ป้อนข้าวลูกเวลาไหน

ป้อนข้าวลูกเวลาไหน เหมาะสมที่สุด!

ป้อนข้าวลูกเวลาไหน ถึงจะเหมาสมและดีที่สุดกับตัวลูกน้อย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่มือใหม่ควรรู้ เพราะหากป้อนอาหารเสริมที่นอกเหนือจากนมแม่ ให้ลูกผิดเวลา (ก่อนวัยอันควร) ก็อาจส่งผลร้ายกับลูกน้อยได้

Continue reading “ป้อนข้าวลูกเวลาไหน เหมาะสมที่สุด!”

อยากมีลูกเร็ว

อยากมีลูกเร็ว จังหวะและเวลาในการมีเซ็กส์ คือสิ่งสำคัญ!

อยากมีลูกเร็ว ๆ ทำไงดี …สำหรับคู่รักที่แต่งงานมาหลายปี แต่กลับไม่มีวี่แววว่าจะได้เป็นพ่อคนแม่คน ซึ่งปัญหาเหล่านี้ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับบางครอบครัวที่ต้องการจะมีลูกและพยายามทำทุกวิถีทางแล้วแต่ก็ยังไม่สำเร็จ
Continue reading “อยากมีลูกเร็ว จังหวะและเวลาในการมีเซ็กส์ คือสิ่งสำคัญ!”

เงินอุดหนุนบุตร

เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด กับ เงินสงเคราะห์บุตร ต่างกันอย่างไร?

เพราะเด็กคนหนึ่งเกิดมาต้องใช้เงินมากมาย ซึ่งรัฐบาลก็มีนโยบาลมอบ เงินอุดหนุนบุตร และเงินสงเคราะห์บุตร เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระคุณแม่คุณพ่อในอีกทางหนึ่ง แล้วต้องทำอย่างไรถึงคุณแม่จะได้เงินนั้นมาใช้เลี้ยงลูก

Continue reading “เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด กับ เงินสงเคราะห์บุตร ต่างกันอย่างไร?”

ลูกติดมือถือ

พ่อแชร์มาตรการเจ๋ง! รักษา ลูกติดแท็บเล็ต จนหาย

เมื่อ ลูกติดแท็บเล็ต จนเริ่มแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว พ่อจึงต้องงัดไม้เด็ดขึ้นมารักษา จะเด็ดแค่ไหน ไปดูพร้อม ๆ กันค่ะ

 

คุณพ่อน้องจันทร์เจ้า ถึงขั้นทนไม่ไหว เมือลูกสาววัย 2 ขวบครึ่งเริ่มติดมือถือ จึงได้งัดมาตรการขั้นเด็ดขาดจนลูกหายได้สำเร็จ และนี่คือประสบการณ์ที่คุณพ่อ อยากแชร์ให้กับทุก ๆ ครอบครัว ผ่านเวปพันธิปชื่อดัง
ลูกติดแท็บเล็ต
เครดิตภาพ: Pantip
สาเหตุที่ผมไม่ให้ลูกสาวเล่นสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตนี่ต้องเล่าย้อนไปเมื่อราว 3 ปีก่อน ลูกน้อยยังซุกตัวอยู่ในท้องคุณแม่เป็นเดือนที่ 7 ครั้งนั้นผมมีโอกาสได้ติดรถรุ่นพี่คนหนึ่งไปทำงานที่ต่างจังหวัดด้วยกัน พี่เค้าเลยถือโอกาสพาลูกชายวัย 5 ขวบไปเที่ยวด้วย แต่เนื่องจากเรานัดกันเช้ามากหนูน้อยเลยถูกอุ้มจากเตียงมานอนต่อในรถ
เวลาผ่านไปราวชั่วโมงนึง เด็กน้อยก็ตื่นมาด้วยสีหน้างง ๆ ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนมาทำอะไร แต่คำแรกที่เค้าพูดขึ้นมาก็คือ
“พ่อ ไอแพดอยู่ไหน”
พ่อเด็กตอบกลับว่า “สวัสดีอาก่อนสิลูก”
เด็กน้อยสวนทันควัน “ไม่ เอาแท็บเล็ตมา”
พ่อเลยเริ่มดุ “เด็กไม่ดี พ่อไม่ให้หรอก”
แล้วเจ้าหนูน้อยก็เริ่มอาละวาดอยู่ที่เบาะหลัง ร้องไห้โวยวาย ทุบเบาะ พลางตะโกน “เอาแท็บเล็ตมา ๆ หนูเกลียดพ่อแล้ว พ่อไม่รักหนู…จอดรถเดี๋ยวนี้ หนูจะลงตรงนี้”
อาละวาดอยู่ได้สัก 2 นาที ตัวพ่อก็ใจอ่อนหยิบแท็บเล็ตส่งให้ เท่านั้นแหละกลายเป็นคนละคน นั่งเล่นเกม เปิด Youtube ดูการ์ตูน เงียบกริบจนผมนึกว่าหลานลงจากรถไปแล้ว
หลังจากที่เด็กน้อยได้แท็บเล็ตไปครอบครองเค้าก็ไม่วางมันอีกเลย ทั้งตอนจอดกินข้าวก็ต้องให้พ่อป้อนเพราะมือไม่ว่าง ทั้งระหว่างรอพ่อประชุมเป็นชั่วโมงก็ไม่มีเสียงบ่นสักแอะ…แท็บเล็ตนี่มันช่างวิเศษจริง ๆ
หลังเหตุการณ์นั้นไม่กี่วัน ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งเป็นแพทย์เฉพาะทางจิตเวชเด็ก ผมเล่าเหตุการณ์ที่เพิ่งพบเจอมาให้เธอฟัง คุณหมอถอนหายใจแล้วพูดกับผมว่า “พี่รู้ป่ะ วัน ๆ นี่หนูไม่ต้องทำอะไร นั่งบำบัดเด็กติดเกม ติดแท็บเล็ต มือถือนี่แหละ”
ลูกติดแท็บเล็ต
เครดิต Shutterstock
ในฐานะที่ผมเป็นว่าที่คุณพ่อผมจึงสนใจฟังเธอเป็นอย่างมาก ขอสรุปให้ฟังสั้น ๆ เท่าที่พอจะจำได้ว่า
1. เด็กมักจะสมาธิสั้น เพราะแท็บเล็ตสามารถตอบสนองความต้องการได้รวดเร็วดั่งใจ เพียงปลายนิ้วสัมผัส อยากเปลี่ยนเกม อยากเปลี่ยนไปดูการ์ตูนตอนอื่น เรื่องอื่น เพียงลากนิ้วเบา ๆ ก็ได้ดั่งใจแล้ว เด็ก ๆ จึงไม่ได้เรียนรู้การรอ การตั้งใจดูหรือเล่นอะไรตั้งแต่ต้นจนจบ
2. เด็กมักก้าวร้าว อันนี้ขึ้นกับว่าเล่นเกมที่มีความรุนแรงเกินวุฒิภาวะรึเปล่า เด็กมักจะจดจำสิ่งที่ตัวละครในเกมทำไปเล่นในชีวิตจริงบ้างโดยลืมไปว่า คนจริง ๆ นั้นเจ็บได้ เสียใจได้ ตายได้ และไม่สามารถกดรีเซ็ทได้เหมือนในเกม ส่วนที่ก้าวร้าวอีกแบบคือ ติดเกมมากจนแสดงออกแบบก้าวร้าวเพื่อให้ได้เล่นเกม แล้วผลที่ได้คือพ่อแม่ก็ยอมให้เล่น เด็กจึงจำว่าต้องก้าวร้าวแล้วจะได้เล่น
3. เด็กมักจะเก็บกด หมกมุ่น และขาดการปฎิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เข้าหาใครไม่เป็น ผูกสัมพันธ์กับคนอื่นไม่เป็น เพราะขาดการเรียนรู้กระบวนการเหล่านี้ เนื่องจากเกมและแอ็พต่าง ๆ ไม่ได้สอน
ผมตั้งใจฟังคุณหมอเล่าแล้วก็ตั้งปฎิญาณตนเลยว่าจะไม่ให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นกับครอบครัวเราเด็ดขาด
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ลูกน้อยของเราโตขึ้นทุกวัน ๆ แม้ว่าตัวผมกับภรรยาจะไม่ได้ให้ลูกเล่นมือถือ แท็บเล็ต แต่เรานี่แหละที่ใช้มันให้ลูกเห็นทุกวัน จนวันนึงเค้าก็เอ่ยปากขอว่า “หนูอยากดูเอบีซียูทูปค่ะ” แล้วเราก็เปิดให้เค้าดูเพราะหวังว่าการฟังเพลงภาษาอังกฤษนั้นจะเป็นประโยชน์กับเด็ก
แล้วเด็กน้อยก็เริ่มขอดูทุกคืนก่อนนอน ยิ่งนับวันยิ่งขอดูบ่อยขึ้นถี่ขึ้น เล่นโทรศัพท์เป็นมากขึ้น เริ่มกดเลือกเพลงเองเป็น กดหยุด กดเปลี่ยนเพลงเป็น จนผมเริ่มรู้สึกว่าเด็กน้อยเริ่มติดมันเข้าแล้ว
ผมจึงเป็นฝ่ายเริ่มคุยกับภรรยาอย่างจริงจังเพื่อออกมาตรการหักดิบ ด้วยการงดเล่นโทรศัพท์ให้ลูกเห็น ห้ามลูกจับโทรศัพท์และแท็บเล็ตของพ่อกับแม่เด็ดขาด ไม่ว่าลูกจะขอร้อง อ้อนวอน หรือร้องไห้โวยวายก็ห้ามใจอ่อน
                                                    คลิก! อ่านต่อมาตรการของคุณพ่อ

กินน้ำถูกวิธี ลดความอ้วน

กินน้ำถูกวิธี ลดความอ้วน ช่วยให้สุขภาพดี

กินน้ำถูกวิธี ลดความอ้วน การรักษารูปร่างให้สวยแข็งแรง เป็นเรื่องที่คุณแม่หลังคลอดอยากทำกันมาก แต่ติดอยู่ตรงที่ว่าต้องให้นมลูก ซึ่งก็ถูกต้องแล้วช่วงให้นมลูกไม่ควรงดอาหารกันนะคะ แต่ถ้าอยากผอมสวยสุขภาพดีแบบไม่ต้องเสียสุขภาพ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำแนะนำการ กินน้ำถูกวิธี ลดความอ้วน มาฝากคุณแม่กันค่ะ

 

กินน้ำถูกวิธี ลดความอ้วน : ประโยชน์ของน้ำต่อร่างกาย

ร่างกายของเราทุกคนประกอบไปด้วยน้ำมากถึง 60-75 % และน้ำก็เป็นสิ่งสำคัญที่ร่างกายจะขาดไม่ได้รองมาจากออกซิเจน หรืออากาศที่เราใช้หายใจกันในทุกๆ วัน  โดยธรรมชาติแล้วร่างกายจะใช้พลังงานจากอาหารที่ร่างกายสะสมไว้ ในกรณีที่เกิดขาดแคลนอาหาร หรืออดอาหาร ทุกคนจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้เป็นสัปดาห์ แต่ถ้าไม่ได้ดื่มน้ำแค่ 1-2 วัน ทำเอาร่างกายแย่กันเลยค่ะ

 

น้ำมีความสำคัญต่อระบบการย่อยอาหาร สารอาหารจากอาหารที่ทานกันในทุกวัน เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะต้องละลายน้ำก่อนจึงจะผ่านเยื่อบุลำไส้เข้าสู่ร่างกายตามกระแสโลหิต และหลอดน้ำเหลืองได้อย่างสมบูรณ์  และน้ำก็ยังช่วยในการขับถ่ายของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการใช้ออกจากร่างกาย  แล้วก็ยังช่วยในการรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกายด้วยค่ะ  นอกจากนี้น้ำยังมีประโยชน์กับร่างกายอีกหลายอย่าง คือ

  1. ช่วยลดการเกิดกลิ่นปาก
  2. ช่วยในการย่อยอาหาร
  3. ช่วยลดอาการท้องผูก
  4. ช่วยให้สมองทำงานได้ดี
  5. ช่วยรักษาสุขภาพไตให้แข็งแรง
  6. ช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ่วในไต
  7. ช่วยให้ดวงตาดูสดใส มีชีวิตชีวา
  8. ช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย
  9. ช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้คงที่
  10. ช่วยให้สุขภาพผิวดูมีน้ำมีนวลสดใส
  11. ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย
  12. ช่วยลดอาการการปวดศีรษะและไมเกรน
  13. ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ปรับสมดุลในร่างกาย
  14. ช่วยให้หัวใจทำงานได้อย่างเป็นปกติและมีประสิทธิภาพ

 

อ่านต่อ >> “ควรดื่มน้ำเท่าไหร่ถึงจะพอดีกับความต้องการ” หน้า 2

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

การโกยนม

10 เทคนิค ” การโกยนม ” ให้อึ๋ม เด้งดึ๋ง ไม่แพ้สาวแรกรุ่น!

อยากอึ๋ม อยากเปลี่ยนจากคัพเล็กให้เป็นคัพใหญ่ ต้องนี่เลยกับ 10 เทคนิค “การโกยนม ” ที่แม่ ๆ ไม่ควรพลาด!

 

 

นอกจากผู้หญิงจะต้องมีหน้าตาเป็นอาวุธแล้ว หน้าอกหน้าใจ ก็ต้องอึ๋มใหญชวนให้น่ามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคุณสามีของเรา ที่ชอบมักจะบ่นว่า ๆ เราเป็นคุณแม่คัพ A บ้าง นมไซส์เด็กอนุบาลบ้าง ทำเอาคุณแม่อย่างเราสูญเสียความมั่นใจกันไป แต่วันนี้นี่แหละค่ะ ที่เราจะมาเนรมิตหน้าอกหน้าใจของเราให้อึ๋มด้วยระยะเวลาเพียงไม่กี่นาที!

คุณแม่ ๆ เคยสงสัยกันไหมคะว่า ทำไมผู้หญิง ถึงจะต้องมีหน้าอก!กันด้วย

และนี่คือ คำตอบที่เราได้เตรียมเอาไว้ให้ค่ะ

เพราะธรรมชาติสร้างเราให้เกิดมาเป็นแม่ของลูก  ภายในหน้าอกของเรานั้น อุดมไปด้วยต่อมและเนื้อเยื่อไขมันมากมายระหว่างชั้นของผิวหนัง และผนังช่องอก โดยเนื้อเยื่อไขมันนี้เองค่ะ ที่เป็นตัวกำหนดขนาดและรูปร่างของหน้าอกผู้หญิงเรา ทั้งนี้ ในเต้านมนั้น ยังประกอบไปด้วยเส้นเลือดมากมาย รวมทั้งต่อมน้ำนมและท่อต่าง ๆ ที่สามารถขยายขึ้นได้ในช่วงที่มีการตั้งครรภ์

ผิวบริเวณนอกจะทำหน้าที่พยุงกล้ามเนื้อหน้าอกทั้งหมดระหว่างกล้ามเนื้อคอไว้ เพื่อไม่ให้หย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วงโลก

เช็ค! ทุกวันนี้ใส่บราถูกขนาดกันอยู่หรือเปล่า?

  1. เริ่มจากการนำสายวัดมาวัดรอบลำตัวเหนือหน้าอก ลอดใต้วงแขนให้แน่นและสามารถหายใจได้ปกติกันก่อน
  2. ให้หน่วยวัดเป็น “นิ้ว” นะคะ ถ้าได้เลขคี่ก็ให้ปัดไปเป็นเลขคู่ และให้ยึดตามตัวเลขนั้นเช่น วัดได้ 31 ก็ให้นับเป็น 32 เป็นต้น
  3. ใช้สายวัด ๆ รอบจุดที่นูนที่สุดของหน้าอก โดยให้วัดหลวม ๆ และหายใจได้ปกติ หน่วยวัดเป็นนิ้วเช่นกัน
  4. หลังจากที่ได้ขนาดของหน้าอกแล้วก็ให้เริ่มหาขนาดของคัพของตัวเองว่า อยู่ในคัพอะไรกันแน่ ยกตัวอย่างเช่น รอบอกวัดได้ 34 นิ้ว รอบลำตัววัดได้ 32 นิ้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ มีขนาดคัพ B โดยการวัดนั้นให้นำเอาผลลัพธ์ของรอบอกกับรอบลำตัวมาลบกัน หากพบว่า
    • ผลต่างมีค่าต่างกัน 1 นิ้วหรือน้อยกว่านั้น แสดงว่าหน้าอกจัดอยู่ในคัพ A
    • ผลต่างมีค่าเท่ากับ 2 นิ้ว แสดงว่าหน้าอกจัดอยู่ในคัพ B
    • ผลต่างมีค่าเท่ากับ 3 นิ้ว แสดงว่าหน้าอกจัดอยู่ในคัพ C
    • ผลต่างมีค่าเท่ากับ 4 นิ้ว แสดงว่าหน้าอกจัดอยู่ในคัพ D

อ่านเทคนิคการโกยนมได้ที่หน้าถัดไป


เครดิต: Pooyingnaka

ขมิบก้น

อยากฟิต อยากแซ่บเวอร์! การ ” ขมิบก้น ” ช่วยคุณได้

อยากเพิ่มความแซ่บให้กับชีวิตรักบนเตียง อย่าลืม “ขมิบก้น” ทุกวัน ๆ ละ 20 นาที!!

หนึ่งในปัญหาที่ทำเอาคนเป็นแม่อย่างเราหนักอกหนักใจก็คือ ปัญหาช่องคลอดหลวม ปัสสาวะเล็ด และจิ๋มเรอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะปฏิบัติภารกิจกับสามี เพราะงานนี้นอกจะอายจนเอาหน้ามุดผ้าห่มไม่ทันแล้ว ยังเล่นเอาหมดอารมณ์กันไปตาม ๆ กันอีกด้วย แล้วแบบนี้จะมีวิธีการบริหารหรือช่วยอะไรได้บ้างหรือไม่ อยากรู้ไปอ่านบทความนี้กัน

มาทำความรู้จักกับอุ้งเชิงกรานกันก่อน!

พื้นอุ้งเชิงกรานนั้นประกอบขึ้นด้วย เส้นใยกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน มีรูปร่างเป็นแผ่นบาง ๆ ที่ขึงอยู่ใต้กระดูกเชิงกราน โดยด้านหน้ายึดติดกับกระดูกหัวหน่าว และด้านหลังยึดติดกับกระดูกสันหลังส่วนใต้กระเบนเหน็บหรือก้นกบ

ขมิบก้น
เครดิตภาพ: CMU

 

หน้าที่ของกล้ามเนื้อพื้นอุ้งเชิงกราน

  • หดรัดตัวเมื่อคุณไอ จาม หรือออกแรงเบ่ง เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัสสาวะเล็ดโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • ช่วยพยุงอวัยวะในช่องท้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณอยู่ในท่ายืน
  • ช่วยปกป้องอวัยวะในอุ้งเชิงกรานจากความเสียหายภายนอก
  • ช่วยยึดอวัยวะในอุ้งเชิงกราน เช่น กระเพาะปัสสาวะ ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
  • ช่วยควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะ ลม และการเคลื่อนไหวของลำไส้
  • มีบทบาทหน้าที่ทางเพศขณะมีเพศสัมพันธ์ กล้ามเนื้อพื้นอุ้งเชิงกรานจำเป็นต้องแข็งแรงและมีความตึง หรือกำลังที่ เพียงพอเหมือนเช่นกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆของร่างกาย จึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กล้ามเนื้อพื้นอุ้งเชิงกรานอ่อนแรงเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง

  1. ใช้งานน้อยเกินไป กล้ามเนื้อพื้นอุ้งเชิงกรานต้องการการบริหารเช่นเดียวกับกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและทำงานได้ดี ฉะนั้น หากปราศจากการบริหารก็จะส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวนั้นอ่อนล้าได้
  2. การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร อาจส่งผลทำให้กล้ามเนื้อพื้นอุ้งเชิงกรานได้รับความเสียหาย
  3. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในสตรีวัยหมดระดู อาจมีส่วนทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอลงได้ แต่บทบาทด้านนี้ของฮอร์โมนยังคงมีข้อโต้แย้งกันอยู่
  4. วัยที่สูงมากขึ้น ทำให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง
  5. กล้ามเนื้อเสียหายจากการออกแรงเบ่งมากเป็นประจำเนื่องจากท้องผูก มีภาวะไอเรื้องรัง หรือโรคอ้วน เป็นต้น

จะเกิดอะไรขึ้นหากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแอ คลิก!

ปราบลูกเกรี้ยวกราด

บันได 6 ขั้น ช่วยพ่อแม่ ปราบลูกเกรี้ยวกราด

ปราบลูกเกรี้ยวกราด อย่างไรดี? ปัญหาหนักใจของพ่อแม่ที่ต้องเจอกันอยู่บ่อยๆ ก็คือเวลาที่ลูกเอาแต่ใจมากไป จนบางครั้งก็แสดงพฤติกรรมไม่น่ารักออกมา ไม่ว่าจะเป็นการกรีดร้อง ชอบโวยวาย ไม่ยอมจะต้องให้ได้เดี๋ยวนี้ตอนนี้ ฯลฯ พ่อแม่เห็นแล้วเครียดเลยใช่ไหมคะ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการปราบลูกมาให้ทราบค่ะ

 

ปราบลูกเกรี้ยวกราด

ก่อนที่จะไปพบกับวิธี ปราบลูกเกรี้ยวกราด เราในฐานะพ่อแม่มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า พฤติกรรม อารมณ์ร้ายๆ เกรี้ยวกราดที่ลูกแสดงออกมานั้น คืออะไรกัน…

อาการเกรี้ยวกราด รุนแรง หรือที่เรียกว่า Tantrum สามารถที่จะเกิดขึ้นได้กับเด็กตั้งแต่อายุ 1-4 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงวัยที่ยังควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกของตัวเองยังไม่ได้ดีพอ พ่อแม่ ผู้ปกครองเด็กในอีกหลายๆ ครอบครัว อาจกำลังสงสัยว่าถ้าเด็กๆ จะแสดงพฤติกรรมไม่น่ารักออกมานั้น ลักษณะอาการแบบไหนที่ถือว่าใช่อาการของ Tantrum กันบ้าง

เพื่อให้เข้าใจกันง่ายมากขึ้น ลองสังเกตอาการที่ลูกแสดงออกมาดังนั้นนี้กันค่ะ นั่นคือ…

– ร้องไห้แหกปาก ร้องกรี๊ด หวีดร้อง ตะโกน

– ทำหลังแอ่นงอ ตัวแข็งเกร็ง ลงไปนอนดิ้นพราดๆ ชักดิ้นชักงอ ร้องกลั้นหน้าเขียว

– เตะ ตี กัด ข่วน ดึงผม ชก เอาหัวโขก ผู้อื่น

– กัดตัวเอง ข่วนตัวเอง ดึงผมตัวเอง เอาหัวตัวเองโขกพื้น โขกกำแพง

– ทำข้าวของให้เสียหาย โดยตั้งใจ[1]

 

บทความแนะนำ คลิก >> พ่อหนุ่มเผย!“น้องมายู” ดื้อจนรับมือไม่ไหว ต้องพาพบจิตแพทย์ (มีคลิป)

เด็กๆ ที่บ้านเป็นอาการแบบนี้กันอยู่บ้างหรือเปล่าคะ ถ้ามีหนึ่งในอาการเหล่านี้ ลูกยังเล็กอยู่ค่ะ ให้รีบปรับแก้ไขพฤติกรรมของพวกกันนะคะ เพราะไม้อ่อนยังดัดง่าย แค่พ่อแม่ต้องรู้วิธีที่จะจัดการกับลูกให้ถูกต้องเหมาะสม ก็จะช่วยให้ลูกๆ กลายเป็นเด็กน่ารักสำหรับพ่อแม่ รวมถึงคนรอบข้างก็จะรักและเอ็นดูค่ะ  

อ่านต่อ ลูกเกรี้ยวกราดจัดการด้วยบันได 6 ขั้น หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ละสายตาจากลูก

เมื่อแม่ ละสายตาจากลูก ทำให้ของเล่นทับจนเสียชีวิต!

อีกหนึ่งอุทาหรณ์เตือนใจ! ของผู้ปกครองหลาย ๆ คน ที่ชอบประมาทด้วยการ ละสายตาจากลูก เป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียเพียงแค่เสี้ยววินาที!

 

 

คุณพ่อคุณแม่คะ ทราบหรือไม่คะ อีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตของเด็ก ๆ นั้นเกิดจาก การที่คุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือผู้ปกครองนั้นละสายตาจากลูก และวัยที่เกิดเหตุบ่อยที่สุดก็คือ เด็กที่อยู่ในวัยเตาะแตะและวัยกำลังซน

จริงอยู่ที่คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองอาจจะคิดว่า ลูกหลานโตแล้ว ดูแลตัวเองได้ หรือแม้แต่ความคิดที่ว่า สถานที่ ๆ ลูกกำลังเดินหรือเล่นอยู่นั้นปลอดภัยแล้ว แต่ความคิดเช่นนั้น ถือเป็นความประมาทที่น่ากลัวและอันตรายต่อชีวิตของเด็ก ๆ มากที่สุดจริงเลยละค่ะ

เช่นเดียวกับคลิปที่เรานำมาฝากในวันนี้ เป็นคลิปที่เกิดขึ้นกับครอบครัวหนึ่งในเมืองเฉินตูของประเทศจีน ที่คุณแม่พาลูกไปเที่ยวในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง โดยที่ผู้เป็นแม่นั้นเลือกที่จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าลูกชายของตัวเอง ที่มีอายุประมาณ 1 ปี

และด้วยความไร้เดียงสาของหนูน้อย ก็รู้สึกสนใจกับของเล่นที่อยู่ตรงหน้า จึงพยายาบแอบปีนขึ้นไปบนเครื่องเล่นรถไฟหมุนหยอดเหรียญที่กำลังทำงานอยู่นั้น ทับร่างของหนูน้อยจนเสียชีวิต!!

และจากคลิปดังกล่าว ก็จะเห็นได้ว่า ผู้เป็นแม่นั้นยังคงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายตัวเองเลยเสียด้วยซ้ำ!

ชมคลิปที่ว่านี้ได้ที่หน้าถัดไปเลยค่ะ

ท่านวดช่วยลูกสบายท้อง

ท่านวดช่วยลูกสบายท้อง

ท่านวดช่วยลูกสบายท้อง หลังจากการทานนมอิ่มแล้วเป็นหนึ่งในวิธีที่จะทำให้ลูกเรอเอาลมออกจากท้อง เป็นการช่วยลดอาการแหวะนมได้ค่ะ ซึ่งการที่ลูกแหวะนมก็เพราะระบบการย่อยอาหารยังไม่สมบูรณ์ และเพื่อให้ลูกไม่แหวะนมหลังทานมอิ่ม และเป็นการช่วยให้สบายท้อง คุณแม่สามารถนวดให้ลูกรู้สึกสบายท้องขึ้นได้ค่ะ

 

ท่านวดช่วยลูกสบายท้อง

การใช้ ท่านวดช่วยลูกสบายท้อง อาจเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดอาการแหวะนมให้ลูกได้ แต่การเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับลูกก็คือ การให้เขาได้ทานนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด นั่นก็เพราะว่าในน้ำนมแม่มีโปรตีนที่ย่อยง่าย และดีต่อสุขภาพลำไส้รวมถึงระบบย่อยของลูกด้วย

การที่ลูกทานนมไม่ว่าจะเป็นจากอกแม่ หรือทานจากขวดนั้น บ่อยครั้งที่ลูกอาจกลืนเอาลมเข้าท้องไปพร้อมกับน้ำนมได้ ซึ่งลมที่เข้าไปจะเกิดเป็นฟองอากาศในกระเพาะอาหาร และมักทำให้ลูกร้องไห้งอแง อึดอัดแน่นไม่สบายท้อง จนทำให้ต้องแหวะเอานมออกมา ซึ่งการช่วยให้ลูกสบายท้องมีอยู่หลายวิธี แต่หนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้ลูกรู้ผ่อนคลายสบายท้อง ก็คือการนวดท้องนวดตัวให้ลูกค่ะ

ท่านวดช่วยลูกสบายท้องสามารถทำได้ง่ายๆ

  • ให้คุณแม่เริ่มจากการวางมือข้างหนึ่งลงบนหน้าอกของลูก
  • จากนั้นให้ใช้ฝ่ามือค่อยๆ กดไล่ลงมาจนถึงบริเวณใต้สะดือ
  • แล้วใช้มือทั้ง 2 ข้างสอดใต้บริเวณสันหลังของลูก แล้วให้หัวแม่มือนวดวนเป็นวงกลมบริเวณท้องลูก เพื่อช่วยไล่ลม

การนวดอาจเป็นแค่วิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกสบายท้องได้ แต่การให้ลูกได้ทานนมที่เหมาะสมตั้งแต่แรกเกิดนั้นสำคัญมากกว่าค่ะ เพราะจะช่วยลดอาการไม่สบายท้องต่างๆ ลงได้ และก็อย่างที่ทราบกันดีว่าน้ำนมแม่ดีที่สุดสำหรับลูกตั้งแต่แรกเกิด นมแม่มีโปรตีนที่ย่อยง่าย ทำให้ระบบย่อยอาหารสามารถดูดซึมไปใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ช่วยลดอาการไม่สบายท้องที่เกิดขึ้นลงได้

ทั้งนี้หากคุณแม่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ นมแพะก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง  เพราะนมแพะโปรตีนนุ่มที่ย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ง่าย และรวดเร็ว นอกจากนี้ นมแพะยังมีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ คือ Apocrine (อะโพไคร์น) ซึ่งแตกต่างจากนมทั่วๆไป ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชิตในปริมาณสูงที่เรียกว่า Bioactive Components (ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์) ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ตามธรรมชาติ (Natural Nucleotide) 5 ชนิด ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน มีสารโพลีเอมีนส์ (Polyamines) ช่วยส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์ มีโกรทแฟคเตอร์ (Growth factor) ชนิดไอจีเอฟวัน (IGF-1) และทีจีเอฟ เบต้า (TGF- β) ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต และทอรีน ที่ช่วยให้การทำงานของจอประสาทตาดีขึ้น

 

ที่สำคัญคือ นมแพะ อุดมไปด้วย โปรตีนCPP โปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมนำไปใช้ได้รวดเร็ว

ซึ่ง CPP (Casein Phosphopeptides) คือ โปรตีนนุ่ม ในนมแพะมีลักษณะที่นุ่ม ย่อยง่าย ช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ และโปรตีนในนมแพะยังเป็นโปรตีนคุณภาพดีที่เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้ในนมแพะมีแอลฟาเอสวันซึ่งย่อยยากในปริมาณที่ต่ำ ทำให้นมแพะถูกย่อยและดูดซึมง่าย ลูกจึงสบายท้อง ห่างไกลจากอาการท้องอืด ทำให้ลูกเจริญเติบโตได้เต็มที่ และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ช่วยให้ลูกรักมีพัฒนาการที่ดีสมวัย

ลูกดื่มน้ำน้อย

ระวัง! ลูกดื่มน้ำน้อย อาจทำให้เป็น “นิ่ว”!

การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายควรดื่มอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน แต่เมื่อลูกห่วงทำกิจกรรมต่าง ๆ จนเพลิน ทำให้เกิดปัญหา ” ลูกดื่มน้ำน้อย “ กว่าปกติ

 

 

คุณพ่อคุณแม่ทราบกันหรือไม่คะว่า ความจำเป็นในส่วนของปริมาณการดื่มน้ำในแต่ละวันนั้น ขึ้นอยู่กับอายุของลูกเป็นสำคัญ จากผลการศึกษาทางการแพทย์ในหลาย ๆ ประเทศนั้นพบว่า “การให้ลูกดื่มน้ำในช่วงอายุก่อน 6 เดือนนั้น อาจทำให้เกิดอันตรายมากกว่าประโยชน์ที่ลูกจะได้รับ” เนื่องจาก ลูกจะเกิดการอิ่มน้ำ ทำให้ดูดนมแม่ได้น้อยลง ส่งผลให้ถ่ายอุจจาระลดลงเช่นกัน นอกจากนี้เมื่อลูกดูดนมแม่ได้น้อย ลูกก็จะได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายไม่เพียงพอ ทำให้เป็นโรคขาดสารอาหารตามมา แต่สิ่งที่เป็นอันตรายกับลูกมากที่สุดก็คือ “การเกิดภาวะน้ำในร่างกายผิดปกติ” และระดับของแร่ธาตุโซเดียมในร่างกายมากเกินไป ส่งผลโดยตรงต่อสมอง อุณหภูมิในร่างกาย การทำงานของไต ทำให้เกิดอาการตับบวม ชัก หรือบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้! ดังนั้น “น้ำ” จึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือน

คุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลไปนะคะว่า ลูกจะไม่ได้ดื่มน้ำเลย เพราะน้ำนมแม่นั้น มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 88 เปอร์เซ็นเลยละค่ะ และแน่นอนว่า เพียงพอต่อความต้องการของลูก ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเด็กแรกเกิดไปจนถึงอายุ 6 เดือนจึงไม่จำเป็นที่จะต้องได้รับน้ำเพิ่มอีก แต่ถ้าหากคุณแม่มีความจำเป็นต้องให้ลูกดื่มนมผง คุณแม่ก็ควรหลีกเลี่ยงการชงนมที่เจือจางมากจนเกินไป เพราะอาจส่งผลให้ความสมดุลของน้ำในร่างกายของลูกเกิดความผิดปกติขึ้นได้

ซึ่งอายุที่เหมาะสมของลูกที่จะเริ่มดื่มน้ำนั้นก็คือ อายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป แต่ในช่วงแรกคุณแม่ควรจำกัดปริมาณน้ำที่จะให้ลูกดื่มกันด้วยนะคะ โดยเริ่มต้นที่ประมาณไม่เกิน 2 – 4 ออนซ์ต่อวัน และอาจจะให้จิบน้ำหลังจากที่ลูกได้ทานอาหารเสริมเสร็จแล้ว และเมื่อลูกเริ่มโตขึ้น ปริมาณน้ำที่ลูกจะสามารถดื่มได้ก็จะเพิ่มขึ้นไปตามลำดับค่ะ

ลูกดื่มน้ำน้อย ส่งผลเสียอย่างไรบ้าง? คลิก! 


เครดิต: Dek-D และ www.mathgamecenter.com , www.cloverdrink.com

ดูแลสุขภาพลำไส้ลูก ด้วยธรรมชาติ

ดูแลสุขภาพลำไส้ลูก ด้วยธรรมชาติ

ดูแลสุขภาพลำไส้ให้ลูก ด้วยธรรมชาติ คุณแม่สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ลูกแรกคลอดด้วยการให้ทานนมแม่ เพราะในนมแม่มีพรีไบโอติกจากธรรมชาติ ที่ดีต่อสุขภาพลำไส้ของลูกวัยทารก เป็นการช่วยสร้างสมดุลในลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี และยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ลูกน้อยได้อีกด้วย

 

ดูแลสุขภาพลำไส้ลูก ด้วยธรรมชาติ

คุณแม่รู้หรือไม่ว่าการ การดูแลสุขภาพลำไส้ให้ลูกน้อย สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการให้ลูกได้ทานนมแม่ตั้งแต่แรกคลอด เพราะลำไส้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เฉพาะการย่อยและดูดซึมสารอาหารเท่านั้น แต่ลำไส้ยังทำหน้าที่เป็นเสมือนศูนย์กลางของพัฒนาการต่างๆ ของร่างกายด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากลูกมีสุขภาพลำไส้ที่ดี พัฒนาการทุกด้านของลูกก็ย่อมดีตามไปด้วยอย่างปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะ

ฉะนั้นจำเป็นอย่างมากที่คุณแม่จะต้องช่วยดูแลสุขภาพลำไส้ให้ลูกด้วยธรรมชาติ ซึ่งธรรมชาติที่ว่านี้ก็คือ การส่งเสริมให้ลูกได้ทานนมแม่นั่นเองค่ะ คืออย่างที่บอกไปว่าในนมแม่นั้นมีสารอาหารอย่าง “พรีไบโอติก” ที่ดีต่อสุขภาพลำไส้ของลูกมากๆ แล้วก็ยังมีสารอาหารที่หลากหลายครบถ้วน รับรองว่าลูกทานแล้วได้ทั้งคุณค่าสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ช่วยลดการเกิดความเจ็บป่วยต่างๆ ของลูกอีกด้วยค่ะ

 

พรีไบโอติก (Prebiotics) สำคัญต่อลูกน้อยอย่างไร?

พรีไบโอติกมีประโยชน์ต่อการเสริมสร้างภูมิต้านทานลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ…

  • การช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้
  • ลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรคในลำไส้
  • การช่วยส่งเสริมเยื่อบุเมือกของลำไส้ให้แข็งแรงขึ้น
  • และการลดอุบัติการณ์ของการติดเชื้อต่างๆ

นมแม่ดีที่สุดสำหรับลูกค่ะ แต่กับคุณแม่อีกหลายๆ คนที่ไม่สามารถให้นมแม่กับลูกได้ อาจต้องหาตัวช่วยที่ต้องมีสารอาหารธรรมชาติอย่างพรีไบโอติกด้วย ดังนั้นการเลือกนมให้กับลูกวัยทารกจำเป็นที่จะต้องดูในเรื่องของสารอาหารต่างๆ ด้วย อย่าง “นมแพะ” ก็เป็นหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีสารอาหารธรรมชาติอย่าง “พรีไบโอติก” นั่นเพราะนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง มีพรีไบโอติก ชนิด Oligosaccharide เช่น Inulin และ Oligofructose ซึ่งเป็นใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหาร เพราะทนต่อน้ำย่อย กรด ด่าง ในกระเพาะและลำไส้ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ เช่น แลคโตบาซิลัส และบิฟิโดแบคทีเรีย จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ลดการอักเสบบริเวณลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง

ซึ่งผลที่ตามมาคือ ทำให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่ดี นอกจากนี้นมแพะอุดมไปด้วย CPP หรือ Casein Phosphopeptides ที่เป็นโปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาเรื่องน้ำนมแม่ค่ะ

เด็กจมน้ำ

คลิป! ช่วย “เด็กจมน้ำ” เตือนใจอย่าปล่อยลูกหลานเล่นน้ำลำพัง

ชมคลิปดังโลกโซเชียล นาทีช่วยชีวิต “เด็กจมน้ำ” เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจพ่อแม่และผู้ปกครองทุกคน ที่ชอบปล่อยลูกกเล่นน้ำตามลำพัง!!

Continue reading “คลิป! ช่วย “เด็กจมน้ำ” เตือนใจอย่าปล่อยลูกหลานเล่นน้ำลำพัง”

ออมเพื่อให้ตามรอยพ่อ

ศิริราช ปิยมหาราชฯ ชวนคนไทยออมเงินแลก “กระปุกสัญลักษณ์ทรงงาน”

โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เปิดตัวโครงการดี ๆ ชวนพี่น้องชาวไทยออมเงินเพื่อแลก ” กระปุกสัญลักษณ์ทรงงาน ” ร่วมสมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา

 

 

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ได้ออกมาเปิดเผยโครงการดี ๆ ชักชวนคนไทยออมเงินเพื่อแลก กระปุกสัญลักษณ์ทรงงาน ร.9 ผ่านเว็บไซต์ http://www.savingforgiving.com/ ว่า

ออมเพื่อให้ตามรอยพ่อ
เครดิต: โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

เป็นโครงการที่ต้องการรณรงค์ส่งเสริมการออมและการแบ่งปันแก่สังคมไทย โดยออมเงินในกระปุกส่วนตัวนำมาแลกกระปุกที่ระลึกสัญลักษณ์อุปกรณ์ทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยจะนำเงินออมร่วมสมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา อาคารศูนย์การแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ข้อ ดังต่อไปนี้

  1. เพื่อรำลึกถึงพระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นแบบอย่างในการออมตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และได้พระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแก่ประชาชนเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และได้ปลูกฝังให้ประชาชนรู้จักการออมและการใช้จ่ายเงินอย่างพอเพียง เมื่ออยู่อย่างพอเพียงก็สามารถเป็น “ผู้ให้” คืนกลับสู่สังคมและประเทศชาติได้
  2. เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงพระราชทานนามอาคารโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ หนึ่งในโครงการพัฒนาศิริราชสู่การเป็นสถาบันทางการแพทย์ชั้นเลิศในระดับเอเชียอาคเนย์ ด้วยรูปแบบการบริหารจัดการพิเศษเพื่อให้มีรายได้ที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน และนำรายได้กลับคืนสู่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลต่อไป
ดูแบบของกระปุกสัญลักษณ์ทรงงานได้ที่หน้าถัดไป
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a กับ b

ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ a กับ b ต่างกันอย่างไร ?

ไขข้อสงสัยของคุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คน ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ a กับ b ต่างกันอย่างไร ? ทำไมถึงเรียกชื่อ”ไข้หวัดใหญ่” ไปเลยเฉย ๆ ไม่ได้  วันนี้เรามีคำอธิบายมาฝากค่ะ

 

 

ช่วงหน้าฝนแบบนี้ โรคที่ผู้ปกครองทุกคนรู้สึกหวาดกลัวที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น “โรคไข้หวัดใหญ่” เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในโรคยอดฮิตติดดาวที่มีผู้ป่วยเด็กครองอันดับสถิติการป่วยกันมากที่สุดแทบจะทุกโรงพยาบาล  แต่คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยกันหรือไม่คะว่า เจ้าไข้หวัดใหญ่ที่ว่านี้ มีทั้งหมดกี่สายพันธุ์กันแน่  และในแต่ละสายพันธ์ุ์นั้น มีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วทำไมเราถึงเรียกว่าไข้หวัดใหญ่เฉย ๆ ไม่ได้

ไข้หวัดใหญ่คืออะไร มีกี่สายพันธุ์ ?

ไข้หวัดใหญ่ เป็นอาการหนึ่งที่ร่างกายได้รับการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Influenza ที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน  ไข้หวัดใหญ่สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายสายพันธุ์ด้วยกันได้แก่

  1. สายพันธุ์ A
  2. สายพันธุ์ B
  3. สายพันธุ์ C

แต่สำหรับในสายพันธ์ C นั้น ถือว่ามีความรุนแรงน้อย อีกทั้งไม่ได้ทำให้เกิดการระบาดของโรคแต่อย่างใด จึงไม่นับรวมอยู่ในกลุ่มของไข้หวัดใหญ่ค่ะ ผิดกับ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a กับ b ที่สามารถแยกย่อยออกได้ดังนี้

  • ไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A (H1N1)
  • ไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A (H3N2)
  • ไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ B ตระกูล Victoria
  • ไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ B ตระกูล Yamagata

ซึ่งสายพันธุ์ที่พบบ่อยที่สุดจนเป็นเหตุให้มีการเสียชีวิตนั้นก็คือ ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A ชนิด H1N1 นั่นเองค่ะ

ใครคือกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่?

  • เด็ก ที่อายุน้อยกว่า 2 ปี จนถึง 5 ปี
  • ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป
  • หญิงตั้งครรภ์ และผู้หญิงที่อยู่ในระยะ 2 สัปดาห์หลังคลอด
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง

ทำความรู้จักกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่าง ๆ เพิ่มเติมคลิก!


เครดิต: Sanook และ สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

โรคอุจจาระร่วงในเด็ก

โรคอุจจาระร่วงในเด็ก ประสบการณ์ตรงที่แม่อยากแชร์

โรคอุจจาระร่วงในเด็ก คืออะไร? ทำไมถึงอันตรายต่อชีวิตลูก ทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กัน กับเรื่องจริงที่แม่อยากแชร์!

คุณแม่ท่านนี้ได้โพสต์เรื่องราวของลูกผ่านเว็บไซต์ดังอย่าง Pantip ว่า ลูกเริ่มมีอาการเป็นไข้รุมเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา แล้วก็ถ่ายบ่อยมาก พาเขาไปหาหมอ หมอก็ตรวจอาการกลับบ้านมาได้ยาฆ่าเชื้อ ยาแก้ไข้ และยาแก้ท้องเสียมากิน วันต่อมาอาการไม่ดีขึ้นกลับดูยิ่งแย่ลง อึตอนนี้เป็นมูกและมีเลือดปน ไข้ก็ไม่ยอมลดแต่เพิ่มขึ้นเลยพาเข้าไปหาหมออีกทีวันศุกร์ หมอเห็นอาการไม่ดี แบบนี้ค่อนข้างอันตรายเพราะลูกวัดไข้มาได้ 39.2 องศา อาการคือ ไข้ขึ้นสูง ท้องเสียรุนแรง ถ่ายมากกว่าวันละ 6 รอบนอกจากนั้นลักษณะอึเป็นมูกและเลือดปน ข้าวไม่ค่อยยอมกิน หมอเดาว่าคงเกิดอาการติดเชื้อจึงต้องแอดมิดเข้าโรงพยาบาลนอนไปได้วันแรกหมอก็เข้ามาดูอาการเขามีอาการซึมลงไป ยังอึบ่อย ต้องเจาะให้น้ำเกลือน่าสงสารลูกมาก

แต่หมอก็ยังตรวจไม่พบเชื้อเดาว่าเชื้อคงกระจายตัว นอนอยู่โรงพยาบาลสองวันอาการยังไม่โอเค หมอว่ายัง 50-50 เพราะส่วนหนึ่งลูกไม่ค่อยยอมกินยาด้วยทางที่ดีคือให้ยาทางสายน้ำเกลือวันต่อมาในที่สุดก็พบเชื้อจนได้เป็นเชื้ออุจจาระร่วงชนิด salmonella group B

วันที่สามร่าเริงขึ้นมากและยอมกินข้าว คราวนี้กินเยอะมาก ปกติไม่ยอมกินข้าวเละ ๆ พวกข้าวต้มพวกโจ๊ก แต่คราวนี้กินเยอะกินดีมากและระหว่างวันก็ร้องจะอั้ม ๆ ไม่ก็ปัง ๆ (ชอบกินขนมปัง) อันนี้ถือว่าดีเลย ไข้ตอนนี้ไม่มีแล้ว หมอให้กลับบ้านได้ในวันที่3 ก็เก็บข้าวของกลับบ้านเลย อยากกลับบ้านจะแย่ แต่กลับบ้านมาปุ๊บน้ำมูกดันไหล เหมือนจะหวัดต่อ หมอให้ยามากินเหมือนเดิมโดยยาฆ่าเชื้อต้องกินติดต่อกันอีก 1 อาทิตย์ นัดอีกทีก็วันศุกร์หน้า หมดค่ารักษาค่ายาคราวนี้ปาดเหงื่อเลยละคะ

ดังนั้นป้องกันไว้ดีกว่านะคะเอามาแชร์ประสบการณ์กันคะ ไม่เป็นจะดีกว่ามาก ๆ ลูกน่าสงสาร ยิ่งตอนแบ่งอึนี่ทรมานหน้าแดงร้องไห้จ้าเลย เจ็บจริง ๆ ท่าทาง และยังต้องเสียค่าดูแลค่ารักษาอีก

เชื้อโรคนี้มาจากเนื้อสัตว์เป็นส่วนใหญ่แต่ก็มีสาเหตุจากผักได้ด้วย นมที่ชงแล้ววางทิ้งไว้ อาหารที่วางทิ้งไว้ ก็เป็นเหตุให้เกิดเชื้อพวกนี้ได้ ทางที่ดีพยายามรักษาความสะอาด ลูกอายุ 1ขวบ5เดือน กำลังเป็นช่วงหยิบจับมั่วเลย ต้องคอยเช็ดมือ อาหารต้องทำให้ร้อนสุกใหม่ๆน่าจะช่วยได้มาก

ทำความรู้จักกับโรคเพิ่มเติมได้ที่หน้าถัดไป


เครดิต: Pantip

สารอาหารสำคัญสำหรับพัฒนาสมองเด็ก

การพัฒนาร่างกายและระบบประสาทเกิดอย่างรวดเร็วใน 2 ปีแรกของชีวิต ทั้งการสร้างเซลล์ประสาท เส้นใยประสาทและปริมาณเนื้อสมองที่เพิ่มหลายสิบเท่าจากขณะอยู่ในครรภ์ ปัจจุบันข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของสารอาหารต่างๆที่มีผลต่อสมองของทารก ทารกที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทั้งทางกาย พัฒนาการ การเรียนรู้ และสติปัญญา ดังนั้นเด็กควรได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อพัฒนาสมองได้เต็มศักยภาพ1-2

นมแม่ อาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก อุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆในสัดส่วนและปริมาณที่เหมาะสม ในที่นี้จะกล่าวถึงสารอาหารสำคัญบางชนิดในนมแม่ ที่มีผลต่อการเจริญของสมองและระบบประสาทในเด็ก

โปรตีน ในนมแม่มีปริมาณที่เหมาะสมสำหรับทารก ย่อยและดูดซึมได้ง่าย นมแม่ช่วยต้านทานโรค ลดการติดเชื้อ ปกป้องทารกจากการเจ็บป่วยอันเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมกระตุ้นพัฒนาการ3-4  ช่วยการดูดซึมแร่ธาตุและสารอาหารอืนๆ และโปรตีนยังเป็นแหล่งของกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายจะนำไปใช้ในการเจริญเติบโต

แอลฟา-แล็คตัลบูมิน (Alpha-lactalbumin) เป็นโปรตีนเวย์ชนิดหนึ่งในนมแม่ ซึ่งประกอบด้วยกรดอะมิโนสำคัญคือ ทริปโตเฟน ไลซีน และ ซิสเตอีน ทริปโตเฟนที่มีมากในนมแม่ ช่วยในการสร้างสารสื่อประสาทเซโรโทนิน ที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ การเรียนรู้จดจำ ความจำและอารมณ์ ซึ่งจากการศึกษาพบว่ารูปแบบและคุณภาพของการนอนที่ดี อาจส่งผลถึงความจำและการเรียนรู้ของเด็กได้5-7

ดีเอชเอ (DHA) เป็นกรดไขมันชนิดหนึ่ง สังเคราะห์ในร่างกายได้จากโอเมก้าสามซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็น นอกเหนือจากการเป็นแหล่งให้พลังงานแล้ว ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของ เนื้อเยื่อประสาท สมอง เยื่อหุ้มใยประสาทและเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆ ทารกที่เกิดก่อนกำหนด และทารกที่เกิดครบกำหนดบางคนในช่วงอายุ 3-6 เดือนแรก ร่างกายอาจยังไม่สามารถสังเคราะห์ ดีเอชเอ ได้เพียงพอกับความต้องการ จึงอาจต้องได้รับ ดีเอชเอ บางส่วนเพิ่มเติมจากอาหาร โดยเฉพาะจากนมแม่8-11

โคลีนและลูทีน สร้างสารสื่อประสาทและเยื่อหุ้มใยประสาท12-13 ลูทีนเป็นหนึ่งในกลุ่มของแคโรทีนอยด์ พบมากในจอประสาทตา เกี่ยวข้องกับการมองเห็น และเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้จดจำ14

นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุรวมถึงสารอาหารอื่นอีกมากในนมแม่ ที่มีผลต่อการเจริญและพัฒนาของสมองทารก เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี ไอโอดี ทองแดง โฟเลท เป็นต้น สารอาหารแต่ละชนิดมีบทบาท เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาทและสมองที่แตกต่างกัน

การเสริมอาหารตัวใดตัวหนึ่งอาจไม่สามารถทำหน้าที่ในการสร้างหรือพัฒนาระบบประสาทได้เพียงลำพัง ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของสารอาหารหลากหลายชนิด จะเห็นจากหลายการศึกษาที่ผ่านมา ไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงผลของการเสริมสารอาหารบางชนิดเพียงตัวเดียว แม้ทราบว่าสารอาหารนั้นมีผลกับสมอง พัฒนาการ การเรียนรู้จดจำก็ตาม

มีการศึกษาผลจากการให้สารอาหารหลายชนิดร่วมกัน โดยเป็นการศึกษาแบบสังเกต หาค่าปริมาณดีเอชเอ โคลีน และลูทีนที่ทารกได้รับจากนมแม่ และวัดความสามารถในการจดจำของทารกที่อายุ 6 เดือน โดยการวัดระดับของสารอาหารเหล่านี้จากน้ำนมแม่ของผู้เข้าร่วมการศึกษา และวัดคลื่นไฟฟ้าสมองชนิดอีอาร์พี (ERP: event related potential) ในทารก พบว่าในรายที่ได้รับลูทีนกับโคลีนที่สูง หรือ ดีเอชเอกับโคลีนที่สูง สัมพันธ์กับลักษณะคลื่นสมองซึ่งบ่งบอกถึงความสามารถในการจดจำที่ดีกว่า15

สรุป  สารอาหารหลายชนิดมีบทบาทสำคัญต่อ สมอง พัฒนาการ และการเจริญเติบโตของเด็ก ทั้งโปรตีน แอลฟา แล็คตัลบูมิน ดีเอชเอ โคลีน ลูทีน วิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆในปริมาณที่เหมาะสม ให้ในเวลาช่วงวัยที่เหมาะสม ล้วนมีผลสมอง และพัฒนาการของเด็กทั้งสิ้น การให้ความสำคัญกับสารอาหารตัวหนึ่งตัวใดเพียงตัวเดียว อาจไม่เพียงพอในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก และนอกจากอาหารแล้ว สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู การกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัย ก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรให้ความใส่ใจกับทุกด้าน เพื่อส่งเสริมให้ลูกได้เติบโตแข็งแรง เฉลียวฉลาดสมวัย และพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Dobbing J, Sands J. Quantitative growth and development of human brain. Arch Dis Child. 1973 Oct;48(10):757–67.
  2. Prado EL, Dewey KG. Nutrition and brain development in early life. Nutr Rev. 2014 Apr;72(4):267–84.
  3. Lönnerdal B. Bioactive Proteins in Human Milk: Health, Nutrition, and Implications for Infant Formulas. J Pediatr. 2016 Jun;173, Supplement:S4–9.
  4. Donovan SM. The Role of Lactoferrin in Gastrointestinal and Immune Development and Function: A Preclinical Perspective. J Pediatr. 2016 Jun;173 Suppl:S16–28.
  5. Schneider N, Mutungi G, Cubero J. Diet and nutrients in the modulation of infant sleep: A review of the literature. Nutr Neurosci. 2016 Nov 21;0(0):1–11.
  6. Huber R, Born J. Sleep, synaptic connectivity, and hippocampal memory during early development. Trends Cogn Sci. 2014 Mar;18(3):141–52.
  7. Lien EL. Infant formulas with increased concentrations of α-lactalbumin. Am J Clin Nutr. 2003 Jun 1;77(6):1555S – 1558S.
  8. Lauritzen L, Brambilla P, Mazzocchi A, Harsløf LBS, Ciappolino V, Agostoni C. DHA Effects in Brain Development and Function. Nutrients. 2016 Jan 4;8(1):6.
  9. Calder PC. Docosahexaenoic Acid. Ann Nutr Metab. 2016 Nov 15;69(Suppl. 1):7–21.
  10. Brenna JT, Carlson SE. Docosahexaenoic acid and human brain development: Evidence that a dietary supply is needed for optimal development. J Hum Evol. 2014 Dec;77:99–106.
  11. Meldrum S, Simmer K. Docosahexaenoic Acid and Neurodevelopmental Outcomes of Term Infants. Ann Nutr Metab. 2016 Nov 15;69(Suppl. 1):22–8.
  12. González HF, Visentin S. Micronutrients and neurodevelopment: An update. Arch Argent Pediatr. 2016 Dec 1;114(6):570–5.
  13. Ramel SE, Georgieff MK. Preterm Nutrition and the Brain. Vol. 110. Karger Publishers; 2014
  14. Erdman JW, Smith JW, Kuchan MJ, Mohn ES, Johnson EJ, Rubakhin SS, et al. Lutein and Brain Function. Foods Basel Switz. 2015 Dec;4(4):547–64.

15. Cheatham CL, Sheppard KW. Synergistic Effects of Human Milk Nutrients in the Support of Infant Recognition Memory: An Observational Study. Nutrients. 2015 Nov 3;7(11):9079–95.

ทุกสัมผัสห่วงใยจากแม่ สัมผัสปลอดภัยกับ “ฟอร์ด เอเวอเรสต์”

เพราะหน้าที่แม่ไม่ได้หยุดอยู่แค่วันนี้ แต่ต้องทำทุกวันเพื่ออนาคตที่ดีของลูก และแน่นอนว่าความปลอดภัยในทุกย่างก้าวก็เป็นเรื่องสำคัญ ทุกสัมผัสของความห่วงใยที่แม่มีให้ลูกหนึ่งในนั้นคือความปลอดภัยในทุกการเดินทาง และปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้แม่คือคนขับรถที่รู้ใจลูก จึงไม่แปลกที่แม่จะเลือกรถยนต์ที่มีความปลอดภัยสูงสำหรับครอบครัว

ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะพาไปสัมผัสรถยนต์ครอบครัว ที่มีความปลอดภัยในการใช้งานไปกับทุกเส้นทางกันค่ะ ครั้งนี้เรามีคุณแม่ลูกสอง ที่ได้เปิดประสบการณ์ในการใช้งานจริงกับรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ที่ขอบอกว่าใช้งานง่าย คุณแม่ สามารถขับพาไปส่ง-ไปรับที่โรงเรียนแบบสบายๆ แถมวันหยุดคุณแม่ยังขับพาลูกๆ ออกไปเที่ยวเปิดประสบการณ์ใหม่ยัง สถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆ ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก เอาเป็นว่าเราไปร่วมสัมผัสเปิดประสบการณ์ครั้งนี้กับคุณแม่กันค่ะ

สำหรับแม่ลูกอ่อนอย่างเราๆ หากจะเลือกขับรถสักหนึ่งคัน สิ่งที่คิดถึงเป็นอย่างแรกคือ ความปลอดภัยและความสะดวกสบายของลูก อย่างที่สองคือความคล่องตัวขับง่าย อย่างสุดท้ายคือความคุ้มค่า รถยนต์ฟอร์ดเอเวอเรสต์ตอบโจทย์แม่ๆ อย่างเราได้ครบทุกข้อเลยค่ะ ในชีวิตประจำวันของแม่ๆ เราใช้ชีวิตอยู่ในรถประมาณวันละ 4 ชั่วโมง อย่างแม่เพนทุกวันจันทร์-ศุกร์ จะต้องไปรับ-ส่งพรีมลูกสาวคนโตไปโรงเรียนโดยมีพีทลูกชายคนเล็กนั่งไปด้วย ซึ่งพีทเป็นเด็กที่ไม่ชอบที่แคบๆ และไม่ชอบอยู่เฉยๆ (หรือซนนั่นเองค่ะ)

เราจึงอยากได้รถยนต์ที่มีห้องโดยสารกว้างขวาง เพื่อให้เด็กๆ ไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไปเมื่อถึงเวลารถติด และเรายังต้องการความปลอดภัยตลอดการเดินทางด้วย รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์มีพื้นที่ที่กว้างพอที่จะใส่คาร์ซีทและบูสเตอร์ซีทได้อย่างสบายๆ  ซึ่งหากวันไหนให้คุณพ่อเป็นคนขับ ก็ยังมีพื้นที่ตรงกลางให้แม่เพนนั่งเพื่อคอยดูแลลูกทั้ง 2 คนได้อีกด้วย และที่สำคัญรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ยังรองรับการติดตั้งคาร์ซีทแบบ ISOFIX อีกด้วย แม่เพนอยากได้รถที่รองรับการติดตั้ง ISOFIX มานานมากแล้วค่ะ เพราะการติดตั้งแบบ ISOFIX เป็นระบบการติดตั้งคาร์ซีทที่ทันสมัย ปลอดภัย และ สะดวกกว่าการใช้ระบบเข็มขัดรถยนต์ รถยนต์คันเก่าของแม่เพนใช้ระบบเข็มขัดรถยนต์ในการติดตั้งคาร์ซีท ทำให้เมื่อเราเหยียบเบรคแรงกว่าปกติ คาร์ซีทจะไถลออกมานิดนึง แต่ระบบการติดตั้งคาร์ซีทแบบ ISOFIX ที่รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์รองรับนั้น ทำให้แม่เพนมั่นใจได้ว่าหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจริงๆ คาร์ซีทจะไม่หลุดออกจากเบาะอย่างแน่นอน

ก่อนหน้าที่แม่เพนจะได้มาขับรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์เคยคิดว่าผู้หญิงอย่างเราไม่เหมาะที่จะขับรถยนต์คันใหญ่ๆ หรอก  ยิ่งแม่เพนจอดรถได้ไม่ค่อยคล่องอีกด้วย ในหลายๆ ครั้งที่เจอช่องจอดรถแต่กลับถอยจอดไม่ได้ ทำให้ต้องเสียที่จอดรถให้คันหลังไปอย่างน่าเจ็บใจ แต่รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ซึ่งเป็นรถที่มีขนาดใหญ่ แต่กลับทำให้ปัญหาใหญ่ของแม่เพนหมดไปด้วยระบบช่วยจอดอัจฉริยะ เพียงแค่กดปุ่มเปิดระบบช่วยจอดอัจฉริยะ รถจะหาช่องจอดที่สามารถจอดได้อัตโนมัติ เมื่อหาได้แล้ว รถจะถอยและหักพวงมาลัยเพื่อจอดรถให้เองเลยจ้า ที่แม่เพนต้องทำก็เพียงแค่คอยควบคุมเกียร์ คันเร่ง และเบรก เท่านั้น และในการไปรับ-ส่งพรีมที่โรงเรียนย่านที่ขึ้นชื่อว่ารถติดสุดๆ นั้น ทำให้แม่เพนต้องขับเข้าซอยลัดแคบๆ และน้ำท่วมบ่อยๆ เพื่อเลี่ยงรถติด  ในตอนแรกแม่เพนคิดว่าการขับรถคันใหญ่ๆ ทำให้ไม่คล่องตัวเมื่อต้องขับ  หรือกลับรถในซอยแคบๆ  เพราะรถคันใหญ่เกินไป   แต่รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์กลับรู้ใจแม่เพนด้วยระบบเซ็นเซอร์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง (ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่ามีระบบเซนเซอร์รอบคัน) และกล้องมองหลังขณะถอยจอด ทำให้การขับรถคันใหญ่ไม่น่ากลัวสำหรับผู้หญิงอีกต่อไป และด้วยรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ที่เป็นรถ 4WD ทำให้สามารถขับลุยผ่านถนนในกรุงเทพที่เต็มไปด้วยฝาท่อที่อยู่กลางซอย ถนนที่กำลังขุดเจาะท่อ และหลังเต่า ได้อย่างนุ่มนวล ซึ่งสิ่งนี้สำคัญสำหรับแม่ๆ อย่างเรามากเลยค่ะ และแม่เพนเชื่อว่าแม่ๆ ทุกคนต้องเคยเจอเหตุการณ์นี้ ที่เมื่อไรก็ตามที่ลูกเราหลับอยู่ในรถ เราจะทำทุกทางให้ลูกได้หลับอย่างสบายไม่ตื่นมางอแง ในตอนนี้แม่เพนสามารถขับรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ได้อย่างง่ายดายขณะที่มีพีทหลับอยู่บนรถได้เลยค่ะ

การพาลูกไปเที่ยวเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ครอบครัวแม่เพนทำกันเป็นประจำ ในครั้งนี้เราเลือกที่จะไปฉลองวันเกิดของพรีมกับพีทพร้อมกับหลานสาวอีกหนึ่งคนที่หัวหินกันค่ะ โดยเลือกที่จะขับรถผ่านถนนเลียบชายฝั่งทะเล คลองโคน-ชะอำ ซึ่งเป็นถนนสายชมวิวที่สวยที่สุดสายหนึ่ง ที่กรมทางหลวงได้พัฒนาให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันตก จากคลองโคน สมุทรสงครามถึงชายหาดชะอำใช้ระยะทางประมาณ 82 กิโลเมตร ที่แม่เพนเลือกใช้เส้นทางนี้เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ได้แก่ โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่าง ตามพระราชดำริ นอกจากแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์เพื่อให้พรีมได้สัมผัสประสบการณ์ในป่าชายเลนและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแล้ว ถนนเส้นนี้ยังมีจุดชมวิวที่สวยงามอีกด้วย ตลอดสองข้างทางเราได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้าน และการทำนาเกลืออีกด้วย

เราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า เพื่อที่จะไปถึงคลองโคนประมาณ 9 โมง ที่คลองโคนมีร้านอาหารทะเลสดๆ ให้เลือกทานเยอะแยะเลยค่ะ เมื่อกินข้าวเช้ากันเสร็จแล้ว เราก็เริ่มมากินลมกับวิวสองข้างทางที่สวยงามมากๆ ทำให้พรีมและพีทตื่นเต้นไปกับวิวสวยๆ ตลอดทาง การนั่งในรถยนต์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ทำให้เด็กๆ ไม่รู้สึกอึดอัดที่ต้องนั่งอยู่ในรถนานๆ ด้วยความที่รถมีขนาดใหญ่และสูง ทำให้การมองเห็นวิวด้านนอกชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ยังมีหลังคาแบบ Panoramic Moon Roof แบบปรับไฟฟ้าที่เพียงกดปุ่มก็เปิดปิดได้ ทำให้เด็กๆ ชื่นชอบยิ่งขึ้นถึงขนาดที่พรีมบอกให้เปิด Moon Roof ไว้ตลอดทางเลยค่ะ

เมื่อถึงบ้านแหลม เราก็แวะไปที่โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่าง ตามพระราชดำริ เพื่อให้พรีมได้ศึกษาการเลี้ยงปลาทะเลในบ่อดิน การทำนาเกลือ พรีมและพีทตื่นเต้นที่ได้เห็นปลาทะเลและลูกปลาหมีกมาก เมื่อเต็มอิ่มกับการเรียนรู้ฟาร์มทะเลแล้ว เราก็ขับไปต่อกันที่โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้พรีมได้ศึกษาธรรมชาติของป่าโกงกางและนกนานาชนิด โดยระหว่างทาง เราตัดสินใจที่จะไม่แวะหาร้านอาหารกลางวันทานแถวๆนั้นค่ะ เพราะต้องการไปทานอาหารที่ชะอำเลย ดังนั้นเราจึงทานขนมปังและอาหารรองท้องกันง่ายๆ บนรถ การขับรถในขณะที่เด็กๆรวมตัวกันอยู่ 3 คนและทานอาหารกันไปด้วย ต้องใช้สมาธิอย่างสูงเลยค่ะ เพราะเด็กๆ จะเรียกร้องขอทานน้ำ เทขวดนม ทะเลาะกันเพื่อแย่งขนม  บางทีแม่เพนก็ต้องคอยหันไปดูเพื่อปรามเด็กๆ บ้าง ทำให้อาจจะต้องละสายตาจากรถคันหน้าและคันข้างๆ ไปบ้าง แต่รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์กลับเข้าใจในจุดนี้ ด้วยระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ที่รถเกิดเบี่ยงออกจากเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ และไม่ได้เปิดไฟเลี้ยว ระบบนี้จะช่วยหักพวงมาลัยเล็กน้อยเพื่อให้รถกลับเข้าเลน และหากทิศทางของรถยังคงเบี่ยงออกนอกเลน ระบบจะเตือนโดยการสั่นพวงมาลัย ซึ่งการหักพวงมาลัยและสั่นพวงมาลัยของระบบ Lane Keeping System เป็นการเตือนแบบเบาๆ เท่านั้น ไม่ได้ทำให้การขับรถเสียจังหวะเลยค่ะ และอีกหนึ่งระบบที่สำคัญมากคือระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ และระบบเตือนการชนด้านหน้าเมื่อกดปุ่ม ระบบจะควบคุมความเร็วตามที่เรากำหนด และจะรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าให้อัตโนมัติ โดยระบบจะช่วยเบรกและเร่งความเร็วให้ตามระยะห่างจากรถคันหน้า โดยที่คุณไม่ต้องคอยเหยียบเบรกและคันเร่ง หรือปิด-เปิดระบบควบคุมความเร็วใหม่ ในขณะที่กล้องเรดาร์หน้ารถจะคอยตรวจจับระยะห่างระหว่างรถคันหน้า หากพบความเสี่ยงที่จะเกิดการชน ไฟจะเตือนขึ้นบนกระจกหน้ารถ และถ้ารถเคลื่อนเข้าไปในระยะกระชั้นชิดกว่านั้น ไฟจะกระพริบพร้อมเสียงเตือนและระบบจะเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกให้พร้อม เพื่อให้รถหยุดได้เร็วขึ้นเมื่อแตะเบรก ด้วยความทีเรดาร์ทำงานสัมพันธ์กับเบรกและคันเร่ง ทำให้ระบบไม่ร้องเตือนทุกครั้งที่เราขับเข้าใกล้รถคันหน้าจนน่ารำคาญ ระบบจะร้องเตือนก็ต่อเมื่อรถขับเข้าใกล้คันหน้าแล้วเรายังไม่แตะเบรกเท่านั้น และระบบนี้ก็ได้ช่วยแม่เพนไว้จากอุบัติเหตุที่แม่เพนเผลอหันไปหยิบกระติกน้ำให้ลูกด้วยค่ะ

เสร็จจากโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยแล้ว เราก็แวะเข้าไปทานอาหารที่หาดชะอำ โดยระหว่างทางเราเจอกับถนนที่กำลังก่อสร้างค่ะ ครั้งนี้เราขับรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์มา ทำให้เราไม่กลัวที่จะลุยผ่านถนนที่ขรุขระและสมบุกสมบันขนาดนี้ ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ Terrain Management System ของรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่สามารถลุยผ่านทุกพื้นผิวถนน เพียงแค่หมุนปุ่มบังคับ ระบบ i4WD Terrain Management System จะทำคุณเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนได้แม้ในขณะที่รถเคลื่อนที่อยู่ เพื่อรักษาระดับของแรงฉุดและเสถียรภาพของรถยนต์ให้อยู่ในระดับสูงสุด และช่วยให้คุณควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ หลังจากทานข้าวกันเสร็จแล้ว เราก็มุ่งหน้าเข้าสู่หัวหินเพื่อเช็กอินโรงแรมและพาเด็กๆ ไปเล่นทะเลซึ่งเป็นไฮไลท์สำคัญของทริปนี้ค่ะ เด็กๆ สนุกกันมากจนไม่อยากกลับบ้านกันเลยทีเดียว

หลังจากที่ได้ให้รถยนต์สำหรับครอบครัว ฟอร์ด เอเวอเรสต์มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแม่ลูกอ่อนอย่างแม่เพน แม่เพนก็ได้ค้นพบว่าการตัดสินใจซื้อรถสำหรับแม่ๆ อย่างเรา หากรถยนต์คันนั้นทำให้ทุกคนในครอบครัวมีความปลอดภัย สะดวกสบาย และได้ใช้ประโยชน์จากการนั่งหรือขับรถคันนั้น แม่เพนจะไม่ลังเลที่จะซื้อรถคันนั้นเลยค่ะ รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ได้ให้สิ่งที่นอกเหนือจากคำว่ายานพาหนะกับครอบครัวแมเพนค่ะ รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ยังได้ให้ประสบการณ์ที่มีค่า ความทรงจำที่มีความสุขในการเดินทาง อีกด้วยค่ะ   และแม่เพนเชื่อว่าถึงแม้พรีมและพีทจะยังเด็กเกินกว่าที่จดจำเรื่องราวระหว่างการเดินทางครั้งนี้่ได้ทั้งหมด แต่เด็กๆ จะไม่มีทางลืมประสบการณ์ในการเดินทางกับรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์อย่างแน่นอนค่ะ

คุณแม่ๆที่สนใจรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ดูข้อมูลได้ที่นี่เลยนะคะ https://www.ford.co.th/suvs/everest

รีวิวโดย : คุณแม่แพน และครอบครัว