในธัญพืช ข้าวกล้อง และผักสด แต่หากได้รับมากเกินไปก็ไม่มีการสะสมในร่างกายเพราะร่างกายสามารถขับออกได้ค่ะ

ติดตาม คำแนะนำในการกินวิตามิน คลิกต่อหน้า 2

คุณแม่ท้อง มีเพศสัมพันธ์ได้ไหม

คุณแม่ท้อง มีเพศสัมพันธ์ได้ไหม?

คุณแม่ท้อง มีเพศสัมพันธ์ได้ไหม ? เชื่อไหมคะว่าเรื่องเซ็กซ์เรื่องรักสำหรับแม่ท้องก็สำคัญ ฉะนั้นหากคุณแม่สงสัยว่า คนท้อง มีเพศสัมพันธ์ได้ไหม บทความน่ารู้นี้จะมาคอนเฟิร์มให้คุณแม่มั่นใจว่าแม่ตั้งครรภ์และคุณสามีก็มีเซ็กส์เพื่อกระชับรักได้อย่างปลอดภัยและแฮปปี้ได้แน่นอนค่ะ

คุณแม่ท้อง มี เพศสัมพันธ์ ได้ไหม?

คุณแม่ท้อง มีเพศสัมพันธ์ได้ไหม ?

การมีเพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์ ไม่ใช่เรื่องอันตรายใดๆ ต่อสุขภาพคุณแม่และลูกน้อย หากไม่มีข้อบ่งชี้หรือภาวะความเสี่ยงต่างๆ ดังนั้นการแสดงความรักด้วยการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงตั้งครรภ์จึงสามารถทำได้ เพราะความสัมพันธ์และความรักที่แนบแน่นระหว่างสามีภรรยา นอกจากจะทำให้ภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์รู้สึกอบอุ่น มีความสุขแล้ว คุณสามีว่าที่คุณพ่อยังมีความสุขที่ได้ดูแลทะนุถนอมคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ ไม่รู้สึกว่าขาดความเอาใจใส่ทางเพศ จนต้องไปมีเล็กมีน้อยนอกบ้านอีกด้วย ดังนั้นเรามาดูกันว่าแม่ท้อง จะมีเซ็กส์แบบไหนที่เหมาะสม และปลอดภัยที่สุดค่ะ

 คนท้องมี เพศสัมพันธ์ได้

  • เพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์ไตรมาส 1 “ถ้าเสี่ยงต้องงดก่อน”

หากคุณแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสแรกไปฝากครรภ์แล้ว และได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ และการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงแล้วพบว่าการตั้งครรภ์ของคุณแม่ปกติ มีการตั้งครรภ์ในมดลูก ลูกน้อยมีการฝังตัวและมีพัฒนาการช่วงเป็นตัวอ่อนปกติ รูปร่างและการเต้นของหัวใจปกติ ไม่มีภาวะแท้งคุกคาม หรือการแท้งซ้ำซ้อน ไม่มีประวัติความเสี่ยงต่างๆ คุณแม่ก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ค่ะ

แต่หากเพิ่งตั้งครรภ์และยังไม่ได้รับการตรวจอย่างละเอียดจากแพทย์ ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงไตรมาสแรกไว้ก่อน หากมีภาวะแท้งคุกคามหรือพัฒนาการของตัวอ่อนไม่สมบูรณ์ การมีเพศสัมพันธ์จะทําให้มีเลือดออกทางช่องคลอด และถ้ามีอาการปวดท้องด้วยจะยิ่งเป็นอันตราย อาจจะเกิดการแท้งตามมาได้ค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

  • เพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์ไตรมาส 2 “ท่าร่วมรักก็สำคัญ”

ในไตรมาสที่สองหรือในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ 4-6 เดือน เมื่อฝากครรภ์และตรวจพบว่าไม่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ ว่าที่คุณพ่อและคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดได้ ไม่เกิดอันตรายต่อการตั้งครรภ์ หรือส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ค่ะ

ท่วงท่าในการมี เพศสัมพันธ์สำหรับไตรมาสที่ 2 นี้จริงๆ แล้วควรหลีกเลี่ยงท่าที่ฝ่ายชายอยู่ด้านบน เพื่อป้องกันไม่ให้มดลูกถูกแรงกระแทกได้ ดังนั้น ท่าทางในการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยที่สุดคือ ท่านอนตะแคง หรือถ้าท้องของคุณแม่ไม่ใหญ่เกินไป ก็สามารถใช้ท่าที่ฝ่ายหญิงอยู่ด้านบนได้

ติดตาม คุณแม่ท้อง มีเพศสัมพันธ์ไตรมาส 3 คลิกต่อหน้า 2

รวมผลิตภัณฑ์ ยาพ่น และ น้ำเกลือล้างจมูก เลือกแบบไหนดี!

ล้างจมูกให้ลูก …เมื่อลูกน้อยอึดอัดแน่นคัดจมูก หายใจไม่สะดวก มีน้ำมูก ทำให้ลูกรู้สึกไม่สุขสบาย ดูดนมได้ไม่ค่อยดี งอแง หงุดหงิด นอนไม่ได้ การระบายน้ำมูกในจมูก ด้วย น้ำเกลือล้างจมูก หรือใช้ยาพ่นจมูก จะช่วยให้เด็กๆสบายขึ้น จมูกสะอาด ลดการแพร่เชื้อและลดการใช้ยาลงได้ด้วย

การ ล้างจมูกให้ลูก เป็นการชะล้างเอาน้ำมูก หนอง  สิ่งสกปรกในจมูก ซึ่งเกิดจากการอักเสบในโพรงจมูกและไซนัส หรือคราบสะเก็ดแข็งของเยื่อบุจมูกหลังการผ่าตัดจมูกและไซนัส หรือหลังการฉายแสงออก ด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ เพื่อให้โพรงจมูกและบริเวณรูเปิดของไซนัสโล่ง ทำให้บรรเทาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ทั้งที่ไหลออกมาข้างนอก และไหลลงคอ นอกจากนั้นการล้างจมูก ด้วย น้ำเกลือล้างจมูก ก่อนการพ่นยาในจมูก จะทำให้ยาสัมผัสกับเยื่อบุจมูกได้มากขึ้น ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น

รวมผลิตภัณฑ์ ยาพ่น และ น้ำเกลือล้างจมูก

ล้างจมูกให้ลูก

ซึ่งวิธีการระบายน้ำมูกในจมูกมีหลายวิธี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอายุของเด็กด้วย โดยอาการและการอุดตันของรูจมูก ความเหนียวและปริมาณของน้ำมูก ได้แก่

  • การสั่งน้ำมูก เหมาะกับเด็กโต ที่น้ำมูกใส ไม่เหนียวข้น ปริมาณไม่มาก
  • การเช็ดน้ำมูก เหมาะกับเด็กเล็ก โดยใช้ไม้พันสำลี จุ่มน้ำเกลือแล้วสอดเข้าไปเช็ดรูจมูกทีละข้าง น้ำมูกจะติดปลายไม้พันสำลีออกมา
  • การดูดน้ำมูก ใช้เมื่อเด็กสั่งน้ำมูกเองไม่ได้ มี 2 วิธี คือ

√ ดูดด้วยเครื่องดูดต่อกับอุปกรณ์ดูดน้ำมูก ใช้สำหรับเด็กเล็กที่มีน้ำมูกเหนียว ข้น จำนวนมาก คั่งค้างอยู่
ในรูจมูก เด็กไม่สามารถสั่งน้ำมูกออกได้เอง  หรือออกได้ไม่หมด  จนมีอาการแน่น  อึดอัด
หายใจไม่สะดวก

√ ดูดด้วยลูกยางแดง เหมาะกับเด็กเล็กที่มีน้ำมูกใส ไม่เหนียว ปริมาณไม่มาก โดยสามารถใช้น้ำเกลือหยดที่รูจมูก ข้างละ 2 หยด เพื่อช่วยให้น้ำมูกมีความข้นเหนียวลดลง แล้วใช้ลูกยางแดง ดูดทั้งน้ำมูกและน้ำเกลือออกทันที และหากในกรณีที่รู้สึกว่ามีน้ำมูกไหลลงคอ ใช้ลูกยางแดงสอดเข้าทางปากบริเวณคอหอยเพื่อดูดออกได้

  • การหยอดน้ำเกลือ เหมาะกับเด็กที่มีน้ำมูกข้นหรือแห้งกรังในจมูก โดยหยอด น้ำเกลือล้างจมูก เข้าในรูจมูกข้างละ 1-2 หยด เพื่อให้น้ำมูกอ่อนตัวและไหลลงคอ ทำให้จมูกโล่งขึ้น อาจให้เด็กสั่งน้ำมูกตามร่วมด้วย ในกรณีเด็กทารก ไม่ควรหยอดน้ำเกลือทิ้งไว้โดยไม่เช็ดน้ำมูกหรือใช้ลูกยางดูดน้ำมูกออก เพราะน้ำมูกที่แห้งจะพองตัวและอุดรูจมูก ทำให้หายใจไม่สะดวก
  • การล้างจมูก เป็นการขจัดคราบน้ำมูกที่ติดอยู่ในโพรงจมูก ด้วย น้ำเกลือล้างจมูก ทำให้น้ำมูกเหนียวน้อยลง ทำให้การระบายน้ำมูกในโพรงจมูกดีขึ้น บรรเทาอาการไอ น้ำมูกไหล และระคายคอได้
  • การพ่นจมูก ควรทำหลังจากล้างจมูกแล้ว โดยใช้อุปกรณ์พ่นน้ำเกลือแบบสเปรย์ เหมาะกับกรณีปริมาณน้ำมูกน้อย และไม่เหนียว
√ บทความแนะนำน่าอ่าน >> ล้างจมูกลูกอย่างไรให้ปลอดภัย ถูกต้องแต่ละช่วงวัย
√ บทความแนะนำน่าอ่าน >> เคาะปอดขับเสมหะ ให้ลูกน้อย วิธีง่ายๆทำได้เองที่บ้าน

การล้างจมูกมีประโยชน์อย่างไร?

  • ช่วยล้างมูกเหนียวข้นที่ไม่สามารถระบายออกได้เอง ทำให้โพรงจมูกสะอาด
  • อาการหวัดเรื้อรังดีขึ้น
  • ป้องกันการลุกลามของเชื้อโรคจากจมูกและไซนัสไปสู่ปอด
  • ช่วยลดจำนวนเชื้อโรค ของเสีย สารก่อภูมิแพ้และสารที่เกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายที่มีต่อสารก่อภูมิแพ้
  • ให้ความชุ่มชื้นแก่เยื่อบุจมูก
  • บรรเทาอาการคัดแน่นจมูก ทำให้หายใจโล่งขึ้น
  • บรรเทาอาการระคายเคืองในจมูก
  • การล้างจมูกก่อนใช้ยาพ่นจมูกจะทำให้ยาพ่นจมูกมีประสิทธิภาพดีขึ้น

อ่านต่อ >> “รวมผลิตภัณฑ์ยาพ่นและน้ำเกลือล้างจมูก เลือกแบบไหน อย่างไรให้ลูกดี” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เลี้ยงลูกแบบเพื่อน 6 เทคนิคดี ได้ทั้งใจลูก และไร้ปัญหาแน่นอน!

มีพ่อแม่ในยุคใหม่หลาย ๆ คนมีสไตล์การเลี้ยงลูกแบบเพื่อนกันมากขึ้น เพราะ การเลี้ยงลูกแบบเพื่อน จะทำให้เด็กเกิดความไว้ใจ และกล้าเข้ามาปรึกษาพ่อแม่ในทุก ๆ เรื่อง แต่ในบางครอบครัว การเลี้ยงลูกแบบเพื่อน กลับกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลให้ลูกไม่มีความเคารพ และกล้าโต้เถียงพ่อแม่ ทำให้บางคนเกิดคำถามขึ้นว่า เลี้ยงลูกแบบเพื่อนดีหรือไม่ดีกันแน่

เลี้ยงลูกแบบเพื่อน ดีหรือไม่ จะเลี้ยงอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหา

เลี้ยงลูกแบบเพื่อน

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ในยุคใหม่อาจให้ความสนิทสนม และ เลี้ยงลูกแบบเพื่อน เพื่อหวังว่าเมื่อลูกมีปัญหาไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ลูกก็จะกล้าเข้ามาปรึกษา แต่มีหลายครอบครัวที่กลับกลายเป็นปัญหาว่าการ เลี้ยงลูกแบบเพื่อน ทำให้ลูกไม่ให้ความเคารพ กล้าโต้เถียง นั่นเป็นเพราะอะไร ไปดูคำแนะนำจากคุณหมอกันค่ะ

ดร.จิตรา ดุษฎีเมธา ประธานโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มีคำแนะนำถึง คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในช่วงวัยกำลังโต หรือวัยรุ่น คือ เริ่มตั้งแต่ช่วงชั้นประถมตอนปลาย ย่างเข้ามัธยมศึกษาตอนต้น – มัธยมศึกษาตอนปลาย ว่า …ผู้หญิงจำนวนมากพูดถึงการเลี้ยงลูกแบบเป็นเพื่อนลูก แต่จริง ๆ แล้วการที่เรามีสถานภาพเป็นพ่อแม่อยู่ ก็ต้องทำให้ลูกเห็นว่าเรามีสถานภาพเป็นพ่อแม่จริง ๆ  ไม่ใช่เพื่อน ซึ่งการเลี้ยงลูกแบบเป็นเพื่อน ทำให้ลูกไม่เห็นความเป็นพ่อเป็นแม่ บทบาทของพ่อแม่ คือ ต้องแสดงให้เห็นความเป็นพ่อแม่ที่ลูกต้องเคารพ  ไม่ใช่เป็นบทบาทของเพื่อน แต่ก็สามารถเป็นเพื่อนคอยปรับทุกข์และสามารถเล่นสนุกกับลูกได้ ในเวลาเดียวกัน

√ วิธีการพูดคุยกับลูกแบบเพื่อน แต่ไม่ให้ลูกเถียงได้

เพราะวัยรุ่นไม่ต้องการให้พ่อแม่มาใส่ใจ หรือจู้จี้ แม่ที่ต้องเลี้ยงดูลูกวัยรุ่นจึงต้องใช้วิธีเสริมแล้วค่อยสอน แต่ไม่ควรสั่ง เนื่องจากวัยรุ่นทุกยุคทุกสมัยอย่างไร ก็ต้องการ ความเป็นตัวของตัวเอง และเวลาที่แม่ใส่ใจหรือสั่ง เขาจะคิดว่าตัวเองจะกลับไปเป็นเด็กอีก ดังนั้น แม่ต้องเสริมด้วยวิธีการแนะนำ และพูดคุยกับลูกโดยเปิดโอกาสให้ลูกแสดงความคิดเห็น แม่และลูกต้องรู้จักเป็นผู้ฟัง ความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกันก็ได้ แต่ท้ายที่สุดเขาก็จะคิดและหาข้อสรุปในเรื่องต่างๆ ได้ มิติของความเป็นเพื่อนจะอยู่ตรงที่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดคุยแลกเปลี่ยนแบบเปิดกว้าง ไม่ใช่แม่ต้องทำตัวเป็นเพื่อนกับลูก

♥ อ่านต่อบทความแนะนำ : เลี้ยงลูกให้เป็น “คนปกติ” ตามวัย
♥ อ่านต่อบทความแนะนำ : จิตแพทย์แนะ เลี้ยงลูกให้สตรอง!! ต้องใช้ “หน้าต่างแห่งโอกาส 9 บาน”

ทั้งนี้ ดร.จิตรา ยังกล่าวอีกว่า ขณะที่แม่ปรารถนาดีกับลูก แม่ก็ต้องการให้ลูกเป็นไปตามแนวทางที่ตัวเองต้องการ เพราะคิดว่ามันคือสิ่งที่ดีที่สุด แม้ว่าลูกจะรู้ว่าแม่รัก แม่เป็นห่วง แต่วัยรุ่นก็รู้สึกว่าตัวเองโตแล้ว ซึ่งสิ่งที่วัยรุ่นแสดงให้รู้ว่าเขาโตแล้วคือพฤติกรรมการเถียงพ่อแม่ มันแสดงออกให้เห็นว่าเขาโตแล้ว และมีความคิดเป็นของตัวเอง

จึงเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องสอนอย่างแนบเนียน ว่า แม้ลูกจะคิดว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ลูกจะสามารถเถียงแม่หรือพ่อได้ แต่คนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วนั้น ต้องรู้จักฟังคนอื่น ยอมรับในความต่างและความคิดของคนอื่นได้ ไม่ใช่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่เราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางแสดงว่าลูกยังอยู่ในสภาวะความเป็นเด็กอยู่นั่นเอง

นอกจากนี้ ให้คุณพ่อคุณแม่พูดบอกกับลูกไปตรง ๆ เลยว่า การที่แสดงว่าลูกกำลังคิดว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่แล้วหรือไม่นั้น ให้ดูจากคำพูด ซึ่งต้องเป็นคำพูดที่รู้จักรักษาน้ำใจคนฟัง เช่น พูดกับแม่และฟังใจแม่ได้ ไม่ใช่พูดกับแม่แล้วฝังใจ ไม่เคยฟังหรือเข้าใจความรู้สึกกันเลย ซึ่งเมื่อไหร่ที่ลูกและแม่พูดกันด้วยอารมณ์ฝังใจ จะเกิดด้านลบขึ้นในชีวิตทันที ทำให้เกิดการเอาชนะกันตลอดเวลา ซึ่งลูกในวัยรุ่นที่บอกว่าตัวเองโตแล้วนั้นต้องแสดงให้แม่เห็นผ่านการกระทำ ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด วัยรุ่นบางคนไม่พอใจพ่อแม่ ก็จะเถียงและพูดประชดประชัน ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และไม่ได้แสดงว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่

♥ อ่านต่อบทความแนะนำ : ลูกๆ ควรอ่าน 10 ข้อฉุกคิด ก่อนที่จะเถียงหรือขึ้นเสียงใส่แม่!

อ่านต่อ >> “การเลี้ยงลูกแบบเพื่อน ดีจริงหรือ” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ตำราไหนๆ ก็ไม่เข้าใจ “ธรรมชาติของลูก” ได้ดีเท่า “แม่”

เชื่อว่าแม่มือใหม่ทุกคน เมื่อรู้ว่ามีอีกชีวิตน้อยๆ ถือกำเนิดขึ้นภายในร่างกาย คุณแม่ต้องหาข้อมูล อ่านตำรา ศึกษาทุกเว็บไซต์แม่ลูกตลอด 9 เดือน จนมั่นใจว่า การดูแลลูกน้อยคงไม่ใช่เรื่องยากเกินมือแม่แน่นอน!

แต่เมื่อถึงวันที่เจ้าตัวน้อยลืมตาดูโลกขึ้นมาจริงๆ สิ่งที่คิดอาจผิดแผนไปหมด ทุกอย่างที่เตรียมตัวมาไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด ทฤษฎีทั้งหลายที่ศึกษามาใช้กับเจ้าตัวน้อยไม่ได้ เรื่องที่คิดว่าไม่น่าจะยาก กลับไม่ง่ายเลยสักนิด ไหนจะเสียงจากคนรอบข้างที่คอยบอกว่าต้องทำแบบนั้นถึงจะดี แบบนี้ถึงจะถูก ทำเอาสับสนไปหมด

สารพัดเทคนิคที่เขาบอกว่า ทำแล้วลูกจะนอนหลับสนิทตลอดคืน ทำแบบนี้แล้วลูกจะยอมเข้าเต้า ทำเมนูนี้สิรับรองลูกจะกินจนเกลี้ยง หรือเคล็ดลับไม้เด็ดปลอบลูกให้หยุดร้องไห้เห็นผลทันตา ทุกวิธีทุกตำราที่เขาว่าดี แต่สุดท้ายแม่กลับใช้ไม่ได้ผลกับลูกตัวเองเลย เพราะลูกของเราไม่เหมือนกับลูกของคนอื่น ไม่มีทฤษฎีไหนที่ใช้ได้ผลกับเด็กทุกคน การเลี้ยงลูกเอง การได้อยู่ใกล้ชิดกับลูกตลอดเวลา ทำให้แม่รู้ว่า การเลี้ยงลูกแต่ละคน เทคนิคของแต่ละบ้าน ไม่มีกฎตายตัว สิ่งที่แม่ต้องทำ คือ เรียนรู้จากลูกของเราเอง เรียนรู้ธรรมชาติของลูก ว่าเขาชอบอะไร เรียนรู้ธรรมชาติของลูกว่าเขามีพฤติกรรมแบบไหน แล้ววิธีไหนที่ใช้กับเขาแล้วได้ผล คนที่สอนแม่ได้ดีที่สุด ไม่ใช่คนรอบข้างหรือคนอื่นที่ไหนเลย แต่ “ลูกของเรา” นี่แหละ ที่เป็นคนสอนแม่ได้ดีที่สุด

แม้ใครจะห้ามว่าอย่าอุ้มลูกบ่อยๆ เพราะลูกจะติดมือ แต่แม่ก็เรียนรู้ว่า ลูกต้องการความรักและความอบอุ่น ซึ่งการอุ้มนี่แหละเป็นวิธีการให้ความรัก ความอบอุ่นกับลูกได้ดีที่สุด

แม้ใครจะบอกว่าอย่าให้ลูกอาบน้ำบ่อยๆ เดี๋ยวลูกจะผิวแห้ง เดี๋ยวลูกจะป่วย แต่แม่เรียนรู้ว่าลูกแม่ชอบน้ำที่สุด อาบน้ำแล้วอารมณ์ดีไปทั้งวัน

ถึงแม้วิธีเลี้ยงลูกของคุณแม่แต่ละคนอาจจะไม่ถูกต้อง ถูกหลัก หรือถูกใจใครหลายๆ คน แต่เราเชื่อว่าการเลี้ยงลูกไม่ผิดไม่ถูก และเราไม่ควรไปตัดสินการเลี้ยงลูกของบ้านอื่น ธรรมชาติของลูก มีแต่แม่เท่านั้นที่เข้าใจว่า สิ่งไหนที่เหมาะสมกับธรรมชาติของลูกมากที่สุด เพราะเป้าหมายของแม่คือทำทุกอย่างให้ลูกมีความสุขที่สุด เบบี้มายด์ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคนมั่นใจกับการเลี้ยงดูลูกของตัวเอง ให้เขาเติบโตสมวัยตามธรรมชาติ Babi Mild ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่เข้าใจธรรมชาติของลูกน้อยและเชื่อว่าธรรมชาติคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทารก เบบี้มายด์เป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคน #ไม่มีผิดไม่มีถูก #เบบี้มายด์ธรรมชาติดีที่สุด

ดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์เบบี้มายด์จากธรรมชาติสำหรับลูกน้อยได้ที่นี่  http://bit.ly/2m7pBpH 

 

อันตราย ช่วงปิดเทอม

10 อันตราย ช่วงปิดเทอม ที่พ่อแม่ต้องระวังลูก!

อันตราย ช่วงปิดเทอม อย่าให้ปิดเทอมนี้กลายเป็นปิดเทอมใหญ่หัวใจเศร้าโศกกันนะคะ!   ช่วงปิดเทอมเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ รอคอย เพราะจะได้เล่นสนุก ไม่ต้องมีการบ้าน แต่การปิดเทอมของเด็กๆ อาจหมดสนุกกลายเป็นเรื่องเศร้าได้เพราะความประมาทไปเพียงเสี้ยววินาที ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี 10 อันตราย ช่วงปิดเทอม ที่พ่อแม่ต้องระวังลูก มาให้ได้ทราบกันค่ะ

 

อันตราย ช่วงปิดเทอม

เสียงใสๆ เต็มเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ที่พ่อแม่ได้เห็น ได้ยินทีไร เป็นชื่นใจทุกที ที่สำคัญลูกๆ ยังช่วยทำให้บ้านดูสดใส และน่าอยู่ขึ้นเป็นร้อยเท่า การให้รางวัลลูกในช่วงปิดเทอม พ่อแม่มักปล่อยให้เล่นสนุกในสิ่งที่ลูกอย่างเล่นกันอย่างเต็มที่ หรือไม่ก็พาไปพักร้อนกันตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทะเล  น้ำตก หรือสวนสัตว์ สวนน้ำ ต้องบอกว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่ชอบกันมาก

 

แต่พ่อแม่รู้อะไรไหมว่า การปิดเทอมของเด็กๆ ที่บางครั้งต้องปล่อยลูกให้อยู่บ้านตามลำพังกับพี่เลี้ยง หรือมีพ่อแม่ หรือมีญาติผู้ใหญ่ที่อยู่กับลูกด้วย ที่ถึงแม้ว่าเด็กบางคนอาจจะดูแลตัวเองพอได้บ้างในบางเรื่องแล้ว  ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากภัยอันตรายต่างๆ ได้ นั่นเพราะในความสนุกสนานบางครั้งก็ทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่มองข้ามในเรื่องความปลอดภัยต่อของเล่น หรือกิจกรรมสนุกที่กำลังทำอยู่ไปได้ง่ายๆ  และในช่วงปิดเทอมไม่ว่าจะปิดเทอมเล็ก หรือปิดเทอมใหญ่ ที่ผ่านมาพ่อแม่จะเห็นได้จากข่าวว่ามีเด็กเสียชีวิต ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตมักมาจากอุบัติเหตุ

 

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างความปลอดภัย และป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  “ในช่วงปิดเทอมเป็นช่วงอันตรายของเด็กอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาพบว่า ในแต่ละปี มีเด็กเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เป็นสาเหตุนำการตายของเด็ก สูงถึง 3,300คน หากดูในแต่ละเดือน ช่วงเดือนเมษายนจะมีอัตราการตายสูงที่สุด รองลงมาเดือนมีนาคมและพฤษภาคม ตามมาด้วยเดือนตุลาคม จะเห็นว่าช่วงที่มีการเสียชีวิตของเด็กสูงๆ จะเป็นช่วงปิดเทอมทั้งนั้น ซึ่งจากที่พบก็มีทั้งเด็กในวัยเรียน เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี”1

อ่านต่อ >> “10 อันตราย ช่วงปิดเทอมของเด็กๆ” หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ดอกเบี้ย เงินฝาก 2560 ทั้ง ออมทรัพย์ และฝากประจำ ของแต่ละธนาคาร

ดอกเบี้ย เงินฝาก 2560 …หากคุณพ่อคุณแม่คิดจะวางแผนฝากเงินเก็บไว้ให้ลูกน้อย ซึ่งในเรื่องดอกเบี้ย ก็ถือว่าสิ่งสำคัญ ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเช็กกันก่อน แล้วอัตรา ดอกเบี้ย เงินฝาก 2560 นี้ ทั้งเงินฝากออมทรัพย์และฝากประจำของแต่ละธนาคาร จะให้ดอกเบี้ยเท่าไหร่กันบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

ดอกเบี้ย เงินฝาก 2560 ทั้งออมทรัพย์และฝากประจำ ของแต่ละธนาคาร

ดอกเบี้ย เงินฝาก 2560

เรื่องการออมเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาของลูก โดยมีเป้าหมายเป็นตัวเลขค่าเทอมว่าแต่ละช่วงอายุนั้นใช้จำนวนเท่าไหร่ วิธีที่ดีที่สุดควรแยกบัญชีเงินเพื่อการศึกษาของลูกส่วนนี้ออกมาต่างหาก เพื่อกันเราสับสนหรือแอบหยิบไปใช้ โดยวิธีการเหล่านี้เป็นเพียงทางเลือกเท่านั้น ซึ่งควรนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละครอบครัว

การแบ่งเวลาการออมออกเป็น 3 ระยะ คือ

การออมระยะสั้น

  • เป็นการออมเงินเพื่อใช้จ่ายในช่วงสั้นกับเรื่องรายจ่ายจิปาถะต่างๆ เช่น ค่าขนม ค่าโทรศัพท์ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเรียนพิเศษ ค่าไปเที่ยวเพื่อสร้างพัฒนาการ ฯลฯ ซึ่งเป็นเงินที่ใช้จ่ายต่างๆทั่วไป รูปแบบเงินออมควรอยู่กับสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องหรือเรียกง่ายๆว่าจะถอนออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้

ตัวอย่างการออมระยะสั้น การฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ถ้าลูกเราโตขึ้นจนสามารถรับผิดชอบอะไรได้บ้างแล้วควรให้เงินส่วนนี้เป็นก้อนเพื่อจะได้รู้จักวิธีจัดการเรื่องเงินเองได้ เช่น จากที่ให้ค่าขนมเป็นรายวันก็เป็นรายสัปดาห์และรายเดือน ถ้าลูกใช้หมดก่อนครบกำหนดก็จะต้องมาดูว่าใช้ไปกับอะไรบ้าง ฝึกให้คิดว่าจะทำอย่างไรให้เงินพอใช้

♥ บทความแนะนำน่าอ่าน >> สอนลูกเรื่องเงิน ไม่ต้องรอให้เริ่มต้นที่โรงเรียน
♥ บทความแนะนำน่าอ่าน >> รู้ 3 ความจริงเรื่องเงินทอง เคล็ดลับชวนเด็กน้อยออมเงิน

การออมระยะปานกลาง

• เป็นการออมเพื่อเป็นค่าเทอมในระดับอนุบาลจนกระทั่งเรียนจบมัธยมปลาย ซึ่งต้องใช้วินัยในการออมเงินค่อนข้างสูงโดยจะเป็นการออมในลักษณะบังคับห้ามขาย

การออมระยะยาว

  • เป็นการออมเพื่อเป็นค่าเทอมในระดับอุดมศึกษาขึ้นไป ต้องใช้วินัยในการออมค่อนข้างสูงมาก ดังนั้นรูปแบบการออมควรเป็นลักษณะออมแบบอัตโนมัติโดยใช้ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ระยะยาว ที่มีช่วงเวลาการได้รับเงินคืนพอดีกับช่วงเวลาจ่ายค่าเทอม

ซึ่งคุณพ่อคุณแม่หลายครอบครัวเป็นห่วงสถานะทางการเงินของลูก กลัวว่าเมื่อลูกโตขึ้นจะไม่มีเงินเป็นทุนการศึกษาไปจนจบปริญญา Amarin Baby & Kids จึงได้รวบรวมอัตรา ดอกเบี้ย เงินฝาก ออมทรัพย์ และฝากประจำ ของแต่ละธนาคารในปี 2560 มาฝาก ซึ่งธนาคารไหน จะมีดอกเบี้ยเท่าไหร่กันบ้าง ตามไปดูกันเลยค่ะ

อ่านต่อ >> “เช็กพร้อมเปรียบเทียบ ดอกเบี้ย เงินฝาก 2560 แบบออมทรัพย์และฝากประจำ ของแต่ละธนาคาร” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ของใช้ที่อันตรายในบ้าน

13 ของใช้ในบ้านอันตราย พ่อแม่ต้องระมัดระวัง

คุณพ่อ คุณแม่ทราบหรือไม่คะว่าภายในบ้านของเรามี ของใช้อันตราย แอบแฝงอยู่ อาจจะเป็นเพราะความเคยชินที่เราต้องใช้สิ่งของเหล่านี้อยู่เป็นประจำ จึงหลงลืมที่จะระมัดระวังในการใช้งาน จนบางครั้งอาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพของคุณพ่อ คุณแม่ และลูกน้อยได้ โดยที่ไม่รู้ตัวเลย

Continue reading “13 ของใช้ในบ้านอันตราย พ่อแม่ต้องระมัดระวัง”

ตัวย่ออัลตร้าซาวด์

ตัวย่ออัลตร้าซาวด์ มีความหมายและบอกอะไรเกี่ยวกับทารกในครรภ์ได้บ้าง?

ตัวย่ออัลตร้าซาวด์ …การอัลตร้าซาวด์ เป็นตรวจดูการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ และการทำงานของอวัยวะภายในบางชนิด โดยก่อให้ไม่เกิดอันตรายต่อแม่และทารกในครรภ์ ถือเป็นการตรวจวินิจฉัยทางสูติศาสตร์ที่ปลอดภัยมากที่สุดอย่างหนึ่ง

ซึ่งเมื่อคุณหมอตรวจเสร็จก็จะปริ้นใบรายงานการอัลตร้าซาวด์อกมาให้คุณแม่ดู และเมื่อคุณแม่หลายคนเอาใบรายงานการอัลตร้าซาวด์กลับไปดูเองที่บ้าน หลายคนก็มักสงสัยในตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษต่างๆ ว่าหมายถึงอะไรบ้าง Amarin Baby & Kids จึงจะพาคุณแม่และคุณพ่อมารู้จักวิธีอ่าน ความหมายอักษรย่ออัลตร้าซาวด์ ว่าอักษรย่อเหล่านั้นบอกอะไรได้บ้างเกี่ยวกับลูกน้อยในครรภ์

ความหมายอักษร ตัวย่ออัลตร้าซาวด์ ที่แม่ท้องต้องรู้

ตัวย่ออัลตร้าซาวด์

อัลตร้าซาวด์ คือ คลื่นเสียงความถี่สูง 3.5 – 7 megahertz ที่ปล่อยออกมาจากหัวตรวจ (Transducer) ที่สัมผัสกับผนังหน้าท้องของแม่ คลื่นเสียงจะไปตกกระทบที่เนื้อเยื่อแล้วสะท้อนกลับมา เครื่องก็จะอ่านผลเป็นความเข้มหรือจางขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของเนื้อเยื่อ ภาพที่แสดงให้เห็นทางจอภาพจะแสดงในรูปแบบของจุด (Pixel) เช่น ถ้าเป็นเนื้อเยื่อที่มีความหนาแน่นมาก เช่น กระดูก ก็จะแสดงให้เห็นเป็นสีขาว ถ้าเป็นเนื้อเยื่อก็จะเป็นส่วนที่มืดมากขึ้น ถ้าเป็นของเหลวก็จะเป็นสีดำ เป็นต้น ทั้งนี้การตรวจอัลตร้าซาวด์ในขณะตั้งครรภ์คลื่นเสียงจะผ่านผนังหน้าท้องของแม่ ไปยังทารกในครรภ์ แล้วสะท้อนกลับมาสร้างเป็นภาพให้เห็นทางจอภาพ ซึ่งจะไม่เหมือนกับการ x-ray ตรงที่ใช้คลื่นเสียงแทนรังสี โดยจะปลอดภัยสำหรับแม่และเด็กกว่านั่นเอง

การตรวจทารกในครรภ์ด้วยการอัลตร้าซาวด์ ช่วยให้คุณหมอได้เห็นถึงขนาดและอายุครรภ์ รวมถึงเพศ ปริมาณน้ำคร่ำ ตำแหน่งของรก รวมถึงความผิดปกติของอวัยวะสำคัญใหญ่ ๆ ของทารกในครรภ์ด้วย โดยนิยมทำอัลตร้าซาวด์หลังอายุครรภ์ 8 สัปดาห์ เพราะรูปร่างภายนอกของตัวอ่อนโค้งงอ มีการเปลี่ยนแปลงไปจนมีลักษณะคล้ายมนุษย์แล้วนั่นเอง ส่วนการทำอัลตร้าซาวด์เพื่อดูเพศทารก สามารถทำได้ หลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์

ในปัจจุบันเทคโนโลยีการอัลตร้าซาวด์มีหลายแบบ ทั้งแบบสองมิติ สามมิติ และสี่มิติ  ซึ่งจะให้ความคมชัดแตกต่างกันตามลำดับ ทั้งนี้ การวินิจฉัยความผิดปกติหลักของโครงสร้างร่างกายของทารกในครรภ์ จะใช้อัลตร้าซาวด์แบบสองมิติเป็นหลัก ส่วนแบบสามมิติและสี่มิตินั้น จะใช้ในการสังเกตรูปร่างทารกในครรภ์เพราะสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ส่วนการจะเลือกอัลตร้าซาวด์แบบกี่มิตินั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์รวมถึงวิจารณญาณจากแพทย์

ชนิดของ Ultrasound

ชนิดของ ultrasound มีด้วยกัน 7 ชนิด แต่หลักการทำงานเหมือนกัน

  • Transvaginal Scans เป็นultrasound ที่ออกแบบสำหรับสอดเข้าช่องคลอดเพื่อตรวจ โดยทั่วไปเหมาะสำหรับการตรวจตอนตั้งครรภ์ในระยะแรก
  • Standard Ultrasound เป็น ultrasound มาตรฐานที่ตรวจทางหน้าท้อง
  • Advanced Ultrasound เป็น ultrasound ที่ออกแบบพิเศษสำหรับปัญหาที่ซับซ้อน
  • Doppler Ultrasound เป็น ultrasound ที่ใช้สำหรับวัดการไหลเวียนของเม็ดเลือด
  • 3-D Ultrasound เป็น ultrasound ที่ออกแบมาเพื่อสร้างภาพสามมิติเพื่อการพัฒนาของทารก
  • 4-D or Dynamic 3-D Ultrasound เป็น ultrasound เพื่อดูหน้าและการเคลื่อนไหวของอวัยวะ
  • Fetal Echocardiography เป็น ultrasound เพื่อไว้ตรวจหัวใจเด็ก

ประโยชน์ของการอัลตร้าซาวด์

คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนไม่จำเป็นต้องใช้อัลตร้าซาวด์ ในการตรวจเสมอไป แพทย์จะใช้ตรวจในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เพื่อค้นหาปัญหาและติดตามการเจริญเติบโตของทารกเท่านั้นเอง

♥ บทความแนะนำน่าอ่าน : อัลตร้าซาวด์ มีประโยชน์มากกว่าที่คิด!

อ่านต่อ >> “ความหมายตัวย่ออักษร ต่างๆ บนผลอัลตร้าซาวด์ ที่แม่ท้องควรรู้” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ผื่นแพ้ทารก

วิธีรับมือ ผื่นแพ้ทารก แรกเกิดอย่างรู้ทัน!

ผื่นแพ้ทารก เพราะผิวหนังของลูกน้อยวัยทารกแสนบอบบาง และมีปัญหาผิวหนังเกิดผื่นแดง แพ้ คัน และผิวเป็นขุย จนคุณแม่หลายท่านสงสัยว่าอาการแบบนี้ใช่ผื่นแพ้หรือไม่ ทีมงาน Amarin Baby & Kids  มีข้อมูลอาการ ผื่นแพ้ทารก ที่มักพบได้บ่อยในเด็กวัยทารกมาให้ได้ทราบกันค่ะ


ผื่นแพ้ทาร

ผื่นแพ้ทารก

ผื่นแพ้ในเด็กเล็กๆ มีหลายชนิดและสาเหตุจากหลายปัจจัยค่ะ ไม่ว่าจะเกิดจากภายในร่างกายเด็กเอง รวมทั้งสิ่งแวดล้อมจากภายนอก ตัวอย่างผื่นแพ้ในเด็กที่พบได้บ่อยได้แก่

ผื่นแพ้ในเด็กเล็กๆ มีหลายชนิดและสาเหตุจากหลายปัจจัยค่ะ ไม่ว่าจะเกิดจากภายในร่างกายเด็กเอง รวมทั้งสิ่งแวดล้อมจากภายนอก ตัวอย่างผื่นแพ้ในเด็กที่พบได้บ่อยได้แก่

1. ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

สาเหตุ : เกิดได้หลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งประวัติภูมิแพ้ เหงื่อจากอากาศร้อนหรืออากาศแห้งในฤดูหนาว สารระคายเคืองจาก สบู่ แชมพู ผลซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม รวมถึงอาหาร เช่น นมวัว ไข่ อาหารทะเล ตลอดจนไรฝุ่นในอากาศ ซึ่งจะทำให้ลูกน้อยมีผิวแห้ง มีผื่นขึ้นและคันมาก โดยมักจะเป็นตุ่มน้ำใสหรือตุ่มแดงคัน พบมากบริเวณใบหน้า ด้านนอกของแขนขา

วิธีรับมือ : คุณแม่ดูแลอย่างไร เริ่มจากสังเกตและสาเหตุที่ทำให้ลูกเป็นผื่นแล้วหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นค่ะ เช่น หากแพ้อาหารก็ควรงด พยายามทำให้ผิวหนังลูกชุ่มชื้น เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง แต่หากลูกมีผื่นหรือตุ่มบวมแดงมากควรพาลูกไปปรึกษาแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้องค่ะ

2. กลากน้ำนม

dermlook0111_case1_138366_138369

สาเหตุ : เกิดได้จากการเป็นผื่นแพ้ผิวหนัง หรือผิวแห้งเพราะโดนแสงแดดนาน โดยผิวหนังของลูกจะเป็นผื่นวงกลมหรือวงรี สีออกขาว จางกว่าผิวหนังปกติ หรืออาจมีขุยติดอยู่ พบบ่อยบริเวณใบหน้า คอ ไหล่และแขน กลากน้ำนมนี้ไม่มีอันตราย จะหายไปได้เองเมื่อลูกโตขึ้นค่ะ แต่ก็ควรดูแลไม่ให้ผิวหนังของลูกแห้งหรือระคายเคืองเพิ่มมากขึ้น

วิธีรับมือ : คุณแม่ดูแลอย่างไร หลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกถูกแสงแดดจัด ไม่อาบน้ำล้างหน้าบ่อยจนเกินไป เลือกใช้สบู่อ่อนๆ สำหรับเด็กที่ไม่ทำให้ผิวหนังแห้งและระคายเคือง

อ่านต่อ วิธีรับมือ ผื่นแพ้ทารก ที่คุณแม่ควรรู้ คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ไข้ดำแดง คืออะไร น่ากลัวแค่ไหน พ่อแม่ต้องรู้

ไข้ดำแดง …เป็นโรคที่ไม่พบง่ายนัก ส่วนใหญ่มักเกิดในกลุ่มเด็กนักเรียน แต่ก็ไม่ใช่โรคใหม่แต่อย่างใด ซึ่งเมื่อต้นปีพบมีผู้ป่วยกว่า 200 ราย ส่วนใหญ่อายุ 1-14 ปี โดยกรมควบคุมโรคแนะนำ วิธีสังเกตอาการ หากลูกมีผื่นคล้ายกระดาษทรายใช่โรคดำแดง แน่นอน Continue reading “ไข้ดำแดง คืออะไร น่ากลัวแค่ไหน พ่อแม่ต้องรู้”