ปวดประจำเดือน

ประสบการณ์จริง! ชีวิตเกือบไม่รอดเพราะ ปวดประจำเดือน

เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงบอกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อตัวเองเกือบเอาชีวิตไม่รอด สาเหตุเพียงเพราะ ” ปวดประจำเดือน ” เรื่องราวจะเป็นอย่างไร พร้อมวิธีปฏิบัติตัวอย่างไรขณะมีประจำเดือนนั้น หาคำตอบได้ที่นี่!

 

หนึ่งในสมาชิกเฟซบุ๊กนามว่า Anittha Thiangthaisong ได้โพสต์เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับตัวเอง เพื่อเป็นการเตือนผู้หญิงทุก ๆ คนว่า ” ไม่ควรเครียดระหว่างมีประจำเดือน ” ว่า

มาแชร์ประสบการณ์ เจอกับตัวจริง ๆ ไม่ใช่เล่น ๆ เลยนะ
#ฝากเตือนชะนีที่อยู่ในช่วงสงครามหนูแดง

ปกติจะปวดท้องเมนส์ประจำแต่ครั้งนี้มันอันตรายที่สุด ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่จะรู้ดีว่าเวลาเป็นประจำเดือนหรือเมนส์ มันทรมานแค่ไหน ยิ่งถ้ามีอาการปวดท้องด้วยแล้ว อารมณ์จะเหมือนเอาลูกนิมิตมาวางทับท้องเลยค่ะ เรื่องมีอยู่ว่า วันนี้เราขับรถกลับบ้านคนเดียว ด้วยระยะทางที่ไกลจากโคราช-ชุมพวง ขับมาได้สัก 50 กม. เริ่มมีอาการปวดท้องเมนส์เป็นระยะ จนทนไม่ไหวเลยแวะปั๊มเพื่อจะทานยา

หลังจากนั้นก็นั่งพักผ่านไปเกือบ 15 นาที คือร่างกายไม่ไหวแล้ว หน้ามืด เท้าชา และมือชา มันชาจนโทรศัพท์ที่ถืออยู่หลุดมือแบบไม่รู้สึกยขอความช่วยเหลือจากคนแถวนั้น ขอให้เค้าซื้อยาดมมาให้ แต่ก็ไม่ดีขึ้น จนต้องล้มตัวลงนอนบนม้านั่งหน้าเซเว่น ความรู้สึกคือมันชาทั้งตัวและมีอาการปวดท้องมาก ตอนนั้นคือทุกอย่างมันมัวไปหมด หูอื้อ ตัวชา แล้วภาพก็ตัด รู้สึกตัวอีกทีคือมีคนอุ้มเรามาวางที่เบาะรถสองแถว มีน้าผู้หญิงคอยบีบมือ เอายาให้ดม ตอนนั้นเราหายใจฝืด ปวด เกร็งทั้งตัว แล้วพลเมืองดีก็พามาส่งที่อนามัย

เท่าที่จำได้คือมีหมอวิ่งขึ้นมาประคองตัว วัดความดัน บีบมือเราแล้วบอกให้เราหายใจลึก ๆ แล้วได้ยินเสียงหมอบอกว่า “ความดันต่ำมาก มีสภาวะ2โรคในเวลาเดียวกัน” จากที่ชาเริ่มจะช็อคละ เราหายใจเร็วขึ้น เกร็งมากขึ้น ปวดมากขึ้น จนหมอต้องให้น้ำเกลือ แล้วเราก็เบลอไม่รู้เรื่องอีก แล้วสักพักก็มีรถพยาบาลมารับตัวไปรักษาต่อที่ รพ. ช่วงเวลาที่เดินทางจากอนามัยตลาดแค มาที่ รพ . พิมาย จะได้ยินเสียงหมอเรียกเป็นระยะ เราก็ลืมตามาดูบ้าง แต่ก็หลับไปอีก ลืมตาอีกทีอยู่ รพ. แล้วจ้า ตอนนี้ลมหายใจขัดแล้ว หมอก็บอกให้เราหายใจช้า ๆ ลึก ๆ แต่เราทำไม่ได้ ยิ่งหายใจก็ยิ่งเกร็ง อาการปวดท้องเมนก็ยังอยู่ หายใจก็ไม่ค่อยออก ตัวก็เกร็ง ตอนนั้นภาพพ่อแม่ลอยมาละ เหนื่อยที่สุดในชีวิตก็วันนี้แหละ จะหลับก็กลัวว่าจะไม่ฟื้น คิดว่าจะตายเลยด้วยซ้ำ ความดันตอนนั้นต่ำบ้าง สูงบ้างไม่คงที่ ความหายใจไม่ออก เลยบอกน้าคนที่ช่วยไว้ว่า “เหนื่อย หายใจไม่ออก” น้าผู้หญิงก็ไปตามหมอ หมอก็เอาถุงใส่แกง มาครอบจมูก แล้วตัดปลายถุงนิดนึง ตอนแรกงงว่ามาครอบทำไม? หลังจากนั้นเราก็เหนื่อยไม่ไหวแล้ว หลับตาลงน้ำตาไหล สักพักได้ยินเสียงหมอบอกน้าผู้หญิงประมาณว่า “ออกซิเจนในปอดมีมากเกินไป ต้องให้น้องเอาก๊าซคาร์บอนฯเข้าปอดบ้างอาการชักเกร็งไม่มียารักษา ต้องรักษาด้วยการหายใจของตัวผู้ป่วย” ความรู้สึกตอนแรกอยากได้เครื่องช่วยหายใจมากกกก เพราะมันหายใจไม่ออก แต่พอได้ยินหมอพูดแบบนั้น เราถึงรู้ว่าต้องทำยังไง เริ่มหายใจช้า ๆ ลึก ๆ ตามที่หมอบอก

แต่กว่าจะจูนลมหายใจให้เป็นปกติมันทรมานเว่ออ ดิ้นไปดิ้นมา พยายามหายใจช้า ๆ แต่มันก็ยาก เหมือนมันใจจะขาด สักพักก็หลับค่ะ! มารู้สึกก็ตอนมีหยดน้ำในถุงที่ครอบจมูกมันหยดลงบนหน้า ความรู้สึกตอนนั้นคือ ไม่ตายแล้ว โล่งมากกกก+ เป็นปกติขั้นสุด อะไรที่เคยปวด อะไรที่เคยชา อะไรที่เคยเกร็งเป็นปกติหมดเลย สักพักพ่อแม่เราก็เดินมา อื้อหืออ…วินาทีนั้นอยากลุกไปกอด แต่ติดเข็มน้ำเกลือ! แล้วหมอก็มาบอกว่า “เกิดจากเรา เครียดระหว่างมีประจำเดือน มา ร่างกายมันเพลียกับการเสียเลือดประจำเดือนแล้ว บวกกับสภาวะเครียดทำให้เราปวดและเกร็งตามที่เห็น” #ถึงบางอ้อเลยค่ะ เพราะก่อนที่จะน็อคเราก็เครียดมาทั้งเดือนจริง ๆ

เจ้าของโพสต์ยังได้แนะนำถึงวิธีการปฏิบัติตัวในระหว่างที่ ปวดประจำเดือน เอาไว้ว่า

#แนะนำ1 เวลาปวดท้องเมนมาก ๆ พยายามหายใจช้า ๆ ลึก ๆ ร่างกายจะไม่ชักเกร็ง
#แนะนำ2 ถ้ามีอาการชักเกร็งหรือพบเห็นใครที่มีอาการแบบนี้ ให้เค้าหายใจลึก ๆ ใช้ถุงครอบจมูกไว้ ตัดมุมถุงให้มีรูเล็กน้อยเพื่อให้ร่างกายได้ก๊าซคาร์บอนฯบ้าง
#แนะนำ3 อย่าเครียดช่วงเมนส์มา! จริง ๆ แล้วไม่ต้องเครียดจะดีที่สุดนะจ้ะ

คลิกอ่านสาเหตุของการปวดประจำเดือนได้ที่นี่!


เครดิต: Anittha Thiangthaisong

มะเร็งที่คนเป็นมากที่สุด

แพทย์เผย! โรคมะเร็งที่คนเป็นมากที่สุดคือ 5 อวัยวะนี้!

ไม่ว่าจะด้วยอาหารการกิน หรือพฤติกรรมของคนไทยในปัจจุบัน ส่งผลให้มีอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้นทุก ๆ ปี แพทย์เผย 5 โรค มะเร็งที่คนเป็นมากที่สุด จะได้แก่อวัยวะส่วนใดบ้าง และจะมีวิธีสังเกตอาการอย่างไร วันนี้เราเตรียมคำตอบเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วค่ะ

 

 

นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติได้เปิดเผยว่า สถานการณ์ของโรคมะเร็งในภาพรวมนั้น พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มมากขึ้นทุกปี ทั้งในเพศหญิงและเพศชายเฉลี่ยอยู่ที่ 130,000 รายต่อปี และยังคงเป็นโรคที่ครองสถิติการเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งของคนไทย

นายแพทย์วีรวุฒิ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า โรคมะเร็งนั้นเป็นกลุ่มของโรคที่เกิดจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์ที่การเจริญเติบโต และแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์มากกว่าปกติ ทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง หลอดเลือด หลอดน้ำเหลืองและในที่สุดก็ทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะนั้นผิดปกติ

สำหรับ 5 อันดับโรคมะเร็งที่คนเป็นมากที่สุดนั้น สามารถแบ่งได้เป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยในแต่ละเพศคือ

  • โรคมะเร็งที่พบบ่อยในเพศชาย ได้แก่
    • มะเร็งตับและท่อน้ำดี
    • มะเร็งปอด
    • มะเร็งสำไส้ใหญ่และทวารหนัก
    • มะเร็งต่อมลูกหมาก
    • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
  • โรคมะเร็งที่พบบ่อยในเพศหญิง ได้แก่
    • มะเร็งเต้านม
    • มะเร็งปากมดลูก
    • มะเร็งตับ
    • มะเร็งปอด
    • มะเร็งลำไส้ใหญ่

อะไรคือปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง คลิกอ่านได้ที่หน้าถัดไป


เครดิต: TV Pool Online และสำนักข่าวทีนิวส์

สเปรย์ฉีด กำจัดยุง

สเปรย์ฉีด กำจัดยุง เลือกให้ปลอดภัยต่อสุขภาพของคนในครอบครัว

สเปรย์ฉีด กำจัดยุง ที่ต้องมีติดไว้ทุกบ้าน ยิ่งโดยเฉพาะช่วงนี้หน้าฝนยุงชุมซะเหลือเกิน แล้วถ้าบ้านไหนมีลูกเล็กๆ จะปล่อยให้มียุงมากัดไม่ได้เลยค่ะ เพราะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจากโรคไข้เลือดออก ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะมาแนะนำให้รู้จักกับสเปรย์ฉีด กำจัดยุง ที่มีให้เลือกซื้อมาใช้อยู่หลากหลายยี่ห้อกันค่ะ

 

สเปรย์ฉีด กำจัดยุง กับสารสกัดจากพืชที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์

ปัจจุบันนี้มี สเปรย์ฉีด กำจัดยุง ที่มีส่วนผสมที่มาจากน้ำมันหอมระเหยที่สกัดมาจากพืชต่างๆ ซึ่งคุณสมบัติมีฤทธิ์ช่วยป้องกัน และกำจัดยุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปดูกันค่ะว่า มีสารสกัดจากธรรมชาติอะไรบ้างที่อยู่ในสเปรย์ฉีดกำจัดยุง

  • น้ำมันตะไคร้หอม มีสาร citronella, geraniol และ citronellol  ซึ่งมีฤทธิ์ในการช่วยป้องกัน และกำจัดยุงลาย ยุงรำคาญ น้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้หอมที่ความเข้มข้น 1.25, 5 และ 5.0% สามารถป้องกันยุงก้นปล่องได้ 2 ชั่วโมง
  • สารสกัดจากดอกไพรีทรัม มีสาร Pyrethrins ช่วยกำจัดยุงได้  ไม่เป็นอันตรายกับมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่น ซึ่งได้รับการยอมรับจากสถาบัน  FAO และ WHO ว่าสามารถใช้กำจัดแมลงได้อย่างเด็ดขาด ไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกาย   สามารถย่อยสลายได้เมื่อโดนแสงแดดและความร้อน
  • น้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัส มีสาร Eucalyptin, Tannin และ Guaiacol Globulol กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากใบยูคาลิปตัส มีฤทธิ์ในการช่วยไล่ยุง ฆ่ายุง และไล่แมลงต่างๆ ได้
  • น้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์ มีสาร linalyl acetate, linalool, limonene, camphor, cineole, borneol ยุงเป็นสัตว์ที่เกลียดกลิ่นรุนแรง ซึ่งกลิ่นจากดอกลาเวนเดอร์เป็นกลิ่นที่หอมฉุนแต่ยุงไม่ชอบ และเมื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย สามารถใช้ทาผิว หรือฉีดพ่นเพื่อป้องกันยุงกัดได้
  • น้ำมันหอมระเหยสะระแหน่ มีสารเมนทอล (Menthol) ไลโมนีน (Limonene) นีโอเมนทอล (Neomenthol) กลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้จากใบสาระแหน่ ใช้ในการช่วยไล่ยุง แมลงไม่ให้เข้ามารบกวนได้
  • น้ำมันหอมระเหยใบกานพลู มีสาร eugenol น้ำมันกานพลูสามารถใช้ในการช่วยกำกัด และไล่ยุงได้

3 เคล็ด(ไม่)ลับ ป้องกันศัตรูตัวฉกาจ (ยุง) อย่างถูกวิธี

ก่อนที่จะไปทำความรู้จัก และเลือกซื้อสเปรย์ฉีดกำจัดยุง ที่เหมาะกับสุขภาพของทุกคนในครอบครัว เรามีวิธีปกป้องตัวเองจากการถูกยุงกัดมาฝากค่ะ

รบ  เมื่อศัตรูตัวฉกาจเข้ามาในพื้นที่บ้าน  แนะนำให้ใช้สเปรย์ฉีดกำจัดยุง  ฉีดภายในห้องและบริเวณบ้านที่มียุงไว้   โดยให้ทุกคนออกจากบริเวณนั้นสักระยะเวลานึงหรือประมาณ 15 นาทีเพื่อกำจัดยุง

ไล่  ควรไล่ศัตรูตลอดเวลาอย่าให้เขามาในพื้นที่บ้าน โดยจุดยาจุดกันยุงชนิดขด แนะนำให้จุดไว้ตามหน้าประตูที่เราเข้าออกประจำ หรือหน้าต่าง เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงเข้าภายในตัวอาคาร บ้านเรือน  มากร้ำกรายคุณและสมาชิกในครอบครัวได้

เลี่ยง เมื่อต้องออกนอกสถานที่ เช่น สนามหญ้าหน้าบ้าน  ทานอาหารนอกบ้าน  ภัตตาคาร ไปท่องเที่ยว แคมป์ ฯ สถานที่ที่มียุง  แนะนำให้ฉีดสเปรย์กันยุงตามตัวและเสื้อผ้าไว้ เพื่อปกป้องยุงไม่ให้เข้ามากัดถึงตัวคุณได้


ข้อควรรู้ และข้อห้ามสำคัญก่อนจะใช้สเปรย์ฉีดกันยุง

ในผลิตภัณฑ์ป้องกันและกำจัดยุง ถึงแม้จะมีสารสกัดจากธรรมชาติอยู่ด้วย แต่ก็จะมีบางส่วนประกอบที่เป็นสารเคมีอยู่ด้วย ดังนั้นจึงมีข้อควรระวังก่อนใช้งาน ดังนี้

  1. ระวังอย่าให้ละอองของสเปรย์กำจัดยุงเข้าตา ปาก หรือจมูก
  2. เมื่อใช้สเปรย์เสร็จแล้วต้องล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำ และสบู่ทุกครั้ง
  3. อย่าฉีดพ่นในห้องที่มีเด็กอ่อน หรือผู้ป่วย
  4. ห้ามทิ้งภาชนะบรรจุที่ใช้หมดแล้วลงในแม่น้ำ คู คลอง แหล่งน้ำสาธารณะ แต่ควรจัดเก็บทิ้งในที่เหมาะสม และห้ามเผาไฟเด็ดขาด เพราะจะเกิดอันตรายได้

การใช้งานสเปรย์ฉีด กำจัดยุง หากคุณพ่อคุณแม่มีการใช้งานแล้วเกิดมีละอองสเปรย์สัมผัสถูกตามร่างกาย ให้ดูแลแก้พิษเบื้องต้นดังนี้…

  1. หากถูกผิวหนังให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดจำนวนมากๆ ถ้าเปื้อนเสื้อผ้าให้รีบถอดออก แล้วเปลี่ยนใหม่ทันที
  2. หากมีการสูดดมเข้าไปขณะฉีดสเปรย์ ให้รีบออกจากบริเวณนั้นทันที
  3. หากเข้าตาให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดจนอาการระคายเคืองตาทุเลาลง แล้วรีบไปพบแพทย์ทันที
  4. หากมีละอองสเปรย์เข้าปาก ห้ามทำให้อาเจียน แต่ให้รีบนำส่งแพทย์พร้อมภาชนะบรรจุฉลาก หรือใบแทรกของผลิตภัณฑ์สเปรย์ฉีดยุงตามยี่ห้อนั้นๆ

การเลือกใช้สเปรย์ฉีดกำจัดยุงนั้นในปัจจุบันนี้มีออกมาให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ ซึ่งประสิทธิภาพการใช้งานก็จะแตกต่างกันออกไป และที่ได้รับความนิยมกันมากในครอบครัวที่มีลูกเล็ก และรักสุขภาพก็มักจะเลือกซื้อเป็นสูตรที่มาจากสารสกัดธรรมชาติ เพราะปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคนในครอบครัว

และนี่สเปรย์ฉีดกำจัดยุง 5 ยี่ห้อ ที่ทุกครอบครัวทั่วไทยนิยมซื้อมาใช้และมีติดบ้านกันค่ะ ที่สำคัญทั้งหมดนี้เป็นสูตรที่ปรับมาให้เหมาะกับความปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคนในครอบครัว แต่ประสิทธิภาพในการกำจัดยุงยังเหมือนเดิม ไปดูกันคะว่า แต่ละยี่ห้อเขามีดีอะไรกันบ้าง

สเปรย์ฉีด กำจัดยุง

 

สำหรับการเลือกใช้สเปรย์ฉีดกำจัดยุง หากคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลในเรื่องความปลอดภัย เดี๋ยวนี้ก็จะมีสเปรย์ฉีดกำจัดยุงที่สกัดมาจากสารธรรมชาติ ทั้งจากดอกไพรีทรัม ตะไคร้หอม ยูคาลิปตัส ฯลฯ ซึ่งปลอดภัยไม่มีสารตกค้าง ดังนั้นเพื่อสุขภาพของลูก และทุกคนในครอบครัว คุณแม่ลองหาตัวช่วยในการไล่และจำกัดยุงที่อ่อนโยนต่อสุขภาพด้วยการใช้สเปรย์ฉีดกำจัดยุงที่เป็นเป็นมิตรต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมกันดูนะคะ

ท้ายสุดที่อยากจะฝากไว้สำหรับการใช้สเปรย์ฉีดกำจัดยุง ถึงแม้จะเป็นสูตรที่อ่อนโยน มีสารสกัดจากธรรมชาติ หรือไม่ว่าจะเป็นสูตรแบบไร้กลิ่น ซึ่งในการใช้งานที่ปลอดภัยไม่ควรนำมาฉีดไล่ยุงในขณะที่มีเด็กเล็กๆ หรือคนในครอบครัว รวมทั้งสัตว์เลี้ยงอยู่ในบริเวณที่ต้องการฉีดสเปรย์ไล่ยุง และที่สำคัญก่อนใช้งานแนะนำให้อ่านฉลากผลิตภัณฑ์อย่างละเอียดกันด้วยนะคะ เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน และสุขภาพ …ด้วยความใส่ใจและห่วงใยค่ะ

 

ถ่ายภาพลูก

10 ไอเดีย ถ่ายภาพลูก สุดจี๊ด พร้อมเทคนิคถ่ายภาพแบบมือโปร!

โด่งดังไปทั่ว เมื่อคุณพ่อชาวแคลิฟอร์เนียจัดฉาก ถ่ายภาพลูก สาววัย 9 เดือนชื่อ “น้องโซอี้” พร้อมโพสต์ลงผ่าน  Instrgram ส่วนตัว ที่บอกเลยเป็นไอเดียการถ่ายภาพลูกที่น่าสนใจ เพราะแต่ละภาพของพ่อนั้น สื่อออกมาอย่างได้อารมณ์จริง ๆ เลยละค่ะ จะจัดเต็มขนาดไหน ฮาหรือไม่นั้น ไปชมกันเลย 

10 ไอเดีย ถ่ายภาพลูก สุดจี๊ด

ถ่ายภาพลูก
หนูน้อยโซอี้ นักดับเพลิงตัวน้อย ที่พร้อมจะดับเพลิงแล้ว หลังจากคุณพ่อปิ้งไส้กรอกไหม้
ถ่ายภาพลูก
เมื่อจู่ ๆ คนแคระมาปรากฎในสวนหลังบ้าน งานนี้ทำเอาคนสวยถึงกับตกใจ!
ถ่ายภาพลูก
เพราะขับรถเร็วแท้ ๆ ทำให้หนูน้อยโซอี้เลยโดนตำรวจแจกใบสั่ง
ถ่ายภาพลูก
นั่นแน่! จับได้แล้ว สองพ่อลูกศิลปิน ที่ชอบขีดเขียนสีตามกำแพง
ถ่ายภาพลูก
อื้อหืม! ไก่ทอดลุงหนวดสาขาไหนกันเนี่ย ทำไมน่าทานจังเลย

ดูไอเดียภาพถ่ายลูกสุดจี๊ดไม่ซ้ำใครเพิ่มเติมได้ที่หน้าถัดไป

พ่อแม่มืออาชีพ

เคล็ดลับเลี้ยงลูก ฝึกตัวเองเป็นพ่อแม่มืออาชีพ

มีบทความหนึ่งที่น่าสนใจจากเพจ เลี้ยงลูกนอกบ้าน เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกที่ไม่มีสอนกันในห้องเรียน แล้วคุณพ่อ คุณแม่ ฝึกตัวเองให้เป็น พ่อแม่มืออาชีพ จากที่ไหนกันล่ะ นั่นคือคำถามของใครหลายๆ ที่ยังไม่เคยมีลูกสงสัย บทความที่เราจะมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันค่ะ

Continue reading “เคล็ดลับเลี้ยงลูก ฝึกตัวเองเป็นพ่อแม่มืออาชีพ”

ติดโทรศัพท์จนนอนดึก

โทรศัพท์ touch screen ทำ ‘สมองลูกเติบโตช้า’

วัยเด็ก เป็นวัยที่ต้องการการนอนหลับอย่างเพียงพอ เพราะเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาของสมอง เป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการที่ส่งผลไปตลอดชีวิต แต่รายงานจากนักวิจัยมหาวิทยาลัย Birbeck ในลอนดอนพบว่า เด็กอายุ 6-11 ขวบ ที่ ติดโทรศัพท์จนนอนดึก มีพัฒนาการทางสมองช้าลง

Continue reading “โทรศัพท์ touch screen ทำ ‘สมองลูกเติบโตช้า’”

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

สุดยอด 9 ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว หัวใจเธอแกร่งเกินร้อย

เปิด 9 สุดยอด ” ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว !” ที่บอกเลยหัวใจของพวกเธอแกร่งกว่าใคร เพราะไหนจะต้องทำงานในวงการบันเทิง ไหนจะต้องกลับมาทำหน้าที่แม่ของลูกอีก! เรียกได้ว่า คนเดียวก็ได้ไม่ง้อใคร นี่แหละ สตรอง! ของจริง

9 สุดยอด ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

คงไม่ต้องบอกว่า ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่กำลังจะพูดถึงนั้นมีใครบ้าง เพราะแต่ละคนนั้น มีชื่อเสียงในวงการด้วยกันทั้งสิ้น จะมีใครบ้างนั้น ไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

1. แอน สิเรียม

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

ที่ถึงแม้ว่าจะผ่านการแต่งงานมาแล้วหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่เคยทำหน้าที่คุณแม่ขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่ครั้งเดียว แถมคุณลูกยิ่งโตก็ยิ่งสวยเสียด้วย หากใครไม่รู้จักเธอมองเผินนี่นึกว่าพี่น้องกันเลยก็ว่าได้

2. ตุ๊ก ชนกวนันท์

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

อีกหนึ่ง ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ลูกสอง ที่งานนี้บอกเลยไม่ต้องพึ่งพาใคร แถมยังสอนให้ลูกรู้จักการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ติดดิน รับรองงานนี้โตขึ้นต้องเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพแน่ ๆ

3. พลอย พลอยพรรณ

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

คุณแม่สุดสตรองที่ต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อหาเงินเลี้ยงลูกลูกชายทั้งสองคน แต่ถึงแม้ว่าจะต้องแบกภาระหนักอึ้งขนาดไหนเธอก็ไม่เคยยอมแพ้

4. น้อย โพธิ์งาม

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว รุ่นใหญ่ ที่เลี้ยงลูกสาวคนสวย หญิง รฐา ให้เติบโตมาได้ดีที่สำคัญกตัญญูรู้คุณสุด ๆ จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวต้นแบบอีกคนเลยก็ว่าได้

5. มาช่า วัฒนพานิช

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

สุดยอดคุณแม่ดาราในวงการที่นอกจากจะสวยแล้วยังเสียงดี ผ่านมรสุมในชีวิตมามากมายแต่ก็ไม่เคยยอมแพ้เลย และในวันนี้ลูกชายสุดหล่อหัวแก้วหัวแหวนก็โตเป็นหนุ่มจนกลายเป็นขวัญใจของสาวเล็กสาวใหญ่ทั่วบ้านทั่วเมือง

6. ไอด้า ไอรดา

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

คุณแม่ดาราสุดแนว ที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง ควงคู่มากับลูกสาวสุดน่ารัก ความสัมพันธ์ของแม่ลูกคู่นี้ไม่ธรรมดาเลยละค่ะ เพราะเขาสนิทกันมาก เรียกได้ว่าเป็นได้ทั้งคุณแม่ ทั้งเพื่อน และพี่เลยละค่ะ

7. หมู พิมพ์ผกา

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคุณแม่รุ่นใหญ่สวยไม่สร่าง ที่ทำทุกอย่างได้เพื่อลูกชาย จนตอนนี้ลูกชายโตเป็นหนุ่มหล่อ เท่ ดูดี ขวัญใจมหาชน ที่นอกจากจะทำตัวดีน่ารักแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งหนุ่มหล่อที่รักและกตัญญูคุณแม่ งานนี้สาวไหนได้ใจไปครองละก็ โชคดีจนใคร ๆ ต่างพากันอิจฉาแน่นอน ฟันธง!

8. นิโคล เทริโอ

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

ดารานักร้องเสียงใส หน้าเด็กตลอดกาล ที่ถึงแม้ว่าตอนนี้อายุจะเข้าเลขสี่ตอนกลางแล้ว แต่ใบหน้าแลดูเหมือนสาวอายุเลขสามต้น ๆ ควงคู่มากับลูกชายสุดหล่อ ดูแล้วเท่ไม่ธรรมดา หากเดินไปด้วยกันนี่ เหมือนกับพี่สาวน้องชายมากกว่าแม่กับลูกอีกนะเนี่ย

9. โบว์ แวนด้า

ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

ถึงแม้ว่าจะต้องผ่านเรื่องราวมากมายในชีวิต แต่ดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคนสวยอย่าง โบว์ ก็สามารถลุกขึ้นยืนหยัดได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังทำหน้าที่คุณพ่อและคุณแม่ให้กับลูกสาวสุดน่ารักที่ตอนนี้ได้กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ตัวน้อยที่กำลังโด่งดังมีแฟนคลับมากมายทั่วประเทศแล้ว

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับดาราคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวหัวใจเกินร้อยที่เรานำเอามาฝากกัน แต่ละท่านนี่สวย ๆ เก่ง ๆ กันทั้งนั้นเลย และสำหรับคุณแม่ท่านไหนที่เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวหรือว่ากำลังจะเป็นนั้น วันนี้เราก็มีความลับในการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมาฝากกันด้วยนะคะ

ไขความลับในการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคนเก่งได้ ที่นี่!

 เคล็ดลับการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคนเก่ง

1. เดินหน้าลูกเดียว หากตอนนี้คุณแม่กำลังเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอยู่หรือกำลังจะเปลี่ยนสถานะมาเป็นละก็ หมดเวลาเศร้าโศกแล้วละค่ะ เพราะชีวิตตอนนี้ของเรา เดินหน้าได้อย่างเดียวเท่านั้น อดีตจะเป็นอย่างไร เลวร้ายขนาดไหนก็อย่าได้แคร์ เพราะอดีตเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่อนาคตของเราและคนที่เรารักนั้นสร้างได้!

2. หาจุดอ่อนของตัวเอง อย่าได้คิดว่าคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวนั้นจะต้องทำได้ไปทุกเรื่อง จนกลายเป็นการกดดันให้กับตัวเอง และถ้าความกดดันนั้นมีมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากจะเสียสุขภาพจิตตัวเองแล้ว อาจจะส่งผลทำให้ลูกของเราที่กำลังมองดูอยู่นั้นเครียดตามไปด้วย ดังนั้น หากคุณแม่รู้ว่า จุดอ่อนของแม่คืออะไร ก็ค่อย ๆ ปรับให้ดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องแกล้งทำเป็นว่าเราเก่งไปเสียทุกเรื่อง อย่าลืมนะคะ ไม่มีใครดีพร้อมไปเสียทุกอย่างหรอกค่ะ

3. พูดถึงแต่สิ่งดี ๆ ไม่ว่าคุณแม่จะแยกกับคุณพ่อของลูกด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ “อย่าพยายามพูดถึงพ่อของลูกในทางที่ไม่ดี” จริงอยู่ที่ใจของคุณอาจจะครุกรุ่นถึงเรื่องเก่า ๆ ในอดีต แต่ให้อธิบายให้ลูกเข้าใจถึงเหตุผลของการหย่าร้างหรือแยกกันอยู่นั้น แต่ไม่จำเป็นจะต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจในครั้งเดียวนะคะ ค่อย ๆ ใช้เวลาอธิบายไปโดยอิงในด้านของวัยวุฒิของลูกเป็นหลักนั้นดีที่สุดค่ะ

4. เปิดใจเข้าหากัน การเปิดใจคุยกับลูกในทุก ๆ เรื่องนั้นถือเป็นสิ่งที่คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวทุกคนควรทำเป็นอย่างมากเลยละค่ะ เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างความเชื่อใจในกันและกันแล้ว ยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับลูกให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ลองคุยกับลูกดูนะคะ เริ่มจากการคุยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เล่าให้ลูกฟังว่าวันนี้คุณไปเจออะไรมาบ้าง เชื่อเถอะค่ะว่า พอเวลาลูกมีอะไร ลูกก็จะนึกถึงคุณแม่และเล่าให้ฟังเช่นเดียวกัน

5. ให้เวลากับตัวเองบ้าง ไม่จำเป็นเลยละค่ะ ที่คุณแม่จะต้องยึดติดอยู่กับลูกตลอดเวลา เพราะการหาเวลาให้กับตัวเองได้ไปพบปะเพื่อนฝูง ไปดูหนัง หรือไปทำสวยบ้าง ทั้งนี้ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ แต่เป็นการชาร์จแบตให้กับตัวเองได้มีแรงสู้ต่อไปเท่านั้นเอง

และไม่ว่าคุณจะเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวแล้วหรือว่ากำลังจะเป็นก็ตาม อย่าโทษตัวเองเด็ดขาด เพราะการโทษตัวเองไม่ได้ส่งผลดีอะไรให้เลย มีแต่บั่นทอนตัวคุณและคนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกที่รักของคุณ ดังนั้น สู้ ๆ นะคะ หากคุณกำลังเหนื่อยและท้อละก็ มองหน้าลูกเอาไว้ให้มาก ๆ รับรองเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยละค่ะ


เครดิต: กระปุกดอทคอม

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ลักพาตัวเด็ก

ระวังภัยจากการล่อลวงเด็ก และแก๊งลักเด็ก

แม้ข่าวรถตู้ลักเด็กทำเอาคุณพ่อคุณแม่ขวัญผวา จะกลายเป็นแค่เรื่องลวงโลกที่ชอบแชร์ต่อๆ กันในโซเชียลมีเดีย แต่เหตุการณ์ ลักพาตัวเด็ก ก็ยังมีให้เห็นอยู่เนืองๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ของบ้านเรา โดยเฉพาะข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนใจเมื่อหลายปีก่อนกับข่าวน้องการ์ตูน วัย 6 ขวบ

Continue reading “ระวังภัยจากการล่อลวงเด็ก และแก๊งลักเด็ก”

เด็กเก็บกด ส่งผลต่อความสุข และพัฒนาการ

4 ข้อ ควรระวัง ถ้าไม่อยากให้ลูกเป็นเด็กเก็บกด

เป็นเรื่องปกติที่คุณพ่อ คุณแม่ทุกคนก็คาดหวังในตัวลูก อยากให้ลูกเรียนเก่ง ประสบความสำเร็จในชีวิต จึงส่งเสริมให้ลูกน้อยเรียน จนบางครั้งก็หักโหมเกินไป การเรียนแบบนี้คงไม่ดีสักเท่าไหร่ เพราะลูกน้อยอาจกลายเป็น เด็กเก็บกด จากการกดดันเรื่องการเรียนของคุณพ่อ คุณแม่ไม่รู้ตัว

เด็กเก็บกด ส่งผลต่อความสุข และพัฒนาการ

มีกรณีตัวอย่างหนึ่งจากเว็บไซต์ huffingtonpost เป็นบทความของคุณแม่ที่มีประสบการณ์จริงในการเลี้ยงลูกให้เรียนเก่ง และประสบความสำเร็จในชีวิต คุณแม่มีลูกชายชื่อ “แซม” เขาเริ่มเรียนรู้ทักษะการอ่านเมื่อขึ้นชั้น ป.1 (7 ขวบ) เพราะคุณแม่เชื่อว่าช่วงวัยก่อน 7 ขวบ ควรให้ลูกน้อยได้เรียนรู้ทักษะอื่นๆ นอกเหนือไปจากตำราเรียน จนแซมกลายเป็นเด็กเรียนเก่ง ได้ใบปริญญามาให้คุณแม่ชื่นใจด้วยเกียรตินิยม เกรดเฉลี่ย 3.93 คุณแม่จึงแบ่งปันเคล็ดลับเลี้ยงลูกเรื่องการเรียนรู้ และระมัดระวังการบังคับลูกไม่ให้กลายเป็นเด็กเก็บกด

1.อย่าจำกัดเวลาในการเล่นของลูก

เก็บกดจากพ่อแม่
ลูกเก็บกดจากพ่อแม่ ส่งผลต่อความสุข และพัฒนาการ

เด็กเล็กๆ เรียนรู้ได้ด้วยการเล่น พวกเขาจะเรียนรู้ด้วยการขุด การเต้นรำ การสร้าง การเคาะ ไม่ใช่เรียนรู้จากหน้ากระดาษ และพวกเขาจะยังได้เรียนรู้การปฏิสัมพันธ์กับเด็กคนอื่นๆ เรียนรู้การแก้ไขปัญหา การทำงานเป็นทีม ทุกๆ สิ่งรอบตัวที่ลูกเล่นคือการเรียนรู้ เขาจะได้สนุกกับการเรียนรู้ทักษะการอ่าน การบวกลบเลขต่างๆ โดยที่พวกเขาไม่ทันได้สังเกต แต่คุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูมักจำกัดเวลาเล่น และบังคับให้ลูกน้อยอ่านหนังสือ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

2.อย่าจำกัดเวลาในการออกกำลังกายของลูก

เก็บกดกดดัน
ลูกเก็บกดจากพ่อแม่ ส่งผลต่อความสุข และพัฒนาการ

เด็กเล็กๆ มักมีพลังเหลือล้น จนดูเหมือนไม่มีข้อจำกัด เขาจะเรียนรู้ได้ดีขึ้น เมื่อเขาได้เคลื่อนไหวร่างกาย และจากการวิจัยยังยืนยันอีกด้วยว่า เด็กที่มีการเคลื่อนไหว วิ่งเล่นไปรอบๆ และเล่น จะมีทักษะในการคิดที่ดีขึ้น และเพิ่มการทำงานของสมอง แต่คุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูมักสั่งห้ามไม่ให้ลูกวิ่งเล่น เพราะกลัวจะหกล้ม กลัวเจ็บ กลัวชนคนอื่น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เลี้ยงลูกกดดัน
ลูกเก็บกดจากพ่อแม่ ส่งผลต่อความสุข และพัฒนาการ

คุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูบางคน มักกดดันลูกน้อย เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนชั้นอนุบาล หรือชั้นประถมศึกษา ด้วยการฝึกให้ลูกน้อยทำแบบทดสอบต่างๆ จากการอ่านหนังสือ คือการท่องจำ แล้วทำแบบทดสอบ ไม่ได้ฝึกให้ลูกน้อยฝึกคิด และวิเคราะห์ด้วยตัวเอง ทำให้ลูกน้อยไม่เกิดกระบวนการในการเรียนรู้ ทั้งยังแสดงถึงความไม่ใส่ใจในตัวเด็กอย่างจริงจัง

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

4.อย่าทำให้ลูกรู้สึกท้อแท้ หรือล้มเหลว

การเลี้ยงลูกแบบผิด ๆ
ลูกเก็บกด จากพ่อแม่ ส่งผลต่อความสุข และพัฒนาการ

พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิต แต่การคาดหวังในตัวลูกสูงเกินไป อาจทำให้พ่อแม่ผิดหวัง เมื่อลูกไม่สามารถทำในสิ่งที่พ่อแม่คิดไว้ได้ เขาจะรู้สึกท้อแท้ และล้มเหลวในชีวิต เขาจะเติบโตขึ้นมากับประสบการณ์ชีวิตที่ขุ่นมัว โดยเฉพาะเด็กวัยอนุบาลที่ต้องต่อสู้ และดิ้นรนในโรงเรียนที่มุ่งเน้นด้านการศึกษา ถ้าเขาทำไม่ได้ จะกลายเป็นความผิดหวัง ไปจนถึงจุดที่เขารู้สึกว่า “เกลียดโรงเรียน”

เด็กเก็บกด
เด็กเก็บกด ส่งผลต่อความสุข และพัฒนาการ

อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ทักษะทางด้านวิชาการ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่คุณพ่อ คุณแม่ก็อย่าลืมความสุขในการเรียนของลูกน้อย ลองหาแนวทางในการเรียน เน้นสอนในสิ่งที่ลูกชอบ และเหมาะสมกับเขามากที่สุด ลูกน้อยจะเกิดความกระตือรือร้นในการเรียนได้ด้วยตัวเองค่ะ

อยากให้ลูกเรียนรู้อย่างสนุกสนาน เพื่อลูกฉลาด ดี และมีสุข

แม่น้องเล็ก

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง คลิก!!

กดดันเรื่องการเรียน ได้ผลเสียมากกว่าผลดี

วิธีสอนลูกเรียนเก่ง เริ่มต้นได้ที่บ้าน

ภาวะเครียดในเด็ก แก้ไขอย่างไร ?

การเรียนลูก เป็นเพียงเรื่องของครู จบที่โรงเรียนจริงหรือ?

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

Save

ห่มผ้าให้ลูก

แม่ใจสลาย ลูกน้อยเสียชีวิตเพราะผ้าห่มคุณยาย

คุณพ่อ คุณแม่เคย ห่มผ้าให้ลูก มั้ยคะ แน่นอนอยู่แล้วว่าทุกบ้านคงเคย แต่คุณพ่อ คุณแม่เริ่มห่มผ้าให้ลูกน้อยช่วงอายุเท่าไหร่กันเอ่ย? แม่น้องเล็กเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับ SIDS อาการเสียชีวิตแบบเฉียบพลันในทารก เรามาดูกรณีตัวอย่างอีกกรณีหนึ่งที่อาจทำให้ลูกน้อยเสียชีวิตได้เช่นกัน

Continue reading “แม่ใจสลาย ลูกน้อยเสียชีวิตเพราะผ้าห่มคุณยาย”

ขนมปังโฮลวีต

ขนมปังโฮลวีต เลือกแบบไหน อย่างไรให้ลูกดี

ขนมปังโฮลวีต แหล่งคาร์โบไฮเดรตให้พลังงานแก่ร่างกายและสามารถกินแทนข้าวได้ ซึ่งขนมปังที่คุณพ่อคุณแม่เคยเห็น มีทั้งแบบที่เป็นขนมปังขาว และขนมปังโฮลวีตที่มีสีน้ำตาลอ่อนๆ แล้วคุณแม่จะรู้ได้อย่างไรว่า ควรเลือกกินขนมปังแบบไหน ถึงจะได้ทั้งความอร่อยและมีประโยชน์มากกว่า? Amarin Baby & Kids มีคำตอบมาฝากค่ะ

Continue reading “ขนมปังโฮลวีต เลือกแบบไหน อย่างไรให้ลูกดี”

ช่วยลูกถูกไฟดูด

รู้ไว้ใช่ว่า! 6 ขั้นตอน ช่วยลูกถูกไฟดูด (มีคลิป)

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้หากเราประมาท และบ่อยครั้งที่ความประมาทนั้นมักจะเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว  กับลูก ๆ ที่น่ารักของพวกเรา และอุบัติเหตุนั้นก็มักจะเกิดขึ้นภายในบ้าน ยกตัวอย่างเช่น การที่ลูกถูกไฟดูด เราจะ ช่วยลูกถูกไฟดูด อย่างไรให้ปลอดภัยทั้งลูกและเรา

 

 

จริงอยู่ที่คุณพ่อคุณแม่ป้องกันไม่ให้ลูกถูกไฟดูดด้วยการนำเอาอุปกรณ์ต่าง ๆ มาปิดรูปลั๊กไฟแล้ว แต่ถึงจะป้องกันอย่างไร หากลูกนำสื่อหรืออะไรก็แล้วแต่ที่มีฉนวนไฟฟ้าแหย่เข้าไปในรูปปลั๊กละก็ แน่นอนว่า สิ่งที่ไม่คาดคิดย่อมเกิดขึ้นตามมาแน่นอน และเราทุกคนก็ไม่อยากให้เกิดกับคนที่เรารักเลย เช่นเดียวกับภาพเตือนใจจากสมาชิกเฟซบุ๊กชื่อ Pravit Asawanonda พร้อมกับคำบรรยายใต้ภาพว่า

ลูกถูกไฟดูด
เครดิต: นพ. อภิชัย อังสพัทธ์

วันนี้ภาพน่ากลัวนิดนึงนะครับ แต่อาจารย์ทาง ศัลยกรรมตกแต่ง ฝากเตือนมาว่า ในหลายๆ กรณีไฟช็อต ป้องกันได้ แต่ก็ยังปรากฏว่า เด็กๆยังเอาลวดไปแหย่ปลั๊กไฟ ฯลฯ …. ต้องฝากผู้ปกครอง สอนลูก สอนหลาน ด้วยนะครับ …. เสียนิ้ว ก็น่าเสียดาย แต่ถ้าถึงตาย ก็เสียใจกันทั้งครอบครัวนะครับ Cr ภาพ: นพ. อภิชัย อังสพัทธ์ #ประชาสัมพันธ์ #สมาคมแพทย์ผิวหนัง แห่งประเทศไทย #Dermatological_Society_of_Thailand # (DST) PR #แพทย์จุฬาฯ_เพื่อประชาชน

คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่คะว่า ความรุนแรงของการถูกไฟดูดนั้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนโวลต์และแอมแปร์ ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านเข้าสู่ร่างกาย ความต้านทานของเนื้อเยื่อที่กระแสไฟฟ้าผ่านเข้าไป ชนิดของกระแสไฟฟ้า และระยะเวลาที่สัมผัสกระแสไฟฟ้า เป็นต้น

และถ้าหากได้รับการถูกไฟดูดอย่างรุนแรง จะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุก เส้นประสาทชาไปทั่วร่าง หัวใจเต้นผิดจังหวะ หมดสติ และหยุดหายใจ กระแสไฟฟ้าจะทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ผิวหนัง กล้ามเนื้อ ระบบประสาท รวมถึงอวัยวะภายใน ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตนั้น สืบเนื่องมาจากกระแสไฟฟ้าไหลผ่านหัวใจ ทำให้คลื่นหัวใจเปลี่ยนแปลงและหัวใจหยุดเต้นอย่างเฉียบพลัน

ลูกท้องผูก ระบบขับถ่ายไม่ดี ของแบบนี้แก้ไขได้!

เชื่อสิ! ว่าคนเป็นแม่แทบทุกคนต้องคอยแอบลุ้น แอบเบ่งตามทุกครั้งที่ ลูกท้องผูก หรือ เบ่งอึไม่ออก ก็แหมพ่อคุณแม่คุณเล่นเบ่งเอาหน้าดำหน้าแดงแบบนี้ จะให้คนเป็นแม่อย่างเราไม่รู้สึกห่วงกันได้อย่างไร

แบบไหนเรียกว่า ลูกท้องผูก

อุจจาระที่เป็นก้อนแข็ง อีกทั้งยังหมายถึงความยากลำบากขณะขับถ่าย และต่อให้ลูกขับถ่ายทุกวัน แต่เป็นก้อนเล็ก ๆ แข็ง ๆ ก็สามารถเรียกได้ว่า ลูกท้องผูก แล้วละค่ะ ปกติแล้วเด็ก ๆ จะถ่ายอุจจาระเฉลี่ยวันละ 4 ครั้ง ในช่วงอายุ 1 สัปดาห์แรก ไปจนถึงวันละ 2 ครั้ง เมื่ออายุ 2 ปี ช่วงนี้ปริมาณอุจจาระจะเพิ่มเป็น 10 เท่า และมีน้ำประมาณร้อยละ 75

สำหรับเด็กที่มีอาการท้องผูกนั้น จะถ่ายออกมาเป็นก้อนเล็ก ๆ แข็ง ๆ หรือที่พวกเราคุ้นเคยกันดีว่า ลูกกระสุน ต้องเบ่งด้วยความยากลำบาก ทำให้มีอาการปวดท้อง จุกเสียด เนื่องจากอุจจาระตกค้างอยู่ในร่างกาย เด็กท้องผูกนั้นสามารถพบได้ในทุกช่วงวัย และพบมากที่สุดคือช่วงอายุประมาณ 6 เดือน – 4 ปี ซึ่งมีสาเหตุแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน จากการเบ่งอุจจาระของลูกอาจทำให้เกิดอาการเจ็บก้น เขาจึงพยายามหยุดเบ่งโดยไม่รู้ตัว

ปกติเด็กมักถ่ายอุจจาระทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กแรกเกิดที่กินนมแม่ อาจถ่ายวันละ 5 – 6 ครั้ง แต่เมื่อเด็กโตขึ้น ความถี่ของการถ่ายอุจจาระจะลดลง  ทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดความกังวลว่านี่คือ ลูกกำลังท้องผูกหรือไม่

ลูกท้องผูก มีอาการอย่างไร?

  • ถ้าหากเคยถ่ายปกติทุกวันแล้วจู่ ๆ เกิดท้องผูกฉับพลันและมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น มีประวัติอาเจียนเป็นน้ำดี และมีอาการปวดท้อง ท้องอืด ต้องนึกถึงภาวะอุดตันของทางเดินอาหาร กันก่อนเลยค่ะ โดยเฉพาะในทารกแรกเกิด ถ้าไม่ถ่ายขี้เทาใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด อาจจะมีภาวะอุดกั้นของขี้เทาตั้งแต่แรกเกิด
  • สัญญาณความถี่ของการอุจจาระที่บ่งบอกว่าลูกท้องผูก คือการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งใน 1 สัปดาห์ หรืออาจถ่ายทุกวันแต่ต้องเบ่งมากและอุจจาระแข็งอาจจะเป็นก้อนเล็ก ๆ คล้ายลูกกระสุนปืนอัดลมหรือก้อนใหญ่ ๆ ที่ทำให้มีอาการเจ็บปวดมากเวลาเบ่งถ่าย หรือบางครั้งอาจมีเลือดติดออกมาด้วยเพราะรูทวารฉีกขาด ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้จะส่งผลให้ลูกจะรู้สึกกลัวการถ่ายอุจจาระจึงพยายามกลั้นเอาไว้ จนทำให้อุจจาระยิ่งมีขนาดใหญ่และแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ และเพิ่มความเจ็บปวดในการขับถ่ายในแต่ละครั้งได้
  • อาการท้องผูกที่ว่านี้มักจะไม่คอยพบในเด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่ เพราะการกินนมแม่นั้น ย่อยง่าย 

อ่านสาเหตุที่ทำให้ลูกท้องผูกได้ที่หน้าถัดไป

ลูกไม่ยอมพูด

พ่อแม่ช่วยได้! หาก ” ลูกไม่ยอมพูด “

ทำอย่างไรเมื่อ “ลูกไม่ยอมพูด” ทั้ง ๆ ถึงเวลาที่ควรจะเริ่มพูดได้แล้ว แบบนี้ผิดปกติหรือไม่ แล้วจะมีวิธีไหนช่วยลูกได้บ้าง ถ้าอยากรู้ ไปอ่านบทความนี้กันเลยค่ะ

 

 

ปกติแล้ว เด็ก ๆ จะเริ่มพูดได้เมื่อไหร่?

ในความเป็นจริงลูกของคุณพ่อคุณแม่นั้น มีพัฒนาการทางด้านภาษาตั้งแต่แรกเกิดแล้วละค่ะ เพียงแต่เป็นการแสดงออกในด้านของการส่งเสียงร้อง พอลูกมีอายุได้ 2 – 3 เดือน ก็จะเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ เหมือนพยายามจะคุยโม้กับคุณพ่อคุณแม่ หลังจากนั้นพัฒนาของลูกก็จะเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมีอายุได้ 5 – 6 เดือน คราวนี้ละค่ะ ลูกจะเริ่มเป่าฟอง เล่นน้ำลายในปาก พร้อมกับส่งเสียงในลำคออย่างสนุกสนาน จนในที่สุดลูกก็จะเริ่มออกเสียงเป็นคำพูดสั้น ๆ ได้ ถึงตอนนั้นแล้วลูกก็จะมีอายุได้ประมาณ 10 – 15 เดือนแล้วละค่ะ ซึ่งโดยคาดการณ์แล้ว ลูกของคุณพ่อคุณแม่ก็จะเริ่มพูดตอนมีอายุได้ประมาณ 1 ปีแล้วนั่นเอง

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกมีอายุครบ 2 ปีแล้วและลูกไม่ยอมพูดหรือพูดได้แค่คำศัพท์คำเดียว หรือสื่อสารกับคนอื่น ๆ ไม่ได้ แบบนี้ถือว่าเกิดบางสิ่งบางอย่างผิดปกติขึ้นกับลูกแน่นอนค่ะ ดังนั้น ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่า พัฒนาการทางภาษาของลูกนั้นไม่เหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ ตามระยะเวลาที่ควรจะเป็นแล้วละก็ แนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์ทันที 

วิธีการสังเกตเพิ่มเติมก็คือ ให้คุณพ่อคุณแม่ลองดูว่า เวลาที่เราสื่อสารกับลูกนั้น ลูกเข้าใจหรือไม่ โดยให้ดูจากการพูดหรือสั่งเป็นหลัก เพราะธรรมชาติของเด็กที่มีอายุครบ 1 ปีนั้น เด็กจะสามารถทำตามคำสั่งง่าย ๆ และเข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดอะไรค่ะ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกไม่เข้าใจ ไม่สนใจ หรือขานชื่อเรียกแล้วลูกไม่แสดงอาการตอบรับละก็ เมื่อนั้นให้พาลูกไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาแพทย์โดยทันทีเช่นกัน

  ลูกไม่ยอมพูด เพราะเป็นเด็กพูดช้าจริงหรือไม่ คลิกหาคำตอบได้ที่นี่


เครดิต: โรงพยาบาลศิริราช

รีไฟแนนซ์บ้าน

เปิดโพย! รีไฟแนนซ์บ้านอย่างไร ไม่ให้ขาดทุน

“รีไฟแนนซ์บ้าน” คืออะไร มีข้อเสียหรือไม่ แล้วแต่ละธนาคารมีโปรโมชั่นอะไร  ลงทุนไปแล้วจะขาดทุนหรือไม่ วันนี้เราจะไปเปิดโพยไปพร้อม ๆ กันค่ะ

 

 

เมื่อการมีบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเอง คือความฝันอันสูงสุดของทุก ๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่กำลังจะสร้างครอบครัวหรือมีลูกแล้ว และเมื่อใดก็ตามที่คุณตัดสินใจจะลงทุน คุณก็ต้องยอมรับให้ได้ว่า คุณกำลังมีภาระอันหนักอึ้งในการสานฝันของคุณให้เป็นจริง แต่อย่างน้อยทางออกที่ว่านี้ก็ไม่ใช่ภาระเสมอไป เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณผ่อนบ้านหรือคอนโดไปได้สักพักหนึ่ง คุณก็สามารถที่จะทำการ รีไฟแนนซ์บ้านหรือคอนโดนั้นได้ไม่ยาก หากแต่ว่า ก่อนที่คุณจะทำนั้น คุณจะต้องทำความเข้าใจกับข้อมูลที่แท้จริงของการทำรีไฟแนนซ์ก่อน

รีไฟแนนซ์ คือ อะไร

คือ การเปลี่ยนแหล่งเงินกู้ โดยการไปกู้หนี้ที่ใหม่หรือที่เดิม เพื่อมาโปะหนี้ปัจจุบัน สั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ การสร้างหนี้ใหม่เพื่อมาโปะหนี้เก่านั่นเอง สำหรับการรีไฟแนนซ์นั้น เราจะใช้ในกรณีที่เรารู้สึกว่าตอนนี้หมุนเงินไม่ทัน ทำอะไรไม่ค่อยคล่องเพราะกำลังแบกภาระที่หนักอึ้งนี้อยู่ ทำให้ธนาคารเกิดช่องทางเพื่อเป็นตัวช่วยให้กับบุคคลที่กำลังมองหาเงินสักก้อนมาโป่ะหนี้ก้อนปัจจุบันนั้น ยกตัวอย่างเช่น การรีไฟแนนซ์บ้าน คอนโด หรือรถ เป็นต้น

ข้อดีของการทำรีไฟแนนซ์

  • ได้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ใหม่ที่ถูกกว่า ทำให้เราผ่อนชำระได้ดอกเบี้ยถูกลงกว่าเดิม
  • บางกรณีอาจได้วงเงินกู้มากขึ้นกว่ายอดคงค้างเดิม
  • ลดภาระหนี้ ทำให้จำนวนเงินที่ต้องผ่อนต่อเดือนลดลง
  • ได้เงินส่วนต่างจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ทำให้มีเงินเหลือใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ที่จำเป็นได้มากขึ้น สามารถนำไปหมุนเวียนใช้จ่ายหรือหมุนเวียนในธุรกิจได้

 ข้อเสียของการทำรีไฟแนนซ์

  • ทำให้ระยะเวลาผ่อนชำระนานขึ้น
  • เสียค่าจัดรีไฟแนนซ์ใหม่ เสียค่าใช้จ่ายจิปาถะในการดำเนินการ เสียเวลา และอาจต้องเสียค่าปรับหากมีการไถ่ถอนก่อนกำหนด
  • มีความยุ่งยากในการเตรียมเอกสาร เช่น เอกสารเกี่ยวกับรายได้ของผู้กู้ หากปัจจุบันผู้กู้ตกงาน ไม่มีรายได้ ไม่สามารถหาเอกสารที่ยืนยันรายได้ของตนเอง อาจทำให้ไม่สามารถทำการรีไฟแนนซ์ได้

ดูโปรโมชั่นการ รีไฟแนนซ์บ้านของแต่ละธนาคาร คลิก!


เครดิต: ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และ Poolprop

ลูกจำหน้าแม่ได้

4 สัญญาณบอกว่า ” ลูกจำหน้าแม่ได้ ” แล้ว

หนึ่งในคำถามท็อปฮิตที่คุณแม่มือใหม่หลาย ๆ ท่านสงสัยและอยากรู้กันมากที่สุดก็คือ “ลูกจำหน้าแม่ได้ เมื่อไหร่?” จะจำได้ตั้งแต่ 2 – 3 สัปดาห์แรกกเลยไหม? และแท้จริงแล้วลูกจะสามารถเริ่มมองเห็นได้เมื่อไหร่ หากคำถามพวกนี้เป็นคำถามที่คุณแม่กำลังต้องการคำตอบอยู่ละก็ ไปค้นหาคำตอบนั้นพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

 

ก่อนอื่นคุณแม่ทราบกันหรือไม่คะว่า ลูกของเรานั้นเริ่มมองเห็นกันได้ตั้งแต่เมื่อไหร่? จริง ๆ แล้วนั้นพัฒนาทางด้านการเรียนรู้และความสามารถในการจดจำของลูกนั้น เริ่มพัฒนาตั้งแต่พวกเขาอยู่ในครรภ์ของคุณแม่แล้วละค่ะ และจะเริ่มพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงอายุครรภ์ 23-29 สัปดาห์ ในขณะที่ลูกอยู่ในครรภ์ หากคุณแม่ฟังเพลงที่ชอบบ่อย ๆ ลูกก็จะเกิดความคุ้นเคยพร้อมทั้งดิ้นตอบรับเพลงดังกล่าวนั้น เช่นเดียวกับหากลูก ๆ คลอดออกมาแล้ว เวลาที่ลูกงอแง เพียงแค่คุณแม่เปิดเพลงที่ชอบ ลูกก็จะหยุดร้องได้ทันที

เมื่อลูกมีอายุครบ 2เดือน สายตาของลูกเริ่มมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นแล้วและเริ่มมองเห็นรายละเอียดและลักษณะเฉพาะของใบหน้ามากขึ้น ลูกสามารถเริ่มจดจำว่าตาของคุณแม่สีอะไร ลักษณะของจมูก และปาก เป็นแบบไหน ในขณะเดียวกันลูกก็เริ่มสังเกตและจดจำใบหน้าของคุณพ่อได้ด้วย ทารกในช่วงวัยนี้จะจำคุณพ่อคุณแม่ได้แม้ว่าทั้งคู่จะแต่งตัวต่างไปจากทุกวันหรือตัดผมทรงใหม่ ลูกก็ยังจำได้ ซึ่งต่างจากช่วงแรกที่ลูกยังจดจำเฉพาะภาพรวมของคุณพ่อคุณแม่

และลูก ๆ ก็จะเริ่มจดหน้าแม่ได้ในช่วงอายุระหว่าง 3 – 5 เดือน และด้วยความใกล้ชิดและความผูกพันที่แสนวิเศษทำให้ลูกจำคุณแม่ได้ทันทีเมื่อเจอหน้า เพราะถ้าหากเป็นคนอื่นละก็ ลูกจะนิ่งไม่แสดงออกมา เพราะไม่คุ้นเคย อาจจะต้องใช้เวลาสักพักถึงจะยิ้มให้ นอกจากใบหน้าของคุณแม่และคนในครอบครัวแล้ว ยังรวมถึงการจดจำสภาพแวดล้อมต่าง ๆ รอบตัวได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น เสียงสุนัขที่บ้านเห่า ของเล่น หรือข้าวของเครื่องใช้ เป็นต้น

ส่วนในช่วง 5 – 8 เดือนนั้น เป็นช่วงของการเรียนรู้และอยากเล่นสนุก ไม่สำคัญว่าจะเป็นการเล่นกับคน สัตว์เลี้ยง ของเล่นชิ้นโปรด หรือแม้แต่ข้าวของเครื่องใช้ประจำวัน ลูกก็จดจำได้หมดแล้ว  อีกทั้งยังรู้ด้วยว่า พวกเขาชอบเล่นกับใคร และจะตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ไปตามสถานที่ใหม่ ๆ ที่พวกเขายังไม่คุ้นเคย และจะแสดงออกผ่านทางสีหน้า แววตา และเสียงหัวเราะชอบใจ

จะรู้ได้อย่างไรว่า ลูกจำหน้าแม่ได้ แล้ว? อยากรู้คลิกเลย!


เครดิต: pigeon

สร้างวินัยเด็กอนุบาล

สร้างวินัยเด็กอนุบาล อย่างไร? ให้ได้ผลดี

แพทย์ระบุ ” สร้างวินัยเด็กอนุบาล อายุ 3 ขวบนั้นสำคัญกว่าการฝึกอ่าน-ออก-เขียน “ เหตุเพราะกล้ามเนื้อมัดเล็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ควรปล่อยขีดเขียนอิสระ ไม่ต้องกังวลอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

 

แพทย์หญิงกาญจนา คูณรังษีสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การปรับอายุเด็กเล็กให้เข้าเรียนอนุบาลโดยเริ่มที่ 3 ขวบนั้น ต้องถามว่า หลักสูตรในการเรียนการสอนคืออะไร เพราะปัจจุบันการเรียนการสอนระดับชั้นอนุบาลของสถานศึกษาแต่ละแห่งก็มีความแตกต่างกัน การนำเด็ก 3 ขวบเข้ารับการศึกษานั้น สิ่งที่สอนควรเป็นเรื่องของการฝึกระเบียบวินัยให้รู้จักช่วยเหลือตัวเองพร้อมกับการฝึกเข้าสังคม เพราะการฝึกพื้นฐานเหล่านี้ตั้งแต่เด็กจะช่วยปลูกฝังพวกเขาให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพในวันข้างหน้า

แพทย์หญิงกาญจนายังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การบังคับให้ลูกเรียนเขียนอ่านตั้งแต่อายุยังน้อยโดยกังวลว่าลูกจะอ่านออกเขียนไม่ได้นั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่ากังวลมากเท่ากับการไม่ฝึกสร้างวินัยให้เด็กได้รู้จักช่วยเหลือตัวเอง รวมทั้งเป็นการปิดกั้นจินตนาการของพวกเขาอีกด้วย ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะอ่านหรือเขียนไม่ได้ เพราะตามอายุแล้วให้เด็กเริ่มเรียนเขียนอ่านตอนมีอายุ 5 ขวบ

และสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการฝึกให้ลูกเป็นเด็กสองภาษานั้น ก็สามารถทำได้โดยยึดหลักการคล้ายกัน นั่นก็คือ การพยายามใช้ภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวัน เด็กจะได้รู้สึกถึงความแปลกใหม่ของภาษาอีกทั้งยังได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันได้อีกด้วย

“เด็กวัย 3 ขวบ ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก การให้ฝึกขีดเขียนอย่างอิสระ ก็จะช่วยฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็กให้ดีขึ้น แต่การบังคับให้เขาเขียนตามเส้นปะเลย ด้วยความที่กล้ามเนื้อมัดเล็กของเขายังทำงานได้ไม่เต็มที่ ก็จะเป็นการฝืนธรรมชาติของเด็กเกินไป และวัยนี้ควรให้เขาได้เล่นอย่างอิสระเพื่อฝึกพัฒนาการต่าง ๆ จะเป็นผลดีกับลูกมากกว่าการจับมานั่งฝึกเขียนอ่าน ซึ่งอาจทำให้ขาดพัฒนาการด้านอื่น ๆ” แพทย์หญิงกาญจนา กล่าว

คลิกอ่าน 3 ดี ที่จะมาช่วยสร้างวินัยให้เด็กได้ที่หน้าถัดไป


เครดิต: Manager Online

10 วิธีฝึกลูกช่วยเหลือตัวเอง สร้าง EF มี Self-Esteem

วิธีฝึกลูกช่วยเหลือตัวเอง เป็นเรื่องที่คุณแม่ๆ ถามกันเข้ามามากค่ะว่า พอจะมีวิธี หรือเทคนิคง่ายๆ สำหรับใช้ฝึกลูกตั้งแต่ เล็กๆ ให้เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้างหรือเปล่า ถามมาแบบนี้ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มี 10 วิธีช่วยลูกในการให้  เขาได้รู้จักการช่วยเหลือตัวเองจากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวันมาฝากกันค่ะ

 

วิธีฝึกลูกช่วยเหลือตัวเอง มีประโยชน์อย่างไร?  

คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่ามี วิธีฝึกลูกช่วยเหลือตัวเอง อยู่หลากหลายวิธีซึ่งล้วนแล้วมีแต่ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวของ  เด็กๆ เอง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ…   

  • ได้ฝึกพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก
  • ได้ฝึกการเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น
  • ได้ฝึกการคิด แยกแยะ วิเคราะห์
  • ได้ฝึกความรับผิดชอบกับเรื่องตัวส่วนเล็กๆ น้อยๆ ด้วยตัวเอง

คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกลูกให้รู้จักช่วยเหลือรับผิดชอบตัวเองได้ในหลายๆ เรื่องตั้งแต่ที่พวกเขายังเป็นเด็กเล็กๆ ซึ่งช่วงวัยที่ดีที่สุดในการฝึกก็คืออายุ 3-4 ขวบขึ้นไป เพราะเป็นวัยที่เด็กๆ จะรู้เรื่องและเข้าใจกับทุกสิ่งอย่างได้ดีมากขึ้นแล้ว โดยเฉพาะก่อนหน้าที่จะส่งลูกเข้าเรียนอนุบาล การเตรียมพร้อมให้ลูกได้รู้จักการช่วยเหลือรับผิดชอบตัวเองได้ไม่ว่าจะเป็น การตักข้าว ทานเอง การใช้ห้องน้ำในการขับถ่าย การใส่ถุงเท้า รองเท้าได้เอง การติดกระดุมเสื้อ การแปรงฟัน ฯลฯ การฝึกให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเอง นั้นได้ประโยชน์และผลดีต่อตัวของเด็กๆ อย่างมาก เพราะพวกเขาจะได้ในเรื่องของระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ เป็นต้น เอาเป็นว่าเราลองไปดูเคล็ดลับวิธีฝึกลูกให้รู้จักช่วยเหลือตัวเองที่เป็นประโยชน์พร้อมๆ กันค่ะ

อ่านต่อ 10 วิธีฝึกลูกให้รู้จักช่วยเหลือตัวเอง หน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่