อันตราย ช่วงปิดเทอม

10 อันตราย ช่วงปิดเทอม ที่พ่อแม่ต้องระวังลูก!

อันตราย ช่วงปิดเทอม อย่าให้ปิดเทอมนี้กลายเป็นปิดเทอมใหญ่หัวใจเศร้าโศกกันนะคะ!   ช่วงปิดเทอมเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ รอคอย เพราะจะได้เล่นสนุก ไม่ต้องมีการบ้าน แต่การปิดเทอมของเด็กๆ อาจหมดสนุกกลายเป็นเรื่องเศร้าได้เพราะความประมาทไปเพียงเสี้ยววินาที ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี 10 อันตราย ช่วงปิดเทอม ที่พ่อแม่ต้องระวังลูก มาให้ได้ทราบกันค่ะ

 

อันตราย ช่วงปิดเทอม

เสียงใสๆ เต็มเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ที่พ่อแม่ได้เห็น ได้ยินทีไร เป็นชื่นใจทุกที ที่สำคัญลูกๆ ยังช่วยทำให้บ้านดูสดใส และน่าอยู่ขึ้นเป็นร้อยเท่า การให้รางวัลลูกในช่วงปิดเทอม พ่อแม่มักปล่อยให้เล่นสนุกในสิ่งที่ลูกอย่างเล่นกันอย่างเต็มที่ หรือไม่ก็พาไปพักร้อนกันตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทะเล  น้ำตก หรือสวนสัตว์ สวนน้ำ ต้องบอกว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่ชอบกันมาก

 

แต่พ่อแม่รู้อะไรไหมว่า การปิดเทอมของเด็กๆ ที่บางครั้งต้องปล่อยลูกให้อยู่บ้านตามลำพังกับพี่เลี้ยง หรือมีพ่อแม่ หรือมีญาติผู้ใหญ่ที่อยู่กับลูกด้วย ที่ถึงแม้ว่าเด็กบางคนอาจจะดูแลตัวเองพอได้บ้างในบางเรื่องแล้ว  ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากภัยอันตรายต่างๆ ได้ นั่นเพราะในความสนุกสนานบางครั้งก็ทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่มองข้ามในเรื่องความปลอดภัยต่อของเล่น หรือกิจกรรมสนุกที่กำลังทำอยู่ไปได้ง่ายๆ  และในช่วงปิดเทอมไม่ว่าจะปิดเทอมเล็ก หรือปิดเทอมใหญ่ ที่ผ่านมาพ่อแม่จะเห็นได้จากข่าวว่ามีเด็กเสียชีวิต ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตมักมาจากอุบัติเหตุ

 

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างความปลอดภัย และป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  “ในช่วงปิดเทอมเป็นช่วงอันตรายของเด็กอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาพบว่า ในแต่ละปี มีเด็กเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เป็นสาเหตุนำการตายของเด็ก สูงถึง 3,300คน หากดูในแต่ละเดือน ช่วงเดือนเมษายนจะมีอัตราการตายสูงที่สุด รองลงมาเดือนมีนาคมและพฤษภาคม ตามมาด้วยเดือนตุลาคม จะเห็นว่าช่วงที่มีการเสียชีวิตของเด็กสูงๆ จะเป็นช่วงปิดเทอมทั้งนั้น ซึ่งจากที่พบก็มีทั้งเด็กในวัยเรียน เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี1

อ่านต่อ >> “10 อันตราย ช่วงปิดเทอมของเด็กๆ” หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ดอกเบี้ย เงินฝาก 2560 ทั้ง ออมทรัพย์ และฝากประจำ ของแต่ละธนาคาร

ดอกเบี้ย เงินฝาก 2560 …หากคุณพ่อคุณแม่คิดจะวางแผนฝากเงินเก็บไว้ให้ลูกน้อย ซึ่งในเรื่องดอกเบี้ย ก็ถือว่าสิ่งสำคัญ ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเช็กกันก่อน แล้วอัตรา ดอกเบี้ย เงินฝาก 2560 นี้ ทั้งเงินฝากออมทรัพย์และฝากประจำของแต่ละธนาคาร จะให้ดอกเบี้ยเท่าไหร่กันบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

ดอกเบี้ย เงินฝาก 2560 ทั้งออมทรัพย์และฝากประจำ ของแต่ละธนาคาร

ดอกเบี้ย เงินฝาก 2560

เรื่องการออมเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาของลูก โดยมีเป้าหมายเป็นตัวเลขค่าเทอมว่าแต่ละช่วงอายุนั้นใช้จำนวนเท่าไหร่ วิธีที่ดีที่สุดควรแยกบัญชีเงินเพื่อการศึกษาของลูกส่วนนี้ออกมาต่างหาก เพื่อกันเราสับสนหรือแอบหยิบไปใช้ โดยวิธีการเหล่านี้เป็นเพียงทางเลือกเท่านั้น ซึ่งควรนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละครอบครัว

การแบ่งเวลาการออมออกเป็น 3 ระยะ คือ

การออมระยะสั้น

  • เป็นการออมเงินเพื่อใช้จ่ายในช่วงสั้นกับเรื่องรายจ่ายจิปาถะต่างๆ เช่น ค่าขนม ค่าโทรศัพท์ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเรียนพิเศษ ค่าไปเที่ยวเพื่อสร้างพัฒนาการ ฯลฯ ซึ่งเป็นเงินที่ใช้จ่ายต่างๆทั่วไป รูปแบบเงินออมควรอยู่กับสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องหรือเรียกง่ายๆว่าจะถอนออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้

ตัวอย่างการออมระยะสั้น การฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ถ้าลูกเราโตขึ้นจนสามารถรับผิดชอบอะไรได้บ้างแล้วควรให้เงินส่วนนี้เป็นก้อนเพื่อจะได้รู้จักวิธีจัดการเรื่องเงินเองได้ เช่น จากที่ให้ค่าขนมเป็นรายวันก็เป็นรายสัปดาห์และรายเดือน ถ้าลูกใช้หมดก่อนครบกำหนดก็จะต้องมาดูว่าใช้ไปกับอะไรบ้าง ฝึกให้คิดว่าจะทำอย่างไรให้เงินพอใช้

♥ บทความแนะนำน่าอ่าน >> สอนลูกเรื่องเงิน ไม่ต้องรอให้เริ่มต้นที่โรงเรียน
♥ บทความแนะนำน่าอ่าน >> รู้ 3 ความจริงเรื่องเงินทอง เคล็ดลับชวนเด็กน้อยออมเงิน

การออมระยะปานกลาง

• เป็นการออมเพื่อเป็นค่าเทอมในระดับอนุบาลจนกระทั่งเรียนจบมัธยมปลาย ซึ่งต้องใช้วินัยในการออมเงินค่อนข้างสูงโดยจะเป็นการออมในลักษณะบังคับห้ามขาย

การออมระยะยาว

  • เป็นการออมเพื่อเป็นค่าเทอมในระดับอุดมศึกษาขึ้นไป ต้องใช้วินัยในการออมค่อนข้างสูงมาก ดังนั้นรูปแบบการออมควรเป็นลักษณะออมแบบอัตโนมัติโดยใช้ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ระยะยาว ที่มีช่วงเวลาการได้รับเงินคืนพอดีกับช่วงเวลาจ่ายค่าเทอม

ซึ่งคุณพ่อคุณแม่หลายครอบครัวเป็นห่วงสถานะทางการเงินของลูก กลัวว่าเมื่อลูกโตขึ้นจะไม่มีเงินเป็นทุนการศึกษาไปจนจบปริญญา Amarin Baby & Kids จึงได้รวบรวมอัตรา ดอกเบี้ย เงินฝาก ออมทรัพย์ และฝากประจำ ของแต่ละธนาคารในปี 2560 มาฝาก ซึ่งธนาคารไหน จะมีดอกเบี้ยเท่าไหร่กันบ้าง ตามไปดูกันเลยค่ะ

อ่านต่อ >> “เช็กพร้อมเปรียบเทียบ ดอกเบี้ย เงินฝาก 2560 แบบออมทรัพย์และฝากประจำ ของแต่ละธนาคาร” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ของใช้ที่อันตรายในบ้าน

13 ของใช้ในบ้านอันตราย พ่อแม่ต้องระมัดระวัง

คุณพ่อ คุณแม่ทราบหรือไม่คะว่าภายในบ้านของเรามี ของใช้อันตราย แอบแฝงอยู่ อาจจะเป็นเพราะความเคยชินที่เราต้องใช้สิ่งของเหล่านี้อยู่เป็นประจำ จึงหลงลืมที่จะระมัดระวังในการใช้งาน จนบางครั้งอาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพของคุณพ่อ คุณแม่ และลูกน้อยได้ โดยที่ไม่รู้ตัวเลย

Continue reading “13 ของใช้ในบ้านอันตราย พ่อแม่ต้องระมัดระวัง”

ตัวย่ออัลตร้าซาวด์

ตัวย่ออัลตร้าซาวด์ มีความหมายและบอกอะไรเกี่ยวกับทารกในครรภ์ได้บ้าง?

ตัวย่ออัลตร้าซาวด์ …การอัลตร้าซาวด์ เป็นตรวจดูการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ และการทำงานของอวัยวะภายในบางชนิด โดยก่อให้ไม่เกิดอันตรายต่อแม่และทารกในครรภ์ ถือเป็นการตรวจวินิจฉัยทางสูติศาสตร์ที่ปลอดภัยมากที่สุดอย่างหนึ่ง

ซึ่งเมื่อคุณหมอตรวจเสร็จก็จะปริ้นใบรายงานการอัลตร้าซาวด์อกมาให้คุณแม่ดู และเมื่อคุณแม่หลายคนเอาใบรายงานการอัลตร้าซาวด์กลับไปดูเองที่บ้าน หลายคนก็มักสงสัยในตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษต่างๆ ว่าหมายถึงอะไรบ้าง Amarin Baby & Kids จึงจะพาคุณแม่และคุณพ่อมารู้จักวิธีอ่าน ความหมายอักษรย่ออัลตร้าซาวด์ ว่าอักษรย่อเหล่านั้นบอกอะไรได้บ้างเกี่ยวกับลูกน้อยในครรภ์

ความหมายอักษร ตัวย่ออัลตร้าซาวด์ ที่แม่ท้องต้องรู้

ตัวย่ออัลตร้าซาวด์

อัลตร้าซาวด์ คือ คลื่นเสียงความถี่สูง 3.5 – 7 megahertz ที่ปล่อยออกมาจากหัวตรวจ (Transducer) ที่สัมผัสกับผนังหน้าท้องของแม่ คลื่นเสียงจะไปตกกระทบที่เนื้อเยื่อแล้วสะท้อนกลับมา เครื่องก็จะอ่านผลเป็นความเข้มหรือจางขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของเนื้อเยื่อ ภาพที่แสดงให้เห็นทางจอภาพจะแสดงในรูปแบบของจุด (Pixel) เช่น ถ้าเป็นเนื้อเยื่อที่มีความหนาแน่นมาก เช่น กระดูก ก็จะแสดงให้เห็นเป็นสีขาว ถ้าเป็นเนื้อเยื่อก็จะเป็นส่วนที่มืดมากขึ้น ถ้าเป็นของเหลวก็จะเป็นสีดำ เป็นต้น ทั้งนี้การตรวจอัลตร้าซาวด์ในขณะตั้งครรภ์คลื่นเสียงจะผ่านผนังหน้าท้องของแม่ ไปยังทารกในครรภ์ แล้วสะท้อนกลับมาสร้างเป็นภาพให้เห็นทางจอภาพ ซึ่งจะไม่เหมือนกับการ x-ray ตรงที่ใช้คลื่นเสียงแทนรังสี โดยจะปลอดภัยสำหรับแม่และเด็กกว่านั่นเอง

การตรวจทารกในครรภ์ด้วยการอัลตร้าซาวด์ ช่วยให้คุณหมอได้เห็นถึงขนาดและอายุครรภ์ รวมถึงเพศ ปริมาณน้ำคร่ำ ตำแหน่งของรก รวมถึงความผิดปกติของอวัยวะสำคัญใหญ่ ๆ ของทารกในครรภ์ด้วย โดยนิยมทำอัลตร้าซาวด์หลังอายุครรภ์ 8 สัปดาห์ เพราะรูปร่างภายนอกของตัวอ่อนโค้งงอ มีการเปลี่ยนแปลงไปจนมีลักษณะคล้ายมนุษย์แล้วนั่นเอง ส่วนการทำอัลตร้าซาวด์เพื่อดูเพศทารก สามารถทำได้ หลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์

ในปัจจุบันเทคโนโลยีการอัลตร้าซาวด์มีหลายแบบ ทั้งแบบสองมิติ สามมิติ และสี่มิติ  ซึ่งจะให้ความคมชัดแตกต่างกันตามลำดับ ทั้งนี้ การวินิจฉัยความผิดปกติหลักของโครงสร้างร่างกายของทารกในครรภ์ จะใช้อัลตร้าซาวด์แบบสองมิติเป็นหลัก ส่วนแบบสามมิติและสี่มิตินั้น จะใช้ในการสังเกตรูปร่างทารกในครรภ์เพราะสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ส่วนการจะเลือกอัลตร้าซาวด์แบบกี่มิตินั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์รวมถึงวิจารณญาณจากแพทย์

ชนิดของ Ultrasound

ชนิดของ ultrasound มีด้วยกัน 7 ชนิด แต่หลักการทำงานเหมือนกัน

  • Transvaginal Scans เป็นultrasound ที่ออกแบบสำหรับสอดเข้าช่องคลอดเพื่อตรวจ โดยทั่วไปเหมาะสำหรับการตรวจตอนตั้งครรภ์ในระยะแรก
  • Standard Ultrasound เป็น ultrasound มาตรฐานที่ตรวจทางหน้าท้อง
  • Advanced Ultrasound เป็น ultrasound ที่ออกแบบพิเศษสำหรับปัญหาที่ซับซ้อน
  • Doppler Ultrasound เป็น ultrasound ที่ใช้สำหรับวัดการไหลเวียนของเม็ดเลือด
  • 3-D Ultrasound เป็น ultrasound ที่ออกแบมาเพื่อสร้างภาพสามมิติเพื่อการพัฒนาของทารก
  • 4-D or Dynamic 3-D Ultrasound เป็น ultrasound เพื่อดูหน้าและการเคลื่อนไหวของอวัยวะ
  • Fetal Echocardiography เป็น ultrasound เพื่อไว้ตรวจหัวใจเด็ก

ประโยชน์ของการอัลตร้าซาวด์

คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนไม่จำเป็นต้องใช้อัลตร้าซาวด์ ในการตรวจเสมอไป แพทย์จะใช้ตรวจในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เพื่อค้นหาปัญหาและติดตามการเจริญเติบโตของทารกเท่านั้นเอง

♥ บทความแนะนำน่าอ่านอัลตร้าซาวด์ มีประโยชน์มากกว่าที่คิด!

อ่านต่อ >> ความหมายตัวย่ออักษร ต่างๆ บนผลอัลตร้าซาวด์ ที่แม่ท้องควรรู้” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ผื่นแพ้ทารก

วิธีรับมือ ผื่นแพ้ทารก แรกเกิดอย่างรู้ทัน!

ผื่นแพ้ทารก เพราะผิวหนังของลูกน้อยวัยทารกแสนบอบบาง และมีปัญหาผิวหนังเกิดผื่นแดง แพ้ คัน และผิวเป็นขุย จนคุณแม่หลายท่านสงสัยว่าอาการแบบนี้ใช่ผื่นแพ้หรือไม่ ทีมงาน Amarin Baby & Kids  มีข้อมูลอาการ ผื่นแพ้ทารก ที่มักพบได้บ่อยในเด็กวัยทารกมาให้ได้ทราบกันค่ะ


ผื่นแพ้ทาร

ผื่นแพ้ทารก

ผื่นแพ้ในเด็กเล็กๆ มีหลายชนิดและสาเหตุจากหลายปัจจัยค่ะ ไม่ว่าจะเกิดจากภายในร่างกายเด็กเอง รวมทั้งสิ่งแวดล้อมจากภายนอก ตัวอย่างผื่นแพ้ในเด็กที่พบได้บ่อยได้แก่

ผื่นแพ้ในเด็กเล็กๆ มีหลายชนิดและสาเหตุจากหลายปัจจัยค่ะ ไม่ว่าจะเกิดจากภายในร่างกายเด็กเอง รวมทั้งสิ่งแวดล้อมจากภายนอก ตัวอย่างผื่นแพ้ในเด็กที่พบได้บ่อยได้แก่

1. ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

สาเหตุ : เกิดได้หลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งประวัติภูมิแพ้ เหงื่อจากอากาศร้อนหรืออากาศแห้งในฤดูหนาว สารระคายเคืองจาก สบู่ แชมพู ผลซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม รวมถึงอาหาร เช่น นมวัว ไข่ อาหารทะเล ตลอดจนไรฝุ่นในอากาศ ซึ่งจะทำให้ลูกน้อยมีผิวแห้ง มีผื่นขึ้นและคันมาก โดยมักจะเป็นตุ่มน้ำใสหรือตุ่มแดงคัน พบมากบริเวณใบหน้า ด้านนอกของแขนขา

วิธีรับมือ : คุณแม่ดูแลอย่างไร เริ่มจากสังเกตและสาเหตุที่ทำให้ลูกเป็นผื่นแล้วหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นค่ะ เช่น หากแพ้อาหารก็ควรงด พยายามทำให้ผิวหนังลูกชุ่มชื้น เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง แต่หากลูกมีผื่นหรือตุ่มบวมแดงมากควรพาลูกไปปรึกษาแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้องค่ะ

2. กลากน้ำนม

dermlook0111_case1_138366_138369

สาเหตุ : เกิดได้จากการเป็นผื่นแพ้ผิวหนัง หรือผิวแห้งเพราะโดนแสงแดดนาน โดยผิวหนังของลูกจะเป็นผื่นวงกลมหรือวงรี สีออกขาว จางกว่าผิวหนังปกติ หรืออาจมีขุยติดอยู่ พบบ่อยบริเวณใบหน้า คอ ไหล่และแขน กลากน้ำนมนี้ไม่มีอันตราย จะหายไปได้เองเมื่อลูกโตขึ้นค่ะ แต่ก็ควรดูแลไม่ให้ผิวหนังของลูกแห้งหรือระคายเคืองเพิ่มมากขึ้น

วิธีรับมือ : คุณแม่ดูแลอย่างไร หลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกถูกแสงแดดจัด ไม่อาบน้ำล้างหน้าบ่อยจนเกินไป เลือกใช้สบู่อ่อนๆ สำหรับเด็กที่ไม่ทำให้ผิวหนังแห้งและระคายเคือง

อ่านต่อ วิธีรับมือ ผื่นแพ้ทารก ที่คุณแม่ควรรู้ คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ไข้ดำแดง คืออะไร น่ากลัวแค่ไหน พ่อแม่ต้องรู้

ไข้ดำแดง …เป็นโรคที่ไม่พบง่ายนัก ส่วนใหญ่มักเกิดในกลุ่มเด็กนักเรียน แต่ก็ไม่ใช่โรคใหม่แต่อย่างใด ซึ่งเมื่อต้นปีพบมีผู้ป่วยกว่า 200 ราย ส่วนใหญ่อายุ 1-14 ปี โดยกรมควบคุมโรคแนะนำ วิธีสังเกตอาการ หากลูกมีผื่นคล้ายกระดาษทรายใช่โรคดำแดง แน่นอน Continue reading “ไข้ดำแดง คืออะไร น่ากลัวแค่ไหน พ่อแม่ต้องรู้”

จดทะเบียนสมรส

ผลระยะยาวของการแต่งงานแล้วไม่จดทะเบียน

สำหรับบทความนี้ แม่น้องเล็กขอหยิบยกประสบการณ์หนึ่งมาจากในพันทิป เพื่อเป็นกรณีศึกษาให้กับคุณพ่อ คุณแม่ที่ จดทะเบียนสมรส และไม่จดทะเบียนสมรสมาให้ได้อ่านกันค่ะ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นส่งผลกระทบกับลูกชายคนหนึ่ง เมื่อเขาเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ และส่งผลต่อชีวิตของเขา

Continue reading “ผลระยะยาวของการแต่งงานแล้วไม่จดทะเบียน”

17 ผลไม้คลายร้อน ลูกน้อยกินได้ แม่ท้องกินดี

ผลไม้ดับร้อน …ช่วงหน้าร้อน อากาศอันแสนร้อนราวกับมีพระอาทิตย์ 10 ดวง จะอยู่ที่ไหน ทำอะไรก็ดูไม่ค่อยสุขกายสบายใจ  ยิ่งเด็กเล็กๆ และแม่ท้องแล้ว ยิ่งเกิดอาการหงุดหงิด และร้อนง่ายกว่าเดิม และมีเหงื่อออกมาก

ทั้งนี้เหงื่อออกเนื่องจากอากาศร้อนถือเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งในผู้ใหญ่ อาการเหงื่อออกที่เกิดจากความร้อนนั้นเกิดจากการระบายความร้อนของร่างกาย ทำให้ภายในร่างกายไม่ร้อนเกินไปและไม่กลายเป็นโรคฮีทสโตรก ส่วนเด็ก ๆ การที่เหงื่อออกมาก ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เพราะในร่างกายของเด็กจะต้องใช้พลังงานมากกว่าผู้ใหญ่ในการสร้างเสริมเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น การสร้างเซลล์สมอง การสร้างเซลล์กล้ามเนื้อ ในขณะที่ผู้ใหญ่ใช้พลังงานเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเท่านั้น

17 ผลไม้ดับร้อน ลูกน้อยกินได้ แม่ท้องกินดี

ผลไม้ดับร้อน

  • ซึ่งสำหรับเด็กที่ร้อนง่าย เหงื่อออกเยอะ นั่นเป็นเพราะ กล้ามเนื้อหัวใจในเด็กเป็นเซลล์กล้ามเนื้อที่ล้าง่ายและต้องการพลังงานสูง ดังนั้นความร้อนที่มาจากการเผาผลาญพลังงานก็มีสูงเช่นเดียวกัน และความร้อนเหล่านั้นก็จะถูกระบายออกจากร่างกายทางเหงื่อนั่นเอง

และที่เห็นว่าเด็กเหงื่อออกที่ มือ เท้า และศีรษะเยอะนั้นก็มาจากทั้งสามส่วนเป็นบริเวณที่ระบายความร้อนในร่างกายออกมามากที่สุดนั่นเอง จึงถือว่าการทีเด็กเหงื่อออกที่มือ เท้า และศีรษะ ไม่ใช่เรื่องอันตรายแต่อย่างใด แต่ยังเป็นการดีด้วยเพราะนั่นแสดงว่าร่างกายของเด็กมีความปกติดี

√ บทความแนะนำควรอ่านโรคลมแดด วายร้ายหน้าร้อนของเด็กเล็ก
  • แม่ท้องที่มักขี้ร้อนขึ้นกว่าปกติ เพราะอุณหภูมิในร่างกายมักสูงขึ้น เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีระและชีวะเคมีหลายอย่างเช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ การสร้างเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ ของแม่มีมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อนำไปใช้เสริมสร้างอวัยวะต่างๆ ของลูกน้อยและร่างกายของคุณแม่เอง

ในขณะเดียวกันคุณแม่ตั้งครรภ์จะมีความต้องการอาหารมากขึ้น เพื่อร่างกายจะได้นำสารอาหารส่งไปยังลูกได้เพียงพอ คุณแม่ตั้งครรภ์จึงทานอาหารมากขึ้นและบ่อยครั้ง ส่งผลให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น ซึ่งการกินอาหารจำพวกสมุนไพรบางชนิด เช่น ขิง ข่า กระชาย กระเทียม หรือหอมใหญ่ ในปริมาณมาก ก็จะช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนดี และเป็นอาหารที่นิยมกินขณะตั้งครรภ์ แต่ก็จะทำให้คุณแม่ท้องรู้สึกร้อน และเหงื่อออกได้มากเช่นกัน คุณแม่จึงรู้สึกร้อนภายในอยู่บ่อยๆ

√ บทความแนะนำควรอ่านรับมือกับโรคหน้าร้อนที่แม่ท้องต้องระวัง

เช่นนั้นแล้ว ก็ควรจะหาอะไรที่ช่วยลดอุณหภูมิภายในร่างกายของคุณแม่และเด็กๆ ลง ยิ่งเฉพาะในช่วงอากาศร้อนอย่างนี้ แค่แอร์หรือพัดลมคงจะเอาไม่อยู่  ซึ่งการดับร้อนภายในที่จะช่วยได้ นั่นคือการกินอาหารที่มีสรรพคุณเย็นๆ ซึ่งอาหารธาตุเย็น มีคุณลักษณะพิเศษ คือ

  • ช่วยสร้างความชุ่มชื้น และบรรเทาความร้อนจากภายในให้กับร่างกาย
  • ผักและผลไม้ส่วนใหญ่ที่เป็นอาหารของธาตุเย็นนั้น มักจะมีน้ำเป็นส่วนผสมหลัก มีไขมันน้อย และไม่มีฤทธิ์เผ็ดร้อน
  • เมื่อกินเข้าไปแล้วร่างกายจึงย่อยได้ง่าย ใช้พลังงานในการย่อยและการดูดซึมน้อยกว่าอาหารที่มีไขมันสูง ทำให้การเผาผลาญอาหารของร่างกายน้อยลง เมื่อเทียบกับอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น อาหารประเภททอด เป็นต้น
  • นอกจากนี้ การนำอาหารธาตุเย็นมาปรุง ก็ควรปรุงแบบถูกวิธี โดยวิธีที่เหมาะสำหรับอาหารประเภทนี้คือ การต้มและการตุ๋นแทนการทอด ส่วนคุณสมบัติเด่นของอาหารธาตุเย็น คือการช่วยให้คนที่กินไม่รู้สึกร้อนวูบวาบ เหมือนที่รู้สึกเมื่อกินอาหารเผ็ดร้อน เช่น ชิง กระชาย หรือกินอาหารที่ย่อยยาก และใช้เวลาในการย่อยนาน
√ บทความแนะนำควรอ่าน : ทําแอร์ใช้เอง ง่ายๆ DIY จากของใช้ภายในบ้าน ให้ทุกคนในครอบครัวเย็นชื่นใจ
√ บทความแนะนำควรอ่าน : อากาศร้อน แม่ท้อง และ เด็กเล็ก ต้องดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัย

จะเห็นได้ว่าผลไม้เป็นหนึ่งในอาหารธาตุเย็น และสามารถหาซื้อกินได้ง่าย Amarin Baby & Kids จึงได้รวบรวมผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นซึ่งจะช่วยคลายร้อนได้ดีทั้งกับเด็กๆและคุณแม่ท้อง แถมยังมีสรรพคุณอื่นๆที่ดีแต่ลูกน้อยในครรภ์อีกด้วย มาฝากกันรวม 17 ชนิดด้วยกันค่ะ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

17 ผลไม้ดับร้อน มีฤทธิ์เย็นฉ่ำ ลูกน้อยกินได้ แม่ท้องกินดี

ผลไม้ดับร้อนมะเฟือง

มะเฟืองช่วยลดอุณหภูมิความร้อนภายในร่างกาย ปวดศรีษะ บรรเทาอาการไอ และนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ผลไม้รูปทรงน่ารักอุดมด้วยน้ำถึง 91.4% และจุดเด่นอยู่ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก พอ ๆ กับสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในดาร์ก ช็อกโกแลต หรือชาเขียวแท้ ซึ่งจะช่วยบำรุงหัวใจได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

แตงไทย

ในแตงไทยจะมีคาร์โบไฮเดรด แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ และวิตามินซี (ประโยชน์เยอะแท้) เนื้อของแตงไทยมีฤทธิ์เย็น จึงช่วยดับกระหายได้เป็นอย่างดี นอกจากคุณสมบัติข้างตนแล้วยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง อาทิเช่น แก้เลือดกำเดาไทล ดอกอ่อนตากแห้งต้มดื่มช่วยให้อาเจียน แก้โรคดีซ่าน หรือบดเป็นผงพ่นแก้แผลในจมูก เมล็ดแก่ช่วยในการขับปัสสาวะ ช่วยย่อยอาหาร แก้ไอ รากต้มดื่มช่วยระบายท้อง

สับปะรด

สับปะรดจะเป็นส่วนที่มีเนื้อและน้ำ ซึ้งมีประโยชน์มาก ช่วยแก้กระหาย ช่วยย่อยอาหารลดความร้อนในร่างกาย ลดความเสี่ยงการเป็นโรคไต และความดันโลหิตสูง แก้อาการบวมน้ำของร่างกาย ขับปัสสาวะ

การรับประทานสับปะรดวันละหนึ่งชิ้นก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินซี ที่สำคัญคือวิตามินช่วยในการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อและต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ การรับประทานสับปะรดวันละหนึ่งชิ้นจึงเป็นการเพิ่มแรงต้านทานโรคให้แก่ร่างกาย

ผลไม้ดับร้อน

อ้อย

อ้อยนั้นถือเป็นสมุนไพรตามตำราแพทย์ไทยที่มีสรรพคุณทางยาได้ทุกส่วนตั้งแต่ลำต้นลงไปถึงราก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยบำรุงร่างกาย เมื่อรู้สึกว่ามีอาการอ่อนเพลีย น้ำอ้อยรสชาติหวานจะทำให้ร่างกายกลับมากระชุ่มกระชวย มีเรี่ยวมีแรง และหายอ่อนเพลีย ช่วยย่อยอาหาร แก้คลื่นไส้ อาเจียน รวมทั้งมีสารอาหารที่สามารถบำรุงเลือด ให้เลือดมีการไหลเวียนที่ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องสูญเสียเลือดทางประจำเดือนทุกเดือน จะช่วยทำให้เลือดของประจำเดือนนั้นเป็นปกติดีด้วย

มังคุด

ราชินีแห่งผลไม้ ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ มากมาย อาทิ วิตามินบี วิตามินซี แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟลอรัส ฯลฯ ซึ่งในมังคุดมีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และสามารถรักษาและสมานแผลในช่องปาก  ทั้งยังช่วยลดความร้อนภายใน แก้กระหายน้ำ และช่วยเพิ่มเมือกภายในลำไส้กับกระเพาะ ทำให้ถ่ายคล่อง

กล้วย

แก้ความดันโลหิตสูง ลดภาวะความเป็นพิษของร่างกาย ช่วยให้ปอดชุ่มชื่นและแก้กระหายน้ำได้เป็นอย่างดี กินกล้วยนํ้าว้าสุกวันละ 4 ผล ช่วยบรรเทาอาการเจ็บในลำคอ และเจ็บหน้าอกจากอาการไอแห้งๆได้ อีกทั้งกล้วยน้ำว้าสุก ยังช่วยในเรื่องการขับถ่าย มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและเชื้อรา แก้ท้องผูก บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง และรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

ทั้งนี้หัวปลีจากกล้วยนํ้าว้า ยังช่วยบำรุงเลือด แก้อาการร้อนใน กระหายนํ้า บำรุงลำไส้ บรรเทาอาการโลหิตจาง เพราะหัวปลีอุดมด้วยธาตุเหล็ก อีกทั้งยังช่วยขับนํ้านมในคุณแม่ที่เพิ่งคลอดอีกด้วย

อ่านต่อ >> 17 ผลไม้มีฤทธิ์เย็น ช่วยดับร้อนให้เด็กๆและแม่ท้อง” คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

มีเนื้องอกในมดลูก

เป็นเนื้องอกมดลูก มีลูกได้ไหม?

ผู้หญิงหลายคนสงสัยและถามกันมามากว่า เป็นเนื้องอกมดลูก มีลูกได้ไหม? แล้วเนื้องอกในมดลูกจะส่งผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร? ผ่าตัดออกแล้วจะท้องได้ไหม? สารพันคำถามเหล่านี้ เรามีคำตอบพร้อมกับข้อมูลความรู้ และการสังเกตดูแลตัวเองกันได้อย่างถูกต้องมาฝากค่ะ

เนื้องอกในมดลูก

เป็นเนื้องอกมดลูก มีลูกได้ไหม?

เนื้องอกมดลูก ไม่ใช่ซีสต์

มีคุณผู้หญิงหลายคนที่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเนื้องอกและซีสต์ คิดว่าเหมือนกัน ดังนั้น ก่อนที่จะอธิบายว่าหากเป็นเนื้องอกในมดลูกแล้วจะตั้งครรภ์ได้หรือไม่ ควรทำความเข้าใจและรู้จักก่อนว่าเนื้องอกและซีสต์ต่างกันอย่างไร โดยหากกล่าวถึงเนื้องอก จะมีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่

  1. เนื้องอกที่เป็นก้อนแข็งๆ ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้องอกทั้งก้อน
  2. เนื้องอกที่มีลักษณะเป็นถุงน้ำ เพราะฉะนั้นถุงน้ำก็คือเนื้องอกชนิดหนึ่ง เพียงแต่ว่ามีลักษณะเป็นถุง คือภายในจะมีของเหลวไม่ได้เป็นก้อนเนื้อแข็งทั้งก้อน ซึ่งเนื้อเยื่อที่บริเวณขอบของถุงน้ำนั้น สามารถที่จะเจริญเติบโตขึ้นหรือขยายใหญ่ได้

ในขณะที่คำว่า ซีสต์ ที่หลายๆ คนเข้าใจมักคิดว่าเป็นเนื้องอกในมดลูก ซึ่งผิด เพราะในมดลูกไม่มีซีสต์ แต่หากมีถุงน้ำที่รังไข่หรือส่วนอื่นๆ จึงจะเป็นซีสต์ได้ ดังนั้นเนื้องอกที่เกิดขึ้นในมดลูก จึงไม่ได้เรียกว่าเป็นซีสต์

เนื้องอกมดลูก เกิดได้ 3 ส่วน

เนื้องอกในมดลูก จะไม่เป็นถุงน้ำแต่จะมีลักษณะเป็นก้อน ที่เรียกว่า Myoma Uteri โดยก้อนเนื้อแข็ง ที่อยู่ใน 3 ส่วนของมดลูก คือ 1) เนื้องอกในตัวมดลูก 2) เนื้องอกที่ผิวมดลูกและ 3) เนื้องอกในโพรงมดลูก ซึ่งการเกิดเนื้องอกในแต่ละที่ก็จะมีผลกระทบต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาดของเนื้องอก และบริเวณที่เกิด เช่น

  • เนื้องอกในตัวมดลูก ขึ้นอยู่กับขนาด และบริเวณที่เป็น หากอยู่ในตำแหน่งสำคัญเช่น ใกล้รก ใกล้ปากช่องคลอด ก็จะส่งผลกระทบต่อทารกและการคลอด ขึ้นอยู่กับขนาด หากก้อนเนื้องอกใหญ่ก็จะไปเบียดบังการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้
  • เนื้องอกที่ผิวมดลูก คือด้านนอกของมดลูก ก็อาจจะมีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์น้อยกว่า หากขนาดไม่ใหญ่เกินไปจนกระทบต่อทำงานของอวัยวะและการเติบโตของลูกน้อยในครรภ์
  • เนื้องอกในโพรงมดลูก จะส่งผลทำให้มีลูกยาก ตั้งครรภ์แล้วแท้งง่าย หรือตั้งครรภ์แล้วอาจจะคลอดก่อนกำหนด เพราะเนื้องอกอยู่ในโพรงมดลูก ซึ่งจะรบกวนต่อการเจริญเติบโตและการฝังตัวของตัวอ่อนหรือทารก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม เป็นเนื้องอกในมดลูก มีลูกได้ไหม? คลิกต่อหน้า 2

ตั้งครรภ์คุณภาพได้ แม้วัย 35 อัพ

ปัจจุบันผู้หญิงมักจะแต่งงานมีครอบครัวช้า เนื่องจากปัจจัยทั้งด้านการศึกษา การสร้างความมั่นคงทางการงานการเงิน และการใช้เวลาศึกษาดูใจก่อนแต่งงาน ทำให้กว่าจะมีลูกได้ก็เข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งการตั้งครรภ์ช่วงนี้มักมีโรคภัยและความเสี่ยงต่างๆ มากขึ้น แต่อย่าเพิ่งกังวลใจไปค่ะ เพราะความก้าวหน้าทางการแพทย์ ร่วมกับการดูแลตัวเองของคุณแม่ ทำให้เราสามารถ ตั้งครรภ์ อายุ 35 ปี ก็มีครรภ์คุณภาพได้แน่นอน

ตั้งครรภ์ อายุ 35 ปี ก็มีครรภ์คุณภาพได้

ตั้งครรภ์ อายุ 35 ปี

ตั้งครรภ์ อายุ 35 ปี ขึ้นไป ต้องเข้าใจความเสี่ยง

อันดับแรกหากคุณอายุ 35 ปีขึ้นไป และกำลังเตรียมตัวตั้งครรภ์ หรือแม้กระทั่งตั้งครรภ์แล้ว ต้องทำความเข้าใจและศึกษาข้อมูลความรู้ในเชิงสุขภาพเพื่อเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย และต้องรู้ว่าการตั้งครรภ์ในช่วงวัยนี้จะอาจจะต้องพบกับอะไรบ้าง ดังนี้ 
จึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งค่ะ

  • มีลูกยาก หากอายุมากขึ้น

แม้ว่าผู้หญิงที่เตรียมตัวเป็นแม่ในช่วงวัย 35 ปีขึ้นไป จะมีความพร้อมทางด้านการเงินและวุฒิภาวะในความเป็นแม่แล้วแต่ปัญหาคือความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายจะลดลง มีโอกาสตั้งครรภ์ลดลง และมีภาวะแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ได้มากขึ้น โดยมีการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่เลยช่วงอายุ 30 ปีไปแล้วโดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัย 35 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสตั้งครรภ์ลดลงกว่ากลุ่มผู้หญิงในช่วงอายุ 20 ปี เพราะภาวะการตกไข่ลดน้อยลง ทำให้เกิดปัญหาการมีบุตรยาก พร้อมกับมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่างๆ ก็มากขึ้นอีกด้วย

  • อาจต้องใช้เทคโนโลยีเจริญพันธุ์ช่วยให้มีลูก

เนื่องจากปัญหาอายุมากขึ้นมักจะมาพร้อมกับการมีลูกยาก ทำให้คุณสามีหรือภรรยาที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป มีลูกด้วยวิธีธรรมชาติแล้วไม่สำเร็จ จึงอาจจะต้องอาศัยเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ต่างๆ มาช่วยในการตั้งครรภ์ อาทิ การฉีดเชื้อ การทำเด็กหลอดแก้ว ไอวีเอฟอิ๊กซี่ พลาสโตซิสต์หรืออื่นๆ โดยคู่สามีภรรยาต้องทำความเข้าใจ รู้จักและยอมรับขั้นตอนในการทำ รวมถึงพร้อมที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ซึ่งปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีช่วยในการมีบุตรก็ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จกันมากมาย ถือเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้คุณแม่วัย 35 อัพมีลูกได้มากขึ้น

  • ต้องตรวจวินิจฉัยเพิ่มมากขึ้น

คุณแม่ที่ ตั้งครรภ์ อายุ 35 ปี ขึ้นไป จำเป็นต้องให้ความสำคัญและเข้าใจเรื่องการตรวจวินิจฉัยระหว่างตั้งครรภ์ในแบบต่างๆ มากกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์อายุไม่เกิน 35 ปี เพื่อป้องกันความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะการตรวจ ดังต่อไปนี้

  1. การอัลตร้าซาวนด์แบบต่างๆ คือการตรวจครรภ์โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงมาแปล
ให้เป็นภาพวีดีโอ เพื่อตรวจดูอายุครรภ์ของคุณแม่ ติดตามดูพัฒนาการเพศ และการเติบโตของอวัยวะต่างๆ ของลูกน้อยในครรภ์ สำหรับคุณแม่ที่อายุมากกว่า 35 ปีการตรวจจะมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ หาสัญญาณของการเกิดภาวะแทรกซ้อนและความผิดปกติของลูกน้อยค่ะ
  2. การเจาะเลือดวินิจฉัยโครโมโซม ปัจจุบันนอกจากการเจาะเลือดตรวจเลือด ดูน้ำตาลในเลือดของคุณแม่แล้ว ยังมีการใช้วิธีเจาะเลือดคุณแม่เพื่อตรวจโครโมโซมลูกในครรภ์ได้อีกด้วย เพื่อเป็นการคัดกรองภาวะผิดปกติของโครโมโซม เช่น โรคดาวน์ซินโดรมและอื่นๆ โดยไม่ต้องเจาะน้ำคร่ำ แต่หากตรวจแล้วพบความเสี่ยงอาจจะต้องเจาะน้ำคร่ำอีกครั้งค่ะ
  3. การเจาะน้ำคร่ำ เป็นการตรวจเพื่อหาความผิดปกติของโครโมโซม หรือโรคทางพันธุกรรมของลูกน้อยในครรภ์โดยใช้เข็มเล็กๆ ขนาดยาวสอดผ่านหน้าท้องเพื่อเจาะเข้าไปยังถุงน้ำคร่ำ เพื่อดูดนำของเหลวมาตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ
  4. การตรวจชิ้นเนื้อรก เป็นการตัดชิ้นเนื้อรก และนำเซลล์ตัวอย่างจากรกมาตรวจวิเคราะห์เพื่อตรวจหาแนวโน้มว่าลูกน้อยในครรภ์มีความเสี่ยงต่อความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือไม่เช่นเดียวกันกับการเจาะน้ำคร่ำ แต่วิธีนี้จะมีความยุ่งยาก และมักไม่ค่อยนิยมใช้นัก แต่ก็จำเป็นสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อยในครรภ์ที่มีข้อบ่งชี้ต่อภาวะความเสี่ยงต่างๆ เพื่อการตรวจที่แม่นยำขึ้น

อย่างไรก็ตามการตรวจวินิจฉัยต่างๆ แพทย์จะเป็นผู้แนะนำและให้คำปรึกษาเท่านั้น การตัดสินใจที่จะตรวจขึ้นอยู่กับความพร้อม การยอมรับและวิจารณญาณของคุณแม่และคุณพ่อค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ตั้งครรภ์คุณภาพได้ แม้วัย 35 อัพ คลิกต่อหน้า 2

แม่มือใหม่ ให้นมลูก อย่างไร ถึงจะเวิร์ค?

คุณแม่มือใหม่ทั้งหลาย คงกำลังสับสน และปรับตัวไม่ถูกว่าจะให้ลูกกินนมเท่าไหร่ บ่อยแค่ไหนถึงจะเหมาะ แล้วหากครบกำหนดต้องกลับไปทำงานจริงๆ จะให้นมลูกต่อเนื่องอย่างไรดี ทั้งหมดนี้เรามีเคล็ดลับฉบับย่อ แม่มือใหม่ ให้นมลูก อย่างไร ถึงจะเวิร์ค มาบอกกันค่ะ

แม่มือใหม่ ให้นมลูก อย่างไร ถึงจะเวิร์ค

ให้นมลูก

อะไรบ่งบอกว่า ลูกน้อย “หิว” หรือ “อิ่ม”

  • หิว

ลูกจะเริ่มดิ้น ดูดนิ้ว ทำปากจุ๊บจั๊บ ส่ายหัวไปมา วางมือและข้อมือไว้ที่ปาก จากนั้นประมาณ 30 นาที ถ้ายังไม่ได้หม่ำ จะเริ่มร้องไห้ละ เพราะหิวจัด

  • อิ่ม

ลูกจะคายปากออกจากหัวนมแม่เอง ส่วนของเต้านมแม่จะเริ่มนิ่มขึ้น หรือมีน้ำนมไหลออกจากเต้าอีกข้าง ทีนี้ลูกก็หลับสนิทแล้ว ไม่งอแง

ให้นมลูก หลังคลอด 1 ชั่วโมงแรก

หากเป็นไปได้ ลูกควรได้กินนมแม่ภายใน 1-2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด เพราะมีงานวิจัยพบว่า การที่ลูกได้กินนมแม่หลังคลอดจะช่วยให้สุขภาพของแม่และลูกแข็งแรงในระยะยาว ที่สำคัญคือ ช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำนมและลดการตกเลือดของแม่ด้วย ทั้งนี้การกินนมครั้งแรกของลูกอาจใช้เวลา 20-30 นาที และเขาอาจดูดได้ไม่มากนัก เพราะต้องใช้เวลาฝึกนานหลายวันกว่าเขาจะเรียนรู้ได้ ในกรณีที่คุณแม่ได้รับยาระหว่างคลอด หรือ คลอดยาก เพียงให้ลูกได้อยู่ในอ้อมกอด และสัมผัสหัวนมก็เพียงพอแล้วค่ะ

ให้นมลูก 7 วันแรก

ถือเป็นช่วงที่คุณแม่ต้องปรับตัวเยอะพอควร เพราะลูกจะกินนมบ่อยทุกๆ 2 ชั่วโมง ตลอดทั้งกลางวัน และกลางคืน อาจทำให้คุณแม่รู้สึกอ่อนเพลีย และเกิดความเครียดได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการผลิตน้ำนม ดังนั้นคุณแม่ควรหาเวลางีบหลับในจังหวะที่พอทำได้ และกินอาหารที่มีประโยชน์

ให้นมลูกช่วง 4-6 สัปดาห์

ช่วงนี้เหมาะอย่างมากที่จะเริ่มบีบน้ำนมเก็บไว้ ให้คุณแม่เตรียมตัวกลับไปทำงานและเพื่อช่วยกระตุ้นให้ผลิตน้ำนมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบรรเทาเต้านมไม่ให้คัด ในช่วงนี้เองลูกยังคงกินนมบ่อย และกินเยอะขึ้น หากเขาดูดนมจนเผลอหลับไป คุณแม่ควรปลุกให้มาเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือ อุ้มเพื่อให้เรอ จากนั้นเปลี่ยนให้มาดูดเต้านมอีกข้าง แต่หากลูกอิ่มแล้ว พรุ่งนี้ค่อยให้ลูกดูดนมอีกข้างก็ได้ อย่าลืมสลับให้ดูดนมจากทั้งสองเต้า เพื่อลดอาการเจ็บที่หัวนม

นอกจากนี้ ควรให้ลูกกินนมบ่อยตลอดทั้งวัน โดยปลุกให้เขาตื่นมากินนมทุกๆ 2 ชั่วโมง วิธีนี้จะทำให้ลูกหลับเวลากลางคืนนานขึ้น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม การให้นมลูก คลิกต่อหน้า 2

10 สุดยอด “อาหารบำรุงสมอง” ลูกน้อย

 

อาหารบำรุงสมอง การที่เด็กๆ ได้รับสารอาหารที่ดีมีประโยชน์มาตั้งแต่อยู่ในครรภ์คุณแม่ นั่นคือการเริ่มต้นของพัฒนาการที่ดีรอบด้าน ยิ่งโดยเฉพาะการได้รับสารอาหารที่มีส่วนช่วยให้สมองลูกพัฒนาการดี แล้วคุณแม่มาต่อยอดให้ลูกอย่างต่อเนื่องในช่วงแรกคลอดด้วยน้ำนมแม่ และอีกช่วงที่สำคัญคือช่วงเริ่มอาหารเสริมแม่สามารถเลือกสรรอาหารบำรุงสมองเหล่านี้ให้ลูกได้อย่างเหมาะสม แต่ต้องให้อย่างสมดุลด้วยนะคะ

อยากให้ลูกฉลาด เรียนเก่ง ทำยังไงดี?  อย่างแรกเลย คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลเรื่องอาหารและโภชนาการของลูกอย่างใกล้ชิดค่ะ “อาหารบำรุงสมองลูก” สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของสมองลูกน้อย ช่วยให้สมองแจ่มใส ความจำดี และมีสมาธิมากขึ้นได้ ที่สามารถเริ่มคัดสรรอาหารสมองให้ลูกได้ตั้งแต่วัยเริ่มอาหารเสริม ซึ่งอาหารทั้ง 10 อย่างนี้ คุณแม่สามารถจัดให้ลูกได้ทานไปจนโตเลยค่ะ แนะนำว่าหากอาหาร 1 ใน 10 ชนิดนี้ไม่ได้เริ่มในช่วง 6 เดือนก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะสามารถให้ลูกได้ทานในช่วงวัยที่เติบโตขึ้นไปได้ค่ะ

 

ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหรัฐอเมริกา (American Dietetic Association หรือ ADA) อย่าง Bethany Thayer, Andrea Giancoli และ Sarah Krieger ได้ออกมาให้ข้อมูลและคำแนะนำที่น่าสนใจดังนี้ค่ะ

ความจริงแล้ว สมองคนเราต้องการอาหารและการบำรุงอย่างยิ่ง สมองเป็นอวัยวะร่างกายชิ้นแรกสุดที่จะดูดซึมสารอาหารจากสิ่งที่กินเข้าไป

ร่างกายของเด็กที่อยู่ในวัยกำลังโตมีความต้องการสารอาหารที่หลากหลาย ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีสุดยอดอาหารสมอง 10 อย่างที่จะช่วยให้ลูกน้อยวัยกำลังจะเข้าโรงเรียนอนุบาล หรือกำลังอยู่ในวัยเรียนหนังสือ ได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

สุดยอด “อาหารบำรุงสมอง” ที่เต็มไปด้วยคุณค่าโภชนาการและสารอาหารที่มีประโยชน์กับสมอง

แซลมอน

1. อาหารบำรุงสมอง – “แซลมอน

ปลาไขมันสูงอย่างปลาแซลมอนเป็นแหล่งโอเมก้า-3 ชั้นเลิศที่มีกรดไขมัน EPA และ DHA สูง สารอาหารเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างและพัฒนาสมองของลูกน้อย

มีงานวิจัยมากมายที่พิสูจน์แล้วว่า คนที่ทานกรดไขมัน EPA และ DHA เป็นประจำมักจะมีสมองเฉียบแหลมคิดได้อย่างฉับไว และทำแบบทดสอบทักษะด้านจิตใจได้ดี

จริงอยู่ว่าปลาทูน่าก็มีโอเมก้า-3 แต่ก็ไม่ได้มีเยอะเท่าปลาแซลมอน

“ปลาทูน่าเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี แต่เนื่องจากเป็นปลาไขมันน้อยจึงไม่ได้มีโอเมก้า-3 สูงเหมือนปลาแซลมอน”

นอกจากนี้ ปลาทูนาชนิด white (albacore) tuna ยังมีสารปรอทสูงกว่าปลาทูน่าชนิด light tuna ดังนั้นหน่วยงานรัฐในสหรัฐอเมริกาจึงมีประกาศเตือนให้ทานปลาทูน่าชนิด white (albacore) tuna ได้ไม่เกินอาทิตย์ละ 6 ออนซ์ หรือ 170 กรัมเท่านั้น

กินแซลมอนให้มากขึ้น : เปลี่ยนจากแซนด์วิชทูน่ามาเป็นแซนด์วิชแซลมอนแทนดีกว่าค่ะ ผสมเนื้อปลาแซลมอนกระป๋องเข้ากับมายองเนสไขมันต่ำหรือโยเกิร์ตสูตรปราศจากไขมัน ใส่ลูกเกด แครอท และขึ้นฉ่าย (ใส่มัสตาร์ดไปสักนิดด้วยก็ได้ถ้าลูกชอบกิน) ประกบคู่ด้วยขนมปังธัญพืชไม่ขัดสีซึ่งเป็นอาหารบำรุงสมองด้วยเช่นกัน

ไอเดียทำซุปแสนอร่อย : ใส่แซลมอนกระป๋องลงในซุปครีมบร็อกโคลี อาจเพิ่มบร็อกโคลีสับละเอียดลงในซุปด้วยเพื่อเพิ่มสารอาหารและรสสัมผัสละมุนลิ้น เด็กๆ ต้องชอบกันอย่างแน่นอนค่ะ

เมนูปลาแซลมอนจานเด็ด : เตรียมปลาแซลมอนกระป๋อง 400 กรัม ผักปวยเล้งหั่น 450 กรัม หอมใหญ่หั่นละเอียด ½ ลูก กระเทียมบด 2 กลีบ เกลือ ½ ช้อนชา พริกไทยดำนิดหน่อย ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน แล้วปั้นเป็นลูกเล็กๆ ตั้งกระทะไฟปานกลาง ทอดด้วยน้ำมันมะกอกโดยใช้ไม้พายกดให้แบนลง แล้วยกขึ้นเสิร์ฟทานกับข้าวกล้องร้อน ๆ เป็นอาหารสมองที่อร่อยและมีประโยชน์กับลูกน้อยมากค่ะ

 

อาหารบำรุงสมอง ไข่

2. อาหารบำรุงสมอง – “ไข่

เป็นที่รู้กันดีว่า “ไข่” ให้โปรตีนสูง แต่นอกเหนือจากโปรตีนแล้ว ไข่แดงยังอุดมไปด้วยโคลิน (choline) ซึ่งมีส่วนช่วยพัฒนาความจำด้วยค่ะ

กินไข่ให้มากขึ้น : ส่งลูกไปโรงเรียนด้วยอาหารเช้าจานไข่แบบง่ายๆ เช่น ไข่คนกับขนมปัง หรือทำ McMuffin เองที่บ้าน แค่ทอดไข่ใส่บนมัฟฟินสไตล์อังกฤษแล้วโรยด้วยชีสสูตรไขมันต่ำ รับรองอาหารสมองเมนูนี้ อร่อยเหาะ ถูกใจลูกๆ อย่างมาก !

อ่านต่อ >> “อาหารบำรุงสมองลูก” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีดูแลลูกเมื่อไปสระว่ายน้ำ

วิธีดูแลลูกเมื่อไปสระว่ายน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย?

 

วิธีดูแลลูกเมื่อไปสระว่ายน้ำ การเล่นน้ำเป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ชื่นชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านเราซึ่งอากาศร้อนเกือบตลอดทั้งปี การพาลูกไปเล่นน้ำที่สระ จึงต้องให้ความใส่ใจและระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัยให้มากเป็นพิเศษ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีวิธีดูแลลูกเมื่อต้องพาไปสระว่ายน้ำ มาฝากทุกครอบครัวค่ะ

 

วิธีดูแลลูกเมื่อไปสระว่ายน้ำ อย่างไรให้ปลอดภัย?


ช่วงนี้อากาศร้อนมาก ลูกสาววัย 3 ขวบเลยร่ำร้องจะไปเล่นน้ำที่สระว่ายน้ำเกือบทุกวัน อยากขอคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีดูแลทั่วๆไป  โดยเฉพาะเรื่องผม ผิว และอาการคล้ายๆ กับภูมิแพ้ที่มักเป็นหลังเล่นน้ำ

 

ไม่ว่าจะเป็นช่วงหน้าร้อน หรือช่วงฤดูอื่นตลอดทั้งปี กิจกรรมที่เด็กๆ ชอบกันมากอย่างหนึ่ง ก็คือ การว่ายน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าอาจมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ให้คุณแม่ได้กังวลใจกันอยู่บ้าง ดังนั้นเพื่อให้ได้คลายกังวลจากข้อสงสัยต่างๆ ในการดูแลลูกเมื่อไปสระว่าย แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านทารกแรกเกิด  จะมาให้คำตอบในเรื่องนี้กันค่ะ

ความปลอดภัย ผู้ใหญ่ควรอยู่ดูแลตลอดเวลาเพื่อช่วยเหลือในกรณีที่ลูกจมน้ำหรือสำลักน้ำ ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีความรู้เรื่องการช่วยชีวิตก็ยิ่งดี  แม้ลูกจะว่ายน้ำเป็น  อยู่ในห่วงยางหรืออยู่ในบริเวณน้ำตื้น ก็ไม่ได้เป็นสิ่งรับประกันความปลอดภัยได้นะคะ นอกจากนี้ ลูกอาจได้รับบาดเจ็บจากการเล่นสไลเดอร์ การกระโดดน้ำด้วยความประมาท หรือลื่นล้มจากการวิ่งเล่นริมขอบสระด้วย

ที่สำคัญพ่อแม่ควรต้องให้ความสำคัญกับรายละเอียดในเรื่องเหล่านี้ด้วย นั่นคือ

1. ความสะอาดของสระ

เพราะลูกอาจกลืนน้ำเข้าไปโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ ถ้าสระไม่ได้มาตรฐานเรื่องความสะอาด เมื่อมีผู้แพร่เชื้อลงไปในสระ เชื้อโรคที่ออกมาทางน้ำมูกหรือน้ำลายก็ไม่อาจถูกทำลายโดยคลอรีนที่มีน้อยเกินไป ผู้รับเชื้อจึงอาจเป็นโรคติดต่อได้ เช่น หวัด ตาแดง อาเจียน หรือท้องร่วง ในทางตรงข้าม ถ้าใส่คลอรีนมากเกินไป ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องตาอักเสบหรือผิวหนังอักเสบจากสารเคมี

2. ระยะเวลา

ในกรณีที่อุณหภูมิของน้ำในสระค่อนข้างเย็น เด็กเล็กไม่ควรเล่นนานเกินครึ่งชั่วโมง และ เด็กโตไม่ควรนานเกิน 1 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น เพราะอุณหภูมิร่างกายอาจลดต่ำเกินไป จนทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยหรือไม่สบายได้ง่าย

3. การดูแลเส้นผมและผิวหนัง

สารคลอรีนและแสงแดดมักเป็นสาเหตุที่ทำให้เส้นผมและผิวหนังถูกทำลาย และผิวหนังของเด็กก็บอบบางและอ่อนแอกว่าผู้ใหญ่มาก จึงควรให้การดูแลเป็นพิเศษ เช่น เลือกชุดว่ายน้ำที่ปกปิดผิวหนังและมีสารเคลือบป้องกันรังสี UVA และ UVB ทาครีมกันแดดแบบกันน้ำ (waterproof) ก่อนลงน้ำ และไม่ว่ายน้ำกลางแดดจ้า

หากมีปัญหาผิวหนังเป็นผื่นแดงจากการแพ้สารคลอรีน ก็ใช้วาสลีนหรือปิโตรเลียมเจลทาเคลือบผิวก่อนลงน้ำและอย่าเล่นน้ำนาน เมื่อขึ้นจากน้ำแล้ว ควรรีบล้างตัวเอาคลอรีนออกและอาบน้ำ เช็ดตัว เป่าผมให้แห้ง เพราะถ้าใส่ชุดที่เปียกแฉะตลอดเวลา ก็อาจทำให้เป็นเชื้อราหรือเกิดผื่นแพ้

หากมีปัญหาผิวแห้ง ควรทาโลชั่นบำรุงผิวเป็นประจำ เพราะการเล่นน้ำหรืออาบน้ำบ่อยๆ อาจทำให้ผิวหนังสูญเสียน้ำมันตามธรรมชาติจนทำให้ผิวแห้งมากยิ่งขึ้น

ส่วนการดูแลเส้นผม ถ้าผมยาว ควรมัดผมให้เรียบร้อยแล้วใส่หมวกด้วย จะช่วยป้องกันไม่ให้ผมเสียจากแสงแดด และหมวกจะช่วยป้องกันไม่ให้ผมยุ่งหรือพันกันมากตอนอยู่ในน้ำ เวลาสระผม ควรใช้แชมพูของเด็กและใช้ครีมนวดผมด้วยเพื่อให้ผมลื่นไม่พันกัน เวลาสางผม ให้ใช้หวีซี่ใหญ่ เพื่อไม่ให้หนังศีรษะถูกดึงมาก และควรเป่าผมด้วยลมเย็น ไม่ใช่ลมร้อน

อ่านต่อ >> “วิธีดูแลลูกหลังการว่ายน้ำ” หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

รกลอกตัวก่อนกำหนด ภาวะอันตราย ตายได้ทั้งแม่และลูก

“รก” ถือเป็นแหล่งให้อาหารแก่ทารก โดยรกเกาะติดกับผนังมดลูกด้านใน พอรับเลือดแม่แล้ว จะส่งผ่านเลือดทางสายสะดือไปยังทารกในครรภ์ ทั้งนี้รกปกติจะลอกและหลุดออกมาหลังทารกคลอดไม่เกิน 30 นาที – 1 ชั่วโมง แต่หาก รกลอกตัวก่อนกำหนด ถือเป็นภาวะอันตราย เสี่ยงเสียชีวิตทั้งแม่และลูก

รกลอกตัวก่อนกำหนด

รกลอกตัวก่อนกำหนด ภาวะอันตราย ตายได้ทั้งแม่และลูก

หากรกลอกตัวขณะที่เด็กยังไม่คลอด ภาวะนี้เรียกว่า รกลอกตัวก่อนกำหนด ก่อให้เกิดอันตรายทั้งแม่และลูกในครรภ์ ถือเป็นภาวะครรภ์ที่เสี่ยงสูง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มีอัตราพบภาวะดังกล่าว เพียงร้อยละ 1-2 ของแม่ตั้งครรภ์ทั้งหมด ส่วนอีก ร้อยละ 1 ของคุณแม่เสียชีวิตเพราะภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด สาเหตุเนื่องมาจากเลือดออกอย่างรุนแรง มีการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ และไตวายจากการสูญเสียเลือด จนเกิดการช็อก

 อาการของภาวะ รกลอกตัวก่อนกำหนด

  • ไม่มีอาการ คุณแม่ร้อยละ 40 ที่มีภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนดอาจไม่มีอาการใดๆ เลย แต่มาตรวจพบหลังจากคลอดลูก และคลอดรก
  • มีเลือดออกจากช่องคลอด ลักษณะของเลือดเป็นสีแดงคล้ำ ไม่จับตัวเป็นก้อนเลือด หรือ ไม่แข็งตัว โดยครึ่งหนึ่งของภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด มักจะเกิดในคุณแม่ท้องแก่ อายุครรภ์เกิน 36 สัปดาห์
  • ปวดท้อง หรือ ปวดมดลูก มดลูกบีบตัวบ่อยทำให้ท้องแข็งเป็นพักๆ บางคนรู้สึกท้องแข็งเกร็ง และปวดตลอดเวลา
  • กดเจ็บที่ท้อง
  • มีอาการช็อกจากการเสียเลือด คุณแม่ที่รกลอกตัวก่อนกำหนดอย่างรุนแรงจะเสียเลือดมาก ทำให้ความดันโลหิตตก ชีพจรเต้นเร็ว หน้ามืด จนเกิดการ ช็อก หากเป็นมากนอกจากลูกในครรภ์จะเสียชีวิตแล้ว ตัวคุณแม่ก็อาจเสียชีวิตด้วย ซึ่งคุณแม่ที่มีภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนดเสียชีวิตประมาณร้อยละ 1 จากการเสียเลือด
  • มีอาการเลือดไหลไม่หยุดจากการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ รกที่ลอกตัวก่อนกำหนดอย่างรุนแรง จะใช้ส่วนประกอบของเลือดที่ทำให้เลือดแข็งตัวไปอุดบาดแผลของรก จนร่างกายขาดสารเหล่านี้ ทำให้เลือดทั่วร่างกายไม่แข็งตัว ซึ่งจะส่งผลให้การเสียเลือดรุนแรงมากขึ้น แม่อาจไตวาย และเสียชีวิตได้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ใครบ้างที่มีความเสี่ยงรกลอกตัวก่อนกำหนด คลิกต่อหน้า 2

ผดร้อนในทารก

ผดร้อนในทารก อาการทางผิวหนังจากอากาศร้อน

ผดร้อนในทารก อากาศร้อนๆ ในหน้าร้อนแบบนี้ ทำเนื้อตัวเหนียวเหงื่อ ไม่สบายตัว จะขยับ จะทำอะไรหงุดหงิดไปหมด แล้วถ้ามีลูกเล็กวัยทารกด้วยล่ะก็ ไม่ใช่แค่แม่ที่ร้อน เพราะลูกก็ร้อนมากด้วยเหมือนกัน แถมตามเนื้อตัวลูกยังจะเป็นตุ่มผดร้อนขึ้นมาอีก  ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะพาไปทำความรู้จักกับ “ผดร้อนในทารก” ที่มักจะเป็นกันมากในทุกช่วงฤดูร้อน

 

ผดร้อนในทารก – ผดร้อน คืออะไร?

ช่วงหน้าร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าว ทำให้เกิดเหงื่อซึมตามเนื้อตัวได้ง่ายมากกว่าปกติ  จนทำให้ลูกเล็กๆ ร้องงอแงเพราะรู้สึกไม่สบายตัว และถ้าคุณแม่สังเกตตามผิวลูก ยิ่งโดยเฉพาะบริเวณที่ถูกเสียดสีได้ง่าย  เช่น ข้อพับต่างๆ ช่วงแผ่นหลัง ช่วงคอ ฯลฯ  มักเกิดตุ่มผดล็กๆ ขึ้นมา ซึ่งเรียกผดชนิดนี้ว่า “ผดร้อน”

ผดร้อน (Heat rash หรือ Prickly heat) เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของต่อมเหงื่อ ที่มีสาเหตุมาจากภาวะร้อนชื่น ผดร้อนสามารถเกิดได้กับทุกคนทั้งผู้ใหญ่และเด็ก โดยเฉพาะกับเด็กทารกแรกเกิด นั่นเพราะต่อมเหงื่อยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์

 

Must Read >> โรคลมแดด วายร้ายหน้าร้อนของเด็กเล็ก

 

ผดร้อนในทารก จะมีลักษณะขึ้นเป็นตุ่มน้ำเล็กๆ ที่ผิว ซึ่งจะมีลักษณะของตุ่มผดที่แตกต่างกันตามระดับความลึกของท่อต่อมเหงื่อที่ถูกอุดตัน สำหรับผดร้อนที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ นั้น คุณพ่อคุณแม่อาจสบายใจได้เพราะไม่ได้กระทบต่อสุขภาพของลูกร้ายแรงแต่อย่างใด จะมีก็แค่ทำให้ลูกรู้สึกหงุดหงิด ไม่สนุก เพราะมาจากอาการคัน หรือไม่ก็เกิดการแสบร้อนขึ้นที่ผิวของลูกได้ค่ะ

 

อ่านต่อ >> “อาการเด่นของผดร้อน ที่แม่สามารถสังเกตได้” หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ทําแอร์ใช้เอง ง่ายๆ DIY จากของใช้ภายในบ้าน ให้ทุกคนในครอบครัวเย็นชื่นใจ

ทําแอร์ใช้เอง …เข้าสู่ฤดูร้อนแบบนี้ อากาศร้อนมากถึงมากที่สุด จนคุณพ่อคุณแม่ไม่รู้จะพาลูกไปไหนดี เดินเที่ยวห้าง หรือเล่นน้ำคลายร้อน ก็เปลืองค่าเดินทางและของกิน หรือจะอยู่บ้านเปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำก็คงจะเปลืองไฟน่าดู Amarin Baby & Kids จึงมีวิธีการทำแอร์แบบเย็นๆ ด้วยงบประมาณแสนประหยัดสุดๆ มาฝากค่ะ จะทำอย่างไรไปดูกันเลย Continue reading “ทําแอร์ใช้เอง ง่ายๆ DIY จากของใช้ภายในบ้าน ให้ทุกคนในครอบครัวเย็นชื่นใจ”

คลอดก่อนกำหนดเพราะน้ำคร่ำเยอะ

ลูกน้อยคลอดก่อนกำหนด เพราะมีน้ำคร่ำมากไป

จากประสบการณ์ของคุณแม่ที่โพสต์เอาไว้ เมื่อลูกน้อย คลอดก่อนกำหนดเพราะน้ำคร่ำเยอะ คุณแม่ขอกำลังใจจากแม่ๆ เพื่อช่วยให้ลูกน้อยปลอดภัย ลูกน้อยของคุณแม่คลอดเมื่อคุณแม่ท้องได้ 25 สัปดาห์ 5 วันเท่านั้น (ประมาณ 6 เดือน) ด้วยน้ำหนัก 920 กรัม เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา

Continue reading “ลูกน้อยคลอดก่อนกำหนด เพราะมีน้ำคร่ำมากไป”

คุณแม่ท้อง ออกกำลังกาย ได้ไหม?

คุณแม่ท้องออกกำลังกายได้ไหม หากกำลังสงสัยว่า แม่ท้อง ออกกำลังกาย ได้ไหม ออกกำลังกายแบบไหนปลอดภัย และต้องระวังการออกกำลังกายแบบใดบ้าง เรามีคำตอบและคำแนะนำดีๆ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกท่านจะนำไปใช้ได้จริงค่ะ

แม่ท้อง ออกกำลังกาย ได้ไหม

แม่ท้อง ออกกำลังกาย

แม่ท้อง ออกกำลังกาย ได้ประโยชน์

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอขณะตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่คุณแม่ท่องสามารถทำได้แน่นอนค่ะ แถมยังเป็นสิ่งที่ดีต่อการตั้งครรภ์อีกด้วย เพราะจะช่วยให้คุณแม่มีสุขภาพดีส่งผลต่อสุขภาพและพัฒนาการที่ดีของลูกน้อยในครรภ์อีกด้วย โดยประโยชน์ของการออกกำลังกายกับแม่ท้อง นั่นคือ

  • ช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่น รองรับร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปขณะตั้งครรภ์
  • ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ จากการที่คุณแม่ต้องรับน้ำหนักตัวที่มากขึ้น และเป็นการเตรียมพร้อมร่างกายเพื่อการคลอด
  • ขณะออกกำลังกาย ระบบการไหลเวียนเลือดและการถ่ายเทออกซิเจนของคุณแม่จะทำงานได้ดีส่งผลให้เจ้าตัวเล็กในท้องคุณแม่เติบโตดีและแข็งแรงไปด้วย
  • ช่วยกระตุ้นพัฒนาการและประสาทสัมผัสของลูกน้อย เนื่องจากการเคลื่อนไหวของคุณแม่จะทำให้ลูกน้อยที่อยู่ในถุงน้ำคร่ำในครรภ์ได้เคลื่อนไหวหรือขยับไปมาด้วย
  • เพิ่มการหลั่ง สารสุข (เอนดอร์ฟิน) เวลาที่คุณแม่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำให้คุณแม่รู้สึกสดชื่นแจ่มใสอารมณ์ดี และลูกน้อยในครรภ์ก็จะรู้สึกดีตามไปด้วย
  • ลดอาการท้องผูกขณะตั้งครรภ์ และลดอาการปวดหลัง หรือปวดเมื่อยต่างๆ ได้
  • ช่วยคุณแม่ในการควบคุมน้ำหนักในระหว่างตั้งครรภ์ให้เพิ่มขึ้นอย่างสมดุล
  • ช่วยให้คุณแม่สามารถลดน้ำหนักกลับคืนสู่สภาพเดิม มีรูปร่างเหมือนกับตอนก่อนท้องได้โดยเร็ว
  • ช่วยให้คุณแม่นอนหลับในช่วงที่ตั้งครรภ์ได้สบายมากขึ้น

ปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย

แม้คุณแม่จะสามารถออกกำลังกายได้ในขณะตั้งครรภ์ แต่ก่อนที่คุณแม่จะเริ่มออกกำลังกาย ควรปรึกษาสูติแพทย์ที่ฝากครรภ์ก่อนค่ะว่า การตั้งครรภ์ครั้งนี้ปกติ ไม่มีความเสี่ยงใดๆ เช่น อายุคุณแม่ยังไม่เกิน 35 ปี ไม่มีประวัติการแท้ง ไม่มีโรคประจำตัว ร่างกายคุณแม่แข็งแรง ไม่มีภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งหากปรึกษาคุณหมอแล้ว คุณแม่สามารถออกกำลังกายได้ ก็ควรลงมือออกกำลังกายได้เลยค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ออกกำลังกายแบบไหน แม่ท้องทำได้ คลิกต่อหน้า 2