พฤติกรรม ส่งผลเสียต่อสมอง

7 พฤติกรรมเสี่ยงส่งผลเสียต่อสมองของลูกน้อย

พ่อแม่ทุกคนต่างก็อยากให้ลูกน้อยของตัวเองเป็นเด็กฉลาด มีความรู้ ความสามารถรอบด้าน เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข แต่คุณพ่อ คุณแม่รู้หรือไม่ ยังมีพฤติกรรมบางอย่างที่ ส่งผลเสียต่อสมอง ทำให้พัฒนาการของลูกน้อยช้าลง ส่งผลต่อศักยภาพการเรียนรู้ของลูกน้อย

 

พฤติกรรม ส่งผลเสียต่อสมอง

1.ปล่อยให้ลูกขาดสารอาหาร

การปล่อยให้ลูกน้อยขาดสารอาหาร และมีภาวะโภชนาการที่ไม่ดี เพราะไม่ได้ให้รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หรือทำให้ลูกน้อยขาดสารอาหารที่จำเป็นบางอย่างสำหรับเด็ก เช่น ไอโอดีน ธาตุเหล็ก น้ำ จะทำให้สมองมีพัฒนาการที่ไม่ดี การเรียนรู้ในสิ่งใหม่จึงไม่สามารถทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ส่งผลเสียต่อสมอง

2.การอบรมเลี้ยงดูลูกไม่ดี

การอบรมเลี้ยงดูเด็ก ด้วยการดุด่า ตีลูก ขู่ลูก หรือหลอกให้กลัว จะส่งผลเสียต่อความกล้าในการเรียนรู้ของเด็กๆ รวมถึงการไม่ให้กำลังใจ ไม่แสดงความรัก ความอบอุ่น และการทะเลาะกันต่อหน้าลูกน้อย จะทำให้ลูกน้อยเกิดความไม่กระตือรือร้นในการเรียนรู้ เพราะมีจิตใจที่อ่อนแอได้

3.สิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชนที่ไม่ดี

เด็กเล็กๆ เหมือนผ้าขาวที่ยังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ และเลียนแบบพฤติกรรมของคนรอบข้าง ถึงแม้ว่าคุณพ่อ คุณแม่จะเลี้ยงดูลูกน้อยดีมากแค่ไหน หากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี มีการทะเลาะเบาะแว้ง มั่วสุม ก็อาจจะเป็นตัวอย่างที่จะชักจูงให้ลูกน้อยเกิดความเสียหาย และทำตามพฤติกรรมที่ไม่ดีได้

4.ทำให้ลูกไม่มีความสุข

ความสุข เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กๆ เกิดการพัฒนาความรู้ ความสามารถของตนเอง การปล่อยให้ลูกน้อยอยู่ในอารมณ์ขุ่นมัว วิตกกังวล จะส่งผลต่อสารเคมีในสมองได้ ลองชวนลูกน้อยเล่นเกมสนุกๆ เพื่อสร้างความมั่นใจ และผ่อนคลายจากความทุกข์

 

อ่านต่อ “7 พฤติกรรมส่งผลเสียต่อสมองของลูกน้อยคลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ข้าวต้ม

4 ประโยชน์ของ ข้าวต้ม ที่มีดีมากกว่าการให้ลูกทาน

ข้าวต้ม เมนูง่าย ๆ ที่ประโยชน์เหลือเชื่อ พร้อม 3 เมนูที่เหมาะกับการทำให้ลูกได้ทาน

 

 

เมื่อถึงเวลาที่ลูกเริ่มโตขึ้น การให้ลูกได้รับประทานอาหารเสริมควบคู่ไปด้วยนั้นควรที่จะเริ่มทำตอนที่ลูกมีอายุได้ 6 เดือนค่ะ โดยคุณแม่สามารถเลือกขั้นตอนการให้อาหารกับลูกในช่วงแต่ละเดือน ดังนี้

1. ลูกอายุ 6 เดือน ในช่วงนี้ให้เริ่มทานกล้วย แอปเปิล มันฝรั่ง แครอท ข้าวขาว ข้าวกล้อง แต่อาหารเด็กอ่อนนั้น จะต้องต้มให้เปื่อยหรือบดให้ละเอียดเท่านั้น และควรให้ทานในปริมาณน้อย

2. ลูกอายุ 6 – 9 เดือน เมื่อเด็กมีอายุมากกว่า 6 เดือน ให้เริ่มเพิ่มอาหารเหล่านี้ลงไป เช่น มะละกอ องุ่น พริกหยวก มะเขือ ถั่วเหลือง เต้าหู้ ไข่แดงสุก เนื้อปลา เนื้อไก่ เนื้อหมู เห็ด งา อาหารเด็กอ่อนนั้นควรบดอาหารเหล่านี้ให้ละเอียดค่อนข้างหยาบ สามารถทานได้ 3 มื้อ

3. ลูกอายุ 10 – 12 เดือน ในช่วงนี้เด็กสามารถทานอาหารได้ทุกอย่างของเด็กอายุ 6 – 9 เดือน สิ่งที่ควรเพิ่มมาก็คือมะม่วงสุกมะเขือเทศ ผักโขมบด สามารถทานได้ทั้ง 3 มื้อ

4. ลูกอายุ 12 เดือนขึ้นไป เด็กทารกในช่วงนี้สามารถทานอาหารที่กล่าวมาได้ทั้งหมด ให้ลองเพิ่มผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ข้าวโพด น้ำผึ้ง ถั่วลิสง เนยถั่ว หากสังเกตว่าลูกมีฟันขึ้นเยอะแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องกินข้าวบดที่เป็นอาหารเด็กอ่อน สามารถเริ่มกินข้าวเม็ดได้เลย
เทคนิค การปรุงอาหารเด็กอ่อน

ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึงเมนู “ข้าวต้ม” กันค่ะ ว่าทำม๊ายทำไม ข้าวต้มถึงมีประโยชน์มากกว่าการให้ลูกรับประทาน

คลิกดูข้อดี ของการป้อนข้าวต้มให้ลูกได้ทาน

การ “อาบน้ำทารกแรกเกิด” ไม่จำเป็นต้องทำทุกวัน

สถาบันกุมารแพทย์ชื่อดังเผย! ไม่จำเป็นเลยที่จะต้อง อาบน้ำทารกแรกเกิด ทุกวัน!

 

 

เพราะกลัวลูก ๆ ไม่สะอาด คุณพ่อคุณแม่ก็เลยจับลูกที่เป็นเด็กทารกแรกเกิดถึงสามเดือนนั้นอาบน้ำกันทุกวัน เผลอ ๆ วันละสองเวลา … แต่ทราบหรือไม่คะว่า ในความเป็นจริงแล้วไม่จำเป็นเลยละค่ะ เพราะเด็กทารกนั้น เขาไม่ได้สกปรกอย่างที่พวกเราคิดเลยแม้แต่นิดเดียว

ทำไมทารกแรกเกิดไม่จำเป็นต้องอาบน้ำทุกวัน?

ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา หรือ American Academy of Pediatrics (AAP) ได้กล่าวถึงความเชื่อเกี่ยวกับการอาบน้ำให้ทารกแรกเกิดทุกวันว่า ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องอาบน้ำให้กับทารกแรกเกิดและเด็กเล็ก ๆ ทุกวัน ตราบใดที่พวกเขาไม่ได้ไปเล่นสกปรกหรือรับประทานอาหารเลอะเทอะเนื้อตัว

มีงานวิจัยมากมายที่ค้นพบว่า ผิวเด็กนั้นเป็นผิวที่บอบบางมากกว่าผิวของผู้ใหญ่ และง่ายต่อการระคายเคืองสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ซึ่งก็สามารถรวมไปถึงน้ำและสบู่ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ยังพบว่า โรคผิวหนังอักเสบนั้น พบมากในช่วงของเด็กวัยทารกแรกเกิดไปจนถึง 5 ปี และมีแนวโน้มว่าพบเด็กป่วยโรคดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้การที่ผิวทารกแห้งนั้น ยังถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคผิวหนังต่าง ๆ ได้ง่ายมากขึ้น

ไขข้อข้องใจ … ไม่ต้องอาบน้ำเลยอย่างนั้นหรือ คลิก?

ขวดนม หมดอายุ

ของใช้เด็กหมดอายุ เมื่อไหร่ จะรู้ได้อย่างไร?

ของใช้เด็กหมดอายุ เมื่อไหร่ คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าอายุการใช้งานอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ของลูกนั้นมีอายุการใช้งานด้วยนะ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของๆ ใช้เหล่านั้นด้วย แต่สิ่งสำคัญสุดคือหากหมดอายุการใช้งานแล้ว จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ให้ลูกทันทีนะคะ ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะชวนทุกครอบครัวมาสำรวจของใช้ลูกกันค่ะ

 

 ของใช้เด็กหมดอายุ เมื่อไหร่  

ครั้งนี้เราจะมาช่วยกันหาคำตอบว่า ของใช้เด็กหมดอายุ เมื่อไหร่ กันค่ะ เพราะสุขภาพของลูกตั้งแต่แรกเกิดเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นการดูแลทั้งเรื่องโภชนาการอาหารการกิน ที่หลับที่นอน เสื้อผ้า รวมทั้งอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ จำเป็นอย่างมากที่จะต้องเช็กให้ดีว่ามีอายุการใช้งานยาวนานแค่ไหน โดยเฉพาะขวดน้ำ ขวดนม ที่ทุกบ้านจะต้องมีซื้อมาให้ลูกเล็กๆ ใช้กัน โดยเฉพาะขวดนม ขวดน้ำ แก้วหัดดื่ม ที่จะต้องมีเป็นหนึ่งในของใช้จำเป็นของลูกๆ แต่รู้หรือไม่คะว่า การเลือกซื้อขวดน้ำ แก้วหัดดื่ม หรืออุปกรณ์อะไรก็แล้วแต่ที่ต้องสัมผัสเข้าปากลูกทำมาจากพลาสติก ซึ่งก็มีหลายเกรดมาตรฐานในการนำมาผลิต แต่ทั้งหมดทั้งมวลควรเป็นแบบ BPA FREE นะคะ

 

บทความแนะนำ คลิก>> รวม 12 เรื่องของ เด็กแรกเกิด ที่แม่มือใหม่ต้องรู้!

 

BPA คือสารอันตราย ที่มีผลต่อการสร้างเซลล์สมอง ระบบประสาท ความทรงจำ การเรียนรู้มีผลต่อฮอร์โมนการเจริญเติบโต และการสืบพันธุ์ ทำให้เด็กเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วเกินไปเด็กมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอ้วน และไฮเปอร์แอคทีฟก่อให้เกิดความเสี่ยงโรคเบาหวาน และโรคหัวใจ หากสาร BPA ถูกสะสมในร่างกายมากๆ ก็จะยิ่งไปลดศักยภาพการทำงานของร่างกายมากขึ้น ที่สำคัญคือเด็กทารก เมื่อได้รับสาร BPA ก็จะส่งผลกระทบที่รุนแรงมากกว่าในเด็กโต หรือผู้ใหญ่ค่ะ เห็นไหมคะว่าน่ากลัวมากจริงๆ

ของใช้เด็กหมดอายุ เมื่อไหร่
Credit Photo : Shutterstock

ขวดนม ของกิน ของใช้ลูก หมดอายุหรือยังนะ!!

เดี๋ยวนี้เวลาเดินเข้าแผนกสินค้าเด็กอ่อนตามห้างสรรพสินค้า หรือตามช็อปสินค้าเด็ก ของใช้อย่างหนึ่งสำหรับพ่อแม่มือใหม่ ที่กำลังมีลูกอ่อน ลูกเล็กเด็กแดงจะต้องซื้อก็คือ ขวดนม ขวดน้ำ ซึ่งก็มีให้เลือกซื้อกันเยอะไปหมด ฉะนั้นเพื่อให้ง่ายต่อการ เลือกซื้อ ผู้เขียนมีความแตกต่างของขวดนมแต่ละประเภทที่มีอายุการใช้งานที่ต่างกันออกไป มาบอกต่อให้ทราบกันก่อนตัดสินใจซื้อ ดังนี้ค่ะ…

1. ขวดนมประเภทพลาสติก PP

ลักษณะขวดจะเป็นพลาสติกสีขาวขุ่น สำหรับอายุการใช้งานโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 6 เดือน

2. ขวดนมประเภทพลาสติก PES

ลักษณะขวดจะเป็นพลาสติกขาวใส สำหรับอายุการใช้งานโดยแล้วเฉลี่ย 6 เดือน ถึง 1 ปี

3. ขวดนม PPSU

ลักษณะขวดจะเป็นสีชา สำหรับอายุการใช้งานโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 8 เดือน ถึง 2 ปี

4. ขวดนมแก้ว

โดยมากแล้วจะไม่ค่อยเห็นใช้กันมากเท่าที่ควร เนื่องจากขวดทำจากแก้ว จึงมีน้ำหนักค่อนข้างมาก หากลูกถือไม่ดีหลุดมือตกแตกได้ง่าย สำหรับอายุการใช้งานสามารถใช้ได้นานแบบไม่จำกัดค่ะ

5. จุกนมซิลิโคน

หลักจากขวดนมแล้ว ก็มาถึงจุกนมกันบ้างค่ะ ซึ่งจุกนมอย่างแรกนี้จะเป็นจุกนมที่ทำมาจากซิลิโคน ซึ่งจะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยแล้วประมาณ 6 เดือน

6. จุกนมยาง

ส่วนจุกนมอย่างที่สองนี้จะเป็นจุกนมที่ทำมาจากยาง ซึ่งก็จะมีอายุการใช้งานที่สั้นลงหน่อย คือแค่ประมาณ 3 เดือนเท่านั้นก็ควรเปลี่ยนจุกนมใหม่ให้ลูกนะคะ

 

บทความแนะนำ คลิก>> ลูกแพ้นมแม่ ทำอย่างไรดี?

นอกจากขวดนมกับจุกนมแล้ว ก็ยังมีข้าวของเครื่องใช้รวมถึงอาหารสำหรับลูกเล็กเด็กแดงอีก อย่าง นมแม่ นมผง(เด็กที่ไม่ได้ทานนมแม่) ซึ่งก็มีอายุการใช้งานด้วยเหมือนกัน เอาเป็นว่าไปดูกันต่อค่ะว่ามีอะไรบ้าง…

อ่านต่อ ของกิน ของใช้ลูก หมดอายุเมื่อไหร่ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

นมวัว

รีวิวดี!เพื่อลูกน้อย เทียบสารอาหารในนมวัวแท้ 100% ยี่ห้อไหนดี มีประโยชน์ที่สุด!

นมวัว หรือ นมโค ถือเป็นแหล่งอาหารที่มีประโยชน์กับเด็กๆ ในวัยเรียนเป็นอย่างมาก เพราะนมมีแคลเซียมที่จะช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงและเป็นการส่งเสริมให้ร่างกายสูงใหญ่ตามมาตรฐาน ซึ่งสำหรับนมวัวที่บรรจุอยู่ในกล่อง UHT จะสามารถให้เด็กๆ กินได้ โดยจะต้องเป็นเด็กในวัย 1 ขวบขึ้นไปแล้วเท่านั้น

Continue reading “รีวิวดี!เพื่อลูกน้อย เทียบสารอาหารในนมวัวแท้ 100% ยี่ห้อไหนดี มีประโยชน์ที่สุด!”

imaginia playland ฉลองก้าวสู่ปีที่ 3 เปิดตัวเครื่องเล่นใหม่

imaginia playland สวนสนุกแห่งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์สุดล้ำในอาเซียน ฉลองก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ชูคอนเซปต์ใหม่ ‘IMAGINIA: Tale comes to life’ เนรมิตตัวละครในโลกนิทานสู่จินตนาการในชีวิตจริง พร้อมประกาศดึงแนวคิดรูปแบบการเล่นเพื่อพัฒนาสมอง EF ช่วยสร้างทักษะชีวิต ผ่านการเล่นสนุก ปลุกจินตนาการ เสริมสร้างพัฒนาการ 9 ด้าน มาใช้ในสวนสนุกเป็นแห่งแรกและครั้งแรกในเมืองไทย

สวนสนุก IMAGINIA ฉลองก้าวสู่ปีที่ 3
เปิดตัวเครื่องเล่นใหม่
ชูแนวคิด
EF สร้างพัฒนาสมอง 9 ด้าน ที่แรกในประเทศ!


คุณเสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด, คุณเหมือนฝัน สิริกรณ์ คุณาวงศ์  ผู้อำนวยการ บริษัท อิเมจิเนีย เพลย์แลนด์ จำกัด, พญ.เบญจพร ตันตสูติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และ คุณพีช สิตมน ผลดี ร่วมฉลองก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 IMAGINIA สวนสนุกแห่งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์สุดล้ำในอาเซียน ชูคอนเซปต์ใหม่ ‘IMAGINIA: Tale comes to life’ เนรมิตตัวละครในโลกนิทานสู่จินตนาการในชีวิตจริง พร้อมประกาศดึงแนวคิดรูปแบบการเล่นเพื่อพัฒนาสมอง EF ช่วยสร้างทักษะชีวิต ผ่านการเล่นสนุก ปลุกจินตนาการ เสริมสร้างพัฒนาการ ด้าน มาใช้ในสวนสนุกเป็นแห่งแรกและครั้งแรกในเมืองไทย

imaginia playland

ทั้งนี้ สวนสนุก IMAGINIA ได้ศึกษาแนวคิดเรื่องการพัฒนาสมอง EF อ้างอิงข้อมูลจาก ศูนย์พัฒนาการเด็ก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (2014) โดยระบุว่า การพัฒนาสมอง EF เป็นการเสริมสร้างพัฒนาการ 9 ด้าน ดังนี้
1. Working Memory (ความสามารถในการจดจำข้อมูลเพื่อใช้งาน) ,2. Inhibitory Control (การยับยั้งชั่งใจ-คิดไตร่ตรอง) ,3. Shift Cognitive Flexibility (การยืดหยุ่นความคิด) ,4. Focus (การใส่ใจจดจ่อ) ,5. Emotion Control (การควบคุมอารมณ์) ,6. Self-Monitoring (การรู้จักประเมินตัวเอง) ,7. Initiating (การริเริ่มและลงมือทำ) ,8. Planning and Organizing (การวางแผนและการจัดระบบดำเนินการ) และ 9. Goal-directed persistence (ความพากเพียรมุ่งสู่เป้าหมาย)

imaginia playland“ซึ่งการนำแนวคิดเรื่องการเล่นแบบสร้างทักษะ EF มาใช้ ได้พัฒนาให้รูปแบบการเล่นผ่านเครื่องเล่นในโซนต่างๆ โดยจะต้องสอดคล้องกับหลักการเสริมสร้าง EF เด็กๆ ที่มาเล่นที่ IMAGINIA จะได้รับพัฒนาการครบถ้วน ซึ่งแต่ละโซนจะเขียนอธิบายถึงประโยชน์ของการเล่นกำกับไว้ทุกโซน
นอกจากนี้ IMAGINIA ยังพัฒนาโซนใหม่เพิ่มขึ้นอีก 2 โซน อีกด้วย อาทิ Space Stadium และ Stomping Ground พร้อมจัดกิจกรรมพิเศษ IMAGINIA with Guru ตลอดปีนี้ ให้เด็กๆ ได้ร่วมเวิร์คช็อป กับกูรู ผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่ครอบคลุมทั้งเรื่อง ศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม นอกเหนือจากวิชาการในห้องเรียน เพื่อกระตุ้นพรสวรรค์ของเด็กๆ ให้เด่นชัดขึ้น โดยผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ สนุกสนาน และสร้างสังคม พร้อมรับใบรับรอง Certificate จากอิเมจิเนีย สร้างความภาคภูมิใจในตัวเองกับให้เด็กๆ ทั้งนี้ IMAGINIA หวังร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์วัยเด็กและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์สู่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ” ผู้อำนวยการ สวนสนุก IMAGINIA กล่าว

imaginia playland

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการฉลองโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของ IMAGINIA เราได้เนรมิตตัวละครในโลกนิทานมาสู่จินตนาการในชีวิตจริง ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ ‘IMAGINIA: Tale comes to life’ ด้วยการสร้างสรรค์เหล่ามาสคอสตัวละครใหม่ ได้แก่ “น้องมะลิ”, “น้องฟลุต” และ “อาโอะ”  นอกเหนือจาก “มังกรลูมอส” ที่ชื่นชอบของเด็กๆ พร้อมพบกิจกรรมที่สนุกสนานมากมาย  ที่จะเติมจินตนาการ เพิ่มการเรียนรู้ให้มากขึ้น


IMAGINIA สวนสนุกแห่งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์สุดล้ำในอาเซียน เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ – พฤหัสบดี เวลา10.00 – 19.00 น. และ วันศุกร์ – วันอาทิตย์ เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ โซน EM Playground ชั้น 3 ศูนย์การค้า The Emporium สอบถามและติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่เบอร์ (662)-664-8338 หรือwww.imaginiaplayland.com  และ www.facebook.com/imaginiaplayland

อ่านต่อ >> “EF ทักษะสมอง จุดเริ่มต้นพัฒนาการและกระบวนความคิดสู่ความสำเร็จของลูกน้อย” คลิกหน้า 2

เลือกสีลิปสติก

เทคนิคช่วยคุณแม่ เลือกสีลิปสติก สวยได้ทุกที่ ทุกเวลา by 4U2

ใครว่าเป็นคุณแม่ลูกหนึ่ง หรือลูกสอง แล้วจะสวยไม่ได้ มาแต่งแต้ม เติมความสวยให้กับตัวเอง เพื่อให้คุณสามีและลูกๆ ภูมิใจที่มีคุณแม่สวย แบบง่ายๆ เพียงทาด้วยลิปสติก แต่จะ เลือกสีลิปสติก สีไหนให้คุณแม่ดูดี มีเสน่ห์ สวยแพง น่าหลงใหล มีเคล็ดลับมาฝากค่ะ

Continue reading “เทคนิคช่วยคุณแม่ เลือกสีลิปสติก สวยได้ทุกที่ ทุกเวลา by 4U2”

โรคเท้าปุก

โรคเท้าปุก คืออะไร พร้อม 4 วิธีสังเกต

โรคเท้าปุก โรคที่พบได้ในเด็กแรกเกิด พร้อมวิธีสังเกตดูว่าลูกหลานเป็นปุกแท้หรือว่าปุกเทียม

 

 

เท้าปุก  หรือเรียกอีกอย่างว่า Clubfoot ในทางการแพทย์ได้อธิบายถึงอาการดังกล่าวว่า เป็นความผิดปกติของรูปเท้าแต่กำเนิดชนิดหนึ่ง อาจเกิดขึ้นได้กับเท้าเดียว หรือทั้งสองข้างก็ได้ และมักจะเกิดขึ้นในเด็กที่ไม่มีความผิดปกติอื่น ๆ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็อาจจะส่งผลให้เด็กมีความพิการ ทำให้ต้องเดินด้วยหลังเท้าหรือปลายเท้า รวมถึงไม่สามารถใส่รองเท้าได้ด้วยเช่นกัน

จากสติถิทั่วโลกนั้นพบว่า โรคเท้าปุก พบได้ในทารกแรกเกิด 1 คนจากจำนวนทารกทั้งสิ้น 1,000 คน และถ้าหากในครอบครัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อคุณแม่เป็นโรคดังกล่าว โอกาสที่ลูกจะเป็นนั้นก็มีโอกาสสูงกว่าปกติเช่นกัน

 

โรคเท้าปุก เกิดได้อย่างไร?

แม้แต่นักวิทยาศาสตร์และวงการแพทย์ก็ยังไม่ทราบว่า เท้าปุกที่พบในเด็กที่ร่างกายส่วนอื่นปกติและเป็นตั้งแต่กำเนิดนั้น มีสาเหตุมาจากอะไร แต่พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นนั้นมาจากการที่คุณพ่อคุณแม่เป็นโรคดังกล่าว หรือเคยมีลูกที่เป็นเท้าปุก ลูกที่จะคลอดออกมาก็มีความเสี่ยงในการเป็นเท้าปุกมากกว่ากรณีพ่อแม่ที่ไม่เป็น แต่ก็พบได้น้อยมากกับทารกที่เกิดในครอบครัวที่ไม่มีประวัติค่ะ

อาการของโรคเป็นอย่างไร คลิก

ลูกไม่ยอมดูดเต้า

ลูกไม่ยอมดูดเต้า ทำไงดี?

ลูกไม่ยอมดูดเต้า แม่อย่าเพิ่งใจเสียกันไปซะก่อนนะจ๊ะ เพราะจริงๆ แล้วการที่ลูกปฏิเสธการดูดนมจากเต้าแม่นั้นมาได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบพร้อมเทคนิคช่วยให้ลูกรักเต้าแม่ กลับมาดูดนมจากอกแม่ได้อย่างมีความสุขทั้งแม่และลูก มาบอกต่อให้ได้ทราบกันค่ะ

 

ลูกไม่ยอมดูดเต้า สาเหตุจากอะไรนะ!?

ช่วงเวลาที่มีความสุขของแม่คือการให้นมลูก แต่จู่ๆ ลูกไม่ยอมดูดเต้า ซะอย่างนั้น อาการนี้เรียกว่าลูกไม่กินนมแบบกะทันหัด (Nursing strike) หรือถ้าเข้าใจให้ง่ายขึ้นก็คือการที่ลูกปฏิเสธนมจากเต้าแม่ ไม่ยอมดูดนั่นแหละค่ะ ซึ่งจริงๆ แล้วมีสาเหตุเยอะเลยที่ทำให้ลูกไม่ยอมเข้าเต้าค่ะ

ผู้เขียนมีคนรอบข้างที่เคยผ่านช่วงเวลาของการที่ลูกไม่ยอมดูดนมจากเต้ามาบ้างค่ะ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็นประสบการณ์ของพี่สาว และเพื่อนๆ ซะส่วนใหญ่ จากที่ทราบมาคือให้ลูกกินนมจากออกแม่อยู่ในไม่กี่สัปดาห์ลูกก็กินนมดีนะ แต่วันนึงลูกกลับปฏิเสธเต้าแม่ซะอย่างนั้น คิดดูซิค่ะว่าหัวอกคนเป็นแม่พอเห็นลูกไม่กินนม แม่ก็กระวนกระวายใจกลัวลูกหิว ซึ่งผู้เขียนขอสรุปสาเหตุของการที่ลูกไม่ยอมเข้าเต้ามาพอคร่าวๆ ดังนี้ค่ะ…

1. การเจ็บป่วย

เด็กวัยทารก และเด็กเล็ก บางครั้งก็เกิดเจ็บป่วยขึ้นได้ค่ะ ซึ่งอาการเจ็บป่วยก็เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในการดูดนม โดยเฉพาะ ถ้าเกิด หูอักเสบทำให้เกิดความเจ็บปวดขณะดูดนม หรือเป็นหวัดเจ็บคอน้ำมูกแน่นจมูก ก็ทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายตัวจนไม่ อยากที่จะอ้าขยับปากดูดนมกันค่ะ ซึ่งคุณแม่สามารถสังเกตได้ถ้าตลอดที่ผ่านมาลูกทานนมจากเต้าได้ดี แล้วจู่ๆ เกิดผลักเต้า ออกไม่กิน ก็อาจมาจากที่ลูกเจ็บป่วยนั่นเองค่ะ

2. หัวนมแม่บอด

เป็นความผิดปกติของลักษณะหัวนมที่ไม่มีหัวนมขึ้นมา โดยเกิดได้จากท่อนมสั้นหรือพังผืดรัด เวลาที่ลูกดูดนมจะทำให้ดูด ลำบากออกแรงดูดน้ำนมแม่ก็ยังไม่ออกมา นี่ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ลูกปฏิเสธเต้าแม่ได้ค่ะ แต่อย่าเพิ่งยอมแพ้นะคะเพราะ หัวนมบอดก็ให้นมลูกได้ เพียงแต่ต้องแก้ไขหัวนมแม่ก่อน ด้วยการใช้อุปกรณ์ดึงหัวนมขึ้นมา ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่คิดค้นมาเพื่อ แก้ไขปัญหา หัวนมบอดโดยเฉพาะเลยทีเดียว โดยจะช่วยดึงหัวนมให้ขึ้นมาตามปกติ ซึ่งเป็นวิธีในการแก้ไขที่ดี แต่ต้องใช้ ระยะเวลา ดังนั้นใครที่จะใช้วิธีนี้จึงต้องมีความอดทนสูงมากเลยทีเดียว การใช้อุปกรณ์ช่วยดึงหัวนมคุณแม่อาจจะใช้เครื่องปั๊มนมไฟฟ้าปั๊มเพื่อดึงหัว นมออกมาก็ได้  และมีอีกชนิดหนึ่ง คือ ลูกยางแดง  ดึงหัวนมทุกวัน วันละ 2 ครั้ง หลังอาบน้ำเช้า  เย็น ประมาณข้างละ 10 นาที วิธีการนี้จะช่วยดึงหัวนมของคุณแม่ได้

3. ให้ลูกดูดนมจากขวด หรือใช้จุกนมหลอก

คุณแม่ลูกอ่อนบางรายที่น้ำนมน้อย เลยให้ลูกทานนมแม่สลับกับนมขวด ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกเกิดการสับสนระหว่างเต้าแม่กับจุกนมได้ค่ะ หากปล่อยให้ลูกดูดปล่อยๆ เขาก็อาจปฏิเสธเต้าแม่ได้เหมือนกัน แนะนำว่าถ้าน้ำนมให้หมั่นกระตุ้นด้วยการใช้เครื่องปั๊มนม อย่างน้อยน้ำนมที่ได้ใส่ขวดก็ยังเป็นน้ำนมแม่ และการกระตุ้นปล่อยๆ ก็ช่วยให้ร่างกายผลิตน้ำนมแม่ออกมาปริมาณมากเพียงพอได้ค่ะ

 

บทความแนะนำ คลิก>> 5 ตัวช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่ อย่างง่ายสำหรับแม่มือใหม่

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายสาเหตุปัจจัยที่ทำให้ลูกไม่ยอมเข้าเต้า ซึ่งคุณแม่ควรสังเกตหาสาเหตุแล้วแก้ไขให้ถูกจุด ก็จะช่วยลดปัญหาลูกไม่ยอมกินนมจากเต้าแม่ลดลงได้ค่ะ

อ่านต่อ เทคนิคแก้ไขลูกปฏิเสธเต้าแม่ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เด็กไม่รู้จักโต

9 พฤติกรรมที่พ่อแม่ควรเลิกทำ ถ้าไม่อยากให้ลูกกลายเป็นเด็กไม่รู้จักโต!

เมื่อลูก ถูกมองว่าเป็น เด็กไม่รู้จักโต ให้คุณพ่อคุณแม่รีบหันมามองตัวเองว่า นั่นเป็นเพราะการเลี้ยงลูกของคุณหรือเปล่า ซึ่งความจริงคือใช่ เพราะพ่อแม่คอยบริการทำให้ลูกทุกอย่างบงการชีวิตลูก จึงทำให้ลูกคิดเองทำเองอะไรไม่เป็น

Continue reading “9 พฤติกรรมที่พ่อแม่ควรเลิกทำ ถ้าไม่อยากให้ลูกกลายเป็นเด็กไม่รู้จักโต!”

ระบบการศึกษาไทย

ระบบการศึกษา ทำเด็กไทยยิ่งโตยิ่งโง่ จริงหรือ?

แค่อ่านหัวข้อก็ทำเอาคนเป็นพ่อแม่สะดุ้งโหยง! จริงหรือไม่ที่ ระบบการศึกษาไทย ทำเด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งโง่

 

 

งานนี้ทำเอาหัวอกคนเป็นพ่อแม่อกสั่นขวัญหาย เมื่อผลวิจัยเปิดเผยว่า เด็กไทย 1 ใน 4 สมองทึบตกเกณฑ์มาตรฐาน แจงเพิ่มเติม ยิ่งเรียนยิ่งโง่ เหตุมาจากปัจจัยสิ่งแวดล้อม อาหาร และหลักสูตรการศึกษา

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสกล่าวว่า การพัฒนาประเทศไม่ควรใช้จีดีพีเป็นเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาประเทศ แต่ควรตั้งเป้าหมายไปที่การมีสุขภาพดี เพราะสุขภาพหมายถึงทุกอย่างทั้งกายและใจ ซึ่งประเทศไทยมีทรัพยากรเพียงพอที่จะทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีได้ แต่ต้องทำให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุล หากนำข้อมูลมาคิดและปฏิบัติ และวิเคราะห์ ก็จะเกิดเป็นความรู้

“การพัฒนาระบบสุขภาพควรเริ่มจากชุมชน คือไม่ทิ้งกัน ควรมีการสำรวจประชากร เช่น คนจน พิการ คนชรา ว่าถูกทอดทิ้งหรือไม่ เท่าไร เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการช่วยเหลือ ขณะที่ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ต้องทำงานเชิงรุก อย่างบางจังหวัดมีพยาบาลเยอะ ก็ควรมีระบบส่งเสริมให้พยาบาลไปเป็นอาสาพยาบาลในชุมชน โดยอาจเพิ่มแรงจูงใจ ซึ่งหากมีการดำเนินการมากขึ้นก็อาจจะจัดตั้งเป็นคลินิกพยาบาลเวชปฏิบัติ ขายไปตามศูนย์อนามัยต่างๆ ได้อีกทาง” ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ กล่าว

อ่านเนื้อหาเพิ่มเติม คลิก!

ควันบุหรี่มือสอง

ควันบุหรี่มือสอง สร้างโรคทำลายสุขภาพลูก

ควันบุหรี่มือสอง ที่มาจากคนในครอบครัว โดยเฉพาะคุณผู้ชายที่ชอบสูบบุหรี่ไม่ว่าจะในบ้าน หรือนอกบ้าน เมื่อกลับเข้า มาแล้วกอด มาหอมลูก ขอบอกเลยว่าคุณคือคนที่ส่งโรคให้ลูกสุขภาพแย่ทางอ้อมอย่างช้าๆ อยากรู้ไหมคะว่าผลกระทบที่ร้ายแรงกับสุขภาพลูกที่ได้รับมาจากควันบุหรี่นั้นมีอะไรบ้าง ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบมาบอกกันค่ะ

 

ควันบุหรี่มือสอง  ผลกระทบต่อสุขภาพคนสูบ!

ภัยร้ายที่แฝงมากับ ควันบุหรี่มือสอง ก็คือสารพัดโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้สูบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น…

  • ผมเหม็น ตัวเหม็น มีกลิ่นปากเหม็น
  • ริมฝีปากคล้ำดำ
  • มีรอยตีนกาขึ้นเร็ว
  • ไอบ่อย
  • ผิวพรรณไม่ผ่องใส
  • เหนื่อยง่าย
  • เสี่ยงเป็นมะเร็งปอด
  • เสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • เสี่ยงต่อการเกิดโรคถุงลมโป่งพอง
  • เสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดสมองตีบ

บทความแนะนำ คลิก>> แม่แชร์! ลูกเสียชีวิตเพราะ ควันบุหรี่ ของคนในบ้าน!

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆ โรคร้ายแรงที่จะทำให้ผู้สูบอายุสั้นลง รวมถึงผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หากสูบบุหรี่ก็เสี่ยงต่อการแท้งลูกได้ง่ายมากด้วยเช่นกันค่ะ  ซึ่งนี่คือผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพที่จะเกิดขึ้นกับผู้สูบโดยตรง แต่คุณพ่อคุณแม่รู้หรือไม่ว่า ควันบุหรี่ที่หยิบยื่นให้ลูกทางอ้อมโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้น ก็สามารถที่จะส่งผลโรคต่างๆ ให้กับลูกๆ ได้ไม่ต่างกันเลยค่ะ

อ่านต่อ ควันบุหรี่ สร้างสารพัดโรคให้ลูก หน้า 2 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อยากท้อง ต้องเตรียมตัวอย่างไร

อยากท้อง ต้องเตรียมตัวอย่างไร

อยากท้อง ต้องเตรียมตัวอย่างไร เป็นคำถามที่หลายๆ คู่รักถามกันเข้ามามากค่ะ เพราะเท่าที่พูดคุยกันก็ได้ความว่าแต่งงานมา ได้ 1-2 ปีแล้ว และก็พร้อมที่จะมีลูก แต่ไม่รู้จะต้องเริ่มต้นในการเตรียมตัวในเรื่องใดก่อนบ้าง ฉะนั้นเพื่อเป็นการสนับสนุน ให้ทุกครอบครัวมีลูกอย่างสมบูรณ์ ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะพาไปเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการตั้งท้องมีลูกกันค่ะ

 

อยากท้อง ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?

อย่างที่เกริ่นไปค่ะว่ามีหลายคนถามกันเข้ามาคือ อยากท้อง ต้องเตรียมตัวอย่างไร ผู้เขียนเข้าใจดีเลยว่า ช่วงเวลาที่อยากมีลูก อยากท้อง แต่ไม่รู้ว่าต้องเตรียมตัวในเรื่องไหนก่อนดี หากจะให้แนะนำควรมีการเตรียม สุขภาพร่างกายของทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ให้แข็งแรงล่วงหน้ากันอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อตรวจเช็กสุขภาพ ทั้งร่างกาย และโรคทางพันธุกรรมว่าจะมีผลต่อลูกหรือไม่? รวมถึงภาวะเสี่ยงอื่นๆ เพื่อที่จะหาทางป้องกัน ซึ่งในเบื้องต้นเรื่องที่ต้องให้ ความสำคัญกันก่อนมีลูก นั่นก็คือ…

1. ตรวจสุขภาพก่อนมีลูก

ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ก่อนที่จะมีลูก จำเป็นจะต้องไปตรวจเช็กสุขภาพกันก่อน ซึ่งปัจจุบันทุกโรงพยาบาลจะมีโปรแกรมตัวสุขภาพสำหรับคนที่เตรียมตัวมีลูกไว้บริการให้ด้วย อย่างโรคที่สุ่มเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ ก็เช่น  กลุ่มโรคเบาหวาน  ลมชัก เพราะยาที่ทานกับโรคนี้จะทำให้ตั้งครรภ์ยาก และโรคบางโรคที่ส่งต่อได้ทางพันธุกรรมได้แก่ ธาลัสซีเมีย ฮีโมฟีเลีย หากรวมกับพันธุกรรมของแม่แล้วทำให้ลูกผิดปกติ คุณหมอก็จะแนะนำให้ทราบถึงความเสี่ยง และหาวิธีป้องกันให้ค่ะ

2. อายุ

ช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์คือ 20 – 30 ปี และผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงที่จะมีบุตรยาก ยกเว้นคนที่ ร่างกายสมบูรณ์  สำหรับผู้หญิงอายุมากโรคที่อาจเกิดขึ้นได้จากความผิดปกติของโครโมโซม เช่น ดาวน์ซินโดรม ส่วน ผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 18 ปี เด็กที่คลอดออกมาจะมีน้ำหนักตัวน้อยหรือเสียชีวิตขณะคลอดได้

3. งาน

ถ้างานของคุณ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมี เช่น สารตะกั่ว ก็มีผลทำให้โอกาสการตั้งครรภ์ลดน้อยลง  หรืองานที่ต้องใช้แรงยกของ ทำงานหนัก ควรเปลี่ยนงานใหม่

4. ลด เลิกบุหรี่ เหล้า

สิ่งเหล่านี้มีผลต่อระดับออกซิเจนในเลือดของผู้หญิง และทำให้เลือดสูบฉีดน้อยลง ถ้าตั้งครรภ์ก็จะเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแท้งได้ค่ะ  แนะนำว่าทั้งผู้หญิง ผู้ชายที่เตรียมตัวสำหรับการมีลูก ควรลด หรือเลิกสูบหรี่ หรือดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาดก็จะดีต่อสุขภาพก่อนท้องมากค่ะ

5. ยาบางตัว

ยาควบคุมโรคประจำตัวบางตัวเช่น ยาเบาหวาน  ยาแก้โรคซึมเศร้า อาจจะส่งผลต่อการตั้งครรภ์ และยาคุมกำเนิดที่ทำให้มีบุตรยากหากใช้ยาเป็นเวลานาน

6. วัคซีน

เหตุผลหนึ่งที่อยากให้ผู้หญิงไปตรวจร่างกายก่อนท้อง คือ การได้ทราบประวัติว่าเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคเหล่านี้มาก่อนหรือไม่ หรือเคยได้รับนานมากแล้ว นั่นคือ
– วัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม และอีสุกอีใส
– วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน และบาดทะยัก
– วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก
ซึ่งหลังการฉีดวัคซีน โดยมากจะต้องเว้นระยะการตั้งครรภ์ไปประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีนที่ฉีดด้วยนะคะ ตรงนี้สามารถสอบถามจากคุณหมอได้อีกครั้งค่ะ

7. อาหาร

การดูแลร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง ต้องเริ่มมาจากภายใน ด้วยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ทานให้หลากหลายอย่างสมดุลกัน เพราะการที่ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน จะช่วยให้เซลล์ภายในร่างกายต่างๆ มีความแข็งแรงสมบูรณ์พร้อมที่สุดสำหรับการมีลูก ยิ่งโดยเฉพาะในผู้หญิงยิ่งต้องบำรุงร่างกายก่อนท้องให้มากค่ะ

 

บทความแนะนำ คลิก>> ค่าใช้จ่ายในการตั้งครรภ์ ตั้งแต่ฝากครรภ์จนถึงตอนคลอด ต้องจ่ายเท่าไร?

อยากมีครรภ์ที่สมบูรณ์ คนที่จะเป็นพ่อแม่ในอนาคตต้องรู้จักวางแผนเตรียมความพร้อมให้กับตัวเองกันด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเรื่องสุขภาพ เงินทอง ที่อยู่อาศัย คนช่วยเลี้ยงลูก หรือแม้แต่อาชีพหน้าที่การงาน ก็ต้องพร้อมเสมอ เพราะอะไรรู้ไหมคะ? เหตุผลคือถ้ารากฐานชีวิตของคนจะเป็นพ่อแม่ไม่พร้อม ลูกที่กำลังจะมีและเกิดมาเขาก็จะมีคุณภาพชีวิตที่แย่ได้ค่ะ

อ่านต่อ อาหารบำรุงก่อนตั้งครรภ์ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สุขภาพลูก

พ่อแม่แข็งแรงหรือไม่? วัดได้จาก สุขภาพลูก

อยากรู้ว่าเรามีสุขภาพดีหรือไม่ งานวิจัยกล่าวว่า ให้ดูจาก “สุขภาพลูก”

 

 

หากคุณอยากรู้ว่า คุณมีสุขภาพที่ดีหรือว่าเป็นโรคอะไรหรือไม่ ให้ลองดูจากสุขภาพของลูกว่า พวกเขามีอาการป่วยอะไรบ้างหรือเปล่า งานนี้จริงหรือไม่ เขามีงานวิจัยที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าและติดตามครอบครัวจำนวนมากถึง 519 ครอบครัวที่มีลูกเป็นเด็กที่มีน้ำหนักเกินกว่ามาตราฐาน โดยเด็กจะต้องมีอายุเฉลี่ยนอยู่ที่ 12 ปี และผลการวิจัยนี้จะเป็นอย่างไร พร้อมแล้วเราไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

ดร. Charles J. Glueck แห่ง Jewish Hospital of Cincinnat หนึ่งในคณะวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำการเปิดเผยถึงสาเหตุที่ทำการวิจัยนี้ว่า เหตุผลหนึ่งที่การตรวจสุขภาพเด็กมีประโยชน์ต่อผู้ปกครองก็คือ ผู้ปกครองจำนวนมากไม่สนใจเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีของตัวเอง แต่ถ้าหากเป็นเรื่องสุขภาพของลูกแล้ว พวกเขายอมได้ที่จะพาลูกไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้ก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บ้างก็มีการพูดถึงค่าใช้จ่าย บางรายก็รู้สึกตกใจว่า ทำไมถึงกับต้องตรวจวัดระดับคลอเลสเตอรอลในเด็กด้วย และผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้จะมีประโยชน์จริงหรือไม่ หากคุณพ่อคุณแม่กำลังสงสัยหรือตั้งคำถามเช่นเดียวกันนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปฟังดูผลงานวิจัยนี้กันเลยดีกว่าค่ะ

คลิกอ่านผลงานวิจัย 

มีลูกคนเดียว ข้อดี ข้อเสีย

5 ข้อดีและข้อเสียของการ “มีลูกคนเดียว”

อะไร? คือข้อดีและข้อเสียของการ มีลูกคนเดียว งานวิจัยชี้ ลูกคนเดียวมักมีนิสัยต่างจากเด็กที่มีพี่น้อง 

ดร.แบรี่ บราเซลตัน ผู้เขียนหนังสือขายดีที่รู้จักกันดีเรื่อง Touchpoints ผู้ก่อตั้งแผนกพัฒนาการเด็กในโรงพยาบาลบอสตัน และเป็นศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ ที่แผนกการแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้กล่าวไว้ว่า

“พ่อแม่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันตระหนักว่า การมีลูกเกินกว่าหนึ่งคนอาจเกินความสามารถที่จะเลี้ยงดูได้ ในขณะที่บางคนอาจเป็นเพราะมีลูกคนแรกช้า จึงทำให้ไม่สามารถมีลูกคนที่สองได้ เมื่อพ่อแม่ต้องทำงานกันทั้งคู่ หรือพ่อหรือแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว การนำลูกไปฝากเลี้ยงหรือเข้าโรงเรียนก็ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายซึ่งอาจไปจำกัดจำนวนของการมีลูกได้ด้วยเช่นกัน และในทุกวันนี้พ่อแม่จำนวนมากคิดว่าการมีลูกคนเดียวเป็นทางเลือกที่ถูกต้องแล้ว ในโลกที่มีประชากรมากเกินกว่าที่จะควบคุมอยู่ในขณะนี้”

ไม่ว่าแท้จริงแล้ว แต่ละครอบครัวจะมีเหตุผลอะไร การมีลูกคนเดียวก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียเช่นกัน ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น วันนี้ทีมงานได้เตรียมบทสรุปมาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านค่ะ


เครดิต: Haijai

 

มีลูกคนเดียว
Credit Photo : Shutterstock

ข้อดีของการ มีลูกคนเดียว 

  1. ไม่กล้วการอยู่คนเดียว ใคร ๆ ต่างก็พากันคิดว่า เด็กที่เป็นลูกคนเดียวนั้นฟังดูแล้วน่าสงสาร แต่จริง ๆ แล้วก็มีส่วนอยู่บ้างค่ะ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเด็กส่วนใหญ่นั้น เป็นเด็กที่รักอิสระ กล้าที่จะทำอะไรเองคนเดียว รู้จักพึ่งพาตัวเอง ไม่กลัวหากต้องใช้ชีวิตประจำวันเพียงลำพัง
  2. เข้ากับผู้ใหญ่ได้ง่าย เด็ก ๆ ส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบที่จะใช้เวลาอยู่กับผู้ใหญ่ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเบื่อและไม่สนุก หากเลือกได้ก็อยากที่จะเลือกอยู่กับเพื่อน ๆ พี่น้องของตัวเองมากกว่า แต่สำหรับเด็กที่เป็นลูกคนเดียวนั้น เชื่อไหมคะว่า พวกเขาจะรู้วิธีการเข้าหาผู้ใหญ่ได้ด้วยวิธีของตัวเอง รู้วิธีการพูดคุยและการวางตัวได้อย่างน่าแปลกใจ นอกจากนี้นะคะ ยังสามารถหาบทสนทนาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารหรือความรู้ทั่วไปมาคุยได้อย่างน่าอัศจรรย์
  3. มีความพยายาม แม้ว่าจะได้รับการตามใจหรือใส่ใจมากขนาดไหน เด็กที่เป็นลูกคนเดียวในครอบครัวนั้น ก็มักจะได้รับการคาดหวังที่สูงจากคุณพ่อคุณแม่ แต่ด้วยความกดดันนี้นี่แหละค่ะ ที่จะเป็นตัวผลักดันให้เขาโตเป็นเด็กที่มีความพยายามมากกว่าคนอื่น ๆ เพราะต้องการที่จะทำให้คนในครอบครัวเกิดความภูมิใจกับสิ่งที่เขาเป็น
  4. ใกล้ชิดกับพ่อแม่ หากคุณพ่อคุณแม่ใส่ใจและเปิดใจกับลูก ก็จะส่งผลให้คุณกลายเป็นเพื่อนสนิทของพวกเขาไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะมีอะไรลูกก็จะมาเล่า และปรึกษาปัญหาต่าง ๆ ที่เจอ เพราะพวกเขาเชื่อว่า ไม่ว่าจะอย่างไรคุณพ่อคุณแม่ก็คือคนแรกที่พร้อมจะกอดและช่วยเหลือพวกเขาอยู่เสมอนั่นเอง
  5. มีเวลาดูแลลูกได้อย่างเต็มที่ คุณพ่อคุณแม่สามารถทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับลูกได้อย่างไม่ต้องกังวลใจ สามารถพาลูกไปทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่เขาอยากทำ อีกทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย
มีลูกคนเดียว
ข้อดีของการมีลูกคนเดียว

อ่านข้อเสียของการมีลูกคนเดียว คลิก!

ข้อห้ามสำหรับคุณแม่ท้องอ่อน

10 ข้อห้าม คนท้องอ่อนๆ ต้องระวังอะไรบ้าง?

ข้อห้าม คนท้องอ่อนๆ ในช่วง 1-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ จะถือว่าเป็นช่วงตั้งท้องอ่อนๆ ที่คุณแม่จะต้องมีความระมัดระวังกันในทุกเรื่องให้มากเป็นพิเศษ เพราะช่วงท้องอ่อนจะง่ายต่อการแท้งลูกมาก ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี ข้อห้าม คนท้องอ่อนๆ ที่ต้องระวัง เพื่อให้ว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ได้ทราบกันค่ะ

 

ข้อห้าม คนท้องอ่อนๆ – ช่วง 1-3 เดือน ทารกน้อยในครรภ์มีพัฒนาการอะไรบ้าง?

จุดเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ก็คือการที่ไข่กับอสุจิได้มีการผสมกัน จนเกิดการปฏิสนธิขึ้นเป็นตัวอ่อน(ทารก) ที่จะมีพัฒนาการร่างกาย สมอง ฯลฯ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนกว่าจะครบ 40 สัปดาห์  เอาเป็นว่าเราไปดูกันสักนิดว่าในช่วง 3 เดือนแรกทารกมีพัฒนาการอะไรกันบ้าง

1. วันที่ 19 หลังปฏิสนธิ (ประมาณ 4 สัปดาห์นับจากประจำเดือนครั้งสุดท้าย)

ตัวอ่อนจะมีลักษณะเป็นแผ่นกลมแบน ขนาดประมาณ 0.4 มิลลิเมตร เกิดกลุ่มเซลล์ประสาทขึ้นเป็นระบบแรก(1)

2. วันที่ 32 หลังปฏิสนธิ (ประมาณ 6 สัปดาห์เศษนับจากประจำเดือนครั้งสุดท้าย)

ตัวอ่อนมีความยาว 4-6 มิลลิเมตร หางจะหดสั้นลง เริ่มเกิดบริเวณที่จะกลายเป็นลูกตา และแขนเริ่มงอกออกมาเป็นปุ่ม(2)

3. วันที่ 46 หลังปฏิสนธิ (ประมาณ 8 สัปดาห์เศษนับจากประจำเดือนครั้งสุดท้าย)

ทารกน้อยจะยาวประมาณ 16-18 มิลลิเมตร หางหดหายไปแล้ว ข้อศอกและเข่าเกิดขึ้น ขอบรูหูหนาตัวขึ้นเพื่อจะกลายเป็นใบหู นิ้วมือนิ้วเท้าชัดขึ้น(3)

4. สัปดาห์ที่ 12 นับจากประจำเดือนครั้งสุดท้าย

ลูกมีขนาดความยาวจากศีรษะถึงก้น ประมาณ 6-7 เซนติเมตร นิ้วมือนิ้วเท้าที่ยังติดกันเป็นพังพืดเหมือนนิ้วเป็ดในช่วงสองสัปดาห์ก่อนหน้า จะแยกออกจากกันเป็นนิ้วอย่างสมบูรณ์ อวัยวะเพศภายนอกมีลักษณะที่ชัดเจนว่าเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย แต่ยังเล็กเกินไปกว่าที่จะตรวจได้อย่างแม่นยำจากอัลตราซาวนด์(4)

 

เห็นไหมคะว่าในช่วงไตรมาสแรกเป็นช่วงที่อวัยวะสำคัญของร่างกายทารกได้มีพัฒนาให้เจริญเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะไม่เป็นผลดีเลยหากมีอะไรมากระทบกับทารกในครรภ์ จึงจำเป็นอย่างมากที่คุณแม่จะต้องให้ความสำคัญกับครรภ์ช่วงอ่อนๆ นี้ให้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากช่วงนี้จะง่ายต่อการแท้งนั่นเองค่ะ

อ่านต่อ >> “10 ข้อห้าม คนท้องอ่อนๆ ที่เสี่ยงแท้ง”หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ซื้อของเล่นให้ลูก

กระทู้เด็ดจากพันทิป! เมื่อภรรยาให้เงินสามีวันละ 50 บาท แต่ซื้อของเล่นให้ลูกในราคาเกือบ 20,000 บาท และนี่คือเหตุผล…!?

จะเป็นอย่างไร? เมื่อคนเป็นแม่ ตัดสินใจ ซื้อของเล่นให้ลูก ในราคาเกือบ 20,000 บาท ซึ่งทำให้คนเป็นพ่อน้อยใจจนขอบอกเลิก เพราะแม้แต่ตัวเอง ผู้เป็นแม่ของลูกหรือภรรยานั้นยังให้เงินไปใช้แค่วันละ 50 บาท

Continue reading “กระทู้เด็ดจากพันทิป! เมื่อภรรยาให้เงินสามีวันละ 50 บาท แต่ซื้อของเล่นให้ลูกในราคาเกือบ 20,000 บาท และนี่คือเหตุผล…!?”

เสริมสร้างพัฒนาการสมองลูก

เคล็ด(ไม่)ลับ เสริมสร้างพัฒนาการสมองลูกน้อย ด้วยโปรตีนจากนมแพะ

เสริมสร้างพัฒนาการสมองลูก ให้เติบโตและเรียนรู้ได้ดีนั้น คุณแม่ต้องเริ่มจากการดูแลให้ลูกได้รับสารอาหารที่มี ประโยชน์ อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะการให้ลูกได้ทานนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งจะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อพัฒนาการสมอง และพัฒนาการการเจริญเติบโตของลูก นั่นก็คือโปรตีนที่มีอยู่ในนมแม่

 

เสริมสร้างพัฒนาการสมองลูก ด้วยนมแม่

เพื่อให้ลูกได้มีพัฒนาการการเติบโตตามวัยได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่สมวัย สิ่งสำคัญที่สุดคือการส่งเสริมให้ลูกได้รับโภชนาการสารอาหารที่ดีอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่แรกเกิดจำเป็นอย่างมากที่ลูกควรได้รับสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการบำรุงและพัฒนาสมอง นั่นก็คือการได้ทานนมแม่นั่นเอง เพราะในน้ำนมแม่จะมีสารอาหารสำคัญนั่นก็คือ โปรตีน,  DHA และARA ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาทและการมองเห็น

อย่างที่บอกไปค่ะว่าน้ำนมแม่นั้นดีและมีประโยชน์ต่อพัฒนาการสมองของลูกมาก ในเด็กที่ได้ทานนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดถือเป็นโชคดี เพราะจะได้รับทั้งคุณค่าสารอาหารที่จำเป็นอย่าง โปรตีนที่ย่อยง่ายตามธรรมชาติที่มีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาระบบประสาทและสมอง  แต่สำหรับคุณแม่ที่ไม่สามารถให้นมลูกได้ อาจด้วยเพราะมีปัญหาทางสุขภาพ ก็สามารถที่จะเลือกนมแพะให้กับลูกน้อย  เพราะนมแพะมีระบบการให้น้ำนมที่เรียกว่า อะโพไคร์น ซึ่งทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง อย่างนิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ และโกรทแฟคเตอร์ ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อยให้เติบโตอย่างสมวัย

 

โปรตีนจากนมแพะ มีประโยชน์ต่อร่างกายลูกน้อย

ปัจจุบันนี้นมแพะได้มีการพัฒนาให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) ที่เป็นโปรตีนย่อยง่าย ช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญต่อร่างกาย อย่าง แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ และโปรตีนในนมแพะยังเป็นโปรตีนคุณภาพดีที่ย่อยและดูดซึมง่าย ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีสมวัย

นอกจากนี้ในนมแพะก็ยังมีสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วน ดีต่อพัฒนาการการเติบโตของลูกๆ คุณแม่ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ ลองพิจารณานมแพะเพื่อเป็นตัวช่วยในการเลี้ยงลูกกันได้ค่ะ ซึ่งในนมแพะจะมีสารอาหารเด่นๆ ดังนี้ค่ะ

  • ดีเอชเอ(DHA), เออาร์เอ(ARA) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยพัฒนาสมองและการมองเห็น
  • โอเมก้า 3, 6 และ 9 ที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง
  • ทอรีน ช่วยพัฒนาการทำงานของจอประสาทตา
  • โคลีน มีบทบาทในการสร้างสารสื่อสัญญาณประสาท ช่วยพัฒนาการเรียนรู้และความจำ
  • วิตามิน B12 สูง มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง
  • แคลเซียมสูง มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง

อย่างไรก็ตามก่อนที่จะเลือกนมเสริมให้ลูกน้อย ขอให้คุณแม่เริ่มต้นเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กันก่อนนะคะ เพราะนมแม่นั้นดีที่สุดสำหรับลูกน้อย แต่หากไม่สามารถให้นมแม่กับลูกได้จริงๆ นมแพะก็ถือเป็นตัวช่วยแรกๆ ที่คุณแม่ส่วนใหญ่เลือกให้ลูกได้ทานกันค่ะ