ประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่น

ประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่น ที่ดีต่อสุขภาพคุณแม่

ประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่น การดูแลสุขภาพที่คุณแม่สามารถทำได้ในทุกวัน คือการดื่มน้ำอุณหภูมิปกติ หรือดื่มเป็นน้ำอุ่นยิ่งดีต่อสุขภาพ เพราะน้ำจะไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะและเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายให้แข็งแรง  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี ประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่น ที่อยากให้คุณแม่ และทุกคนได้หันมาดูแลสุขภาพกันให้มากขึ้นค่ะ

 

ประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่น  – ทำไมน้ำถึงจำเป็นกับสุขภาพร่างกาย

ตามปกติแล้วเราทุกคนควรดื่มน้ำเปล่าให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว ในร่างกายของเรานั้นมีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 70 ในเลือดของเราก็มีน้ำเป็นมากถึงร้อยละ 92 ส่วนสมองก็มีน้ำอยู่ถึงร้อยละ 85 ด้วยเช่นกัน เห็นไหมคะว่าน้ำสะอาดที่เราดื่มกันทุกวันนั้นมีความสำคัญมากแค่ไหนกับร่างกาย

 

ทุกครั้งหลังดื่มน้ำจะช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้น สมองโล่ง ปลอดโปร่ง นอกจากนี้หน้าที่สำคัญของ “น้ำ” คือมีหน้าที่ในการช่วยขนส่งอาหาร และออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงอวัยวะ  เซลล์ต่างๆ ให้กับร่างกาย  และหากกระบวนการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย ระบบการขับถ่ายของเสียในร่างกายจะไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์หากสารน้ำในร่างกายไม่มีความสมดุล  ซึ่งทุกคนจะสามารถสังเกตได้ว่าหากเช้าไหนหลังตื่นนอนที่ไม่ได้ดื่มน้ำเปล่า เรามักจะไม่เข้าห้องน้ำเพื่อขับบ่ายของเสียออกจากร่างกาย นั่นเพราะน้ำจะช่วยให้ลำไส้ขยับบีบตัวแล้วพลักดันอุจจาระที่อยู่ในลำไส้ให้สามารถขับถ่ายออกมาได้อย่างเป็นปกติทุกวัน ยิ่งถ้าได้ขับถ่ายเอาของเสียออกจากร่างกายช่วงเช้าทุกวันจะดีมาก เพราะจะช่วยให้ร่างกายของเรานั้นไม่มีของเสียตกค้างอยู่ในลำไส้  ซึ่งก็จะส่งผลให้มีสุขภาพที่ดี

 

เห็นไหมคะว่าน้ำที่ดื่มกันทุกวันนั้นมีความสำคัญกับสุขภาพร่างกายของทุกคนมากแค่ไหน  ยิ่งโดยเฉพาะกับร่างกายของคุณแม่ที่ต้องสูญเสียเลือดจากการมีประจำเดือนในทุกเดือน รวมทั้งการคลอดลูกก็ทำให้ต้องสูญเสียเลือดมากด้วยเหมือนกัน ร่างกายที่สูญเสียสมดุลไปจากการตั้งครรภ์ จากการคลอดลูก อาจต้องใช้เวลาหลังคลอดสักพักเพื่อฟื้นฟูสมดุลต่างๆ ภายในร่างกายให้กลับมาเป็นปกติ

อ่านต่อ >> “10 ประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่น ที่ดีต่อสุขภาพคุณแม่” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อุ้มลูกบ่อย

ไขข้อสงสัย! อุ้มลูกบ่อยๆ ทำให้ติดมือ และขวางพัฒนาการลูกน้อย จริงหรือ?

ลูกติดมือ วางไม่ได้เลย …คุณแม่ๆ หลายคนอาจเคยได้ยินคำที่ผู้ใหญ่เตือน ว่าอย่าอุ้มลูกมากเดี๋ยวติดมือ  เด็กจะติดเป็นนิสัย และร้องไม่ยอมหยุดถ้าไม่มีใครอุ้ม พาลจะทำให้แม่ไม่ได้หลับไม่ได้นอน  ไปทำอะไรก็ไม่ได้ ลูกจะอ้อนให้อุ้มตลอดเวลา

อุ้มลูกบ่อยๆ ทำให้ ลูกติดมือ วางไม่ได้เลย ดีหรือไม่?

ลูกติดมือ วางไม่ได้เลย

จริงๆ แล้วในช่วงวัยทารกจนถึงวัยเดินเตาะแตะเป็นวัยที่ต้องการการสัมผัสจากคุณพ่อและคุณแม่มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการอุ้ม กอด ยิ้ม พูดคุย หยอกล้อ  เพราะลูกน้อยจะรู้สึกว่า ตัวเค้ามีความสำคัญกับคุณพ่อคุณแม่ และสำหรับลูกน้อยนั้นการอุ้ม การสัมผัสลูก เป็นสิ่งสำคัญกับจิตใจเป็นอย่างมาก 

Must read : แค่ “กอด” สุขภาพใจ+กาย ก็แข็งแรง
Must read : ท่าซุปเปอร์แมน ท่าเซิ้งกระติ๊บ ทำให้ลูกหยุดร้องไห้

โดยมีผลงานการวิจัยออกมาอย่างแพร่หลายถึงเด็ก 2 กลุ่ม ที่ได้รับการเลี้ยงดูและเอาใจใส่ต่างกัน กลุ่มหนึ่งได้รับการอุ้มชู กอดรัดฟัดเหวี่ยง กับเด็กอีกกลุ่มหนึ่ง ที่คุณพ่อคุณแม่ให้นอนเล่นเองและเติบโตมาในเพลย์เพนหรือพื้นที่ส่วนตัวภายในบ้าน เด็กทั้ง 2 กลุ่มนี้มีความแตกต่างกันทางอารมณ์เป็นอย่างมาก

  • เด็กๆ ที่คุณพ่อและคุณแม่เฝ้ากอดหอมอุ้มชูรักใคร่ จะเป็นหนูน้อยที่มีความมั่นคงทางจิตใจสูง ไม่ร้องโยเยและมีสมาธิดีมาก
  • แต่สำหรับหนูน้อยที่คุณพ่อและคุณแม่ไม่ค่อยได้เล่นด้วยหรือกอดอุ้มลูกเท่าไหร่ กลับมีภาวะแปลกแยก ไม่เข้าสังคม และหงุดหงิดง่าย ร้องไห้โยเยอยู่นานเหมือนต้องการให้คนอื่นสนใจตลอดเวลา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อาจจะมีเด็กบางกลุ่มที่ไม่ยอมให้วางบนที่นอนเลยจนคุณแม่เองก็ไม่เป็นอันได้พักผ่อน  วางทีไรเป็นต้องร้องไห้  ทำให้ส่งผลต่อทั้งสุขภาพจิตใจและร่างกาย  จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องพิจารณาถึงสาเหตุและแก้ปัญหาในตรงจุด

Must read : สาเหตุที่ทำให้ลูก ทารกร้องไห้ และวิธีรับมือ
Must read : โคลิค หรือ แม่ซื้อ สาเหตุลูกร้องไห้ไม่ยอมหยุด
Must read : 10 วิธี ทำ ให้ ทารก หยุดร้องไห้
อุ้มลูกบ่อย
อุ้มลูกบ่อย

หนังสือพิมพ์อาซาฮีฉบับวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ.1071 ซึ่งได้ลงรายงานผลการทดลองเกี่ยวกับเรื่อง การอุ้มทารกว่าเป็นเรื่องดี ซึ่งใช้ลิง ดร.แฮรี่ ฮาร์โลว์ (Dr. Harry Harlowe) หัวหน้าของศูนย์วิจัยเกี่ยวกับมนุษย์และลิง (Primates Fessarch Centre) ของมหาวิทยาลัยวิสคอนซินได้ทำการทดลองโดยแยกลูกลิงออกจากแม่ลิงทันทีที่เกิดออกมา และใช้ตุ๊กตาต่างๆ แทนแม่ เพื่อศึกษาดูว่าลูกลิงจะเลือกแม่แบบไหน

ซึ่งตุ๊กตาที่ใช้เป็นตุ๊กตาทรงกระบอกทำด้วยลวด และอีกตัวหนึ่งทำด้วยผ้า ตุ๊กตาทั้งสองตัวมีความอบอุ่น มีขวดให้นม และสามารถแกว่งตัวไปมาอย่างช้าๆ ผลการทดลองปรากฏว่าลูกลิงชอบความอบอุ่น สัมผัสอ่อนนุ่ม นม และชอบให้แกว่ง

โดย ดร.อาร์โลว์ ผู้ทำการทดลองจึงสรุปว่า ลูกคนก็คงชอบความอบอุ่นสัมผัสอันอ่อนนุ่ม นม และชอบให้แกว่งไกวเบาๆ เช่นเดียวกัน เขาเน้นว่า การที่แม่อุ้มลุกน้อยอย่างนุ่มนวลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับสุขภาพจิตของทารก

อ่านต่อ >> “อุ้มลูกจนติดมือ เสี่ยงขวางพัฒนาการลูก จริงหรือ” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

9 สิ่งอันตราย รอบตัวแม่ท้อง “ทำลายสมองและพัฒนาการลูกในครรภ์”

สิ่งรอบตัว ทำร้ายลูกในครรภ์ …หลายครั้งที่ความเคยชินกับการใช้ชีวิตประจำวันทำให้คุณแม่ท้องไม่ทันระวังว่ามีอีกหนึ่งชีวิตนั้นอยู่กับตัวเองด้วย  ซึ่งยังมีสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งรอบตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์หลายอย่างทีเดียว ที่อาจเป็นภัยเงียบที่ส่งผลร้ายต่อลูกน้อยในท้องได้

นอกจากแม่ท้องจะต้องรู้วิธีกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์แล้ว ยังจะต้องรู้ถึงสิ่งต่อไปนี้ที่จะขัดขวางและทำลายพัฒนาการทารกในครรภ์…   ซึ่งภัยอันตรายรอบข้างที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระวังให้ทารกในครรภ์เป็นพิเศษมีอยู่มากมายโดยคุณแม่อาจไม่คาดคิดหรือไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะสิ่งเหล่านั้นสามารถทำลายสมองและพัฒนาการทารกในครรภ์ได้ จะมีอะไรบ้างที่คุณแม่ท้องต้องระวังหรือควรหลีกให้ไกล ไปดูกันค่ะ

สิ่งรอบตัว ทำร้ายลูกในครรภ์ โดยไม่คาดคิด!

สิ่งรอบตัว ทำร้ายลูกในครรภ์

♦ สภาพแวดล้อมในบ้าน ♦

1. อุปกรณ์ไอที

เชื่อหรือไม่ว่าเทคโนโลยีต่างๆ ที่คุณแม่ใช้อยู่ทุกวันนี้ ก็ส่งผลต่อพัฒนาการทารกในครรภ์ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หากคุณแม่ตั้งครรภ์มีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เหล่านี้ก็ยังสามารถใช้ได้ แต่ควรใช้ในเวลาที่น้อยที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพัฒนาการทารกในครรภ์ เนื่องจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน 6-8 ชั่วโมงต่อวัน จะมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและรังสีที่แผ่ออกมาจะส่งผลต่อลูกในท้อง ส่วนการใช้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานานก็ไม่ดีเช่นกันค่ะ เพราะโทรศัพท์มือถือจะมีรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถทำลายเซลล์ประสาทและเซลล์ตัวอ่อนของทารกในครรภ์ อาจกระตุ้นให้ทารกเป็นโรคต้อกระจก ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ สมาธิสั้น พัฒนาการล่าช้าได้ในอนาคต

Must read : ใช้เทคโนโลยีอย่างไรให้ปลอดภัยกับแม่และลูกในท้อง

2. สัตว์เลี้ยง

โดยเฉพาะแมว เป็นพาหะนำเชื้อทอกโซพลาสม่า หากคุณแม่ท้องติดเชื้อจะส่งผลให้ทารกในครรภ์พิการ ตาบอด หรือสมองถูกทำลาย ฉะนั้นหญิงท้องควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแมวหรือสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ

Must read : อยากท้อง แต่เลี้ยงน้องสุนัขได้ไหม?

3. สารเคมีหรือยาฆ่าแมลง

อย่างสารปรอท ที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ  น้ำ  และดิน  จากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง การเผาขยะ ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ตามบ้านเรือน ปนเปื้อนในเครื่องสำอางและอาหาร โดยเฉพาะในอาหารทะเลจะพบมากในสัตว์ทะเลที่มีขนาดใหญ่ ไม่เข้าใกล้สถานที่ที่มีการเผาไหม้ของขยะหรือเชื้อเพลิงต่าง ๆ ควรเลือกใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ  แทนการใช้เครื่องสำอางที่ผลิตจากสารเคมี

Must read : 9 เรื่อง การเสริมสวยที่แม่ท้องควรรู้

ควรระมัดระวังในการใช้ อ่านฉลากอย่างละเอียด ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงเพราะสารเคมีเหล่านี้อาจสะสมไว้ในร่างกาย อาจทำให้ทารกที่คลอดออกมาพิการแต่กำเนิด

อ่านต่อ >> “สิ่งรอบตัวสภาพแวดล้อมในบ้าน ที่เป็นอันตรายทำร้ายลูกในครรภ์”
คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สื่อออนไลน์

สื่อออนไลน์ กับ 3 อันตรายที่พ่อแม่ต้องป้องกัน

เป็นเรื่องน่าตกใจที่อาชญากรรมส่วนใหญ่บนโลกออนไลน์ คนที่ตกเป็นเหยื่อคือเด็กๆ เพราะเกิดจากการใช้อินเทอร์เน็ตที่ไม่ถูกต้อง และสิ่งที่น่าตกใจมากกว่าคือการโพสต์แบบไม่ระมัดระวังของพ่อแม่ที่นำมาซึ่งอันตรายจากสื่อออนไลน์ เรามาเรียนรู้วิธีการใช้ สื่อออนไลน์ ให้ปลอดภัยกันค่ะ

Continue reading “สื่อออนไลน์ กับ 3 อันตรายที่พ่อแม่ต้องป้องกัน”

วิธีช่วยชีวิตลูก สิ่งแปลกปลอมติดคอ สำลักอาหาร (มีคลิป)

อันตรายจากการสำลักอาหาร สิ่งแปลกปลอมติดคอ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่พบบ่อยในเด็กเล็ก คุณแม่จึงควรเรียนรู้ วิธีช่วยชีวิตลูกในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อช่วยลูกได้อย่างทันท่วงที Continue reading “วิธีช่วยชีวิตลูก สิ่งแปลกปลอมติดคอ สำลักอาหาร (มีคลิป)”

เซ็กส์ตอนท้อง ช่วงไหนปลอดภัย

เซ็กส์ตอนท้อง ช่วงไหนปลอดภัย

เซ็กส์ตอนท้อง ช่วงไหนปลอดภัย  คนท้องไม่ใช่คนป่วย ฉะนั้นคนท้องสามารถที่จะทำอะไรได้เหมือนกับคนทั่วไป แต่เน้นว่ากิจกรรมนั้นๆ ต้องไม่อันตราย และไม่กระทบกับทารกในครรภ์อย่างเด็ดขาด เพราะถ้าพลาดอาจเสี่ยงแท้งได้นะ!!  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบของคำถามที่ว่า “เซ็กส์ตอนท้อง ช่วงไหนปลอดภัย” มาฝากให้แม่ท้องทุกคนค่ะ

 

เซ็กส์ตอนท้อง ช่วงไหนปลอดภัย –  ตอนท้องมีเซ็กส์ได้ไหม?

เป็นคำถามที่แม่ท้องไม่กล้าถามหมอ และก็ไม่กล้าถามคนในครอบครัว เพราะเขินอาย และกลัวว่าจะถูกกล่าวหาว่า “ท้องแล้วจะยังคิดเรื่องเซ็กส์!!” จริงๆ คนท้องคิดเรื่องเซ็กส์ได้ไม่ใช่เรื่องผิด และก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไรเลย การมีเซ็กส์คือการมอบความสุขให้กับตัวเอง และก็ให้กับสามี  ที่สำคัญการมีเซ็กส์สามารถทำได้ตลอดไตรมาสของการตั้งครรภ์ แต่ต้องแน่ใจว่าคุณแม่ไม่ได้มีอาการแทรกซ้อนทางสุขภาพขณะตั้งครรภ์ เช่น เลือดออกทางช่องคลอด เพราะการมีเซ็กส์หากไม่ถูกช่วงเวลา และมีในท่าที่ไม่เหมาะสมอาจไปกระตุ้นให้มดลูกบีบตัว เสี่ยงแท้ง เสี่ยงคลอดก่อนกำหนดได้ค่ะ

 

Good to know… “รู้ไหมว่าการถึงจุดสุดยอดของคนท้องไม่ได้ส่งผลให้ลูกในท้องได้รับอันตราย การถึงจุดสุดยอดเมื่อมีเซ็กส์ จะทำให้มีการเกร็งกล้ามเนื้อ และมดลูกอาจหดรัดตัวได้ ซึ่งทางการแพทย์ไม่พบว่ามีอันตรายต่อทารกในครรภ์1”

 

อ่านต่อ >> “เหตุใดมีเซ็กส์ตอนท้องถึงรู้สึกมีความสุขมาก” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อุทาหรณ์! ลูกติดจอรุนแรงระงับอารมณ์ไม่ได้

มีเรื่องราวน่าสนใจของเพื่อนคุณแม่ท่านหนึ่ง ที่มาเล่าประสบการณ์เพื่อเป็นอุทาหรณ์ในการเลี้ยงลูกด้วยโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน จนทำให้ลูกน้อยกลายเป็นเด็กที่มีอารมณ์รุนแรง ควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ และทำร้ายคนอื่น ลองอ่านแล้วคิดสักนิด ก่อน ลูกติดจอรุนแรง

Continue reading “อุทาหรณ์! ลูกติดจอรุนแรงระงับอารมณ์ไม่ได้”

ลูบท้องให้ลูกฉลาด

ลูบท้องให้ลูกฉลาด กระตุ้นพัฒนาการสมองทารกในครรภ์ด้วย 5 วิธี

ลูบท้องให้ลูกฉลาด กระตุ้นพัฒนาการสมองทารกในครรภ์ …หากอยากให้พัฒนาการทารกในครรภ์ดีเยี่ยม ทั้งคุณพ่อคุณแม่ทำได้เองง่ายๆ ตลอดเวลา ด้วยการลูบหน้าท้องเบาๆ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

พัฒนาการของทารกในครรภ์ที่คุณแม่สามารถทำได้ด้วยวิธีง่ายๆ ทำได้ทุกวันและทำได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นสมองของทารกในครรภ์ได้อย่างดี นั่นคือ การลูบท้องเบาๆ แล้วทำไมการลูบหน้าท้องถึงช่วยให้พัฒนาการทารกในครรภ์ให้ดีได้  และควร ลูบท้องให้ลูกฉลาด ด้วยวิธีใด  มาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันค่ะ

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าทารกนั้นเริ่มมีชีวิตและมีพัฒนาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ การตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน แม้ว่าจะมองไม่เห็นแต่จะทำให้สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก ซึ่งเป็นสายใยระหว่างแม่กับลูกน้อยในครรภ์ตามธรรมชาติ หลายคนอาจคิดว่าทารกที่อยู่ในครรภ์น่าจะเน้นในเรื่องการพัฒนาการทางด้านอวัยวะและร่างกายเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงนั้นควรต้องให้น้ำหนักถึงการดูแลเพื่อการพัฒนาการทางด้านสมองด้วยเช่นกัน

ลูบท้อง กระตุ้นพัฒนาการ

การพัฒนาและการช่วยกระตุ้นสมองทารกนั้นเริ่มทำได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์เลยโดยจะมีหลายวิธี เช่น

  • การปรับอารมณ์ของคุณแม่ให้ดีอยู่เสมอ
  • การฟังเพลงเบาๆ เหมือนการเปิดเพลงฟังกับลูกด้วย โดยเฉพาะทารกในครรภ์ประมาณ 5 เดือน
  • พูดคุยกับลูกในท้อง เป็นการพัฒนาระบบประสาททางด้านการได้ยินของทารก
  • ในช่วงครรภ์อายุ 7 เดือนส่องไฟฉายไปที่หน้าท้องเพื่อให้ทารกนั้นตอบสนองทางด้านสายตา
  • รวมถึงการออกกำลังกายเบาๆ ง่ายที่สุดคือถ้าคุณแม่ขยับก็เหมือนว่าทารกนั้นได้ขยับตาม
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และปรุงสดใหม่เพื่อให้ทารกในครรภ์ได้รับสารอาหารดีๆ ที่คุณแม่รับประทานเข้าไป
Must read : อาหาร+อารมณ์แม่ท้อง พัฒนาสมองลูกน้อยช่วงไตรมาสแรก

ลูบท้องให้ลูกฉลาด กระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์

การลูบหน้าท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยกระตุ้นสมองของลูกน้อย ลูบหน้าท้องให้ลูกฉลาด เป็นการสัมผัสโดยตรงจากแม่สู่ทารกในครรภ์ เมื่อคุณแม่เริ่มสัมผัสบริเวณหน้าท้องเบาๆ จะสังเกตได้ว่าทารกในครรภ์จะมีปฏิกิริยาโต้ตอบ หรือมีการเคลื่อนไหวอย่างเห็นได้ชัด เช่น จะรู้สึกว่าลูกขยับตัวไปตามบริเวณที่มือพ่อแม่ลูบไป หรือมีอาการเตะเพื่อตอบโต้เหมือนกำลังเล่นกับพ่อแม่ เพราะการลูบหน้าท้องลักษณะนี้ เป็นการส่งความรู้สึกและพลังผ่านหน้าท้องสู่ทารกในครรภ์โดยตรง จึงทำให้ลูกสามารถรับถึงความรู้สึกและการสัมผัสแบบนี้ได้ เมื่อทารกในครรภ์มีการรับรู้ การกระตุ้นจึงเกิดขึ้น พัฒนาการด้านสมองของทารกในครรภ์จึงเกิด มีผลให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการสมองและพัฒนาการด้านร่างกายที่ดีอีกด้วย

Mom Should Know : 

การกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของลูกในท้องอย่างต่อเนื่อง จะช่วยถ่ายทอดความรักความผูกพัน ไปสู่ทารกในครรภ์ ซึ่งคุณแม่ท้องและคุณพ่อสามารถทำได้ทุกวันนะคะ แอบกระซิบบอกนิดนึงค่ะว่า คุณแม่ท้องและคุณพ่อจะต้องทำด้วยความรัก ความผูกพัน และปราศจากความเครียด เพราะความเครียดของคุณแม่ คือ ตัวการสำคัญที่ทำร้ายสมอง เพราะจะไปบล๊อกความสามารถในการจำของลูก

อ่านต่อ >> “การลูบท้อง เพื่อกระตุ้นพัฒนาการลูกอย่างถูกวิธี” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สปสช. จัดสิทธิประโยชน์ “บัตรทอง” ดูแลสุขภาพและพัฒนาการของเด็กไทย!

บัตรทอง ของเด็ก …สปสช. จัดสิทธิประโยชน์ “บัตรทอง” ดูแลสุขภาพเด็กไทย ตั้งแต่ในครรภ์จน 5 ปี เน้นฝากครรภ์ ให้วัคซีน ตรวจพัฒนาการ กลุ่มเด็กโตอายุ 6 – 24 ปี เน้นงานอนามัยในโรงเรียน

Continue reading “สปสช. จัดสิทธิประโยชน์ “บัตรทอง” ดูแลสุขภาพและพัฒนาการของเด็กไทย!”

ป้อนยาเกินขนาด

แม่แชร์! ลูกสมองติดเชื้อ ตับ-ม้ามโต เพราะป้อนยาเกินขนาด

คุณแม่ท่านหนึ่ง ได้แชร์ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกน้อยของเธอ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับคุณแม่ท่านอื่นๆ ระวังอย่า! ป้อนยาเกินขนาด อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตลูก โดยคุณแม่เล่าว่า ลูกน้อยวัย 4 เดือนของเธอมีไข้ เธอจึงป้อนยาลดไข้สำหรับเด็กครั้งละ 1-1.5 ซีซี วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ติดกันประมาณ 4-5 วัน เพื่อให้ไข้ลด แต่หลังจากนั้น กลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ดังนี้ Continue reading “แม่แชร์! ลูกสมองติดเชื้อ ตับ-ม้ามโต เพราะป้อนยาเกินขนาด”

ล้างไม่สะอาด ระวังพยาธิเข้าอวัยวะเพศลูกน้อย

มีคุณแม่ท่านหนึ่ง โพสต์เล่าเรื่องราวของลูกสาววัย 3 ขวบ 10 เดือน เมื่อลูกน้อยปวดปัสสาวะจะเข้าห้องน้ำ และบ่นว่าเจ็บอวัยวะเพศ คุณแม่บอกลูกว่า เข้าห้องน้ำทุกครั้งต้องล้างทำความสะอาดด้วย จึงพาลูกน้อยกลับไปล้างทำความสะอาด แล้วกลับมานอน แต่กลับพบว่ามี พยาธิ ที่อวัยวะเพศลูก

Continue reading “ล้างไม่สะอาด ระวังพยาธิเข้าอวัยวะเพศลูกน้อย”

ลูกเป็นหวัด มีน้ำมูก

ลูกเป็นหวัด มีน้ำมูก 5 วิธีรักษาแบบไม่ต้องพึ่งยา

ลูกเป็นหวัด มีน้ำมูก อาการเจ็บป่วยของลูกส่วนใหญ่แล้วจะเห็นว่าป่วยเป็นหวัด คัดจมูก มีน้ำมูกกันบ่อย นั่นเพราะสภาพอากาศที่แปรปรวนบวกกับเป็นช่วงที่สภาพร่างกายอ่อนแอ แต่บางครั้ง ลูกน้อยเป็นหวัด มีน้ำมูก ไม่ถึงขั้นนอนซม จะสามารถดูแลรักษาบรรเทาแบบไม่ต้องใช้ยาปฎิชีวนะได้ไหม? ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพลูกเมื่อเป็นหวัด ที่ไม่ต้องทานยามาฝากกันค่ะ

 

ลูกเป็นหวัด มีน้ำมูก –  โรคหวัดเกิดจากอะไร?

เวลาที่เด็กๆ ไม่สบายด้วยอาการหวัด แต่ไม่ถึงขั้นต้องนอนซม ให้ยา ให้น้ำเกลือ เรียกว่าโรคไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) ซึ่งเป็นจะเป็นกันมากและบ่อยประมาณปีละ 6-8 ครั้ง เนื่องจากเด็กเล็กๆ จะมีภูมิต้านทานโรคน้อย อย่างในเด็กอนุบาลเวลาที่อยู่โรงเรียนได้รับเชื้อจากเพื่อนๆ ที่ป่วยเป็นหวัด ก็จะทำให้ได้รับเชื้อหวัดกลับมาบ้านด้วย และไม่กี่วันลูกก็จะรู้สึกไม่สบายเนื้อตัว มีอาการตัวร้อนรุมๆ  ยิ่งโดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนและหน้าหนาว เด็กๆ จะป่วยเป็นหวัดกันมากกว่าปกติ

 

โรคหวัดเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ชนิดที่ทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะระบบทางเดินหายใจ ซึ่งมีหลากหลายชนิด แต่กลุ่มใหญ่คือกลุ่ม ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) และ โคโรนาไวรัส (Coronaviruses)1

อ่านต่อ >> “วิธีป้องกันไข้หวัดให้ลูกเบื้องต้น” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

จิตแพทย์แนะ…เลี้ยงลูกให้สตรอง!! ต้องใช้ “หน้าต่างแห่งโอกาส 9 บาน”

หน้าต่างแห่งโอกาส …คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมคะว่าช่วงเวลาสำคัญของการเรียนรู้สู่สมองลูกที่เรียกว่า ‘หน้าต่างแห่งโอกาส’ นั้นเปิดและปิดลงในเวลาอันสั้น เมื่อเด็กได้รับการเรียนรู้หรือ การพัฒนาสมอง อย่างถูกต้องในช่วงเวลานี้ ก็จะช่วยกระตุ้นสมอง และความฉลาด ให้เด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ Continue reading “จิตแพทย์แนะ…เลี้ยงลูกให้สตรอง!! ต้องใช้ “หน้าต่างแห่งโอกาส 9 บาน””

วิธีใช้ลูกยางแดง

วิธีใช้ลูกยางแดง ดูดน้ำมูก-เสมหะ ให้ลูกน้อยหายใจสะดวก

เมื่อลูกน้อยหายใจไม่สะดวก มีเสียงครืดคราดในลำคอ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยให้ลูกน้อยหายใจสะดวกขึ้นได้ด้วย การใช้ลูกยางแดงดูดน้ำมูกและเสมหะ หนึ่งในอุปกรณ์ที่ควรมีติดบ้าน เพราะเด็กเล็กๆ นั้นยังสั่งน้ำมูกและขับเสมหะเองไม่เป็น คุณพ่อคุณแม่จึงควรช่วยดูดน้ำมูกและเสมหะให้ลูกค่ะ อย่างไรก็ดีคุณพ่อคุณแม่อาจเป็นกังวลกลัวว่าลูกน้อยจะเจ็บ แต่หากคุณรู้ วิธีใช้ลูกยางแดง อย่างถูกต้องแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็จะมั่นใจมากขึ้นค่ะ

เมื่อลูกเป็นหวัด การทำงานของต่อมภายในโพรงจมูกให้มีการหลั่งน้ำมูก ซึ่งเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อเชื้อไวรัสทำให้เจ้าตัวน้อยมักมีน้ำมูกใสๆ ตลอดทั้งวัน เมื่อมีน้ำมูก คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยลูกระบายน้ำมูกออกให้หมด เพื่อไม่ให้น้ำมูกจะไปคั่งค้างอยู่ที่โพรงไซนัส ทำให้ไซนัสอักเสบ หรือน้ำมูกอาจจะลงคอ ทำให้ไอ คออักเสบ และเป็นหวัดเรื้อรังได้

ส่วนเสมหะ หรือเสลด (Sputum) เป็นสารคัดหลั่งที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอมที่ผ่านเข้ามาในทางเดินหายใจ และกำจัดออกโดยการไอ เมื่อทางเดินหายใจระคายเคือง อักเสบ ติดเชื้อ หรือมีความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ จะทำให้มีการสร้างเสมหะมากกว่าปกติ เสมหะมีได้หลายสีขึ้นกับสาเหตุเช่น สีขาว (โรคภูมิแพ้) สีชมพู (มีน้ำในปอด) สีเขียว เหลือง (ปอดอักเสบติดเชื้อ) และเป็นเลือด (เช่น โรคมะเร็งปอด)

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ทำอย่างไรเมื่อลูกมีเสมหะ

เมื่อลูกมีเสมหะ ควรให้ลูกจิบน้ำหรือดื่มน้ำมากๆ น้ำเป็นตัวละลายเสมหะที่ดีที่สุด หากดื่มน้ำน้อย หรือทานยาลดน้ำมูกด้วยเสมหะจะเหนียวข้นขับออกยาก โดยเฉพาะเด็กเล็กซึ่งขับเสมหะออกเองไม่เป็น การไอออกมาจะช่วยขับเสมหะออกได้ทางหนึ่ง แต่ถ้าเสมหะเหนียวหนืดมากจนขับไม่ออกก็จำเป็นต้องใช้ลูกยางแดงดูดออก

ลูกยางแดงเบอร์ 2 จะช่วยได้เวลาลูกมีเสมหะมากในคอ ลูกยางแดงที่เป็นลูกยางทั้งอันคือส่วนปลายเป็นยางไม่ใช่พลาสติกจะช่วยดูดน้ำมูกในรูจมูก และดูดเสมหะที่โคนคอได้ การดูดเสมหะที่คอจะกระตุ้นให้เด็กไอช่วยขับเสมหะออกมาแล้วดูดเสมหะที่คอออก

อ่านต่อ วิธีใช้ลูกยางแดง ดูดน้ำมูก-เสมหะ คลิกหน้า 2

4 วิธีการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตัวเอง คลำหาง่าย ๆ ด้วยสองมือเรา (มีคลิป)

ตรวจเต้านมด้วยด้วยเอง …จากสถิติทั่วโลก มะเร็งเต้านมได้กลายเป็นหนึ่งในเนื้อร้ายที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในผู้หญิง ในทุกๆปี ทั่วโลกมีอัตราการเพิ่มขึ้นของมะเร็งอย่างรวดเร็วคิดเป็นร้อยละ 0.2 – 8 ในจำนวนนี้ประเทศกำลังพัฒนามีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด ทุกๆ ปีประชากรจำนวนประมาณ 1.4 ล้านคนจากทั่วโลกได้รับวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม

 

โรคมะเร็งเต้านม เป็นหนึ่งในมะเร็งร้ายที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในเพศหญิง และปรากฏว่ามีอัตราการเกิดโรคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ทั้งยังมีแนวโน้มเกิดกับบุคคลที่อายุยังน้อยอีกด้วย จากข้อมูลสถิติพบว่า อัตราการเกิดโรคมะเร็งเต้านมเป็น 7%-10% ของโรคมะเร็งทั้งหมด โดยเฉพาะบุคคลที่มีอายุระหว่าง 40 – 60 ปี ส่วนใหญ่หญิงวัยก่อนหรือหลังหมดประจำเดือนจะมีอัตราการเกิดโรคค่อนข้างสูง

Must read : มะเร็งเต้านมคร่าชีวิต!! รู้ก่อน หายก่อน

วิธีการง่ายๆ ตรวจเต้านมด้วยด้วยเอง

การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง เป็นวิธีการป้องกันมะเร็งเต้านมอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะสามารถทำได้บ่อย ๆ เพื่อคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเต้านมตนเองอยู่เสมอ ๆ หากตรวจพบก้อนเนื้อหรือสิ่งปกติใด จะได้นำไปสู่การตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เนื้อร้ายเติบโตลุกลามจนยากแก่การรักษา

อาการในระยะแรกของโรคมะเร็งเต้านม ได้แก่

ตรวจเต้านมด้วยด้วยเอง

  1. เจ็บปวดเต้านม: แม้ว่าผู้ป่วยในระยะแรกบางส่วนไม่สามารถคลำสัมผัสพบก้อนเนื้อได้อย่างชัดเจน แต่มักจะมีอาการเจ็บภายในเต้านม เจ็บเหมือนถูกแทง หรือปวดบวม เป็นต้น หากมีอาการเจ็บปวดดังเช่นที่กล่าวมาข้างต้น แนะนำให้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจโดยการคลำสัมผัส หากจำเป็นก็สามารถตรวจโดยการอัลตร้าซาวด์ได้
  2. เต้านมสองข้างไม่เท่ากัน: เนื่องจากการมีเนื้องอกหรือเนื้องอกกับผนังทรวงอกยึดติดกัน เต้านมจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดหรือรูปร่างไป ต้องระมัดระวังและเข้ารับการตรวจ
  3. มีน้ำไหลออกมาจากหัวนม: ส่วนใหญ่มักปรากฏเป็นน้ำนมสีขาวไหลออกมาจากหัวนม อาจเป็นของเหลวสีเหลืองอ่อน สีเลือด เป็นน้ำ หรือลักษณะเหมือนน้ำหนอง เป็นต้น
  4. ต่อมน้ำเหลืองโต: ผู้ป่วยในระยะแรกบางส่วนจะปรากฏต่อมน้ำเหลืองตรงรักแร้บวมโตขึ้น
  5. หัวนมเปลี่ยนไป: เมื่อเนื้องอกลุกลามถึงหัวนมหรือบริเวณใต้ลานหัวนม จะทำให้หัวนมเอียงไปข้างหนึ่ง หดตัวหรือบุ๋มลงไป
  6. ก้อนเนื้อที่เต้านม: เมื่อกดเต้านมจะสามารถสัมผัสได้ถึงก้อนเนื้อ มักมีก้อนเดียว ไม่สม่ำเสมอ เป็นก้อนเนื้อที่มีลักษณะแข็งเคลื่อนที่ได้ โดยปกติแล้วจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอย่างชัดเจน แนะนำให้ผู้ป่วยไปตรวจอัลตราซาวด์ที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจวินิจฉัยขนาดของก้อนเนื้อ รูปร่าง ลักษณะ เป็นต้น
  7. ผิวหนังเฉพาะส่วนเปลี่ยนไป: ผิวหนังเต้านมจะเปลี่ยนไปเหมือนผิวเปลือกส้ม บริเวณที่บวมน้ำและมีรูขุมขนจะบุ๋มลงไปอย่างชัดเจน ทำให้ผิวหนังขรุขระไม่สม่ำเสมอเหมือนกับผิวเปลือกส้ม
Must read : ลดเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม ด้วยวิธีง่ายๆ

หากเกิดอาการใดอาการหนึ่งดังที่กล่าวมาข้างต้น ควรให้ความสนใจและไปตรวจเต้านมอย่างละเอียดในโรงพยาบาลเฉพาะทาง ขณะเดียวกัน ในการใช้ชีวิตประจำวันนั้น ผู้หญิงทั้งหลายยังสามารถตรวจการเปลี่ยนแปลงของเต้านมด้วยตนเองได้

อ่านต่อ >> “4 วิธีการง่ายๆ ตรวจเต้านมด้วยด้วยเอง” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

การดูผิวพรรณหลังคลอด

การดูแลผิวพรรณหลังคลอด ให้กลับมาสวยมีน้ำมีนวล

การดูแลผิวพรรณหลังคลอด  ผู้หญิงในช่วงตั้งครรภ์อาจไม่ได้บำรุงผิวกันมากเพราะต้องระวังเรื่องของความปลอดภัย  และบางคนมีร่องรอยจากสิวที่เกิดขึ้นเพราะฮอร์โมนช่วงที่ท้องอยู่ด้วย เป็นผลให้หลังคลอดลูกแล้วผิวหน้า ผิวกายดูไม่สวยใสเหมือนแต่ก่อน ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีวิธี การดูแลผิวพรรณหลังคลอด ให้กลับมาสวยมีน้ำมีนวล มาฝากคุณแม่หลังคลอดลูกค่ะ

 

การดูแลผิวพรรณหลังคลอด –  ความเปลี่ยนแปลงของแม่หลังคลอดลูก

ช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ฮอร์โมนต่างๆ มีความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สอดคล้องกับร่างกายขณะที่มีครรภ์ ซึ่งฮอร์โมนที่ปรับสมดุลขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่เพียงส่งผลให้คนท้องมีอารมณ์แปรปรวนง่ายเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงผิวพรรณไม่ว่าจะผิวหน้ามัน หมองคล้ำ สิวฮอร์โมนเห่อขึ้นเต็มใบหน้า หรือในคนท้องบางรายมักมีผิวกายแตกลายเป็นเส้นขาวๆ โดยเฉพาะบริเวณผิวหน้าท้อง ก้น สะโพก ต้นขา รวมทั้งรักแร้ดำ ฯลฯ  นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังคลอดยังมีอีกหลายเรื่องที่คุณแม่ควรรู้ไว้ เพื่อหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น จะได้ดูแลรักษาทันค่ะ  ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เกิดขึ้นหลังคลอดลูก คือ

1. มดลูก

ในช่วงหลังคลอดระยะ 2-3 วัน คุณแม่จะสังเกตเห็นและเกิดความกังวลว่าทำไมลูกคลอดออกมาแล้ว แต่พุงยังใหญ่อยู่  นั่นเป็นมดลูกยัลมีขนาดใหญ่อยู่ที่ระดับสะดือจนทำให้หน้าท้องของคุณแม่ยังดูใหญ่อยู่นั่นเองค่ะ แต่หลังจาก 7-8 วันหลังคลอดขนาดพุงจะค่อยๆ ลดลง ที่เหลือรอให้คุณแม่พักฟื้นและให้นมลูกไปแล้วสัก 3-4 เดือน ค่อยออกกำลังกายกระชับหน้าท้องให้แข็งแรงไม่หน่อนคล้อยได้ค่ะ

 

2. น้ำคาวปลา

หลังคลอดลูกคุณแม่จะยังไม่มีประจำเดือนกันนะคะ แต่จะมีน้ำคาวปลาออกมาก่อน น้ำคาวปลาก็คือเยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดออกมาปนกับเลือด ซึ่งในช่วง 3-7 วันหลังคลอดน้ำคาวปลาที่ออกมาจะมีลักษณะคล้ายประจำเดือน แต่สีจะสดมากกว่าสีของประจำเดือน สำหรับน้ำคาวปลาจะมีสีและปริมาณที่ออกมาค่อยๆ ลดลง และหลังคลอดไปแล้วประมาณ 6-8 สัปดาห์น้ำคาวปลาก็จะหมดไม่มีออกมาแล้วค่ะ

 

3. เต้านม

หลังจากคลอดลูกได้ไม่กี่ชั่วโมงเต้าของคุณแม่ก็จะคัดตึงขึ้นมา นั่นเป็นเพราะร่างกายมีการกระตุ้นให้มีน้ำนม และพร้อมที่จะให้อาหารมื้อแรกที่เต็มไปด้วยคุณค่าสารอาหาร และภูมิคุ้มให้กับร่างกายของลูก ซึ่งในช่วงวันแรกๆ จะเรียกว่าน้ำนมเหลือง หรือคอลอสตรัม เป็นหัวน้ำนมที่ควรให้ลูกได้กินอย่างมากค่ะ

 

4. ผนังหน้าท้อง

คุณแม่หลังคลอดส่วนใหญ่เข้าใจว่าหลังคลอดลูกแล้วหน้าท้องจะยุบลงและกลับแบนเรียบเหมือนเดิม จริงๆ แล้วหน้าท้องของคุณแม่หลังคลอดลูกจะยังไม่แบนเรียบค่ะ อันนี้สืบเนื่องมาจากมดลูกตามที่บอกไว้ในข้อ 1 ซึ่งการจะให้หน้าท้องกลับมาแบนเรียบแข็งแรงกระชับ จะต้องออกกำลังกายและใช้ท่าบริหาเฉพาะเพื่อเพิ่มความกระชับให้กล้ามเนื้อหน้าท้อง เช่น การซิทอัพ  การเล่นโยคะ ฯลฯ รวมทั้งควบคุมอาหารให้เป็นไปตามสัดส่วนของอาหารหลัก 5 หมู่

 

5. ผิวแตกลาย

หลังคลอดลูกแล้วผิวแตกลายที่หน้าท้องจะยังไม่หายไปหมดซะทีเดียว แต่จะค่อยๆ จางลงจนมีลักษณะคล้ายแผลเป็น ซึ่งนอกจากการออกกำลังกายเพื่อกระชับกล้ามเนื้อให้แข็งแรงแล้ว คุณแม่ควรต้องดูแลบำรุงเพิ่มด้วยผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เหมาะกับการใช้ดูแลผิว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวพรรณค่ะ

 

อ่านต่อ >> “การเปลี่ยนแปลงของร่างกายแม่หลังคลอด” หน้า 2 

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ปัสสาวะอักเสบหลังคลอด อาการที่ไม่ควรมองข้าม!!

ปัสสาวะอักเสบหลังคลอด อาการผิดปกติหลังคลอดสามารถเกิดขึ้นได้  ไม่ว่าจะคลอดธรรมชาติ หรือผ่าคลอด ซึ่งอาการข้างเคียงทางสุขภาพอาจจะแค่อาการเล็กน้อย ไปจนถึงกลุ่มอาการติดเชื้อที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีอีกหนึ่งอาการที่มักจะเกิดขึ้นได้กับแม่หลังคลอดลูก นั่นคือ อาการปัสสาวะอักเสบหลังคลอด มาให้ได้ทราบกันค่ะ

 

ปัสสาวะอักเสบหลังคลอด สาเหตุจากอะไร?

ตามปกติแล้วหลังจากคลอดลูกคุณแม่อาจพบว่าตัวเองมีปัญหาเรื่องการขับถ่ายปัสสาวะยาก ซึ่งอาการนี้เกิดจากการที่น้ำที่คั่งอยู่ในร่างกายถูกขับออกผ่านทางปัสสาวะ ซึ่งแม่ที่คลอดลูกเองแบบธรรมชาติจะมีการเบ่งคลอด หรือบางครั้งการคลอดลูกเองในบางจังหวะคุณหมอมีการใช้คีม หรือเครื่องดูดลูกออกมา ด้วยปัจจัยเหล่านี้สามารถทำให้กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะเกิดการถูกกระทบจนบอบช้ำ ส่งผลให้ผนังกระเพาะปัสสาวะ รวมทั้งท่อปัสสาวะเกิดการบวมแดง เวลาที่คุณแม่ถ่ายปัสสาวะจึงถ่ายไม่ออก

 

การที่ถ่ายปัสสาวะไม่ออกพยาบาลจะใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้ให้ เพื่อให้ปัสสาวะออกมาทางสายสวน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน เพื่อให้ท่อปัสสาวะหายจากการบวมแดง จากนั้นจึงจะถ่ายปัสสาวะได้เองเป็นปกติ

 

Good to know… “หลังคลอดภายในสัปดาห์แรกปัสสาวะจะออกมาก หรือมีภาวะ diuresis เพื่อลดปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ให้กลับสู่ภาวะปกติ กระเพาะปัสสาวะจะยืดขยายใหญ่ และการถ่ายปัสสาวะจะสู่ภาวะปกติภายในสัปดาห์ที่ 3 หลังคลอด1”

 

อ่านต่อ >> “วิธีการดูแลเมื่อมีอาการปัสสาวะอักเสบหลังคลอด” หน้า 2 

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกหัวแบน

ลูกหัวแบน แก้ยังไงให้ลูกมีหัวสวย!!

 

ลูกหัวแบน จากคำถามของคุณแม่ที่ว่า “เห็นลูกของเพื่อนๆ ที่คลอดออกมา หัวสวย เชียว  ไอ้เราแอบเสียดายที่ลูกเราตอนเกิดมาให้นอนหงาย กว่าจะจับตะแคงก็ปาไป 3 เดือน ซื้อหมอนหัวทุยมาแต่ก็เหมือนไม่ช่วยอะไร อยากทราบว่าทารกหัวแบนโตขึ้นมาจะมีโอกาสหัวสวยขึ้นไหมคะ? ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบจากคุณหมอมาให้ทราบกันค่ะ

 

ลูกหัวแบน เพราะอะไร?

คุณพ่อคุณแม่ที่เพิ่งมีลูกน้อยคลอดมาใหม่ๆ อาจยังไม่รู้ว่าจะให้ลูกนอนท่าไหนถึงจะดีและสบายปลอดภัยที่สุด สำหรับเด็กทารกแรกเกิดปกติคุณหมอ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กมักจะแนะนำให้ทารกนอนหงายมากกว่านอนคว่ำ เพื่อเป็นการป้องกันภาวะ SIDS (Sudden Death Syndrome) หรือเด็กเสียชีวิตขณะนอนหลับ

 

การนอนหงายอาจทำให้ลูกวัยทารกหัวแบนได้ นั่นเพราะกระดูกของเด็กแรกเกิดยังมีความอ่อน เวลาที่ให้ลูกนอนทับอยู่ในตำแหน่งเดิมตลอดเวลาก็จะทำให้กะโหลกศีรษะของลูกแบนได้  แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลใจกันไปค่ะ เพราะการที่ลูกหัวแบนไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เพียงแค่อาจจะส่งผลต่อรูปของศีรษะเท่านั้นเองค่ะ

 

ถึงแม้ว่าการนอนหงายจะเป็นท่านอนที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกวัยทารก แต่ก็อาจทำให้ ลูกหัวแบน หัวไม่ทุยสวย ซึ่งปัญหานี้จะหมดไป เพราะเรามีคำแนะนำในการจัดท่านอนให้ลูกหัวสวย จาก พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด มาให้คุณพ่อคุณแม่ทราบกันค่ะ

 

อ่านต่อ >> “3 วิธีจากหมอแก้ปัญหาลูกหัวไม่สวย ไม่ทุย” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่