รกผิดปกติ

แม่ท้องต้องรู้ รกผิดปกติ ร้ายแรงกว่าที่คิด

รกเป็นอวัยวะมหัศจรรย์ เปรียบเสมือนสายใยที่เชื่อมต่อคุณแม่และลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ หากรกมีความผิดปกติ จะเกิดอันตรายกับลูกน้อยที่อยู่ในท้องคุณแม่ได้ เรามาทำความรู้จักกันค่ะว่า รกคืออะไร และอาการ รกผิดปกติ มีอะไรบ้าง

รกคืออะไร

รกเป็นอวัยวะที่สร้างขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ รกนั้นจะเกาะที่ผนังมดลูกและมีสายสะดือเชื่อมรกและทารกไว้ ส่วนใหญ่แล้วรกจะเกาะตัวที่มดลูกด้านบนหรือด้านข้าง รกถือว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญมากเพราะทารกจะได้รับสารอาหารและออกซิเจนจากทางรก และยังขับถ่ายของเสียผ่านรกด้วยค่ะ

รกผิดปกติ ร้ายแรงกว่าที่คุณคิด

อาการ รกผิดปกติ มีด้วยกันหลายอาการ เช่น

1. ภาวะรกเสื่อม

ภาวะรกเสื่อม (Placental insufficiency) คือภาวะที่รกไม่สามารถส่งสารอาหารไปยังทารกในท้องได้ค่ะ เนื่องจากรกมีความผิดปกติ ไม่สามารถเติบโตหรือทำงานได้เต็มที่ ภาวะรกเสื่อมนี้จะมีผลต่อการเจริญเติบโตต่อลูกน้อยของคุณแม่และทำให้น้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยกว่าปกติด้วย

จะรู้ได้อย่างไรว่ารกเสื่อม

ภาวะรกเสื่อมมักไม่มีอาการแจ้งเตือน แต่อาจจะสังเกตได้หากคุณแม่รู้สึกว่าลูกในท้องขยับตัวหรือเคลื่อนไหวน้อยกว่าปกติค่ะ

วิธีป้องกันและรักษา

คุณหมอจะทำการอัลตราซาวด์ เพื่อดูยอดมดลูก ขนาดของรก และหัวใจของลูกน้อย  เพื่อตรวจดูการเจริญเติบโตของลูกคุณแม่ว่ามีปัญหาไหมค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ 5 อาการผิดปกติของรก ที่แม่ท้องต้องรู้ คลิกหน้า 2

กรมสุขภาพจิต เผย! เด็กไทยติด เกมแนว “MOBA” เสี่ยงป่วยทางจิตเวชร่วมด้วย

มีหลายบ้านที่ ลูกติดเกม rov หรือเกมแนว Mobile MOBA ที่ตอนนี้กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเกมเพลย์ที่ต้องร่วมมือกับผู้เล่นฝ่ายตัวเองในการต่อกรกับผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม โดยมีระบบการเล่นที่จะต้องต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่เป็นคนเหมือนกัน โดยต้องมีการวางแผนและทีมเวิร์คที่ดี ทำให้การเล่นเกมแนว MOBA นั้นเติบโตอย่างยิ่งใหญ่และมั่นคงในโลกของ E-Sports ที่ค่อยๆ แพร่หลายมากขึ้นเรื่อย

Continue reading “กรมสุขภาพจิต เผย! เด็กไทยติด เกมแนว “MOBA” เสี่ยงป่วยทางจิตเวชร่วมด้วย”

การฝากครรภ์ฟรี

ฝากครรภ์ฟรี ส่งเสริมสาวไทยแก้มแดง มีลูกเพื่อชาติ

โครงการฝากครรภ์ฟรี ใครว่าไม่มีในเมืองไทย เพราะปีนี้รัฐบาลเขาหนุนให้คู่รักแต่งงานทุกครัวเรือนทั่วไทยมีลูกใน “โครงการสาวไทยแก้มแดง” เร่งปั๊มมีลูกเพื่อชาติ โดยหนุนให้สิทธิฝากครรภ์ฟรีมากถึง 5 ครั้งแถมยังได้สิทธิพิเศษอื่นๆ อีกเพียบเลยค่ะ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อมูลในเรื่องนี้มาบอกต่อให้ได้ทราบกันค่ะ

 

 โครงการฝากครรภ์ฟรี ส่งเสริมสาวไทยแก้มแดง มีลูกเพื่อชาติ  

ใครอยากมีลูกปีนี้อย่ารอช้า รู้ไหมว่ารัฐบาลเข้ามีสิทธิ์ให้รับบริการ โครงการฝากครรภ์ฟรี ด้วยนะ! ฉะนั้นมาเตรียมสุขภาพให้แข็งแรงแล้วมีลูกกันเถอะ ^_^

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบาย “โครงการส่งเสริมสาวไทยแก้มแดง มีลูกเพื่อชาติ” ซึ่งเป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2560-2569) ว่า ด้วยการส่งเสริมการเกิดและการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2559 เพื่อให้อัตราเกิดใหม่ มีการคลอดที่ปลอดภัย ทารกแรกเกิดมีสุขภาพแข็งแรง และพร้อมเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ

“โครงการส่งเสริมสาวไทยแก้มแดง มีลูกเพื่อชาติ” จัดสิทธิประโยชน์ดูแลหญิงตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพ ฝากท้องอย่างน้อย 5 ครั้ง ตรวจสุขภาพ คัดกรองความเสี่ยง พร้อมรับ “วิตามินเสริมเหล็ก/โฟลิก” เพื่อคลอดทารกปลอดภัย แม่แข็งแรง เติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของประเทศ

การฝากครรภ์ครั้งที่ 1 :

ควรฝากครรภ์อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ (3 เดือน) จะได้รับบริการตรวจร่างกายและการตรวจครรภ์ ทั้งการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดความดันโลหิต ตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน ตรวจภายใน วัดความสูงยอดมดลูก โดยทั่วไปร้อยละ 75 ของหญิงตั้งครรภ์สามารถให้การดูแลตามปกติ พร้อมกันนี้ยังจะได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ อาทิ การตรวจปัสสาวะ เป็นการตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย โปรตีนและน้ำตาลในปัสสาวะ การตรวจเลือด ความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง การคัดกรองโรค เช่น โรคซิฟิลิส เอดส์ ไวรัสตับอักเสบบี และโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียทั้งหญิงตั้งครรภ์และสามี นอกจากนี้ยังตรวจคัดกรองทางด้านสุขภาพจิตเพื่อประเมินภาวะซึมเศร้า และคัดกรองการสูบบุหรี่/การดื่มสุรา/การใช้ยาและสารเสพติด รวมถึงการให้วัคซีนคอตีบและบาดทะยักเข็มที่ 1 อีกด้วย หากผลตรวจพบว่าผิดปกติ หญิงตั้งครรภ์จะได้รับการดูแลรักษาหรือป้องกัน และในส่วนที่มีความผิดปกติขณะตั้งครรภ์จะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากบุคลากรทางการแพทย์

การฝากครรภ์ครั้งที่ 2 :

เป็นการตรวจช่วงอายุครรภ์ 13 – 18 สัปดาห์ เพื่อติดตามและดูการดิ้นของทารกในครรภ์ มีการตรวจร่างกายและตรวจครรภ์ การวัดความสูงของมดลูก ตรวจอายุของทารก ตรวจร่างกายทั่วไป จำนวนเด็กที่อยู่ในครรภ์ด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์ และกำหนดการคลอดได้อย่างถูกต้อง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ต่อเนื่องจากการฝากครรภ์ครั้งแรก การฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักเข็มที่ 2 และการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เมื่ออายุครรภ์ 16 สัปดาห์ขึ้นไป

การฝากครรภ์ครั้งที่ 3 :

เป็นการดูแลต่อเนื่องในช่วงอายุครรภ์ระหว่าง 19 – 26 สัปดาห์ โดยจะมีการตรวจร่างกาย การตรวจครรภ์โดยวัดความสูงมดลูก ฟังเสียงหัวใจทารกในครรภ์ การตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ ที่ต่อเนื่อง

การฝากครรภ์ครั้งที่ 4 :

เป็นการตรวจช่วงอายุครรภ์ 27 – 32 สัปดาห์ ติดตามอาการต่างๆ พร้อมทั้งตรวจร่างกาย วัดความสูงมดลูก ฟังเสียงหัวใจทารกรวมถึงการดิ้นทารกในครรภ์ การตรวจคัดกรองซิฟิลิสและเอดส์อีกครั้ง พร้อมแนะนำอาการเจ็บครรภ์

การฝากครรภ์ครั้งที่ 5 :

ช่วงอายุครรภ์ 33-38 สัปดาห์ หญิงตั้งครรภ์ได้รับการตรวจร่างกาย วัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก นอกจากมีการติดตามตรวจครรภ์ วัดความสูงมดลูก และการดิ้นของลูกแล้ว ฟังเสียงหัวใจทารกในครรภ์ ตรวจครรภ์แฝด ตรวจท่าเด็ก เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 36 สัปดาห์ จะได้การตรวจยืนยันท่าเด็กเมื่อคลอดด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์ หากพบว่าส่วนนำในการคลอดเด็กผิดปกติ เช่น ท่าขวางหรือเท้า จะได้ดำเนินการส่งต่อเพื่อเตรียมการคลอดที่ปลอดภัยทั้งมารดาและทารก การให้คำแนะนำอาการเจ็บครรภ์หรือมีน้ำเดิน นัดฝากครรภ์หรือนัดคลอดครั้งต่อไป[1]

การฝากครรภ์เป็นสิทธิประโยชน์สำคัญที่หญิงตั้งครรภ์ทุกคนควรได้รับการดูแลตั้งแต่แรกเริ่มตั้งครรภ์ โดยหญิงตั้งครรภ์สามารถเข้ารับบริการฝากครรภ์ได้ที่หน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่งโดยไม่เสียค่าบริการ หากมีข้อติดขัดหรือสงสัยในการรับบริการ ติดต่อสอบถามที่ สายด่วน 1330 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ

อ่านต่อ สิทธิคลอดลูกฟรีก็มีนะ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

คำสอนของแม่ ถึงลูกสาว

คำสอนของแม่ ถึงลูกสาว 30 ข้อ

คำสอนของแม่ ถึงลูกสาว เป็นเรื่องราวดีดีที่อ่านแล้วอยากนำมาแชร์ให้กับคุณแม่ทุกคนได้มีโอกาสอ่านกันบ้างค่ะ เพราะตัวผู้เขียนเองก็มีแม่ที่เคยให้คำสอน คติเตือนใจไว้ใช้ในการดำเนินชีวิตที่เป็นเหมือนพรอันประเสริฐนำทางให้แสงสว่างสดใส ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี 30 ข้อ คำสอนของแม่จากคลับคนรักสุขภาพมาฝากกันค่ะ

 

คำสอนของแม่ ถึงลูกสาว 30 ข้อ

ครอบครัวไหนที่มีลูกสาวลองอ่าน คำสอนของแม่ ถึงลูกสาว 30 ข้อนี้กันดูค่ะ เพราะเป็นคำสอนง่ายๆ แต่ช่วยให้ลูกสาวของ คุณพ่อคุณแม่เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งแต่ใจ และเต็มไปด้วยความอ่อนโยน สามารถอยู่รอดในสังคมได้แบบไม่เอารัด เอาเปรียบใคร แถมยังไม่ถูกเอาเปรียบจากคนรอบข้างด้วยค่ะ ดังนั้นระหว่างเดินที่ลูกสาวตัวน้อยค่อยๆ เติบโตขึ้นทุกวัน เรา มาให้เกราะในการดำเนินชีวิตกับลูกสาวกันค่ะ ผู้เขียนขออนุญาตนำคำสอนทั้ง 30 ข้อนี้มาจากคลับคนรักสุขภาพ ที่ได้แชร์คำสอนดีๆ นี้ออกมาค่ะ

  1. ไม่มีเงินใด สุขใจใช้จ่าย เท่ากับเงินของเราเอง
  2. ไม่มีความรักจากชายใด จะเติมเต็มชีวิตของหญิงใดได้ ลูกต้องรู้จักรักตัวเองให้เป็น
  3. เกียรติและศักดิ์ศรี เป็นสิ่งที่เราควรยึดถือ ไม่มีความมั่งคั่งใดซื้อจิตวิญญาณของเราได้
  4. สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ และราคาแพงกว่าทุกสิ่งใดที่ลูกจะหาซื้อได้
  5. ลูกไม่ใช่ดาราหน้ากล้อง ไม่มีฉากถ่ายทำ อย่าสวมบทใด จงเป็นตัวของตัวเอง
  6. กระจกไม่ได้มาพร้อมคำนิยามของความงาม จงมองตัวเองด้วยความรัก ลูกสวยในแบบของตัวเอง
  7. อย่าให้คำจำกัดความใด กำหนดศักยภาพของลูก อาชีพของลูก โลกทัศน์ของลูก และอนาคตของลูก
  8. คู่ชีวิต เลือกให้ดี
  9. มีลูก ก็ต้องเลี้ยงให้ดีเช่นกัน
  10. หากประสบผู้คนร้ายๆ จงมองเขาด้วยความรักอย่างจริงใจ แล้วโลกทั้งใบก็จะยิ้มรับทุกเช้าวันใหม่ของลูก ด้วยความเบิกบานใจ
บทความแนะนำ เคล็ดลับวิธีเด็ด 14 ข้อ กับการสอนลูกสาวให้ได้ดี

เป็นอย่างไรบ้างคะกับ 10 ข้อแรก คำสอนของแม่อ่านแล้วช่วยให้สะกิดใจแม่ๆ กันบ้างนะคะ ที่จะสรรหานำมาอบรมบ่มนิสัย สอนสั่งลูกให้รู้จักการดำเนินชีวิตในก้าวแรกที่เริ่มกันตั้งแต่ยังไร้เดียงสาเลยค่ะ เราไปดูคำสอนที่เหลือกันต่อค่ะ…

อ่านต่อ 30 คำสอนของแม่สำหรับลูกสาว คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

รีวิว นมเปรี้ยว รสธรรมชาติ เพื่อลูกน้อยและทุกคนในครอบครัว

รีวิว นมเปรี้ยว หากพูดถึง “นมเปรี้ยว” หลายคนคงนึกถึงนมขวดเล็ก รสชาติหวานอมเปรี้ยวที่ดื่มได้ในทุกวัน แต่ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วนมเปรี้ยวก็คือนมวัวที่นำมาเพาะกับเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากนี้ยังสามารถเติมวัตถุดิบอื่นๆ เพื่อแต่งกลิ่นและรสชาติได้

รีวิว นมเปรี้ยว รสธรรมชาติ เพื่อลูกน้อยและทุกคนในครอบครัว

รีวิว นมเปรี้ยว

นมเปรี้ยว หรือ โยเกิร์ต (ภาษาอังกฤษใช้คำนี้เรียกรวม ๆ ทั้งนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนมสด นมพร่องมันเนย หรือ นมถั่วเหลือง โดยการใช้แบคทีเรีย แลคโตบาซิลัส เอซิโดซิส และสเตรปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลลัส เป็นหลักใส่ลงไปหมักผลิตภัณฑ์นมต่าง ๆ แบคทีเรียเหล่านี้ช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมให้เป็นกรดแลคติค ทำให้มีภาวะกรดและมีรสเปรี้ยวโดยมีความเป็นกรด-เบสอยู่ระหว่าง 3.8-4.6 และอาจเติมแต่งสี กลิ่น รส ให้เป็นที่น่ารับประทาน นมเปรี้ยว มี 2 ชนิด คือ ชนิดแรกเป็นนมเปรี้ยวที่มีลักษณะเป็นน้ำคล้ายเครื่องดื่ม อีกชนิดหนึ่งเป็นนมเปรี้ยวที่มีลักษณะเหลวข้นที่เรียกว่า โยเกิร์ต

รีวิว นมเปรี้ยว

ซึ่งสำหรับ นมเปรี้ยว ที่เป็นน้ำ ก็เป็นนมอีกชนิดหนึ่งที่หลายคนนิยมดื่มกัน ในแง่ของคุณค่าอาหารมีน้อยกว่านมสด แต่ดีกว่าตรงที่เชื้อจุลินทรีย์ที่ใส่ลงไปในนั้น จะช่วยแก้ปัญหา ท้องอืด ท้องเฟ้อ และปกป้องทางเดินอาหารจากเชื้อจุลินทรีย์บางตัวที่อาจเข้ามารุกลํ้า เช่น ในบางคนที่กินพวกยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาโรค ยานี้จะไปทำลายเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งมักจะพบได้ในระบบทางเดินอาหาร ปกติหรือบางรายท้องเสียมีการอักเสบของทางเดินอาหาร หากอักเสบนาน ๆ จะมีการระคายเคืองเยื่อบุลำไส้ เราใช้นมเปรี้ยวในการรักษาผู้ป่วยในลักษณะดังกล่าวได้

จากงานวิจัยของสหรัฐอเมริกาได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการที่น่าสนใจว่า ผู้ที่ดื่มนมเปรี้ยวเป็นประจำมีอัตราการเป็นโรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มนมเปรี้ยวเลย

  • สำหรับการใช้นมเปรี้ยวรักษาท้องเสียนั้น ให้กินทีละนิด เริ่ม จากครั้งละ 1-2 ช้อนต่อวัน ต่อมาก็เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 1-3 ครั้ง เพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะช่วยให้มีอาการดีขึ้น

ซึ่งความคิดนี้จึงกลับกันกับที่เรามักจะได้ยินว่า นมเปรี้ยวเป็นตัวช่วยระบายท้องไม่ให้ท้องผูก ในแง่ของการใช้นมเปรี้ยวเพื่อ แก้ท้องผูกนั้น ยังเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันอยู่ โดยทั่ว ๆ ไปจะสนับสนุนการแก้ท้องผูกด้วยวิธีกินน้ำมาก ๆ และเน้นกินอาหารที่มีกากสูง ได้แก่ ผัก ผลไม้ ฯลฯ และออกกำลังกายผ่อนคลายความตึงเครียดมากกว่า

วิธีเลือกซื้อนมเปรี้ยว

ก่อนซื้อควรดูว่านมเปรี้ยวนั้นหมดอายุหรือไม่ และหากพบตะกอน หรือก้อน ๆ ที่ก้นขวด อาจเป็นนมเปรี้ยวที่เสียจึงไม่ควรซื้อ ภาชนะที่ใช้บรรจุนมเปรี้ยวต้องสะอาดไม่บุบสลาย ทั้งนี้ โยเกิร์ต เป็นนมเปรี้ยวชนิดหนึ่งที่มีลักษณะครึ่งแข็งครึ่งเหลว ไม่เป็นน้ำ และต้องเก็บในที่มีความเย็นตลอดเวลา

*นมเปรี้ยว สามารถให้เด็กอายุมากกว่า 1 ปี ดื่มได้ แต่ไม่แนะนำเด็กที่มีประวัติแพ้นมวัว

ทั้งนี้ทั้งนั้นการรับประทานนมเปรี้ยว ในปริมาณที่มาก จะทำให้เด็กได้รับน้ำตาลมากเกินความจำเป็นของร่างกาย นอกจากจะทำให้กลายเป็นเด็กติดหวาน หากรับประทานบ่อย ๆ แล้ว ยังส่งผลให้เด็กมีน้ำหนักตัวมาก กลายเป็นโรคอ้วนได้อีกด้วย

ดังนั้นเอง ทางทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงได้ทำการรวม นมเปรี้ยวรสธรรมชาติ ของแต่ละยี่ห้อที่มีอยู่ในท้องตลาด มารีวิว เพื่อเทียบปริมาณน้ำตาล รวมไปถึงสารอาหาร เพื่อให้คุณแม่ได้พิจารณาดู พร้อมเลือกซื้อนมเปรี้ยวให้เหมาะกับลูกน้อยและทุกคนในครอบครัวค่ะ

อ่านต่อ >> เทียบปริมาณ “น้ำตาล” ในนมเปรี้ยว รสธรรมชาติ เพื่อลูกน้อยโดยเฉพาะ คลิกหน้า 2

รีวิว นมเปรี้ยว

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อุทาหรณ์ เยลลี่ติดคอลูกสาวจนตาเหลือก

อุทาหรณ์ เยลลี่ติดคอลูกสาวจนตาเหลือก

อุทาหรณ์ เยลลี่ติดคอลูกสาวจนตาเหลือก คุณพ่อนักร้องชื่อดังจากรายการ the mask singer เอ๊ะ จิรากร ได้เขียนเล่าถึงเหตุการณ์ที่น่าตกใจ ลูกสาวน้องเอญ่า ทานขนมเยลลี่แล้วเกิดติดคอจนตัวแข็ง ตาเหลือก ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเรื่องราวอุทาหรณ์ครั้งนี้ พร้อมวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้อง เมื่อเกิดมีอาหารติดคอ หรือเกิดการสำลัก มาให้ฝากค่ะ

 

อุทาหรณ์ เยลลี่ติดคอลูกสาวจนตาเหลือก

อุทาหรณ์ เยลลี่ติดคอลูกสาวจนตาเหลือก ! …ในทุกๆ วัน เชื่อว่าพ่อแม่ที่มีลูกต่างก็เฝ้าระวังป้องกันภัย อันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับลูกได้ แต่ในบางครั้งเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็อาจเกิดขึ้นได้กับลูกเสมอ อย่างกับครอบครัวคุณพ่อนักร้องชื่อดัง เอ๊ะ จิรากร ที่ได้แชร์ประสบการณ์เล่าถึงวินาทีวิกฤตที่เกิดขึ้นกับลูกสาวน้องเอญ่า ที่ทานขนมเยลลี่ยี่ห้อหนึ่งแล้วเกิดพลาดติดคอ จนเกือบจะเกิดเหตุเศร้า หากทุกคนในครอบครัวช่วยเหลือไว้ไม่ทัน

ซึ่งคุณพ่อหน้ากากอีกาดำ ได้เขียนเล่าเหตุการณ์ไว้เพื่อเตือนเป็นอุทาหรณ์ไว้ให้กับอีกหลายครอบครัวที่มีลูกไว้ดีมาก ตามนี้ค่ะ…

“ประสบการณ์ครั้งนี้ผมจะจำไม่วันลืม…

ลูกกินเยลลี่ ยี่ห้อนึงแล้วเกิดติดคอ ย้ำว่าติดคอจริงๆๆ ตาเหลือกแล้ว ทุกคนตกใจกันมาก ตัวผมเองก็สติหลุด ได้แต่ตะโกนเรียกชื่อลูก”เอญ่าๆๆๆ” ผม ภรรยา พี่ท้อฟฟี่ จูล กรูกันเข้ามาช่วย ภรรยาให้ผมจับขาลูกยกขึ้นให้ห้อยหัวลง และช่วยกันตบที่หลังให้เยลลี่หลุดออกมาจากคอ แต่มันไม่หลุด

ลูกผมตัวแข็ง ตาเหลือก พี่เลี้ยงก้มลงไปที่ปาก เอานิ้วทิ่มเข้าไปจนลึก แล้วเอญ่าก้ไอ ละร้องว่าออกแล้วๆ ผมกอดลูกจนแน่น ถึงตอนนี้ก็ยังตกใจอยู่ คิดว่าถ้าช่วยลูกไม่ได้ ละลูกเป็นอะไรไป จะทำยังไง เหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่าเราต้องมีสติให้มาก ไม่ว่าในสถานการณ์นั้นตัวเราจะตกอยู่ในความวิกฤตแค่ไหนก็ตาม

ขอบคุณ​นะครับพี่ท้อฟ จูล ที่ช่วยชีวิตเอญ่าในครั้งนี้ ขอบคุณพี่เลี้ยง ขอบคุณภรรยาที่ตกใจกว่าผมแต่ยังตั้งสติได้ และขอบคุณเรื่องราวดีดีในโลกออนไลน์ที่ได้แชร์วิธีการช่วยชีวิตเด็กในเหตุการณ์แบบนี้ไว้ให้พ่อแม่อย่างเราๆๆได้ศึกษา ขอบคุณครับ”

บทความแนะนำ วิธีช่วยชีวิตลูก สิ่งแปลกปลอมติดคอ สำลักอาหาร (มีคลิป)

 

อุทาหรณ์ เยลลี่ติดคอลูกสาวจนตาเหลือก
Credit Photo : ig aejirakorn

อ่านจากที่คุณพ่อเอ๊ะ จิรากร เขียนเล่าให้ฟังแล้ว น่าจะเป็นการเตือนให้คุณพ่อคุณแม่ได้ตระหนักถึงอันตรายจากการทานอาหาร ขนมของเด็กๆ เพราะถ้าขาดสติ และไม่ได้ให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วก็อาจทำให้ลูกขาดอากาศหายใจ และอาจเสี่ยงเสียชีวิตได้มากค่ะ

อ่านต่อ วิธีช่วยลูกอาหารติดคอ ลำสัก ไม่หมดสติ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เย็บแผลสด หัวแตก

เย็บแผลสด หัวแตก คลิปหนูน้อยนอนเย็บแผลแต่ไม่ร้องไห้

เย็บแผลสด หัวแตก แล้วไม่ร้องไห้ดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเด็กเล็กๆ ใช่ไหมคะ เพราะแค่บางทีที่วิ่งเล่น หรือเดินชนอะไรนิดหน่อยลูกก็เจ็บจนร้องไห้จ้าแล้วค่ะ แต่กับน้องอัญญ่าหนูน้อยจากคลิปดังที่คุณแม่พาไปเย็บแผลที่ศีรษะเนื่องจากวิ่งชนขอบโต๊ะจนหัวแตก กลับไม่มีน้ำตาหรืองอแงขณะเย็บแผลสดเลยสักนิด ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคลิป มาฝากกันค่ะ

 

เย็บแผลสด หัวแตก คลิปหนูน้อยนอนเย็บแผลแต่ไม่ร้องไห้

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทางเมโกะ คลินิก ได้แชร์คลิปหนูน้อย เย็บแผลสด หัวแตก ของน้องอัญญ่าที่คุณแม่พาไปเย็บแผลที่ศีรษะ เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุจากการวิ่งเล่นไปชนเข้ากับขอบโต๊ะจนหัวแตก ซึ่งคลิปนี้ได้รับความสนใจจากชาวโซเซียลเป็นอย่างมาก และต่างก็ชื่นชมในความน่ารัก ความเก่งของหนูน้อยที่นอนให้คุณหมอเย็บแผลสด โดยมีคุณแม่ร้องเพลงเรียกความสนใจน้องอัญญ่าได้อย่างอยู่หมัด ทำให้ตลอดการเย็บแผลสดตั้งแต่ต้นไปจนเสร็จ หนูน้อยไม่มีอาการร้องไห้งอแงเลยสักนิดค่ะ

บทความแนะนำ อุทาหรณ์ 13 สิ่งของต้องระวัง ทำลูกน้อยเสี่ยงเสียชีวิต

 

เย็บแผลสด หัวแตก
Credit Photo : เมโกะ คลินิก

คลิปคุณหมอกำลัง เย็บแผลสดจากศีรษะให้น้องอัญญ่า

 


เห็นจากคลิปแล้วทั้งคุณหมอ คุณแม่และหนูน้อยเก่งมากๆ นะคะ ในสถาณการณ์แบบนี้กับเด็กเล็กๆ แต่สุดท้ายการทำแผลด้วยการเย็บแผลสดก็ผ่านไปได้ด้วยดี ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอให้น้องอัญญ่าหายไวไวนะคะ

อ่านต่อ เมื่อลูกหัวแตก ต้องทำอะไรบ้าง? คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

7 ทักษะฝึกลูกก่อนถึง เกณฑ์อายุเข้าอนุบาล 3 ขวบ

สพฐ. ประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ ปีการศึกษา 2560 กับ เกณฑ์อายุเข้าอนุบาล และวิธีการนับอายุเด็ก พร้อมแนวทางปฏิบัติในการรับเด็กเข้าเรียนชั้นอนุบาล ที่เริ่มตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ตามรัฐธรรมนูญ

เกณฑ์อายุเข้าอนุบาล

ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมาแถลงภายหลังการประชุมองค์กรหลัก ศธ. ว่า ตามมาตรา 54 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มีการวางกรอบการดำเนินงานเรื่องของเด็กปฐมวัย

สพฐ. ประกาศ เกณฑ์อายุเข้าอนุบาล ปี’60 เริ่มที่ 3 ขวบ

โดยก่อนหน้านี้ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการนับอายุเด็ก เพื่อเข้ารับการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของ สพฐ. รวมถึงแนวปฏิบัติในการรับเด็กเข้าศึกษา ปีการศึกษา 2560

สาระสำคัญของประกาศฯ ฉบับนี้

คือ ให้รับเด็กที่มีอายุไม่น้อยกว่า 3 ปีบริบูรณ์ เข้าศึกษาในชั้นอนุบาล 1 ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัด สพฐ. ส่วนการนับอายุเด็กเพื่อเข้าเรียน ให้นับตั้งแต่วันที่เด็กเกิดไปจนถึงวันเปิดภาคเรียนที่ 1 คือ วันที่ 16 พ.ค. 2560 ตามระเบียบ ศธ. ว่าด้วยปีการศึกษา การเปิดและปิดสถานศึกษา พ.ศ. 2559

(ต้องเกิดวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นไปจึงจะมีอายุต้องครบ 3 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2560)

แนวปฏิบัติการรับเด็กอนุบาลเข้ารับการศึกษา ปีการศึกษา 2560

ซึ่ง ดร.กมล ได้กล่าวถึงแนวปฏิบัติการรับเด็กอนุบาลเข้ารับการศึกษา ในปีการศึกษา 2560 แบ่งเป็น 3 แนวทาง ดังนี้

1. สถานศึกษาที่เคยรับเด็กอนุบาลอายุ 3 ปีบริบูรณ์อยู่แล้วก่อนปีการศึกษา 2560 ให้สามารถเปิดรับเด็กอายุ 3 ปีบริบูรณ์ต่อไปได้ ไม่เกินจำนวนห้องที่รับอยู่เดิม

2. สถานศึกษาที่ไม่เคยเปิดรับเด็กอายุ 3 ปีบริบูรณ์มาก่อน หากในเขตพื้นที่บริการไม่มีสถานศึกษา หรือศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนสังกัดอื่นเปิดรับเด็ก ให้สามารถรับเด็กอายุ 3 ปีบริบูรณ์ ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่บริการได้ตามความพร้อมของสถานศึกษา

3. พื้นที่ใดในเขตบริการของที่มีสถานศึกษาหรือศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนสังกัดอื่น (นอกเขต) ที่จัดการศึกษาอนุบาลอายุ 3 ปีบริบูรณ์อยู่แล้ว แต่มีจำนวนเด็กเกินขีดความสามารถในการรับของสถานศึกษานั้นๆ ให้สถานศึกษาเปิดรับเด็กได้ตามความพร้อมของสถานศึกษา

ส่วนเด็กที่มีอายุไม่น้อยกว่า 4 ปีบริบูรณ์ และ 5 ปีบริบูรณ์ เข้ารับการศึกษาในชั้นอนุบาล 2 และชั้นอนุบาล 3 ตามลำดับ ทั้งนี้ ให้อำนาจคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานั้นๆ เป็นผู้ให้ความเห็นชอบดำเนินการอย่างเหมาะสมซึ่งจากประกาศนี้ ก็มีประกาศของ สพฐ.ฉบับเดิม ได้มีการกำหนดเรื่องการรับเด็กเข้าเรียนก่อนระดับประถมศึกษาให้รับเด็กที่อายุไม่น้อยกว่า 4 ขวบ ทำให้ปกตินักเรียนอายุ 3 ขวบจะเข้าเรียนในระดับเตรียมอนุบาล (ปฐมวัย) กันก่อน 1 ปี

อ่าน 15 นาทีทุกวัน

และจากเกณฑ์อายุที่ถูกกำหนดขึ้นนี้เอง ก็ได้มีคำถามจากคุณพ่อคุณแม่หลายคนว่า ควรส่งลูกไปโรงเรียนเมื่อไหร่?  ก่อนเรียนอนุบาล  ควรให้ลูกเรียนเตรียมอนุบาลก่อนไหม?  มาฟังคำตอบกันค่ะ

อ่านต่อ >> ลูกควรไปโรงเรียนตอนอายุเท่าไหร่? หน้า 2

อ่านต่อบทความน่าสนใจ คลิก!


ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก : www.manager.co.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

บำรุงสมองลูก

บำรุงสมองลูกน้อย ด้วย “อาหาร” ตั้งแต่แรกเกิด-3 ขวบ

อาหารถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกายสมอง และสติปัญญาของลูกให้เติบโตแข็งแรงสมวัยอย่างเต็มศักยภาพ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเคล็ดลับในการ บำรุงสมองลูกน้อย ด้วยอาหารตั้งแต่แรกเกิด – 3 ขวบ มาบอกให้คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบ เพื่อจะได้ลองนำไปปรับใช้กับการเตรียมอาหารให้ลูกๆ ที่บ้านกันค่ะ

 

บำรุงสมองลูกน้อย ด้วย “อาหาร” ตั้งแต่แรกเกิด-3 ขวบ

ในสามขวบปีแรกนับเป็นเวลาทองของชีวิตลูกที่พ่อแม่ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ ซึ่งการ บำรุงสมองลูกน้อย ด้วยการให้ได้รับอาหารและสารอาหารที่ครบถ้วนเหมาะสมตามช่วงวัยล้วนมีส่วนช่วยให้สมองและร่างกายของลูกได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ เราลองมาดูกันว่ามีอาหารอะไรบ้างที่จะช่วยสร้างสมองดีให้กับลูกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงสามขวบ

บำรุงสมองลูกน้อย วัยแรกเกิด – 6 เดือน

จริงๆ แล้วนมแม่เป็นสิ่งที่เหมาะกับลูกมากที่สุดในช่วงแรกเกิดถึงหกเดือน สารอาหารต่างๆ ที่ร่างกายคุณแม่มีได้ถ่ายทอดผ่านน้ำนมเพื่อเป็นอาหารของลูก ในน้ำนมแม่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรต โปรตีนไขมัน วิตามิน และเกลือแร่ในปริมาณที่เหมาะสม ร่างกายของลูกสามารถดูดซึมได้โดยไม่ต้องผ่านการย่อย เพราะฉะนั้นจึงผ่านได้โดยสะดวกและดูดซึมได้ดี

แต่เนื่องจากคุณแม่บางท่านอาจลางานได้แค่สามเดือน เพราะฉะนั้นหลังสามเดือนไปแล้วควรมีน้ำนมแม่สำรองเก็บไว้ หากคุณแม่รับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่เพียงพอจะส่งผลให้มีน้ำนมไม่เพียงพอกับลูก ซึ่งในกรณีนี้อาจจะพิจารณาให้นมผสมร่วมกับนมแม่เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ

วัย 6 เดือน – 1 ขวบ

เมื่อลูกอายุ 6 เดือนขึ้นไปถือเป็นช่วงเวลาที่พร้อมจะให้อาหารเสริมได้แล้ว สามารถนับแทนเป็น 1 มื้อได้ แต่นมก็ยังเป็นสิ่งที่ลูกต้องการอยู่ หากคุณแม่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ ควรเลือกนมผสมที่มีคุณสมบัติเหมาะกับทารกและเด็กในแต่ละวัย

อ่านต่อ >> อาหารที่เหมาะกับลูกวัยตั้งแต่ 8-10 เดือน หน้า 2 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

AIA ผนึกกำลัง 14 โรงพยาบาล แจกวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์

ด้วยสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูฝนแบบนี้ ทาง AIA มีความห่วงใยคุณหนูๆ  จึงขอเป็นอีกหนึ่งแรงที่ช่วยให้เด็กไทยมีสุขภาพและภูมิต้านทานที่ดี มอบวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ใหม่ ให้แก่คุณหนูๆ อายุ 3-5 ปีที่ถือกรมธรรม์ประกันสุขภาพของเอไอเอ
**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ AIA Call Center 1581

Tags

วิธีคาดเข็มขัดนิรภัยคนท้อง ที่ถูกต้องและปลอดภัย

วิธีคาดเข็มขัดนิรภัยคนท้อง  เพราะการคาดเข็มขัดนิรภัยช่วยป้องกันภัยจากอุบัติเหตุขณะโดยสารบนรถยนต์ได้ แต่สำหรับคุณแม่ท้องหลายคน อาจจะรู้สึกอึดอัดที่ต้องคาดเข็มขัดนี้ แต่สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ โดยเฉพาะท้องแก่ใกล้คลอดนั้นยิ่งสมควรคาดเข็มขัดนิรภัยเป็นอย่างมาก เพราะถ้าไม่คาดเข็มขัดแล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้วท้องได้รับการกระแทกอย่างรุนแรงอาจส่งผลกระทบต่อลูกในท้องได้ง่าย

วิธีคาดเข็มขัดนิรภัยคนท้อง ที่ถูกต้องและปลอดภัย

เชื่อได้เลยว่า มีคุณแม่ท้องหลายคน ที่ “ไม่เคยคาดเข็มขัดนิรภัย” เลย เพราะเกรงว่าเข็มขัดนิรภัย จะทำอันตรายให้กับลูกน้อยในท้อง เนื่องจากการถูกสายรัดและกดทับ รวมถึงอาจทำให้ตัวคุณแม่ท้องเองรู้สึกอึดอัดด้วย ซึ่งก็อาจเข้าใจตามนั้นได้ ไม่แปลกอะไร ยิ่งโดยเฉพาะแม่ท้องใกล้คลอดที่มีขนาดท้องใหญ่ขึ้นจนทำให้รู้สึกอึดอัด ดังนั้นการมีอะไรมารัดที่ตัวก็จะยิ่งทำให้อึดอัดเข้าไปใหญ่

วิธีคาดเข็มขัดนิรภัยคนท้อง

…แต่ในความเป็นจริงแล้ว การไม่คาดเข็มขัดนิรภัย จะเป็นการก่อให้เกิดอันตรายได้มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะหลายคนเข้าใจว่าเวลาเข็มขัดนิรภัยทำงาน มันจะรั้งบริเวณท้องของคุณแม่ ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายกับเด็กในท้อง ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว การไม่คาดเข็มขัดนิรภัย อาจจะทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุตัวคุณแม่กระแทกเข้ากับคอนโซลหน้ารถ หรือพนักพิงเบาะหน้าได้ ทำให้เกิดอันตรายได้มากกว่า ทั้งกับตัวลูกน้อยในท้องและคุณแม่ ดังนั้นการคาดเข็มขัดนิรภัย จึงยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่มากๆ แต่อาจจะต้องมีการปรับลักษณะการคาดให้เหมาะสมกับคุณแม่ท้องกว่าเดิม ด้วยวิธีการต่อไปนี้…

√ หลักการคาดเข็มขัดนิรภัยคนท้อง ที่ถูกต้องและปลอดภัย

เริ่มจากท่านั่ง ต้องไม่ปรับพนักพิงให้เอน หรือตั้งชันมากเกินไป ระยะห่างจากเบาะถึงคอนโซลหน้า ต้องไม่ชิดเกินไป แม้จะเป็นคนนั่งก็ต้องปรับท่านั่งให้ใกล้เคียงกับเวลาที่เราขับรถเอง เพื่อให้อยู่ในท่าที่ปลอดภัยที่สุดเนื่องจากการปรับพนักพิงเอน หรือตั้งชันเกินไป อาจทำให้เข็มขัดนิรภัยทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

จากนั้นให้คาดเข็มขัดนิรภัยตามปกติ แต่หลังจากคาดเข็มขัดนิรภัยแล้ว ต้องปรับแต่งสายเข็มขัดนิรภัยให้เหมาะสมและใส่ใจมากกว่าเดิม เข็มขัดนิรภัยที่พาดผ่านหน้าตัก หรือแนวสะโพก ต้องดึงลงมาต่ำกว่าครรภ์ ให้อยู่ในแนวสะโพกพอดี แล้วดึงให้กระชับ อย่าปล่อยให้หลวมจนเกินไป

 

ส่วนเข็มขัดนิรภัยที่พาดผ่านมายังแนวบ่า ให้ผ่านร่องไหล่พอดีแนวเข็มขัดให้พาดผ่านระหว่างกลางออก ถ้าเป็นรถที่สามารถปรับระยะสูง/ต่ำของเข็มขัดนิรภัยได้ ควรปรับให้เหมาะสม ให้เข็มขัดนิรภัยพาดผ่านร่องไหล่ให้พอดี เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น เข็มขัดนิรภัยจะได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เมื่อท่านั่งถูกต้อง ปรับแนวเข็มขัดนิรภัยให้ถูกต้องอย่างที่กล่าวไว้ ไม่ต้องกังวลว่าเด็กจะได้รับอันตราย เนื่องจากจุดรับแรงของร่างกายเมื่อเข็มขัดนิรภัยรั้งไว้ จะอยู่ที่สะโพกกับร่องไหล่

 

หากยังนึกภาพไม่ออก ตามไปชมคลิป เรื่องบันดาลใจ ตอนที่ 43 การคาดเข็มขัดนิรภัยของคุณแม่ตั้งครรภ์ กันเลยค่ะ

วิธีคาดเข็มขัดนิรภัยคนท้อง

ชมคลิป >> การคาดเข็มขัดนิรภัยของคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ถูกต้อง ปลอดภัยแน่นอน คลิกหน้า 2


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.motorexpo.co.th

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ระวัง! ลูกถูกไฟช็อต เพราะสายสร้อยข้อมือที่ใส่ แหย่เข้าไปในรูปลั๊กไฟ

ลูกกถูกไฟช็อต เพราะสายสร้อยข้อมือที่ใส่ …  ในสมัยก่อน ผู้ใหญ่มักนิยมรับขวัญลูกหลานด้วยการให้ใส่สร้อยคอ สร้อยที่มีพระ หรือสร้อยข้อมือ-ข้อเท้าแก่เด็กเล็กแรกคลอด และให้เด็กภายในบ้านใส่กำไลข้อมือข้อเท้า หรือกระพรวนนั้น โดยมีความเชื่อว่าจะเสริมวาสนา โชคลาภ นำพาสิ่งที่ดีดีเข้าตัวเด็กและครอบครัว แต่ข้อดีนอกเหนือจากความเชื่อนี้แล้ว การที่เด็กเล็กใส่สร้อยก็ย่อมมีข้อร้ายแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน

การใส่สร้อยกำไลจะช่วยส่งเสียงขณะที่ลูกขยับ ทำให้คุณพ่อคุณแม่สามารถได้ยินและทราบตำแหน่งของลูกได้ แต่สิ่งที่ควรระวังไว้เสมอคือ ขนาดความยาวของสร้อย ต้องระวังไม่ให้สายสร้อยมีพอดีจนบีบข้อมือ ข้อเท้า รวมถึงขอบ รอยต่อต่างๆ ก็สามารถระคายเคืองผิว หรือบาด เกิดเป็นแผลได้ ส่วนสร้อยคอที่ยาวไปในเวลาที่เด็กนอนหลับก็อาจทำให้เป็นสาเหตุหนึ่งของการไปปิดกั้นการหายใจของลูก และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

ลูกถูกไฟช็อต เพราะสายสร้อยข้อมือที่ใส่ แหย่เข้าไปในรูปลั๊กไฟ

รวมไปถึงอีกหนึ่งเรื่องที่พ่อแม่ไม่ทันได้คาดคิด คือสายสร้อยข้อมือที่ลูกใส่อาจยาวไปจนเผลอเข้าไปในรูปลั๊กไฟ ที่วางอยู่ใกล้มือลูก จนทำให้ลูกอาจโดนไฟช็อต ไฟดูดได้ ดังเช่นเหตุการณ์นี้ที่มีผู้นำภาพบริเวณข้อแขนเล็กๆ ของเด็กน้อยซึ่งมีลักษณะดำไหม้เกรียม อันเนื่องมาจาก การที่พ่อแม่ให้ลูกใส่สร้อยข้อมือ  แล้วสายของสร้อยแขนที่ยาวตกเข้าไปในรูปลั๊กไฟ  จึงทำให้เกิดการนำไฟฟ้า ไหม้ช็อตแขนของเด็กน้อยจนไหม้ดำ

ลูกถูกไฟช็อต

ขอบคุณภาพจาก : คุณ Kittisak Chimmanee 

นับว่าโชคดีมากที่เด็กน้อยไม่ได้รับอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็ทำให้เกิดแผลรอยไหม้บาดเจ็บ  ทั้งนี้การที่เด็กน้อยถูกไฟช็อตไหม้ดำได้นั้น อาจเนื่องมาจากเต้าเสียบน่าจะมีการชำรุดอยู่ภายใน เมื่อถูกโลหะอย่างสายสร้อยข้อมือเล็กๆ เแหย่เข้าในรูเต้ารับไฟฟ้า ทำให้ส่วนของร่างกายสัมผัสถูกส่วนที่มีไฟฟ้าโดยตรง จึงเกิดไฟฟ้าดูดช็อตเป็นรอยไหม้อย่างที่เห็นนั่นเอง

ในกรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ที่ให้คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยระมัดระวังทั้ง 2 เรื่องเลยนั้นก็คือ การสวมใส่สร้อยให้ลูกน้อยที่ต้องคอยระวังในเรื่องของขนาดความยาวของสร้อย สำหรับสร้อยคอที่ยาวไปในเวลาที่เด็กนอนหลับก็อาจทำให้เป็นสาเหตุหนึ่งของการไปปิดกั้นการหายใจของลูก  และต้องระวังไม่ให้สายสร้อยมีพอดีจนบีบข้อมือ ข้อเท้า รวมถึงขอบ รอยต่อต่างๆ ก็สามารถระคายเคืองผิว หรือบาด เกิดเป็นแผลได้

⇒ Must read : Gold necklace ให้ลูกใส่สร้อยทอง เกือบต้องเสียลูกไป
⇒ Must read : สร้อยทอง รับขวัญลูกน้อยอันตราย

ส่วนเรื่องที่ 2 คือ การเก็บดูแลปลั๊กไฟ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ให้ใกล้จากมือเด็ก เพราะอาจทำให้ลูกน้อยเผลอเอานิ้วเข้าไปแหย่ หรือสายสร้อยแหย่เข้าไปในรูปลั๊กไฟ ก็อาจทำให้ลูกถูกไฟช็อตได้ เช่นเดียวกับเรื่องที่ได้เตือนมาข้างต้น

อ่านต่อ >> “การป้องกันลูกถูกไฟช็อตและวิธีรักษาแผลไฟช็อตให้ลูกน้อย­” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ความจุกระเพาะทารก

ขนาดกระเพาะทารก จุปริมาณน้ำนมแม่ได้เท่าไหร่?

ช่วงเวลาความสุขของคนเป็นแม่คือการให้ลูกได้เข้าเต้าดูดนมแม่ได้ตามรอบการผลิตน้ำนม นั่นเพราะการที่ลูกได้ดูดนมแม่เกลี้ยงเต้าจะช่วยให้เต้านมไม่เกิดอาการคัดตึงเจ็บขึ้นมาจนเป็นไตอักเสบ ว่าแต่ลูกที่เพิ่งคลอดมาได้ไม่กี่วันตัวเล็กกระจิดริดแบบนี้ ขนาดกระเพาะทารก จะจุน้ำนมแม่ได้แค่ไหน? ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

 

ขนาดกระเพาะทารก

คุณแม่ๆ เคยสงสัยกันไหมว่า ขนาดกระเพาะทารก จะมีขนาดความจุน้ำนมได้มากน้อยกันแค่ไหน เวลาที่แม่ให้ลูกกินนมปริมาณแค่ไหนถึงจะอิ่มกำลังดีไม่ทำให้ลูกอิ่มมากจนแน่นอึดอัดท้อง ผู้เขียนรวมทั้งคุณแม่ที่ส่งคำถามกันเข้ามาก็อยากรู้เช่นกันค่ะ เอาเป็นว่าก่อนที่เราจะไปหาคำตอบที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ขนาดกระเพาะทารก ขออนุญาตให้ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำนมแม่ที่มาวันแรกๆ กับคุณแม่มือใหม่ได้ทราบกันก่อนค่ะ เพราะเรื่องนี้แม่ๆ ก็อยากรู้กันมากเช่นกัน เพราะอะไรถึงเรียกน้ำนมแม่ว่าน้ำนมเหลือง

จำได้ว่าตอนที่พี่สาวคลอดลูกหลังจากหนึ่งชั่วโมง คุณพยาบาลก็เข็นหลานชายมาส่งให้พี่สาวแล้วบอกให้เอาลูกเข้าเต้าดูดนม “น้ำนมจะออกมาน้อยก็ไม่เป็นไรนะคะคุณแม่ เดี๋ยวพอลูกกระตุ้นน้ำนมก็จะออกมาเยอะเอง ช่วงวันนี้พรุ่งนี้น้ำนมคุณแม่จะเหลืองๆ พยายามให้ลูกได้กินนะคุณแม่ เพราะนมส่วนนี้มีประโยชน์เยอะเลย” ระหว่างที่พยาบาลคุยพี่สาวก็สอนท่าให้ลูกดูดเต้ากินนมแม่ไปด้วย คือด้วยตอนนั้นเราก็ไม่รู้หรอกว่าน้ำนมแม่จะเป็นสีเหลือง เพราะเคยเห็นว่ามีแต่สีขาว น่าแปลกดี จนตอนหลังมารู้ว่าน้ำนมเหลืองที่พยาบาลพูดถึงนั้น คือ  โคลอสตรุ้ม (Colostrum)

ซึ่งรู้ไหมว่านั่นหนะสุดยอดน้ำนมแม่เลยค่ะ เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยสารอาหารมากมาย น้ำนมเหลืองก็ยังมีสารภูมิต้านทานโรค ที่ช่วยป้องกันการเจ็บป่วยให้กับเด็กทารกด้วย วัคซีนธรรมชาติที่ร่างกายแม่ผลิตมาเพื่อลูกจริงๆ ค่ะ

สารอาหารในน้ำนมแม่มีความผันแปรตามระยะการผลิตน้ำนม นมแม่ที่ร่างกายแม่ผลิตขึ้นมี 3 ระยะ ในระยะแรกมักมีสีเหลือง บางคนอาจเรียกว่าน้ำนมเหลือง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าโคลอสตรุ้ม (Colostrum) โคลอสตรุ้มนี้จะถูกสร้างขึ้นเพียงระยะ 1-3 วันแรกภายหลังการคลอดบุตรเท่านั้น และเต็มไปด้วยสารสร้างภูมิต้านทาน เช่น IgA แลคโตเฟอริน เซลล์เม็ดเลือดขาว โปรตีนต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย น้ำนมในระยะนี้จะมีปริมาณน้ำตาลแลคโตสไม่สูงมากนัก มีปริมาณแร่ธาตุต่างๆ เช่น โซเดียม คลอไรด์ แมกนีเซียม ปริมาณสูง แต่มีปริมาณโพแทสเซียม และแคลเซียมต่ำกว่านมที่ผลิตระยะหลัง ถือได้ว่าน้ำนมระยะนี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกายมากกว่าการเร่งการเจริญเติบโต[1]

นมไหนว่าแน่ นมแม่ซิแน่จริง เพราะสารอาหารครบถ้วนดีต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยให้สมองดี ไม่เจ็บป่วยง่าย และยังให้ลูกกินไปจนโตได้เลยค่ะ เห็นคุณประโยชน์ดีเยี่ยมแบบนี้แล้ว ไม่ต้องลังเลที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แล้วค่ะ

ขนาดกระเพาะทารก

ขนาดกระเพาะทารก มีความจุน้ำนมแม่ได้เท่าไหร่?

อย่างที่คุณแม่สงสัยกันว่า ลูกคลอดออกมาตัวเล็กนิดเดียว แต่ทำไมตื่นขึ้นมากินนมแม่ได้เกือบ 24 ชั่วโมง ใช่ค่ะเด็กแรกเกิดมักจะตื่นขึ้นมากินนมแม่ในหนึ่งวันทุก 2-3 ชั่วโมง กินอิ่มเสร็จก็นอนหลับต่อ เห็นวงจรชีวิตทารกช่วงแรกคลอดมา 1-3 เดือนนี่ทำเอาคนเป็นพ่อแม่อิจฉาเลย อยากนอนหลับพักผ่อนได้แบบลูกบ้างจัง เป็นความเหนื่อยของพ่อแม่ในช่วงแรกๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความสุขค่ะ

คุณหมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ  กุมารแพทย์ชื่อดัง ได้อธิบายถึงขนาดของกระเพาะทารกแรกเกิดว่า เนื่องจากกระเพาะยังมีขนาดที่เล็กมาก นั่นจึงทำให้ทารกน้อยต้องตื่นขึ้นมาทานนมแม่บ่อยๆ และการสังเกตว่าลูกจะได้ทานน้ำนมแม่เพียงพอในแต่ละวันนั้น ให้ดูที่จำนวนครั้งที่ทารกอุจจาระออกมา คือ

  • อึออกมา 2 ครั้ง/วัน
  • ปัสสาวะออกมา 6 ครั้ง/วัน

ซึ่งคุณหมอไม่แนะนำให้พ่อแม่ดูที่การขยับปากตลอดเวลาของลูก เพราะนั่นไม่ได้หมายความว่าลูกต้องการที่จะกินนมแม่ค่ะ

ในวันแรกหลังคลอด กระเพาะของลูกจะมีขนาดความจุนมได้เพียง 5-7 มล. หรือ 1/6 ถึง 1/4 ออนซ์ ขนาดกระเพาะของลูกจะมีขนาดเทียบเท่าลูกแก้วลูกเล็กๆ เท่านั้นเองค่ะ ดังนั้นถ้าวันแรกที่น้ำนมเหลืองไหลออกมานิดเดียวก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะลูกได้รับนมแม่ที่เพียงพอแน่นอน

ในวันที่ 3 หลังคลอด กระเพาะลูกจะมีขนาดเทียบได้กับลูกปิงปองหนึ่งลูก เห็นไหมคะว่ากระเพาะลูกได้มีการขยายให้มีขนาดความจุนมแม่ที่ใหญ่ขึ้นมาอีกนิดแล้วค่ะ ซึ่งปริมาณนมที่กระเพาะของลูกสามารถรับได้ คือ 22-27 มล. หรือ 3/7 ถึง 1 ออนซ์

และนี่คือขนาดความจุปริมาณนมของกระเพาะทารก ที่จะค่อยๆ มีการพัฒนาให้ใหญ่ขึ้นตามลำดับตลอด 1 เดือน ดังนี้

1 วัน ขนาดเท่ากับลูกแก้ว หรือผลเชอรี  ปริมาณนมที่รับได้อยู่ที่ประมาณ 5 – 7 ซีซี หรือ 1 – 1.4 ช้อนชา

3 วัน ขนาดเท่ากับลูกวอลนัท ปริมาณนมที่รับได้อยู่ที่ประมาณ 22 – 27 ซีซี หรือ .75 – 1 ออนซ์

7 วัน ขนาดเท่ากับผลแอปปริคอต ปริมาณนมที่รับได้อยู่ที่ประมาณ 45 – 60  ซีซี หรือ 1.5 – 2 ออนซ์

30 วัน ขนาดเท่ากับไข่ไก่ ปริมาณนมที่รับได้อยู่ที่ประมาณ 80 -150  ซีซี หรือ 2.5 – 5 ออนซ์

 

Must Read >> Overfeeding ลูกกินนมมากเกินไป อันตรายหรือไม่?

 

คุณแม่หรือคนที่ช่วยเลี้ยงลูก ต้องไม่ป้อนนมให้แบบอิ่มเกินความต้องการของปริมาณนมในแต่ละมื้อด้วยนะคะ เพราะลูกอาจเกิดอาการ Overfeeding กินนนมเยอะเกินไป เพราะจะให้ลูกอาเจียนบ่อย จนทำให้กรดจากกระเพาะอาหารย้อนกลับออกมาเป็นผลทำให้หลอดอาหารเกิดเป็นแผลขึ้นได้

อ่านต่อ การเก็บรักษาน้ำนมแม่ให้ได้คุณภาพ คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา

โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา รู้ก่อนป้องกันได้ ปลอดภัยต่อสุขภาพเด็กและครอบครัว

ทุกครอบครัวจะได้รับข่าวสารเตือนให้ระวังการติดเชื้อเจ็บป่วยจากไวรัสต่างๆ ที่มีระบาดขึ้นตามฤดูกาล รวมทั้งไวรัสที่ระบาดเข้ามาจากนอกประเทศ อย่าง โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ที่ทุกครอบครัวควรเฝ้าระวังเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของบุตร หลาน และทุกคนในครอบครัว ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อมูลจากกรมควบคุมโรคมาบอกให้ทราบกันค่ะ

 

โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา

ไวรัสอีโบลาที่แฝงความน่ากลัวและอันตรายไว้ ใครที่ได้รับเชื้อจนป่วยเป็น โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา สามารถถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณี ที่มีรายงานข่าวองค์การอนามัยโลก ให้ข้อมูลว่าพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศ สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยคองโก (DR Congo) นั้น กรมควบคุมโรคได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ซึ่งทาง องค์การอนามัยโลกยังไม่ได้ประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินสาธารณสุขระหว่างประเทศ และยังไม่ได้ประกาศห้าม การเดินทางไปยังประเทศที่พบการระบาด ส่วนพื้นที่ที่รายงานก็อยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล

ในส่วนของประเทศไทย ยังคงดำเนินมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาตามระบบที่วางไว้ อย่างต่อเนื่อง และเข้มข้นทั้ง 3 ระดับ ได้แก่

1.ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ  

2.โรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชน

3.ในระดับชุมชน  โดยเฝ้าระวังและตรวจคัดกรองผู้ที่มีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่ระบาดในทุกๆ ช่องทางเข้า-ออก ทั้งที่ด่านสนามบิน ด่านท่าเรือ และด่านชายแดน และติดตามอาการจนครบ 21 วันตามมาตรฐานที่กำหนด หากมีไข้จะรับเข้าดูแลในโรงพยาบาลที่จัดเตรียมไว้ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด เพื่อให้การรักษาตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ และจะติดตามอาการผู้สัมผัสทุกคน 

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จัดทำแนวทางการรักษา พร้อมทั้งจัดหาชุดพร้อมอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อปฏิบัติงานในโรงพยาบาล และในพื้นที่ และสนับสนุนให้โรงพยาบาลที่มีห้องแยกโรคให้สามารถดูแลผู้ป่วยโดยปฏิบัติตามแนวทางการวินิจฉัยดูแลรักษาและควบคุมป้องกันการติดเชื้อ  รวมถึงจัดทำคู่มือทั้งการตรวจทางห้องปฏิบัติการทั่วไปและการเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจหาการติดเชื้อไวรัสอีโบลา  ขอให้ประชาชนมั่นใจในระบบการเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งที่ผ่านมายังไม่พบผู้เดินทางติดเชื้อไวรัสอีโบลา – ที่มา : สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

 

ถึงไวรัสอีโบลาจะยังไม่แพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทย แต่ก็ชะล่าใจไม่ได้เด็ดขาดค่ะ เพราะความร้ายแรงของโรคนี้ก็เอาเรื่องอยู่พอสมควรค่ะ  ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ทุกครอบครัวทั่วไทย เราไปทำความรู้จักกับโรคนี้ให้ดีขึ้นกันอีกสักนิด เพื่อจะได้ดูแลป้องกันรักษาสุขภาพของคนในครอบครัวไว้กันตั้งแต่เนิ่นๆ ค่ะ

อ่านต่อ ไวรัสอีโบลา กับสาเหตุของการติดโรค คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกเหงื่อออกเยอะมาก

ลูกเหงื่อออกเยอะมาก ผิดปกติหรือไม่?

คุณแม่จำนวนไม่น้อยกังวลใจว่า ลูกเหงื่อออกเยอะมาก โดยเฉพาะตอนนอน ลูกนอนเหงื่อออกหัว ทั้งที่นอนห้องแอร์ เป็นสัญญาณโรคร้ายหรือไม่? หากลูกนอนเหงื่อออกมากผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณ 5 โรคร้ายที่คุณแม่ต้องระวัง Continue reading “ลูกเหงื่อออกเยอะมาก ผิดปกติหรือไม่?”

ระวัง! ให้ลูกน้อยนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ อันตราย…เสี่ยงตายกว่าที่คุณคิด

ให้ ลูกนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์  รู้หรือไม่ว่า จากสถิติอุบัติเหตุโดยรถมอเตอร์ไซด์  มีเด็กอายุ 0-15 ปีได้รับบาดเจ็บ มีเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปีที่บาดเจ็บจากรถจักรยานยนต์มากถึง 15,000 ราย และมีราวๆ 700 รายที่เสียชีวิตจากการบาดเจ็บดังกล่าว ซึ่งมากกว่าโรคไข้เลือดออกหลายเท่าตัว

ในแต่ละวันเด็กเล็กๆ ตั้งแต่วัยอนุบาลไปจนถึงชั้นประถม นั่งซ้อนท้าย หรือนั่งข้างหน้ารถจักรยานยนต์กันจนชินตา กลายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด พ่อแม่มักนิยมใช้รถมอเตอร์ไซค์ไปส่งลูกๆ ที่โรงเรียนในตอนเช้า โดยไม่รู้เลยว่า เด็กเล็กซ้อนมอเตอร์ไซค์ อันตรายกว่าที่คิด

ลูกนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ อันตราย…เสี่ยงตายกว่าที่คุณคิด

ลูกนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์

ซึ่งหนึ่งในพาหนะยอดนิยมของคนไทยก็คือรถจักรยานยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ จากข้อมูลการจดทะเบียนของรถจักรยานยนต์ของประเทศไทยพบว่า มีมากกว่ารถทุกชนิดรวมกัน นั่นคือ มากกว่า 60% ของรถทั้งหมด เนื่องจากมีราคาถูกกว่ารถยนต์ คล่องตัวกว่า ค่าดูแลรักษาต่ำกว่า ทำให้รถจักรยานยนต์เป็นขวัญใจของชาวไทยได้ไม่ยากเลย

แต่ในข้อมูลอีกด้านของรถจักรยานยนต์ก็พบว่า

การบาดเจ็บและเสียชีวิตบนท้องถนนของประเทศไทยนั้นราว ๆ 80% เกิดกับผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการบาดเจ็บจากการใช้รถจักรยานยนต์ด้วยกันทั้งสิ้น

โดยปีหนึ่ง ๆ มีเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปีที่บาดเจ็บจากรถจักรยานยนต์มากถึง 15,000 ราย และมีราว ๆ 700 รายที่เสียชีวิตจากการบาดเจ็บดังกล่าว ซึ่งมากกว่าโรคไข้เลือดออกหลายเท่าตัว ลองคิดดูเล่นๆ ว่าเราสูญเสียทรัพยากรที่สำคัญในอนาคตถึงปีละ 700 คนเลยทีเดียว หลายครั้งอุบัติเหตุและการบาดเจ็บที่ก็แทบจะเข้าข่าย “ไม่น่าจะเป็นไปได้” ดังเช่นที่เคยมีข่าวในปี 2558   “น้องม่อน” เด็กชายวัย 2 เดือน ต้องมาเสียเสียชีวิตเพราะถูกอุ้มซ้อนท้ายไปกับรถมอเตอร์ไซค์ โดยรถมอเตอร์ไซค์คันนี้ก็เป็นพาหนะคู่ใจของครอบครัวตั้งแต่พาคุณแม่ของน้องม่อนไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล พาไปคลอด ตลอดจนพาน้องม่อนกลับจากโรงพยาบาลหลังคลอด

โดยวันที่เกิดเหตุ คุณแม่อาบน้ำแต่งตัวให้น้องม่อน เพื่อเตรียมตัวจะไปรับวัคซีนที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (สถานีอนามัย)ตามนัด  แม่ของน้องม่อนจึงเลือกที่จะให้คุณพ่อขับรถมอเตอร์ไซค์พาไปรับวัคซีน  เมื่อนัดแนะกับคุณพ่อเรียบร้อย  ก่อนออกเดินทางคุณแม่ก็ห่อน้องม่อนห่อตัวด้วยผ้าขนหนู   โดยที่ไม่รู้เลยว่าผ้าขนหนูที่ห่อตัวนี้เองที่ทำให้เกิดเหตุน่าเศร้าใจ

ระหว่างการเดินทางไปกับรถมอเตอร์ไซค์ ในระยะทางสั้นๆ นั้น ปลายผ้าขนหนูที่ห่อตัวของน้องม่อนถูกซี่ล้อของรถจักรยานยนต์คู่ใจดึงเข้าไป  แรงดึงทำให้ตัวน้องม่อนหลุดจากอ้อมแขนของคุณแม่ที่อุ้มอยู่เข้าไปอยู่บริเวณล้อหลังของรถมอเตอร์ไซค์ คุณพ่อหยุดรถทันทีด้วยความตกใจในเสียงร้องของคุณแม่ ก็พบว่าตัวของน้องม่อนติดอยู่กับซี่ล้อหลังของรถจักรยานยนต์ ตามตัวมีเลือดเปรอะเปื้อนพร้อมกับผ้าขนหนูที่คุณแม่ห่อตัวให้ขมวดอยู่กับแกนล้อแน่น ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ก็เข้ามาช่วยกันพยายามเอาตัวน้องม่อนออกจากซี่ล้อรถแล้วนำส่งโรงพยาบาลแต่ก็ช้าเกินไป  น้องม่อนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุตรงนั้นเอง

และรวมไปถึงล่าสุด ได้มีคลิปวีดีโอที่เผยแพร่ลงทาง Facebook ซึ่งเป็นภาพของคุณแม่คนหนึ่งที่กำลังขับรถมอเตอร์ไซค์โดยมีลูกชายตัวน้อยนั่งซ้อนท้ายอยู่ข้างหลัง แต่ด้วยเสื้อแขนยาวที่ผูกเอวของแม่อยู่นั้น ห้อยโบกสะบัดไปมา และมีจังหวะการพัดจนแขนเสื้อเข้าไปพันที่ล้อรถ ทำให้เสื้อนั้นเกี่ยวกระชากเอาลูกชายตัวน้อยตกลงไปด้วย!!…..

>> ชมคลิปเหตุการณ์จริง เด็กน้อยถูกเสื้อกระชากเข้ากงล้อรถ
พร้อมวิธีให้ลูกนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์อย่างไรให้ปลอดภัย” คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ตั้งครรภ์แฝด

รับมือกับ 10 ความเสี่ยง ตั้งครรภ์แฝด

คุณแม่หลายคนรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่ตัวเองกำลัง ตั้งครรภ์แฝด เพราะจะได้เป็นคุณแม่ที่มีลูกคราวเดียวกันหลายคน แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกอดเป็นกังวลไม่ได้ เพราะเมื่อตั้งครรภ์แฝด นั้นคุณแม่จะต้องเผชิญความเสี่ยงมากกว่าคุณแม่คนอื่นๆ ในบทความนี้ เราจะมารู้จักกับความเสี่ยงของการตั้งครรภ์แฝดและวิธีดูแลตัวเองของคุณแม่ท้องแฝดกันค่ะ

ทำไมท้องแฝดจึงมีความเสี่ยงสูง

แน่นอนค่ะว่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ลูกน้อยมากกว่าหนึ่งคน จะต้องเผชิญความเสี่ยงระหว่างตั้งครรภ์มากขึ้นด้วย หากคุณหมอบอก คุณแม่ว่าการตั้งครรภ์แฝดเป็นการตั้งครรภ์ที่เสี่ยง คุณแม่ไม่ต้องตกใจไปนะคะ คำว่าตั้งครรภ์เสี่ยงของคุณหมอ หมายถึงคุณแม่จะต้องอยู่ในความดูแลของคุณหมอเป็นพิเศษแค่นั้นเองค่ะ คุณแม่ตั้งครรภ์แฝดส่วนใหญ่สามารถคลอดลูกที่แข็งแรงออกได้ เพียงแต่ว่าคุณแม่อาจจะต้องไปพบคุณหมอตามนัดมากกว่าคุณแม่ท่านอื่นค่ะ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นนะคะ เพราะหากมีความผิดปกติเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ ยิ่งคุณหมอตรวจเจอเร็ว คุณแม่จะยิ่งได้รับรักษาที่ง่ายขึ้นค่ะ

ความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดเมื่อ ตั้งครรภ์แฝด

ความเสี่ยงระหว่างในการตั้งครรภ์นี้เป็นเรื่องที่คุณแม่ทุกคนอาจจะเจอได้นะคะ เพียงแต่ว่าคุณแม่ ตั้งครรภ์แฝด จะมีโอกาสเจอความเสี่ยงเหล่านี้มากขึ้น เรามาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

1. คลอดก่อนกำหนด

การคลอดก่อนกำหนดหมายถึงการคลอดก่อน 37 สัปดาห์ คุณแม่ตั้งครรภ์เดี่ยวส่วนใหญ่จะคลอดในช่วงสัปดาห์ที่ 39 แต่โดยเฉลี่ยแล้วคุณแม่ตั้งครรภ์แฝดสองจะคลอดในช่วงสัปดาห์ที่ 36 และสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์แฝดสาม จะคลอดในช่วงสัปดาห์ที่ 32 ค่ะ ซึ่ง 60% ของคุณแม่ตั้งครรภ์แฝดสองมักจะคลอดก่อนกำหนด ส่วนคุณแม่ตั้งครรภ์แฝดสามตัวเลขคลอดก่อนกำหนดสูงขึ้น 90% เลยทีเดียวค่ะ

2. น้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย

เนื่องจากคลอดก่อนกำหนด ทารกแฝดจึงมีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยด้วยค่ะ ทารกที่เกิดก่อน 32 สัปดาห์ มักจะน้ำหนักน้อยกว่า 1500 กรัม ซึ่งมักจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องความบกพร่องทางสติปัญญา ความพิการทางสมอง สูญเสียการมองเห็นและได้ยินได้ค่ะ

3. ความดันโลหิตสูง

คุณแม่ตั้งครรภ์แฝด มีแนวโน้มที่จะเจอกับภาวะความดันโลหิตสูงมากกว่าปกติค่ะ หากความดันของคุณแม่สูงมากจนเกินไป จะเกิดครรภ์เป็นพิษได้ ซึ่งอันตรายต่อชีวิตของคุณแม่และลูกค่ะ

4. ครรภ์เป็นพิษ

ครรภ์เป็นพิษ คืออาการที่คุณแม่ตั้งครรภ์มีความดันโลหิตสูงมากผิดปกติและตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ส่งผลให้รกได้รับเลือดไม่เพียงพอ จนทารกในท้องได้รับออกซิเจนกับสารอาหารน้อยลงและทำให้น้ำหนักตัวน้อย ในคุณแม่บางรายที่ภาวะครรภ์เป็นพิษรุนแรงมากอาจมีอันตรายต่อชีวิตคุณแม่และลูกน้อยค่ะ คุณแม่ตั้งครรภ์แฝดมักตรวจพบอาการครรภ์เป็นพิษมากกว่าคุณแม่ท่านอื่นค่ะ

5. ภาวะทารกโตช้าในครรภ์

ทารกในท้องต้องแย่งสารอาหารกันทำให้ทารกในครรภ์แฝดโตช้ากว่าปกติค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ ความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์แฝดข้อ 6-10 คลิกหน้า 2