ท่านวดช่วยลูกสบายท้อง

ท่านวดช่วยลูกสบายท้อง

ท่านวดช่วยลูกสบายท้อง หลังจากการทานนมอิ่มแล้วเป็นหนึ่งในวิธีที่จะทำให้ลูกเรอเอาลมออกจากท้อง เป็นการช่วยลดอาการแหวะนมได้ค่ะ ซึ่งการที่ลูกแหวะนมก็เพราะระบบการย่อยอาหารยังไม่สมบูรณ์ และเพื่อให้ลูกไม่แหวะนมหลังทานมอิ่ม และเป็นการช่วยให้สบายท้อง คุณแม่สามารถนวดให้ลูกรู้สึกสบายท้องขึ้นได้ค่ะ

 

ท่านวดช่วยลูกสบายท้อง

การใช้ ท่านวดช่วยลูกสบายท้อง อาจเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดอาการแหวะนมให้ลูกได้ แต่การเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับลูกก็คือ การให้เขาได้ทานนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด นั่นก็เพราะว่าในน้ำนมแม่มีโปรตีนที่ย่อยง่าย และดีต่อสุขภาพลำไส้รวมถึงระบบย่อยของลูกด้วย

การที่ลูกทานนมไม่ว่าจะเป็นจากอกแม่ หรือทานจากขวดนั้น บ่อยครั้งที่ลูกอาจกลืนเอาลมเข้าท้องไปพร้อมกับน้ำนมได้ ซึ่งลมที่เข้าไปจะเกิดเป็นฟองอากาศในกระเพาะอาหาร และมักทำให้ลูกร้องไห้งอแง อึดอัดแน่นไม่สบายท้อง จนทำให้ต้องแหวะเอานมออกมา ซึ่งการช่วยให้ลูกสบายท้องมีอยู่หลายวิธี แต่หนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้ลูกรู้ผ่อนคลายสบายท้อง ก็คือการนวดท้องนวดตัวให้ลูกค่ะ

ท่านวดช่วยลูกสบายท้องสามารถทำได้ง่ายๆ

  • ให้คุณแม่เริ่มจากการวางมือข้างหนึ่งลงบนหน้าอกของลูก
  • จากนั้นให้ใช้ฝ่ามือค่อยๆ กดไล่ลงมาจนถึงบริเวณใต้สะดือ
  • แล้วใช้มือทั้ง 2 ข้างสอดใต้บริเวณสันหลังของลูก แล้วให้หัวแม่มือนวดวนเป็นวงกลมบริเวณท้องลูก เพื่อช่วยไล่ลม

การนวดอาจเป็นแค่วิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกสบายท้องได้ แต่การให้ลูกได้ทานนมที่เหมาะสมตั้งแต่แรกเกิดนั้นสำคัญมากกว่าค่ะ เพราะจะช่วยลดอาการไม่สบายท้องต่างๆ ลงได้ และก็อย่างที่ทราบกันดีว่าน้ำนมแม่ดีที่สุดสำหรับลูกตั้งแต่แรกเกิด นมแม่มีโปรตีนที่ย่อยง่าย ทำให้ระบบย่อยอาหารสามารถดูดซึมไปใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ช่วยลดอาการไม่สบายท้องที่เกิดขึ้นลงได้

ทั้งนี้หากคุณแม่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ นมแพะก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง  เพราะนมแพะโปรตีนนุ่มที่ย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ง่าย และรวดเร็ว นอกจากนี้ นมแพะยังมีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับนมแม่ คือ Apocrine (อะโพไคร์น) ซึ่งแตกต่างจากนมทั่วๆไป ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชิตในปริมาณสูงที่เรียกว่า Bioactive Components (ไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์) ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ตามธรรมชาติ (Natural Nucleotide) 5 ชนิด ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน มีสารโพลีเอมีนส์ (Polyamines) ช่วยส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์ มีโกรทแฟคเตอร์ (Growth factor) ชนิดไอจีเอฟวัน (IGF-1) และทีจีเอฟ เบต้า (TGF- β) ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต และทอรีน ที่ช่วยให้การทำงานของจอประสาทตาดีขึ้น

 

ที่สำคัญคือ นมแพะ อุดมไปด้วย โปรตีนCPP โปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมนำไปใช้ได้รวดเร็ว

ซึ่ง CPP (Casein Phosphopeptides) คือ โปรตีนนุ่ม ในนมแพะมีลักษณะที่นุ่ม ย่อยง่าย ช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ และโปรตีนในนมแพะยังเป็นโปรตีนคุณภาพดีที่เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้ในนมแพะมีแอลฟาเอสวันซึ่งย่อยยากในปริมาณที่ต่ำ ทำให้นมแพะถูกย่อยและดูดซึมง่าย ลูกจึงสบายท้อง ห่างไกลจากอาการท้องอืด ทำให้ลูกเจริญเติบโตได้เต็มที่ และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ช่วยให้ลูกรักมีพัฒนาการที่ดีสมวัย

ลูกดื่มน้ำน้อย

ระวัง! ลูกดื่มน้ำน้อย อาจทำให้เป็น “นิ่ว”!

การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายควรดื่มอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน แต่เมื่อลูกห่วงทำกิจกรรมต่าง ๆ จนเพลิน ทำให้เกิดปัญหา ” ลูกดื่มน้ำน้อย “ กว่าปกติ

 

 

คุณพ่อคุณแม่ทราบกันหรือไม่คะว่า ความจำเป็นในส่วนของปริมาณการดื่มน้ำในแต่ละวันนั้น ขึ้นอยู่กับอายุของลูกเป็นสำคัญ จากผลการศึกษาทางการแพทย์ในหลาย ๆ ประเทศนั้นพบว่า “การให้ลูกดื่มน้ำในช่วงอายุก่อน 6 เดือนนั้น อาจทำให้เกิดอันตรายมากกว่าประโยชน์ที่ลูกจะได้รับ” เนื่องจาก ลูกจะเกิดการอิ่มน้ำ ทำให้ดูดนมแม่ได้น้อยลง ส่งผลให้ถ่ายอุจจาระลดลงเช่นกัน นอกจากนี้เมื่อลูกดูดนมแม่ได้น้อย ลูกก็จะได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายไม่เพียงพอ ทำให้เป็นโรคขาดสารอาหารตามมา แต่สิ่งที่เป็นอันตรายกับลูกมากที่สุดก็คือ “การเกิดภาวะน้ำในร่างกายผิดปกติ” และระดับของแร่ธาตุโซเดียมในร่างกายมากเกินไป ส่งผลโดยตรงต่อสมอง อุณหภูมิในร่างกาย การทำงานของไต ทำให้เกิดอาการตับบวม ชัก หรือบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้! ดังนั้น “น้ำ” จึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือน

คุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลไปนะคะว่า ลูกจะไม่ได้ดื่มน้ำเลย เพราะน้ำนมแม่นั้น มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 88 เปอร์เซ็นเลยละค่ะ และแน่นอนว่า เพียงพอต่อความต้องการของลูก ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเด็กแรกเกิดไปจนถึงอายุ 6 เดือนจึงไม่จำเป็นที่จะต้องได้รับน้ำเพิ่มอีก แต่ถ้าหากคุณแม่มีความจำเป็นต้องให้ลูกดื่มนมผง คุณแม่ก็ควรหลีกเลี่ยงการชงนมที่เจือจางมากจนเกินไป เพราะอาจส่งผลให้ความสมดุลของน้ำในร่างกายของลูกเกิดความผิดปกติขึ้นได้

ซึ่งอายุที่เหมาะสมของลูกที่จะเริ่มดื่มน้ำนั้นก็คือ อายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป แต่ในช่วงแรกคุณแม่ควรจำกัดปริมาณน้ำที่จะให้ลูกดื่มกันด้วยนะคะ โดยเริ่มต้นที่ประมาณไม่เกิน 2 – 4 ออนซ์ต่อวัน และอาจจะให้จิบน้ำหลังจากที่ลูกได้ทานอาหารเสริมเสร็จแล้ว และเมื่อลูกเริ่มโตขึ้น ปริมาณน้ำที่ลูกจะสามารถดื่มได้ก็จะเพิ่มขึ้นไปตามลำดับค่ะ

ลูกดื่มน้ำน้อย ส่งผลเสียอย่างไรบ้าง? คลิก! 


เครดิต: Dek-D และ www.mathgamecenter.com , www.cloverdrink.com

ดูแลสุขภาพลำไส้ลูก ด้วยธรรมชาติ

ดูแลสุขภาพลำไส้ลูก ด้วยธรรมชาติ

ดูแลสุขภาพลำไส้ให้ลูก ด้วยธรรมชาติ คุณแม่สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ลูกแรกคลอดด้วยการให้ทานนมแม่ เพราะในนมแม่มีพรีไบโอติกจากธรรมชาติ ที่ดีต่อสุขภาพลำไส้ของลูกวัยทารก เป็นการช่วยสร้างสมดุลในลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี และยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ลูกน้อยได้อีกด้วย

 

ดูแลสุขภาพลำไส้ลูก ด้วยธรรมชาติ

คุณแม่รู้หรือไม่ว่าการ การดูแลสุขภาพลำไส้ให้ลูกน้อย สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการให้ลูกได้ทานนมแม่ตั้งแต่แรกคลอด เพราะลำไส้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เฉพาะการย่อยและดูดซึมสารอาหารเท่านั้น แต่ลำไส้ยังทำหน้าที่เป็นเสมือนศูนย์กลางของพัฒนาการต่างๆ ของร่างกายด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากลูกมีสุขภาพลำไส้ที่ดี พัฒนาการทุกด้านของลูกก็ย่อมดีตามไปด้วยอย่างปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะ

ฉะนั้นจำเป็นอย่างมากที่คุณแม่จะต้องช่วยดูแลสุขภาพลำไส้ให้ลูกด้วยธรรมชาติ ซึ่งธรรมชาติที่ว่านี้ก็คือ การส่งเสริมให้ลูกได้ทานนมแม่นั่นเองค่ะ คืออย่างที่บอกไปว่าในนมแม่นั้นมีสารอาหารอย่าง “พรีไบโอติก” ที่ดีต่อสุขภาพลำไส้ของลูกมากๆ แล้วก็ยังมีสารอาหารที่หลากหลายครบถ้วน รับรองว่าลูกทานแล้วได้ทั้งคุณค่าสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ช่วยลดการเกิดความเจ็บป่วยต่างๆ ของลูกอีกด้วยค่ะ

 

พรีไบโอติก (Prebiotics) สำคัญต่อลูกน้อยอย่างไร?

พรีไบโอติกมีประโยชน์ต่อการเสริมสร้างภูมิต้านทานลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ…

  • การช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้
  • ลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรคในลำไส้
  • การช่วยส่งเสริมเยื่อบุเมือกของลำไส้ให้แข็งแรงขึ้น
  • และการลดอุบัติการณ์ของการติดเชื้อต่างๆ

นมแม่ดีที่สุดสำหรับลูกค่ะ แต่กับคุณแม่อีกหลายๆ คนที่ไม่สามารถให้นมแม่กับลูกได้ อาจต้องหาตัวช่วยที่ต้องมีสารอาหารธรรมชาติอย่างพรีไบโอติกด้วย ดังนั้นการเลือกนมให้กับลูกวัยทารกจำเป็นที่จะต้องดูในเรื่องของสารอาหารต่างๆ ด้วย อย่าง “นมแพะ” ก็เป็นหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีสารอาหารธรรมชาติอย่าง “พรีไบโอติก” นั่นเพราะนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบ “อะโพไครน์” ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง มีพรีไบโอติก ชนิด Oligosaccharide เช่น Inulin และ Oligofructose ซึ่งเป็นใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหาร เพราะทนต่อน้ำย่อย กรด ด่าง ในกระเพาะและลำไส้ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ เช่น แลคโตบาซิลัส และบิฟิโดแบคทีเรีย จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ลดการอักเสบบริเวณลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง

ซึ่งผลที่ตามมาคือ ทำให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่ดี นอกจากนี้นมแพะอุดมไปด้วย CPP หรือ Casein Phosphopeptides ที่เป็นโปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาเรื่องน้ำนมแม่ค่ะ

เด็กจมน้ำ

คลิป! ช่วย “เด็กจมน้ำ” เตือนใจอย่าปล่อยลูกหลานเล่นน้ำลำพัง

ชมคลิปดังโลกโซเชียล นาทีช่วยชีวิต “เด็กจมน้ำ” เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจพ่อแม่และผู้ปกครองทุกคน ที่ชอบปล่อยลูกกเล่นน้ำตามลำพัง!!

Continue reading “คลิป! ช่วย “เด็กจมน้ำ” เตือนใจอย่าปล่อยลูกหลานเล่นน้ำลำพัง”

ออมเพื่อให้ตามรอยพ่อ

ศิริราช ปิยมหาราชฯ ชวนคนไทยออมเงินแลก “กระปุกสัญลักษณ์ทรงงาน”

โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เปิดตัวโครงการดี ๆ ชวนพี่น้องชาวไทยออมเงินเพื่อแลก ” กระปุกสัญลักษณ์ทรงงาน ” ร่วมสมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา

 

 

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ได้ออกมาเปิดเผยโครงการดี ๆ ชักชวนคนไทยออมเงินเพื่อแลก กระปุกสัญลักษณ์ทรงงาน ร.9 ผ่านเว็บไซต์ http://www.savingforgiving.com/ ว่า

ออมเพื่อให้ตามรอยพ่อ
เครดิต: โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

เป็นโครงการที่ต้องการรณรงค์ส่งเสริมการออมและการแบ่งปันแก่สังคมไทย โดยออมเงินในกระปุกส่วนตัวนำมาแลกกระปุกที่ระลึกสัญลักษณ์อุปกรณ์ทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยจะนำเงินออมร่วมสมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา อาคารศูนย์การแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ข้อ ดังต่อไปนี้

  1. เพื่อรำลึกถึงพระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นแบบอย่างในการออมตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และได้พระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแก่ประชาชนเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และได้ปลูกฝังให้ประชาชนรู้จักการออมและการใช้จ่ายเงินอย่างพอเพียง เมื่ออยู่อย่างพอเพียงก็สามารถเป็น “ผู้ให้” คืนกลับสู่สังคมและประเทศชาติได้
  2. เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงพระราชทานนามอาคารโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ หนึ่งในโครงการพัฒนาศิริราชสู่การเป็นสถาบันทางการแพทย์ชั้นเลิศในระดับเอเชียอาคเนย์ ด้วยรูปแบบการบริหารจัดการพิเศษเพื่อให้มีรายได้ที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน และนำรายได้กลับคืนสู่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลต่อไป
ดูแบบของกระปุกสัญลักษณ์ทรงงานได้ที่หน้าถัดไป
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a กับ b

ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ a กับ b ต่างกันอย่างไร ?

ไขข้อสงสัยของคุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คน ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ a กับ b ต่างกันอย่างไร ? ทำไมถึงเรียกชื่อ”ไข้หวัดใหญ่” ไปเลยเฉย ๆ ไม่ได้  วันนี้เรามีคำอธิบายมาฝากค่ะ

 

 

ช่วงหน้าฝนแบบนี้ โรคที่ผู้ปกครองทุกคนรู้สึกหวาดกลัวที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น “โรคไข้หวัดใหญ่” เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในโรคยอดฮิตติดดาวที่มีผู้ป่วยเด็กครองอันดับสถิติการป่วยกันมากที่สุดแทบจะทุกโรงพยาบาล  แต่คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยกันหรือไม่คะว่า เจ้าไข้หวัดใหญ่ที่ว่านี้ มีทั้งหมดกี่สายพันธุ์กันแน่  และในแต่ละสายพันธ์ุ์นั้น มีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วทำไมเราถึงเรียกว่าไข้หวัดใหญ่เฉย ๆ ไม่ได้

ไข้หวัดใหญ่คืออะไร มีกี่สายพันธุ์ ?

ไข้หวัดใหญ่ เป็นอาการหนึ่งที่ร่างกายได้รับการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Influenza ที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน  ไข้หวัดใหญ่สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายสายพันธุ์ด้วยกันได้แก่

  1. สายพันธุ์ A
  2. สายพันธุ์ B
  3. สายพันธุ์ C

แต่สำหรับในสายพันธ์ C นั้น ถือว่ามีความรุนแรงน้อย อีกทั้งไม่ได้ทำให้เกิดการระบาดของโรคแต่อย่างใด จึงไม่นับรวมอยู่ในกลุ่มของไข้หวัดใหญ่ค่ะ ผิดกับ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a กับ b ที่สามารถแยกย่อยออกได้ดังนี้

  • ไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A (H1N1)
  • ไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A (H3N2)
  • ไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ B ตระกูล Victoria
  • ไวรัส ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ B ตระกูล Yamagata

ซึ่งสายพันธุ์ที่พบบ่อยที่สุดจนเป็นเหตุให้มีการเสียชีวิตนั้นก็คือ ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A ชนิด H1N1 นั่นเองค่ะ

ใครคือกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่?

  • เด็ก ที่อายุน้อยกว่า 2 ปี จนถึง 5 ปี
  • ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป
  • หญิงตั้งครรภ์ และผู้หญิงที่อยู่ในระยะ 2 สัปดาห์หลังคลอด
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง

ทำความรู้จักกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่าง ๆ เพิ่มเติมคลิก!


เครดิต: Sanook และ สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

โรคอุจจาระร่วงในเด็ก

โรคอุจจาระร่วงในเด็ก ประสบการณ์ตรงที่แม่อยากแชร์

โรคอุจจาระร่วงในเด็ก คืออะไร? ทำไมถึงอันตรายต่อชีวิตลูก ทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กัน กับเรื่องจริงที่แม่อยากแชร์!

คุณแม่ท่านนี้ได้โพสต์เรื่องราวของลูกผ่านเว็บไซต์ดังอย่าง Pantip ว่า ลูกเริ่มมีอาการเป็นไข้รุมเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา แล้วก็ถ่ายบ่อยมาก พาเขาไปหาหมอ หมอก็ตรวจอาการกลับบ้านมาได้ยาฆ่าเชื้อ ยาแก้ไข้ และยาแก้ท้องเสียมากิน วันต่อมาอาการไม่ดีขึ้นกลับดูยิ่งแย่ลง อึตอนนี้เป็นมูกและมีเลือดปน ไข้ก็ไม่ยอมลดแต่เพิ่มขึ้นเลยพาเข้าไปหาหมออีกทีวันศุกร์ หมอเห็นอาการไม่ดี แบบนี้ค่อนข้างอันตรายเพราะลูกวัดไข้มาได้ 39.2 องศา อาการคือ ไข้ขึ้นสูง ท้องเสียรุนแรง ถ่ายมากกว่าวันละ 6 รอบนอกจากนั้นลักษณะอึเป็นมูกและเลือดปน ข้าวไม่ค่อยยอมกิน หมอเดาว่าคงเกิดอาการติดเชื้อจึงต้องแอดมิดเข้าโรงพยาบาลนอนไปได้วันแรกหมอก็เข้ามาดูอาการเขามีอาการซึมลงไป ยังอึบ่อย ต้องเจาะให้น้ำเกลือน่าสงสารลูกมาก

แต่หมอก็ยังตรวจไม่พบเชื้อเดาว่าเชื้อคงกระจายตัว นอนอยู่โรงพยาบาลสองวันอาการยังไม่โอเค หมอว่ายัง 50-50 เพราะส่วนหนึ่งลูกไม่ค่อยยอมกินยาด้วยทางที่ดีคือให้ยาทางสายน้ำเกลือวันต่อมาในที่สุดก็พบเชื้อจนได้เป็นเชื้ออุจจาระร่วงชนิด salmonella group B

วันที่สามร่าเริงขึ้นมากและยอมกินข้าว คราวนี้กินเยอะมาก ปกติไม่ยอมกินข้าวเละ ๆ พวกข้าวต้มพวกโจ๊ก แต่คราวนี้กินเยอะกินดีมากและระหว่างวันก็ร้องจะอั้ม ๆ ไม่ก็ปัง ๆ (ชอบกินขนมปัง) อันนี้ถือว่าดีเลย ไข้ตอนนี้ไม่มีแล้ว หมอให้กลับบ้านได้ในวันที่3 ก็เก็บข้าวของกลับบ้านเลย อยากกลับบ้านจะแย่ แต่กลับบ้านมาปุ๊บน้ำมูกดันไหล เหมือนจะหวัดต่อ หมอให้ยามากินเหมือนเดิมโดยยาฆ่าเชื้อต้องกินติดต่อกันอีก 1 อาทิตย์ นัดอีกทีก็วันศุกร์หน้า หมดค่ารักษาค่ายาคราวนี้ปาดเหงื่อเลยละคะ

ดังนั้นป้องกันไว้ดีกว่านะคะเอามาแชร์ประสบการณ์กันคะ ไม่เป็นจะดีกว่ามาก ๆ ลูกน่าสงสาร ยิ่งตอนแบ่งอึนี่ทรมานหน้าแดงร้องไห้จ้าเลย เจ็บจริง ๆ ท่าทาง และยังต้องเสียค่าดูแลค่ารักษาอีก

เชื้อโรคนี้มาจากเนื้อสัตว์เป็นส่วนใหญ่แต่ก็มีสาเหตุจากผักได้ด้วย นมที่ชงแล้ววางทิ้งไว้ อาหารที่วางทิ้งไว้ ก็เป็นเหตุให้เกิดเชื้อพวกนี้ได้ ทางที่ดีพยายามรักษาความสะอาด ลูกอายุ 1ขวบ5เดือน กำลังเป็นช่วงหยิบจับมั่วเลย ต้องคอยเช็ดมือ อาหารต้องทำให้ร้อนสุกใหม่ๆน่าจะช่วยได้มาก

ทำความรู้จักกับโรคเพิ่มเติมได้ที่หน้าถัดไป


เครดิต: Pantip

สารอาหารสำคัญสำหรับพัฒนาสมองเด็ก

การพัฒนาร่างกายและระบบประสาทเกิดอย่างรวดเร็วใน 2 ปีแรกของชีวิต ทั้งการสร้างเซลล์ประสาท เส้นใยประสาทและปริมาณเนื้อสมองที่เพิ่มหลายสิบเท่าจากขณะอยู่ในครรภ์ ปัจจุบันข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของสารอาหารต่างๆที่มีผลต่อสมองของทารก ทารกที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทั้งทางกาย พัฒนาการ การเรียนรู้ และสติปัญญา ดังนั้นเด็กควรได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อพัฒนาสมองได้เต็มศักยภาพ1-2

นมแม่ อาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก อุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆในสัดส่วนและปริมาณที่เหมาะสม ในที่นี้จะกล่าวถึงสารอาหารสำคัญบางชนิดในนมแม่ ที่มีผลต่อการเจริญของสมองและระบบประสาทในเด็ก

โปรตีน ในนมแม่มีปริมาณที่เหมาะสมสำหรับทารก ย่อยและดูดซึมได้ง่าย นมแม่ช่วยต้านทานโรค ลดการติดเชื้อ ปกป้องทารกจากการเจ็บป่วยอันเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมกระตุ้นพัฒนาการ3-4  ช่วยการดูดซึมแร่ธาตุและสารอาหารอืนๆ และโปรตีนยังเป็นแหล่งของกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายจะนำไปใช้ในการเจริญเติบโต

แอลฟา-แล็คตัลบูมิน (Alpha-lactalbumin) เป็นโปรตีนเวย์ชนิดหนึ่งในนมแม่ ซึ่งประกอบด้วยกรดอะมิโนสำคัญคือ ทริปโตเฟน ไลซีน และ ซิสเตอีน ทริปโตเฟนที่มีมากในนมแม่ ช่วยในการสร้างสารสื่อประสาทเซโรโทนิน ที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ การเรียนรู้จดจำ ความจำและอารมณ์ ซึ่งจากการศึกษาพบว่ารูปแบบและคุณภาพของการนอนที่ดี อาจส่งผลถึงความจำและการเรียนรู้ของเด็กได้5-7

ดีเอชเอ (DHA) เป็นกรดไขมันชนิดหนึ่ง สังเคราะห์ในร่างกายได้จากโอเมก้าสามซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็น นอกเหนือจากการเป็นแหล่งให้พลังงานแล้ว ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของ เนื้อเยื่อประสาท สมอง เยื่อหุ้มใยประสาทและเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆ ทารกที่เกิดก่อนกำหนด และทารกที่เกิดครบกำหนดบางคนในช่วงอายุ 3-6 เดือนแรก ร่างกายอาจยังไม่สามารถสังเคราะห์ ดีเอชเอ ได้เพียงพอกับความต้องการ จึงอาจต้องได้รับ ดีเอชเอ บางส่วนเพิ่มเติมจากอาหาร โดยเฉพาะจากนมแม่8-11

โคลีนและลูทีน สร้างสารสื่อประสาทและเยื่อหุ้มใยประสาท12-13 ลูทีนเป็นหนึ่งในกลุ่มของแคโรทีนอยด์ พบมากในจอประสาทตา เกี่ยวข้องกับการมองเห็น และเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้จดจำ14

นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุรวมถึงสารอาหารอื่นอีกมากในนมแม่ ที่มีผลต่อการเจริญและพัฒนาของสมองทารก เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี ไอโอดี ทองแดง โฟเลท เป็นต้น สารอาหารแต่ละชนิดมีบทบาท เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาทและสมองที่แตกต่างกัน

การเสริมอาหารตัวใดตัวหนึ่งอาจไม่สามารถทำหน้าที่ในการสร้างหรือพัฒนาระบบประสาทได้เพียงลำพัง ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของสารอาหารหลากหลายชนิด จะเห็นจากหลายการศึกษาที่ผ่านมา ไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงผลของการเสริมสารอาหารบางชนิดเพียงตัวเดียว แม้ทราบว่าสารอาหารนั้นมีผลกับสมอง พัฒนาการ การเรียนรู้จดจำก็ตาม

มีการศึกษาผลจากการให้สารอาหารหลายชนิดร่วมกัน โดยเป็นการศึกษาแบบสังเกต หาค่าปริมาณดีเอชเอ โคลีน และลูทีนที่ทารกได้รับจากนมแม่ และวัดความสามารถในการจดจำของทารกที่อายุ 6 เดือน โดยการวัดระดับของสารอาหารเหล่านี้จากน้ำนมแม่ของผู้เข้าร่วมการศึกษา และวัดคลื่นไฟฟ้าสมองชนิดอีอาร์พี (ERP: event related potential) ในทารก พบว่าในรายที่ได้รับลูทีนกับโคลีนที่สูง หรือ ดีเอชเอกับโคลีนที่สูง สัมพันธ์กับลักษณะคลื่นสมองซึ่งบ่งบอกถึงความสามารถในการจดจำที่ดีกว่า15

สรุป  สารอาหารหลายชนิดมีบทบาทสำคัญต่อ สมอง พัฒนาการ และการเจริญเติบโตของเด็ก ทั้งโปรตีน แอลฟา แล็คตัลบูมิน ดีเอชเอ โคลีน ลูทีน วิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆในปริมาณที่เหมาะสม ให้ในเวลาช่วงวัยที่เหมาะสม ล้วนมีผลสมอง และพัฒนาการของเด็กทั้งสิ้น การให้ความสำคัญกับสารอาหารตัวหนึ่งตัวใดเพียงตัวเดียว อาจไม่เพียงพอในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก และนอกจากอาหารแล้ว สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู การกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัย ก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรให้ความใส่ใจกับทุกด้าน เพื่อส่งเสริมให้ลูกได้เติบโตแข็งแรง เฉลียวฉลาดสมวัย และพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Dobbing J, Sands J. Quantitative growth and development of human brain. Arch Dis Child. 1973 Oct;48(10):757–67.
  2. Prado EL, Dewey KG. Nutrition and brain development in early life. Nutr Rev. 2014 Apr;72(4):267–84.
  3. Lönnerdal B. Bioactive Proteins in Human Milk: Health, Nutrition, and Implications for Infant Formulas. J Pediatr. 2016 Jun;173, Supplement:S4–9.
  4. Donovan SM. The Role of Lactoferrin in Gastrointestinal and Immune Development and Function: A Preclinical Perspective. J Pediatr. 2016 Jun;173 Suppl:S16–28.
  5. Schneider N, Mutungi G, Cubero J. Diet and nutrients in the modulation of infant sleep: A review of the literature. Nutr Neurosci. 2016 Nov 21;0(0):1–11.
  6. Huber R, Born J. Sleep, synaptic connectivity, and hippocampal memory during early development. Trends Cogn Sci. 2014 Mar;18(3):141–52.
  7. Lien EL. Infant formulas with increased concentrations of α-lactalbumin. Am J Clin Nutr. 2003 Jun 1;77(6):1555S – 1558S.
  8. Lauritzen L, Brambilla P, Mazzocchi A, Harsløf LBS, Ciappolino V, Agostoni C. DHA Effects in Brain Development and Function. Nutrients. 2016 Jan 4;8(1):6.
  9. Calder PC. Docosahexaenoic Acid. Ann Nutr Metab. 2016 Nov 15;69(Suppl. 1):7–21.
  10. Brenna JT, Carlson SE. Docosahexaenoic acid and human brain development: Evidence that a dietary supply is needed for optimal development. J Hum Evol. 2014 Dec;77:99–106.
  11. Meldrum S, Simmer K. Docosahexaenoic Acid and Neurodevelopmental Outcomes of Term Infants. Ann Nutr Metab. 2016 Nov 15;69(Suppl. 1):22–8.
  12. González HF, Visentin S. Micronutrients and neurodevelopment: An update. Arch Argent Pediatr. 2016 Dec 1;114(6):570–5.
  13. Ramel SE, Georgieff MK. Preterm Nutrition and the Brain. Vol. 110. Karger Publishers; 2014
  14. Erdman JW, Smith JW, Kuchan MJ, Mohn ES, Johnson EJ, Rubakhin SS, et al. Lutein and Brain Function. Foods Basel Switz. 2015 Dec;4(4):547–64.

15. Cheatham CL, Sheppard KW. Synergistic Effects of Human Milk Nutrients in the Support of Infant Recognition Memory: An Observational Study. Nutrients. 2015 Nov 3;7(11):9079–95.

ทุกสัมผัสห่วงใยจากแม่ สัมผัสปลอดภัยกับ “ฟอร์ด เอเวอเรสต์”

เพราะหน้าที่แม่ไม่ได้หยุดอยู่แค่วันนี้ แต่ต้องทำทุกวันเพื่ออนาคตที่ดีของลูก และแน่นอนว่าความปลอดภัยในทุกย่างก้าวก็เป็นเรื่องสำคัญ ทุกสัมผัสของความห่วงใยที่แม่มีให้ลูกหนึ่งในนั้นคือความปลอดภัยในทุกการเดินทาง และปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้แม่คือคนขับรถที่รู้ใจลูก จึงไม่แปลกที่แม่จะเลือกรถยนต์ที่มีความปลอดภัยสูงสำหรับครอบครัว

ทีมงาน Amarin Baby & Kids จะพาไปสัมผัสรถยนต์ครอบครัว ที่มีความปลอดภัยในการใช้งานไปกับทุกเส้นทางกันค่ะ ครั้งนี้เรามีคุณแม่ลูกสอง ที่ได้เปิดประสบการณ์ในการใช้งานจริงกับรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ที่ขอบอกว่าใช้งานง่าย คุณแม่ สามารถขับพาไปส่ง-ไปรับที่โรงเรียนแบบสบายๆ แถมวันหยุดคุณแม่ยังขับพาลูกๆ ออกไปเที่ยวเปิดประสบการณ์ใหม่ยัง สถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆ ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก เอาเป็นว่าเราไปร่วมสัมผัสเปิดประสบการณ์ครั้งนี้กับคุณแม่กันค่ะ

สำหรับแม่ลูกอ่อนอย่างเราๆ หากจะเลือกขับรถสักหนึ่งคัน สิ่งที่คิดถึงเป็นอย่างแรกคือ ความปลอดภัยและความสะดวกสบายของลูก อย่างที่สองคือความคล่องตัวขับง่าย อย่างสุดท้ายคือความคุ้มค่า รถยนต์ฟอร์ดเอเวอเรสต์ตอบโจทย์แม่ๆ อย่างเราได้ครบทุกข้อเลยค่ะ ในชีวิตประจำวันของแม่ๆ เราใช้ชีวิตอยู่ในรถประมาณวันละ 4 ชั่วโมง อย่างแม่เพนทุกวันจันทร์-ศุกร์ จะต้องไปรับ-ส่งพรีมลูกสาวคนโตไปโรงเรียนโดยมีพีทลูกชายคนเล็กนั่งไปด้วย ซึ่งพีทเป็นเด็กที่ไม่ชอบที่แคบๆ และไม่ชอบอยู่เฉยๆ (หรือซนนั่นเองค่ะ)

เราจึงอยากได้รถยนต์ที่มีห้องโดยสารกว้างขวาง เพื่อให้เด็กๆ ไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไปเมื่อถึงเวลารถติด และเรายังต้องการความปลอดภัยตลอดการเดินทางด้วย รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์มีพื้นที่ที่กว้างพอที่จะใส่คาร์ซีทและบูสเตอร์ซีทได้อย่างสบายๆ  ซึ่งหากวันไหนให้คุณพ่อเป็นคนขับ ก็ยังมีพื้นที่ตรงกลางให้แม่เพนนั่งเพื่อคอยดูแลลูกทั้ง 2 คนได้อีกด้วย และที่สำคัญรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ยังรองรับการติดตั้งคาร์ซีทแบบ ISOFIX อีกด้วย แม่เพนอยากได้รถที่รองรับการติดตั้ง ISOFIX มานานมากแล้วค่ะ เพราะการติดตั้งแบบ ISOFIX เป็นระบบการติดตั้งคาร์ซีทที่ทันสมัย ปลอดภัย และ สะดวกกว่าการใช้ระบบเข็มขัดรถยนต์ รถยนต์คันเก่าของแม่เพนใช้ระบบเข็มขัดรถยนต์ในการติดตั้งคาร์ซีท ทำให้เมื่อเราเหยียบเบรคแรงกว่าปกติ คาร์ซีทจะไถลออกมานิดนึง แต่ระบบการติดตั้งคาร์ซีทแบบ ISOFIX ที่รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์รองรับนั้น ทำให้แม่เพนมั่นใจได้ว่าหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจริงๆ คาร์ซีทจะไม่หลุดออกจากเบาะอย่างแน่นอน

ก่อนหน้าที่แม่เพนจะได้มาขับรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์เคยคิดว่าผู้หญิงอย่างเราไม่เหมาะที่จะขับรถยนต์คันใหญ่ๆ หรอก  ยิ่งแม่เพนจอดรถได้ไม่ค่อยคล่องอีกด้วย ในหลายๆ ครั้งที่เจอช่องจอดรถแต่กลับถอยจอดไม่ได้ ทำให้ต้องเสียที่จอดรถให้คันหลังไปอย่างน่าเจ็บใจ แต่รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ซึ่งเป็นรถที่มีขนาดใหญ่ แต่กลับทำให้ปัญหาใหญ่ของแม่เพนหมดไปด้วยระบบช่วยจอดอัจฉริยะ เพียงแค่กดปุ่มเปิดระบบช่วยจอดอัจฉริยะ รถจะหาช่องจอดที่สามารถจอดได้อัตโนมัติ เมื่อหาได้แล้ว รถจะถอยและหักพวงมาลัยเพื่อจอดรถให้เองเลยจ้า ที่แม่เพนต้องทำก็เพียงแค่คอยควบคุมเกียร์ คันเร่ง และเบรก เท่านั้น และในการไปรับ-ส่งพรีมที่โรงเรียนย่านที่ขึ้นชื่อว่ารถติดสุดๆ นั้น ทำให้แม่เพนต้องขับเข้าซอยลัดแคบๆ และน้ำท่วมบ่อยๆ เพื่อเลี่ยงรถติด  ในตอนแรกแม่เพนคิดว่าการขับรถคันใหญ่ๆ ทำให้ไม่คล่องตัวเมื่อต้องขับ  หรือกลับรถในซอยแคบๆ  เพราะรถคันใหญ่เกินไป   แต่รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์กลับรู้ใจแม่เพนด้วยระบบเซ็นเซอร์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง (ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่ามีระบบเซนเซอร์รอบคัน) และกล้องมองหลังขณะถอยจอด ทำให้การขับรถคันใหญ่ไม่น่ากลัวสำหรับผู้หญิงอีกต่อไป และด้วยรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ที่เป็นรถ 4WD ทำให้สามารถขับลุยผ่านถนนในกรุงเทพที่เต็มไปด้วยฝาท่อที่อยู่กลางซอย ถนนที่กำลังขุดเจาะท่อ และหลังเต่า ได้อย่างนุ่มนวล ซึ่งสิ่งนี้สำคัญสำหรับแม่ๆ อย่างเรามากเลยค่ะ และแม่เพนเชื่อว่าแม่ๆ ทุกคนต้องเคยเจอเหตุการณ์นี้ ที่เมื่อไรก็ตามที่ลูกเราหลับอยู่ในรถ เราจะทำทุกทางให้ลูกได้หลับอย่างสบายไม่ตื่นมางอแง ในตอนนี้แม่เพนสามารถขับรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ได้อย่างง่ายดายขณะที่มีพีทหลับอยู่บนรถได้เลยค่ะ

การพาลูกไปเที่ยวเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ครอบครัวแม่เพนทำกันเป็นประจำ ในครั้งนี้เราเลือกที่จะไปฉลองวันเกิดของพรีมกับพีทพร้อมกับหลานสาวอีกหนึ่งคนที่หัวหินกันค่ะ โดยเลือกที่จะขับรถผ่านถนนเลียบชายฝั่งทะเล คลองโคน-ชะอำ ซึ่งเป็นถนนสายชมวิวที่สวยที่สุดสายหนึ่ง ที่กรมทางหลวงได้พัฒนาให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันตก จากคลองโคน สมุทรสงครามถึงชายหาดชะอำใช้ระยะทางประมาณ 82 กิโลเมตร ที่แม่เพนเลือกใช้เส้นทางนี้เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ได้แก่ โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่าง ตามพระราชดำริ นอกจากแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์เพื่อให้พรีมได้สัมผัสประสบการณ์ในป่าชายเลนและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแล้ว ถนนเส้นนี้ยังมีจุดชมวิวที่สวยงามอีกด้วย ตลอดสองข้างทางเราได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้าน และการทำนาเกลืออีกด้วย

เราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า เพื่อที่จะไปถึงคลองโคนประมาณ 9 โมง ที่คลองโคนมีร้านอาหารทะเลสดๆ ให้เลือกทานเยอะแยะเลยค่ะ เมื่อกินข้าวเช้ากันเสร็จแล้ว เราก็เริ่มมากินลมกับวิวสองข้างทางที่สวยงามมากๆ ทำให้พรีมและพีทตื่นเต้นไปกับวิวสวยๆ ตลอดทาง การนั่งในรถยนต์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ทำให้เด็กๆ ไม่รู้สึกอึดอัดที่ต้องนั่งอยู่ในรถนานๆ ด้วยความที่รถมีขนาดใหญ่และสูง ทำให้การมองเห็นวิวด้านนอกชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ยังมีหลังคาแบบ Panoramic Moon Roof แบบปรับไฟฟ้าที่เพียงกดปุ่มก็เปิดปิดได้ ทำให้เด็กๆ ชื่นชอบยิ่งขึ้นถึงขนาดที่พรีมบอกให้เปิด Moon Roof ไว้ตลอดทางเลยค่ะ

เมื่อถึงบ้านแหลม เราก็แวะไปที่โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่าง ตามพระราชดำริ เพื่อให้พรีมได้ศึกษาการเลี้ยงปลาทะเลในบ่อดิน การทำนาเกลือ พรีมและพีทตื่นเต้นที่ได้เห็นปลาทะเลและลูกปลาหมีกมาก เมื่อเต็มอิ่มกับการเรียนรู้ฟาร์มทะเลแล้ว เราก็ขับไปต่อกันที่โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้พรีมได้ศึกษาธรรมชาติของป่าโกงกางและนกนานาชนิด โดยระหว่างทาง เราตัดสินใจที่จะไม่แวะหาร้านอาหารกลางวันทานแถวๆนั้นค่ะ เพราะต้องการไปทานอาหารที่ชะอำเลย ดังนั้นเราจึงทานขนมปังและอาหารรองท้องกันง่ายๆ บนรถ การขับรถในขณะที่เด็กๆรวมตัวกันอยู่ 3 คนและทานอาหารกันไปด้วย ต้องใช้สมาธิอย่างสูงเลยค่ะ เพราะเด็กๆ จะเรียกร้องขอทานน้ำ เทขวดนม ทะเลาะกันเพื่อแย่งขนม  บางทีแม่เพนก็ต้องคอยหันไปดูเพื่อปรามเด็กๆ บ้าง ทำให้อาจจะต้องละสายตาจากรถคันหน้าและคันข้างๆ ไปบ้าง แต่รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์กลับเข้าใจในจุดนี้ ด้วยระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ที่รถเกิดเบี่ยงออกจากเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ และไม่ได้เปิดไฟเลี้ยว ระบบนี้จะช่วยหักพวงมาลัยเล็กน้อยเพื่อให้รถกลับเข้าเลน และหากทิศทางของรถยังคงเบี่ยงออกนอกเลน ระบบจะเตือนโดยการสั่นพวงมาลัย ซึ่งการหักพวงมาลัยและสั่นพวงมาลัยของระบบ Lane Keeping System เป็นการเตือนแบบเบาๆ เท่านั้น ไม่ได้ทำให้การขับรถเสียจังหวะเลยค่ะ และอีกหนึ่งระบบที่สำคัญมากคือระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ และระบบเตือนการชนด้านหน้าเมื่อกดปุ่ม ระบบจะควบคุมความเร็วตามที่เรากำหนด และจะรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าให้อัตโนมัติ โดยระบบจะช่วยเบรกและเร่งความเร็วให้ตามระยะห่างจากรถคันหน้า โดยที่คุณไม่ต้องคอยเหยียบเบรกและคันเร่ง หรือปิด-เปิดระบบควบคุมความเร็วใหม่ ในขณะที่กล้องเรดาร์หน้ารถจะคอยตรวจจับระยะห่างระหว่างรถคันหน้า หากพบความเสี่ยงที่จะเกิดการชน ไฟจะเตือนขึ้นบนกระจกหน้ารถ และถ้ารถเคลื่อนเข้าไปในระยะกระชั้นชิดกว่านั้น ไฟจะกระพริบพร้อมเสียงเตือนและระบบจะเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกให้พร้อม เพื่อให้รถหยุดได้เร็วขึ้นเมื่อแตะเบรก ด้วยความทีเรดาร์ทำงานสัมพันธ์กับเบรกและคันเร่ง ทำให้ระบบไม่ร้องเตือนทุกครั้งที่เราขับเข้าใกล้รถคันหน้าจนน่ารำคาญ ระบบจะร้องเตือนก็ต่อเมื่อรถขับเข้าใกล้คันหน้าแล้วเรายังไม่แตะเบรกเท่านั้น และระบบนี้ก็ได้ช่วยแม่เพนไว้จากอุบัติเหตุที่แม่เพนเผลอหันไปหยิบกระติกน้ำให้ลูกด้วยค่ะ

เสร็จจากโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยแล้ว เราก็แวะเข้าไปทานอาหารที่หาดชะอำ โดยระหว่างทางเราเจอกับถนนที่กำลังก่อสร้างค่ะ ครั้งนี้เราขับรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์มา ทำให้เราไม่กลัวที่จะลุยผ่านถนนที่ขรุขระและสมบุกสมบันขนาดนี้ ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ Terrain Management System ของรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่สามารถลุยผ่านทุกพื้นผิวถนน เพียงแค่หมุนปุ่มบังคับ ระบบ i4WD Terrain Management System จะทำคุณเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนได้แม้ในขณะที่รถเคลื่อนที่อยู่ เพื่อรักษาระดับของแรงฉุดและเสถียรภาพของรถยนต์ให้อยู่ในระดับสูงสุด และช่วยให้คุณควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ หลังจากทานข้าวกันเสร็จแล้ว เราก็มุ่งหน้าเข้าสู่หัวหินเพื่อเช็กอินโรงแรมและพาเด็กๆ ไปเล่นทะเลซึ่งเป็นไฮไลท์สำคัญของทริปนี้ค่ะ เด็กๆ สนุกกันมากจนไม่อยากกลับบ้านกันเลยทีเดียว

หลังจากที่ได้ให้รถยนต์สำหรับครอบครัว ฟอร์ด เอเวอเรสต์มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแม่ลูกอ่อนอย่างแม่เพน แม่เพนก็ได้ค้นพบว่าการตัดสินใจซื้อรถสำหรับแม่ๆ อย่างเรา หากรถยนต์คันนั้นทำให้ทุกคนในครอบครัวมีความปลอดภัย สะดวกสบาย และได้ใช้ประโยชน์จากการนั่งหรือขับรถคันนั้น แม่เพนจะไม่ลังเลที่จะซื้อรถคันนั้นเลยค่ะ รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ได้ให้สิ่งที่นอกเหนือจากคำว่ายานพาหนะกับครอบครัวแมเพนค่ะ รถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ยังได้ให้ประสบการณ์ที่มีค่า ความทรงจำที่มีความสุขในการเดินทาง อีกด้วยค่ะ   และแม่เพนเชื่อว่าถึงแม้พรีมและพีทจะยังเด็กเกินกว่าที่จดจำเรื่องราวระหว่างการเดินทางครั้งนี้่ได้ทั้งหมด แต่เด็กๆ จะไม่มีทางลืมประสบการณ์ในการเดินทางกับรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์อย่างแน่นอนค่ะ

คุณแม่ๆที่สนใจรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ดูข้อมูลได้ที่นี่เลยนะคะ https://www.ford.co.th/suvs/everest

รีวิวโดย : คุณแม่แพน และครอบครัว

” มารยาทบนโต๊ะอาหาร ” เรื่องที่พ่อแม่ควรสอนลูก

มารยาทบนโต๊ะอาหาร คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนสามารถสอนลูกได้ตั้งแต่เล็ก ๆ เพื่อที่จะได้พาลูกเข้าสังคมได้อย่างไม่ต้องอายใคร

รู้สึกอย่างไรคะ เวลาที่เราไปร้านอาหารแล้วเห็นคนเคี้ยวอาหารเสียงดัง จั๊บ ๆ หรือทานมูมมาม? โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหน้าตาดี บุคลิกดี เป็นต้น เรียกได้ว่า ต่อให้ดูดีแค่ไหนแต่มีพฤติกรรมดังกล่าว ก็ย่อมส่งผลให้ต้องสูญเสียภาพลักษณ์ดี ๆ ดังนั้น การปลูกฝังให้ลูกปฏิบัติและเข้าใจถึง  จึงกลายเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ไปโดยปริยาย

 

 

มาราลี แมกกี ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกมารยาท จากศูนย์ให้คำปรึกษาเรื่องบุคลิกภาพ เมืองวินเทอร์พาร์ก สหรัฐอเมริกาให้ความเห็นว่า เด็กวัยตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป สามารถบังคับกล้ามเนื้อมัดเล็กให้หยิบจับช้อนส้อมเพื่อตักอาหารส่งเข้าปากเองได้อย่างถนัดมือแล้ว นั่นแปลว่า ลูกจะเริ่มทานข้าวอย่างเป็นระเบียบไม่เลอะเทอะเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็อาจจะมีพฤติกรรมบางอย่างหลงเหลืออยู่ให้คุณพ่อคุณแม่ได้กลุ้มใจเล็กน้อยบ้าง นั่นก็คือ การเคี้ยวอาหารเสียงดัง เรียกได้ว่าดังไป 3 บ้าน 7 บ้านเลยก็เป็นได้ แล้วแบบนี้คุณพ่อคุณแม่จะต้องทำอย่างไร ถ้าไม่ใช่ฝึกให้ลูกรู้และเข้าใจถึง “มารยาทบนโต๊ะอาหาร”

สิ่งที่พบบ่อย ๆ ถึงความผิดพลาดที่พบเห็นบ่อย ๆ ได้แก่

  • การเคี้ยวเสียงดัง
  • การหยิบอาหารหรือแย่งอาหารจากจานของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • รับประทานไปเล่นเกมหรือมือถือไปด้วย
  • แคะฟันโดยไม่หาอะไรปิดหรือบัง
  • ไม่ยอมใช้ช้อนกลาง
  • กินทิ้งกินขว้าง เป็นต้น

เริ่มสอนให้ลูกได้รู้จักกับมารยาทบนโต๊ะอาหารอย่างไรดี คลิก!

อ่านแบบโฟนิกส์

อ่านแบบโฟนิกส์ คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับเด็กยุคนี้!

คุณพ่อคุณแม่สังเกตไหมคะว่า เด็กสมัยนี้หัวไว เก่งภาษากันมากกว่าสมัยก่อน สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะคุณพ่อคุณแม่รู้และตระหนักดีแล้วว่า  ภาษาอังกฤษนั้นสำคัญต่อการดำรงชีวิตจริง ๆ จึงได้ส่งเสริมให้ลูกเรียน และฝึกทักษะต่างๆในการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น   โดยเฉพาะการ อ่านแบบโฟนิกส์  ที่มีบทบาทสำคัญกับเด็กยุคนี้จริง ๆ ว่าแต่ … โฟนิกส์คืออะไร? เรียนรู้ยากหรือไม่ วันนี้เราเตรียมคำตอบมาให้แล้วละค่ะ

 

โฟนิกส์ คืออะไร?

โฟนิกส์ (Phonics) มาจากคำว่า Phone ที่แปลว่าเสียง สำหรับในทีนี้ โฟนิกส์ หมายถึง เสียงในภาษา ที่มีการมุ่งเน้นไปยังเสียงของตัวพยัญชนะ และสระ ซึ่งมีลักษณะพิเศษแตกต่างกัน

ดังนั้น วิธีการ อ่านแบบโฟนิกส์ นั้นก็คือ วิธีการเรียนอ่าน เขียนและออกเสียงภาษาอังกฤษ โดยใช้หลักการถอดรหัสเสียงและการผสมเสียงตัวอักษร A ถึง Z ทั้ง 26 ตัว โดยเด็กนั้นจะต้องทำความเข้าใจการออกเสียงของตัวอักษรแต่ละตัวว่า ตัวอักษรนั้นมีวิธีการออกเสียงแบบใดถึงจะถูกต้อง ผู้เรียนจะต้องเข้าใจเสียงของตัวอักษรต่างๆ และออกเสียงเหล่านั้นให้ได้อย่างถูกต้องจึงจะสามารถผสมเสียงออกมาเป็นคำได้

ยกตัวอย่างเช่น การสะกดคำว่า cat ในสมัยของคุณพ่อคุณแม่นั้น จะท่องกันว่า ซี-เอ-ที แคท แมว ซึ่งยากที่จะเข้าใจว่าทำไม ซี-เอ-ที ถึงกลายเป็นแคทไปได้ เพราะการท่องแบบนี้ไม่ได้ใช้หลักการผสมเสียงแต่เป็นการท่องจำการสะกดคำเสียมากกว่า แต่ถ้าเป็นหลักการของโฟนิกส์นั้น จะสอนให้ลูกจักตัว “C” ที่ออกเสียง “ค” ว่า เคอะ “A” ออกเสียง “อ” ว่า “แอะ” และตัว “T” ออกเสียง “ท” ว่า “เทอะ” เมื่อนำทั้งสามตัวมาผสมกันแล้วจะได้เป็น “ค-แอะ-ท แคท” หากลองออกเสียงไว ๆ ก็จะได้คำว่า “แคท” ไปได้เอง นี่แหละค่ะ คือตัวอย่างของการอ่านออกเสียงแบบโฟนิกส์ที่ว่านี้

วิธีการสอนลูกให้ อ่านแบบโฟนิกส์ ในรูปแบบดังกล่าว จะเป็นการช่วยกระตุ้นเซลล์สมองของลูก ทำให้สมองมีการสร้างเส้นใยสมองใหม่ และใยสมองเดิมแตกตัวมีผลทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางด้านภาษาอังกฤษสูง เมื่อเปรียบเทียบกับการสอนด้วยวิธีอื่นนั่นเอง

เรียนแล้วได้อะไร คลิกอ่านได้ที่หน้าถัดไป


เครดิต: Nation Blog

แม่เตือนภัย…ระวัง กิ้งกือมีพิษ ปล่อยสารโดนลูกน้อยเกือบตาบอด

มีหลายคนไม่เคยรู้ว่า… แท้จริงแล้ว กิ้งกือไม่กัด แต่ กิ้งกือมีพิษ !!  เช่นเดียวกับคุณแม่ของเกน้อยวัย 7 เดือนที่บังเอิญโดนน้ำพิษของกิ้งกือเข้าที่ตา จนเกือบทำให้ตาบอด

กิ้งกือมีพิษ ปล่อยสารโดนเด็กวัย 7 เดือน เกือบตาบอด

ในช่วงหน้าฝน จะมีสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยเจริญพันธุ์ เดินยั้วเยี้ยมากายเต็มไปหมด โดยเฉพาะเจ้า กิ้งกือร้อยขา ซึ่งในกระแสโลกออนไลน์ ก็ได้มีผู้มาโพสต์ภาพแผลถูกสัตว์กัด โดยระบุว่าเกิดจากกิ้งกือกัด จนทำให้มีข้อสงสัยและมีเรื่องราวที่ถกเถียงกันมากมายว่า กิ้งกือกัดได้จริงหรือไม่? และ กิ้งกือมีพิษ หรือเปล่า

อ่านต่อบทความ >> ระวังลูกน้อยให้ดี! แม่โพสต์เตือน กิ้งกือ กัด ไม่ได้ แต่มีพิษ โดนไปเป็นแผลพุพอง

ซึ่งสำหรับเรื่องที่สงสัยว่าเจ้ากิ้งกือร้อยขานั้นมีพิษหรือไม่ ล่าสุด ก็ได้มีคุณแม่ลูกอ่อนท่านหนึ่ง ได้ออกมาโพสต์เตือนภัย ว่าลูกชายโดนพิษกิ้งกือเข้าตา ใน facebook group herkid รวมพลคนเห่อลูก เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

โดยคุณแม่เล่าว่า

ฝากไว้เตือนตัวเองและบ้านไหนที่ฝนยังตกอยู่นะค่ะ วันที่ 5 ที่ผ่านมาประมาณตีหลังจากเปลี่ยนแพมเพิสเสร็จยังแม่ยังไม่ทันหลับได้ยินเสียงดังปึ๊ดจากข้างตัว

ทีแรกคิดว่าลูกตดแต่ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งนาที ลูกก็ร้องขึ้นมาเสียงดังมากรีบหันไปอุ้มแล้วเปิดไฟหันไปดูหน้าลูกมีน้ำสีเหลืองเต็มตาแล้วตาก็ลืมไม่ได้ลูกร้องเสียงดังมากทำอะไรไม่ถูก

ณ ตอนนั้นระหว่างรอรถไป รพ.แม่ก็ไปหาดูลูกโดนอะไร สิ่งที่เจอคือ #กิ้งกือตัวใหญ่อยู่ใต้หมอน แม่ช็อคเข้าไปอีกรีบพาไปถึงรพ.ลูกร้องไห้ตลอดทางถึงรพ. กว่าจะได้ทำแผลให้นั่งรอพยาบาลบอกรอทำประวัติ

แม่เลยถามเด็กเจ็บขนาดนี้ต้องรออีกหรอเลยได้ล้างตาให้ล้างตาเสร็จรอหมอๆมาถึงถามโดนอะไรมา แล้วพูดแค่ว่าให้ยาไปแล้วรอมาดูอีกทีอีกสองวันแล้วหมอก็จากไป จนพยาบาลบอกถ้าไม่อยากรอตอนกลางวันไปหาหมอในตัวจังหวัดที่นั้นมีหมอตาโดยเฉพาะ

กิ้งกือมีพิษ

อ่านต่อ >> คุณแม่เผยถึงอาการลูกชาย หลังพาไปหาจักษุแพทย์ (มีคลิป) คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

หน้าที่ของรก

หน้าที่ของรก เรื่องสำคัญที่แม่ท้องควรรู้

รกเป็นอวัยวะหนึ่งที่สำคัญในการตั้งครรภ์ คุณแม่หลายท่านอาจจะสงสัยว่า รกมีหน้าที่อะไร และมีความสำคัญอย่างไรบ้าง ในบทความนี้ เราจะมาคุยกันถึง หน้าที่ของรก และ ความสำคัญของรก กันค่ะ

รกคืออะไร

รกเป็นอวัยวะที่สร้างขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ รกนั้นจะเกาะที่ผนังมดลูกและมีสายสะดือเชื่อมรกและทารกไว้ ส่วนใหญ่แล้วรกจะเกาะตัวที่มดลูกด้านบนหรือด้านข้าง รกถือว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญมากเพราะเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อคุณแม่และลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ หากรกมีความผิดปกติ โอกาสที่ทารกในครรภ์จะเจริญเติบโตหรือมีชีวิตรอดจะน้อยมากค่ะ

หน้าที่ของรก รกมีหน้าที่อะไร

ระหว่างในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ รกทำหน้าที่ ดังต่อไปนี้ค่ะ

  • ลำเลียงอาหารให้ทารกในครรภ์

ทารกจะได้รับสารอาหารที่อยู่ในกระแสเลือดคุณแม่ โดยเลือดจะวิ่งเข้าสู่รกแล้วจึงผ่านสายสะดือที่เชื่อมลูกน้อยกับคุณแม่ค่ะ

  • ย่อยอาหาร

รกจะทำการย่อยสารอาหารให้เล็กลงเพื่อที่ทารกในครรภ์จะได้ดูดซึมได้ง่ายขึ้น

  • กรองของเสียจากเลือด

รกทำหน้าที่กรองของเสียจากเลือดที่อาจจะเป็นโทษต่อสุขภาพทารกในครรภ์ด้วยค่ะ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ หน้าที่อื่นๆ ของรก คลิกหน้า 2

ครรภ์แฝดน้ำ

ปกป้องลูกน้อยในครรภ์ ให้ไกลจาก ครรภ์แฝดน้ำ

ครรภ์แฝดน้ำ เป็นความผิดปกติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่หลายท่านอาจจะไม่รู้จักและสงสัยว่าครรภ์แฝดน้ำคืออะไร ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักอาการผิดปกตินี้กันค่ะ

ครรภ์แฝดน้ำ คืออะไร

ครรภ์แฝดน้ำหมายถึงการตั้งครรภ์ที่มีน้ำคร่ำอยู่ในมดลูกมากจนเกินไป  น้ำคร่ำนั้นมีหน้าที่ปกป้องทารกในครรภ์จากอันตรายและการติดเชื้อ โดยปกติแล้วปริมาณน้ำคร่ำจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปริมาณ 1 ลิตร ในสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ และจะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ จนเหลือ 0.5 ลิตร  ในสัปดาห์ที่ 40 แต่ในกรณีครรภ์แฝดน้ำ คุณหมออาจจะตรวจพบปริมาณน้ำคร่ำในครรภ์คุณแม่ถึง 2-3 ลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงมากและทำให้เกิดอันตรายแก่คุณแม่กับทารกในครรภ์ได้ค่ะ

บทความแนะนำ ลูกน้อยคลอดก่อนกำหนด เพราะมีน้ำคร่ำมากไป

สาเหตุของครรภ์แฝดน้ำ

ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แท้จริงของครรภ์แฝดน้ำ แต่สาเหตุดังต่อไปนี้อาจจะมีส่วนให้น้ำคร่ำถูกผลิตออกมามากจนเกินไป อาทิ

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ 4 สัญญาณเสี่ยงภาวะครรภ์แฝดน้ำ คลิกหน้า 2

เทคนิค เพิ่มความสูงให้ลูก

3 เทคนิค เพิ่มความสูงให้ลูก

เทคนิค เพิ่มความสูงให้ลูก คุณพ่อคุณแม่อยากรู้ไหมว่าต้องเริ่มจากอะไรบ้าง เพื่อที่ลูกจะได้มีสัดส่วนของความสูงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเทคนิคดีๆ ในการช่วยให้ลูกสูงได้ไม่ยาก มาฝากกันค่ะ

 

เทคนิค เพิ่มความสูงให้ลูก   

มาค่ะ มาค่ะ ใครที่อยากได้ เทคนิค เพิ่มความสูงให้ลูก ต้องไม่พลาดเทคนิคเหล่านี้กันนะคะ เนื่องจากผู้เขียน ได้อ่านเจอ  ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับความสูงของเด็กๆ มาจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่ได้แนะนำพ่อแม่ในการดูแล  ลูกๆ ในเรื่องความสูงไว้ง่ายมากค่ะ แต่ก่อนอื่นไปดูกันว่าเด็กๆ จะสูงต้องมาจากปัจจัยใดที่เกี่ยวข้องกันบ้าง…

1. กรรมพันธุ์

รู้ไหมคะว่า กรรมพันธุ์มีผลต่อความสูงของเด็กถึง 60-80% เลยค่ะ นั่นคือ ถ้าพ่อแม่สูง ลูกเกิดมาก็จะมีความสูงอยู่ในเกณฑ์ มาตรฐาน หรือบางทีก็จะสูงกว่าพ่อแม่  และถ้าพ่อหรือแม่ที่คนใดคนหนึ่งสูงแต่อีกคนไม่สูง เมื่อลูกเกิดมาก็จะมีความสูงอยู่ในระดับกลางๆ คือ ไม่เตี้ย ไม่สูง

2. ปัจจัยภายในร่างกาย[1]

มีอยู่ 3 ตัวแปรสำคัญภายในร่างกายที่มีผลต่อความสูงของเด็กๆ นั่นคือ

โกรทฮอร์โมน (Human Growth Hormone – HGH) ช่วยในการเจริญเติบโตซึ่งสำคัญที่สุดในการเพิ่มความสูง

ไทรอยด์ (Thyroid Gland)โดยเฉพาะฮอร์โมนไทร็อกซิน (Thyroxin) ทำหน้าที่กระตุ้นให้กระดูกมีพัฒนาการที่ดี ถ้าขาดฮอร์โมนนี้อาจทำให้มีรูปร่างเตี้ย และไม่สมส่วนได้

ฮอร์โมนเพศ เอสโตรเจน Estrogen (ฮอร์โมนเพศหญิง) และเทสโทสเตอโรน Testosterone (ฮอร์โมนเพศชาย) มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโต โดยเฉพาะช่วงที่เริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาว เพราะไปกระตุ้นการหลั่งของโกรทฮอร์โมนให้เพิ่มมากขึ้น และกระตุ้นให้กระดูกยืดยาว[1]

3. โภชนาการ

การได้รับสารอาหารที่เหมาะสมตามแต่ละช่วงวัยครบถ้วน 5 หมู่มาตั้งแต่ตอนเล็กๆ จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเจริญเติบโตที่สมวัย และนอกจากการทานอาหารครบหมู่แล้ว คุณแม่ควรต้องส่งเสริมเพิ่มเติมให้ลูกได้ทานอาหารที่มีแคลเซียมอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการให้ลูกได้ดื่มนมแม่มาตั้งแต่แรกเกิด  และเมื่อลูกอยู่ในวัยที่โตมากขึ้นก็เสริมให้ดื่มนมวัววันละ 2 แก้ว ก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับแคลเซียมที่เหมาะสมค่ะ

 

บทความแนะนำ คลิก >> สูตรประมาณส่วนสูงของลูก จากพ่อแม่

พอจะทราบกันแล้วนะคะว่าการเจริญเติบที่สูงสมวัยของเด็กๆ นั้นส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยใดบ้าง และหากคุณพ่อคุณแม่ที่กังวลว่าลูกจะตัวเตี้ย เพราะพ่อแม่ไม่ใช่คนสูง ก็อย่าเพิ่งท้อใจกันไปค่ะ เพราะในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถที่จะดูแลเรื่องความสูงให้ลูกได้ ถ้าให้เขาได้ทานอาหารที่เหมาะสม ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ลูกจะมีพัฒนาการการเจริญเติบอย่างเด็กที่มีรูปร่างสัดส่วนสูงสมวัยตามมาตรฐานกันค่ะ  

อ่านต่อ 3 เทคนิคง่ายๆ ช่วยเพิ่มความสูงลูก หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ

6 เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ

เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ มีอยู่หลากหลายวิธีที่จะช่วยเป็นแนวทางให้พ่อแม่ได้ใช้กับลูก และหากจะพูดถึงความสำเร็จในชีวิตคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราในฐานะพ่อแม่ต่างก็อยากจะให้ลูกๆ ของเรานั้นได้เดินทางไปถึงฝั่งฝันที่สวยงามเหมือนอย่างที่ตั้งใจกันไว้ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีเคล็ดลับดีดีที่จะช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จ มาฝากกันค่ะ

 

เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ

มีคุณแม่หลายๆ ท่านที่อยากได้วิธีหรือ เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ เพื่อจะได้มาใช้เป็นแนวทางใน การเลี้ยงลูก ส่งเสริมให้ลูกได้มีรากฐานที่ดีเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคตที่ตั้งกันไว้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการศึกษา การประกอบอาชีพหน้าที่การงาน และการใช้ชีวิตครอบครัว เป็นต้น

ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมพื้นฐานให้ลูกพร้อม เพื่อไว้เป็นอาวุธในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน แต่ละช่วงวัยให้มีความพร้อมจะได้ใช้ในการต่อยอดชีวิตให้ประสบความสำเร็จ เราลองไปดูเคล็ดลับที่นำมาฝากนี้กันค่ะ

1. เข้าใจมุมมองที่แตกต่างของลูก

เด็กๆ เมื่อถึงช่วงวัยหนึ่ง เขาจะมีความคิด ความอ่านเป็นของตัวเอง การที่พ่อแม่ป้อนข้อมูลให้ลูกอาจต้องเป็นเรื่องที่ลูกสนใจ ให้ความสำคัญจริงๆ แนะนำว่าควรสังเกตดูลูกว่าเขาชอบหรือสนใจในเรื่องใดเป็นพิเศษ เช่น ชอบศิลปะ ชอบดนตรีการร้องเพลง ชอบกีฬา ชอบวิชาการเป็นเด็กเรียน ฯลฯ  หลังจากรู้แล้วพ่อแม่มีหน้าที่คอยชี้แนะเพื่อให้ลูกไปได้อย่างถูกทางในสิ่งที่ตัวเขาชอบและถนัด

อยากให้ลูกประสบความสำเร็จ สิ่งแรกที่พ่อแม่ต้องทำเลยคือ การไม่บังคับ หรือดุว่าลูก เพื่อให้เขาทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบ หรือไม่อยากทำ เคล็ดลับอย่างหนึ่งที่บ้านผู้เขียนใช้กับลูกๆ หลานๆ คือ ถ้าเขาชอบเล่นดนตรี เราจะสนับสนุนเขาให้ได้เรียน โดยที่การเรียนวิชาการปกติไม่เสีย ซึ่งการสนับสนุนควบคู่ไปแบบนี้ จะยิ่งทำให้เด็กมีความสุข และการเรียนหลักก็เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากด้วยค่ะ

 

บทความแนะนำ คลิก >> เทคนิคช่วยลูกทำการบ้านให้ประสบความสำเร็จ!

2. เคารพในความคิดของลูก

อย่ามองว่าลูกเป็นเด็กเล็กๆ อยู่ตลอดเวลา แล้วอยากให้เขาคิดแบบเดียวกับเรานะคะ เพราะการไม่ให้อิสระทางความคิดกับเด็กๆ นั่นเท่ากับเป็นการไปปิดกั้นเขาในทุกๆ เรื่อง สิ่งที่จะเป็นผลดีกับตัวลูก เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ เราต้องเริ่ม ปลูกฝังให้เขาเป็นคนที่กล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็น

อย่างที่บ้านเวลาไปส่งเด็กๆ ที่โรงเรียน มักจะได้รับคำแนะนำจากคุณประจำชั้น รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองด้วยกัน เกี่ยวกับการ รับฟังลูก ซึ่งการรับฟังในที่นี้ก็คือ การลองให้ลูกได้ให้ความคิดเห็นกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ให้เขาเป็นคนเลือก และตัดสินใจว่าเขาอยากทานอะไรเป็นมื้อเย็น ให้เขาได้ตัดสินใจเลือกเองว่าเขาอยากจะใส่เสื้อผ้าชุดไหนสไตล์ออกไปเที่ยวนอกบ้านกับ ครอบครัว เป็นต้น ผู้เขียน กับพี่สาว ชอบให้ลูกๆ หลานๆ ที่บ้านออกความคิดเห็นค่ะ ถึงเขาจะอายุไม่ถึง 10 ขวบก็ตาม โดยที่ทุกครั้งเราจะพูดประโยคนึงตามหลังจากที่เด็กๆ ได้แสดงความคิดเห็นกันออกมาแล้ว นั่นคือ “แม่เห็นด้วยว่าที่ลูก….” / “น้าเห็นด้วยกับ….” การทำเช่นนี้ทุกครั้ง เพื่อให้เด็กๆ รู้ได้ว่าเรากำลังฟังเขาอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าการเป็นผู้ฟังที่ดีจะช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ กล้าที่จะเป็นผู้พูด กล้าแสดงความคิดเห็นที่ดี และมีสาระออกมามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าบางครั้งในบางความคิดของเด็กที่แสดงออกมา ไม่ถูกกาลเทศะ พ่อแม่ ผู้ปกครองก็ต้องค่อยชี้แนะนำให้กับเด็กๆ ด้วยนะคะ

อ่านต่อ วิธีเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกดารา

นิด้าโพลเผย ลูกดารา ขวัญใจมหาชนคนไทย 10 อันดับ ประจำปี 2017

ลูกดารา น่ารัก 10 อันดับในปี 2017 ปีนี้จะมีใครกันบ้างที่ได้เป็นขวัญใจมหาชน หรือเรียกได้ว่า เป็นที่รัก ที่ชื่นชอบ ของคนไทย ซึ่งทางนิด้าโพล ได้ทำการสำรวจออกมาแล้ว เรียกได้ว่าเด็กน้อยคนนี้น่ารัก น่าเอ็นดู ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอนค่ะ

Continue reading “นิด้าโพลเผย ลูกดารา ขวัญใจมหาชนคนไทย 10 อันดับ ประจำปี 2017”

เซ็กส์บอกเพศลูก

จริงหรือ? ความถี่ของการมี เซ็กส์บอกเพศลูก ได้

เป็นความเชื่อหรือคือความจริง? ที่ใคร ๆ ต่างพากันเข้าใจว่า ท่าเซ็กส์และความถี่ของการมี ” เซ็กส์บอกเพศลูก ” ของเราได้! งานนี้คุณหมอจะมาเปิดเผยข้อเท็จจริงให้พวกเราได้เข้าใจกันค่ะ

 

นายแพทย์ ฉัตรชัย ตรีธรรมพินิจ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์ นารีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า สมัยก่อนนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหมือนกับในสมัยนี้ ดังนั้น จึงเกิดเป็นที่มาของเรื่องราวการมี เซ็กส์บอกเพศลูก ขึ้น! ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของท่าทางแบบไหนถึงจะได้ลูกสาว ท่าทางแบบไหนถึงจะได้ลูกชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อที่ว่า มีเซ็กส์ห่าง ๆ จะได้ลูกชาย มีเซ็กส์ถี่ ๆ จะได้ลูกสาว เป็นต้น

จริงหรือไม่? เซ็กส์บอกเพศลูก 

จากหลักการดังกล่าว ทำให้เกิดเป็นงานวิจัยขึ้น ซึ่งผลสรุปของการมีโอกาสเกิดขึ้นนั้น คิดได้เป็น 50 เปอร์เซ็นต์ โดยนายแพทย์ฉัตรชัยยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “เราพิสูจน์มาหมดแล้วว่าทั้งทำสำเร็จและไม่สำเร็จมีผลเท่ากันนั่นคือครึ่ง ๆ อย่างคนที่ใช้วิธีเหล่านี้สำเร็จก็เข้ามาในอินเทอร์เน็ตมาเขียนแนะนำคนอื่น และคนที่กล่าวหรือเขียนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นแพทย์เมื่อได้ยินหรือได้ข้อมูลมาจากหลาย ๆ ที่จึงนำมารวบรวมและเขียนเรียบเรียงใหม่เพื่อให้คนอ่านเห็นภาพ ด้านคนที่ทำแล้วไม่สำเร็จได้เพศไม่ตรงตามต้องการก็ไม่รู้จะไปบอกคนอื่นทำไมจึงเก็บไว้เงียบ ๆ จึงทำให้คนอ่านผู้ที่สนใจคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องจริง”

จริงหรือไม่? สวนล้างช่องคลอด ช่วยกำหนดเพศลูก

นอกจากนี้นายแพทย์ฉัตรชัย ยังได้อธิบายตามหลักวิชาการเรื่องการสวนล้างช่องคลอดด้วยว่า ไม่สามารถทำให้เลือกเพศลูกได้เช่นกัน “อสุจิเมื่อถูกหลั่งออกมาจะมีลักษณะเป็นเจลอยู่ระยะเวลาหนึ่ง โดยในเจลนั้นจะมีตัวอสุจิกระดุกกระดิกไปมา หลังจากนั้นเจลก็ค่อย ๆ ละลาย ด้านฝ่ายหญิงช่วงไข่ตกจะมีมูกใส ๆ ออกมาจากรูปากมดลูก และผู้หญิงก็จะรู้ว่าอาการตกขาวจะเป็นแฉะ ๆ ซึ่งแฉะที่ว่าเมื่อจับดูจะลื่นมากเพราะเป็นสารประกอบประเภท glycoprotein ความละเอียดก็เหมือนเส้นไหมเล็ก ๆ พอมันออกมาจากรูปากมดลูก แล้วเจลของน้ำอสุจิที่อยู่ในช่องคลอดลึก ๆ ซึ่งอยู่ติด ๆ กัน พอเจลเริ่มละลายอสุจิก็วิ่งเข้าไปในมูกใสทันที จะเห็นได้ว่าตัวอสุจิไม่ได้แตะอะไรกับช่องคลอดเลย การล้างช่องคลอดให้เป็นกรดหรือด่างจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการเลือกเพศลูก แต่กลับเป็นผลเสียต่อร่างกายผู้หญิงด้วยซ้ำ เพราะในช่องคลอดจะมีเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นประมาณสิบชนิดที่อยู่ในภาวะสมดุล ถ้ามีการเปลี่ยนภาวะตรงนี้เชื้อโรคบางตัวก็จะเด่น ร่างกายควบคุมไม่ได้ก็เลยกลายเป็นตกขาวมีกลิ่น ช่องคลอดอักเสบ ซึ่งหลักการแพทย์ไม่แนะนำให้สวนล้างช่องคลอด”

มื่อเข้าใจหลักการเรื่องนี้ จึงทำให้ลักษณะท่าทางการร่วมเพศไม่มีผลต่อการเลือกเพศลูกเช่นกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะนอนท่าไหน หรือท่าทางขณะมีเพศสัมพันธ์และหลังมีเพศสัมพันธ์จะเป็นอย่างไรก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อการเลือกเพศลูกเลย

ทำไมถึงมีลูกยากจัง อยากรู้คลิก!


เครดิต: Noyshop และ ผู้จัดการรายวัน