ลักษณะของ เด็กอัจฉริยะ

30 ลักษณะของ เด็กอัจฉริยะ ที่พ่อแม่สังเกตได้

ลักษณะของ เด็กอัจฉริยะ หมายถึง เด็กที่มีความสามารถทางปัญญาสูงกว่าเด็กทั่วไป และความถนัดเฉพาะทางอยู่ระดับสูงกว่าเด็กอื่นในวัยเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีสมรรถนะในการคิด ประดิษฐ์ สรรค์สร้างสิ่งใหม่ๆให้แก่โลกมนุษย์

 

ซึ่งหากพ่อแม่สงสัยว่าลูกเป็นเด็กอัจฉริยะหรือไม่ สามารถสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ของลูกน้อยได้ก็ต่อเมื่อลูกโตแล้ว หรือก่อนเข้าเรียน ยกเว้นแต่ว่าลูกแสดงออกถึงแววอัจฉริยะ ให้คุณพ่อคุณแม่เห็นตั้งแต่เล็กๆ เช่น สามารถบอกโน๊ตเปียโนได้ทันที ที่คุณคีย์เล่นเปียโนให้เขาฟังแล้ว ส่วนใหญ่จะยากที่จะบอกได้ว่า เด็กเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์พิเศษ หรือเป็นอัจฉริยะหรือไม่ ก่อนอายุ 2 ขวบ

และพบว่ามีถึง 3-5 % ของคนที่มีพรสวรรค์พิเศษอาจไม่ได้แสดงออกถึงความสามารถพิเศษของเขาจนกว่าจะเริ่มเป็นผู้ใหญ่ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ด้วยความตื่นเต้นที่เป็นพ่อแม่ ก็มีหลายคนอยากรู้ว่า ลูกจะเป็นเด็กอัจฉริยะ หรือเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์พิเศษหรือไม่ หรือแม้แต่เก่งกว่าเด็กคนอื่นๆ ก็ยังดี ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงได้รวบรวมพฤติกรรมและลักษณะของเด็กที่มีแววฉลาดและอาจเป็นอัจฉริยะได้ มาให้คุณพ่อคุณแม่คอยสังเกตจับตาดู พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกเป็นอัจฉริยะได้อย่างสมใจ มาฝากค่ะ

รวม 30 ลักษณะของ เด็กอัจฉริยะ ที่พ่อแม่สังเกตได้

ลักษณะของ เด็กอัจฉริยะ

เด็กอัจฉริยะ หรือ เด็กปัญญาเลิศ คืออะไร? 

เด็กอัจฉริยะ หรือ เด็กปัญญาเลิศ (Gifted child) คือ เด็กที่มีระดับสติปัญญาสูงมาก (I.Q. อาจสูงถึง 130-140) เด็กกลุ่มนี้ก็จะดู คล้ายเด็กสมาธิสั้น เนื่องจากความที่เขาฉลาดมาก จึงมักมีความอยากรู้อยากเห็น มีพลังงานในตัวเองมาก นอกจากนี้เขาจะมีสมาธิดีมากใน เรื่องซึ่งตนเองสนใจ แต่ถ้าเรื่องไหนไม่อยู่ในความสนใจ ก็อาจไม่สนใจเลย จึงดูคล้ายเด็กสมาธิสั้นได้ แต่เรื่องไหนที่สนใจ เขาก็จะพยายามค้นคว้าจนมีความรู้เกินวัย

♥ บทความแนะนำคุณแม่แวะอ่าน : เด็กสมาธิสั้นก็ใกล้ “อัจฉริยะ” ได้นะ

ผู้เชี่ยวชาญบางท่านกำหนดเกณฑ์ของเด็กปัญญาเลิศ คือระดับสติปัญญาหรือไอคิว เกิน 130 หรือบางคนระดับความสามารถในการเรียน สูงกว่า 2 ชั้นปี เช่น เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แต่ความสามารถในการเรียนเทียบเท่ากับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

ซึ่งเด็กปัญญาเลิศจะเฉลียวฉลาดกว่าเด็กวัยเดียวกัน ต้องการการปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู และการสอน เพื่อศักยภาพสูงสุดของเด็ก คุณพ่อคุณแม่ และคุณครูที่ดูแลเด็กปัญญาเลิศมักบอกตรงกันอย่างหนึ่งว่า ”เหนื่อย” นาทีแรกเด็กปัญญาเลิศอาจพูดจาเกินวัย แบบผู้ใหญ่ แต่อีกนาทีต่อไปอาจหงุดหงิด อาละวาดเพราะไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ

จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ

จากการศึกษาวิจัยในรัฐ มินิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ ปี ค.ศ. 1994 -1995 โดยศึกษาเด็กปัญญาเลิศ หรือเด็กอัจฉริยะ 241 คน อายุตั้งแต่ 2-12 ปีระดับสติปัญญาตั้งแต่ 160-237  พบว่า

  • ร้อยละ82 ของพ่อแม่ต้องการการช่วยเหลือในเรื่องการตัดสินใจเกี่ยวกับการศึกษาของลูก
  • ร้อยละ50 ของพ่อแม่บอกว่าลูกนอนน้อยกว่าเด็กอื่นๆ ในเรื่องของพัฒนาการ
  • ร้อยละ94 ของเด็กมีสมาธิต่อเนื่องนานกว่าเด็กวัยเดียวกัน
  • ร้อยละ91 มีพัฒนาการทางภาษาเร็ว
  • ร้อยละ60 มีพัฒนาการทางกล้ามเนื้อเร็ว
  • เด็กปัญญาเลิศเริ่มพูดคำแรกอายุเฉลี่ยเพียง9 เดือน เริ่มอ่านหนังสือง่ายๆ ได้อายุ 4 ปี
  • ร้อยละ52 ไวต่อความรู้สึกเจ็บปวด

ที่นี้ลองมาดูกันค่ะว่าลูกของคุณพ่อคุณแม่ที่บ้าน มีลักษณะเข้าข่ายเด็กปัญญาเลิศ หรือเด็กอัจฉริยะหรือไม่ โดยจะมีลักษณะดังต่อไปนี้

อ่านต่อ >> 30 ลักษณะของเด็กอัจฉริยะ ที่พ่อแม่สังเกตได้” คลิกหน้า 2

อ่านต่อบทคความอื่นน่าสนใจ คลิก!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สมุนไพรไทย บำรุงครรภ์ และบำรุงน้ำนม ตัวไหนที่คุณแม่ทานได้!

สมุนไพรไทย บำรุงครรภ์ …ปัจจุบันมีการนำสมุนไพรมาสกัดและแปรรูปเพื่อให้กินได้ง่ายขึ้น ซึ่งสมุนไพรหลายชนิดกินแล้วดีได้ประโยชน์ในช่วงตั้งครรภ์ก็มี เพราะสรรพคุณทางยาสามารถบำรุงครรภ์ และบำรุงน้ำนมสำคัญคุณแม่ที่ให้นมลูก ทั้งยังมีประโยชน์อื่น ๆ ที่ดีต่อสุขภาพในแบบธรรมชาติอีกด้วย

ฉะนั้น เพื่อเป็นข้อมูลให้คุณแม่ได้ศึกษาเข้าใจถึงรูปแบบ และวิธีการใช้ มาดูข้อมูลเรื่องสมุนไพรในแต่ละชนิดต่อไปนี้กันค่ะ ว่าตัวไหนทานได้หรือไม่อย่างไร เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อย

ข้อมูลแนะนำ สมุนไพรไทย บำรุงครรภ์ และบำรุงน้ำนม ตัวไหนที่คุณแม่ทานได้

สมุนไพรไทย บำรุงครรภ์

สมุนไพร (Herb) และ สมุนไพรไทย (Thai Herb) คือ พืช ผัก และผลไม้ที่ถูกนำมาใช้เป็นยาและสิ่งบำรุงร่างกายมานานนับพันปี โดยที่สมุนไพรเหล่านี้มีทั้งแบบนำผล ใบ ราก เปลือก ยาง เนื้อไม้ เถา หัวและดอก หรือทั้งต้นมาใช้งาน ประโยชน์และสรรพคุณของสมุนไพรไทยเหล่านี้มีทั้งการนำมารับประทานสด การนำมาต้มรับประทานแบบยาแผนโบราณ บางชนิดก็ใช้ทาหรือพอกเพื่อรักษาโรค เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้นนอกจากสมุนไพรจะมีข้อดีแล้ว แต่ข้อเสียก็มีอยู่เช่นเดียวกันซึ่งคุณแม่ท้องและคุณแม่ให้นม ควรพิจารณาข้อมูลและข้อต้องห้าม ดังนี้

 

สมุนไพรต้องห้ามสำหรับแม่ท้อง

สมุนไพรต้องห้ามส่วนใหญ่ของแม่ตั้งครรภ์จะออกฤทธิ์ให้มดลูกบีบตัวอย่างร้ายแรง คือ ทำให้แท้ง แต่ถ้าตกเลือดแต่ไม่แท้งอาจจะทำให้เด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะส่งผลกับสมองของเด็กหรือทำให้ร่างกายไม่สมบูรณ์ ควรดูให้แน่ว่าแพทย์แผนไทยคนนั้นมีใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ จากกระทรวงสาธารณสุขหรือเปล่า ทางที่ดีอย่าเสี่ยงรับยาไทย ยาหม้อ ยาต้ม ที่ไม่ทราบว่าตัวยานั้นคืออะไร

  1. ยาสตรีทุกประเภท ตัวยาจะมีฤทธิ์บีบมดลูก และเป็นยาขับเลือด ซึ่งยาประเภทนี้เหมาะกับผู้หญิงที่ ประจำเดือนมาไม่ปกติ และเลือดลมไม่ค่อยดี เหมาะกับผู้หญิงหลังคลอด
  2. อาหารและของที่มีรสจัด เช่น พริก พริกไทย ไพล และเครื่องแกง ต่างๆ จะมีฤทธิ์บีบมดลูก และทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน
  3. ตังกุย ยาจีน ช่วยบำรุงและกระตุ้นฮอร์โมนเพศหญิงเหมาะกับคนวัยทองมากกว่าแม่ท้อง
  4. สมุนไพรที่กระตุ้นการทำงานของลำไส้ ท้องไส้ปั่นป่วนอย่างรุนแรงส่งผลกับเด็กในท้อง
  5. หนุมานประสานกาย ช่วยขยายหลอดลม แพ้อากาศ ออกฤทธิ์ให้ หัวใจเต้นแรง คนที่เป็นโรคหัวใจก็ไม่ควรกิน
  6. กวาวเครือ กินเพื่อให้มีน้ำมีนวลขึ้น ในปริมาณแค่เม็ด ถั่ว หรืออาจจะมาในรูปของครีมทาผิว
  7. ห้ามทานยาดองเหล้า เพราะอันตรายจากแอลกอฮอล์ที่ผสมอยู่ในยาดอง ถ้ากินบ่อยๆก็ติดเหมือนคนติดเหล้า ทำให้เสียสุขภาพทั้งคุณแม่และลูก

สมุนไพรไทย บำรุงครรภ์

สมุนไพรสำหรับแม่ให้นม

มีสมุนไพรหลายตัวที่มีส่วนช่วยบำรุงน้ำนมแม่ และกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากให้แม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะถึงแม้จะให้ลูกดูดกระตุ้นนมแม่ทุก 1-2 ชั่วโมง แต่บางครั้งกระบวนการผลิตน้ำนมแม่ก็ยังผลิตนมออกมาได้น้อย ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างมากที่แม่ควรหาอาหารสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยให้การบำรุงน้ำนมแม่ให้ผลิตออกมาได้ทั้งคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอสำหรับให้ลูกได้กินค่ะ

  • แต่การทานอาหารสมุนไพรถึงแม้จะปลอดภัยต่อสุขภาพร่างกายของแม่ ก็ยังต้องให้ความใส่ใจและระมัดวังอยู่บ้างในการนำมาบริโภค ซึ่งสิ่งที่คุณแม่ควรตระหนักถึง คือ
  • สมุนไพรและอาหารเสริมบางชนิดขาดการประเมิน อย่างละเอียดจากองค์การอาหารและยา
  • สมุนไพรบางชนิดอยู่ในรูปสารสกัดซึ่งไม่ทราบส่วน ประกอบที่ชัดเจน
  • การใช้สมุนไพรโดยไม่ทราบแหล่งที่มาอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะได้รับสารปนเปื้อนที่อาจเป็นพิษ
  • ยังไม่มีขนาดการใช้ที่เป็นมาตรฐาน
  • ไม่ควรทานสมุนไพรอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งการบริโภคที่ถูกต้องควรทานสลับกันอย่างสมดุล

และเพื่อความปลอดภัยทาง Amarin Baby & Kids  จึงได้นำข้อมูลเพื่อคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร กับการเลือกรับประทานสมุนไพร จากเพจ สมุนไพรอภัยภูเบศร มาฝากค่ะ จะมีสมุนไพรตัวไหนบ้างที่ทานได้หรือทานไม่ได้ ไปดูกันเลยค่ะ

อ่านต่อ >> รวมรายชื่อสมุนไพร ใช้ได้ปลอดภัย กับแม่ท้องและแม่ให้นม” คลิกหน้า 2

อ่านต่อบทความแนะนำที่เกี่ยวข้อง!!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

กระเจี๊ยบเขียว คนท้อง

กระเจี๊ยบเขียว คนท้อง อาหารสมุนไพรดีต่อสุขภาพ

ช่วงเวลาที่สุขที่สุดอีกช่วงหนึ่งในชีวิตผู้หญิงคือการได้อุ้มท้อง การได้เป็นแม่ของลูก และส่วนใหญ่เมื่อรู้ตัวว่าท้องก็มักจะให้ความสำคัญกับสุขภาพร่างกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำถามจากแฟนๆ ของเว็บไซต์ถามกันเข้ามาว่า กระเจี๊ยบเขียว คนท้อง กินแล้วได้ประโยชน์อะไรกับสุขภาพร่างกายบ้าง?

 

กระเจี๊ยบเขียว  คนท้อง อาหารสมุนไพรดีต่อสุขภาพ

กระเจี๊ยบเขียว คนท้อง กินแล้วได้ประโยชน์อะไร? และก่อนที่เราจะไปหาคำตอบให้คุณแม่ท้อง ก่อนอื่นขอถามว่าบ้านไหนปลูกกระเจี๊ยบเขียวไว้เป็นผักสวนครัวรั้วกินได้บ้างคะ ถ้ามีล่ะก็ขอบอกว่านั่นคืออาหารสมุนไพรชั้นเยี่ยมเลยค่ะ

บ้านที่ต่างจังหวัดผู้เขียนก็ปลูกต้นกระเจี๊ยบเขียวไว้ที่สวนครัวหลังบ้าน และก็จำได้ว่าตอนที่พี่สาวท้อง คุณแม่ชอบไปเก็บกระเจี๊ยบเขียวมาแกงส้ม ใส่แกงเลียง หรือไม่ก็ต้มจิบกินกับน้ำพริกปลาทู ที่ขอบอกว่าช่วยให้พี่สาวที่กำลังท้องได้เจริญอาหารมากด้วยค่ะ  คุณแม่บอกว่ากระเจี๊ยบเขียวคนท้องกินแล้วดีกับร่างกาย เพราะเป็นยาธรรมชาติ ช่วยให้ระบบขับถ่ายดี ท้องไม่ผูก

และมาถึงตอนนี้เพิ่งรู้ว่ากระเจี๊ยบเขียวไม่ได้มีดีแค่ใยอาหารสูงเท่านั้น แต่ยังอุดมด้วยแคลเซียม ธาตุเหล็ก ฯลฯ รวมทั้งยังมีโฟเลตสูงมากด้วย ก็อย่างที่รู้กันว่าโฟเลตนั้นสำคัญกับร่างกายของคนท้องมาก ที่จริงใครเตรียมตัวจะมีลูก ควรกินโฟเลตเตรียมไว้ก่อนเลย ซึ่งนอกจากจะได้จากวิตามินชนิดเม็ด ก็ยังได้จากการทานพืชผักใบเขียวต่างๆ รวมถึงกระเจี๊ยบเขียวด้วยที่ก็มีโฟเลตสูง

อ่านต่อ กระเจี๊ยบเขียว ประโยชน์ที่แม่ท้องควรกิน หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

จุดบอบบาง

ระวัง! 4 จุดบอบบางของเบบี๋ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ

โดยปกติเราต้องระวังทารกทุกกระเบียดนิ้วอยู่แล้ว แต่มีอยู่ 4 จุดนี้ ที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นกว่าจุดอื่นๆ คือ 4 จุดบอบบาง ได้แก่ ไขมันบนหนังศีรษะ เล็บมือ สายสะดือ อวัยวะเพศ แม่น้องเล็กมีเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับการดูแล 4 นี้ของลูกน้อยมาฝากคุณพ่อ คุณแม่ค่ะ

Continue reading “ระวัง! 4 จุดบอบบางของเบบี๋ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ”

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 พระราชทานพระรูป “พระองค์ที” ในพระอิริยาบถต่างๆ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2560

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระรูปพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2560

 

เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา ทางเว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ ได้รายงานว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานพระรูปพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ในพระอิริยาบถต่างๆ เพื่อให้ส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน นำไปเผยแพร่ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2560 ที่ทรงเจริญพระชันษา 12 ปี เพื่อแสดงความจงรักภักดี และเพื่อความเป็นสิริมงคลสืบไป

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 พระราชทานพระรูป พระองค์ที

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 พระราชทานพระรูป พระองค์ที

♥ ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดพระรูปได้ที่เว็บไซต์ กรมประชาสัมพันธ์ >> www.prd.go.th

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 พระราชทานพระรูป พระองค์ที

โดย สำหรับพระรูปพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ มีมาให้ดู ณ ที่นี้ จำนวน 5 พระรูป ได้แก่

>> ชมพระรูปพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทั้ง 5 พระรูป คลิกหน้า 2

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก!

เช็กลิสต์และเตรียมของใช้ลูก ก่อนไปโรงเรียนอนุบาลวันแรก!

การ เตรียมของใช้ อนุบาล ให้ลูกก่อนไปโรงเรียน …เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นทั้งคุณแม่มือใหม่และคุณลูกที่จะต้องไปโรงเรียนครั้งแรก ซึ่งสำหรับคุณแม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้มาก่อนก็คงจะงงๆ หรือจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าจะเริ่มเตรียมอะไรให้ลูก อย่างไรดี?

เตรียมของใช้ อนุบาล และเช็กลิสต์ ให้ลูกก่อนไปโรงเรียนวันแรก

เพราะเมื่อลูกน้อยมีอายุได้ ประมาณ 3-4 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ ก็ต้องวางแผน เตรียมของใช้ อนุบาล เตรียมพร้อมสำหรับ การจัดหา โรงเรียนให้ลูกน้อย ได้ศึกษาเล่าเรียน ซึ่งช่วงการเตรียมความพร้อมในไปโรงเรียน มักเริ่มประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนเริ่มเรียน ซึ่งก็จะมีช่วงเวลาตลอดฤดูร้อน ที่ใช้ในการวางแผนเตรียมตัวล่วงหน้า ทั้งทักษะการเรียน การเข้าสังคม รวมไปถึงการหาอุปกรณ์ให้พร้อม พักผ่อนอย่างเพียงพอ และทัศนคติที่ดี เพื่อส่งเสริมให้วันแรกของการเปิดเรียน ราบรื่นมากที่สุดสำหรับคุณพ่อคุณแม่ลูกน้อยเอง

ซึ่งก่อนอื่นอยากให้คุณพ่อคุณแม่ได้อ่านถึง ความหมายของ “สภาพของเด็กใหม่ที่ควรเข้าใจ” ซึ่งข้อมูลนี้เป็นสิ่งที่ทางโรงเรียนอยากบอกให้คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองได้ทราบกันว่า

เตรียมของใช้ อนุบาล

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องได้เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ให้ลูกแล้วก่อนจะเข้ามาเจอกับสังคมใหม่ในโรงเรียน

♥ บทความแนะนำคุณแม่ควรอ่าน!!!

2 สัปดาห์ ก่อนเปิดเทอม

กรณีเป็นน้องใหม่วัยเตรียมอนุบาล หรือวัยอนุบาล ควรเริ่มต้นด้วย

1. เตรียมร่างกายลูกให้แข็งแรงมีสุขภาพดี เพราะนั้นเท่ากับมีเครื่องมือในการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ นั่นหมายถึง อวัยวะรับสัมผัสทุกส่วนใช้ได้ดี ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างประสบการณ์เรียนรู้ตั้งแต่อยู่ที่บ้าน โดยหาของเล่นที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก ใหญ่ ได้แก่ ปั้นแป้ง ร้อยลูกปัด ระบายสี ละเลงสีด้วยมือ หรือประยุกต์ของใช้ในบ้านเป็นของเล่น เช่น ใช้ช้อนตักมักกะโรนีใส่ถ้วย เล่นทราย เทน้ำกรอกน้ำใส่ขวด เป็นต้น แค่นี้มือไม้ก็พร้อมที่จะหยิบจับสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่กลัวเปื้อนเปรอะ

2. ให้ลูกได้เล่นกับเด็กวัยเดียวกัน หรือวัยใกล้เคียง โดยพ่อแม่อาจเตรียมขนม ของเล่นให้ลูกไปแบ่งปันเด็กคนอื่น โดยพาไปบ้านญาติบ้านเพื่อนที่มีเด็ก หรือ เล่นกับเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง เด็กจะได้เรียนรู้วิธีการผูกมิตร รู้จักเล่นกับผู้อื่น รู้จักเอื้อเฟื้อ รอคอย รวมทั้งรู้จักแยกตนเองจากพ่อแม่แค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ

3. สร้างทัศนคติที่ดีต่อการไปโรงเรียน อาจหานิทานที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการไปโรงเรียน การเล่นและทำกิจกรรมกับเพื่อน มาเล่าให้เด็กฟัง หรือชวนลูกไปดูบรรยากาศในโรงเรียนอนุบาลจริงๆ ว่าเด็กๆ ได้ทำกิจกรรม ได้เล่นสนุกกับเพื่อนอย่างไร ถ้าเลือกโรงเรียนได้แล้วควรพาลูกไปคุ้นเคยกับโรงเรียนใหม่ ได้พบปะ พูดคุยกับครู เดินดูสนามเด็กเล่น ดูบรรยากาศรอบๆ โรงเรียนเมื่อถึงวันเปิดเทอม จะได้ไม่ประหม่า

อ่านต่อ >> “การเตรียมตัวลูกวัยอนุบาลก่อนเกิดเทอม 2 สัปดาห์” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เลี้ยงลูกยุคไอที

การเลี้ยงลูกในโลกยุคไอที ให้ได้ประโยชน์สูงสุด

IT ย่อมาจาก Information and Technology ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในศตวรรษที่ 21 ถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์มาก แต่ก็มีโทษมากเช่นเดียวกัน เด็กยุคใหม่จึงต้องมีทักษะทางด้านไอที เพื่อเอาตัวรอด และเพื่ออนาคตที่ดี แม่น้องเล็กมีคำแนะนำในการ เลี้ยงลูกยุคไอที ให้ได้ประโยชน์มาฝากค่ะ

Continue reading “การเลี้ยงลูกในโลกยุคไอที ให้ได้ประโยชน์สูงสุด”

นมแม่ไม่พอ

น้ำนมน้อย นมแม่ไม่พอ ? และเคล็ดลับขับน้ำนมด้วยวิธีธรรมชาติ

น้ำนมน้อย นมแม่ไม่พอ สาเหตุความเครียดอันดับต้น ๆ ของคุณแม่มือใหม่ เพราะความเข้าใจผิดคิดว่า ตัวเองมีน้ำนมไม่พอ เมื่อลูกดูดแล้วนมจึงไหลน้อยไม่สม่ำเสมอ ทำให้ลูกส่งเสียงร้องตลอดเวลา จนบางครั้งต้องหานมผงมาชงเสริม เพราะกลัวลูกไม่อิ่ม แท้ที่จริงแล้วความเข้าใจนี้ถูกต้องหรือไม่ เรามีข้อมูลเพื่อไขข้อข้องใจมานำเสนอค่ะ

นมแม่เกิดขึ้นได้อย่างไร 

พญ.ยุพยง แห่งเชาวนิช คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่ แห่งมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ได้อธิบายเกี่ยวกับกระบวนการและกลไกการสร้างน้ำนมไว้ว่า เมื่อตั้งครรภ์เต้านมจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปร่าง ขนาด และระบบต่อมต่าง ๆ ภายในเต้านม เพื่อเตรียมพร้อมในการผลิตน้ำนม โดยช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก จะเริ่มมีการสร้างฮอร์โมนต่าง ๆ เพื่อเตรียมผลิตน้ำนม ท่อนมจะงอกและแตกแขนงออก และกลายเป็นต่อมน้ำนมที่มารวมตัวกันอยู่บริเวณเต้านม ในช่วง 4-6 เดือนจะเริ่มมีการกระตุ้นให้เกิดการสร้างน้ำนมขึ้น จนถึงช่วงตั้งครรภ์ระยะสุดท้ายประมาณ 7-8 เดือน เต้านมจะมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนัก 400-600 กรัม เพื่อรองรับน้ำนม แต่ด้วยกลไกตามธรรมชาติ น้ำนมที่ถูกสร้างจะถูกฮอร์โมนกดไว้ไม่ให้ไหลออกมาจนกว่าจะคลอด

หลังจากคลอด การผลิตน้ำนมจะไม่ได้เกิดจากการควบคุมจากฮอร์โมนอีกต่อไป คุณแม่ต้องหมั่นกระตุ้นให้ต่อมน้ำนมทำงานอย่างสม่ำเสมอด้วยตนเอง เพื่อให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการดูดของลูก การบีบ หรือการปั๊มนม โดยในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอด คุณแม่อาจจะรู้สึกคัดตึงเต้านมเนื่องจากต่อมน้ำนมเริ่มผลิตน้ำนม และมีเลือดไหลเวียนเข้ามาในเต้านมเพิ่มขึ้น หากไม่ได้รับการกระตุ้นก็จะทำให้กลไกการผลิตน้ำนมไม่สมบูรณ์ การผลิตน้ำนมของคุณแม่ก็จะช้าลงและผลิตน้ำนมได้น้อยลงตามลำดับ

อกเล็กนมน้อย จริงหรือไม่

ปริมาณการกักเก็บน้ำนมกับขนาดเต้านมของคุณแม่แต่ละคนแตกต่างกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า คนที่มีขนาดเต้านมใหญ่จะมีน้ำนมมากกว่าคนเต้านมเล็กเสมอไป หากเข้าใจกลไกการผลิตน้ำนมและรู้หลักการดูแลเต้านมด้วยตนเอง เช่น หากเต้านมเต็มต้องระบายน้ำนมออก นมค้างเต้าต้องเคลียร์เต้า มีวินัยในการปั๊มนมออกอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าคนอกเล็กหรือใหญ่ก็สามารถมีน้ำนมเพียงพอในการเลี้ยงลูกได้เหมือนกัน

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ น้ำนมพอหรือไม่ ดูจากอะไร คลิกหน้า 2

รกค้าง

แม่ท้องต้องรู้! รกค้าง หลังคลอด อันตรายอาจตายได้

รกค้าง ภาวะเสี่ยงเฉียบพลันสำหรับคุณแม่หลังคลอด แม้จะคลอดทารกออกมาแล้ว แต่หากไม่คลอดรก ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เรามาทราบถึงความเสี่ยง อาการ และความผิดปกติต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น และแนวทางที่จะช่วยให้คุณแม่ปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง หากต้องตกอยู่ใน ภาวะรกค้าง

“รก” สายใยแม่และลูก

รกเป็นอวัยวะพิเศษของคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์ ที่ถูกสร้างมาพร้อม ๆ กับทารก โดยหลังจากคุณแม่ตั้งครรภ์ร่างกายจะเริ่มสร้างเซลล์ 2 ส่วนไปพร้อมกัน ส่วนที่  1 คือ เซลล์ที่ประกอบกันเป็นทารก และอีกส่วน คือ  รก ซึ่งเกาะอยู่ด้านในผนังมดลูก โดยรกประกอบด้วย สายสะดือ เยื่อหุ้มรก และเนื้อรก หน้าที่สำคัญของรก ได้แก่ การส่งผ่านเลือด ลำเลียงอาหารและอากาศ ขับถ่ายของเสีย และสร้างฮอร์โมนเพื่อความเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของทารก และระบบการตั้งครรภ์ เช่น สารภูมิคุ้มกันและต้านทานโรคต่าง ๆ ฮอร์โมนกระตุ้นการผลิตน้ำนม ฮอร์โมนที่ช่วยลดความเจ็บปวดในการคลอดและลดความเสี่ยงในการแท้งอีกด้วย

รู้หรือไม่? คลอดลูกแล้ว ต้องคลอดรก

ขั้นตอนในการคลอดลูกตามธรรมชาติแล้ว เมื่อครรภ์พร้อมคลอด ปากมดลูกเปิด 10 เซนติเมตร ทารกจะค่อย ๆ เคลื่อนออกมาทางช่องคลอด ตามแรงเบ่งของคุณแม่ หลังจากทารกคลอดออกมาอย่างสมบูรณ์ประมาณ 5-10 นาที จะมีการคลอดรกก็คือ มีรกและเยื่อหุ้มทารกหลุดตามออกมาทางช่องคลอด แต่หากคลอดทารกเกิน 30 นาที แต่รกยังไม่คลอดออกมา นั่นเป็นสัญญาณเตือนที่บ่งบอกถึง ภาวะรกค้าง ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการทำคลอดรกต่อไป

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แค่ รกค้าง ถึงตาย จริงหรือ??

ภาวะรกค้างสามารถเกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะ คือ รกค้างทั้งรก ที่อาจจะเกิดจากความผิดปกติของมดลูก เช่น รกลอกตัวไม่สมบูรณ์ ความผิดปกติของกล้ามเนื้อปากมดลูก ทำให้รกคลอดออกมาเองไม่ได้ หรือความผิดปกติจากการหดรัดตัวของมดลูกเอง ซึ่งหากรกไม่คลอดออกมา รกนั้นจะไปขัดขวางการหดรัดตัวของมดลูกหลังคลอด ทำให้เลือดไหลไม่หยุด เกิดภาวะตกเลือดจนเสียชีวิตได้ ในการรักษาคุณหมอจะทำการคลอดรกด้วยการฉีดฮอร์โมน เพื่อเร่งรกส่วนที่ค้างอยู่ให้หลุดลอกออกมา แต่หากไม่สำเร็จอาจจะต้องทำการล้วงรกเพื่อให้รกหลุดออกมาอย่างสมบูรณ์

ส่วน รกค้าง เพียงบางส่วน จากเศษรกที่ออกมาไม่หมดแล้วตกค้างอยู่ในโพรงมดลูก ทำให้เกิดการติดเชื้อ และเข้าสู่ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบตามมา คุณหมอจะทำการอัลตร้าซาวน์เพื่อหาเศษรกที่ติดอยู่ภายใน และทำการขูดมดลูก เพื่อกำจัดเศษรก และรักษาการติดเชื้อต่อไป จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะรกค้างทั้งรก หรือเศษรกค้างบางส่วนก็เป็นอันตรายถึงชีวิตได้จริง ๆ

อ่านต่อ คลอดธรรมชาติ หรือ ผ่าคลอด แบบไหนปลอดภัยจากรกค้าง คลิกหน้า 2

ปากมดลูกสั้น

ปากมดลูกสั้น เสี่ยงแท้ง เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด?

ปากมดลูกสั้น จัดอยู่ในภาวะครรภ์เสี่ยงสูง ซึ่งหมายถึง การตั้งครรภ์ที่มีโอกาสแท้งหรือคลอดก่อนกำหนดสูงกว่าปกติ เพราะปากมดลูกเป็นเสมือนประตูที่ช่วยป้องกันไม่ให้ทารกคลอดออกมาก่อนครรภ์สมบูรณ์ หากปากมดลูกเกิดความผิดปกติย่อมเป็นอันตรายกับทารกในครรภ์ได้ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าอยู่ในภาวะปากมดลูกสั้น และมีวิธีป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวอย่างไร เรามีข้อมูลมานำเสนอค่ะ

ปัจจัยเสี่ยงจากการตั้งครรภ์

การแท้งหรือการคลอดก่อนกำหนด คือ ภาวะที่ทารกคลอดและเสียชีวิตก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ ด้วยสาเหตุปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่

  • คุณแม่ตั้งครรภ์มีอายุน้อยกว่า 18 ปี และอายุมากกว่า 35 ปี ขึ้นไป
  • คุณแม่มีน้ำหนักตัวก่อนและหลังตั้งครรภ์มากหรือน้อยกว่าเกณฑ์น้ำหนักเฉลี่ยจากการตั้งครรภ์
  • คุณแม่เคยมีประวัติการแท้งหรือคลอดก่อนกำหนดมาก่อน
  • คุณแม่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต มะเร็ง และธาลัสซีเมีย
  • คุณแม่มีภาวะผิดปกติของระบบเจริญพันธุ์ เช่น โพรงมดลูกอักเสบ รกผิดปกติ ปากมดลูกสั้น
  • คุณแม่เคยตั้งครรภ์แฝด หรือมีภาวะน้ำคร่ำมาก
  • การใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสมของคุณแม่ตั้งครรภ์ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ใช้ยาที่อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์

ปัจจัยเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ที่อาจเกิดอันตรายต่อทั้งตัวคุณแม่และทารกได้ ซึ่งภาวะปากมดลูกสั้น ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ควรละเลย เพราะสามารถเกิดขึ้นโดยคาดไม่ถึง แต่หากมีข้อมูลหรือแนวทางป้องกันก็จะช่วยให้ทารกน้อยอยู่ในครรภ์ได้อย่างสมบูรณ์และปลอดภัย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ ปากมดลูกสั้นเป็นอย่างไร จะรู้ได้อย่างไร คลิกหน้า 2

ระวัง 7 โรคนี้ ลูกเป็นแล้ว สามารถเป็นซ้ำได้!

ลูกป่วยบ่อย …เพราะในยุคสมัยนี้ ตัวเชื้อโรค เริ่มมีวิวัฒนาการที่สูง สามารถทนกับสภาพแวดล้อมบ้านเราได้ดี จึงเพาะเชื้อที่มีความแข็งแรงและหลากหลายมากมาย มาเพื่อความอยู่รอดของตัวมันเอง ทำให้เมื่อเข้าสู่ร่างของคนเรา ยิ่งเฉพาะลูกน้อย เด็กตัวเล็กที่ภูมิต้านทานน้อยด้วยแล้วล่ะก็ยิ่งง่ายเลย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยป่วยบ่อยนั่นเอง

ลูกป่วยบ่อย ระวัง 7 โรค แม้เป็นแล้ว ก็สามารถเป็นซ้ำได้อีก

ลูกป่วยบ่อย

เมื่อลูกป่วย โดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ พ่อแม่มักจะกังวลใจจนแทบจะป่วยไปกับลูก หรือ บางคนมีอาการหนักมากกว่าลูกเสียอีก เพราะไม่ทราบว่าควรจะดูแลลูกอย่างไรเมื่อมีอาการป่วยเกิดขึ้น   ซึ่งอาการต่าง ๆ ที่พบได้บ่อย และมักเป็นๆ หายๆ หรือ เป็นแล้วหาย ก็กลับมาเป็นหนักได้อีก

ทั้งนี้ที่ ลูกป่วยบ่อย เพราะระบบภูมิคุ้มกันภูมิต้านทานยังไม่เพียงพอ  ซึ่งระบบภูมิคุ้มกัน คือระบบที่คอยปกป้องร่างกายของลูกน้อยจากเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่อาจเข้ามาทำอันตรายร่างกายเราได้ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต พยาธิ รวมถึงสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีคุณสมบัติเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายยังไม่รู้จัก เรียกว่าแอนติเจน (antigen)1

ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องคอยระวังและดูแลลูกเป็น 2 เท่าเพื่อไม่ให้ลูกกลับมาป่วยอีก  จนต้องเสียเงินไปกับค่ารักษาอาการป่วยของลูกอย่างเดียว  มาดูกันค่ะว่ามีโรคอะไรที่คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจดูแลก่อนที่จะบานปลาย  หรือมีโรคร้ายประเภทไหนที่ต้องวางแผนเพื่อรับมืออย่างมีสติกันบ้าง ไปดูกันค่ะ

♦ โรคไข้หวัด

โรคหวัด เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดอาการหวัดมีมากมายหลายชนิด ที่พบบ่อยๆได้แก่พวก Rhinovirus, Adenovirus, Influenza, Parainfluenza virus, Coxachie virus ฯลฯ ทำให้เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 4-6 ขวบเป็นหวัดได้บ่อยเนื่องจากยังไม่มีภูมิต้านทานดีพอที่จะป้องกันไม่ให้เป็นโรคได้ บางคนเป็นบ่อยมากแทบจะทุกเดือนเลย ความจริงแล้วการเป็นหวัดบ่อยๆ นั้น นอกจากจะเนื่องจากภูมิต้านทานของเด็กไม่ค่อยจะดีแล้ว ก็อาจเนื่องจากการได้รับเชื้อบ่อยๆ โดยเฉพาะถ้าหากเราพาลูกไปเที่ยวที่มีคนเยอะๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าสวนสนุก โรงภาพยนตร์ พอหลังจากไปเที่ยวสัก 1-2 วัน ลูกก็อาจจะมีอาการหวัดได้  ดังนั้นทางที่ดีไม่ควรพาลูกที่ยังเล็กอยู่ไปเที่ยวที่มีคนมากเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกได้รับเชื้อบ่อยๆ ซึ่งจะทำให้ลูกมีโอกาสเป็นหวัดน้อยลง2

อาการโรคหวัด

มีน้ำมูก คัดจมูก ไอและมีไข้ ลูกยังอาจจะนอนและกินนมไม่ค่อยได้ด้วย (ถ้าคัดจมูก การดูดนมแม่หรือนมขวดก็จะกลายเป็นเรื่องยาก) ซึ่งหากเป็นแล้วก็สามารถเป็นได้อีกเรื่อยๆ เพราะเชื้อไข้หวัดมีมากนั่นเอง

การรักษาโรคหวัด

กรณีที่ต้องถึงมือแพทย์ ถ้าเป็นลูกวัยแรกเกิด ให้พาไปพบแพทย์ทันที แต่ถ้าลูกวัยต่ำกว่า 6 เดือน อาการอาจจะรุนแรงจนทำให้เขากินนม หายใจหรือนอนไม่ค่อยได้ ต้องพาไปพบแพทย์เช่นกัน

ส่วนยาที่ใช้รักษาโรคหวัดโดยตรงนั้นยังไม่มี ที่มีใช้กันอยู่ในตอนนี้ก็เป็นเพียงยารักษาตามอาการเท่านั้น โดยจะช่วยทำให้น้ำมูกลดลง คนไข้โล่งจมูก รู้สึกสบายขึ้นเท่านั้น ไม่ได้เป็นยารักษาหรือแก้หวัดโรคหวัดโดยตรง จึงควรให้ทานเมื่อเวลาต้องการบรรเทาอาการ ให้รู้สึกสบายขึ้นเท่านั้น

รวมไปถึงการใช้วิธีล้างจมูกให้ลูกหายใจสะดวก  โดยใช้น้ำเกลือและลูกยางแดง และเปิดเครื่องทำความชื้น อากาศในห้องจะได้ไม่แห้งเกินไป แต่อย่าใช้วิธีปรับระดับหัวเตียงให้สูงขึ้นหรือให้ลูกนั่งหลับในคาร์ซีทเด็ดขาด เพราะเป็นวิธีที่อันตราย

♦ ไข้เลือดออก (dengue hemorrhagic fever)

ไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกี ซึ่งมีอยู่ 4 สายพันธุ์ จัดอยู่ในกลุ่ม flavivirus และสามารถแพร่ได้โดยมียุงลายเป็นพาหะ อาการของโรคนี้คล้ายคลึงกับโรคไข้หวัด

อาการโรคไข้เลือดออก

มีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แต่แตกต่างกันที่ ไข้จะสูงกว่ามาก โดยอาจมีไข้สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยจะมีหน้าแดง และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อค่อนข้างมากกว่า หากทำการทดสอบโดยการรัดต้นแขนด้วยสายรัด จะพบจุดเลือดออก ผู้ป่วยอาจมีเลือดออกผิดปกติ

ในเด็กที่ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก มักพบว่า มีอาการในระยะเริ่มต้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งหากผู้ปกครองละเลยการพาผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล ก็มีโอกาสที่ผู้ป่วยเด็กจะเสียชีวิตเนื่องจากการรักษาที่ล่าช้าได้ ดังนั้นผู้ปกครองจึงควรสงสัยไว้ก่อนว่าบุตรหลานที่มีอาการไข้สูงในฤดูฝนอาจเป็นโรคไข้เลือดออก และควรรีบพาบุตรหลานไปรับการรักษา

การรักษาไข้เลือดออก

ในส่วนของการรักษา แพทย์จะทำการประเมินอาการของผู้ป่วยบ่อยๆ และทำการตรวจเลือดแบบทั่วไป และดูค่าความเข้มของเม็ดเลือดแดง เพื่อดูว่าผู้ป่วยมีจำนวนเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดสูงต่ำมากน้อยแค่ไหน รวมถึงตรวจดูความผิดปกติของระดับเอนไซม์ตับ คือ AST และ ALT ซึ่งจะช่วยบ่งบอกถึงความรุนแรงของโรคได้พอสมควร หากผู้ป่วยมีเม็ดเลือดแดงเข้มข้นขึ้น มีจำนวนเกล็ดเลือดลดต่ำลงมาก (จากหลายแสนลดลงเหลือเพียงไม่กี่หมื่น) ร่วมกับมีชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตต่ำ กระสับกระส่ายหรือซึมลง ปัสสาวะออกน้อยลง นั่นอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้ป่วยมีโอกาสเข้าสู่ระยะช็อกได้ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อจากนี้ แพทย์จะทำการย้ายผู้ป่วยไปยังห้องไอซียูเพื่อให้การดูแลอย่างใกล้ชิด และเตรียมการให้เลือดหรือสารน้ำเกลือที่จำเป็นเพื่อรักษาอาการช็อกจากการเสียเลือดภายในร่างกายที่เกิดจากภาวะไข้เลือดออกให้ทัน จนกว่าผู้ป่วยจะหายจากภาวะช็อก ซึ่งมักใช้เวลาอย่างน้อย 48-72 ชั่วโมงขึ้นไป3

สำหรับความเชื่อที่ว่าเด็กที่เคยเป็นไข้เลือดออกแล้วจะไม่เป็นอีก แต่ความจริงแล้วไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ (DENV 1-4) แต่ละปีผลัดเปลี่ยนกันระบาดในความชุกที่แตกต่างกัน คนจึงมีโอกาสเป็นซ้ำได้ในช่วงชีวิตถึง 4 ครั้ง

อ่านต่อ >> ระวังโรคที่ ลูกป่วยบ่อย แล้วสามารถเป็นซ้ำได้อีก” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อุทาหรณ์! เด็กชาย 7 ขวบ กางร่มกระโดดตึกจากชั้น 5 เพราะเลียนแบบฉากในการ์ตูน

เพราะพ่อแม่ปล่อยให้ลูกอยู่คนเดียว และชอบให้ลูกดูโทรทัศน์โดยพ่อแม่ไม่ได้คอยนั่งอธิบายเรื่องราวถูกผิด จึงทำให้มีข่าว เด็กชาย เลียนแบบการ์ตูน กางร่มแล้วกระโดดลงมาจากตึกชั้น 5 ตกกระแทกพื้นคอนกรีต แต่โชคดีที่ยังไม่เสียชีวิต

ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ของประเทศจีนรายงานว่า ได้มีคลิปวีดิโอเหตุการณ์สุดระทึกหวาดเสียวหนึ่งถูกส่งต่อบนโลกออนไลน์ของจีนอย่างแพร่หลาย โดยเป็นภาพของเด็กชายคนหนึ่งที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหน้าร้านตัดผม เนื่องจากกระโดดลงมาจากตึกโดยมีร่มคันหนึ่งอยู่ในมือ ซึ่งด้านข้างมีผู้ปกครองคนหนึ่งนั่งคุกเข่าร่ำไห้อยู่ ท่ามกลางฝูงชนจำนวนไม่น้อย

เด็กชาย เลียนแบบการ์ตูน

โดยเหตุการณ์นี้ได้พยานหลายคนที่เห็นและได้เผยว่า เด็กชายคนดังกล่าวร่วงตกลงมาจากตึกที่พักชั้น 5 แต่เนื่องจากตึกนั้นเป็นตึกที่พักแบบสองชั้นในชั้นเดียว ดังนั้นบริเวณชั้น 5 จึงมีความสูงเทียบเท่ากับตึกชั้น 10 ของตึกทั่วไป โดยหลังเกิดเหตุก็มีคนรีบแจ้งตำรวจให้เข้าช่วยเหลือ

เด็กชาย เลียนแบบการ์ตูน

ซึ่งแพทย์ได้แจ้งว่า ขณะนี้เด็กชายคนดังกล่าวพ้นขีดอันตรายแล้ว ส่วนสาเหตุเกิดจากวันเกิดเหตุเด็กชายอยู่บ้านคนเดียว แล้วเกิดอยากเลียนแบบหนังการ์ตูนที่ดูขึ้นมา จึงได้ถือร่มออกไปกางแล้วกระโดดลงจากตึก ซึ่งขณะที่เด็กกำลังดิ่งลงมา ก็ตกไปเกี่ยวบริเวณเสาไฟฟ้าชั้น 2 พอดี ก่อนร่วงกระแทกลงพื้น

เด็กชาย เลียนแบบการ์ตูน

เด็กชาย เลียนแบบการ์ตูนอย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ที่ผ่านมา ที่เด็กหญิงวัย 5 ขวบ เลียนแบบตัวการ์ตูนหมีขาว กางร่มกระโดดลงมาจากตึกชั้น 11 กระแทกระเบียงบริเวณชั้น 4 บาดเจ็บสาหัส เช่นกัน

เมื่อข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปก็มีชาวเน็ตมาแสดงความเห็นว่า นี่เคยเป็นความคิดหนึ่งที่ตนอยากทำเช่นกันเมื่อตอนยังเด็กเช่นกัน แต่ไม่กล้าพอ อย่างไรก็ดี เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ปกครองควรแนะนำบุตรหลานของตนขณะดูการ์ตูนหรือดูทีวีเพื่อให้เด็กมีความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ที่ถูกต้อง จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์การเลียนแบบ แบบผิดๆนี้อีก เพราะการเลียนแบบตัวละครการ์ตูนบางฉาก การณ์ตูนไม่ตาย แต่ในชีวิตจริงอาจจะทำให้อันตรายถึงแก่ชีวิตได้

⇒ แนะนำบทความน่าอ่าน ก่อนคลิกหน้าถัดไป!

ขอคุณข้อมูลข่าวและภาพจาก : news.sanook.com , society.qq.com

อ่านต่อ >> “วิธีจัดการพฤติกรรมการลอกเลียนแบบของลูกน้อย” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกไม่กินผัก

ลูกไม่กินผัก วิธีสอนลูกกินผัก ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง

ความสุขของคนเป็นแม่คือการที่ทำกับข้าวแล้วลูกกับสามีกินเกลี้ยงหมดจาน ถึงจะไม่ได้คำชม แต่ถ้าคนกินๆ ข้าวหมดจาน  เมนูกับข้าวเกลี้ยงสำรับ แค่นี้ก็ดีใจยิ้มแก้มแตกแล้วค่ะ แต่บางบ้านแม่ทำเมนูกับข้าวเอาใจลูกสารพัดก็ไม่ยอมกินเลย แถมยิ่ง ถ้าเป็นเมนูผัก ลูกมักเขี่ยทิ้ง!! ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีวิธีทำให้ ลูกไม่กินผัก ค่อยๆ เปิดใจยอมกินผัก มาฝากกันค่ะ

 

ลูกไม่กินผัก ส่งผลเสียต่อสุขภาพยังไง?

หากจะถามว่าถ้า ลูกไม่กินผัก เลยจะมีผลเสียต่อสุขภาพบ้างหรือเปล่า ขอตอบเลยว่า “มีค่ะ!!” เพราะผักเป็นหนึ่งในกลุ่มอาหารหลัก 5 หมู่ ที่เด็กควรจะต้องเริ่มกินมาตั้งแต่ช่วงวัยเริ่มอาหารเสริม และทานเรื่อยไปจนตลอดชีวิต “ผัก” จะมีทั้งวิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโนธรรมชาติที่จำเป็นต่อสุขภาพร่างกาย ที่สำคัญในผักยังอุดมไปด้วย กากใยอาหาร ที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดี ไม่มีอาการท้องผูกด้วยค่ะ

ในเด็กที่ไม่ได้รับการส่งเสริมให้ทานผักมาตั้งแต่เล็กๆ อาจมีปัญหาสุขภาพทั้งในระยะสั้น และระยะยาวหากยังมีพฤติกรรมไม่ทานผักต่อไปจนเติบโต เพราะการที่เด็กทานแต่อาหารซ้ำๆ เช่นเน้นทานแต่อาหารประเภททอดที่มีไขมันสูง  ทานแป้ง น้ำตาล และเนื้อสัตว์มากเกินไป จะทำให้ระบบการย่อยอาหาร และระบบขับถ่ายทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเลย จนเกิดการสะสมของอุจจาระในลำไส้ใหญ่ ผลเสียต่อสุขภาพคือ จะไปทำให้บริเวณเยื่อบุลำไส้สัมผัสอยู่กับสารก่อมะเร็งอยู่ตลอด แน่นอนว่าจะต้องมีปัญหาสุขภาพตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคมะเร็งลำไส้สาเหตุหนึ่งมักมาจากมีอาการท้องผูกสะสมมาเป็นเวลานาน

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กรุงเทพมหานคร แนะนำว่า “พ่อแม่ควรชักชวนให้ลูกกินผัก อย่าปล่อยให้พี่เลี้ยงทำอาหารง่ายๆ แต่ไม่ถูกหลักโภชนาการให้ลูกกิน พ่อแม่ควรใส่ใจ พิถีพิถันในการเลือกปรุงแต่งเมนูผักให้หลากหลาย และถูกใจเด็ก ๆ มากขึ้น เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมตั้งแต่การเลือกซื้อ การปรุง และมีเทคนิคที่ทำให้เด็กสนุกกับการรับประทานผัก รู้สึกว่าผักอร่อย ไม่ได้เหม็นหรือกินยากอย่างที่คิด และควรรับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัวอย่างน้อยวันล ะ 1 มื้อ จะช่วยให้เด็กมีทัศนคติที่ดีและรับประทานผักได้ง่ายขึ้น แล้วจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ”[1]

อ่านต่อ >> ลูกควรเริ่มกินผักตอนไหนดี? หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ไม่จดทะเบียนสมรส ลูกเป็นของใคร ถ้าพ่อแม่เลิกกัน?

การใช้ชีวิตคู่ร่วมกันถือเป็นการตัดสินใจของคนสองคน แต่บางครั้งการใช้ชีวิตคู่ก็ไม่ได้สุขสมดั่งใจหมาย มีทุกข์ มีสุข ปะปนกันไป หากคู่ไหนไปต่อไม่ได้เมื่อเดินมาถึงทางตันก็ต้องโบกมือบอกลากัน  ถามว่าถ้าพ่อกับแม่ ไม่จดทะเบียนสมรส ลูกเป็นของใคร ฝ่ายไหนจะได้สิทธิในการได้ลูกไปอยู่ด้วย ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะมาคลายข้อสงสัยนี้ให้ค่ะ

 

ไม่จดทะเบียนสมรส ลูกเป็นของใคร?

เมื่อไม่นานมานี้ หลายครอบครัวคงเห็นข่าวดังที่มีคุณพ่อท่านหนึ่งนำตำรวจไปรับลูกที่โรงเรียนมาอยู่ที่บ้าน เรื่องนี้ถูกเป็นที่สนใจจากสังคมอย่างมาก เนื่องจากฝ่ายคุณแม่ได้ออกมาเรียกร้องขอลูกคืน และมีการพูดถึงสิทธิในการดูแลลูกแต่เพียงผู้เดียว

จากเรื่องนี้มีหลายครอบครัวเลยที่ส่งอีเมลมาสอบถามกรณีนี้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ลูกควรได้อยู่กับใคร และใครมีสิทธิในตัวลูก ต้องย้อนกลับไปว่าพ่อกับแม่ได้จดทะเบียนสมรสด้วยกันหรือไม่ เพราะหากเลิกกันจะมีข้อกฎหมายที่ระบุสิทธิว่าใครจะได้ลูกไปอยู่ด้วย ซึ่งในกรณีพ่อแม่เลิกกันแต่ ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ลูกเป็นของใคร อยากให้หลายๆ ครอบครัวที่กำลังประสบกับเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกันนี้ได้ศึกษาข้อกฎหมายให้ละเอียด เพื่อจะได้ลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการที่ตกลงเจรจากันไม่ลงตัว

เพราะอย่าลืมว่าถึงแม้จะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ก็ต้องดูแลลูกร่วมกัน ที่ถึงแม้ว่าลูกจะต้องไปอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ตามแต่ เพราะท้ายที่สุดแล้วความเป็นพ่อแม่ก็ยังคงต้องทำหน้าที่มอบความรัก ความอบอุ่นให้ลูกกันอยู่ต่อไปค่ะ

อ่านต่อ >> ลูกเป็นของใคร ถ้าพ่อแม่เลิกกัน หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีทำลูกชาย

ท่าไหนได้ลูกชาย กับสูตรทำลูกชาย ซึ่งว่าที่คุณพ่อคุณแม่ต้องลอง!!

ท่าไหนได้ลูกชาย หรือทำอย่างไรให้ได้ลูกชาย เพราะการมีลูกชายเป็นความหวังของหลายๆบ้านที่อยากมีลูกชายไว้สืบทายาทวงศ์ตระกูลต่อไปให้ยาวนาน แต่การจะได้ลูกชายสำหรับหลายบ้านอาจเป็นเรื่องยาก เพราะบางครอบครัวก็พยายามปั๊มลูกจน 3-4 คนก็ได้แต่ลูกสาว แล้วจะทำอย่างไรให้ได้ลูกชายสมใจหมาย ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids ได้รวบรวมวิธีการทำลูกชาย ด้วยสูตร และท่าทางต่างๆ มาฝากค่ะ ลองไปดูกันดีกว่าว่าจะมีวิธีการอย่างไรบ้าง

ทำ ท่าไหนได้ลูกชาย กับ สูตรทำลูกชาย ที่คู่รักต้องลอง!!

ท่าไหนได้ลูกชาย

ทำความรู้จักกับตัวอสุจิเพศผู้

อันดับแรกว่าที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจกลไกของอสุจิเสียก่อน โดยคุณผู้ผู้ชายจะเป็นคนที่ชี้ชะตาเพศของลูก ส่วนคุณผู้หญิงจะผลิตโครโมโซม x เสมอ ในขณะที่อสุจิของคุณผู้ชายจะเป็นโครโมโซม x หรือไม่ก็ y เพราะฉะนั้นเพศของเด็กขึ้นอยู่กับว่าโครโมโซมจากอสุจิของผู้ชายตัวไหน จะสามารถวิ่งว่ายเข้าไปเจาะในรังไข่ได้ก่อน (โครโมโซม xx จะเป็นเพศหญิง ส่วนโครโมโซม xy จะเป็นเพศชาย)

ดังนั้น ถ้าอยากจะได้ลูกชาย ก็ต้องเพิ่มความน่าจะเป็นที่โครโมโซม y จะต้องไปให้ถึงรังไข่ได้ก่อน โดยนักวิจัยทางการแพทย์หลายคนเชื่อว่า

⇒ บทความแนะนำน่าอ่าน : วิธีทำลูกสาว ไม่ใช่เรื่องยาก ต้องลองสูตรนี้!!!

ท่าไหนได้ลูกชาย

Y : คือ ตัวอสุจิเพศผู้ สามารถเคลื่อนตัวได้เร็วกว่าตัวอสุจิเพศเมีย และชื่นชอบความเป็นด่างโดยจะว่ายได้เร็วขึ้น แต่ถ้าเจอความเป็นกรดก็จะทำให้ช้าลง และสามารถตายได้ถ้าเจอความเป็นกรดสูงในช่องคลอด

ดังนั้นคุณผู้หญิงจึงต้องให้ช่องคลอดมีสภาวะเป็นด่างด้วย เพื่อเอื้ออำนวยให้สเปิร์มเพศผู้ตะลุยว่ายไปถึงรังไข่ก่อนสเปิร์มเพศเมีย จึงจะได้ลูกชาย แล้วจะต้องทำอย่างไรให้ช่องคลอดของคุณผู้หญิงเป็นด่าง?

วิธีการทำให้ช่องคลอดมีสภาวะเป็นด่าง

คุณผู้หญิงสามารถทำช่องคลอดให้มีสภาวะที่เป็นด่างได้ โดยการสวนล้างช่องคลอด โดยใช้ โซเดียมไบคาร์บอเนต (ผงฟูที่ใช้ทำเค้ก) ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกันน้ำสะอาด 1 ลิตร ก่อนมีเพศสัมพันธ์ 1 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นวิธีการนี้เป็นคำแนะนำที่บอกต่อกันมา ซึ่งทาง Amarin Baby & Kids ไม่แนะนำให้ทำตาม แ เพราะทางการแพทย์ได้ทำการวิจัยมาแล้วและพบว่ามันไม่ได้ผล ทั้งยังมีแต่จะก่อให้เกิดอันตรายอีกด้วย เนื่องจากความเป็นกรดหรือด่างบางชนิดอาจทำให้เกิดอันตรายต่อช่องคลอดได้แถมยังเป็นวีที่แสนลำบากอีกต่างหาก จึงเขียนให้ทราบ และอธิบายให้เข้าใจ เพียงแค่นั้น

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก!

อ่านต่อ > >”วิธีการเลือกเพศลูกชาย กับเรื่องอาหารการกิน” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

Tags

โรคตับอักเสบ

โรคตับอักเสบ ภัยเงียบคร่าชีวิตคนในครอบครัว

การไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐของชีวิต เพราะเราต่างก็ยังมีอีกหลายเรื่องให้ได้ทำ และเรียนรู้  ยิ่งกับคนที่มีครอบครัวยิ่งอยากมีชีวิตที่แข็งแรงยืนยาวเท่าที่จะมีได้ ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะมาชวนให้ทุกครอบครัวได้ตื่นตัวในการดูแลสุขภาพให้ห่างไกล โรคตับอักเสบ ซึ่งที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้กลายเป็นภัยเงียบคร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดอีกโรคหนึ่งเลยค่ะ

 

โรคตับอักเสบ เสียงเตือนจากองค์การอนามัยโลก!

เมื่อเร็วๆ นี้ องค์การอนามัยโลก ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลทั่วโลกรับมือโรคตับอักเสบ อย่างเร่งด่วน ยอดตายสูง ต่อเนื่อง ระบุรายงานใหม่ พบทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิด B หรือ C มากถึง 325 ล้านคน จนถือเป็นเรื่องท้าทายด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่

Must Read >> โรคมะเร็งในเด็ก ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

เว็บไซต์องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกแถลงการณ์เมื่อ 21 เม.ย. เรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกรับมือกับโรคตับอักเสบ หลัง ข้อมูลใหม่ของ WHO ประจำปี 2017 พบว่า มีประชาชนทั่วโลกจำนวนมากถึง 325 ล้านคน ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิด B  (HBV) หรือไม่ก็ตับอักเสบ ชนิด C (HCV) โดยตามรายงานของ WHO ยังระบุว่า ผู้คนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเหล่านี้ ไม่ สามารถเข้าถึงการตรวจสอบว่าตนเองติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ และไม่สามารถเข้าถึงการรักษา จึงเป็นผลทำให้ประชาชน หลายล้านคนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ตกอยู่ในความเสี่ยงของการพัฒนาอย่างช้าๆ ไปสู่การป่วยด้วยโรคตับเรื้อรัง มะเร็งตับ และเสียชีวิตในที่สุด

ข้อมูลข่าวจาก – ข่าวไทยรัฐ www.thairath.co.th

อ่านต่อ >> อันตรายจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พ่อพาลูกฝาแฝด พรากไปจากอกยาย น่าสงสาร! หนูน้อยฝาแฝดร้องไห้จ้า.. ต้องจากยายที่เลี้ยงมาตั้งแต่เกิด

พ่อพาลูกฝาแฝด พรากไปจากอกยาย  …ด.ญ.ฝาแฝด 2 คน ถูกพ่อแท้ๆ มารับเอาตัวไป ท่ามกลางเสียงร้องไห้อย่างน่าสงสาร เพราะเด็กน้อยทั้ง 2 ไม่ยินยอมไปจากยายและป้า เนื่องจากความผูกพันที่เลี้ยงกันมาตั้งแต่แบเบาะจนอายุ 7 ขวบ

 

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2560 โลกโซเชียลได้มีการแชร์โพสต์โดยผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก Eggnoid Thanapat Boonaree ซึ่งเผยให้เห็นเหตุการณ์คนกลุ่มหนึ่งกำลังรุมแย่งเด็กหญิงไปจากยาย โดยผู้ใช้งานเฟซบุ๊กดังกล่าวระบุว่า แม่ของเด็กเสียชีวิตตั้งแต่คลอด และเด็กก็อาศัยอยู่กับยายมาตลอดจนถึง 7 ขวบ แต่อยู่ดีๆ พ่อของเด็ก ก็พาตำรวจและทนายมารับตัวเด็กเข้าไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย ซึ่งฝ่ายยายก็ต้องยินยอมให้ไป แต่เด็กกลับร้องไห้ออกมาเพราะไม่อยากไปเพราะไม่คุ้นเคยกับพ่อ ทำให้เด็กหญิงทั้ง 2 ต่างร้องไห้เสียงดังลั่นเป็นที่น่าสงสารอย่างมาก

ทั้งนี้ ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กรายนี้ ยังโพสต์ด้วยว่า

“อยากทราบว่าทนายมีสิทธิมาดึงกระชากเด็กขึ้นรถหรือป่าวค่ะ #ขอคำแนะนำจากท่านที่มีความรู้ด้วยค่ะ คือเด็กไม่ยินยอมที่จะไปกับทางฝ่ายพ่อเลยเพราะไม่มีความผูกพันธ์กัน ทางทนายเราก้อไม่ทราบว่าเค้าเป็นทนายจริงหรือป่าวเพราะเค้าไม่เคยแสดงหลักฐานว่าเค้าเป็นทนายให้ทางเราทราบเลย #และทนายไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้หรือคะที่จะมาเอาเด็กไปแต่คุณเป็นทนายกลับดึงกระชากเด็กไปขึ้นรถ เด็กร้องไห้แทบจะตาย แต่พวกคุณไม่สงสารเลยหรอค่ะ #ทั้งที่เหตุเกิดขึ้นที่สถานีตำรวจอุทมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษทำไมทางตำรวจจึงยืนดูเฉยๆไม่ช่วยมาไกล่เกลี่ย หรือให้มาเจรจากันใหม่แต่คุณกลับมองดูเฉยๆ ทางเราได้มอบสิทธิให้ฝ่ายพ่อโดยชอบธรรม เพราะฝ่ายพ่อเด็กบอกว่าถ้าไม่มอบสิทธิให้เค้าแสดงว่าทางเรากีดกัน แต่ทางเรายินยอมให้เด็กไปแต่ต้องไปโดยยินยอมไม่ใช่การบังคับใจ”

พ่อพาลูกฝาแฝด พรากไปจากอกยาย

ชมคลิป >> เหตุการณ์ พ่อพาตัวเด็กน้อย 2 ฝาแฝดไปจากยายและป้า คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่