” มารยาทบนโต๊ะอาหาร ” เรื่องที่พ่อแม่ควรสอนลูก

มารยาทบนโต๊ะอาหาร คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนสามารถสอนลูกได้ตั้งแต่เล็ก ๆ เพื่อที่จะได้พาลูกเข้าสังคมได้อย่างไม่ต้องอายใคร

รู้สึกอย่างไรคะ เวลาที่เราไปร้านอาหารแล้วเห็นคนเคี้ยวอาหารเสียงดัง จั๊บ ๆ หรือทานมูมมาม? โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหน้าตาดี บุคลิกดี เป็นต้น เรียกได้ว่า ต่อให้ดูดีแค่ไหนแต่มีพฤติกรรมดังกล่าว ก็ย่อมส่งผลให้ต้องสูญเสียภาพลักษณ์ดี ๆ ดังนั้น การปลูกฝังให้ลูกปฏิบัติและเข้าใจถึง  จึงกลายเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ไปโดยปริยาย

 

 

มาราลี แมกกี ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกมารยาท จากศูนย์ให้คำปรึกษาเรื่องบุคลิกภาพ เมืองวินเทอร์พาร์ก สหรัฐอเมริกาให้ความเห็นว่า เด็กวัยตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป สามารถบังคับกล้ามเนื้อมัดเล็กให้หยิบจับช้อนส้อมเพื่อตักอาหารส่งเข้าปากเองได้อย่างถนัดมือแล้ว นั่นแปลว่า ลูกจะเริ่มทานข้าวอย่างเป็นระเบียบไม่เลอะเทอะเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็อาจจะมีพฤติกรรมบางอย่างหลงเหลืออยู่ให้คุณพ่อคุณแม่ได้กลุ้มใจเล็กน้อยบ้าง นั่นก็คือ การเคี้ยวอาหารเสียงดัง เรียกได้ว่าดังไป 3 บ้าน 7 บ้านเลยก็เป็นได้ แล้วแบบนี้คุณพ่อคุณแม่จะต้องทำอย่างไร ถ้าไม่ใช่ฝึกให้ลูกรู้และเข้าใจถึง “มารยาทบนโต๊ะอาหาร”

สิ่งที่พบบ่อย ๆ ถึงความผิดพลาดที่พบเห็นบ่อย ๆ ได้แก่

  • การเคี้ยวเสียงดัง
  • การหยิบอาหารหรือแย่งอาหารจากจานของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • รับประทานไปเล่นเกมหรือมือถือไปด้วย
  • แคะฟันโดยไม่หาอะไรปิดหรือบัง
  • ไม่ยอมใช้ช้อนกลาง
  • กินทิ้งกินขว้าง เป็นต้น

เริ่มสอนให้ลูกได้รู้จักกับมารยาทบนโต๊ะอาหารอย่างไรดี คลิก!

อ่านแบบโฟนิกส์

อ่านแบบโฟนิกส์ คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับเด็กยุคนี้!

คุณพ่อคุณแม่สังเกตไหมคะว่า เด็กสมัยนี้หัวไว เก่งภาษากันมากกว่าสมัยก่อน สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะคุณพ่อคุณแม่รู้และตระหนักดีแล้วว่า  ภาษาอังกฤษนั้นสำคัญต่อการดำรงชีวิตจริง ๆ จึงได้ส่งเสริมให้ลูกเรียน และฝึกทักษะต่างๆในการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น   โดยเฉพาะการ อ่านแบบโฟนิกส์  ที่มีบทบาทสำคัญกับเด็กยุคนี้จริง ๆ ว่าแต่ … โฟนิกส์คืออะไร? เรียนรู้ยากหรือไม่ วันนี้เราเตรียมคำตอบมาให้แล้วละค่ะ

 

โฟนิกส์ คืออะไร?

โฟนิกส์ (Phonics) มาจากคำว่า Phone ที่แปลว่าเสียง สำหรับในทีนี้ โฟนิกส์ หมายถึง เสียงในภาษา ที่มีการมุ่งเน้นไปยังเสียงของตัวพยัญชนะ และสระ ซึ่งมีลักษณะพิเศษแตกต่างกัน

ดังนั้น วิธีการ อ่านแบบโฟนิกส์ นั้นก็คือ วิธีการเรียนอ่าน เขียนและออกเสียงภาษาอังกฤษ โดยใช้หลักการถอดรหัสเสียงและการผสมเสียงตัวอักษร A ถึง Z ทั้ง 26 ตัว โดยเด็กนั้นจะต้องทำความเข้าใจการออกเสียงของตัวอักษรแต่ละตัวว่า ตัวอักษรนั้นมีวิธีการออกเสียงแบบใดถึงจะถูกต้อง ผู้เรียนจะต้องเข้าใจเสียงของตัวอักษรต่างๆ และออกเสียงเหล่านั้นให้ได้อย่างถูกต้องจึงจะสามารถผสมเสียงออกมาเป็นคำได้

ยกตัวอย่างเช่น การสะกดคำว่า cat ในสมัยของคุณพ่อคุณแม่นั้น จะท่องกันว่า ซี-เอ-ที แคท แมว ซึ่งยากที่จะเข้าใจว่าทำไม ซี-เอ-ที ถึงกลายเป็นแคทไปได้ เพราะการท่องแบบนี้ไม่ได้ใช้หลักการผสมเสียงแต่เป็นการท่องจำการสะกดคำเสียมากกว่า แต่ถ้าเป็นหลักการของโฟนิกส์นั้น จะสอนให้ลูกจักตัว “C” ที่ออกเสียง “ค” ว่า เคอะ “A” ออกเสียง “อ” ว่า “แอะ” และตัว “T” ออกเสียง “ท” ว่า “เทอะ” เมื่อนำทั้งสามตัวมาผสมกันแล้วจะได้เป็น “ค-แอะ-ท แคท” หากลองออกเสียงไว ๆ ก็จะได้คำว่า “แคท” ไปได้เอง นี่แหละค่ะ คือตัวอย่างของการอ่านออกเสียงแบบโฟนิกส์ที่ว่านี้

วิธีการสอนลูกให้ อ่านแบบโฟนิกส์ ในรูปแบบดังกล่าว จะเป็นการช่วยกระตุ้นเซลล์สมองของลูก ทำให้สมองมีการสร้างเส้นใยสมองใหม่ และใยสมองเดิมแตกตัวมีผลทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางด้านภาษาอังกฤษสูง เมื่อเปรียบเทียบกับการสอนด้วยวิธีอื่นนั่นเอง

เรียนแล้วได้อะไร คลิกอ่านได้ที่หน้าถัดไป


เครดิต: Nation Blog

แม่เตือนภัย…ระวัง กิ้งกือมีพิษ ปล่อยสารโดนลูกน้อยเกือบตาบอด

มีหลายคนไม่เคยรู้ว่า… แท้จริงแล้ว กิ้งกือไม่กัด แต่ กิ้งกือมีพิษ !!  เช่นเดียวกับคุณแม่ของเกน้อยวัย 7 เดือนที่บังเอิญโดนน้ำพิษของกิ้งกือเข้าที่ตา จนเกือบทำให้ตาบอด

กิ้งกือมีพิษ ปล่อยสารโดนเด็กวัย 7 เดือน เกือบตาบอด

ในช่วงหน้าฝน จะมีสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยเจริญพันธุ์ เดินยั้วเยี้ยมากายเต็มไปหมด โดยเฉพาะเจ้า กิ้งกือร้อยขา ซึ่งในกระแสโลกออนไลน์ ก็ได้มีผู้มาโพสต์ภาพแผลถูกสัตว์กัด โดยระบุว่าเกิดจากกิ้งกือกัด จนทำให้มีข้อสงสัยและมีเรื่องราวที่ถกเถียงกันมากมายว่า กิ้งกือกัดได้จริงหรือไม่? และ กิ้งกือมีพิษ หรือเปล่า

อ่านต่อบทความ >> ระวังลูกน้อยให้ดี! แม่โพสต์เตือน กิ้งกือ กัด ไม่ได้ แต่มีพิษ โดนไปเป็นแผลพุพอง

ซึ่งสำหรับเรื่องที่สงสัยว่าเจ้ากิ้งกือร้อยขานั้นมีพิษหรือไม่ ล่าสุด ก็ได้มีคุณแม่ลูกอ่อนท่านหนึ่ง ได้ออกมาโพสต์เตือนภัย ว่าลูกชายโดนพิษกิ้งกือเข้าตา ใน facebook group herkid รวมพลคนเห่อลูก เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

โดยคุณแม่เล่าว่า

ฝากไว้เตือนตัวเองและบ้านไหนที่ฝนยังตกอยู่นะค่ะ วันที่ 5 ที่ผ่านมาประมาณตีหลังจากเปลี่ยนแพมเพิสเสร็จยังแม่ยังไม่ทันหลับได้ยินเสียงดังปึ๊ดจากข้างตัว

ทีแรกคิดว่าลูกตดแต่ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งนาที ลูกก็ร้องขึ้นมาเสียงดังมากรีบหันไปอุ้มแล้วเปิดไฟหันไปดูหน้าลูกมีน้ำสีเหลืองเต็มตาแล้วตาก็ลืมไม่ได้ลูกร้องเสียงดังมากทำอะไรไม่ถูก

ณ ตอนนั้นระหว่างรอรถไป รพ.แม่ก็ไปหาดูลูกโดนอะไร สิ่งที่เจอคือ #กิ้งกือตัวใหญ่อยู่ใต้หมอน แม่ช็อคเข้าไปอีกรีบพาไปถึงรพ.ลูกร้องไห้ตลอดทางถึงรพ. กว่าจะได้ทำแผลให้นั่งรอพยาบาลบอกรอทำประวัติ

แม่เลยถามเด็กเจ็บขนาดนี้ต้องรออีกหรอเลยได้ล้างตาให้ล้างตาเสร็จรอหมอๆมาถึงถามโดนอะไรมา แล้วพูดแค่ว่าให้ยาไปแล้วรอมาดูอีกทีอีกสองวันแล้วหมอก็จากไป จนพยาบาลบอกถ้าไม่อยากรอตอนกลางวันไปหาหมอในตัวจังหวัดที่นั้นมีหมอตาโดยเฉพาะ

กิ้งกือมีพิษ

อ่านต่อ >> คุณแม่เผยถึงอาการลูกชาย หลังพาไปหาจักษุแพทย์ (มีคลิป) คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

หน้าที่ของรก

หน้าที่ของรก เรื่องสำคัญที่แม่ท้องควรรู้

รกเป็นอวัยวะหนึ่งที่สำคัญในการตั้งครรภ์ คุณแม่หลายท่านอาจจะสงสัยว่า รกมีหน้าที่อะไร และมีความสำคัญอย่างไรบ้าง ในบทความนี้ เราจะมาคุยกันถึง หน้าที่ของรก และ ความสำคัญของรก กันค่ะ

รกคืออะไร

รกเป็นอวัยวะที่สร้างขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ รกนั้นจะเกาะที่ผนังมดลูกและมีสายสะดือเชื่อมรกและทารกไว้ ส่วนใหญ่แล้วรกจะเกาะตัวที่มดลูกด้านบนหรือด้านข้าง รกถือว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญมากเพราะเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อคุณแม่และลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ หากรกมีความผิดปกติ โอกาสที่ทารกในครรภ์จะเจริญเติบโตหรือมีชีวิตรอดจะน้อยมากค่ะ

หน้าที่ของรก รกมีหน้าที่อะไร

ระหว่างในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ รกทำหน้าที่ ดังต่อไปนี้ค่ะ

  • ลำเลียงอาหารให้ทารกในครรภ์

ทารกจะได้รับสารอาหารที่อยู่ในกระแสเลือดคุณแม่ โดยเลือดจะวิ่งเข้าสู่รกแล้วจึงผ่านสายสะดือที่เชื่อมลูกน้อยกับคุณแม่ค่ะ

  • ย่อยอาหาร

รกจะทำการย่อยสารอาหารให้เล็กลงเพื่อที่ทารกในครรภ์จะได้ดูดซึมได้ง่ายขึ้น

  • กรองของเสียจากเลือด

รกทำหน้าที่กรองของเสียจากเลือดที่อาจจะเป็นโทษต่อสุขภาพทารกในครรภ์ด้วยค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ หน้าที่อื่นๆ ของรก คลิกหน้า 2

ครรภ์แฝดน้ำ

ปกป้องลูกน้อยในครรภ์ ให้ไกลจาก ครรภ์แฝดน้ำ

ครรภ์แฝดน้ำ เป็นความผิดปกติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่หลายท่านอาจจะไม่รู้จักและสงสัยว่าครรภ์แฝดน้ำคืออะไร ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักอาการผิดปกตินี้กันค่ะ

ครรภ์แฝดน้ำ คืออะไร

ครรภ์แฝดน้ำหมายถึงการตั้งครรภ์ที่มีน้ำคร่ำอยู่ในมดลูกมากจนเกินไป  น้ำคร่ำนั้นมีหน้าที่ปกป้องทารกในครรภ์จากอันตรายและการติดเชื้อ โดยปกติแล้วปริมาณน้ำคร่ำจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปริมาณ 1 ลิตร ในสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ และจะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ จนเหลือ 0.5 ลิตร  ในสัปดาห์ที่ 40 แต่ในกรณีครรภ์แฝดน้ำ คุณหมออาจจะตรวจพบปริมาณน้ำคร่ำในครรภ์คุณแม่ถึง 2-3 ลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงมากและทำให้เกิดอันตรายแก่คุณแม่กับทารกในครรภ์ได้ค่ะ

บทความแนะนำ ลูกน้อยคลอดก่อนกำหนด เพราะมีน้ำคร่ำมากไป

สาเหตุของครรภ์แฝดน้ำ

ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แท้จริงของครรภ์แฝดน้ำ แต่สาเหตุดังต่อไปนี้อาจจะมีส่วนให้น้ำคร่ำถูกผลิตออกมามากจนเกินไป อาทิ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ 4 สัญญาณเสี่ยงภาวะครรภ์แฝดน้ำ คลิกหน้า 2

เทคนิค เพิ่มความสูงให้ลูก

3 เทคนิค เพิ่มความสูงให้ลูก

เทคนิค เพิ่มความสูงให้ลูก คุณพ่อคุณแม่อยากรู้ไหมว่าต้องเริ่มจากอะไรบ้าง เพื่อที่ลูกจะได้มีสัดส่วนของความสูงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเทคนิคดีๆ ในการช่วยให้ลูกสูงได้ไม่ยาก มาฝากกันค่ะ

 

เทคนิค เพิ่มความสูงให้ลูก   

มาค่ะ มาค่ะ ใครที่อยากได้ เทคนิค เพิ่มความสูงให้ลูก ต้องไม่พลาดเทคนิคเหล่านี้กันนะคะ เนื่องจากผู้เขียน ได้อ่านเจอ  ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับความสูงของเด็กๆ มาจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่ได้แนะนำพ่อแม่ในการดูแล  ลูกๆ ในเรื่องความสูงไว้ง่ายมากค่ะ แต่ก่อนอื่นไปดูกันว่าเด็กๆ จะสูงต้องมาจากปัจจัยใดที่เกี่ยวข้องกันบ้าง…

1. กรรมพันธุ์

รู้ไหมคะว่า กรรมพันธุ์มีผลต่อความสูงของเด็กถึง 60-80% เลยค่ะ นั่นคือ ถ้าพ่อแม่สูง ลูกเกิดมาก็จะมีความสูงอยู่ในเกณฑ์ มาตรฐาน หรือบางทีก็จะสูงกว่าพ่อแม่  และถ้าพ่อหรือแม่ที่คนใดคนหนึ่งสูงแต่อีกคนไม่สูง เมื่อลูกเกิดมาก็จะมีความสูงอยู่ในระดับกลางๆ คือ ไม่เตี้ย ไม่สูง

2. ปัจจัยภายในร่างกาย[1]

มีอยู่ 3 ตัวแปรสำคัญภายในร่างกายที่มีผลต่อความสูงของเด็กๆ นั่นคือ

โกรทฮอร์โมน (Human Growth Hormone – HGH) ช่วยในการเจริญเติบโตซึ่งสำคัญที่สุดในการเพิ่มความสูง

ไทรอยด์ (Thyroid Gland)โดยเฉพาะฮอร์โมนไทร็อกซิน (Thyroxin) ทำหน้าที่กระตุ้นให้กระดูกมีพัฒนาการที่ดี ถ้าขาดฮอร์โมนนี้อาจทำให้มีรูปร่างเตี้ย และไม่สมส่วนได้

ฮอร์โมนเพศ เอสโตรเจน Estrogen (ฮอร์โมนเพศหญิง) และเทสโทสเตอโรน Testosterone (ฮอร์โมนเพศชาย) มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโต โดยเฉพาะช่วงที่เริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาว เพราะไปกระตุ้นการหลั่งของโกรทฮอร์โมนให้เพิ่มมากขึ้น และกระตุ้นให้กระดูกยืดยาว[1]

3. โภชนาการ

การได้รับสารอาหารที่เหมาะสมตามแต่ละช่วงวัยครบถ้วน 5 หมู่มาตั้งแต่ตอนเล็กๆ จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเจริญเติบโตที่สมวัย และนอกจากการทานอาหารครบหมู่แล้ว คุณแม่ควรต้องส่งเสริมเพิ่มเติมให้ลูกได้ทานอาหารที่มีแคลเซียมอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการให้ลูกได้ดื่มนมแม่มาตั้งแต่แรกเกิด  และเมื่อลูกอยู่ในวัยที่โตมากขึ้นก็เสริมให้ดื่มนมวัววันละ 2 แก้ว ก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับแคลเซียมที่เหมาะสมค่ะ

 

บทความแนะนำ คลิก >> สูตรประมาณส่วนสูงของลูก จากพ่อแม่

พอจะทราบกันแล้วนะคะว่าการเจริญเติบที่สูงสมวัยของเด็กๆ นั้นส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยใดบ้าง และหากคุณพ่อคุณแม่ที่กังวลว่าลูกจะตัวเตี้ย เพราะพ่อแม่ไม่ใช่คนสูง ก็อย่าเพิ่งท้อใจกันไปค่ะ เพราะในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถที่จะดูแลเรื่องความสูงให้ลูกได้ ถ้าให้เขาได้ทานอาหารที่เหมาะสม ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ลูกจะมีพัฒนาการการเจริญเติบอย่างเด็กที่มีรูปร่างสัดส่วนสูงสมวัยตามมาตรฐานกันค่ะ  

อ่านต่อ 3 เทคนิคง่ายๆ ช่วยเพิ่มความสูงลูก หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ

6 เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ

เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ มีอยู่หลากหลายวิธีที่จะช่วยเป็นแนวทางให้พ่อแม่ได้ใช้กับลูก และหากจะพูดถึงความสำเร็จในชีวิตคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราในฐานะพ่อแม่ต่างก็อยากจะให้ลูกๆ ของเรานั้นได้เดินทางไปถึงฝั่งฝันที่สวยงามเหมือนอย่างที่ตั้งใจกันไว้ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเคล็ดลับดีดีที่จะช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จ มาฝากกันค่ะ

 

เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ

มีคุณแม่หลายๆ ท่านที่อยากได้วิธีหรือ เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ เพื่อจะได้มาใช้เป็นแนวทางใน การเลี้ยงลูก ส่งเสริมให้ลูกได้มีรากฐานที่ดีเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคตที่ตั้งกันไว้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการศึกษา การประกอบอาชีพหน้าที่การงาน และการใช้ชีวิตครอบครัว เป็นต้น

ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมพื้นฐานให้ลูกพร้อม เพื่อไว้เป็นอาวุธในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน แต่ละช่วงวัยให้มีความพร้อมจะได้ใช้ในการต่อยอดชีวิตให้ประสบความสำเร็จ เราลองไปดูเคล็ดลับที่นำมาฝากนี้กันค่ะ

1. เข้าใจมุมมองที่แตกต่างของลูก

เด็กๆ เมื่อถึงช่วงวัยหนึ่ง เขาจะมีความคิด ความอ่านเป็นของตัวเอง การที่พ่อแม่ป้อนข้อมูลให้ลูกอาจต้องเป็นเรื่องที่ลูกสนใจ ให้ความสำคัญจริงๆ แนะนำว่าควรสังเกตดูลูกว่าเขาชอบหรือสนใจในเรื่องใดเป็นพิเศษ เช่น ชอบศิลปะ ชอบดนตรีการร้องเพลง ชอบกีฬา ชอบวิชาการเป็นเด็กเรียน ฯลฯ  หลังจากรู้แล้วพ่อแม่มีหน้าที่คอยชี้แนะเพื่อให้ลูกไปได้อย่างถูกทางในสิ่งที่ตัวเขาชอบและถนัด

อยากให้ลูกประสบความสำเร็จ สิ่งแรกที่พ่อแม่ต้องทำเลยคือ การไม่บังคับ หรือดุว่าลูก เพื่อให้เขาทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบ หรือไม่อยากทำ เคล็ดลับอย่างหนึ่งที่บ้านผู้เขียนใช้กับลูกๆ หลานๆ คือ ถ้าเขาชอบเล่นดนตรี เราจะสนับสนุนเขาให้ได้เรียน โดยที่การเรียนวิชาการปกติไม่เสีย ซึ่งการสนับสนุนควบคู่ไปแบบนี้ จะยิ่งทำให้เด็กมีความสุข และการเรียนหลักก็เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากด้วยค่ะ

 

บทความแนะนำ คลิก >> เทคนิคช่วยลูกทำการบ้านให้ประสบความสำเร็จ!

2. เคารพในความคิดของลูก

อย่ามองว่าลูกเป็นเด็กเล็กๆ อยู่ตลอดเวลา แล้วอยากให้เขาคิดแบบเดียวกับเรานะคะ เพราะการไม่ให้อิสระทางความคิดกับเด็กๆ นั่นเท่ากับเป็นการไปปิดกั้นเขาในทุกๆ เรื่อง สิ่งที่จะเป็นผลดีกับตัวลูก เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ เราต้องเริ่ม ปลูกฝังให้เขาเป็นคนที่กล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็น

อย่างที่บ้านเวลาไปส่งเด็กๆ ที่โรงเรียน มักจะได้รับคำแนะนำจากคุณประจำชั้น รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองด้วยกัน เกี่ยวกับการ รับฟังลูก ซึ่งการรับฟังในที่นี้ก็คือ การลองให้ลูกได้ให้ความคิดเห็นกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ให้เขาเป็นคนเลือก และตัดสินใจว่าเขาอยากทานอะไรเป็นมื้อเย็น ให้เขาได้ตัดสินใจเลือกเองว่าเขาอยากจะใส่เสื้อผ้าชุดไหนสไตล์ออกไปเที่ยวนอกบ้านกับ ครอบครัว เป็นต้น ผู้เขียน กับพี่สาว ชอบให้ลูกๆ หลานๆ ที่บ้านออกความคิดเห็นค่ะ ถึงเขาจะอายุไม่ถึง 10 ขวบก็ตาม โดยที่ทุกครั้งเราจะพูดประโยคนึงตามหลังจากที่เด็กๆ ได้แสดงความคิดเห็นกันออกมาแล้ว นั่นคือ “แม่เห็นด้วยว่าที่ลูก….” / “น้าเห็นด้วยกับ….” การทำเช่นนี้ทุกครั้ง เพื่อให้เด็กๆ รู้ได้ว่าเรากำลังฟังเขาอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าการเป็นผู้ฟังที่ดีจะช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ กล้าที่จะเป็นผู้พูด กล้าแสดงความคิดเห็นที่ดี และมีสาระออกมามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าบางครั้งในบางความคิดของเด็กที่แสดงออกมา ไม่ถูกกาลเทศะ พ่อแม่ ผู้ปกครองก็ต้องค่อยชี้แนะนำให้กับเด็กๆ ด้วยนะคะ

อ่านต่อ วิธีเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกดารา

นิด้าโพลเผย ลูกดารา ขวัญใจมหาชนคนไทย 10 อันดับ ประจำปี 2017

ลูกดารา น่ารัก 10 อันดับในปี 2017 ปีนี้จะมีใครกันบ้างที่ได้เป็นขวัญใจมหาชน หรือเรียกได้ว่า เป็นที่รัก ที่ชื่นชอบ ของคนไทย ซึ่งทางนิด้าโพล ได้ทำการสำรวจออกมาแล้ว เรียกได้ว่าเด็กน้อยคนนี้น่ารัก น่าเอ็นดู ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอนค่ะ

Continue reading “นิด้าโพลเผย ลูกดารา ขวัญใจมหาชนคนไทย 10 อันดับ ประจำปี 2017”

เซ็กส์บอกเพศลูก

จริงหรือ? ความถี่ของการมี เซ็กส์บอกเพศลูก ได้

เป็นความเชื่อหรือคือความจริง? ที่ใคร ๆ ต่างพากันเข้าใจว่า ท่าเซ็กส์และความถี่ของการมี ” เซ็กส์บอกเพศลูก ” ของเราได้! งานนี้คุณหมอจะมาเปิดเผยข้อเท็จจริงให้พวกเราได้เข้าใจกันค่ะ

 

นายแพทย์ ฉัตรชัย ตรีธรรมพินิจ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์ นารีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า สมัยก่อนนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหมือนกับในสมัยนี้ ดังนั้น จึงเกิดเป็นที่มาของเรื่องราวการมี เซ็กส์บอกเพศลูก ขึ้น! ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของท่าทางแบบไหนถึงจะได้ลูกสาว ท่าทางแบบไหนถึงจะได้ลูกชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อที่ว่า มีเซ็กส์ห่าง ๆ จะได้ลูกชาย มีเซ็กส์ถี่ ๆ จะได้ลูกสาว เป็นต้น

จริงหรือไม่? เซ็กส์บอกเพศลูก 

จากหลักการดังกล่าว ทำให้เกิดเป็นงานวิจัยขึ้น ซึ่งผลสรุปของการมีโอกาสเกิดขึ้นนั้น คิดได้เป็น 50 เปอร์เซ็นต์ โดยนายแพทย์ฉัตรชัยยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “เราพิสูจน์มาหมดแล้วว่าทั้งทำสำเร็จและไม่สำเร็จมีผลเท่ากันนั่นคือครึ่ง ๆ อย่างคนที่ใช้วิธีเหล่านี้สำเร็จก็เข้ามาในอินเทอร์เน็ตมาเขียนแนะนำคนอื่น และคนที่กล่าวหรือเขียนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นแพทย์เมื่อได้ยินหรือได้ข้อมูลมาจากหลาย ๆ ที่จึงนำมารวบรวมและเขียนเรียบเรียงใหม่เพื่อให้คนอ่านเห็นภาพ ด้านคนที่ทำแล้วไม่สำเร็จได้เพศไม่ตรงตามต้องการก็ไม่รู้จะไปบอกคนอื่นทำไมจึงเก็บไว้เงียบ ๆ จึงทำให้คนอ่านผู้ที่สนใจคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องจริง”

จริงหรือไม่? สวนล้างช่องคลอด ช่วยกำหนดเพศลูก

นอกจากนี้นายแพทย์ฉัตรชัย ยังได้อธิบายตามหลักวิชาการเรื่องการสวนล้างช่องคลอดด้วยว่า ไม่สามารถทำให้เลือกเพศลูกได้เช่นกัน “อสุจิเมื่อถูกหลั่งออกมาจะมีลักษณะเป็นเจลอยู่ระยะเวลาหนึ่ง โดยในเจลนั้นจะมีตัวอสุจิกระดุกกระดิกไปมา หลังจากนั้นเจลก็ค่อย ๆ ละลาย ด้านฝ่ายหญิงช่วงไข่ตกจะมีมูกใส ๆ ออกมาจากรูปากมดลูก และผู้หญิงก็จะรู้ว่าอาการตกขาวจะเป็นแฉะ ๆ ซึ่งแฉะที่ว่าเมื่อจับดูจะลื่นมากเพราะเป็นสารประกอบประเภท glycoprotein ความละเอียดก็เหมือนเส้นไหมเล็ก ๆ พอมันออกมาจากรูปากมดลูก แล้วเจลของน้ำอสุจิที่อยู่ในช่องคลอดลึก ๆ ซึ่งอยู่ติด ๆ กัน พอเจลเริ่มละลายอสุจิก็วิ่งเข้าไปในมูกใสทันที จะเห็นได้ว่าตัวอสุจิไม่ได้แตะอะไรกับช่องคลอดเลย การล้างช่องคลอดให้เป็นกรดหรือด่างจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการเลือกเพศลูก แต่กลับเป็นผลเสียต่อร่างกายผู้หญิงด้วยซ้ำ เพราะในช่องคลอดจะมีเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นประมาณสิบชนิดที่อยู่ในภาวะสมดุล ถ้ามีการเปลี่ยนภาวะตรงนี้เชื้อโรคบางตัวก็จะเด่น ร่างกายควบคุมไม่ได้ก็เลยกลายเป็นตกขาวมีกลิ่น ช่องคลอดอักเสบ ซึ่งหลักการแพทย์ไม่แนะนำให้สวนล้างช่องคลอด”

มื่อเข้าใจหลักการเรื่องนี้ จึงทำให้ลักษณะท่าทางการร่วมเพศไม่มีผลต่อการเลือกเพศลูกเช่นกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะนอนท่าไหน หรือท่าทางขณะมีเพศสัมพันธ์และหลังมีเพศสัมพันธ์จะเป็นอย่างไรก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อการเลือกเพศลูกเลย

ทำไมถึงมีลูกยากจัง อยากรู้คลิก!


เครดิต: Noyshop และ ผู้จัดการรายวัน

ปวดประจำเดือน

ประสบการณ์จริง! ชีวิตเกือบไม่รอดเพราะ ปวดประจำเดือน

เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงบอกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อตัวเองเกือบเอาชีวิตไม่รอด สาเหตุเพียงเพราะ ” ปวดประจำเดือน ” เรื่องราวจะเป็นอย่างไร พร้อมวิธีปฏิบัติตัวอย่างไรขณะมีประจำเดือนนั้น หาคำตอบได้ที่นี่!

 

หนึ่งในสมาชิกเฟซบุ๊กนามว่า Anittha Thiangthaisong ได้โพสต์เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับตัวเอง เพื่อเป็นการเตือนผู้หญิงทุก ๆ คนว่า ” ไม่ควรเครียดระหว่างมีประจำเดือน ” ว่า

มาแชร์ประสบการณ์ เจอกับตัวจริง ๆ ไม่ใช่เล่น ๆ เลยนะ
#ฝากเตือนชะนีที่อยู่ในช่วงสงครามหนูแดง

ปกติจะปวดท้องเมนส์ประจำแต่ครั้งนี้มันอันตรายที่สุด ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่จะรู้ดีว่าเวลาเป็นประจำเดือนหรือเมนส์ มันทรมานแค่ไหน ยิ่งถ้ามีอาการปวดท้องด้วยแล้ว อารมณ์จะเหมือนเอาลูกนิมิตมาวางทับท้องเลยค่ะ เรื่องมีอยู่ว่า วันนี้เราขับรถกลับบ้านคนเดียว ด้วยระยะทางที่ไกลจากโคราช-ชุมพวง ขับมาได้สัก 50 กม. เริ่มมีอาการปวดท้องเมนส์เป็นระยะ จนทนไม่ไหวเลยแวะปั๊มเพื่อจะทานยา

หลังจากนั้นก็นั่งพักผ่านไปเกือบ 15 นาที คือร่างกายไม่ไหวแล้ว หน้ามืด เท้าชา และมือชา มันชาจนโทรศัพท์ที่ถืออยู่หลุดมือแบบไม่รู้สึกยขอความช่วยเหลือจากคนแถวนั้น ขอให้เค้าซื้อยาดมมาให้ แต่ก็ไม่ดีขึ้น จนต้องล้มตัวลงนอนบนม้านั่งหน้าเซเว่น ความรู้สึกคือมันชาทั้งตัวและมีอาการปวดท้องมาก ตอนนั้นคือทุกอย่างมันมัวไปหมด หูอื้อ ตัวชา แล้วภาพก็ตัด รู้สึกตัวอีกทีคือมีคนอุ้มเรามาวางที่เบาะรถสองแถว มีน้าผู้หญิงคอยบีบมือ เอายาให้ดม ตอนนั้นเราหายใจฝืด ปวด เกร็งทั้งตัว แล้วพลเมืองดีก็พามาส่งที่อนามัย

เท่าที่จำได้คือมีหมอวิ่งขึ้นมาประคองตัว วัดความดัน บีบมือเราแล้วบอกให้เราหายใจลึก ๆ แล้วได้ยินเสียงหมอบอกว่า “ความดันต่ำมาก มีสภาวะ2โรคในเวลาเดียวกัน” จากที่ชาเริ่มจะช็อคละ เราหายใจเร็วขึ้น เกร็งมากขึ้น ปวดมากขึ้น จนหมอต้องให้น้ำเกลือ แล้วเราก็เบลอไม่รู้เรื่องอีก แล้วสักพักก็มีรถพยาบาลมารับตัวไปรักษาต่อที่ รพ. ช่วงเวลาที่เดินทางจากอนามัยตลาดแค มาที่ รพ . พิมาย จะได้ยินเสียงหมอเรียกเป็นระยะ เราก็ลืมตามาดูบ้าง แต่ก็หลับไปอีก ลืมตาอีกทีอยู่ รพ. แล้วจ้า ตอนนี้ลมหายใจขัดแล้ว หมอก็บอกให้เราหายใจช้า ๆ ลึก ๆ แต่เราทำไม่ได้ ยิ่งหายใจก็ยิ่งเกร็ง อาการปวดท้องเมนก็ยังอยู่ หายใจก็ไม่ค่อยออก ตัวก็เกร็ง ตอนนั้นภาพพ่อแม่ลอยมาละ เหนื่อยที่สุดในชีวิตก็วันนี้แหละ จะหลับก็กลัวว่าจะไม่ฟื้น คิดว่าจะตายเลยด้วยซ้ำ ความดันตอนนั้นต่ำบ้าง สูงบ้างไม่คงที่ ความหายใจไม่ออก เลยบอกน้าคนที่ช่วยไว้ว่า “เหนื่อย หายใจไม่ออก” น้าผู้หญิงก็ไปตามหมอ หมอก็เอาถุงใส่แกง มาครอบจมูก แล้วตัดปลายถุงนิดนึง ตอนแรกงงว่ามาครอบทำไม? หลังจากนั้นเราก็เหนื่อยไม่ไหวแล้ว หลับตาลงน้ำตาไหล สักพักได้ยินเสียงหมอบอกน้าผู้หญิงประมาณว่า “ออกซิเจนในปอดมีมากเกินไป ต้องให้น้องเอาก๊าซคาร์บอนฯเข้าปอดบ้างอาการชักเกร็งไม่มียารักษา ต้องรักษาด้วยการหายใจของตัวผู้ป่วย” ความรู้สึกตอนแรกอยากได้เครื่องช่วยหายใจมากกกก เพราะมันหายใจไม่ออก แต่พอได้ยินหมอพูดแบบนั้น เราถึงรู้ว่าต้องทำยังไง เริ่มหายใจช้า ๆ ลึก ๆ ตามที่หมอบอก

แต่กว่าจะจูนลมหายใจให้เป็นปกติมันทรมานเว่ออ ดิ้นไปดิ้นมา พยายามหายใจช้า ๆ แต่มันก็ยาก เหมือนมันใจจะขาด สักพักก็หลับค่ะ! มารู้สึกก็ตอนมีหยดน้ำในถุงที่ครอบจมูกมันหยดลงบนหน้า ความรู้สึกตอนนั้นคือ ไม่ตายแล้ว โล่งมากกกก+ เป็นปกติขั้นสุด อะไรที่เคยปวด อะไรที่เคยชา อะไรที่เคยเกร็งเป็นปกติหมดเลย สักพักพ่อแม่เราก็เดินมา อื้อหืออ…วินาทีนั้นอยากลุกไปกอด แต่ติดเข็มน้ำเกลือ! แล้วหมอก็มาบอกว่า “เกิดจากเรา เครียดระหว่างมีประจำเดือน มา ร่างกายมันเพลียกับการเสียเลือดประจำเดือนแล้ว บวกกับสภาวะเครียดทำให้เราปวดและเกร็งตามที่เห็น” #ถึงบางอ้อเลยค่ะ เพราะก่อนที่จะน็อคเราก็เครียดมาทั้งเดือนจริง ๆ

เจ้าของโพสต์ยังได้แนะนำถึงวิธีการปฏิบัติตัวในระหว่างที่ ปวดประจำเดือน เอาไว้ว่า

#แนะนำ1 เวลาปวดท้องเมนมาก ๆ พยายามหายใจช้า ๆ ลึก ๆ ร่างกายจะไม่ชักเกร็ง
#แนะนำ2 ถ้ามีอาการชักเกร็งหรือพบเห็นใครที่มีอาการแบบนี้ ให้เค้าหายใจลึก ๆ ใช้ถุงครอบจมูกไว้ ตัดมุมถุงให้มีรูเล็กน้อยเพื่อให้ร่างกายได้ก๊าซคาร์บอนฯบ้าง
#แนะนำ3 อย่าเครียดช่วงเมนส์มา! จริง ๆ แล้วไม่ต้องเครียดจะดีที่สุดนะจ้ะ

คลิกอ่านสาเหตุของการปวดประจำเดือนได้ที่นี่!


เครดิต: Anittha Thiangthaisong

มะเร็งที่คนเป็นมากที่สุด

แพทย์เผย! โรคมะเร็งที่คนเป็นมากที่สุดคือ 5 อวัยวะนี้!

ไม่ว่าจะด้วยอาหารการกิน หรือพฤติกรรมของคนไทยในปัจจุบัน ส่งผลให้มีอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้นทุก ๆ ปี แพทย์เผย 5 โรค มะเร็งที่คนเป็นมากที่สุด จะได้แก่อวัยวะส่วนใดบ้าง และจะมีวิธีสังเกตอาการอย่างไร วันนี้เราเตรียมคำตอบเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วค่ะ

 

 

นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติได้เปิดเผยว่า สถานการณ์ของโรคมะเร็งในภาพรวมนั้น พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มมากขึ้นทุกปี ทั้งในเพศหญิงและเพศชายเฉลี่ยอยู่ที่ 130,000 รายต่อปี และยังคงเป็นโรคที่ครองสถิติการเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งของคนไทย

นายแพทย์วีรวุฒิ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า โรคมะเร็งนั้นเป็นกลุ่มของโรคที่เกิดจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์ที่การเจริญเติบโต และแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์มากกว่าปกติ ทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง หลอดเลือด หลอดน้ำเหลืองและในที่สุดก็ทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะนั้นผิดปกติ

สำหรับ 5 อันดับโรคมะเร็งที่คนเป็นมากที่สุดนั้น สามารถแบ่งได้เป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยในแต่ละเพศคือ

  • โรคมะเร็งที่พบบ่อยในเพศชาย ได้แก่
    • มะเร็งตับและท่อน้ำดี
    • มะเร็งปอด
    • มะเร็งสำไส้ใหญ่และทวารหนัก
    • มะเร็งต่อมลูกหมาก
    • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
  • โรคมะเร็งที่พบบ่อยในเพศหญิง ได้แก่
    • มะเร็งเต้านม
    • มะเร็งปากมดลูก
    • มะเร็งตับ
    • มะเร็งปอด
    • มะเร็งลำไส้ใหญ่

อะไรคือปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง คลิกอ่านได้ที่หน้าถัดไป


เครดิต: TV Pool Online และสำนักข่าวทีนิวส์

สเปรย์ฉีด กำจัดยุง

สเปรย์ฉีด กำจัดยุง เลือกให้ปลอดภัยต่อสุขภาพของคนในครอบครัว

สเปรย์ฉีด กำจัดยุง ที่ต้องมีติดไว้ทุกบ้าน ยิ่งโดยเฉพาะช่วงนี้หน้าฝนยุงชุมซะเหลือเกิน แล้วถ้าบ้านไหนมีลูกเล็กๆ จะปล่อยให้มียุงมากัดไม่ได้เลยค่ะ เพราะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจากโรคไข้เลือดออก ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะมาแนะนำให้รู้จักกับสเปรย์ฉีด กำจัดยุง ที่มีให้เลือกซื้อมาใช้อยู่หลากหลายยี่ห้อกันค่ะ

 

สเปรย์ฉีด กำจัดยุง กับสารสกัดจากพืชที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์

ปัจจุบันนี้มี สเปรย์ฉีด กำจัดยุง ที่มีส่วนผสมที่มาจากน้ำมันหอมระเหยที่สกัดมาจากพืชต่างๆ ซึ่งคุณสมบัติมีฤทธิ์ช่วยป้องกัน และกำจัดยุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปดูกันค่ะว่า มีสารสกัดจากธรรมชาติอะไรบ้างที่อยู่ในสเปรย์ฉีดกำจัดยุง

  • น้ำมันตะไคร้หอม มีสาร citronella, geraniol และ citronellol  ซึ่งมีฤทธิ์ในการช่วยป้องกัน และกำจัดยุงลาย ยุงรำคาญ น้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้หอมที่ความเข้มข้น 1.25, 5 และ 5.0% สามารถป้องกันยุงก้นปล่องได้ 2 ชั่วโมง
  • สารสกัดจากดอกไพรีทรัม มีสาร Pyrethrins ช่วยกำจัดยุงได้  ไม่เป็นอันตรายกับมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่น ซึ่งได้รับการยอมรับจากสถาบัน  FAO และ WHO ว่าสามารถใช้กำจัดแมลงได้อย่างเด็ดขาด ไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกาย   สามารถย่อยสลายได้เมื่อโดนแสงแดดและความร้อน
  • น้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัส มีสาร Eucalyptin, Tannin และ Guaiacol Globulol กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากใบยูคาลิปตัส มีฤทธิ์ในการช่วยไล่ยุง ฆ่ายุง และไล่แมลงต่างๆ ได้
  • น้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์ มีสาร linalyl acetate, linalool, limonene, camphor, cineole, borneol ยุงเป็นสัตว์ที่เกลียดกลิ่นรุนแรง ซึ่งกลิ่นจากดอกลาเวนเดอร์เป็นกลิ่นที่หอมฉุนแต่ยุงไม่ชอบ และเมื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย สามารถใช้ทาผิว หรือฉีดพ่นเพื่อป้องกันยุงกัดได้
  • น้ำมันหอมระเหยสะระแหน่ มีสารเมนทอล (Menthol) ไลโมนีน (Limonene) นีโอเมนทอล (Neomenthol) กลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้จากใบสาระแหน่ ใช้ในการช่วยไล่ยุง แมลงไม่ให้เข้ามารบกวนได้
  • น้ำมันหอมระเหยใบกานพลู มีสาร eugenol น้ำมันกานพลูสามารถใช้ในการช่วยกำกัด และไล่ยุงได้

3 เคล็ด(ไม่)ลับ ป้องกันศัตรูตัวฉกาจ (ยุง) อย่างถูกวิธี

ก่อนที่จะไปทำความรู้จัก และเลือกซื้อสเปรย์ฉีดกำจัดยุง ที่เหมาะกับสุขภาพของทุกคนในครอบครัว เรามีวิธีปกป้องตัวเองจากการถูกยุงกัดมาฝากค่ะ

รบ  เมื่อศัตรูตัวฉกาจเข้ามาในพื้นที่บ้าน  แนะนำให้ใช้สเปรย์ฉีดกำจัดยุง  ฉีดภายในห้องและบริเวณบ้านที่มียุงไว้   โดยให้ทุกคนออกจากบริเวณนั้นสักระยะเวลานึงหรือประมาณ 15 นาทีเพื่อกำจัดยุง

ไล่  ควรไล่ศัตรูตลอดเวลาอย่าให้เขามาในพื้นที่บ้าน โดยจุดยาจุดกันยุงชนิดขด แนะนำให้จุดไว้ตามหน้าประตูที่เราเข้าออกประจำ หรือหน้าต่าง เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงเข้าภายในตัวอาคาร บ้านเรือน  มากร้ำกรายคุณและสมาชิกในครอบครัวได้

เลี่ยง เมื่อต้องออกนอกสถานที่ เช่น สนามหญ้าหน้าบ้าน  ทานอาหารนอกบ้าน  ภัตตาคาร ไปท่องเที่ยว แคมป์ ฯ สถานที่ที่มียุง  แนะนำให้ฉีดสเปรย์กันยุงตามตัวและเสื้อผ้าไว้ เพื่อปกป้องยุงไม่ให้เข้ามากัดถึงตัวคุณได้


ข้อควรรู้ และข้อห้ามสำคัญก่อนจะใช้สเปรย์ฉีดกันยุง

ในผลิตภัณฑ์ป้องกันและกำจัดยุง ถึงแม้จะมีสารสกัดจากธรรมชาติอยู่ด้วย แต่ก็จะมีบางส่วนประกอบที่เป็นสารเคมีอยู่ด้วย ดังนั้นจึงมีข้อควรระวังก่อนใช้งาน ดังนี้

  1. ระวังอย่าให้ละอองของสเปรย์กำจัดยุงเข้าตา ปาก หรือจมูก
  2. เมื่อใช้สเปรย์เสร็จแล้วต้องล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำ และสบู่ทุกครั้ง
  3. อย่าฉีดพ่นในห้องที่มีเด็กอ่อน หรือผู้ป่วย
  4. ห้ามทิ้งภาชนะบรรจุที่ใช้หมดแล้วลงในแม่น้ำ คู คลอง แหล่งน้ำสาธารณะ แต่ควรจัดเก็บทิ้งในที่เหมาะสม และห้ามเผาไฟเด็ดขาด เพราะจะเกิดอันตรายได้

การใช้งานสเปรย์ฉีด กำจัดยุง หากคุณพ่อคุณแม่มีการใช้งานแล้วเกิดมีละอองสเปรย์สัมผัสถูกตามร่างกาย ให้ดูแลแก้พิษเบื้องต้นดังนี้…

  1. หากถูกผิวหนังให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดจำนวนมากๆ ถ้าเปื้อนเสื้อผ้าให้รีบถอดออก แล้วเปลี่ยนใหม่ทันที
  2. หากมีการสูดดมเข้าไปขณะฉีดสเปรย์ ให้รีบออกจากบริเวณนั้นทันที
  3. หากเข้าตาให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดจนอาการระคายเคืองตาทุเลาลง แล้วรีบไปพบแพทย์ทันที
  4. หากมีละอองสเปรย์เข้าปาก ห้ามทำให้อาเจียน แต่ให้รีบนำส่งแพทย์พร้อมภาชนะบรรจุฉลาก หรือใบแทรกของผลิตภัณฑ์สเปรย์ฉีดยุงตามยี่ห้อนั้นๆ

การเลือกใช้สเปรย์ฉีดกำจัดยุงนั้นในปัจจุบันนี้มีออกมาให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ ซึ่งประสิทธิภาพการใช้งานก็จะแตกต่างกันออกไป และที่ได้รับความนิยมกันมากในครอบครัวที่มีลูกเล็ก และรักสุขภาพก็มักจะเลือกซื้อเป็นสูตรที่มาจากสารสกัดธรรมชาติ เพราะปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคนในครอบครัว

และนี่สเปรย์ฉีดกำจัดยุง 5 ยี่ห้อ ที่ทุกครอบครัวทั่วไทยนิยมซื้อมาใช้และมีติดบ้านกันค่ะ ที่สำคัญทั้งหมดนี้เป็นสูตรที่ปรับมาให้เหมาะกับความปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคนในครอบครัว แต่ประสิทธิภาพในการกำจัดยุงยังเหมือนเดิม ไปดูกันคะว่า แต่ละยี่ห้อเขามีดีอะไรกันบ้าง

สเปรย์ฉีด กำจัดยุง

 

สำหรับการเลือกใช้สเปรย์ฉีดกำจัดยุง หากคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลในเรื่องความปลอดภัย เดี๋ยวนี้ก็จะมีสเปรย์ฉีดกำจัดยุงที่สกัดมาจากสารธรรมชาติ ทั้งจากดอกไพรีทรัม ตะไคร้หอม ยูคาลิปตัส ฯลฯ ซึ่งปลอดภัยไม่มีสารตกค้าง ดังนั้นเพื่อสุขภาพของลูก และทุกคนในครอบครัว คุณแม่ลองหาตัวช่วยในการไล่และจำกัดยุงที่อ่อนโยนต่อสุขภาพด้วยการใช้สเปรย์ฉีดกำจัดยุงที่เป็นเป็นมิตรต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมกันดูนะคะ

ท้ายสุดที่อยากจะฝากไว้สำหรับการใช้สเปรย์ฉีดกำจัดยุง ถึงแม้จะเป็นสูตรที่อ่อนโยน มีสารสกัดจากธรรมชาติ หรือไม่ว่าจะเป็นสูตรแบบไร้กลิ่น ซึ่งในการใช้งานที่ปลอดภัยไม่ควรนำมาฉีดไล่ยุงในขณะที่มีเด็กเล็กๆ หรือคนในครอบครัว รวมทั้งสัตว์เลี้ยงอยู่ในบริเวณที่ต้องการฉีดสเปรย์ไล่ยุง และที่สำคัญก่อนใช้งานแนะนำให้อ่านฉลากผลิตภัณฑ์อย่างละเอียดกันด้วยนะคะ เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน และสุขภาพ …ด้วยความใส่ใจและห่วงใยค่ะ

 

ถ่ายภาพลูก

10 ไอเดีย ถ่ายภาพลูก สุดจี๊ด พร้อมเทคนิคถ่ายภาพแบบมือโปร!

โด่งดังไปทั่ว เมื่อคุณพ่อชาวแคลิฟอร์เนียจัดฉาก ถ่ายภาพลูก สาววัย 9 เดือนชื่อ “น้องโซอี้” พร้อมโพสต์ลงผ่าน  Instrgram ส่วนตัว ที่บอกเลยเป็นไอเดียการถ่ายภาพลูกที่น่าสนใจ เพราะแต่ละภาพของพ่อนั้น สื่อออกมาอย่างได้อารมณ์จริง ๆ เลยละค่ะ จะจัดเต็มขนาดไหน ฮาหรือไม่นั้น ไปชมกันเลย 

10 ไอเดีย ถ่ายภาพลูก สุดจี๊ด

ถ่ายภาพลูก
หนูน้อยโซอี้ นักดับเพลิงตัวน้อย ที่พร้อมจะดับเพลิงแล้ว หลังจากคุณพ่อปิ้งไส้กรอกไหม้
ถ่ายภาพลูก
เมื่อจู่ ๆ คนแคระมาปรากฎในสวนหลังบ้าน งานนี้ทำเอาคนสวยถึงกับตกใจ!
ถ่ายภาพลูก
เพราะขับรถเร็วแท้ ๆ ทำให้หนูน้อยโซอี้เลยโดนตำรวจแจกใบสั่ง
ถ่ายภาพลูก
นั่นแน่! จับได้แล้ว สองพ่อลูกศิลปิน ที่ชอบขีดเขียนสีตามกำแพง
ถ่ายภาพลูก
อื้อหืม! ไก่ทอดลุงหนวดสาขาไหนกันเนี่ย ทำไมน่าทานจังเลย

ดูไอเดียภาพถ่ายลูกสุดจี๊ดไม่ซ้ำใครเพิ่มเติมได้ที่หน้าถัดไป

พ่อแม่มืออาชีพ

เคล็ดลับเลี้ยงลูก ฝึกตัวเองเป็นพ่อแม่มืออาชีพ

มีบทความหนึ่งที่น่าสนใจจากเพจ เลี้ยงลูกนอกบ้าน เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกที่ไม่มีสอนกันในห้องเรียน แล้วคุณพ่อ คุณแม่ ฝึกตัวเองให้เป็น พ่อแม่มืออาชีพ จากที่ไหนกันล่ะ นั่นคือคำถามของใครหลายๆ ที่ยังไม่เคยมีลูกสงสัย บทความที่เราจะมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันค่ะ

Continue reading “เคล็ดลับเลี้ยงลูก ฝึกตัวเองเป็นพ่อแม่มืออาชีพ”

ติดโทรศัพท์จนนอนดึก

โทรศัพท์ touch screen ทำ ‘สมองลูกเติบโตช้า’

วัยเด็ก เป็นวัยที่ต้องการการนอนหลับอย่างเพียงพอ เพราะเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาของสมอง เป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการที่ส่งผลไปตลอดชีวิต แต่รายงานจากนักวิจัยมหาวิทยาลัย Birbeck ในลอนดอนพบว่า เด็กอายุ 6-11 ขวบ ที่ ติดโทรศัพท์จนนอนดึก มีพัฒนาการทางสมองช้าลง

Continue reading “โทรศัพท์ touch screen ทำ ‘สมองลูกเติบโตช้า’”

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

สุดยอด 9 ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว หัวใจเธอแกร่งเกินร้อย

เปิด 9 สุดยอด ” ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว !” ที่บอกเลยหัวใจของพวกเธอแกร่งกว่าใคร เพราะไหนจะต้องทำงานในวงการบันเทิง ไหนจะต้องกลับมาทำหน้าที่แม่ของลูกอีก! เรียกได้ว่า คนเดียวก็ได้ไม่ง้อใคร นี่แหละ สตรอง! ของจริง

9 สุดยอด ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

คงไม่ต้องบอกว่า ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่กำลังจะพูดถึงนั้นมีใครบ้าง เพราะแต่ละคนนั้น มีชื่อเสียงในวงการด้วยกันทั้งสิ้น จะมีใครบ้างนั้น ไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

1. แอน สิเรียม

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

ที่ถึงแม้ว่าจะผ่านการแต่งงานมาแล้วหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่เคยทำหน้าที่คุณแม่ขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่ครั้งเดียว แถมคุณลูกยิ่งโตก็ยิ่งสวยเสียด้วย หากใครไม่รู้จักเธอมองเผินนี่นึกว่าพี่น้องกันเลยก็ว่าได้

2. ตุ๊ก ชนกวนันท์

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

อีกหนึ่ง ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ลูกสอง ที่งานนี้บอกเลยไม่ต้องพึ่งพาใคร แถมยังสอนให้ลูกรู้จักการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ติดดิน รับรองงานนี้โตขึ้นต้องเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพแน่ ๆ

3. พลอย พลอยพรรณ

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

คุณแม่สุดสตรองที่ต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อหาเงินเลี้ยงลูกลูกชายทั้งสองคน แต่ถึงแม้ว่าจะต้องแบกภาระหนักอึ้งขนาดไหนเธอก็ไม่เคยยอมแพ้

4. น้อย โพธิ์งาม

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว รุ่นใหญ่ ที่เลี้ยงลูกสาวคนสวย หญิง รฐา ให้เติบโตมาได้ดีที่สำคัญกตัญญูรู้คุณสุด ๆ จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวต้นแบบอีกคนเลยก็ว่าได้

5. มาช่า วัฒนพานิช

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

สุดยอดคุณแม่ดาราในวงการที่นอกจากจะสวยแล้วยังเสียงดี ผ่านมรสุมในชีวิตมามากมายแต่ก็ไม่เคยยอมแพ้เลย และในวันนี้ลูกชายสุดหล่อหัวแก้วหัวแหวนก็โตเป็นหนุ่มจนกลายเป็นขวัญใจของสาวเล็กสาวใหญ่ทั่วบ้านทั่วเมือง

6. ไอด้า ไอรดา

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

คุณแม่ดาราสุดแนว ที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง ควงคู่มากับลูกสาวสุดน่ารัก ความสัมพันธ์ของแม่ลูกคู่นี้ไม่ธรรมดาเลยละค่ะ เพราะเขาสนิทกันมาก เรียกได้ว่าเป็นได้ทั้งคุณแม่ ทั้งเพื่อน และพี่เลยละค่ะ

7. หมู พิมพ์ผกา

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคุณแม่รุ่นใหญ่สวยไม่สร่าง ที่ทำทุกอย่างได้เพื่อลูกชาย จนตอนนี้ลูกชายโตเป็นหนุ่มหล่อ เท่ ดูดี ขวัญใจมหาชน ที่นอกจากจะทำตัวดีน่ารักแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งหนุ่มหล่อที่รักและกตัญญูคุณแม่ งานนี้สาวไหนได้ใจไปครองละก็ โชคดีจนใคร ๆ ต่างพากันอิจฉาแน่นอน ฟันธง!

8. นิโคล เทริโอ

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

ดารานักร้องเสียงใส หน้าเด็กตลอดกาล ที่ถึงแม้ว่าตอนนี้อายุจะเข้าเลขสี่ตอนกลางแล้ว แต่ใบหน้าแลดูเหมือนสาวอายุเลขสามต้น ๆ ควงคู่มากับลูกชายสุดหล่อ ดูแล้วเท่ไม่ธรรมดา หากเดินไปด้วยกันนี่ เหมือนกับพี่สาวน้องชายมากกว่าแม่กับลูกอีกนะเนี่ย

9. โบว์ แวนด้า

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

ถึงแม้ว่าจะต้องผ่านเรื่องราวมากมายในชีวิต แต่ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคนสวยอย่าง โบว์ ก็สามารถลุกขึ้นยืนหยัดได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังทำหน้าที่คุณพ่อและคุณแม่ให้กับลูกสาวสุดน่ารักที่ตอนนี้ได้กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ตัวน้อยที่กำลังโด่งดังมีแฟนคลับมากมายทั่วประเทศแล้ว

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวหัวใจเกินร้อยที่เรานำเอามาฝากกัน แต่ละท่านนี่สวย ๆ เก่ง ๆ กันทั้งนั้นเลย และสำหรับคุณแม่ท่านไหนที่เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวหรือว่ากำลังจะเป็นนั้น วันนี้เราก็มีความลับในการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมาฝากกันด้วยนะคะ

ไขความลับในการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคนเก่งได้ ที่นี่!

 เคล็ดลับการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคนเก่ง

1. เดินหน้าลูกเดียว หากตอนนี้คุณแม่กำลังเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอยู่หรือกำลังจะเปลี่ยนสถานะมาเป็นละก็ หมดเวลาเศร้าโศกแล้วละค่ะ เพราะชีวิตตอนนี้ของเรา เดินหน้าได้อย่างเดียวเท่านั้น อดีตจะเป็นอย่างไร เลวร้ายขนาดไหนก็อย่าได้แคร์ เพราะอดีตเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่อนาคตของเราและคนที่เรารักนั้นสร้างได้!

2. หาจุดอ่อนของตัวเอง อย่าได้คิดว่าคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวนั้นจะต้องทำได้ไปทุกเรื่อง จนกลายเป็นการกดดันให้กับตัวเอง และถ้าความกดดันนั้นมีมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากจะเสียสุขภาพจิตตัวเองแล้ว อาจจะส่งผลทำให้ลูกของเราที่กำลังมองดูอยู่นั้นเครียดตามไปด้วย ดังนั้น หากคุณแม่รู้ว่า จุดอ่อนของแม่คืออะไร ก็ค่อย ๆ ปรับให้ดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องแกล้งทำเป็นว่าเราเก่งไปเสียทุกเรื่อง อย่าลืมนะคะ ไม่มีใครดีพร้อมไปเสียทุกอย่างหรอกค่ะ

3. พูดถึงแต่สิ่งดี ๆ ไม่ว่าคุณแม่จะแยกกับคุณพ่อของลูกด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ “อย่าพยายามพูดถึงพ่อของลูกในทางที่ไม่ดี” จริงอยู่ที่ใจของคุณอาจจะครุกรุ่นถึงเรื่องเก่า ๆ ในอดีต แต่ให้อธิบายให้ลูกเข้าใจถึงเหตุผลของการหย่าร้างหรือแยกกันอยู่นั้น แต่ไม่จำเป็นจะต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจในครั้งเดียวนะคะ ค่อย ๆ ใช้เวลาอธิบายไปโดยอิงในด้านของวัยวุฒิของลูกเป็นหลักนั้นดีที่สุดค่ะ

4. เปิดใจเข้าหากัน การเปิดใจคุยกับลูกในทุก ๆ เรื่องนั้นถือเป็นสิ่งที่คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวทุกคนควรทำเป็นอย่างมากเลยละค่ะ เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างความเชื่อใจในกันและกันแล้ว ยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับลูกให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ลองคุยกับลูกดูนะคะ เริ่มจากการคุยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เล่าให้ลูกฟังว่าวันนี้คุณไปเจออะไรมาบ้าง เชื่อเถอะค่ะว่า พอเวลาลูกมีอะไร ลูกก็จะนึกถึงคุณแม่และเล่าให้ฟังเช่นเดียวกัน

5. ให้เวลากับตัวเองบ้าง ไม่จำเป็นเลยละค่ะ ที่คุณแม่จะต้องยึดติดอยู่กับลูกตลอดเวลา เพราะการหาเวลาให้กับตัวเองได้ไปพบปะเพื่อนฝูง ไปดูหนัง หรือไปทำสวยบ้าง ทั้งนี้ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ แต่เป็นการชาร์จแบตให้กับตัวเองได้มีแรงสู้ต่อไปเท่านั้นเอง

และไม่ว่าคุณจะเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวแล้วหรือว่ากำลังจะเป็นก็ตาม อย่าโทษตัวเองเด็ดขาด เพราะการโทษตัวเองไม่ได้ส่งผลดีอะไรให้เลย มีแต่บั่นทอนตัวคุณและคนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกที่รักของคุณ ดังนั้น สู้ ๆ นะคะ หากคุณกำลังเหนื่อยและท้อละก็ มองหน้าลูกเอาไว้ให้มาก ๆ รับรองเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยละค่ะ


เครดิต: กระปุกดอทคอม

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลักพาตัวเด็ก

ระวังภัยจากการล่อลวงเด็ก และแก๊งลักเด็ก

แม้ข่าวรถตู้ลักเด็กทำเอาคุณพ่อคุณแม่ขวัญผวา จะกลายเป็นแค่เรื่องลวงโลกที่ชอบแชร์ต่อๆ กันในโซเชียลมีเดีย แต่เหตุการณ์ ลักพาตัวเด็ก ก็ยังมีให้เห็นอยู่เนืองๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ของบ้านเรา โดยเฉพาะข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนใจเมื่อหลายปีก่อนกับข่าวน้องการ์ตูน วัย 6 ขวบ

Continue reading “ระวังภัยจากการล่อลวงเด็ก และแก๊งลักเด็ก”

เด็กเก็บกด ส่งผลต่อความสุข และพัฒนาการ

4 ข้อ ควรระวัง ถ้าไม่อยากให้ลูกเป็นเด็กเก็บกด

เป็นเรื่องปกติที่คุณพ่อ คุณแม่ทุกคนก็คาดหวังในตัวลูก อยากให้ลูกเรียนเก่ง ประสบความสำเร็จในชีวิต จึงส่งเสริมให้ลูกน้อยเรียน จนบางครั้งก็หักโหมเกินไป การเรียนแบบนี้คงไม่ดีสักเท่าไหร่ เพราะลูกน้อยอาจกลายเป็น เด็กเก็บกด จากการกดดันเรื่องการเรียนของคุณพ่อ คุณแม่ไม่รู้ตัว

เด็กเก็บกด ส่งผลต่อความสุข และพัฒนาการ

มีกรณีตัวอย่างหนึ่งจากเว็บไซต์ huffingtonpost เป็นบทความของคุณแม่ที่มีประสบการณ์จริงในการเลี้ยงลูกให้เรียนเก่ง และประสบความสำเร็จในชีวิต คุณแม่มีลูกชายชื่อ “แซม” เขาเริ่มเรียนรู้ทักษะการอ่านเมื่อขึ้นชั้น ป.1 (7 ขวบ) เพราะคุณแม่เชื่อว่าช่วงวัยก่อน 7 ขวบ ควรให้ลูกน้อยได้เรียนรู้ทักษะอื่นๆ นอกเหนือไปจากตำราเรียน จนแซมกลายเป็นเด็กเรียนเก่ง ได้ใบปริญญามาให้คุณแม่ชื่นใจด้วยเกียรตินิยม เกรดเฉลี่ย 3.93 คุณแม่จึงแบ่งปันเคล็ดลับเลี้ยงลูกเรื่องการเรียนรู้ และระมัดระวังการบังคับลูกไม่ให้กลายเป็นเด็กเก็บกด

1.อย่าจำกัดเวลาในการเล่นของลูก

เก็บกดจากพ่อแม่
ลูกเก็บกดจากพ่อแม่ ส่งผลต่อความสุข และพัฒนาการ

เด็กเล็กๆ เรียนรู้ได้ด้วยการเล่น พวกเขาจะเรียนรู้ด้วยการขุด การเต้นรำ การสร้าง การเคาะ ไม่ใช่เรียนรู้จากหน้ากระดาษ และพวกเขาจะยังได้เรียนรู้การปฏิสัมพันธ์กับเด็กคนอื่นๆ เรียนรู้การแก้ไขปัญหา การทำงานเป็นทีม ทุกๆ สิ่งรอบตัวที่ลูกเล่นคือการเรียนรู้ เขาจะได้สนุกกับการเรียนรู้ทักษะการอ่าน การบวกลบเลขต่างๆ โดยที่พวกเขาไม่ทันได้สังเกต แต่คุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูมักจำกัดเวลาเล่น และบังคับให้ลูกน้อยอ่านหนังสือ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

2.อย่าจำกัดเวลาในการออกกำลังกายของลูก

เก็บกดกดดัน
ลูกเก็บกดจากพ่อแม่ ส่งผลต่อความสุข และพัฒนาการ

เด็กเล็กๆ มักมีพลังเหลือล้น จนดูเหมือนไม่มีข้อจำกัด เขาจะเรียนรู้ได้ดีขึ้น เมื่อเขาได้เคลื่อนไหวร่างกาย และจากการวิจัยยังยืนยันอีกด้วยว่า เด็กที่มีการเคลื่อนไหว วิ่งเล่นไปรอบๆ และเล่น จะมีทักษะในการคิดที่ดีขึ้น และเพิ่มการทำงานของสมอง แต่คุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูมักสั่งห้ามไม่ให้ลูกวิ่งเล่น เพราะกลัวจะหกล้ม กลัวเจ็บ กลัวชนคนอื่น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เลี้ยงลูกกดดัน
ลูกเก็บกดจากพ่อแม่ ส่งผลต่อความสุข และพัฒนาการ

คุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูบางคน มักกดดันลูกน้อย เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนชั้นอนุบาล หรือชั้นประถมศึกษา ด้วยการฝึกให้ลูกน้อยทำแบบทดสอบต่างๆ จากการอ่านหนังสือ คือการท่องจำ แล้วทำแบบทดสอบ ไม่ได้ฝึกให้ลูกน้อยฝึกคิด และวิเคราะห์ด้วยตัวเอง ทำให้ลูกน้อยไม่เกิดกระบวนการในการเรียนรู้ ทั้งยังแสดงถึงความไม่ใส่ใจในตัวเด็กอย่างจริงจัง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

4.อย่าทำให้ลูกรู้สึกท้อแท้ หรือล้มเหลว

การเลี้ยงลูกแบบผิด ๆ
ลูกเก็บกด จากพ่อแม่ ส่งผลต่อความสุข และพัฒนาการ

พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิต แต่การคาดหวังในตัวลูกสูงเกินไป อาจทำให้พ่อแม่ผิดหวัง เมื่อลูกไม่สามารถทำในสิ่งที่พ่อแม่คิดไว้ได้ เขาจะรู้สึกท้อแท้ และล้มเหลวในชีวิต เขาจะเติบโตขึ้นมากับประสบการณ์ชีวิตที่ขุ่นมัว โดยเฉพาะเด็กวัยอนุบาลที่ต้องต่อสู้ และดิ้นรนในโรงเรียนที่มุ่งเน้นด้านการศึกษา ถ้าเขาทำไม่ได้ จะกลายเป็นความผิดหวัง ไปจนถึงจุดที่เขารู้สึกว่า “เกลียดโรงเรียน”

เด็กเก็บกด
เด็กเก็บกด ส่งผลต่อความสุข และพัฒนาการ

อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ทักษะทางด้านวิชาการ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่คุณพ่อ คุณแม่ก็อย่าลืมความสุขในการเรียนของลูกน้อย ลองหาแนวทางในการเรียน เน้นสอนในสิ่งที่ลูกชอบ และเหมาะสมกับเขามากที่สุด ลูกน้อยจะเกิดความกระตือรือร้นในการเรียนได้ด้วยตัวเองค่ะ

อยากให้ลูกเรียนรู้อย่างสนุกสนาน เพื่อลูกฉลาด ดี และมีสุข

แม่น้องเล็ก

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง คลิก!!

กดดันเรื่องการเรียน ได้ผลเสียมากกว่าผลดี

วิธีสอนลูกเรียนเก่ง เริ่มต้นได้ที่บ้าน

ภาวะเครียดในเด็ก แก้ไขอย่างไร ?

การเรียนลูก เป็นเพียงเรื่องของครู จบที่โรงเรียนจริงหรือ?

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Save