รู้สาเหตุ ลูกไม่ยอมกลับหัว เพราะอะไร?

คุณแม่เคยสงสัยกันไหมคะว่า ทำไม ลูกในครรภ์ ถึง ไม่กลับหัว เพราะคงจะมีหลายครั้งที่เคยได้ยิน หรือแม้กระทั่งประสบพบเจอกับตัวเอง มาดูกันค่ะว่า สาเหตุที่ ลูกไม่ยอมกลับหัว เพราะอะไรและจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกไม่กลับหัว

ลูกไม่ยอมกลับหัว

รู้สาเหตุ ลูกไม่ยอมกลับหัว เพราะอะไร?

ลูกไม่กลับหัว คืออะไร?

โดยธรรมชาติแล้วลูกน้อยที่อยู่ในท้องคุณแม่จะเคลื่อนไหวตลอดเวลาอยู่ในครรภ์ โดยเมื่อใกล้เวลาคลอด ส่วนใหญ่ลูกจะหมุนเอาส่วนศีรษะลงส่วนล่างของมดลูก แล้วเอาส่วนก้นและเท้าไว้ส่วนบนหรือบริเวณยอดมดลูกเพื่อเตรียมพร้อมต่อการคลอด แต่หากลูกไม่เอาส่วนหัวลงสู่มดลูก แต่กลับเอาหัวไว้ที่ส่วนบนของมดลูกแล้วเอาก้นหรือเท้าลงมาด้านล่างของมดลูกเพื่อเตรียมคลอดแทน เราจึงเรียกง่ายๆ ว่า “ลูกไม่กลับหัว” หรือทางวิชาการเรียกว่า ทารกมีส่วนนำเป็นก้น หรือ ทารกท่าก้น (Breech Presentation) ซึ่งการที่ลูกไม่กลับหัวนี้ มักพบได้ประมาณ 3 ใน 100 ของการตั้งครรภ์ครบกำหนดปกติ ส่วนข้อสงสัยที่ว่าทำไมลูกน้อยในครรภ์ส่วนใหญ่จึงเอาหัวลงพร้อมคลอด และส่วนคนที่ไม่เอาส่วนหัวลงแต่เอาขาหรือก้นลง เกิดจากอะไร ไปดูคำอธิบายกันค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ทำไมลูกในท้องจึงเอาหัวลง เพื่อเตรียมคลอด

เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมลูกน้อยในท้องแม่จึงมักอยู่ในท่าที่เอาส่วนศีรษะลงเพื่อเตรียมพร้อมกันอยู่เสมอ จนเป็นท่าทางปกติก่อนที่จะคลอด ทั้งหมดมีสาเหตุ 3 ประการดังนี้ค่ะ

  • รูปร่างของมดลูก เพราะในระยะแรกของการตั้งท้อง โพรงมดลูกจะมีรูปร่างกลมและมีน้ำคร่ำอยู่เต็มไปหมด ลูกน้อยจึงหมุนเปลี่ยนท่าเคลื่อนไหวตลอดเวลา แต่เมื่อคุณแม่อายุครรภ์มากขึ้น รูปร่างของมดลูกก็จะเปลี่ยนจากรูปกลมๆ กลายเป็นยาวรี มีแนวยาวขนานไปกับกระดูกสันหลังของแม่ และลูกน้อยก็ตัวโตมากขึ้นจนคับครรภ์ ประกอบกับปริมาณน้ำคร่ำก็ไม่มาก เมื่อเทียบกับขนาดของตัวลูกลูกจึงขยับไม่สะดวก และจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับลักษณะของโพรงมดลูกที่เป็นแนวยาวของคุณแม่
  • ความตึงตัวของกล้ามเนื้อมดลูก เมื่อคุณแม่ท้องใกล้คลอด กล้ามเนื้อมดลูกของคุณแม่จะมีความตึงตัวคล้ายกับยางยืด โดยความตึงตัวดังกล่าวจะบีบกระชับให้ลูกน้อยอยู่ในโพรงมดลูกโดยไม่สามารถเคลื่อนไหวตามอิสระได้ ลูกน้อยในครรภ์จึงต้องอยู่ในโพรงมดลูกตามพื้นที่อันจำกัด

ติดตาม สาเหตุที่ลูกไม่กลับหัว คลิกต่อหน้า 2

เตรียมสุขภาพแม่ ให้ดี เมื่อถึงทีต้อง ให้นมลูก

ขอบคุณภาพจาก : www.babymonsterphotography.com

 

เตรียมสุขภาพแม่ ให้ดี เมื่อถึงทีต้อง ให้นมลูก การให้นมลูก ถือเป็นอีกหนึ่ง mission สำคัญของคุณแม่ จะมาปล่อยปละละเลย กินอาหารไม่ดี นอนไม่เพียงพอ ไม่ได้ ทุกอย่างที่ทำหรือกินไป ล้วนมีผลกับน้ำนมทั้งนั้น

เตรียมสุขภาพแม่ ให้นมลูก

เตรียมสุขภาพแม่ ให้ดี เมื่อถึงทีต้อง ให้นมลูก

แม่ที่ให้นมลูกควรหมั่นดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี มีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ และต้องละมือจากงานบ้านบ้าง ด้วยการหาผู้ช่วยชั่วคราว ปล่อยวางจากความเครียด กินอาหารและเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ แต่ก่อนไปถึงเรื่องของการ เตรียมสุขภาพแม่ มาทำความเข้าใจถึงสรีระของเต้านมตัวเอง ที่เคยกังวลว่า ขนาดเต้านม มีผลต่อการให้น้ำนมน่ะ จริงไหม

ปัญหาน่างง เกี่ยวกับเต้านม

ขนาดของเต้านม

ผู้หญิงหากไม่ได้ตั้งครรภ์ หรือ ให้นมลูก ต่อมผลิตน้ำนมจะไม่ทำงาน และกินพื้นที่ในหน้าอกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เมื่อไหร่ที่ครรภ์เริ่มแก่ ฮอร์โมนจะกระตุ้นให้ต่อมน้ำนมพัฒนา และโตขึ้น เส้นเลือดใหญ่ และเส้นเลือดฝอยที่หล่อเลี้ยงต่อมนี้ก็ใหญ่ขึ้นเช่นกัน ดังนั้นเราจึงเห็นเส้นเลือดได้อย่างชัดเจนบนผิวของเต้านม

แม่ที่เต้านมเล็กอาจกังวลว่าจะมีน้ำนมน้อย ซึ่งไม่เป็นความจริง ที่เต้านมมีขนาดใหญ่เพราะมีไขมันมากกว่าเต้าขนาดเล็ก ส่วนต่อมน้ำนมนั้นไม่ได้แตกต่างกัน แถมคนที่เต้านมใหญ่มากอาจเกิดปัญหาเด็กดูดไม่ถนัดได้

หัวนมสั้น หรือ บอด

หัวนมเป็นเพียงตำแหน่งให้รู้ว่าตรงนี้มีน้ำนมไหลออกมา แม่ที่มีหัวนมสั้นจึงไม่ต้องกังวลใจไป เพียงแค่คอยดูแลไม่ให้ลานหัวนมแข็งก็พอ ส่วนกรณีที่หัวนมบอดควรแก้ไขตั้งแต่ก่อนคลอด โดยปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอาจได้รับคำแนะนำให้ใส่ปทุมแก้วไว้ใต้เสื้อชั้นใน ร่วมกับการบริหารเพื่อกระตุ้นให้หัวนมยื่นออกมา ในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนคลอด

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม เตรียมสุขภาพแม่ให้ดี เมื่อถึงทีต้อง ให้นมลูก คลิกต่อหน้า 2

ระวังลูกนั่งหลังโก่ง-ค่อม เสี่ยงพัฒนาการช้า!

ลูกน้อยหลังค่อม โก่ง เป็นการนั่งในท่าไหล่ห่อ นอกจากจะส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพเป็นอย่างมาก ยังเป็นการทำร้ายกระดูกสันหลังอีกด้วย  และพฤติกรรมนี้เสี่ยงต่อการทำร้ายกระดูก โดยพบได้ในคนวัยเรียนและวันทำงานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งส่งผลให้คุณมีบุคลิกภาพกลายเป็นคนแก่ไปเลยก็ได้  ซึ่งถ้าฝึกการนั่งถูกท่าตั้งแต่วัยเด็ก จะส่งผลดีต่อพัฒนาการต่างๆ ของลูกน้อยจนโตเป็นผู้ใหญ่ และยังทำให้ห่างไกลจากโรคกระดูกอีกด้วย

ระวัง ลูกน้อยหลังค่อม โก่ง เพราะนั่งผิดท่า เสี่ยงพัฒนาการช้า!

ภาวะหลังค่อมแบ่งได้เป็น 2 สาเหตุ คือ

  • หลังค่อมจากกระดูกสันหลังคดผิดปกติ
  • หลังค่อมจากความเคยชินในท่าทางและอิริยาบถของตนเอง

โดยทั่วไปการเดินหลังค่อมจะทำให้ปวดหลังและปวดกล้ามเนื้อได้ง่าย และหากอยู่ในท่าทางหรืออิริยาบถที่ผิดๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน จะทำให้น้ำหนักถ่ายเทไม่สมดุล คือถ่ายเทไปในจุดที่ไม่ควรจะลง ทำให้กระดูกเสื่อมได้ง่าย

ลูกน้อยหลังค่อม โก่ง

ซึ่งปัจจุบันพบว่าวัยเด็กเรียน ไปถึงวัยทำงานมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัญหาความผิดปกติ อันเกี่ยวเนื่องกับกระดูกเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่อาการปวดหลังและคอ ไปจนถึง โรคกระดูกสันหลังเสื่อม โรคกระดูกสันหลังคดงอผิดปกติ หรือโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท ซึ่งสาเหตุสำคัญของอาการเจ็บป่วยก่อนวัยเหล่านี้ มักเกิดจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในชีวิตประจำวันนั่นเอง และนี่คือพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง หากคุณไม่อยากเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพกระดูกที่จะตามมา

การยืน

  • ยืนหลังค่อมหรือแอ่นตัวไปข้างหน้า จะทำให้ปวดหลังและเกิดความผิดปกติของแนวกระดูกช่วงล่าง การยืนหลังตรง และเกร็งหน้าท้องเล็กน้อยจะดีที่สุด
  • ยืนโดยลงน้ำหนักไปที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง การยืนในลักษณะนี้จะส่งผลเสียต่อขาข้างที่ได้รับการทิ้งน้ำหนัก และอาจนำไปสู่อาการปวดและเป็นตะคริวได้ ท่ายืนที่ถูกต้องนั้น ควรยืนให้ขากว้างเท่ากับสะโพกโดยลงน้ำหนักไปที่ขาทั้งสองข้างเท่า ๆ กัน เพื่อความสมดุลของร่างกาย

แฟชั่นอันตราย

  • ใส่รองเท้าส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่ง สำหรับสุภาพสตรีการใส่ส้นสูงอาจช่วยเสริมสร้างบุคลิกให้ดูสง่าขึ้นแต่ข้อเสียก็คือการใส่รองเท้าที่สูงเกินไปอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังที่เกิดจากความผิดปกติของแนวกระดูกสันหลังได้
  • สะพายกระเป๋าหนักเพียงข้างเดียว กระเป๋าสะพายกับผู้หญิงนับเป็นของคู่กัน แต่หากใช้กระเป๋าที่หนักจนเกินไป และสะพายไว้บนไหล่เพียงข้างเดียว อาจทำให้เกิดการเจ็บปวดบริเวณหัวไหล่ เนื่องจากกล้ามเนื้อ และกระดูกต้องรับน้ำหนักมากจนทำให้กระดูกคดงอได้ วิธีที่เหมาะสม คือ เลือกใช้กระเป๋าน้ำหนักเบา บรรจุของในกระเป๋าแต่พอดี และสลับด้านสะพายระหว่างข้างซ้ายและขวาให้เท่า ๆ กัน

การนอน

  • นอนคว่ำ โดยเฉพาะการนอนคว่ำเพื่ออ่านหนังสือ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นมากจนผิดปกติ ทั้งยังก่อให้ เกิดอาการปวดคอและปวดหลังอีกด้วย
  • นอนขดตัวคุดคู้ การนอนหดแขนและขาจะทำให้กระดูกสันหลังบิดงอผิดรูป และเกิดอาการเจ็บที่กล้ามเนื้อได้ ท่านอนที่ถูกต้องนั้น แนะนำให้นอนหงายและใช้หมอนหนุนศีรษะที่ไม่แข็งหรือนิ่มจนเกินไป และหลีกเลี่ยงการนอนบนหมอนที่สูงเกินไป
  • นอนดูโทรทัศน์หรืออ่านหนังสือ คนทั่วไปมักติดนิสัยนอนเอนหลังดูโทรทัศน์หรืออ่านหนังสือ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนไถลตัวไปบนโซฟาหรือเตียงนอน ทำให้ต้องงอลำคออันอาจเป็นผลให้กระดูกคอสึก และเกิดอาการปวดหลัง เพราะกระดูกหลังแอ่น

อ่านต่อ >> ระวัง ลูกน้อยหลังค่อม โก่ง เพราะนั่งผิดท่า เสี่ยงพัฒนาการช้า” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ตรวจ ลด ภาวะเสี่ยง แม่ท้องวัย 35

ตรวจ ลด ภาวะเสี่ยง แม่ท้องวัย 35 เพราะผู้หญิงยุคนี้มีลูกกันเมื่ออายุมากขึ้น ด้วยสภาพเศรษฐกิจ สังคมและอื่นๆ ทำให้การตั้งครรภ์เมื่ออายุมาก เสี่ยงต่อภาวะอันตรายต่างๆ ทั้งต่อคุณแม่และลูกน้อย ดังนั้น เราจึงนำความรู้เรื่องการตรวจ ลดความเสี่ยงแม่ท้องวัย 35 ปีขึ้นไปตามไตรมาส จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาฝากคุณแม่ เพื่อให้การท้องวัย 35 อัพครั้งนี้ปลอดภัย ลูกน้อยและคุณแม่แข็งแรงสุขภาพดีได้เสมอ

ตรวจ ลด ภาวะเสี่ยง แม่ท้องวัย 35

ตรวจ ลด ภาวะเสี่ยง แม่ท้องวัย 35

ไตรมาสแรก “ตรวจลดความกังวลดาวน์ซินโดรม”

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ในการตรวจหาภาวะดาวน์ซินโดรมซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีของคุณแม่ นั่นคือ

  • เจาะเลือดแม่ตรวจฮอร์โมนจากรกโดยจะดูความเสี่ยงควบคู่กับการอัลตราซาวนด์เพื่อดูค่าความหนาของต้นคอลูกแม้ความแม่นยําจะไม่เท่าวิธีการอื่นๆแต่วิธีนี้ปลอดภัยเพราะไม่เสี่ยงต่อการแท้งรอผลไม่นานและราคาประหยัด
  • เจาะเลือดตรวจดีเอ็นเอ วิธีนี้คือการเจาะเลือดคุณแม่แต่ดูความเสี่ยงจากดีเอ็นเอลูกที่อยู่ในเลือดของคุณแม่ซึ่งมีความแม่นยําสูงและปลอดภัยแต่ก็ต้องใช้เวลาและตามด้วยราคาที่สูงเช่นกัน (ประมาณ 18,000-30,000 บาท) วิธีการตรวจคือ เจาะเลือดคุณแม่ 20 ซีซี. แล้วโรงพยาบาลที่มีบริการวิธีนี้จะส่งเลือดคุณแม่ไปตรวจยังบริษัทต่างประเทศที่รับตรวจดีเอ็นเอซึ่งมีให้เลือกหลายแห่ง เช่น panorama(natera), nifty(BGI), materniT21(Sequenom), Harmony(Ariosa)ฯลฯ แต่ละแห่งจะมีจุดเด่นต่างกันไปคุณแม่สามารถปรึกษากับคุณหมอที่ฝากครรภ์ได้เลยค่ะ

นอกจากนี้ปัจจุบันโรงพยาบาลใหญ่ๆ ของรัฐที่เป็นโรงเรียนแพทย์ ก็ใช้วิธีการตรวจนี้เป็นอีกทางเลือกให้คุณแม่ได้แล้ว

  • เจาะน้ำคร่ำ วิธีนี้คุณหมอจะอัลตราซาวนด์ท้องของคุณแม่ เพื่อหาตําแหน่งที่ปลอดภัย และใช้เข็มเจาะผ่านผนังมดลูกเพื่อดูดน้ำคร่ำที่อยู่รอบตัวลูกน้อยมาตรวจ ซึ่งเป็นวิธีที่ให้ผลแม่นยําที่สุด (ค่าใช้จ่ายราว 4,000-10,000บาท) ส่วนมากที่คุณแม่กังวลอาจเพราะได้ข้อมูลมาว่าการตรวจวิธีนี้มีโอกาสเกิดการแท้ง แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้มีความเสี่ยงที่สูงมากจนต้องกังวลเกินไปค่ะ (อัตราเสี่ยงต่อการแท้ง 0.5%)

ตรวจอีก 2 เรื่องเพื่อความมั่นใจในไตรมาสแรก

เพื่อความมั่นใจในไตรมาสแรกนี้คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจอัลตราซาวนด์สักครั้งเพราะจะช่วยให้รู้โอกาสเสี่ยงเรื่องหลักๆในช่วงไตรมาสแรก ได้แก่

  • ประเมินอายุครรภ์ในช่วงไตรมาสแรก เพราะการอัลตราซาวนด์จะประเมินอายุครรภ์แม่นยํามากที่สุด
  • ตรวจสอบตําแหน่งของลูกน้อยว่าอยู่ในตําแหน่งที่เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจว่าคุณแม่ไม่ได้มีภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูกนอกจากนี้หากคุณแม่มีภาวะแท้งคุกคามหรือมีเลือดออกจากช่องคลอดอย่ารีรอรีบไปพบคุณหมอเพื่อตรวจร่างกายและเช็กดูอีกครั้งว่าลูกน้อยยังแข็งแรงดี

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ตรวจลดภาวะเสี่ยง แม่ท้องวัย 35 คลิกต่อหน้า 2

เลิกขวดนม ก่อน 1 ขวบ

5 วิธีช่วยคุณแม่ เลิกขวดนม ให้ลูกตอน 1 ขวบ

เด็กตั้งแต่แรกเกิดจะได้กินนมแม่เป็นอาหารหลัก พอลูกอายุได้ 6 เดือนก็จะได้รับอาหารเสริมเป็นข้าวบด  ซึ่งคุณแม่ส่วนใหญ่ที่ต้องกลับไปทำงานอาจจะให้ลูกกินนมแม่จากขวด และเมื่อลูกอายุได้ 1 ขวบขึ้นไป ก็ถึงเวลาที่จะให้ลูกได้ทานนม ดื่มน้ำจากแก้วหัดดื่มกันได้แล้ว ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเทคนิควิธีช่วยลูก เลิกขวดนม มาฝากค่ะ

เลิกขวดนม

Must Read >> เทคนิค การเก็บรักษานมสต็อก ให้ลูกได้กินนมแม่นานถึง 2 ขวบ

จากเต้าแม่สู่จุกนมขวด ก็ได้เวลาที่จะต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามพัฒนาการของลูกที่เมื่อเขาเติบโตขึ้นเข้าสู่วัยเตาะแตะ นั่นก็คือช่วงอายุ 1-3 ขวบ ที่ลูกเริ่มจะทำอะไรได้เองถนัดมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้มือทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อมัดเล็ก ในการหยิบ จับ และเพื่อเป็นการเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับก้าวใหม่ๆ ของชีวิต คุณแม่ส่วนใหญ่เริ่มที่จะให้ลูกเลิกขวดนม เพราะถ้าลูกพร้อมที่จะเข้าสู่วัยอนุบาลในช่วง 3-4 ขวบขึ้นไป คุณแม่คงไม่อยากให้ลูกต้องพกขวดนมใส่กระเป๋าไปโรงเรียนทุกวันด้วยอย่างแน่นอน ฉะนั้นทางแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือ การเริ่มฝึกให้ลูกเลิกขวดนม แล้วฝึกให้ลูกได้ดื่มนม ดื่มน้ำจากแก้วกันดูบ้าง ฝึกบ่อยๆ ทำบ่อยๆ ลูกก็จะเลิกขวดนมได้ในที่สุดค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

การเตรียมพร้อมลูกให้ เลิกขวดนม มากินจากแก้ว 

เป็นที่รู้กันดีว่าถ้าลูกลองได้ติดอะไรไปแล้วสักอย่าง กว่าแม่จะฝึกให้เลิกได้ก็ใช้เวลาอยู่พอสมควร ยิ่งกับเรื่องการเลิกขวดนม แม่หลายๆ คนไม่รู้จะเริ่มต้นฝึกลูกด้วยวิธีใด

หากอยากให้ลูกเลิกขวดนมได้สำเร็จและไม่ดูเป็นการทำร้ายใจลูกมากเกินไป แนะนำว่าให้ลูกเลิกขวดนมตอนที่อายุได้ 1 ขวบ โดยที่คุณแม่ต้องค่อยๆ ฝึกอย่างใจเย็น เพราะไม่เช่นนั้นลูกอาจต่อต้านและไม่ยอมลองวิธีใหม่ๆ ในการกินนม กินน้ำขึ้นมาได้ค่ะ

อายุ 6   เดือน เป็นช่วงเวลาที่แม่จะเริ่มป้อนอาหารเสริมให้ลูกกันแล้ว หากสังเกตเวลาป้อนข้าวบดให้ลูก เขาจะดันลิ้นเข้าออก เพื่อรับกับอาหารที่แม่ป้อนให้ ช่วงนี้แม่อาจป้อนน้ำจากช้อนให้ลูกทีละนิด หรือให้ลูกกินนมจากช้อน เพื่อที่เขาจะได้เริ่มคุ้นชินว่านมแม่รสชาติที่เคยได้กินจากเต้าแม่ ก็กินได้จากที่อื่นด้วยเหมือนกัน

อายุ 8 เดือน พัฒนาการด้านร่างกายลูกแข็งแรงขึ้น และลูกยังนั่งได้เองแล้วด้วย ลูกสามารถที่จะถือของด้วยมือข้างเดียวได้บ้างแล้ว  แนะนำว่าให้คุณแม่ลองหาแก้วหัดดื่มใบเล็กๆ น้ำหนักไม่มากมาให้ลูกลองจับ โดยที่คุณแม่อาจใส่น้ำเปล่า น้ำวส้มลงไปด้วยนิดหน่อยในแก้ว เพื่อที่เมื่อลูกยกแก้วขึ้นจ่อที่ปากเขาจะได้ลองกินน้ำจากแก้วกันค่ะ

อายุ 10 เดือน  เป็นวัยเริ่มตั้งไข่ หัดเดินกันแล้วค่ะ เชื่อว่าพ่อแม่ทุกครอบครัวต้องตื่นเต้นกับพัฒนาการอีกหนึ่งสเต็ปใหม่ของลูกนี้กันอย่างแน่นอน และลูกจะมีทักษะการใช้มือทั้งสองข้างที่มั่นคงขึ้นจากเมื่อสองเดือนที่แล้ว ลูกจะสนุกกับการหยิบอาหารเข้าปากเองได้มากขึ้น ถึงจะหกเลอะเทอะมากกว่าจะเข้าไปในปาก คุณแม่ก็ต้องยอมปล่อยให้ลูกได้เลอะแต่ได้เพิ่มทักษะกันนะคะ แนะนำให้คุณแม่เตรียมแก้วน้ำพลาสติกที่ปลอดภัยต่อการสัมผัสกับปากลูกมาใบเล็กๆ เลือกสีที่ทำให้ลูกสะดุดตา เพื่อที่เขาจะได้หยิบแก้วกินนม กินน้ำที่อยู่ในแก้วค่ะ

อายุ 1 ขวบ ลูกเข้าสู่วัยเริ่มเตาะแตะกันแล้วค่ะ เขาจะเริ่มเดิน เริ่มวิ่งได้มั่นคงขึ้นมาอีกนิด ที่สำคัญยังเป็นวัยที่ชอบให้คนชม ยิ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่ชม เชียร์ว่า “น้องเพลงเก่งจังกินนมจากแก้วด้วย” แล้วตบมือให้กำลังใจลูก เขาจะยิ่งทำเพราะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ทำแล้วดีไม่โดนดุ ไม่โดนห้าม ดังนั้นแนะนำว่าคุณแม่ควรฝึกให้ลูกกินนมแม่จากขวด จากเต้า มาเป็นกินจากแก้วให้มากขึ้น  โดยที่ระหว่างวันที่ต้องให้ลูกกินนม ก็เตรียมนมให้ลูกกินจากแก้ว อยากให้ลูกเห็นขวดนม หรือให้กินจากเต้าแม่เด็ดขาด

เมื่อลูกกินนมจากแก้วได้ทุกวันๆ เขาก็จะลืมขวดนม ลืมจุกนมไปได้ค่ะ แต่ทั้งนี้ต้อทำไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และแม่ก็ต้องฝึกอย่างจริงจังด้วยนะคะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

5 วิธีช่วยคุณแม่ เลิกขวดนม ให้ลูกตอน 1 ขวบ

การดูดขวดนมนานๆ เป็นเหตุของฟันผุได้ โดยเฉพาะการนอนดูด อาจทำให้เกิดการติดเชื้อต่างๆ ในหูอย่างคาดไม่ถึงด้วย

คุณแม่หลายคนอาจผ่านเรื่องนี้ได้สบาย เพราะลูกเลิกดูดขวดนมง่าย แต่สำหรับคุณแม่ที่กำลังติดขัดกับเรื่องนี้ เรามีคำแนะนำเพื่อช่วยลูกให้หย่าขาดจากขวดนมได้อย่างไม่ทรมานจนเกินไป ดังนี้ค่ะ

เลิกขวดนม
Credit Photo : Shutterstock
  1. อายุที่เหมาะให้ลูกหย่าขวดนม คือตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
  2. การค่อยๆ ลดปริมาณนมจะช่วยลดการร้องขอได้ เมื่อจะให้นมมื้อเย็นแก่ลูก ลองใส่นมในขวดให้น้อยลงๆ จนในที่สุดเหลือแค่จิบเล็กๆ และบางมื้อก็งดไปบ้าง
  3. หาอย่างอื่นมาแทน ส่วนใหญ่เด็กจะติดดูดขวดนมก่อนนอน ลองพยายามเปลี่ยนนิสัยก่อนนอน โดยอาจให้เขาอ่านหนังสือนิทาน หรือร้องเพลงก่อนนอนแทนดูดขวดนม เวลาอื่นๆ ก็ทำได้เหมือนกัน เช่น ชวนกันออกไปเดินเล่น พบปะทักทายต้นไม้ ดอกไม้ ดวงอาทิตย์ สัตว์เลี้ยง พอถึงเวลาเขาร้องจะดูดนมหรือน้ำจากขวดก็ให้ดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้จากแก้วแทน
  4. ร่วมกันเป็นกำลังใจให้ลูกอำลาขวดนม โดยหาโอกาสวันพิเศษ เช่น วันคล้ายวันเกิด มาชักชวนเขาบอกลาขวดนม โดยคุณเป็นผู้ช่วยลูกพาเขาไปทิ้งขวดนมในถังขยะ ตบมือให้เขา และเตรียมตัวเวลาลูกถามหาขวด บอกเขาว่าขวดไม่มีแล้ว เพราะเขาไม่ต้องใช้แล้ว
  5. อดทน อดทน และอดทน ลูกอาจตกใจบ้าง เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสำหรับเขา ต้องให้เวลาลูกบ้าง เด็กส่วนมากใช้เวลาไม่นานก็รับรู้ และปรับตัวได้ เพียงแต่ผู้ใหญ่ต้องใจเย็นและอดทนเท่านั้น1

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เลิกขวดนม
Credit Photo : Shutterstock

 

วิธีป้องกันไม่ให้ลูกติดขวดนม 

ฝึกลด/เลิกนมมื้อดึก (หมายถึงเวลาประมาณ 24.00-04.00 น.)  ตั้งแต่อายุ 4-6 เดือน  เพราะเด็กเริ่มนอนหลับยาว 6-8 ชั่วโมง สามารถทำได้ ดังนี้

  1. ให้นมมื้อกลางวันแต่ละมื้อให้อิ่ม นมมื้อดึกกินพอหายหิว ค่อยๆลดจนเลิกได้ ไม่บังคับหรือคะยั้นคะยอให้กินทั้งที่ไม่หิว
  2. ฝึกกินนมให้อิ่ม ก่อนนอน หลังทำความสะอาดฟันแล้ว ไม่ควรให้ดูดนมอีก ไม่ปลุกเด็กกินนมมื้อดึก
  3. ฝึกจิบน้ำทุกชนิด-นมจากแก้ว หรือช้อน สลับกับการดูดจากขวด เมื่ออายุ 4-6 เดือน เพื่อให้เริ่มคุ้นเคย
  4. ฝึกลูกใช้ขวดนมเมื่อเวลาหิว ไม่ใช้เป็นของเล่นเดินถือไปมา
  5. สร้างบรรยากาศ “กินอาหาร”  อย่างมีความสุข แม้เลิกใช้ขวดนม ก็กินอาหารอื่นได้ อย่างสุขใจ2

 

ความสุขของคนเป็นแม่ไม่มีอะไรมากไปกว่าเห็นลูกมีความสุข ขอแค่ลูกกินอิ่มนอนหลับ มีพัฒนาการที่สมวัยทุกด้าน เพียงเท่านี้แม่ก็อิ่มใจแล้ว ผู้เขียนหวังเป็นที่สุดว่า คุณแม่ที่กำลังอยู่ในช่วงฝึกลูกกินนมจากขวด จะสามารถฝึกลูกกันอย่างได้ผลดีกันทุกคนนะคะ และอย่าลืมลองนำเอาเทคนิคต่างๆ ที่นำมาฝากนี้ไปลองปรับใช้กันค่ะ …ด้วยความใส่ใจและห่วงใย

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อบทความเรื่องอื่นที่น่าสนใจคลิก

วิธีฆ่าเชื้อ ล้างขวดนมลูก ให้สะอาดปลอดเชื้อโรค
ทำอย่างไรดี ป่านนี้หนูยังติดขวดนม
10 อันดับ ของใช้ใกล้ตัว ที่ซ่อนความสกปรก ถูกใช้บ่อยที่สุด

 


ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก
1กองบรรณาธิการนิตยสาร Amarin Baby & Kids
2th-th.facebook.com , สถาบันสุขภาพแห่งชาติมหาราชินี

ลูกดิ้น ลูกสะอึก

ลูกดิ้น ลูกสะอึก มีความต่างกันอย่างไร?

ลูกดิ้น ลูกสะอึก มีความต่างกันอย่างไร? เชื่อว่าคุณแม่ตั้งครรภ์คงจะเคยมีคำถามสงสัยว่าลูกควรจะดิ้นแค่ไหน สังเกตอย่างไร และในบางครั้งลูกในครรภ์มีอาการสะอึกขึ้นมาคุณแม่ก็อาจจะแยกไม่ได้ รวมทั้งอยากรู้ว่าเมื่อลูกในท้องสะอึกขึ้นมาจะมีอันตรายหรือไม่อย่างไรบ้าง เราจึงมีความรู้เรื่องนี้มาอธิบายให้เข้าใจกันค่ะ

ลูกดิ้น ลูกสะอึก มีความต่างกันอย่างไร?

ลูกดิ้น ลูกสะอึก มีความต่างกันอย่างไร?

ลูกในท้องดิ้นอย่างไร

การดิ้น ก็คือการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ ซึ่งจะมีทั้งขยับ ถีบ เบาบ้าง แรงบ้าง โดยคุณแม่จะรับรู้การดิ้นของลูกน้อยในครรภ์ได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 20 เป็นต้นไป โดยในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 20–28 สัปดาห์คุณแม่อาจจะยังไม่รู้สึกถึงการดิ้นของลูกทุกวัน บางวันคุณแม่อาจจะไม่รู้สึกว่าลูกดิ้นเลย แต่จริงๆ แล้ว ลูกน้อยมีการเคลื่อนไหวและแข็งแรงปกติ เพราะในช่วงตั้งครรภ์ 20-28 สัปดาห์ ลูกน้อยยังตัวเล็กลอยอยู่ในน้ำคร่ำ ไม่ตัวโตคับครรภ์เหมือนช่วงอายุครรภ์เยอะๆ ทำให้บางวันลูกอาจจะดิ้นเบาเกินกว่าที่คุณแม่จะรับรู้หรือรู้สึกได้ค่ะ

ชวนคุณแม่นับลูกดิ้น

การนับหรือสังเกตการดิ้นของลูกควรนับหลังอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ขึ้นไปหรือนับช่วงท้องเข้าเดือนที่ 7 ค่ะ วิธีนับง่ายๆ คือ สังเกตการดิ้นหลังจากที่คุณแม่รับประทานอาหารเสร็จ จะเป็นมื้อไหนก็ได้ ควรเลือกมื้อที่คุณแม่รู้สึกสบายๆ มีเวลานั่งพักสักครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง พอคุณแม่รับประทานอาหารเสร็จลูกก็จะได้รับสารอาหารจากที่คุณแม่รับประทานเข้าไป ลูกจะรู้สึกสดชื่นทำให้มีการเคลื่อนไหว จากนั้นจึงให้คุณแม่นับการเคลื่อนไหวช่วงนั้น คืออย่างน้อยลูกจะดิ้น 3 ครั้งใน 1 ชั่วโมงถ้าเวลาผ่านไปสัก10-15นาทีหลังรับประทานอาหารลูกดิ้นเกิน3ครั้งก็หยุดนับได้ค่ะแสดงว่าลูกน้อยแข็งแรงดี

การนับลูกดิ้น หากคุณแม่ทําทุกวันได้และในมื้ออาหารเดียวกัน จะช่วยให้คุณแม่เฝ้าระวังอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น สายสะดือพันคอ ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้น้อย แต่ก็เกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่สามารถรู้ได้ล่วงหน้า หากคุณแม่รู้สึกว่าลูกดิ้นน้อยกว่า 3 ครั้งในหนึ่งชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร คุณแม่ต้องรีบไปโรงพยาบาลพบสูติแพทย์ทันทีเพราะหากมีอันตรายกับลูก คุณหมอจะได้ให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงทีค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ลูกดิ้น ลูกสะอึกมีความต่างกันอย่างไร? คลิกต่อหน้า 2

6 สิ่งที่สกัดกั้นการพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ ของลูก

เด็กที่มี ความคิดสร้างสรรค์ มักเป็นเด็กที่ฉลาดและประสบความสำเร็จได้ง่ายในวันข้างหน้า … ซึ่งการกระตุ้นให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดีได้นั้นควรเริ่มตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ  ซึ่งพ่อแม่ต้องคอยสนับสนุน และระมัดระวังในการสอน ที่นอกจากจะไม่กระตุ้นความคิดให้ลูกแล้วยังเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของลูกไปอย่างถาวรได้อีกด้วย

สิ่งที่สกัดกั้นการพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ ของลูก

ความคิดสร้างสรรค์ เป็นทักษะที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน ติดตัวมาตั้งแต่เกิดเพื่อรอการบ่มเพาะและดูแลให้งอกงาม แต่น่าเสียดายที่คนจำนวนมากเข้าใจผิดเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ว่าเป็นเรื่องของ “พรสวรรค์” ที่มีอยู่ในคนบางคนเท่านั้น เป็นเรื่องส่วนบุคคล ซึ่งถือเป็นอุปสรรคขวางกั้นการพัฒนา ฝึกฝนความคิดสร้างสรรค์ในเด็กและเยาวชนให้เป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ความคิดสร้างสรรค์ มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ

  1. เป็นความคิด ประดิษฐ์ หรือการทำที่แปลกใหม่ เป็นผลงานที่ริเริ่มเอง ไม่มีตัวอย่างไว้ให้มีประโยชน์มีคุณค่า
  2. เป็นความคิดหรือการกระทำที่แก้ปัญหาได้ โดยสามารถมองหาทางเลือกหลายทิศหลายทางในการแก้ปัญหา
  3. เป็นความคิดริเริ่มที่แสดงออกอย่างมีหลักเกณฑ์ มีความคงทน และสามารถดัดแปลงพัฒนาไปจนถึงจุดที่สมบูรณ์ได้

หลักการที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ 

  1. การใช้สมองซึกขวาเชื่อมโยงกับสมองซีกซ้าย
  2. การฝึกการคิดนอกกรอบ
  3. การฝึกการคิดทางบวก
  4. การฝึกการคิดแบบริเริ่ม คล่องตัว ยืดหยุ่น และละเอียดลออ

การคิดนั้นอาจคิดได้หลายอย่าง จะคิดให้วัฒนะ คือ คิดแล้วทำให้เจริญงอกงามก็ได้ จะคิดให้หายนะ คือ คิดแล้วทำให้พินาศก็ได้ การคิดให้เจริญจึงต้องมีหลักอาศัย หมายความว่า เมื่อคิดเรื่องใด สิ่งใด ต้องตั้งใจให้มั่นคงในความเป็นกลางไม่ปล่อยให้อคติอย่างหนึ่งอย่างใดครอบงำ ให้มีแต่ความจริงใจตามเหตุผลที่ถูกต้องและเป็นธรรม

♥ บทความแนะนำน่าอ่าน : 3 หัวใจหลัก เลี้ยงลูกด้วยธรรมะ เสริมภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต

ความคิดสร้างสรรค์กับพัฒนาการตามวัย

พัฒนาการความคิดสร้างสรรค์ในเด็ก
• อายุ 0-2 ปี มีพัฒนาการด้านจินตนาการ อายุ 2 ปี มีความพร้อมที่จะสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัว
• อายุ 2-4 ปี ตื่นตัวกับสิ่งแปลกใหม่ ใช้จินตนาการกับการเล่น มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แต่ช่วงความสนใจสั้น
• อายุ 4-6 ปี สนุกกับการวางแผน สนุกกับการเล่น การทำงาน ชอบเล่นสมมติและทดลองเล่นบทบาทต่าง ๆ โดยใช้จินตนาการ มีความสามารถในการเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ แม้จะเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลได้ไม่ดีนักพัฒนาการความคิดสร้างสรรค์ในเด็กวัยเรียน
• อายุ 6-8 ปี จินตนาการสร้างสรรค์เปลี่ยนไปสู่ความจริงมากขึ้นชอบบรรยายถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นคำพูดรักการเรียนรู้และต้องการประสบการณ์ที่ท้าทายและสร้างความสนุกสนาน
• อายุ 8-10 ปี สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ โดยใช้ความสามารถเฉพาะตัว มีความสามารถในการเรียบเรียงคำถาม ความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มพูนมากขึ้น
• อายุ 10-12 ปี ชอบการสำรวจค้นคว้า ชอบการทดลอง มีสมาธิหรือช่วงความสนใจนานขึ้น เด็กผู้หญิงชอบเรียนรู้จากหนังสือและการเล่นสมมติ เด็กผู้ชายชอบเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงช่วงวัยนี้จะมีพัฒนาการด้านศิลปะและดนตรีจุดอ่อนคือเป็นช่วงวัยที่ขาดความมั่นใจในผลงานของตนเอง ความคิดสร้างสรรค์ลดลงบางช่วง เพราะเป็นช่วงที่พยายามปรับตัวเข้ากับกลุ่มเพื่อน เลียนแบบเพื่อน ลดความคิดอิสระ

อ่านต่อ >> “6 สิ่งที่สกัดกั้นการพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ของลูก” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ช่วงให้นม ใช้ยาอย่างไร แม่และลูกปลอดภัย ไร้กังวล

ช่วงให้นม ใช้ยาอย่างไร แม่และลูกปลอดภัย ไร้กังวล เรามีวิธีรับมือ กับนานาปัญหาสุขภาพของคุณแม่ลูกอ่อน ทั้งแบบพึ่ง และไม่พึ่งการใช้ยามาบอกเล่าให้ได้อ่านกัน เพื่อให้มั่นใจว่าถึงอยู่ในช่วงให้นม ก็ไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยๆหรอกนะ

ช่วงให้นม ใช้ยาอย่างไร

ช่วงให้นม ใช้ยาอย่างไร แม่และลูกปลอดภัย ไร้กังวล

  1. เต้านมอักเสบ

ยาที่ปลอดภัย : สำหรับแม่ที่เต้านมอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อ คุณหมอมักแนะนำให้กินยาปฏิชีวนะอย่าง ไดคลอกซาซิลลิน, คลอกซาซิลลิน, เซฟาเลกซิน หรือ อะมอกซีซิลลิน+คลาวูลาเนต เป็นระยะเวลา 7-14 วัน ทั้งนี้ยาปฏิชีวนะมักจะออกฤทธิ์เร็ว หลังเริ่มใช้ได้ 24-48 ชั่วโมง แม่จะรู้สึกว่าอาการดีขึ้น แต่ก็ต้องกินยาให้ครบตามจำนวนที่แพทย์สั่ง เพื่อจะได้ไม่กลับมาเป็นอีก

ทางเลือกอื่นๆ : ในช่วงที่ต้องรับมือกับความเจ็บปวดเพราะมีการติดเชื้อที่เต้านม แม่อาจจะคิดเลิกให้นมไปเลย แต่ช้าก่อน ถ้าระบายน้ำนมในเต้านมข้างที่มีการติดเชื้อได้มากพอ โดยผ่านการปั๊มนม หรือให้นมลูก ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้มีแบคทีเรียสะสมในเต้านมมากขึ้นอีก และอาจช่วยร่นระยะเวลาในการติดเชื้อได้ด้วยซ้ำ

ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ลูกพลอยติดเชื้อตามไปด้วย เพราะคุณสมบัติด้านการต้านแบคทีเรียของนมแม่จะช่วยป้องกันไม่ให้มีการส่งต่อเชื้อโรคไปยังลูก

  1. หัวนมแตกและเจ็บ

ยาที่ปลอดภัย : ขี้ผึ้ง หรือ ครีมลาโนลิน ซึ่งใช้ทาที่หัวนมหลังการให้นม จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง จึงช่วยให้หายเร็วขึ้น โดยเลือกขี้ผึ้ง หรือ ครีมที่มีส่วนผสมของลาโนลิน 100% อย่าง Purlan กับ Lansinoh จะไม่เป็นอันตรายต่อทารก จึงไม่จำเป็นต้องล้างออกก่อนที่จะให้นม

หลีกเลี่ยงขี้ผึ้ง หรือ ครีมทาหัวนมที่มีส่วนผสมอื่นๆ และ/หรือ ไม่ได้ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ เพราะจะทำให้ผิวหนังยิ่งระคายเคือง และอาการเลวร้ายลง เพราะขี้ผึ้ง หรือ ครีมที่มีส่วนผสมหลายอย่างบางยี่ห้ออาจจะเป็นพิษต่อได้ โดยองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนเรื่องครีมทาหัวนมที่มีส่วนผสมซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก

ทางเลือกอื่นๆ : อาการหัวนมแตก และเจ็บมักเกิดจากวิธีอุ้มลูกเข้าเต้า หรือท่าให้นมที่ไม่ถูกต้อง แม่จึงควรขอคำแนะนำเรื่องเทคนิคในการให้นมลูกจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะแค่ปรับเปลี่ยนท่าเล็กน้อย แม่ก็สามารถให้นมได้โดยไม่ทำให้หัวนมแตกและเจ็บอีก

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม การใช้ยาช่วงให้นมลูก อย่างปลอดภัยไร้กังวล คลิกหน้า 2

โรคตับในแม่ท้อง ภาวะอันตราย ทำให้ครรภ์เสี่ยงสูง

โรคตับในแม่ท้อง ภาวะอันตราย ทำให้ครรภ์เสี่ยงสูง สำหรับอาการของโรคตับ ที่แสดงออกอย่างชัดเจน คือ อาการดีซ่าน มีลักษณะตาขาว มีสีเหลือง ที่เรียกกันว่า ตาเหลือง ส่วนผิวหนัง ฝ่ามือ และฝ่าเท้ามีสีเหลือง เรียกว่า ตัวเหลือง แม้ดีซ่านจะไม่ได้เกิดในคนไข้โรคตับทั้งหมด แต่หากมีดีซ่าน สิ่งที่ควรสงสัยต่อไปคือ เป็นโรคตับหรือไม่ ซึ่งโรคตับส่งผลกับการตั้งครรภ์อย่างไรบ้าง อันตรายขนาดไหน มาดูในรายละเอียดกัน

โรคตับในแม่ท้อง

โรคตับในแม่ท้อง ภาวะอันตราย ทำให้ครรภ์เสี่ยงสูง

สำหรับ โรคตับในแม่ท้อง ที่ทำให้เกิด ภาวะครรภ์เสี่ยงสูงนั้น แบ่งออกได้ 2 ประเภท

  1. โรคตับในแม่ท้อง ที่เกิดจากการตั้งครรภ์ เช่น

– น้ำดีคั่งในตับ (Intrahepatic Cholestasis of Pregnancy)

อาการที่พบ

นอกจากดีซ่านแล้ว ยังมีอาการคันตามตัว

สาเหตุ

เชื่อกันว่า เกิดเพราะพันธุกรรม หรือ ฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น ครรภ์แฝด ตั้งครรภ์แรก ตั้งครรภ์ตอนอายุมาก โดยโรคนี้มักจะเกิดกับคนที่กินยาคุมกำเนิด ก่อนตั้งครรภ์จนเกิดดีซ่าน ซึ่งถ้าใครเป็นมากในช่วงตั้งครรภ์ อาจทำให้ทารกเสียชีวิตได้

 วิธีการรักษา

ควรให้คลอด พอหลังคลอดได้ 48 ชั่วโมง อาการดีซ่านและอาการคันจะดีขึ้น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ภาวะตับวายจากไขมันเข้าไปแทนที่เซลส์ตับ คลิกต่อหน้า 2

แม่ท้อง ทำสีผม ดัดผม ได้ไหม ?

คนท้องก็เหมือนกับผู้หญิงทั่วไปที่ยังคงรักสวยรักงามอยู่เสมอค่ะ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่แม่ท้องก็ต้องการทำผม มีผมที่สีสวยงาม มีทรงผมเป็นลอนสลวยน่ามอง คุณแม่ท้องที่อยากทำผมเสริมสวยจึงมักมีคำถามบ่อยๆ ว่า แม่ท้อง ทำสีผม ดัดผม ได้ไหม คำตอบจะเป็นอย่างไรลองไปดูคำแนะนำนี้กันค่ะ

แม่ท้อง ทำสีผม ดัดผม ได้ไหม

แม่ท้อง ทำสีผม ดัดผม ได้ไหม

  • แม่ท้องทำสีผม ดัดผมได้…แต่ต้องปลอดภัยจริง

สำหรับคุณแม่ท้องที่ต้องการทําสีผมสามารถทำได้ค่ะ แต่ต้องมั่นใจว่าปลอดภัยต่อตัวเองจริงๆ  เพราะปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปแน่ชัดเรื่องความปลอดภัยเพียงแค่เชื่อว่าน่าจะปลอดภัยและทําได้ระหว่างตั้งครรภ์แต่อย่างไรก็ตาม “มีคําแนะนําให้เลี่ยงการทําในช่วงไตรมาสแรก” เพื่อป้องกันผลกระทบของสารเคมีที่อาจส่งผลต่อลูกน้อยและสุขภาพคุณแม่เพราะช่วงไตรมาสแรกเป็นช่วงที่ร่างกายของลูกน้อยในครรภ์เริ่มสร้างอวัยวะต่างๆ ดังนั้นให้พ้นจากไตรมาสแรกแล้วจึงค่อยทําสีผม (แต่ความจริงแล้วรอให้ลูกคลอดออกมาก่อนก็ยิ่งปลอดภัยนะ)

เวลาทําสีผมหรือดัดผมควรให้น้ำยาโดนหนังศีรษะให้น้อยที่สุดเพราะผิวของคุณแม่ช่วงท้องจะบอบบางทําให้แพ้ได้ง่าย รวมถึงการดูดซึมสารต่างๆ จะเกิดที่บริเวณหนังศีรษะไม่ได้เกิดที่เส้นผมดังนั้นหากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรระวังไม่ให้โดนหนังศีรษะค่ะ

  • เลือกผลิตภัณฑ์ทำสี ดัดผมแบบไหนดี

ผลิตภัณฑ์ทำสีผมและดัดผมส่วนใหญ่จะมีสารเคมีที่ใช้กัดสีหรือดัดผมเป็นส่วนผสมโดยจะมีสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เพื่อกัดสี ส่วนสีที่ใช้ย้อมก็เป็นสารเคมีหลายชนิดปนกัน   ซึ่งแม้ว่าจะมีสีปริมาณน้อยมากที่อาจดูดซึมผ่านหนังศีรษะ แต่คุณแม่ตั้งครรภ์ก็ควรระมัดระวัง และถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรทำสีหรือดัดผมในไตรมาสแรก เนื่องจากการใช้สีย้อมผมแบบถาวรมักมีส่วนผสมของแอมโมเนีย และน้ำยาดัดก็อาจไม่ปลอดภัยแท้จริง   แต่หากจำเป็นต้องทำ ควรมีวิธีเลือกผลิตภัณฑ์ดังต่อไปนี้

เลือกสารสกัดจากธรรมชาติ หากจำเป็นต้องทำสีผม ดัดผม คุณแม่ควรทำในไตรมาสที่สองและควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำสีผม หรือดัดผมที่สกัดจากพืช มีส่วนประกอบจากธรรมชาติจะมีความปลอดภัยมากกว่าสารเคมีสังเคราะห์ที่อาจก่อให้เกิดการแพ้ต่อคุณแม่และเป็นอันตรายได้เพื่อความปลอดภัยควรปรึกษาแพทย์ที่ฝากครรภ์ก่อนค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม เลือกผลิตภัณฑ์ทำสี ดัดผมแบบไหนดี คลิกต่อหน้า 2

เป็นโรค SLE (โรคเอสแอลอี) มีลูกได้ไหม ?

เป็นโรค SLE มีลูกได้ไหม ? โรค SLE หรือ เอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus ; SLE) เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โรคพุ่มพวง ถือเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเองโรคหนึ่งที่มีปัญหากับการตั้งครรภ์ โรคนี้เกิดจากความผิดปกติในภูมิคุ้มกันของร่างกาย แทนที่จะต่อสู้กับเชื้อโรค หรือ สิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา กลับทำลายเซลส์ของตัวเอง จนเกิดการอักเสบทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ผิวหนัง เยื่อบุช่องปาก เยื่อบุทางเดินอาหาร กระดูกและข้อ ไต หัวใจ ปอด ระบบโลหิต และระบบประสาท เป็นต้น

เป็นโรค SLE มีลูกได้ไหม

เป็นโรค SLE มีลูกได้ไหม

สำหรับสาเหตุการเกิดโรค SLE

ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่เชื่อกันว่าเกี่ยวเนื่องกับพันธุกรรม การติดเชื้อไวรัสบางอย่าง ยาบางตัว หรือแสงอัลตราไวโอเลต

อาการของโรคเอสแอลอี

มีไข้เรื้อรัง มีผื่นขึ้นที่หน้าพาดผ่านจมูกมาที่แก้มทั้งสองข้าง เรียกกันว่า ผื่นผีเสื้อ (Butterfly Rash) ผื่นเหล่านี้มักเป็นมากขึ้นหากถูกแสงแดด หลังจากนั้นมีอาการผมร่วงบาง ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ เยื่อหุ้มปอดอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ เส้นเลือดทั่วตัวอักเสบ ปลายมือและปลายเท้ากลายเป็นสีเขียวเมื่อถูกความเย็น เส้นประสาทอักเสบ สมองอักเสบ และชัก จนอาการโคม่า

การรักษา

– ใช้ยาต้านอักเสบ (Non Steroid Anti-inflammatory Drugs)
– ยาที่ใช้รักษาโรคมาลาเรีย เช่น คลอโรควิน (Chioroquine)
– ยาละลายลิ่มเลือด เช่น วาร์ฟาริน (Warfarin)
– ยากดภูมิต้านทาน เช่น สารสเตียรอยด์ เป็นต้น

โรคเอสแอลอี ร้ายแรงแค่ไหนต่อการตั้งครรภ์

ด้วยความที่ โรค SLE มักเกิดในคนอายุยังน้อย โอกาสตั้งครรภ์จึงมีสูงแม้จะกินยารักษาโรคนี้อยู่ก็ตาม ซึ่งผลที่ตามมาทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างรุนแรงขึ้น ทั้งจากโรคและตัวยา หากเป็นโรคเอสแอลอี และกำลังรักษาอยู่ ไม่ควรปล่อยให้ตั้งครรภ์ เพราะทั้งแม่และลูกมีโอกาสเสียชีวิตจากครรภ์เสี่ยงสูง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม ห้ามตั้งครรภ์เด็ดขาด หากมีอาการต่อไปนี้ คลิกต่อหน้า 2

หลัก 3 ดูด + เข้าเต้า สูตรเด็ดให้นมแม่ได้สำเร็จและยาวนาน

หากคุณแม่กำลังวางแผนให้นมลูก และต้องการให้ลูกน้อยได้รับนมแม่เต็มที่และนานที่สุด เรามี หลัก 3 ดูด และการเข้าเต้าที่ถูกต้องมาฝาก เพื่อให้คุณแม่สามารถให้นมแม่แก่ลูกน้อยได้สำเร็จและยาวนานอย่างมีคุณภาพค่ะ

หลัก 3 ดูด + เข้าเต้า ให้นมแม่ สำเร็จ

หลัก 3 ดูด

 

หลัก 3 ดูด มอบคุณค่านมแม่

  1. ดูดเร็ว

หมายถึงการให้ลูกน้อยดูดนมแม่ทันทีหรือภายใน 30 นาทีแรกหลังคลอด เรียกว่าเป็นชั่วโมงแรกที่สำคัญในการสร้างน้ำนมแม่แก่ลูกน้อย เพื่อช่วยกระตุ้นให้ฮอร์โมนอ็อกซิโทซิน และโปรแลคติน สร้างน้ำนมจากเต้านมให้คุณแม่ได้เร็วที่สุด และยังช่วยกระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกคุณแม่ ป้องกันไม่ให้คุณแม่ตกเลือดหลังคลอด แถมยังเป็นการสร้างความรักความผูกพันเมื่อแรกพบกันระหว่างคุณแม่และลูกน้อย ลูกน้อยจะได้อยู่ในอ้อมอกคุณแม่ซึมซับความอบอุ่นผูกพัน รวมทั้งการดูดเต้าของลูกน้อยจะช่วยกระตุ้นให้น้ำนมแม่มาเร็วและมามากอีกด้วย

  1. ดูดบ่อย

ให้ลูกดูดนมแม่ทุก 2-3 ชั่วโมงหรือเมื่อลูกต้องการ ในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอด แม้จะยังไม่มีน้ำนมออกมาก็ตาม เพราะการให้ลูกดูดกระตุ้นบ่อยๆ จะเป็นการสร้างน้ำนมและช่วยระบายน้ำนมออกจากเต้า ให้เต้านมคุณแม่สามารถผลิตน้ำนมใหม่เรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงช่วยป้องกันเต้านมคุณแม่ไม่ให้คัดหรือเจ็บอีกด้วย

ที่สำคัญคือการให้ลูกดูดนมแม่บ่อยๆ ในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอด จะทำให้ลูกน้อยได้รับหัวน้ำนม หรือโคลอสตรัม (Colostrum) ซึ่งมีสารภูมิต้านทานมาก แต่ไม่ใช่แค่สารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ลูกน้อยเท่านั้นเพราะในหัวน้ำนมยังมีสารอาหารสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างเซลล์ต่างๆในร่างกายของลูกและยังมีพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ที่ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้ช่วยเร่งการขับขี้เทาของลูกน้อยออก เพื่อช่วยป้องกันลูกน้อยตัวเหลืองให้ลูกขับถ่ายง่ายและอุจจาระนิ่มอีกด้วย

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดตาม กลยุทธ์ 3 ดูด + เข้าเต้า ให้นมแม่สำเร็จ คลิกต่อหน้า 2

เด็กจมน้ำ

เด็กจมน้ำ ช่วงปิดเทอมหน้าร้อน เรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่ต้องระวัง

คุณพ่อ คุณแม่คงเคยได้ยินข่าว เด็กจมน้ำ กันอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนปิดเทอม มักจะมีข่าวนี้ออกมากกว่าปกติ เพราะหลายครอบครัวใช้เวลาในช่วงปิดเทอมหน้าร้อนไปกับท่องเที่ยว ทั้งไปทะเล เที่ยวน้ำตก หรือเล่นน้ำตามแม่น้ำลำคลองเพื่อคลายร้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องงระวังให้มากๆ

Continue reading “เด็กจมน้ำ ช่วงปิดเทอมหน้าร้อน เรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่ต้องระวัง”

กินอะไรลูกออกมาขาว

แม่ท้องต้อง กินอะไรลูกออกมาขาว ผิวสวย ดูดี มีออร่า

กินอะไรลูกออกมาขาว เพราะเด็กผิวขาวสำหรับคนไทยแล้วถือว่าน่ารัก น่าเอ็นดู คุณพ่อคุณแม่หลายคนจึงอยากให้ลูกของตัวเอง เกิดมามีผิวสวย ขาว ดูดี โดยพยายามสรรหาวิธีและอาหารเพื่อบำรุงผิวลูกกันตั้งแต่อยู่ในท้องซึ่งก็มีความเชื่ออยู่มากมายในการทำให้ลูกผิวขาว เช่น กินน้ำมะพร้าว หรือการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีดำ

แม่ท้อง กินอะไรลูกออกมาขาว ผิวสวย

กินอะไรลูกออกมาขาว

แต่ความจริงแล้ว  การที่ลูกน้อยจะออกมาตัวขาวหรือตัวดำนั้น ขึ้นอยู่กับ พันธุกรรมจากพ่อแม่ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดสีผิวของลูก แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้คุณแม่จะไม่สามารถทำให้ลูกออกมาขาวอย่างใจได้ แต่ก็สามารถบำรุงผิวพรรณลูกน้อยในครรภ์ให้มีสุขภาพดี ดูเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล เนียนนุ่ม น่าสัมผัสได้ โดยคุณแม่ต้องบำรุงตัวเองตั้งแต่ที่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ซึ่งก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่าพัฒนาการผิวหนังของลูก เริ่มขึ้นเมื่อไหร่ แล้วคุณแม่ต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้ลูกออกมามีผิวขาวสวยดั่งใจ

ไตรมาสที่ 1 ร่างกายลูกน้อยเริ่มสร้างผิวหนัง

  • สัปดาห์ที่ 8-10 เป็นช่วงที่อวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายลูกเริ่มมีการสร้างขึ้นมาไม่ว่าจะเป็น เนื้อเยื่อ ไขมัน กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ และผิวหนัง อีกทั้งยังมีการพัฒนาของนิ้วมือ นิ้วเท้า และเล็บอีกด้วย
  • สัปดาห์ที่ 11-12 ผิวหนังร่างกายบนตัวลูกมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ ผิวหนังห่อหุ้มร่างกายและเริ่มมีเส้นขนอ่อนๆ บนชั้นผิวหนัง

ไตรมาสที่ 3 ผิวลูกสวยแล้วนะ

  • สัปดาห์ที่ 28  ลักษณะผิวหนังของลูกจะเหี่ยวย่น นุ่มนิ่ม และถูกปกคลุมด้วยไข
  • สัปดาห์ที่ 30-36 ลูกน้อยมีพัฒนาร่างกายที่สมบูรณ์ รอยเหี่ยวย่นบริเวณผิวหนังหายไป ผิวหนังมีความเรียบตึงมากขึ้น

ครบกำหนดคลอด

สำหรับเด็กที่คลอดออกมาบางคนอาจจะมีไขสีขาวคลุมตัวอยู่ บางคนก็มีมากบางคนก็มีน้อย หรือไม่มีเลยก็ได้ ขณะที่ตั้งครรภ์มักจะมีคำแนะนำให้คุณแม่ดื่มน้ำมะพร้าว เพราะเชื่อว่าจะทำให้เด็กแรกเกิดตัวสะอาด จะได้ไม่มีไข แต่ในความเป็นจริงแล้วไขที่เคลือบตัวเด็กนั้นมีส่วนช่วยปกป้องอุณหภูมิร่างกายจากในท้องแม่มาสู่โลกภายนอก แถมยังช่วยให้เด็กคลอดง่าย และเมื่อเด็กคลอดออกมาแล้ว ไขก็จะหลุดออกไปเองตามธรรมชาติ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดหรือน่ากังวลแต่อย่างใด

ซึ่งในวันแรกๆ ผิวของลูกน้อยจะดูคล้ำๆกว่าสีผิวจริงๆ เนื่องจากมีเม็ดเลือดแดงจำนวนมาก และมีความเข้มข้นของเลือดสูง จึงทำให้เด็กดูคล้ำกว่าผิวจริงได้  จากนั้นคุณแม่จะเริ่มสังเกตได้ว่าผิวของลูกจะมีความเปลี่ยนแปลง คือ ดูใสและเรียบเนียนขึ้นจนเห็นสีผิวที่ชัดเจนหรือสีผิวจริงภายใน 3-6 เดือนขึ้นไป

สำหรับเรื่องสีผิวของเด็กแรกเกิดนั้น เด็กทุกคนอาจมีผิวที่เข้มคล้ำขึ้น หรือผิวขาวอมชมพู โดยมีปัจจัยหลักมาจากพันธุกรรมจากคุณพ่อและคุณแม่ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ อย่าง สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู การกินยาบางชนิด ที่มีผลต่อการสร้างเซลล์ผิวในเด็กแตกต่างกันออกไป

อ่านต่อ >> “วิธีทำให้ลูกผิวขาวตั้งแต่อยู่ในท้อง” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

พี่ไม่รักน้อง

พี่อิจฉาน้อง ปัญหาใหญ่ แก้ได้ด้วยสติและความรักจากพ่อแม่

พี่อิจฉาน้อง …อาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่องปกติ และมักพบได้บ่อยในเด็กช่วงอายุ 3 – 6 ปี  แต่สิ่งสำคัญของปัญหานี้ก็คือ  คุณพ่อคุณแม่จะช่วยให้ลูกคนโตเป็นพี่ที่น่ารักกับน้องได้อย่างไร 

สำหรับปัญหานี้ ในเด็กที่อยู่ดีๆ ต้องกลายเป็นพี่  จะพยายามทำอย่างไรก็ได้ ให้ได้รับความสนใจจากพ่อแม่เหมือนเดิม เช่น อาจจะต้องการให้แม่กอดหรืออุ้มมากขึ้น  บางครั้งก็มีพฤติกรรมถดถอย กลับไปเป็นเหมือนเด็กเล็กอีกครั้ง เช่น ดูดนิ้ว, กลับไปดูดขวดนมอีก หลังจากที่เคยเลิกได้แล้ว หรือ อาจจะก้าวร้าวเพิ่มขึ้น เช่น แกล้งน้อง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ ถือเป็นเรื่องปกติ บางอย่างก็สามารถป้องกันได้ หรือดีขึ้นเองใน 2-3 เดือนหลังจากมีน้อง ที่สำคัญขอให้เข้าใจและอย่าไปดุว่าเด็ก เพราะจะทำให้เขารู้สึกไม่ชอบน้องมากขึ้น

♥ บทความแนะนำคุณแม่ควรอ่าน : “ดราม่า” พี่น้อง ต้องระวัง

พี่อิจฉาน้อง ปัญหาใหญ่ พ่อแม่แก้ได้ด้วยความรัก

การมีลูก 2 คน (ขึ้นไป) คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเหนื่อย(ใจ) แบบนี้เป็นเรื่องธรรมดา …โดยเฉพาะการเหนื่อยฟังเสียงทะเลาะเบาะแว้งของพี่น้อง รวมไปถึงปัญหาพี่อิจฉาน้อง น้องชอบอ้อนแม่ ซึ่งเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและทุกที่ นั้น  ทำให้คุณแม่หลายคนหงุดหงิดไม่น้อย แถมยังเครียดกับความรู้สึกผิดว่า อาจเป็นเพราะตัวเองเลี้ยงลูกได้ไม่ดีพอ หรือน่าจะมีวิธีดีๆ หรือพยายามมากกว่านี้เพื่อให้สองพี่น้องอยู่ด้วยกันได้โดยสันติ

แต่จริงๆ แล้วยิ่งทำน้อยก็ยิ่งดี เพราะการตัดสินหรือพยายามทำทุกอย่างให้ยุติธรรม อาจไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย ยิ่งคุณแม่พยายามแบ่งทุกสิ่งในชีวิตลูกให้เท่ากันมากเท่าไร เขาก็จะยิ่งพยายามจับผิดว่าคุณอาจลำเอียงมากเท่านั้น จึงควรพยายามทำให้ลูกรู้สึกว่าความรัก ความสนใจจากคุณเป็นสิ่งที่ไม่ต้องแบ่ง เพราะมีมากเกินพอสำหรับทุกๆ คนดีกว่าค่ะ

เช่นเดียวกับเรื่องราวของคุณแม่ท่านหนึ่งที่ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์ว่า เมื่อพี่สาววัย 7 ขวบ ยังไม่พร้อมจะมีน้อง เรื่องทุกข์ใจจึงเกิดขึ้น โดยคุณแม่เล่าผ่านบน Facebook ว่า….

ลูกสาวคนโตยังไม่ชินกับการเป็นพี่ค่ะ คือว่าอะไรที่เป็นของน้องนางจะยึดหมดเลยค่ะ เปล แป้ง สบู่ ผ้าห่ม และอีกหลายอย่าง เวลาน้องไอ นางก็จะไอตาม(ประมานให้สนใจนาง)เวลาน้องเป็นอะไรนางก็จะพูดว่านางก็เป็น บางวันตอนดึกนางตื่นมาเห็นเราให้นมคนเล็ก นางก็จะนอนบีบน้ำตากระซิกๆ บางวันน้องฉี่แตกนางก็ฉี่แตกบ้าง คือสรุปไม่ว่าจะทำอะไรนางจะจับตามองตลอด เครียดสุดๆเราพยามนิ่งไว้ข่มใจไว้ต้องเข้าใจนาง แต่บางสิ่งทนแทบไม่ไหว..แม่ๆบ้านไหนมีลูกหลายคนและลูกคนโตอิจฉาน้องบ้างไหมค่ะ??

พี่อิจฉาน้อง

พี่อิจฉาน้อง

จากเหตุการณ์นี้ ก็ถือเป็นเรื่องปกติของเด็กในวัยนี้ที่ยังมีปฏิกิริยา คือ “หวงพ่อแม่” ทำให้เมื่อมีลูกคนเล็ก คนพี่จึงแสดงอาการไม่รักน้อง อิจฉาน้อง   แต่ปัญหานี้แก้ได้ ด้วยการส่งเสริมวินัยเชิงบวกให้ลูก การทำให้ “พี่น้องรักกัน” นั้นไม่ยากเกินเอื้อม เพียงรู้หลักการและใส่ใจทำอย่างสม่ำเสมอค่ะ

อ่านต่อ >> 7 วิธีเตรียม “พี่มือใหม่” ป้องกันความรู้สึก อิจฉา น้อยใจ ปลูกฝังให้พี่น้องรักกัน คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

นั่งเบาะหลังไม่คาดเข็มขัด

เตือนพ่อแม่ นั่งเบาะหลังไม่คาดเข็มขัดอันตราย

คุณพ่อ คุณแม่ทราบหรือไม่คะว่าตอนนี้มีคำสั่งใหม่จาก พล.อ.ประยุทธ์ ใช้มาตรา 44 สั่งให้ผู้โดยสารรถยนต์ทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ถ้าทำผิดไม่จ่ายค่าปรับจะโดนฟ้องศาล ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ หรือลูกน้อย นั่งเบาะหลังไม่คาดเข็มขัด ก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ไม่ต่างกับนั่งหน้า

Continue reading “เตือนพ่อแม่ นั่งเบาะหลังไม่คาดเข็มขัดอันตราย”

พฤติกรรมเสี่ยงทำลายรังไข่

หยุดพฤติกรรมเสี่ยง ทำลายรังไข่ และมดลูก

คุณแม่ทุกคนนอกจากจะใส่ใจและให้ความสำคัญกับลูกน้อยแล้ว อย่าลืมให้ความสำคัญกับสุขภาพของตัวเอง ซึ่งโรคที่ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงคือ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่ และมะเร็งเต้านม การดูแลตัวเองและหยุด พฤติกรรมเสี่ยงทำลายรังไข่ และมดลูก จะช่วยให้คุณแม่อยู่กับลูกน้อยไปได้อีกยาวนาน

พฤติกรรมเสี่ยงทำลายรังไข่

1.นั่งนานเกินไป

ถ้าคุณแม่นั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ โดยไม่ลุกยืน ยืดเส้นยืดสาย อาจจะทำให้เลือดลมไม่หมุนเวียน เลือดต่างๆ ไม่สามารถลำเลี้ยงมาหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะรังไข่

พฤติกรรมเสี่ยง
พฤติกรรมเสี่ยงทำลายรังไข่

2.ตั้งครรภ์ตอนอายุมาก

คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์ตอนอายุมากๆ อาจจะทำให้การทำงานของประจำเดือนไม่ปกติ หมดเร็ว หรือช้ากว่าที่ควรจะเป็น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

3.การใช้ชีวิตประจำวัน

การที่คุณแม่ชอบรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ และไม่ชอบออกกำลังกาย รวมถึงการสูดดมควันบุหรี่มือสองอยู่บ่อยๆ ก็อาจจะทำให้คุณแม่ถึงวัยหมดประจำเดือนเร็ว คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ปลา และกุ้ง สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และดื่มน้ำบ่อยๆ

4.ใส่สเตย์รัดหน้าท้อง

แม่น้องเล็กเข้าใจค่ะว่าผู้หญิงทุกคนอยากรูปร่างดี แต่การใส่สเตย์รัดหน้าท้องแน่นๆ นานเกินไป อาจจะทำให้รังไข่ได้รับบาดเจ็บ บางครั้งถึงขั้นเกิดซีสต์ขึ้นมาได้

พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ
พฤติกรรมเสี่ยงทำลายรังไข่

5.ภาวะความกดดันสูง

เวลาที่คุณแม่เครียด หรือมีความกดดัน นอกจากจะทำให้เกิดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจแล้ว ยังมีโอกาสที่จะส่งผลต่อประจำเดือนที่มาไม่ปกติได้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านต่อ “หยุดพฤติกรรมเสี่ยง ทำลายรังไข่ และมดลูก” คลิกหน้า 2

20 วิธีแก้ อาการแพ้ท้อง พร้อมเมนูแนะนำแก้อาการแพ้ท้อง

วิธีแก้ อาการแพ้ท้อง …เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่แม่ท้องหลายคนต้องพบเจอ กับ อาการแพ้ท้อง ซึ่งมักจะเกิดกับคุณแม่ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งคุณแม่ท้องจะต้องเผชิญกับอาการคลื่นไส้วิงเวียน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีลดอาการเหล่านี้นะคะ

วิธีแก้ อาการแพ้ท้อง พร้อมเมนูแนะนำแก้อาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้อง มักเกิดในระยะแรกของการตั้งครรภ์โดยมากจะเกิดในช่วง 28 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ พอเข้าสู่ไตรมาส 2 อาการแพ้ท้องจะหายไป บางท่านอาจจะแพ้กลิ่นหรืออาหารบางประเภท เชื่อว่าอาการแพ้ท้องเกิดจากการที่ร่างกายของหญิงตั้งครรภ์ มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงทำให้กระเพาะอาหารมีการบีบตัวน้อยลง

อาการของอาการแพ้ท้อง

  • คลื่นไส้อาเจียนหลังจากดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร
  • น้ำหนักลด
  • ขาดน้ำ
  • ปัสสาวะสีเข้ม
  • เกลือแร่ในร่างกายอาจผิดปกติ
  • การเปลี่ยนแปลงทางเต้านม
♥ บทความแนะนำคุณแม่ควรอ่าน >> Q&A คลายสงสัย อาการแพ้ท้อง ของคุณแม่ทุกไตรมาส

วิธีแก้ อาการแพ้ท้องระดับของการแพ้ท้อง

  • ระดับที่ 1

มีอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะเล็กน้อย มักมีอาการในช่วงเช้า รับประทานอาหารได้น้อยลง มีการอาเจียนบ้าง แต่สามารถบรรเทาได้เมื่อปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้น ถ้าคุณแพ้ท้องแบบนี้ก็สบายใจได้ค่ะ ว่าการแพ้ท้องของคุณอยู่ในระดับ Morning Sickness ทั่ว ๆ ไป ไม่น่ากังวลมาก อ้อ…น้ำหนักตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก ควรเพิ่มขึ้น 1-2 กิโลกรัม ในช่วงที่แพ้ท้องมากจนรับประทานอาหารไม่ค่อยได้ คุณแม่ตั้งครรภ์อาจมีน้ำหนักลดลงเล็กน้อยค่ะ

  • ระดับที่ 2

มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้ พักผ่อนอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น และมีปัสสาวะสีเข้ม ต้องรีบพบแพทย์ กรณีที่อาเจียนมากจนรับประทานอาหารไม่ได้ คุณหมออาจให้น้ำเกลือ หรือฉีดกลูโคส เพื่อบรรเทาอาการอ่อนเพลียก่อน แล้วอาจให้รับประทานยาประเภท Dimenhydrinate ซึ่งเป็นยาระงับอาการคลื่นไส้ ซึ่งต้องรับประทานก่อนที่จะเกิดอาการแพ้ รวมทั้งการแนะนำให้ปรับวิธีรับประทานอาหาร เมื่อพบแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำแล้วอาการแพ้ท้องก็จะบรรเทาลงได้

  • ระดับที่ 3

เป็นการแพ้ท้องขั้นรุนแรง ซึ่งทางการแพทย์ เรียกว่า Hyperemesis Gravidarum (HG) พบประมาณ 0.3 ถึง 2% ในหญิงตั้งครรภ์ อาการจะรุนแรงถึงขั้นที่คุณแม่รับประทานอะไรไม่ได้เลย อาเจียนมากจนร่างกายขาดทั้งน้ำและอาหาร บางคนอาเจียนจนหลอดเลือดที่อยู่บริเวณหลอดอาหารมีการฉีกขาดจนมีเลือดปนมากับ อาเจียน บางคนอาเจียนจนมีเลือดออกใต้เยื่อบุตา ผู้ที่แพ้ท้องขั้นรุนแรง จะเริ่มแพ้เร็วกว่าการแพ้ท้องธรรมดาและมักจะแพ้นาน บางรายอาจแพ้ท้องอย่างหนักไปจนถึงคลอด แต่ส่วนใหญ่จะดีขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ได้ 20 สัปดาห์

อ่านต่อ >> 20 วิธีแก้ อาการแพ้ท้อง พร้อมเมนูแนะนำแก้อาการแพ้ท้อง” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่