เคล็ดลับแม่บ้าน เทคนิคเก็บอาหารให้อยู่นาน คงคุณค่าสูง!

สำหรับคุณแม่บ้านทั้งหลาย วิธีการเก็บอาหาร ให้ได้นาน และคงคุณค่าไว้ เป็นเรื่องที่ควรรู้ …เพราะสุขอนามัยภายในครัวเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการประกอบอาหารที่ดีเพื่อลูกน้อย และทุกคนในครอบครัว ดังนั้นจึงควรเก็บอาหารให้ถูกวิธี เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า

หากคุณเป็นแม่บ้านที่นิยมซื้ออาหารสดประเภทผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ รวมทั้งอาหารอื่นๆ เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ รวมถึงเครื่องดื่มชนิดต่างๆ มาเก็บไว้ในครัว หรือตู้เย็นคราวละมากๆ ก็ควรเลือกเก็บอาหารเหล่านี้ด้วยวิธีที่ถูกต้อง หรือเก็บในตู้เย็นบนช่องที่มีอุณหภูมิเหมาะสมกับอาหารประเภทนั้นๆ และควรจะเก็บไว้ในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อช่วยรักษาอาหารให้สดใหม่ไม่เน่าเสีย อีกทั้งยังคงคุณค่าวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ไว้ได้ โดยมีวิธีง่ายๆ ตามนี้

สุดยอดเคล็ดลับ วิธีการเก็บอาหาร ให้ได้นาน

วิธีการเก็บอาหาร ให้ได้นาน

#หมวดผัก

วิธีเก็บผักให้นานขึ้น

เมื่อเวลาที่คุณแม่ล้างผัก อย่างเช่น ผักกาดหอม ต้นหอม หรือ ขึ้นฉ่าย เสร็จแล้ว ให้ วางผักเหล่านั้นลงบนกระดาษเช็ดมือชนิดแผ่นใหญ่ แล้ว ห่อผักนำไปแช่ตู้เย็น จะช่วยเก็บผักไว้ได้นานขึ้น

กะหล่ำปลีเก็บได้นาน

ผักกาดหอม ต้นหอม กะหล่ำปลี สามารถเก็บได้สองอาทิตย์โดยไม่ต้องล้าง ให้นำไปห่อไว้ในผ้าชื้นๆ ใส่ในกล่องพลาสติกแล้วปิดฝานำไปเก็บในตู้เย็น

เก็บรักษามะนาวไว้ใช้ได้นาน

เคล็ดลับแสนง่าย คือ ให้เอาไม้เจาะเข้าไปในลูก แล้วค่อยๆ บีบเอาน้ำมะนาวออกจนพอกับความต้องการ แล้วดึงไม้ออกรู รูนั้นจะปิดตามเดิม คุณยังสามารถเก็บลูกมะนาวไว้ใช้ได้อีกนานหลายวัน ไม่แห้งทิ้งหรือเสียไป
ถ้าอยากเก็บน้ำมะนาวให้คงทน ให้บีบน้ำมะนาวลงในกล่องเนยแข็งที่ใช้แล้ว ปิดฝา เก็บไว้ในตู้แช่แข็ง เมื่อนำน้ำมะนาวมาใช้ จะมีรสชาติเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

หรืออีกวิธีก็คือ คั้นมะนาวเอาแต่น้ำนะคะ เมื่อได้แล้วก็นำใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิท แล้วเก็บไว้ในช่องแช่เย็น ส่วนวิธีที่สอง คือให้นำมะนาวเป็นลูกๆ นี่ละ ไปฝังไว้ในทรายชื้น เพียงเท่านี้คุณก็จะมีน้ำมะนาวที่เก็บไว้ใช้ได้นานเท่านาน

เก็บรักษากระเทียมให้อยู่ได้นาน

เก็บกระเทียมให้มีอายุใช้ทนนาน ให้แกะเป็นกลีบแล้วเลือกกระเทียมที่ดีใส่กล่องปิดฝา เอาเก็บไว้ในตู้เย็นช่องแช่แข็ง เมื่อเวลาจะใช้จึงค่อยหยิบออกมาตามต้องการ

เก็บรักษาฟักทอง

ฟักทองลูกใหญ่ๆที่ซื้อมา หากแบ่งรับประทานไม่หมดในครั้งเดียว จะทิ้งก็เสียดาย จริงๆแล้วมีวิธีเก็บฟักทองไม่ให้เน่าเสียไว อีกทั้งเป็นการป้องกันแมลงวัน แมลงหวี่ต่างๆที่จะมารุมตอม เพียงแต่คุณนำ ปูนแดงมาทาบริเวณที่ตัดออก ปูนแดงก็จะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันแมลงและเชื้อโรคที่จะกัดกินให้ฟักทองเน่าและเสียไว

เก็บรักษาพริกไทยสด หอมสด

ถ้าซื้อ พริกไทยสด หอมสด พริกสด ไว้ตอนที่มีราคาถูก จะช่วยประหยัดได้มากทีเดียว เวลาจะเก็บก็ให้นำมาล้างแล้วตัดเป็นช่อๆ ใส่ถุงพลาสติกจนเต็ม แล้วปิดปากถุงให้แน่นสนิท นำไปแช่ช่องแข็ง เมื่อต้องการจะใช้ก็เปิดปากถุงแบ่งออกมาใช้ได้ทันทีค่ะ

วิธีเก็บรักษาต้นหอมซอย

นำต้นหอมที่เหลือจากการทำอาหาร นำไปผึ่งให้แห้งก่อน เก็บไว้ในขวดพลาสติก จากนั้นจึงนำไปแช่ในช่องแช่แข็ง ช่วยให้เก็บได้นานมากขึ้น

วิธีเก็บรักษาพริกสด

พริกสดสามารถเก็บไว้ใช้นาน  ให้เลือกพริกที่เน่าออกเสีย เด็ดขั้วพริกทิ้ง จากนั้นให้นำพริกไปล้างให้สะอาด แล้วนำมาผึ่งลมให้แห้ง ห่อด้วยกระดาษหนาๆ เช่น กระดาษถุงสีน้ำตาล หรือห่อด้วยหนังสือพิมพ์หลายๆชั้น แล้วนำไป เก็บไว้ในที่แห้ง พริกจะสดนานได้ถึง 2 สัปดาห์ ค่ะ หรือว่าจะเก็บพริกที่ผึ่งแห้งแล้วใส่กล่องหรือถุง ปิดฝาให้สนิท แล้วนำไปแช่ตู้เย็น จะเก็บได้นานถึง 1 เดือน ทีเดียวค่ะ

วิธีเก็บพริกขี้หนูได้นาน

วิธีนี้เป็นแบบ ดองน้ำปลา ดองโดยเด็ดก้านพริกออกวางไว้ในตะแกรง ต้มน้ำเดือด เทน้ำร้อนราด ปล่อยให้แห้ง จัดใส่ขวด ต้มน้ำปลาให้เดือด พออุ่นเทน้ำปลาลงในขวดพริก วิธีนี้เก็บไว้ได้นานเป็นเดือน รสชาติของน้ำปลาพริกดองจะหอมและมีความเผ็ดอร่อย นอกจากนี้ใช้ใส่ในต้มยำ ต้มข่าได้อร่อยไม่แพ้ พริกสดเลยทีเดียวค่ะ

เก็บหน่อไม้ฝรั่งให้ใช้ได้นาน

การเก็บหน่อไม้ฝรั่งให้อยู่ได้นานและสดเสมอ ให้แช่ไว้ในภาชนะที่มีน้ำ เอาถุงพลาสติกครอบส่วนบน แล้วเก็บไว้ในตู้เย็นค่ะ

อ่านต่อ >> สุดยอดเคล็ดลับ วิธีการเก็บอาหารให้ได้นาน (หมวดผัก/ผลไม้)” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2560 มีเด็กเสียชีวิตแล้ว!

รายงานข่าวแจ้งว่า ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) ได้มีหนังสือถึงสถานพยาบาลของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ขอความร่วมมือเร่งรัดมาตรการเตรียมความพร้อมสำหรับ สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2560 เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงที่เข้าสู่ช่วงฤดูกาลระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่และโรคไข้หวัดนก จนถึงประมาณเดือน มี.ค.

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2560

เมื่อวันที่ 28 มกราคม ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์โรคติดเชื้อ โรคอุบัติใหม่ สภากาชาดไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังการป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ ทั้งไข้หวัดใหญ่ 2009 ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B พบว่านอกจากอาการทั่วไป คือมีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล อ่อนเพลีย หรือหากถึงขั้นอาการรุนแรงจะมีปอดอักเสบ ปอดบวมซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตแล้ว ยังต้องเฝ้าระวังอาการทางสมองที่เหมือนกับภาวะสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียตัวอื่นๆ ด้วย เพราะเมื่อปี 2557 มีการสอบสวนโรค พบว่าในจำนวนผู้ป่วยกว่า 2,000 ราย ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา มีผู้ป่วยเสียชีวิตมากถึง 22 ราย ในจำนวนนี้ที่เกิดจากสาเหตุภาวะปอดอักเสบ 21 ราย และมี 1 รายเสียชีวิตจากภาวะสมองอักเสบ ซึ่งเป็นวัยรุ่นอายุราว 14-15 ปี

“ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา มีเด็กเป็นพี่น้องกัน 2 คนในจังหวัดหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์บีและมีภาวะสมองอักเสบ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 26 มกราคม เด็กเสียชีวิต 1 คน ส่วนอีกคนต้องย้ายไปรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ศักยภาพสูงกว่า แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่รู้สึกตัว อย่างไรก็ตาม ภาวะสมองอักเสบจากไข้หวัดใหญ่นั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย ไม่เฉพาะเด็กเท่านั้น เพราะเมื่อปี 2559 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ทำการรักษาผู้ใหญ่ที่ป่วยด้วยโรคสมองอักเสบจากไข้หวัดใหญ่มาแล้ว แต่โชคดีที่รักษาได้ทัน”

ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญในขณะนี้คือ อยากให้แพทย์ที่ทำการรักษาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่นึกถึงโรคทางสมองไว้ด้วย เพื่อจะได้ทำการรักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที อย่าดูแค่โรคระบบทางเดินหายใจอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา สำหรับประชาชนเองนั้น แนะนำหลักการปฏิบัติตัวเช่นเดิมคือ หากมีไข้ ไอ จาม ขอให้สวมหน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชนเพื่อป้องการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

——————–

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ประชุมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน ( EOC) ร่วมกับผู้บริหารกรมฯ โดยหารือประเด็น สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2560 ซึ่งภายหลังการประชุมได้จัดทำเป็นข้อมูลเผยแพร่ ดังนี้

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่ต้นปี จนถึงวันที่ 22 มกราคม 2560 พบผู้ป่วย 3,125 ราย ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ อายุที่พบมากที่สุดคือ ช่วงอายุ 25-34 ปี รองลงมาคือ อายุ 35- 44 ปี และอายุ 15-24 ปี ตามลำดับ

ขณะที่จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรกคือ ลำพูน เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก

โดยสายพันธุ์ที่พบบ่อยคือ Influenza A (subtype H1N1), Influenza A (subtype H3N2) และ Influenza B

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ>> ไข้หวัดใหญ่ระบาด สาธิตจุฬาฯ แจ้งปิดการเรียนการสอน คลิกหน้า 2

แม่สะดุดกระโปรง

แม่สะดุดกระโปรง ทำลูกหลุดมือตกบันไดเลื่อน

สื่อจากต่างประเทศ ได้เผยแพร่คลิปเหตุการณ์ เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจ ถึงอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เมื่อ แม่สะดุดกระโปรง ขณะที่กำลังอุ้มลูกเอาไว้ ทำให้พลาดทำลูกน้อยหลุดมือ ตกบันไดเลื่อน 4 ชั้น เสียชีวิตกลางห้างสรรพสินค้าเมืองอันดียอน ทางตะวันออกของอุซเบกิสถาน

Continue reading “แม่สะดุดกระโปรง ทำลูกหลุดมือตกบันไดเลื่อน”

วัคซีน IPD วัคซีนทางเลือกที่จำเป็นต้องให้ลูกฉีด ป้องกันดีกว่ารักษา

ไอพีดี คือโรคติดเชื้อชนิดรุนแรง ซึ่งเกิดจากแบคทีเรีย ที่มีชื่อว่า นิวโมคอคคัส สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดอักเสบรุนแรง ไปจนถึงทำให้พิการ และเสียชีวิตได้ คุณพ่อ คุณแม่จึงควรศึกษาวิธีการป้องกัน เช่น การฉีด วัคซีน IPD ดีกว่าการรักษา

Continue reading “วัคซีน IPD วัคซีนทางเลือกที่จำเป็นต้องให้ลูกฉีด ป้องกันดีกว่ารักษา”

แม่ท้องขับรถ

จริงหรือไม่? ขับรถบ่อยเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด

จากประสบการณ์ของคุณแม่ ที่ออกมาแชร์เพื่อเป็นกรณีศึกษาให้กับคุณแม่คนอื่นๆ เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 34 สัปดาห์ แม่ท้องขับรถ ทุกๆ วัน คุณแม่จะขับรถวันละหลายรอบ เพราะคิดว่าคงไม่เป็นอะไร จนมาถึงวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา ประมาณ 6 โมงเช้า เหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้น

Continue reading “จริงหรือไม่? ขับรถบ่อยเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด”

ทารกมองเห็นตอนไหน

นี่คือสายตาของเด็กทารกที่มองเห็นพ่อแม่ในแต่ละเดือน จนถึงอายุ 1 ขวบ

ทารกมองเห็นตอนไหน …เด็กแรกเกิดจะเริ่มใช้สายตาตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เกิดมา การช่วยฝึกสายตาและการมองให้ลูกจะช่วยพัฒนาการลูกได้มากทีเดียว การมองไม่เหมือนกับการได้ยิน ซึ่งทารกเริ่มใช้ได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง


เคยสงสัยไหมคะว่าเด็กทารกแรกเกิดเขาสามารถมองเห็นได้ไกลแค่ไหน และเด็กทารกชอบมองอะไรเป็นพิเศษ วันนี้เรามีผลการวิจัยที่จะบอกได้ว่า เด็กทารกแรกเกิดนั้นสามารถมองเห็นได้แค่ไหน และพวกเขาชอบมองอะไรค่ะ

เด็กทารกชอบมองอะไรมากที่สุด

โดยธรรมชาติของเด็กแล้ว ใบหน้าของแม่คือสิ่งที่เด็กทุกคนชอบมองมากที่สุด เพราะเคลื่อนไหวไปมาได้ เป็นของเล่นของลูกได้ทุกเมื่อ แต่คุณแม่คงจะเหนื่อยถ้าจะต้องเล่นกับลูกตลอดเวลา มาหาผู้ช่วยกันดีกว่าค่ะ

ทารกมองเห็นตอนไหน

นอกจากหน้าพ่อแม่แล้ว ลูกจะชอบมองสิ่งของที่มีรูปทรงซับซ้อนและมีสีสันสะดุดตา คุณพ่อคุณแม่อาจทดสอบสิ่งนี้ได้ด้วยการนำเอาสิ่งของที่แตกต่างกัน 2 แบบ อย่างแรกเป็นสิ่งของที่มีสีสันธรรมดา อีกแบบเป็นลวดลาย สีสดใส คุณจะเห็นว่าลูกจะมองสิ่งหลังมากกว่าค่ะ เพราะสะดุดตากว่านั่นเอง

Must readโมบายสีขาว ดำ แดง กระตุ้นสมอง การมอง และสมาธิ ให้ลูกน้อย
Must readแม่ท้องฟังเพลง คลาสสิค-โมสาร์ท ช่วยให้ทารกฉลาดขึ้นจริงหรือ?
Must readพัฒนาการของทารกในครรภ์ ตั้งแต่ปฏิสนธิ จนกระทั่งเกิด (มีคลิป)

มีผลการวิจัยจาก Dr. Robert Fantz นักวิจัยด้านพฤติกรรมทารก ท่านได้ศึกษาเรื่องเด็กทารกชอบมองอะไรและได้ทดสอบจนได้ผลที่น่าสนใจดังนี้

  • เด็กทารกชอบมองใบหน้าของพ่อแม่ที่แสดงออกถึงความรัก ความอ่อนโยน เพราะเวลาที่เด็กทารกมองนั้น เด็กจะมองจ้องที่ดวงตาของพ่อและแม่ เพราะรอยยิ้มและแววตาที่อ่อนโยนของพ่อแม่นั้นสร้างความอบอุ่นใจให้กับทารก
  • เด็กทารกชอบมองวัตถุที่เคลื่อนไหวมากกว่าวัตถุที่อยู่นิ่งๆ
  • เด็กทารกชอบมองวัตถุที่มีสีตัดกันชัดเจน เช่น สีดำตัดกับสีขาว
  • เด็กทารกชอบมองวัตถุ 3 มิติมากกว่า 2 มิติ

ทารกมองเห็นตอนไหน
และนี่คือสายตาของเด็กทารกที่มองเห็นพ่อแม่ในแต่ละเดือน

เด็กทารกในช่วงขวบปีแรก จะมองเห็นสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกับที่ผู้ใหญ่เห็น แต่เมื่อเริ่มอายุเดือนมากขึ้น หนูน้อยก็จะมีสายตาที่คมชัดมากขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งเห็นพวกเราได้อย่างชัดเจนตอนอายุครบ 1 ปี

โดยหลังจากที่ทารกได้คลอดออกมาแล้ว โดยปกติเด็กทารกจะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ในระยะ 1 ฟุต และสามารถจ้องมองสิ่งต่างๆ ค้างได้นานประมาณ 4-10 วินาที

ทารกแรกเกิดสามารถจดจำหน้าพ่อแม่ได้ภายใน 4 วันหลังคลอด พออายุ 1 เดือน เด็กทารกจะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ในระยะ 15 นิ้ว ซึ่งการพัฒนาของการมองเห็นของลูกนั้นจะสามารถลำดับขั้นได้ดังนี้…

ระบบการมองเห็นและเทคนิคกระตุ้นการมองเห็นของลูกแต่ละช่วงวัย

โรเมช แอนกูนาเวลา ที่ปรึกษาด้านการผ่าตัดสายตาจากโรงพยาบาลตามัวร์ฟิลด์ ในลอนดอนได้จับมือกับคลินิกสายตา Clinic Compare ทำภาพเปรียบเทียบ พัฒนาการการมองเห็นของเด็กทารกทุกๆ เดือน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 1 ขวบ แล้วคุณจะรู้ว่า เด็กทารกมองเห็นโลกเป็นอย่างไรในแต่ละเดือน

ทารกมองเห็นตอนไหน
แรกเกิด – เด็กจะมองแทบไม่เห็นอะไรเลย ระยะโฟกัสของเด็กจะอยู่แค่ 8-10 ซม. เท่านั้น

2-3 วันแรก

เด็กจะยังไม่มอง ไม่มีโฟกัส คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องตกใจไปเพราะ 2-3 วันแรกเด็กจะยังโฟกัสไม่ได้ เมื่อมองหน้าแม่ก็จะเห็นเป็นแบบลาง ๆ เท่านั้นเอง ส่วนใหญ่ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีการตรวจตาเด็กตั้งแต่วันแรกที่เด็กคลอดออกมา เพราะจริง ๆ แล้วเราสามารถตรวจพบภาวะต้อกระจกได้ตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งถ้าต้อกระจกนี้เกิดขึ้นในเด็กแล้วจะส่งผลให้เด็กเกิดภาวะตาเหล่ ตาสั่น (ตาไม่อยู่นิ่ง สั่นตลอดเวลา) ภาวะตาขี้เกียจ หรือพัฒนาไปเป็นต้อหินได้

สัปดาห์แรก

มีระยะโฟกัสของเด็กจะอยู่แค่ 8-10 ลูกจะมองเห็นเป็นสีเทา ๆ เห็นหน้าแม่ราง ๆ เราพบว่าถ้าแม่เลี้ยงลูกด้วยการให้นมแม่ ให้นมทางซ้ายบ้างทางขวาบ้าง โดยที่แม่ไม่ได้เปลี่ยนทรงผมมาก เด็กจะจำหน้าแม่ได้เร็ว แล้วสิ่งนั้นจะส่งผลต่อพัฒนาการของลูกเป้นอย่างมามาก แล้วด้วยความที่เด็กยังมองเห็นไม่ชัด เป็นแค่โครงร่างสีเทา ๆ เมื่อเด็กเห็นโครงหน้าแม่แบบเดิม ๆ เขาก็จะจำได้ แล้วเมื่อมีคนอื่นที่ไม่ใช่แม่มาอุ้มเขาก็จะรู้ว่านี่ไม่ใช่แม่

  • กระตุ้นพัฒนาการลูก วิธีที่จะช่วยกระตุ้นการมองเห็นเมื่อแรกเกิดที่ดีคือแม่ควรเป็นคนเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง แล้วก็เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่ควรเปลี่ยนทรงผมบ่อย ควรทำทรงผมทรงเดิม ลูกจะจดจำได้ง่ายขึ้น
Must readafter birth 8 อาการลูกแรกเกิด แม่ (ไม่ต้อง) กังวล
ทารกมองเห็นตอนไหน
1 เดือน – เด็กจะเห็นเป็นสีขาวดำ สายตาของเด็กยังไม่สามารถโฟกัสได้

1 เดือน

ในช่วง 1 เดือนแรกลูกอาจมีอาการตาเหล่ได้นิดหน่อย ทั้งตาเหล่เข้าในและออกนอก แต่ภาวะนี้จะหายไปเองเมื่ออายุ 2- 3 เดือน ยกเว้นว่าเหล่แบบที่ตาดำหายไปเลย อาการนี้ต้องรีบพาไปพบแพทย์ โดยสิ่งที่ลูกมองเห็นจะเป็นภาพสีขาวดำ และสายตาของเด็กยังไม่สามารถโฟกัสได้

  • กระตุ้นพัฒนาการลูก ควรตกแต่งห้องด้วยสีสว่าง ๆ แขวนปลาตะเพียนหรือโมบายที่เป็นสีสันสดใส โดยเฉพาะสีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว ซี่งเด็กจะสามารถมองเห็นได้ดี ให้ขยับไปขยับมาในระยะประมาณ 1 ฟุต จะเป็นการกระตุ้นการมองเห็นของเด็กได้
ทารกมองเห็นตอนไหน
2 เดือน – ภาพที่เห็นยังคงเป็นโทนขาวดำอยู่ แต่เริ่มชัดขึ้น
ทารกมองเห็นตอนไหน
3 เดือน – มองเห็นสีสันมากขึ้น และโฟกัสใบหน้าพ่อแม่ได้ หากเข้ามาใกล้ๆ

2-3 เดือน

จากภาพที่เห็นราง ๆ ก็จะเริ่มมองเห็นได้ดีขึ้น เริ่มเป็นรูปร่าง เริ่มกลอกตาซ้ายขวาได้ การมองเห็นก็จะเริ่มดีขึ้น ในช่วงวัยนี้เด็กควรจะมองหน้าแม่แล้ว พอแม่ยิ้มเขาควรจะยิ้มตอบ ภาวะตาเหล่นิดหน่อยที่เห็นในช่วงเดือนแรกควรจะหายไป ตาควรจะอยู่ตรงกลาง ไม่ควรมีอาการตาสั่น เพราะถ้ายังสั่นน่าจะมีพยาธิสภาพเกิดขึ้น อาจเกิดจากลูกตาหรือระบบประสาท ถ้ายังมีอาการอยู่ควรพาไปพบแพทย์

  • กระตุ้นพัฒนาการลูก ควรหาวัสดุใหม่ ๆ เข้ามาแต่งห้องให้มีสีสันเพิ่มมากขึ้น คุณแม่ควรจะพูดกับลูก เวลาเราเดินไปรอบ ๆ ห้องควรพูดกับเขาด้วย เพื่อฝึกเด็กในเรื่องการได้ยินและการมองตามคุณแม่
Must readจุดบอบบางของลูก ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
Must readไขข้อสงสัย! ทารกแรกเกิดควรมีน้ำหนักเท่าไหร่?

อ่านต่อ >> นี่คือสายตาของเด็กทารกที่มองเห็นพ่อแม่ในเดือนที่ 4-6” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สุดยอด 5 แกงไทย! ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนในครอบครัว

อาหาร ต้านมะเร็ง …นี่คือสุดยอด “5 แกงไทย” ที่ฆ่าเซลล์มะเร็งได้ แต่ละเมนูทำไม่ยาก และเป็นแกงแบบไทยๆ อร่อยเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ ให้คุณแม่บ้านทำให้คนในครอบครัวทาน เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนในบ้าน

สุดยอด  5 แกงไทย อาหาร ต้านมะเร็ง

ขึ้นชื่อว่า”แกงไทย” หลายคนก็คงติดใจ ทั้งรสชาติที่อร่อยถึงใจ ถูกปากคนไทย และงานวิจัยของ รศ.ดร.สมศรี เจริญเกียรติกุล อาจารย์ประจำฝ่ายเคมีทางอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล จะทำให้เรารู้ว่า “แกงไทย” ยังมีประโยชน์ในด้านการลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้จริง เมื่อน้ำแกงจากแกงไทยยอดนิยม เช่น แกงเลียง แกงป่า แกงเหลือง แกงส้ม และต้มยำ ซึ่งเป็นอาหารที่ไม่ทำลายเซลล์ดี และไม่ได้รักษา แนะต้องกินหลากหลาย ไม่ซ้ำซากในทุกวัน

Must readสัญญาณเตือนโรคมะเร็งในเด็กที่พ่อแม่ควรรู้

อาหาร ต้านมะเร็ง

ได้ทดลองในห้องปฏิบัติการด้วยการนำพริกแกงและส่วนผสมในการทำอาหารแกงทั้ง 5 ชนิดในรูปของน้ำแกง มาทดลองกับเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวในจานเพาะเชื้อ เพื่อดูว่าเซลล์มะเร็งตายมากน้อยแค่ไหน  โดยทำการทดลองในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว เปรียบเทียบกับการเลี้ยงเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวตามปกติ และการให้ยาเคมีบำบัด เพื่อดูว่ามีเซลล์มะเร็งรอดชีวิตกี่เปอร์เซ็นต์ ตายกี่เปอร์เซ็นต์ และการตายของเซลล์มะเร็งนั้นเป็นการตายแบบธรรมชาติ คือ ค่อย ๆ ฝ่อ แบบค่อยเป็นค่อยไป หรือเซลล์ตายแบบไม่เป็นธรรมชาติ คือ เซลล์บวมแตก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเซลล์โดยรอบด้วย

เนื่องจากลักษณะการตายของเซลล์มะเร็งเป็นแบบบวมแตกและกระจายไปอวัยวะอื่นได้ ผลการทดลองพบว่า

  • เซลล์มะเร็งที่ได้รับแกงป่า สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตายแบบธรรมชาติร้อยละ 38.82 และร้อยละ 43.93 ตายแบบผิดธรรมชาติ คืออาจลุกลามไปเซลล์ดีอื่นๆ
  • ส่วนแกงส้ม เซลล์มะเร็งรอดตายได้ร้อยละ 29.08 และฆ่าเซลล์มะเร็งตายแบบไม่ลุกลามไปเซลล์อื่นถึงร้อยละ 43.59 แต่ในทางกลับกันมีเซลล์ที่ตายถึงร้อยละ 27.33 อาจกระจายไปเซลล์อื่นได้
  • ส่วนแกงเหลืองพบว่า ตายตามธรรมชาติร้อยละ 22 เซลล์ตายผิดธรรมชาติถึงร้อยละ 46.13
  • ส่วนแกงเลียงพบว่า ฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตายโดยไม่กระทบเซลล์อื่นๆ ร้อยละ 38.98 มีเพียงร้อยละ 3.78 เท่านั้นที่เซลล์ตายแบบกระจาย

อย่างไรก็ตาม จากผลการทดลองทำให้อาจมองว่า แกงส้ม สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้มากที่สุดถึงร้อยละ 43.59 แต่หากพิจารณาดีๆ จะพบว่าตัวเลขฆ่าเซลล์มะเร็งแบบผิดธรรมชาติที่อาจลุกลามไปถูกเซลล์ดีอื่นๆในแกงส้มก็สูงเช่นกัน

แต่หากเป็น แกงเลียง จะพบว่า แม้การฆ่าเซลล์มะเร็งจะน้อยกว่า คือ ร้อยละ 38.98 แต่การลุกลามไปเซลล์ดีอื่นๆน้อยกว่ามาก โดยหลักส่วนผสมของแกงเลียงก็จะมี หอมแดง พริกไทย กะปิ ซึ่งหอมแดงมีประโยชน์มาก เพราะมีสารฟลาโวนอยด์ (flavonoid)สารพฤกษเคมี มีคุณสมบัติทำลายสิ่งผิดปกติ พวกอนุมูลอิสระ สารอักเสบที่เป็นบ่อเกิดการเกิดมะเร็งได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ควรบริโภคแกงเลียงมากกว่าแกงอื่นๆ เพราะ แกงทั้ง 4 ชนิดมีประโยชน์ในแง่ต้านการเกิดมะเร็งได้ ไม่ได้รักษา สิ่งสำคัญคือ ต้องกินอย่างหลากหลาย ไม่ซ้ำซากในทุกวัน

Must readแนะนำเมนูสำหรับคุณแม่หลังคลอด ลดอาการเจ็บปวด+ฟื้นฟูร่างกาย+กระตุ้นน้ำนม

อ่านต่อ >> “นักโภชนาการเผยผลวิจัย สุดยอด  5 แกงไทย อาหารต้านมะเร็งได้” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ครรภ์ไข่ปลาอุก

ครรภ์ไข่ปลาอุก สาเหตุเกิดจากอะไร อันตรายหรือไม่?

ครรภ์ไข่ปลาอุก มีคำถามจากคุณแม่ผู้อ่านทางเว็บไซต์ ได้เข้ามาแชร์ข้อมูลของตัวเองเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพครรภ์เนื่องจากมีการตั้งครรภ์ในลักษณะที่เรียกว่า การตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก จนต้องยุติการตั้งครรภ์ครั้งนี้ลง เพราะมีภาวะแท้งเกิดขึ้น ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อมูลที่น่าสนใจมาให้ได้ทราบกันค่ะ

 

ครรภ์ไข่ปลาอุก เกิดจากสาเหตุใด?

การครรภ์ไข่ปลาอุก (Molar pregnancy) เป็นการตั้งครรภ์ที่รกมีลักษณะเป็นถุงน้ำใสๆ อยู่ติดกันเป็นพวงคล้ายกับไข่ปลา หรือพวงองุ่น ที่มาจากเนื้องอกของเนื้อรกชนิดหนึ่งที่แบ่งตัวมากผิดปกติ มีสาเหตุจากการปฏิสนธิระหว่างไข่กับเชื้ออสุจิที่มีโครโมโซมผิดปกติ ทำให้ไม่สามารถเจริญไปเป็นตัวอ่อนที่จะพัฒนาการเป็นทารกต่อไปได้ ทำให้เกิดเป็นถุงน้ำเล็กๆ จำนวนมากมาย

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์รายนี้ที่เกิดปัญหาแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ที่เรียกว่า ตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก ลักษณะอาการเริ่มต้นจะเหมือนกับการตั้งครรภ์ปกติทุกอย่าง คือ ประจำเดือนขาด คลื่นไส้ อาเจียน เหนื่อยง่าย ปัสสาวะบ่อย ฯลฯ แต่เมื่อการตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปสักพัก จะเริ่มมีเลือดสีน้ำตาลออกทางช่องคลอด และเมื่อตรวจอัลตราซาวนด์ดู จะไม่พบตัวทารก แต่จะพบเพียงรกที่เสื่อมสภาพ มีลักษณะเป็นถุงน้ำขนาดเล็ก

อ่านต่อ >> “อาการแสดงของการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

มะเร็งเต้านม คร่าชีวิต นุ๊กซี่

อาลัย “นุ๊กซี่” มะเร็งเต้านม คร่าชีวิต!! รู้เร็ว หายได้

ขอร่วมไว้อาลัย นุ๊กซี่ อัญพัชญ์ ที่จากไปด้วย มะเร็งเต้านม กับการต่อสู้อย่างเข้มแข็งมาย้อนฟังคำเตือนที่เธอมีให้ผู้หญิงทุกคนหมั่นตรวจเต้านม เพื่อรู้ไวรักษาทัน

อาลัย “นุ๊กซี่” มะเร็งเต้านม คร่าชีวิต!! รู้เร็ว หายได้

 

ขอขอบคุณ AmarinTV

มะเร็งเต้านม ขึ้นชื่อว่ามะเร็งพอได้ยินก็กลัวกันทั้งนั้น แต่สาวสวยที่ทั้งเก่ง และแกร่งแบบสุด ๆ สำหรับ นุ๊กซี่-อัญพัชญ์ วัฒนาตันติรัตน์ เซ็กซี่สตาร์ทรงโต หวานใจของ ปู-อานนท์ สายแสงจันทร์ หรือ ปู แบล็กเฮด ก็ยังคงต่อสู้กับโรคร้าย ด้วยความเข้มแข็ง พร้อมทั้งให้ความรู้แก่แฟนคลับไปด้วย หนึ่งในคำถามที่มักมีคนถามถึงอยู่เสมอ คือ“อยากทราบว่ามะเร็งเต้านมมันมาจากการเสริมหน้าอกด้วยหรือเปล่า แอบกลัว กำลังตัดสินใจเสริมหน้าอก”

ซึ่งนุ๊กซี่ อัญพัชญ์ ก็ได้ตอบคำถามอย่างชัดเจน เพื่อให้กับทุกคนคลายความสงสัยว่า “ไม่เกี่ยวกับเสริมเลยค่ะ จุดที่เป็นมะเร็งคือส่วนเนื้อนม ส่วนซิลิโคนอยู่ใต้กล้ามเนื้อค่ะ อันนี้คุณหมอบอกมาว่าการเสริมหรือไม่เสริมมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้เหมือนกันค่ะ นุ๊กมีคลิปเก่าๆ ที่ลงอยู่ไปหาดูได้นะคะ”

ถึงแม้ว่าวันนี้เราจะได้รับข่าวร้าย เมื่อ ปู แบล็คเฮด นักร้องชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อเวลา 23.27 น. วันที่ 26 มี.ค. 2565 ด้วยความอาลัยแฟนสาว นุ๊กซี่ อัญพัชญ์ เสียชีวิตแล้ว หลังรักษาตัวด้วยโรคมะเร็งเต้านม ที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ แต่ความห่วงใยของคุณนุ๊กซี่ยังคงอยู่ ความรู้ความหวังดีต่าง ๆ ที่น้องได้มอบให้กับผู้หญิงทุกคนยังคงเป็นส่วนช่วยเตือนใจให้เราไม่ละเลยการตรวจเต้านมอยู่เสมอ 

หญิงไทยเราป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งปากมดลูกแล้ว กระทรวงสาธารณสุขยังยืนยันถึงความน่ากลัวของมะเร็งเต้านมมาอีกว่า มะเร็งเต้านมคือโรคที่คร่าชีวิตหญิงไทยไปมากที่สุดเป็นอันดับ 1 โดยมีอัตราการเสียชีวิตปีละ 3,000 คน เลยทีเดียว และยังพบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมากถึง 19 ล้านคนอีกด้วย

BreastCancerAwareness

มะเร็งเต้านม จะรู้ได้ยังไง ว่าเรามีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านมมากน้อยแค่ไหน

1. ครอบครัวมีประวัติ เคยเป็นโรคมะเร็งเต้านมมาก่อน

2. ประจำเดือนครั้งแรก มาก่อนอายุ 12 ปี

3. สำหรับคุณแม่ และญาติผู้ใหญ่ ประจำเดือนยังมา หลังอายุ 55 ปี

4. อายุมาก ความเสี่ยงยิ่งมาก

5. ทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับพวกรังสี สารเคมีอันตราย

6. เคยใช้ฮอร์โมนเพศหญิงเป็นเวลานาน

7. บริโภคอาหารมันๆ หรือเนื้อแดงมาก เป็นโรคอ้วน

8. ดื่มแอลกอฮอล์มาก สูบบุหรี่จัด

9. สุดท้าย หากมีบุตรช้า หรือไม่มีบุตรเลย ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน

มะเร็งเต้านม

หากเป็นมะเร็งเต้านม อาการจะเป็นอย่างไร

1. คลำเจอก้อนที่เต้านม หรือรักแร้

2. เต้านมมีขนาดที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะใหญ่ หรือบวมขึ้นอย่างผิดปกติ

3. มีน้ำไหลออกจากหัวนม

4. เจ็บ หรือรู้สึกเหมือนหัวนมถูกดึงรั้ง

5. ผิวเต้านมไม่เรียบ ขรุขระและหยาบเล็กน้อยเหมือนเปลือกส้ม

6. สำหรับผู้ที่มีอาการหนัก อาจจะปวดกระดูก น้ำหนักลด มีแผลที่ผิวหนัง หรือแขนบวมได้

วิธีตรวจหามะเร็งเต้านมเบื้องต้น ด้วยตัวเอง

อาการที่บ่งบอกว่าอาจมีโอกาสเป็นมะเร็ง อันได้แก่ “ระบบขับถ่ายที่เปลี่ยนแปร แผลที่ไม่รู้จักหาย ร่างกายมีก้อนตุ่ม กลุ้มใจเรื่องกินกลืนอาหาร ทวารทั้งหลายมีเลือดไหล ไฝหูดที่เปลี่ยนไป ไอและเสียงแหบจนเรื้อรัง” และยังมี 7 สัญญาณอันตรายของอาการที่บ่งบอกว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมด้วยเช่นกัน

qq3

  • มีก้อนที่เต้านมหรือที่รักแร้ เป็นอาการยอดนิยมอันดับหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงรีบมาพบแพทย์ ไม่ว่าจะแน่ใจหรือไม่แน่ใจว่าเป็นก้อนเนื้องอกหรือเนื้อเต้านมที่หนาผิดปกติ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจซ้ำหรือส่งตรวจทางรังสีเพิ่มเติม
  • รูปร่างหรือขนาดของเต้านมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ต้องหมั่นสังเกตทั้งรูปทรงและขนาดของเต้านมอย่างสม่ำเสมอ และควรเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกันของรอบเดือน
  • มีน้ำผิดปกติไหลจากหัวนม ผู้หญิงในวัย 41-58 ปีอาจมีของเหลวที่ออกจากหัวนมทั้งสองข้างได้บ้างจำนวนเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนตามรอบเดือน แต่ถ้าออกจากหัวนมข้างเดียวหรือมีสีคล้ายเลือดก็ควรมาพบแพทย์
  • รูปร่างหรือขนาดของหัวนมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ปกติรูปร่างและขนาดของหัวนมมีโอกาสเปลี่ยนแปลงตามอายุขัยและน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นได้ แต่ที่ต้องระวังหมั่นสังเกตเป็นพิเศษคือ หัวนมที่เคยปกติกลายเป็นหัวนมบอด อาจเกิดจากมีก้อนเนื้อมะเร็งใต้หัวนม ที่ลุกลามไปที่ท่อน้ำนมและดึงรั้งหัวนมให้บุ๋มลง รวมถึงต้องสังเกตด้วยว่ามีแผลที่หัวนมหรือไม่
  • สีหรือผิวหนังบริเวณลานหัวนมที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น มีรอยบุ๋ม รอยย่น ผื่นคันที่รักษาแล้วไม่หายขาด เป็นๆ หายๆ ก็มีโอกาสเป็นมะเร็งได้เช่นกัน
  • อาการเจ็บผิดปกติที่เต้านมหรือที่รักแร้ ที่ไม่ใช่อาการเจ็บเต้านมปกติระหว่างมีประจำเดือน โดยเฉพาะเจ็บเต้านมข้างเดียวหรือรักแร้ข้างเดียว
  • ผิวหนังของเต้านมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นรอยบุ๋มแบบลักยิ้ม มีรอยย่น ผิวหนังบวมหนาตัวเหมือนผิวของเปลือกส้ม ก็อย่านึกว่าไม่มีอะไร เพราะนั่นเป็นสัญญาณว่าเซลล์มะเร็งได้ลุกลามขึ้นมาที่ชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
มะเร็งเต้านม
ขอบคุณภาพจาก : www.jeedmak.com

วิธีการป้องกันการเป็นโรคมะเร็งเต้านม

  1. ลดของมัน ของทอด และเนื้อแดง
  2. เลือกรับประทานผัก และผลไม้
  3. ออกกำลังกายเป็นประจำ วันละ 30-45 นาทีเป็นอย่างน้อย
  4. ควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้มากจนเกินเกณฑ์
  5. งดแอลกอฮอล์ บุหรี่
  6. หากเป็นไปได้ มีบุตรในช่วงอายุที่เหมาะสม ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตามคุณผู้หญิงต้องหมั่นสังเกตหมั่นตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ หากมีอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งตามสัญญาณอันตรายทั้ง 7 ประการนี้ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ต้องรีบไปพบแพทย์ตรวจเมื่อมีอาการต้องสงสัยทันที และตรวจแมมโมแกรมประจำปีตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป

อาหารต้านภัยมะเร็งร้าย!!

Superfood

เพราะมีหลายปัจจัยเสี่ยงที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านม และนั่นรวมถึงการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นเรามาทานอาหารต้านมะเร็งเต้านมที่มีประโยชน์ต่อร่างกายกันดีกว่าค่ะ

  1. ธัญพืชโดยเฉพาะธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น ช่วยให้ร่างกายได้รับโฟเลทซึ่งสามารถให้ผลดีต่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านมได้
  2. เต้าหู้หรือน้ำนมถั่วเหลืองวันละ 1 แก้วสามารถให้ผลดีต่อการป้องกันการเกิดมะเร็งและลดอัตราการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่รับประทานในปริมาณมากเกิน เพราะการได้รับถั่วเหลืองในปริมาณมากเกิน ก็สามารถส่งผลให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตขึ้นจากฤทธิ์ที่คล้ายคลึงกับฮอร์โมนเพศหญิงของถั่วเหลืองได้
  3. กระเทียมและหอมมีสารออร์กาโนซัลเฟอร์ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ มีกลิ่นฉุน แต่สารกลุ่มนี้มีคุณสมบัติในการป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะกระเทียมป้องกันมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง อีกทั้งเพิ่มภูมิคุ้มกันลดน้ำตาลในเลือด ต้านการเหนี่ยวนำการเกิดมะเร็งจากสารเคมี ลดการเจริญของเซลล์มะเร็ง และลดคอเรสเตอรอลได้อีกด้วย
  4. พริกมีสรรพคุณทางยาอีก พริกคือ แคปไซซิน ซึ่งช่วยให้เซลล์มะเร็งตายได้ นอกจากพริกแล้วสารแคปไซซินยังพบได้ในพริกไทยอีกด้วย ดังนั้น การรับประทานอาหารที่มีพริกเป็นส่วนประกอบจึงช่วยต้านมะเร็งได้
  5. ขิงและข่าในข่ามีสารเคมีธรรมชาติที่กระตุ้นเอนไซม์กลูตาไธโน-เอส-ทรานสเฟอรเรส ซึ่งมีหน้าที่ในการแอนติออกซิแดนท์ จึงมีส่วนช่วยในการป้องกันมะเร็งได้ ดังนั้น เราควรรับประทานอาหรที่มีข่าขิงซึ่งเป็นพืชในกลุ่มเดียวกับข่าก็ยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้ เนื่องจากขิงมีสาร 6-จินเจอรอล ซึ่งมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ
  6. ขมิ้นและพริกไทยดำสารเคมีธรรมชาติที่พบได้ในขมิ้นและพริกไทยดำ ช่วยยับยั้งการเติบโตของเนื้องอกที่เต้านม
  7. ผลไม้ที่ไม่มีรสหวานจัดและควรเลือกรับประทานผลไม้ที่มีเส้นใยสูง เช่น ฝรั่ง ชมพู่ ผลไม้ที่มีสีแดงสดและมีสีออกแดงหรือสีส้ม ที่สามารถรับประทานได้ทั้งเปลือกเพราะให้สาร flavonoid ลดการเกิดมะเร็งได้
  8. กลุ่มผักมีสีได้แก่ บีทรูท ผักโขม แครอท มะเขือเทศ ยิ่งมีสีเข้มมากย่อมหมายถึงว่ามาสารมีประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น สารสีเหล่านี้ได้แก่ ไบโอฟลาวานอยด์ และแคโรทีนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนูมูลอิสระที่ช่วยปกป้องร่างกายและยังช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในการทำลายเซลล์มะเร็งอีกด้วย

    อาหารต้าน มะเร็งเต้านม
    อาหารต้าน มะเร็งเต้านม
  9. กระหล่ำปลีกระหล่ำดอกซึ่งมีสารไฟโตเคมิคัล ที่มีสรรพคุณในการต่อต้านมะเร็งเต้านม โดยการปรับเปลี่ยนฮอร์โมนเอสโตรเจนประเภทที่ส่งเสริมการเกิดโรคมะเร็ง ให้กลายเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยป้องกันมะเร็ง
  10. เห็ดการบริโภคเห็ดและสารสกัดจากเห็ด มีคุณสมบัติต่อต้านมะเร็ง และกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน และการวิจัยก็พบอยู่เสมอว่า ชาเขียวก็มีคุณสมบัติต่อต้านมะเร็งเช่นกัน
  11. ชาเขียวในการศึกษาเดียวกันนี้พบว่าเมื่อบริโภคเห็ดร่วมกับชาเขียวจะยิ่งป้องกันมะเร็งได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านม โดยไปลดผลความรุนแรงของมะเร็งลง
  12. พืชผักจากทะเลมีคุณสมบัติช่วยชะลอการเกิดมะเร็งเต้านม เช่น สาหร่ายทะเล

ลองเปลี่ยนอาหารตามใจปาก มาหมั่นรับประทานอาหารต้านมะเร็งเต้านมดูบ้าง ร่างกายจะได้แข็งแรง และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม คือ ไขมัน น้ำตาล นม อาหารผสมสี ผลไม้รสหวาน เนื้อสัตว์ ของดอง สนับสนุนให้ผู้หญิงทุกคน หมั่นเช็ก เลี่ยงปัจจัยเสี่ยง กินให้ห่างไกลมะเร็งร้าย กันเถอะ


ที่มา: เว็บไซต์คมชัดลึกออนไลน์ โดย นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ , health.sanook.com/3225/
ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก กระทรวงสาธารณสุข, BCACampaign.com,siamhealth.net / www.khaosod.co.th

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

สัญญาณมะเร็งเต้านม ก้อนเนื้อที่เต้านมเป็นเพราะอะไร พร้อมวิธีตรวจด้วยตัวเอง

สังเกตสัญญาณเตือนจากเคสจริงโรค คาวาซากิ อันตราย!!

เปลือกตากระตุก ลางบอกโรค!! โรคอะไร ป้องกันอย่างไร

โรคใหลตาย สัญญาณอันตราย ความตายที่ไม่รู้ตัว

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อาการลูกติดแม่ มากไปแก้ไขอย่างไรดี?

อาการลูกติดแม่ คุณแม่คนไหนเป็นแบบผู้เขียนบ้าง ที่ลูกเราติดเราแจไม่ยอมให้เราไปทำอะไรได้เลย จะเข้าห้องน้ำก็เรียกแม่ จะเอาผ้าไปตากก็เดินตามแบบไม่ให้เราคลาดสายตา สามีจะอุ้มลูก เอาลูกไปดูให้  ลูกก็ไม่เอาพ่อซะนี่! ลูกตัวติดกับแม่เป็นตังเมแบบนี้ เขาเรียกอาการติดแม่ใช่ไหมเนี่ย?  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเคล็ดลับช่วยปรับพฤติกรรม อาการลูกติดแม่ มาฝากค่ะ

 

อาการลูกติดแม่ ปัญหานี้แก้ไขได้อย่างไร?

ลูกๆ ที่บ้านใครมีอาการแบบนี้บ้างคะ…

เรียกหา “แม่” อยู่ตลอดเวลา

แม่นั่งอยู่ตรงไหน ลูกนั่งตัวติดกับแม่เป็นตังเม

พ่อจะอุ้ม พ่อจะป้อนข้าว ก็ไม่ยอม  จะให้แม่ทำให้คนเดียว

ตื่นขึ้นมาไม่เห็นหน้าแม่ก็ร้องไห้จะหาแม่คนเดียว ใครมาอุ้ม มาปลอบก็ไม่เอา

ปั๊มนมแม่ใส่ขวดให้ลูกกิน ก็ไม่ยอมจะร้องกินนมจากเต้าแม่อย่างเดียว

นี่แค่น้ำจิ้มกับอาการลูกติดแม่นะคะ ซึ่งคุณแม่บางท่านอาจบอกก็ดีแล้วที่ลูกติดแม่ ดีกว่าลูกไม่เอาแม่เลย คือลูกเรียกร้องจะขอแม่นี่ดีค่ะ ใครเป็นแม่ย่อมปลื้มใจ แต่ถ้าลูกจะให้ตลอดทั้งวันต้องมีแม่ทำให้เท่านั้น แบบนี้แม่คงเหนื่อยไม่มีเวลาทำเรื่องส่วนตัวของตังเองเลย และแน่นอนว่าความเครียด ความเหนื่อยล้าย่อมมาเยือนคนเป็นแม่อย่างแน่นอน ซึ่งก็จะทำให้คุณภาพในการเลี้ยงลูกได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเลี้ยงลูก เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง หน้าที่ของแม่ก็คือต้องหัด ต้องฝึกสอนให้ลูกรู้จักทำอะไรได้ด้วยตัวเอง รู้จักว่าจะต้องรอคอยได้อย่างไรหากแม่ไม่อยู่บ้านออกไปทำธุระข้างนอก แล้วเขาจะต้องอยู่กับย่า ยาย พี่เลี้ยง หรือพ่อ

จริงๆ ปัญหาลูกติดแม่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อย่างตัวผู้เขียนเคยเจอปัญหาที่ว่าลูกติดกินนมแม่มาก จนไม่ยอมห่างเต้าเลย กระทั่งปั๊มนมแม่ใส่ขวดให้เขากินก็ยอม จะขอกินจากเต้าแม่อย่างเดียว ทั้งๆ ที่ลูกก็อายุขวบกว่าเกือบสองขวบแล้ว  จนไม่รู้ว่าควรจะให้ลูกหย่านมแม่ได้อย่างไร เพราะแม่เองก็สงสารใจอ่อนทุกครั้งที่ลูกทำสายตาอ้อนวอน  แต่ก็อย่างว่าค่ะเมื่อถึงจุดหนึ่งหน้าที่ของแม่ก็คือการฝึกให้ลูกโตขึ้นตามวัยของเขา

ซึ่งคุณหมอเด็กแนะนำวิธีแก้ไข คือ  ควรฝึกวินัยลูก ไม่ตามใจ ถ้าลูกร้องไห้ ก็ต้องยอมให้ร้อง ไม่กินนมแม่พร่ำเพรื่อ ให้กินเป็นเวลา ถ้ายังไม่ถึงเวลา ก็ชวนเล่น ทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ชวนเล่นสนุกๆ ที่สำคัญ คือ คนในครอบครัวควรช่วยกันดูแลลูกด้วย อย่าโยนภาระให้คุณแม่คนเดียว ต้องหากลยุทธวิธี และ ใช้ฝีมือในการทำให้ลูกติดใจคุณพ่อ1

 

อ่านต่อ >> “5 วิธีช่วยแก้ไขปัญหาอาการลูกติดแม่” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

9 ผัก ผลไม้สีแดง สารต้านอนุมูลอิสระสูง ดีต่อสุขภาพคุณแม่

ผัก ผลไม้สีแดง การดูแลสุขภาพด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์จำเป็นกับทุกคน ยิ่งโดยเฉพาะกับคนที่แม่ยิ่งต้องดูแลสุขภาพมากกว่าปกติ นั่นเพราะเรายังมีชีวิตน้อยๆ ที่เป็นเหมือนแก้วตาดวงใจ จะต้องอยู่ดูแลเขาไปจนเติบใหญ่  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี ผัก ผลไม้สีแดง ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่อยากแนะนำให้คุณแม่ได้ทานกันค่ะ

 

ผัก ผลไม้สีแดง – สารต้านอนุมูลอิสระมีในอาหารประเภทใด?

เชื่อว่าส่วนใหญ่คงเคยได้ยินเกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระกันมาบ้างแล้วว่ามีประโยชน์อย่างไรกับสุขภาพร่างกาย สารต้านอนุมูลอิสระหรือสารแอนติออกซิแดนซ์ (antioxidants) ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี ซีลีเนียม บีตาแคโรทีน วิตามินเอ พฤกษาเคมีต่างๆ (phytochemicals) เช่น สารประกอบฟีโนลิก (polyphenol) จากชาและสมุนไพรบางชนิด ไอโซฟลาโวน (isoflavones) จากถั่วเหลือง เป็นต้น เพื่อให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระพอเพียงกับความต้องการ ควรกินผักผลไม้สีเข้มเป็นประจำ1

สารต้านอนุมูลอิสระสามารถช่วยชะลอวัย และช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย  ดังนั้นหากอยากให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ควรที่จะทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระกันเป็นประจำด้วยนะคะ  และนี้คือ ผัก ผักไม้สีแดงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่อยากให้ทุกคนได้ทานกัน โดยเฉพาะกับคุณแม่ และผู้หญิงทุกคน เพราะดีกับสุขภาพมากจริงๆ นั่นคือ

อ่านต่อ >> “9 ผักผลไม้สีแดงสารต้านอนุมูลอิสระสูง ดีต่อสุขภาพ” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เช็ก พัฒนาการเด็ก ตามวัย! กับคู่มือสำหรับส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด -5 ปี

พัฒนาการเด็ก 0-5 ปี …คู่มือสำหรับส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด -5 ปี แบ่งพัฒนาการตามวัยออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ การเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา การเข้าใจภาษา การใช้ภาษา และการช่วยเหลือตัวเองและสังคม สำหรับคุณพ่อคุณแม่

ในหลายปีก่อนหน้านี้ มีการคัดกรอง พัฒนาการเด็ก 330,000 ราย ในจำนวนนี้มีเด็ก 4,000 ราย ที่พัฒนาการมีปัญหาต้องได้รับการแก้ไข พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต บอกว่า จำนวนเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการข้างต้นถือว่าน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับผลสำรวจพัฒนาการของเด็กไทยทั่วประเทศที่พบว่า  มีเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการถึงร้อยละ 30  แสดงให้เห็นว่า ยังมีเด็กจำนวนมากที่มีปัญหาพัฒนาการบกพร่องต้องได้รับการแก้ไข

“อัตราการเข้าถึงบริการของเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการ ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ยังมีน้อย เด็กที่บกพร่องทาง สติปัญญามีการเข้าถึงเพียง 33,592 คน หรือประมาณ 5.23% และเป็นเด็กออทิสติก 7,212 คน หรือประมาณ 12.02% ของประชากรเด็ก การค้นหาช่วยเหลือเด็กที่มีความเสี่ยงและการดูแลส่งเสริมให้มีพัฒนาการตามวัยที่ถูกต้องเหมาะสม ตั้งแต่ระยะแรกอย่างเป็นระบบจึงมีความสำคัญ ยิ่งที่จะส่งผลให้เด็กเติบโตเป็นทรัพยากร ที่มีคุณภาพในการพัฒนาประเทศต่อไป การค้นหาจึงมีความสำคัญยิ่ง”

คู่มือสำหรับส่งเสริม พัฒนาการเด็ก ตามวัย 0-5 ปี

พัฒนาการเด็ก ตามวัย 0-5 ปี

ส่วนสาเหตุที่มีผลต่อพัฒนาการเด็ก พญ.พรรณพิมล อธิบายว่า ปัจจัยแรกมาจากสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อสภาวะความสมบูรณ์ของเด็ก เช่น บางพื้นที่ยังมีปัญหาไอโอดีน ทำให้ส่งผลต่อการพัฒนาการทางสมอง การกินระหว่างตั้งครรภ์ของแม่ การดูแลลูกหลัง คลอด เป็นต้น การไม่รู้ของพ่อแม่ที่มาจากเวลาในการเลี้ยงดูที่จำกัด เนื่องจากปัจจุบัน แม่ต้องทำงานนอกบ้าน ทำให้มีเวลาเลี้ยงดู ลูกน้อยมาก ทำให้ไม่เห็นหรือสังเกตสิ่งบ่งบอกพัฒนาการของลูกว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ล่าช้าหรือมีปัญหาหรือไม่ ทั้งการนั่ง คว้าของ  ส่งเสียง หันตามเสียงเรียก เป็นต้น เพื่อที่จะรีบแก้ไข และสุดท้ายคือโอกาสในการเข้าถึงบริการคัดกรอง

ด้วยเหตุนี้ที่ผ่านมาทางกรมสุขภาพจิตจึงได้มีการจัดทำเครื่องมือคัดกรองแบบง่ายๆ สำหรับพ่อแม่ในการติดตามดูพัฒนาการเด็กว่าเป็นไปตามวัยหรือไม่ จัดทำเป็นหนังสือ “คู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด 0-5 ปี สำหรับผู้ปกครอง” โดยภายในเล่มจะมีรายละเอียดการพัฒนาการเด็กใน 4 ด้านอย่างที่ควรจะเป็นไปในแต่ละช่วงอายุ เพื่อให้พ่อแม่ได้สังเกต ได้แก่

พัฒนาการเด็ก 4 ด้านสำคัญ

1.การพัฒนาของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ดูได้จากการเคลื่อนไหวของเด็ก ทั้งการคว่ำ คลาน ยืนและเดิน

2.การพัฒนาการใช้งานของกล้ามเนื้อ มัดเล็กและสติปัญญา ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กันในการพัฒนาการต่อเนื่อง

3.การพัฒนา ทางอารมณ์และการเข้าสังคมของลูก

4.การพัฒนาภาษา การพูดของลูก ซึ่งพ่อแม่จะสังเกตลูกได้ไม่ยาก โดยหนังสือเล่มนี้เป็นเครื่องมือที่ผ่านการวิจัยและพัฒนามาหลายปีจนได้รับรางวัลระดับนานาชาติ United nations public service awards

ทั้งนี้ ระยะเวลาของการพัฒนาการเด็กยังแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ก่อนที่จะถึงอายุ 5 ปี คือ ระยะอายุ 9 เดือน, 18 เดือน, 36 เดือน และ 42 เดือน โดยในช่วงขวบปีแรก คือ อายุ 9 เดือน อยากให้พ่อแม่ดูเป็นพิเศษ ซึ่งเด็กจะสามารถบอกถึงการพัฒนาการของตนเองได้ เพื่อที่จะได้นำไปสู่การแก้ไขในกรณีที่พบปัญหา ซึ่งหนังสือนี้ยังเป็นเครื่องมือในการค้นหาเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการเพื่อนำเข้าสู่การแก้ไขเพื่อให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น

คลิกดาวน์โหลด >> “คู่มือสำหรับส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด -5 ปี”
คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ข่มขืน

ข่มขืน ภัยมืดของสังคม กับความเสี่ยงทั้งแม่ลูก

จากการรายงานข่าวของ Amarin TV ที่เผยแพร่สถิติเด็กถูก ข่มขืน กระทำชำเรา ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่า ในปีที่ผ่านมามีเด็กเป็นเหยื่อถูกข่มขืนแล้วมากกว่า 100 คน โดยในปี 2559 มีเด็กถูกข่มขืน 120 คน และปี 2560 มีเด็กถูกข่มขืนแล้วกว่า 36 คน

Continue reading “ข่มขืน ภัยมืดของสังคม กับความเสี่ยงทั้งแม่ลูก”

10ข้อคิด

ลูกๆ ควรอ่าน 10 ข้อฉุกคิด… ก่อนที่จะเถียงหรือขึ้นเสียงใส่แม่!

ก่อนที่จะเถียงแม่ …เชื่อว่ามีลูกๆ หลายคนคงมีอารมณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เพราะด้วยความเป็นห่วงลูก สัญชาตญาณความเป็นแม่ ก็อดไม่ได้ที่จะ พูด หรือจนกลายเป็นการบ่นไปบ้าง เพื่อเตือนลูก สอนลูก ซึ่งนั้นก็เป็นเพราะความรัก ความหวังดีและเป็นห่วงลูกนั้นเอง แต่ก็ทำให้คนเป็นลูก รู้สึกรำคาญ และเผลอขึ้นเสียงใส่ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือตั้งใจ จนทำให้เกิดความไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดกันได้

ก่อนที่จะเถียงแม่

10 ข้อฉุกคิด… ก่อนที่จะเถียงแม่

ด้วยเหตุนี้ Amarin Baby & Kids จึงอยากให้ทุกคนได้อ่านเรื่องราวนี้ไว้เตือนใจตัวเองและสอนลูก ๆ ให้รู้ว่า “แม่” คือคนที่รักและหวังดีโดยเสียสละทุกสิ่งกับเราได้มากขนาดไหน

ก่อนที่จะเถียงแม่หรือขึ้นเสียงใส่แม่ กับข้อคิดดีๆ จากเพจ นุสนธิ์บุคส์ และเมื่ออ่านเสร็จแล้วทบทวนตัวเองดูว่า… คุณมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ครบหรือไม่?

♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦

เย็นวันหนึ่ง ลูกชายวัยมัธยมปลายถูกคุณแม่บ่นว่าเรื่องไม่ยอมเก็บห้องนอน กินข้าวไม่เป็นเวลา ออกไปไหนไม่บอกก่อนล่วงหน้า ฯลฯ
หนุ่มน้อยทนไม่ได้ เพราะคิดว่าแม่ชอบจู้จี้จุกจิกเรื่องส่วนตัวของเขา ก็เลยเถียงแม่ออกไปด้วยเสียงอันดัง ทำให้คุณแม่ยิ่งโมโหที่ลูกชายไม่เชื่อฟัง

คุณพ่อเห็นท่าจะไม่ดี ก็เลยกันลูกชายออกมาและพาไปเดินเล่น
เดินไปด้วยกันเป็นนานสองนาน คุณพ่อจึงพูดกับลูกชายว่า
“การที่ลูกจะเถียงแม่ได้นั้น มีข้อแม้ว่า หากลูกทำได้ใน10ข้อนี้ ลูกจึงมีคุณสมบัติที่จะเถียงแม่ได้!”
“อะไรเหรอครับ?” เด็กหนุ่มถามคุณพ่อ

⇒ Must read : 3 คาถาบูชาพ่อแม่! ให้ลูกสวดได้ทุกวัน เพื่อชีวิตที่ราบรื่น

อ่านต่อ >> “10 ข้อฉุกคิด… ก่อนที่จะเถียงหรือขึ้นเสียงใส่แม่” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

กินลิ้นจี่ตอนท้องว่าง

กินลิ้นจี่ตอนท้องว่าง อันตรายเสี่ยงถึงชีวิต!!

กินลิ้นจี่ตอนท้องว่าง การสนับสนุนให้ลูกมีสุขภาพดีด้วยการให้ทานผลไม้เป็นเรื่องที่พ่อแม่ควรเพิ่มความใส่ใจกันให้มาก เพราะผลไม้บางชนิดก็ไม่ควรให้เด็กๆ ทานตอนท้องว่าง โดยเฉพาะผลไม้รสชาติหอมหวานอย่าง “ลิ้นจี่” ที่มีผลวิจัยออกมาแล้วว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เด็กเสียชีวิตได้  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อมูลในเรื่องนี้มีอัพเดทให้คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบค่ะ

 

กินลิ้นจี่ตอนท้องว่าง อันตรายถึงชีวิต !

เป็นข่าวใหญ่ชวนให้ตระหนกตกใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีรายงานข่าวว่าพบสาเหตุของการเสียชีวิตของเด็กที่ประเทศอินเดีย จากการทานลิ้นจี่ขณะท้องว่าง ซึ่งมีข้อมูลข่าวที่น่าเชื่อถือ ตามนี้ค่ะ

“นักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาและอินเดีย ระบุว่า โรคปริศนาที่ทำให้เด็กในภาคเหนือของอินเดียเสียชีวิตมากกว่า 100 คนใน 1 ปี เกิดจากการทานลิ้นจี่ตอนท้องว่าง

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า นานกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เด็กสุขภาพดีหลายคนในรัฐพิหาร ทางเหนือของอินเดีย เกิดอาการชักอย่างกระทันหันและหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยครึ่งหนึ่งของเด็กที่เกิดอาการนี้เสียชีวิต สร้างความฉงนให้แก่แพทย์เป็นอย่างมาก แต่ผลการวิจัยล่าสุดซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ ‘เดอะ แลนเซ็ต’ (The Lancet) ชี้ว่า สาเหตุที่ทำให้เด็กๆ เสียชีวิตเป็นเพราะพิษจากผลไม้

ตามที่ระบุในวารสาร เด็กๆ ที่เสียชีวิตเกือบทั้งหมดเป็นคนยากจนอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เน้นการปลูกลิ้นจี่เป็นหลัก และพวกเขาก็ทานผลไม้เหล่านั้นที่ร่วงลงสู่พื้นในสวนผลไม้ ทว่าลิ้นจี่มีสารพิษที่ยับยั้งความสามารถในการผลิตกลูโคสของร่างกาย และจะส่งผลกระทบต่อเด็กอายุน้อยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอยู่แล้ว เนื่องจากไม่ได้ทานอาหารเย็น

เด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบหลายคนตื่นขึ้นมากลางดึกและกรีดร้องเสียงดัง ก่อนจะเกิดอาการชักและหมดสติเพราะสมองบวมฉับพลัน

นักวิจัยได้ตรวจสอบเด็กที่มีอาการป่วยซึ่งถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในเมือง มูซาฟฟาร์ปุระ ระหว่างเดือนพ.ค.-ก.ค. ในปี 2014 และพบควมเชื่อมโยงระหว่างการแพร่กระจายของอาการป่วยที่ทำให้สมองบวม และอาการชักในเด็กในแถบทะเลแคริบเบียน ซึ่งสาเหตุเกิดจากผลแอคกี (ackee) ซึ่งมีสาร ‘ไฮโปกลีซิน’ สารพิษที่ยับยั้งความสามารถในการผลิตกลูโคสของร่างกาย และผลการทดสอบชี้ว่าลิ้นจี่ก็มีสารนี้เช่นกัน

การค้นพบดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเตือนพ่อแม่ในอินเดีย ว่าให้ลูกๆ ทานอาหารเย็นและจำกัดจำนวนลิ้นจี่ที่รับประทาน ส่วนเด็กที่มีอาการป่วยควรเข้ารับการรักษาอาการน้ำตาลในเลือดต่ำทันที และหลังจากนั้น จำนวนเด็กล้มป่วยก็ลดลงจากหลายร้อยคนต่อไป เหลือเพียงประมาณ 50 คนเท่านั้น1”

 

ถึงแม้ว่าผลวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์จะชี้ว่าการทานลิ้นจี่คือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เด็กเสียชีวิตได้ แต่นั้นมาจากการทานลิ้นจี่ขณะท้องว่าง ที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลต่ำ เมื่อทานลิ้นจี่เข้าไปจึงไปทำปฏิกิริยาบางอย่างที่ส่งผลเสียต่อการผลิตกลูโคสของร่างกาย เมื่อร่างกายที่มีระดับน้ำตาลต่ำอยู่ก่อนแล้วนั้น ไม่สามารถผลิตกูลโคสเพื่อรักษาสมดุลภายในร่างกายได้ จึงก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตได้นั่นเองค่ะ

 

อ่านต่อ >> “ประโยชน์จากลิ้นจี่ต่อสุขภาพร่างกาย” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ท่อน้ำนมอุดตัน

ท่อน้ำนมอุดตัน แก้อาการ ด้วยมะเขือเปราะ

ท่อน้ำนมอุดตัน ปัญหาหนึ่งในการให้นมลูกที่มักเกิดขึ้นกับคุณแม่ที่ให้นมลูกนั้นคืออาการท่อน้ำนมอุดตัน จนเกิดการอักเสบและสร้างเจ็บปวดทรมานให้กับคุณแม่ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเคล็ดที่จะช่วยให้คุณแม่หายจากอาการเต้านมคัดอักเสบมาให้ได้ทราบกันค่ะ

 

ท่อน้ำนมอุดตัน เกิดจากสาเหตุใด?

ตัวผู้เขียนเองก็เคยผ่านประสบการณ์การให้นมลูก แล้วเกิดมีปัญหานมคัดเจ็บ จนกลายเป็นเต้านมอักเสบ เจ็บทรมานให้นมลูกไปร้องไห้ไปค่ะ  สำหรับท่อน้ำนมอุดตัน ทางคลินิกนมแม่ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้อธิบายเพื่อให้คุณแม่เข้าใจง่ายๆ กันตามนี้ค่ะ สาเหตุของท่อน้ำนมอุดตัน เกิดจากท่อส่งน้ำนมบางส่วนอุดตันทำให้น้ำนมไหลไม่สะดวก และมีน้ำนมคั่งค้างอยู่ภายในเต้านม ทำให้เต้านมบางบริเวณมีลักษณะแข็ง เป็นแผ่นหนา หรือเป็นก้อนอยู่ภายในเต้านม โดยไม่ได้เป็นทั่วทั้งเต้านม ผิวหนังที่บริเวณเหนือก้อน กดเจ็บ และอาจจะบวมแดงโดยไม่มีไข้ ลักษณะหัวนมและลานหัวนมผิดรูป บางครั้งอาจมีเส้นเลือดที่ผิวหนังของเต้านมปูด และอาจพบจุดสีขาวที่บริเวณหัวนม (White dot)1

นอกจากนี้ก็ยังมีปัจจัยแวดล้อมที่สามารถทำให้เกิดเต้านมคัดอักเสบได้ระหว่างที่ให้นมลูก ดังนี้

  1. คุณแม่ให้ลูกดูดนมไม่เกลี้ยงเต้า
  2. คุณแม่ปล่อยให้น้ำนมค้างอยู่ในเต้านมนาน
  3. คุณแม่ไม่สามารถระบายน้ำนมชุดเก่าออกให้ทันกับน้ำนมชุดใหม่ที่ผลิตออกมา
  4. คุณแม่อาจใส่เสื้อชั้นในที่คับแน่นจนเกินไป ทำให้น้ำนมไหลเวียนได้ไม่สะดวก
  5. คุณแม่ทานอาหารที่มีไขมันมากเกินไป
ท่อน้ำนมอุดตัน
Credit Photo : Shutterstock, Google

เห็นแบบนี้แล้วว่าที่คุณแม่มือใหม่คงไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองกันใช่ไหมคะ ฉะนั้นหากอยากให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ราบรื่นปราศจากอุปสรรคต่างๆ ในช่วงที่ให้นมลูกง่ายมากค่ะ เพียงแค่ให้ลูกดูดนมแม่ทุก 1-2 ชั่วโมง หากเต้านมผลิตน้ำนมออกมากจนคัดแน่น และให้ไม่ทันกับมื้อนมที่ลูกจะต้องทาน คุณแม่สามารถปั๊มน้ำนมออกมาเก็บไว้เป็นสต็อกน้ำนมให้ลูกทานได้ค่ะ

และหากคุณแม่เริ่มมีอาการเต้านมเป็นก้อนแข็ง ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นะคะ เพราะไม่เช่นนั้นจะลามกลายเป็นเต้านมอักเสบขึ้นมาได้ และนี่คือข้อควรปฏิบัติเมื่อเริ่มมีอาการเต้านมคัดเจ็บ มีก้อนแข็ง  จาก พญ.สุธีรา  เอื้อไพโรจน์กิจ2 ซึ่งคุณหมอได้ให้ความรู้ไว้อย่างเข้าใจง่าย ดังนี้

  1. อย่าหยุดให้นมลูกข้างที่เป็นก้อนแข็งเจ็บ
  2. การทำอัลตราซาวด์ด้วยกำลัง 2 watt/cm2 นาน 5 นาที วันละ 1 ครั้ง โดยทำซ้ำได้ 2-3 วัน (โดยแพทย์เป็นคนสั่งการรักษา) แล้วตามด้วยการบีบน้ำนมไล่ออกมาตามท่อ ร่วมกับการดูดจากลูก จะช่วยให้ที่อุดตันหลุดเร็วขึ้น
  3. ใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย ถ้าเป็นนานเกิน 48 ชั่วโมงแล้ว ไม่เช่นนั้น อาจพัฒนาจนกลายเป็นฝีได้
  4. ถ้ามีจุดสีขาวที่หัวนม (white dot) ถ้าให้ลูกดูดขณะหิวจัดแล้วไม่หลุด ให้ใช้เข็มปลอดเชื้อ (ซื้อที่ร้านขายยา) สะกิดให้หลุด
  5. ถ้าเป็นฝีแล้ว ห้ามให้หมอกรีดแผลเด็ดขาด แต่ให้ใช้เข็มเบอร์ใหญ่ที่สุด พยายามดูดออกหนองออกให้หมด อาจดูดซ้ำหลายๆครั้ง และให้ยาปฏิชีวนะให้นานจนฝีหยุบเป็นปกติ โดยไม่ต้องหยุดให้นมลูก และดูดเต้าได้ตามปกติ2

Must Read >> ทำอย่างไรดี ? ท่อน้ำนมอุดตันเพราะ “ไวท์ดอท (white dot)” !!

อ่านต่อ >> “5 วิธีป้องกันท่อน้ำนมอุดตัน ที่ได้ผล” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ต้นไม้ไล่ยุง

10 ต้นไม้ไล่ยุง ที่ควรปลูกไว้บริเวณบ้าน

ต้นไม้ไล่ยุง  ปัญหาไข้เลือดออกในประเทศไทยมีต่อเนื่องมากขึ้นทุกปี และพบว่ามีเด็กๆ เสียชีวิตจากการป่วยเป็นไข้เลือดออกด้วยเช่นกัน ซึ่งไข้เลือดออกมีพาหะมาจากยุงลาย และเพื่อเป็นการปกป้องลูกน้อย และทุกคนในบ้านอีกทางหนึ่งจากการถูกยุงกัด ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีต้นไม้ไล่ยุง ที่แนะนำให้หามาปลูกไว้บริเวณบ้านกันค่ะ  

 

ต้นไม้ไล่ยุง – ไข้เลือดออกในเด็ก

อย่างที่เราทราบกันดีว่ายุงลายตัวร้ายคือพาหะทำให้เกิดโรคไข้เลือดออก ซึ่ง นพ.ประสงค์ พฤกษานานนท์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์1  ได้ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับไข้เลือดออก ไว้ดังนี้ “โรคไข้เลือดออก (dengue hemorrhagic fever หรือ dengue shock syndrome) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกี (dengue virus) ซึ่งมีอยู่ 4 สายพันธุ์ จัดอยู่ในกลุ่ม flavivirus และสามารถแพร่ได้โดยมียุงลายเป็นพาหะ ทั้งนี้องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าสถานการณ์ระบาดของไข้เลือดออกในหลายประเทศโดยเฉพาะในเขตร้อนจะรุนแรงขึ้น โดยส่วนหนึ่งเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนทำให้ยุงแต่ละชนิดสามารถแพร่พันธุ์ได้มากขึ้น1

 

โรคไข้เลือดออก เป็นอีกหนึ่งโรคที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะปัจจุบันเชื้อไข้เลือดออกมีการกลายพันธุ์และรุนแรงมากขึ้น ถึงขั้นส่งผลให้เด็กที่ได้รับเชื้อบางรายเสียชีวิตจากอาการไข้เลือดออก  ดังนั้นเพื่อปกป้องและรักษาชีวิตของลูก และทุกคนในครอบครัว สิ่งสำคัญที่สุดคือไม่ควรถูกยุงกัด ฉะนั้นเรามาป้องกันยุงไม่ให้เข้าบ้านด้วยต้นไม้ไล่ยุงกันดีกว่าค่ะ

10 ต้นไม้ไล่ยุง ที่ควรปลูกไว้บริเวณบ้าน

ต้นไม้ไล่ยุงที่อยากแนะนำให้ปลูกไว้บริเวณรอบๆ บ้าน เป็นต้นไม้ที่ส่วนหนึ่งอยู่ในกลุ่มของพืชผักสวนครัว ที่นอกจากมีประโยชน์ป้องกันยุงได้ดีแล้ว คุณแม่ยังสามารถนำมาทำอาหารบำรุงสุขภาพทุกคนในครอบครัวให้แข็งแรงมีภูมิคุ้มกันโรคได้อีกด้วยค่ะ

 

ต้นไม้ไล่ยุง
Credit Photo : พืชเกษตร.คอม

 

1. สะระแหน่ (Kitchen mint)

สะระแหน่สมุนไพร เป็นผักสมุนไพรที่นำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง โดยเฉพาะใบสะระแหน่ที่นิยมใช้ทั้งใบสดมาเป็นส่วนผสมของอาหาร และยังนำมาสกัดน้ำมันหอระเหยใช้เป็นประกอบของเครื่องสำอาง และยารักษาโรคได้  และด้วยกลิ่นของใบสะระแหน่ที่มีน้ำมันหอมระเหยที่คนชอบ แต่ยุงไม่ชอบกลิ่นฉุนๆ ของใบสะระแหน่ จึงแนะนำว่าทุกบ้านควรปลูกไว้รอบบริเวณบ้าน หรือจะปลูกในกระถางเล็กวางไว้ข้างประตู หรือหน้าต่างก็ได้ค่ะ

2. โหระพา (Thai Basil)

แกงไทยถ้าใส่ใบโหระพานี่หอมยวนใจอยากจะทานข้าวให้หมดหม้อเลยค่ะ ใบโหระพามีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ดีต่อการช่วยให้เจริญอาหาร กินแล้วดีต่อระบบเลือดลมในร่างกาย ซึ่งกลิ่นหอมฉุนของน้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในใบโหระพา สามารถไล่ยุงได้ดีมากๆ แนะนำว่าควรปลูกผักสวนครัวชนิดนี้ไว้ที่บ้านกันค่ะ

3. ตะไคร้หอม (Citronella grass)

หลบหน่อยพระเอกมา ขอบอกว่าตะไคร้หอมสามารถไล่ยุงร้ายได้ชนะเลิศมากค่ะ เพราะในต้นและใบของตะไคร้หอมจะมีกลิ่นน้ำมันหอมระเหยที่ให้กลิ่นฉุนเฉพาะตัว ซึ่งหากมนุษย์ขอย่างๆ เราดมก็ว่าหอมชื่นใจกันใช่ไหมคะ แต่ถ้าเป็นยุงจะเกลียดกลิ่นน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้หอมแบบสุดๆ เลยละค่ะ

4. มะกรูด (Leech lime)

มะกรูดนี่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งผลและใบเลยค่ะ ที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งใบและผล  ซึ่งในใบและผลมะกรูดจะมีน้ำมันหอมระเหยที่ให้กลิ่นหอมฉุนแบบโล่งจมูกมาก อย่างเวลาคนเป็นลมเขาจะให้ดมลูกมะกรูดที่ช่วยบรรเทาอาหารหน้ามืดเป็นลมได้ดีมากๆ หากบ้านไหนที่พอมีพื้นที่ให้หาต้นมะกรูดมาปลูก เพราะกลิ่นน้ำมันหอมระเหยที่ใบและลูกมะกรูดสามารถช่วยไล่ยุงร้ายได้ค่ะ

5. จิงจูฉ่าย (Guizhou)

ต้นไม้ชื่อแปลกนี้จะมีผักใบเขียวๆ ที่คล้ายต้นขึ้นฉ่าย ที่มีสรรพคุณทางยาคือช่วยแก้ไข้  บำรุงปอด ฟอกเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดี ซึ่งใบของจิงจูฉ่ายจะมีกลิ่นหอมที่ยุงไม่ชอบ คุณแม่สามารถนำใบจิงจูฉ่ายมาขยี้แล้วทาผิวลูกเพื่อป้องกันยุงกัดได้ค่ะ

 

ต้นไม้ไล่ยุง
Credit Photo : cnseed.org

6. เจอเรเนียม (Geranium Rose)

คือไม้ประดับที่ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงามเท่านั้น เพราะยังช่วยไล่ยุงร้ายไม่ให้เข้ามากัดเด็กๆ และคนในบ้านได้ค่ะ ต้นเจอเรเนียมเมื่อนำมาปลูกประดับไว้รอบๆ บ้าน จะให้กลิ่นหอมโชยออกมาตามธรรมชาติดีในช่วงหัวค่ำ ที่จะให้กลิ่นหอมฉุนคล้ายกับกลิ่นตะไคร้  ซึ่งเป็นกลิ่นที่ยุงไม่ชอบค่ะ

7. มอสซี่ บัสเตอร์ (Mozzie Buster)

ลักษณะของ มอสซี่ บัสเตอร์ เป็นไม้พุ่ม ขอบใบหยัก คล้ายกับต้นเจอราเนียม แต่จะมีกลิ่นแบบตะไคร้หอม กลิ่นน้ำมันที่ระเหยออกมาจากต้นมอสซี่ บัสเตอร์ สามารถไล่ยุงได้ในพื้นที่ประมาณ 100 ตารางฟุต แบบนี้หากบ้านไหนยังไม่มีต้องรีบไปหาซื้อมาปลูกไว้ที่บ้านกันนะคะ

8. ต้นแมงลัก (Hairy Basil)

เป็นผักสมุนไพรสวนครัวที่ควรปลูกไว้บริเวณบ้านค่ะ ต้นแมงลักเป็นไม้ล้มลุก สูงประมาณ 1.50 เมตร ใบแมงลักจะให้กลิ่นฉุน ที่เมื่อนำใบมาขยี้จะทำให้กลิ่นหอมฉุนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกลิ่นฉุนของใบแมงลัก เป็นกลิ่นที่ยุงไม่ชอบ จึงใช้ไล่ยุงได้ดีค่ะ

 

ต้นไม้ไล่ยุง
Credit Photo : Pixabay

 

9. โรสแมรี่ (Rosemary)

หากคุณพ่อคุณแม่ที่เคยเดินซื้อต้นไม้มาประดับสวนที่บ้าน อาจคงคุ้นตากันดีกับต้นไม้พุ่มเตี้ยที่ชื่อไพเราะอย่างต้นโรสแมรี่ที่ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่อีกหนึ่งประโยชน์คือสามารถใช้ไล่ยุงได้ด้วย  วิธีใช้ประโยชน์เพื่อไล่ยุงคือ ให้เอาโรสแมรี่มาเผา แล้ววางไว้บริเวณรอบนอกบ้าน กลิ่นหอมของควันที่ได้จากโรสแมรี่จะช่วยไล่ยุงได้ดีมากค่ะ

10. แคทนิป (Catnip)

ต้นไม้เล็กๆ นี้เรียกอีกอย่างว่ากัญชาแมว ที่น้องเหมียวชอบกินกัน ในใบแคทนิปจะมีสารแห่งความสุข ที่น้องแมวกินทีไรฟินกันทุกตัว สารแห่งความสุขที่ได้จากใบแคทนิปไม่เป็นอันตรายใดต่อน้องแมวนะคะ ต้นกัญชาแมวเป็นพืชตระกูลเดียวกับต้นสะระแหน่ ที่มีประโยชน์ใช้ไล่ยุงได้ดีไม่แพ้พรรณไม้ไล่ยุงชนิดอื่นเลยค่ะ

 

ครอบครัวไหนที่กำลังมองหาวิธีไล่ยุง หรือการป้องกันยุงไม่ให้เข้ามากัดทุกคนในบ้าน  ที่ไม่อยากฆ่ายุงแบบต้องใช้สารพิษ ลองหาต้นไม้ไล่ยุงที่นำมาฝากทั้ง 10 ชนิดนี้ คุณพ่อคุณแม่ลองเลือกหามาปลูกซัก 3-5 ชนิดไว้รอบๆ บ้าน เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยให้เด็กๆ และทุกคนในครอบครัวปลอดภัยห่างไกลจากการเจ็บป่วยด้วยไข้เลือดออก …ด้วยความใส่ใจและห่วงใยค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิง
1นพ.ประสงค์ พฤกษานานนท์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์. ไข้เลือดออกในเด็ก. www.bumrungrad.com
home.kapook.com , www.vegetweb.com , www.baanlaesuan.com

ป้อนอาหารก่อนวัย

แม่ใจสลาย ลูกวัย 10 วันเสียชีวิตเพราะอาหาร!!

จากบทความของ คุณหมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ที่เล่าเรื่องราวของหนูน้อยวัย 10 วัน ที่พ่อแม่ของเด็กโพสต์ภาพ ป้อนอาหารก่อนวัย ลงในเฟสบุ๊ค ทำให้ลูกน้อยเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต มีอาการตัวเหลือง ติดเชื้อในกระแสเลือด ไตวาย น้ำเหลืองไม่ดี และเสียชีวิตในที่สุด จึงเตือนเป็นอุทาหรณ์

ป้อนอาหารก่อนวัย

#ป้อนอาหารอื่นก่อน 6 เดือนเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

หนูน้อยอายุ 7 วันพ่อแม่ป้อนอาหารแล้วมีการโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊ก

อายุ 8 วัน น้องตัวเหลือง ไปรพ. คุณพ่อเข้าใจผิดว่า หมอเจ้าของไข้จะเลี้ยงไข้ พ่อไม่ยอม จึงพากลับบ้าน อีก 2 วันต่อมา น้องตัวเหลืองเพิ่มขึ้น พากลับไปรพ.อีกครั้ง รพ.บอกว่าอาการหนักแล้วต้องส่งต่อไปรักษาที่รพ.อีกแห่ง สุดท้ายรพ.ที่สองแจ้งว่า น้องอาการหนัก ตัวเหลืองมาก ติดเชื้อในกระแสเลือด ไตวาย น้ำเหลืองไม่ดี ในที่สุดน้องเสียชีวิต

ป้อนอาหารก่อนวัย

สันนิษฐานว่ากรณีนี้อาจเป็นอีกรายหนึ่งที่ต้องสูญเสียชีวิตจากการเริ่มป้อนอาหารเร็วเกินไป กระเพาะอาหารและลำไส้ของทารกยังไม่แข็งแรงพอที่จะย่อยหรือดูดซึมอาหารอื่นที่ไม่ใช่นม เมื่อลำไส้อักเสบก็เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนเข้ากระแสเลือด จนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

อย่าเชื่อคำพูดว่า โบราณก็ทำกันมา ไม่เห็นเป็นอะไร หรือ เธอก็ถูกเลี้ยงมาแบบนี้ ยังไม่เห็นเป็นไรเลย เพราะลูกเราอาจโชคร้ายเป็นแบบเคสตัวอย่างหรืออีกหลายๆ เคสที่เป็นข่าวมาเป็นระยะๆ

รบกวนแชร์ข้อมูลวิธีการให้อาหารเสริมที่ถูกต้องให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทุกท่านได้ทราบกันมากๆ จะได้ไม่มีเคสน่าเศร้าแบบนี้เกิดขึ้นอีกค่ะ

ป.ล. ลบโพสต์เก่าเพื่อต้องการสื่อเฉพาะประเด็นการให้ความรู้เรื่องการให้อาหารอย่างถูกต้องแก่ทารกเท่านั้นค่ะ

อันตรายจากการให้อาหารเสริมไม่ถูกต้อง

ขอแสดงความเสียใจกับการป่วยของลูกคุณแม่ท่านนี้ด้วยค่ะ ด้วยความไม่มีความรู้เรื่องการป้อนอาหารที่ถูกต้องให้กับทารก จึงทำให้เกิดอันตรายต่อลูกอันเป็นที่รัก อยากให้ทุกท่านที่ได้อ่านโพสต์นี้ช่วยกันแชร์ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง เพื่อที่จะได้ไม่มีเรื่องเศร้าแบบนี้อีกต่อไปค่ะ

ป้อนอาหารก่อนวัยทำไมจึงไม่ควรให้ทารกกินอาหารเสริมก่อนอายุ 6 เดือน

คุณหมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กล่าวว่า “เมื่อ 10 ปีก่อน แนะนำให้เริ่มอาหารเสริมหลัง 4 เดือน แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น 6 เดือนแล้วค่ะ โดยมีงานวิจัยมากมายสนับสนุนคำแนะนำดังกล่าว แต่บุคลากรทางการแพทย์จำนวนหนึ่งและหนังสือคู่มือเลี้ยงลูกหลายๆ เล่มยังไม่ทราบข้อมูลใหม่เหล่านี้”

ต่อไปนี้ คือ หน่วยงานที่แนะนำว่า ทารกควรกินนมแม่อย่างเดียว หรือ กินนมผงบวกน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก

*องค์การอนามัยโลก *ยูนิเซฟ *สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา *คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติออสเตรเลีย *คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติแคนาดา

ข้อดีของการเริ่มอาหารหลังอายุ 6 เดือน

ทารกส่วนใหญ่จะมีความพร้อมทั้งด้านพัฒนาการและร่างกายในการกินอาหารเสริมที่อายุประมาณ 6 เดือน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ข้อดีของการเริ่มอาหารหลังอายุ 6 เดือน

  • ช่วยลดอัตราการเจ็บป่วย เพราะได้รับภูมิต้านทานจากนมแม่เต็มที่ มากกว่า 50 ชนิด และยังมีอีกมากมายที่ยังไม่รู้จัก การศึกษาหนึ่งพบว่าเด็กที่ได้รับนมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรกมีปัญหาโรคหูชั้นกลางอักเสบน้อยกว่ากลุ่มที่เริ่มอาหารเสริมเร็ว โดยลดลงถึง 40% และมีปัญหาโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจลดลงอย่างชัดเจน
  • ไม่ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานหนักเกินไป ถ้าเริ่มเร็วเกินไป อาจมีปัญหา ท้องอืด ท้องผูก น้ำย่อยโปรตีนยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ย่อยโปรตีนได้ไม่เต็มที่ น้ำย่อยคาร์โบไฮเดรตยังไม่สมบูรณ์จนกว่าจะอายุ 6-7 เดือน น้ำย่อยไขมันยังไม่สมบูรณ์จนกว่าจะอายุ 6-9 เดือน
  • ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคแพ้อาหาร งานวิจัยพบว่า ยิ่งให้นมแม่นาน ยิ่งลดความเสี่ยงของโรคแพ้อาหาร เพราะว่าก่อน 6 เดือน เซลเยื่อบุลำไส้ยังอยู่กันแบบหลวมๆ (open) เพื่อให้ ภูมิคุ้มกันจากนมแม่ผ่านเข้าไปตามช่องว่างดังกล่าวเข้าไปอยู่ในเลือดของลูก ช่วยป้องกันการติดเชื้อโรค แต่หากมีการให้อาหารแปลกปลอมอื่นเข้าไป สารแปลกปลอมก็จะเล็ดลอดเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายทารกสร้างสารต่อต้าน จนเกิดปัญหาแพ้อาหารตามมาได้ หลัง 6 เดือนเซลเยื่อบุลำไส้จะอยู่กันชิดๆแล้ว (close) ความเสี่ยงจึงลดลง

ป้อนอาหารก่อนวัย

  • ลดความเสี่ยงปัญหาขาดธาตุเหล็ก การให้อาหารอื่นก่อนอายุ 6 เดือน จะทำให้ลำไส้ดูดซึมธาตุเหล็กจากนมได้น้อยลง งานวิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับอาหารเสริมก่อน 6 เดือน จะมีปัญหาซีดจากขาดธาตุเหล็กที่อายุ 1 ขวบมากกว่า และเมื่อเริ่มอาหารเสริมแล้ว อย่าลืมให้กินอาหารที่มีธาตุเหล็กเป็นประจำ จะได้ไม่ซีด อีกปัจจัยหนึ่งที่จะลดความเสี่ยงของโรคซีดหลัง 6 เดือน คือ ตอนคลอดควรรีดเลือดจากสายสะดือเข้ามาทางลูก ถึงแม้จะเพิ่มปัญหาตัวเหลืองขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่มีความสำคัญอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
  • ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนเมื่อโตขึ้น
  • ช่วยให้แม่ผลิตน้ำนมได้เต็มที่ เพราะหากกินอาหารเสริม จะทำให้เด็กกินนมแม่ลดลง แม่จะสร้างน้ำนมลดลง พบว่าเด็กที่เริ่มอาหารเสริมเร็วก่อน 6 เดือน มีแนวโน้มหย่านมแม่เร็วขึ้น
  • ลูกมีปัญหาการกินน้อยกว่ากลุ่มที่เริ่มอาหารเสริมก่อน 6 เดือน เพราะลูกมีความพร้อมมากกว่า อย่าเชื่อคำขู่ว่า ถ้าไม่เริ่มเร็วๆ ลูกจะกินข้าวยาก เพราะเริ่มเร็วเริ่มช้ากว่า 6 เดือน ก็มีปัญหากินข้าวยากได้ทั้ง 2 กลุ่ม กินนมแม่หรือนมผง ก็เจอปัญหากินข้าวยากทั้ง 2 กลุ่ม และข้อเท็จจริง คือ กลุ่มที่เริ่มเร็วกว่า 6 เดือน (เพราะน้ำย่อยและการเคลื่อนไหวของลำไส้ยังไม่พร้อม) และ กลุ่มนมผง (เพราะเด็กนมแม่ รสชาตินมแม่จะแปรเปลี่ยนไปตามอาหารที่แม่กิน จึงทำให้เด็กคุ้นเคยกับรสชาติอาหารมากกว่า แต่นมผง รสชาติจะคงเดิมตลอด) จะมีปัญหากินข้าวยากมากกว่าค่ะ

ลูกใครที่กินก่อน 6 เดือน แล้วไม่มีปัญหาอะไร ก็ถือว่าโชคดีไปค่ะ เช่น ให้กินกล้วยตั้งแต่ 1 เดือน ลูกก็ไม่เห็นเป็นไร กระเพาะก็ไม่เห็นแตกเหมือนกับที่เป็นข่าว ก็เหมือนกับการรัดเข็มขัดนิรภัยที่บางคนไม่รัด ก็ยังอยู่รอดปลอดภัยดีอยู่ แต่ผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวนั้นมีแน่ๆ ค่ะ


เครดิต: พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ

 

อ่านเพิ่มเติม คลิก!!

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Save

Save