เมนูต้านหวัด

สุดยอด เมนูต้านหวัด ป้องกันลูกน้อยไม่ให้ป่วยบ่อย (ซุปมักกะโรนีมะเขือเทศต้านหวัด)

แม้เป็นเพียงอาหารก็สามารถช่วยป้องกันลูกน้อยไม่ให้เป็นหวัดได้ กับ เมนูต้านหวัด อย่าง “ซุปมักกะโรนีมะเขือเทศ” ด้วยคุณสมบัติสุดเลิศของส่วนประกอบในเมนูนี้ แม้จะเป็นฤดูไหนก็ช่วยให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรงได้

Continue reading “สุดยอด เมนูต้านหวัด ป้องกันลูกน้อยไม่ให้ป่วยบ่อย (ซุปมักกะโรนีมะเขือเทศต้านหวัด)”

16 วิธีล้างผักผลไม้ ให้ปลอดสารก่อนให้ลูกทาน

ไม่อยากให้ลูกท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ต้องรู้จัก วิธีล้างผักผลไม้ ให้สะอาดและปลอดสาร!

 

 

ด้วยความรักและห่วงใยในสุขภาพของลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่ทุกคนก็ย่อมที่จะเลือกสรรสิ่งดี ๆ และปลอดภัยให้กับลูก ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้หรืออาหารการกิน … และแน่นอนค่ะว่า ในเรื่องของอาหารการกินนั้น คือสิ่งที่เราเป็นห่วงลูก ๆ มากที่สุด จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องเตรียมผักและผลไม้ให้ลูกได้ทานกัน … แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่า ผักและผลไม้ที่เราให้ลูกทานนั้น สะอาดและปลอดภัยจากสารพิษจริง ๆ เพราะถ้าหากเราล้างสารพิษเหล่านี้ไม่สะอาด ลูกน้อยของเขานี่แหละ ที่จะได้รับผลกระทบไปเต็ม ๆ

ผักและผลไม้สดที่วางจำหน่ายตามท้องตลาดส่วนใหญ่จะมีสารพิษจากยาป้องกัน และสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างอยู่ รวมไปถึงเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และสารโลหะหนักอื่น ๆ ที่ปะปนมากับผักผลและไม้ ซึ่งสารเหล่านี้จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งโรคที่มาพร้อมกับผักและผลไม้ที่ปนเปื้อนสารพิษจะมีทั้งโรคชนิดที่เกิดแบบเฉียบพลันและโรคเรื้อรัง ได้แก่

  • อาการเฉียบพลัน เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืด หายใจไม่ออก ปวดท้อง ท้องเสีย เป็นไข้ ตัวชา หรือแม้แต่หมดสติไป หรือที่เรียกว่า “อาหารเป็นพิษ
  • ส่วนโรคเรื้อรังของการได้รับสารพิษที่มาจากผักและผลไม้ ส่วนมากจะมาจากการได้รับสารจากยาฆ่าแมลง เช่น ทำให้เกิดโรคมะเร็ง โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคกระเพาะอาหาร การเจริญเติบโตที่ผิดปกติในเด็กและทำให้เกิดความเครียด เป็นต้น

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับคุณพ่อคุณแม่ว่า ลูก ๆ จะได้รับประทานผักและผลไม้อย่างปลอดภัยจริง ๆ ทีมงาน Amarin Baby and Kids จึงได้รวบรวมเอา 16 วิธีการล้างผักและผลไม้ให้ปลอดภัยไร้สารตกค้างมาฝากกันค่ะ

พบกับ 16 วิธีการล้างผักและผลไม้ให้ปลอดภัยไร้สารพิษได้ที่หน้าถัดไปค่ะ

อยากผอมสวย

แม่จ๋า…อยากผอมสวย แค่เดินก็ช่วยได้

เมื่อแม่อย่างเรา “อยากผอมสวย” แต่เวลาน้อย การเดินอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้เราผอมได้!

 

 

ไม่ต้องแปลกใจเลย ทำไมแม่ ๆ อย่างเราถึงผอมยากผอมเย็น นับวันก็ยิ่งอ้วนขึ้นอ้วนขึ้น ลูกก็ชอบบ่นว่าแม่อ้วน สามีก็เอาแต่มองหน้า … ก็ใครละจะไปคิดว่าจากคนหุ่นผอมสวยจะกลายเป็นสาวจ้ำม่ำอวบอั๋นไปได้ อีกอย่างใช่ว่าเราจะอยากเป็นแบบนี้เสียหน่อย แต่เวลาออกกำลังกายทีไร คนนู้นก็เรียก คนนี้ก็เรียก แล้วจะหาเวลาส่วนตัวที่ไหนมาทำให้สวยได้กัน

อย่าได้กังวลไปค่ะคุณแม่คนเก่งทั้งหลาย … หากคุณไม่สามารถหาเวลาออกกำลังกายเป็นกิจลักษณะได้ละก็ วันนี้ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอนำเสนอวิธีสุดแสนจะคลาสสิคที่ประหยัดทั้งประหยัดทั้งเวลามาฝากคุณแม่ทุก ๆ คนและนั่นก็คือ “การเดิน” นั่นเอง …. ว่าแต่ จะเป็นไปได้อย่างไรนั้น เราไปหาคำตอบนี้พร้อม ๆ กันเลยค่ะ

ทำไม “การเดิน” ถึงเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด? คลิก!

ลูกชมพู่ อารยา

เผยโฉมหน้า ลูกแฝดชายทั้ง 2 ของคุณแม่ชมพู่ ก่อนครบกำหนดนัดคลอด!

เผยโฉมหน้า ลูกชมพู่ อารยา ก่อนครบกำหนดนัดคลอดในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งก็เชื่อว่าวินาทีนี้ไม่มีใครตื่นเต้นเท่ากับว่าที่คุณพ่อน็อตและคุณแม่ชมพู่แน่นอน

Continue reading “เผยโฉมหน้า ลูกแฝดชายทั้ง 2 ของคุณแม่ชมพู่ ก่อนครบกำหนดนัดคลอด!”

ภาวะครรภ์เสี่ยง

ภาวะครรภ์เสี่ยง ที่ต้องสังเกตและระวัง!

ภาวะครรภ์เสี่ยง เป็นเรื่องที่ผู้หญิงทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง นั่นเพราะผลกระทบที่ตามมาอาจทำให้สุขภาพของทั้งตัวแม่ท้อง และทารกในครรภ์เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ขณะอยู่ในครรภ์ของแม่ ดังนั้นเพื่อให้เป็นการตั้งครรภ์คุณภาพ เราจะไปเช็กพร้อมกันว่าครรภ์เสี่ยงที่ว่านี้คืออะไร ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อมูลมาฝากกันค่ะ

ภาวะครรภ์เสี่ยง มาจากปัจจัยใดได้บ้าง?

สำหรับ ภาวะครรภ์เสี่ยง ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับแม่ท้องทุกคนนั้น หมายถึง เป็นภาวะความเสี่ยงทางสุขภาพที่เกิดขึ้นได้กับตัวแม่ท้อง และก็ทารกในครรภ์ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดครรภ์เสี่ยงมาได้จากหลายปัจจัย ดังนี้…

  • มีการตั้งครรภ์ในอายุที่มากกว่า 35 ปีขึ้นไป
  • มีการตั้งครรภ์ที่อายุน้อยกว่า 16 ปี
  • ครอบครัวมีประวัติโรคติดต่อทางพันธุกรรมต่างๆ
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดระหว่างครรภ์
  • มีประวัติแท้งคุกคามในครรภ์แรก
  • มีประวัติครรภ์เป็นพิษในท้องแรก
  • มีประวัติคลอดลูกก่อนกำหนด
  • มีประวัติเคยได้รับการผ่าตัดที่ตัวมดลูกหรืออวัยวะสืบพันธุ์
  • มีประวัติทารกพิการทางด้านสมองในท้องแรก
  • แม่ท้องที่มีหมู่เลือด Rh ลบ ร่างกายขอแม่มีโอกาสสร้างภูมิต้านทานเลือด Rh+ ของลูก จนไปทำลายเม็ดเลือดแดง ลูก ซึ่งเสี่ยงต่อการแท้ง และอาจทำให้ลูกเสียชีวิตได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์
  • แม่เป็นเบาหวานชนิดต้องพึ่งพาอินซูลิน
  • แม่เป็นโรคหัวใจแล้วตั้งครรภ์
  • แม่เป็นโรคโลหิตจางแล้วตั้งครรภ์
  • ระหว่างตั้งครรภ์แม่สูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์

Good to know… ภาวะครรภ์เสี่ยง หมายถึง การตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงซึ่งส่งผลกระทบต่อแม่และทารกในครรภ์ โดยอาจทำ ให้เกิดอันตรายหรือเสียชีวิตได้ทั้งในขณะตั้งครรภ์ คลอด หรือหลังคลอด[1]

บทความแนะนำ คลิก>> แอสไพริน ป้องกันครรภ์เป็นพิษ ได้จริงหรือไม่?

สำหรับครรภ์เสี่ยง หากให้พูดกันจริงๆ คือสามารถเกิดขึ้นได้กับแม่ท้องทุกคน ทั้งการตั้งครรภ์แรก ตั้งครรภ์ในท้องถัดๆ ไป ซึ่งวิธีป้องกันที่ดีที่สุดแนะนำว่าให้ไปตรวจสุขภาพก่อนมีการตั้งครรภ์ และเมื่อรู้ตัวแล้วตั้งครรภ์ให้รีบไปฝากครรภ์กับคุณหมอทันที ส่วนการคลอดลูกควรอยู่ในการแนะนำจากคุณหมอว่าคลอดธรรมชาติ หรือต้องผ่าคลอด 

อ่านต่อ อาการเสี่ยงที่ต้องระวังระหว่างตั้งครรภ์ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

หลอดลมตีบ

แม่แชร์ประสบการณ์รับมือลูก หลอดลมตีบเฉียบพลัน

หลอดลมตีบเฉียบพลัน ค่าออกซิเจนต่ำ เกือบทำให้ลูกตัวเขียวเสี่ยงถึงชีวิต เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงจากคุณแม่สรัญญา ซึ่งเป็นแฟนสมาชิกของเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids ที่ส่งเรื่องเข้ามาเพื่อแชร์ให้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกครอบครัวที่มีลูกเล็ก ได้เฝ้าเตือนตัวเองให้หมั่นสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับลูกค่ะ

 

หลอดลมตีบเฉียบพลัน เสียงเตือนของแม่ที่มีลูกเล็ก!!

น้องพอใจอายุ 2 ขวบ 10 เดือนมีอาการ หลอดลมตีบเฉียบพลัน  จนต้องเข้ารักษาตัวเป็นการด่วนกลางดึก ผู้เขียนอยากให้คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กๆ ได้อ่านเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับครอบครัวของคุณแม่สรัญญา ที่เกือบจะสูญเสียลูกไปหากพาไปโรงพยาบาลช้าเพียงอีกเสียวนาที ซึ่งก่อนหน้าที่น้องพอใจจะเข้ารักษาอาการหลอดลมตีบแบบเฉียบพลัน คุณแม่ได้เล่าว่าน้องไม่ได้มีอาการแสดงเตือนว่าไม่สบายใดๆ เลย ไม่ว่าจะอาการไข้ ไอ หรือมีน้ำมูกก็ไม่มี คือทุกอย่างปกติดี !? และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น…

“คนเป็นพ่อแม่ต้องระวัง และอย่าชะล่าใจกับอาการผิดปกติของลูก ก่อนอื่นขอเล่าลำดับเหตุการณ์ให้ฟังตามนี้ค่ะ ลูกเราไม่มีอาการอะไรเลย เล่นปกติ น้ำมูกหรือไอสักนิดก็ไม่มี หลังจากหลับไปสักพัก ช่วงเที่ยงคืน ลูกหายใจคล้ายคนกรนอยู่ 2 ครืนเล็กๆ เรายังพูดกับแฟนว่า เดี๋ยวลูกเป็นหวัดแน่พรุ่งนี้

จนช่วงเที่ยงคืนครึ่ง ลูกเริ่มไอคล้ายกับจะเอาเสมหะออกมา คือไอหนักมากพยายามจะอ๊วกตลอดเวลา แม่เลยจับมานั่งเคาะปอดแล้วให้นอนตัก  ปรึกษาแฟนว่าพรุ่งนี้เช้าจะรีบพาไปหาหมอ

แต่ช่วงประมาณตี 1 ครึ่งถึงตี 2 ลูกเริ่มไอหนักและถี่มากขึ้น ก็เลยเอายาแก้ไอละลายเสมหะให้ลูกกิน (ระหว่างนี้ไม่มีไข้)

พอตี 2 ครึ่งลูกเริ่มไอมีเสียงก้อง หายใจดังครืนคล้ายคนเป็นหอบ และเริ่มดิ้นเพราะคัดจมูก

ดูจากอาการที่ลูกเป็นเห็นแล้วท่าจะไม่ค่อยดี เราสองคนเลยขับรถพาลูกไปโรงพยาบาล ออกจากบ้านตี 3 ระหว่างทางก็พยายามฟังเสียงหายใจลูกตลอด ซึ่งก็ยังมีเสียงครืดๆ ด้วยความที่เป็นเด็ก ลูกนึกว่าจะได้ไปเที่ยว เขาก็เล่น หัวเราะตามประสา แต่ก็ยังหายใจหอบอยู่

พอถึงโรงพยาบาลตี 4 ลูกก็เข้าตรวจฉุกเฉินทันที  คุณหมอแจ้งเป็น Croup (หลอดลมตีบแบบเฉียบพลัน) คุณหมอสั่งพ่นอะดีนารีน พร้อมทั้งบอกกับเราสองคนว่า “ทำไมพาลูกมาช้า” ถ้าช้ากว่านี้เด็กตัวเขียวแน่ เพราะปากลูกเริ่มซีด และค่าออกซิเจนตกลงอย่างน่ากังวล คุณหมอและพยาบาลคุยกับเราสองคนว่าลูกอาจต้องเข้าห้องไอซียู แต่ให้ดูอาการหลังพ่นยาก่อน

ตื่นเช้ามาช่วง 6 โมงลูกอาการเริ่มดีขึ้น ค่าออกซิเจนเพิ่มขึ้นจากเดิม แต่ยังถือว่าต่ำอยู่ และเริ่มมีไข้สูงถึง 40.6 องศา คุณหมอสั่งให้แอดมิดต่อ โดยครอบให้ออกซิเจนตลอด พ่นยาทุก 4 ชั่วโมง ฉีดยาทุก 8 ชั่วโมง ทานยามื้อละ 5-6 ตัวยา ผู้ช่วยพยาบาลเดินมาวัดออกซิเจนทุกครึ่งชั่วโมง มีฉีดยาทุก 12 ชั่วโมง น้องพอใจต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่ 6 วัน อาการถึงเริ่มดีขึ้น พออาการลูกเริ่มดีขึ้นก็ขออนุญาตคุณหมอมาพักฟื้นต่อที่บ้าน ปัจจุบันลูกยังมีอาการหลอดลมบวมอยู่นิดหน่อยค่ะ มีไอบ้าง

คุณแม่อยากบอกว่ารู้สึกขอบคุณความวิตกจริตของตัวเองมากที่ไปหาหมอได้ทัน ถ้าวันนั้นชะล่าใจลูกไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง เราในฐานะแม่คนหนึ่ง ก็อยากฝากถึงคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ให้เฝ้าสังเกตอาการผิดปกติของลูก แม้เพียงเล็กน้อยก็อย่าชะล่าใจ และให้เฝ้าดูเป็นระยะจนหาหมอได้ทันเวลาค่ะ

 

บทความแนะนำ คลิก>> แม่เตือน! ลูกป่วยเป็นไวรัสไข้สูงตรวจหาอะไรก็ไม่เจอ!

สำหรับอาการหลอดลมอักเสบโดยมากแล้วจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กเป็นหวัดมีน้ำมูก แต่ในกรณีของน้องพอใจถือเป็นเคสสุดวิสัย อย่างมาก แต่ก็โชคดีที่คุณพ่อคุณแม่สังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับลูก แล้วรีบพาไปโรงพยาบาลได้เร็วทันการณ์ค่ะ   

อ่านต่อ การสังเกตอาการเบื้องต้น โรคครูป หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

พัฒนาการเกินวัย

วิจัยชี้ 9 สัญญาณ บ่งบอก ลูกของคุณฉลาดเกินเกณฑ์ พัฒนาการเกินวัย!

หากลูกของคุณนั้นมีวุฒิภาวะดีกว่าเด็กอื่นๆในวัยเดียวกัน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าลูกเป็นเด็กที่ฉลาดเกินเกณฑ์ มี พัฒนาการเกินวัย หรือใกล้เคียงกับการเป็นอัจฉริยะเลยก็ว่าได้

 

เชื่อว่ามีคุณพ่อคุณแม่หลายคนที่มีลูกเป็นเด็กฉลาด มีพัฒนาการเก่งเกินวัย ทำให้แอบหวังอยู่ว่า ลูกของเราอาจจะเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์พิเศษ..หรือเป็นเด็กอัจฉริยะ หรือเปล่าน๊า….ซึ่งเรื่องของการเรียนรู้พ่อแม่สามารถช่วยส่งเสริมลูกได้ เพราะพัฒนาการด้านสมองและการเรียนรู้เป็นผลโดยตรงจากการเลี้ยงดู แต่จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าเราเช็กได้ว่า ลูกเรามีสัญญาณบ่งบอกว่า เค้าเป็น “เด็กฉลาด” หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อเราจะได้ส่งเสริมลูกได้ถูกทางยิ่งขึ้น เนื่องจากช่วงเวลาสำคัญของการเรียนรู้และการพัฒนาสมองที่ได้ผลไวที่สุด คือในช่วง 3 ปีแรกของชีวิต

9 สัญญาณ บ่งบอกว่า ลูกเป็นเด็กฉลาดเกินเกณฑ์ พัฒนาการเกินวัย

และเพราะความฉลาดทางเชาวน์ปัญญา หรือ IQ นั้น ไม่ใช่เกณฑ์วัดความรู้ที่มีอยู่ แต่เป็นสิ่งที่วัดความสามารถในการรับข้อมูลใหม่ๆ ของคุณต่างหาก ทั้งวิธีการคิด การใช้เหตุผล การคำนวณ และการเชื่อมโยงต่างๆ การวิจัยพบว่า IQ ของคนเราถูกกำหนดมาตั้งแต่วัยเด็กแล้ว คุณไม่สามารถไปเพิ่มมันได้ แต่ IQ ก็ไม่ใช่ตัววัดว่าใครจะประสบความสำเร็จมากกว่าใคร และถึงอย่างไรพ่อแม่หลายๆ คนก็คิดที่ว่า การที่ลูกฉลาด มีพัฒนาการเกินวัย หรือมี IQ สูงกว่าใคร ก็ย่อมดีกว่านั่นเอง

พัฒนาการเกินวัย

ซึ่งก็มีเด็กหลายคนที่คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าลูกของคุณนั่นฉลาดมากแค่ไหน ซึ่ง IQ เป็นสิ่งที่วัดยากมาก เพราะต้องใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองมาช่วย จึงมีคนจำนวนมากที่ไม่รู้ว่า IQ หรือความฉลาดเกินเกณฑ์ พัฒนาการเกินวัย ของลูกน้อยกันซะเท่าไหร่ แต่ก็ได้มีการวิจัยออกมาเผยว่า ถ้าลูกน้อยของคุณมีสัญญาณ นิสัย พฤติกรรม หรืออื่น ๆ ในตัวลูก ที่ตรงกับข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้ง 9 ข้อข้างด้านล่างนี้ ลูกของคุณก็มีโอกาสสูงที่จะมีไอคิวสูงกว่าคนปกติ หรือฉลาดกว่าคนปกตินั่นเอง

1. มีแม่ฉลาดอยู่แล้ว!

มีงานวิจัยออกมาว่า “ความฉลาดของลูก มาจากสมองแม่” โดยมหาวิทยาลัย Ulm ในเยอรมันทำงานวิจัยนี้มาในปี 2016 ว่ายีนที่สัมพันธ์กันกับความสามารถในการรับรู้ของเด็ก มาจากโครโมโซมเอ็กซ์ คือโครโมโซมที่มาจากแม่นี่ล่ะ  และยังมีงานวิจัยอีกอันทำโดย เมดิคัล รีเสิร์ช คาวน์ซิล เมื่อปี 1994 วัดผลจากเด็ก 12,000 คน พบว่า ไอคิวของแม่เป็นตัวบอกความฉลาดของลูกได้ดีที่สุด

⇒ Must read : จริงหรือไม่? แม่แพ้ท้องหนักมากจะทำให้ลูกฉลาด IQ สูง
⇒ Must read : นักวิจัยพิสูจน์แล้ว! ลูกจะสืบทอดสติปัญญาจากแม่ได้มากกว่าพ่อ

2. ลูกคุณมีขนาดศีรษะที่ใหญ่

มีงานวิจัยจากเจอร์นัล Molecular Psychiatry ออกมาบอกว่าเด็กที่เกิดมามีหัวโตกว่าหัวเด็กคนอื่นๆ โดยเฉลี่ย จะเป็นเด็กที่ฉลาดเกินมาตรฐานได้ ลองวัดหัวลูกดูนะว่า ถ้าลูกหัวเส้นรอบวง 13 ถึง 14 นิ้ว หรือ 34 ถึง 35 เซนติเมตร จะมีแนวโน้มที่เรียนจบด้วยคะแนนสูงเกินเพื่อนๆ ได้เมื่อตอนเขาโตขึ้นมา

พัฒนาการเกินวัย

3. ลูกเริ่มหัดอ่านหนังสือก่อนเด็กคนอื่น

การศึกษาของประเทศอังกฤษได้ทำการทดลองจากคู่แฝดทั้งหมด 2,000 คู่ เด็กคนที่เริ่มหัดอ่านหนังสือก่อนจะมีไอคิวสูงกว่าคู่แฝดที่เริ่มทีหลัง นักวิจัยได้กล่าวว่า เหตุผลที่เด็กที่หัดเริ่มอ่านหนังสือก่อนมีไอคิวที่สูงกว่า ก็เพราะว่าการอ่านเป็นส่วนในการช่วยพัฒนาสมองที่สำคัญ ทำให้เด็กที่เริ่มอ่านก่อนฉลาดกว่า แต่นี้ไม่ได้หมายความว่า เพราะเด็กคนนี้ฉลาดก็เลยเริ่มอ่านหนังสือได้เร็ว แต่จริงๆก็คือการเริ่มอ่านหนังสือเร็วช่วยให้เด็กฉลาดนั้นเอง

⇒ Must read : พ่อแม่ฉลาดเลือก ลูกรักฉลาดอ่าน!
⇒ Must read : พัฒนาการช้า เรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องสังเกตลูก

4. ลูกถนัดซ้าย

กลับกลายเป็นว่าที่คุณคูรสมัยก่อน ชอบบังคับให้เด็กที่ถนัดซ้ายฝึกเขียนหนังสือมือขวากลายเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรทำ มีการศึกษาหนึ่งได้แสดงให้เห็นว่า คนที่ถนัดมือซ้ายจะมีความเกี่ยวข้างกับวิธีการคิดแบบอเนกนัย (Divergent Thinking) ซึ่งหมายความว่า คนเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงสองสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันในเชิงที่มีความหมายได้ และนี้ก็เป็นสัญลักษณ์แห่งความฉลาด

5. เป็นเด็กขี้กังวล

มันยากที่จะเชื่อว่าความวิตกกังวลเป็นสิ่งที่ดี แต่มันมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าความวิตกกังวลไม่ใช่สิ่งที่แย่ซะทีเดียว จิตแพทย์นามว่า Jeremy Coplan  ได้ทำการศึกเกี่ยวกับโรควิตกกังวลของมนุษย์ และเขาพบว่ายิ่งคนที่มีระดับความกังวลสูงยิ่งมีไอคิวที่สูงตามไปด้วย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจาก Interdisciplinary Center Herzliya ที่ประเทศอิสราเอล นักวิจัยพบว่าผู้เข้าร่วมที่มีความวิตกกังวลมากที่สุด เป็นผู้ที่โฟกัสไปที่งานและมีความกระตือรือร้นมากที่สุดเช่นกัน

พัฒนาการเกินวัย

6. ชอบเล่นดนตรี

มีการวิจัยหลายงานที่แสดงให้เห็นว่า ดนตรีเป็นส่วนช่วยในเรื่องการพัฒนาสมองและความฉลาด นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของการโฟกัสและการควบคุมตัวเองอีกด้วย จากการวิจัยของนักจิตวิทยานาม Sylvain Moreno เขาได้นำเด็กอายุระหว่าง 4-6 ขวบ มาทั้งหมด 48 คน และได้แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละ 24 คน กลุ่มแรกให้เข้าห้องเรียนดนตรี ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งให้เข้าห้องเรียนทัศนศิลป์ เด็กทั้งสองกลุ่มต้องเรียนวันละ 1 ชม.ต่อวัน ทั้งหมด 5 วันต่อสัปดาห์ เวลาผ่านไป 1 เดือน ผลสรุปออกมาว่า เด็กกลุ่มแรกที่เรียนดนตรีมีการพัฒนาทางไอคิวมากกว่าเด็กอีกกลุ่มนึง ดังนั้นการลงเรียนดนตรีตอนยังเป็นเด็กจึงมีส่วนช่วยให้เราฉลาดขึ้นนั่นเอง

7. เป็นพี่ชายคนโตสุดของตระกูล

ผลการวิจัยพบว่าพี่ชายคนโตสุดของบ้านนั้นมักจะเป็นคนที่มีทักษะกระบวนการด้านความคิด และ IQ ที่ค่อนข้างจะสูงพอสมควรเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับเด็กๆ ภายในบ้านที่อายุลดหลั่นกันไป ด้วยเหตุนี้เองเราจึงมักที่จะเห็นพี่คนโตสุดของตระกูลประสบความสำเร็จมากกว่าน้องๆ ที่เด็กกว่าในตระกูล

⇒ Must read : 10 เรื่องที่ พ่อแม่ต้องเจอ เมื่อมีลูกชาย
⇒ Must read : 5 ข้อดีและข้อเสียของการ มีลูกคนเดียว

8. เป็นเด็กช่างสงสัย

หากลูกของคุณ กลายเป็นเจ้าหนูจำไม ช่างสงสัยในสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวไม่ว่าจะเป็น ทำไมท้องฟ้าถึงมีสีฟ้า ไอ้นั้นมีไว้ทำอะไร ไอ้นี้มีไว้ทำอะไร แล้วล่ะก็คุณก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีโอกาสสูงทีเดียวล่ะครับที่จะมีเชาว์ปัญญาสูงกว่าคนปกติทั่วๆ ไป โดยนักวิจัยทางด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยในกรุงลอนดอนนั้นพบว่า ผู้ที่มีลักษณะเป็นคนขี้สงสัยมากเป็นพิเศษนั้นเกิดมาจากการที่พวกเขานั้นมีความสนุกที่จะได้ค้นพบสิ่งแปลกใหม่รอบๆ ตัว ซึ่งจากสิ่งนี้นี่เองที่นำไปสู่กระบวนการทางด้านการพัฒนากระบวนการความคิดให้กับคนที่อยู่ในกลุ่มนี้

⇒ Must read : รับมือเจ้าหนูจำไมจอมดื้อ วัย 3-5 ขวบ
⇒ Must read : เทคนิคตอบคำถามลูกแบบได้ประโยชน์สูงสุด

พัฒนาการเกินวัย

9. เป็นเด็กตลก

ถ้าเห็นข้อนี้พวกตัวตลกทั้งหลายคงดีใจไม่น้อย นักวิจัยได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเป็นคนตลก กับ การเป็นคนฉลาด มุขหรือการล้อเล่นต่างๆที่ถูกผลิตออกมาจากความคิดอันเฉียบแหลมของคุณ มันไม่ใช่ว่าใครๆนึกจะเป็นคนตลกก็จะเป็นคนตลกได้

แน่นอนว่าหากนำ ทั้งหมดมารวมกัน  9 ข้อข้างต้น ก็สามารถแสดงให้เห็นว่าลูกน้อยของคุณเป็นเด็กที่ฉลาดกว่าเด็กทั่วไปและถ้าลูกของคุณพ่อคุณแม่ มีลักษณะดังกล่าวข้างต้นนี้อยู่หลายข้อก็ควรปรึกษากับคุณครูและกุมารแพทย์ เพื่อจะได้ช่วยกันดูว่าจะช่วยให้ลูกได้พัฒนาความสามารถพิเศษของลูกได้อย่างเต็มที่ได้อย่างไร เช่น การอ่านหนังสือด้วยกัน และการให้เขาได้สัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับกับศิลปะ ดนตรี ธรรมชาติ และกีฬา ที่เขาชอบและสนใจ เพื่อเปิดโอกาสในการค้นพบความเป็นอัจฉริยะในตัวเขา

ที่สำคัญคือเด็กแต่ละคนมีความสามารถพิเศษที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก  ได้จัดแบ่งกลุ่มของความฉลาดของเด็ก  ออกเป็นหลายประเภท ดังนี้คือ

  1. อัจฉริยะด้านการใช้ภาษา เด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านนี้ มักจะแสดงความรู้ด้านการใช้ภาษาและคำศัพท์ ต่างๆได้ดี และสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองได้ดีและชอบที่จะใช้ภาษา เช่น ชอบอ่าน ชอบเขียน และเล่าเรื่อง ชอบเล่นเกมทายคำ ท่องอาขยานหรือคำศัพท์ต่างๆ เขาจะใช้คำศัพท์ต่างๆในการช่วยจำและจัดการเรื่องต่างๆ เช่น “ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ ……….”
  2. อัจฉริยะด้านการคิดเป็นเหตุเป็นผลและคณิตศาสตร์ เด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านนี้จะทำสิ่งต่างๆอย่างเป็นระบบระเบียบ จะชอบหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ชอบจัดสิ่งต่างๆให้เป็นระเบียบแยกเป็นกลุ่มๆ มักจะหาวิธีทำการทดลองเพื่อทดสอบข้อสังเกตและความคิดของตน เขาจะมีความสามารถในการคิดคำนวณในใจได้อย่างรวดเร็ว ชอบที่จะเล่นเกมที่ต้องใช้กฎเกณฑ์และเหตุผล รวมถึงการคิดวางแผนต่างๆ เช่น การเล่นเกมหมากรุก เกมยิงเรือ เกมรูบิค ฯลฯ
  3. อัจฉริยะด้านมิติสัมพันธ์ รูปทรงและโครงสร้าง เด็กกลุ่มนี้จะสามารถรู้ได้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงในห้องได้ เมื่อคุณทำการจัดห้องใหม่แม้แต่เพียงเล็กน้อย เพราะเขาจะสามารถรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของความเป็นอยู่ของสิ่งของต่างๆและ ความเป็นอยู่ร่วมกันของสิ่งต่างๆได้ดี เขาจะคิดและจินตนาการเป็นรูปภาพ และจะชอบศิลปะและการสร้างสิ่งต่างๆ ซึ่งเขาอาจจะวาดภาพและจินตนาการอยู่ในใจและนำสิ่งของใกล้ตัวมาสร้างสิ่งนั้นๆขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าต้องเรียนอะไรที่มีเนื้อหาคำพูดคำศัพท์ต่างๆมากๆแล้วจะรู้สึกเบื่อ ขึ้นมาง่ายๆเช่นกัน
  4. อัจฉริยะด้านดนตรี เด็กมักจะสามารถแสดงความพิเศษด้านดนตรีได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เขาจะมีความไวต่อเสียงต่างๆ และสามารถจดจำเสียงเพลงหรือทำนองต่างๆได้อย่างรวดเร็ว และมักจะสนใจที่จะเล่นเครื่องดนตรีต่างๆ ถ้าเขาได้มีโอกาสเล่นมัน แต่บางคนอาจจะชอบที่จะฟังดนตรีจากแผ่นซีดีหรือเทป และเด็กโตบางคนอาจจะต้องเปิดเพลงฟังตลอดเวลา ในช่วงอ่านหนังสือโดยพบว่าตนเองจะไม่มีสมาธิดีพอถ้าไม่ได้ฟังเพลง
  5. อัจฉริยะด้านการกีฬาและการเคลื่อนไหว เขาจะมีความสามารถด้านการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะแสดงออกในเชิงกีฬาที่เขาถนัด หรือเป็นนักเต้น นักกายกรรม และนักแสดง ฯลฯ เด็กเหล่านี้มักจะไม่นั่งอยู่นิ่ง แต่จะขยับเท้าหรือทำท่าเต้นไปตามจังหวะต่างๆได้ดี เขาชอบที่จะออกกำลังกาย เช่น ว่ายน้ำ เล่นสเกตช์ ฯลฯ
  6. อัจฉริยะด้านการเข้าสังคมและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เด็กที่มีพรสวรรค์พิเศษด้านการเข้าสังคม ดูจะเป็นคนที่มีทักษะในการพูดคุยต้อนรับ คนอื่นๆได้อย่างเป็นธรรมชาติ เขาดูเหมือนจะรู้ว่าคนอื่นๆมีความคิดและความรู้สึกอย่างไร เขามักจะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำของกลุ่ม และช่วยในการเจรจาติดต่อกับคนอื่นๆ เขาชอบที่จะได้ทำอะไรให้กับคนอื่นๆ และชอบที่อยู่ในกลุ่มคนเพื่อพูดคุยและรับฟังปัญหาต่างๆ
  7. อัจฉริยะด้านความเชื่อมั่นตนเองและความเป็นตัวของตัวเอง เด็กที่มีความสามารถพิเศษนี้จะดูเหมือนมีพลังพิเศษในตัวเอง เขาจะรู้จักตนเองว่าเขาคือใครและต้องการอะไรในชีวิต ดูจะมีความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรต่างๆ ตามเป้าหมายของตนอย่างไม่ย่อท้อง่ายๆ เขาอาจจะไม่ค่อยกังวลกับความรู้สึกของคนอื่นๆ หรือไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับตัวเขานัก ชอบที่จะใช้เวลาอยู่คนเดียวและทำในสิ่งที่ตนเองตั้งใจไว้ แม้เขาเองอาจจะไม่ได้เป็นขวัญใจที่เพื่อนๆทุกคนรู้จักและรักใคร่มาก แต่สำหรับเพื่อนๆที่รู้จักเขาดีจะชื่นชมในความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะทำตาม สิ่งที่เขาต้องการ โดยไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

การจัดกิจกรรมที่หลากหลายให้ลูกได้สัมผัสและได้เลือกทำในสิ่งที่ตนชอบจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ได้ค้นพบว่า ลูกมีความสามารถพิเศษด้านใด และหาทางสนับสนุนให้ได้เต็มที่สูงสุดตามศักยภาพของเขา และใน ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมที่จะให้ลูกได้มีความฉลาดทางอารมณ์หรือมีวุฒิภาวะทาง อารมณ์ (Emotional Intelligence)ร่วมไปด้วย ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จทางด้านการงานในอนาคต ได้ค่อนข้างมาก

ความสามารถในการเข้าใจ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้จักอดทนอดกลั้น มีความหวังมองโลกในแง่ดี มีความสุขในชีวิต ฯลฯ ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูตั้งแต่วัยเด็กเป็นสำคัญ และต่อเนื่องไปจนถึงช่วงวัย รุ่น ซึ่งคุณจะสามารถช่วยได้โดย

  • ให้ความรัก ความเอาใจใส่ ความอบอุ่นและความรู้สึกที่มั่นคงแก่ลูก
  • พูดคุยและยิ้มกับลูกบ่อยๆ
  • ให้การตอบสนองในเชิงบวกต่อพฤติกรรมที่ดีของเด็ก
  • อธิบายอย่างง่ายๆให้ลูกเข้าใจว่า ทำไมคุณถึงห้ามไม่ให้เขาทำอะไรบางอย่าง
  • ให้โอกาสลูกได้ช่วยคุณทำสิ่งต่างๆในบ้านบ้าง เพื่อให้ได้มีส่วนร่วม
  • พยายามเข้าใจลูกและปลอบประโลมเขาเมื่อเขาร้องไห้หรือเสียใจ
  • อธิบายให้ลูกรู้ว่าการกระทำอะไรมีผลอย่างไรกับผู้อื่นบ้าง ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา

อย่างไรก็ดี เมื่อคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นและรู้แล้วว่าลูกของเราเป็นเด็กฉลาดเกินเกณฑ์ มีพัฒนาการเกินวัย ก็หวังว่าจะช่วยให้มองเห็นถึงความเป็นอัจฉริยะในด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายๆด้านของลูกได้ และจัดกิจกรรมให้เขาได้แสดงออกถึงศักยภาพที่มีอย่างเต็มที่ พร้อมๆกับเลี้ยงดูให้ลูก มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่เหมาะสมได้นะคะ

อ่านต่อ “บทความดี ๆ น่าสนใจ” คลิก!


ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : บทความวิชาการ..โดย พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ Child Research & Development Project www.taiknowledgebase.org , www.entrepreneur.com, daily.rabbit.co.th , mcpswis.mcp.ac.th

คลอเรสเตอรอลในเลือด

นักวิจัยพัฒนา! ข้าวไทยตัวยาช่วยลด คลอเลสเตอรอลในเลือด

ทีมวิจัยไทยสุดเจ๋ง! พัฒนาข้าวไทยเป็นยาลด คอเลสเตอรอลในเลือด ได้!

 

 

คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่รู้ว่า ข้าวไทยของเรานั้นมีประโยชน์มากมายใช่แค่เพียงช่วยให้อิ่มท้องเท่านั้น ยังมีประโยชน์ถึงขนาดสามารถนำมาทำเป็นยาลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้เลย ซึ่งผลงานวิจัยที่ว่านี้ยังสามารถคว้ารางวัลดีเด่นกลับมาได้อีกด้วย

แต่ก่อนที่เราจะไปดูผลงานสำเร็จของนักวิจัยชาวไทยที่ว่านี้ เรามาทำความรู้จักกับ คอเลสเตอรอล กันก่อนค่ะ เพราะหลาย ๆ ท่านอาจจะรู้จักแต่แค่ชื่อ แต่ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้ว เจ้าคอเลสเตอรอลนี้ มีหน้าที่อะไร แล้วจะส่งผลร้ายอยา่งไรกับเราได้บ้าง

คอเลสเตอรอล คืออะไร?

คอเลสเตอรอล มีบทบาทสำคัญหลายประการอย่างที่เราคาดไม่ถึง ทั้งเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ช่วยในการส่งผ่านสารละลายต่าง ๆ เข้าออกเซลล์ หรือรับส่งสัญญาณมาสู่เซลล์ และยังเป็นสารตั้งต้นการสร้างน้ำดีสำหรับย่อยไขมันที่เรากินเข้าไป รวมทั้งมีส่วนสำคัญในการผลิตสารจำพวกสเตียรอยด์ฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนที่ไปควบคุมระบบเกลือแร่และการทำงานของไต เป็นต้น

ทำความรู้จักกับ คอเลสเตอรอล เพิ่มเติม คลิก!

คำสอนของพ่อแม่

จิตแพทย์แนะ! 7 วิธี “สอนลูกให้มีจิตใจดี”

สอนลูกทั้งทีอย่าสอนให้ลูกเป็นคนร้าย พบ 7 วิธีแนะนำจากจิตแพทย์ถึงวิธีการ “สอนลูกให้มีจิตใจดี” กันได้ที่นี่

 

 

จากข่าวเหตุการณ์ในโลกยุคปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่จะเห็นได้ว่า จิตใจคนสมัยนี้ช่างดูดุดันและแข็งกระด้างมากขึ้น หลายคนเลือกวิธีการแก้ปัญหาด้วยการใช้อารมณ์ บางคนเลือกวิธีการแก้ปัญหาด้วยการเอาความสะดวกสบายของตนเองเป็นใหญ่ นอกจากตัวบุคคลเองแล้ว “สื่อ” ต่างก็มีผลต่อการแก้ปัญหาเช่นเดียวกัน

แน่นอนค่ะว่าด้วยความที่พวกเราเป็นคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้ใหญ่ ก็มักที่จะเล็งเห็นถึงผลลัพธ์ต่าง ๆ ตามมามากมาย คนอื่นเราอาจจะไม่สามารถสอนหรือขัดเกลาให้เขามีจิตใจที่ดีได้ แต่กับลูกของเราเอง เราสามารถทำได้ ซึ่งในวันนี้ ทีมงาน Amarin Baby & Kids ก็ได้รวบรวมเอาเทคนิคการสอนลูกให้มีจิตใจดีงามตั้งแต่ยังเล็กโดยคำแนะนำของจิตแพทย์มาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุก ๆ ท่านได้นำไปประยุกต์ใช้กันด้วยนะคะ จะมีอะไรบ้างนั้นพร้อมแล้ว เราไปอ่านพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

อ่านเทคนิคการสอนลูกให้มีจิตใจดี คลิก!

จุลินทรีย์โพรไบโอติก

กุมารแพทย์ชี้ จุลินทรีย์โพรไบโอติก แอล รียูเทอรี่ ช่วยลดโคลิก-ปวดท้อง-ภูมิแพ้แก่เด็ก

โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน จัดงานสุขภาพที่ดีของลูก คือ ความสุขของแม่ มีการเสวนาเรื่อง “ประโยชน์ของน้ำนมแม่และจุลินทรีย์โพรไบโอติก” จากกุมารแพทย์ และนักโภชนาการ โดยเผยผลวิจัยทางการแพทย์ พบว่า จุลินทรีย์โพรไบโอติก แล็กโตบาซิลลัส รียูเทอรี่ (แอล. รียูเทอรี่) ช่วยบรรเทาอาการโคลิก ท้องผูก ท้องเสีย ลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดท้อง ลดการสำรอกนม ภูมิแพ้ และมีส่วนช่วยลดจำนวนวันในการเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ตอกย้ำจุลินทรีย์โพรไบโอติคเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยให้สุขภาพเด็กดีขึ้น

แพทย์หญิง สุรีรัตน์  พงศ์พฤกษา กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้ หอบหืด และวิทยาคุ้มกัน โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน เปิดเผยว่า จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมกันกับเรา ทั้งในระบบทางเดินอาหาร ผิวหนัง ในปาก ซึ่งจุลินทรีย์มีปริมาณมากเป็นล้านล้านชีวิตและมีกว่า 400-4,000 สปีชีส์แต่ละสปีชีส์ก็อาจจะอยู่ในบริเวณที่แตกต่างกัน โดยมีหน้าที่ช่วยสร้างวิตามิน เช่น วิตามิน K ช่วยย่อยและดูดซึมอาหาร ช่วยยับยั้งเชื้อโรค และช่วยทำให้เรามีภูมิคุ้มกันที่ดี โดยสำหรับเด็กทารกก่อนคลอดจะอยู่ในภาวะปราศจากเชื้อในถุงน้ำคร่ำ จนเมื่อคลอด ถุงน้ำคร่ำแตก เด็กก็จะสำลักเอาจุลินทรีย์เชื้อดีเหล่านี้ ซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณช่องคลอดของคุณแม่ เช่น จุลินทรีย์แล็กโตบาซิลลัส เข้าไปในร่างกาย ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้ก็จะเข้าไปตั้งรกรากในระบบทางเดินอาหาร และสร้างสภาพแวดล้อมให้จุลินทรีย์เชื้อดีอื่น ๆ เข้ามาอาศัย และสนับสนุนระบบย่อยและดูดซึมอาหาร รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีและเหมาะสม

สำหรับเด็กที่คลอดผ่านการผ่าท้องคลอด จะไม่ได้รับจุลินทรีย์เหล่านี้ แต่จะได้รับชนิดอื่นซึ่งอาศัยอยู่ที่ผิวหน้าท้องแทน เช่น สเตปโตคอคคัส  ซึ่งมีการศึกษาพบว่าอาจทำให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่า Dysbiosis หรือเกิดความไม่สมดุลของเชื้อจุลินทรีย์ได้ ซึ่ง Dysbiosis หรือเกิดความไม่สมดุลของเชื้อจุลินทรีย์ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น จากวิธีการคลอด หากคลอดทางธรรมชาติก็จะมีโอกาสเกิดได้น้อยกว่า แต่แม่บางคนก็มีความเสี่ยงหากต้องคลอดธรรมชาติ ซึ่งแพทย์อาจต้องเลือกการผ่าท้องคลอดแทน การไม่ได้รับประทานนมแม่ก็เป็นอีกสาเหตุ เพราะลูกที่ได้รับนมแม่จะได้รับจุลินทรีย์ที่ดี รวมทั้งอาหารจุลินทรีย์ที่ดีในน้ำนมแม่อีกด้วย การรับประทานยา เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาลดกรด (PPI) เป็นต้น การรับประทานอาหารที่เน้นโปรตีน ผักผลไม้น้อย ซึ่งไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์เชื้อดี นอกจากนี้ยังพบปัจจัยเสริมอื่น ๆ อีก เช่น ความเครียด เป็นต้น

จุลินทรีย์โพรไบโอติก

การเกิด Dysbiosis หรือความไม่สมดุลของจุลินทรีย์นั้น ได้มีการศึกษาทางการแพทย์ยืนยันแล้วว่าอาจทำให้เกิดโรคทางระบบทางเดินอาหารหลายโรค เช่น โรคท้องผูก โรคท้องเสีย ภาวะปวดท้อง เช่น IBS และสำหรับทารกก็มีการศึกษาพบว่าเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะร้องโคลิกได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าทำให้เกิดโรคในระบบอื่น ๆ อีก เช่น โรคภูมิแพ้ โรคอ้วน หรือแม้กระทั่งตอนนี้ทางการแพทย์ก็พบว่ามีความสัมพันธ์กับโรคทางพัฒนาการของเด็กอีกด้วย

สำหรับภาวะร้องโคลิกมักจะพบในทารกอายุไม่เกิน 5-6 เดือน โดยจะร้องไห้มากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน และมักเป็นเฉพาะกลางคืน โดยร้องมากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ และเป็นมากกว่า 1 สัปดาห์ ให้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาวะโคลิก ควรพามาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดจากโรคอื่น ซึ่งทารกเหล่านี้จะร้องจากสาเหตุหลักคือปวดท้อง และมีการศึกษาทางการแพทย์ยืนยันแล้วว่าภาวะ Dysbiosis เป็นหนึ่งในสาเหตุหลัก สำหรับภาวะนี้จะหายได้เองเมื่อทารกอายุมากกว่า 6 เดือน แต่มีการศึกษาพบว่าเด็กเหล่านี้จะเกิดโรคอื่น ๆ ตามมาในอนาคตได้มากกว่าเด็กปกติ เช่น โรคภูมิแพ้

สำหรับวิธีการรักษาในอันดับแรก คือต้องให้ความรู้แก่แม่และครอบครัว เพื่อให้รับมือได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ทารกที่รับประทานนมแม่อยู่แล้วไม่ควรเปลี่ยนไปรับประทานนมผงเด็ดขาด เพราะนมแม่คือสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ส่วนการรักษาทางการแพทย์จะแนะนำให้ให้โพรไบโอติกในการรักษา ซึ่งปัจจุบันโพรไบโอติกที่ให้ผลลัพธ์ที่ดี คือ แอล รียูเทอรี่ ซึ่งจะช่วยลดการร้องของเด็กได้เป็นอย่างดี ส่วนยาอื่นๆ เช่น ยาไซเมติโคน ซึ่งเป็นยาลดแก๊ซ หรือแม้แต่สมุนไพรไกล๊วอเตอร์ก็ยังไม่มีการศึกษายืนยันว่าจะให้ผลและปลอดภัยจริง ๆ

จุลินทรีย์โพรไบโอติก

จุลินทรีย์โพรไบโอติก แอล รียูเทอรี่ มีการศึกษาทางการแพทย์ค่อนข้างเยอะมาก ในทารกที่คลอดก่อนกำหนดมีการเริ่มให้ตั้งแต่วันแรกหลังคลอด ก็พบว่าให้ได้อย่างปลอดภัยและได้ผลดี นอกจากนี้ ทางการแพทย์ยังพบว่ามีส่วนช่วยในการรักษาอาการท้องผูก ภาวะปวดท้อง ท้องเสีย รวมทั้งภาวะสำรอกนม ตลอดจนช่วยทำให้อัตราการเกิดโรคภูมิแพ้ลดลง เพราะโพรไบโอติกช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายเด็ก ทำให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันการรักษาด้วยโพรไบโอติก หรือที่เรียกว่า Bacterio therapy กำลังได้รับความสนใจในแวดวงทางการแพทย์เป็นอย่างมาก ว่าเป็นทางออกในการรักษาอย่างยั่งยืน และปลอดภัย

นอกจากนี้ ในยุโรปยังให้เด็ก ๆ รับประทาน จุลินทรีย์โพรไบโอติก เป็นประจำ เพราะมีการศึกษาว่าหากรับประทาน แอล รียูเทอรี่ ทุกวันก็จะช่วยลดอัตราการเกิดโรคติดเชื้อ โรคท้องเสีย ลงได้ โดยการเลือกโพรไบโอติกต้องเลือกเจาะจงระดับสายพันธุ์ ที่มีการศึกษาทางการแพทย์ยืนยันแล้วเท่านั้น และยิ่งสำหรับเด็ก ๆ ต้องเลือกเฉพาะสายพันธุ์ที่มีการศึกษาในเด็กและพบว่าปลอดภัยเท่านั้น โดยในระดับโลกจะมี 8 สายพันธุ์ ซึ่ง แอล รียูเทอรี่ ก็เป็นหนึ่งในนั้น ทั้งนี้ ปัจจุบัน แอล รียูเทอรี่ ที่มีจำหน่ายในไทย 2 แบบ คือแบบน้ำ และแบบเม็ดเคี้ยว โดยทารกหรือเด็กที่ยังเคี้ยวไม่ได้ก็ให้รับประทานแบบน้ำวันละ 5 หยด สามารถผสมในน้ำนมแม่ หรือให้ได้โดยตรง ถ้าเด็กโตเริ่มเคี้ยวได้ก็เปลี่ยนมารับประทานแบบเม็ดวันละ 1 เม็ด โดยมีรสชาติค่อนข้างดี

จุลินทรีย์โพรไบโอติก

จุลินทรีย์โพรไบโอติก

ข้อมูลเพิ่มเติม

ผลวิจัยอ้างอิง BioGaia AB, Sweden พบว่าจากกลุ่มตัวอย่างเด็กที่ได้รับประทานโพรไบโอติค แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี นั้น ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น ได้แก่ ลดจำนวนวันของอาการท้องเสียลง 67%  ลดจำนวนวันในการเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจลง 67%  ลดจำนวนวันในการใช้ยาปฏิชีวนะลง 34% นอกจากนี้ ยังช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ได้แก่ 74% ของเด็กผู้ป่วยหายจากอาการท้องเสีย หลังได้รับโพรไบโอติค แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี เพียง 2 วัน  การขับถ่ายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 43% หลังได้รับโพรไบโอติค แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี 1 เดือน  ลดจำนวนครั้งของอาการปวดท้องต่อสัปดาห์ลง 47% หลังได้รับโพรไบโอติค แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี 4 สัปดาห์ และ ลดการสำรอกนมลง 50% หลังได้รับโพรไบโอติค แล็กโทบาซิลลัส รียูเทอรี 1 เดือน

 

ยาขับน้ำคาวปลา หลังคลอด

อันตรายกิน ยาขับน้ำคาวปลา หลังคลอด !!

ยาขับน้ำคาวปลา หลังคลอด จำเป็นต้องกินไหม? เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือเปล่า? จริงๆ มีอีกหลายคำถามเลยค่ะที่แม่ๆ พึ่งคลอดลูกอ่อนถามกันเข้ามาเกี่ยวกับยาขับน้ำคาวปลา ดังนั้นเพื่อเป็นการไขข้อข้องใจบวกความสงสัยของคุณแม่หลังคลอดลูก ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อมูลที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพแม่หลังคลอดลูกมาให้ทราบค่ะ

 

ยาขับน้ำคาวปลา หลังคลอด

ก่อนที่เราจะไปหาคำตอบว่า ยาขับน้ำคาวปลา หลังคลอด จำเป็นต้องกินหรือเปล่า ผู้เขียนจะขอย้อนอธิบายถึงที่มาที่ไปของน้ำคาวปลากันก่อนสักเล็กน้อย เพราะยังมีแม่หลังคลอดที่ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร!!

น้ำคาวปลา (Lochia) คือของเหลวที่มาจากเลือด น้ำเหลือง น้ำคร่ำ เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดลอกออกมาภายหลังจากที่คลอดทารกและรก การคลอดลูกจะทำให้มีแผลเกิดขึ้นตรงผนังมดลูก และโพรงมดลูก ซึ่งเป็นบริเวณที่เกาะของรก พอหลังคลอดลูกแล้วจะทำให้เกิดน้ำคาวปลาออกมาค่ะ

“น้ำคาวปลา” จะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  1. น้ำคาวปลาแดง (lochia rubra) ออกมาตั้งแต่วันแรกหลังคลอดจนถึงประมาณ 3-5 วัน มีสีแดงช้ำๆ คล้ำๆ เพราะประกอบด้วยเลือด เมือก และเศษรก
  2. น้ำคาวปลาเหลืองใส (lochia serosa) ออกต่อจากน้ำคาวปลาแดงไปจนถึงประมาณวันที่ 10 หลังคลอด โดยจะจางลงและสีจะเริ่มเปลี่ยนเป็นน้ำตาลหรือชมพู จากนั้นจะค่อยๆ กลายเป็นเหลืองใส ในน้ำคาวปลาช่วงนี้จะประกอบด้วยน้ำเหลือง เยื่อเมือก เม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว
  3. น้ำคาวปลาขาว (lochia alba) มีสีเหลืองขุ่นจนออกไปทางขาว ออกต่อจากน้ำคาวปลาเหลืองใสไปจนถึง 6 สัปดาห์หลังคลอด ในน้ำคาวปลาจะมีเม็ดเลือดแดงน้อยลง แต่มีเม็ดเลือดขาว ไขมัน เมือก และเซลล์บุผนังช่องคลอดมากขึ้น ปริมาณน้ำคาวปลาจะค่อยๆ ลดลงจนแห้งสนิท[1]

บทความแนะนำ คลิก>> มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก กับสัญญาณเตือนให้ระวัง!

คุณแม่หลังคลอดลูกจะมีน้ำคาวปลาตามธรรมชาติค่ะ ฉะนั้นไม่ต้องตกใจว่าคืออะไร หรือบางคนไม่รู้เลยเข้าใจว่านั่นคือการมีประจำเดือนซึ่งไม่ใช่นะคะ และถึงแม้ว่าการมีน้ำคาวปลาจะเป็นเรื่องปกติหลังคลอด แต่ก็มีคุณแม่บางคนที่มีน้ำคาวปลาผิดปกติ ไปดูกันต่อว่าน้ำคาวปลาที่ว่าผิดปกตินั้นต้องเป็นลักษณะใดกันค่ะ

อ่านต่อ จะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำคาวปลาผิดปกติ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เลิกบุหรี่

ผู้เชี่ยวชาญเผย! แค่กดจุดนวดเท้าก็ เลิกบุหรี่ ได้

ใครจะไปเชื่อว่า แค่กดจุดนวดเท้าก็สามารถ เลิกบุหรี่ ได้แล้ว!? อยากรู้ว่าเพราะอะไร ไปอ่านบทความนี้กัน

 

 

อาจารย์ธนัท ดลอัมพรพิศุทธิ์ ประธานชมรมนวัตกรรมการแพทย์ทางเลือก ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การบำบัดโรคและฟื้นฟูสุขภาพด้วยการนวดกดจุดเท้า ได้อธิบายถึงเหตุผลว่า ทำไมการนวดกดจุดสะท้อนเท้านั้น ถึงมีส่วนในการเลิกบุหรี่ได้ไว้ดังนี้

“เท้า” เป็นอวัยวะหนึ่งที่สำคัญของร่างกาย ที่นอกจากจะช่วยรองรับน้ำหนักตัวทั้งหมดของร่างกายมนุษย์ ยังเป็นที่ซ่อนแถบบำบัด “ZONE THERAPY” ที่ช่วยให้มนุษย์ทุกคนสามารถบำบัดโรคได้

การกดจุดสะท้อนเท้านั้นจะต้องอาศัยกระบวนการที่เรียกว่า กระบวนการสะท้อนกลับของร่างกาย (REFLEXOLOGY) ซึ่งการนวดกดจุดสะท้อนเท้า ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใด ๆ เพราะเท้าเป็นส่วนปลายของร่างกายที่มีปลายประสาทเชื่อมโยงไปสู่อวัยวะต่าง ๆ การนวดนี้จะส่งผลให้กลไกในร่างกายเริ่มต่อต้านสารนิโคติน ทำให้ช่วยลดการสูบบุหรี่ลงได้

อ่าน นวดกดจุดสะท้อนเท้าช่วยเลิกบุหรี่ ต่อได้ที่หน้าถัดไปค่ะ

พัฒนาการลูกน้อยในครรภ์

เจาะลึก 40 สัปดาห์กับ พัฒนาการลูกน้อยในครรภ์

แม่ท้องอยากรู้ไหม พัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ แต่ละสัปดาห์เป็นอย่างไร ถ้าอยากรู้ วันนี้หนูจะมาเล่าให้ฟัง

 

แม่จ๋า แม่รู้ไหม ตั้งแต่วันที่หนูอยู่ในท้องแม่ พัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ เปลี่ยนแปลงไปทุก ๆ สัปดาห์เลยนะจ๊ะ แต่แม่อาจจะยังไม่รู้ว่า เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง วันนี้หนูจะมาเล่าให้แม่ ๆ ฟังเองจ้ะ

พัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ 1 สัปดาห์แรก

พัฒนาการลูกน้อยในครรภ์

เย้ เย้! ในที่สุดหนูก็ทำได้ ตอนนี้หนูฝ่าฟันอุปสรรคมากมายมาอยู่ในท้องของแม่ได้แล้วนะจ๊ะ ช่วงหนึ่งสัปดาห์แรกของหนูนั้น คุณหมอเขาจะเรียกหนูว่า “ตัวอ่อน” จ้ะแม่ ช่วงนี้แม่รู้ไหมจ๊ะว่า ช่วงนี้หนูได้รับทั้งสารอาหารพร้อมกับขับถ่ายของเสียผ่านเยื่อหุ้มรกที่กำลังจะพัฒนาเป็นรกกับเส้นเลือดในผนังมดลูกของแม่จ้ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 2 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์

เมื่อเข้าสัปดาห์ที่สอง หนูเริ่มมีไขสันหลังแล้วนะจ๊ะ ร่างกายของหนูเริ่มมีการสร้างไขสันหลังและส่วนหลัง โดยจะพัฒนาไปเป็นโครงสร้างกระดูกสันหลังและสมอง รวมถึงตอนนี้จ้ะแม่ หนูเริ่มมี “หัวใจ” ดวงน้อย ๆ แล้วนะจ๊ะ แม่ดีใจไหม?

พัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ 3 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์หนูเริ่มพัฒนาร่างกายมากขึ้นด้วยการฝังตัวอยู่ในผนังมดลูกของแม่และเริ่มแบ่งกลุ่มเซลล์ออกเป็น 3 กลุ่มแล้วละจ้ะ กลุ่มไหนบ้างน่ะเหรอจ๊ะ ก็ได้แก่ “กลุ่มชั้นนอก” ที่จะมาช่วยพัฒนาเป็นระบบประสาท ผิวหนัง ฟัน ผม เลนส์ตา และต่อมต่าง ๆ ต่อไปเป็น “กลุ่มชั้นกลาง” ที่จะมาพัฒนาเป็นระบบกล้ามเนื้อ อวัยวะสืบพันธุ์ ระบบขับถ่าย เส้นเลือดหัวใจ และกระดูก และกลุ่มสุดท้ายก็คือ “กลุ่มชั้นใน” จะพัฒนาเป็นระบบย่อย อวัยวะหายใจ ตับ และตับอ่อน นั่นเอง

พัฒนาการทารกในครรภ์ 4 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์

ครบเดือนนึงแล้วนะจ๊ะแม่จ๋า … ตอนนี้ขนาดของหนูเล็กเท่าปลายเข็ม ร่างกายของหนูกำลังสร้างเลือดและเส้นเลือดอย่างรวดเร็วเลยละจ้ะ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นน่ะเหรอจ๊ะ? นั่นเป็นเพราะหนูต้องใช้ออกซิเจนและสารอาหารจากแม่เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตอย่างไรละจ้ะ โดยทั้งสองอย่างนั้นจะถูกถ่ายทอดลำเลียงผ่านท่อเล็กจิ๋วที่เชื่อมระหว่างตัวอ่อนและหลอดเลือดในผนังมดลูกของแม่จ้ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์  5 – 8 สัปดาห์

ตอนนี้รูปร่างของหนูเหมือนกุ้งที่กำลังงอตัวเลยละจ้ะ ที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ ร่างกายสามารถเริ่มแยกได้แล้วว่าส่วนไหนเป็นส่วนของศีรษะ ลำตัว แขนละขา ลำตัวของหนูเริ่มจะค่อย ๆ ยืดยาวออกทีละนิด พร้อมกับเค้าโครงหน้าก็เริ่มปรากฎเป็น จมูก ปาก โพรงจมูก และก็ช่องปากแล้วนะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 9 – 10 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์

แม่รู้ไหมจ๊ะว่า ตอนนี้หัวใจของหนูเต้นเร็วมากเหมือนจะออกมาอยู่ข้างนอกเลย หากคุณแม่อยากรู้ว่าเร็วขนาดไหนนั้น ลองนึกถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วกว่าของแม่ประมาณเท่าตัวหรือประมาณ 140 – 150 ครั้งต่อนาที อวัยวะที่สำคัญก็เริ่มพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนหนูตกใจเลยละ

พัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ 11 – 12 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์

“เรียกหนูว่าทารกได้แล้ว” เริ่มมีจมูกใหญ่ขึ้น มีกระดูก ซี่โครง เริ่มกลืนน้ำคร่ำและถ่ายปัสสาวะได้แล้วด้วยจ้ะ นอกเสียไปจากนี้หนูสามารถเริ่มเหยียดตัว งอหลังและยืนแขนขาได้อีกด้วยแล้วนะจ๊ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 13 – 14 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์ช่วงนี้หนูกำลังลอยตัวอยู่ในถุงน้ำคร่ำของแม่แล้ว อบอุ่นสบายมาก ๆ เลย เพราะในนี้อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 37.5 องศา ไม่ใช่แค่นนั้นนะ หนูเริ่มสามารถหรี่ตา ขมวดคิ้ว หน้าบึ้ง ดูดนิ้ว กำมือ แล้วก็เริ่มหัดหายใจเองได้แล้วด้วยละ (เก่งไหมจ๊ะ)

 

พัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ 15 – 16 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์

ช่วงนี้อยู่ในช่วงที่ร่างกายหนูเริ่มเติบโต หนูได้ยินเสียงต่าง ๆ แล้วนะ ยกตัวอย่างเช่น เสียงหัวใจของแม่ เสียงแม่พูดคุยกับคนอื่น เสียงหายใจ อ้อ! ที่สำคัญเวลาหนูเจอแสงสว่าง ๆ หนูสามารถเอามือมาบังได้แล้วด้วยนะจ๊ะ เป็นอย่างไงละ หนูเก่งและก็ฉลาดมากเลยใช่ไหม

พัฒนาการทารกในครรภ์ 17 – 18 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์

แม่รู้สึกเหมือนมีอะไรตอดอยู่ในท้องไหมจ๊ะ เพราะสัปดาห์นี้หนูดิ้นจนแม่สามารถรู้สึกได้แล้วละ จำนวนเซลล์ประสาทของหนูเริ่มเท่ากับผู้ใหญ่แล้วนะ โดยเซลล์ประสาทในสมองจะถูกห่อหุ้มด้วยชั้นไขมัน ที่คุณลุงหมอเรียกว่า ไมอีลีน
ช่วยในการสร้างและนำสัญญาณเข้าออกผ่านสมองนั่นเองจ้ะ

พัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ 19 – 20 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์

มาถึงตอนนี้หนูเริ่มดูดนิ้วตัวเองได้แล้ว ขนาดแขนและขาก็เริ่มสมส่วนกับร่างกาย สมองมีการขยายขนาดใหญ่ขึ้น สร้างเครือข่ายเส้นใยประสาทมากขึ้น และสมองกับกล้ามเนื้อต่างก็ช่วยกันทำหน้าที่ของตัวเองได้สัมพันธ์กันเป็นอย่างดี

พัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ 21 – 22 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์

เห็นหนูพัฒนาการดีขึ้นภายนอกเหมือนทารกแรกคลอดแล้วแต่หากรู้ไม่ว่าหนูโตแต่ร่างกายอวัยวะภายในยังไม่สมบูรณ์เท่าไร  จึงยังไม่ใช่เวลาที่จะสามารถมีชีวิตอยู่ภายนอกโพรงมดลูกของคุณแม่ได้เพราะปอดและระบบการทำงานในอวัยวะบางอย่างยังไม่สมบูรณ์นั่นเอง

พัฒนาการทารกในครรภ์ 23 – 24 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์ตอนนี้หนูรู้สึกสนุกกับการเรียนรู้และตอบโต้แม่มาก ๆ เลยละ ไม่ว่าแม่จะพูดหรือคุยกับใครหนูได้ยินชัดแจ๋วเลยละ ที่สำคัญเสียงสุนัขที่บ้านเห่า เสียงแตรรถยนต์หรือเสียงเพลงที่ดังมาก ๆ ยิ่งได้ยินใหม่เลย อ้อ! แม่จ๋า ตอนนี้ลูกรักของแม่
มีขนาด 22 – 28 เซนติเมตร และน้ำหนักประมาณ 400-600 กรัมแล้วนะ

พัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ 25 – 26 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์ครึ่งทางแล้วจ้ะแม่ ตอนนี้หนูสามารถเคลื่อนไหวได้ตามเสียงหรือจังหวะการเคลื่อนไหวของแม่แล้ว อวัยวะหูภายนอกของหนูก็พัฒนาสมบูรณ์ ช่วงนี้แม่ต้องพูดกับหนูบ่อย ๆ นะ หนูจะได้จำเสียงแม่ได้อย่างไรละจ๊ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 27 – 28 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์

หนูเริ่มตัวใหญ่ขึ้นแล้วนะ ดวงตาก็เจริญเติบโตมากจนพร้อมจะลืมตาและมองเห็นได้ในอีกไม่ช้า ขนตาก็ขึ้นแล้ว สมองก็โตเต็มคับกะโหลกศีรษะ มีรอยหยักและจุดเชื่อมต่อเก็บข้อมูลต่าง ๆ ในสมองมากขึ้นแล้วด้วย

พัฒนาการทารกในครรภ์ 29 – 30 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์

ผมและเล็บหนูเริ่มสวย และศีรษะของหนูก็มีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อรองรับสมองที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้หนูเริ่มสามารถควบคุมอุณหภูมิร่างกายของตัวเองได้แล้วและไขกระดูกที่มีหน้าที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงก็พัฒนาสมบูรณ์แล้วละจ้ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 31 – 34 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์

เกินกว่าครึ่งทางแล้วนะจ๊ะแม่ ตอนนี้หนูกะพริบตาได้ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เริ่มทำงานได้ดีและสมบูรณ์ สมองก็พัฒนาเต็มที่ต่อเนื่อง ช่วยให้ตา กล้ามเนื้อ และปอดทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ไม่ว่าแม่จะทานอะไร หนูก็รับรส รับกลิ่น ได้ยิน และสัมผัสได้ดีขึ้นแล้วด้วยจ้ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 35 – 36 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์อึดอัดจังเลยจ้ะแม่ ท้องแม่เริ่มเล็กเกินไปสำหรับหนูแล้ว ผิวหนังของหนูก็ยังคงสร้างชั้นไขมันอยู่เรื่อย ๆ เพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกายให้อบอุ่น จึงยังคงมีไขสีขาวอยู่บ้างบริเวณลำตัวและหลัง เพื่อช่วยหล่อลื่นให้คลอดได้ง่ายขึ้น ตอนนี้ยาว 42-45 เซนติเมตร น้ำหนัก 1,700-2,000 กรัมแล้วนะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 37 – 38 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์ตอนนี้หนูแข็งแรง ฉลาด มีเซลล์ประสาทมากด้วยนะ หากหนูเป็นผู้หญิงมดลูกและท่อรังไข่จะสร้างเสร็จสมบูรณ์และอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าหากหนูเป็นผู้ชายก็จะสามารถมองเห็นอวัยวะเพศได้ชัดเจน ขนาดตัวตอนนี้อยู่ที่ประมาณ  45 – 49  เซนติเมตร น้ำหนัก 2,100 – 2,700 กรัมจ้ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 39 – 40 สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์หนูพร้อมออกมาดูโลกแล้วจ้ะ ปอดของลูกน้อยพัฒนาเต็มที่ พร้อมที่จะหายใจหลังคลอดแล้ว อวัยวะทุกส่วนเจริญเติบโตเต็มที่ฮอร์โมนจากรกจะช่วยเตรียมเต้านมคุณแม่ให้ผลิตน้ำนม และอาจทำให้หนูมีเต้านมและหัวนมที่เต่งตึงได้ด้วย แต่ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ เพราะอาการจะหายไปเองใน 2- 3 วัน ตอนนี้หนูตัวอ้วนกลมอยู่เต็มโพรงมดลูกของแม่แล้วละ
ลำตัวตัวยาวประมาณ 49-51 เซนติเมตร น้ำหนัก 2,800-3,000 กรัม ที่สำคัญหนูอยากเจอหน้าแม่แล้วด้วยนะ

มาถึงตอนนี้แม่ก็คงจะรู้กันแล้วใช่ไหมละจ๊ะว่า พัฒนาการทารกในครรภ์ แต่ละสัปดาห์นั้นหนูเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหน และถ้าอยากให้หนูแข็งแรงมีพัฒนาการที่ดี แม่จ๋า…อย่าลืมทานอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนให้เพียงพอกันด้วยนะจ๊ะ

อ่านต่อบทความน่าสนใจอื่นๆ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เปิดสูตร เมนูไข่เพิ่มพลัง มื้อเช้าแสนง่าย ช่วยลูกน้อยสมองดี มีกำลัง! (ขนมปังหน้าไข่อบชีส)

เมนูไข่ มื้อเช้า …เพราะมื้อเช้าของลูกนั้นสำคัญ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยเรียน ซึ่งต้องให้พลังงานและสมองเป็นอย่างมาก เพื่อให้พร้อมต่อการเรียนรู้ ซึ่งการทานมื้อเช้าที่มีสารอาหารครบ 5 หมู่ก็จะช่วยให้ลูกน้อยของเรา มีพลังทั้งสมองและร่างกายที่พร้อมเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Continue reading “เปิดสูตร เมนูไข่เพิ่มพลัง มื้อเช้าแสนง่าย ช่วยลูกน้อยสมองดี มีกำลัง! (ขนมปังหน้าไข่อบชีส)”

วัคซีนเด็ก

5 วัคซีนเด็ก สำคัญ! ป้องกัน 9 โรคร้ายให้ลูกตอนโต

วัคซีนเด็ก ฉีดเพื่อป้องกันและสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคให้กับลูกน้อย ซึ่งเด็กทุกคนควรได้รับวัคซีนให้ครบตามตารางวัคซีน ที่กำหนด

Continue reading “5 วัคซีนเด็ก สำคัญ! ป้องกัน 9 โรคร้ายให้ลูกตอนโต”

ปวดหัวไมเกรน

ปวดหัวไมเกรน การมีเซ็กส์ช่วยคุณได้!

พบกับงานวิจัยจากต่างประเทศที่เผยว่า การมีเพศสัมพันธ์ช่วยลดอาการ ปวดหัวไมเกรน ได้ดีกว่ายา!

 

 

ทรมานเสียเหลือเกินกับอาการปวดหัวแบบไมเกรนที่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเป็น เรียกได้ว่าหากอยากหายก็ต้องทานยา และถ้าทานยามากเกินไป ผลกระทบต่อร่างกายก็กลับเพิ่มพูน แล้วถ้าไม่อยากปวดหัว สิ่งที่เราเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือการทานยา แต่ถ้าไม่ทานล่ะ  จะมีวิธีไหนสามารถช่วยเราได้อีกไหม? วันนี้เรามีงานวิจัยจากต่างประเทศมาฝากกันด้วยนะคะ

แต่ก่อนที่เราจะไปดูผลงานวิจัยนั้น ทำไมเราไม่ลองมาทำความรู้จักกับ “โรคไมเกรน” กันก่อนละคะ … บางท่านอาจจะรู้แต่ชื่อว่า “ไมเกรน” แต่อาจจะไม่รู้ว่า ลักษณะของโรคและอาการนั้นแตกต่างอย่างไรกับอาการปวดหัวแบบธรรมดา และในวันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลนี้มาฝากคุณพ่อคุณแม่ให้ทราบกันค่ะ

ทำความรู้จักกับ “โรคไมเกรน” คลิก!

เลี้ยงลูก แบบโบราณกับสมัยใหม่ แบบไหนดีกว่ากัน?

เลี้ยงลูก อย่างไรไม่ให้เชยและไม่ให้ล้ำสมัยจนเกินไป ต้องทำแบบไหน ? ถึงจะถูกต้องและเหมาะสม

 

 

เมื่อวันเวลาทำให้ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกับสังคมและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา ทุกคนต่างแข่งขันกันในทุก ๆ เรื่องผิดกับยุคสมัยก่อนที่ต่างคนต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกันในแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่เมื่อทุกอย่างเปลีี่ยน สิ่งเดียวที่จะทำให้อยู่รอดได้ก็คือ การปรับตัวให้เข้ากับยุคและสมัยมากกว่าการอิงไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไป เช่นเดียวกับการเลี้ยงลูก ถ้าหากเราเลี้ยงลูกแบบโบราณมากเกินไปก็หาว่าล้าสมัย แต่กลับกันถ้าหากเราเลี้ยงลูกทันสมัยเกินไปก็กลับกลายเป็นว่าหัวสมัยใหม่จนบางทีเป็นการตามใจลูกมาไป แล้วแบบนี้พ่อแม่อย่างเราจะต้องทำอย่างไร เลี้ยงลูกแบบไหนให้เหมาะสมและพอดี

“ครูหวาน” หรือ “ธิดา พิทักษ์สินสุข” ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาสำหรับเด็ก ได้ให้มุมมองและคำแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกของครอบครัวสมัยก่อนว่าและสมัยใหม่โดยพูดถึงข้อดีของทั้งยุคสมัยไว้

ต้องเลี้ยงลูกตามแบบไหนถึงจะเข้ายุคสมัย คลิก!

ความฉลาดทางอารมณ์

สอนลูกมีความฉลาดทางอารมณ์ ด้วยการสร้าง 7 นิสัยเพิ่มสุขนี้!

การสร้าง ความฉลาดทางอารมณ์ ของลูก หรือ EQ ไม่ใช่เรื่องไม่ยาก เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่ใส่ใจต่อพัฒนาการของลูกในแต่ละช่วง และทำความเข้าใจกับธรรมชาติของลูกในแต่ละช่วงวัยเท่านั้น

Continue reading “สอนลูกมีความฉลาดทางอารมณ์ ด้วยการสร้าง 7 นิสัยเพิ่มสุขนี้!”