ระวัง 7 โรคนี้ ลูกเป็นแล้ว สามารถเป็นซ้ำได้!

ลูกป่วยบ่อย …เพราะในยุคสมัยนี้ ตัวเชื้อโรค เริ่มมีวิวัฒนาการที่สูง สามารถทนกับสภาพแวดล้อมบ้านเราได้ดี จึงเพาะเชื้อที่มีความแข็งแรงและหลากหลายมากมาย มาเพื่อความอยู่รอดของตัวมันเอง ทำให้เมื่อเข้าสู่ร่างของคนเรา ยิ่งเฉพาะลูกน้อย เด็กตัวเล็กที่ภูมิต้านทานน้อยด้วยแล้วล่ะก็ยิ่งง่ายเลย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยป่วยบ่อยนั่นเอง

ลูกป่วยบ่อย ระวัง 7 โรค แม้เป็นแล้ว ก็สามารถเป็นซ้ำได้อีก

ลูกป่วยบ่อย

เมื่อลูกป่วย โดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ พ่อแม่มักจะกังวลใจจนแทบจะป่วยไปกับลูก หรือ บางคนมีอาการหนักมากกว่าลูกเสียอีก เพราะไม่ทราบว่าควรจะดูแลลูกอย่างไรเมื่อมีอาการป่วยเกิดขึ้น   ซึ่งอาการต่าง ๆ ที่พบได้บ่อย และมักเป็นๆ หายๆ หรือ เป็นแล้วหาย ก็กลับมาเป็นหนักได้อีก

ทั้งนี้ที่ ลูกป่วยบ่อย เพราะระบบภูมิคุ้มกันภูมิต้านทานยังไม่เพียงพอ  ซึ่งระบบภูมิคุ้มกัน คือระบบที่คอยปกป้องร่างกายของลูกน้อยจากเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่อาจเข้ามาทำอันตรายร่างกายเราได้ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต พยาธิ รวมถึงสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีคุณสมบัติเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายยังไม่รู้จัก เรียกว่าแอนติเจน (antigen)1

ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องคอยระวังและดูแลลูกเป็น 2 เท่าเพื่อไม่ให้ลูกกลับมาป่วยอีก  จนต้องเสียเงินไปกับค่ารักษาอาการป่วยของลูกอย่างเดียว  มาดูกันค่ะว่ามีโรคอะไรที่คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจดูแลก่อนที่จะบานปลาย  หรือมีโรคร้ายประเภทไหนที่ต้องวางแผนเพื่อรับมืออย่างมีสติกันบ้าง ไปดูกันค่ะ

♦ โรคไข้หวัด

โรคหวัด เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดอาการหวัดมีมากมายหลายชนิด ที่พบบ่อยๆได้แก่พวก Rhinovirus, Adenovirus, Influenza, Parainfluenza virus, Coxachie virus ฯลฯ ทำให้เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 4-6 ขวบเป็นหวัดได้บ่อยเนื่องจากยังไม่มีภูมิต้านทานดีพอที่จะป้องกันไม่ให้เป็นโรคได้ บางคนเป็นบ่อยมากแทบจะทุกเดือนเลย ความจริงแล้วการเป็นหวัดบ่อยๆ นั้น นอกจากจะเนื่องจากภูมิต้านทานของเด็กไม่ค่อยจะดีแล้ว ก็อาจเนื่องจากการได้รับเชื้อบ่อยๆ โดยเฉพาะถ้าหากเราพาลูกไปเที่ยวที่มีคนเยอะๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าสวนสนุก โรงภาพยนตร์ พอหลังจากไปเที่ยวสัก 1-2 วัน ลูกก็อาจจะมีอาการหวัดได้  ดังนั้นทางที่ดีไม่ควรพาลูกที่ยังเล็กอยู่ไปเที่ยวที่มีคนมากเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกได้รับเชื้อบ่อยๆ ซึ่งจะทำให้ลูกมีโอกาสเป็นหวัดน้อยลง2

อาการโรคหวัด

มีน้ำมูก คัดจมูก ไอและมีไข้ ลูกยังอาจจะนอนและกินนมไม่ค่อยได้ด้วย (ถ้าคัดจมูก การดูดนมแม่หรือนมขวดก็จะกลายเป็นเรื่องยาก) ซึ่งหากเป็นแล้วก็สามารถเป็นได้อีกเรื่อยๆ เพราะเชื้อไข้หวัดมีมากนั่นเอง

การรักษาโรคหวัด

กรณีที่ต้องถึงมือแพทย์ ถ้าเป็นลูกวัยแรกเกิด ให้พาไปพบแพทย์ทันที แต่ถ้าลูกวัยต่ำกว่า 6 เดือน อาการอาจจะรุนแรงจนทำให้เขากินนม หายใจหรือนอนไม่ค่อยได้ ต้องพาไปพบแพทย์เช่นกัน

ส่วนยาที่ใช้รักษาโรคหวัดโดยตรงนั้นยังไม่มี ที่มีใช้กันอยู่ในตอนนี้ก็เป็นเพียงยารักษาตามอาการเท่านั้น โดยจะช่วยทำให้น้ำมูกลดลง คนไข้โล่งจมูก รู้สึกสบายขึ้นเท่านั้น ไม่ได้เป็นยารักษาหรือแก้หวัดโรคหวัดโดยตรง จึงควรให้ทานเมื่อเวลาต้องการบรรเทาอาการ ให้รู้สึกสบายขึ้นเท่านั้น

รวมไปถึงการใช้วิธีล้างจมูกให้ลูกหายใจสะดวก  โดยใช้น้ำเกลือและลูกยางแดง และเปิดเครื่องทำความชื้น อากาศในห้องจะได้ไม่แห้งเกินไป แต่อย่าใช้วิธีปรับระดับหัวเตียงให้สูงขึ้นหรือให้ลูกนั่งหลับในคาร์ซีทเด็ดขาด เพราะเป็นวิธีที่อันตราย

♦ ไข้เลือดออก (dengue hemorrhagic fever)

ไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกี ซึ่งมีอยู่ 4 สายพันธุ์ จัดอยู่ในกลุ่ม flavivirus และสามารถแพร่ได้โดยมียุงลายเป็นพาหะ อาการของโรคนี้คล้ายคลึงกับโรคไข้หวัด

อาการโรคไข้เลือดออก

มีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แต่แตกต่างกันที่ ไข้จะสูงกว่ามาก โดยอาจมีไข้สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยจะมีหน้าแดง และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อค่อนข้างมากกว่า หากทำการทดสอบโดยการรัดต้นแขนด้วยสายรัด จะพบจุดเลือดออก ผู้ป่วยอาจมีเลือดออกผิดปกติ

ในเด็กที่ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก มักพบว่า มีอาการในระยะเริ่มต้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งหากผู้ปกครองละเลยการพาผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล ก็มีโอกาสที่ผู้ป่วยเด็กจะเสียชีวิตเนื่องจากการรักษาที่ล่าช้าได้ ดังนั้นผู้ปกครองจึงควรสงสัยไว้ก่อนว่าบุตรหลานที่มีอาการไข้สูงในฤดูฝนอาจเป็นโรคไข้เลือดออก และควรรีบพาบุตรหลานไปรับการรักษา

การรักษาไข้เลือดออก

ในส่วนของการรักษา แพทย์จะทำการประเมินอาการของผู้ป่วยบ่อยๆ และทำการตรวจเลือดแบบทั่วไป และดูค่าความเข้มของเม็ดเลือดแดง เพื่อดูว่าผู้ป่วยมีจำนวนเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดสูงต่ำมากน้อยแค่ไหน รวมถึงตรวจดูความผิดปกติของระดับเอนไซม์ตับ คือ AST และ ALT ซึ่งจะช่วยบ่งบอกถึงความรุนแรงของโรคได้พอสมควร หากผู้ป่วยมีเม็ดเลือดแดงเข้มข้นขึ้น มีจำนวนเกล็ดเลือดลดต่ำลงมาก (จากหลายแสนลดลงเหลือเพียงไม่กี่หมื่น) ร่วมกับมีชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตต่ำ กระสับกระส่ายหรือซึมลง ปัสสาวะออกน้อยลง นั่นอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้ป่วยมีโอกาสเข้าสู่ระยะช็อกได้ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อจากนี้ แพทย์จะทำการย้ายผู้ป่วยไปยังห้องไอซียูเพื่อให้การดูแลอย่างใกล้ชิด และเตรียมการให้เลือดหรือสารน้ำเกลือที่จำเป็นเพื่อรักษาอาการช็อกจากการเสียเลือดภายในร่างกายที่เกิดจากภาวะไข้เลือดออกให้ทัน จนกว่าผู้ป่วยจะหายจากภาวะช็อก ซึ่งมักใช้เวลาอย่างน้อย 48-72 ชั่วโมงขึ้นไป3

สำหรับความเชื่อที่ว่าเด็กที่เคยเป็นไข้เลือดออกแล้วจะไม่เป็นอีก แต่ความจริงแล้วไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ (DENV 1-4) แต่ละปีผลัดเปลี่ยนกันระบาดในความชุกที่แตกต่างกัน คนจึงมีโอกาสเป็นซ้ำได้ในช่วงชีวิตถึง 4 ครั้ง

อ่านต่อ >> ระวังโรคที่ ลูกป่วยบ่อย แล้วสามารถเป็นซ้ำได้อีก” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อุทาหรณ์! เด็กชาย 7 ขวบ กางร่มกระโดดตึกจากชั้น 5 เพราะเลียนแบบฉากในการ์ตูน

เพราะพ่อแม่ปล่อยให้ลูกอยู่คนเดียว และชอบให้ลูกดูโทรทัศน์โดยพ่อแม่ไม่ได้คอยนั่งอธิบายเรื่องราวถูกผิด จึงทำให้มีข่าว เด็กชาย เลียนแบบการ์ตูน กางร่มแล้วกระโดดลงมาจากตึกชั้น 5 ตกกระแทกพื้นคอนกรีต แต่โชคดีที่ยังไม่เสียชีวิต

ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ของประเทศจีนรายงานว่า ได้มีคลิปวีดิโอเหตุการณ์สุดระทึกหวาดเสียวหนึ่งถูกส่งต่อบนโลกออนไลน์ของจีนอย่างแพร่หลาย โดยเป็นภาพของเด็กชายคนหนึ่งที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหน้าร้านตัดผม เนื่องจากกระโดดลงมาจากตึกโดยมีร่มคันหนึ่งอยู่ในมือ ซึ่งด้านข้างมีผู้ปกครองคนหนึ่งนั่งคุกเข่าร่ำไห้อยู่ ท่ามกลางฝูงชนจำนวนไม่น้อย

เด็กชาย เลียนแบบการ์ตูน

โดยเหตุการณ์นี้ได้พยานหลายคนที่เห็นและได้เผยว่า เด็กชายคนดังกล่าวร่วงตกลงมาจากตึกที่พักชั้น 5 แต่เนื่องจากตึกนั้นเป็นตึกที่พักแบบสองชั้นในชั้นเดียว ดังนั้นบริเวณชั้น 5 จึงมีความสูงเทียบเท่ากับตึกชั้น 10 ของตึกทั่วไป โดยหลังเกิดเหตุก็มีคนรีบแจ้งตำรวจให้เข้าช่วยเหลือ

เด็กชาย เลียนแบบการ์ตูน

ซึ่งแพทย์ได้แจ้งว่า ขณะนี้เด็กชายคนดังกล่าวพ้นขีดอันตรายแล้ว ส่วนสาเหตุเกิดจากวันเกิดเหตุเด็กชายอยู่บ้านคนเดียว แล้วเกิดอยากเลียนแบบหนังการ์ตูนที่ดูขึ้นมา จึงได้ถือร่มออกไปกางแล้วกระโดดลงจากตึก ซึ่งขณะที่เด็กกำลังดิ่งลงมา ก็ตกไปเกี่ยวบริเวณเสาไฟฟ้าชั้น 2 พอดี ก่อนร่วงกระแทกลงพื้น

เด็กชาย เลียนแบบการ์ตูน

เด็กชาย เลียนแบบการ์ตูนอย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ที่ผ่านมา ที่เด็กหญิงวัย 5 ขวบ เลียนแบบตัวการ์ตูนหมีขาว กางร่มกระโดดลงมาจากตึกชั้น 11 กระแทกระเบียงบริเวณชั้น 4 บาดเจ็บสาหัส เช่นกัน

เมื่อข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปก็มีชาวเน็ตมาแสดงความเห็นว่า นี่เคยเป็นความคิดหนึ่งที่ตนอยากทำเช่นกันเมื่อตอนยังเด็กเช่นกัน แต่ไม่กล้าพอ อย่างไรก็ดี เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ปกครองควรแนะนำบุตรหลานของตนขณะดูการ์ตูนหรือดูทีวีเพื่อให้เด็กมีความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ที่ถูกต้อง จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์การเลียนแบบ แบบผิดๆนี้อีก เพราะการเลียนแบบตัวละครการ์ตูนบางฉาก การณ์ตูนไม่ตาย แต่ในชีวิตจริงอาจจะทำให้อันตรายถึงแก่ชีวิตได้

⇒ แนะนำบทความน่าอ่าน ก่อนคลิกหน้าถัดไป!

ขอคุณข้อมูลข่าวและภาพจาก : news.sanook.com , society.qq.com

อ่านต่อ >> “วิธีจัดการพฤติกรรมการลอกเลียนแบบของลูกน้อย” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกไม่กินผัก

ลูกไม่กินผัก วิธีสอนลูกกินผัก ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง

ความสุขของคนเป็นแม่คือการที่ทำกับข้าวแล้วลูกกับสามีกินเกลี้ยงหมดจาน ถึงจะไม่ได้คำชม แต่ถ้าคนกินๆ ข้าวหมดจาน  เมนูกับข้าวเกลี้ยงสำรับ แค่นี้ก็ดีใจยิ้มแก้มแตกแล้วค่ะ แต่บางบ้านแม่ทำเมนูกับข้าวเอาใจลูกสารพัดก็ไม่ยอมกินเลย แถมยิ่ง ถ้าเป็นเมนูผัก ลูกมักเขี่ยทิ้ง!! ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีวิธีทำให้ ลูกไม่กินผัก ค่อยๆ เปิดใจยอมกินผัก มาฝากกันค่ะ

 

ลูกไม่กินผัก ส่งผลเสียต่อสุขภาพยังไง?

หากจะถามว่าถ้า ลูกไม่กินผัก เลยจะมีผลเสียต่อสุขภาพบ้างหรือเปล่า ขอตอบเลยว่า “มีค่ะ!!” เพราะผักเป็นหนึ่งในกลุ่มอาหารหลัก 5 หมู่ ที่เด็กควรจะต้องเริ่มกินมาตั้งแต่ช่วงวัยเริ่มอาหารเสริม และทานเรื่อยไปจนตลอดชีวิต “ผัก” จะมีทั้งวิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโนธรรมชาติที่จำเป็นต่อสุขภาพร่างกาย ที่สำคัญในผักยังอุดมไปด้วย กากใยอาหาร ที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดี ไม่มีอาการท้องผูกด้วยค่ะ

ในเด็กที่ไม่ได้รับการส่งเสริมให้ทานผักมาตั้งแต่เล็กๆ อาจมีปัญหาสุขภาพทั้งในระยะสั้น และระยะยาวหากยังมีพฤติกรรมไม่ทานผักต่อไปจนเติบโต เพราะการที่เด็กทานแต่อาหารซ้ำๆ เช่นเน้นทานแต่อาหารประเภททอดที่มีไขมันสูง  ทานแป้ง น้ำตาล และเนื้อสัตว์มากเกินไป จะทำให้ระบบการย่อยอาหาร และระบบขับถ่ายทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเลย จนเกิดการสะสมของอุจจาระในลำไส้ใหญ่ ผลเสียต่อสุขภาพคือ จะไปทำให้บริเวณเยื่อบุลำไส้สัมผัสอยู่กับสารก่อมะเร็งอยู่ตลอด แน่นอนว่าจะต้องมีปัญหาสุขภาพตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคมะเร็งลำไส้สาเหตุหนึ่งมักมาจากมีอาการท้องผูกสะสมมาเป็นเวลานาน

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กรุงเทพมหานคร แนะนำว่า “พ่อแม่ควรชักชวนให้ลูกกินผัก อย่าปล่อยให้พี่เลี้ยงทำอาหารง่ายๆ แต่ไม่ถูกหลักโภชนาการให้ลูกกิน พ่อแม่ควรใส่ใจ พิถีพิถันในการเลือกปรุงแต่งเมนูผักให้หลากหลาย และถูกใจเด็ก ๆ มากขึ้น เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมตั้งแต่การเลือกซื้อ การปรุง และมีเทคนิคที่ทำให้เด็กสนุกกับการรับประทานผัก รู้สึกว่าผักอร่อย ไม่ได้เหม็นหรือกินยากอย่างที่คิด และควรรับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัวอย่างน้อยวันล ะ 1 มื้อ จะช่วยให้เด็กมีทัศนคติที่ดีและรับประทานผักได้ง่ายขึ้น แล้วจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ”[1]

อ่านต่อ >> ลูกควรเริ่มกินผักตอนไหนดี? หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ไม่จดทะเบียนสมรส ลูกเป็นของใคร ถ้าพ่อแม่เลิกกัน?

การใช้ชีวิตคู่ร่วมกันถือเป็นการตัดสินใจของคนสองคน แต่บางครั้งการใช้ชีวิตคู่ก็ไม่ได้สุขสมดั่งใจหมาย มีทุกข์ มีสุข ปะปนกันไป หากคู่ไหนไปต่อไม่ได้เมื่อเดินมาถึงทางตันก็ต้องโบกมือบอกลากัน  ถามว่าถ้าพ่อกับแม่ ไม่จดทะเบียนสมรส ลูกเป็นของใคร ฝ่ายไหนจะได้สิทธิในการได้ลูกไปอยู่ด้วย ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะมาคลายข้อสงสัยนี้ให้ค่ะ

 

ไม่จดทะเบียนสมรส ลูกเป็นของใคร?

เมื่อไม่นานมานี้ หลายครอบครัวคงเห็นข่าวดังที่มีคุณพ่อท่านหนึ่งนำตำรวจไปรับลูกที่โรงเรียนมาอยู่ที่บ้าน เรื่องนี้ถูกเป็นที่สนใจจากสังคมอย่างมาก เนื่องจากฝ่ายคุณแม่ได้ออกมาเรียกร้องขอลูกคืน และมีการพูดถึงสิทธิในการดูแลลูกแต่เพียงผู้เดียว

จากเรื่องนี้มีหลายครอบครัวเลยที่ส่งอีเมลมาสอบถามกรณีนี้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ลูกควรได้อยู่กับใคร และใครมีสิทธิในตัวลูก ต้องย้อนกลับไปว่าพ่อกับแม่ได้จดทะเบียนสมรสด้วยกันหรือไม่ เพราะหากเลิกกันจะมีข้อกฎหมายที่ระบุสิทธิว่าใครจะได้ลูกไปอยู่ด้วย ซึ่งในกรณีพ่อแม่เลิกกันแต่ ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ลูกเป็นของใคร อยากให้หลายๆ ครอบครัวที่กำลังประสบกับเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกันนี้ได้ศึกษาข้อกฎหมายให้ละเอียด เพื่อจะได้ลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการที่ตกลงเจรจากันไม่ลงตัว

เพราะอย่าลืมว่าถึงแม้จะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ก็ต้องดูแลลูกร่วมกัน ที่ถึงแม้ว่าลูกจะต้องไปอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ตามแต่ เพราะท้ายที่สุดแล้วความเป็นพ่อแม่ก็ยังคงต้องทำหน้าที่มอบความรัก ความอบอุ่นให้ลูกกันอยู่ต่อไปค่ะ

อ่านต่อ >> ลูกเป็นของใคร ถ้าพ่อแม่เลิกกัน หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีทำลูกชาย

ท่าไหนได้ลูกชาย กับสูตรทำลูกชาย ซึ่งว่าที่คุณพ่อคุณแม่ต้องลอง!!

ท่าไหนได้ลูกชาย หรือทำอย่างไรให้ได้ลูกชาย เพราะการมีลูกชายเป็นความหวังของหลายๆบ้านที่อยากมีลูกชายไว้สืบทายาทวงศ์ตระกูลต่อไปให้ยาวนาน แต่การจะได้ลูกชายสำหรับหลายบ้านอาจเป็นเรื่องยาก เพราะบางครอบครัวก็พยายามปั๊มลูกจน 3-4 คนก็ได้แต่ลูกสาว แล้วจะทำอย่างไรให้ได้ลูกชายสมใจหมาย ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids ได้รวบรวมวิธีการทำลูกชาย ด้วยสูตร และท่าทางต่างๆ มาฝากค่ะ ลองไปดูกันดีกว่าว่าจะมีวิธีการอย่างไรบ้าง

ทำ ท่าไหนได้ลูกชาย กับ สูตรทำลูกชาย ที่คู่รักต้องลอง!!

ท่าไหนได้ลูกชาย

ทำความรู้จักกับตัวอสุจิเพศผู้

อันดับแรกว่าที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจกลไกของอสุจิเสียก่อน โดยคุณผู้ผู้ชายจะเป็นคนที่ชี้ชะตาเพศของลูก ส่วนคุณผู้หญิงจะผลิตโครโมโซม x เสมอ ในขณะที่อสุจิของคุณผู้ชายจะเป็นโครโมโซม x หรือไม่ก็ y เพราะฉะนั้นเพศของเด็กขึ้นอยู่กับว่าโครโมโซมจากอสุจิของผู้ชายตัวไหน จะสามารถวิ่งว่ายเข้าไปเจาะในรังไข่ได้ก่อน (โครโมโซม xx จะเป็นเพศหญิง ส่วนโครโมโซม xy จะเป็นเพศชาย)

ดังนั้น ถ้าอยากจะได้ลูกชาย ก็ต้องเพิ่มความน่าจะเป็นที่โครโมโซม y จะต้องไปให้ถึงรังไข่ได้ก่อน โดยนักวิจัยทางการแพทย์หลายคนเชื่อว่า

⇒ บทความแนะนำน่าอ่าน : วิธีทำลูกสาว ไม่ใช่เรื่องยาก ต้องลองสูตรนี้!!!

ท่าไหนได้ลูกชาย

Y : คือ ตัวอสุจิเพศผู้ สามารถเคลื่อนตัวได้เร็วกว่าตัวอสุจิเพศเมีย และชื่นชอบความเป็นด่างโดยจะว่ายได้เร็วขึ้น แต่ถ้าเจอความเป็นกรดก็จะทำให้ช้าลง และสามารถตายได้ถ้าเจอความเป็นกรดสูงในช่องคลอด

ดังนั้นคุณผู้หญิงจึงต้องให้ช่องคลอดมีสภาวะเป็นด่างด้วย เพื่อเอื้ออำนวยให้สเปิร์มเพศผู้ตะลุยว่ายไปถึงรังไข่ก่อนสเปิร์มเพศเมีย จึงจะได้ลูกชาย แล้วจะต้องทำอย่างไรให้ช่องคลอดของคุณผู้หญิงเป็นด่าง?

วิธีการทำให้ช่องคลอดมีสภาวะเป็นด่าง

คุณผู้หญิงสามารถทำช่องคลอดให้มีสภาวะที่เป็นด่างได้ โดยการสวนล้างช่องคลอด โดยใช้ โซเดียมไบคาร์บอเนต (ผงฟูที่ใช้ทำเค้ก) ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกันน้ำสะอาด 1 ลิตร ก่อนมีเพศสัมพันธ์ 1 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นวิธีการนี้เป็นคำแนะนำที่บอกต่อกันมา ซึ่งทาง Amarin Baby & Kids ไม่แนะนำให้ทำตาม แ เพราะทางการแพทย์ได้ทำการวิจัยมาแล้วและพบว่ามันไม่ได้ผล ทั้งยังมีแต่จะก่อให้เกิดอันตรายอีกด้วย เนื่องจากความเป็นกรดหรือด่างบางชนิดอาจทำให้เกิดอันตรายต่อช่องคลอดได้แถมยังเป็นวีที่แสนลำบากอีกต่างหาก จึงเขียนให้ทราบ และอธิบายให้เข้าใจ เพียงแค่นั้น

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก!

อ่านต่อ > >”วิธีการเลือกเพศลูกชาย กับเรื่องอาหารการกิน” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

Tags

โรคตับอักเสบ

โรคตับอักเสบ ภัยเงียบคร่าชีวิตคนในครอบครัว

การไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐของชีวิต เพราะเราต่างก็ยังมีอีกหลายเรื่องให้ได้ทำ และเรียนรู้  ยิ่งกับคนที่มีครอบครัวยิ่งอยากมีชีวิตที่แข็งแรงยืนยาวเท่าที่จะมีได้ ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะมาชวนให้ทุกครอบครัวได้ตื่นตัวในการดูแลสุขภาพให้ห่างไกล โรคตับอักเสบ ซึ่งที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้กลายเป็นภัยเงียบคร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดอีกโรคหนึ่งเลยค่ะ

 

โรคตับอักเสบ เสียงเตือนจากองค์การอนามัยโลก!

เมื่อเร็วๆ นี้ องค์การอนามัยโลก ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลทั่วโลกรับมือโรคตับอักเสบ อย่างเร่งด่วน ยอดตายสูง ต่อเนื่อง ระบุรายงานใหม่ พบทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิด B หรือ C มากถึง 325 ล้านคน จนถือเป็นเรื่องท้าทายด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่

Must Read >> โรคมะเร็งในเด็ก ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

เว็บไซต์องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกแถลงการณ์เมื่อ 21 เม.ย. เรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกรับมือกับโรคตับอักเสบ หลัง ข้อมูลใหม่ของ WHO ประจำปี 2017 พบว่า มีประชาชนทั่วโลกจำนวนมากถึง 325 ล้านคน ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิด B  (HBV) หรือไม่ก็ตับอักเสบ ชนิด C (HCV) โดยตามรายงานของ WHO ยังระบุว่า ผู้คนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเหล่านี้ ไม่ สามารถเข้าถึงการตรวจสอบว่าตนเองติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ และไม่สามารถเข้าถึงการรักษา จึงเป็นผลทำให้ประชาชน หลายล้านคนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ตกอยู่ในความเสี่ยงของการพัฒนาอย่างช้าๆ ไปสู่การป่วยด้วยโรคตับเรื้อรัง มะเร็งตับ และเสียชีวิตในที่สุด

ข้อมูลข่าวจาก – ข่าวไทยรัฐ www.thairath.co.th

อ่านต่อ >> อันตรายจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พ่อพาลูกฝาแฝด พรากไปจากอกยาย น่าสงสาร! หนูน้อยฝาแฝดร้องไห้จ้า.. ต้องจากยายที่เลี้ยงมาตั้งแต่เกิด

พ่อพาลูกฝาแฝด พรากไปจากอกยาย  …ด.ญ.ฝาแฝด 2 คน ถูกพ่อแท้ๆ มารับเอาตัวไป ท่ามกลางเสียงร้องไห้อย่างน่าสงสาร เพราะเด็กน้อยทั้ง 2 ไม่ยินยอมไปจากยายและป้า เนื่องจากความผูกพันที่เลี้ยงกันมาตั้งแต่แบเบาะจนอายุ 7 ขวบ

 

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2560 โลกโซเชียลได้มีการแชร์โพสต์โดยผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก Eggnoid Thanapat Boonaree ซึ่งเผยให้เห็นเหตุการณ์คนกลุ่มหนึ่งกำลังรุมแย่งเด็กหญิงไปจากยาย โดยผู้ใช้งานเฟซบุ๊กดังกล่าวระบุว่า แม่ของเด็กเสียชีวิตตั้งแต่คลอด และเด็กก็อาศัยอยู่กับยายมาตลอดจนถึง 7 ขวบ แต่อยู่ดีๆ พ่อของเด็ก ก็พาตำรวจและทนายมารับตัวเด็กเข้าไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย ซึ่งฝ่ายยายก็ต้องยินยอมให้ไป แต่เด็กกลับร้องไห้ออกมาเพราะไม่อยากไปเพราะไม่คุ้นเคยกับพ่อ ทำให้เด็กหญิงทั้ง 2 ต่างร้องไห้เสียงดังลั่นเป็นที่น่าสงสารอย่างมาก

ทั้งนี้ ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กรายนี้ ยังโพสต์ด้วยว่า

“อยากทราบว่าทนายมีสิทธิมาดึงกระชากเด็กขึ้นรถหรือป่าวค่ะ #ขอคำแนะนำจากท่านที่มีความรู้ด้วยค่ะ คือเด็กไม่ยินยอมที่จะไปกับทางฝ่ายพ่อเลยเพราะไม่มีความผูกพันธ์กัน ทางทนายเราก้อไม่ทราบว่าเค้าเป็นทนายจริงหรือป่าวเพราะเค้าไม่เคยแสดงหลักฐานว่าเค้าเป็นทนายให้ทางเราทราบเลย #และทนายไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้หรือคะที่จะมาเอาเด็กไปแต่คุณเป็นทนายกลับดึงกระชากเด็กไปขึ้นรถ เด็กร้องไห้แทบจะตาย แต่พวกคุณไม่สงสารเลยหรอค่ะ #ทั้งที่เหตุเกิดขึ้นที่สถานีตำรวจอุทมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษทำไมทางตำรวจจึงยืนดูเฉยๆไม่ช่วยมาไกล่เกลี่ย หรือให้มาเจรจากันใหม่แต่คุณกลับมองดูเฉยๆ ทางเราได้มอบสิทธิให้ฝ่ายพ่อโดยชอบธรรม เพราะฝ่ายพ่อเด็กบอกว่าถ้าไม่มอบสิทธิให้เค้าแสดงว่าทางเรากีดกัน แต่ทางเรายินยอมให้เด็กไปแต่ต้องไปโดยยินยอมไม่ใช่การบังคับใจ”

พ่อพาลูกฝาแฝด พรากไปจากอกยาย

ชมคลิป >> เหตุการณ์ พ่อพาตัวเด็กน้อย 2 ฝาแฝดไปจากยายและป้า คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

จะเป็นอย่างไร! เมื่อลูกน้อยในครรภ์ได้กลิ่นควันบุหรี่

ภัยของกลิ่นบุหรี่กับทารก …แน่นอนว่าการสูบบุหรี่เป็นอันตรายทั้งสุขภาพของผู้สูบเองและบุคคลใกล้ชิด เพราะผู้สูบบุหรี่ไม่ได้สูบควันบุหรี่เข้าไปทั้งหมด แต่เป็นแค่การสูบควันบุหรี่บางส่วนแล้วพ่นควันบุหรี่เกือบทั้งหมดออกมา ซึ่งอันตรายที่มีจากควันบุหรี่นั้นมีมากมาย ยิ่งถ้าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้นต้องมาสูดดม หรือเพียงแค่ได้กลิ่นควันบุหรี่แล้วละก็ จะมีผลร้ายแรงต่อทารกในครรภ์จนถึงขั้นทำให้ทารกพิการได้เลยทีเดียว

ภัยของกลิ่นบุหรี่กับทารก ด้วยภาพอัลตร้าซาวน์ 4D กับปฏิกิริยาเมื่อทารกในครรภ์ได้กลิ่นบุหรี่

ภัยของกลิ่นบุหรี่กับทารก

มีผลการวิจัยของ Dr Nadja Reissland จากมหาวิทยาลัยเดอรัม (Durham University) เกี่ยวกับผลกระทบของการสูบบุหรี่ในขณะตั้งครรภ์ พร้อมกับเผย ภาพอัลตราซาวน์ 4 มิติ หรือ 4D ที่แสดงถึงภาพของทารกในครรภ์ที่มีลักษณะการเจริญเติบโต รวมไปถึงการหายใจที่ผิดปกติ และพบว่ามีจำนวนหลายรายถึงขั้นเสียชีวิตภายในครรภ์ไปเลยก็มี

จะเกิดอะไรขึ้น หากทารกได้รับควันบุหรี่ตั้งแต่อยู่ในท้อง

ทารกที่คลอดออกมาจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าทารกปกติประมาณ 170 – 200 กรัม ความยาวเส้นรอบศีรษะ และช่วงไหล่มักสั้นกว่าทารกปกติ  และอาจมีความผิดปกติทางระบบประสาท และอาจเป็นโรคหัวใจแต่ กำเนิด เพราะนิโคตินจากบุหรี่  จะทำให้เส้นเลือดบริเวณรกหดตัว และก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ทำให้ออกซิเจนที่ไปเลี้ยงทารกลดลง ทารกจะได้รับทั้งเลือดและออกซิเจนน้อยกว่าปกติ

ยิ่งไปกว่านั้น ทารกอาจมีโครงสร้างของสมองไม่สมบูรณ์ อ่อนแอ และมีปัญหาในพัฒนาการต่อไป ส่วนปอดของทารกจะไม่สมบูรณ์ เพราะสารพิษในบุหรี่จะไปทำลายปอด โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงที่มีการพัฒนาของปอด หนำซ้ำพิษของบุหรี่ยังส่งผลให้ทารกมีโอกาสเสี่ยงเกิดโรคไหลตายในเด็กสูงมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคนี้

อย่างไรก็ตาม รกคือสายสัมพันธ์ระหว่างแม่และทารกในครรภ์ หากแม่รับประทานอาหารที่ดี มีจิตใจเบิกบานแจ่มใส และได้รับแต่อากาศที่บริสุทธิ์ตลอดอายุครรภ์ เชื่อได้ว่าลูกน้อยจะต้องมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีอย่างแน่นอน

แต่หากคุณแม่ตั้งครรภ์ยังคงสูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่อย่างต่อเนื่องจากคน ใกล้ชิด โดยเฉพาะคุณพ่อ ลูกก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยตั้งแต่ในครรภ์ และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ เพราะสารพิษในควันบุหรี่จะสามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ทารกในครรภ์โดยผ่านทางรกได้

♥ บทความน่าสนใจ ควรอ่าน : พัฒนาการทารกในครรภ์ 1-9 เดือน (มีคลิป)

 


ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก : www2.manager.co.th

คลิกดู “ภาพอัลตร้าซาวน์ 4D ของลูกน้อยที่แม่สูบบุหรี่ตอนตั้งครรภ์ และแม่ไม่สูบบุหรี่” หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ไข้หลังคลอด

ไข้หลังคลอด สัญญาณร้ายที่ต้องพบแพทย์ทันที!!

ไข้หลังคลอด สามารถเกิดได้กับคุณแม่ทุกคน เพราะช่วงหลังคลอดร่างกายต้องการการฟื้นฟูมากเป็นพิเศษ เนื่องจากสูญเสียสารอาหารที่ถูกดึงไปใช้สร้างทารก เสียพลังงานในการคลอด เสียเลือดระหว่างคลอด และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนต่าง ๆ มากมาย ร่างกายคุณแม่จึงอ่อนแอมากกว่าปกติ อาจทำให้ป่วยและเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ง่าย เพื่อให้กลับมาเป็นคุณแม่วัยสาวสุขภาพแข็งแรงเหมือนเดิม วันนี้เรามีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับอาการ ไข้หลังคลอด ที่เป็นสัญญาณเตือนให้ต้องรีบพบแพทย์ทันที ก่อนที่จะสายเกินไปมาฝากค่ะ

ไข้หลังคลอด เป็นอย่างไร และอันตรายแค่ไหน

อาการไข้หลังคลอดเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ทุกคน เนื่องจากอวัยวะภายในถูกกระทบกระเทือนจากการคลอด ทำให้เกิดการอักเสบหรือระบม ซึ่งอาการอาจเริ่มตั้งแต่เมื่อยเนื้อตัว ปวดตัว มีไข้ต่ำ ๆ ซึ่งหากมีอาการไม่มาก จะสามารถหายเองใน 1-2 วัน แต่หากอวัยวะภายในหลายส่วนเกิดการอักเสบและติดเชื้อ อาจมีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องหลายวัน จนเกิดภาวะแทรกซ้อน และเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งอาการไข้หลังคลอดเกิดได้จากหลายสาเหตุ

  1. ไข้หลังคลอด จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนกับโปรเจสเตอโรนเพิ่มสูงขึ้น จนกระทั่งหลังจากคลอดแล้ว ฮอร์โมน 2 ตัวนี้จะลดต่ำลง จึงทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน เป็นเหตุให้เกิดอาการไข้ หนาวสั่นได้ในช่วง 1-2 วันหลังคลอด ฮอร์โมนจะใช้เวลาปรับสภาพประมาณ 6 สัปดาห์ จึงจะกลับมาเป็นปกติ แต่หากไข้ยังไม่ลดลง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยต่อไป

  1. ไข้หลังคลอดจากเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ

เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อภายในมดลูก ซึ่งสามารถติดเชื้อได้ทั้งในช่วงตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด และหลังคลอด เช่น การผ่าคลอด ภาวะคลอดยาก ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนจะคลอดลูกเป็นเวลานาน โดยจะมีอาการต่าง ๆ หลังติดเชื้อมาแล้ว 3-4 วัน เช่น ไข้สูง 38-39 องศาเซลเซียส อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดท้องน้อย เจ็บช่องคลอด ตกขาวมีสีและกลิ่นผิดปกติคล้ายหนอง หากไม่ได้รับการรักษา หรือปล่อยไว้นาน อาจเกิดอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงได้

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ อาการไข้หลังคลอด จากสาเหตุอื่นๆ คลิกหน้า 2

แม่จ๋า!! ลูกคันแค่ไหนเมื่อถูกยุงกัด

ธรรมชาติผิวของลูกน้อยมีทั้งความอ่อนโยนและบอบบาง  และบางครั้งอาจเกิดการคัน ระคายเคืองจากยุง หรือมดกัดและแมลงต่างๆ เพื่อลดปัญหาเรื่องผิวที่จะตามมา คุณแม่สามารถดูแลผิวลูกง่ายๆ ให้สุขภาพดีได้ นั่นคือ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่อ่อนโยนต่อผิวลูกน้อย รวมทั้งสามารถปกป้องผิวลูกจากอาการคัน ระคายเคือง อ่อนโยนต่อผิว ช่วยดูแลผิว เพื่อปกป้องการเกิดความระคายเคืองกับผิวของลูก ซึ่งผลิตภัณฑ์นั้นๆ ต้องมีส่วนผสมที่อ่อนโยน ปลอดภัยต่อผิวบอบบางของลูก และไม่แสบร้อน

วิธีดูแลผิวที่บอบบางของลูก
แม่จ๋ารู้ไหม? เด็กน้อยวัยขวบแรก มีผิวหนังที่บอบบางกว่าผู้ใหญ่ ถึง 3 เท่า ดังนั้นผิวของหนูจึงไวต่อสิ่งเร้าภายนอกเป็นอย่างมาก และยังไม่สามารถปรับตัวให้รับมือกับเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัสต่างๆ ได้ แต่เมื่อโตขึ้น ผิวของหนูก็จะปรับสภาพกับสภาวะภายนอกได้เอง

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจดูแลผิวหนูให้มาก เพราะถ้าไม่ดูแล หรือดูแลป้องกันไม่ดีแล้วปัญหาผิวหนังนั้นอาจจะลุกลาม เป็นผด ผื่นแพ้ และโดยทั่วไปเมื่อเด็กๆ อย่างหนูโดนแมลงกัด เช่น มด หรือยุง จะทำให้เกิดเป็นตุ่มบวมแดง และมีอาการคันร่วมด้วย ถ้าอาการแพ้รุนแรงก็อาจเห็นเป็นตุ่มใสได้ ซึ่งนั้นเกิดจากการแยกตัวของผิวหนัง ชั้นบน แต่ถ้ามีอาการหนังหลุดและมีน้ำใสๆ ออกมาด้วย แม่จ๋าก็ต้องคอยระวังเรื่องการติดเชื้อแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรีย และรักษาด้วยการทายาฆ่าเชื้อแบคทีเรียด้วยนะจ๊ะ

โดยทั่วไปหลังจากถูกยุงกัดจะเกิดเป็นตุ่มสีแดงมีอาการคัน ซึ่งอาการคันนี้อันเนื่องมากจากเมื่อยุงกัดจะปล่อยน้ำลายออกมาซึ่งในน้ำลายนี้เองมีสารโปรตีนที่เป็นสาเหตุของผื่นคันและการแพ้ และหากเด็กคนไหนมีอาการแพ้ยุงจริงๆ หลังถูกกัดจะพบตุ่มนูนแดงคงอยู่นานหลายวัน หรือพบตุ่มนูนแดงขนาดใหญ่ (บางครั้งใหญ่เกิน 5 เซนติเมตร) ตุ่มน้ำพอง จ้ำเลือด ในบริเวณที่โดนกัด เด็กบางคนอาจมีผื่นลมพิษทั่วตัวหรือลมพิษชนิดลึกร่วมกับมีอาการหมดสติได้ แต่ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาคือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการที่หนูไปเผลอแกะเกาและมีรอยดำตามมาได้บ่อยเลยจ้ะ

เมื่อโดนแมลงกัดต่อยไปแล้ว สิ่งที่พ่อแม่ต้องระวังคือเรื่อง การติดเชื้อแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรีย การรักษาต้องทายา และรักษาความสะอาดให้ดีที่สุด

วิธีการป้องกันลูกจากการถูกยุงกัดเป็นเรื่องสำคัญ แม่จ๋าควรหลีกเลี่ยงที่จะพาหนูไปในสถานที่ซึ่งมียุงมาก หรือในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรใส่เสื้อแขนยาว ขายาว และทายากันยุงให้หนูก็จะลดโอกาสเกิดผื่นได้มากจ้ะ

ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและเหมาะกับผิวเด็ก
การเลือกผลิตภัณฑ์ในการดูแลผิวลูกก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ เพราะผิวของหนูจะมีความอ่อนโยนและบอบบางกว่าผู้ใหญ่มาก ดังนั้น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนต่อผิวลูกเป็นพิเศษ และไม่แสบร้อน ไม่สร้างความระคายเคืองให้แก่ผิว เช่น ยาทากันยุง ควรจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสาร DEET อ่อนโยนกับผิว กลิ่นไม่ฉุน ปราศจากสารเคมี Alcohol และน้ำหอม 

ยาหรือยาหม่องบรรเทาแมลงกัดต่อยคุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ยา หรือยาหม่อง เพื่อใช้ทาผิว และรักษาอาการคันของลูกน้อยอันเนื่องจากการถูกแมลงสัตว์กัดต่อยได้ และที่สำคัญควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่แสบร้อนต่อผิว มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ไม่ควรมีกลิ่นฉุน ปลอดภัยกับผิวบอบบางของลูก หรือแม้ผิวแพ้ง่าย

ผิวที่บอบบางของลูกจะใสและเนียนนุ่ม รวมทั้งได้รับการปกป้องให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ใส่ใจดูแลและเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าปลอดภัยต่อผิวลูก ผิวที่สุขภาพดีเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการส่งเสริมพัฒนาการที่ดี ช่วยให้ลูกอารมณ์ดี และสมาธิดี และพร้อมในการเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ และมีพัฒนาการที่ดีสมวัย

ท่าโยคะ หลังลูกหย่านม

7 ท่าโยคะ หลังลูกหย่านม ช่วยเต้านมแม่หายเหี่ยวกลับมาเต่งตึงอีกครั้ง

ผู้หญิงเราตั้งแต่รู้ตัวว่ากำลังจะเป็นแม่คน จากที่รักสวยรักงามกลัวว่าหุ่นเสีย ผิวแตกลาย ก็กลายเป็นคนที่ยอมเสียสละเพื่อลูก ส่วนเรื่องสวย หยุดไว้ก่อนรอได้ ขอแค่ลูกแข็งแรงสมบูรณ์เป็นพอใจ ยิ่งพอลูกคลอดมา มีคนบอกว่าให้ลูกดูดนมจากเต้าแม่นานๆ ระวังนมเหี่ยว นมหย่อนยาน!!   ทีมงาน Amarin Baby & Kids  จึงมีท่าโยคะ หลังลูกหย่านม ช่วยเต้านมแม่กลับมาเต่งตึง มาฝากกันค่ะ

 

ท่าโยคะ หลังลูกหย่านม ช่วยเต้านมแม่หายเหี่ยว ได้จริงหรือ?

หลังจากที่ลูกกินนมแม่มาได้ 6 เดือน ถึง 1 ขวบ (หรือมากกว่านี้ยิ่งดี) ก็เริ่มจะมีคุณแม่หลายคนกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาให้ลูกหย่านมแม่ แล้วเตรียมลูกให้พร้อมในทักษะด้านอื่นๆ ที่สำคัญกับช่วงวัยของลูกต่อไป

แต่ระหว่างที่ลูกเริ่มถอยห่างจะเต้านมแม่ได้แล้ว ก็เป็นช่วงเวลาที่คุณแม่จะกลับมาฟิตสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้มีแรงพลังในการดูแลลูกในทุกๆ วัน จากหุ่นที่ยังอวบอั๋น พุงที่หน้าท้องก็ยังไม่กระชับ ส่วนหน้าอกเต้านมทั้งสองข้างก็ยังเหี่ยว หย่อนๆ ยานๆ ไม่กระชับเต่งตึงสักเท่าไหร่ เวลาใส่เสื้อผ้าก็ดูไม่สวยไม่งามเหมือนกับคนอื่นเขา

 

Must Read >> หย่านมแม่ เมื่อไหร่? ยังไงดี?

 

 

เอาล่ะค่ะ ได้เวลาที่แม่หลังหย่านมลูก จะเรียกคืนหุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์มอีกครั้ง ยิ่งโดยเฉพาะตรงหน้าอกหน้าใจ ที่ต้องเรียกความมั่นใจ ให้สามีได้ตะลึง และเรียกที่รักจ๋ากันทุกคืน แม่ๆ อย่ารอช้า เพราะโยคะเฉพาะท่า ช่วยคุณแม่ได้ค่ะ

ประโยชน์ของโยคะ คือ ช่วยให้เลือดลมภายในร่างกายไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีมากขึ้น โยคะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อพับ ข้อต่อ ข้อเอ็นของร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น โยคะช่วยให้ผิวหนัง รูปร่าง อวัยวะภายนอกอย่างสะโพก ต้นขา เต้านมกระชับเข้ารูปมากขึ้น ที่สำคัญโยคะช่วยให้มีสมาธิ ผ่อนคลายจากความเครียดด้วยค่ะ

อ่านต่อ >> 7 ท่าโยคะ ช่วยเต้านมแม่เด้งเต่งตึง หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สามีนอกใจตอนตั้งครรภ์ จะทำให้ โชคร้าย ทำอะไรไม่เจริญจริงหรือ?

สามีนอกใจตอนตั้งครรภ์ …ปัญหานี้อาจเป็นเพราะเมื่อคุณแม่ตั้งท้อง ทำให้ความต้องการทางเพศลดลง และกลัวเป็นอันตรายกับลูกในท้อง ทำให้ไม่ยอมร่วมหลับนอนกับสามีดังเช่นเคย

ทำให้ผู้ชายเมื่อไม่ได้รับการตอบสนองภายในบ้านหรือได้รับน้อยกว่าที่ควรได้รับ จะเกิดอาการ อดอยากปากแห้งจนต้องไปพึ่ง ‘หน่วยบรรเทาทุกข์’ นอกบ้านนั่นเอง

สาเหตุที่สถาบันครอบครัวมีปัญหาแตกแยกหย่าร้างสูง เนื่องมาจากขาดคุณสมบัติหลักๆ 4 ข้อด้วยกัน1

สามีนอกใจตอนตั้งครรภ์

  1. ขาดความซื่อสัตย์ จริงใจต่อกัน ในช่วงแรกรักต่างก็รักและภักดีต่อกัน พอมาเป็นสถาบันครอบครัว ความรักนั้นจืดจางลงไปตามวันเวลา ต่างฝ่ายต่างมีเรื่องซ่อนเร้นระหว่างกัน แทนที่จะรักเดียวใจเดียว ก็เป็นรักคนเดียว แต่ว่ามีคนอื่นสำรองเอาไว้ มนุษย์เรานั้นทันทีที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อกันเค้าลางแห่งความหายนะมันก็เริ่มต้นแล้ว
  2. ขาดความอดทนที่จะร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วยกัน พอแต่งงานอยู่กินด้วยกัน แล้วมีปัญหาชีวิตคู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดจากสาเหตุใดก็ตาม อยู่ร่วมกันแล้วมีแต่ความทุกข์ มีแต่ปัญหา มีแต่ความยุ่งเหยิงวุ่นวายใจ ซึ่งในขณะที่ใช้ชีวิตโสดไม่เป็นอย่างนั้นก็เริ่มรับไม่ได้ พอรับไม่ได้ แล้วสั่งสมมากเข้า ก็เกินขีดอดทน สุดท้ายก็เลิกร้างห่างเหินกันไป ต่างคนต่างไปทางใครทางมัน
  3. ขาดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เมื่ออยู่ด้วยกันแล้วพอมีปัญหาแทนที่จะยืดหยุ่น แทนที่จะมีการปรับตัว แทนที่จะมีการให้โอกาส ต่างฝ่ายต่างก็ถือเอาอัตตาหรือตัวตนของตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ยอมเรียนรู้ไม่ยอมฟังกัน เมื่อไม่ยอมยืดหยุ่น ต่างคนก็ต้องต่างไป ทางใครทางมันเช่นเดียวกัน
  4. ขาดการเข้าใจในการสื่อสารระหว่างกันและกัน เมื่อปัญหา ไม่ยอมเจรจาสันติภาพ ใช้วิธีนิ่ง ใช้วิธีนินทา ใช้วิธีสร้างโลกของตัวเองซ้อนขึ้นมาในโลกของครอบครัว เมื่อไม่สื่อสารกัน ปัญหาก็ยังคงเป็นปัญหา สุดท้ายเมื่อเหตุการณ์รุนแรงถึงที่สุด ก็ต้องเลิกรากันไป หลายคนที่เลิกร้างกันไป ไม่ใช่หมายความว่าไม่รักกัน แต่ขาดการเจรจาหรือขาดการสื่อสารที่ดีระหว่างกัน

สามีนอกใจตอนตั้งครรภ์ จะทำให้ โชคร้าย ทำอะไรไม่เจริญจริงหรือ?

การที่ สามีนอกใจตอนตั้งครรภ์ จะทำให้ โชคร้าย ทำอะไรไม่เจริญจริงหรือไม่นั้น ลองไปดูผลกรรมที่ทางพระพุทธศาสนาได้สอนไว้ เกี่ยวกับศีลข้อ 3 กาเมสุมิจฉาจาร  หมายถึง ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ซึ่งการที่จะผิดศีลข้อ 3 หรือ ศีลในข้อนี้ขาดนั้น เราวัดจากองค์ประกอบ 4 ต่อไปนี้ 1. หญิงหรือชายที่ไม่ควรละเมิด 2. มีจิตคิดจะเสพเมถุน (เสพกาม) 3. ประกอบกิจในการเสพเมถุน (กอด จูบ ลูบ คลำ) 4. ยังอวัยวะเพศให้ถึงกัน เมื่อดำเนินการครบองค์ประกอบดังกล่าว ศีลข้อ 3 นั้นก็ได้ขาดทันที

โดยส่วนใหญ่การกระทำผิดในข้อนี้ คนส่วนมากมักจะนึกถึงการประพฤติผิดในกามหรือการล่วงประเวณี อันเป็นการกระทำลามก ซึ่งบัณฑิตทั้งหลายพึงติเตียน นั้นคือ การทำผิดลูกเมียเขา ซึ่งเป็นความประพฤติที่สังคมทั่วไปไม่ยอมรับ ผู้ที่กระทำจึงต้องมีพฤติกรรมที่ปิดบังและซ่อนเร้น

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก!

อ่านต่อ >> “ผลกรรมที่ สามีนอกใจตอนตั้งครรภ์ จะได้รับในภายหลังการเกิด” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เทคนิค ลดลูกป่วย จากอากาศร้อน

10 เทคนิค ลดลูกป่วย จากอากาศร้อน

พอเข้าฤดูร้อน ก็ต้องทนร้อนอบอ้าวแสบผิว เหงื่อไหลไคลย้อยกันไปจนถึงกลางๆ เดือนพฤษภาคมนู่นเลยค่ะ แต่กว่าจะถึงฤดูฝนเย็นชุ่มช่ำกาย สบายใจ เรามาเตรียมสุขภาพของเด็กๆ และทุกคนให้พร้อมรับมือกับอากาศที่ร้อนปรอทแตกของบ้านเรากันก่อนดีกว่า ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี เทคนิค ลดลูกป่วย จากอากาศร้อน มาบอกให้ทุกครอบครัวทราบกันค่ะ

 

เทคนิค ลดลูกป่วย จากอากาศร้อน

คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ในฤดูร้อนตอนนี้เกือบจะ 365 วันเลยก็ว่าได้ที่คนไทยจะได้สัมผัสกับหน้าร้อนมากเสียกว่าฤดูฝน และฤดูหนาว ยิ่งจังหวัดแถบภาคกลางจะได้เจอกับหน้าร้อนมากกว่าหน้าฝน และหน้าหนาวซะเป็นส่วนมาก

ซึ่งความร้อนจากอากาศทำให้ไม่ว่าจะผู้ใหญ่ คนชรา และเด็กเล็ก เป็นขอถอยหลบอยู่แต่ในร่มดีเสียกว่าออกไปข้างนอกแล้ว เหงื่อออกเหนียวเหนอะหนะไม่สบายตัว ยิ่งโดยเฉพาะกับเด็กเล็กๆ นี่ป่วยไข้จากอากาศร้อนได้ง่ายมาก เนื่องจากภูมิคุ้ม ร่างกายยังไม่แข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับโรคภัยที่แฝงมากับอากาศร้อน

และอย่างที่ทุกคนสงสัยค่ะว่า ความร้อนในอากาศแบบไหนที่เรียกว่า ร้อนพอทนได้ หรือ ร้อนแบบทนไม่ได้ ต้องขออาบน้ำคลายร้อนระหว่างวัน

กรมอุตุนิยมวิทยาได้แบ่งเกณฑ์อากาศร้อนออกมา ดังนี้ คือ

  1. อากาศร้อน ที่จะมีอุณหภูมิของวันตั้งแต่ 35.0 – 39.9 องศาเซลเซียส
  2. อากาศร้อนจัด ที่จะมีอุณหภูมิของวันตั้งแต่ 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป

แบบนี้พอจะเข้าใจกันแล้วนะคะว่าเวลาที่เห็นข่าวพยากรณ์อากาศแจ้งสภาพอากาศให้ทราบว่าวันนี้ พรุ่งนี้ อุณหภูมิจะสูง จะลดลงประมาณเท่าไหร่ เพราะหากพ่อแม่รู้สภาพอากาศล่วงหน้า จะช่วยให้ง่ายต่อการวางแผนพาลูกๆ ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ว่าจะต้องเตรียมเอาร่ม หมวก น้ำ เตรียมยาเพื่อลูกป่วยเพราะอากาศติดใส่กระเป๋าไปด้วยหรือเปล่า

อ่านต่อ >> 10 วิธีปกป้องลูกจากอากาศร้อน ช่วยลดเจ็บป่วย หน้า 2 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

จิ๋มเด็ก

จิ๋มเด็ก จู๋เด็ก ทำไมลูกถึงชอบจับเล่น?

 

เด็กเล็กๆ นี่ทำอะไรก็ดูน่ารักน่าชังไม่ซะหมด ย่า ยาย ป้า น้า นี่เชียร์สุดใจเวลาเห็นลูกหลานทำท่าทะเล้นด้วยความเดียงสา แต่บางทีความไม่รู้เรื่อง อาจจะยิ่งทำให้เด็กสนใจในเรื่องไม่เป็นเรื่อง เอ๊ะ! หรืออาจเพราะพัฒนาการตามวัยของลูกกันนะ! ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเรื่องสงสัยที่แม่ถามกันเข้ามาว่าทำไม๊ ทำไม จิ๋มเด็ก จู๋เด็ก ลูกถึงชอบจับของตัวเองกันจังเลย

 

จิ๋มเด็ก จู๋เด็ก ทำไมลูกถึงชอบจับเล่น?

ความสุขจากการสัมผัสส่วนสงวนนั้นถือเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กทุกคน ดร.ลิซ่านอลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาพัฒนาการเด็กให้อธิบาย เมื่อความสุขอยู่แค่เอื้อมและเป็นของเขาเองแท้ๆ ทำไมเด็กน้อยจึงไม่อยากสำรวจมันล่ะ ความสนอกสนใจอวัยวะเพศก็ไม่ต่างจากการที่ลูกสนใจนิ้วมือ ใบหู และนิ้วหัวแม่เท้าของตัวเอง เพราะมันสอนให้เขารู้จักร่างกายตัวเองเหมือนๆ กัน

 

Must Read >> เช็กพัฒนาการตามวัยของลูก! กับคู่มือสำหรับส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด -5 ปี

 

อันที่จริงสัญชาตญาณการสำรวจอันเป็นธรรมชาติของเด็กทั้งชายและหญิงนี้ เป็นเรื่องธรรมดาที่คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องรู้สึกขวยเขินหรือพยายามหาทางให้เขาหยุดสัมผัสมัน (เพียงตัดเล็บของลูกให้สั้นเข้าไว้ จะได้ไม่ไปสะกิด ขีดข่วนเอาจุดบอบบางนั้นจนเกิดเป็นแผลจะดีกว่า) หากคุณไม่สบายใจจริงๆ แม้จะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องควรวิตก ยิ่งโดยเฉพาะเวลาที่มีเพื่อนหรือญาติโยมมาเยี่ยมละก็ ลองใช้เทคนิคเบี่ยงเบนความสนใจลูกไม่ให้จับสัมผัสอวัยวะเพศของตัวเอง ด้วยวิธีเหล่านี้ค่ะ

อ่านต่อ >> วิธีเบี่ยงเบนให้ลูกสนใจจับจิ๋มและจู๋ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีกระตุ้นให้ลูกดิ้น

10 วิธีกระตุ้นให้ลูกดิ้น ต้องเล่นกับลูกในท้อง

พัฒนาการของทารกน้อยในครรภ์คุณแม่เป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ พัฒนาการลูกที่ดีไม่ได้อยู่ขึ้นอยู่กับสารอาหารที่ได้รับจากแม่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องมาจากการใช้ วิธีกระตุ้นให้ลูกดิ้น อย่างเหมาะสม ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะชวนคุณแม่ท้องทุกคนให้มาเล่นกับลูกในท้อง เพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาการที่ดีให้ลูกตั้งแต่ในครรภ์กันค่ะ

 

วิธีกระตุ้นให้ลูกดิ้น

มีหลายบทความในเว็บไซต์ต่างประเทศที่มักพูดว่า เด็กๆ เล่นได้ตั้งแต่อยู่ในท้องแล้ว จนอดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือ ถ้าเล่นได้พวกเขาเล่นอะไรบ้าง แล้วเราจะเล่นกับลูกได้ไหม ซึ่งรองศาสตราจารย์ นายแพทย์ตวงสิทธิ์ วัฒกนารา สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลศิริราช จะมาไขข้อข้องใจให้กระจ่าง ทั้งข้อเท็จจริงต่างๆ และความเชื่อผิดๆ ที่แม่ท้องห้ามพลาด!

“การขยับตัวของเด็กคือการตอบสนองของระบบประสาทขั้นพื้นฐาน”

หากการขยับตัวไปมาของเด็กคือการเล่น ก็คงเป็นการเปรียบเปรยให้มีสีสันในวงสนทนาเท่านั้น เพราะในทางการแพทย์ การขยับตัวของเด็กคือการตอบสนองของระบบประสาทขั้นพื้นฐานตามธรรมชาติ เด็กจะเริ่มบิดตัวไปมาตอนอายุ 8 สัปดาห์ (ขนาดตัวประมาณ 1.5 เซ็นติเมตร เท่าเมล็ดถั่ว) ซึ่งเป็นการขยับแบบไร้จุดหมาย ไร้ทิศทาง พอสัปดาห์ที่ 11 แขนและขาเริ่มงอก เด็กก็จะเริ่มป่ายไปป่ายมาแบบไร้จุดหมายเช่นเดียวกัน ไม่ได้มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นจากภายนอกใดๆ ทั้งสิ้น

 

“เด็กในครรภ์สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกได้แค่แสงและเสียงเท่านั้น”

มีอยู่สองอย่างที่เด็กในครรภ์สามารถตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นภายนอกได้ ได้แก่ ตากับหู โดยเด็กจะเริ่มมองเห็นเมื่ออายุ 27 สัปดาห์ ส่วนหูจะเริ่มได้ยินเมื่ออายุ 30 สัปดาห์ สิ่งที่ทำให้เราทราบว่าเขามีการตอบสนองนั้นก็โดยการใช้ไฟฉายส่อง เมื่อภายในท้องสว่างขึ้น เด็กก็ตื่น เมื่อตื่นก็ขยับตัว เมื่อขยับตัวหัวใจก็จะเต้นเร็วขึ้น ส่วนการได้ยินเสียงก็จะใช้เสียงความถี่ต่ำกระตุ้นสั้นๆ แล้ววัดอัตราการเต้นของหัวใจเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า เด็กในครรภ์สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกได้แค่แสงและเสียงเท่านั้น แต่คำว่าตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นไม่ได้หมายความว่า เมื่อเขาถูกกระตุ้นแล้วเขาจะมีพัฒนาการที่ดี ทั้งในแง่สติปัญญาและร่างกาย

 

“การกระตุ้นเด็กต้องไม่ทำพร่ำเพรื่อ”

มีการนำเสนอเนื้อหามากมายว่าเราสามารถเสริมสร้างความฉลาดของลูกได้ตั้งแต่ในท้อง เสนอแนะให้คุณแม่คอยกระตุ้นลูกในท้องด้วยวิธีการต่างๆ ด้วยอาหารเสริมบ้าง การฟังเพลงคลาสสิคบ้าง และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่เคยได้รับการพิสูจน์มาก่อนว่าได้ผลจริงเลย

การกระตุ้นเด็กในท้องมีจุดประสงค์เดียวเท่านั้นคือ ตรวจดูว่าลูกน้อยยังคงปลอดภัยอยู่ และมักจะกระตุ้นในคุณแม่ท้องที่มีความเสี่ยง เช่น เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อายุมาก หรือมีโรคต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพของแม่และเด็ก เหตุที่ต้องคอยกระตุ้นเด็กกลุ่มนี้เป็นพิเศษเพราะหลอดเลือดของแม่ที่คอยส่งออกซิเจนและอาหารให้ลูกมักตีบ และจำเป็นต้องคลอดเร็วกว่าปกติ มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

วิธีการกระตุ้นก็คือใช้แสงหรือเสียงเพื่อเช็คว่าหัวใจยังเต้นปกติไหมดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และไม่ทำพร่ำเพรื่อเด็ดขาด เพราะถือหลักการที่ว่า ในท้องควรจะต้องมืดและเงียบ ซึ่งถ้าไม่มีสิ่งใดมากระตุ้นเด็กๆเลย เขาก็จะตื่น 2 ชั่วโมง หลับ 2 ชั่วโมง เป็นวงจรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งหลังคลอดแล้วก็ตาม

สรุปแล้วการพยายามจะเปิดเพลงให้ลูกฟัง หรือพยายามเอาไฟส่องด้วยจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นระบบประสาทให้เจริญเร็วกว่าปกตินั้นคือความฝัน โดยเฉพาะการเปิดเพลงคลาสสิคเพื่อหวังผลให้ลูกฉลาดและอัจฉริยะกว่าเด็กอื่นนั้นไม่เป็นความจริงเลย ขอย้ำว่า ไม่เคยมีใครพิสูจน์ได้ว่าเด็กคนที่ฟังเพลงคลาสสิคตั้งแต่อยู่ในท้องกับเด็กที่ไม่ได้ฟังเลย เมื่อคลอดออกมาแล้วความฉลาดจะแตกต่างกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยมีใครพิสูจน์ได้อีกเหมือนกันว่าเปิดเพลงให้ลูกฟังแล้วแล้วลูกจะโง่ลง ดังนั้น ถ้าการฟังเพลงหรือใช้การกระตุ้นด้วยวิธีอื่นๆแล้วลูกฉลาดได้ผลจริงๆ ก็ต้องบรรจุเป็นมาตรฐานทางการแพทย์แล้ว

สิ่งสำคัญเหนืออื่นใด ขอให้คุณแม่ฟังเพลงเพราะชอบฟัง ฟังแล้วมีความสุข หรือช่วยผ่อนคลาย แต่ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่น เพราะมันไม่ได้ผล และข้อควรระวังคือไม่ควรนำหูฟังหรือลำโพงมาจ่อใกล้ๆท้อง เพราะจะทำให้เด็กตกใจและรบกวนเขาได้

อ่านต่อ >> แม่กินโอเมก้า-3 จะช่วยให้ลูกในท้องฉลาดไหม หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นอนแยกห้อง แบบฝรั่ง VS นอนรวมกับพ่อแม่แบบไทย อย่างไหนดีกับลูกมากกว่ากัน!

แยกห้องนอนกับลูก ดีไหม …หนึ่งในคำถามสุดฮิตเมื่อมีลูกครั้งแรก ก็คือ จะให้ลูกนอนหลับที่ไหนดี จะเป็นในห้องบนเตียงเดียวกับพ่อแม่ หรือนอนแยกเตียงแต่อยู่ในห้องเดียวกัน หรือ นอนแยกห้อง ไปเลยดี

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ต้องมีคำถามนี้ในใจไม่มากก็น้อย เพราะการให้ลูกของเรานอนหลับในแต่ละสถานที่ต่างก็มีข้อดีและข้อพึงระวัง ด้วยกันกันทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตามการจะให้ลูกนอนที่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละครอบครัวด้วยเป็นหลัก

แยกห้องนอนกับลูก แบบฝรั่ง VS นอนรวมกับพ่อแม่แบบไทย อย่างไหนดีกว่ากัน!

แยกห้องนอนกับลูก

เมื่อพูดถึงการ นอนแยกห้อง หรือ แยกห้องนอนกับลูก พ่อแม่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยนิยมแยกห้องกันเท่าไร เพราะการนอนด้วยกันพ่อแม่ลูก ก็ทำให้อุ่นใจ แต่สำหรับพ่อแม่บางท่านแล้ว การแยกห้องนอนกับลูก ถือเป็นเรื่องที่ต้องฝึกให้ลูกคุ้นชินตั้งแต่ยังเล็ก ๆ เนื่องจากหากถึงช่วงวัยที่ลูกควรนอนคนเดียวได้แล้ว แต่อาจทำให้ลูกกลับไม่ยอมแยกนอนก็ได้นะคะ

ลูกทารกสามารถนอนบนเตียงเดียวกับพ่อแม่ได้หรือไม่?

สำหรับพ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกทารกตัวน้อยนอนหลับอยู่บนเตียงเดียวกันนั้น สามารถทำได้ค่ะ และหลายบ้านก็นิยมให้ลูกน้อยนอนบนเตียงด้วยกันมากขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่ยังหาที่นอนที่เหมาะให้กับลูกไม่ได้ แต่การให้ลูกน้อยนอนร่วมเตียงเดียวกับคุณพ่อคุณแม่ก็มีข้อดีอยู่ด้วยนะคะ อ่านต่อ >> 10 ข้อดีของการให้ลูกนอนร่วมเตียงเดียวกับพ่อแม่

♦ ข้อควรระวัง ขณะ นอนเตียงเดียวกับลูกน้อย

อย่างไรก็ตาม แม้การให้ลูกน้อยนอนรวมเตียงเดียวกับพ่อแม่ ก็ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยในการนอนหลับของลูกให้มากเป็นพิเศษด้วยนะคะ โดยมีเรื่องที่ต้องระวัง ดังนี้

  • สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่นอนหลับลึกโดยเฉพาะ หรือพ่อแม่ที่ทานยาก่อนนอนที่ทำให้เกิดความง่วง อาจทำให้นอนหลับแล้วเผลอทับหรือมีอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งไปปิดจมูกของลูกโดยไม่รู้ตัว ก็เป็นได้นะคะ
  • หากคุณพ่อหรือคุณแม่สูบบุหรี่ หรือเพิ่งทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ควรนอนใกล้ลูก เพราะลูกอาจต้องสูดดมกลิ่นบุหรี่และแอลกอฮอล์ ก็จะส่งผลต่อระบบหายใจของลูกน้อยได้
  • อาจจะมีปัญหาได้ หากคุณพ่อคุณแม่จะมีกิจกรรมทางเพศ ในห้องที่มีลูกนอนอยู่ด้วย
♥ อ่านต่อบทความแนะนำที่เกี่ยวข้อง : รวมพฤติกรรมยอดแย่ที่พ่อแม่ไม่ควรทำต่อหน้าลูก
  • การให้ลูกนอนในห้องด้วยกัน อาจต้องใช้เวลานานในการฝึกลูกให้นอนหลับในห้องของเขาเองภายหลังเมื่อโตขึ้น
  • หากลูกเป็นคนตื่นง่าย หรือรู้สึกตัวง่าย อาจจะเป็นการรบกวนการนอนของพ่อแม่ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ลูกจะสามารถนอนต่อเองได้ทันทีหลังจากตื่น นอกเสียจากว่า ลูกจะหิว หรือมีความเปียกชื้นทำให้ไม่สบายตัว

อ่านต่อ >> ข้อดีของการนอนแยกห้อง ให้ลูกนอนหลับในห้องของลูกเอง คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ยาเพิ่มน้ำนม ตัวช่วยสำหรับคุณแม่น้ำนมน้อย ควรเลือกกินแบบไหน อย่างไรดี?

ยาเพิ่มน้ำนม …น้ำนมน้อย อีกหนึ่งปัญหาที่พบได้บ่อยในคุณแม่หลังคลอด เพราะแม่ทุกคนก็อยากให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุดอย่างนมแม่ แต่ร่างกายคุณแม่บางคนก็ไม่เอื้ออำนวย

สำหรับคุณแม่ที่ต้องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่ในช่วงแรกน้ำนมยังมาไม่มาก ทำให้คุณแม่หลายท่านอาจถอดใจ ยิ่งหันไปเห็นแม่คนนั้น คนนี้ มีน้ำนมเยอะแยะ ใจเลยท้อแท้หนัก ยอมยกธงขาวโบกมือลา แล้วหันไปหานมผงก็มี ทั้งที่จริงๆ แล้ว น้ำนมของแม่นั้นมีเพียงพอสำหรับลูกเสมอ ฉะนั้นอย่าเครียด อย่าถอดใจ แล้วหันมาทำความเข้าใจในกระบวนการของมันและหาวิธีเพิ่มน้ำนมให้ลูกมีพอกินไปจนโตกันดีกว่าค่ะ

ทำความเข้าใจ กับการให้นมแม่ช่วง 2-3 วันหลังคลอด

ระยะนี้แม่อาจยังมี น้ำนมน้อย แต่คุณแม่ควรให้ลูกน้อยได้ดูดเพื่อกระตุ้นการสร้างน้ำนม และจะช่วยลดปัญหาเต้านมคัดได้ โดยลูกควรนอนอยู่ห้องเดียวกันกับแม่ ซึ่งจะช่วยให้ลูกได้ดูดนมบ่อยเท่าที่ต้องการ นั้นก็จะเป็นการช่วยกระตุ้นน้ำนมของคุณแม่ได้อีกทางหนึ่ง

ยาเพิ่มน้ำนม

√ เทคนิคง่ายๆ กระตุ้นน้ำนมแม่

หากคุณแม่ต้องการให้น้ำนมแม่มีมาก และเพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย พร้อมกับสามารถให้นมแม่แก่ลูกน้อยได้ยาวนานคุณแม่ต้องใช้เทคนิคสำคัญเหล่านี้อยู่เสมอ นั่นคือ

  • คุณแม่ต้องมั่นใจว่าเราสามารถให้นมลูกได้ ด้วยการทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ไม่เครียดไม่กังวลใจ และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ขยันและหมั่นให้ลูกน้อยดูดกระตุ้นนมแม่ให้บ่อยๆ และนานๆ หรือบีบและปั๊มนมทุก ๆ 3 ชั่วโมง และให้ลูกดูดอย่างถูกวิธี
  • พยายามนวดและคลึงเต้านม โดยใช้ผ้าอุ่นประคบเต้านม 3-5 นาที เพื่อกระตุ้นน้ำนมก่อนให้นมลูก
  • ทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่
  • หลีกเลี่ยงการให้น้ำ นมผสม หรืออาหารเสริมอื่นก่อนลูกอายุ 6 เดือน เพราะนอกจากจะทำให้ลูกอิ่มน้ำจนไม่กินนมแม่แล้ว จะทำให้ลูกไม่ยอมกินนมจากเต้าคุณแม่ จนไม่สามารถให้นมแม่แก่ลูกได้อีกเลยค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

แต่หากคุณแม่ต้องการตัวช่วยอย่าง ยาเพิ่มน้ำนม ก็สามารถใช้ได้ แล้วจะมียาอะไรที่ช่วยเพิ่มน้ำนมได้บ้าง ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงได้รวมยาเพิ่มน้ำนมทั้งแผนโบราณ(สมุนไพร) และแผนปัจจุบัน มาให้คุณแม่ได้เลือกพิจารณาดูกันก่อนที่จะไปหาซื้อมารับประทานค่ะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยากจะแนะนำว่าควรแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ไม่ใช้ยาก่อนจะดีกว่าค่ะ โดยการให้ลูกดูดให้ถูกวิธีดูดบ่อยๆ แล้วน้ำนมก็จะเยอะเอง ซึ่งนั้นก็ดูเหมือนว่ามีคุณแม่ส่วนใหญ่ก็ยังคงขาดความมั่นใจอยู่ และยังอยากได้ตัวช่วยที่จะทำให้เห็นผลเร็วๆอยู่นั่นเอง ดังนั้นแล้ว ข้อมูลต่อไปนี้เป็นยาและอาหารเสริมที่สามารถช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมได้ดี จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ

อ่านต่อบทความอื่นน่าสนใจ คลิก!

อ่านต่อ >> รีวิวยาเพิ่มน้ำนม ตัวช่วยสำหรับคุณแม่น้ำนมน้อย เลือกตัวไหนดี คลิกหน้า 2

ยาเพิ่มน้ำนม