ลูกเป็นโรคสมาธิสั้น

เครื่องดื่ม-ขนมผสมคาเฟอีน ส่งผลให้ ลูกเป็นโรคสมาธิสั้น

นักวิชาการเตือนพ่อแม่! ให้ลูกกินขนมหรือเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน อาจส่งผลทำให้ ลูกเป็นโรคสมาธิสั้น ได้!

 

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปรัญรัชต์ ธนวิยุทธ์ภัคดี นักวิชาการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “การที่เด็กรับประทานขนมหรือดื่มน้ำอัดลมที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน ทั้งที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ดี ส่งผลกับพฤติกรรมขงเด็กเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก คาเฟอีนเป็นสารที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท หากบริโภคติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลทำให้เด็กมีปัญหาในเรื่องของความจำ กลายเป็นเด็กสมาธิสั้น และมีสติปัญญาที่ถดถอยได้”

นอกจากนี้ มาริน่า คุชเนอร์ ผู้ก่อตั้งองค์กร Caffeine Awareness Association ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร อธิบายว่า “เด็ก ๆ ไม่ควรได้รับคาเฟอีนก็เพราะทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์หลายอย่าง เช่น ทำให้เด็กหงุดหงิด ใจร้อน ส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ นอกจากนี้หากได้รับคาเฟอีนในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้เด็กเกิดอาการคลื่นไส้ หัวใจเต้นผิดจังหวะ นอนไม่หลับ และมีอาการกระวนกระวายคล้ายสมาธิสั้นได้”

ลูกไม่ดื่มชา กาแฟ แล้วจะได้รับคาเฟอีนจากไหน คลิก!


เครดิต: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปรัญรัชต์ ธนวิยุทธ์ภัคดี นักวิชาการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

โรคสาวก่อนวัย

แม่แชร์! เมื่อลูก 5 ขวบเป็น โรคสาวก่อนวัย

เพราะลูกสาวเป็น โรคสาวก่อนวัย ทำให้ตอนนี้กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ทั้งที่มีอายุได้เพียง 5 ปี

 

 

แทม โดเวอร์ คุณแม่เล่าว่า เอมิลี่ โดเวอร์ ลูกสาวนั้นเป็นเด็กร่าเริง แต่ร่างกายของเธอไม่เจริญเติบโตตามวัย โดยเรื่องนี้เริ่มเกิดขึ้นตอนที่ เอมิลี่ มีอายุได้เพียง 4 เดือน แต่ตัวเธอกลับมีขนาดเท่ากับเด็ก 1 ปี ต่อมาพอเธอมีอายุได้เพียง 2 ปี หน้าอกก็เริ่มขึ้น กลิ่นตัวเริ่มมา ไม่ใช่แค่นั้นยังมีสิวขึ้นที่ใบหน้าอีกด้วย!

เรื่องราวน่าตกใจยังไม่หมดเท่านี้ พอ เอมิลี่ อายุได้ 4 ปี ประจำเดือนของเธอก็เริ่มมา ไม่นานก็เริ่มมีขนขึ้นบริเวณใต้รักแร้ และอวัยวเพศ และตอนนี้ลูกสาวก็กำลังประสบกับปัญหาใหญ่นั่นคือ เธอกำลังก้าวเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ทั้ง ๆ ที่มีอายุได้เพียง 5 ปีเท่านั้น!

“แทนที่ลูกสาวจะได้มีชีวิตสมตามวัย กลับต้องมานั่งเรียนรู้วิธีการใช้ผ้าอนามัยทั้ง ๆ ที่มีอายุแค่ไม่กี่ปี พวกเรารู้ว่าเกิดความผิดปกติขึ้นกับเธอ แม้แต่ตัวของ เอมิลี่ เองไม่เข้าใจว่า ทำไมร่างกายของเธอถึงเป็นเช่นนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้ก็คือ ร่างกายของเธอแตกต่างกับเด็กในวัยเดียวกัน” แทมกล่าว

อ่านต่อเรื่องราวของเธอได้ที่หน้าถัดไปค่ะ >>

วิธีทำความสะอาดเขียง

วิธีทำความสะอาดเขียง ให้ลูกห่างไกลจาก “เชื้อรา”

ไม่อยากให้ลูกเป็นโรคเชื้อรา อย่ามองข้าม “เขียง” พบ วิธีทำความสะอาดเขียง ให้สะอาดปลดเปลื้องสิ่งที่มองไม่เห็น

 

เพราะ “เชื้อรา” คือบ่อเกิดของโรคนา ๆ ชนิด ที่มีขนาดเล็กจนหลาย ๆ ครั้งเราก็ไม่ได้สังเกต หรืออาจจะมองไม่เห็น จริงอยู่ที่คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านอาจคิดว่า ไม่จริงหรอก ถ้ามันขึ้นที่อาหารอย่างไรแล้วเราก็มองเห็น … แต่ถ้าหากมันไม่ได้ขึ้นที่อาหาร หากแต่เป็น “เขียง” ที่พวกเราใช้ทำอาหารให้ลูกและสมาชิกทุกคนในครอบครัวกินกันทุกวันละคะจะทำอย่างไร?

ด้วยตระหนักถึงสุขภาพของทุก ๆ คน ทีมงาน Amarin Baby and Kids จะขอนำเสนอ วิธีการทำความสะอาดเขียง ที่ถูกวิธีให้ห่างไกลจากเชื้อรามาฝากกันค่ะ แต่ก่อนที่เราจะไปดูกันนั้น เรามาทำความรู้จักกับเจ้าเชื้อรากันก่อนดีกว่านะคะว่า เชื้อราคืออะไรกันแน่ และถ้าหากเราได้รับการสะสมอยู่ในร่างกายในปริมาณที่มากขึ้น ร่างกายของลูกและของพวกเราทุกคนจะมีผลกระทบอย่างไรกันได้บ้าง พร้อมแล้วไปดูกันเลยค่ะ

วิธีทำความสะอาดเขียง
เครดิตซ Stern Mold

เชื้อรา คืออะไร?

เชื้อราคือสิ่งที่เรามักจะพบในสภาพแวดล้อมที่มืดและชื้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าฝน ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราได้มากที่สุด เชื้อรานั้นจะพัฒนาเป็นเส้นใยเล็ก ๆ และแพร่พันธุ์ด้วยการสร้างสปอร์ขนาดเล็กมาก ๆ ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าค่ะ

จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย?

อันตรายของเชื้อรานั้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ‘ชนิดของรา‘ ค่ะ ว่าเป็นชนิดที่ก่อให้เกิดโรคหรือไม่ ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว เชื้อราเหล่านี้จะก่อให้เกิดเป็นโรคภูมิแพ้ทั้งทางระบบหายใจหรือผิวหนังเฉพาะกับคนที่แพ้เท่านั้น อาการที่พบโดยทั่วไปนั้น ได้แก่ น้ำมูกไหล หายใจไม่ออก น้ำตาไหล มีผื่น ผิวหนังอักเสบ จมูกอักเสบ เป็นต้น

ส่วนอาการเจ็บป่วยจากเชื้อราก็มีด้วยกันหลากหลายอาการ เช่น

  1. อาการปวดหัว ศีรษะวิงเวียน คลื่นไส้ ไม่อยากอาหาร ปวดท้อง และท้องเสีย
  2. ช็อค มึนงง รู้สึกชา สมองตื้อ มีปัญหาเรื่องการโฟกัสและความจำ
  3. ปัสสาวะบ่อยขึ้น กระหายน้ำตลอดเวลา
  4. อ่อนเพลียเมื่อยล้าและหลังออกกำลังกายจะมีอาการป่วยไข้
  5. มีกลิ่นโลหะในช่องปาก
  6. ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นตะคริว ปวดข้อโดยที่ข้อไม่ได้อักเสบ ปวดเส้นประสาทเป็นประจำและรุนแรงขึ้น
  7. น้ำหนักเพิ่มเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่พยายามคุมน้ำหนักอยู่เสมอ
  8. ตาแดง และ ตาพร่ามัวเมื่อเจอแสง
  9. สั่น เหงื่อออกตอนกลางคืน และปัญหาการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
  10. ไอ หายใจช้าลง ปัญหาไซนัส อาการของโรคหอบหืด และหายใจถี่

อ่านต่อวิธีทำความสะอาดเขียง ได้ที่หน้าถัดไปค่ะ >>


เครดิต: สุขภาพน่ารู้

เด็กแก่แดด

เลี้ยงลูกอย่างไร ไม่ให้เป็น เด็กแก่แดด เกินวัย!

อะไร คือสาเหตุที่ทำให้สมัยนี้ “เด็กแก่แดด” แพทย์แนะ! วิธีการเลี้ยงลูกที่ถูกต้องพร้อมสาเหตุที่พ่อแม่ควรรู้!

 

 

วันนี้จู่ ๆ ก็รู้สึกสะดุ้งโหยงขึ้นมาภายหลังจากได้ยินผู้ใหญ่บางคนพูดว่า “เด็กสมัยนี้แก่แดด แก่ลม ไม่รู้ว่าคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกกันอย่างไร ดูลูกกันบ้างหรือเปล่า ถึงปล่อยให้ลูกมาทำอะไรแบบนี้” ทำเอาผู้เขียนถึงกับต้องแอบหันไปดูเบา ๆ ว่า เพราะอะไร คุณป้าท่านนี้ถึงพูดจาแรงขนาดนี้ … พอหันไปดูถึงบางอ้อเลยว่า อ๋อ! ก็หนูน้อยผมสั้นวัยคอซอง กำลังเดินควงแขนเพื่อนหนุ่มแบบไม่เกรงใจสายตาใคร ป้อนขนมป้อนน้ำ ประหนึ่งว่าโลกใบนี้เพียงแค่เราสองคน

มาถึงตรงนี้ ด้วยความที่เป็นพ่อเป็นแม่คนถึงกับต้องมานั่งคิดย้อนดูตัวเองว่า หากเป็นลูกหลานของเราทำเช่นนี้บ้าง จะเป็นอย่างไร … แน่นอนค่ะว่า ไม่มีใครรับได้แน่ ๆ ทำให้ทีมงานถึงกับต้องมานั่งถกประเด็นคุยกันเลยว่า จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไรได้บ้าง หากพบว่าลูกหลานของเรานั้นแก่เกินวัยจริง ๆ และนี่คือบทสรุปทั้งหมดที่เรานำมาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้น ว่าแล้วก็ไปอ่านบทความนี้พร้อม ๆ กันเลยดีกว่าค่ะ

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เด็กสมัยนี้แก่แดดเกินวัย

นอนกรน

ลูกชาย เมย์ มาริษา นอนกรน ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลเช็กภาวะหยุดหายใจ

นอนกรน เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ขณะนอนหลับ พบว่าทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ก็มีอาการนอนกรนขณะหลับอยู่ไม่น้อยเลยค่ะ ทีมงาน Aamrin Baby & Kids มีสาเหตุของการกรนขณะนอนหลับในเด็ก ที่บางครั้งมีภาวะหยุดหายใจร่วมด้วย ซึ่งอันตรายอย่างมาก

 

นอนกรน จนหยุดหายใจเรื่องอันตรายที่ต้องระวัง!

คุณแม่เมย์ มาริษา ดาราชื่อดังพาลูกชายน้องมาวิน เช็กภาวะหยุดหายใจจากการ นอนกรน โดยคุณแม่เมย์ได้โพสต์เล่าเหตุการณ์ครั้งนี้ลง ig ส่วนตัวว่า…

“ขอบคุณสำหรับทุกความห่วงใยและกำลังใจที่มีให้พี่มาวินนะคะ มาวินเป็นต่อมอะดีนอยด์โตค่ะ มีอาการหายใจแรงตั้งแต่เล็กๆ ค่ะ ตอนแรกสันนิษฐานว่าเป็นภูมิแพ้ พอเข้า 3 ขวบ เริ่มมีอาการนอนกรน บวกกับเสียงดังครืดคราดคล้ายเด็กเป็นหวัดทั้งที่ไม่ได้ป่วยค่ะ และชอบหายใจทางปาก

เมื่อพบคุณหมอได้เอ็กซเรย์พบว่าต่อมอะดีนอยด์น้องโตมาก เราได้ทำการรักษาด้วยยามาตลอด 3 เดือน (ทาน singulair และพ่น Nasonex ) สุดท้ายไม่ดีขึ้นน้องยังคงนอนกรน หายใจแรง และเกือบตลอดเวลา น้องใช้ปากหายใจแทนจมูกค่ะ อาการทั้งหมดยังไม่น่าเป็นห่วงเท่าภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ทำให้สมองขาดออกซิเจน

ซึ่งหากมีจะส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองที่ควรจะเติบโต และพัฒนาได้ตามวัยของเขามีปัญหา คุณหมอจึงให้ทำ sleep test   เพื่อใช้ประกอบแนวทางการรักษาในขั้นต่อไปค่ะ

ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้พี่มาวินนะคะ น้องเข้มแข็งและมีเหตุมีผลมากค่ะ ให้ความร่วมมือพี่พยาบาลดีมาก คุณแม่บอกว่า  วันนี้เรามาติดเครื่องมือดูว่ามาวินนอนหลับสบายมั้ย ป้าหมออยากรู้ว่าเวลามาวินหลับ ฝันเห็นอะไรบ้าง

มาวินถามคำเดียว เจ็บมั้ยหม่ามี๊ #ไม่เจ็บเลยลูก แค่สายเยอะแยะ เหมือนนักบินอวกาศแค่นั้นเองลูก  เหมือนเราไปท่องอวกาศ ดูดาว พรุ่งนี้ตื่นมา ถอดสายออกก็ไปโรงเรียนได้เหมือนเดิมครับ

พี่เค้าตื่นเต้นรีบอาบน้ำแต่งตัว ใส่ชุด Batman เตรียมมาท่องอวกาศสิฮะ #เด็กหนอเด็ก #เด็กน่ะไม่กลัว #ผู้ใหญ่สิคิดแทนไป ถึงดาวอังคารล้าวว #แม่เองจะใครล่ะ”

บทความแนะนำ คลิก>> ลูกนอนกระตุก ผิดปกติหรือไม่?

ทั้งนี้ทีมงานเว็บไซต์ Amarin Baby & Kids ขอส่งกำลังใจให้คุณแม่เมย์ มาริษา และน้องมาวิน เข้มแข็ง แข็งแรง หายจากอาการนอนกรนในเร็ววันค่ะ

อ่านต่อ เช็กอาการลูกนอนกรนชนิดรุนแรงหรือไม่ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

น้ำผลไม้

น้ำผลไม้ (น้ำส้มคั้น) อย่าให้ลูกอายุน้อยกว่า 1 ขวบกิน!!

น้ำผลไม้ ที่แม่ชอบป้อนให้ลูกเล็กๆ ทานกันเป็นประจำนั้น รู้ไหมคะว่าไม่เหมาะที่ให้กับลูกอายุน้อยกว่า 1 ขวบกิน อยากรู้ไหมคะว่าเพราะอะไร ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบมาบอกต่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบกันค่ะ

 

น้ำผลไม้ (น้ำส้มคั้น) ทำไมถึงชอบป้อนให้ลูก?

เชื่อว่าในหลายครอบครัวที่มีลูกเล็กวัยเกิน 6 เดือนขึ้นไปแล้ว จะต้องมีการป้อน น้ำผลไม้ โดยเฉพาะน้ำส้มคั้นสด อย่างบ้านของผู้เขียนเองก็ป้อนน้ำส้มคั้น 1 ลูก ให้เด็กๆ กินตอนได้ 9 เดือน ให้กินตอนหลังมื้อเช้าที่ป้อนข้าวเสร็จแล้ว     พอถามว่าป้อนทำไม?  คำตอบที่ได้จากยายและพี่สาวคือ ลูกจะได้ท้องไม่ผูก ขับถ่ายคล่องๆ อึไม่แข็ง หลายๆ บ้านที่รู้จักกัน รวมถึงเพื่อนๆ ที่มีลูกเล็ก ก็ให้เหตุผลคล้ายๆ กันนี้แหละค่ะ ซึ่งส้มเลยกลายเป็นน้ำผลไม้ขวัญใจแม่ลูกเล็กเด็กแดงไปโดยปริยาย

ทีนี้ถ้าจะป้อนน้ำส้มคั้นที่คั้นเองสดๆ แบบที่ไม่ได้เติมน้ำตาล หรือสารอาหารอื่นใดลงไปผสมด้วย ก็น่าจะดีและปลอดภัยต่อสุขภาพร่างกายของเด็กๆ อยู่บ้างค่ะ

แต่แบบที่มีขายสำเร็จรูปบรรจุเสร็จพร้อมดื่ม ต้องมั่นใจว่าน้ำผลไม้ 100% ไม่เติมน้ำตาล หรือสารให้ความหวานใดๆ ลงไปเพิ่มเติม

หรือถ้าแม่ไปซื้อน้ำส้มคั้นสดที่ใส่ขวดขายตามท้องตลาดทั่วไปมาให้ลูกกิน อันนี้ไม่มั่นใจเรื่องความสะอาด เพราะถ้าผลไม้คั้นสดถ้าจะให้ได้คุณค่าสารอาหารต้องดื่มทันที ถ้าคั้นแล้วไม่ดื่มเดี๋ยวนั้นเชื้อโรค แบคทีเรียอาจปนเปื้อนลงไปได้ค่ะ

บทความแนะนำ คลิก>> ลูก 1 เดือนท้องผูก ทารกกินน้ำส้ม ได้หรือไม่?

สรุปสุดท้ายถึงจะคั้นเองสดๆ กับมือ    และไม่ควรให้ลูกกินในปริมาณที่มากเกินไป หรือให้กินทุกวัน ทุกมื้ออาหาร อันนี้ไม่แนะนำค่ะ   แล้วเพราะอะไรถึงไม่ควรให้ลูกเล็กๆ กินน้ำผลไม้กันล่ะ? เรื่องนี้มีคำตอบค่ะ…

อ่านต่อ น้ำส้มคั้นอย่าให้ลูกกินก่อน 1 ขวบ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

สายจูงเด็ก

อย่าเสียใจเมื่อสาย ทำลูกหายเพราะไม่ใช้ “สายจูงเด็ก”

จากข่าวเด็กหาย จนสุดท้ายพบจมน้ำตายในสระ ทำให้พ่อแม่ตระหนักถึงการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้กับลูกตนเอง การใช้ สายจูงเด็ก ก็เป็นอีก 1 ตัวช่วยที่จะป้องกันไม่ให้ลูกพลัดหลงจากพ่อแม่ได้เป็นอย่างดี

อย่าเสียใจเมื่อสาย ทำลูกหายเพราะไม่ใช้ “สายจูงเด็ก”

พบแล้ว “น้องกั้ง” เด็ก 2 ขวบบุรีรัมย์ จมน้ำตายในสระห่างบ้านไป 1 กม.

เด็กหาย
เด็กหาย

กรณี ด.ช.กั้ง อายุ 2 ปี 6 เดือน หายตัวไประหว่างอยู่กับตาทวดกับยายทวด ที่พาไปเก็บมะนาวสวนข้างบ้าน จากนั้นหน่วยกู้ภัยสยามรวมใจปู่อินทร์ ได้นำกำลังรวมกับชาวบ้านกว่า 60 คน ระดมค้นหาตามบ้านญาติและทุกจุดที่คาดว่าน้องกั้งจะหลงไปแต่ไม่พบ จนกระทั่งต้องใช้ชุดประดาน้ำของหน่วยกู้ภัย มางมหาในสระน้ำขนาดประมาณ 2 งาน ลึก 2-5 เมตร ห่างจากจุดที่หายตัวไปประมาณ 300 เมตร ทีมกู้ภัยใช้เวลากว่า 1 วัน จนพบศพน้องกั้ง อยู่ในสระน้ำทางทิศตะวันออก ห่างจากจุดที่หายไปประมาณ 1 กม.สร้างความเศร้าสลดของครอบครัวน้องกั้ง และชาวบ้านที่พบเห็นเป็นอย่างมาก ส่วนสาเหตุที่น้องกั้งเดินไปไกลถึง 1 กม.คาดว่าน้องน่าจะเดินตาม “เจ้าต้า” สุนัขเพศผู้ ซึ่งเป็นสุนัขข้างบ้านน้องกั้ง ที่มักจะเล่นด้วยกันเป็นประจำโดยจากการสอบถาม จนท.กู้ภัยทราบว่า เห็นเจ้าต้าตัวนี้ลุกลี้ลุกลน จึงบอกเจ้าต้าว่าให้พาไปหาน้องกั้ง ก่อนสุนัขตัวนี้จะวิ่งนำหน้าหน่วยกู้ภัยไป จนกระทั่งพบร่างดังกล่าว

ขอบคุณข่าวจาก : https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/2017139

จากข่าวเด็กหายนี้ นำมาสู่ความเศร้าสลดให้กับพ่อแม่หลาย ๆ คน รวมถึง ทีมแม่ ABK ด้วยเช่นกัน แต่จากข่าวนี้ ก็เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับพ่อแม่อย่างเรา ๆ ได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าพ่อแม่ทุกคนไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดกับเด็กทุกคน รวมถึงลูกหลานของตนเอง ดังนั้น เรามีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการพลัดหลง หรือเด็กหาย จากนักวิจัย ฝ่ายสื่อสารสาธารณะนำเสนอกรณีตัวอย่าง นายประจวบ ผลิตผลการพิมพ์ มาให้อ่านกันค่ะ

วิธีป้องกันลูกหาย

1. การเข้าใจธรรมชาติของเด็กแต่ละวัย จะทำให้คุณรู้ซึ้งกับประโยคที่ว่า “ต้องดูลูกไว้-อย่าให้คลาดสายตา” โดยเฉพาะเด็กน้อยวัยซน (ไม่เกิน 4 ขวบ) เพราะเด็กวัยนี้ไม่ค่อยจะอยู่นิ่ง หนำซ้ำยังไม่เข้าใจคำว่า อันตราย” เราจึงมักได้พบเด็ก ๆ ในวัยนี้เสียชีวิตจากการจมน้ำ ชอบนั่งเล่นริมน้ำ, วิ่งข้ามสะพานแคบๆ) ตกจากที่สูง (ชอบปีน ชอบกระโดด) เดินเตาะแตะออกจากบ้าน แล้วเดินไปเรื่อยๆกระทั่งหลงหายไป หรือประสบอุบัติเหตุ

หรือในเด็ก 4 – 7 ขวบอันเป็นวัยที่ยังจำทิศทางและรายละเอียดขอสถานที่ยังไม่แม่น หากขืนปล่อยทิ้งไว้คนเดียวก็มีสิทธิสับสนตกใจ และเดินพล่านจนหลงทางไปเลย แม้แต่เด็กโต 7 – 10 ขวบ ก็ไม่ควรประมาท เพราะเด็กวัยนี้มักจะหลงกับพ่อแม่ในห้างสรรพสินค้า หรือในงานนิทรรศการต่างๆที่มีผู้คนหนาแน่น ที่พ่อแม่กับลูกแยกกันเดินดูสิ่งที่ตนสนใจโดยมากก็เกิดจากความ “ไว้วางใจจนเกินไป”

พ่อแม่เชื่อว่าลูกโตแล้วคงไม่หลงแน่ ส่วนลูกก็มั่นใจจนเกินไปว่าตนเองหาพ่อแม่เจอแน่ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว นั่นคือการมองโลกในแง่ดีจนเกินไป ดังนั้นทุกครั้งเมื่อจะพาลูกไปที่ไหนก็ตาม ควรจะเตรียมแผ่นกระดาษโน้ต (เคลือบพลาสติกใสด้วยก็ยิ่งดี) โดยบันทึกชื่อคุณพ่อคุณแม่ เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ให้ครบถ้วน แล้วสอดไว้ในกระเป๋าเสื้อของลูก โดยลูกเองก็ต้องจำได้ด้วยว่ากระดาษสำคัญแผ่นนี้เอาไว้ที่ไหน หากพลัดหลงกัน ถ้ามีผู้ใหญ่มาพบเข้าจะได้รู้ว่าจะแจ้งพ่อแม่ได้ที่เบอร์ไหน? ที่อยู่ใด?   แต่ทั้งนี้เพื่อป้องกันเหล่ามิจฉาชีพ จึงไม่ขอแนะนำให้จดรายละเอียดใด ๆ ไว้ในที่ ๆ  พบเห็นได้โดยง่าย เช่น บนกระเป๋าเสื้อด้านนอก หนีบไว้บนกระเป๋านักเรียน บนกระติกน้ำ เป็นต้น

2. เด็กหลาย ๆ คนรู้ว่าตนเองนั้นมีชื่อเล่นว่าอะไร แต่จำชื่อ และนามสกุลจริงของตนเองไม่ได้เลย! ดังนั้นจึงขอฝากคุณพ่อคุณแม่ให้ช่วยฝึกฝนท่องทบทวนชื่อนามสกุลของตนเอง และของคุณพ่อและคุณแม่ ยิ่งจำเบอร์โทรของคุณพ่อคุณแม่ได้ก็จะดีมาก

3. เมื่อพบตำรวจในเครื่องแบบให้แนะนำให้ลูกได้รู้จัก และบอกลูกว่านี่คือบุคคลที่จะช่วยลูกได้ ในยามที่ถูกรังแกหรือเดินพลัดหลง ให้ลูกเดินเข้าไปบอกคุณตำรวจ ดังนั้นการหลอกหรือขู่ให้เด็ก ๆ กลัวตำรวจโดยไร้เหตุผล เช่น ถ้าไม่เลิกงอแงจะเรียกตำรวจมาจับไปขัง มาจับหักคอ ฯลฯ และเมื่อถึงคราวมีภัยถึงตัวลูกจะจะไม่กล้าขอความช่วยเหลือกับตำรวจ หรือกลัวแม้แต่รปภ.

4. ก่อนที่จะพาลูกไปเที่ยวที่ใด ควรจะนัดแนะกันให้เข้าใจและตรงกัน ว่าหากเกิดพลัดหลงกันก็ให้มาเจอกันที่ไหนอันเป็นจุดนัดพบ เช่น ที่ประตูทางเข้า, เคานเตอร์ขายตั๋ว, หน้าร้านไอศกรีม เป็นต้น

5. เมื่อเห็นว่าลูกโตพอที่จะไปกลับโรงเรียนเองได้แล้ว ก็ควรจะต้องเป็นพี่เลี้ยงให้ลูกในช่วงแรก ๆ โดยวางแผนการเดินทางโดยใช้เส้นทางที่ปลอดภัยเท่านั้น โดยหลีกเลี่ยงทางลัดทางเปลี่ยวทั้งหลายโดยเด็ดขาด (หากจะมีแผนที่แสดงเส้นทางที่ถูกต้องและปลอดภัยเพื่อลูกจะได้พกติดตัวก็จะน่าจะอุ่นใจไม่น้อย)

6. ทันทีที่รู้ว่าลูกเดินพลัดหลงกับเราหรือเมื่อรู้ว่าลูกออกจากบ้านไปนานจนผิดสังเกต ให้รีบดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งทันทีอย่ามัวชักช้าเป็นอันขาด เพราะคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายและเลวร้ายยิ่งขึ้นทุกที ให้รีบเข้าแจ้งความกับตำรวจโดยเร็ว (อ่านต่อ เด็กหาย!! ทำอย่างไรให้เจอเร็ว ไม่เกิดเหตุร้าย?)

7. สำหรับเด็กเล็ก อายุไม่เกิน 7 ขวบ ควรใช้ สายจูงเด็ก เมื่อต้องไปในที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน หรือเมื่อต้องไปทำธุระต่าง ๆ นอกบ้าน เพราะเมื่อคุณพ่อคุณแม่กำลังยุ่งกับการทำธุระ อาจเผลอปล่อยมือลูกจนลูกเดินออกไปไกลจากตัวคุณพ่อคุณแม่และพลัดหลังกันได้

สายจูงกันหลง
สายจูงกันหลง

ในช่วงหลังมานี้ มีพ่อแม่คนไทยหลาย ๆ คนหันมาใช้สายจูงลูกน้อย แทนการจูงมือธรรมดาแล้ว เพราะการใช้สายจูงนั้น ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะหาย หรือหลุดมือ แถมหนูน้อยยังเดินสะดวกอีกด้วย ซึ่งที่ต่างประเทศเขาก็ใช้วิธีนี้กันเพื่อป้องกันลูกน้อยหลงทางและหายกันมานานแล้ว แต่ขณะเดียวกันคนไทย หรือคนที่ไม่มีลูกหลายคน กลับมองมองว่าเป็นเรื่องตลก และแปลกที่เด็กเล็ก ๆ จะมีสายจูงผูกที่ตัว ทำให้พ่อแม่หลายคนเลือกจะไม่ใช้ สายจูงเด็ก เลย หรือมองว่าการใช้สายจูงเด็กจะทำให้ลูกรู้สึกอับอาย รู้หรือไม่? ว่าการที่คุณพ่อคุณแม่ หรือปู่ย่าตายาย ไม่ใช้สายจูงเด็กเมื่อต้องไปที่ที่มีคนเยอะ หรือเมื่อต้องไปทำธุระ เป็นการหยิบยื่นอันตรายให้กับลูกหลานของตนเอง ดังนั้น มาดูประโยชน์ ข้อดีข้อเสียของการใช้ สายจูงกันหลง กันค่ะ

ประโยชน์ดี๊ดีที่ทำไมต้องใช้ สายจูงเด็ก

สำหรับในเด็กวัยหัดเดินหลายคนชอบอยู่ใกล้กับพ่อแม่เวลาไปเดินห้าง แต่บางคนที่ชอบสำรวจอาจเดินหลงหายไปได้ การใช้สายสำหรับจูงลูกในเด็กกลุ่มนี้จะช่วยได้มาก

ข้อดีของการใช้ สายจูงเด็ก

  1. ช่วยป้องกันลูกน้อยพลัดหลงทาง หายตัว ในกรณีเข้าไปในสถานที่ ที่มีคนเยอะ
  2. ไม่ต้องคอยวิ่งตามจับ เหมาะกับคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ที่ตามหลานไม่ทัน
  3. เพิ่มความสบายใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ขณะทำธุระด้วยมือทั้งสองข้าง
  4. ป้องกันลูกวิ่งล้ม โดยเพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ใช้การดึงกระตุกอย่างเบามือ
  5. ทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัย และในขณะเดียวกันลูกก็มีโอกาสเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อีกด้วย

ข้อเสียและข้อควรระวังของการใช้ สายจูงเด็ก

  • ในบางครั้งอาจทำให้ลูกเดินวิ่ง ไม่สะดวก
  • อาจทำให้ขวางทางจราจรของผู้อื่น เนื่องจากสายจูงเด็กที่ยาว
  • ขณะที่ไม่มีสายจูงอาจทำให้เด็กไม่ระมัดระวัง จนเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับการล้มที่ผิด เพราะลูกจะรู้สึกว่าปลอดภัยทุกครั้งที่ล้ม เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่คอยระวังจากการใช้สายจูงช่วยเหลือได้ทัน
  • ทำอันตรายถึงชีวิตได้ ทั้งนี้ขณะที่พ่อแม่พาลูกขึ้นบันไดเลื่อนหรือลิฟต์ แล้วไม่ปลดสายออกก่อน ปล่อยห้อยแกว่งไปมา ปลายสายจะถูกดูดเข้าไปหนีบกับบันไดหรือลิฟต์ได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยระวังไม่ให้ใช้สายจับลูกมัดไว้กับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่คุณเป็นคนถือสายเด็ดขาด เพราะอาจเกิดเรื่องเศร้าโดยไม่คาดคิดก็ได้ เช่น สายรัดพันคอลูกจนเสียชีวิต ขณะที่คุณลูกไปทำธุระเพียงชั่วขณะ แล้วก็ต้องคอยระวังสายรัด อวัยวะต่าง ๆ ของเด็ก เช่น แขน ขา ที่สำคัญ เด็กให้ห่างมือลูกเมื่อเลิกใช้แล้ว เพราะอาจเล่นและเกิดอุบัติเหตุรัดคอเด็กได้

และคุณพ่อคุณแม่ ควรจูงลูกครั้งละ 1 คนเท่านั้น เพราะถ้าหากจูงลูก 2 คนพร้อม ๆ กัน อาจดูแลไม่ทันหากอีกคนวิ่ง  อีกคนเดิน จะเกิดอุบัติเหตุได้ ควรใช้ได้เฉพาะในทางราบเท่านั้น ห้ามใช้ขณะขึ้นบันได หรือทางที่ลาดชัน

ที่สำคัญใช้ในยามที่จำเป็นเท่านั้น เพราะการใช้ตลอดเวลา อาจเป็นการปิดกั้นพัฒนาการเด็ก ในเรื่องการเดิน การวิ่ง ควรใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์

อย่างไรก็ดีของใช้ทุกอย่างนั้นต่างก็มีข้อดีและข้อเสียในตัวอยู่เสมอ สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ ต้องฉลาดใช้และเลือกสิ่งที่ดีให้กับลูกน้อย และอย่าลืมศึกษาวิธีการใช้อย่างเข้าใจก่อนนำมาใช้กับลูกของเรานะคะ

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อย่าละสายตาจากลูกน้อยแม้แต่วินาทีเดียว

เกือบเสียลูกรักไป เพราะลูกน้อยร้องไห้กลั้น

อันตรายจากรถหัดเดิน…ลูกถูกสิบล้อทับเพราะรถหัดเดินไหลลงถนน

สสส. แนะวิธี ป้องกันลูกจากโควิด กับ 4 ข้อ ที่พ่อแม่ต้องเพิ่มความระวัง!

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : นายประจวบ ผลิตผลการพิมพ์ oknation.nationtv.tv

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ฟิงเกอร์ฟู้ด

ฟิงเกอร์ฟู้ด เมนูหยิบจับ จุดเริ่มต้นของพัฒนาการลูก

ฟิงเกอร์ฟู้ด คืออะไร ทำไมถึงส่งผลกับพัฒนาการของลูก พร้อม 10 วิธีเลือกเมนูให้ปลอดภัย!

 

 

คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านอาจจะรู้จักแล้วว่า ฟิงเกอร์ฟู้ดหรืออาหารประเภทหยิบจับที่ว่านี้คืออะไร แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่บางท่านอาจจะยังไม่ทราบ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ เพราะวันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids ได้เตรียมข้อมูลมาฝากกันแล้วละค่ะ ว่าแล้วไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

ฟิงเกอร์ฟู้ด คืออะไร?

อาหารไม่ใช่แต่จะดีต่อสุขภาพร่างกายของลูกแต่เพียงอย่างเดียว แต่ ฟิงเกอร์ฟู้ด หรือ Fingger Food นั้นถือเป็นอาหารที่จะมาช่วยเสริมพัฒนาการด้านการเคี้ยว การกลืน ของลูกน้อย อีกทั้งยังช่วยเสริมพัฒนาการด้านการหยิบจับสิ่งของและช่วยกระตุ้นให้ฟันขึ้นสำหรับเด็กที่อยู่ในวัย 8 เดือนให้ดีและมีประสิทธิภาพขึ้นได้

สามารถแบ่งออกได้กี่แบบ? อ่านต่อได้ที่หน้าถัดไปค่ะ

ใช้ขวดน้ำซ้ำ

ใช้ขวดน้ำซ้ำ ถูกวิธี ลูกน้อยห่างไกลจากการติดเชื้อ

คุณพ่อคุณแม่จ๋า รักลูก พยายามหลีกเลี่ยงการ ใช้ขวดน้ำซ้ำ หากไม่อยากให้ลูกต้องติดเชื้อแบคทีเรีย!

 

 

การดื่มขวดน้ำจากขวดพลาสติกนั้นถือเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ เชื่อว่าหลาย ๆ บ้านนิยมนำขวดน้ำพลาสติกที่ใช้แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ และแน่นอนว่าจะต้องมีหลาย ๆ ครอบครัวที่ไม่ได้ล้าง และเติมน้ำดื่มลงไปในขวดเลย ทราบหรือไม่คะว่า การกระทำเช่นนั้นเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นอย่างมากเลยละค่ะ

นายแพทย์นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อดีตรองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ช่วงนี้มีฝนตกหนักในหลายจังหวัด ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จึงมีความจำเป็นต้องนำขวดพลาสติกเปล่าที่ใช้แล้วมากักตุนน้ำไว้สำหรับดื่ม และใช้ในช่วงน้ำท่วม บางครั้งไม่ได้มีการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะบริเวณปากขวดและฝาขวด ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคจากการสัมผัสกับมือและปากที่มีการดื่มน้ำจากขวดโดยตรงได้

การนำกลับมาใช้ใหม่ เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหรือไม่? คลิก!


เครดิต: MGR Online

ท้องผูก

ลูกอายุ 4 เดือน ท้องผูก ถ่ายไม่ออก เพราะแม่ป้อนกล้วยบด

ท้องผูก หากเกิดขึ้นกับลูกเล็กๆ บอกเลยว่าน่าสงสารมาก เพราะเขาจะไม่สบายตัวแน่นอึดอัดท้อง อยากถ่ายก็ถ่ายไม่ออก   ร้องแงตลอดเวลา นอนน้อย ตื่นบ่อย ทีนี้ก็ต้องเช็กดูว่าลูกมีอาการท้องผูกมาจากสาเหตุอะไร เพราะถ้ารู้เร็วจะได้แก้ไขได้ถูกจุด ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเรื่องจากคุณแม่ท่านหนึ่งที่ลูกไม่ถ่ายตอน 4 เดือน เหตุเพราะกลัวลูกกินนมไม่อิ่ม ก็เลยป้อน…

 

ท้องผูก ถ่ายไม่ออก เพราะแม่ป้อนกล้วยบด!  

อย่างที่รู้ๆ กันว่าในเด็กเล็กๆ วัยทารกถ้ามีอาการ ท้องผูก ถ่ายไม่ออก นี่ทรมานยิ่งกว่าผู้ใหญ่ซะอีก เพราะเขายังพูดบอกเรา  ไม่ได้ว่า “ปวดอึ แต่อึไม่ออกนะแม่” แล้วถ้าลูกเพิ่งคลอดมาได้ 3-4 เดือน ถ่ายไม่ออกจะให้กินยาระบาย กินน้ำส้ม หรือน้ำลูก พรุนเพื่อช่วยให้ระบายง่ายขึ้นก็คงยังไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะลูกวัยนี้ต้อง “นมแม่อย่างเดียวเท่านั้น” !!

อย่างกรณีนี้ที่คุณแม่ได้อนุญาตให้เรานำมาแชร์ เพื่อช่วยเตือนพ่อแม่มือใหม่ หรือครอบครัวที่ยังมีความคิดว่าจะป้อนกล้วย บด หรืออาหารเสริมอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนมแม่ให้กับลูกก่อน 6 เดือน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะคุณแม่กังวลว่าลูกจะกินนมแม่ไม่อิ่ม เนื่องจากลูกกินนมได้น้อยลง  ก็เลยมีความคิดที่ว่าลองป้อนกล้วยบดเสริมให้ลูกตอน 4 เดือน แต่ปรากฎ ว่าแทนที่จะช่วยให้ลูกอิ่ม นอนหลับสบาย กลายเป็นทำให้ลูกไม่ถ่ายไปหลายวัน ถึงขั้นต้องใช้ที่สวนก้นเพื่อช่วยให้ลูกถ่าย ออกมา เอาเป็นว่าเราลองไปดูลำดับเหตุการณ์เรื่องนี้จากคุณแม่กันค่ะ

คุณแม่ลำใย – สวัสดีแม่ๆ ค่ะวันนี้ขออนุญาติเล่าประสบการณ์ตรงจาก “กล้วยบด” ยาวนิดนึงแต่มีประโยชน์แน่นอน

เริ่มจากเราที่คิดว่าน่าจะมีหลายคนเป็นเหมือนกันกับความคิดที่ลังเลว่าจะป้อนกล้วยลูกก่อน 6 เดือนดีไหม? เราก็เป็น 1 ในนั้น ช่วงเข้า 4 เดือน ลูกเริ่มกินนมน้อยลง ตื่นบ่อยจนเรากังวลคิดไปเองว่า “ลูกไม่อิ่ม ไม่สบายท้อง” ความคิดการป้อน กล้วย จึงเข้ามาในหัวจากคอมเม้นท์ที่เคยอ่านผ่านมาว่า “เราก็ป้อนตอนเดือนเท่านั้นเท่านี้ ลูกก็แข็งแรงดีไม่เป็นอะไร” เราก็เลยลอง ที่จะป้อนกล้วยบดให้ลูกกินเสริมจากนมแม่  นี่เป็นลำดับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับลูกเราหลังจากป้อนกล้วยไป

วันที่ 1 : ป้อนกล้วยบดช่วงเช้าไม่ถึงครึ่งลูก บดละเอียดยิบลูกก็กินแต่ไม่หมดนะ เท่ากับว่ากินไปครึ่งหนึ่งของครึ่งลูก  จากนั้นก็ให้ลูกนอน ปรากฎว่านอนนานไม่กวน ต่อมามื้อที่ 2 ตอนเย็นครึ่งลูกเท่าเดิม แต่รอบนี้กินหมดเกลี้ยง กลางคืนลูกนอนปกติ

วันที่ 2 : ลูกตื่นมาก็ขับถ่ายปกติ เราก็ป้อนกล้วยบดให้เช้า-เย็น เหมือนวันแรก ลูกนอนนานขึ้นเราสบายใจมากความรู้สึกคือลูกกินอิ่มนอนหลับ

วันที่ 3 :  ลูกตื่นมาไม่ถ่าย เราก็ยังป้อนกล้วยบดให้เหมือนเดิมเช้า-เย็น แต่ลูกกินกล้วยบดน้อยลงป้อนได้คำ 2 คำก็งอแง ตื่นไว และงอแงมากในช่วงกลางคืน

วันที่ 4 : ลูกตื่นมาก็ไม่ถ่าย งอแงไม่กินกล้วยบดเลย นอนน้อยมากเดี๋ยวตื่นๆ ร้องตลอด เราเลยไม่ป้อนกล้วย ตอนเย็นเพราะเห็นว่าลูกไม่ได้ถ่ายมา 2 วัน วันนี้เราเริ่มกังวลเพราะลูกไม่กิน ไม่ถ่าย และงอแงมาก

วันที่ 5 : วันนี้ไม่ได้ป้อนกล้วยลูกเลย แต่ลูกก็ไม่ถ่าย และงอแงหนักกว่าเดิม ทุกครั้งที่ลูกตดเขาจะร้องงอแงหนักมาก มันทำให้เรารู้สึกว่าลูกเหมือนอยากถ่ายแต่ถ่ายไม่ออก วันนี้เราเครียดมากกังวล สงสารลูก ความคิดเรื่องเด็กกินกล้วยแล้วเป็นอันตรายถึงชีวิตแว๊บเข้ามาในหัว กลัวว่าลูกจะเป็นอะไร เลยปรึกษาสามีๆ บอกให้ไปซื้อที่สวนก้นของเด็ก แต่เราไม่เห็นด้วยเพราะกลัวลูกจะใช้แล้วติดต้องสวนก้นบ่อยๆ แต่ถ้าไม่ใช้เดี๋ยวจะไม่ถ่ายอีก จนถึงช่วงหัวค่ำลูกร้องหนักมาก และสังเกตเห็นเขาเบ่งอึแต่ไม่มีอะไรออกมาเลย ยิ่งเบ่งยิ่งร้อง เราเลยตัดสินใจใช้คอตตอนบัดขนาดของเล็กของเด็กจุ่มเบบี้ออยล์แล้วค่อยๆ สวนก้นลูก ช่วงที่คอตตอนบัดเข้าไปเรารู้สึกว่ามีของแข็งอยู่ในก้นลูก ช่วงที่แหย่เข้าไปยังไม่ทันดึงคอตตอนบัตออก ลูกก็เบ่งเราเลยรีบดึงคอตตอนบัดออก ปรากฎว่าลูกอึออกมาหัวแข็งมาก ขนาดทำให้ก้นน้องฉีกเลือดออกซิบๆ ตอนนั้นรู้สึกโกรธตัวเองมากๆ ที่เอากล้วยให้น้องกิน น้องอึออกมาเยอะมากมีแต่แข็งๆ ไม่มีก้อนเหลวๆ ออกมา และคืนนั้นลูกนอนหลับไม่งอแง

วันที่ 6 : วันนี้ไม่ได้ป้อนกล้วย และลูกก็ไม่อึ เราจึงใช้วิธีเดิมวันนี้อึออกมาเป็นเม็ดๆ แข็งๆ 3 ก้อน แล้วก็มีเหลวๆ ตามออกมา พออึวันนี้หลับยาวเหมือนสบายตัว เราเลิกความคิดที่จะป้อนกล้วยลูกอีกเลย

ความจริงไม่กล้ามาเล่ากลัวคอมเม้นท์แรงๆ แต่ถ้าเก็บไว้คนเดียวคนที่มีความคิดแบบเราอาจเป็นเหมือนเรา เราเลยอยากแชร์ เด็กคนไหนที่กินแล้วปลอดภัยไม่เป็นอะไรก็โชคดีไป แต่เรามั่นใจว่าคงไม่โชคดีเหมือนกันทุกคน ไม่เจอกับตัวจะไม่รู้เลยทุกวันนี้น้องขับถ่ายปกติ กินนมแม่อย่างเดียว น้องร่าเริง ไม่งอแง ใครที่คิดจะทำเหมือนเรา ก็ขอให้หยุดคิดนะคะ แต่ถ้า ความคิดแบบนี้มีเราคนเดียวที่คิดก็โล่งใจไปค่ะ

บทความแนะนำ คลิก>> กล้วยบด รับประทานก่อน 6 เดือน เสี่ยงติดเชื้อ

จากการได้พูดคุยกับคุณแม่ โชคดีมากๆ ที่สังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น แล้วหยุดป้อนกล้วยให้ลูกทันที เพราะถ้ายังฝืน ป้อนกล้วยให้ลูกต่อไป อาจเป็นอันตรายต่อตัวลูกมากกว่านี้ได้  จากเหตุการณ์ครั้งนี้คุณแม่ลำใย และทีมงานขอให้ทุก ครอบครัวดูไว้เป็นตัวอย่างว่าไม่ควรป้อนอาหาร น้ำ หรือกล้วยให้กับลูกก่อน 6 เดือน เพราะช่วงตั้งแต่แรกเกิด จนถึง 6 เป็น ช่วงเวลาของ “นมแม่” อย่างเดียว และก็เพียงพอต่อความต้องการของลูกแล้วค่ะ กินนมแม่ลูกจะไม่มีปัญหาเรื่องขับถ่าย ที่ สำคัญกินนมแม่แล้วอิ่มสบายท้อง นอนหลับสบาย ตื่นขึ้นมาลูกก็สดชื่น อารมณ์ดีไม่ร้องงอแงด้วยค่ะ

อ่านต่อ วิธีแก้ไขเมื่อลูกไม่ถ่าย อุจจาระแข็ง หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อาหารต้านหวัดให้ลูก

“ข้าวต้มหลากสี” อาหารต้านหวัดให้ลูก สูตรดี แสนอร่อย…ช่วยเพิ่มพลัง!

อาหารต้านหวัดให้ลูก …อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยป้องกันลูกจากโรคหวัดได้ ซึ่งการกินอาหารที่ให้ลูกได้ซดน้ำซุปเยอะๆ ก็จะช่วยระบายความร้อนและปรับอุณหภูมิภายในร่างกาย  ทั้งยังช่วยให้ลูกน้อยหายป่วยได้เร็วขึ้น

Continue reading ““ข้าวต้มหลากสี” อาหารต้านหวัดให้ลูก สูตรดี แสนอร่อย…ช่วยเพิ่มพลัง!”

ทำอย่างไร? เมื่อลูกกลายเป็น คนขี้อวด ขี้โม้

คนขี้อวด ขี้โม้ คือหนึ่งในบุคคลที่มีพฤติกรรมสุดยี้! ที่หลาย ๆ คนรังเกียจ แต่จะทำอย่างไรหากลูกมีพฤติกรรมดังกล่าว!

 

 

หนึ่งในพฤติกรรมสุดยี้ที่สังคมส่วนใหญ่มักส่ายหน้าก็คือ พฤติกรรมของ “คนชอบขี้อวดและขี้โม้” นั่นเอง แต่จะเป็นอย่างไร หากลูกของเรามีพฤติกรรมแบบนั้นเสียเอง แน่นอนค่ะว่า คุณพ่อคุณแม่ก็คงไม่อยากให้ลูกน้อยที่น่ารักของเราเป็นกันอยู่แล้วใช่ไหมละคะ แล้วทีนี้เราจะทำอย่างไรกันดี กับพฤติกรรมดังกล่าวของลูก วันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids มีข้อมูลดี ๆ มีประโยชน์มาฝากกันค่ะ

จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องแปลกเสียเท่าไรหรอกค่ะที่จู่ ๆ เด็กน้อยวัยอนุบาลจะลุกขึ้นมาชอบเล่านู่นเล่านี่ว่าบ้านเรามีอย่างนู้นมีอย่างนี้กับเพื่อน ๆ เพราะเด็กวัยนี้เป็นเด็กที่มีพัฒนาการทางภาษาที่ดีขึ้น มีความรู้รอบตัวต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญรู้สึกมีความภูมิใจในการเป็นตัวเองที่มากขึ้น ทำให้เด็ก ๆ ต้องนำเรื่องเหล่านั้นออกมาพูด ถึงแม้ว่าในบางครั้งอาจจะโอเว่อร์เกินจริิงไปบ้างก็ตาม ทีนี้ก็ถึงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่อย่างเรา จะมาช่วยกันปรับพฤติกรรมการขี้คุยโวของลูกให้ลดน้อยลงหรือให้โม้แบบสมเหตุสมผลกันแล้วละค่ะ

อ่านต่อสาเหตุของการทำให้ลูกกลายเป็นเด็กขี้โม้และขี้อวด คลิก!

โรคกระดูกอ่อน

รู้จัก โรคกระดูกอ่อน ในเด็กพร้อมสาเหตุและวิธีป้องกัน

โรคกระดูกอ่อน คืออะไร แล้วเกี่ยวข้องอย่างไรกับสุขภาพลูก มีวิธีป้องกันหรือไม่ไปดูกัน

 

 

รู้จักกับ โรคกระดูกอ่อน

โรคกระดูกอ่อนหรือ Rickets คือภาวะที่มีความบกพร่องในการสะสมแร่ธาตุหรือการสะสมแคลเซียมในกระดูกระยะก่อนที่จะมีการปิดของแผ่นสร้างกระดูก เนื่องจากการขาดหรือความผิดปกติของกระบวนการสร้างและสลายวิตามินดี ฟอสฟอรัส หรือแคลเซียม ซึ่งอาจทำให้เกิดกระดูกหักหรือผิดรูปได้ โรคนี้ถือเป็นโรคที่พบได้บ่อยเป็นอันดับต้น ๆ ในประเทศที่กำลังพัฒนาเลยละค่ะ

สาเหตุของการเกิดคือ การขาดวิตามินดี และแคลเซียม หรือได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ นั่นเองค่ะ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะวิตามินดีเป็นตัวควบคุมเมตาโบลิซึมของแคลเซียมและฟอสฟอรัส  ช่วยรวมฟอสฟอรัสกับแคลเซียมให้เป็นเกลือของสารนี้เกาะตามเนื้อของกระดูก ถ้าร่างกายขาดเพียงแต่วิตามินดี หรือแร่แคลเซียมหรือขาดทั้งสองอย่าง ร่างกายจะไม่สามารถสร้าง กระดูกที่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของร่างกายได้ค่ะ

ชนิดของโรคมีกี่ประเภท อ่านต่อได้ที่หน้าถัดไปค่ะ

ชักจากไข้สูง

เมื่อลูก ชักจากไข้สูง พ่อแม่ควรรับมืออย่างไร?

ชักจากไข้สูง เกิดขึ้นได้กับเด็กๆ เสมอค่ะ ดังนั้นหากพบว่าลูกมีไข้พ่อแม่ต้องดูแลลดไข้ให้ลูกทันทีด้วยการหมั่นเช็ดตัวบ่อยๆ เพราะหากปล่อยให้อุณหภูมิในร่างกายลูกสูง อาจทำให้ลูกเกิดอาการชักจากไข้ขึ้นมาได้ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำแนะนำที่เป็นประโยชน์กับทุกครอบครัวไว้รับมือ และดูแลลูกเบื้องต้นเมื่อ “ชักจากไข้สูง” มาให้ทราบกันค่ะ

 

ชักจากไข้สูง เป็นอย่างไร?

เวลาที่ลูกไม่สบายตัวร้อน ต้องระวังอย่าให้เกิดมีภาวะ ชักจากไข้สูง ฉะนั้นหากลูกไม่สบายมีไข้ตัวร้อนvสิ่งที่พ่อแม่ต้องทำเป็นอันดับแรกเลยคือการเช็ดตัว และให้ลูกทานยาลดไข้สำหรับเด็กเท่านั้น …เพราะหากลูกไม่สบายตัวร้อนแล้วมีอุณหภูมิ ในร่างกายที่สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียล อาจเสี่ยงต่อการชักได้ สำหรับการชักจากไข้สูง จะมีอาการชักแบบเกร็ง หรือไม่ก็กระตุกไปทั้งตัว ภาวะชักจากไข้เกิดขึ้นได้กับเด็กเล็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึงช่วงอายุ 6 ปี

ชักจากไข้สูง มีผลต่อพัฒนาการ หรือสติปัญญาของเด็กหรือไม่

อ.นพ.สรวิศ วีรวรรณ ภาควิชากุมารเวชศาตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ให้ความรู้ในเรื่องของภาวะชักจากไข้ ดังนี้…

เมื่อเด็กมีไข้สูงแล้วเกิดการชักขึ้นมานั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่สมองเด็กยังเจริญไม่เต็มที่ จึงทำให้มีโอกาสชักได้เมื่อถูกกระตุ้นจากปัจจัยต่างๆ เช่น ไข้สูง

ซึ่งการชักจากไข้ไม่ได้มีผลต่อพัฒนาการ หรือพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กๆ แต่ที่อันตรายคือ หากปล่อยให้เด็กมีอาการชักจากไข้สูงนานมากกว่า 30 นาที จนมีภาวะตัวเขียว ขาดออกซิเจน ก็ทำให้อาจจะมีผลกระทบต่อสมองของเด็กได้[1]

บทความแนะนำ คลิก>> พ่อแม่ระวัง! โรคจูบ โรคติดต่อที่พบได้ในเด็กวัย 2 ปีขึ้นไป

 

มีโอกาสชักซ้ำ ถ้ามีไข้สูงอีกหรือไม่

โดยทั่วไป ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยจะมีโอกาสชักซ้ำได้ถ้ามีไข้สูง  จนกว่าจะอายุมากกว่า 5-6 ปี ส่วนในรายที่เริ่มมีอาการชักจากไข้ครั้งแรกก่อนอายุ 1 ปี และมีประวัติคนในครอบครัวมีภาวะนี้ในตอนเด็ก อาจมีโอกาสชักซ้ำได้มากขึ้น

มีโอกาสเป็นโรคลมชักหรือไม่

โดยทั่วไปความเสี่ยงในการเป็นโรคลมชักในอนาคต ไม่ได้แตกต่างจากเด็กปกติทั่วไป ยกเว้นในรายที่มีอาการชักที่นานกว่า 15 นาที มีอาการชักซ้ำมากกว่า 1 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง มีความผิดปกติทางสมองและพัฒนาการก่อนมีอาการชัก หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคลมชัก จะมีโอกาสเป็นโรคลมชักได้มากกว่าเด็กปกติ

อ่านต่อ >> ควรทำ vs ไม่ควรทำ เมื่อลูกชัก เพราะไข้สูง คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลูกนอนกระตุก

ลูกนอนกระตุก ผิดปกติหรือไม่?

ลูกนอนกระตุก อาการปกติ หรือไม่? ร่วมไขข้อข้องใจไปพร้อม ๆ กันได้ที่นี่!

 

 

คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยกันหรือไม่คะว่า ทำไมลูกของเราถึงมักมีอาการกระตุกในขณะที่กำลังนอนหลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กแรกเกิดจนถึง 3 เดือน แล้วอาการแบบนี้เรียกปกติหรือไม่ และจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไรถึงจะผิดปกติ วันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids ได้เตรียมข้อมูลดี ๆ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกคนแล้วละค่ะ

ทารกนอนกระตุกเพราะอะไร?

ในขณะที่ทารกกำลังนอนหลับแล้วมีการกระตุกเราเรียกอีกอย่างว่า Twitching นั้นถือเป็นเรื่องปกติสำหรับทารกแรกเกิดและเด็กเล็ก หรือแม้แต่ตัวผู้ใหญ่เองค่ะ ซึ่งการกระตุกที่ว่านี้ จะเป็นการกระตุกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นที่แขนหรือที่ขา

การกระตุก (Twitching) หากทารกหลับ ในระดับที่ลูกตามีการกรอก (rapid eye movement) ทารกมีกระตุก เล็กน้อย ที่แขน หรือที่ขา เวลาตื่นไม่มีกระตุก ผู้ใหญ่บางครั้งก็มี การกระตุก ก่อนรู้สึกตัและจะรวตื่น เช่นเดียวกัน พ่อแม่มักพา ทารกมาปรึกษา โดยบอกว่าลูกชัก หากบุคลากรทางการแพทย์ ไม่มีความรู้เรื่องนี้ ทารกมักถูกรับ ไว้ในโรงพยาบาล ซึ่งเราสามารถแบ่งอาการกระตุกเกร็งของทารกออกเป็น 3 แบบด้วยกัน

อ่านต่ออาการกระตุกเกร็งของทารกทั้ง 3 แบบได้ที่หน้าถัดไปค่ะ

ป้อนยาลูก

เตือนพ่อแม่! ห้าม ป้อนยาลูก พร้อม 3 เครื่องดื่มนี้เด็ดขาด!

ป้อนยาลูก อย่างปลอดภัย ต้องห้ามทานพร้อมกับเครื่องดื่มเหล่านี้เด็ดขาด!

 

 

ทุกครั้งเวลาที่ลูกไม่สบาย สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกทานนึกถึงก็คือ “ยา” นัั่นเป็นเพราะ “ยา” คือ สารหรือสารเคมีที่ออกฤทธิ์ต่อร่างกาย ทำให้มีผลต่อการป้องกันโรค ส่งเสริ่มสุขภาพ บำบัด บรรเทาและรักษาลูกให้กับลูก

คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบว่ายาของลูกนั้น มีทั้งหมดกี่ประเภท วันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids ได้รวบรวมเอาเนื้อหาที่จำเป็นเกี่ยวกับยาของเด็ก ยกตัวอย่างเช่น วิธีการให้ยาเด็กนั้นมีกี่วิธี ยาอะไรบ้างที่ควรมีติดบ้าง และที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ วิธีการให้ลูกรับประทานยาที่ถูกต้องมาฝากกันค่ะ ว่าแล้วอย่ารอช้า เราไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

วิธีการให้ยาเด็กมีทั้งสิ้น 3 วิธีดังนี้

  1. การให้ยาทางปากด้วยการรับประทาน ไม่ว่าจะเป็นยาเม็ดหรือยาน้ำ ถ้าหากเป็นยาเม็ดละก็ คุณพ่อคุณแม่ควรที่จะบดให้ลูกก่อนรับประทานนะคะ และถ้าหากยามีรสขมคุณพ่อคุณแม่ก็ควรผสมน้ำหวาน น้ำเชื่อมหรือน้ำผึ้งให้ลูก จะได้ทานง่ายขึ้น
  2. การให้ยาด้วยการฉีด สิ่งที่เด็กทุกคนเกลียดและกลัวมากที่สุด แต่คุณหมอไม่ได้ให้กับทุกราย โดยพิจารณาจากโรคและอาการของเด็กเป็นหลักค่ะ เช่น ยารักษาโรคนั้นมีเฉพาะการฉีดเท่านั้น หรือในเด็กที่มีอาการหนัก ต้องการให้ร่างกายดูดซึมยาเร็วหรือเด็กอาเจียนมาก เป็นต้น
  3. การให้ยาด้วยการใช้ยาเหน็บผ่านทางทวารหนัก ถือเป็นการให้ยาที่มีประโยชน์มาก ๆ เลยละค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ยาแก้อาเจียน ยาแก้หอบ ยาลดไข้ ยานอนหลับ ยากันชัก เป็นต้น ไม่ควรให้ยาทางทวารหนักในเด็กที่ท้องเดิน หรือมีอุจจาระเต็ม เพราะทำให้การดูดซึมไม่ดี วิธีให้ยาเหน็บนั้นเหมาะสำหรับในรายที่เด็กกินยาไม่ได้ อาเจียน หรือกินยายากมาก เท่านั้น

ยาสามัญประจำบ้านของเด็กอะไรบ้าง ที่ควรมีติดไว้ คลิก!

ผลดีของอัลตร้าซาวด์

แม่จำใจ ยุติการตั้งครรภ์ เพราะลูกเป็น เมอร์เมดซินโดรม

เพราะลูกเป็น เมอร์เมดซินโดรม ทำให้แม่ต้องตัดสินใจ ยุติการตั้งครรภ์ ทั้ง ๆ ที่ใกล้คลอด!

 

 

ไม่มีใครไม่รักลูกของตัวเอง แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ตรวจเจอ ทำให้ หวู่สาว คุณแม่ชาวจีนวัย 26 ปีต้อง ยุติการตั้งครรภ์ ทั้ง ๆ ที่ท้องใกล้คลอด

หวู่สาว ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลในเมืองอี๋ชัง จังหวัดหูเป่ย์ ตอนกลางของประเทศจีนเพื่ออัลตราซาวด์ตอนที่มีอายุครรรภ์ได้ 6 เดือน แต่แพทย์กับตรวจเจอความผิดปกติบางอย่างของทารกในครรภ์ ทำให้เธอต้องตัดสินใจทำสิ่งที่เธอไม่อยากทำ ซึ่งความผิดปกตินั้นก็คือ ทารกมีขาติดกันมีลักษณะเหมือนหางของนางเงือก

แพทย์บอกว่า ลูกของเธอกำลังทุกข์ทรมานกับอาการดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะลูกของเธอไม่มีกระเพาะปัสสาวะ และมีตับที่แคระแกร็น และถึงแม้ว่าเธอจะปล่อยให้ลูกถือกำเนิดออกมา ก็อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน คุณแม่จึงต้องจำใจทำในสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต นั่นก็คือ ยุติการตั้งครรภ์ครั้งนี้ซะ

ช่างเป็นเรื่องที่บาดหัวใจของคนเป็นแม่เป็นอย่างยิ่ง และในวันนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ ทีมงาน Amarin Baby and Kids ก็จะขอนำเสนอภาวะดังกล่าวพร้อมกับข้อดีของการทำอัลตร้าซาวด์ให้คุณแม่ทุก ๆ คนได้อ่านกันค่ะ

อะไรคือ เมอร์เมดซินโดรม คลิก!