ทำบุญตามวันเกิด

ทำบุญตามวันเกิด เสริมดวงให้ลูก ถูกวิธี ดีตลอดปี

อยากโชคดี รับทรัพย์ตลอดปี ลูกหลานสุขภาพแข็งแรง ต้องพากัน ทำบุญตามวันเกิด อย่างถูกวิธี

 

 

เมื่อใกล้วันส่งท้ายปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่ คนไทยส่วนใหญ่นิยมที่จะเลือกไปทำบุญเข้าวัดเข้าวากับครอบครัว เพื่อเป็นการต้อนรับสิ่งดี ๆ เอาโชคเอาลาภ … ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีเป็นอย่างมากเลยละค่ะ เพราะนอกจากจะเป็นการได้บุญแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้ลูกหลานซึมซับขนมธรรมเนียมประเพณีไทยนี้ด้วย

แต่อย่างไรก็ดี การจะทำบุญทั้งที หากจะให้ดีมีสัมฤทธิ์ผลเพิ่มขึ้น การทำบุญให้ถูกต้องตามวันเกิดนั้น จะยิ่งส่งผลให้ดีได้ยิ่งขึ้น ซึ่งในวันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids ก็ได้นำข้อมูลดี ๆ มีประโยชน์แบบนี้มาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านกันค่ะ

พร้อมแล้ว ไปดูวิธีการทำบุญตามวันเกิดนี้กันเลย >>

แม่สามี

ชีวิตคู่พังเพราะ แม่สามี ก้าวก่ายมากเกินไป

พบกับเรื่องราวสุดอั้นของสะใภ้ กับโพสต์ระบายความในใจเกี่ยวกับ แม่สามี ที่ทำให้เธอต้องเลือก

 

 

คุณแม่ ๆ ทั้งหลายคะ ความสัมพันธ์ของคุณแม่และคุณแม่ของสามีเป็นอย่างไรกันบ้างคะ ราบรื่นกันดีอยู่หรือเปล่า … เรียกได้ว่า ปัญหาระหว่างคุณแม่สามีกับลูกสะใภ้นั้น เป็นหนึ่งในปัญหาของครอบครัวที่อาจจะต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะจูนกันติด บางครอบครัวก็ใช้เวลาไม่นาน แต่บางครอบครัวต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ที่ทำอย่างไรก็ไม่มีวันเข้ากันได้เลย จนกลายเป็นปัญหาคาใจที่อยู่ต่อไปก็ไม่มีความสุข ดังเช่นเรื่องราวของสะใภ้ท่านนี้ ที่นอกจากจะต้องรับมือกับคุณแม่สามีแล้ว เธอยังต้องรับมือกับลูกติด ที่ห้ามไปเสียทุกอย่าง หนำซ้ำยังห้ามให้เธอมีลูกเป็นของตัวเองอีกด้วย

โดยเรื่องราวที่ว่านี้ เป็นเรื่องราวของสมาชิกท่านหนึ่งในเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่เธอขอโพสต์เรื่องราวเพื่อแชร์ประสบการณ์ระหว่างให้ได้อ่านกัน พร้อมแล้วไปอ่านเรื่องราวของคุณผู้หญิงท่านนี้กันเลยค่ะ

อ่านต่อเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่หน้าถัดไปค่ะ >>

เมนูคีนัว

สูตรดี “คีนัวตุ๋นแซลมอน” เมนูคีนัว บำรุงสมองลูกรัก (มีคลิป)

คีนัว ธัญพืชมากประโยชน์ที่รู้จักกันในนามว่า ซูเปอร์ฟู้ด เป็นที่นิยมมากในต่างประเทศ นิยมนำมาทำเมนูสุขภาพทั้งของคาวและของหวาน เติมคุณค่าให้อาหารธรรมดาอร่อยและมีประโยชน์มากขึ้น ด้วยคุณประโยชน์ที่ดีขนาดนี้ เชฟแม่หมีจึงมี เมนูคีนัว มาแนะนำ กับ “คีนัวตุ๋นแซลมอน” จะมีวิธีทำอย่างไรตามมาดูกันเลย

Continue reading “สูตรดี “คีนัวตุ๋นแซลมอน” เมนูคีนัว บำรุงสมองลูกรัก (มีคลิป)”

อาบน้ำเด็กแรกเกิด

เทคนิคง่ายๆ ในการ “อาบน้ำเด็กแรกเกิด” สำหรับพ่อแม่มือใหม่

อาบน้ำเด็กแรกเกิด สำหรับพ่อแม่มือใหม่ดูเหมือนจะไม่ง่ายเอาซะเลย เพราะด้วยความที่ไม่เคยมี ประสบการณ์อาบน้ำเด็กมาก่อน เลยไม่รู้ว่าจะอาบน้ำลูกยังไง สบู่เหลวอาบน้ำ สระผมต้องใช้แบบไหน  ฉะนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นใจในการอาบน้ำทารกแรกเกิด เรามีคำแนะนำมาฝากกันค่ะ

 

อาบน้ำเด็กแรกเกิด ต้องอาบน้ำวันละกี่ครั้ง?

เชื่อไหมคะว่าการ “อาบน้ำเด็กแรกเกิด” เป็นเรื่องที่พ่อแม่มือใหม่กังวลกันมากที่สุด เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้อง พาลูกตัวน้อยกลับบ้านมาดูแลอาบน้ำให้โดยที่ไม่มีคุณพยาบาลใจดีคอยแนะนำอยู่ข้างๆ เป็นธรรมดาที่จะมีความประหม่าเกิดขึ้นค่ะ

ในเด็กแรกเกิดช่วงประมาณหนึ่งเดือนแรกของชีวิต โดยมากแล้วจะอาบน้ำให้ประมาณวันละ 1 ครั้ง ซึ่งทั้งนี้ต้องดูสภาพอากาศด้วยนะคะ ถ้าร้อนอบอ้าวควรอาบให้ลูกวันละ 2 ครั้ง จะเป็นช่วงสายๆ สัก 10 โมง กับช่วงบ่ายๆ สัก 3-4 โมงก็ได้

แต่ถ้าช่วงที่อากาศเย็นๆ อาจอาบให้ลูกวันละครั้งเพื่อความสบายเนื้อตัวก็เพียงพอแล้ว จะอาบน้ำให้ช่วงเวลาไหนของวันก็ได้ ผสมน้ำอาบให้อุ่นๆ หน่อย เพื่อที่ผิวลูกเมื่อสัมผัสกับน้ำแล้วเขาจะได้ไม่เย็น หนาวสั่นจนร้องไห้จ้าขึ้นมาค่ะ

อาบน้ำเด็กแรกเกิด

อุปกรณ์การอาบน้ำทารกแรกเกิด ไปดูกันว่าควรเตรียมอะไรบ้าง

  1. กะละมังอาบน้ำ
  2. สบู่เหลวอาบน้ำ สระผมสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ถ้าเป็นสบู่เด็กสูตรอ่อนโยน แบบ “เฮด ทู โท” ก็จะทำให้สะดวกในการใช้อาบน้ำลูกค่ะ
  3. ฟองน้ำสำหรับอาบน้ำเด็ก
  4. ผ้าขนหนู
  5. น้ำอาบน้ำที่ควรผสมให้ได้อุณหภูมิประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส ซึ่งการเช็กอุณหภูมิน้ำที่ผสมอาบให้ลูกว่าไม่ร้อน ไม่เย็นเกินไป สามารถเช็กได้จากการใช้เทอร์โมมิเตอร์ หรือใช้ด้านหลังข้อศอกคุณแม่ในการเช็กอุณหภูมิน้ำก็ได้เช่นกันค่ะ

ลูกตัวเล็กๆ อาจทำให้คุณแม่กังวลว่าจะอาบน้ำแล้วลูกหลุดมือ แนะนำว่าให้ช่วยกันอาบน้ำลูกกับคุณพ่อค่ะในช่วงแรกๆ เพราะมือผู้ชายจะแข็งแรงหน่อย หรือถ้าคุณพ่อไม่อยู่บ้าน อาจหาผู้ช่วยมาช่วยกันอาบน้ำให้เจ้าตัวเล็ก จะเป็นพี่เลี้ยง คุณย่า คุณยาย น้า อา ก็ได้ค่ะ ไว้พออาบน้ำลูกคล่องๆ แล้วคุณแม่ค่อยฉายเดี่ยวค่ะ

อาบน้ำเด็กแรกเกิด

ส่วนขั้นตอนการอาบน้ำก็ไม่มีอะไรยุ่งยากค่ะ…

  1. อุ้มลูกลงกะละมังอาบน้ำ ให้สระผมลูกเป็นอันดับแรก ซึ่งให้ห่อตัวลูกไว้ก่อนกันหนาวค่ะ หลังจากสระผมลูกล้างผมเสร็จแล้ว ก็ค่อยเอาน้ำลูบตัวลูกให้ทั่ว
  2. จากนั้นกดสบู่เหลวอาบน้ำเด็กสูตรอ่อนโยนลงบนฟองอาบน้ำ แล้วถูให้ทั่วตัวลูก สำหรับสบู่เด็กสูตรอ่อนโยนเป็นแบบเฮด ทู โท คุณแม่สามารถใช้สระผม อาบน้ำลูกน้อยได้ในขั้นตอนเดียวกันค่ะ และโดยมากแล้วจะไม่ระคายเคืองดวงตา เนื่องจากเป็นสูตรอ่อนโยน
  3. เสร็จแล้วก็ให้ล้างฟองสบู่ออกให้หมด จนผิวลูกสะอาด คุณแม่ก็อุ้มลูกขึ้นจากน้ำแล้วห่อตัว เช็ดตัวลูกให้แห้ง ใส่เสื้อผ้าถือว่าเป็นอันเสร็จเรียบร้อยค่ะ

อาบน้ำเด็กแรกเกิด

ช่วงเวลาอาบน้ำเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่น่าจดจำระหว่างพ่อแม่ลูก เป็นอีกความทรงจำที่เต็มไปด้วยสายใยรักความผูกพัน มีความอบอุ่นมากๆ ค่ะ ดังนั้นคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการอาบน้ำให้ลูกเป็นสำคัญค่ะ แนะนำว่าควรเป็นสบู่เด็กสูตรอ่อนโยน ที่ปัจจุบันได้เพิ่มความสะดวกสบายให้กับคุณแม่ในการอาบน้ำลูก ที่พัฒนามาเป็นสบู่เหลวอาบน้ำ สระผมเด็ก แบบที่เรียกกันว่า “เฮด ทู โท” คือใช้ได้ทั้งสระผม และอาบน้ำ ที่สำคัญเป็นสูตรอ่อนโยนไม่ทำให้ลูกระคายเคืองตาค่ะ

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจสงสัยว่าแล้วทำไมจะต้องเป็นสบู่เหลวอาบน้ำเด็กสูตรอ่อนโยนเท่านั้น จะใช้สบู่ของผู้ใหญ่ไม่ได้หรือ ตอบเลยค่ะว่าไม่ได้ เพราะสบู่ที่เราใช้กันทั่วไปมีทั้งน้ำหอม สารเคมีบางตัวที่ทำให้แสบตา หากนำมาใช้กับลูกเล็กๆ ก็จะทำให้เกิดการระคายเคือง แสบตาขึ้นมาได้ค่ะ

ฉะนั้นแนะนำว่าควรใช้เป็นสบู่เหลวอาบน้ำ สระผมสูตรอ่อนโยน ไม่ระคายเคืองตาสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ก็จะดีกับลูกมากกว่า อย่าลืมว่าดวงตาลูกเป็นส่วนที่บอบบางมากๆ ช่วงเวลาอาบน้ำหากลูกแสบตาจากครีมอาบน้ำ หรือสบู่เด็กที่ไม่อ่อนโยน ลูกก็จะตกใจ ระคายเคืองตา อาบน้ำไปร้องไห้งอแงไปไม่มีความสุขสนุกเลย และผลกระทบที่จะตามมาอย่างต่อเนื่องคือ เมื่อถึงเวลาอาบน้ำ ลูกก็จะกลัว และปฏิเสธการอาบน้ำในครั้งต่อๆ ไปค่ะ

การสร้างความทรงจำที่ดีในช่วงเวลาอาบน้ำให้กับลูกสำคัญมากนะคะ คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจ และพิถีพิถันในการเลือกผลิตภัณฑ์อาบน้ำให้กับลูกรักตัวน้อยด้วย ยิ่งถ้าผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับลูกมีการผ่านการทดสอบ หรือการรับรองด้านความปลอดภัยก็จะช่วยให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นค่ะ

อาบน้ำเด็กแรกเกิด

อย่างที่คุณแม่ใช้กันอยู่ตอนนี้ก็จะเป็น “แคร์ เฮด ทู โท” เอ็กซ์ตร้า เซนซิทิฟ สบู่เหลวอาบน้ำ สระผมเด็ก เป็นสูตรที่อ่อนโยนมากๆ สามารถใช้ได้ตั้งแต่ลูกแรกเกิดเลยค่ะ

ถามว่าแล้วทำไมคุณแม่ถึงเลือกอาบน้ำลูกด้วย แคร์ เฮด ทู โท นี่เป็นคำตอบที่ช่วยยืนยันว่าคุณแม่มั่นใจในสบู่เหลวอาบน้ำ สระผมเด็กจากแคร์ค่ะ…

  • ผ่านการทดสอบไฮโปอัลเลอร์เจนิกโดยผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกาแล้วว่า อ่อนโยน ไม่ระคายเคือง หรือก่อให้เกิดการแพ้ต่อผิวบอบบาง
  • ไม่ระคายเคืองตาลูกน้อยเวลาอาบน้ำ
  • ผสานคุณค่าสารสกัดจากแตงกวา ที่เป็นที่รู้จักว่าช่วยถนอมผิวอย่างอ่อนโยน
  • ไม่มีสารสบู่ ที่อาจทำให้ผิวแห้ง ผิวลูกน้อยจึงคงความชุ่มชื่น สุขภาพดี
  • ที่สำคัญล้างออกง่าย และก็สะดวกคุณแม่ที่ใช้ทั้งอาบน้ำ และสระผมให้ลูกน้อยค่ะ

เห็นไหมคะว่าการอาบน้ำเด็กแรกเกิดไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอะไรมากมาย เพราะเมื่อถึงเวลานั้นสัญชาตญาณความเป็นพ่อแม่จะสั่งให้เราทำได้ทุกอย่างเพื่อลูกน้อยของเราค่ะ ขอให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทุกครอบครัวมีความสุขกับการอาบน้ำลูก และการดูแลเลี้ยงดูลูกในทุกๆ เรื่องนะคะ

 

แสดงแบบ : ครอบครัวคุณแม่ส้ม จารุวรรณ ศศิวัฒนพร และน้องอคิน ศศิวัฒนพร

สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด เสริมดวงปี 2561

เปิดโพย! สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด เสริมดวงปี 2561

เปิดโพย สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด เสริมดวงปี 2561 ใช้แล้วรวย ใช้แล้วเก็บเงินอยู่ จะมีสีอะไรบ้างไปดูกันค่ะ

 

อีกไม่กี่วันก็จะก้าวเข้าสู่ปีพุทธศักราชใหม่กันแล้ว … อีกปีที่เราควรทิ้งสิ่งไม่ดีเอาไว้ แล้วพร้อมที่จะเริ่มต้นปีใหม่ ๆ ไปพร้อม ๆ กัน และแน่นอนช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านอาจจะวุ่นวายอยู่กับการดูสี ดูดวง ดูชะตาราศีของตัวเองว่าปีหน้าจะเป็นอย่างไรกันบ้าง จะร่ำรวย จะเก็บเงินอยู่หรือไม่ เป็นต้น

ซึ่งในวันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids ก็ได้นำข้อมูลดี ๆ ที่รับรองว่าจะต้องถูกใจคุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านแน่นอนมาฝากกันค่ะ ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นอะไรไม่ได้เลยนอกจากเรื่องที่เกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ ก็แหม … ของแบบนี้ ไม่มีไม่ได้เสียด้วย ว่าแต่เอ … คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยกันหรือไม่คะว่า กระเป๋าสตางค์ที่เราใช้กันอยู่นั้น ทำไมหนอถึงเก็บเงินไม่ค่อยจะอยู่กันเลย หรือว่าจะเป็นเพราะสีที่ใช้มันไม่ถูกโฉลกจริง ๆ

ไม่เป็นไรค่ะ ปีนี้ผ่านแล้วให้ผ่านไป เรามาเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการเตรียมกระเป๋าสตางค์เอาไว้รับทรัพย์ในปี 2561 ที่จะถึงนี้พร้อม ๆ กัน และในแต่ละวัน จะต้องเลือก สีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด อย่างไร พร้อมเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ที่บอกเลยไม่ควรพลาดค่ะ

อ่านต่อสีกระเป๋าสตางค์ที่ถูกโฉลกและเรียกทรัพย์ >>

สีอุจจาระลูก

สีอุจจาระลูก ไม่ว่าจะนมแม่หรือนมผสมต่างกันอย่างไร

สีอุจจาระลูก ต่างกันอย่างไรนะ ระหว่างดื่มนมผสม กับดื่มนมแม่ … แล้วแบบไหนกันที่เรียกว่า ผิดปกติ!

 

 

ไม่ว่าลูกของคุณพ่อคุณแม่จะทานนมผสม หรือว่านมแม่ ทราบกันหรือไม่คะว่า อุจจาระของลูกนั้น สามารถบ่งบอกสุขภาพของลูกน้อยเป็นอย่างดี ซึ่งในวันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids ได้รวบรวมเอาเรื่องนี้มาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านที่ยังไม่ทราบกันค่ะ

เพราะถึงแม้ว่าลูกจะทานนมอะไร ที่แน่ ๆ ระหว่างนมผสมและนมแม่ย่อมมีความต่างแน่นอน ยกตัวอย่างเช่น กลิ่น สี และเนื้อของอุจจาระ … อยากทราบกันแล้วใช่ไหมละคะ  เราไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

อ่านต่อความแตกต่างของอุจจาระลูกระหว่างนมผสมและนมแม่ >>

สบู่นมแม่

วิธีการทำ สบู่นมแม่ ช่วยลดผดผื่นและบำรุงผิวพรรณลูก

พบกับวิธีการทำ สบู่นมแม่ ที่มีคุณสมบัติขั้นเทพ ช่วยลดผดผื่นและบำรุงผิวพรรณลูก!

 

 

คงไม่ต้องบอกกันแล้วใช่ไหมละคะว่า “นมแม่” นั้นมีประสิทธิภาพและคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมขนาดไหน เพราะเท่าที่ทราบนั้น นมแม่ คืออาหารที่ขึ้นชื่อและมหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่ธรรมชาติมอบให้ ที่นอกจากจะมีคุณสมบัติมากมายที่ช่วยให้ลูกแข็งแรง ลดการติดเชื้อจากระบบทางเดินหายใจแล้ว ยังช่วยรักษาผิวพรรณของลูกให้เปล่งปลั่งอีกด้วย  และคุณสมบัติอีกมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของลูกและแม่

ยิ่งบ้านไหนที่มี “นมแม่”  สต็อกไว้มากมาย จนทานไม่ทัน  บ้างก็เอาไปทำไอศกรีม  ผสมลงในอาหารเสริมที่ให้ลูกทาน   และนมแม่นั้นสามารถนำเอามาทำเป็นสบู่ และยังช่วยบำรุงผิวของลูกน้อยได้อีกด้วยนะคะ  … อยากรู้กันแล้วใช่ไหมละคะว่า เขามีขั้นตอนและวิธีการทำอย่างไร วันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids จะขออนุญาตหยิบยกเอาบทความจากคุณหมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจมาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านกันค่ะ

อ่านต่อ >> บทความของคุณหมอสุธีราได้ที่หน้าถัดไปค่ะ >>

บำรุงสายตาลูก

5 ผักเทพช่วย บำรุงสายตาลูก

มาทำความรู้จักกับ 5 ผักเทพพื้นบ้าน ที่จะมาช่วย บำรุงสายตาลูก ให้ดีเยี่ยมไม่แพ้ใคร…

 

 

เพราะตาเป็นอวัยวะสำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย ที่พวกเราทุกคนควรจะต้องดูแล บำรุงรักษากันเอาไว้ให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งตาของลูก ๆ ซึ่งวิธีการดูแลนั้นก็ไม่ยากอะไร แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านก็ทราบกันดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ การให้ลูกนอนหลับให้เพียงพอ รวมไปถึงการจัดแสงสว่างในห้องให้เพียงพอกับสายตาอีกด้วย

แต่คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่คะว่า มีผักพื้นบ้านของเรา 5 ชนิดด้วยกัน ที่หาง่าย อีกทั้งยังถูกจัดให้เป็นผัก 5 ชนิด ที่มีคุณสมบัติในการบำรุงสายตาของลูกนั้นให้ดีเยี่ยม จะมีผักอะไรบ้างนั้น  เราไปทำความรู้จักกับผักเหล่านี้พร้อม ๆ กันเลยค่ะ

อ่านต่อผัก 5 ชนิดช่วยบำรุงสายตาลูก >>

โมโหลูก

ไม่อยากให้ลูกโง่ พ่อแม่ต้องไม่โกรธลูกบ่อย

ไม่อยากให้ลูกโง่ อย่าตะโกน หรือโมโหใส่ลูกบ่อย … เพราะความโกรธนั้นส่งผลกับสมองของลูกโดยตรง!

คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านอาจจะกำลังสงสัยอยู่ว่า ความโกรธของเรานั้น จะไปส่งผลกระทบกับลูกได้อย่างไร … เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ แต่เชื่อเถอะค่ะว่า อารมณ์นี่ละ ที่จะส่งผลให้ทุก ๆ อย่างนั้นแย่ลง หากเราควบคุมมันเอาไว้ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์โกรธ

ทราบหรือไม่คะว่า การที่เราโกรธลูกนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงกับสภาพจิตใจของลูกเลยละค่ะ บางทีเราอาจจะไม่ได้โกรธอะไรมาก แต่ด้วยอารมณ์ในตอนนั้น ทำให้เราเผลอตวาด ตะคอก หรือว่าลูกด้วยน้ำเสียงที่ดุดันเกินไป ซึ่งเจ้าสิ่งเหล่านี้นี่ละค่ะ ที่นอกจากจะส่งผลถึงจิตใจของพวกเขาแล้ว ยังส่งผลกับสมองของลูกอีกด้วย จะส่งผลอย่างไรนั้น วันนี้เราจะไปหาคำตอบพร้อม ๆ กันค่ะ

ไม่อยากให้ลูกโง่ ต้องไม่โกรธหรือโมโหลูกบ่อยจริงหรือ?

ไม่ว่าจะด้วยความเครียดจากการทำงาน สถานภาพทางการเงิน เหน็ดเหนื่อยจากการเลี้ยงลูก หรือการพักผ่อนไม่เพียง ย่อมส่งผลให้กับอารมณ์ของคุณพ่อแม่ให้โกรธง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมาเจอพฤติกรรมบางอย่างของลูก ที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ดังใจด้วยแล้ว ยิ่งทำให้อารมณ์นั้นโมโหได้ง่ายขึ้นไปใหญ่ จนเผลอพูดจาไม่ดีใส่ลูกไป

คุณพ่อคุณแม่ทราบกันหรือไม่คะว่า ภายหลังจากที่ลูกได้รับอารมณ์เหล่านั้นจากคุณพ่อคุณแม่แล้ว สมองของลูกแทนที่จะเอาไว้ใช้ในการคิดหรือพัฒนาสำหรับเรื่องอื่นนั้น กลับถูกปิดกั้นไปโดยปริยาย พร้อมกับครุ่นคิดอยู่กับสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่พูดมา และนั่นละค่ะ ทำให้สมองของลูกนั้นไม่พัฒนาไปได้เท่าที่ควรจะเป็น

ไม่อยากให้ลูกโง่
เครดิต: Dreamstime

เพราะสมองของมนุษย์ทุกคนนั้น จะมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดด้วยกันทุกคน และปฏิกิริยาตอบสนองของเราที่เกิดขึ้นเมื่อมีภัยอันตรายเข้ามาก็มีด้วยกัน 2 ทาง คือ ต่อสู้ป้องกันตัวเอง หรือ หนีเพื่อเอาตัวรอด เมื่อเราแสดงอาการโกรธเกรี้ยวหรือโมโหกับการกระทำของลูก เรากำลังทำให้สมองของลูกสั่งการว่าเขากำลังอยู่ในอันตราย ความนึกคิดของลูกก็จะวนเวียนอยู่กับการหาทางเอาตัวรอด หรือในบางครั้งก็ถึงขั้นคิดแก้แค้นเอาคืน ซึ่งผิดกับเวลาที่คุณพ่อคุณแม่แสดงความเห็นอกเห็นใจ สมองของลูกจะเข้าสู่ระบบของการใช้เหตุและผล ซึ่งสิ่งนั้นจะส่งผลให้สมองของพวกเขาพัฒนาสู่การเรียนรู้ได้มากกว่าเดิม

ดังจะสังเกตเห็นได้จากบางครอบครัว ถึงพวกเขาจะไม่ได้มีพร้อมร่ำรวยเหมือนครอบครัวอื่น แต่ทำไมลูกของครอบครัวนั้นถึงมีความสุข ผิดกับบางครอบครัวที่ร่ำรวยเสียเหลือเกิน แต่ไม่ใส่ใจลูก เจอหน้าลูกทีก็หงุดหงิด ตะโกนใส่จนทำให้เด็กเหล่านั้นกลายเป็นเด็กเก็บตัว ไม่สนใจคนรอบข้าง จนส่งผลให้การเรียนแย่ลง

ซึ่งนั่นหมายความว่า เมื่อลูกได้รับรู้ถึงความรัก ความปรารถนาดี และความเห็นอกเห็นใจจากพ่อแม่ก่อนที่เขาจะได้รับผลของการกระทำ ลูกจะไม่อยู่ในสภาวะที่ต้องหนีหรือต่อสู้ป้องกันตัวเองอีกต่อไป และจะไม่กลัวที่จะเรียนรู้ผลจากการกระทำของตนเอง โดยเด็กที่เติบโตมาในบรรยากาศการเลี้ยงดูเช่นนี้มักจะไม่โยนความผิดให้ผู้อื่น แต่จะเกิดจิตสำนึกอันดีที่จะหัดไตร่ตรองด้วยตนเองว่า การตัดสินใจครั้งต่อไปของเขาจะส่งผลอย่างไรต่อชีวิต และรู้จักคิดทบทวนว่าทางเลือกไหนที่เป็นทางที่ชาญฉลาดและปลอดภัยที่สุด

อ่านต่อ 3 วิธีระงับความโกรธไม่ให้ไปลงใส่ลูก >>


ขอบคุณข้อมูล: ฝึกวินัยและวิธีคิดให้เด็กเล็ก ตั้งแต่แรกเกิด ถึง 6 ขวบและ Woman Learns

ลูกโดนเพื่อนทำร้าย

ลูกโดนเพื่อนทำร้าย ที่โรงเรียน บังคับให้ขโมยเงินที่บ้าน ไม่ทำขู่ฆ่า!!

ลูกโดนเพื่อนทำร้าย ที่โรงเรียน เรื่องจริงจากหัวอกคนเป็นแม่ที่อยากให้สังคมรับรู้ถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นจริงกับตัวลูกชาย ทั้งนี้คุณแม่ได้ออกมาแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว และหลังจากเหตุการณ์นี้ได้เผยแพร่ออกไปได้สร้างความหดหู่สะเทือนใจให้กับคนเป็นพ่อแม่ยิ่งนัก ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีรายละเอียดมาให้ได้ทราบกันค่ะ

 

ลูกโดนเพื่อนทำร้าย ที่โรงเรียน บังคับให้ขโมยเงินที่บ้าน ไม่ทำขู่ฆ่า!!

เมื่อวานนี้(15 ธันวาคม 2560) คุณแม่ท่านหนึ่งได้โพสต์เรื่องราวที่ ลูกโดนเพื่อนทำร้าย ถูกคุกคามที่โรงเรียนมาตลอด 1 ปีเต็ม โดยมีหลักฐานเป็นบาดแผลตามร่างกาย และข้อความแชทพูดข่มขู่บังคับเอาเงิน โยถ้าไม่ได้เงินจำนวนตามที่บอกไว้ จะต้องถูกทำร้ายร่างกาย หลังจากเรื่องราวนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็ได้สร้างความหดหู่สะเทือนใจให้กับคนเป็นพ่อแม่อีกหลายครอบครัวเป็นอย่างมาก

และนี่คือเรื่องราวที่คุณแม่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Ae Supaporn ที่ได้บอกเล่าลำดับเหตุการณ์พร้อมหลักฐานที่ลูกชายวัย 14 ปีโดนบังคับ ถูกข่มขู่ ถูกทำร้ายมาตลอด 1 ปีเต็ม ขณะที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยม 2 ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง…

หัวอกแม่ เรื่องจริงที่แม่โพสต์แชร์ลูกถูกขู่ทำร้าย หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ไขมันเลว

ไขมันเลว คืออะไร พร้อมวิธีกำจัดออกจากร่างกาย

ไขมันเลว คืออะไรกันแน่ ทำไมเราถึงต้องกำจัดออกจากร่างกาย และนี่คือหลักการที่พ่อแม่ควรทำและไม่ควรทำ!

คุณพ่อคุณแม่ทราบกันไหมคะว่า ไขมันนั้นมีทั้งไขมันดี และไขมันเลว … หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบ แต่ไม่เป็นไรค่ะ เพราะวันนี้ทีมแม่ ABK ได้เตรียมข้อมูลดังกล่าวนี้มาฝากกันพร้อมกับหลักการที่เราทุกคนควรทำและไม่ควรทำ เพื่อการมีสุขภาพที่แข็งแรง

มาทำความรู้จักกับไขมันกันก่อน

ไขมัน คือสารอาหารที่มีความจำเป็นอย่างมากในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ซึ่งร่างกายต้องการไขมันเพื่อไปดูดซึมวิตามินต่าง ๆ นอกจากนี้ ไขมันนั้นยังเป็นองค์ประกอบที่ช่วยห่อหุ้มอวัยวะและกระดูก ช่วยให้ผิวหนังของเรามีความชุ่มชื่น ทั้งยังช่วยให้ร่างกายมีความอบอุ่น ในกระบวนการการสร้างไขมันนั้น ร่างกายของเรายังไม่สามารถสร้างไขมันบางชนิดได้ จำเป็นต้องได้รับไขมันบางส่วนมาจากอาหารเท่านั้น แต่หลาย ๆ คนอาจจะเพลิดเพลินกับการรับประทานอาหารมากจนเกินไป จนส่งผลให้เกิดไขมันสะสมในร่างกายทีละน้อย และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นโรคต่าง ๆ ตามมา

 

ไขมันเลว
credits: tappmedical.com, aboutyourcholesterol.com

ไขมันดี คืออะไร?

ไขมันดี หรือเราเรียกกันอีกอย่างว่า HDL (High Density Lipoprotein) นั้นเป็นไขมันที่มีความหนาแน่นสูง และดีกับหลอดเลือดแดงค่ะ เนื่องจากจะช่วยป้องกันไม่ให้คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และไขมันเลวนั้นสะสมอยู่ในหลอดแดงค่ะ ซึ่งหากร่างกายของเรานั้นขาดไขมันไม่ดีละก็ จะส่งผลทำให้เป็นการเพิ่มโอกาสการเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดได้ การที่เราจะเพิ่มไขมันดีในร่างกายนั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถเพิ่มได้ดังนี้ค่ะ

  •  ออกกำลังกายที่มีการใช้แรงงานปานกลางหรือแอโรบิกซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้เหนื่อยจนเหงื่อออก และออกกำลังต่อเนื่อง 10 นาทีขึ้นไป เที่สำคัญควรออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที หรือทุกวันถ้าเป็นไปได้
  • ควบคุมอาหารควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญพลังงาน และควรเลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่จะส่งผลทำให้ร่างกายมีไขมันดีต่ำลง
  • หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ เนื่องจากไขมันทรานส์จะไปเพิ่มไขมันเลว และลดไขมันดีในร่างกายลง อาหารที่มีไขมันทรานส์มากนั้นก็ได้แก่ เนยเทียม มาการีน ครีมเทียมต่าง ๆ ขนมกรุบกรอบต่าง ๆ เป็นต้น
  • เพิ่มอาหารที่มีกากใยสูง เช่น พืชผักต่าง ๆ และอาหารจำพวกธัญพืชต่าง ๆ หรือเมล็ดธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต โฮลวีท เป็นต้น

ไขมันเลว คืออะไร?

ไขมันเลว หรือไขมันไม่ดีนั้น เรียกได้อีกอย่างว่า LDL (Low Density Lipoprotein) ซึ่งเป็นไขมันที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวได้ ซึ่งไขมันนี้หากร่างกายสะสมมากก็จะส่งผลให้หลอดเลือดแข็งตัวจนเกิดเป็นภาวะหลอดเลือดตีบ นานวันเข้าก็จะทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน และส่งผลต่อการเป็นโรคความดันสูง โรคหัวใจขาดเลือด ไตวาย อัมพฤกษ์อัมพาต เป็นต้น ว่าแต่ไขมันเลวที่ว่านี้ มาจากไหนกันนะ

  • มาจากอาหารจำพวกไขมันอิ่มตัว ได้แก่ ไขมันจากสัตว์ จำพวกเนื้อหมู เนื้อไก่ (ยกเว้นเนื้อปลา) ไข่ เนย ชีีส น้ำสลัดสำเร็จรูป ไอศกรีม เค้ก คุ้กกี้เป็นต้น


เครดิต: 108 Health และ Honestdocs

ไขมันเลว

อาหารที่ควรกินและอาหารที่ควรเลี่ยง

หากต้องการให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงละก็ การเลือกรับประทานอาหารนั้น มีผลเป็นอย่างมากเลยละค่ะ และนี่คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรรับประทานและไม่ควรรับประทานตามหลัก 4 ไม่และ 5 ใช่ ดังนี้ค่ะ

หลัก 5 ข้อใช่ควรรับประทานนั้นได้แก่

  • เลือกทานเนื้อสัตว์ที่มีกรดไขมันอิ่มตัวน้อย ได้แก่ ปลา และไก่ไม่ติดมัน  โดยเฉพาะส่วนอก
  • ทานกรดไขมันโอเมก้า 3 เพราะช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ควรทานปลาที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือมากกว่า รวมถึง เมล็ดแฟลกซ์ น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ หรือเสริมน้ำมันปลา
  • ใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันชนิดโอเมก้า 9 ช่วยลดไขมันเลว(LDL)  เช่น เหยาะน้ำมันมะกอกในสลัดผัก ผัดหรือทอดอาหารด้วยน้ำมันเมล็ดชา น้ำมันรำข้าว น้ำมันคาโนล่า น้ำมันงา น้ำมันอัลมอนด์ ที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 9 ไม่ควรใช้น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว น้ำมันหมู มาประกอบอาหารโดยเฉพาะคนที่มีคอเลสเตอรอลสูงเพราะมีไขมันอิ่มตัวสูง
  • ทานโปรตีนจากถั่วเหลือง เพราะสารไอโซฟลาโวนในถั่วเหลืองช่วยลดไขมันเลว(LDL) และช่วยเพิ่มไขมันดี(HDL)
  • ดื่มชาเขียวประมาณ 2 ถ้วยต่อวัน ก็สามารถช่วยลดไขมันเลว(LDL) ในเลือดลงได้

หลัก 4 ข้อใช่ไม่ควรรับประทานได้แก่

  • ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงจากสัตว์ ยกตัวอย่างเช่น ไส้กรอก เบคอน กุนเชียง หมูยอ สำหรับเนื้อหมูและเนื้อวัวควรเลาะหนักและไขมันออกให้หมด ใช้แต่เนื้อล้วน ๆ
  • เลี่ยงอาหารที่ใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกะทิ
  • ลดอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ได้แก่ ไข่ปลา ไข่นกกระทา กุ้ง ปลาหมึก หอยนางรม เครื่องในสัตว์ วันไหนทานไข่แดงต้องไม่ทานร่วมกับกุ้ง ปลาหมึก เครื่องในสัตว์ แต่ถ้าเป็นไข่ขาวก็สามารถทานได้ทุกวันนะคะ
  • ลดอาหารที่มีไขมันทรานส์ ให้น้อยที่สุด ซึ่งไขมันนี้จะถูกนำมาใช้ในอุสาหกรรมทำเค้ก คุกกี้ เนยเทียม เนยขาว โดนัท เฟรนช์ฟรายส์ ป๊อบคอร์น ครีมเทียม เป็นต้น

ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่อยากมีสุขภาพที่ดีแล้วละก็ อย่าลืมเลือกรับประทานอาหารที่มีแต่ไขมันดี และที่สำคัญอย่าลืมหมั่นออกกำลังกายกันทุกวันด้วยนะคะ

เครดิต: Woman Learns

อ่านต่อเนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ของใช้ในบ้าน เชื้อโรค

7 ของใช้ในบ้าน เชื้อโรค สะสมมากรีบทำความสะอาดด่วน!!

ของใช้ในบ้าน เชื้อโรค สะสมอยู่มากๆ หยิบใช้กันทุกวันนั้นมีอยู่ด้วยกันถึง 7 อย่างที่เป็นแหล่งสะสม และแพร่เชื้อโรคสู่คนในบ้านอย่างคาดไม่ถึงเลยละค่ะ ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะพาไปสำรวจของใช้ในบ้านที่เขาว่าเชื้อโรคชอบหมักหมมแอบซ่อนอยู่กันมากที่สุด ซึ่งเมื่อรู้แล้วต้องรีบเคลียร์ทำความสะอาด และหมั่นเปลี่ยนชิ้นใหม่กันบ่อยๆ ด้วยนะคะ

 

ของใช้ในบ้าน เชื้อโรค ชอบอาศัยอยู่มากที่สุด!!

ตกใจเลยค่ะพอบอกว่า ของใช้ในบ้าน เชื้อโรค ชอบแอบซ่อนอยู่มากที่สุด แล้วก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กๆ และทุกคนในบ้านป่วยกระเสาะกระแสะกันอยู่บ่อยๆ เราเองนี่อยากจะโละทิ้งเปลี่ยนใหม่ให้หมดเลย แต่ก็มานั่งตั้งสติว่าถ้าของใช้บางอย่างเราแค่หมั่นทำความสะอาดบ่อยๆ ตากแดดฆ่าเชื้อโรคก็พอจะได้อยู่ แต่ถ้าเป็นของใช้ในบ้านบางอย่างที่ถ้าหมดอายุการใช้งานก็สมควรแก่การเปลี่ยนใหม่ นึกไปนึกมาว่าแต่ 7 ของใช้สะสมเชื้อโรคที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง ไปค่ะไปสำรวจพร้อมกันทุกบ้านเลยค่ะ…

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาเตือนถึงของใช้ในบ้านที่ใช้กันอยู่ทุกวันมีอยู่ 7 อย่างที่ถือเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคสูงสุด และก็แนะนำให้ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ หรือไม่ก็ควรเปลี่ยนเอาของเก่าออกไป แล้วใส่ของใหม่เข้าไปแทนที เพียงเท่านี้ก็ไม่กลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค สุขภาพของลูกๆ รวมถึงทุกคนในบ้านก็แข็งแรงห่างไกลโรคแล้วค่ะ

1. ฟองน้ำล้างจาน ชาม ฯลฯ

เห็นหลายๆ บ้านเลยค่ะที่ใช้ฟองน้ำล้างจาน ชาม ภาชนะที่เหี่ยว เปื่อยแล้วก็ไม่ยอมเปลี่ยนใหม่สักที แนะนำว่าควรเปลี่ยนใช้ฟองน้ำชิ้นใหม่ได้แล้วนะคะ

วิธีทำความสะอาด

สำหรับฟองน้ำหลังจากที่ใช้ทำความสะอาดภาชนะเสร็จแล้ว ให้ล้างน้ำเปล่าให้สะอาด แล้วตากแดดไว้สัก 2-3 ชั่วโมง หรือใช้น้ำส้มสายชู 4 ช้อนโต๊ะผสมน้ำเปล่าครึ่งลิตร จากนั้นนำฟองน้ำแช่ไว้ 1 คืน หรือจะใช้เป็นผลิตภัณฑ์ล้างจานที่มีคุณสมบัติช่วยยับยังแบคทีเรียล้างทำความสะอาดฟองน้ำก็ได้เช่นกันค่ะ  ควรฆ่าเชื้อโรคที่ฟองน้ำประมาณ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ จนกว่าจะเปลี่ยนใช้ฟองน้ำก้อนใหม่ค่ะ

2. ใยอาบน้ำ ขัดผิว

บ้านไหนที่ชอบใช้ไม่ว่าจะเป็นใยบวบ หรือใยสังเคราะห์สำหรับอาบน้ำ คือบางทีบ้านนึงมีสมาชิก 5 คนก็ใช้ร่วมกัน ขอบอกว่านี่ก็เป็นของใช้ในบ้านอีกชิ้นที่เชื้อโรคชอบกันนัก

บทความแนะนำ คลิก>> วิจัยเผย!แปรงสีฟัน แหล่งสะสมเชื้อโรค เสี่ยงลูกเป็นโรคช่องปาก

วิธีทำความสะอาด

ในเมื่อถูกใช้งานมากก็ต้องทำความสะอาดให้หนักๆ หลังใช้เสร็จแล้วกันด้วยนะคะ เพื่อสุขอนามัยที่ดีของทุกคนในครอบครัว สำหรับใยอาบน้ำ หรือฟองน้ำอาบน้ำ ให้ซักด้วยสบู่และน้ำสะอาด จากนั้นนำไปแขวนผึ่งแดดให้แห้งเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค แนะนำว่าควรทำความสะอาดหลังใช้ทุกครั้ง หรืออย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ และก็ควรเปลี่ยนใย หรือฟองอาบน้ำใหม่ทุก 3 สัปดาห์ค่ะ

7 ของใช้ในบ้านแหล่งสะสมเชื้อโรค เสี่ยงป่วยเรื้อรัง หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ผลไม้กินแก้ไอ-เสมหะ

6 ผลไม้แก้ไอ ขับเสมหะ แม่ท้องกินได้ปลอดภัยไม่ต้องใช้ยา

ผลไม้แก้ไอ ขับเสมหะ อะไรบ้างนะที่คนท้องกินได้อย่างปลอดภัย เพื่อจะได้ลดการซื้อยาแผนปัจจุบันมาทาน จริงๆ แล้วผลไม้ที่มีคุณสมบัติเป็นยาด้วยนั้นมีอยู่หลากหลายชนิดค่ะ อยากรู้ไหมคะว่ามีผลไม้อะไรบ้างที่ทานแล้วช่วยเรื่องอาการไอ ขับเสมหะได้ผลดี ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีมาฝากคุณแม่ท้องกันตามนี้เลยค่ะ

 

ผลไม้แก้ไอ ขับเสมหะ แม่ท้องกินได้ไม่ต้องทานยา

คุณแม่ท้องถามกันเข้ามาบ่อยๆ ว่าเวลาไม่สบายไอมีเสมหะไม่อยากกินยา แต่จะกินเป็น ผลไม้แก้ไอ ขับเสมหะ พอจะมีแนะนำบ้างไหม มีแน่นอนเพราะว่าจริงๆ แล้วผลไม้ใกล้ตัวที่เราทานกันอยู่ทุกวันตลอดฤดูกาลนั้น ก็มีอยู่หลายชนิดเลยค่ะที่มีสรรพคุณเป็นยาได้ด้วยเหมือนกัน

อาการไอมีเสมหะ โดยมากแล้วมักมีสาเหตุจากอาการหวัด ที่บางคนอาจมีการไอ และมีเสมหะร่วมด้วยอยู่นานเป็นสัปดาห์ถึงแม้ว่าหวัดคัดจมูกจะทุเลาลงแล้วก็ตาม ซึ่งการดูแลเบื้องต้นที่คุณแม่ท้องควรทำคือ…

  1. นอนหลับผักผ่อนให้เพียงพอ
  2. ดื่มน้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิห้อง แทนการดื่มน้ำเย็น
  3. งดของหวานๆ เช่น น้ำผลไม้ ชา ช็อกโกแลต ขนมหวานต่างๆ ฯลฯ
  4. ทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ช่วงเป็นหวัดเน้นผลไม้กลุ่มวิตามินซีให้มากขึ้น
บทความแนะนำ คลิก>> 5 คุณประโยชน์มหัศจรรย์ของ “ส้มโอ” สำหรับคนท้อง

ส่วนอาการไอ มีเสมหะ เพื่อหลีกเลี่ยงการทานยาแก้ไอในระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถทานผลไม้เหล่านี้ได้ เนื่องจากมีสรรพคุณเป็นยาช่วยในเรื่องแก้ไอ ขับเสมหะได้ดีมากค่ะ…

อ่านต่อ 6 ผลไม้กินเป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะสำหรับแม่ท้อง หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เด็กสองภาษา

4 ข้อได้เปรียบของการเป็น เด็กสองภาษา

อยากให้ลูกเป็น เด็กสองภาษา จำเป็นต้องส่งเขาเข้าเรียนโรงเรียนอินเตอร์ พร้อม 4 ข้อได้เปรียบของการพูดภาษาได้

 

 

คุณพ่อคุณแม่ว่าไหมคะว่า ยุคนี้ นอกจากจะเป็นยุคดิจิตอลแล้วยังเรียกได้ว่า เป็นยุคทองของภาษาอีกด้วย ใครมีภาษาดี มากกว่าหนึ่งขึ้นไป จัดได้ว่าเก่งอนาคตไกลแน่นอน ยิ่งยุคนี้เป็นยุคของ AEC ด้วยแล้ว บทบาทของภาษาจึงมีให้เราได้พบได้เห็นกันเป็นอย่างมาก

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่มีการผุดของโรงเรียนสองภาษา และโรงเรียนอินเตอร์เพิ่มขึ้นมากมาย เพราะทุกคนรู้ดีว่า ของแบบนี้ได้ใช้แน่นอน … ครอบครัวไหนมีฐานะหน่อย ก็พากันส่งลูกเรียนโรงเรียนที่มีการสนับสนุนในเรื่องนี้ แต่ครอบครัวไหนที่มีฐานะปานกลาง ก็คงต้องช่วยเหลือตัวเองกันไป … จึงกลายเป็นที่มาของคำถามมากมายจากคุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านว่า “ฉันก็อยากให้ลูกได้ดี พูดภาษาเก่ง ๆ แต่ฉันไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น แล้วฉันจะต้องทำอย่างไร”

อ่านต่อเนื้อหาเพิ่มเติม >>

อยากให้ลูกคิดเป็น

อยากให้ลูกคิดเป็น ต้องปลูกฝัง 17 สิ่่งนี้

อยากให้ลูกคิดเป็น อยู่เป็น เอาตัวรอดได้ คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ให้กับลูก…

 

 

เพราะบนโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด การปลูกฝังให้ลูกอยู่รอดให้เป็น เอาตัวรอดให้ได้ เพื่อในวันข้างหน้า ลูกจะได้มีอนาคตที่ดี … เพราะทีมงาน Amarin Baby and Kids ตระหนักถึงความสำคัญนี้ประกอบกับไปอ่านเจอบทความนึงเข้า จึงมีความรู้สึกว่า เรื่องราวดี ๆ แบบนี้ หากไม่รีบนำมาฝากคุณพ่อคุณแม่คงจะต้องเสียใจเป็นแน่

มีนักเขียนหนังสือท่านหนึ่งนามว่า Gerard I. Nierenberg ได้พูดถึงเรื่องนี้ผ่านหนังสือที่ชื่อว่า Art of Creative Thinking หรือศิลปะแห่งการคิดสร้างสรรค์ว่า “รางวัลชีวิตของพวกเรา ไม่ได้มาจากการมีสมอง แต่มาจากการใช้สมองต่างหาก” ดังนั้น เมื่อมีสมองแล้ว หากไม่ลับให้คม ไม่คิดไม่ใช้อยู่เสมอ ก็จะไม่เกิดประโยชน์ แล้วจะมีคุณค่าได้อย่างไร

อ่านต่อบทความนี้เพิ่มเติม คลิก>>

ออกกำลังกายสมอง

ออกกำลังกายสมอง เพิ่มความเก่งให้ลูกน้อย

ออกกำลังกายสมอง ช่วยเพิ่มความเก่งให้ลูกฉลาดคิดและเรียนรู้ได้นะคะ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกๆ เป็นเด็กที่ ฉลาด และเรียนรู้เก่ง สิ่งสำคัญจะต้องเริ่มกระตุ้นส่งเสริมให้กันตั้งแต่ที่ลูกยังเล็กๆ ค่ะ  ฉะนั้นไปดูกันว่าเราจะสามารถเพิ่ม ความเก่งให้ลูกด้วยการออกกำลังกายสมองได้อย่างไรกันบ้าง?

 

ออกกำลังกายสมอง เพิ่มความเก่งให้ลูก!!

การกระตุ้นสมองลูกให้ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพมีอยู่หลายวิธีค่ะ ซึ่งการ ออกกำลังกายสมอง ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีมากๆ ต่อ สมองของเด็ก และวิธีต่อไปนี้คือการออกกำลังกายให้สมองของลูกน้อยได้ทำงานอย่างเต็มศักยภาพ ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

วิธีกระตุ้นสมองต่อไปนี้ถือเป็นการบริหารสมองให้กับลูกๆ ได้ดี ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่ลูก 2-5 ขวบขึ้นไปค่ะ

1. ฝึกให้ลูกสังเกตสี

ไม่ต้องออกไปซื้ออุปกรณ์ให้เสียเงินในกระเป๋าแพงๆ ค่ะ เพราะแค่เปิดตู้เย็นหยิบเอาผัก ผลไม้ ซึ่งแน่นอนว่ามีทั้ง สีเขียว ขาว ส้ม แดง ม่วง เหลือง ฯลฯ คุณแม่แค่หยิบขึ้นมาแล้วถามลูกว่า “แอปเปิลมีสีเรียกว่าอะไร” , “แครอทสีอะไร” , “แตงโมมีเปลือก และเนื้อสีอะไร” เป็นต้น แล้วยังทำได้ทุกทีที่พาลูกไป เช่น นั่งรถออกไปข้างด้วยกัน คุณแม่สามารถชี้ชวนให้ลูกดูว่ารถที่วิ่งอยู่มีสีอะไรบ้าง ต้นไม้ ดอกไม้ที่อยู่ข้างมีสีอะไร เท่านี้ก็เป็นการช่วยกระตุ้นฝึกให้ลูกใช้ความคิด เรียนรู้ และจดจำรายละเอียดต่างๆ รอบตัวได้แล้วค่ะ

2. ฝึกให้ใช้มือซ้าย มือขวาสลับกัน

โดยมากแล้วเด็กๆ จะถนัดการใช้มือขวากันทุกคนอยู่แล้ว ทั้งใช้ตักข้าวเข้าปาก อาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน หรือหยิบจับอะไรก็จะใช้มือขวาเป็นหลัก ง่ายๆ ค่ะแค่ลองให้ลูกสลับมือที่ถนัดในการหยิบ จับสิ่งของ อาจเริ่มจากน้ำหนักเบาๆ ก่อน ใช้ทั้งมือซ้าย มือขวา วางสิ่งของสลับกัน สัปดาห์หนึ่งให้ทำสัก 1-2 ครั้ง ถือเป็นการกระตุ้นการทำงานของสมองให้ตื่นตัวรับกับคำสั่งใหม่ๆ ได้ดีมากค่ะ

3. ฝึกให้ลูกเล่นต่อจิกซอว์

ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ลูกคิดและวางแผนได้ดีมากๆ ค่ะ เพราะถ้าเด็กๆ อยากจะต่อให้เป็นรูปร่าง หรือสัตว์อะไร ก็จะต้องดูว่าภาพชิ้นนี้ สีแบบนี้ รอยต่อแบบนี้ควรจะจับวางไว้ตรงไหนถึงจะเข้าได้แบบพอดี ถึงจะออกมาสำเร็จตามที่กำหนดเอาไว้

4. ฝึกให้วงกลมภาพที่เหมือนกัน

เชื่อว่าพ่อแม่ต้องเคยเล่นกิจกรรมนี้กันมาก่อนค่ะ ซึ่งสนุกมากๆ อุปกรณ์ง่ายมากค่ะ แค่หาตัวอย่างภาพจากอินเตอร์เน็ตแล้วปริ้นทร์ออกมา ให้ลูกใช้ดินสอสี หรือปากกาเมจิสีๆ ก็ได้ ให้เขาสังเกตความเหมือนกันระหว่างสองภาพ ว่ามีจุดไหน มุมไหน หรือรายละเอียดของภาพตรงส่วนไหนที่เหมือนกันบ้าง มีทั้งหมดกี่จุดแล้วก็ให้วงกลมลงไป เด็กๆ จะได้ใช้ความคิดกันแบบเต็มๆ เลยค่ะ

5. ฝึกให้อ่านหนังสือตั้งแต่เล็กๆ

การอ่านหนังสือเป็นรากฐานความรู้ เป็นคลังข้อมูลที่ดีสำหรับเด็กๆ เลยละค่ะ เริ่มต้นจากหนังสือภาพอย่างเดียว แล้วค่อยเปลี่ยนมาเป็นหนังสือภาพที่มีตัวหนังสือไม่กี่คำ จากนั้นเปลี่ยนมาเป็นหนังสือที่มีภาพน้อยลง แต่มีตัวหนังสือ มีเรื่องราวเพิ่มมากขึ้น ง่ายๆ คือให้เปลี่ยนไปตามช่วงวัยของลูกค่ะ การอ่านช่วยฝึกให้สมองจดจำข้อมูลใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

6. ฝึกให้ออกกำลังกาย

การพาลูกไปเดินเล่น วิ่งช้าๆ หรือปั่นจักรยาน ฯลฯ จะช่วยทำให้เลือดสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงร่างกายทุกส่วนได้ดี รวมถึงสมองที่ได้รับทั้งเลือด ทั้งออกซิเจนอย่างเต็มที่ ก็จะทำให้สมองแข็งแรงสามารถเรียนรู้ จดจำเก็บข้อมูลได้อย่างเต็มที่ ไม่มีตกหล่นค่ะ

7. ฝึกให้นับเลขถอยหลัง

เด็กมักจะถูกสอนให้ทำอะไรตามแบบแผน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีค่ะ แต่ถ้าลองปรับเปลี่ยนให้เป็นกิจกรรมสนุกๆ เพื่อพัฒนาสมอง การนับเลขแบบถอยหลังก็ดีค่ะ คุณแม่ลองให้ลูกนับเลข 1-10 ตามปกติสัก 1-2 รอบ จากนั้นลองเปลี่ยนให้ลูกนับจากเลข 10 ไปเลข 1  จะกระตุ้นให้สมองจดจำได้ดีมากๆ ค่ะ

8. ฝึกให้ลูกได้รับโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อสมอง

โภชนาการสารอาหารที่มีประโยชน์สมารถช่วยเติมเต็มให้สมองทำงานได้อย่างเต็มที่ค่ะ โดยเฉพาะการเริ่มต้นด้วยนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด เพราะในนมแม่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และสมองลูกอย่างครบถ้วนและก็หลากหลายด้วย  หรือหากเมื่อถึงเวลาที่ต้องหานมเสริมให้ลูก แนะนำว่าควรเป็นนมที่เต็มไปด้วยคุณค่าสารอาหารจากธรรมชาติ อย่าง “นมแพะ” ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมากค่ะ เพราะในนมแพะอุดมด้วย…

  • โปรตีน CPP (Casein phosphopeptides) ซึ่งเป็นโปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ทำให้ร่างกายดูดซึมนำไปใช้งานได้เต็มที่ และช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ช่วยให้เด็กๆ เติบโตแข็งแรง มีพัฒนาการที่สมวัย ทั้งพัฒนาการด้านร่างกาย พัฒนาการการเรียนรู้ของสมอง ฯลฯ
  • พรีไบโอติก ชนิด Oligosaccharide เช่น Inulin และ Oligofructose ซึ่งเป็นใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหาร เพราะทนต่อน้ำย่อย กรด ด่าง ในกระเพาะและลำไส้ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ เช่น แลคโตบาซิลัส และบิฟิโดแบคทีเรีย จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ลดการอักเสบบริเวณลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง

นอกจากนี้ในนมแพะยังมีคุณค่าสารอาหารอีกหลากหลายชนิด ที่ต้องบอกว่าครบถ้วนเติมเต็มให้ลูกได้อย่างเต็มที่ นั่นคือ

ดีเอชเอ+เออาร์เอ (DHA + ARA) : สารอาหารสองตัวนี้เป็นกรดไขมันที่มีส่วนสำคัญช่วยในการพัฒนาสมองและการมองเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โอเมก้า 3 6 9 (OMEGA 3 6 9) : กรดไขมันจำเป็นไลโนเลนิก(โอเมก้า 3) กรดไลโนเลอิก(โอเมก้า 6) กรดโอเลอิก(โอเมก้า 9) ซึ่งโอเมก้า 3 6 เป็นสารตั้งต้นของ DHA และ ARA และโอเมก้า 9 จะช่วยในการทำงานของสมอง

วิตามินบี 12 (VITAMIN B 12) : มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาท

แคลเซียม (CALCIUM) : มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูดและฟันที่แข็งแรง

ทั้งหมดนี้คือวิธีที่จะช่วยให้สมองของเด็กๆ ทำงานกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และก็เติบโตขึ้นไปเป็นคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีพัฒนาการทุกด้านที่สมวัยด้วยค่ะ

อะโพไคร์น

อะโพไคร์น คืออะไรในกระบวนการสร้างน้ำนมแม่ ?

อะโพไคร์น คุณแม่อยากรู้ไหมว่าคืออะไร สำหรับใครที่กำลังเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หรือวางแผนว่าถ้าคลอดลูกแล้วตั้งใจว่าจะให้ลูกกินนมแม่ เราจะไปค้นหาคำตอบพร้อมกันว่าอะโพไคร์นเกี่ยวข้องอย่างไรกับน้ำนมแม่กันค่ะ

 

อะโพไคร์น คืออะไร?

ในนมแม่มีระบบการสร้างน้ำนมที่เรียกว่า อะโพไคร์น ซึ่งแตกต่างจากระบบการสร้างน้ำนมทั่วๆ ไป คุณแม่อยากรู้ไหมคะว่าระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไคร์นนี้มีการทำงานอย่างไร

ระบบการสร้างน้ำนมโดยทั่วไปนั้นมี 2 แบบ คือ…

  • แบบเมโรไครน์ (Merocrine) ระบบการสร้างน้ำนมแบบนี้พบในสัตว์ให้นมขนาดใหญ่
  • แบบอะโพไคร์น (Apocrine) ระบบการสร้างน้ำนมแบบนี้จะพบในคน ซึ่งเป็นระบบการสร้างน้ำนมที่ให้สารอาหารจากธรรมชาติ หรือเรียกว่า Bioactive Components ในปริมาณสูง นั่นจึงทำน้ำนมแม่มีคุณค่าสารอาหารที่จำเป็นต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตลูกน้อยอย่างครบถ้วน

สารอาหารที่สำคัญในน้ำนมแม่

สำหรับสารอาหารที่มีอยู่ในนมแม่ล้วนสำคัญและจำเป็นต่อร่างกายของลูกน้อยอย่างมาก น้ำนมแม่ขึ้นชื่อว่าเป็นสุดยอดอาหารที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าสารอาหารที่หลากหลายครบถ้วน มีทั้งสารภูมิคุ้มกัน เอนไซม์ ฮอร์โมน ไปจนถึงเม็ดเลือดขาว (Leukocytes) ที่เป็นสารภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับเชื้อโรค

มีโปรตีน เวย์ (Whey) และเคซีน (Casein) ซึ่งโปรตีนในน้ำนมแม่เป็นชนิดที่ย่อยง่าย มีกรดไขมัน น้ำตาลแลคโตส ดีเอชเอ ลูทีน ทอรีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน A, B1, B2, B6, B12, C, D, E, K และแร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ เหล็ก แคลเซียม ไอโอดีน พรีไบโอติก (Prebiotics) เป็นต้น

และทราบหรือไม่คะว่า นมแพะ ก็มีระบบการคัดหลั่งน้ำนมแบบอะโพไครน์ (Apocrine) ด้วยเช่นกัน นมแพะมีสารอาหารจากธรรมชาติที่มีประโยชน์ ซึ่งเป็นสารอาหารจากธรรมชาติที่พบเฉพาะในน้ำนมที่ได้มาจากระบบอะโพไคน์ (Apocrine) โดยที่ไม่ต้องสังเคราะห์แล้วเติมลงไป ซึ่งสารอาหารที่สำคัญมีอยู่ 4 ชนิด คือ

  • นิวคลีโอไทด์ เป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อย
  • ทอรีน ช่วยให้การทำงานของสมองและจอประสาทตาลูกดีขึ้น
  • โพลีเอมีนส์ ส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์
  • โกรทแฟคเตอร์ ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต และภูมิคุ้มกัน

การมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกคุณแม่สามารถเริ่มได้ตั้งแต่ลูกแรกคลอดด้วยการให้ลูกได้ทานน้ำนมแม่ที่เป็นสุดยอดอาหารมื้อแรกที่สำคัญ และมีประโยชน์ต่อร่างกายของลูกมากๆ เพื่อที่ลูกจะได้มีพัฒนาการการเจริญเติบโตที่สมวัย สุขภาพร่างกายแข็งแรงค่ะ

ดูแลผิวช่วงหน้าหนาว

ดูแลผิวช่วงหน้าหนาว ของลูกให้ห่างไกล ผิวแห้งที่อาจนำมาสู่ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่แห้งและคัน

ดูแลผิวช่วงหน้าหนาว เมืองไทยบ้านเราเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวแล้วค่ะ ซึ่งอากาศเย็นๆ แบบนี้มักทำให้ผิวพรรณแห้งกร้าน  เพราะขาดความชุ่มชื้น ยิ่งโดยเฉพาะกับผิวของเด็กๆ ที่มักจะมีปัญหาได้ง่ายมากกว่าผิวของผู้ใหญ่  ดังนั้นเพื่อเป็นการดูแลผิวลูกน้อยให้ดูมีสุขภาพดี ไม่เกิดปัญหาผิวแพ้ที่นำมาสู่ผื่นภูมิแพ้ แห้ง และคัน เรามีวิธีดูแลง่ายๆ มาฝากคุณแม่กันค่ะ

 

ดูแลผิวช่วงหน้าหนาว ให้ลูกน้อยแม่ต้องมีตัวช่วยที่ดีถึงจะเอาอยู่!!

คุณแม่มือใหม่ที่มีข้อสงสัยว่าทำไมจะต้องดูแลผิวพรรณช่วงหน้าหนาวให้กับลูกมากเป็นพิเศษ นั่นก็เพราะว่าผิวของลูกตั้งแต่วัย ทารกไปจนถึงวัยเด็กเล็ก โครงสร้างผิวของพวกเขายังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ส่งผลให้ความแข็งแรงของผิวมีไม่เท่ากับผิวของผู้ใหญ่ และเมื่อต้องเจอกับสภาพอากาศ หรือมลภาวะต่างๆ ที่มาสัมผัสกับผิว ทำให้ผิวเกิดการแพ้ระคายเคืองได้ง่าย อย่าง ในช่วงหน้าหนาวที่อากาศเย็นๆ คุณแม่มักพบว่าผิวลูกมักเกิดอาการแห้งแตกเป็นขุย ผิวที่แห้งมักทำให้เกิดอาการคัน หากลูก เกามากๆ จากผิวที่แห้งแตกจะยิ่งทำให้เกิดรอยแดงและแตกมากยิ่งขึ้นได้ค่ะ

ดังนั้นเพื่อเป็นการดูแลผิวลูกในช่วงหน้าหนาวให้ดูมีสุขภาพดี ไม่แห้งกร้านจากการขาดความชุ่มชื้น คุณแม่ควรหาผลิตภัณฑ์สำหรับใช้กับผิวเด็กโดยเฉพาะค่ะ ในการเพิ่มความชุ่มชื้นสร้างเกราะปกป้องผิวลูกให้แข็งแรง อยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะได้หมดปัญหาเรื่องผิวแห้ง  ผิวที่แห้งอาจนำมาสู่ผื่นภูมิแพ้ที่จะคันมากในช่วงหน้าหนาวนี้ค่ะ

Ezerra Cream

วิธีการดูแลบำรุงผิวให้ลูกในฤดูหนาวอากาศเย็นๆ แบบนี้ เพื่อไม่ให้ผิวลูกขาดความชุ่มชื้นจนแห้งกร้าน และนำไปสู่อาการ  คัน แนะนำว่าให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่อ่อนโยนต่อผิวของลูกเล็กๆ อย่าง Ezerra Cream ที่สามารถทาบำรุงผิวเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวลูกหลังอาบน้ำได้ทุกวัน หรือจะทาบำรุงระหว่างวันก็ได้เช่นกัน รวมทั้งยังสามารถใช้รักษากับ ผิวที่มีอาการแพ้ อย่างผื่นภูมิแพ้ก็ได้เช่นกันค่ะ  ข้อดีของ Ezerra Cream คือ อ่อนโยนต่อผิวบอบบางของลูกน้อย ไม่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ ไม่มีพาราเบนที่เป็นสารกันเสีย ไม่มีน้ำหอม ซึ่งคุณแม่สบายใจได้ว่าสามารถใช้กับผิวลูก ต่อเนื่องได้อย่างปลอดภัย

นอกจากการทาครีมบำรุงผิวเป็นประจำทุกวันแล้ว การอาบน้ำในช่วงหน้าหนาวให้ลูกก็อาจเป็นการทำร้ายผิวได้เช่นกัน นั่น ก็เพราะว่าคุณแม่มักอาบน้ำอุ่นให้ลูก การอาบน้ำอุ่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นได้ง่ายมากด้วยเช่นกัน  ฉะนั้นเพื่อไม่ให้ผิวลูกถูกทำร้ายจากการอาบน้ำอุ่น คุณแม่ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ให้กับผิวลูกในทุกวันด้วย Ezerra extra gentle cleanser ด้วยนะคะ

Ezerra extra gentle cleanser

สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงดูแลผิวลูกน้อยทั้ง 2 ตัว คือ Ezerra Cream  กับ Ezerra extra gentle cleanser คุณแม่สามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายยา ซึ่งจะมีเภสัชกรให้คำแนะนำในการใช้อย่างละเอียดและถูกต้องให้ค่ะ

คุณแม่มีตัวช่วยดีๆ ในการบำรุงและดูแลผิวลูกแล้ว แบบนี้ก็หมดห่วงไม่ต้องกังวลว่าผิวแห้งที่อาจนำมาสู่ผื่นภูมิแพ้ จากสภาพอากาศที่หนาวเย็นอีกต่อไปแล้วค่ะ 

ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ www.ezerrathailand.com