สุขภาพลำไส้

ทำไม…สุขภาพลำไส้ ถึงสำคัญต่อการเจริญเติบโต?

สุขภาพลำไส้ มีความสำคัญกับร่างกายโดยรวมของเด็กๆ อย่างมาก ซึ่งหน้าที่ของลำไส้ไม่ได้มีไว้เพื่อแค่ย่อยอาหารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ลำไส้ยังต้องทำหน้าที่สำคัญในการเป็นศูนย์กลางพัฒนาการต่างๆ ให้กับร่างกายด้วย โดยเฉพาะในเด็กเล็กหากมีลำไส้ที่แข็งแรงก็จะส่งผลให้พัฒนาการการเจริญเติบโต และพัฒนาการต่างๆ แข็งแรงสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน

 

สุขภาพลำไส้ มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของลูกแค่ไหน ?

อย่างที่บอกไปค่ะว่าการมี สุขภาพลำไส้ที่ดีจะส่งผลให้ลูกๆ มีสุขภาพแข็งแรง และมีพัฒนาการที่สมวัยไปพร้อมกัน ดังนั้นเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้เข้าใจถึงความสำคัญในการดูแลลำไส้ของลูกๆ ให้มีสุขภาพที่ดี เราจะไปทำความเข้าใจหน้าที่ของเจ้าลำไส้น้อยๆ ของลูกกันค่ะ

ลำไส้ทำหน้าที่เป็นแหล่งเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย และเมื่อแรกคลอดลูกน้อยก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรคต่างๆ จากภาวะแวดล้อมที่อยู่อาศัย เพราะแน่นอนว่าก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะบอกได้ว่าภายในบ้าน ที่นอน เสื้อผ้า ฯลฯ จะปราศจากเชื้อโรค เนื่องจากเชื้อโรคหรือแบคทีเรียบางอย่างก็ลอยปะปนมากับอากาศที่หายใจเข้าร่างกายได้เหมือนกันค่ะ

เมื่อผ่านช่วงแรกคลอดไปแล้ว ลูกก็จะค่อยๆ เติบโตขึ้นตามพัฒนาการ และมีโอกาสนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้จากการหยิบจับเอาอาหาร เอาของเล่นเข้าปาก ซึ่งหากลูกน้อยมีลำไส้ที่ไม่แข็งแรง ย่อมเกิดการเจ็บป่วยขึ้นมาได้ง่ายมากค่ะ ดังนั้นสิ่งแรกที่คุณแม่จะมอบเกราะป้องกันให้กับลำไส้ของลูกให้มีความแข็งแรงได้นั้น คือการให้ลูกได้ทานนมแม่ตั้งแต่แรกคลอด เพราะนมแม่มีสารอาหารที่ส่งผลดีต่อลำไส้ของลูก โดยเฉพาะ “พรีไบโอติก” คือสารอาหารที่ค่อยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ และยังช่วยในการตรวจจับแบคทีเรีย ป้องกันไม่ให้มาเกาะติดกับ ผนังลำไส้จนทำให้เกิดการเจ็บป่วยนั่นเองค่ะ

แน่นอนว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นดีต่อสุขภาพของลูกอย่างมาก แต่ในคุณแม่ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ เนื่องจากอาจมีปัญหาทางสุขภาพ ก็สามารถที่จะดูแลลำไส้ของลูกให้มีสุขภาพดีได้ค่ะ เพราะปัจจุบันนี้มีนมแพะ ที่มีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง ที่สำคัญยังมี “พรีไบโอติก” ชนิด Oligosaccharide เช่น Inulin และ Oligofructose ซึ่งเป็นใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหาร เพราะทนต่อน้ำย่อย กรด ด่าง ในกระเพาะและลำไส้ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ เช่น แลคโตบาซิลัส และ บิฟิโดแบคทีเรีย จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ลดการอักเสบบริเวณลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ผลที่ตามมาคือ ลูกน้อยมีสุขภาพที่ดี นอกจากนี้นมแพะอุดมไปด้วย CPP หรือ Casein Phosphopeptides ที่เป็นโปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ร่างกายลูกสามารถดูดซึมนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ เมื่อร่างกายลูกได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ได้อย่างครบถ้วน ก็จะส่งผลให้พัฒนาการต่างๆ อย่างพัฒนาการการเจริญเติบโต และพัฒนาการสมองของลูก

 

พรีไบโอติก (Prebiotics) กับสุขภาพของลูกน้อย

พรีไบโอติกมีประโยชน์ต่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันลูกน้อย โดยมีผลพิสูจน์ทางการแพทย์ที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ คือ

  • เพิ่มจำนวนจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้
  • ลดการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ก่อให้โรคในลำไส้
  • ส่งเสริมเยื่อบุเมือกของลำไส้ให้แข็งแรงขึ้น
  • เพิ่มการผลิตแอนตี้บอดี้ (sIgA)
  • ลดอุบัติการณ์ของการติดเชื้อ

ลำไส้ที่มีสุขภาพแข็งแรงย่อมส่งผลต่อพัฒนาการของลูกน้อย นั่นเพราะหากลูกน้อยได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน มีประโยชน์และเพียงพอตามช่วงวัย เขาก็จะเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย นอนหลับง่าย และเป็นเด็กที่อารมณ์ดี ลูกมีความสุข พ่อแม่ก็มีความสุขภาพค่ะ  

 

มะเร็งไฝ

วิธีสังเกตลักษณะต้องสงสัย “มะเร็งไฝ”

มะเร็งไฝ สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ จากจุดไฝเล็กๆ ดูธรรมดา แต่รู้ไหมว่านั่นอาจซ่อนโรคร้ายอย่างมะเร็งไว้ได้นะคะ และเพื่อให้ทุกคนสามารถสังเกตถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับไฝของตัวเองได้ในเบื้องต้น ทีมงาน Amarin Baby &  Kids มีลักษณะไฝที่อาจกลายเป็นมะเร็ง มาบอกต่อให้ได้ทราบกันค่ะ

 

มะเร็งไฝ เกิดจากอะไร?    

จากไฝธรรมดาจะกลายเป็น มะเร็งไฝ ได้อย่างไรกันนะ!! เชื่อว่าส่วนใหญ่คงเคยได้ยินเรื่องของการมีไฝแล้วลาม กลายเป็นมะเร็งกันมาบ้างนะคะ ซึ่ง “ไฝ” ก็คือเนื้องอกชนิดที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ผิวหนัง คนที่มีไฝจะพบได้ตั้งแต่เด็กๆ ไป  จนถึงผู้ใหญ่ เกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัยเลยก็ได้ โดยปกติแล้วการที่มีไฝขึ้นบนผิวหนังตามร่างกายเรานั้นส่วนมากมีทั้งที่เป็น  อันตราย และไม่เป็นอันตราย ซึ่งสามารถแยกได้ดังนี้…

ไฝธรรมดา

ไฝ (Mole) จะมีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล หรือสีดำบนผิวหนัง มีทั้งที่สัมผัสได้ถึงความนูน หรือแบนเรียบ สำหรับไฝธรรมดาโดยมากจะไม่เปลี่ยนขนาดขยายใหญ่ขึ้น

 

บทความแนะนำ คลิก>> 3 อันดับ โรคมะเร็งในเด็ก ที่พบมากที่สุดในไทย

ไฝมะเร็ง

ไฝมะเร็ง (Melanoma) เริ่มจากจุดไฝที่เกิดขึ้นเหมือนกับไฝธรรมดา แต่มีการลามขยายขนาดจากจุดเล็กๆ กลายเป็นจุดไฝที่ใหญ่ขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงของสี และนี่คือลักษณะไฝที่อาจกลายเป็นมะเร็ง

  • ขนาดใหญ่กว่าไฝอื่นๆ บนร่างกาย
  • เห็นขอบไม่ชัดเจน
  • มีหลายสี สีไม่สม่ำเสมอ
  • โตเร็วผิดปกติ

การสังเกตมะเร็งไฝ ความรู้จาก อ.พญ.ธัญญา เตชะพิเชฐวนิช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

สำหรับคนที่มีไฝ และพบว่าไฝที่ขึ้นอยู่ตามร่างกายนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ขนาด หรือสี แนะนำให้รีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางทันที เพื่อที่แพทย์จะได้ตรวจวินิจฉัยให้การรักษาได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วค่ะ

อ่านต่อ วิธีป้องกันไฝมะเร็งจากแสงแดด หน้า 2 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ท้องลูกสาว

แม่สวย แต่งตัวเก่งแบบนี้ ท้องลูกสาว แน่นอน!

ตอนท้องคุณแม่ยังสวยขนาดนี้ นี่แสดงว่า ท้องลูกสาว แหง ๆ จริงหรือไม่งานนี้ต้องเช็ก

 

 

เขาว่ากันว่าไม่ต้องรอให้ใกล้คลอดก่อนก็สามารถรู้เพศของทารกในครรภ์ได้แล้วว่าเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย ซึ่งวิธีการดูว่าลูกในท้องเพศหญิงหรือเพศชายนั้น ก็ง่ายนิดเดียว แต่ในวันนี้เราจะพูดถึงวิธีการสังเกตอาการหรือสัญญาณบอกว่าคุณแม่ ท้องลูกสาว มาฝากกัน แต่ก่อนที่เราจะไปดูนั้น เรามาดูกันก่อนค่ะว่า ในทางการแพทย์สมัยนี้ เขามีวิธีการตรวจเพศของลูกอย่างไรกันบ้าง

  • การตรวจอัลตร้าซาวด์ ซึ่งก็สามารถเห็นเพศของทารกในครรภ์ได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ แต่อัตราความแม่นยำนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่นท่าของทารก ความชำนาญของผู้ตรวจ ความคมชัดของเครื่องอัลตร้าซาวด์ ดังนั้นจึงไม่สามารถนำมาอ้างอิงในการวินิจฉัยได้ 100%
  • การตรวจน้ำคร่ำ เป็นวิธีการตรวจที่ได้ผลแน่ชัดมากที่สุด ตรวจโดยการดูดเอาน้ำคร่ำซึ่งเป็นน้ำที่อยู่ล้อมรอบตัวทารกในครรภ์ ซึ่งมีเศษชิ้นส่วนของเซลล์ของทารก ซึ่งเราสามารถนำมาตรวจโครโมโซมได้ และจะสามารถทราบผลได้ว่าทารกเป็นเพศอะไร แต่การตรวจน้ำคร่ำก็ไม่สามารถทำได้ในระยะที่เริ่มตั้งครรภ์ แต่ควรรอให้อายุครรภ์ประมาณ 18 – 20 สัปดาห์ก่อนถึงจะตรวจได้ และผลนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะได้มาเลยนะคะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์เลยละค่ะ

แค่ดูแต่ละวิธีก็นอกจากจะเจ็บตัวแล้วยังเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา ถ้าอย่างนั้น เรามาดูสัญญาณบอกเพศลูกกันดีกว่าค่ะ นอกจากจะไม่เสียเงินแล้ว แค่สังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถทายได้แล้ว

สัญญาณบอกว่า ทารกในท้องเป็นเพศหญิง


เครดิต: Sanook

อ่านนิทานให้ลูกฟัง

อยากให้ลูกฝันดีต้อง เล่านิทานให้ลูกฟัง

เล่านิทานให้ลูกฟัง ดีต่อใจ ประโยชน์มากโข เสริมสร้างไอคิว แถมลูกนอนหลับสนิทตลอดคืน

 

 

คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คนอาจจะกำลังประสบปัญหาลูกนอนยาก ชอบร้องไห้งอแง โยเย กันใช่ไหมละคะ และปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น คุณพ่อคุณแม่มีวิธีการแก้ปัญหากันอย่างไร … เคยลองวิธีอ่านนิทานให้ลูกฟังกันบ้างหรือเปล่าเอ่ย หรือว่าให้ลูกเล่นของเล่นชิ้นโปรดไปจนกว่าจะหลับเอง

ถ้าหากเป็นเช่นนั้น คุณคิดว่าของเล่นชิ้นไหนคะ ที่ลูก ๆ ของเราโปรดปรานมากที่สุด? คิดว่าจะใช่ของเล่นราคาแพง หรือรุ่นหายากแบบลิมิเต็ดอิดิชั่น?! 

โดยธรรมชาติของเด็ก ๆ ทุกคน ของเล่นชิ้นที่พวกเขาโปรดปราน รักและหวงมากที่สุดก็คือ “คุณพ่อคุณแม่” นี่ละค่ะ ลูก ๆ ไม่ต้องการของเล่นราคาแพงแต่อย่างใด เพียงแต่พวกเขาต้องการเวลาจากคนที่เขารักมากที่สุดก็เท่านั้น คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คนอาจจะทำแต่งาน เมื่อถึงเวลาก็หาซื้อของเล่นมาให้ลูกเพื่อเป็นการตอบแทน … แต่หารู้ไม่ว่า ของเล่นที่พวกเขาอยากได้ที่สุดก็คือ “คุณ” นั่นเอง

ริชาร์ด วูฟสัน นักจิตวิทยาเด็ก ผู้ทำการศึกษาให้กับ Disneys /Pixar World of Cars กล่าวว่า มากกว่าครึ่งของเด็ก ๆ ในวัย 3-8 ขวบ บอกว่า ช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่่อ่านนิทานให้ฟังนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่พวกเขาชอบมากที่สุด จากผลการสำรวจเด็ก ๆ ในอังกฤษที่อายุระหว่าง 3-8 ปีจำนวน 500 คน แสดงให้เห็นว่า การฟังนิทานเป็นกิจกรรมยามว่างที่โปรดปรานของเด็ก แซงหน้ากิจกรรมบันเทิงอื่น ไม่ว่าจะเป็นการชมโทรทัศน์ หรือเล่นวิดีโอเกม ยิ่งกว่านั้น 82 % ของอาสาสมัครยังบอกว่าการฟังนิทานก่อนนอนทำให้พวกเขาหลับสนิท ขณะที่นักวิจัย บอกว่า นักเล่านิทานที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก ๆ คือ “คุณแม่” โดยเฉพาะคุณแม่ที่่ใช้เสียงตลก เสียงที่แตกต่างในการเล่าเรื่อง รวมทั้งการใช้เสียงประหลาดเพื่อเป็นเอ็ฟเฟ็กซ์ประกอบการดำเนินเรื่อง

อ่านเนื้อหาเพิ่มเติม คลิก

ท้องลูกชาย

สัญญาณบอก อาการแบบนี้ ท้องลูกชาย ชัวร์!

ตื่นเต๊น ตื่นเต้น! ว่าท้องนี้จะได้ลูกชายหรือลูกสาว แต่เขาว่ากันว่าอาการแบบนี้ ท้องลูกชาย แน่นอน!

 

 

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทุกท่านด้วยนะคะ ในที่สุดก็สมหวังดังตั้งใจกันเสียที เป็นอย่างไรกันบ้างคะ มีอาการแพ้กันบ้างหรือเปล่า เอ…หรือว่าไม่ค่อยชอบทานของหวานกันหรือไม่คะ แบบว่าก่อนท้องชอบทานขนมนี้มาก แต่พอท้องปุ๊ปแทบไม่มองขนมของโปรดเลย แต่เขาว่ากันว่า อาการแต่ละอย่างที่แสดงตอนท้องเนี่ย มันส่งผลเป็นนัย ๆ ให้ทราบเกี่ยวกับเพศของลูกกันด้วยนะคะ

จะรู้เพศลูกได้ตอนไหน

เขาว่ากันว่า ทารกในครรภ์นั้นถูกกำหนดว่าเป็นเพศไหนตั้งแต่เริ่มฝังเป็นตัวอ่อนแล้วละค่ะ ซึ่งช่วงไตรมาสแรกนั้นจะเป็นช่วงที่อวัยวะกำลังเริ่มก่อสร้างตัวขึ้นมาเป็นรูปร่าง ผิวหนังบริเวณขาหนีบก็จะเริ่มมีก้อนนูน ๆ ขึ้นมา พร้อมกับกำลังสร้างส่วนประกอบต่าง ๆ แล้ว โดยอวัยวะนั้นจะค่อย ๆ เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่สอง ช่วงสัปดาห์ที่ 15 – 16 นั่นเองค่ะ แต่จะให้แน่ใจเลยอาจจะต้องเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 ในสัปดาห์ที่ 20 ที่อวัยวะเพศของลูกนั้นมีการพัฒนาสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว

อัลตร้าซาวด์ดูเพศลูกได้หรือไม่?

คำตอบก็คือ ได้ค่ะ แต่ก็ใช่ว่าจะแม่นยำเสมอไปนะคะ จะเห็นได้จากประสบการณ์รอบตัวที่คุณแม่บางท่านไปอัลตร้าซาวด์มาแล้ว เข้าใจว่าเป็นลูกสาว ต่างพากันดีใจเพราะอยากได้ลูกสาวมานานแล้ว แต่พอคลอดออกมาจริง ๆ ผลปรากฎว่า ได้ลูกชายเอาเสียอย่างนั้น … สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็มาจากตัวทารกเองนี่แหละค่ะ ที่ไม่ยอมเปิดเผยให้เราดู ไม่รู้ว่าเขิลอายหรืออยากให้เซอร์ไพรส์พ่อแม่เล่น ๆ ทำเอาว่าที่คุณพ่อคุณแม่ลุ้นกันจนเหงื่อตก เพราะอยากรู้เพศของลูก และวันนี้ เราก็ได้รวบรวมเอาสัญญาณการตั้งครรภ์ต่าง ๆ ที่จะมาบ่งบอกว่า อาการแบบนี้แหละ ได้ลูกชาย มาฝากกันค่ะ

เช็กเลย! สัญญาณบอกว่าได้ลูกชาย

พัฒนาการสมองลูก จะเร็วจะช้าขึ้นอยู่ที่พ่อแม่

อยากให้ลูกฉลาด ความจำดี พัฒนาการสมองของลูก จะดีหรือถดถอยขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่

 

ทำไมกุมารแพทย์ถึงชี้ว่า 1,000 วันแรกคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพัฒนาด้านสมองของลูก ที่นี่มีคำตอบ

แพทย์หญิงเกศินี โอวาสิทธิ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ศูนย์พัฒนาการและการเรียนรู้ ให้ข้อมูลสำคัญเรื่องการพัฒนาศักยภาพของสมอง โดยคุณหมอกล่าวว่า

ความฉลาดของคนเรานั้นมีองค์ประกอบทั้งหมด 3 ปัจจัยหลัก คือ

1. พันธุกรรมที่ได้รับมาจากคุณพ่อคุณแม่

2. การเลี้ยงดู ซึ่งเชื่อมโยงถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมและการศึกษา

3. โภชนาการ คือ การได้รับอาหารหลัก 5 หมู่ รวมถึงน้ำและอากาศบริสุทธ์

พร้อมกับได้กล่าวอีกว่า “ผลงานวิจัยทางการแพทย์ได้ระบุว่า 1,000 วันแรกของชีวิตลูกน้อย เริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์จนกระทั่งลูกมีอายุครบ 2 ขวบนั้น เป็นช่วงเวลาสำคัญแห่งกระบวนการสร้างพัฒนาการสมอง เนื่องจากเป็นกระบวนการสร้างเซลล์สมอง โดยการเพิ่มเซลล์สมองควบคู่กับการสร้างเส้นใยประสาททำงานอย่างรวดเร็วที่สุดของชีวิต”

“ลูกน้อยอยู่ในครรภ์เป็นเวลา 270 วัน แค่เพียง 18 วันแรก หลังจากการปฏิสนธิกระบวนการทำงานของเซลล์สมองของลูกน้อยได้เริ่มขึ้นแล้ว เซลล์สมองพัฒนาเชื่อมโยงและแบ่งตัวไปเรื่อย ๆ ระยะเวลา 2-4 เดือนของการตั้งครรภ์ เซลล์สมองแบ่งตัวสูงถึง 200,000 ตัวต่อนาที พอตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน การทำงานของสมองมีโครงสร้างที่สลับซับซ้อนมากขึ้น มีการเชื่อมโยงการทำงาน สื่อสารระหว่างเซลล์อย่างเป็นระบบ คุณพ่อคุณแม่จึงได้รับคำแนะนำให้เริ่มเสริมพัฒนาการให้ลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยหรือส่องไฟ ที่สำคัญคุณแม่ต้องอารมณ์ดี ไม่เครียด พักผ่อนให้เพียงพอ ขณะเดียวกันคุณพ่อต้องช่วยดูแลคุณแม่ด้วย เพราะทั้งหมดล้วนมีผลต่อการพัฒนาคุณภาพสมองของลูก” คุณหมอกล่าวเสริม

อ่านเนื้อหาเพิ่มเติม คลิก!

แม่ 12 ราศี

เช็กนิสัย แม่ 12 ราศี แม่นหรือไม่ ต้องดู!

เปิดคำทำนาย … ดวงชะตา แม่ 12 ราศี ว่ามีจุดอ่อนจุดแข็งแบบไหน อยากรู้ต้องดู!

 

 

เพราะการตรวจดูชะตาราศี เป็นเรื่องที่สาว ๆ หลาย ๆ คนชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดวงชะตาความรัก การงาน การเงิน แต่เอ … แล้วลักษณะนิสัยของคุณแม่แต่ละราศีละ แม่ ๆ อยากทราบกันบ้างหรือไม่เอ่ย ถ้าหากทราบแล้ว ไม่ต้องรอช้า ไปหมุนวงล้อตรวจดวงชะตาของตัวเองพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

แม่ 12 ราศี
เครดิต: THINKSTOCK

คุณแม่ราศีมังกร

คุณแม่ราศีนี้ถือเป็นจอมนักวางแผน นักคิด มีความอดทนและความรอบคอบ แต่ก็มักชอบวิตกตังวล มองโลกในแง่ร้าย ไม่มั่นใจนตัวเองเท่าไหร่ และชอบที่จะฝังใจกับเรื่องที่เคยทำผิดพลาดมาในอดีต

สไตล์ความเป็นแม่: น่าแปลกที่คุณแม่ราศีนี้มีความเป็นพ่อมากกว่าความเป็นแม่ จึงมีความเป็นผู้นำและเป็นนักวางแผนที่ดี มีลักษณะความเป็นผู้ปกครองมากกว่าเป็นเพื่อน และด้วยความแข็งแกร่งที่คุณมี อาจจะทำให้ลูกยำเกรงมากกว่าจะเคารพรัก ฉะนั้นการใส่ใจในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ และหมั่นแสดงออกถึงความรัก ความห่วงใย ให้กับลูกบ้าง ก็จะยิ่งช่วยเพิ่งความเคารพรักให้กับลูก ๆ ได้

แม่ 12 ราศี
เครดิต: THINKSTOCK

คุณแม่ราศีกุมภ์

สำหรับคุณแม่ราศีนี้จัดได้ว่าเป็นคุณแม่วัยรุ่น หัวใจฟรุ๊งฟริ๊ง ใจกว้าง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และยุติธรรม แต่ก็เป็นคุณแม่จอมดราม่า ชอบทำตัววุ่นเล็ก ๆ ในครอบครัว

สไตล์ความเป็นแม่: คุณแม่ชาวราศีกุมภ์เป็นคนที่รักอิสระ มักจะเก่งในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ มักจะมีเรื่องราวสนุกสนานให้ได้ผจญภัย บอกเลยว่าหากลูก ๆ ได้อยู่กับคุณแม่ราศีนี้ละก็ ไม่มีคำว่าเบื่อแน่ ๆ แถมยังเป็นคุณแม่ที่มีกิจกรรมเยอะและมักจะปล่อยให้ลูกตัดสินใจดำเนินชีวิตเองอีกด้วย จึงเป็นคุณแม่ที่น่ารักของลูก ๆ เลยละค่ะ

แม่ 12 ราศี
เครดิต: THINKSTOCK

คุณแม่ราศีมีน

เป็นคุณแม่ที่มีจิตใจเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และมีความคิดสร้างสรรค์ เป็นคนขยัน ชอบจัดแจง อารมณ์อ่อนไหวไม่มั่นคง และมักจะรู้สึกผิดกับเรื่องต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

สไตล์ความเป็นแม่: เป็นแม่ที่มีสไตล์ของตัวเอง มักจะต้องดูแลให้ทุกอย่างเนี๊ยบอยู่เสมอ ทั้งงานบ้านและการดูแลเลี้ยงดูลูกแต่ก็มีความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ เวลากินเที่ยวก็จัดเต็มแบบสุด ๆ นอกจากจะเป็นคนชอบเห็นอกเห็นใจผู้อื่นแล้ว ยังค่อนข้างจะเซนซิทีฟ อีกทั้งยังมีนิสัยที่ชอบพูดหรือทำอะไรตรงเกินไป เวลาดุด่าลูกก็มักจะเป็นคำพูดที่แรงไปหน่อยทำให้ลูกน้อยใจได้

เช็คราศีที่เหลือ คลิก!

ท่านั่งแม่ท้อง

3 ท่านั่งคนท้อง อยากนั่งสบายต้องนั่งแบบนี้

ความอุ้ยอ้ายทำให้คุณแม่ท้องมักนั่งไม่ค่อยสบาย ขอนำเสนอ 3 ท่านั่งคนท้อง ที่แม่ ๆ ทั้งหลายไม่ควรพลาด

 

 

เมื่ออายุครรภ์มากขึ้น สรีระของคุณแม่ท้องก็เริ่มเปลี่ยนไป ท้องเริ่มใหญ่ จะเดิน จะนอน หรือจะนั่งทั้งทีก็ดูอุ้ยอ้าย อึดอัด ไม่สบายเนื้อสบายตัวเหมือนเมื่อก่อน ทำให้แม่ท้องหลาย ๆ อาจจะกำลังตามหาข้อมูลเกี่ยวกับท่านั่งหรืออิริยาบถต่าง ๆ ที่จะทำให้ชีวิตของคุณแม่นั้นง่ายขึ้น และในวันนี้เราก็ได้เตรียมข้อมูลดี ๆ มาฝากแล้วละค่ะ เรียกได้ว่า นอกจากท่านั่งแล้ว ยังมีท่าเดิน ท่านอน และท่ายกของอีกด้วยนะคะ ว่าแล้วก็ไปอ่านบทความนี้พร้อม ๆ กันเลยค่ะ

3 ท่านั่งคนท้อง อยากนั่งสบายต้องนั่งแบบนี้

ท่านั่งทำงาน

ให้คุณแม่นั่งหลังตรง หรือมองหาหมอนอิงใบเล็ก ๆ สักใบมาหนุนช่วงโค้งด้านหลัง หลังจากนั้นให้วางเท้าอยู่บนพื้นราบบนพื้น ข้อเข่าอยู่ในระดับเดียวกัน หรือสูงกว่าสะโพกเล็กน้อย อาจจะมองหาเก้าอี้เล็ก ๆ สักตัวมาไว้ใต้เท้า เพื่อจะได้ปรับระดับของเท้าให้สูงขึ้นบ้างก็ได้นะคะ

ท่านั่งบนเตียง

ก่อนจะนอนคุณแม่ก็อาจจะอยากมีช่วงเวลาได้นั่งบนเตียงเพื่ออ่านหนังสือเกี่ยวกับลูกดี ๆ สักเล่มนึง หรือถ้าไม่ก็อาจจะนั่งดูโทรทัศน์ ก็ควรที่จะนั่งหลังตรงนะคะ หาหมอนมาหนุนหลังและต้นคอดู พร้อมกับเหยียดขาออกไปตรง ๆ พร้อมกับแยกขาเล็กน้อย เอามือยันไว้ข้างหลัง ไม่นั่งพับขาเข้ามานะคะ เพราะเดี๋ยวต้นขาจะไปกดที่ท้องเอา

ท่านั่งขับรถ

สำหรับคุณแม่ที่ขับรถไปทำงาน หรือทำธุระต่าง ๆ ก็สามารถนั่งขับรถได้ตามปกตินะคะ และเมื่อท้องของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้น ก็ควรที่จะปรับระดับเบาะกับพวงมาลัยให้พอดี ที่สำคัญต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง และควรที่จะให้เข็มขัดอยู่ใต้พุงของคุณแม่ด้วย

อ่าน วิธีคาดเข็มขัดนิรภัยคนท้อง ที่ถูกต้องและปลอดภัย

คลิกดูท่ายืนที่ปลอดภัยและสบายสำหรับแม่ท้อง


เครดิต: Mother and Care

อาการบวม คนท้อง

6 อาการบวม คนท้อง ที่อันตราย!!

อาการบวม คนท้อง ที่เกิดขึ้น ในช่วงตั้งครรภ์ได้14-27 สัปดาห์ ทางการแพทย์เรียกว่า อาการบวมน้ำ ซึ่งอาการบวมที่เกิดขึ้น ระหว่างตั้งครรภ์ จะถือเป็นอาการปกติก็ได้ แต่ก็มีอาการบวมที่บอกถึงอันตรายต่อสุขภาพครรภ์ของคุณแม่ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่ง ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบในเรื่องนี้มาให้ได้ทราบกันค่ะ

 

อาการบวม คนท้อง ที่อันตราย!!

อย่างที่บอกไปคะว่า อาการบวม คนท้อง ถือเป็นอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติกับแม่ท้องอยู่แล้ว แต่อาการบวมที่เกิดขึ้นบ้างครั้งก็เป็นเหมือนสัญญาณบอกว่าสุขภาพครรภ์อาจกำลังมีอันตราย

เมื่อตั้งครรภ์ได้ 14-27 สัปดาห์ คุณแม่จะเกิดอาการตัวบวม หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า อาการบวมน้ำ(Edema) เกิดจากการที่มี ของเหลวสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อ เนื่องจากร่างกายของแม่ตั้งครรภ์มีแนวโน้มที่จะสะสมน้ำมากขึ้น คุณแม่จึงอาจมีอาการบวม ตามเท้าและข้อเท้า ในช่วงกลางของไตรมาสที่สอง และในช่วงไตรมาสสุดท้าย คุณแม่อาจมีอาการบวมตามนิ้วมือเพิ่มขึ้น

 

บทความแนะนำ คลิก>> กระเจี๊ยบเขียว คนท้อง อาหารสมุนไพรดีต่อสุขภาพ

 

นอกจากนี้มดลูกที่ขยายตัวขึ้น อาจไปกดทับเส้นเลือดที่ลำเลียงเลือดจากร่างกายส่วนล่างกลับสู่หัวใจ ระบบการไหลเวียน เลือดจึงช้าลง ส่งผลให้มีเลือดคั่งอยู่บริเวณขามากกว่าปกติ และทำให้เกิดอาการตัวบวมได้ อาการนี้มักเกิดในตอนเย็นของ ทุกวัน โดยเฉพาะช่วงที่อากาศร้อน ซึ่งอาการบวมน้ำโดยทั่วไปไม่มีอันตราย ยกเว้นแต่ถ้ามีอาการบวมที่เกิดขึ้นในลักษณะดังนี้ คือ…

  1. เกิดอาการบวมตามใบหน้า หรือบริเวณรอบดวงตา
  2. เกิดพร้อมน้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว (มากกว่า 8 กิโลกรัมใน 1 สัปดาห์)
  3. เกิดพร้อมอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงและเรื้อรัง
  4. เกิดพร้อมอาการสายตาผิดปกติ, มองเห็นภาพซ้อน, ภาพเบลอ, เห็นจุดแสง, ตาไวต่อแสง หรือมองไม่เห็นในบางครั้ง
  5. เกิดพร้อมอาการปวดช่วงท้องด้านบนอย่างรุนแรง หรือกดเจ็บ
  6. เกิดพร้อมอาการคลื่นไส้/อาเจียน

หากเกิดอาการบวมน้ำร่วมกับอาการเหล่านี้ คุณแม่ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับทารกและตัวคุณแม่เองได้

อ่านต่อ อันตรายจากครรภ์เป็นพิษ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

แพ้อาหาร ผ่านไมโครเวฟ แพ้กลิ่นหรือควันอาหาร

แพ้อาหาร ผ่านไมโครเวฟ เป็นอีกหนึ่งเรื่องจริงจากคุณแม่เบ็ญที่เธอเขียนเล่าประสบการณ์การแพ้อาหารของลูกสาวตัวน้อย ที่สังเกตพบว่ามีอาการแพ้อาหารจากไมโครเวฟ!! เชื่อว่าทุกคนคงจะสงสัยเหมือนกันว่า คืออะไร?  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเรื่องราวจากคุณแม่เบ็ญ เพื่อเป็นความรู้กับทุกครอบครัวที่มีลูกแพ้อาหาร มาฝากกันค่ะ

 

แพ้อาหาร ผ่านไมโครเวฟ แพ้กลิ่นหรือควันอาหาร

แชร์ประสบการณ์เรื่อง แพ้อาหาร ผ่านไมโครเวฟ ของคุณแม่เบ็ญ ที่ผู้เขียนอยากให้หลายๆ ครอบครัวที่กำลังเจอกับปัญหาสุขภาพของลูกๆ ที่มีอาการแพ้อาหาร ได้อ่านกันค่ะ เพื่อจะได้ระวังในการเตรียมอาหารให้ลูกแพ้อาหารกันมากขึ้นค่ะ

แพ้อาหารผ่านไมโครเวฟ แพ้กลิ่นหรือควันอาหาร ที่เกิดขึ้นกับลูกสาวของคุณแม่เบ็ญ ซึ่งปัจจุบันนี้อายุ 2.9 ขวบแล้ว มีการแพ้นมวัว ไข่แดง ไข่ขาว ถั่วเหลือง เลซิติน กุ้ง ปลาหมึก แซลมอน

และนี่คือเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ ที่คุณแม่เบ็ญได้เขียนแชร์มาค่ะ

มี้เบ็ญเป็นคนทำอาหารไม่เก่ง และไม่ชอบทำอาหารเอามากๆ แต่ด้วยความที่ลูกแพ้อาหารเยอะมาก ทำให้ต้องทำกับข้าวให้ลูกทาน ซึ่งปกติก็จะทำครั้งมากๆ  แล้วแช่เก็บที่ช่องฟรีซ ทานได้ 3-7 วัน  ส่วนอาหารของมี้เบ็ญถ้าไม่ทานนอกบ้าน ก็ซื้อมาเก็บไว้แล้วใช้ไมโครเวฟอุ่นทาน ซึ่งเป็นไมโครเวฟเครื่องเดียวกันกับที่ใช้อุ่นอาหารให้ลูก

การแพ้อาหาร ถ้าร่างกายมีปฏิกิริยาที่ไวต่อสิ่งที่แพ้มากๆ (Sensitive) ก็จะมีอาการแพ้ต่อควัน ละออง กลิ่นด้วย ดังนั้นมี้เบ็ญจึงมีถาด และฝาครอบอาหาร 2 ชุด ใช้แยกกัน ไม่ใช้ร่วมกันกับของลูก แต่ยังใช้ไมโครเวฟเครื่องเดียวกัน ทุกครั้งที่ใช้ไมโครเวฟต้องตรวจดูให้ฝาครอบปิดแนบสนิทกับฝาถาด หากอาหารที่อุ่นมีกลิ่นค่อนข้างรุนแรง จะต้องเช็ดทำความสะอาด และเปิดไมโครเวฟทิ้งไว้ให้กลิ่นหายก่อนใช้อุ่นอาหารของลูก

อาการแพ้อาหารผ่านไมโครเวฟของลูกมักเป็นอาการที่เกิดในระยะเวลาที่สั้นแล้วหายจากอาการภายใน 1-2 วัน มักจะเกิดอาการหลังลูกทานอาหารทันที หรือ 1-3 ชั่วโมง จะมีอาการคัน หรือลมพิษตามร่างกาย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปว่าลูกแพ้อาหารที่ลูกกินทดสอบในตอนนั้น

แต่เมื่อเอาอาหารดังกล่าวไป Skin Test กลับไม่ขึ้นผลอะไร เป็นแบบนี้หลายครั้ง ทำให้มี้เบ็ญเครียด ที่หาสาเหตุอาการแพ้ไม่เจอ  จนกระทั่งวันหนึ่งพบว่าลูกมีลมพิษขึ้นที่มือ มีอาการคันและเกาตลอดเวลา ที่ยิ่งเกาตุ่มก็ยิ่งใหญ่ขึ้น จำนวนตุ่มเยอะขึ้น และลามมากขึ้น ลูกมีอาการหลังจากที่ทานอาหารไป 1 ชั่วโมง โดยทานอาหารบนห้อง และอยู่ในห้องมาโดยตลอดไม่ได้ออกไปไหน อาหารที่ลูกทานคือ ข้าว หมู ตำลึง เป็นอาหารที่เคยทานมานาน และทานมานานหลายครั้งแล้ว และทานมาตลอด 3 วันที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ทานไม่เคยเกิดอาการแพ้ใดๆ และส่วนใหญ่มี้เบ็ญจะใช้เมนูนี้เป็นเมนูหลัก แล้วเพิ่มอาหารที่ต้องการทดสอบ

เวลาลูกเกิดอาการแพ้ในหัวจะแล่นเร็วจี๋ พยายามคิดหาสาเหตุว่ามีอะไรที่แปลกหรือต่างไปจากช่วงที่ไม่เกิดอาการแพ้ ลูกทานอาหารเมนูเดิมมาหลายวัน  แต่ครั้งนี้มี้เบ็ญได้อุ่นกะเพราก่อนจะอุ่นอาหารให้ลูก  ตลอดหลายวันที่ผ่านมามี้เบ็ญไม่ได้ใช้ไมโครเวฟอุ่นอาหารให้ตัวเองเลย

อาการแพ้อาหารผ่านไมโครเวฟนี้ไม่เหมือนอาการแพ้อาหารครั้งอื่นๆ ลมพิษที่ขึ้นถ้าไม่เกาสักพักก็จะยุบหายไปเอง เหลือทิ้งไว้แต่ความสากๆ ซึ่งเคยให้คุณหมอภูมิแพ้ดู คุณหมอบอกว่าน่าจะที่เกิดจากความร้อน หรือการสัมผัสมากกว่าแพ้อาหาร แต่หลายวันที่ผ่านมาลูกก็อยู่แต่ในห้องห้องที่เปิดแอร์ตลอดเวลา ไม่มีเหงื่อสักหยด และคงไม่ได้สัมผัสอะไรแน่ๆ

 

บทความแนะนำ คลิก>> แพ้อาหาร ภัยเงียบที่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

 

อาการแพ้อาหารผ่านไมโครเวฟมักจะเป็นๆ หายๆ ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน อาจเป็นเพราะมี้เบ็ญไม่ได้ใช้ไมโครเวฟอุ่นอาหารของตัวเองทุกวัน เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าลูกแพ้อาหารผ่านไมโครเวฟจริง  จึงทำการซื้อไมโครเวฟอีกเครื่องแยกการใช้งาน ใช้ไมโครเวฟกันคนละเครื่องไปเลย “ผลคือลูกไม่เกิดอาการแพ้อาหารแบบระยะสั้นอีกเลย”

ส่วนอาการแพ้อาหารที่ทานตรงของลูกสาวนั้นต่างจากการแพ้อาหารผ่านไมโครเวฟ  แพ้อาหารแบบทานตรงของลูกสาวจะเป็นแบบแสดงผลล่าช้า และเป็นอาการระยะยาวกว่าจะหาย

หากทานอาหารที่แพ้ทุกวันจะค่อยๆ ขึ้นผดตามข้อพับแขน คอ ข้อเท้า กินต่อเนื่อง ผดผื่นก็จะขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆ ลูกสาวแพ้อาหารหลายชนิด ซึ่งบางชนิดอาการเหมือนกัน บางชนิดแสดงอาการต่างกัน เช่น บางชนิดจะไม่ขึ้นผื่นตามข้อพับ และผิวจะสากเป็นบริเวณกว้าง อาหารบางชนิดแพ้แล้วเกิดผิวสากที่ขา บางชนิดก็สากที่ลำตัว จุดร่วมที่เหมือนกัน คือ หากยังทานอาหารที่แพ้ ผดผื่นจะลามไปเรื่อยๆ จนทั่วทั้งตัวในที่สุด ถ้าหยุดกินจะหยุดลาม แต่ผิวไม่หาย ต้องค่อยๆ บำรุงกันยาวไปค่ะ

มีอาการแพ้นมวัวของลูกสาวที่ค่อนข้างรุนแรง และแปลกกว่าอาการแพ้อื่น ตรงที่จะมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงหลังดื่มนมไป 3 ชั่วโมง เวลาเท่าเดิมทุกครั้ง แค่ดื่มบีทาเก้นท์นิดเดียวก็ปวดท้องหนักมาก อาการนั้นสวนทางกับผล skin test เพราะผลจากการทดสอบนั้นมีตุ่มขึ้นเป็นตุ่มเล็กๆ เล็กกว่าตุ่มแพ้อาหารชนิดอื่นๆ

มี้เบ็ญอยากให้ระวังอาหารที่แพ้ผ่านทางอื่นด้วยค่ะ อย่างล่าสุดลูกสาวไปงานวันเกิดเพื่อน ลูกอยากทานเค้กแบบคนอื่นๆ ด้วยความสงสารลูกเลยให้ลูกเอาเค้กมาป้อนมี้เบ็ญแทน จะได้มีส่วนร่วมในงานบ้าง มือลูกจึงเลอะเค้ก มี้เบ็ญก็รีบพาไปล้างมือ แต่ไม่ทัน คุณลูกเอามือไปแปะหน้าเล่น(ไม่เข้าปาก) แค่นั้นแหละได้เรื่อง สักพักหน้าเห่อแดงขึ้นตุ่มจางๆ แพ้ไม่เยอะอาการไม่ลุกลาม รวมๆ 10-20 นาทีก็หายเหตุเกิดจากลูกแค่เอามือแปะหน้าไม่ถึง 10 วินาที

อ่านต่อ เทคนิคการเตรียมอาหารสำหรับลูกแพ้อาหาร หน้า 2 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

7 วิธีแก้ปัญหา ลูกไม่กินข้าว และป้อนอาหารลูกเล็กอย่างไรให้ปลอดภัย ?

ลูกไม่กินข้าว สำหรับคุณแม่ที่กำลังหนักอกหนักใจกับการป้อนข้าวลูก หรือให้ลูกกินข้าวเองแล้วเจ้าตัวเล็กเมินหน้าหนีกับอาหารที่อยู่ตรงหน้า ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ มาฝากค่ะ รับรองว่าถ้าแม่ค่อยๆ ปรับ ก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่อง ลูกไม่กินข้าว ได้ไม่ยากค่ะ

 

ลูกไม่กินข้าว ทำไงดี?

1. ฝึกให้กินอาหารเป็นเวลา

การที่พ่อแม่ให้ลูกทานอาหารเป็นเวลา สม่ำเสมอ และควรให้ลูกกินพร้อมๆ กับทุกคนในครอบครัว เพื่อเป็นแบบอย่างและสร้างบรรยากาศการกินอาหารให้ลูก

2. ขณะมื้ออาหารไม่ดูทีวี

เมื่อถึงเวลาของมื้ออาหาร พ่อแม่ต้องตัดสิ่งรบกวนการกินของลูกที่จะทำให้ ลูกไม่กินข้าว คือ ไม่เปิดทีวี หรือให้ลูกเล่นของเล่นไปด้วยในขณะที่นั่งทานข้าว เพราจะทำให้เด็กไม่สนใจอาหารที่อยู่ตรงหน้า ทำให้กินช้า อมข้าวและอิ่มเร็วโดยที่กินไปได้นิดเดียว

3. ทำบรรยากาศขณะมื้ออาหารให้ผ่อนคลาย

ช่วงเวลาคุณภาพของครอบครัวอีกช่วงเวลาหนึ่งก็คือการที่ทุกคนได้ทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันในทุกเรื่อง การสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะบนโต๊ะอาหารจะช่วยทำให้บรรยากาศในการทานข้าวเป็นที่น่าจดจำสำหรับเด็ก แต่ไม่ควรใช้ช่วงเวลาทานข้าวมาดุด่ากัน เพราะจะทำให้ทุกคนบนโต๊ะอาหารตึงเครียดเกินไป และลูกก็จะไม่ชอบการทานข้าวในบรรยากาศที่ดูไม่มีความสุข

4. เปิดโอกาสให้เด็กช่วยเหลือตัวเอง

ในเด็กอายุน้อยกว่า 3  ขวบ พ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกได้มีโอกาสถือหรือหยิบอาหารเข้าปากด้วยตัวเองบ้าง ถึงแม้จะเลอะเทอะไปบ้างก็ต้องยอม ส่วนเด็กที่อยู่ในช่วงวัย 4  ขวบ ส่วนใหญ่จะสามารถตักอาหารเข้าปากได้ด้วยตัวเอง พ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกตักอาหารเข้าปากเอง

 

บทความแนะนำ คลิก>> ฝึกลูกกินข้าวเอง ช่วยพัฒนาการอะไรบ้าง?

 

5. ให้นั่งกินอาหารบนเก้าอี้

การฝึกให้ลูกรู้ว่าหากถึงเวลาทานอาหารของทุกคนในบ้าน จะต้องนั่งทานที่โต๊ะอาหารเท่านั้น และต้องทานให้เสร็จเรียบร้อยอิ่มแล้วถึงจะออกจากโต๊ะทานข้าวได้  พ่อแม่ไม่ควรเดินตามป้อนข้าวให้ลูกเด็ดขาด

6. ไม่ให้นมมากเกินไป

สำหรับเด็กอายุเกิน 1 ปี ควรกินข้าวเป็นอาหารหลัก วันละ 3 มื้อ ส่วนนมจะเป็นอาหารเสริมเท่านั้น จึงต้องลดปริมาณลง เหลือวันละ 3 – 4 มื้อ และควรให้นมหลังอาหารเท่านั้น เด็กอายุมากกว่า 6 เดือน  ร่างกายไม่ต้องการนมหลังจากหลับไป แล้วจนถึงเช้า  จึงไม่ควรปลุกเด็กขึ้นมากินนม  เพราะเด็กวัยนี้สามารถกินนมก่อนนอนแล้วอยู่ได้ถึงเช้า  หากให้กินกลางดึก จะกลายเป็นความเคยชินและทำให้เด็กเบื่ออาหารเช้าเพราะยังอิ่มนม  หลังอายุ 1 ปี ควรเลิกขวดนม ดังนั้นจึงให้เด็กเริ่มฝึก ดูดจากหลอดหรือดื่มจากแก้วแทนตั้งแต่อายุ 10 เดือน

7. ให้ลูกรู้สึกหิวก่อนถึงมื้ออาหาร

ก่อนหน้ามื้ออาหารหลัก ให้งดอาหารหรือขนมจุกจิกระหว่างมื้อ  ไม่ว่าจะเป็นขนมกรุบกรอบ น้ำหวาน  ไอศกรีม  ฯลฯ หากจะให้ ควรให้หลังอาหาร หากเด็กกินได้เหมาะสม ก็จะช่วยลดปัญหา ลูกไม่กินข้าว ได้ค่ะ

นอกจากปัญหา ลูกไม่กินข้าว ที่พบบ่อยแล้ว การป้อนอาหารลูกเล็ก อย่างไรให้ปลอดภัย เป็นอีกเรื่องที่ถูกถามเข้ามามากจากคุณแม่ที่มีลูกเล็กๆ เพราะกังวลไปหมดว่าถ้าลูก กินเข้าไปแล้วจะดี จะปลอดภัยต่อร่างกายของลูกหรือเปล่า และเพื่อให้คุณแม่ได้สบายใจกับอาหารการกินของลูก ผู้เขียนมีเคล็ดลับที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องนี้มาให้ได้ทราบกันค่ะ

อ่านต่อ ป้อนอาหารลูกอย่างไรให้ปลอดภัย หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

น้ำจิ้มซีฟู้ด

พ่อแม่ระวังน้ำจิ้มซีฟู้ด เสี่ยงทำลายช่องปากลูก

มีกระทู้หนึ่ง ตั้งขึ้นเตือนให้ระวังเป็นแผลในปาก เมื่อรับประทานอาหารกับ น้ำจิ้มซีฟู้ด นอกบ้าน โดยเจ้าของกระทู้เล่าว่า ได้ไปโรงพยาบาลมาเนื่องจากตึ่นขึ้นมามีอาการร้อนในทั้งปาก แสบลิ้น และรับประทานอาหารแทบไม่ได้ จึงพยายามคิดหาจากหลากหลายสาเหตุ จนพบว่าเพราะน้ำจิ้ม

Continue reading “พ่อแม่ระวังน้ำจิ้มซีฟู้ด เสี่ยงทำลายช่องปากลูก”

พาลูกออกนอกบ้าน

5 ข้อท่องให้ขึ้นใจ ก่อน “พาลูกออกนอกบ้าน”

อยากให้ลูกเที่ยวสนุกและปลอดภัย อย่าลืมท่อง 5 ข้อให้ขึ้นใจก่อน “พาลูกออกนอกบ้าน”

 

 

สมัยนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ คนสนิทใกล้ตัวก็ใช่ว่าจะไว้ใจได้ ออกไปไหนก็ต้องคอยระแวดระวัง ไหนจะคนแปลกหน้า ไหนจะเชื้อโรคและโรคระบาดต่าง ๆ อีก หากมัวแต่กังวลอยู่แบบนี้แล้วการพาลูกไปเที่ยวนอกบ้านจะสนุกไปได้อย่างไรละคะจริงไหม

ดังนั้น สิ่งที่คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเราจะทำได้ก็คือ การเตรียมรับมือ รู้เท่าทัน พร้อมทั้งหาวิธีการป้องกันต่างหากละ ซึ่งในวันนี้ทีมงาน Amarin Baby & Kids ก็ได้เตรียมหลักปฏิบัติที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนควรทำทุกครั้งก่อนพาลูกน้อยเที่ยวนอกบ้าน มาฝากกันด้วยนะคะ แต่ก่อนที่เราจะไปดูนั้น คุณพ่อคุณแม่บางคนที่มีลูกเล็ก ๆ ก็อาจจะเกิดข้อสงสัยว่า

อยากพาลูกไปนอกบ้านแต่จะพาออกไปตอนกี่เดือนดีถึงจะปลอดภัย?

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะคะว่า เด็กเล็ก ๆ มักจะมีภูมิต้านทานต่ำ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงกับลูกในการได้รับเชื้อต่าง ๆ ได้ง่าย เพราะตลอดระยะเวลาที่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ ลูกจะได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ผ่านทางสายสะดือ โดยภูมิกันที่ว่านี้จะมีค่าสูงเทียบเท่ากับของผู้ใหญ่เลยละค่ะ แต่จะค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ ภายในสองถึงสามเดือน และจะเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันด้วยตัวเอง โดยการได้รับกองทัพเสริมนั่นก็คือ พลังของนมแม่นั่นเอง ส่งผลให้ทารกในช่วงสามเดือนแรกนั้น เป็นช่วงที่มีภูมิคุ้มกันต่ำที่สุด จึงยังไม่ควรพาลูกออกนอกบ้านในช่วงนี้ เพราะเสียงต่อการได้รับเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่าย

อ่านการเตรียมตัวก่อนพาลูกน้อยออกจากบ้าน

เลี้ยงลูกตามใจ

รักและหวังดีจริง! อย่า! เลี้ยงลูกตามใจ

รักลูกมาก หวังดีกับลูกจริง ๆ ขออย่างเดียว อย่า!! เลี้ยงลูกตามใจ

 

 

คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คนที่ตามใจลูกนั้น ส่วนใหญ่แล้วมีสาเหตุมากจากการกลัวลูกไม่รัก เวลาลูกอยากได้อะไร ก็หามาให้ทุกอย่าง และถึงแม้ว่าจะลูกทำตัวไม่น่ารักอย่างไรก็ไม่เคยว่าติเตือนหรือสอนลูกเลย … โดยที่หารู้ไม่ว่าการกระทำเหล่านี้สามารถส่งผลให้กับลูกได้โดยตรง

ทราบหรือไมคะว่าร้อยละ 88 ของคุณพ่อคุณแม่นั้นยอมรับว่าตนเองตามใจและให้ท้ายลูก

มิเชล บอร์บา นักการศึกษาและผู้เขียนหนังสือ Don’t Give Me That Attitude! ให้ข้อสังเกตว่า ทุกวันนี้เด็กก่อนวัยเรียนส่วนใหญ่นั้นไม่รู้จักความอดทนกันเลย “หนูจะเอาตอนนี้ และเดี๋ยวนี้” จนส่งผลให้ร้านค้าหรือร้านอาหารบางแห่งที่มักมีผู้บริหารระดับสูงมารับประทานนั้นปฏิเสธที่จะให้บริการกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่าหกขวบเข้าใช้บริการ

ดร.ซัล ซีเวียร์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง How to Behave So Your Preschooler Will, Too! เผยว่า “พ่อแม่บอกกับผมว่า พวกเขารู้สึกผิดต่อลูก เพราะวัน ๆ มัวแต่ทำงาน ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นเท่าไร พวกเขาจะยิ่งชดเชยด้วยการเอาใจและไม่เจ้าระเบียบกับลูกมากขึ้นเท่านั้น”

อะไรบ้างที่เรียกว่าการตามใจลูก

วีรกรรมสุดแสบ

รวม 15 วีรกรรมสุดแสบ ที่ลูกๆ ชอบแอบทำ!

วีรกรรมสุดแสบ เชื่อว่าเด็กๆ ทุกคนต้องผ่านวีรกรรมต่างๆ กันมาบ้าง ต่อให้เป็นเด็กเรียบร้อย ว่านอนสอนง่ายขนาดไหน แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามสัญชาตญาณของเด็กๆ ก็ต้องมีแอบคุณพ่อคุณแม่ หรือคุณครูทำบ้างในเรื่องที่ถูกห้ามไว้หรือเรื่องที่เคยเห็นผู้ใหญ่ทำนั่นเอง

Continue reading “รวม 15 วีรกรรมสุดแสบ ที่ลูกๆ ชอบแอบทำ!”

เพลงสําหรับคนท้อง

รวม 12 เพลงสําหรับคนท้อง ช่วยพัฒนาสมองของทารกในครรภ์ได้

เพลงสําหรับคนท้อง เป็นเพลงที่ให้สำหรับคุณแม่เปิดให้ลูกน้อยในครรภ์ฟัง ซึ่งจะช่วยในเรื่องการพัฒนาการสมองของทารก และใช้เพื่อผ่อนคลายสร้างความสุขให้กับคุณแม่ได้

Continue reading “รวม 12 เพลงสําหรับคนท้อง ช่วยพัฒนาสมองของทารกในครรภ์ได้”

เตือนพ่อแม่ระวัง ภัยหลอกลวง น้ำผลไม้แผงลอย

คุณพ่อ คุณแม่คงเคยซื้อน้ำผลไม้คั้นสดที่ขายกันบนรถเข็นแผงลอยริมถนนกันมาบ้าง แล้วจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าน้ำผลไม้ที่ซื้อ สด สะอาด ถูกสุขลักษณะอนามัยจริงๆ เรามาชมคลิปที่ถูกแชร์ต่อกันมาในสื่อโซเชียล ที่แอบถ่ายร้าน น้ำผลไม้แผงลอย ร้านหนึ่งที่จอดขายตรงสถานีรถไฟฟ้า

Continue reading “เตือนพ่อแม่ระวัง ภัยหลอกลวง น้ำผลไม้แผงลอย”

ลูกไม่สบาย

แม่ย้ำ! ลูกไม่สบาย ให้รีบหาหมอ!

ลูกไม่สบายแม่ย้ำ! ลูกไม่สบาย อย่ามัวแต่หาข้อมูลผ่านทางออนไลน์ ประสบการณ์ตรงเมื่อลูกเป็น H1N1

 

 

คุณแม่เหมียวเปิดใจกับทีมงาน Amarin Baby & Kids ถึงเรื่องราวเมื่อลูกป่วย พร้อมกับอยากฝากบอกทุกครอบครัว ลูกไม่สบายอย่านิ่งนอนใจ อย่ามัวแต่หาข้อมูลเกี่ยวกับโรคผ่านสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ถ้าหากอยากให้ลูกปลอดภัยละก็ ให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที! โดยคุณแม่ได้เล่าถึงประสบการณ์พร้อมกับตั้งชื่อเรื่องว่า

ประสบการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ล้มช้าง!!

วันที่ 5 สิงหาคม คุณแม่เริ่มรู้ว่าลูกไม่สบาย เพราะมีอาการตัวรุม ๆ ไอนิดหน่อยพอเป็นพิธี ไม่มีน้ำมูกและเสมหะ แต่กินอะไรอาเจียนออกตลอด ประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง ลูกเริ่มมีไข้ 38.3°C จึงรีบพาลูกไปหาหมอ แต่หมอวินิจฉัยว่า ลูกอาจจะเป็นไวรัสลงกระเพาะ จึงสั่งยาให้และกลับไปรับประทานที่บ้าน

วันที่ 6 สิงหาคม ลูกตัวร้อนอีกครั้ง จึงได้รีบหาปรอทมาวัดไข้ แต่ปรอทกลับมาเสียอีก ทำให้คุณแม่โมโหมาก ยายบอกว่า ตุ้ยนอนไม่ค่อยหลับ ดิ้นไปมา รอประมาณ 8 โมงเช้าพาไปหาหมออีกรอบ หาที่จอดรถไม่ได้บอกสามีส่งทางประตูเดี๋ยวอุ้มลูกลงไปเอง สามีก็กลัวจะอุ้มไม่ไหว วินาทีนั้นหัวอกแม่หนักกว่านี้ก็ต้องไหวอุ้มลูกวิ่งไปเจอพยาบาลวัดไข้ 39.3 °C พยาบาลพาไปเช็ดตัว กินพาราฯ ทันที พบคุณหมอกำพล คุณหมอถามว่าจะแอดมิทไหม ไข้สูงนะ แม่ตอบตกลง เพราะอาการโรคอะไรไม่เด่นชัดไม่มีน้ำมูก ไอน้อยมาก แต่อาเจียนทุกครั้งที่กิน ลูกนอนซบนิ่งไม่หือไม่อือ กลัวชักมาก อยู่กับหมอน่าจะอุ่นใจกว่า ตอนนั้นแม่กลัวว่าจะเป็น RSV กับ ไข้หวัดใหญ่ แต่ลึก ๆ ก็คิดว่าน่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ เพราะ RSV ต้องไอมากกว่านี้ พยาบาลเอาน้ำมูกไปตรวจ และให้กลับบ้านไปก่อนเพื่อรอห้องว่าง

ประมาณเกือบเที่ยง ตุ้ยมีจุดเลือดใต้ผิวหนัง ทั้งที่ตอนเช้ายังไม่มี มือสั่นมากขึ้น แม่ไม่รอห้องว่างแล้ว รีบพาไปโรงพยาบาลอีกรอบนึง คุณหมอให้ตรวจเลือดทั้งหมด 3 ชนิด คือ ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B รวมถึง RSV ด้วย ผลคือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A นอนรักษาอยู่ 3 วัน ให้ยาทางสายน้ำเกลือ และกินยาร่วมด้วย ที่สำคัญ คือ ยาต้านไวรัสต้องกินให้ครบ

วันที 7 สิงหาคม ช่วงเช้าไข้ลด เหลือ 38.3°C ตกเย็นอุณหภูมิปกติแล้ว เริ่มกินข้าวได้นิดหน่อย ยืนบ้าง เดินได้บ้าง

วันที่ 8 สิงหาคม ทุกอย่างปกติ มีไอนิดหน่อย คุณหมอให้กลับบ้านได้ เย้!! ตุ้ยร่างเริงมาก มีกระโดดโชว์ด้วย ประกัน

คุณแม่เหมียวกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า สาเหตุที่น้องตุ้ยฟื้นตัวได้เร็วนั้นเป็นเพราะตุ้ยฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ไว้ และแม่ไม่นิ่งนอนใจสังเกตอาการลูกตลอด หากพบว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับลูกละก็ แนะนำให้คุณแม่รีบพาน้องไปหมอในโรงพยาบาลมากกว่ามานั่งหาคุณหมอออนไลน์

ทำอย่างไรดีเมื่อลูกเป็นไข้?


เครดิตเรื่องและรูปภาพ: คุณแม่เหมียว