9 สิ่งพื้นฐานที่พ่อแม่ควรสอนลูก ให้รู้จักการใช้ชีวิต!

อนาคตที่ดีของลูก …คนเป็นพ่อเป็นแม่ ทุกคนย่อมอยากให้ลูกเป็นคนเก่งมีความสามารถเพื่ออนาคตที่ดีสำหรับเขา นอกจากการส่งไปเรียนดนตรี เรียนพิเศษ การพัฒนาสมองแล้ว สิ่งที่พ่อแม่ควรสอนลูก เพื่อให้เขาเติบโตเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นบุคคลที่มีค่า และมีความสุขกับการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้นั่นก็เป็นเรื่องสำคัญ …มาสร้างทักษะชีวิตให้ลูกน้อยรู้จักรับมือ กับการเผชิญชีวิตในอนาคตกันค่ะ Continue reading “9 สิ่งพื้นฐานที่พ่อแม่ควรสอนลูก ให้รู้จักการใช้ชีวิต!”

ไข้ หรือ ตัวร้อน

ไข้ หรือ ตัวร้อน เรื่องที่พ่อแม่ต้องรู้ และดูอาการลูกให้เป็น!!

ไข้ หรือ ตัวร้อน บางทีอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ของลูก ก็อาจทำพ่อแม่เกิดความไม่แน่ใจขึ้นได้ อย่างเวลาที่ลูกมีอาการไม่สบายเป็นไข้ ก็ไม่มั่นใจว่าลูกตัวร้อนแบบไหน? ลูกมีไข้หรือไม่? ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำแนะนำในการสังเกตว่าลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่นั้นมี ไข้ หรือ ตัวร้อน แบบไหนที่บอกถึงว่าลูกกำลังไม่สบาย มาให้ได้เข้าใจกันอีกครั้งค่ะ

 

ไข้ หรือ ตัวร้อน หมายถึงอะไร?

ไข้หรือตัวร้อน หมายถึง อุณหภูมิกายเพิ่มสูงกว่าปกติ หากเป็นอุณหภูมิที่วัดทางปากต้องสูงเกิน 37.2 องศาเซลเซียส เวลาที่มีไข้ไม่จำเป็นว่าทุกส่วนของร่างกายจะต้องร้อนเท่ากันหมด อาจร้อนที่ศีรษะ ลำตัว และแขนขา1

ทั้งนี้อุณหภูมิในร่างกายไม่ว่าจะของเด็ก หรือผู้ใหญ่ จะต้องอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียสซึ่งถือว่าเป็นอุณหภูมิร่างกายที่ปกติ แต่หากร่างกายมีความผิดปกติและแสดงออกมาว่ามี ไข้ หรือ ตัวร้อน เมื่อวัดอุหภูมิของร่างกายแล้ว หากสูงมากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ถือว่ามีไข้ ถ้าอุณภูมิสูงไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส ถือว่ามีไข้ต่ำ แต่หากวัดแล้วร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส ถือว่ากำลังมีไข้สูง และถ้าอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 41.5 องศาเซลเซียส เรียกว่ามีไข้สูงเกิน(Hyperpyrexia) ที่ถือว่าร่างกายกำลังเข้าสู่ภาวะอันตราย ควรต้องรีบไปโรงพยาบาล และได้รับการรักษาทันที

 

อ่านต่อ >> “สาเหตุของอาการ ไข้ ตัวร้อน ที่พ่อแม่ควรรู้!” หน้า 2 

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เที่ยวสวนสัตว์ฟรี

วันเด็ก 2560 ลูกได้เที่ยวสวนสัตว์ฟรีทั่วประเทศ

ทุกๆ ครอบครัวคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ทุกวันเสาร์ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมกราคม เป็นวันเด็กแห่งชาติ คุณพ่อ คุณแม่ ต่างพาลูกน้อยไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ และสถานที่ยอดนิยม ก็คือ สวนสัตว์ ซึ่งในปี 2560 นี้ ลูกน้อยจะได้ เที่ยวสวนสัตว์ฟรี ทั่วประเทศ ถึง 2 วัน คือวันที่ 14 และ 15 มกราคมนี้

Continue reading “วันเด็ก 2560 ลูกได้เที่ยวสวนสัตว์ฟรีทั่วประเทศ”

อาหารแช่แข็ง

อาหารแช่แข็ง อันตรายกับลูกน้อยจริงหรือไม่?

คุณพ่อ คุณแม่ และครอบครัวสมัยใหม่ หลายๆ บ้าน มักจะฝากท้องไว้กับอาหารกึ่งสำเร็จรูปตามร้านสะดวกซื้อ เพราะเป็นอาหารที่สามารถรับประทานได้อย่างรวดเร็ว และประหยัดเวลาในวันที่เร่งรีบ หลายคนจึงสงสัยว่า อาหารแช่แข็ง ที่รับประทานกันอยู่ทุกวันนั้น เป็นอันตรายแค่ไหน?

Continue reading “อาหารแช่แข็ง อันตรายกับลูกน้อยจริงหรือไม่?”

ความเชื่อคนท้อง

จริงหรือไม่? 8 ความเชื่อคนท้อง เกี่ยวกับสุขภาพแม่และลูก

“ความเชื่อเกี่ยวกับการตั้งครรภ์” ที่ถ่ายทอดกันมาปากต่อปากจากคนโบราณนั้น ล้วนมุ่งหวังให้ทั้งแม่ท้องและลูกน้อยสุขภาพดี แต่ ความเชื่อคนท้อง หลายๆ อย่าง เมื่อใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ กลับมีคำอธิบายที่ต่างไป เราได้พูดคุยกับคุณหมอณัฐฐิณี ศรีสันติโรจน์ สูตินรีแพทย์ มีข้อมูลน่ารู้มาฝากคุณแม่กันค่ะ Continue reading “จริงหรือไม่? 8 ความเชื่อคนท้อง เกี่ยวกับสุขภาพแม่และลูก”

ยารักษาโรคซาง ปลอดภัยดีแล้วจริงหรือ?

มีคุณแม่หลายคน เชื่อกันว่า อาการที่ลูกน้อยเป็นเด็กขี้ร้อน มักมีเหงื่อออกท่วมจนเปียก เป็นอาการของโรคซาง และคุณพ่อ คุณแม่หลายคน อาจจะซื้อ ยารักษาโรคซาง มารับประทาน แล้วจะทราบได้อย่างไรว่า ยาเหล่านั้นมีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด และไม่มีผลข้างเคียงกับลูก?

Continue reading “ยารักษาโรคซาง ปลอดภัยดีแล้วจริงหรือ?”

อาหารที่มีแคลเซียม

อาหารที่มีแคลเซียม สําหรับคนท้อง เมื่อแม่แพ้-ไม่ชอบดื่มนมวัว

อาหารที่มีแคลเซียม สำหรับคนท้อง แม่ท้องหลายคนพยายามที่จะดื่มนม ทั้งๆ ที่ไม่ชอบเพราะต้องการเพิ่มแคลเซียมให้ร่างกาย บางคนอาจเกิดอาการแพ้ ดื่มนมทีไรอาเจียนออกมาทุกที รวมไปถึงแพ้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมด้วย จึงทำให้เกิดความกังวลว่าลูกน้อยจะไม่แข็งแรงเพราะไม่ได้รับแคลเซียมจากแม่  Amarin Baby & Kids มีอาหารเพิ่มแคลเซียมโดยไม่ต้องดื่มนมมาฝากค่ะ

 

อาหารที่มีแคลเซียม สำหรับคนท้อง – แคลเซียมสำคัญอย่างไรกับสุขภาพร่างกาย?

ในร่างกายของเรานอกจากแคลเซียมจะเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟัน ยังเป็นสารที่จำเป็นต่อกระบวนการทางชีวเคมีที่สำคัญต่างๆ ในเซลล์ ดังนั้นร่างกายจึงผลิตฮอร์โมนหลายชนิดที่มีหน้าที่ควบคุมสมดุลแคลเซียม โดยเฉพาะให้มีระดับในเลือดที่พอเหมาะตลอดเวลา เพื่อแคลเซียมจะได้ถูกนำไปให้เซลล์ในอวัยวะต่างๆ ได้ใช้ตลอดเวลาเช่นกัน ซึ่งรวมถึงกระดูกด้วย เนื่องจากร่างกายสังเคราะห์แคลเซียมไม่ได้ จึงต้องรับมาจากอาหารผ่านการย่อยและดูดซึมที่ลำไส้เล็ก ที่จริงแล้วความสามารถในการดูดซึมแคลเซียมไม่ว่าจะในเด็กหรือผู้ใหญ่ ถือว่ามีประสิทธิภาพต่ำคือประมาณ 20–25% เท่านั้น กล่าวคือถ้าในอาหารมีแคลเซียม 100 หน่วย เมื่อไปถึงลำไส้จะถูกดูดซึมเพียง 20 หน่วย ส่วนที่เหลือก็จะขับถ่ายทิ้งไปในอุจจาระ

 โดยทั่วไปเด็ก 3–10 ขวบควรได้รับแคลเซียมประมาณ 800 มิลลิกรัมต่อวัน วัยรุ่นและผู้ใหญ่ 800–1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ผู้หญิงตั้งครรภ์และคุณแม่ที่ให้นมบุตรควรได้รับแคลเซียมเพิ่มขึ้นคือ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน1

และเพื่อให้ร่างกายจะได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ เราทุกคนจึงควรรับประทานนมและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น     โยเกิร์ต นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม และเนยแข็ง มีปริมาณแคลเซียมสูง แต่สำหรับแม่ท้อง และคนไม่ท้องที่ไม่สามารถดื่มนมได้ ก็ยังสามารถเพิ่มแคลเซียมให้ร่างกายได้จากแหล่งอาหารชนิดอื่นๆ ที่มีแคลเซียมมาก ได้แก่ ปลาเล็กปลาน้อย หรือปลากระป๋องที่รับประทานทั้งกระดูก กุ้งแห้ง เต้าหู้อ่อน กะปิและผักบางชนิด เช่น ยอดแค ผักคะน้า  บร็อคโคลี และงาดำ เป็นต้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อาหารที่มีแคลเซียม สำหรับคนท้อง
Credit Photo : shutterstock

เพิ่มแคลเซียมให้แม่ท้อง โดยไม่ต้องดื่มนมวัว

คุณแม่ตั้งครรภ์ จำเป็นที่จะต้องได้รับแคลเซียมที่เพียงพอ นอกจากจะนำไปชดเชยแคลเซียมส่วนที่สูญเสียไปแล้ว ยังต้องนำไปช่วยในการพัฒนาการเจริญเติบโตของลูกน้อยด้วย สำหรับคุณแม่ส่วนใหญ่ที่ไม่มีปัญหาเรื่องการดื่มนม จึงเลือกที่จะดื่มนมเป็นหลัก เพื่อให้ได้แคลเซียมนั้นมา

สำหรับคุณแม่ที่ไม่ชอบดื่มนม หรือมีอาการแพ้นมวัว ก็ยังสามารถที่จะหาสารอาหารอย่างอื่นมาทดแทนกันได้ คุณแม่ที่ดื่มนมไม่ได้ ลองเลือกรับประทานแคลเซียมแบบเม็ด หรือแบบละลายน้ำแทนได้ ซึ่งปริมาณที่คุณแม่จำเป็นจะต้องได้รับคือ 1,200-1,500 มิลลิกรัมต่อวัน

วิธีการรับประทานคือ ควรอ่านฉลากให้ดีก่อนว่า แคลเซียม 1 เม็ด มีปริมาณแคลเซียมอยู่เท่าไหร่ แล้วแบ่งรับประทานวันละ 2-3 มื้อ เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ดี และเหมาะสม หรือคุณแม่สามารถเลือกรับประทานอาหารอย่างอื่นที่มีแคลเซียมได้อีกมากมาย เช่น ผักใบเขียว ไข่ไก่ ปลาเล็กปลาน้อย นมถั่วเหลือง งาดำ และธัญพืชทุกชนิด

 

อาหารที่มีแคลเซียม สำหรับคนท้อง ที่อุดมไปด้วยแคลเซียมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของคนท้อง ดังนี้

  • เต้าหู้อ่อน 5 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณแคลเซียม 150 มิลลิกรัม
  • ปลาเล็กปลาน้อยทอด 2 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณแคลเซียม 226 มิลลิกรัม
  • ปลาซาร์ดีนกระป๋อง 2 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณแคลเซียม 90 มิลลิกรัม
  • กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ 140 มิลลิกรัม
  • หอยนางรม 6 ตัว มีปริมาณแคลเซียม 300 มิลลิกรัม
  • ผักคะน้าผัด 1 ทัพพี มีปริมาณแคลเซียม 71 มิลลิกรัม
  • ยอดแค 1/2 ขีด(50 กรัม) มีปริมาณแคลเซียม 198 มิลลิกรัม
  • ใบยอ 1/2 ขีด(50 กรัม) มีปริมาณแคลเซียม 420 มิลลิกรัม
  • บร็อคโคลี 2/3 ถ้วย มีปริมาณแคลเซียม 88 มิลลิกรัม
  • ถั่วแระต้ม 1 ขีด (100 กรัม) มีปริมาณแคลเซียม 194 มิลลิกรัม
  • งาดำ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณแคลเซียม 132 มิลลิกรัม
    *ตารางที่ 1 ปริมาณแคลเซียมในอาหารชนิดต่างๆ (ข้อมูลจากตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข)

เพียงเท่านี้ คุณแม่ที่ไม่ชอบดื่มนม หรือแพ้นมวัว ก็สามารถได้รับแคลเซียมที่เพียงพอได้ จากสารอาหารที่หลากหลาย และมีประโยชน์ที่ดีกว่าแล้วค่ะ

อ่านต่อ >> “ลูกแพ้นมวัว เพราะตอนท้องแม่ดื่มนมเยอะจริงหรือ?” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แผลในปาก

แผลในปาก ลูกน้อย สาเหตุและวิธีการดูแลรักษา

แผลในปาก  เป็นสิ่งที่พบได้ไม่น้อยในเด็ก มักพบพร้อมกับการติดเชื้อไวรัสหรือไข้หวัด เด็กมักงอแง ไม่อยากกินอาหาร ซึ่งบางครั้งทำให้พ่อแม่เข้าใจผิดว่าลูกเจ็บคอหรือคออักเสบ และหากตรวจในช่องปากจะพบแผล ซึ่งอาจอยู่ที่ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เพดานปาก หรือเหงือก ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีวิธีดูแล แผลในปากของลูกน้อยมาให้ได้ทราบกันค่ะ
Continue reading “แผลในปาก ลูกน้อย สาเหตุและวิธีการดูแลรักษา”

น้ำคาวปลาผิดปกติ

น้ำคาวปลาผิดปกติ เรื่องที่แม่หลังคลอดไม่ควรมองข้าม !

น้ำคาวปลาผิดปกติ สุขภาพหลังคลอดเป็นเรื่องสำคัญที่แม่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งหลังจากคลอดลูกคุณแม่จะพบว่าตัวเองมีน้ำคาวปลาไหลออกมา น้ำคาวปลาที่ปกติจะมีประมาณไม่เกิน 10 วัน และสีของน้ำคาวปลาจะแตกต่างกันไปตามช่วงระยะเวลาที่มี ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีวิธีการสังเกตน้ำคาวปลาที่ผิดปกติ มาให้คุณแม่ได้ทราบ เพื่อที่จะได้ดูแลรักษาสุขภาพหลังคลอดได้อย่างถูกต้อง

น้ำคาวปลาผิดปกติ – น้ำคาวปลาคืออะไร?

การคลอดลูกจะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีการฉีกขาด และหลุดลอกออกมา ซึ่งก็จะทำให้มีเลือดออกมา และเยื่อบุโพร่ง มดลูกที่มีเลือดปนกันแล้วไหลออกมาทางช่องคลอด ก็คือ น้ำคาวปลา

น้ำคาวปลาที่ปกติ จะได้ออกมาในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอดจะมีปริมาณค่อนข้างมาก และสีของน้ำคาวปลาจะมีสีค่อนข้างแดง และภายหลัง 3-4 วันหลังคลอด สีน้ำคาวปลาจะมีสีจางลง จากนั้นภายใน 10 วัน น้ำคาวปลาจะเริ่มไหลออกมาน้อยลง ภายในช่องคลอดจะสร้างตกขาวออกมาปนกับน้ำคาวปลา หากสังเกตดูจะพบว่าน้ำคาวปลาในระยะหลังนี้จะมีสีขาวปนเหลือง เหนียวข้น

น้ำคาวปลาหลังคลอด จะแบ่งออกมาได้ 3 ระยะ ดังนี้

1. น้ำคาวปลาแดง (lochia rubra) ออกมาตั้งแต่วันแรกหลังคลอดแล้วออกอยู่นาน 3-5 วัน มีสีแดงช้ำๆ คล้ำๆ เพราะประกอบด้วยเลือด เมือก และเศษรก

2. น้ำคาวปลาเหลืองใส (lochia serosa) ออกต่อจากน้ำคาวปลาแดงไปจนถึงประมาณวันที่ 10 หลังคลอด โดยจะจางลงและสีจะเริ่มเปลี่ยนเป็นน้ำตาลหรือชมพูแล้วก็ค่อยๆ กลายเป็นเหลืองใส ในน้ำช่วงนี้จะประกอบด้วยน้ำเหลือง เยื่อเมือก เม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว

3. น้ำคาวปลาขาว (lochia alba) มีสีเหลืองขุ่นจนออกไปทางขาว ออกต่อจากน้ำคาวปลาเหลืองใสไปอีกจนถึง 6 สัปดาห์หลังคลอด ในน้ำจะมีเม็ดเลือดแดงน้อยลง แต่มีเม็ดเลือดขาว ไขมัน เมือก และเซลบุผนังช่องคลอดมากขึ้น ปริมาณน้ำคาวปลาจะค่อยๆ ลดลงจนแห้งสนิท สำหรับน้ำคาวปลาจะมีกลิ่นเหมือนประจำเดือนในยามปกติ หากมีกลิ่นเหม็นก็หมายความว่ามีการติดเชื้อขึ้น1

น้ำคาวปลาผิดปกติ เกิดจากอะไร?

โดยปกติแล้วน้ำคาวปลาจะไม่มีกลิ่นเหม็น แต่หากคุณแม่พบว่าตนเองนั้น น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น สีแดงขึ้นหลังจากที่จางไปแล้ว หรือมีเลือดสดๆ ออกมามากขึ้น มีไข้ มีอาการปวดมดลูกมากผิดปกติ มดลูกไม่หดตัวเล็กลง แสดงว่าน่าจะมีปัญหาเกิดขึ้น มีการอักเสบในโพรงมดลูก อาจมีเศษรก หรือเศษเยื่อหุ้มรกค้างอยู่ แล้วทำให้เกิดการอักเสบในโพรงมดลูกตามมา ควรต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

การสังเกตว่าน้ำคาวปลาผิดปกติ

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าน้ำคาวปลาจะไม่มีกลิ่นเหม็น และสีของน้ำคาวปลาจากสีแดงจะค่อยๆ จางลงไปตามช่วงระยะเวลาที่มี และแห้งหมดไปในที่สุด แต่ในระหว่างที่มีน้ำคาวปลาคุณแม่สามารถสังเกตถึงความผิดปกติของน้ำคาวปลาได้ดังนี้

1. น้ำคาวปลากลับมามีสีแดงใหม่

มักเกิดจากการที่มีเศษรกค้างอยู่ในมดลูก หรือมีการอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก สาเหตุที่ยังมีรกค้างในมดลูก อาจมาจากการที่เคยมีการอักเสบติดเชื้อในมดลูกมาก่อน หรือคุณแม่เคยมีการขูดมดลูกมาก่อนหลายครั้ง ซึ่งเป็นผลให้เกิดการอักเสบในมดลูก

2. น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น

ปกติน้ำคาวปลาจะมีกลิ่นคาวเลือดเล็กน้อย แต่ทั้งนี้หากน้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็นแสดงว่ามีการติดเชื้อในมดลูก ที่อาจมีสาเหตุมาจากการปล่อยให้น้ำเดินเป็นเวลานาน ทำให้เชื้อโรคที่อยู่บริเวณช่องคลอดเข้าไปในมดลูก2

คุณแม่หลังคลอดควรดูแลสุขภาพหลังคลอดขณะมีน้ำคาวปลา อย่างไร?

  1. หลังคลอดลูกคุณแม่สามารถอาบน้ำได้ตามปกติ แนะนำให้อาบโดยใช้ฝัก บัว ไม่ควรแช่ในอ่างอาบน้ำ หรือ ว่ายน้ำ (เเม้ว่าจะเป็นอ่างอาบน้ำ หรือสระว่ายน้ำส่วนตัวที่บ้าน) เพราะปากมดลูกยังเปิดอยู่ อาจมีน้ำเข้าไปโพรงมดลูก ทำให้เกิดการติดเชื้อง่ายขึ้น ส่วนที่แผลฝีเย็บที่ช่องคลอดก็ชำระล้างด้วยสบู่อ่อนๆ แล้วซับให้แห้ง ไม่ต้องใส่ยาอะไร

2. คุณแม่ที่ผ่าตัดคลอด ก่อนตัดไหมหน้าท้อง สามารถทำความสะอาดร่างกายได้ทุกส่วน (ยกเว้นยังต้องปิดแผลไว้) หลังจากตัดไหมหรือเปิดแผลแล้วแผลติดกันสนิทดีสามารถอาบน้ำได้ตามปกติ แต่ก็ไม่ควรแช่ในอ่างอาบน้ำหรือว่ายน้ำ

3. คุณแม่ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยที่ใช้รองซับน้ำคาวปลาปล่อยๆ ไม่ควรหมักหมม หรือปล่อยให้ชุ่มนานเกินไป

4. หากน้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น มีสีแดงขึ้นหลังจากที่จางไปแล้ว หรือมีเลือดสดๆ ออกมามากขึ้น มีไข้ มีอาการปวดมดลูกมากผิดปกติ ควรต้องรีบไปพบแพทย์ในทันที

5. คุณแม่ควรไปตรวจหลังคลอดตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดอาการผิดปกติทางสุขภาพหลัง คลอด3

 

การดูแลสุขภาพร่างกายหลังคลอดลูกแล้ว เป็นเรื่องสำคัญมาก คุณแม่ควรไปพบคุณหมอตามนัดทุกครั้ง รวมทั้งควรต้องเช็กสุขภาพเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการเกิดอาการผิดปกติทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ …ด้วยความห่วงใยค่ะ

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความเรื่องอื่นที่น่าสนใจคลิก!

ซึมเศร้าหลังคลอด อาการ ที่แม่หลังคลอดควรรู้ !
9 วิธีลดน้ำหนักหลังคลอด..ให้คุณแม่กลับมาสวยเป๊ะเหมือนเดิม!
ข้อควรรู้เกี่ยวกับแผลฝีเย็บ หลังคลอด

 


ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก
1นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์. น้ำคาวปลาปกติกี่วันถึงจะหมด. Visitdrsant
2รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์. น้ำคาวปลาผิดปกติ. คู่มือตั้งครรภ์และเตรียมคลอดสำหรับคุณแม่ยุคใหม่
3รศ.พญ. ประนอม บุพศิริ. น้ำคาวปลา (Lochia). haamor

แพทย์จุฬาชี้ วิธีใช้ “ยาคุมกำเนิด” ให้ปลอดภัย ช่วยป้องกัน “โรคมะเร็ง” บางชนิดได้

ยาคุมกำเนิด ป้องกัน มะเร็ง ได้ …จะมีใครรู้บ้างว่า การทานยาคุมสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้หลายประเภท เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก แต่ยาคุมกำเนิดลดอัตราการเป็นมะเร็งรังไข่ และมะเร็งโพรงมดลูกได้เช่นกัน

ยาคุมกำเนิด เป็นยาที่ทานได้สะดวก ประสิทธิภาพดี และมีการกลับมาปกติของฮอร์โมนได้เมื่อเลิกทาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามยังมีสิ่งที่คุณผู้หญิงต้องคำนึงถึง นั่นคือ ความเกี่ยวข้องของฮอร์โมนในยาเม็ดคุมกำเนิดกับความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง

ยาคุมกำเนิดเสี่ยงมะเร็งจริงหรือ?

ยาคุมกำเนิด ตามท้องตลาดทั่วไป จะประกอบไปด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์ 2 ชนิด คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน และฮอร์โมนโปรเจสติน  ซึ่งโดยปกติแล้วความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งของผู้หญิง ขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายสูงอยู่นานๆ เช่น

– มีประจำเดือนก่อนเวลา คือ มีก่อนอายุ 12 ปี
– ประจำเดือนหมดช้ากว่ากำหนด หรือหมดหลังอายุ 55 ปี
– มีบุตรคนแรกหลังอายุ 30 ปีขึ้นไป
– ไม่มีบุตร

ยาคุมกำเนิด ป้องกัน มะเร็งได้ จริงหรือ?

การใช้ยาคุม (ไม่ว่าจะชนิดทานหรือฉีด) จึงเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากการเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายมากขึ้น แต่ฮอร์โมนในยาคุมอยู่ในร่างกายของเราไม่นานนัก จึงไม่ได้เป็นปัจจัยหลักในการเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง เป็นเพียงการเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย (ในกรณีที่ผู้ใช้ฮอร์โมนมีความเสี่ยงอยู่แล้ว) และในทางกลับกัน หากหยุดใช้ยาคุมกำเนิดมากกว่า 10 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งจะลดลงเท่ากับคนที่ไม่ได้ใช้ยาคุมกำเนิดอีกครั้งเช่นกัน ทั้งนี้ มะเร็งที่อาจเกิดจากการใช้ยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน มีดังนี้

– มะเร็งเต้านม

ยาเม็ดคุมกำเนิดมีฮอร์โมนเพศหญิง จึงเป็นข้อห้ามของคนที่เป็นมะเร็งเต้านมเพราะอาจทำให้โรคกำเริบ แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดมะเร็งเต้านมแม้กินเป็นเวลานานๆ  ทั้งนี้ข้อมูลเกี่ยวกับยาคุมกำเนิดกับมะเร็งเต้านมนั้นยังไม่ชัดเจน บางการศึกษาก็ว่าไม่เกี่ยว บางการศึกษาว่าเพิ่มความเสี่ยง แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ต่อให้ไม่ทานยาคุม คุณผู้หญิงก็เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมสูงถึง 1 ใน 8 อยู่แล้ว ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่ายาคุมจะทำให้เป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น แต่ควรใส่ใจเกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านมเป็นประจำจะดีกว่าค่ะ

Must readมะเร็งเต้านมคร่าชีวิต!! รู้ก่อน หายก่อน
Must readลดเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม ด้วยวิธีง่ายๆ

– มะเร็งปากมดลูก

การมีโอกาส ในการเกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้น นั่นอาจเป็นเพราะทานยาคุมกำเนิดแล้วคุณก็จะไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย ดังนั้นก็จะมีโอกาสได้รับเชื้อ HPV มากขึ้น เลยเสี่ยงต่อการพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูกมากขึ้นค่ะ แต่ถ้าตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ ความเสี่ยงนี้ก็จะลดลง

Must read : ฉีดฟรี! “ วัคซีน HPV ” ป้องกันมะเร็งปากมดลูก เริ่มปี 60
Must read : 10 สัญญาณเตือน มะเร็งปากมดลูก

แต่ในขณะเดียวกัน ยาคุมกำเนิดก็ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งบางชนิดได้เช่นกัน มะเร็งประเภทที่ว่านี้ คือ

– มะเร็งรังไข่

– มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

 

อย่างไรก็ตาม สามารถกล่าวได้ว่า ยาคุมกำเนิด ก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตของมนุษย์ ที่ต้องการควบคุมอัตราการเกิดของคนในบ้านอยู่ดี อีกทั้งยังมีประโยชน์ดี ๆ มากมาย ที่คุณผู้หญิง ควรรู้

อ่านต่อ >> “ประโยชน์ของยาคุมกำเนิดที่คุณสาวๆ ควรรู้” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ประคบร้อน ประคบเย็น

ประคบร้อน ประคบเย็น จะรู้ได้อย่างไรว่าต้องทำตอนไหน?

ประคบร้อน ประคบเย็น เป็นหนึ่งในวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น ในการบรรเทาอาการปวดอักเสบ  ข้อเท้าพลิก หรือเวลาลูกๆ มีไข้ ฯลฯ แต่การเลือกประคบร้อนหรือเย็น บางครั้งพ่อแม่เองก็เกิดความสับสนว่า อาการแบบไหนที่ควรต้อง ประคบร้อน ประคบเย็น เพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บต่างๆ ทีมงาน Amarin Baby & Kds ได้หาคำตอบเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องมาให้ทราบค่ะ

 

ประคบร้อน ประคบเย็น ใช้เพื่อบรรเทาอาการอะไรได้บ้าง?

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการประคบร้อนหรือเย็น เชื่อว่าเราทุกคนได้เรียนกันมาบ้าง แต่พอถึงเวลาต้องใช้งานจริง บางทีก็มีสับสนว่า เอ๊ะ!! ลูกหัวโน สามีข้อเท้าพลิก ส่วนแม่เองก็ปวดหลัง อยากจะบรรเทาอาการเหล่านี้ด้วยวิธีประคบร้อน เย็น ก็ไม่รู้ว่าอาการแบบไหนจะประคบร้อน หรือเย็นดี?

 

หลักการจำง่ายๆ ของการ “ประคบร้อน ประคบเย็น”  คือ

1. หากเกิดการบาดเจ็บเฉียบพลันร่วมกับมีการบวม ให้บรรเทาอาการด้วยความเย็น เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดออกน้อย และเป็นการช่วยลดบวมของอาการบาดเจ็บ

  1. หากเป็นอาการปวดแบบเป็นๆ หายๆ เป็นมานานหรือเรื้อรัง มีการปวดร่วมกับมีอาการตึงกล้ามเนื้อ ให้บรรเทาอาการด้วยความร้อน เพราะความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว การไหลเวียนเลือดดีขึ้นจึงลดอาการปวดและตึงกล้ามเนื้อได้ดี

 

Good to know… “ควรระมัดระวังในการใช้ความร้อนในการประคบ เพราะหากร่างกายสัมผัสความร้อนเป็นเวลานานๆ ก็จะเกิดผลเสีย ทำลายเซลล์ได้ ทำให้เกิดรอยแดง กดเจ็บ และตุ่มพอง และทำให้เกิดการบาดเจ็บบริเวณนั้นเพิ่มขึ้น เกิดการบวมตามมาได้”

 

อ่านต่อ >> “การประคบร้อน ประคบเย็น ต้องทำกับอาการแบบใด” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ประโยชน์ของน้ำมันมะกอก

ประโยชน์ของน้ำมันมะกอก 7 ข้อดี ที่มีต่อเจ้าตัวน้อย

น้ำมันมะกอกขึ้นชื่อว่าดีต่อสุขภาพ ผิวหนัง และเส้นผมมาเป็นเวลาช้านานแล้ว และในครัวเรือนของคนทั่วโลกก็มักจะมีน้ำมันมะกอกติดบ้านไว้เพื่อประกอบอาหาร คุณแม่ทราบไหมว่า เบบี๋ตัวน้อยก็สามารถใช้น้ำมันมะกอกได้นะคะ มาดูกันค่ะว่า ประโยชน์ของน้ำมันมะกอก ต่อเจ้าตัวน้อยนั้นดีอย่างไร Continue reading “ประโยชน์ของน้ำมันมะกอก 7 ข้อดี ที่มีต่อเจ้าตัวน้อย”

เตือนพ่อแม่! ตู้ล้มทับลูก เรื่องใกล้ตัวที่ต้องระวัง

คุณพ่อ คุณแม่คงทราบดีว่า ตู้เสื้อผ้าที่ทุกครอบครัวใช้กันนั้น มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบแขวน ที่ทำจากไม้ หรือเหล็ก หรือแบบลิ้นชัก ซึ่งตู้ที่ใช้จะต้องมีความแข็งแรง และปลอดภัยกับทุกคนในครอบครัว จะแน่ใจได้อย่างไรว่าปลอดภัย มาชมคลิปเหตุการณ์จริง เมื่อ ตู้ล้มทับลูก

Continue reading “เตือนพ่อแม่! ตู้ล้มทับลูก เรื่องใกล้ตัวที่ต้องระวัง”

“ยาฝาแฝด” ภายนอกเหมือน สรรพคุณแตกต่าง พ่อแม่ระวังใช้ผิด ลูกน้อยเสี่ยง อันตรายถึงชีวิต

ยาฝาแฝด (ยาฉลากคล้ายกัน) มีคุณพ่อคุณแม่ และผู้ใหญ่หลายคนเข้าใจผิด เลือกซื้อยามาบริโภคโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการป่วยเรื้อรัง มีโรคแทรกซ้อน และร้ายแรงที่สุดคือ ถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งหลายคนอาจจะไม่คุ้นชินกับชื่อเรียกนี้ เพราะที่จริงแล้ว ยาฝาแฝด ก็คือ ยารักษาโรคที่ทำฉลากคล้ายกันมาก หรือ มีชื่อเรียกที่คล้ายกัน

 

ฉลากยาเป็นเครื่องมือที่กฎหมายกำหนดให้แสดงไว้ข้างภาชนะบรรจุยา วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สั่งใช้ และผู้ที่จะต้องใช้ยา ได้อ่านเพื่อที่จะได้ใช้ยาอย่างถูกต้องปลอดภัย โดยกฎหมายจะกำหนดให้ฉลากยาต้องมีรายละเอียดที่จำเป็นครบถ้วน ได้แก่ ชื่อสามัญทางยา ชื่อทางการค้า เลขทะเบียนยา สรรพคุณของยา วันผลิตและวันหมดอายุ แต่บางครั้งเราพบว่าฉลากยาหลายรายการกลับมีรูปแบบที่ใกล้เคียงกันมาก มากจนอาจเรียกได้ว่าเป็น ยาฝาแฝด จนทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนหรือเกิดความเสี่ยงในการใช้ยาอย่างผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งหากรับประทานเข้าไปผิดอาจเกิดอันตรายได้

Must readแม่ระวัง! ยาแก้ไอผสม โคเดอีน อันตรายเสี่ยงลูกเสียชีวิต

ยาฝาแฝด ยาฉลากคล้ายกันที่พ่อแม่ต้องระวัง!!

โดย ผศ.กญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเฝ้าระวัง และพัฒนาระบบยา ระบุถึงเรื่องดังกล่าวว่า ยาฝาแฝดเป็นผลมาจากการโฆษณา เนื่องจากเมืองบริษัทผู้ผลิตเสียค่าโฆษณา เพื่อทำให้ผู้บริโภคเกิดความคุ้นชินและเป็นที่รู้จักแล้ว เมื่อผลิตยาตัวใหม่จึงทำให้มีรูปแบบคล้ายคลึงกัน

พร้อมแนะนำว่า ในฐานะผู้บริโภคจำเป็นต้องเริ่มต้นจากตัวเอง ด้วยการจำชื่อยาให้ได้หรือใช้วิธีการสอบถามจากเภสัช ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อยาจากร้านขายของชำ เนื่องจากผู้ขายไม่มีความรู้ในเรื่องของยา และที่สำคัญคืออย่าหลงเชื่อคำโฆษณา

ยกตัวอย่างเช่น ยาลดไข้สำหรับเด็กที่มีหลายรสชาติ ซึ่งผู้ปกครองมักเลือกซื้อตามรสชาติที่ลูกชอบทาน โดยไม่ทราบว่าแต่ละรสชาติมีปริมาณยาที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจแตกต่างกันถึงเท่าตัวเลยทีเดียว เนื่องจากผลิตมาเพื่อใช้ในเด็กแต่ละช่วงอายุ

ทั้งนี้ ยาที่ผู้คนมักใช้ผิดกันมากคือ ‘โปลเคนเมด’ และ ‘เพนนิซิลิน วี โปแตสเซียม’ เนื่องจากเป็นยาฆ่าเชื้อกล่องสีเขียวเช่นเดียวกัน แต่ช่วยรักษาอาการแพ้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งหากทานเข้าไปผิดอาจเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง

ยาฝาแฝด

และไม่นานมานี้ มีคนโพสต์เรื่องซื้อยาผิดขวดแล้วแชร์ต่อๆ กันไปในโลกสังคมออนไลน์พร้อมโพสต์ภาพประกอบให้เห็นความเหมือนที่ใกล้เคียงกันมากของ ‘น้ำมันนวด’ และ ‘ยาแก้ไอน้ำดำ’ ซึ่งถ้านำยาแก้ไอมานวดก็อาจไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ถ้านำน้ำมันนวดมายกดื่มแทนยาแก้ไอ ไม่มีใครรับประกันความปลอดภัยได้

อ่านต่อ >> “พ่อแม่ระวัง (ยาสำหรับเด็ก) ยาฝาแฝด หรือ ยารูปพ้อง-มองคล้าย” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรคมารยาททางสังคมบกพร่อง

โรคมารยาททางสังคมบกพร่อง ระบาดหนักส่งต่อสู่รุ่นลูก !

โรคมารยาททางสังคมบกพร่อง ในปัจจุบันนี้พบว่าเด็กเยาวชนที่กำลังจะเติบโตสู่วัยผู้ใหญ่ เริ่มไม่เข้าใจกับผู้คนรอบข้าง ไม่รู้จักการวางตัว และการตอบสนองต่อผู้คน มองตัวเองเป็นที่ตั้งสำคัญ ไม่ยิ้ม ไม่ทักทาย ชอบอยู่กับตัวเอง ฯลฯ  ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโรคที่เรียกว่ามารยาททางสังคมบกพร่อง ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

 

โรคมารยาททางสังคมบกพร่อง คืออะไร?

เชื่อว่ายังมีพ่อแม่อีกหลายๆ ครอบครัว ที่ยังไม่รู้จักกับโรคนี้ และอาจไม่ทราบว่าลูกๆ ที่บ้านก็กำลังเป็นโรคมารยาททางสังคมบกพร่องกันอยู่ได้ค่ะ !!  การจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน การเรียน หรือกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องอยู่ในคนหมู่มาก ต้องอาศัยทักษะทางสังคม หรือความฉลาดทางสังคม (Social Quotient) เป็นความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของผู้คนและสังคมรอบข้างได้เป็นอย่างดี

 

Good to know… “สถาบันเทคโนโลยีคาร์เนกี้ ได้ติดตามสถิติของคนที่มีไอคิวดี ที่มีการฝึกอบรมทางด้านสมอง รวมทั้งมีทักษะความสามารถในการทำงานดี พบว่าคุณสมบัติดังกล่าวทำให้คนประสบความสำเร็จเพียง 15%  แต่อีก 85% มาจากปัจจัยด้านบุคลิกภาพ และการปฏิบัติต่อผู้อื่น หรือที่เรียกว่า การพัฒนาทักษะความฉลาดทางสังคม1

 

แล้วอะไรคือโรคมารยาททางสังคมบกพร่อง ? หากมองให้ดีการที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งมาจากพ่อแม่ที่คอยอบรมเลี้ยงดูลูกมาเป็นอย่างดีตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ ซึ่งการใกล้ชิดของพ่อแม่ลูก จะช่วยส่งเสริมให้เด็กรู้จักการคิด ตอบสนองกับทุกเรื่อง และกับทุกคนที่นอกเหนือจากพ่อแม่ หรือคนในครอบครัว  แต่ทางกลับกันในปัจจุบันพ่อแม่มักไม่มีเวลาที่จะอยู่ใกล้ชิดกับลูกมากเท่าที่ควร การที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับลูกๆ มากเท่าที่ควรจะเป็นนั้น อาจด้วยความจำเป็นที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านกันทั้งสองคน และเกิดจากสภาพความห่างเหินแปลกแยกระหว่างคนในสังคมที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันโดยไม่เคยแม้แต่จะยิ้มทักทาย พูดคุยกัน  ต่างคนต่างอยู่ และมีน้ำใจให้กันน้อย ซึ่งผลพวงของปัจจัยเหล่านี้เป็นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กๆ เป็นโรคมารยาทสังคมบกพร่องกันมาก  เราไปดูกันค่ะว่ากลุ่มอาการของโรคนี้ และวิธีการแก้ไข จะสามารถทำได้อย่างไร เพื่อให้ได้เด็กๆ ที่น่ารักกลับมาเหมือนเดิมกันค่ะ

 

อ่านต่อ >> “มารู้จักกับอาการโรคมารยาททางสังคมบกพร่อง” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ไขทารก

ไขทารก มีประโยชน์กับลูกหรือไม่ ทำไมต้องกำจัด?

ไขทารก … อีกหนึ่งเรื่องที่คุณแม่มือใหม่อดสงสัยไม่ได้ว่า  ไขทารกแรกเกิดนั้นมันคืออะไร แท้จริงแล้วมันดีหรือไม่ หรือมีประโยชน์อย่างไร แล้วทำไมคนโบราณต้องให้กินน้ำมะพร้าวเพื่อล้างไข และน้ำมะพร้าวช่วยให้ลูกผิวขาวดี จริงหรือ ไปหาคำตอบกันค่ะ

 

ช่วงหลังคลอดนอกจากความตื่นเต้นดีใจที่ได้เจอหน้าลูกน้อยเป็นครั้งแรกหลังรอคอยมายาวนานแล้ว ก็เป็นช่วงที่แม่ๆ ต้องเริ่มงานการทำหน้าที่แม่อย่างเต็มตัวแล้วค่ะ ช่วงแรกคลอดอาจจะเป็นช่วงที่วุ่นวายอยู่ แม่หลายคนอาจจะตกใจที่เห็นลูกคลอดออกมามีคราบสีขาว สีเหลืองติดตัวออกมาด้วย ซึ่งเจ้าคราบไขนี้คืออะไร และจะต้องดูแลทำความสะอาดให้ลูกอย่างไร มาดูกันค่ะ

ไขทารก

ไข ตามร่างกายทารกมีเพื่ออะไร ?

พัฒนาการทารกในครรภ์ราวสัปดาห์ที่ 18 ร่างกายจะมีการผลิตไขสีขาว ที่เรียกว่า ไขหุ้มทารก หรือ vernix caseosa ออกมาปกคลุมร่างกายเพื่อป้องกันผิวหนังก่อนทารกจะคลอด ไขตามร่างกายของทารกจะเกิดขึ้นในช่วงการตั้งครรภ์ได้ 5 เดือน จะเริ่มก่อตัวขึ้นบริเวณ ลำคอ หน้าอก และก้น ก่อน ไขเหล่านี้จะทำหน้าที่เสมือนผ้าห่มคลุมร่างกายทารกไว้อีกชั้น ช่วยในการรักษาระดับอุณหภูมิในร่างกาย ลดการสูญเสียความอบอุ่นของร่างกายทำให้ทารกรู้สึกอบอุ่นและมีสุขภาพแข็งแรง และยังช่วยปกป้องผิวหนังของทารกในครรภ์ เพราะทารกต้องแช่อยู่ในน้ำคร่ำนานถึง 9 เดือน ไขจะช่วงเคลือบปกป้องผิวหนังเอาไว้ไม่ให้ผิวเปื่อย และอีกสิ่งที่จะเกิดมาพร้อมๆ กับการสร้างชั้นไข ก็คือ เส้นขน ทารกในครรภ์ 5 เดือนเริ่มมีเส้นขนขึ้นตามร่างกาย เส้นขนนี้จะช่วยยึดเกาะกับไขให้ติดกับร่างกายได้ดีขึ้น เป็นการช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกายอีกส่วนหนึ่งด้วย

ประโยชน์ของ ไขทารก ที่คุณแม่ควรรู้

1. ไข หรือไขหุ้มทารกทำหน้าที่ป้องกันการสูญเสียน้ำ ช่วยปรับอุณหภูมิและเป็นระบบภูมิคุ้มกันที่ช่วยปกป้องผิวร่างกายจากจากเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอมในช่วงแรกคลอด

 

2. เป็นเสมือนน้ำมันหล่อลื่น ที่ทำให้ทารกสามารถคลอดผ่านช่องคลอดออกมาได้โดยไม่เจ็บปวด เมื่อคลอดออกมาแล้วไขที่ห่อหุ้มทารกนี้

 

3. ทำหน้าที่คล้ายๆ กับฉนวนปกป้อง เพื่อเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงจากอุณหภูมิที่อบอุ่นในมดลูก สู่โลกภายนอกที่เย็นกว่าของลูกน้อยอีกด้วย

 

4. เป็นเสมือนเกราะป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ของลูกน้อยได้อีกด้วย เพราะในช่วงวันแรก ๆ ที่ลูกน้อยต้องออกมาเผชิญโลกภายนอก ที่อาจเต็มไปด้วยเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์ต่าง ๆ ในขณะที่ร่างกายยังอ่อนแออยู่นั่นเอง ไข ที่ติดอยู่ที่ผิวหนังของลูก จะช่วยป้องกันจากเชื้อโรคเหล่านั้น

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

การดูแลไขหุ้มทารกหลังคลอด

หลังจากคลอดเสร็จส่วนใหญ่พยาบาลจะเป็นผู้ทำความสะอาดให้โดยเฉพาะส่วนบริเวณหน้า มีบางทฤษฏีบอกว่าไม่ควรรีบล้างไขหุ้มทารกออก เพราะไขทารกทำหน้าที่ช่วยปกป้องผิวร่างกายจากจากเชื้อโรค บางทฤษฎีบอกว่าไขมันจากทารกจะทำให้หมักหมมและอาจทำให้ทารกติดเชื้อโรคได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถล้างทำความสะอาดอาบน้ำลูกน้อยได้ตามปกติเมื่อลูกปรับอุณหภูมิร่างกายได้แล้ว หรือตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาล

การทำความสะอาดไขหุ้มทารก

โดยปกติไขหุ้มทารกอาจจะค่อยๆ หลุดลอกออกไปเองใน 2-3 วัน แต่หากต้องการทำความสะอาดไขขาวๆ นี้ คุณแม่อาจใช้น้ำมันมะกอก เช็ดทำความสะอาดผิวลูกก่อนอาบน้ำล้างทำความสะอาดทารกปกติ

Must read[Baby&Kids Easy Steps] อาบน้ำเด็กแรกเกิด อย่างถูกวิธี

อ่านต่อ >> “ความเชื่อเรื่องน้ำมะพร้าวช่วยล้างไขทารก” คลิกหน้า 2

ต้อนรับปีใหม่! รอยยิ้มพิมพ์ใจ 7 เบบี๋ลูกดาราสุดน่ารัก

ลูกดาราสุดน่ารัก … ในปี 2016 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นปีของคุณพ่อ คุณแม่ ป้ายแดง วงการบันเทิงไทย ที่มีทายาทตัวน้อยออกมาให้แฟนๆ ได้ติดตามความน่ารักน่าเอ็นดู เห็นแล้วอบอุ่นสุดๆ แต่ละคน ฉายแววหน้าตาดี ตามคุณพ่อคุณแม่กันมาแบบติดๆ และยังเป็นขวัญใจชาวโซเชียล แจกยิ้มและความสดใส ทั้งปีเก่าและปีใหม่กันมากมาย ดูแล้วน่ารักและน่าฟัดเป็นที่สุด ว่าแต่จะมีใครบ้าง มาชมกันเลยค่ะ

7 รอยยิ้มพิมพ์ใจ ของเบบี๋ ลูกดาราสุดน่ารัก

น้องเร ลูกคุณแม่ทาทา และพ่อ หมอ หนุ่มน้อยคิ้วเข้ม หน้าคม อารมณ์ขัน เรียกได้ว่า ได้แม่มาเต็มๆ

ลูกดาราสุดน่ารัก ลูกดาราสุดน่ารัก ลูกดาราสุดน่ารัก

ขอบคุณภาพจาก : IG @tataamitayoung @tatamorray


อ่านต่อบความอื่นน่าสนใจ คลิก!

ดูต่อ >> รอยยิ้มพิมพ์ใจสุดน่ารัก
“น้องมายา ลูกสาว คุณนาตาลี เกลโบวา”
คลิกหน้า 2

5 วิธีสร้างความอบอุ่น และผูกพันในครอบครัว

ครอบครัวของคนไทยในปัจจุบัน มักจะมีปัญหาเรื่องความห่างเหิน เนื่องจากเทคโนโลยี และกิจวัตรประจำวันที่ต้องตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อไปทำงาน และต้องกลับบ้านมาตอนค่ำๆ คุณพ่อ คุณแม่จึงให้คนอื่นเลี้ยงดูลูกน้อยแทนในระหว่างวัน จึงต้องสร้าง ความอบอุ่นในครอบครัว ขึ้นมาแทน

Continue reading “5 วิธีสร้างความอบอุ่น และผูกพันในครอบครัว”