ภาพแม่คลอดลูก

รวมฝีมือผู้ชนะเลิศ ภาพแม่คลอดลูก สุดประทับใจ

ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการชื่นชมผลงานผู้ชนะเลิศการถ่ายภาพ ภาพแม่คลอดลูก ได้ที่นี่

ภาพถ่ายทุกใบที่เกี่ยวกับลูก ถือเป็นภาพที่งดงามที่สุดเสมอ คงจะดีไม่น้อย ถ้าหากเราได้มีโอกาสเก็บ ภาพระหว่างเรากับลูก เอาไว้เป็นที่ระลึก เพราะภาพนั้น จะเป็นภาพเดียวและภาพสุดท้ายของช่วงเวลาที่ดีที่สุดของจุดเริ่มต้นในการเป็นแม่คน

ซึ่งในวันนี้ ทีมแม่ ABK จะขอนำเสนอผลการประกวดภาพถ่ายในสาขา สายใยรักของแม่ลูก ประจำปี 2018 มาฝากกันค่ะ แต่ละภาพจะสวยงามและบาดลึกอารมณ์คนเป็นแม่อย่างเราขนาดไหน ไปชมพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

ภาพแม่คลอดลูก ที่ได้รับการประกาศผลเป็นผู้ชนะประจำปี 2018!

ช่วงเวลาของการให้กำเนิด ถือเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ที่สำคัญเป็นก้าวแรกของคนที่จะได้ชื่อว่าเป็น “แม่” ซึ่งจากการประกวดภาพถ่ายในครั้งนี้ ได้มีผู้ให้ความสนใจและส่งเข้าประกวดเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่า มีมากกว่า 1,000 รูปจากทั่วโลกเลยก็ว่าได้ และแต่ละรูปนั้นมากมายไปด้วยประสบการณ์ที่เปี่ยมล้นของช่างภาพจริง ๆ ค่ะ

และในวันนี้ ภาพแม่คลอดลูก และภาพที่เกี่ยวกับสายใยรักของแม่ลูกนั้น คือภาพที่ได้ถูกคัดเลือกจากคณะกรรมการแล้วค่ะว่า เป็นผู้ที่คู่ควรกับรางวัลชนะเลิศจริง ๆ ซึ่งงานนี้ได้ทำการแบ่งหมวดหมู่ออกเป็น 5 หมวดหมู่ด้วยกันค่ะ ภาพแม่คลอดลูก ภาพแม่ตั้งครรภ์ ภาพแม่ให้นมลูก ภาพการถือกำเนิดของทารก และภาพหลังการคลอดลูก แต่ละภาพจะสวยงามขนาดไหน อย่าเสียเวลากันเลยดีกว่าค่ะ เราไปชมภาพนั้นพร้อม ๆ กันเลย

ภาพแรก: หยุดเวลาของฉันและเธอไว้ตรงนี้

ภาพแม่คลอดลูก

ภาพนี้เป็นผลงานของ มาริก ธีออน ช่างภาพชาวเบลเยี่ยม โดยตั้งชื่อภาพว่า “อยากหยุดเวลาของฉันและเธอไว้ตรงนี้” เป็นภาพของรักแรกพบ ระหว่างพี่กับน้อง จากภาพคงไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดมาบรรยายจริง ๆ เพราะช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาทีนี้ สามารถทำให้คนดูอย่างเราสามารถกลั้นหายใจ และหยุดทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเอาไว้ได้เลยจริง ๆ

ภาพที่สอง: ล่องลอย

ภาพแม่คลอดลูก

ภาพนี้เป็นคนผลงานของช่างภาพชื่อดังอย่าง เมลิสซา เบนเซล โดยให้ชื่อภาพนี้ว่า “ล่องลอย” เป็นภาพที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับการท้องไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่มีอะไรหนักเกินไปสำหรับคนเป็นแม่ ดูแล้วเบาสบายสวยงาม … จะว่าไปก็คล้ายภาพวาดเหมือนกันนะคะ

ภาพที่สาม: การพบกันครั้งแรก

ภาพแม่คลอดลูก

ภาพที่สามนั้น เป็นภาพของช่างภาพที่มีชื่อว่า นีลลี เคอร์ฟอกซ์ เป็นภาพของช่วงเวลาของการพบหน้ากันครั้งแรกของครอบครัว แน่นอนค่ะว่า ภาพนี้สามารถเรียกน้ำตาของคนเป็นพ่อเป็นแม่ในรูปภาพได้แน่นอน

 

ภาพที่สี่: รักของแม่

ภาพแม่คลอดลูก

ภาพที่สี่นี้ เป็นภาพของ วานิสซา เมนเดซ ที่ต้องการสื่อให้เห็นถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูก ว่ายิ่งใหญ่และมั่นคงขนาดไหน ถึงแม้ว่าภาพที่สื่อออกมาจะเป็นภาพขาวดำ แค่ก็สามารถกระชากความรู้สึกของเราได้เป็นอย่างดี

ภาพที่ห้า: ความสด

ภาพแม่คลอดลูก

ภาพที่ห้า เป็นคนผลงานของ เวโรนิก้า ริชาร์ดสัน ที่ทำให้เราเห็นถึงความสดของรอยกรีดบนเนื้อของคนเป็นแม่ ซึ่งภาพสามารถแสดงให้เห็นเลยละค่ะว่า รักของแม่นั้นยิ่งใหญ่และมั่นคงเพียงใด และต่อให้วันเวลาจะผ่านพ้นไปนานขนาดไหน ความรักของแม่ก็ยังยืนหยัดอยู่เคียงข้างคนเป็นลูกเสมอ

ภาพสุดท้าย: ท่ามกลางผู้คนมากมาย

ภาพแม่คลอดลูก

ภาพสุดท้ายที่ทีมงานจะนำมาฝากในวันนี้ เป็นภาพฝีมือของ กาเบรียลา ฮันท์ ถือเป็นการแสดงให้เราทุกคนได้เห็นว่า การให้นมลูกในที่สาธารณะนั้น ไม่ใช่การทำอนาจาร แต่ถือเป็นการมอบความรัก ความอิ่มท้องให้กับลูก และควรค่าแก่การได้รับการยกย่องมากกว่าโดนประนาม

ซึ่งภาพเหล่านี้ เป็นเพียงภาพบางส่วนที่ทีมงานได้คัดเลือกมาให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านได้ชมกัน ซึ่งแต่ละภาพนั้น สวยงาม และสามารถสะกดหัวใจของคนเป็นแม่อย่างเราได้เลยใช่ไหมละคะ แล้วคุณพ่อคุณแม่ทางบ้านละคะ ได้เก็บภาพประวัติศาสตร์เหล่านี้ของตัวเองกันไว้บ้างหรือเปล่า ถ้ายังไม่ได้เก็บ แนะนำให้เก็บกันเถอะค่ะ เพราะภาพเหล่านี้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีค่าในสายตาของคนอื่น แต่ในอนาคตมันจะกลายเป็นภาพที่มีค่าต่อจิตใจทั้งของคุณและก็ลูกแน่นอน

ขอบคุณที่มา: Borepanda

อ่านต่อเรื่องอื่นที่น่าสนใจ:

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

คนท้อง ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ อันตรายกับทารกในครรภ์อย่างไร?

คนท้อง ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ บอกเลยว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากๆค่ะ เพราะเมื่อ คนท้อง ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ จะเป็นอันตรายกับทารกในครรภ์มาก อย่างเช่นประสบการณ์ของคุณแม่ท่านนึง ที่แท้งลูก เพราะติดเชื้อจากสายฉีดปัสสาวะ

 

คนท้อง ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

คุณแม่เจ้าของ Facebook : Chonlada Chomnak

ได้แชร์ประสบการณ์เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ได้อ่าน และระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น เพราะเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอาจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งคุณแม่ได้เล่าว่า

 

“ขอให้เป็นเคสอุทาหรณ์เตือนว่าที่คุณแม่ทุกๆคน จากคุณแม่อายุครรภ์ 25 สัปดาห์ที่ต้องเสียลูกน้อยไปอย่างไม่มีวันกลับ ทั้งๆที่ลูกแข็งแรงปกติหมดทุกอย่าง อะไรที่ผิดสังเกต ผิดปกติ ให้รีบไปหาหมอดีที่สุดค่ะ  หลังจากแต่งงานมา 9 เดือนแล้ว พอรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ตั้งแต่สัปดาห์แรก ก็เห่อมากรีบไปฝากครรภ์เลยค่ะ ก็บำรุงตัวเอง ดูแลตัวเอง ซึ่งสุขภาพปกติทุกอย่าง และแล้ววันที่เริ่มผิดปกติเริ่มมาเยือนค่ะ”

วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม 2561
หมอนัดไปตรวจครรภ์ประจำเดือน อายุครรภ์ครบ 24 สัปดาห์ (6 เดือน) ตรวจเรื่องเบาหวานและสุขภาพแม่ พบว่าปกติ น้ำคร่ำดีทุกอย่าง และหมอเฉพาะทางมาเช็คหัวใจ4 ห้องเปิด-ปิดปกติ อวัยวะต่างๆ ปกติ น้ำหนักโอเค ขนาดตัวโอเค อวัยวะครบ ลูกไม่เป็นดาวซินโดรม

วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม 2561
เริ่มปวดมวนท้องตอนตี 3 เหมือนปวดกล้ามเนื้อหน้าท้องแบบคน sit up รู้สึกไม่สบายตัว เมื่อยข้างใน

วันอังคารที่ 20 มีนาคม 2561
ไปทำงานแบบมีอาการเจ็บท้องแบบจุกเสียดทั้งวัน เจ็บแบบแค่เดินหรือนั่งก็เสียดจุกแปลบๆที่ท้องตลอดเวลา ไลน์ปรึกษาหมอที่ฝากครรภ์ประจำ หมอฝากครรภ์ให้ลองนอนพัก ถ้าไม่ดีขึ้นให้ไปหา สรุปรู้สึกไม่ไหวไปหาหมอ แต่ได้พบหมอเวรตอนเย็น หมอเวรวิเคราะห์ว่าเป็นกระเพาะอักเสบกับกรดไหลย้อน แต่เราให้ช่วยเช็คลูกด้วย เพราะเพิ่งเคยปวดผิดปกติ หมอแจ้งว่าหัวใจเต้นปกติ กดท้องแล้ว มดลูกไม่แข็ง ไม่เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด หมอบอกว่าคนท้องมักเป็นโรคกระเพาะกับกรดไหลย้อนกัน เรารับยามาแบบแย้งในใจ พร้อมไลน์รายงานผลกับหมอที่ฝากครรภ์ประจำ

วันพุธที่ 21 มีนาคม 2561
อาการไม่ดีขึ้นแค่นอนตะแคง พลิกตัว ก็เจ็บแปลบที่หน้าท้อง เดินไม่ไหว เดินไปเจ็บไป คิดในใจว่าอาการกระเพาะอักเสบ กับกรดไหลย้อนไม่ใช่แบบนี้แน่ๆ ก็ไลน์คุยกับหมอที่ฝากครรภ์ว่า เป็นไปได้มั้ยว่าเพราะลูกตัวใหญ่ขึ้น มดลูกขยายตัว หมอบอกเป็นไปได้ เราก็คิดว่าคงเป็นเรื่องปกติ

วันพฤหัสที่ 22 มีนาคม 2561
ไปทำงานทั้งๆที่ไม่ดีขึ้น นั่งๆอยู่ รู้สึกมีตกขาวไหล ไปดูที่ห้องน้ำตกขาวเป็นสีช็อคโกแล็ต เท่านั้นล่ะ ใจคอไม่ดี รีบไปโรงพยาบาล หาหมอที่ฝากครรภ์ทันที หมอให้ตรวจปัสสาวะ ผลตรวจพบว่าเราติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ถามหมอว่าเกิดได้อย่างไร หมอแจ้งว่าจากการใช้สายฉีดน้ำจากห้องน้ำสาธารณะ แนะนำให้ใช้แต่ทิชชู่เปียก หรือแม้แต่การอั้นฉี่ หรือกางเกงในชื้น ก็ทำให้เป็นได้ พอติดเชื้อ เลยส่งผลทำให้มดลูกบีบตัวก่อนกำหนด หมอจึงสั่งให้หยุดงาน พร้อมให้ยาฆ่าเชื้อ ยาฮอร์โมน ยาคลายมดลูก และบอกห้ามทำอะไรหนักเลย ขยับตัวให้น้อยที่สุด เพราะถ้าขยับมากๆจะเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดได้  แต่ใจคอยังรู้สึกไม่ดี เลยขอหมอซาวน์ดูลูก พอรู้ว่าลูกปลอดภัย ดิ้นเก่งเหมือนเดิมก็โอเคที่สุดแล้ว พอตกกลางคืน เริ่มปวดท้องหนักขึ้น ปวดหน่วงๆบิดๆ ก็ไลน์หาหมอ หมอบอกเพราะมดลูกเราบีบตัวเลยเป็นแบบนี้ ก็เลยพยายามนอนแต่นอนไม่หลับ

 

แม่แชร์อุทาหรณ์ คนท้อง ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (ต่อ)

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

มีลูกชาย

อยากรู้ไหม? คนที่ มีลูกชาย เขารู้สึกกันอย่างไร?

มีลูกชาย ใคร ๆ เขาก็ว่าดี ไม่ต้องยุ่งยาก ไม่ต้องวุ่นวาย … ความจริงจะเป็นแบบนั้นหรือไม่ วันนี้ฉันจะมีอะไรมาบอก

 

 

ความในใจของคนเป็นแม่ที่ มีลูกชาย สู่ใครอีกหลาย ๆ ครอบครัวที่อยากมี บอกเลยทั้งมัน ทั้งฮา และทั้งเศร้าในเรื่องเดียวกัน

สวัสดีค่ะคุณพ่อคุณแม่ที่น่ารักทุกคน วันนี้ดิฉันมีความในใจที่เก็บไว้มานานเกี่ยวกับ ลูกชายของฉันมาฝากกัน ตอนนี้ลูกชายของฉันอายุได้  6 ปีแล้วละค่ะ เรียกได้ว่ากำลังซนจนถึงขั้น โค-ตะ-ระ ซนเลยละค่ะ ใคร ๆ ก็ว่านางเรียบร้อย หงุมหงิม … แต่อย่าเผลอนะคะ เพราะลูกชายของดิฉันจะเก็บรายละเอียดทุกเม็ด และเปิดเผยธาตุแท้เมื่อคุณเริ่มสนิทกับเขาทันที

ใช่ค่ะ ลูกชายของฉันเป็นลูกคนเดียว หน้าตาน่ะเหรอคะ จัดเข้าข่ายว่า หล่อ เท่ห์ แม้ฟันจะไม่ค่อยสวยก็ตามที (อย่างว่า ฟันเพิ่งหัก ขึ้นมาก็ยังไม่เข้าที่ เห็นทีอนาคตคงต้องเสียเงินจัดฟันกันอีกเป็นแน่)

กลับเข้าเรื่องของเรากันค่ะ ลูกชายของฉันคนนี้ มีความดุเด็ดเผ็ดมัน และแสบทรวงชนิดที่ทำเอาคนเป็นแม่อย่างฉันแทบอยากจะกรี๊ดใส่วันละหลาย ๆ รอบ ทำไมน่ะเหรอคะ …

ผดผื่นทารก

ผดผื่นทารก มีวิธีป้องกันได้อย่างไร?

โอ้โห บอกเลยว่าตอนนี้อากาศบ้านเราร้อนหนักมากเลยใช่ไหมคะแม่ๆ เรียกว่าอุณหภูมิพุ่งขนาดนี้ คุณแม่คงไม่อยากจะออกไปไหนแน่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าจะพาลูกน้อยออกไปข้างนอกด้วยยิ่งแล้วใหญ่ เพราะเด็กน้อยมีผิวที่บอบบางมาก และมักจะมี ผดผื่นทารก ยิ่งหน้าร้อนแบบนี้ผดผื่นยิ่งขึ้นง่ายมากๆ แล้วจะมีวิธีป้องกันอย่างไรได้บ้าง? มาดูกันค่ะ

 

ผดผื่นทารก

แน่นอนว่าคุณแม่ๆคงไม่อยากให้ลูกมีอาการผดผื่นทารก เกิดขึ้น ดังนั้น ร้อนๆแบบนี้ คุณหมอโรงพยาบาลรามาธิบดี จึงมีวิธีการสังเกตลักษณะของ ผดผื่นทารก และวิธีการป้องกันไม่ให้ลูกน้อยเกิดผดผื่นคันค่ะ

แต่ก่อนอื่นมาดูกันว่า ผด กับ ผื่น ลักษณะต่างกันอย่างไร สังเกตได้เบื้องต้นง่ายๆดังนี้ค่ะ

ผื่น ⇒ เป็นลักษณะปื้นนูนแดง

ผด ⇒ เป็นลักษณะตุ่มเล็กๆ

  • ผดเหงื่อ ตุ่มเล็กใส ไม่คัน มักเป็นในร่มผ้า
  • ผดร้อน ตุ่มเล็ก มีสีแดงรอบๆ มีอาการคันร่วมด้วย
  • ผดหนอง ตุ่มสีขาวขุ่น มีการอักเสบติดเชื้อ และมีหนองอยู่ภายใน

 

ผดผื่นทารก ที่เกิดจากต่อมไขมัน

เนื่องจากรูขุมขนที่ระบายของต่อมไขมันในทารกนั้นยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพค่ะ และด้วยฮอร์โมนจากคุณแม่ที่ยังคงหลงเหลือตั้งแต่ที่ทารกน้อยอยู่ในครรภ์ก็เป็นตัวกระตุ้น จึงเป็นสาเหตุให้ผิวหนังอักเสบได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณขาหนีบต่างๆ ตั้งแต่ข้อพับ ซอกคอ รักแร้ หลังหู ซึ่งมีต่อมไขมันมากกว่าส่วนอื่น อาจจะเป็นลักษณะของสะเก็ดสีเหลืองแข็งๆ โดยผื่นชนิดนี้ป้องกันไม่ได้แต่จะหายไปเองหลังจากที่ฮอร์โมนที่สะสมไว้หมดลง

 

ผดผื่นทารก ที่เกิดจากต่อมเหงื่อ

การทำงานของต่อมเหงื่อทารกนั้น มีส่วนคล้ายกับการทำงานของต่อมไขมันนะคะ คือยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก จึงเกิดการอุดตันในรูปของผดใส ผดแดงและผดลึก ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยมากในช่วงหน้าร้อนค่ะ

 

ผดร้อน

เกิดจากการอุดตันของต่อมเหงื่อ ขณะระบายความร้อนออกนอกร่างกาย ทำให้ร่างกายขับเหงื่อไม่ได้ ลักษณะผดจะเป็นตุ่มสีแดงเม็ดเล็กๆ บางครั้งพบเป็นตุ่มน้ำใส พบมากบริเวณไรผม หน้าผาก คอ หลัง บางครั้งอาจพบบริเวณข้อพับแขนขาได้ แต่ไม่ค่อยพบบริเวณหน้าอกหรือท้อง จะหายได้เอง ถ้าเกาบ่อยๆ อาจเกิดการติดเชื้อเป็นตุ่มหนองตามมาได้ ซึ่งคุณแม่ต้องระวังและสังเกตด้วยว่า ผดผื่นนั้นเป็นตุ่มน้ำพองมีหนองหรือไม่ เพราะผิวหนังอาจติดเชื้อแบคทีเรียที่มีมากในหน้าร้อนได้ ถ้าไม่แน่ใจควรพาลูกไปพบแพทย์ทันทีค่ะ

 

ผดผื่น
เครดิตภาพ : Ramathibodi

 

วิธีการป้องกัน ผดผื่นทารก

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

5 กิจกรรมเล่นกับลูกเสริม พัฒนาการทารก 8 เดือน

เมื่อลูกโตเกินกว่าจะนอน พบกับกิจกรรมเสริม พัฒนาการทารก  8 เดือน ให้ก้าวไกล สมฐานะนักสำรวจตัวน้อย

 

 

เผลอแพล็บเดียวลูกครบ 8 เดือนแล้ว … ไวมากเลยใช่ไหมละคะ จากเด็กทารกที่วัน ๆ เอาแต่นอน กลับกลายเป็นนักสำรวจโลกกว้างที่พร้อมจะมองหาสิ่งรอบตัวที่น่าสนใจ เพื่อเติมเต็มคำตอบที่ตัวเองต้องการ

คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านคงคิดว่า ทารกวัยนี้คงจะไม่มีอะไรมากไปกว่าการเดินได้ ใช่ไหมคะ … ผิดแล้วละค่ะ เด็กวัยนี้จะมีพัฒนาการบางอย่างที่น่าสนใจ ที่สำคัญรู้สึกกลัวเป็นแล้วด้วยนะคะ รายละเอียดเกี่ยวกับ พัฒนาการทารก 8 เดือน จะมีอะไรบ้างนั้น เราไปหาคำตอบนี้พร้อม ๆ กันเลยค่ะ

เสียงหัวเราะ เพิ่มอีคิวลูก ได้จริงหรือ?

ไขข้อข้องใจ จริงหรือไม่ เสียงหัวเราะ เพิ่มอีคิวลูก ได้? พบกับ 13 วิธีสร้างเสียงหัวเราะให้ดังเอิ๊กอ๊ากไปทั้งวัน

คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่คะว่า เสียงหัวเราะนั้น สามารถช่วยทำให้ลูกน้อยของเรามี ความฉลาดทางอารมณ์ไปในทางที่ดี เพื่อเป็นพื้นฐานให้ลูกเติบโตมาเป็นคนที่ดีในอนาคต ว่าแต่ ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ นี้มีผลกระทบอะไรกับลูกของเรา แล้ว เสียงหัวเราะ เพิ่มอีคิวลูก ได้จริงหรือไม่ วันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids จะมาเฉลยให้คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบกันค่ะ

ทำความรู้จักกับความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)

ความฉลาดทางอารมณ์ หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า อีคิว (EQ) นั้นมีความสำคัญกับมนุษย์เราทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเข้าสังคมค่ะ หากลูกน้อยมีอีคิวต่ำ ก็จะกลายเป็นคนโมโหร้าย ระงับความโกรธไม่ได้ และพร้อมที่จะระเบิดอารมณ์ได้ทุกเวลา และสิ่งนี้เองที่จะส่งผลให้ลูกมีปัญหาในการดำเนินชีวิต และการเข้าสังคมในอนาคต

เด็กที่มีอีคิวดี จะเป็นอย่างไร?

แดเนียล โกลแมน ได้จำแนกความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ ออกเป็น 2 ทักษะใหญ่ ๆ ดังนี้

  1. ทักษะการจัดการตนเอง อันได้แก่ ความสามารถในการรู้จักตัวเองทั้งจุดเด่นและจุดด้อย ความสามารถในการพิจารณาไตร่ตรองทุกอย่างให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ดี มีความคิดในเชิงบวก และไม่ท้อถอยหรือยอมแพ้กับอุปสรรคที่ได้พบเจอ
  2. ทักษะการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ยกตัวอย่างเช่น ความสามารถในการเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักระมัดระวังคำพูด รู้ว่าสิ่งใดควรทำและไม่ควรทำ รู้กาลเทศะ และสามารถสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากผู้อื่นได้ ที่สำคัญ มีความสามารถในการชักจูงผู้อื่นคล้อยตามความคิดเห็นและร่วมมือได้ เป็นต้น

และบุคคลที่จะมาช่วยปูทางและเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์หรือ EQ ของลูกก็คือคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณพ่อคุณแม่นั่นเองค่ะ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลูกได้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก และวิธีการที่ดีที่สุดก็คือ การสร้างเสียงหัวเราะ นั่นเอง

เสียงหัวเราะ เพิ่มอีคิวลูก ได้จริง ๆ หรือ?

เสียงหัวเราะ  เพิ่มอีคิวลูก ได้ค่ะ เนื่องจากการหัวเราะ คือการแสดงออกถึงความสุข นอกจากจะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายแล้ว การหัวเราะยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายในด้านต่าง ๆ อีกด้วย เช่น ช่วยกระตุ้นระบบหัวใจและหลอดเลือด และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

นอกจากนั้น การหัวเราะยังกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้าและกล้ามเนื้อต่าง ๆ ในร่างกาย และเพิ่มอัตราการหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ รวมถึงระดับความดันโลหิต ซึ่งส่งผลให้ออกซิเจนถูกลำเลียงไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้มากขึ้น ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วยค่ะ

เสียงหัวเราะ เพิ่มอีคิวลูก

13 วิธีการสร้าง เสียงหัวเราะ เพิ่มอีคิวลูก

คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมคะว่า เสียงหัวเราะครั้งแรกของลูกนั้นเริ่มขึ้นได้เมื่อไร … คำตอบก็คือ ตอนที่ลูกมีอายุประมาณ 4 เดือนแล้วนั่นเองค่ะ เพราะลูกจะเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความตลกขบขันคืออะไร และยิ่งลูกหัวเราะมากเท่าไร EQ ของลูกก็จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ก็คือ การช่วยกันสร้าง เสียงหัวเราะ เพิ่มอีคิวลูก นั่นเองค่ะ อย่างที่บอกว่า และนี่คือวิธีที่งหมดที่ทีมงานรวบรวมเอามาฝากกันค่ะ

  • การเป่าสิ่งของ สำหรับลูกเล็กนั้น แค่อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ขำแล้วละค่ะ หากไม่เชื่อ ให้คุณแม่นำผลไม้ ขนม สิ่งของ มาเป่าให้ตก หรือแค่เป่าแขนหรืออวัยวะของตัวเองให้มีเสียงเพียงเท่านี้ ลูก ๆ ก็ขำกันท้องแข็งแล้วละค่ะ
  • เล่นไล่จับ หากลูกน้อยเริ่มคลานได้ หรือวิ่งได้แล้ว กิจกรรมที่จะทำให้ลูกรู้สึกสนุก และมีความสุขที่สุดอีกกิจกรรมหนึ่งก็คือ การวิ่งไล่จับนั่นเอง สำหรับลูกที่เริ่มวิ่งได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะง่ายหน่อย เพียงแค่วิ่งตามช้า ๆ เหยาะ ๆ แล้วให้ลูกวิ่งหนีไปหลบข้างหลังคนอื่น เท่านี้ก็ชอบใจแล้ว สำหรับครอบครัวไหนที่ยังมีลูกเล็กที่คลานได้ เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่คลานตามลูก และไล่ช้า ๆ เท่านี้ก็ขำเอิ๊กอ๊ากไม่หยุดหย่อนแล้วละค่ะ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องวิ่งช้า ๆ หรือแกล้งวิ่งนะคะ เพราะถ้าหากเร็วไป ลูกอาจจะหกล้มได้
  • แกล้งกัด ข้อนี้แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่แกล้ง ๆ กัดพุงลูก แก้ม แขนหรือขาเบา ๆ ก็ได้ค่ะ ทำซ้ำไปสองถึงสามรอบ เท่านี้ก็หัวเราะลั่นบ้านแล้ว ไม่เชื่อลองดูสิคะ
  • เล่นกล เกมยอดฮิตเรียกเสียงหัวเราะให้กับลูกอีกเกมหนึ่งก็คือ เกมจมูกหาย นั่นเอง วิธีการเล่นก็คือ ให้คุณแม่แกล้ง ๆ เอามือไปที่จมูกของลูก และทำเป็นหยิบ แล้วให้คุณแม่ใช้นิ้วโป้งของคุณแม่ทำเป็นจมูก และกำเอาไว้ พร้อมกับพูดกับลูกว่า อ้าว! จมูกของใครน๊า อยู่ที่นี่ได้อย่างไรเป็นต้น (แต่เกมนี้อาจจะต้องเล่นกับเด็กที่เล็กหน่อยนะคะ มิเช่นนั้นความสนุกอาจจะกลายเป็นกร่อยได้ค่ะ)
  • เล่นนิ้วเท้าลูก วิธีการเล่นก็คือ ให้คุณแม่อุ้มลูกนั่ง จะนั่งตัก นั่งเก้าอี้ ก็ได้ไม่ว่ากันค่ะ แล้วค่อย ๆ เอามือไปจับที่นิ่วเท้าของลูก โดยไล่จากนิ้วโป้งไปนิ้วก้อน พร้อมกับร้องเพลงเหมือน ๆ กันประมาณว่า นิ้วโป้งอยู่ไหน นิ้วโป้งอยู่ไหน อยู่นี่จ๊ะ อยู่นี่จ๊ะ สุขสบายดีหรือไร สุขสบายดีหรือไร ไปก่อนนะ สวัสดี (ทำไล่ไปเรื่อย ๆ จากนิ้วโป้ง ชี้ กลาง นาง ก้อย)
คลอดลูกแล้วท้องไม่ยุบ

คลอดลูกแล้วท้องไม่ยุบ อีกนานแค่ไหนถึงจะเหมือนเดิม

กลุ้มใจจริง ๆ คลอดลูกแล้วท้องไม่ยุบ เสียที ใคร ๆ ก็นึกว่าว่าท้องลูกอีกคน อยากรู้จังนานแค่ไหนท้องถึงจะเหมือนเดิม

 

 

คุณแม่ทั้งหลายคะ ตอนนี้หุ่นของคุณแม่เป็นอย่างไรกันบ้าง กลับมาฟิตแอนด์เฟิร์มกันเหมือนเมื่อก่อนแล้วหรือยัง หรือว่ายังมีใครทักหรือเข้าใจผิดกันอยู่ว่า คุณแม่กำลังท้องน้องอีกคน … พูดแล้วก็บาดใจใช่ไหมละคะ แต่มันคือความเป็นจริงค่ะ เพราะการที่ คลอดลูกแล้วท้องไม่ยุบ นั้นอาจจะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง แต่ถ้าหากไม่ลดเลยละก็ งานนี้คงต้องกลับมาดูกันแล้วละค่ะว่า ที่ไม่ยุบนั้น เป็นเพราะร่างกายหรือว่าเพราะอาหารที่เรารับประทานกันเข้าไป

ปกติแล้วร่างกายของผู้หญิงแต่ละคน มีโครงสร้างที่แตกต่างกัน บางคนคนสะโพกใหญ่ มดลูกก็จะจมอยู่ในเชิงกรานมากกว่า จะขยายออกไปทางหน้าท้องน้อยมากกว่า  ส่วนคนสะโพกเล็ก ตัวเล็ก มดลูกจะลอยขึ้นไปเร็ว อีกทั้งโครงสร้างที่เล็กทำให้มดลูกต้องขยายหน้าท้องออกไปทางด้านหน้าเยอะกว่าด้วย ทำให้มีปัญหาหน้าท้องยืดขยายมากกว่าคนตัวใหญ่ ยิ่งถ้าลูกตัวใหญ่ด้วย หนังท้องก็จะยิ่งถูกยืดมากไปกันใหญ่

หน้าท้องของผู้หญิงเรา สามารถยืดออกไปได้เหมือนไม่มีขีดจำกัด  หนังหน้าท้องจะหนาที่สุดทางด้านข้าง และจะบางที่สุดบริเวณรอบสะดือ ผิวหนังรอบสะดือจะถูกขยายกว่าเดิมมากกว่า 9 เท่า จากพื้นที่ 1 ตารางนิ้วเลยละค่ะ แต่หลังจากที่คลอดลูกแล้ว คุณแม่หลาย ๆ ท่านก็คาดหวังว่า เมื่อไรหนอ? ท้องของเราจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม จนสามารถใส่เสื้อผ้าตัวโปรดได้เหมือนก่อน

ลูกชอบนอนลืมตา

ไขข้อข้องใจแม่! ทำไม ลูกชอบนอนลืมตา ทั้งๆที่หลับอยู่

อันตรายหรือไม่? ลูกเพิ่งเกิดแต่ทำไม ลูกชอบนอนลืมตา ทั้ง ๆ ที่หลับอยู่ … 

 

 

ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทุกท่านด้วยค่ะ เป็นอย่างไรบ้างคะกับการเลี้ยงลูกคนแรก เหนื่อยแต่มีความสุขใช่ไหมคะ … คุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตลูกน้อยกันหรือไม่คะว่า ลูกชอบนอนลืมตา ทั้ง ๆ ที่หลับอยู่หรือไม่?

ถ้าใช่ละก็ วันนี้ทีมงาน Amarin Baby And Kids มีคำตอบมาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุก ๆ ท่านกันค่ะ บอกเลยว่า ไม่ต้องคิดมาก เพราะที่ ลูกชอบนอนแล้วลืมตานั้น แท้จริงมีสาเหตุค่ะ

ว่านหางจระเข้ ลดผดผื่น

4 วิธีใช้ ว่านหางจระเข้ ลดผดผื่น ลูกน้อย

พบกับ 4 วิธีการใช้ ว่านหางจระเข้ ลดผดผื่น ลูกน้อยตามตัว … ใช้แค่เล็กน้อยลูกก็รู้สึกสบายไปได้ทั้งวัน

 

 

อากาศร้อน ๆ แบบนี้ ลูกน้อยย่อมมีผดผื่นขึ้นตามเนื้อตัวเป็นธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกเล็กเด็กแดง … แม้จะดูว่าเป็นผื่นเล็ก ๆ แต่ปัญหาก็ช่างกวนใจพ่อแม่อย่างเราเสียเหลือเกิน ทำไมน่ะเหรอ? ก็ลูกน้อยร้องไห้โยเย งอแง ไม่ยอมหลับยอมนอนอย่างไรละ

และร้อน ๆ แบบนี้ ทีมงาน  Amarin Baby And Kids ก็มีตัวช่วยแบบบ้าน ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องเสียเงินแพง แถมไม่ต้องใช้สารเคมีเลยสักนิดเดียวมาฝากกันค่ะ  แน่นอนว่าคำตอบที่ว่านี้ก็คือ “ว่านหางจระเข้” นั่นเอง ว่าแต่ ว่านหางจระเข้ ลดผดผื่น ลูกได้จริงหรือไม่ เราไปทำความรู้จักกับเจ้าว่านชนิดนี้ไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

ประโยชน์ของขิง

9 ประโยชน์ของขิง ทางเลือกใหม่บรรเทาสุขภาพลูก

ลูกท้องอืด ชอบเป็นหวัดต้องอ่าน! พบกับ 9  ประโยชน์ของขิง ทางเลือกใหม่ของคุณแม่มือยุคนี้!

 

 

“ขิง” สมุนไพรไทยพื้นบ้านที่คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่รู้จักและทราบถึง ประโยชน์ของขิง แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า นอกจากช่วยแก้ท้องอืดแล้ว ยังมีประโยชน์อีกมากมายที่บอกเลยว่า รู้แล้วจะต้องทึ่ง! เลยละค่ะ แต่ก่อนที่เราจะไปดูกันนั้น เรามาทำความรู้จักกับเจ้าขิงที่ว่านี้กันก่อนดีกว่าค่ะ

ทำความรู้จักกับ “ขิง”

ขิง หรือชื่อภาษาอังกฤษที่เราเรียกกันว่า Ginger นั้น จัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในหลาย ๆ ด้าน เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกายของเรา เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี เบต้าแคโรทีน ธาตุเหล็ก ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส แถมยังมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และเส้นใยจำนวนมากอีกด้วย ซึ่งประโยชน์ของขิงนั้น เราสามารถนำมาใช้ได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นราก เหง้า ต้น ใบ ดอก แก่น และผลก็ได้ทั้งนั้น

มีลูกตอนแก่

ไขข้อข้องใจ มีลูกตอนแก่ เสี่ยงหรือไม่

มีลูกตอนแก่ แม่อายุมากกว่า 35 ปีเสี่ยงทารกในครรภ์พิการ และมีโอกาสแท้งหรือไม่ มาดูกัน

 

 

คุณผู้หญิงหรือคุณแม่หลาย ๆ ท่านคงจะสงสัยและอยากรู้ว่า ถ้าหากอยากมีลูกตอนแรก หรือบังเอิ๊ญบังเอิญมาท้องตอนมีอายุเข้า ทารกในครรภ์จะเสี่ยงเป็นพิการ หรือเป็นอันตรายหรือไม่ ที่สำคัญจะเสี่ยงแท้งหรือเปล่า วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจนั้นไปพร้อม ๆ กันค่ะ

ริชาร์ด พอลสัน นายแพทย์จากแผนกสูตินรีเวชประจำประเทศสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่า จริง ๆ แล้วการท้องตอนที่คุณแม่มีอายุเกินกว่า 35 ปีนั้น ถือว่าเสี่ยงในระดับหนึ่ง แต่สมัยนี้ผู้หญิงเริ่มท้องกันตอนมีอายุมากโดยเฉลี่ยแล้วอายุที่ยังพบได้อยู่คือ 40 ปีก็มี เรียกได้ว่าผู้หญิงสมัยใหม่เริ่มมีความสามารถที่มากขึ้น เวลาที่มีก็เริ่มที่จะลดน้อยลง เพราะสนใจแต่งานมากกว่านั่นเอง ถามว่าโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นนั้นมีตามมาแน่นอน ยกตัวอย่างเช่น ทารกในครรภ์เสี่ยงต่อการเป็นดาวน์ซินโดรม และอาจจะต้องดูแลตัวเองให้ดีมากกว่าผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า

พัฒนาการทารก 7 เดือน

22 กิจกรรมเล่นกับลูกเสริม พัฒนาการทารก 7 เดือน

พัฒนาการทารก 7 เดือน กับการเรียนรู้ที่มาคู่กับความซนแบบไม่หยุดยั้ง!

 

 

ไวเหมือนโกหก กับพัฒนาการอันไร้ขีดจำกัดของลูกน้อย จะมีอะไรบ้างนั้น บอกเลยว่า เสียงหัวเราะของทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อยนั้น ต้องดังลั่นบ้านแน่ ๆ

พัฒนาการทารก 7 เดือน เปรียบเสมือนนักสำรวจตัวน้อย ที่พร้อมจะค้นหาและสำรวจสิ่งต่าง ๆ รอบข้าง อยากที่จะรู้ อยากที่จะเห็นและสัมผัส เพราะทุกอย่างดูน่าสนใจไปเสียหมด พร้อมแล้วเรามาดูกันเลยดีกว่านะคะว่า พัฒนาการทารก 7  เดือน นั้นจะมีอะไรคืบหน้ากันบ้าง แล้วจะต้องส่งเสริมแบบไหน ถึงจะถูกต้อง และมีพัฒนาการที่ดีกว่าเดิม

พ่อแม่เลี้ยงลูก

4 ความต่างของ พ่อแม่เลี้ยงลูก อยากให้ลูกเป็นแบบไหน

อยากให้ลูกเป็นแบบไหน ว่ากันว่าอยู่ที่ “พ่อแม่เลี้ยงลูก” อยากเป็นพ่อแม่แบบไหน แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร เลือกเลย!

 

 

คุณพ่อคุณแม่คะ ทราบกันหรือไม่คะว่าสไตล์การเลี้ยงลูกของเรานั้นมีผลกับอุปนิสัยของลูก และแน่นอนค่ะว่า ในแต่ละแบบกก็ย่อมมีผลลัพธ์ที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเลี้ยงลูกตามใจ ให้ทุกอย่างที่ลูกอยากได้ ก็จะส่งผลให้ลูกกลายเป็นเด็กที่เอาแต่ใจได้

ไดอาน่า บัมลินด์ นักจิตวิทยาประจำมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ทำการรวบรวมเกี่ยวกับเรื่องพัฒนาการของเด็กในแต่ละวัย โดยพูดถึงลักษณะนิสัยของเด็กแต่ละคน โดยสามารถแบ่งออกได้ตามลักษณะความต่างของการที่ พ่อแม่เลี้ยงดู จะมีประเภทไหนบ้าง แล้วเราจะอยู่ในข้อใด ไปอ่านบทความนี้พร้อม ๆ  กันเลยค่ะ

เชื้อลิสทีเรีย

ผลไม้สำหรับเด็กเล็ก วัย 6-12 เดือน กินอะไรได้บ้าง?

ช่วงหน้าร้อนแบบนี้เชื่อว่าคุณแม่ๆคงจะหาผลไม้คลายร้อนมารับประทาน รวมถึงหา ผลไม้สำหรับเด็กเล็ก มาให้ลูกน้อยรับประทานด้วยแน่นอนใช่ไหมคะ? แต่ขอเตือนก่อนเลยนะคะว่า หน้าร้อนนี้จะรับประทานผลไม้ชนิดใดต้องระวังให้ดีค่ะ เพราะอาจเสี่ยงติด เชื้อลิสทีเรีย ที่มากับผลไม้ได้

 

ผลไม้สำหรับเด็กเล็ก

คุณแม่ท้อง หรือคุณแม่ที่กำลังมีลูกเล็ก จะเลือกรับประทานผลไม้คลายร้อนอย่างเช่น เมล่อน แตงโม หรือแคนตาลูป ต้องอ่านเลยค่ะ เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการเผยแพร่ข่าว เรื่องที่มีชาวออสเตรเลียเสียชีวิต 3 ราย และป่วยอีก 12 ราย

ซึ่งจากการสืบหาต้นตอได้พบว่า มีสาเหตุมาจากการปนเปื้อนของเชื้อลิสทีเรีย ในผลไม้จำพวกเมล่อน หรือแคนตาลูป ที่ปลูกในรัฐนิวเซาท์เวลส์ มีการปนเปื้อนเชื้อลิสทีเรียในนั้น ซึ่งหลังจากมีการตรวจพบผู้ประกอบการได้ระงับการวางขาย และตรวจสอบหาแหล่งที่มาของเชื้อ

โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก เพราะเมื่อปี 2554 เคยพบการระบาดของเชื้อลิสทีเรีย ใน 18 รัฐ ของสหรัฐอเมริกามาแล้ว ซึ่งครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตถึง 13 ราย และมีผู้ล้มป่วยกว่า 72 ราย ซึ่งต้นตอของเชื้อ ก็มาจากแคนตาลูปเช่นกัน แต่เป็นแคนตาลูปที่ปลูกในฟาร์มในรัฐโคโลราโด

ซึ่งสำหรับในประเทศไทยเรานั้น ยิ่งช่วงนี้เข้าสู่เดือนแห่งหน้าร้อนแล้ว ก็อดเป็นกังวลไม่ได้ค่ะ เพราะยิ่งช่วงหน้าร้อนแบบนี้ อากาศร้อนๆ คนไทยมักนิยมรับประทานผลไม้ที่ให้ความสดชื่น หวานหอมได้ เช่น ผลไม้ตัดแต่งจำพวก เมล่อน แคนตาลูป แตงโม เป็นต้นค่ะ ไม่เพียงแค่คนธรรมดาทั่วไป แม้แต่ แม่ท้อง เด็กเล็ก ไปจนถึงผู้สูงอายุ ก็มักชอบรับประทาน ซึ่งถ้าดูจากข่าวที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ก็ไม่อยากให้ประมาทค่ะ หากจะต้องเลือกซื้อผลไม้มารับประทาน หรือเลือกซื้อ ผลไม้สำหรับเด็กเล็ก เพราะหากรับประทานแบบไม่ระมัดระวัง ก็อาจจะได้รับเชื้อเข้าไปมาก และเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้

 

ขอบคุณข้อมูล www.msn.com

เชื้อลิสทีเรีย คืออะไร? และมีวิธีป้องกันอย่างไร?

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ทักษะสมอง

ทักษะสมอง ช่วยสร้างภูมิต้านทานอุปสรรค

ช่วงปฐมวัยเป็นเวลาสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองของลูก หลายบ้านอาจจะเริ่มฝึกภาษาที่ 2 หรือ 3 ให้กับลูกรัก แต่ คุณพ่อคุณแม่ อาจยังไม่ทราบว่า ทักษะสมองยังช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานอุปสรรคให้กับลูกเช่นกัน

เราลองมาดูกันดีกว่าว่าทักษะสมองนั้นคืออะไรแล้วจะสามารถช่วยส่งเสริมให้ลูกมีภูมิต้านทานอุปสรรคได้อย่างไร

 

ทักษะสมอง คืออะไร?

ทักษะสมอง คือ ทักษะความสามารถของสมองในการจัดการกับชีวิต และความสามารถในการจัดการกับตัวเองไม่ว่าจะอารมณ์หรือการคิดแก้ไขปัญหา ซึ่งส่งผลโดยตรงกับการเรียนรู้ภาษาของเด็กๆ

คุณพ่อคุณแม่พอจะนึกกันออกไหมคะว่า ถ้าอยากให้ลูกๆ เก่งด้านภาษา ควรทำเช่นไร หลายคนอาจบอกว่าก็พูดกับลูกในภาษาที่อยากให้เขาพูดได้ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กเล็กๆ นี่คือหนึ่งในวิธีที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งมีพ่อแม่ไม่น้อยเลยค่ะที่เริ่มพูดกับลูกด้วยภาษาไทย ไปพร้อมๆ กับภาษาอังกฤษ จีน ฯลฯ  ดร.วรนาท รักสกุลไทย ได้อธิบายไว้ว่าการที่พ่อแม่อยากจะให้ลูกเก่งทุกภาษา ต้องเริ่มจากภาษาสมอง คือเข้าใจการพัฒนาทางภาษาของเด็กก่อน ซึ่งมีองค์ประกอบหลักอยู่ 3 เรื่องนั่นก็คือ แบบแผน เนื้อหา และการใช้ค่ะ

การฝึกสมองเด็กอย่างถูกต้องเหมาะสมตามช่วงวัย สามารถช่วยทำให้การพัฒนาของภูมิต้านทานอุปสรรคได้ประสิทธิภาพมากที่สุด สำหรับเด็กในช่วงวัย 1-5 ขวบปีแรกเขาจะมีพัฒนาการทางภาษาในแบบของเขา ที่พ่อแม่ต้องเข้าใจอย่างถูกต้องด้วย เพื่อจะได้พัฒนาส่งเสริมลูกได้ถูกทางค่ะ

ในเด็กขวบปีแรก พ่อแม่ต้องให้ลูกได้รับโภชนาการสารอาหารที่สมบูรณ์มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องสื่อสารกับลูกไม่ว่าจะทำอะไรอยู่กับลูกก็ตามให้พูดบอกสิ่งที่กำลังทำให้ลูก เช่น แม่จะให้หนูกินนม พ่ออาบน้ำให้ลูกอยู่นะคนเก่ง มาค่ะเปลี่ยนผ้าอ้อมกัน เป็นต้น จากนั้นเมื่อลูกอายุได้ 2-5 ขวบ เขาจะมีพัฒนาการในการเข้าใจภาษาที่มากขึ้น พ่อแม่ก็ยังต้องสื่อสารด้วยการพูดคุยป้อนคำศัพท์ใหม่ๆ ให้ลูกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสามารถเพิ่มพูนคำศัพท์ในการสื่อสารให้ลูกได้จากการอ่านนิทานด้วยกันกับลูก เล่นบทบาทสมมติ หรือพาลูกออกไปท่องโลกกว้างให้เขาได้ไปเจอกับประสบการณ์จริงที่แปลกใหม่ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการฝึกพัฒนาการทักษะทางภาษาให้กับลูกได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ในเด็กที่มีต้นทุนภาษา หรือมีพื้นฐานทางภาษาที่มากกว่า 1 ภาษา “ถามว่าจะมีประโยชน์อะไรกับชีวิตของลูก สู้รู้แค่ภาษาเดียว ฝึกให้เก่งไม่ดีกว่าหรือ?” ขอตอบว่า “ไม่ดีค่ะ”

อยากให้คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าในปัจจุบันนี้โลกเราพัฒนาไปไกลมาก และก็มีทั้งวิวัฒนาการ เทคโนโลยี ธุรกิจการค้า การเรียนวิชาใหม่ๆ พลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาอย่างรวดเร็ว

ซึ่งไม่ใช่แค่เด็กๆ เท่านั้นที่ต้องเรียนรู้ และตามให้ทันโลก แต่พ่อแม่อย่างเราก็ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน พ่อแม่คือครูคนแรกของลูก จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีความรู้ในด้านต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อจะได้สอนให้ลูกไว้เป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตต่อไป โดยเฉพาะเรื่องใกล้ตัวนั่นก็คือ “ภาษา” ที่เป็นดั่งภูมิต้านทานอุปสรรคที่ดีให้กับเด็กๆ เพราะต่อไปในอนาคตไม่ใช่แค่การพูดคุย ติดต่อสื่อสารกันเองกับคนในครอบครัวเท่านั้น แต่ลูกยังจะต้องไปพบเจอผู้คนใหม่ๆ หลากหลายเชื้อชาติ ทั้งที่โรงเรียน ที่ทำงาน หรือแม้แต่การไปศึกษาต่อต่างประเทศ การติดต่อทำงานกับต่างชาติ แน่นอนว่าภาษาจะเป็นใบเบิกทางให้ลูกได้เริ่มต้นการดำเนินชีวิตง่ายขึ้น แล้วเมื่อต้องเจอเข้ากับปัญหาไม่ว่าจะมาในรูปแบบใด พวกเขาก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างชาญฉลาด รู้ว่าจะต้องจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร รวมถึงยังสามารถจัดการกับชีวิต อารมณ์ของตัวเองเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

ดร.วรนาท รักสกุลไทย ได้ให้แนวทางที่พ่อแม่สามารถทำได้ ซึ่งจะช่วยพัฒนาสมองของเด็กในช่วงปฐมวัย เพื่อสร้างภูมิต้านทานอุปสรรคของลูกในอนาคต ไว้ดังนี้…

1. การเรียนรู้ภาษาเพื่อทำความเข้าใจ

หากพ่อแม่เล่านิทานให้ลูกฟัง ลองเปลี่ยนคำถามที่มักจะถามตอนอ่านนิทานจบ เช่น นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้อะไร มาเป็นการ ตั้งคำถามกับลูกเพื่อให้เขาให้ฝึกคิด ได้มีการจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในนิทาน เช่น ในเรื่องหรือในภาพมีตัวละครกี่ตัว มีใครบ้าง ฉาก สถานที่ในนิทานเกิดขึ้นที่ไหน เป็นต้น การถามลูกจะช่วยให้ลูกได้ทบทวนและได้รู้จักคำศัพท์มากขึ้น (คำศัพท์ทั้ง ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ)

2. เด็กเรียนรู้ผ่านประสบการณ์

เด็กในช่วง 5 ขวบปีแรก เป็นช่วงที่เขาสามารถเรียนรู้และจดจำเรื่องราวใหม่ๆ ได้มากขึ้น นั่นถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้เพิ่มพูด คำศัพท์ใหม่ๆ ให้สมอง ซึ่งนอกจากจะให้ลูกเรียนรู้จากหนังสือภาพ นิทาน หรือการใช้ภาพบัตรคำแฟรชคาร์ด ให้ลองเปลี่ยนพาลูกออกมาสัมผัสเรียนด้วยประสบการณ์ตรง เช่น จะให้ลูกรู้จักกับคำว่าท้องฟ้า ทราย น้ำ ลม ฯลฯ ก็ให้เขาได้เรียน ได้เห็นจากของจริงไปเลย

3. ทักษะสมองและการเรียนรู้ภาษา

ความสัมพันธ์ของทักษะสมองกับการเรียนรู้ทางภาษา ผ่านกิจกรรมการทำแป้งโดว์ ที่เด็กๆ จะได้รู้จักกับคำศัพท์ใหม่ๆ เช่น  คำศัพท์เกี่ยวกับภาชนะ คำศัพท์เกี่ยวกับการเท เป็นต้น

4. หัวใจของภาษาคือการสื่อสารสองทาง

เพื่อให้ลูกมีทักษะการสื่อสารที่ดีขึ้น เมื่อมีการสนทนากันระหว่างพ่อแม่ หรือคนในครอบครัว พยายามให้ลูกมีส่วนร่วมในการสนทนาเรื่องนั้นๆ ด้วย พ่อแม่อย่าเป็นผู้พูดอยู่ฝ่ายเดียว กลับกันเมื่อลูกพูดเราพ่อแม่ต้องเป็นผู้ฟังที่ดีของลูกด้วย

5. เพิ่มพูนคำศัพท์สู่ภาษาสมอง

การเพิ่มวงคำศัพท์ใหม่ๆ ให้กับเด็กพ่อแม่สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการอ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง เพราะจากงานวิจัยระบุถึงความแตกต่างระหว่าง พ่อแม่ที่อ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน bed time story กับพ่อแม่ที่ไม่ได้อ่านหนังสือนิทานกับลูกเลยไม่ว่าจะเวลาไหนก็ตาม เด็กจะมีวงคำศัพท์ที่เพิ่มพูนแตกต่างกันถึง 5-6 เท่า

สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างภูมิต้านทานอุปสรรคให้กับลูกๆ จากผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่ http://www.nutricia-shapingdestiny.com/online-experience.html

คุณพ่อคุณแม่พอจะเห็นแนวทางในการช่วยพัฒนาสมองของลูกเพื่อสร้างภูมิต้านทานอุปสรรคในการเรียนรู้ของลูกกันไปแล้ว และเพื่อเป็นการสร้างทักษะสมอง เสริมภูมิต้านทานอุปสรรค สู่ความสำเร็จในอนาคตให้กับลูกได้อย่างสมบูรณ์แบบ แนะนำว่าควรดูแลให้ลูกได้รับซินไบโอติกอย่างต่อเนื่อง เพราะซินไบโอติก ช่วยให้เด็ก 1 ใน 4  ไม่เจ็บป่วยตลอดปี สำหรับซินไบโอติกมีมากอยู่ในนมแม่ เด็กๆ ควรได้ทานนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด หรืออีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีคือการทานนมสูตรที่มีซินไบโอติกอย่างต่อเนื่องจากนมแม่นั่นเองค่ะ

 

ท่าโล้สำเภา

เปิดภาพ! ท่าโล้สำเภา ของจริงที่คุณพี่เดชพูดถึง

เปิดภาพ “โล้สำเภา” ของจริง! พร้อมเผยความลับที่ทำให้แม่นายการะเกดกับพี่ขุน ได้ลูกแฝด จะเป็นเพราะ ท่าโล้สำเภา นี่หรือเปล่า ตามมาดูกันค่ะ

เรียกได้ว่า ออเจ้า ทั้งหลายคงจะฟินกันไปถ้วนหน้ากับฉากการแต่งงานของ “คุณพี่เดช” กับ “แม่หญิงการะเกด” ในละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ซึ่งหลังจากที่ตามลุ้นความรักของพระนางคู่นี้มาตลอด แถมยังได้ฟินสุดสุดไปอีกกับฉากเข้าหอ เมื่อคุณพี่เดชเอ่ยประโยคเด็ด “ออเจ้าเคย ละเล่นโล้สำเภา ฤาไม่?” งานนี้ทำเอาแม่นายการะเกดึงกับงงไปเลยทีเดียว

ก่อนทำท่าโล้สำเภา

ท่าโล้สำเภา คืออะไร

ผู้เขียนก็เชื่อว่าคุณแม่ๆ และสาวๆ หลายคนก็คง งง และไม่คุ้นหู แต่ก็น่าจะเดาทาง หรือ ตีความของ “ท่าโล้สำเภา” จากเสียงบทกลอนที่ถูกแทรกขึ้นมาระหว่างที่คุณพี่เดชกำลังจะสอน การละเล่นโล้สำเภา ให้กับแม่นายการะเกดได้ไม่ยาก …โดยส่วนหนึ่งจากนวนิยาย “บุพเพสันนิวาส” บทประพันธ์ของ “รอมแพง” ก็ได้บรรยายถึง การโล้สำเภา ในความหมายที่คุณพี่เดชว่าไว้อย่างได้อรรถรสทางวรรณกรรมและเห็นภาพชัดเจน ความตอนหนึ่งว่า…

“…โล้สวาทวาดใบสำเภาพลิ้ว ระเรื่อยลิ่วคลองแคบคละขัดขึงน้ำเจือน้อยค่อยวางทางติดตรึง ขยับหายโยกคลึงคราคลื่นมา เมื่อผ่านช่องเข้าอ่าวคราวน้ำขึ้น พอหายมึนสอดสั่งทั้งซ้ายขวา ข้ามนทีสรวงสวรรค์ทุกชั้นฟ้า สมอุราซานซบสยบทรวง…”

โล้สำเภา

ซึ่งคำว่า “โล้สำเภา” นี้เป็นความเปรียบที่ใช้ในวรรณคดีไทยกล่าวถึงบทอัศจรรย์ หรือบทสังวาส คือบทเข้าพระเข้านางนั่นเอง เพราะคนไทยในสมัยโบราณมีศิลปะในการใช้ภาษาเล่าบทร่วมรักได้อย่างอัศจรรย์ใจ โดยใช้ธรรมชาติและสิ่งรอบกายเปรียบเทียบไม่กล่าวตรงๆ ให้ดูหยาบจนเก้อไป …แต่ถ้าความจริงแล้ว ท่าโล้สำเภา นั้นมีลักษณะแบบไหน Amarin Baby & Kids มีภาพชัดๆ มาให้ดูกัน ตามมาดูกันค่ะ ⇓

ลูกนิสัยเหมือนใคร

วิจัยเผย! แท้จริงแล้ว..ระหว่างพ่อ vs แม่ ลูกนิสัยเหมือนใคร?

ลูกนิสัยเหมือนใคร กันแน่? …ว่ากันว่า ดูช้างให้ดูหาง จะดูนางให้ดูแม่ ซึ่งหมายถึงแม่มีลักษณะพฤติกรรมเป็นอย่างไร ลูกก็มักจะเป็นอย่างนั้น แล้วแท้จริงนั้น ลูกที่เกิดมาจะมีนิสัยเหมือนแม่จริงหรือ Amarin Baby & Kids มีคำตอบของเรื่องนี้มาฝากค่ะ

จากคำถามที่ว่า ลูกมีนิสัยเหมือนใคร ก่อนอื่นขออิงกระแสนิดหน่อย จากเรื่อง บุพเพสันนิวาส ซึ่งหลังจากฉากโล้สำเภา ของคุณพี่เดชกับแม่นายการะเกดผ่านไป ทั้งสองก็มีลูกด้วยกันถึง 4 คน เป็นแฝดชายสอง และลูกสาวอีกสองคน ซึ่งแต่ละคนก็มีนิสัยและเป็นที่รักของคนในบ้านแตกต่างกันไป

วิจัยเผยแท้จริงแล้ว ระหว่างพ่อกับแม่ ลูกนิสัยเหมือนใคร กันแน่!

เด็กๆ ในเรือนคุณพี่เดช

โดยสองลูกแฝดชาย “พ่อเรือง-พ่อริด” จะเป็นลูกคนโปรดของ แม่นายการะเกด เพราะตั้งชื่อตามคนรักเก่า และทำให้คิดถึงเรืองฤทธิ์ที่เป็นคุณพี่เดชในภพชาติที่จากมา

ลูกการระเกดส่วน “แม่แก้ว” ลูกสาวคนรอง เป็นเด็กเรียบร้อย ทำให้เป็นหลานรักคนโปรดของคุณย่าจำปาไป

มาที่ “แม่ปราง” ลูกสาวคนเล็ก ซึ่งเป็นที่รักของคุณพี่เดช กับความซน ซ่า แสบ ที่สงสัยจะได้จากแม่ (เกศสุรางค์) มาเต็มๆ ซึ่งงานนี้คุณพี่ถึงกับเอ่ยปากว่าจะไม่พาไปเที่ยวตลาดอีก …โดยมีผู้ใช้อินสตาแกรม buppesannivasfans ได้เผยข้อความว่า “พระยาวิสูตรสาครกล่าว “เตือนข้าด้วยหนาแม่การะเกด ว่าจักมิยอมพาลูกๆ โดยจำเพาะแม่ปรางมาเที่ยวชมตลาดน้อยอีกแล้วหนา” เมื่อแม่ปรางแอบไปปล่อยไก่ในซุ้มที่ตลาด จนต้องเหมาทั้งตลาด 555 เเสบเหมือนเเม่แบบนี้นี่เอง จึงทำให้คุณพี่เดชหลงสุดๆ

ลูกมีนิสัยเหมือนใคร

ลูกสาวคนโปรดของพ่อเดช

ซึ่งจากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าแม้จะมีลูกแฝด หรือลูกธรรมดา แต่เด็กแต่ละคนที่เกิดมาจากพ่อแม่เดียวกัน ก็มีนิสัยต่างกัน แล้วแท้จริงนั้น ลูกนิสัยเหมือนใคร กันแน่ และนิสัยสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม ได้หรือไม่? ตามมาดูคำอธิบายพร้อมวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้กันค่ะ…⇓

ลูกสาว แม่การะเกด

รวมภาพความน่ารัก น้องเรเน่ ลูกสาว แม่การะเกด กับพ่อเดช

ส่องภาพความน่ารักของ น้องเรเน่ หรือแม่ปราง ลูกสาว แม่การะเกด กับพ่อเดช คนเล็ก จะน่ารัก แสบ ซนแค่ไหน?  วันนี้ทีมงาน Amarin Baby & Kids รวบรวมมาให้แม่ๆดูกันค่ะ เห็นแล้วต้องบอกเลยว่า น่ารักอ่ะ

 

ลูกสาว แม่การะเกด คนเล็ก แสบ ซน น่ารักได้ใจ

เรียกว่านาทีนี้ต้องยกกระแสความแรงสุด ฉุดไม่อยู่ ให้กับละครปังแห่งปี อย่างเรื่องบุพเพสันนิวาส เลยค่ะ ที่ยิ่งใกล้ถึงตอนจบ เชื่อว่าคุณแม่หลายคนก็คงแอบเสียดายกันแน่ๆ แต่ก่อนจะไปถึงตอนจบนั้น หลังจากผ่านฉากโล้สำเภา ฟินจิกหมอนกันไปแล้ว  ก็ได้มีการแชร์ภาพบรรดาลูกๆทั้ง 4 คน ผลผลิตของพี่ขุนเดช และ แม่นายการะเกด ออกมามากมาย แต่ที่เห็นแล้วน่ารัก น่าเอ็นดู คงจะหนีไม่พ้นแม่ปราง ลูกสาว แม่การะเกด กับพ่อเดช คนเล็ก ที่บอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่หลายคนสนใจ เพราะด้วยหน้าตาที่น่ารัก น่าเอ็นดู บวกกับคาเร็คเตอร์แม่ปราง ที่แสบ ซน จนใครๆก็บอกว่าได้ แม่นายนาระเกด  มาเต็มๆเลยค่ะ แถมยังว่ากันว่า พี่ขุนเดชทั้งรัก และหลงลูกสาวคนเล็กคนนี้เอามากๆ เพราะมีนิสัยแสนซน และมักมีวีรกรรมสุดแสบ ถอดแบบเหมือนแม่การะเกดมาเป๊ะนั่นเองค่ะ

ซึ่งผู้ที่มารับบทแม่ปราง ลูกสาวแม่การะเกด กับพ่อเดช คนเล็ก ได้น่ารัก น่าเอ็นดูนั้นก็คือ น้องเรเน่ ลัลน์ณภัทร สูยะชีวิน สาวน้อยวัยเพียงแค่ 6 ปีเท่านั้นค่ะ แต่ความสามารถบอกเลยว่าไม่ธรรมดา และยังเป็นที่รักทั้งในจอ และนอกจอของบรรดาพี่ๆในกองถ่ายอีกด้วย

และไม่ต้องสงสัยว่าทำไม น้องเรเน่ ถึงได้ดูน่ารักและเป็นธรรมชาติ เพราะ น้องเรเน่ ก็ได้เคยผ่านงานในวงการมาเหมือนกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นผลงานโฆษณา, ผลงานภาพยนตร์ เรื่อง จำเนียร วิเวียร โตมร รวมถึงผลงานละคร น้ำตากามเทพ และล่าสุดกับละครสุดฮิตอย่างบุพเพสันนิวาสนั่นเองค่ะ ไม่ธรรมดาจริงๆ

 

มาดูภาพความน่ารักของ น้องเรเน่ หรือแม่ปราง ลูกสาวแม่การะเกด กับพ่อเดช

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่