จะเป็นอย่างไร! เมื่อลูกน้อยในครรภ์ได้กลิ่นควันบุหรี่

ภัยของกลิ่นบุหรี่กับทารก …แน่นอนว่าการสูบบุหรี่เป็นอันตรายทั้งสุขภาพของผู้สูบเองและบุคคลใกล้ชิด เพราะผู้สูบบุหรี่ไม่ได้สูบควันบุหรี่เข้าไปทั้งหมด แต่เป็นแค่การสูบควันบุหรี่บางส่วนแล้วพ่นควันบุหรี่เกือบทั้งหมดออกมา ซึ่งอันตรายที่มีจากควันบุหรี่นั้นมีมากมาย ยิ่งถ้าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้นต้องมาสูดดม หรือเพียงแค่ได้กลิ่นควันบุหรี่แล้วละก็ จะมีผลร้ายแรงต่อทารกในครรภ์จนถึงขั้นทำให้ทารกพิการได้เลยทีเดียว

ภัยของกลิ่นบุหรี่กับทารก ด้วยภาพอัลตร้าซาวน์ 4D กับปฏิกิริยาเมื่อทารกในครรภ์ได้กลิ่นบุหรี่

ภัยของกลิ่นบุหรี่กับทารก

มีผลการวิจัยของ Dr Nadja Reissland จากมหาวิทยาลัยเดอรัม (Durham University) เกี่ยวกับผลกระทบของการสูบบุหรี่ในขณะตั้งครรภ์ พร้อมกับเผย ภาพอัลตราซาวน์ 4 มิติ หรือ 4D ที่แสดงถึงภาพของทารกในครรภ์ที่มีลักษณะการเจริญเติบโต รวมไปถึงการหายใจที่ผิดปกติ และพบว่ามีจำนวนหลายรายถึงขั้นเสียชีวิตภายในครรภ์ไปเลยก็มี

จะเกิดอะไรขึ้น หากทารกได้รับควันบุหรี่ตั้งแต่อยู่ในท้อง

ทารกที่คลอดออกมาจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าทารกปกติประมาณ 170 – 200 กรัม ความยาวเส้นรอบศีรษะ และช่วงไหล่มักสั้นกว่าทารกปกติ  และอาจมีความผิดปกติทางระบบประสาท และอาจเป็นโรคหัวใจแต่ กำเนิด เพราะนิโคตินจากบุหรี่  จะทำให้เส้นเลือดบริเวณรกหดตัว และก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ทำให้ออกซิเจนที่ไปเลี้ยงทารกลดลง ทารกจะได้รับทั้งเลือดและออกซิเจนน้อยกว่าปกติ

ยิ่งไปกว่านั้น ทารกอาจมีโครงสร้างของสมองไม่สมบูรณ์ อ่อนแอ และมีปัญหาในพัฒนาการต่อไป ส่วนปอดของทารกจะไม่สมบูรณ์ เพราะสารพิษในบุหรี่จะไปทำลายปอด โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงที่มีการพัฒนาของปอด หนำซ้ำพิษของบุหรี่ยังส่งผลให้ทารกมีโอกาสเสี่ยงเกิดโรคไหลตายในเด็กสูงมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคนี้

อย่างไรก็ตาม รกคือสายสัมพันธ์ระหว่างแม่และทารกในครรภ์ หากแม่รับประทานอาหารที่ดี มีจิตใจเบิกบานแจ่มใส และได้รับแต่อากาศที่บริสุทธิ์ตลอดอายุครรภ์ เชื่อได้ว่าลูกน้อยจะต้องมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีอย่างแน่นอน

แต่หากคุณแม่ตั้งครรภ์ยังคงสูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่อย่างต่อเนื่องจากคน ใกล้ชิด โดยเฉพาะคุณพ่อ ลูกก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยตั้งแต่ในครรภ์ และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ เพราะสารพิษในควันบุหรี่จะสามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ทารกในครรภ์โดยผ่านทางรกได้

♥ บทความน่าสนใจ ควรอ่าน : พัฒนาการทารกในครรภ์ 1-9 เดือน (มีคลิป)

 


ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก : www2.manager.co.th

คลิกดู “ภาพอัลตร้าซาวน์ 4D ของลูกน้อยที่แม่สูบบุหรี่ตอนตั้งครรภ์ และแม่ไม่สูบบุหรี่” หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ไข้หลังคลอด

ไข้หลังคลอด สัญญาณร้ายที่ต้องพบแพทย์ทันที!!

ไข้หลังคลอด สามารถเกิดได้กับคุณแม่ทุกคน เพราะช่วงหลังคลอดร่างกายต้องการการฟื้นฟูมากเป็นพิเศษ เนื่องจากสูญเสียสารอาหารที่ถูกดึงไปใช้สร้างทารก เสียพลังงานในการคลอด เสียเลือดระหว่างคลอด และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนต่าง ๆ มากมาย ร่างกายคุณแม่จึงอ่อนแอมากกว่าปกติ อาจทำให้ป่วยและเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ง่าย เพื่อให้กลับมาเป็นคุณแม่วัยสาวสุขภาพแข็งแรงเหมือนเดิม วันนี้เรามีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับอาการ ไข้หลังคลอด ที่เป็นสัญญาณเตือนให้ต้องรีบพบแพทย์ทันที ก่อนที่จะสายเกินไปมาฝากค่ะ

ไข้หลังคลอด เป็นอย่างไร และอันตรายแค่ไหน

อาการไข้หลังคลอดเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ทุกคน เนื่องจากอวัยวะภายในถูกกระทบกระเทือนจากการคลอด ทำให้เกิดการอักเสบหรือระบม ซึ่งอาการอาจเริ่มตั้งแต่เมื่อยเนื้อตัว ปวดตัว มีไข้ต่ำ ๆ ซึ่งหากมีอาการไม่มาก จะสามารถหายเองใน 1-2 วัน แต่หากอวัยวะภายในหลายส่วนเกิดการอักเสบและติดเชื้อ อาจมีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องหลายวัน จนเกิดภาวะแทรกซ้อน และเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งอาการไข้หลังคลอดเกิดได้จากหลายสาเหตุ

  1. ไข้หลังคลอด จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนกับโปรเจสเตอโรนเพิ่มสูงขึ้น จนกระทั่งหลังจากคลอดแล้ว ฮอร์โมน 2 ตัวนี้จะลดต่ำลง จึงทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน เป็นเหตุให้เกิดอาการไข้ หนาวสั่นได้ในช่วง 1-2 วันหลังคลอด ฮอร์โมนจะใช้เวลาปรับสภาพประมาณ 6 สัปดาห์ จึงจะกลับมาเป็นปกติ แต่หากไข้ยังไม่ลดลง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยต่อไป

  1. ไข้หลังคลอดจากเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ

เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อภายในมดลูก ซึ่งสามารถติดเชื้อได้ทั้งในช่วงตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด และหลังคลอด เช่น การผ่าคลอด ภาวะคลอดยาก ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนจะคลอดลูกเป็นเวลานาน โดยจะมีอาการต่าง ๆ หลังติดเชื้อมาแล้ว 3-4 วัน เช่น ไข้สูง 38-39 องศาเซลเซียส อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดท้องน้อย เจ็บช่องคลอด ตกขาวมีสีและกลิ่นผิดปกติคล้ายหนอง หากไม่ได้รับการรักษา หรือปล่อยไว้นาน อาจเกิดอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงได้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ อาการไข้หลังคลอด จากสาเหตุอื่นๆ คลิกหน้า 2

แม่จ๋า!! ลูกคันแค่ไหนเมื่อถูกยุงกัด

ธรรมชาติผิวของลูกน้อยมีทั้งความอ่อนโยนและบอบบาง  และบางครั้งอาจเกิดการคัน ระคายเคืองจากยุง หรือมดกัดและแมลงต่างๆ เพื่อลดปัญหาเรื่องผิวที่จะตามมา คุณแม่สามารถดูแลผิวลูกง่ายๆ ให้สุขภาพดีได้ นั่นคือ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่อ่อนโยนต่อผิวลูกน้อย รวมทั้งสามารถปกป้องผิวลูกจากอาการคัน ระคายเคือง อ่อนโยนต่อผิว ช่วยดูแลผิว เพื่อปกป้องการเกิดความระคายเคืองกับผิวของลูก ซึ่งผลิตภัณฑ์นั้นๆ ต้องมีส่วนผสมที่อ่อนโยน ปลอดภัยต่อผิวบอบบางของลูก และไม่แสบร้อน

วิธีดูแลผิวที่บอบบางของลูก
แม่จ๋ารู้ไหม? เด็กน้อยวัยขวบแรก มีผิวหนังที่บอบบางกว่าผู้ใหญ่ ถึง 3 เท่า ดังนั้นผิวของหนูจึงไวต่อสิ่งเร้าภายนอกเป็นอย่างมาก และยังไม่สามารถปรับตัวให้รับมือกับเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัสต่างๆ ได้ แต่เมื่อโตขึ้น ผิวของหนูก็จะปรับสภาพกับสภาวะภายนอกได้เอง

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจดูแลผิวหนูให้มาก เพราะถ้าไม่ดูแล หรือดูแลป้องกันไม่ดีแล้วปัญหาผิวหนังนั้นอาจจะลุกลาม เป็นผด ผื่นแพ้ และโดยทั่วไปเมื่อเด็กๆ อย่างหนูโดนแมลงกัด เช่น มด หรือยุง จะทำให้เกิดเป็นตุ่มบวมแดง และมีอาการคันร่วมด้วย ถ้าอาการแพ้รุนแรงก็อาจเห็นเป็นตุ่มใสได้ ซึ่งนั้นเกิดจากการแยกตัวของผิวหนัง ชั้นบน แต่ถ้ามีอาการหนังหลุดและมีน้ำใสๆ ออกมาด้วย แม่จ๋าก็ต้องคอยระวังเรื่องการติดเชื้อแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรีย และรักษาด้วยการทายาฆ่าเชื้อแบคทีเรียด้วยนะจ๊ะ

โดยทั่วไปหลังจากถูกยุงกัดจะเกิดเป็นตุ่มสีแดงมีอาการคัน ซึ่งอาการคันนี้อันเนื่องมากจากเมื่อยุงกัดจะปล่อยน้ำลายออกมาซึ่งในน้ำลายนี้เองมีสารโปรตีนที่เป็นสาเหตุของผื่นคันและการแพ้ และหากเด็กคนไหนมีอาการแพ้ยุงจริงๆ หลังถูกกัดจะพบตุ่มนูนแดงคงอยู่นานหลายวัน หรือพบตุ่มนูนแดงขนาดใหญ่ (บางครั้งใหญ่เกิน 5 เซนติเมตร) ตุ่มน้ำพอง จ้ำเลือด ในบริเวณที่โดนกัด เด็กบางคนอาจมีผื่นลมพิษทั่วตัวหรือลมพิษชนิดลึกร่วมกับมีอาการหมดสติได้ แต่ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาคือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการที่หนูไปเผลอแกะเกาและมีรอยดำตามมาได้บ่อยเลยจ้ะ

เมื่อโดนแมลงกัดต่อยไปแล้ว สิ่งที่พ่อแม่ต้องระวังคือเรื่อง การติดเชื้อแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรีย การรักษาต้องทายา และรักษาความสะอาดให้ดีที่สุด

วิธีการป้องกันลูกจากการถูกยุงกัดเป็นเรื่องสำคัญ แม่จ๋าควรหลีกเลี่ยงที่จะพาหนูไปในสถานที่ซึ่งมียุงมาก หรือในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรใส่เสื้อแขนยาว ขายาว และทายากันยุงให้หนูก็จะลดโอกาสเกิดผื่นได้มากจ้ะ

ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและเหมาะกับผิวเด็ก
การเลือกผลิตภัณฑ์ในการดูแลผิวลูกก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ เพราะผิวของหนูจะมีความอ่อนโยนและบอบบางกว่าผู้ใหญ่มาก ดังนั้น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนต่อผิวลูกเป็นพิเศษ และไม่แสบร้อน ไม่สร้างความระคายเคืองให้แก่ผิว เช่น ยาทากันยุง ควรจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสาร DEET อ่อนโยนกับผิว กลิ่นไม่ฉุน ปราศจากสารเคมี Alcohol และน้ำหอม 

ยาหรือยาหม่องบรรเทาแมลงกัดต่อยคุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ยา หรือยาหม่อง เพื่อใช้ทาผิว และรักษาอาการคันของลูกน้อยอันเนื่องจากการถูกแมลงสัตว์กัดต่อยได้ และที่สำคัญควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่แสบร้อนต่อผิว มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ไม่ควรมีกลิ่นฉุน ปลอดภัยกับผิวบอบบางของลูก หรือแม้ผิวแพ้ง่าย

ผิวที่บอบบางของลูกจะใสและเนียนนุ่ม รวมทั้งได้รับการปกป้องให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ใส่ใจดูแลและเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าปลอดภัยต่อผิวลูก ผิวที่สุขภาพดีเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการส่งเสริมพัฒนาการที่ดี ช่วยให้ลูกอารมณ์ดี และสมาธิดี และพร้อมในการเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ และมีพัฒนาการที่ดีสมวัย

ท่าโยคะ หลังลูกหย่านม

7 ท่าโยคะ หลังลูกหย่านม ช่วยเต้านมแม่หายเหี่ยวกลับมาเต่งตึงอีกครั้ง

ผู้หญิงเราตั้งแต่รู้ตัวว่ากำลังจะเป็นแม่คน จากที่รักสวยรักงามกลัวว่าหุ่นเสีย ผิวแตกลาย ก็กลายเป็นคนที่ยอมเสียสละเพื่อลูก ส่วนเรื่องสวย หยุดไว้ก่อนรอได้ ขอแค่ลูกแข็งแรงสมบูรณ์เป็นพอใจ ยิ่งพอลูกคลอดมา มีคนบอกว่าให้ลูกดูดนมจากเต้าแม่นานๆ ระวังนมเหี่ยว นมหย่อนยาน!!   ทีมงาน Amarin Baby & Kids  จึงมีท่าโยคะ หลังลูกหย่านม ช่วยเต้านมแม่กลับมาเต่งตึง มาฝากกันค่ะ

 

ท่าโยคะ หลังลูกหย่านม ช่วยเต้านมแม่หายเหี่ยว ได้จริงหรือ?

หลังจากที่ลูกกินนมแม่มาได้ 6 เดือน ถึง 1 ขวบ (หรือมากกว่านี้ยิ่งดี) ก็เริ่มจะมีคุณแม่หลายคนกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาให้ลูกหย่านมแม่ แล้วเตรียมลูกให้พร้อมในทักษะด้านอื่นๆ ที่สำคัญกับช่วงวัยของลูกต่อไป

แต่ระหว่างที่ลูกเริ่มถอยห่างจะเต้านมแม่ได้แล้ว ก็เป็นช่วงเวลาที่คุณแม่จะกลับมาฟิตสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้มีแรงพลังในการดูแลลูกในทุกๆ วัน จากหุ่นที่ยังอวบอั๋น พุงที่หน้าท้องก็ยังไม่กระชับ ส่วนหน้าอกเต้านมทั้งสองข้างก็ยังเหี่ยว หย่อนๆ ยานๆ ไม่กระชับเต่งตึงสักเท่าไหร่ เวลาใส่เสื้อผ้าก็ดูไม่สวยไม่งามเหมือนกับคนอื่นเขา

 

Must Read >> หย่านมแม่ เมื่อไหร่? ยังไงดี?

 

 

เอาล่ะค่ะ ได้เวลาที่แม่หลังหย่านมลูก จะเรียกคืนหุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์มอีกครั้ง ยิ่งโดยเฉพาะตรงหน้าอกหน้าใจ ที่ต้องเรียกความมั่นใจ ให้สามีได้ตะลึง และเรียกที่รักจ๋ากันทุกคืน แม่ๆ อย่ารอช้า เพราะโยคะเฉพาะท่า ช่วยคุณแม่ได้ค่ะ

ประโยชน์ของโยคะ คือ ช่วยให้เลือดลมภายในร่างกายไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีมากขึ้น โยคะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อพับ ข้อต่อ ข้อเอ็นของร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น โยคะช่วยให้ผิวหนัง รูปร่าง อวัยวะภายนอกอย่างสะโพก ต้นขา เต้านมกระชับเข้ารูปมากขึ้น ที่สำคัญโยคะช่วยให้มีสมาธิ ผ่อนคลายจากความเครียดด้วยค่ะ

อ่านต่อ >> 7 ท่าโยคะ ช่วยเต้านมแม่เด้งเต่งตึง หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สามีนอกใจตอนตั้งครรภ์ จะทำให้ โชคร้าย ทำอะไรไม่เจริญจริงหรือ?

สามีนอกใจตอนตั้งครรภ์ …ปัญหานี้อาจเป็นเพราะเมื่อคุณแม่ตั้งท้อง ทำให้ความต้องการทางเพศลดลง และกลัวเป็นอันตรายกับลูกในท้อง ทำให้ไม่ยอมร่วมหลับนอนกับสามีดังเช่นเคย

ทำให้ผู้ชายเมื่อไม่ได้รับการตอบสนองภายในบ้านหรือได้รับน้อยกว่าที่ควรได้รับ จะเกิดอาการ อดอยากปากแห้งจนต้องไปพึ่ง ‘หน่วยบรรเทาทุกข์’ นอกบ้านนั่นเอง

สาเหตุที่สถาบันครอบครัวมีปัญหาแตกแยกหย่าร้างสูง เนื่องมาจากขาดคุณสมบัติหลักๆ 4 ข้อด้วยกัน1

สามีนอกใจตอนตั้งครรภ์

  1. ขาดความซื่อสัตย์ จริงใจต่อกัน ในช่วงแรกรักต่างก็รักและภักดีต่อกัน พอมาเป็นสถาบันครอบครัว ความรักนั้นจืดจางลงไปตามวันเวลา ต่างฝ่ายต่างมีเรื่องซ่อนเร้นระหว่างกัน แทนที่จะรักเดียวใจเดียว ก็เป็นรักคนเดียว แต่ว่ามีคนอื่นสำรองเอาไว้ มนุษย์เรานั้นทันทีที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อกันเค้าลางแห่งความหายนะมันก็เริ่มต้นแล้ว
  2. ขาดความอดทนที่จะร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วยกัน พอแต่งงานอยู่กินด้วยกัน แล้วมีปัญหาชีวิตคู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดจากสาเหตุใดก็ตาม อยู่ร่วมกันแล้วมีแต่ความทุกข์ มีแต่ปัญหา มีแต่ความยุ่งเหยิงวุ่นวายใจ ซึ่งในขณะที่ใช้ชีวิตโสดไม่เป็นอย่างนั้นก็เริ่มรับไม่ได้ พอรับไม่ได้ แล้วสั่งสมมากเข้า ก็เกินขีดอดทน สุดท้ายก็เลิกร้างห่างเหินกันไป ต่างคนต่างไปทางใครทางมัน
  3. ขาดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เมื่ออยู่ด้วยกันแล้วพอมีปัญหาแทนที่จะยืดหยุ่น แทนที่จะมีการปรับตัว แทนที่จะมีการให้โอกาส ต่างฝ่ายต่างก็ถือเอาอัตตาหรือตัวตนของตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ยอมเรียนรู้ไม่ยอมฟังกัน เมื่อไม่ยอมยืดหยุ่น ต่างคนก็ต้องต่างไป ทางใครทางมันเช่นเดียวกัน
  4. ขาดการเข้าใจในการสื่อสารระหว่างกันและกัน เมื่อปัญหา ไม่ยอมเจรจาสันติภาพ ใช้วิธีนิ่ง ใช้วิธีนินทา ใช้วิธีสร้างโลกของตัวเองซ้อนขึ้นมาในโลกของครอบครัว เมื่อไม่สื่อสารกัน ปัญหาก็ยังคงเป็นปัญหา สุดท้ายเมื่อเหตุการณ์รุนแรงถึงที่สุด ก็ต้องเลิกรากันไป หลายคนที่เลิกร้างกันไป ไม่ใช่หมายความว่าไม่รักกัน แต่ขาดการเจรจาหรือขาดการสื่อสารที่ดีระหว่างกัน

สามีนอกใจตอนตั้งครรภ์ จะทำให้ โชคร้าย ทำอะไรไม่เจริญจริงหรือ?

การที่ สามีนอกใจตอนตั้งครรภ์ จะทำให้ โชคร้าย ทำอะไรไม่เจริญจริงหรือไม่นั้น ลองไปดูผลกรรมที่ทางพระพุทธศาสนาได้สอนไว้ เกี่ยวกับศีลข้อ 3 กาเมสุมิจฉาจาร  หมายถึง ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ซึ่งการที่จะผิดศีลข้อ 3 หรือ ศีลในข้อนี้ขาดนั้น เราวัดจากองค์ประกอบ 4 ต่อไปนี้ 1. หญิงหรือชายที่ไม่ควรละเมิด 2. มีจิตคิดจะเสพเมถุน (เสพกาม) 3. ประกอบกิจในการเสพเมถุน (กอด จูบ ลูบ คลำ) 4. ยังอวัยวะเพศให้ถึงกัน เมื่อดำเนินการครบองค์ประกอบดังกล่าว ศีลข้อ 3 นั้นก็ได้ขาดทันที

โดยส่วนใหญ่การกระทำผิดในข้อนี้ คนส่วนมากมักจะนึกถึงการประพฤติผิดในกามหรือการล่วงประเวณี อันเป็นการกระทำลามก ซึ่งบัณฑิตทั้งหลายพึงติเตียน นั้นคือ การทำผิดลูกเมียเขา ซึ่งเป็นความประพฤติที่สังคมทั่วไปไม่ยอมรับ ผู้ที่กระทำจึงต้องมีพฤติกรรมที่ปิดบังและซ่อนเร้น

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก!

อ่านต่อ >> “ผลกรรมที่ สามีนอกใจตอนตั้งครรภ์ จะได้รับในภายหลังการเกิด” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เทคนิค ลดลูกป่วย จากอากาศร้อน

10 เทคนิค ลดลูกป่วย จากอากาศร้อน

พอเข้าฤดูร้อน ก็ต้องทนร้อนอบอ้าวแสบผิว เหงื่อไหลไคลย้อยกันไปจนถึงกลางๆ เดือนพฤษภาคมนู่นเลยค่ะ แต่กว่าจะถึงฤดูฝนเย็นชุ่มช่ำกาย สบายใจ เรามาเตรียมสุขภาพของเด็กๆ และทุกคนให้พร้อมรับมือกับอากาศที่ร้อนปรอทแตกของบ้านเรากันก่อนดีกว่า ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี เทคนิค ลดลูกป่วย จากอากาศร้อน มาบอกให้ทุกครอบครัวทราบกันค่ะ

 

เทคนิค ลดลูกป่วย จากอากาศร้อน

คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ในฤดูร้อนตอนนี้เกือบจะ 365 วันเลยก็ว่าได้ที่คนไทยจะได้สัมผัสกับหน้าร้อนมากเสียกว่าฤดูฝน และฤดูหนาว ยิ่งจังหวัดแถบภาคกลางจะได้เจอกับหน้าร้อนมากกว่าหน้าฝน และหน้าหนาวซะเป็นส่วนมาก

ซึ่งความร้อนจากอากาศทำให้ไม่ว่าจะผู้ใหญ่ คนชรา และเด็กเล็ก เป็นขอถอยหลบอยู่แต่ในร่มดีเสียกว่าออกไปข้างนอกแล้ว เหงื่อออกเหนียวเหนอะหนะไม่สบายตัว ยิ่งโดยเฉพาะกับเด็กเล็กๆ นี่ป่วยไข้จากอากาศร้อนได้ง่ายมาก เนื่องจากภูมิคุ้ม ร่างกายยังไม่แข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับโรคภัยที่แฝงมากับอากาศร้อน

และอย่างที่ทุกคนสงสัยค่ะว่า ความร้อนในอากาศแบบไหนที่เรียกว่า ร้อนพอทนได้ หรือ ร้อนแบบทนไม่ได้ ต้องขออาบน้ำคลายร้อนระหว่างวัน

กรมอุตุนิยมวิทยาได้แบ่งเกณฑ์อากาศร้อนออกมา ดังนี้ คือ

  1. อากาศร้อน ที่จะมีอุณหภูมิของวันตั้งแต่ 35.0 – 39.9 องศาเซลเซียส
  2. อากาศร้อนจัด ที่จะมีอุณหภูมิของวันตั้งแต่ 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป

แบบนี้พอจะเข้าใจกันแล้วนะคะว่าเวลาที่เห็นข่าวพยากรณ์อากาศแจ้งสภาพอากาศให้ทราบว่าวันนี้ พรุ่งนี้ อุณหภูมิจะสูง จะลดลงประมาณเท่าไหร่ เพราะหากพ่อแม่รู้สภาพอากาศล่วงหน้า จะช่วยให้ง่ายต่อการวางแผนพาลูกๆ ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ว่าจะต้องเตรียมเอาร่ม หมวก น้ำ เตรียมยาเพื่อลูกป่วยเพราะอากาศติดใส่กระเป๋าไปด้วยหรือเปล่า

อ่านต่อ >> 10 วิธีปกป้องลูกจากอากาศร้อน ช่วยลดเจ็บป่วย หน้า 2 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

จิ๋มเด็ก

จิ๋มเด็ก จู๋เด็ก ทำไมลูกถึงชอบจับเล่น?

 

เด็กเล็กๆ นี่ทำอะไรก็ดูน่ารักน่าชังไม่ซะหมด ย่า ยาย ป้า น้า นี่เชียร์สุดใจเวลาเห็นลูกหลานทำท่าทะเล้นด้วยความเดียงสา แต่บางทีความไม่รู้เรื่อง อาจจะยิ่งทำให้เด็กสนใจในเรื่องไม่เป็นเรื่อง เอ๊ะ! หรืออาจเพราะพัฒนาการตามวัยของลูกกันนะ! ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเรื่องสงสัยที่แม่ถามกันเข้ามาว่าทำไม๊ ทำไม จิ๋มเด็ก จู๋เด็ก ลูกถึงชอบจับของตัวเองกันจังเลย

 

จิ๋มเด็ก จู๋เด็ก ทำไมลูกถึงชอบจับเล่น?

ความสุขจากการสัมผัสส่วนสงวนนั้นถือเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กทุกคน ดร.ลิซ่านอลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาพัฒนาการเด็กให้อธิบาย เมื่อความสุขอยู่แค่เอื้อมและเป็นของเขาเองแท้ๆ ทำไมเด็กน้อยจึงไม่อยากสำรวจมันล่ะ ความสนอกสนใจอวัยวะเพศก็ไม่ต่างจากการที่ลูกสนใจนิ้วมือ ใบหู และนิ้วหัวแม่เท้าของตัวเอง เพราะมันสอนให้เขารู้จักร่างกายตัวเองเหมือนๆ กัน

 

Must Read >> เช็กพัฒนาการตามวัยของลูก! กับคู่มือสำหรับส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด -5 ปี

 

อันที่จริงสัญชาตญาณการสำรวจอันเป็นธรรมชาติของเด็กทั้งชายและหญิงนี้ เป็นเรื่องธรรมดาที่คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องรู้สึกขวยเขินหรือพยายามหาทางให้เขาหยุดสัมผัสมัน (เพียงตัดเล็บของลูกให้สั้นเข้าไว้ จะได้ไม่ไปสะกิด ขีดข่วนเอาจุดบอบบางนั้นจนเกิดเป็นแผลจะดีกว่า) หากคุณไม่สบายใจจริงๆ แม้จะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องควรวิตก ยิ่งโดยเฉพาะเวลาที่มีเพื่อนหรือญาติโยมมาเยี่ยมละก็ ลองใช้เทคนิคเบี่ยงเบนความสนใจลูกไม่ให้จับสัมผัสอวัยวะเพศของตัวเอง ด้วยวิธีเหล่านี้ค่ะ

อ่านต่อ >> วิธีเบี่ยงเบนให้ลูกสนใจจับจิ๋มและจู๋ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีกระตุ้นให้ลูกดิ้น

10 วิธีกระตุ้นให้ลูกดิ้น ต้องเล่นกับลูกในท้อง

พัฒนาการของทารกน้อยในครรภ์คุณแม่เป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ พัฒนาการลูกที่ดีไม่ได้อยู่ขึ้นอยู่กับสารอาหารที่ได้รับจากแม่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องมาจากการใช้ วิธีกระตุ้นให้ลูกดิ้น อย่างเหมาะสม ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะชวนคุณแม่ท้องทุกคนให้มาเล่นกับลูกในท้อง เพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาการที่ดีให้ลูกตั้งแต่ในครรภ์กันค่ะ

 

วิธีกระตุ้นให้ลูกดิ้น

มีหลายบทความในเว็บไซต์ต่างประเทศที่มักพูดว่า เด็กๆ เล่นได้ตั้งแต่อยู่ในท้องแล้ว จนอดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือ ถ้าเล่นได้พวกเขาเล่นอะไรบ้าง แล้วเราจะเล่นกับลูกได้ไหม ซึ่งรองศาสตราจารย์ นายแพทย์ตวงสิทธิ์ วัฒกนารา สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลศิริราช จะมาไขข้อข้องใจให้กระจ่าง ทั้งข้อเท็จจริงต่างๆ และความเชื่อผิดๆ ที่แม่ท้องห้ามพลาด!

“การขยับตัวของเด็กคือการตอบสนองของระบบประสาทขั้นพื้นฐาน”

หากการขยับตัวไปมาของเด็กคือการเล่น ก็คงเป็นการเปรียบเปรยให้มีสีสันในวงสนทนาเท่านั้น เพราะในทางการแพทย์ การขยับตัวของเด็กคือการตอบสนองของระบบประสาทขั้นพื้นฐานตามธรรมชาติ เด็กจะเริ่มบิดตัวไปมาตอนอายุ 8 สัปดาห์ (ขนาดตัวประมาณ 1.5 เซ็นติเมตร เท่าเมล็ดถั่ว) ซึ่งเป็นการขยับแบบไร้จุดหมาย ไร้ทิศทาง พอสัปดาห์ที่ 11 แขนและขาเริ่มงอก เด็กก็จะเริ่มป่ายไปป่ายมาแบบไร้จุดหมายเช่นเดียวกัน ไม่ได้มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นจากภายนอกใดๆ ทั้งสิ้น

 

“เด็กในครรภ์สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกได้แค่แสงและเสียงเท่านั้น”

มีอยู่สองอย่างที่เด็กในครรภ์สามารถตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นภายนอกได้ ได้แก่ ตากับหู โดยเด็กจะเริ่มมองเห็นเมื่ออายุ 27 สัปดาห์ ส่วนหูจะเริ่มได้ยินเมื่ออายุ 30 สัปดาห์ สิ่งที่ทำให้เราทราบว่าเขามีการตอบสนองนั้นก็โดยการใช้ไฟฉายส่อง เมื่อภายในท้องสว่างขึ้น เด็กก็ตื่น เมื่อตื่นก็ขยับตัว เมื่อขยับตัวหัวใจก็จะเต้นเร็วขึ้น ส่วนการได้ยินเสียงก็จะใช้เสียงความถี่ต่ำกระตุ้นสั้นๆ แล้ววัดอัตราการเต้นของหัวใจเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า เด็กในครรภ์สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกได้แค่แสงและเสียงเท่านั้น แต่คำว่าตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นไม่ได้หมายความว่า เมื่อเขาถูกกระตุ้นแล้วเขาจะมีพัฒนาการที่ดี ทั้งในแง่สติปัญญาและร่างกาย

 

“การกระตุ้นเด็กต้องไม่ทำพร่ำเพรื่อ”

มีการนำเสนอเนื้อหามากมายว่าเราสามารถเสริมสร้างความฉลาดของลูกได้ตั้งแต่ในท้อง เสนอแนะให้คุณแม่คอยกระตุ้นลูกในท้องด้วยวิธีการต่างๆ ด้วยอาหารเสริมบ้าง การฟังเพลงคลาสสิคบ้าง และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่เคยได้รับการพิสูจน์มาก่อนว่าได้ผลจริงเลย

การกระตุ้นเด็กในท้องมีจุดประสงค์เดียวเท่านั้นคือ ตรวจดูว่าลูกน้อยยังคงปลอดภัยอยู่ และมักจะกระตุ้นในคุณแม่ท้องที่มีความเสี่ยง เช่น เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อายุมาก หรือมีโรคต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพของแม่และเด็ก เหตุที่ต้องคอยกระตุ้นเด็กกลุ่มนี้เป็นพิเศษเพราะหลอดเลือดของแม่ที่คอยส่งออกซิเจนและอาหารให้ลูกมักตีบ และจำเป็นต้องคลอดเร็วกว่าปกติ มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

วิธีการกระตุ้นก็คือใช้แสงหรือเสียงเพื่อเช็คว่าหัวใจยังเต้นปกติไหมดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และไม่ทำพร่ำเพรื่อเด็ดขาด เพราะถือหลักการที่ว่า ในท้องควรจะต้องมืดและเงียบ ซึ่งถ้าไม่มีสิ่งใดมากระตุ้นเด็กๆเลย เขาก็จะตื่น 2 ชั่วโมง หลับ 2 ชั่วโมง เป็นวงจรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งหลังคลอดแล้วก็ตาม

สรุปแล้วการพยายามจะเปิดเพลงให้ลูกฟัง หรือพยายามเอาไฟส่องด้วยจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นระบบประสาทให้เจริญเร็วกว่าปกตินั้นคือความฝัน โดยเฉพาะการเปิดเพลงคลาสสิคเพื่อหวังผลให้ลูกฉลาดและอัจฉริยะกว่าเด็กอื่นนั้นไม่เป็นความจริงเลย ขอย้ำว่า ไม่เคยมีใครพิสูจน์ได้ว่าเด็กคนที่ฟังเพลงคลาสสิคตั้งแต่อยู่ในท้องกับเด็กที่ไม่ได้ฟังเลย เมื่อคลอดออกมาแล้วความฉลาดจะแตกต่างกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยมีใครพิสูจน์ได้อีกเหมือนกันว่าเปิดเพลงให้ลูกฟังแล้วแล้วลูกจะโง่ลง ดังนั้น ถ้าการฟังเพลงหรือใช้การกระตุ้นด้วยวิธีอื่นๆแล้วลูกฉลาดได้ผลจริงๆ ก็ต้องบรรจุเป็นมาตรฐานทางการแพทย์แล้ว

สิ่งสำคัญเหนืออื่นใด ขอให้คุณแม่ฟังเพลงเพราะชอบฟัง ฟังแล้วมีความสุข หรือช่วยผ่อนคลาย แต่ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่น เพราะมันไม่ได้ผล และข้อควรระวังคือไม่ควรนำหูฟังหรือลำโพงมาจ่อใกล้ๆท้อง เพราะจะทำให้เด็กตกใจและรบกวนเขาได้

อ่านต่อ >> แม่กินโอเมก้า-3 จะช่วยให้ลูกในท้องฉลาดไหม หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นอนแยกห้อง แบบฝรั่ง VS นอนรวมกับพ่อแม่แบบไทย อย่างไหนดีกับลูกมากกว่ากัน!

แยกห้องนอนกับลูก ดีไหม …หนึ่งในคำถามสุดฮิตเมื่อมีลูกครั้งแรก ก็คือ จะให้ลูกนอนหลับที่ไหนดี จะเป็นในห้องบนเตียงเดียวกับพ่อแม่ หรือนอนแยกเตียงแต่อยู่ในห้องเดียวกัน หรือ นอนแยกห้อง ไปเลยดี

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ต้องมีคำถามนี้ในใจไม่มากก็น้อย เพราะการให้ลูกของเรานอนหลับในแต่ละสถานที่ต่างก็มีข้อดีและข้อพึงระวัง ด้วยกันกันทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตามการจะให้ลูกนอนที่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละครอบครัวด้วยเป็นหลัก

แยกห้องนอนกับลูก แบบฝรั่ง VS นอนรวมกับพ่อแม่แบบไทย อย่างไหนดีกว่ากัน!

แยกห้องนอนกับลูก

เมื่อพูดถึงการ นอนแยกห้อง หรือ แยกห้องนอนกับลูก พ่อแม่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยนิยมแยกห้องกันเท่าไร เพราะการนอนด้วยกันพ่อแม่ลูก ก็ทำให้อุ่นใจ แต่สำหรับพ่อแม่บางท่านแล้ว การแยกห้องนอนกับลูก ถือเป็นเรื่องที่ต้องฝึกให้ลูกคุ้นชินตั้งแต่ยังเล็ก ๆ เนื่องจากหากถึงช่วงวัยที่ลูกควรนอนคนเดียวได้แล้ว แต่อาจทำให้ลูกกลับไม่ยอมแยกนอนก็ได้นะคะ

ลูกทารกสามารถนอนบนเตียงเดียวกับพ่อแม่ได้หรือไม่?

สำหรับพ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกทารกตัวน้อยนอนหลับอยู่บนเตียงเดียวกันนั้น สามารถทำได้ค่ะ และหลายบ้านก็นิยมให้ลูกน้อยนอนบนเตียงด้วยกันมากขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่ยังหาที่นอนที่เหมาะให้กับลูกไม่ได้ แต่การให้ลูกน้อยนอนร่วมเตียงเดียวกับคุณพ่อคุณแม่ก็มีข้อดีอยู่ด้วยนะคะ อ่านต่อ >> 10 ข้อดีของการให้ลูกนอนร่วมเตียงเดียวกับพ่อแม่

♦ ข้อควรระวัง ขณะ นอนเตียงเดียวกับลูกน้อย

อย่างไรก็ตาม แม้การให้ลูกน้อยนอนรวมเตียงเดียวกับพ่อแม่ ก็ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยในการนอนหลับของลูกให้มากเป็นพิเศษด้วยนะคะ โดยมีเรื่องที่ต้องระวัง ดังนี้

  • สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่นอนหลับลึกโดยเฉพาะ หรือพ่อแม่ที่ทานยาก่อนนอนที่ทำให้เกิดความง่วง อาจทำให้นอนหลับแล้วเผลอทับหรือมีอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งไปปิดจมูกของลูกโดยไม่รู้ตัว ก็เป็นได้นะคะ
  • หากคุณพ่อหรือคุณแม่สูบบุหรี่ หรือเพิ่งทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ควรนอนใกล้ลูก เพราะลูกอาจต้องสูดดมกลิ่นบุหรี่และแอลกอฮอล์ ก็จะส่งผลต่อระบบหายใจของลูกน้อยได้
  • อาจจะมีปัญหาได้ หากคุณพ่อคุณแม่จะมีกิจกรรมทางเพศ ในห้องที่มีลูกนอนอยู่ด้วย
♥ อ่านต่อบทความแนะนำที่เกี่ยวข้อง : รวมพฤติกรรมยอดแย่ที่พ่อแม่ไม่ควรทำต่อหน้าลูก
  • การให้ลูกนอนในห้องด้วยกัน อาจต้องใช้เวลานานในการฝึกลูกให้นอนหลับในห้องของเขาเองภายหลังเมื่อโตขึ้น
  • หากลูกเป็นคนตื่นง่าย หรือรู้สึกตัวง่าย อาจจะเป็นการรบกวนการนอนของพ่อแม่ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ลูกจะสามารถนอนต่อเองได้ทันทีหลังจากตื่น นอกเสียจากว่า ลูกจะหิว หรือมีความเปียกชื้นทำให้ไม่สบายตัว

อ่านต่อ >> ข้อดีของการนอนแยกห้อง ให้ลูกนอนหลับในห้องของลูกเอง คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ยาเพิ่มน้ำนม ตัวช่วยสำหรับคุณแม่น้ำนมน้อย ควรเลือกกินแบบไหน อย่างไรดี?

ยาเพิ่มน้ำนม …น้ำนมน้อย อีกหนึ่งปัญหาที่พบได้บ่อยในคุณแม่หลังคลอด เพราะแม่ทุกคนก็อยากให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุดอย่างนมแม่ แต่ร่างกายคุณแม่บางคนก็ไม่เอื้ออำนวย

สำหรับคุณแม่ที่ต้องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่ในช่วงแรกน้ำนมยังมาไม่มาก ทำให้คุณแม่หลายท่านอาจถอดใจ ยิ่งหันไปเห็นแม่คนนั้น คนนี้ มีน้ำนมเยอะแยะ ใจเลยท้อแท้หนัก ยอมยกธงขาวโบกมือลา แล้วหันไปหานมผงก็มี ทั้งที่จริงๆ แล้ว น้ำนมของแม่นั้นมีเพียงพอสำหรับลูกเสมอ ฉะนั้นอย่าเครียด อย่าถอดใจ แล้วหันมาทำความเข้าใจในกระบวนการของมันและหาวิธีเพิ่มน้ำนมให้ลูกมีพอกินไปจนโตกันดีกว่าค่ะ

ทำความเข้าใจ กับการให้นมแม่ช่วง 2-3 วันหลังคลอด

ระยะนี้แม่อาจยังมี น้ำนมน้อย แต่คุณแม่ควรให้ลูกน้อยได้ดูดเพื่อกระตุ้นการสร้างน้ำนม และจะช่วยลดปัญหาเต้านมคัดได้ โดยลูกควรนอนอยู่ห้องเดียวกันกับแม่ ซึ่งจะช่วยให้ลูกได้ดูดนมบ่อยเท่าที่ต้องการ นั้นก็จะเป็นการช่วยกระตุ้นน้ำนมของคุณแม่ได้อีกทางหนึ่ง

ยาเพิ่มน้ำนม

√ เทคนิคง่ายๆ กระตุ้นน้ำนมแม่

หากคุณแม่ต้องการให้น้ำนมแม่มีมาก และเพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย พร้อมกับสามารถให้นมแม่แก่ลูกน้อยได้ยาวนานคุณแม่ต้องใช้เทคนิคสำคัญเหล่านี้อยู่เสมอ นั่นคือ

  • คุณแม่ต้องมั่นใจว่าเราสามารถให้นมลูกได้ ด้วยการทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ไม่เครียดไม่กังวลใจ และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ขยันและหมั่นให้ลูกน้อยดูดกระตุ้นนมแม่ให้บ่อยๆ และนานๆ หรือบีบและปั๊มนมทุก ๆ 3 ชั่วโมง และให้ลูกดูดอย่างถูกวิธี
  • พยายามนวดและคลึงเต้านม โดยใช้ผ้าอุ่นประคบเต้านม 3-5 นาที เพื่อกระตุ้นน้ำนมก่อนให้นมลูก
  • ทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่
  • หลีกเลี่ยงการให้น้ำ นมผสม หรืออาหารเสริมอื่นก่อนลูกอายุ 6 เดือน เพราะนอกจากจะทำให้ลูกอิ่มน้ำจนไม่กินนมแม่แล้ว จะทำให้ลูกไม่ยอมกินนมจากเต้าคุณแม่ จนไม่สามารถให้นมแม่แก่ลูกได้อีกเลยค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แต่หากคุณแม่ต้องการตัวช่วยอย่าง ยาเพิ่มน้ำนม ก็สามารถใช้ได้ แล้วจะมียาอะไรที่ช่วยเพิ่มน้ำนมได้บ้าง ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงได้รวมยาเพิ่มน้ำนมทั้งแผนโบราณ(สมุนไพร) และแผนปัจจุบัน มาให้คุณแม่ได้เลือกพิจารณาดูกันก่อนที่จะไปหาซื้อมารับประทานค่ะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยากจะแนะนำว่าควรแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ไม่ใช้ยาก่อนจะดีกว่าค่ะ โดยการให้ลูกดูดให้ถูกวิธีดูดบ่อยๆ แล้วน้ำนมก็จะเยอะเอง ซึ่งนั้นก็ดูเหมือนว่ามีคุณแม่ส่วนใหญ่ก็ยังคงขาดความมั่นใจอยู่ และยังอยากได้ตัวช่วยที่จะทำให้เห็นผลเร็วๆอยู่นั่นเอง ดังนั้นแล้ว ข้อมูลต่อไปนี้เป็นยาและอาหารเสริมที่สามารถช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมได้ดี จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก!

อ่านต่อ >> รีวิวยาเพิ่มน้ำนม ตัวช่วยสำหรับคุณแม่น้ำนมน้อย เลือกตัวไหนดี คลิกหน้า 2

ยาเพิ่มน้ำนม

แผลฝีเย็บอักเสบ

แผลฝีเย็บอักเสบ ต้องทำอย่างไร

แผลฝีเย็บอักเสบ อาการสุดทรมานของคุณแม่หลังคลอดเองตามธรรมชาติที่คงไม่มีใครอยากเจอ แต่อาการนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ง่าย หากมีการเตรียมตัวก่อนคลอด และดูแลตัวเองหลังคลอดให้ดี วันนี้เราจึงขอนำคุณแม่มารู้จักสาเหตุ สัญญาณเตือนบอกอาการ รวมทั้งวิธีป้องกัน เพื่อให้ปลอดภัยจาก แผลฝีเย็บอักเสบ กันค่ะ

มาทำความรู้จักกับ “แผลฝีเย็บ” กันก่อน

หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมการคลอดธรรมชาติยังต้องมีการผ่าตัดและเย็บแผลด้วย.. อธิบายง่าย ๆ ให้เห็นภาพชัด ๆ ก็คือ แผลฝีเย็บ เกิดจากการตัดหรือกรีดผิวหนังส่วนที่เรียกว่า “ฝีเย็บ” ซึ่งอยู่ระหว่างช่องคลอดถึงทวาร เพื่อเปิดทางให้ทารกออกมาได้สะดวก และไม่ทำให้แผลฉีกขาดเองซึ่งอาจจะควบคุมไม่ได้ คุณหมอจึงจำเป็นต้องตัดเนื้อส่วนนั้นเพิ่ม และเย็บกลับหลังจากคลอดเสร็จ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องตัดฝีเย็บเพื่อคลอด

มีการเปิดเผยผลการศึกษาทางการแพทย์ว่า การคลอดเองโดยไม่ต้องตัดฝีเย็บ เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับคุณแม่ แต่คุณหมอก็ต้องประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ อย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ เช่น หากหัวหรือไหล่ทารกใหญ่กว่าช่องคลอด หรือเด็กมีภาวะผิดปกติ ก็จำเป็นต้องตัดฝีเย็บเพื่อให้สามารถเปิดทางให้กว้างและคลอดได้สะดวกที่สุด แต่หากปากช่องคลอดเปิดและทารกสามารถผ่านออกได้สะดวกก็ไม่จำเป็นต้องตัดฝีเย็บ

 

สัญญาณเตือน แผลฝีเย็บอักเสบ …ควรพบคุณหมอ

หลังคลอดเองตามธรรมชาติ คุณแม่จะเริ่มมีอาการปวดตึงที่แผลฝีเย็บอยู่บ้าง แต่อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ ดีขึ้น ในช่วง 1 สัปดาห์ แต่หากแผลมีการติดเชื้อ สัญญาณเตือนที่คุณแม่จะสังเกตได้คือ มีไข้ขึ้นสูง ปวดหัว ปวดตัว เห็นความผิดปกติจากอาการปวดบวมบริเวณแผลฝีเย็บ ปากช่องคลอด และก้น หรืออาจจะมีก้อนหนองหรือฝีบริเวณปากช่องคลอด และมีอาการปัสสาวะแสบขัดร่วมด้วย

การติดเชื้อบริเวณฝีเย็บเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก หากมีอาการรุนแรงจะมีขั้นตอนของอาการอักเสบแสดงให้เห็น เริ่มต้นจากอาการบวมแดง พบเนื้อตายรอบแผล และมีน้ำเหลืองปนเลือดหรือหนองไหลออกมาจากแผล จากนั้นแผลก็จะปริและแยกจากอาการบวม ในอดีตก็จะปล่อยให้แผลหายเองใน 3-4 เดือน ถ้าไม่หายจึงจะรักษาด้วยการซ่อมแซมบาดแผล แต่ในปัจจุบันสามารถรักษาได้อย่างรวดเร็ว โดยคุณหมอจะวินิจฉัย และให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ จากนั้นจึงเริ่มซ่อมแซมแผลด้วยการเย็บใหม่  และดูแลแผลทำความสะอาด ตัดเนื้อที่ตายรอบแผลออก หรือตกแต่งซ่อมแผลเพื่อให้หายเร็วขึ้น

การดูแลและรักษาอาการอักเสบจากแผลฝีเย็บเป็นสิ่งจำเป็น หากไม่แน่ใจว่ามีอาการแผลติดเชื้ออยู่หรือไม่ ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อขอคำแนะนำในการรักษา เพราะการรับประทานยาปฏิชีวนะหรือยาแก้ปวดบางชนิดของคุณแม่เพิ่งคลอดจะมีผลข้างเคียงต่อการให้นมกับลูกได้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ดูแลแผลฝีเย็บหลังคลอด

การดูแลตนเองเบื้องต้นเมื่อปวดฝีเย็บ

การดูแลแผลอักเสบและแผลฝีเย็บหลังคลอด มีข้อปฏิบัติที่ไม่ซับซ้อน เพียงแต่คุณแม่อาจจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ถึงแม้จะเป็นแผลเล็ก แต่ถ้าเกิดภาวะติดเชื้อขึ้น ก็จะทำให้เกิดความยุ่งยากและเสียเวลาในการรักษาเพิ่มอีกเท่าตัว

  1. ประคบเย็นที่แผลในช่วงหลังคลอด เพื่อบรรเทาอาการปวดและลดบวม แต่ถ้าต้องการอาบน้ำขอแนะนำให้เป็นน้ำอุ่นจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด แต่ควรทำหลังคลอดมาแล้วมากกว่า 24 ชั่วโมง
  2. แช่แผลฝีเย็บในน้ำอุ่นวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 10-15 นาที เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี แผลหายเร็วขึ้น
  3. รักษาความสะอาดบริเวณแผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการติดเชื้อ
  4. ทานยาตามคำแนะนำของคุณหมอเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นยาปฏิชีวนะแก้ปวด หรือทาครีมแก้ปวดเฉพาะที่
  5. พยายามอย่าให้แผลรับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เช่น การเบ่งอุจจาระ การใช้สายฉีดชำระแรงเกินไป หรือการเช็ดทำความสะอาดแบบรุนแรง
  6. ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักผลไม้ที่มีเส้นใยสูง และดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายได้ดี ทำให้คุณแม่ไม่ต้องเบ่งถ่ายอุจจาระ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แผลฝีเย็บแตกได้
  7. สังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง หากมีความผิดปกติ รีบพบคุณหมอก่อนวันนัดหมาย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ป้องกัน-แผลฝีเย็บ

เตรียมตัวก่อนคลอดให้ดี ไม่ต้องมี “แผลฝีเย็บ”

การตัดฝีเย็บอาจจะไม่จำเป็นสำหรับคุณแม่ทุกคน ถ้าได้ลองปฏิบัติตัวเพื่อเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสมในช่วงใกล้คลอด เช่น การออกกำลังกายกล้ามเนื้อเชิงกรานให้แข็งแรง จะช่วยให้คลอดง่ายขึ้นและลดปัญหาช่องคลอดฉีกขาด การนวดฝีเย็บด้วยน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันจากธรรมชาติ ในช่วง 3-4 สัปดาห์ก่อนคลอดทุกวัน วันละ 3-4 นาที จะทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นและผ่อนคลาย การใช้น้ำมันนวดหรือช่วยหล่อลื่นปากช่องคลอดในช่วงก่อนคลอดจะช่วยให้ปากช่องคลอดไม่ฉีกขาดได้ง่าย และที่สำคัญอย่าลืมฝึกการเบ่งคลอด เพื่อช่วยให้คุณแม่มีแรงตลอดการคลอดอีกด้วย

การติดเชื้อ และ แผลฝีเย็บอักเสบ ที่เกิดจากการคลอดเองตามธรรมชาติไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก หากคุณแม่ดูแล ใส่ใจ และเตรียมความพร้อมทั้งก่อนคลอดและหลังคลอดเป็นอย่างดี เชื่อว่าการคลอดตามธรรมชาติจะเป็นวิธีที่คุณแม่ประทับใจและมีความสุขครั้งหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

นพ.บรรพจน์ สุวรรณชาติ.ยาต้านการอักเสบเพื่อลดการปวดฝีเย็บหลังคลอดบุตร.

รศ.พญ.ประนอม บุพศิริ.ภาวะติดเชื้อหลังคลอด (Postpartum infection).

รศ.นพ.ภาวิน พัวพรพงษ์.การติดเชื้อของอวัยวะสืบพันธุ์และอุ้งเชิงกราน.

สูติกรรมพิเศษ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า.อาการที่พบในระยะหลังคลอด และการปฏิบัติตัวเพื่อสุขภาพที่ดี.

อ่านต่อบทความน่าสนใจอื่นๆ คลิก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลืมลูก ในรถ

ลืมลูก ในรถ ทำเด็กเสียชีวิตจาก ฮีทสโตรกในรถยนต์

มีข่าวให้เห็นอยู่บ่อยว่าพ่อแม่ หรือคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเด็กมักจะลืม หรือไม่ก็ตั้งใจทิ้งเด็กไว้ในรถ เพียงเพราะคิดว่าไม่เป็นไรแค่ไปซื้อน้ำในร้านสะดวกซื้อแป๊บเดียวเอง รู้ไหมคะ ที่คุณแค่คิดว่าไม่เป็นไร นั่นเท่ากับหยิบยื่นความตายให้เด็กไปครึ่งหนึ่งแล้ว ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะพาไปดูผลจากการที่ ลืมลูก ในรถ มาให้เป็นอุทาหรณ์เตือนสติกันค่ะ

 

ลืมลูก ในรถ เกิดอะไรขึ้นบ้าง?

ความโหดร้ายของอากาศยิ่งโดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน สามารถทำให้แม้แต่คนที่แข็งแรงยังต้องยอมแพ้กับความร้อนแรง ของอุณหภูมิที่ร้อนอบอ้าว หรือชอบพูดกันว่า ร้อนตับแตก นั่นหมายถึงร้อนจนทนไม่ได้กันเลยใช่ไหมคะ

อยากให้ลองนึกภาพกลับมาที่เด็กตัวน้อย เวลาที่เขาร้อนเหนียวเหนอะหนะตัวกับอากาศช่วงสายๆ ของวัน ที่ทำได้คือ ร้องไห้งอแง สื่อสารให้แม่รู้ว่า หนูร้อนจนไม่สบายตัวแล้วนะแม่ ฉะนั้น พ่อแม่จึงไม่ควรปล่อยลูกให้ตากแดด หรือแม้แต่อยู่ในที่ร่มก็ไม่ได้หมายความว่า จะหลีกเลี่ยงความร้อนอึดอัดไม่สบายตัวไปได้เลยค่ะ เพราะถ้าในร่มไม่ว่าจะเป็นใต้ต้นไม้ ในรถยนต์ หรือห้องนั่งเล่ยภายในบ้าน เป็นต้น ร่มจริงแต่อากาศไม่ถ่ายเทความร้อน ก็ทำให้เหงื่อไหลไคลย้อย หายใจไม่สะดวก จนจะทำให้เป็นลมได้เหมือนกันค่ะ

 

Must Read >> โรคลมแดด วายร้ายหน้าร้อนของเด็กเล็ก

 

ความร้อนจากอากาศที่ร้อนอบอ้าวมาก มักทำให้เป็นลมแดด หรือที่เรียกว่า ฮีทสโตรก (heat stroke) ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทั้งผู้ใหญ่ เด็กเล็ก หรือแม้แต่ในสัตว์เลี้ยงค่ะ

ความร้ายที่ซ่อนอยู่คือ เมื่อคุณไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงมาก จนทำให้ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินกว่าปกติ ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมานั่นคือ จะทำให้มีการทำงานที่ปกติของระบบสมองในส่วนการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส นั่นยิ่งแย่ลงไปเพราะอุณหภูมิร่างกายที่สูงมากจะทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสมอง ทำงานแย่ลง จนร่างกายรวนจนช็อก และอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ

อ่านต่อ >> สัญญาณเตือนฮีทสโตรก เมื่อลูกอยู่ในรถ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ใช้ขวดลอยตัวในน้ำ ช่วยลูกจากการจมน้ำ

ใช้ขวดลอยตัวในน้ำ ช่วยลูกจากการจมน้ำ เทคนิคที่พ่อแม่ต้องรู้

รู้ไหมคะว่าการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของเด็กมาจากการจมน้ำ ในเด็กเล็กๆ สามารถจมน้ำเสียชีวิตได้ในปริมาณน้ำเพียงแค่ 1-2 นิ้ว ที่อาจเป็นเพราะความประมาทของพ่อแม่ไม่ถึงเสี้ยวนาที สำหรับเด็กโตยิ่งมีโอกาสประสบอุบัติเหตุจากการจมในได้มากเช่นกัน ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีความรู้ที่น่าสนใจจากการ ใช้ขวดลอยตัวในน้ำ ช่วยลูกจากการจมน้ำ มาให้ทราบกันค่ะ

 

ใช้ขวดลอยตัวในน้ำ ช่วยลูกจากการจมน้ำ

ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่อยากให้การสูญเสียเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเสียชีวิตของลูกจากสาเหตุการจมน้ำ เพราะผู้ปกครองมักมาคิดได้ทีหลังว่า ถ้าเราไม่เดินไปรับโทรศัพท์ ถ้าเราไม่เดินไปหลังบ้าน ฯลฯ ลูกคงไม่ตายหรอก!

ในเด็กเล็กๆ ที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้หากพ่อแม่ปล่อยให้ลูกเล่นน้ำในอ่างอาบน้ำตามลำพัง เสี่ยงมากที่ลูกจะเสียชีวิต รวมถึงเด็กโตที่อยู่ในช่วงปฐมวัย ทักษะการเอาตัวรอดจากการจมน้ำยังมีไม่มากเหมือนผู้ใหญ่ หรือเด็กบางคนว่ายน้ำไม่เป็น หากพาดพลั้งลงเล่นน้ำ อาจเกิดอันตรายจนเสียชีวิตจากการจมน้ำได้มาก

 

Must Read >> วิธีดูแลลูกเมื่อไปสระว่ายน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย?

 

ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียขึ้น เราลองมาดูว่าจะมีวิธีหรือแนวทางในการป้องกันเด็กๆ จากการจมน้ำกันค่ะ

4 มาตรการป้องกันการจมน้ำในเด็ก

1. การจำกัดต้นเหตุของภัยอันตราย

ทำได้คือการกำจัดแหล่งน้ำที่ไม่จำเป็นในบ้าน หรือละแวกบ้าน เช่น

  • เทน้ำออกจากถัง หรือกะละมังภายหลังการใช้งาน
  • กลบหลุมที่มีอยู่ในบริเวณบ้าน

2. การสร้างเครื่องป้องกันหรือสิ่งกีดขวาง

มีวิธีการดังนี้ คือ

  • แยกพื้นที่เล่นของเด็กให้อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำ หรือกำหนดให้มีพื้นที่เล่นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก
  • มีรั้วกั้นแหล่งน้ำในชุมชน ให้มีการใช้ตะแกรงเหล็กปิดฝาด้านบนของบ่อน้ำใช้
  • ปิดฝาถังน้ำ หรือตุ่มน้ำให้มิดชิด
  • ปิดป้ายคำเตือนบริเวณแหล่งน้ำ และมีอุปกรณ์ช่วยคนตกน้ำที่หาได้ง่าย อยู่บริเวณรอบแหล่งน้ำ เช่น ถังแกลอนเปล่า ขวดน้ำดื่มพลาสติกเปล่า หรือไม้ และเชือก

 

อ่านต่อ >> 4 แนวทางการป้องกันลูกจากการจมน้ำ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ไมโลคิวบ์ Milo Cube กับ 12 ข้อน่ารู้ ที่แม่ๆ ฮิตสั่งซื้อกัน!!

ไมโลคิวบ์ Milo Cube ซึ่งกำลังเป็นกระแส และเป็นที่นิยมซึ่งมีคุณแม่หลายบ้านหาซื้อ มาให้ลูกทานและทานเอง รวมไปถึงบางคนก็รับพรีออเดอร์ Milo Cube นี้กันเป็นลังๆ เลยทีเดียว โดยกระแส Milo Cube เข้ามาเมื่อช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมา

 

โดยชาวโซเชียลเห็นมีคนแชร์ภาพเจ้าไมโลก้อนเล็กๆ รูปร่างน่ารัก ดูแปลกตา เป็นทรงสี่เหลี่ยม ในห่อสีเขียวในสไตล์ไมโล ซึ่งเมื่อได้เห็นแล้ว ก็คงอยากจะลองลิ้มชิมรสเหลือเกิน Amarin Baby & Kids จึงหาข้อมูลมานำเสนอคุณแม่ๆ ทั้งหลายเกี่ยวกับ ที่มาของเจ้า ไมโลก้อนนี้ ว่าแท้จริงแล้ว เป็นมาอย่างไรกันแน่ ถึงทำให้ใครๆ ก็อยากลอง

Milo Cube คืออะไร

Milo Cube มีชื่อเต็มว่า Milo Enenergy Cube (ไมโล เอนเนอร์จี้ คิวบ์) เป็นขนมช็อคโกแลต รสชาติในแบบฉบับของไมโล แต่พิเศษตรงการนำเอาผงไมโลนั้นมาอัดเข้าด้วยกันจนกลายเป็นก้อนเพื่อให้ทานได้สะดวก วางขายในประเทศ อังกฤษ มาเลเซีย และ ดูไบ ซึ่งเจ้า ไมโลคิวบ์ Milo Cube นำเข้าจำหน่ายแบบสั่งออนไลน์ในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์เมื่อปลายปี 2016 แต่ยังไม่ได้มีวางจำหน่ายในประเทศไทย ใครที่อยู่จังหวัดทางภาคใต้จึงค่อนข้างได้เปรียบ เพราะอยู่ใกล้กับมาเลเซีย เช่น ตลาดกิมหยง ในหาดใหญ่ ดังนั้น สาวกคนอยากลิ้มลองของใหม่ต่างก็ต้องพากันพยายามเสาะแสวงหาให้ได้มาทุกวิถีทาง จนจึงเกิดการดราม่าเกาะกระแสของบรรดาพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์ กับการสั่งพรีออเดอร์จากมาเลเซียและมาโก่งราคาสูงลิ่ว 2-3 เท่าตัว ดังนั้น เพื่อไม่ให้ตกเป็นทาสของเจ้า ไมโลคิวบ์ Milo Cube นี้ ทาง เพจ ผู้บริโภค ได้รวบรวมสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับ Milo Cube มาให้คุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการซื้อมาทานเองหรือให้ลูกน้อยทาน ได้รับรู้ถึงข้อมูลกัน ดังนี้

ไมโลคิวบ์ Milo Cube กับ 12 ข้อน่ารู้

ไมโลคิวบ์ Milo Cube
1. Milo Cube ผลิตที่ ประเทศไนจีเรีย


ไมโลคิวบ์ Milo Cube
2. Milo Cube ใน 1 ห่อ มี 100 ก้อน ขนาด/ลูกบาศก์ 0.8cmx0.8cmx0.8cm หรือมีขนาดเทียบเท่าเหรียญ 5 บาท


ไมโลคิวบ์ Milo Cube3. Milo Cube น้ำหนัก/ก้อน = 2.75 g. น้ำหนัก/แพ็ค = 3 kg.

อ่านต่อ >> “ข้อน่ารู้ก่อนซื้อ เกี่ยวกับ ไมโลคิวบ์ Milo Cube” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

คาถาบูชาเทวดาประจำตัว

คาถาบูชาเทวดาประจำตัว ลูกน้อย พร้อมวิธีทำบุญ-กรวดน้ำ-ขอขมา เพื่อเป็นสิริมงคล

คาถาบูชาเทวดาประจำตัว …โดยปกติแล้วมนุษย์ส่วนใหญ่ที่เกิดมาจะมี เทวดาประจำตัว คอยคุ้มครอง ซึ่งท่านก็คือ ดวงวิญญาณของผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับลูกของเรา หรือตัวคุณพ่อคุณแม่เอง ซึ่งเทวดาประจำตัว นั้นท่านได้ช่วยเหลือ เกื้อกูลกันมาในอดีตชาติ แต่ในชาตินี้ เมื่อ เรามาเกิดเป็นคน ท่านเป็นเทวดา ท่านก็เลยเมตตามาดูแลคุ้มครองลูกน้อยหรือตัวคุณพ่อคุณแม่เองด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเทวดาประจำตัว นั้นจะอยู่คุ้มครองอย่างถาวร ตลอดชีวิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุญบารมีที่ลูกน้อย และตัวคุณพ่อคุณแม่เองทำในปัจจุบันด้วย (ต้องหมั่นอุทิศส่วนบุญกุศลให้ท่านด้วย)

คาถาบูชาเทวดาประจำตัว ลูกน้อย เพื่อเป็นสิริมงคล แคล้วคลาดปลอดภัย

คาถาบูชาเทวดาประจำตัว

การบูชาเทวดาก็เหมือนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ที่ต้องทำการ “ปฏิบัติบูชา” ด้วยการสร้างคุณงามความดีให้มากๆ ภายหลังการทำบุญใดๆ แล้วก็ต้องทำการเชื่อมบุญไปให้ท่านโดยเมื่อขณะที่กรวดน้ำให้ตั้งจิตอธิษฐานอุทิศบุญให้ท่านด้วยประโยคอุทิศบุญที่ว่า

“อิทัง สัพพะเทวานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา” …ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข

เมื่อทำการเชื่อมบุญให้เทวดาได้รับบุญนั้นไปแล้ว เทวดาก็จะมีความรู้จักกับผู้ที่ทำบุญอุทิศไปให้ เวลาที่ลูกน้อยของเราเกิดเรื่องราวเดือดร้อนในทางใดก็ตามท่านก็จะมาช่วยได้อย่างแน่นอน และถ้าอยากจะพิสูจน์ว่าจะพบกับประสบการณ์ของการอวยพรให้คุณของเทวดาเหล่านั้น พ่อแม่ต้องทำเหตุให้ถูกตรงกับผลด้วย

ซึ่งหมายถึง การพัฒนาจิตให้มีคุณธรรมเช่นเดียวกับเทวดา เช่น สอนให้ลูกมีศีลธรรม มีความประพฤติละอายชั่วกลัวบาป (หิริโอตตัปปะ) มีกายวาจาใจเป็นอุโบสถศีลอยู่เป็นปกติทุกขณะ มีสภาวะของจิตที่ดีใสสะอาด ผู้ที่ได้ประพฤติได้ถูกตรงตามนี้แล้ว การพบเห็นเทวดาประจำตัวหรือเทวดาในที่อื่นใด ย่อมเกิดขึ้นได้และเทวดาท่านก็จะอำนวยพรให้ประสบความสุขความสำเร็จได้เช่นกัน

คาถาบูชาเทวดาประจำตัว

รวมไปถึงการหมั่นบูชาเทวดาประจำวันเกิด เพราะในแต่ละคนก็จะมีเทวดาคอยคุ้มครองอยู่ ซึ่งเทวดาเหล่านี้จะคอยช่วยปกปักรักษาและดูแลดวงชะตาของลูกน้อยหรือตัวคุณพ่อคุณแม่เองให้อยู่อย่างเป็นปกติสุข โดย เทวดาประจำวันเกิดจะมีชื่อเรียกต่างกัน ตามวันเกิดของคน ได้แก่

เทวดาประจำวันเกิดสำหรับคนเกิดวันอาทิตย์ มีนามว่า ระวิเทพ (พระอาทิตย์)
เทวดาประจำวันเกิดสำหรับคนเกิดวันจันทร์ มีนามว่า จันทะเทพ (พระจันทร์)
เทวดาประจำวันเกิดสำหรับคนเกิดวันอังคาร มีนามว่า ภุมมเทพ (พระอังคาร)
เทวดาประจำวันเกิดสำหรับคนเกิดวันพุธ (กลางวัน) มีนามว่า วุธะเทพ (พระพุธ)
เทวดาประจำวันเกิดสำหรับคนเกิดวันพุธ (กลางคืน) มีนามว่า อะสุรินทะราหูเทพ (พระราหู)
เทวดาประจำวันเกิดสำหรับคนเกิดวันพฤหัส มีนามว่า คะรุเทพ (พระ พฤหัส ,พระครุ)
เทวดาประจำวันเกิดสำหรับคนเกิดวันศุกร์ มีนามว่า สุกกะเทพ (พระศุกร์)
เทวดาประจำวันเกิดสำหรับคนเกิดวันเสาร์ มีนามว่า สุระเทพ (พระเสาร์)

ทั้งนี้หากใครยังไม่เคยกราบไหว้เทวดาประจำวันเกิด ก็ขอให้น้อมจิตตั้งมั่น ระลึกถึง พระคุณของเทวดาผู้เป็นผู้คุ้มครองชีวิต ขอให้เชื่อในสิ่งที่ทำว่าเป็นการกระทำที่ดีแล้ว เอาจิตใจที่เป็นกุศลบริสุทธิ์เป็นที่ตั้ง และกล่าวสวดมนต์บูชาเทวดา โดยว่าดังนี้….

อ่านต่อ >> “บทสวดมนต์บูชาเทวดาให้ลูกน้อย” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

NANNY เอาใจคุณแม่ที่มีลูกเบบี๋ เชิญ คุณหมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง ‘นมแม่’

NANNY เอาใจคุณแม่ที่มีลูกเบบี๋

เชิญคุณหมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ สุดยอดคุณหมอผู้เชี่ยวชาญนมแม่ มาให้ความรู้คุณแม่ชาวขอนแก่นกันเต็มอิ่มในหัวข้อ “นมแม่ดีที่สุด”

NANNY

ในงาน Amarin Baby&Kids Fair @Central Plaza ขอนแก่น เมื่อวันเสาร์ที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา โดยคุณแม่ต่างก็อุ้มลูกน้อย จูงมือคุณพ่อมารับฟังความรู้เกี่ยวกับการให้นมแม่ การปั๊มนม การเก็บนมแม่กันอย่างล้นหลามNANNYNANNY

แถมยังพร้อมใจกันจะนำกลยุทธ์ดีๆ เพื่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ยาวนานที่สุดไปใช้กันอีกด้วย …งานนี้ ผลิตภัณฑ์แนนนี่ ร่วมสนับสนุน กิจกรรมดีๆ และขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้สำเร็จ นะคะNANNYNANNY

 

ลำไส้อุดตัน เพราะป้อนกล้วย

อุทาหรณ์! ลูกไม่โต เพราะ กล้วยอุดตันลำไส้ จนเน่า

คุณแม่น้องณกฤษ โพสต์เตือนใจ เพื่อเป็นอุทาหรณ์จากการป้อนกล้วยก่อนเวลาอันควร ทำให้ กล้วยอุดตันลำไส้ จนเน่า เกือบต้องผ่าท้อง

อุทาหรณ์! ลูกไม่โต เพราะ กล้วยอุดตันลำไส้ จนเน่า

โดยคุณแม่เล่าว่า “น้องณกฤษ 9 เดือนกว่าแล้วครับ มีแต่คนตกใจพอรู้ว่า 9 เดือน ใครเห็นก็ว่า 3-4 เดือน บ้างก็ถามว่าทำไมตัวเล็กจัง?? #ก็กล้วยไงคะต้นเหตุ คุณแม่จะเล่าประสบการณ์ให้ฟัง

กล้วยอุดตันลำไส้

เราแบบธรรมชาติน้ำหนักแรกเกิด 3040 กรัม คลอดได้ประมาณเดือนกว่า เราอยู่บ้านแฟน เราวัยรุ่น แฟนวัยรุ่นต่างเลี้ยงไม่ค่อยเป็น แต่ศึกษาตามเพจแม่และเด็กบ้าง โปรแกรมต่างๆ บ้าง ก็พอรู้ว่าไม่ควรให้ทานอะไรนอกจากนมจน 6 เดือน แต่เรื่องของเรื่อง

เราเลี้ยงคนเดียวตลอด 24 ชม. แม่แฟนจะคอยดูห่างๆ เพราะอยากให้เราหัดไว้ เราจะห่างกับลูกตอน #เข้าห้องน้ำ #กินข้าว 2 อย่าง ใช้เวลาพอสมควร ทำแบบนี้จนลูก 2 เดือน ลูกเริ่มผิดปกติ คือ
– ร้องตลอดเวลา มหาหิงค์ไม่ช่วยอะไรเลย เบบี้ดอลไม่ช่วยเลย
– กินนมก็อ้วกออกหมด จนน้ำหนักลดมาก
– ไม่ถ่ายเลย ใช้สวนตลอด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ไปหาหมอเอ็กซเรย์ดูลำไส้ปกติดี จนปล่อยมา 4 เดือนก็เหมือนเดิน ตัวร้อนทุกวันเลยค่ะ สวนให้ถ่ายทุก 3-4 วัน จนพ่อแฟนทนไม่ไหวพาไปหมอเด็กราชบุรีกะทันหัน

นอนโรงพยาบาลไม่ให้นอนห้องพิเศษเลย เพราะหมอบอกหาต้นเหตุด่วน เด็กอาการแย่มาก คือตัวเล็กมากค่ะ 2 วันจากการนอนโรงพยาบาลถึงรู้ เพราะหมอสวนกล้องเข้าไปจะดูว่าลำไส้ผิดปกติไหมแต่เจอ #กล้วยที่ตันจนเน่าค่ะ

กล้วยอุดตันลำไส้จนเน่า

แม่และหมอตกใจมากๆๆๆๆ ที่มันตันมานานเกือบ 5 เดือน ถามว่าเรารู้ไหม?? ไม่รู้ค่ะ รีบโทรถามแม่สามีถึงรู้ว่า เวลาเราเข้าห้องน้ำ รึอาบน้ำ เวลานั้นเขาจะแอบป้อนกล้วยลูกเรา แอบให้กินตั้งแต่เดือนกว่าๆ #กล้วยที่ตันเกือบโดนผ่าออกแล้วไหมล่ะ และทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติ คือ
1. ลำไส้อักเสบมากเกือบเน่า ให้ยาฆ่าเชื้อเป็นเดือนๆ
2. ตันจนไปกดทับกระเพราะปัสสาวะ ทำให้ติดเชื้ออวัยวะเพศตัน ต้องใช่มีดกรีดปลาย
#ตอนนี้กินน้ำมันตับปลาบำรุงค่ะ หมอเขียนใบนัดว่าผู้ป่วยพิการ เรานี้ตกใจเลย
ตอนนี้หายดีแล้วค่ะ”

ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอขอบคุณคุณแม่น้องณกฤษมากๆ ค่ะที่แบ่งปันประสบการณ์ เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจแก่คุณแม่ท่านอื่นๆ ในครั้งนี้

หลายคนอาจคิดว่า การป้อนกล้วยเด็กทารกอายุก่อน 6 เดือน เป็นเรื่องปกติที่ทำกันมาแต่โบราณไม่เห็นเป็นไร ไม่เห็นมีใครตาย แต่จริงๆ แล้วอาจมีการเสียชีวิตแต่ในสมัยก่อนไม่ได้มีการเก็บสถิติบันทึกข้อมูลไว้เหมือนในปัจจุบัน และด้วยความรวดเร็วของโลกโซเชียลจึงทำให้เราเห็นกรณีตัวอย่างจากการป้อนกล้วยทารกอยู่บ่อยครั้ง มีหลายเคสที่ต้องผ่าตัดเพราะ กล้วยอุดตันลำไส้ และบางเคสก็เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตเลยทีเดียวค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ แพทย์เตือน ป้อนกล้วยบดทารกแรกเกิด เสี่ยงปัญหาลำไส้อุดตัน คลิกหน้า 2

ฟลูออไรด์สาหรับเด็ก กับการใช้ยาสีฟันที่ถูกต้องในเด็ก โดยสมาคมทันตแพทย์ ปี 2560

ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ …ฟันของเหล่าลูกน้อย จะแข็งแรงได้นั้น “ฟลูออไรด์” ต้องเพียงพอ เพราะ ฟลูออไรด์ เป็นสารช่วยป้องกัน และลดการผุของฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อฟัน คือ เมื่อฟันขึ้นแล้ว สารฟลูออไรด์จะช่วยลดการสร้างกรดจากจุลินทร์ทรีย์ และยังสามารถช่วยทำให้การผุชะลอตัว ไม่ผุเพิ่มขึ้นในฟันที่ผุเริ่มแรกได้

ฟลูออไรด์คืออะไร

ฟลูออไรด์เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่ใช้ป้องกันโรคฟันผุ สามารถใช้ได้ 2 วิธี คือ

  1. ฟลูออไรด์ที่ใช้ในระบบทั่วร่างกาย คือ การเติมฟลูออไรด์ลงในน้ำหรืออาหารเพื่อให้เด็กรับประทาน เพื่อมุ่งหวังผลให้ฟลูออไรด์เข้าไปอยู่ในฟันในขณะที่ฟันกำลังมีการเจริญเติบโต ซึ่งสามารถทำได้โดยการเติมฟลูออไรด์ลงในน้ำดื่ม ในนม เสริมในรูปของยาฟลูออไรด์ ในอาหาร เช่น ใบชา อาหารทะเล (ปลาแห้ง กุ้งแห้ง) เนื้อสัตว์ ผัก ในน้ำบาดาล ในอากาศ เป็นต้น
  2. ฟลูออไรด์เฉพาะที่ คือ การใช้ฟลูออไรด์สัมผัสกับฟันโดยตรง ซึ่งสามารถทำได้โดยการแปรงฟันด้วยยาสีฟันฟลูออไรด์ การใช้ยาบ้วนปากฟลูออไรด์ การเคลือบฟลูออไรด์โดยทันตแพทย์ การขัดฟันด้วยสารฟลูออไรด์ การที่ยาฟลูออไรด์สัมผัสกับฟันก่อน

แนวทางการใช้ ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ สำหรับเด็ก 2560

ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ

การใช้ ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ เป็นวิธีที่ยอมรับกันทั่วไปว่าสามารถป้องกันฟันผุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในการป้องกันฟันผุของฟลูออไรด์ เป็นผลเฉพาะที่บนผิวฟันและบริเวณรอบ ๆ ตัวฟัน มากกว่าผลจากทางระบบกลไกหลักที่สำคัญของฟลูออไรด์ในการป้องกันฟันผุคือ การส่งเสริมการสะสมของแร่ธาตุผิวฟัน และทาให้เกิดการยับยั้งการละลายตัวของแร่ธาตุที่ผิวฟัน เมื่อมีฟลูออไรด์ความเข้มข้นสูงกว่า 100 ส่วนในล้านส่วน จะสร้างแคลเซียมฟลูออไรด์ สะสมอยู่ในคราบจุลินทรีย์ และรูพรุนของผิวเคลือบฟัน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของฟลูออไรด์ แคลเซียมฟลูออไรด์สามารถแตกตัวเกิดเป็นฟลูออไรด์อิสระ กระตุ้นให้เกิดการสะสมของแร่ธาตุและยับยั้งการละลายตัวของแร่ธาตุที่ผิวฟัน

การใช้ฟลูออไรด์มีหลายรูปแบบแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้

  1. ฟลูออไรด์สาหรับใช้ที่บ้าน (Home-use fluoride) แบ่งเป็น

– ฟลูออไรด์ชนิดที่ซื้อใช้ได้เอง ได้แก่ ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ (Fluoride toothpaste) ยาอมบ้วนปากผสมฟลูออไรด์ (Fluoride mouthrinse)
– ฟลูออไรด์ชนิดที่ทันตแพทย์สั่งจ่ายให้ ได้แก่ ฟลูออไรด์เจลสาหรับใช้ที่บ้าน (Home fluoride gel) ฟลูออไรด์เสริมชนิดรับประทาน (Fluoride supplement)

  1. ฟลูออไรด์ที่ใช้โดยทันตแพทย์หรือทันตบุคลากร (Professional applied fluoride) ได้แก่ ฟลูออไรด์เจล (Professional fluoride gel) ฟลูออไรด์วาร์นิช (Fluoride varnish) ซิลเวอร์ไดอะมีนฟลูออไรด์ (Silver diamine fluoride)
  2. ฟลูออไรด์สาหรับใช้ในชุมชน (Community-use fluoride) ได้แก่ น้าดื่มผสมฟลูออไรด์ (Fluoridated water) นมผสมฟลูออไรด์ (Fluoridated milk)

ข้อควรระวัง หรืออันตรายจากการใช้ฟลูออไรด์ 

ฟลูออไรด์ มีคุณสมบัติคล้ายสารอาหารอื่นๆ ถ้าได้รับในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ ของร่างกายก็จะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าได้รับมากเกินไป ก็จะเกิดโทษต่อร่างกาย โทษของฟลูออไรด์ต่อร่างกาย พบได้ 2 ลักษณะคือ

  1. การเป็นพิษแบบเฉียบพลันเกิดจากการได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณสูงมาก ในครั้งเดียว มีอาการตั้งแต่คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียหากได้รับปริมาณสูงมากๆ จะมีผลต่อระบบหัวใจ หรือเสียชีวิตได้
  2. การเป็นพิษแบบเรื้อรังเกิดจากการได้รับฟลูออไรด์ในขนาดที่สูงกว่า ระดับที่เหมาะสม คือ 2-10 มิลลิกรัมต่อวัน อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี จะเกิดผลข้างเคียงต่อฟัน คือ ฟันมีสีขาวขุ่น จนถึงขั้นฟันตกกระ และมีผลต่อกระดูกด้วย แต่สำหรับนมฟลูออไรด์ จะมีขนาดฟลูออไรด์ที่เหมาะสม มีการควบคุมคุณภาพ และปริมาณฟลูออไรด์ จึงมีความปลอดภัยเพียงพอ ที่จะใช้ดื่มเป็นประจำ เพื่อป้องกันฟันผุ อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยในที่นี้ Amarin Baby & Kids จะขอหยิบยก นำเรื่อง ฟลูออไรด์สาหรับใช้ที่บ้าน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัว เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลเรื่องฟันของลูกน้อยได้อย่างใกล้ชิด >> อ่าน แนวทางการใช้ ฟลูออไรด์สำหรับเด็ก 2560 แบบเต็มๆ ไฟล์ PDF คลิกที่นี่!!

อ่านต่อ >> “ฟลูออไรด์สำหรับใช้ที่บ้านเพื่อลูกน้อยโดยเฉพาะ” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

Tags