ให้อาหารปลา ภาษาอังกฤษ

ให้อาหารปลา ภาษาอังกฤษ ต้องสอนลูกพูดยังไง? (มีคลิป)

ให้อาหารปลา ภาษาอังกฤษ จะต้องสอนลูกพูดว่ายังไง? อ.คริส มีคำตอบมาให้ พร้อมตามไปดู 2 หนุ่มน้อย น้องวิน-น้องวิลให้อาหารปลาริมทะเลสาบ และเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากสิ่งที่พบเห็นรอบตัว ไปพร้อมๆ กันค่ะ

อยากให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา สอนลูกพูดภาษาอังกฤษเก่งๆ จะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่อีกต่อไปค่ะ เพราะทีมงาน Amarin baby & Kids มีตัวช่วยดีๆมาช่วยคุณแม่แล้ว กับรายการ Kids Talk ในช่วง Daddy Talks โดยอาจารย์คริส คริสโตเฟอร์ ไรท์ อาจารย์สอนภาษาอังกฤษชื่อดัง ที่ตอนนี้เป็นคุณพ่อลูก 2 อีกด้วย จะมาช่วยคุณพ่อคุณแม่สอนลูกพูดภาษาอังกฤษ ให้เก่งๆ กันทั้งครอบครัว และสำหรับวันนี้อาจารย์จะมา สอนลูกพูดอังกฤษ ในตอน ให้อาหารปลา ริมทะเลสาบ จะมีคำศัพท์อะไรบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

ให้อาหารปลา ภาษาอังกฤษ ต้องพูดอย่างไร?

เพราะการเรียนรู้ของเด็กๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้สิ่งของทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวเรา หยิบเอามาสอนลูกน้อยได้ทุกเมื่อ ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา พูดอังกฤษเก่งๆ แล้วล่ะก็ หากคุณอยู่ที่ไหนกับลูกและมีโอกาสก็ต้อง สอนลูกพูดอังกฤษ ให้ลูกตักตวงเรียนรู้คำศัพท์ ฝึกพูดภาษาอังกฤษให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้หากอยาก สอนลูกพูดอังกฤษ หรือเรียนรู้คําศัพท์จากสิ่งรอบตัว คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถพาลูกน้อยไปเดินเล่น รอบหมู่บ้านก็ได้ เช่นเดียวกับ อ.คริส ที่มักชอบพาลูกชาย 2 หนุ่มน้อย น้องวินและน้องวิลไปวิ่งเล่นให้อาหารปลาริมทะเลสาบ พร้อมสอนภาษาอังกฤษจากสิ่งที่พบเห็นรอบตัว

…แล้วการให้อาหารปลา ภาษาอังกฤษ ต้องพูดอย่างไร? และลูกน้อยสามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษอะไรได้บ้าง จากการไปเดินเล่นให้อาหารปลาในครั้งนี้ ตามมาดูได้จากคลิปด้านล่างนี้กันเลยค่ะ ⇓

คำศัพท์ที่ได้จากสิ่งรอบตัว ริมทะเลสาบ

ให้อาหารปลา ภาษาอังกฤษ ต้องพูดว่า feed the fish (จากประโยค We are going to feed the fish = เรากำลังจะให้อาหารปลา)

Village = หมู่บ้านในชนบท
Neighborhood = ละแวกบ้าน
Neighbor = เพื่อนบ้าน
Housing estate / housing project = หมู่บ้านจัดสรร
Lake = ทะเลสาบ
Catfish = ปลาดุก
Monitor lizard = ตัวเงินตัวทอง
Garbage /rubbish /trash = ขยะมูลฝอย
Bin = ถังขยะ
Evening = ช่วงเย็น

เมื่อรู้แล้วว่า ให้อาหารปลา ภาษาอังกฤษ ต้องพูดว่าอย่างไร และมีคำศัพท์รอบตัวอะไรบ้างที่คุณพ่อคุณแม่สามารสอนลูกพูดอังกฤษให้เก่งๆ ขณะเดินเล่น ให้อาหารปลาริมทะเลสาบได้ รวมไปถึงเคล็ดลับที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้จากอาจารย์คริส  ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อย่าลืมนำไปลองทำตามดูกันนะคะ เพื่อลูกน้อยของเราจะได้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ และเป็นเด็กสองภาษาได้อย่างไม่อายใคร ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถดูเนื้อหาอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ รายการ Kids Talk ในช่วง Daddy Talks ทาง Facebook  Amarin baby & Kids  หรือทาง Youtube  Amarin Baby & Kids นะคะ

⇒ ชมคลิปอื่นๆของรายการ Kids Talk : 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

มันฝรั่งงอก

มันฝรั่ง จะให้ลูกกินต้องรู้จักทั้งข้อดีและข้อห้าม

มันฝรั่ง พืชที่มีดีมากกว่าแค่ทำให้ท้องอิ่ม … พบกับคุณประโยชน์ที่ลูกทานแล้วดี พร้อมข้อห้ามของการทานที่ควรระวัง!

มันฝรั่ง คือพืชขึ้นชื่อที่แทบไม่มีใครไม่รู้จัก ด้วยประโยชน์มากมายที่มีมากกว่าคำว่า “อิ่มท้อง” แต่กินมากเกินไปก็ทำให้เกิดโทษเช่นกัน คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคิดว่า มันฝรั่ง นั้นกินได้ตลอดทั้งลูก แต่หารู้ไม่ว่า มีบางส่วนที่หากทานเข้าไปแล้ว ไม่ว่าจะปริมาณหรือมากน้อยเพียงใดก็ส่งผลร้ายให้กับร่างกายได้

หากคุณพ่อหรือคุณแม่เป็นสมาชิกเพจของอาจารย์เจษฎา อาจเคยมีโอกาสได้เห็นข้อความของอาจารย์ที่ได้พูดถึงเรื่องราวของมันฝรั่ง ว่าหากทานส่วนที่งอกออกมาจะส่งผลให้กับร่างกายโดยไม่รู้ตัว จะเป็นส่วนใดนั้น แล้วส่งผลอย่างไรกับร่างกาย วันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids จะมาพูดถึงเรื่องราวนี้กันค่ะ

“มันฝรั่งที่มีหน่อขึ้นนั้นอันตรายจริง แต่ไม่ได้ตายลูกเดียว”

นาน ๆ จะเจอเรื่องแชร์กันที่พอเข้าเค้าว่าจะเป็นเรื่องจริง อย่างเรื่องอันตรายจากหน่อมันฝรั่งนี่ แต่ก็ดันพูดเว่อร์เกินจริงอีก

มันฝรั่งที่งอกหน่อหรือลำต้นแทงขึ้นมา จะมีการสร้างสารพิษที่ชื่อว่า โซลานีน (Solanine)  ซึ่งมีพิษรุนแรงแม้จะปริมาณเพียงเล็กน้อย ดังนั้น จึงห้ามกินหน่อของมันฝรั่ง หรือส่วนเนื้อของมันที่สีเขียว ๆ

อาการที่พบถ้ากินเข้าไป ก็มึทั้งปวดหัว ตัวร้อน คลื่นไส้ อาเจียน เห็นภาพหลอน ช็อกเกร็ง ตาลาย หายใจแผ่ว ฯลฯ … ไม่ควรพยายามให้อาเจียน และควรส่งแพทย์โดยทันทีครับ

ข้อมูลจาก Medlineplus

เพิ่มเติมเรื่องการนำมาทำอาหาร :
ถ้าจะลดปริมาณสารโซลานีน การนำมันฝรั่งไปทอดน้ำมันร้อนจัด 170°C  จะลดปริมาณสารได้ดีที่สุดโดยให้มันไปอยู่ในน้ำมันที่ทอดแทน .. การนำไปต้มให้สุกก็ช่วยได้เช่นกัน แต่ไมโครเวฟไม่ค่อยมากนัก
จาก Wikipedia

มันฝรั่ง
มันฝรั่งงอก

สารโซลานีนนั้นพบมากในส่วนใบ ลำต้นและหัวค่ะ เมื่อหัวมันฝรั่งถูกแสงจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวและมีปริมาณไกลโคแอลคาลอยด์มากขึ้น สีเขียวเกิดจากคลอโรฟิลล์ซึ่งไม่เป็นอันตราย แต่ใช้บ่งชี้ถึงปริมาณของโซลานีนและชาโคนีนในมันฝรั่ง นอกจากนี้ยังบ่งชี้ได้จากรสขมของมันฝรั่ง

โซลานีนจะยับยั้งเอนไซม์คอลิเนสเตอเรส ทำลายเยื่อหุ้มเซลล์และก่อให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิด โดยพิษของโซลานีนนั้น สามารถก่อให้เกิดความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารและระบบประสาท ทำให้คลื่นไส้ ท้องร่วง อาเจียน ปวดเกร็งกระเพาะอาหาร แสบคอ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ปวดศีรษะและเวียนศีรษะ ในรายที่มีอาการหนักจะเห็นภาพหลอน สูญเสียประสาทสัมผัส เป็นอัมพาต เป็นไข้ ดีซ่าน ม่านตาขยายและอุณหภูมิกายต่ำกว่าปกติได้ และจากการศึกษาพบว่า การรับประทานเข้าไปเพียงนิดเดียวก็สามารถส่งผลร้ายกับร่างกายได้แล้วละค่ะ

อ่านต่อ ประโยชน์ของมันฝรั่ง คลิกหน้า 2

ลูกกินยายาก

ลูกกินยายาก จัดการด้วย 7 วิธีป้อนยาแบบแนบเนียน

เมื่อลูกน้อยมีอาการป่วย และมีความจำเป็นต้องกินยา ปัญหาการกิยยาในเด็ก ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใกล้ตัว หากคุณพ่อ คุณแม่บ้านไหนมี ลูกกินยายาก Amarin Baby & Kids มีเทคนิควิธีป้อนยาลูกน้อยแบบแนบเนียน รับรองว่าลูกน้อยจะต้องยอมกินแต่โดยดี ไม่มีดราม่า หรือวิ่งหนีไปไหนอย่างแน่นอน

Continue reading “ลูกกินยายาก จัดการด้วย 7 วิธีป้อนยาแบบแนบเนียน”

เทคนิคการชมลูก

เทคนิคการชมลูก ให้ได้ภูมิต้านทานอุปสรรคติดตัวเขาไปตลอดชีวิต

เทคนิคการชมลูก ที่พ่อแม่ควรรู้รู้หรือไม่ว่า การชมลูก คือการใส่ปุ๋ยชั้นดีที่สามารถช่วยให้เด็กๆ เติบโตขึ้นอย่างมีภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิตเพื่อให้ประสบความสำเร็จในอนาคต แต่การจะชมลูก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีนั้น จะต้องเป็นการชมด้วยวิธีการที่ถูกต้องถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวของเด็กๆ ค่ะ

 

เทคนิคการชมลูก ที่ไม่ถูกต้อง!

การชมลูกเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเป็นการใช้ เทคนิคการชมลูก ที่ผิดก็สามารถนำมาซึ่งผลลัพธ์ ในทางลบต่อตัวลูก ได้ค่ะ ดร.ปิยวลี ธนเศรษฐกร แนะนำว่าควรชมไปที่กระบวนการ การชมเป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสาร ซึ่งการสื่อสารจะมีพลังที่สามารถทำให้เกิดการ สร้างความสัมพันธ์ หรือในขณะที่การชมที่ถูกต้องก็ตัดความสัมพันธ์ก็ได้ด้วยเช่นกัน

การชมลูกสามารถนำมาซึ่งผลลัพท์ในทางลบได้ สงสัยไหมคะว่าทำไม “การชม” จึงก่อให้เกิดผลกระทบไม่ ดีต่อตัวของเด็กๆ ขึ้นมาได้ นี่คือตัวอย่างการชมลูกที่ไม่ถูกต้อง

ชมลูกจากเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงจากการกระทำของลูก  หรือการชมเพื่อปลอบใจ เช่น  เวลาลูก ผิดหวังจากการ แข่งขันเกมกีฬา ทั้งที่ลูกไม่ได้ลงแข่ง แต่พอแม่เห็นว่าลูกเศร้า แม่ก็เลยให้คำชมลูก เพื่อปลอบใจ การชมลูกในลักษณะนี้จะทำให้ลูกกลายเป็นเด็กที่ต้องเพิ่งคำชมอยู่ตลอดเวลา  ต่อไป ไม่ว่าลูกจะทำอะไรในชีวิต เขาจะกลายเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจ ลูกจะไม่สามารถตัดสินใจ ด้วย ตัวเองได้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นดี หรือไม่ดี เขาจะต้องให้แม่เป็นคนตัดสินใจแทนทุกครั้ง

ชมลูกเฉพาะตอนที่ได้รางวัล เช่น ลูกประกวดเรียงความได้รางวัลมาจากโรงเรียน ลูกแข่งว่ายน้ำได้ ที่หนึ่ง ฯลฯ พอกลับมาบ้านแม่ก็ชมลูกว่า เก่งจังลูกได้รางวัลมาด้วย การชมลูกเฉพาะเวลาที่ลูกมี รางวัลติดไม้ติดมือกลับมาบ้าน หรือเฉพาะตอนที่ลูกแข่งขันแล้วเข้ารอบหรือได้รางวัล เป็นการชมที่ ไม่ถูกต้อง เพราะการชมลูกลักษณะนี้ จะทำให้ลูกคิดได้ว่าเขาจะมีตัวตน เป็นคนสำคัญของพ่อแม่ก็ ต่อเมื่อไปได้รางวัลต่างๆ หรือสอบได้ที่ 1 เท่านั้น พ่อแม่ถึงจะชมเขาสักครั้งนึง และอาจจมีพฤติกรรมที่ไม่ลงมือทำ หากประเมินว่าเขาไม่ได้ที่ 1

การให้คำชมอย่างถูกต้อง ที่ออกมาจากความจริงใจ ยิ่งโดยเฉพาะมาจาก พ่อแม่ที่ให้กับลูก จะยิ่งช่วยส่งผลดีด้านบวกต่อตัวลูก คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตตัวเองดูว่า ณ ตอนนี้เราให้การชมลูกที่ถูกต้อง หรือชมแบบผิดๆ อยู่หรือเปล่า

 

การชมลูกจะช่วยสร้างภูมิต้านทานอุปสรรคได้อย่างไร?  

การชมคือเทคนิคอย่างหนึ่งในการใช้คำพูดที่จริงใจในการสื่อสารเพื่อสร้างพลังชีวิตได้อย่างดีเยี่ยมเลยค่ะ คำชมที่ออกมาจากความจริงใจของพ่อแม่สามารถสร้างภูมิต้านทานให้กับลูกในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น แล้วก็ยังเป็นรากฐานที่ช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตเมื่อเติบโตขึ้นในภายภาคหน้า ทั้งต่อเรื่องการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตคู่ด้วยค่ะ

ดร.ปิยวลี ธนเศรษฐกร มีเทคนิคในการสร้างอาวุธติดตัวลูกเพื่อให้เป็นภูมิต้านทานอุปสรรคในการใช้ชีวิต ด้วยการชมลูกอย่างถูกต้อง และสร้างสรรค์ ดังนี้ค่ะ…

1. ชมไปที่กระบวนการ

การชมในลักษณะนี้ เป็นการชมลูกตอนพฤติกรรมเกิดขึ้นจริง ซึ่งไม่ใช่ชมลูกแค่ว่า เก่งมากลูก ดีมากลูกแล้วจบ ตัวอย่างการชมลูกไปที่กระบวนการ เช่น สมมติว่าลูกตื่นนอนตอนเช้าด้วยตัวเอง โดยที่คุณแม่ไม่ต้องปลุกเหมือนกับอย่างผ่านๆ มา คุณแม่ก็ต้องชมว่า “เก่งจังเลยลูกหนูตื่นเอง ตั้งนาฬิกาปลุกเองใช่ไหม มีความรับผิดชอบ รู้จักใช้อุปกรณ์ให้มีประโยชน์ดีมากลูก”

2. ชมแบบเฉพาะเจาะจง

การชมในลักษณะนี้ เป็นการชมลูกในสิ่งที่เขาทำ ตัวอย่างการชมลูกแบบเฉพาะเจาะจง เช่น เวลาที่คุณพ่อคุณแม่กลับบ้านมาตอนเย็นหลังเลิกงาน เมื่อเปิดประตูเข้าบ้านมาปุ๊บ แล้วเห็นลูกเดินถือแก้วน้ำมาให้ “แม่ก็พูดขึ้นว่าชื่นใจมากลูก แม่หายเหนื่อยเลยหนูเอาน้ำมาให้แม่” ซึ่งการชมลูกในพฤติกรรม สิ่งที่เขาทำแล้วดีต่อตัวเขา ไม่ว่าจะทำการบ้านเสร็จก่อนเข้านอน ช่วยรดน้ำต้นไม้ หรือแม้แต่ทานข้าวหมดจาน ฯลฯ พ่อแม่ก็สามารถชมลูกได้ เป็นเหมือนการให้กำลังใจลูก แนะนำว่าควรชมลูกในลักษณะนี้ทุกวัน เพื่อให้เขาได้รู้แล้วค่อยๆ ซึมซับได้ว่าพฤติกรรมที่เขาทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี

3. ชมไปที่ความพยายาม

การชมในลักษณะนี้ เป็นการชมลูกไปที่ความพยายาม เพื่อให้ลูกได้เห็นความสำคัญจากการพยายามทำของเขา ไม่ใช่ที่ผลสำเร็จเท่านั้น ตัวอย่างการชมลูกไปที่ความพยายาม เช่น ถ้าลูกได้การบ้านมาชิ้นหนึ่งจากโรงเรียน ซึ่งคุณครูให้ทำงานประดิษฐ์ปั้นดินเหนียว หรือดินน้ำมันให้เป็นรูปแมว แล้วต้องเอาไปส่งครูในวันพรุ่งนี้ ลูกใช้เวลาทำการบ้านชิ้นนี้นานมากกว่าปกติ ซึ่งแทนที่พ่อแม่จะบ่นว่าลูก เมื่อไหร่จะเสร็จ เมื่อไหร่จะได้นอน ก็ให้เปลี่ยนเป็น การบ้านวันนี้ทำนานมากเลยลูก แม่คิดว่าหนูอาจต้องใช้สมาธิ และความพยายามสูงมาก เหนื่อยไหม ยากไหม ให้พ่อกับแม่ช่วยอะไรตรงไหนหรือเปล่าลูก  การถามลูกในลักษณะนี้เป็นเหมือนการให้กำลังใจ เชียร์ลูกอยู่ข้างๆ ซึ่งจะช่วยให้ลูกทำการบ้าน หรืองานที่ได้รับมอบหมายมาอย่างอุ่นใจ และมีแรงในการทำให้สำเร็จ ที่สำคัญลูกจะค่อยๆ เรียนรู้ได้ว่าเมื่อเขาเติบโตขึ้นไปแล้วไปเจอ อุปสรรค เขาจะใช้ ความพยายาม และความสามารถของตัวเองที่จะต้องทำให้ผ่านไปจนประสบความสำเร็จให้จงได้ค่ะ

4. ชมโดยไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น

การชมในลักษณะนี้ เป็นการชมลูกที่จะต้องไม่ให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองดีเด่นกว่าคนอื่น หรือแย่กว่าคนอื่น เพราะว่าการ เปรียบเทียบเป็นการทำร้ายจิตใจที่มากที่สุด ฝังใจนานที่สุด ตัวอย่างการชมลูกโดยไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น เช่น ลูกเรากับลูกเพื่อนข้างบ้าน เรียนอยู่โรงเรียน ห้องเรียนชั้นเดียวกัน แล้วลูกเราเกิดได้รางวัลจากการคัดลายมือมาจากโรงเรียน พ่อแม่ก็ จะต้องไม่ชมลูกด้วยการไปเปรียบเทียบว่า เห็นไหมที่ลูกได้รางวัลมาก็เพราะเก่งกว่าเพื่อนของลูก ที่แย่สุดคือการชมลูกเราต่อหน้าเพื่อนลูก การชมแบบนี้อาจจะไปสร้างปมให้เพื่อนลูกเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ หรืออาจสร้างความอิจฉาขึ้นในใจได้ ทั้งของลูกเรา และเพื่อนของลูกได้ด้วยเช่นกัน จึงแนะนำว่าการชมจะต้องไม่เอาลูกเราไปเปรียบเทียบว่าดีกว่าคนอื่นยังไง ถ้าลูกได้รางวัลจากการเรียนดี พ่อแม่อาจชมแค่ว่า “เก่งมากลูก เห็นไหมการอ่านทบทวนบทเรียนทุกวัน ทำให้ลูกเข้าใจข้อสอบ มากขึ้น ลูกจึงทำออกมาได้ดีจ้ะ”

5. ชมเมื่อเรียนรู้จักความผิดพลาด

การชมในลักษณะนี้ เป็นการชมลูกที่เขารู้จักคิดแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ที่ผิดพลาดเกิดขึ้นอีกครั้ง ตัวอย่างการชมลูกเมื่อเรียนรู้จักความผิดพลาดของตัวเอง เช่น ลูกถือแก้วน้ำมาจากห้องครัว เพื่อมานั่งดื่มที่ห้องนั่งเล่น แต่ระหว่างที่เดินมานั้นลูกเกิดทำแก้วน้ำหลุดมือ แก้วตกพื้นแตก ถ้าบ้านไหนเจอแบบนี้แนะนำว่าไม่ควรดุ ว่าลูกให้กลัวหรือเสียใจ แต่ให้เปลี่ยนมาเป็นการถามลูกแบบมีคำตอบในการเรียนรู้จักความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ที่แม่อาจถามว่า “ทำไมแก้วถึงหลุดมือลูก คะ” เมื่อแม่ถามด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ลูกรู้สึกว่าปลอดภัย เขาอาจจะตอบแม่กลับมาว่า “มือหนูลื่นค่ะ” แม่ถามต่อได้ว่า “หนูได้บทเรียนอะไรบ้างจากแก้วแตกครั้งนี้?” เมื่อแม่ไม่ได้กดดัน หรือแสดงความโกรธออกไป นั่นจะไปช่วยให้ลูกหยุดคิดและเรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนี้ ซึ่งลูกอาจพูดขึ้นมาว่า “ครั้งหน้าหนูจะใช้แก้วพลาสติก” คำตอบลูกคือการคิดแก้ปัญหาเพื่อระวังไม่ให้เกิดแก้วหลุดมือตกพื้นแตก แม่ควรชมให้กำลังใจลูก “เก่งมากเลยลูก หนูรู้จักคิดแก้ไขปัญหา” เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น แล้วรู้ได้เรียนรู้จากสิ่งที่ทำผิดพลาดไปได้ คือสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้ลูกเป็นเด็กที่ยังมีความกล้าที่จะเรียนรู้โลกใบนี้อีกมาก และไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดเข้ามาเขาก็จะสามารถข้ามผ่านพ้นไปได้ด้วยตัวเขาเองค่ะ

 

สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างภูมิต้านทานอุปสรรคให้กับลูกๆ จากผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่ http://www.nutricia-shapingdestiny.com/online-experience.html

คุณพ่อคุณแม่พอจะเห็นถึงความสำคัญของการชมลูกกันขึ้นมาบ้างแล้วนะคะ การชมก็คือการสร้างอาวุธที่ดีให้กับสมองในการสร้างภูมิต้านทานอุปสรรคในการเรียนรู้ของลูก เพื่อไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้อย่างสมบูรณ์แบบ แนะนำว่าควรดูแลให้ลูกได้รับซินไบโอติกอย่างต่อเนื่อง เพราะซินไบโอติก ช่วยให้เด็ก 1 ใน 4  ไม่เจ็บป่วยตลอดปี สำหรับซินไบโอติกมีมากอยู่ในนมแม่ เด็กๆ ควรได้ทานนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด หรืออีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีคือการทานนมสูตรที่มีซินไบโอติกอย่างต่อเนื่องจากนมแม่นั่นเองค่ะ

อาการแพ้นมวัว

แพ้นมวัว หมอชี้! แท้จริงเป็นเพราะพ่อแม่

ปัญหา แพ้นมวัว ของลูกน้อย เป็นหนึ่งในเรื่องกลุ้มใจของพ่อแม่ที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน ซึ่งหลายคนสงสัยว่าลูกน้อยแพ้นมวัวได้อย่างไร? สำหรับเรื่องนี้ Amarin Baby & Kids มีคำตอบจาก อ.พญ.นริศรา สุรทานต์นนท์ คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านแพ้อาหารในเด็ก หน่วยภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาฝากค่ะ

Continue reading “แพ้นมวัว หมอชี้! แท้จริงเป็นเพราะพ่อแม่”

อยู่ไฟหลังคลอด

ไม่มีเวลา “อยู่ไฟหลังคลอด” กินสมุนไพรแทนการอยู่ไฟ ได้ไหม?

อยู่ไฟหลังคลอด เป็นการดูแลสุขภาพของแม่หลังคลอดที่ทำกันมาหลายยุคหลายสมัย ซึ่งการอยู่ไฟในปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ด้วยวิถีการดำเนินชีวิตของหลายๆ ครอบครัวอาจไม่เอื้อต่อการอยู่ไฟ ดังนั้นคงจะดีไม่น้อยถ้ามีสมุนไพรแทนการอยู่ไฟ มาเป็นตัวช่วยให้คุณแม่หลังคลอด ใช้ในการดูแลสุขภาพ

 

อยู่ไฟหลังคลอด แบบง่ายๆ ได้สุขภาพตามสไตล์คุณแม่สายป่าน เจ้าของเพจ Sp Saypan

อย่างที่รู้กันค่ะว่าการดูสุขภาพหลังคลอดลูกด้วยการ อยู่ไฟหลังคลอด เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่แม่หลังคลอดส่วนใหญ่เลือกทำกัน แต่ก็มีคุณแม่จำน้อยไม่น้อยที่เริ่มหันมาดูแลสุขภาพตัวเองหลังคลอดทันทีด้วยการใช้สมุนไพรแทนการอยู่ไฟ เนื่องด้วยสามารถช่วยลดอาการหนาวในกระดูก อาการปวดหลัง ช่วยให้พุงที่เกิดจากมดลูกขยายตัวระหว่างตั้งครรภ์ยุบลง ที่สำคัญแม้คลอดมานานแค่ไหนก็ทานได้ค่ะ สำหรับคุณแม่คลอดธรรมชาติ 7 วันหลังแผลหาย ,ผ่าคลอด 30- 45 วัน ก็สามารถทานพริมได้เลย เพียงวันละ 1 เม็ดเช้า-เย็นหลังอาหาร

อยู่ไฟหลังคลอด

อย่างคุณแม่ Beauty Blogger คนดัง คุณสายป่าน เจ้าของเพจ Sp Saypan เธอก็มีตัวช่วยในการดูแลบำรุงสุขภาพหลังคลอด ที่ต้องบอกว่าเธอผ่าคลอดกว่าจะได้อยู่ไฟก็ต้องรอนานประมาณ 45 วันจนกว่าแผลผ่าตัดจะแห้งหายสนิทดีเสียก่อน ซึ่งระหว่างนั้นก็มีอาการหนาวใน จนเพื่อนๆ ได้แนะนำให้คุณแม่ป่านทานสมุนไพรแทนการอยู่ไฟ Prim Herb หรือที่รู้จักกันนั่นก็คือ พริมสมุนไพรแทนการอยู่ไฟ อยากรู้ว่าทานหลังคลอดลูกแล้วดียังไงสามารถติดตามคุณแม่สายป่านได้ที่เพจ Sp Saypan ค่ะ

 

การดูแลสุขภาพหลังคลอด จำเป็นไหม?

การดูแลสุขภาพหลังคลอดไม่ใช่เฉพาะแค่การอยู่ไฟ หรือการทานสมุนไพรหลังคลอดเท่านั้น แต่การจะฟื้นฟู สุขภาพของแม่หลังคลอดลูกให้กลับมาแข็งแรงโดยเร็วนั้น ยังต้องดูแลกันในเรื่องของ…

  • สุขอนามัย

หลังคลอดไม่ว่าจะเบ่งคลอดลูก หรือผ่าตัดคลอดลูก คุณแม่จำเป็นต้องดูรักษาความสะอาดของร่างกายตั้งแต่ ศีรษะจรดปลายเท้าเลยก็ว่าได้ เพราะการไม่รักษาความสะอาดแผล ไม่สระผม ไม่อาบน้ำทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น เป็นต้น อาจเกิดการหมกหมมจากเหงื่อไคล้ ส่งผลให้เจ็บป่วย แผลติดคลอดลูกอักเสบติดเชื้อขึ้นมา ได้ค่ะ จึงแนะนำว่าควรทำความสะอาดแผลฝีเย็บ แผล่าตัด รวมถึงความสะอาดทั้งหมดของร่างกายหลัง คลอดลูกตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัดด้วยนะคะ

อยู่ไฟหลังคลอด
Credit Photo : iStock
  • อาหารต้องมีประโยชน์

ร่างกายจะกลับมาแข็งแรงเข้าที่เร็วเหมือนเดิม รวมถึงน้ำนมแม่ผลิตออกมาดีพอเลี้ยงลูกหรือไม่ ส่วนสำคัญต้องมาจากการที่แม่ได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งนั่นก็คืออาหารหลักในกลุ่ม 5 หมู่ การดูแลให้ร่างกายได้สารอาหารที่ดีมีประโยชน์ก็จะยิ่งช่วยให้สุขภาพร่างกายกลับมาแข็งแรงเร็วขึ้นค่ะ

  • พักผ่อนให้เพียงพอ

ช่วงคลอดลูกใหม่ๆ ร่างกายของแม่จะอ่อนเพลียมาก ดังนั้นหากมีช่วงจังหวะระหว่างวันที่พอจะงีบหลับได้ควรนอนทันที หรือไม่ก็หลับไปพร้อมกับลูกทั้งช่วงเวลากลางวัน และกลางคืน การที่ไม่ได้นอนอย่างเต็มตื่นจะช่วยให้ร่างกายมีแรงกำลัง สดชื่น กระปรี่กระเปล่าไม่อ่อนเพลีย ไม่เหนื่อยง่ายด้วยค่ะ

  • ออกกำลังกาย

การเลี้ยงลูกก็คือการออกกำลังกายที่ดีอย่างหนึ่งสำหรับแม่หลังคลอดค่ะ ไม่ว่าจะลุกเดินไปซักตากเสื้อผ้า เปลี่ยนผ้าอ้อม อาบน้ำ ให้ลูกกินนม ฯลฯ ส่วนหลังคลอด 3 เดือนไปแล้ว แม่สามารถเพิ่มความฟิตให้ร่างกายมากขึ้นด้วยการออกกำลังเบาๆ ด้วยการว่ายน้ำ เล่นโยคะ การเดิน การวิ่งจ๊อกกิ้งช้าตอนเช้า เป็นต้น

เป็นอย่างไรบ้างคะกับเคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลสุขภาพหลังคลอดลูก หวังว่าจะถูกใจกันนะคะ แต่สำหรับคุณแม่ที่ต้องการฟื้นฟูบำรุงสุขภาพให้ดีจากภายใน และไม่มีเวลาในการอยู่ไฟหลังคลอดลูก การรับประทานสมุนไพรแทนการอยู่ไฟ ก็ถือเป็นตัวช่วยที่กับคุณแม่หลังคลอดลูกมากๆ

อย่าง พริม เป็นสมุนไพรแทนการอยู่ไฟ ยาแผนโบราณ มาตรฐานยุโรป GMP PIC/s ช่วยบำรุงร่างกาย ปรับสมดุลธาตุ บำรุงโลหิต บรรเทาอาการหนาวใน เพิ่มน้ำนม ขับน้ำคาวปลาให้มดลูกเข้าอู่ไว ฟื้นฟูสุขภาพคุณแม่หลังคลอดสำหรับแม่ๆที่ไม่สะดวกอยู่ไฟด้วยค่ะ

คุณแม่ที่ใกล้คลอด และคุณแม่ที่คลอดลูกแล้ว ต้องการข้อมูลสมุนไพรแทนการอยู่ไฟเพิ่มเติม สามารถเข้าไปได้ที่ https://www.facebook.com/primpremium/

ทันตกรรม

ทันตกรรม ค่าทำฟันเด็ก ทั้งรพ.รัฐ และเอกชน

หากคุณแม่คิดจะพาลูกหาหมอ ทันตกรรม แต่ยังกังวลเรื่องค่าทำฟันเด็ก คุณหมอตุ๊กตาจากเพจ ฟันน้ำนม ได้เปิดโพยราคาค่าใช้จ่ายในการทำฟันเด็กเล็กโดยประมาณมาให้ดู มีทั้งโรงพยาบาลรัฐบาล โรงพยาบาลเอกชน รวมไปถึงคลินิกทำฟัน ซึ่งค่าทำฟันเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก จะมีราคาประมาณเท่าไหร่บ้าง? ตามมาดูกันเลยค่ะ

Continue reading “ทันตกรรม ค่าทำฟันเด็ก ทั้งรพ.รัฐ และเอกชน”

อาการท้องผูกในเด็ก

อาการท้องผูก แก้ปัญหาใหญ่ของลูกน้อย

อาการท้องผูก ในเด็ก ทำให้หลายครอบครัวเกิดความกังวลใจกันมาก เพราะกลัวว่าถ้าลูกท้องผูกบ่อยๆ จะส่งผลต่อพัฒนาการด้านต่างๆ รวมถึงเกิดการเจ็บป่วยแทรกซ้อนตามมาได้ ดังนั้น เพื่อให้พ่อแม่ได้ดูแลลูกจากอาการท้องผูกกันอย่างถูกต้อง เรามาไปเช็กกันว่าท้องผูกในเด็กมีอาการให้สังเกตอะไรบ้าง Continue reading “อาการท้องผูก แก้ปัญหาใหญ่ของลูกน้อย”

โปรตีนเบต้าเคซีน ในนมแม่

โปรตีนเบต้าเคซีน ในนมแม่ ดีอย่างไร

โปรตีนเบต้าเคซีน ในนมแม่ เป็นหนึ่งในสารอาหารที่มีประโยชน์กับลูกน้อยอย่างมากค่ะ ในเด็กตั้งแต่แรกเกิดจึงควรได้รับน้ำนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ขวบ และเพื่อให้คุณแม่มือใหม่ได้เห็นถึงความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เราจะไปหาคำตอบกันว่าสารอาหารที่มีอยู่ในนมแม่อย่างหลากหลายชนิด โดยเฉพาะเบต้าเคซีนทำไมถึงดีต่อร่างกายลูก

 

โปรตีนเบต้าเคซีน ในนมแม่ เป็นโปรตีนที่ดีที่สุด

รู้หรือไหมว่านอกจาก โปรตีนเบต้าเคซีนในนมแม่ ก็ยังมีสารอาหารอีกหลากหลายชนิดที่ครบถ้วนเพียงพอจะให้ลูกได้รับประทานน้ำนมแม่ตั้งแต่แรกคลอด ซึ่งน้ำนมแม่ที่ผลิตออกมาในช่วง 1-3 วันหลังคลอดลูกจะอุดมไปด้วยสารสร้างภูมิคุ้มกันที่เรียกว่าโคลอสตรุ้ม (Colostrum) ที่มีอยู่สูงมาก นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแต่ลูกเกิด ซึ่งนอกจากสารภูมิคุ้มกันแล้ว ในตลอดระยะเวลาที่ให้ลูกรับประทานนมแม่ก็ยังได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุ แคลเซียม เหล็ก ลูทีน ทอรีน โคลีน ดีเอชเอ ใยอาหาร ที่สำคัญนมแม่ยังมีโปรตีนที่ดีที่สุดต่อร่างกายของลูก เพราะเป็นโปรตีนที่ย่อย และดูดซึมได้ง่าย

โปรตีนส่วนใหญ่ที่อยู่ในน้ำนมแม่ได้แก่ เคซีนชนิดเบต้า อัลฟาแลคตาบูมิน แลคโตเฟอริน (โปรตีนที่ยับยั้งการเจริญของเชื้อโรคบางชนิด) อิมมูโนโกลบูลิน A (IgA) (เพิ่มภูมิต้านทาน) ไลโซไซม์ (เอนไซม์ที่มีฤทธิ์ทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย) และซีรัมอัลบูมิน1 ซึ่งเด็กที่ทานนมแม่ร่างกายจะสามารถดูดซึมไปใช้งานได้ทั้งหมด นั่นจึงไม่ทำให้ไม่เกิดการแพ้ เพราะน้ำนมแม่ย่อยง่าย และปราศจากโปรตีนก่อแพ้นั่นเองค่ะ

ถามว่าถ้าไม่สามารถให้นมแม่ได้ อาจเนื่องมาจากปัญหาทางสุขภาพจนทำให้ไม่มีน้ำนมแม่ หรือในกรณีที่ลูกหย่านมแม่แล้ว จะสามารถให้นมชนิดใดต่อเนื่องได้บ้าง เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารครบครัว ที่สำคัญต้องมีโปรตีนที่ย่อยง่าย เพื่อที่ลูกจะได้ไม่มีปัญาหาเรื่องการแพ้นมขึ้นได้

ในนมแพะถือว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีเพราะ นมแพะมีโปรตีนคุณภาพ ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยให้ ร่างกายเจริญเติบโต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปรตีนในนมแพะเป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ทำให้ลูกสบายท้อง ท้องไม่อืด เพราะมีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูง และมีแอลฟ่า เอสวัน  เคซีน ซึ่งย่อยยาก ในปริมาณต่ำ โปรตีนจากนมแพะ จึงย่อยและดูดซึมได้ง่าย

ที่สำคัญในนมแพะยังมีโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ที่ช่วยดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ อย่าง แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย นอกจากนี้นมแพะยังมีพรีไบโอติก (Prebiotics) หรือใยอาหารอย่าง Inulin & Oligofructose ที่เป็นตัวกระตุ้นการเจริญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ช่วยให้ลูกน้อยขับถ่ายดี ท้องไม่ผูก สร้างภูมิคุ้มกันที่ดี นมแพะมีสารอาหารครบถ้วน จึงช่วยให้ลูกรักมีร่างกายที่ แข็งแรง ภูมิคุ้มกันดี มีพัฒนาการดีสมวัย

Reference
1ดร.ผกากรอง วนไพศาล. น้ำนมแม่คุณประโยชน์อเนกอนันต์. ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล

 

 

เมนูเพิ่มธาตุเหล็ก

เผยสูตร “ข้าวหน้าหมูซ่อนผัก” เมนูเพิ่มธาตุเหล็ก ให้ลูกรัก

อาหารธาตุเหล็ก (สำหรับเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป) ถือเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตสำหรับลูกน้อย เชฟแม่หมีจึงมีสูตร เมนูเพิ่มธาตุเหล็ก มาฝาก กับ “ข้าวหน้าหมูซ่อนผัก” รับรองหาก ลูกขาดธาตุเหล็ก ต้องได้รับสารอาหารอย่างเต็มปากเต็มคำแน่นอน 

ธาตุเหล็ก เป็นส่วนประกอบสำคัญของสารสีแดงในเม็ดเลือดแดง ที่ชื่อว่า ฮีโมโกลบิน มีหน้าที่ในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์หลายชนิดในร่างกาย

ธาตุเหล็ก เป็นธาตุอาหารสำคัญที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ จึงจำเป็นที่จะต้องได้จากอาหารอย่างเพียงพอ ซึ่งถ้าร่างกายของคนเรามี ธาตุเหล็ก ไม่เพียงพอที่จะนำไปสร้างเม็ดเลือด ก็จะทำให้มีความเข้มข้นของฮีโมโกลบินในเลือดต่ำกว่าปกติ จนเกิดภาวะโลหิตจางได้ และยังเกิดผลเสียต่อระบบการทำงานอื่นๆ ของร่างกายอีกด้วย และหากลูกน้อย ขาดธาตุเหล็ก ก็จะดูซีด มีการเจริญเติบโตผิดปกติ ระบบประสาทความจำผิดปกติ เกิดปัญหาการเรียน และพฤติกรรมตามมาได้

แต่ถ้าลูกน้อยได้รับ เมนูเพิ่มธาตุเหล็ก ก็จะช่วยให้เซลล์สมองเจริญเติบโตได้ดี ช่วยการเจริญเติบโตของเซลล์สมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจและความจำ ทั้งยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย โดยช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต้านโรคทำให้เจ็บป่วยยากขึ้น อีกด้วย

ทำ เมนูเพิ่มธาตุเหล็ก อย่างไรให้ลูกทานอย่างถูกต้องและเพียงพอ

ทั้งนี้หากคุณแม่กำลังมองหา เมนูเพิ่มธาตุเหล็ก ให้กับลูกน้อย คุณแม่ควรเลือกวัตถุดิบที่มีแหล่งอาหารจากเนื้อสัตว์ ซึ่งจะเป็นรูปแบบของธาตุเหล็กที่ร่างกายดูดซึมได้ง่ายกว่าที่อยู่ในพืช

ลูกกิน เมนูเพิ่มธาตุเหล็ก

โดยผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่า ถ้ารับประทานพืชผักที่มีธาตุเหล็ก ควรทานร่วมกับอาหารที่มีส่วนช่วยให้อัตราการดูดซึมธาตุเหล็กสูงขึ้น ซึ่งองค์ประกอบในอาหารที่ผลต่อการดูดซึมธาตุเหล็ก ได้แก่ การดูดซึมธาตุเหล็กเร็วขึ้นเมื่อมีโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัวและเนื้อหมู และอาหารที่มีวิตามินซีสูง ได้แก่ ฝรั่ง ส้ม มะละกอ มะม่วง มะเขือเทศ และบร็อกโคลี่ เป็นต้น

ดังนั้นเพื่อให้ลูกได้รับสารอาหาร ธาตุเหล็ก เข้าสู่ร่างกายอย่างเต็มที่ เชฟแม่หมีจึงมีสูตรอร่อยที่เป็น เมนูเพิ่มธาตุเหล็ก มาแนะนำ กับ “ข้าวหน้าหมูซ่อนผัก” ซึ่งมี เนื้อหมู ตับหมู และ บร็อกโคลี่ เป็นส่วนผสมหลัก …แล้วเจ้าเมนูข้าวหน้าหมูซ่อนผัก นี้จะมีส่วนผสมอื่นๆอะไรอีกบ้าง และมีขั้นตอนวิธีทำอย่างไร ตามมาดูกันเลยค่ะ⇓

ปอดบวมติดเชื้อในกระแสเลือด

โรคปอดอักเสบ เสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือด อันตราย!!

มีคุณแม่ท่านหนึ่ง แชร์ประสบการณ์ที่ต้องสูญเสีย น้องจั่นเจา ลูกชายวัย 2 เดือนไปอย่างไม่มีวันกลับ จากอาการเริ่มแรกคือลูกมีอาการไอมาก ไอจนตัวตัวงอ หน้าเขียว คุณแม่จึงพาลูกน้อยไปพบคุณหมอหลายครั้ง จนสุดท้ายพบว่าลูกน้อยเป็น โรคปอดอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือด

13 มีนาคม 2561

คุณแม่สังเกตอาการอยู่ประมาณ 2-3 วัน น้องยังไม่หาย จึงพาไปพาหมอที่คลินิกเด็กแห่งหนึ่ง ที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช คุณหมอตรวจแล้วบอกว่า เด็กเป็นหวัด จึงให้ยามา 2 ชนิด น่าจะเป็นยาแก้อักเสบ (ยาเป็งผงให้ละลายกับน้ำผสมน้ำหวาน) กับยาแก้ไอ คุณแม่ให้น้องรับประทานยาอยู่ 1 วัน แต่น้องก็ยังไม่หายไอ จึงปรึกษากับคุณพ่อว่าให้พาน้องไปที่โรงพยาบาลดีกว่า เพราะอุปกรณ์การตรวจจะครบมากกว่า

14 มีนาคม 2561

เวลาช่วงเย็น คุณแม่พาน้องไปโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อรักษา พบคุณหมอเป็นผู้หญิง (จำชื่อไม่ได้) ทำการตรวจ แล้วแจ้งว่า น้องไอธรรมดา ไม่มีไข้ ปอดและการหายใจปกติ จึงให้ยาแก้ไอมารับประทาน 1 ขวด คุณพ่อกับคุณแม่จึงพาลูกกลับบ้าน ให้รับประทานยาอยู่ 1 วัน แต่น้องก็ยังไอไม่หยุด ไอมากขึ้น ไอจนตัวงอ หน้าแดง ปากเขียว จึงพาน้องไปที่โรงพยาบาลเดิมอีกครั้ง

โรคปอดอักเสบ
อาการไอมาก ไอจนตัวตัวงอ หน้าเขียว (หมายเหตุ: ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริง)

16 มีนาคม 2561

เวลาเช้า พบคุณหมอผู้ชาย (จำชื่อไม่ได้) ทำการตรวจ คุณหมอสอบถามอาการ คุณแม่ก็บอกอาการว่า ลูกไอมาก ไอจนตัวงอ หน้าแดง ปากเขียว หมอจึงทำการตรวจหัวใจ บอกว่าน้องหายใจปกติ ปอดก็ปกติ และบอกว่าโดยปกติเด็กเล็กไม่สามารถจ่ายยาให้ได้ แต่จะสอนเคาะปอดเวลาลูกไอ และให้สั่งจ่ายลูกยางแดงสำหรับดูดเสมหะ และน้ำเกลือล้างจมูกให้ลูก ถ้าลูกมีน้ำมูก

คุณแม่และคุณพ่อพาลูกน้อยไปที่ห้องฉุกเฉิน เพื่อให้พยาบาลสอนเคาะปอด และรับลูกสูบยางแดง กับน้ำเกลือกลับบ้าน เมื่อกลับมาบ้านลูกน้อยก็ยังไอมากเหมือนเดิม แต่ด้วยความที่คุณพ่อและคุณแม่ได้คุยกับคุณหมอที่โรงพยาบาลถึง 2 ครั้ง คุณพ่อคุณแม่จึงเชื่อการรักษาของหมอว่าเดี๋ยวลูกน้อยก็คงหาย เพราะมีอาการไอแค่อย่างเดียวโดยที่ไม่มีไข้

28 มีนาคม 2561

น้องตัวร้อน คุณแม่วัดไข้ได้ 38.3 องศา คุณแม่ทำการรักษาเบื้องต้น โดยการเช็ดตัวให้น้องแล้ววัดไข้อีกรอบ จนไข้ลดลงเหลือ 36.8 องศา

29 มีนาคม 2561

เช้าวันนั้นคุณแม่กับคุณพ่อพาน้องไปที่คลินิกเด็กแห่งเดิมที่เคยพาน้องไป เพราะมีไข้ และเริ่มอ่อนแรง คุณหมอทำการตรวจและบอกว่า ลงปอดแล้ว ให้รีบส่งตัวเด็กไปที่โรงพยาบาลในตัวเมืองด่วน คุณพ่อกับคุณแม่จึงพาน้องไปที่โรงพยาบาลเดิมอีกครั้ง เพื่อทำการรักษา และส่งตัวไปที่โรงพยาบาลที่ใหญ่กว่า

มาครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตรงจุดคัดกรองเห็นน้องแล้วตกใจ เพราะน้องอาการไม่ค่อยดี เลยให้พาน้องเข้าห้องฉุกเฉิน เข้าไปพบคุณหมอผู้ชายคนเดิมที่เคยรักษาครั้งที่ 2 คุณหมอซักประวัติ คุณแม่จึงบอกรายละเอียดไปว่าพาลูกน้อยมาที่นี่ 2 ครั้งแล้ว ไม่ทำการรักษา และไม่จ่ายยาอะไรให้เลย

พยาบาลในห้องฉุกเฉินถามว่าน้องมีไข้มากี่วันแล้ว คุณแม่บอกว่าก่อนหน้านี้น้องไม่มีไข้เลย แค่ไออย่างเดียว มารักษาที่นี่ก็ไม่ได้รับการรักษา แต่สอนให้เคาะปอดเท่านั้น

พยาบาลถามว่า น้องเป็นไข้ทำไมคุณแม่ไม่ให้รับประทานยาลดไข้ คุณแม่จึงบอกว่าให้รับประทานยาลดไข้ได้ยังไง ในเมื่อคุณหมอที่นี่ไม่ได้จ่ายยาให้ พยาบาลบอกว่ายามีขายใน 7-11

โรคปอดอักเสบ
เมื่อลูกมีไข้ ควรพาไปพบแพทย์ ให้แพทย์สั่งจ่ายยา ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง

เมื่อคุณพ่อได้ยินแล้วก็โมโหมาก และบอกว่าใครจะกล้าซื้อยาให้ลูกกินเอง ในเมื่อพาน้องมาพาหมอถึง 2 ครั้ง หมอยังไม่จ่ายยาให้น้องเลย สอนแค่เคาะปอดและบอกว่าน้องไอธรรมดา หลังจากการสนทนาเรื่องอาการน้องจบลง คุณหมอก็บอกว่า น้องปอดบวม หายใจแรง และหอบมากเลยต้องให้ออกซิเจน และบอกกับคุณพ่อคุณแม่ว่า ถ้าอาการดีขึ้นก็จะให้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ แต่ด้วยความไม่มั่นใจในการรักษาและอาการของน้องที่เป็นหนัก คุณแม่จึงอยากให้ส่งตัวน้องไปที่โรงพยาบาลใหญ่ในจังหวัด คุณหมอเห็นอาการน้องไม่ดี จึงติดต่อโรงพยาบาลใหญ่เพื่อส่งตัว แต่ที่โรงพยาบาลนั้นออกซิเจนเต็ม จึงติดต่อประสานงานไปที่โรงพยาบาลมหาราชจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นโรงพยาบาลใหญ่ประจำจังหวัดเพื่อส่งตัวน้องไป

น้องรักษาอยู่ในออภิบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต หรือ PIC คุณหมอที่โรงพยาบาลมหาราชจังหวัดนครศรีธรรมราช เรียกคุณพ่อคุณแม่ไปคุยเรื่องอาการของน้อง บอกว่า น้องปอดบวมทั้ง 2 ข้าง ติดเชื้อในปอด และลามไปติดเชื้อที่กระแสเลือดขั้นรุนแรง ทำให้น้องหายใจลำบาก ต้องสวมเครื่องช่วยหายใจ และให้ยารักษาปอดบวม ผลเลือดออกมา คิดค่าเม็ดเลือดขาวสูงถึง 92,000 จนคุณหมอตกใจ คุณหมอบอกว่าน้องอาการไม่ดีเลย คุณพ่อคุณแม่ต้องทำใจเผื่อเอาไว้บ้าง เนื่องจากติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง

อ่านต่อ “โรคปอดอักเสบ เสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือด อันตราย!!” คลิกหน้า 2

หลักการตั้งชื่อ ชื่อมงคล

ลูกคันเหงือก บรรเทาได้ด้วย 10 วิธีนี้!

ลูกคันเหงือก ไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร … ทีมงาน Amarin Baby and Kids มีคำแนะนำมาฝาก! 

 

เมื่อฟันลูกจะขึ้น แน่นอนว่าอาการที่ลูกจะต้องเจอเลยก็คือ อาการ “คันเหงือก” และอาการที่ว่านี้ก็มักจะขึ้นก่อนที่ฟันของลูกจะขึ้น โดยฟันซี่แรกของลูกน้อยจะเริ่มขึ้นมาให้ได้เห็นตั้งแต่ลูกมีอายุครบ 3 เดือนไปจนถึง 1 ปีค่ะ (ทั้งนี้จะช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคน) และนี่จึงถือเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกของคุณพ่อคุณแม่หงุดหงิด งอแง ไม่ค่อยยอมรับประทานอะไร หรือนอนหลับยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ฟันลูกกำลังจะขึ้น … ทีมงาน Amarin Baby and Kids ก็มีวิธีสังเกตมาฝากด้วยเช่นกันค่ะ หากพร้อมแล้วเราไปอ่านต่อเนื้อหาที่ว่านี้เพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

 

โดยปกติแล้วเวลาที่ ลูกคันเหงือก คุณพ่อคุณแม่ มีวิธีการอย่างไรที่จะช่วยให้ลูกรู้สึกดีขึ้นคะ … หากยังนึกไม่ออกหรืออยากลองวิธีใหม่ ๆ ห้ามพลาดเลยละค่ะ เพราะทีมงานมีเรื่องราวดี ๆ นี้มากฝากกัน แต่ก่อนที่เราจะไปดูนั้น เรามาดูกันก่อนดีกว่าค่ะว่า อาการของลูกที่ฟันกำลังจะขึ้นนั้นเป็นอย่างไร

จะรู้ได้อย่างไรว่า ลูกคันเหงือกเพราะฟันจะขึ้น

สำหรับวิธีการสังเกตอาการของลูกน้อยที่ฟันกำลังจะขึ้นนั้น ให้คุณแม่สังเกตอาการเหล่านี้กันค่ะ

  • ลูกมีแก้มเป็นสีชมพูหรือแดงจัด
  • ลูกน้ำลายเยอะและไหลย้อน
  • หงุดหงิดง่าย ร้องไห้งอแงบ่อย
  • ชอบหยิบของเข้าปาก และกัดทุกอย่างที่ขวางหน้า
  • เหงือกบวมแดง
  • นอนหลับยาก
  • ไม่อยากอาหาร
  • มีไข้ต่ำ

10 วิธีบรรเทาอาการ ลูกคันเหงือก

  • นวดเหงือกลูก ให้คุณพ่อคุณแม่ล้างมือให้สะอาด แล้วใช้นิ้วค่อย ๆ นวดเบา ๆ ไปที่เหงือกของลูก การทำเช่นนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกสบาย และผ่อนคลายได้
  • ใช้อาหารแช่แข็ง อันได้แก่ ผัก ไม่ว่าจะเป็นแตงกวา หรือแครอทที่ปลอกเปลือกแล้ว ให้นำมาหั่นเป็นท่อนสี่เหลียมผืนผ้าตามแนวยาว เสร็จแล้วนำไปล้างและนำแช่เข้าช้องแช่แข็งทันที ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่พบว่า ลูกคันเหงือก ละก็ให้นำผักแช่แข็งที่ว่านี้ออกจากตู้เย็น และนำไปให้ลูกน้อยถือไว้ค่ะ คราวนี้ละไม่ว่าจะคันเหงือกมากขนาดไหนก็เอาอยู่
  • ให้ทานอาหารที่มีอุณหภูมิเย็น โดยปกติแล้วเรามักที่จะให้ลูกทานอาหารที่อุ่นกันใช่ไหมละคะ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกน้อยเริ่มคนเหงือก แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่นำอาหารนั้นไปแช่เย็นสักนิดนึงค่ะ นอกจากจะช่วยทำให้ลูกทานได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย และสบายเหงือกอีกด้วยนะคะ
  • ใช้ขิงทาเหงือก ขิง คือสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการลดอาการอักเสบค่ะ วิธีการก็คือ ให้คุณพ่อคุณแม่นำขิงที่มีอยู่ล้างให้สะอาด หลังจากนั้นค่อย ๆ เอาเปลือกออก และหั่นเป็นแว่นวางเอาไว้ เสร็จแล้วนำไปทาบริเวณเหงือกของลูกน้อยที่ดูแล้วฟันน่าจะกำลังขึ้นละก็ รับรองลูกจะค่อย ๆ สงบขึ้น นั่นเอง
  • ให้ลูกกัดช้อนเย็น วิธีนี้ถือเป็นวิธียอดฮิตติดลมบนเลยละค่ะ วิธีการไม่ยากอะไร แค่นำช้อนรับประทานอาหารที่ไม่คมมาล้างให้สะอาด แล้วนำไปแช่เย็นทิ้งไว้ พอลูกเริ่มมีอาการ ก็ให้หยิบไปให้ลูกกัดเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยค่ะ
  • ไอศกรีมนมแม่ ให้คุณแม่นำไอศกรีมนมแม่ ที่แช่แข็งไว้มาให้ลูกรับประทาน นอกจากความเย็นจะช่วยบรรเทาอาการปวดแล้ว ลูกน้อยก็ยังจะได้รับประทานนมแม่ที่แสนอร่อยและอุดมไปด้วยคุณค่าได้อีกด้วยอย่างไรละคะ
  • ที่กัด แนะนำให้คุณแม่ใช้แบบที่เป็นเงินมากกว่าค่ะ แต่ถ้าลูกน้อยไม่ชอบละก็ ให้เปลี่ยนมาเป็นแบบซิลิโคน หรือแบบไม้ก็ได้นะคะ แต่อย่าลืมล้างให้สะอาดและลวกน้ำร้อนก่อนใช้ทุกครั้งนะคะ
  • ให้ทำความสะอาดช่องปากของลูก ด้วยการนำผ้าชุบน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุกและนำมาเช็ดภายในปากของลูกให้ทั่วปาก ให้ใช้วันละ 2ครั้ง ตอนเช้าและตอนเย็นค่ะ หรือจะทำหลังจากที่ลูกกินนมหรืออาหารเสริมก็ได้นะคะ
  • ขนมปังบิสกิตแบบโฮมเมด ขั้นตอนการทำก็คือ ให้ใช้ข้าวโอ๊ตบดกับลูกเดือย แล้วนำไปผสมแป้งที่ร่อนแล้ว จากนั้นให้คุณแม่เพิ่มความหวานด้วยการเติมน้ำเชื่อมเมเปิลลงไป ตามด้วยการเพิ่มน้ำมันมะพร้าวไปอีกสักนิดนึงเพื่อให้ส่วนผสมที่ได้นั้นนุ่มนวล หลังจากนั้นก็อาจจะปั้นออกมาเป็นก้อน หรืออาจจะตุ๊กตาก็ได้นะคะ แล้วต่อด้วยการพาเข้าเตาอบไฟปานกลางอย่าแรงกกินไปนะคะ เดี๋ยวจะไหม้เอา
  • อ้อมกอดของคุณพ่อคุณแม่ ทุกครั้งเวลาที่ลูกร้องไห้งอแงหรือเกเร เพียงแค่คุณแม่อุ้มและกอดเบา ๆ แล้วร้องเพลงกล่อม ไม่นานหรอกค่ะ ลูกน้อยก็จะนอนหลับฝันดีจนลืมอาการเจ็บนี้แล้วละค่ะ

ขอบคุณที่มา: Momjunction

อ่านต่อบทความอื่นที่น่าสนใจ:

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เงินสงเคราะห์บุตรคนเดิม

ย้ายงาน! อย่าลืมยื่นขอรับสิทธิ์ เงินสงเคราะห์บุตรคนเดิม

เงินสงเคราะห์บุตรคนเดิม คืออะไร? แล้วทำไมถึงสำคัญกับคุณแม่ที่ย้ายหรือเปลี่ยนงานใหม่? มาหาคำตอบนี้กันค่ะ

 

 

คุณแม่ที่ถือบัตรประกันสังคมส่วนใหญ่ คงไม่มีใครไม่รู้จักกับ “เงินสงเคราะห์บุตร” กันใช่ไหมละคะ แต่มั่นใจว่า น้อยคนนักที่จะทราบว่า เมื่อเราเปลี่ยนหรือย้ายงานใหม่นั้นต้องขอยื่นเพื่อขอรับสิทธิ์ เงินสงเคราะห์บุตรคนเดิม กันด้วย ซึ่งวันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids จะมาขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องให้คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบกันค่ะว่า เวลาจะยื่นนั้นมีขั้นตอนอะไรบ้าง

ใครคือผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินสงเคราะห์บุตรบ้าง?

1. ต้องเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่จ่ายเงินสบทบแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ ซึ่งสิทธิเงินสงเคราะห์บุตรที่ได้รับเป็นแบบเหมาจ่าย เดือนละ 600 บาท (สำหรับเด็กที่เกิดในปีงบประมาณ 2560) ต่อลูก 1 คน

2.ต้องเป็นลูกที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่ลูกบุญธรรม หรือลูกที่ยกให้เป็นลูกบุญธรรมของคนอื่น และต้องมีอายุตั้งแต่แรกเกิด – 6 ขวบ จำนวนครั้งละไม่เกิน 2 คน

3.คุณพ่อคุณแม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน กรณีสงเคราะห์บุตร ที่อายุไม่เกิน 6 ขวบ ยกเว้นคุณพ่อ คุณแม่เป็นผู้ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต ในขณะที่ลูกน้อย จะมีสิทธิ์ได้รับประโยชน์ต่อจนถึงอายุ 6 ขวบ

เมนูเห็ดเข็มทอง

3 เมนูเห็ดเข็มทอง ลูกน้อยอร่อยแถมได้ประโยชน์

พบกับ เมนูเห็ดเข็มทอง เมนูลูกน้อยที่มีดีมากกว่าอร่อย … บอกเลยห้ามพลาด!

 

 

เห็ดเข็มทอง เห็ดที่ไม่ว่าจะทำเป็นเมนูอะไรก็อร่อย แต่ทำม๊ายทำไมลูกน้อยถึงไม่ชอบทาน … เช่นเดียวกับลูกของผู้เขียนเลยค่ะคุณพ่อคุณแม่ขา ให้ทานแรก ๆ นี่ไม่ชอบเลย ส่ายหน้า ไม่เอา พร้อมร้องเสียงสูง อี๊!!! เห็ด ….. แต่ทุกวันนี้เชื่อหรือไม่คะว่า นอกจากไข่ เต้าหู้ ผักกาดขาว และหมูสับแล้ว จำเป็นต้องมี “เห็ดเข็มทอง” ที่ว่านี้ติดอยู่ในตู้เย็นด้วย เพราะถ้าไม่มีละก็บอกเลยค่ะว่า คุณลูกชายสุดที่รักจะเคืองมาก!

ผู้เขียนไปเล่าให้เพื่อน ๆ ที่มีลูกฟังค่ะ หลายคนถามว่า แล้ว “ไปทำอะไร ทำไมลูกถึงชอบมากมายขนาดนี้” … ผู้เขียนก็บอกไปตามความเป็นจริงว่า ไม่ได้ทำอะไรเลยจริง ๆ นะ แค่ใส่เพิ่มลงไปในเมนูโปรดที่เขาชอบทานเท่านั้นเอง ซึ่งเมนูโปรดที่ว่าก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ต้มจืดเต้าหู้หมูสับใส่ผักกาดขาว ต้มจืดวุ้นเส้น หรือต้มยำกุ้ง อะไรพวกนี้ กลายเป็นว่าชนะใจลูกชายไปโดยปริยาย ทุกวันนี้หากสั่งต้มยำมาทาน แล้วมีเห็ดเข็มทองที่ว่า อย่าหวังว่าผู้เขียนจะได้รับประทานเลยค่ะ เสร็จคุณลูกหมดจริง ๆ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา วันนี้ผู้เขียนและทีมงาน Amarin Baby and Kids จะขอนำเสนอ เมนูเห็ดเข็มทอง ที่มาพร้อมกับประโยชน์และความอร่อยมาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านกันค่ะ

อุบัติเหตุ

หมอรามาแนะ วิธีสร้างทักษะความปลอดภัยให้ลูกจากกรณี เด็กตกตึก

จากกรณีข่าวดัง เด็กตกตึก จนเสียชีวิต ทำให้หลายครอบครัวคงต้องกลับมาตั้งคำถามกันว่า เราดูแลลูกดีพอแล้วหรือยัง? เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้เพียงเสี้ยววินาทีค่ะ

 

เด็กตกตึก จนเสียชีวิต อุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

เป็นอีกหนึ่งข่าวดัง ที่คุณพ่อคุณแม่ให้ความสนใจมากๆค่ะ สำหรับกรณี เด็กตกตึก จนเสียชีวิต ซึ่งเด็กทั้ง 4 คนที่พลัดตกจากตึกที่อยู่อาศัยนั้น เป็นพี่น้องกัน และหนึ่งในนั้นเป็นเด็กน้อยวัยเพียง 5 ปี ที่เสียชีวิตแล้วจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งจากข่าวที่ได้มีการเผยแพร่นั้น เผยว่า สาเหตุเกิดจากการที่เด็กทั้ง 4 คนนั้น ถูกปล่อยให้อยู่กันเองตามลำพัง จนเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนี้ขึ้น

อุบัติเหตุ
เครดิตภาพ : Amarintv

อุบัติเหตุ

ด้าน รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องของทักษะความปลอดภัย ที่พ่อแม่คววรฝึกให้ลูก เพื่อจะได้เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดใจขึ้น จึงได้มีการจัดบรรยาย “ บทเรียนพ่อแม่ กรณี เด็กตกตึก ” ซึ่งคุณหมอ อดิศักดิ์ ได้กล่าวว่า

“โดยหลักการแล้วเด็กจะสามารถอยู่ได้ด้วยตนเองเมื่ออายุประมาณ 12 ปี แต่เด็กต้องได้รับการฝึกฝน ได้รับการสอน จัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยและได้รับการประเมินแล้วว่าสามารถอยู่ได้ตามลำพัง โดยต้องฝึกเด็กตั้งแต่อายุ 10 ปีขึ้นไป มีการฝึกการทดสอบการแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมถึงกรณีฉุกเฉินด้วย ซึ่งเป็นลักษณะเด็กอยู่คนเดียว (Home Alone) แต่กรณี เด็กตกตึก 4 คนที่เป็นข่าว ไม่ใช่ลักษณะเด็กอยู่คนเดียว แต่เด็กที่เป็นพี่คนโตวัย 11 ปีต้องดูแลน้องอีก 3 คน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเด็กอยู่คนเดียว หรือเด็กที่ต้องดูแลน้องโดยไม่มีผู้ใหญ่อยู่ ต้องมีทั้งวุฒิภาวะ และต้องได้รับการฝึกฝน  ทั้งนี้ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็ก และ ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยในเด็ก ได้จัดทำโครงการทักษะความปลอดภัยที่แบ่งตามอายุของเด็ก 10 ทักษะความปลอดภัยที่เด็กต้องเรียนรู้ในโรงเรียน โดยพฤติกรรม Home Alone จะเริ่มสอนตอนอายุ 10 ปี ให้เด็กเรียนรู้เรื่องการตัดสินใจ การแก้ปัญหาฉุกเฉิน การถูกล่อลวง เป็นต้น เพราะเหตุฉุกเฉินมีอีกหลายกรณีไม่ใช่เรื่องเด็กตกตึกเท่านั้น ดังนั้น ต้องช่วยกันสร้างแนวคิดให้สังคมหันมาสนใจ โดยต้องยกระดับความรู้สึกร่วมรับผิดชอบให้เพิ่มขึ้น”

กรณี เด็กตกตึก อาจจะไม่เกิดขึ้น หากเด็กมีความพร้อมดังนี้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ระดมพลังทุกภาคส่วนร่วมใจ หยุดโรคภัยด้วยวัคซีน

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ระดมพลังทุกภาคส่วนร่วมใจ หยุดโรคภัยด้วยวัคซีน #VaccinesWork เป็นหนึ่งพลังขับเคลื่อนงานด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้สัปดาห์สุดท้ายเดือนเมษายนของทุกปีเป็นสัปดาห์แห่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโลก (World Immunization Week) โดยในปีนี้มีแนวคิดหลักคือ “Protected Together,  #VaccinesWork”เน้นให้ความสำคัญกับบทบาทหน้าที่ของทุกคนที่มีส่วนร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านวัคซีนของประเทศจึงจัดงานเสวนา “ทุกภาคส่วนร่วมใจ หยุดโรคภัยด้วยวัคซีน” #VaccinesWork เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญของวัคซีน และร่วมเป็นหนึ่งพลังของการขับเคลื่อนงานด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ทุกคนในสังคม ปลอดภัยจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ณ ห้องสยามบอลรูม โรงแรมแลงคาสเตอร์ กรุงเทพฯ

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ

พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ด้านกุมารเวชกรรม กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า.. จากการสำรวจภาพรวมความครอบคลุมการได้รับวัคซีนทุกชนิดในกลุ่มเด็กก่อนวัยเรียนและในวัยเรียนของประเทศ มีระดับสูง ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 แต่ยังมีบางส่วนของเด็กกลุ่มเป้าหมาย ที่ไม่ได้รับวัคซีนด้วยสาเหตุจาก 1) ด้านผู้ปกครอง เช่น ติดภารกิจ จำวันนัดไม่ได้ ความไม่เข้าใจในประเด็นเรื่องวัคซีน เป็นต้น 2) ด้านระบบการนัด ที่อาจไม่ได้นัด หรือ นัดคลาดเคลื่อน 3) ด้านการเข้าถึงวัคซีน เช่น อยู่ห่างไกล หรือ อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย เป็นต้น

พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ เปิดเผยต่อว่า.. โดยเฉพาะการพบปัญหาความครอบคลุมการได้รับวัคซีนต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในประชากรกลุ่มเสี่ยง 4 กลุ่ม คือ 1) ประชากรเคลื่อนย้ายทั้งแรงงานไทยและต่างด้าว 2) ประชากรที่อยู่ในพื้นที่สูงชายแดนทุรกันดารชาวเขาและห่างไกลจากการเข้าถึงสถานบริการสาธารณสุข 3) ประชากรที่อยู่ในพื้นที่ที่ด้วยเหตุใดก็ตาม มีระดับความครอบคลุมการได้รับวัคซีนต่ำกว่าเกณฑ์หรือมีประวัติการเกิดการระบาดของโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน 4) ประชากรในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีปัญหาความไม่สงบ จากสภาพปัญหาดังกล่าวเห็นได้ว่ายังมีโอกาสเสี่ยงที่ประเทศไทยจะเกิดการระบาดของโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนที่มีแนวโน้มลดลง หรือหมดไปแล้วกลับมาระบาดจนเป็นปัญหาทางสาธารณสุขได้อีกครั้ง ด้วยเหตุนี้การขยายความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนจึงเป็นแนวทางที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ควรร่วมมือกันพยายามผลักดันเพื่อให้เกิดการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและบรรลุตามเป้าหมาย

ดร.ประภาภรณ์ หลังปูเต๊ะ ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี  ได้เล่าถึงมุมมองปัญหาด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า.. ด้วยความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องและความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีน ประกอบกับสถานการณ์ความไม่สงบภายในพื้นที่และการจัดบริการที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน ทำให้เกิดข้อจำกัดและส่งผลให้ความครอบคลุมของวัคซีนในพื้นที่อยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามแก้ไขปัญหาโดยการอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรผู้ให้บริการในพื้นที่เกี่ยวกับการให้วัคซีน การติดตาม ควบคุมกำกับ และการนัดหมายให้ประชาชนมารับวัคซีนตามระยะเวลา แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่เท่าที่ควร เป็นไปได้ว่าการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการให้ข้อมูลแบบรอบด้านแก่ผู้ปกครองและบุคคลสำคัญในครอบครัว เช่น สามี หรือ ปู่ย่า ตายาย ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจพาบุตรหลานกลับมารับวัคซีนก่อนจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และเพิ่มความตระหนักถึงความสำคัญของการได้รับวัคซีนของบุตรหลาน นอกจากนี้ต้องมีการส่งเสริมให้ความรู้และพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่เอง และการเสวนาในครั้งนี้จะเป็นช่องทางในการหาทางออก หรือหาแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ด้าน ดร.นพ.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ได้กล่าวว่า..ทิศทางและนโยบายด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศไทยนั้น มีการให้บริการวัคซีนเพื่อกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายเพื่อป้องกันโรคที่มีความสำคัญ การรับวัคซีนเป็นวิธีป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพสูง และเสียค่าใช้จ่ายไม่มากเมื่อเทียบกับค่ารักษาพยาบาลหากเกิดโรค ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้ให้บริการวัคซีนพื้นฐานฟรีในเด็กแรกเกิดไปจนถึงวัยเรียน อายุ 12 ปี จำนวน 11 โรค ได้แก่ วัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี (HB) วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี (DTP-HB) วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (DTP) วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดหยอด/ชนิดฉีด (OPV/IPV) วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี (JE) วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก (dT) วัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก (HPV) โดยสามารถขอรับบริการได้ในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ และสถานพยาบาลทุกแห่งในเครือข่ายสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

ดร.นพ.จรุง เมืองชนะ กล่าวเพิ่มว่า ปัจจุบันยังมีกลุ่มเป้าหมายหลักที่รัฐให้ความสำคัญ และสนับสนุนให้รับวัคซีนเพิ่มเติม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นภูมิคุ้มกันซ้ำ ได้แก่ กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ กลุ่มนักเรียนและเด็กวัยรุ่น กลุ่มวัยผู้ใหญ่-กลุ่มเสี่ยง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหอบหืด และกลุ่มผู้สูงอายุ จึงอาจปฏิเสธไม่ได้ว่าวัคซีนมีความจำเป็นและสำคัญทุกกลุ่มอายุ นอกจากจะช่วยป้องกันโรคหรือลดความรุนแรงของโรคแล้ว ยังเป็นการลดต้นทุนทางด้านสุขภาพให้กับประเทศ เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของตัวเอง และลดปัญหาการระบาดในครอบครัว ในโรงเรียน และในชุมชนได้ ดังนั้นจึงควรติดตามข้อมูลข่าวสาร และหาโอกาสไปรับวัคซีนที่จำเป็นอยู่เสมอ

นพ.กฤช ลี่ทองอิน ที่ปรึกษาสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เล่าว่า..สปสช.โดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตระหนักดีว่าวัคซีนเป็นเครื่องมือที่สำคัญและมีประสิทธิผลมากในการป้องกันโรคที่เกิดจากการติดเชื้อโรคพวกแบคทีเรียและไวรัส คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงกำหนดให้วัคซีนเป็นสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนไทยแต่ละช่วงอายุจะได้รับ ทั้งนี้ประชาชนช่วงอายุใดจะได้รับวัคซีนอะไรบ้างนั้น ก็เป็นไปตามที่คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติและกรมควบคุมโรคแนะนำ ปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคบรรจุอยู่ในสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติถึง 11 โรค ซึ่งประชาชนไทยที่มีสิทธิ์สามารถรับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่หน่วยบริการสาธารณสุขของรัฐและสถานพยาบาลเอกชนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

นพ.กฤช ลี่ทองอิน ยังบอกอีกว่า.. การเปลี่ยนแปลงทางระบาดวิทยาและภูมิคุ้มกันโรค ทำให้มีการกลับมาระบาดซ้ำของโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนในอดีต ในประชากรที่อายุมากขึ้นจากการศึกษาของกรมควบคุมโรคเกี่ยวกับสาเหตุที่เกิดขึ้น พบว่า นอกจากการลดลงของภูมิคุ้มกันที่เคยได้รับในวัยเด็กแล้ว ความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนในช่วงอายุนั้นๆ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญ ทั้งนี้หากคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติและกรมควบคุมโรคพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นและความคุ้มค่าในการขยายการให้วัคซีนไปยังกลุ่มประชากรที่มีอายุมากขึ้น และคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติได้พิจารณาเห็นชอบ ก็มีแนวโน้มสูงที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะพิจารณาขยายสิทธิประโยชน์ด้านวัคซีนครอบคลุมประชากรที่มีอายุมากขึ้นพร้อมจัดหางบประมาณสนับสนุนเป็นค่าวัคซีนและค่าฉีด

นอกจากนั้น ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้มีวัคซีนชนิดใหม่ที่สามารถป้องกันโรคได้หลายชนิดมากยิ่งขึ้นรวมถึงรูปแบบใหม่ๆ ของวัคซีนผสมได้แก่ วัคซีนรวม DTP-HB-Hib วัคซีนโรต้า วัคซีน IPD วัคซีนรวม DTP-HB-Hib-IPV วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ วัคซีนงูสวัด และวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก หากวัคซีนเหล่านี้ผ่านการพิจารณาประสิทธิผลและความคุ้มค่าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังได้กล่าวแล้ว เห็นว่า สปสช.โดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติก็น่าจะยินดีพิจารณาจัดเป็นสิทธิประโยชน์แก่ประชาชน ตามลำดับความสำคัญภายใต้ทรัพยากรด้านสุขภาพที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้ประชาชนไทยได้รับประโยชน์สูงสุด

และทางด้าน ศ.พญ. กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ หัวหน้าหน่วยโรคติดเชื้อเด็ก คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวเพิ่มเติมในด้านความสำคัญของการรับวัคซีนของคนทุกช่วงวัยว่า สมัยก่อนเมื่อพูดถึงวัคซีนเรามักนึกถึงการให้วัคซีนในเด็ก เพื่อป้องกันโรคในเด็กเป็นหลัก แต่ปัจจุบันความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีช่วยให้เราสามารถวิจัยพัฒนาวัคซีนมาใช้ป้องกันโรคได้ตลอดช่วงวัยของมนุษย์ วัคซีนครอบครัวหรือ family vaccine ที่หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำหรับการเสวนาครั้งนี้ เน้นความเกี่ยวพันของการรับวัคซีนของสมาชิกในครอบครัวแต่ละวัย ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมในการป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคนั้นๆ ต่อสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านและชุมชนได้ด้วย เช่น เด็กได้รับวัคซีนโรต้า (Rotavirus Vaccine) จะช่วยลดอัตราการป่วยท้องเสียของผู้สูงอายุจากไวรัสโรต้าเพราะผู้สูงอายุอาจเป็นโรคนี้ โดยมักติดมาจากเด็กและอาจรุนแรงได้ในขณะที่วัคซีนตัวนี้ไม่ได้รับการรับรองให้ใช้ในผู้สูงอายุ และการที่เด็กได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular disease) ซึ่งเกิดจากไข้หวัดใหญ่ได้ เพราะประสิทธิภาพของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่ค่อยสูงในผู้สูงอายุ ในขณะเดียวกันเมื่อผู้สูงอายุรับวัคซีน บาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (Tdap) จะมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคไอกรน (Pertussis) ในเด็ก และการรับวัคซีนไข้เลือดออก (Dengue) ในผู้ใหญ่ซึ่งเด็กไม่สามารถฉีดได้จะช่วยป้องกันการเกิดโรคไข้เลือดออกในชุมชน (Herd immunity) ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งในการช่วยป้องกันเด็กๆ จากโรคไข้เลือดออกหากมีการระบาดของโรคเกิดขึ้นในชุมชนนั้นๆ

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านวัคซีนของประเทศ จะยังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนพัฒนางานด้านวัคซีนของประเทศต่อไป ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านวัคซีน ประชาชนเข้าถึงการป้องกันโรคด้วยวัคซีนที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง เป็นธรรม” และหวังว่ากิจกรรมครั้งนี้จะทำให้ทุกท่านเห็นถึงความสำคัญของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และหันมารับวัคซีนให้ครบตามกำหนด เพราะหนทางที่ดีที่สุดในการควบคุมโรค ไม่ใช่การรักษา หากแต่เป็นการป้องกัน ดังเช่น คำกล่าวที่ว่า “การปัองกันดีกว่าการรักษา หรือ Prevention is better than cure”

ความเชื่อของคนไทย

ความเชื่อของคนไทย แม่ท้องให้นมลูกเสี่ยงแท้ง!?

มีคุณแม่หลายคนเกิดความสงสัยว่า ขณะตั้งครรภ์ สามารถให้นมลูกได้หรือไม่? เพราะมี ความเชื่อของคนไทย ที่บอกต่อๆ กันมาว่าหากให้นมลูกตอนตั้งครรภ์ อาจทำให้มีความเสี่ยงในการแท้งลูกได้ ข้อมูลนี้เป็นความจริงหรือไม่? Amarin Baby & Kids มีคำตอบ พร้อมคำแนะนำดีๆ ในการดูแลตัวเอง

Continue reading “ความเชื่อของคนไทย แม่ท้องให้นมลูกเสี่ยงแท้ง!?”

ลายนิ้วมือ บอกนิสัย

ลายนิ้วมือ ทั้ง 10 นิ้ว บอกนิสัยและความถนัดของลูกได้

ลายนิ้วมือ บ่งบอก “ตัวตน” ของลูกเราได้จริงหรือ? คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมลูกเราแสดงออกแบบนี้ มีพฤติกรรมแบบนี้? ทำไมเด็กบางคนดื้อรั้น บางคนใจร้อน บางคนเฉื่อยชา บางคนขี้กลัว ไม่กล้าแสดงออก บางคนหุนหันพลันแล่น บางคนไม่ยอมใครเลย บางคนก็อ่อนไหวง่ายเหลือเกิน หรือแม้แต่พี่น้องกัน อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเดียวกัน ทำไมถึงมีบุคลิกไม่เหมือนกัน

นั่นเป็นเพราะ เด็กทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ซึ่งเอกลักษณ์ดังกล่าวนั้น เราสามารถวิเคราะห์ได้จาก ลายนิ้วมือ ของเด็กแต่ละคน

ลายนิ้วมือ บอกนิสัย และความถนัดของลูกได้

คุณนันท์ณรัตน์ สุนทรพิพิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ลายนิ้วมือจาก myDNA Thailand ได้อธิบายว่า ลายนิ้วมือทั้ง 10 นิ้วเป็นสิ่งที่ติดตัวคนเรามาตั้งแต่กำเนิด เปรียบเสมือน DNA ของเรานั่นเอง โดยสมองกับลายนิ้วมือมีเซลล์ต้นกำเนิดชนิดเดียวกัน และพัฒนาขึ้นมาพร้อมๆ กันตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ในช่วงสัปดาห์ที่ 13 ถึง 24 และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกตลอดชีวิต ด้วยรูปแบบ รูปทรง และจำนวนเส้นลายนิ้วมือที่แตกต่างกันของแต่ละคน จึงทำให้คนเรามีลักษณะนิสัย และความสามารถที่แตกต่างกัน

การวิเคราะห์ลายนิ้วมือเป็นการประมวลผลร่วมกันโดยใช้ วิธีทางการแพทย์ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การศึกษาด้านพันธุกรรม และสถิติ จึงมีความแม่นยำสูง ทำให้สามารถวิเคราะห์การทำงานของสมอง พรสวรรค์ และศักยภาพ “โดยกำเนิด” ของบุคคลออกมาได้

สแกนลายนิ้วมือลูก

สมัยก่อนตอนที่เราเป็นเด็ก การสแกนลายนิ้วมือ หรือการวิเคราะห์นิสัยและบุคลิกภาพจากลายนิ้วมือยังไม่เป็นที่รู้จัก พ่อแม่เราก็อาศัย วิธีการ “สังเกต” นิสัย ความถนัด และความชอบของเราไปเรื่อยๆ แล้วก็ส่งเสริมเราไปในทางที่เหมาะกับบุคลิกและความถนัด แต่ในปัจจุบัน การสแกนลายนิ้วมีความแพร่หลายมากขึ้น ทำให้เราวิเคราะห์ลักษณะนิสัยและความถนัดของลูกได้เร็วขึ้น ซึ่งการรู้เร็ว มีข้อดี คือ ช่วยให้เราเข้าใจลูกได้เร็วขึ้น คลายสงสัยในตัวลูก ใจเย็นกับลูกมากขึ้น และรู้แนวทางที่จะส่งเสริมลูกในด้านต่างๆ ให้สอดคล้องกับ “ตัวตน” ของเขาได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 8 ปีแรกของชีวิต ซึ่งเป็นเวลาทองในการพัฒนาศักยภาพของเด็ก

การสแกนลายนิ้วมือจะทำให้เห็นค่าการทำงานของสมองโดยรวม ซึ่งบอกเราใน 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่

  1. ลักษณะนิสัย เพื่อการเลี้ยงดูที่สอดคล้องกับบุคลิกของเด็กแต่ละคน
  2. ช่องทางการรับข้อมูล เพื่อหาข้อได้เปรียบในการเรียนรู้ของเด็ก ว่าเขาจะรับข้อมูลผ่านช่องทางการฟัง การมอง หรือการปฏิบัติได้ดีกว่ากัน
  3. ศักยภาพ 10 ด้านที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมลูกได้อย่างสอดคล้องกับตัวตนของเขา เพื่อที่เราจะประเมินว่า เราจะให้น้ำหนักกับสิ่งไหนมากกว่ากัน

ตามไปดู>> นิ้วมือแต่ละนิ้ว สัมพันธ์กับสมองอย่างไร?⇓