เมนูเพิ่มธาตุเหล็ก

เผยสูตร “ข้าวหน้าหมูซ่อนผัก” เมนูเพิ่มธาตุเหล็ก ให้ลูกรัก

อาหารธาตุเหล็ก (สำหรับเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป) ถือเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตสำหรับลูกน้อย เชฟแม่หมีจึงมีสูตร เมนูเพิ่มธาตุเหล็ก มาฝาก กับ “ข้าวหน้าหมูซ่อนผัก” รับรองหาก ลูกขาดธาตุเหล็ก ต้องได้รับสารอาหารอย่างเต็มปากเต็มคำแน่นอน 

ธาตุเหล็ก เป็นส่วนประกอบสำคัญของสารสีแดงในเม็ดเลือดแดง ที่ชื่อว่า ฮีโมโกลบิน มีหน้าที่ในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์หลายชนิดในร่างกาย

ธาตุเหล็ก เป็นธาตุอาหารสำคัญที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ จึงจำเป็นที่จะต้องได้จากอาหารอย่างเพียงพอ ซึ่งถ้าร่างกายของคนเรามี ธาตุเหล็ก ไม่เพียงพอที่จะนำไปสร้างเม็ดเลือด ก็จะทำให้มีความเข้มข้นของฮีโมโกลบินในเลือดต่ำกว่าปกติ จนเกิดภาวะโลหิตจางได้ และยังเกิดผลเสียต่อระบบการทำงานอื่นๆ ของร่างกายอีกด้วย และหากลูกน้อย ขาดธาตุเหล็ก ก็จะดูซีด มีการเจริญเติบโตผิดปกติ ระบบประสาทความจำผิดปกติ เกิดปัญหาการเรียน และพฤติกรรมตามมาได้

แต่ถ้าลูกน้อยได้รับ เมนูเพิ่มธาตุเหล็ก ก็จะช่วยให้เซลล์สมองเจริญเติบโตได้ดี ช่วยการเจริญเติบโตของเซลล์สมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจและความจำ ทั้งยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย โดยช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต้านโรคทำให้เจ็บป่วยยากขึ้น อีกด้วย

ทำ เมนูเพิ่มธาตุเหล็ก อย่างไรให้ลูกทานอย่างถูกต้องและเพียงพอ

ทั้งนี้หากคุณแม่กำลังมองหา เมนูเพิ่มธาตุเหล็ก ให้กับลูกน้อย คุณแม่ควรเลือกวัตถุดิบที่มีแหล่งอาหารจากเนื้อสัตว์ ซึ่งจะเป็นรูปแบบของธาตุเหล็กที่ร่างกายดูดซึมได้ง่ายกว่าที่อยู่ในพืช

ลูกกิน เมนูเพิ่มธาตุเหล็ก

โดยผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่า ถ้ารับประทานพืชผักที่มีธาตุเหล็ก ควรทานร่วมกับอาหารที่มีส่วนช่วยให้อัตราการดูดซึมธาตุเหล็กสูงขึ้น ซึ่งองค์ประกอบในอาหารที่ผลต่อการดูดซึมธาตุเหล็ก ได้แก่ การดูดซึมธาตุเหล็กเร็วขึ้นเมื่อมีโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัวและเนื้อหมู และอาหารที่มีวิตามินซีสูง ได้แก่ ฝรั่ง ส้ม มะละกอ มะม่วง มะเขือเทศ และบร็อกโคลี่ เป็นต้น

ดังนั้นเพื่อให้ลูกได้รับสารอาหาร ธาตุเหล็ก เข้าสู่ร่างกายอย่างเต็มที่ เชฟแม่หมีจึงมีสูตรอร่อยที่เป็น เมนูเพิ่มธาตุเหล็ก มาแนะนำ กับ “ข้าวหน้าหมูซ่อนผัก” ซึ่งมี เนื้อหมู ตับหมู และ บร็อกโคลี่ เป็นส่วนผสมหลัก …แล้วเจ้าเมนูข้าวหน้าหมูซ่อนผัก นี้จะมีส่วนผสมอื่นๆอะไรอีกบ้าง และมีขั้นตอนวิธีทำอย่างไร ตามมาดูกันเลยค่ะ⇓

ปอดบวมติดเชื้อในกระแสเลือด

โรคปอดอักเสบ เสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือด อันตราย!!

มีคุณแม่ท่านหนึ่ง แชร์ประสบการณ์ที่ต้องสูญเสีย น้องจั่นเจา ลูกชายวัย 2 เดือนไปอย่างไม่มีวันกลับ จากอาการเริ่มแรกคือลูกมีอาการไอมาก ไอจนตัวตัวงอ หน้าเขียว คุณแม่จึงพาลูกน้อยไปพบคุณหมอหลายครั้ง จนสุดท้ายพบว่าลูกน้อยเป็น โรคปอดอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือด

13 มีนาคม 2561

คุณแม่สังเกตอาการอยู่ประมาณ 2-3 วัน น้องยังไม่หาย จึงพาไปพาหมอที่คลินิกเด็กแห่งหนึ่ง ที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช คุณหมอตรวจแล้วบอกว่า เด็กเป็นหวัด จึงให้ยามา 2 ชนิด น่าจะเป็นยาแก้อักเสบ (ยาเป็งผงให้ละลายกับน้ำผสมน้ำหวาน) กับยาแก้ไอ คุณแม่ให้น้องรับประทานยาอยู่ 1 วัน แต่น้องก็ยังไม่หายไอ จึงปรึกษากับคุณพ่อว่าให้พาน้องไปที่โรงพยาบาลดีกว่า เพราะอุปกรณ์การตรวจจะครบมากกว่า

14 มีนาคม 2561

เวลาช่วงเย็น คุณแม่พาน้องไปโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อรักษา พบคุณหมอเป็นผู้หญิง (จำชื่อไม่ได้) ทำการตรวจ แล้วแจ้งว่า น้องไอธรรมดา ไม่มีไข้ ปอดและการหายใจปกติ จึงให้ยาแก้ไอมารับประทาน 1 ขวด คุณพ่อกับคุณแม่จึงพาลูกกลับบ้าน ให้รับประทานยาอยู่ 1 วัน แต่น้องก็ยังไอไม่หยุด ไอมากขึ้น ไอจนตัวงอ หน้าแดง ปากเขียว จึงพาน้องไปที่โรงพยาบาลเดิมอีกครั้ง

โรคปอดอักเสบ
อาการไอมาก ไอจนตัวตัวงอ หน้าเขียว (หมายเหตุ: ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริง)

16 มีนาคม 2561

เวลาเช้า พบคุณหมอผู้ชาย (จำชื่อไม่ได้) ทำการตรวจ คุณหมอสอบถามอาการ คุณแม่ก็บอกอาการว่า ลูกไอมาก ไอจนตัวงอ หน้าแดง ปากเขียว หมอจึงทำการตรวจหัวใจ บอกว่าน้องหายใจปกติ ปอดก็ปกติ และบอกว่าโดยปกติเด็กเล็กไม่สามารถจ่ายยาให้ได้ แต่จะสอนเคาะปอดเวลาลูกไอ และให้สั่งจ่ายลูกยางแดงสำหรับดูดเสมหะ และน้ำเกลือล้างจมูกให้ลูก ถ้าลูกมีน้ำมูก

คุณแม่และคุณพ่อพาลูกน้อยไปที่ห้องฉุกเฉิน เพื่อให้พยาบาลสอนเคาะปอด และรับลูกสูบยางแดง กับน้ำเกลือกลับบ้าน เมื่อกลับมาบ้านลูกน้อยก็ยังไอมากเหมือนเดิม แต่ด้วยความที่คุณพ่อและคุณแม่ได้คุยกับคุณหมอที่โรงพยาบาลถึง 2 ครั้ง คุณพ่อคุณแม่จึงเชื่อการรักษาของหมอว่าเดี๋ยวลูกน้อยก็คงหาย เพราะมีอาการไอแค่อย่างเดียวโดยที่ไม่มีไข้

28 มีนาคม 2561

น้องตัวร้อน คุณแม่วัดไข้ได้ 38.3 องศา คุณแม่ทำการรักษาเบื้องต้น โดยการเช็ดตัวให้น้องแล้ววัดไข้อีกรอบ จนไข้ลดลงเหลือ 36.8 องศา

29 มีนาคม 2561

เช้าวันนั้นคุณแม่กับคุณพ่อพาน้องไปที่คลินิกเด็กแห่งเดิมที่เคยพาน้องไป เพราะมีไข้ และเริ่มอ่อนแรง คุณหมอทำการตรวจและบอกว่า ลงปอดแล้ว ให้รีบส่งตัวเด็กไปที่โรงพยาบาลในตัวเมืองด่วน คุณพ่อกับคุณแม่จึงพาน้องไปที่โรงพยาบาลเดิมอีกครั้ง เพื่อทำการรักษา และส่งตัวไปที่โรงพยาบาลที่ใหญ่กว่า

มาครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตรงจุดคัดกรองเห็นน้องแล้วตกใจ เพราะน้องอาการไม่ค่อยดี เลยให้พาน้องเข้าห้องฉุกเฉิน เข้าไปพบคุณหมอผู้ชายคนเดิมที่เคยรักษาครั้งที่ 2 คุณหมอซักประวัติ คุณแม่จึงบอกรายละเอียดไปว่าพาลูกน้อยมาที่นี่ 2 ครั้งแล้ว ไม่ทำการรักษา และไม่จ่ายยาอะไรให้เลย

พยาบาลในห้องฉุกเฉินถามว่าน้องมีไข้มากี่วันแล้ว คุณแม่บอกว่าก่อนหน้านี้น้องไม่มีไข้เลย แค่ไออย่างเดียว มารักษาที่นี่ก็ไม่ได้รับการรักษา แต่สอนให้เคาะปอดเท่านั้น

พยาบาลถามว่า น้องเป็นไข้ทำไมคุณแม่ไม่ให้รับประทานยาลดไข้ คุณแม่จึงบอกว่าให้รับประทานยาลดไข้ได้ยังไง ในเมื่อคุณหมอที่นี่ไม่ได้จ่ายยาให้ พยาบาลบอกว่ายามีขายใน 7-11

โรคปอดอักเสบ
เมื่อลูกมีไข้ ควรพาไปพบแพทย์ ให้แพทย์สั่งจ่ายยา ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง

เมื่อคุณพ่อได้ยินแล้วก็โมโหมาก และบอกว่าใครจะกล้าซื้อยาให้ลูกกินเอง ในเมื่อพาน้องมาพาหมอถึง 2 ครั้ง หมอยังไม่จ่ายยาให้น้องเลย สอนแค่เคาะปอดและบอกว่าน้องไอธรรมดา หลังจากการสนทนาเรื่องอาการน้องจบลง คุณหมอก็บอกว่า น้องปอดบวม หายใจแรง และหอบมากเลยต้องให้ออกซิเจน และบอกกับคุณพ่อคุณแม่ว่า ถ้าอาการดีขึ้นก็จะให้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ แต่ด้วยความไม่มั่นใจในการรักษาและอาการของน้องที่เป็นหนัก คุณแม่จึงอยากให้ส่งตัวน้องไปที่โรงพยาบาลใหญ่ในจังหวัด คุณหมอเห็นอาการน้องไม่ดี จึงติดต่อโรงพยาบาลใหญ่เพื่อส่งตัว แต่ที่โรงพยาบาลนั้นออกซิเจนเต็ม จึงติดต่อประสานงานไปที่โรงพยาบาลมหาราชจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นโรงพยาบาลใหญ่ประจำจังหวัดเพื่อส่งตัวน้องไป

น้องรักษาอยู่ในออภิบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต หรือ PIC คุณหมอที่โรงพยาบาลมหาราชจังหวัดนครศรีธรรมราช เรียกคุณพ่อคุณแม่ไปคุยเรื่องอาการของน้อง บอกว่า น้องปอดบวมทั้ง 2 ข้าง ติดเชื้อในปอด และลามไปติดเชื้อที่กระแสเลือดขั้นรุนแรง ทำให้น้องหายใจลำบาก ต้องสวมเครื่องช่วยหายใจ และให้ยารักษาปอดบวม ผลเลือดออกมา คิดค่าเม็ดเลือดขาวสูงถึง 92,000 จนคุณหมอตกใจ คุณหมอบอกว่าน้องอาการไม่ดีเลย คุณพ่อคุณแม่ต้องทำใจเผื่อเอาไว้บ้าง เนื่องจากติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง

อ่านต่อ “โรคปอดอักเสบ เสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือด อันตราย!!” คลิกหน้า 2

หลักการตั้งชื่อ ชื่อมงคล

ลูกคันเหงือก บรรเทาได้ด้วย 10 วิธีนี้!

ลูกคันเหงือก ไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร … ทีมงาน Amarin Baby and Kids มีคำแนะนำมาฝาก! 

 

เมื่อฟันลูกจะขึ้น แน่นอนว่าอาการที่ลูกจะต้องเจอเลยก็คือ อาการ “คันเหงือก” และอาการที่ว่านี้ก็มักจะขึ้นก่อนที่ฟันของลูกจะขึ้น โดยฟันซี่แรกของลูกน้อยจะเริ่มขึ้นมาให้ได้เห็นตั้งแต่ลูกมีอายุครบ 3 เดือนไปจนถึง 1 ปีค่ะ (ทั้งนี้จะช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคน) และนี่จึงถือเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกของคุณพ่อคุณแม่หงุดหงิด งอแง ไม่ค่อยยอมรับประทานอะไร หรือนอนหลับยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ฟันลูกกำลังจะขึ้น … ทีมงาน Amarin Baby and Kids ก็มีวิธีสังเกตมาฝากด้วยเช่นกันค่ะ หากพร้อมแล้วเราไปอ่านต่อเนื้อหาที่ว่านี้เพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

 

โดยปกติแล้วเวลาที่ ลูกคันเหงือก คุณพ่อคุณแม่ มีวิธีการอย่างไรที่จะช่วยให้ลูกรู้สึกดีขึ้นคะ … หากยังนึกไม่ออกหรืออยากลองวิธีใหม่ ๆ ห้ามพลาดเลยละค่ะ เพราะทีมงานมีเรื่องราวดี ๆ นี้มากฝากกัน แต่ก่อนที่เราจะไปดูนั้น เรามาดูกันก่อนดีกว่าค่ะว่า อาการของลูกที่ฟันกำลังจะขึ้นนั้นเป็นอย่างไร

จะรู้ได้อย่างไรว่า ลูกคันเหงือกเพราะฟันจะขึ้น

สำหรับวิธีการสังเกตอาการของลูกน้อยที่ฟันกำลังจะขึ้นนั้น ให้คุณแม่สังเกตอาการเหล่านี้กันค่ะ

  • ลูกมีแก้มเป็นสีชมพูหรือแดงจัด
  • ลูกน้ำลายเยอะและไหลย้อน
  • หงุดหงิดง่าย ร้องไห้งอแงบ่อย
  • ชอบหยิบของเข้าปาก และกัดทุกอย่างที่ขวางหน้า
  • เหงือกบวมแดง
  • นอนหลับยาก
  • ไม่อยากอาหาร
  • มีไข้ต่ำ

10 วิธีบรรเทาอาการ ลูกคันเหงือก

  • นวดเหงือกลูก ให้คุณพ่อคุณแม่ล้างมือให้สะอาด แล้วใช้นิ้วค่อย ๆ นวดเบา ๆ ไปที่เหงือกของลูก การทำเช่นนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกสบาย และผ่อนคลายได้
  • ใช้อาหารแช่แข็ง อันได้แก่ ผัก ไม่ว่าจะเป็นแตงกวา หรือแครอทที่ปลอกเปลือกแล้ว ให้นำมาหั่นเป็นท่อนสี่เหลียมผืนผ้าตามแนวยาว เสร็จแล้วนำไปล้างและนำแช่เข้าช้องแช่แข็งทันที ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่พบว่า ลูกคันเหงือก ละก็ให้นำผักแช่แข็งที่ว่านี้ออกจากตู้เย็น และนำไปให้ลูกน้อยถือไว้ค่ะ คราวนี้ละไม่ว่าจะคันเหงือกมากขนาดไหนก็เอาอยู่
  • ให้ทานอาหารที่มีอุณหภูมิเย็น โดยปกติแล้วเรามักที่จะให้ลูกทานอาหารที่อุ่นกันใช่ไหมละคะ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกน้อยเริ่มคนเหงือก แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่นำอาหารนั้นไปแช่เย็นสักนิดนึงค่ะ นอกจากจะช่วยทำให้ลูกทานได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย และสบายเหงือกอีกด้วยนะคะ
  • ใช้ขิงทาเหงือก ขิง คือสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการลดอาการอักเสบค่ะ วิธีการก็คือ ให้คุณพ่อคุณแม่นำขิงที่มีอยู่ล้างให้สะอาด หลังจากนั้นค่อย ๆ เอาเปลือกออก และหั่นเป็นแว่นวางเอาไว้ เสร็จแล้วนำไปทาบริเวณเหงือกของลูกน้อยที่ดูแล้วฟันน่าจะกำลังขึ้นละก็ รับรองลูกจะค่อย ๆ สงบขึ้น นั่นเอง
  • ให้ลูกกัดช้อนเย็น วิธีนี้ถือเป็นวิธียอดฮิตติดลมบนเลยละค่ะ วิธีการไม่ยากอะไร แค่นำช้อนรับประทานอาหารที่ไม่คมมาล้างให้สะอาด แล้วนำไปแช่เย็นทิ้งไว้ พอลูกเริ่มมีอาการ ก็ให้หยิบไปให้ลูกกัดเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยค่ะ
  • ไอศกรีมนมแม่ ให้คุณแม่นำไอศกรีมนมแม่ ที่แช่แข็งไว้มาให้ลูกรับประทาน นอกจากความเย็นจะช่วยบรรเทาอาการปวดแล้ว ลูกน้อยก็ยังจะได้รับประทานนมแม่ที่แสนอร่อยและอุดมไปด้วยคุณค่าได้อีกด้วยอย่างไรละคะ
  • ที่กัด แนะนำให้คุณแม่ใช้แบบที่เป็นเงินมากกว่าค่ะ แต่ถ้าลูกน้อยไม่ชอบละก็ ให้เปลี่ยนมาเป็นแบบซิลิโคน หรือแบบไม้ก็ได้นะคะ แต่อย่าลืมล้างให้สะอาดและลวกน้ำร้อนก่อนใช้ทุกครั้งนะคะ
  • ให้ทำความสะอาดช่องปากของลูก ด้วยการนำผ้าชุบน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุกและนำมาเช็ดภายในปากของลูกให้ทั่วปาก ให้ใช้วันละ 2ครั้ง ตอนเช้าและตอนเย็นค่ะ หรือจะทำหลังจากที่ลูกกินนมหรืออาหารเสริมก็ได้นะคะ
  • ขนมปังบิสกิตแบบโฮมเมด ขั้นตอนการทำก็คือ ให้ใช้ข้าวโอ๊ตบดกับลูกเดือย แล้วนำไปผสมแป้งที่ร่อนแล้ว จากนั้นให้คุณแม่เพิ่มความหวานด้วยการเติมน้ำเชื่อมเมเปิลลงไป ตามด้วยการเพิ่มน้ำมันมะพร้าวไปอีกสักนิดนึงเพื่อให้ส่วนผสมที่ได้นั้นนุ่มนวล หลังจากนั้นก็อาจจะปั้นออกมาเป็นก้อน หรืออาจจะตุ๊กตาก็ได้นะคะ แล้วต่อด้วยการพาเข้าเตาอบไฟปานกลางอย่าแรงกกินไปนะคะ เดี๋ยวจะไหม้เอา
  • อ้อมกอดของคุณพ่อคุณแม่ ทุกครั้งเวลาที่ลูกร้องไห้งอแงหรือเกเร เพียงแค่คุณแม่อุ้มและกอดเบา ๆ แล้วร้องเพลงกล่อม ไม่นานหรอกค่ะ ลูกน้อยก็จะนอนหลับฝันดีจนลืมอาการเจ็บนี้แล้วละค่ะ

ขอบคุณที่มา: Momjunction

อ่านต่อบทความอื่นที่น่าสนใจ:

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เงินสงเคราะห์บุตรคนเดิม

ย้ายงาน! อย่าลืมยื่นขอรับสิทธิ์ เงินสงเคราะห์บุตรคนเดิม

เงินสงเคราะห์บุตรคนเดิม คืออะไร? แล้วทำไมถึงสำคัญกับคุณแม่ที่ย้ายหรือเปลี่ยนงานใหม่? มาหาคำตอบนี้กันค่ะ

 

 

คุณแม่ที่ถือบัตรประกันสังคมส่วนใหญ่ คงไม่มีใครไม่รู้จักกับ “เงินสงเคราะห์บุตร” กันใช่ไหมละคะ แต่มั่นใจว่า น้อยคนนักที่จะทราบว่า เมื่อเราเปลี่ยนหรือย้ายงานใหม่นั้นต้องขอยื่นเพื่อขอรับสิทธิ์ เงินสงเคราะห์บุตรคนเดิม กันด้วย ซึ่งวันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids จะมาขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องให้คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบกันค่ะว่า เวลาจะยื่นนั้นมีขั้นตอนอะไรบ้าง

ใครคือผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินสงเคราะห์บุตรบ้าง?

1. ต้องเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่จ่ายเงินสบทบแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ ซึ่งสิทธิเงินสงเคราะห์บุตรที่ได้รับเป็นแบบเหมาจ่าย เดือนละ 600 บาท (สำหรับเด็กที่เกิดในปีงบประมาณ 2560) ต่อลูก 1 คน

2.ต้องเป็นลูกที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่ลูกบุญธรรม หรือลูกที่ยกให้เป็นลูกบุญธรรมของคนอื่น และต้องมีอายุตั้งแต่แรกเกิด – 6 ขวบ จำนวนครั้งละไม่เกิน 2 คน

3.คุณพ่อคุณแม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน กรณีสงเคราะห์บุตร ที่อายุไม่เกิน 6 ขวบ ยกเว้นคุณพ่อ คุณแม่เป็นผู้ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต ในขณะที่ลูกน้อย จะมีสิทธิ์ได้รับประโยชน์ต่อจนถึงอายุ 6 ขวบ

เมนูเห็ดเข็มทอง

3 เมนูเห็ดเข็มทอง ลูกน้อยอร่อยแถมได้ประโยชน์

พบกับ เมนูเห็ดเข็มทอง เมนูลูกน้อยที่มีดีมากกว่าอร่อย … บอกเลยห้ามพลาด!

 

 

เห็ดเข็มทอง เห็ดที่ไม่ว่าจะทำเป็นเมนูอะไรก็อร่อย แต่ทำม๊ายทำไมลูกน้อยถึงไม่ชอบทาน … เช่นเดียวกับลูกของผู้เขียนเลยค่ะคุณพ่อคุณแม่ขา ให้ทานแรก ๆ นี่ไม่ชอบเลย ส่ายหน้า ไม่เอา พร้อมร้องเสียงสูง อี๊!!! เห็ด ….. แต่ทุกวันนี้เชื่อหรือไม่คะว่า นอกจากไข่ เต้าหู้ ผักกาดขาว และหมูสับแล้ว จำเป็นต้องมี “เห็ดเข็มทอง” ที่ว่านี้ติดอยู่ในตู้เย็นด้วย เพราะถ้าไม่มีละก็บอกเลยค่ะว่า คุณลูกชายสุดที่รักจะเคืองมาก!

ผู้เขียนไปเล่าให้เพื่อน ๆ ที่มีลูกฟังค่ะ หลายคนถามว่า แล้ว “ไปทำอะไร ทำไมลูกถึงชอบมากมายขนาดนี้” … ผู้เขียนก็บอกไปตามความเป็นจริงว่า ไม่ได้ทำอะไรเลยจริง ๆ นะ แค่ใส่เพิ่มลงไปในเมนูโปรดที่เขาชอบทานเท่านั้นเอง ซึ่งเมนูโปรดที่ว่าก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ต้มจืดเต้าหู้หมูสับใส่ผักกาดขาว ต้มจืดวุ้นเส้น หรือต้มยำกุ้ง อะไรพวกนี้ กลายเป็นว่าชนะใจลูกชายไปโดยปริยาย ทุกวันนี้หากสั่งต้มยำมาทาน แล้วมีเห็ดเข็มทองที่ว่า อย่าหวังว่าผู้เขียนจะได้รับประทานเลยค่ะ เสร็จคุณลูกหมดจริง ๆ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา วันนี้ผู้เขียนและทีมงาน Amarin Baby and Kids จะขอนำเสนอ เมนูเห็ดเข็มทอง ที่มาพร้อมกับประโยชน์และความอร่อยมาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านกันค่ะ

อุบัติเหตุ

หมอรามาแนะ วิธีสร้างทักษะความปลอดภัยให้ลูกจากกรณี เด็กตกตึก

จากกรณีข่าวดัง เด็กตกตึก จนเสียชีวิต ทำให้หลายครอบครัวคงต้องกลับมาตั้งคำถามกันว่า เราดูแลลูกดีพอแล้วหรือยัง? เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้เพียงเสี้ยววินาทีค่ะ

 

เด็กตกตึก จนเสียชีวิต อุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

เป็นอีกหนึ่งข่าวดัง ที่คุณพ่อคุณแม่ให้ความสนใจมากๆค่ะ สำหรับกรณี เด็กตกตึก จนเสียชีวิต ซึ่งเด็กทั้ง 4 คนที่พลัดตกจากตึกที่อยู่อาศัยนั้น เป็นพี่น้องกัน และหนึ่งในนั้นเป็นเด็กน้อยวัยเพียง 5 ปี ที่เสียชีวิตแล้วจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งจากข่าวที่ได้มีการเผยแพร่นั้น เผยว่า สาเหตุเกิดจากการที่เด็กทั้ง 4 คนนั้น ถูกปล่อยให้อยู่กันเองตามลำพัง จนเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนี้ขึ้น

อุบัติเหตุ
เครดิตภาพ : Amarintv

อุบัติเหตุ

ด้าน รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องของทักษะความปลอดภัย ที่พ่อแม่คววรฝึกให้ลูก เพื่อจะได้เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดใจขึ้น จึงได้มีการจัดบรรยาย “ บทเรียนพ่อแม่ กรณี เด็กตกตึก ” ซึ่งคุณหมอ อดิศักดิ์ ได้กล่าวว่า

“โดยหลักการแล้วเด็กจะสามารถอยู่ได้ด้วยตนเองเมื่ออายุประมาณ 12 ปี แต่เด็กต้องได้รับการฝึกฝน ได้รับการสอน จัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยและได้รับการประเมินแล้วว่าสามารถอยู่ได้ตามลำพัง โดยต้องฝึกเด็กตั้งแต่อายุ 10 ปีขึ้นไป มีการฝึกการทดสอบการแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมถึงกรณีฉุกเฉินด้วย ซึ่งเป็นลักษณะเด็กอยู่คนเดียว (Home Alone) แต่กรณี เด็กตกตึก 4 คนที่เป็นข่าว ไม่ใช่ลักษณะเด็กอยู่คนเดียว แต่เด็กที่เป็นพี่คนโตวัย 11 ปีต้องดูแลน้องอีก 3 คน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเด็กอยู่คนเดียว หรือเด็กที่ต้องดูแลน้องโดยไม่มีผู้ใหญ่อยู่ ต้องมีทั้งวุฒิภาวะ และต้องได้รับการฝึกฝน  ทั้งนี้ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็ก และ ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยในเด็ก ได้จัดทำโครงการทักษะความปลอดภัยที่แบ่งตามอายุของเด็ก 10 ทักษะความปลอดภัยที่เด็กต้องเรียนรู้ในโรงเรียน โดยพฤติกรรม Home Alone จะเริ่มสอนตอนอายุ 10 ปี ให้เด็กเรียนรู้เรื่องการตัดสินใจ การแก้ปัญหาฉุกเฉิน การถูกล่อลวง เป็นต้น เพราะเหตุฉุกเฉินมีอีกหลายกรณีไม่ใช่เรื่องเด็กตกตึกเท่านั้น ดังนั้น ต้องช่วยกันสร้างแนวคิดให้สังคมหันมาสนใจ โดยต้องยกระดับความรู้สึกร่วมรับผิดชอบให้เพิ่มขึ้น”

กรณี เด็กตกตึก อาจจะไม่เกิดขึ้น หากเด็กมีความพร้อมดังนี้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ระดมพลังทุกภาคส่วนร่วมใจ หยุดโรคภัยด้วยวัคซีน

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ระดมพลังทุกภาคส่วนร่วมใจ หยุดโรคภัยด้วยวัคซีน #VaccinesWork เป็นหนึ่งพลังขับเคลื่อนงานด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้สัปดาห์สุดท้ายเดือนเมษายนของทุกปีเป็นสัปดาห์แห่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโลก (World Immunization Week) โดยในปีนี้มีแนวคิดหลักคือ “Protected Together,  #VaccinesWork”เน้นให้ความสำคัญกับบทบาทหน้าที่ของทุกคนที่มีส่วนร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านวัคซีนของประเทศจึงจัดงานเสวนา “ทุกภาคส่วนร่วมใจ หยุดโรคภัยด้วยวัคซีน” #VaccinesWork เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญของวัคซีน และร่วมเป็นหนึ่งพลังของการขับเคลื่อนงานด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ทุกคนในสังคม ปลอดภัยจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ณ ห้องสยามบอลรูม โรงแรมแลงคาสเตอร์ กรุงเทพฯ

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ

พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ด้านกุมารเวชกรรม กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า.. จากการสำรวจภาพรวมความครอบคลุมการได้รับวัคซีนทุกชนิดในกลุ่มเด็กก่อนวัยเรียนและในวัยเรียนของประเทศ มีระดับสูง ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 แต่ยังมีบางส่วนของเด็กกลุ่มเป้าหมาย ที่ไม่ได้รับวัคซีนด้วยสาเหตุจาก 1) ด้านผู้ปกครอง เช่น ติดภารกิจ จำวันนัดไม่ได้ ความไม่เข้าใจในประเด็นเรื่องวัคซีน เป็นต้น 2) ด้านระบบการนัด ที่อาจไม่ได้นัด หรือ นัดคลาดเคลื่อน 3) ด้านการเข้าถึงวัคซีน เช่น อยู่ห่างไกล หรือ อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย เป็นต้น

พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ เปิดเผยต่อว่า.. โดยเฉพาะการพบปัญหาความครอบคลุมการได้รับวัคซีนต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในประชากรกลุ่มเสี่ยง 4 กลุ่ม คือ 1) ประชากรเคลื่อนย้ายทั้งแรงงานไทยและต่างด้าว 2) ประชากรที่อยู่ในพื้นที่สูงชายแดนทุรกันดารชาวเขาและห่างไกลจากการเข้าถึงสถานบริการสาธารณสุข 3) ประชากรที่อยู่ในพื้นที่ที่ด้วยเหตุใดก็ตาม มีระดับความครอบคลุมการได้รับวัคซีนต่ำกว่าเกณฑ์หรือมีประวัติการเกิดการระบาดของโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน 4) ประชากรในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีปัญหาความไม่สงบ จากสภาพปัญหาดังกล่าวเห็นได้ว่ายังมีโอกาสเสี่ยงที่ประเทศไทยจะเกิดการระบาดของโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนที่มีแนวโน้มลดลง หรือหมดไปแล้วกลับมาระบาดจนเป็นปัญหาทางสาธารณสุขได้อีกครั้ง ด้วยเหตุนี้การขยายความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนจึงเป็นแนวทางที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ควรร่วมมือกันพยายามผลักดันเพื่อให้เกิดการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและบรรลุตามเป้าหมาย

ดร.ประภาภรณ์ หลังปูเต๊ะ ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี  ได้เล่าถึงมุมมองปัญหาด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า.. ด้วยความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องและความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีน ประกอบกับสถานการณ์ความไม่สงบภายในพื้นที่และการจัดบริการที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน ทำให้เกิดข้อจำกัดและส่งผลให้ความครอบคลุมของวัคซีนในพื้นที่อยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามแก้ไขปัญหาโดยการอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรผู้ให้บริการในพื้นที่เกี่ยวกับการให้วัคซีน การติดตาม ควบคุมกำกับ และการนัดหมายให้ประชาชนมารับวัคซีนตามระยะเวลา แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่เท่าที่ควร เป็นไปได้ว่าการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการให้ข้อมูลแบบรอบด้านแก่ผู้ปกครองและบุคคลสำคัญในครอบครัว เช่น สามี หรือ ปู่ย่า ตายาย ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจพาบุตรหลานกลับมารับวัคซีนก่อนจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และเพิ่มความตระหนักถึงความสำคัญของการได้รับวัคซีนของบุตรหลาน นอกจากนี้ต้องมีการส่งเสริมให้ความรู้และพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่เอง และการเสวนาในครั้งนี้จะเป็นช่องทางในการหาทางออก หรือหาแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ด้าน ดร.นพ.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ได้กล่าวว่า..ทิศทางและนโยบายด้านการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศไทยนั้น มีการให้บริการวัคซีนเพื่อกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายเพื่อป้องกันโรคที่มีความสำคัญ การรับวัคซีนเป็นวิธีป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพสูง และเสียค่าใช้จ่ายไม่มากเมื่อเทียบกับค่ารักษาพยาบาลหากเกิดโรค ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้ให้บริการวัคซีนพื้นฐานฟรีในเด็กแรกเกิดไปจนถึงวัยเรียน อายุ 12 ปี จำนวน 11 โรค ได้แก่ วัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี (HB) วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี (DTP-HB) วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (DTP) วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดหยอด/ชนิดฉีด (OPV/IPV) วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี (JE) วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก (dT) วัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก (HPV) โดยสามารถขอรับบริการได้ในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ และสถานพยาบาลทุกแห่งในเครือข่ายสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

ดร.นพ.จรุง เมืองชนะ กล่าวเพิ่มว่า ปัจจุบันยังมีกลุ่มเป้าหมายหลักที่รัฐให้ความสำคัญ และสนับสนุนให้รับวัคซีนเพิ่มเติม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นภูมิคุ้มกันซ้ำ ได้แก่ กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ กลุ่มนักเรียนและเด็กวัยรุ่น กลุ่มวัยผู้ใหญ่-กลุ่มเสี่ยง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหอบหืด และกลุ่มผู้สูงอายุ จึงอาจปฏิเสธไม่ได้ว่าวัคซีนมีความจำเป็นและสำคัญทุกกลุ่มอายุ นอกจากจะช่วยป้องกันโรคหรือลดความรุนแรงของโรคแล้ว ยังเป็นการลดต้นทุนทางด้านสุขภาพให้กับประเทศ เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของตัวเอง และลดปัญหาการระบาดในครอบครัว ในโรงเรียน และในชุมชนได้ ดังนั้นจึงควรติดตามข้อมูลข่าวสาร และหาโอกาสไปรับวัคซีนที่จำเป็นอยู่เสมอ

นพ.กฤช ลี่ทองอิน ที่ปรึกษาสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เล่าว่า..สปสช.โดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตระหนักดีว่าวัคซีนเป็นเครื่องมือที่สำคัญและมีประสิทธิผลมากในการป้องกันโรคที่เกิดจากการติดเชื้อโรคพวกแบคทีเรียและไวรัส คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงกำหนดให้วัคซีนเป็นสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนไทยแต่ละช่วงอายุจะได้รับ ทั้งนี้ประชาชนช่วงอายุใดจะได้รับวัคซีนอะไรบ้างนั้น ก็เป็นไปตามที่คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติและกรมควบคุมโรคแนะนำ ปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคบรรจุอยู่ในสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติถึง 11 โรค ซึ่งประชาชนไทยที่มีสิทธิ์สามารถรับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่หน่วยบริการสาธารณสุขของรัฐและสถานพยาบาลเอกชนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

นพ.กฤช ลี่ทองอิน ยังบอกอีกว่า.. การเปลี่ยนแปลงทางระบาดวิทยาและภูมิคุ้มกันโรค ทำให้มีการกลับมาระบาดซ้ำของโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนในอดีต ในประชากรที่อายุมากขึ้นจากการศึกษาของกรมควบคุมโรคเกี่ยวกับสาเหตุที่เกิดขึ้น พบว่า นอกจากการลดลงของภูมิคุ้มกันที่เคยได้รับในวัยเด็กแล้ว ความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนในช่วงอายุนั้นๆ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญ ทั้งนี้หากคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติและกรมควบคุมโรคพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นและความคุ้มค่าในการขยายการให้วัคซีนไปยังกลุ่มประชากรที่มีอายุมากขึ้น และคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติได้พิจารณาเห็นชอบ ก็มีแนวโน้มสูงที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะพิจารณาขยายสิทธิประโยชน์ด้านวัคซีนครอบคลุมประชากรที่มีอายุมากขึ้นพร้อมจัดหางบประมาณสนับสนุนเป็นค่าวัคซีนและค่าฉีด

นอกจากนั้น ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้มีวัคซีนชนิดใหม่ที่สามารถป้องกันโรคได้หลายชนิดมากยิ่งขึ้นรวมถึงรูปแบบใหม่ๆ ของวัคซีนผสมได้แก่ วัคซีนรวม DTP-HB-Hib วัคซีนโรต้า วัคซีน IPD วัคซีนรวม DTP-HB-Hib-IPV วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ วัคซีนงูสวัด และวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก หากวัคซีนเหล่านี้ผ่านการพิจารณาประสิทธิผลและความคุ้มค่าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังได้กล่าวแล้ว เห็นว่า สปสช.โดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติก็น่าจะยินดีพิจารณาจัดเป็นสิทธิประโยชน์แก่ประชาชน ตามลำดับความสำคัญภายใต้ทรัพยากรด้านสุขภาพที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้ประชาชนไทยได้รับประโยชน์สูงสุด

และทางด้าน ศ.พญ. กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ หัวหน้าหน่วยโรคติดเชื้อเด็ก คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวเพิ่มเติมในด้านความสำคัญของการรับวัคซีนของคนทุกช่วงวัยว่า สมัยก่อนเมื่อพูดถึงวัคซีนเรามักนึกถึงการให้วัคซีนในเด็ก เพื่อป้องกันโรคในเด็กเป็นหลัก แต่ปัจจุบันความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีช่วยให้เราสามารถวิจัยพัฒนาวัคซีนมาใช้ป้องกันโรคได้ตลอดช่วงวัยของมนุษย์ วัคซีนครอบครัวหรือ family vaccine ที่หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำหรับการเสวนาครั้งนี้ เน้นความเกี่ยวพันของการรับวัคซีนของสมาชิกในครอบครัวแต่ละวัย ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมในการป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคนั้นๆ ต่อสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านและชุมชนได้ด้วย เช่น เด็กได้รับวัคซีนโรต้า (Rotavirus Vaccine) จะช่วยลดอัตราการป่วยท้องเสียของผู้สูงอายุจากไวรัสโรต้าเพราะผู้สูงอายุอาจเป็นโรคนี้ โดยมักติดมาจากเด็กและอาจรุนแรงได้ในขณะที่วัคซีนตัวนี้ไม่ได้รับการรับรองให้ใช้ในผู้สูงอายุ และการที่เด็กได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular disease) ซึ่งเกิดจากไข้หวัดใหญ่ได้ เพราะประสิทธิภาพของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่ค่อยสูงในผู้สูงอายุ ในขณะเดียวกันเมื่อผู้สูงอายุรับวัคซีน บาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (Tdap) จะมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคไอกรน (Pertussis) ในเด็ก และการรับวัคซีนไข้เลือดออก (Dengue) ในผู้ใหญ่ซึ่งเด็กไม่สามารถฉีดได้จะช่วยป้องกันการเกิดโรคไข้เลือดออกในชุมชน (Herd immunity) ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งในการช่วยป้องกันเด็กๆ จากโรคไข้เลือดออกหากมีการระบาดของโรคเกิดขึ้นในชุมชนนั้นๆ

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านวัคซีนของประเทศ จะยังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนพัฒนางานด้านวัคซีนของประเทศต่อไป ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านวัคซีน ประชาชนเข้าถึงการป้องกันโรคด้วยวัคซีนที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง เป็นธรรม” และหวังว่ากิจกรรมครั้งนี้จะทำให้ทุกท่านเห็นถึงความสำคัญของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และหันมารับวัคซีนให้ครบตามกำหนด เพราะหนทางที่ดีที่สุดในการควบคุมโรค ไม่ใช่การรักษา หากแต่เป็นการป้องกัน ดังเช่น คำกล่าวที่ว่า “การปัองกันดีกว่าการรักษา หรือ Prevention is better than cure”

ความเชื่อของคนไทย

ความเชื่อของคนไทย แม่ท้องให้นมลูกเสี่ยงแท้ง!?

มีคุณแม่หลายคนเกิดความสงสัยว่า ขณะตั้งครรภ์ สามารถให้นมลูกได้หรือไม่? เพราะมี ความเชื่อของคนไทย ที่บอกต่อๆ กันมาว่าหากให้นมลูกตอนตั้งครรภ์ อาจทำให้มีความเสี่ยงในการแท้งลูกได้ ข้อมูลนี้เป็นความจริงหรือไม่? Amarin Baby & Kids มีคำตอบ พร้อมคำแนะนำดีๆ ในการดูแลตัวเอง

Continue reading “ความเชื่อของคนไทย แม่ท้องให้นมลูกเสี่ยงแท้ง!?”

ลายนิ้วมือ บอกนิสัย

ลายนิ้วมือ ทั้ง 10 นิ้ว บอกนิสัยและความถนัดของลูกได้

ลายนิ้วมือ บ่งบอก “ตัวตน” ของลูกเราได้จริงหรือ? คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมลูกเราแสดงออกแบบนี้ มีพฤติกรรมแบบนี้? ทำไมเด็กบางคนดื้อรั้น บางคนใจร้อน บางคนเฉื่อยชา บางคนขี้กลัว ไม่กล้าแสดงออก บางคนหุนหันพลันแล่น บางคนไม่ยอมใครเลย บางคนก็อ่อนไหวง่ายเหลือเกิน หรือแม้แต่พี่น้องกัน อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเดียวกัน ทำไมถึงมีบุคลิกไม่เหมือนกัน

นั่นเป็นเพราะ เด็กทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ซึ่งเอกลักษณ์ดังกล่าวนั้น เราสามารถวิเคราะห์ได้จาก ลายนิ้วมือ ของเด็กแต่ละคน

ลายนิ้วมือ บอกนิสัย และความถนัดของลูกได้

คุณนันท์ณรัตน์ สุนทรพิพิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ลายนิ้วมือจาก myDNA Thailand ได้อธิบายว่า ลายนิ้วมือทั้ง 10 นิ้วเป็นสิ่งที่ติดตัวคนเรามาตั้งแต่กำเนิด เปรียบเสมือน DNA ของเรานั่นเอง โดยสมองกับลายนิ้วมือมีเซลล์ต้นกำเนิดชนิดเดียวกัน และพัฒนาขึ้นมาพร้อมๆ กันตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ในช่วงสัปดาห์ที่ 13 ถึง 24 และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกตลอดชีวิต ด้วยรูปแบบ รูปทรง และจำนวนเส้นลายนิ้วมือที่แตกต่างกันของแต่ละคน จึงทำให้คนเรามีลักษณะนิสัย และความสามารถที่แตกต่างกัน

การวิเคราะห์ลายนิ้วมือเป็นการประมวลผลร่วมกันโดยใช้ วิธีทางการแพทย์ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การศึกษาด้านพันธุกรรม และสถิติ จึงมีความแม่นยำสูง ทำให้สามารถวิเคราะห์การทำงานของสมอง พรสวรรค์ และศักยภาพ “โดยกำเนิด” ของบุคคลออกมาได้

สแกนลายนิ้วมือลูก

สมัยก่อนตอนที่เราเป็นเด็ก การสแกนลายนิ้วมือ หรือการวิเคราะห์นิสัยและบุคลิกภาพจากลายนิ้วมือยังไม่เป็นที่รู้จัก พ่อแม่เราก็อาศัย วิธีการ “สังเกต” นิสัย ความถนัด และความชอบของเราไปเรื่อยๆ แล้วก็ส่งเสริมเราไปในทางที่เหมาะกับบุคลิกและความถนัด แต่ในปัจจุบัน การสแกนลายนิ้วมีความแพร่หลายมากขึ้น ทำให้เราวิเคราะห์ลักษณะนิสัยและความถนัดของลูกได้เร็วขึ้น ซึ่งการรู้เร็ว มีข้อดี คือ ช่วยให้เราเข้าใจลูกได้เร็วขึ้น คลายสงสัยในตัวลูก ใจเย็นกับลูกมากขึ้น และรู้แนวทางที่จะส่งเสริมลูกในด้านต่างๆ ให้สอดคล้องกับ “ตัวตน” ของเขาได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 8 ปีแรกของชีวิต ซึ่งเป็นเวลาทองในการพัฒนาศักยภาพของเด็ก

การสแกนลายนิ้วมือจะทำให้เห็นค่าการทำงานของสมองโดยรวม ซึ่งบอกเราใน 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่

  1. ลักษณะนิสัย เพื่อการเลี้ยงดูที่สอดคล้องกับบุคลิกของเด็กแต่ละคน
  2. ช่องทางการรับข้อมูล เพื่อหาข้อได้เปรียบในการเรียนรู้ของเด็ก ว่าเขาจะรับข้อมูลผ่านช่องทางการฟัง การมอง หรือการปฏิบัติได้ดีกว่ากัน
  3. ศักยภาพ 10 ด้านที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมลูกได้อย่างสอดคล้องกับตัวตนของเขา เพื่อที่เราจะประเมินว่า เราจะให้น้ำหนักกับสิ่งไหนมากกว่ากัน

ตามไปดู>> นิ้วมือแต่ละนิ้ว สัมพันธ์กับสมองอย่างไร?⇓

ของที่ลูกไม่ควรเล่น

รวม ของที่ลูกไม่ควรเล่น 7 อย่าง เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต!

อุทาหรณ์! แม่ปล่อยให้ลูกเล่น ของที่ลูกไม่ควรเล่น ทำให้ลูกเป็นแผลบวมเป่งรอบแขน ถึงขั้นต้องผ่าตัดและพบมีสิ่งนี้…? ฝังอยู่ในเนื้อใต้ผิวหนัง!

เพราะ การเล่น และ ของเล่น เป็นสิ่งที่คู่กับเด็ก แต่สิ่งของเหล่านั้น บางอย่างอาจไม่ได้มีประโยชน์ทำเพื่อให้ลูกเล่นสนุกได้อย่างเดียว เพราะ ของเล่น หรือสิ่งของบางอย่างที่ลูกชอบเล่น ก็อาจเป็นอันตรายได้ …ซึ่งเมื่ออยู่ในบ้านหากคุณพ่อคุณแม่ได้มีโอกาสหันมองสิ่งของรอบๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นของใช้ภายในบ้าน ของกระจุกกระจิกของคุณแม่ หรือเครื่องไม้เครื่องมือช่างของคุณพ่อ คุณก็อาจไม่เคยนึกฝันก็ได้ว่าในวันหนึ่งสิ่งของคุ้นเคยเหล่านี้จะสามารถทำให้ลูกเป็นอันตรายหรือลูกน้อยเสี่ยงเสียชีวิตได้

ส่วนหนึ่งเพราะเด็กก็คือเด็ก บางครั้งอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องดูแลและเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ไม่ควรละเลยสิ่งของใกล้ตัวของลูก เพราะไม่เช่นนั้นอาจนำมาซึ่งเหตุสะเทือนใจ เช่นเดียวกับเหตุการณ์นี้ก็เป็นได้

อุทาหรณ์! แม่ปล่อยให้ลูกเล่น ของที่ลูกไม่ควรเล่น
ทำลูกเป็นแผลบวมเป่งรอบแขน หมอผ่าตัดเจอ สิ่งนี้…? ฝังเข้าเนื้อ!

โดยทางเว็บไซต์เมโทร ได้รายงานถึงอันตรายใกล้ตัวจาก หนังยางรัดของ ที่ถือเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน ที่พบเห็นได้ทั่วไป ซึ่งทำให้หนูน้อยเล่อเล่อ เด็กหญิงวัย 4 ขวบ ต้องเป็นแผลบวมเป่งรอบแขน หลังจากนำหนังยางมาคล้องแขนไว้เป็นเวลานาน

หนูน้อยเล่อเล่อ อาศัยอยู่กับปู่ย่า ในเทศมณฑลหลิงฉวน มณฑลอานฮุย ทางตะวันออกของประเทศจีน ต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หลังจากเกิดมีแผลบวมเป่งบริเวณรอบแขน ซึ่งก่อนหน้านี้ในครั้งแรกที่พาไปรักษาเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถระบุอาการได้ โดยวินิจฉัยแค่ว่า เกิดจากภาวะติดเชื้อ หรือ เป็นอาการโรคภูมิแพ้ ทั่วไปเท่านั้น

ของที่ลูกไม่ควรเล่น

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป อาการดังกล่าวกลับยิ่งแย่ลงไปมากกว่าเดิม  ทำให้พ่อแม่ของหนูน้อยเล่อเล่อ ตัดสินใจนำลูกสาวไปรักษาที่โรงพยาบาลเด็กแห่งมหาวิทยาลัยมณฑลเจ้อเจียง ในเมืองหางโจว โดยแพทย์ระบุว่า….

ขาดเซ็กส์

7 โรคมาแน่ ถ้าชีวิตนั้น ขาดเซ็กส์

ไม่อยากเป็น 7 โรคนี้ อย่าปล่อยให้ชีวิตต้อง “ขาดเซ็กส์” นานเกินไป!

ขอเสียงคนไม่ค่อยชอบทำการบ้านกันหน่อยค่า … ทราบหรือไม่คะว่า การดำรงชีวิตด้วยการ ขาดเซ็กส์ นานเกินไปนั้น สามารถส่งผลเสียกับร่างกายของเราได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากอยากรู้ว่าเป็นโรคอะไร อย่าลืมหามุมเงียบ ๆ อ่านกันนะคะ มิเช่นนั้นละก็ อาจจะมีคนเห็นได้ว่า คุณหรือสามี เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบขยันทำการบ้าน!

เมื่อไม่นานมานี้สำนักข่าว Mirror ได้รายงานข่าวว่า มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า การดำรงชีวิตโดยการขาดเซ็กส์ นั้นมีส่วนที่จะส่งผลเสียให้กับร่างกายของเราได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคดังต่อไปนี้ค่ะ

7 โรคมาแน่ถ้า ขาดเซ็กส์ นาน!

1. โรคหัวใจ

มีผลการวิจัยล่าสุดได้ถูกเผยแพร่ผ่านวารสารชื่อดังอย่าง Sexual Medicine ว่า การที่เรามีเพศสัมพันธ์หรือว่าเซ็กส์กับคนรักนั้น สามารถช่วยลดระดับสารโฮโมซีสทีนในร่างกาย ที่อาจส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการทำงานของหัวใจ ยิ่งคุณผู้ชายมีเซ็กส์บ่อยเท่าไร ก็จะช่วยทำให้ระบบไหลเวียนในเลือดและระบบการทำงานของหลอดเลือดนั้นดีขึ้น ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์ให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะช่วยทำให้คุณสามีมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดอุดตันน้อยกว่าคนที่มีเซ็กส์เดือนละครั้ง

2. โรคเครียด

ได้มีผลการสำรวจที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร 2005 ทางชีววิทยาจิตวิทยาชี้ให้เห็นว่า การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เรารักนั้น มีประสิทธิภาพมากกว่าการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง เพราะการมีเซ็กส์นั้นจะช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมน Endorphins และฮอร์โมน Oxytocin ที่ผลิตโดยสมอง ซึ่งสามารถยับยั้งฮอร์โมน Cortisol ที่ก่อให้เกิดความเครียดได้ การขาดเซ็กส์นานเกินไป จะทำให้เกิดความเครียด โดยเฉพาะคุณภรรยาหรือคุณผู้หญิงทั้งหลาย นอกจากจะเครียดแล้ว ยังทำให้หงุดหงิด และเมื่อเครียดหรือหงุดหงิดมาก ๆ รอยตีนกา รอยเหี่ยวย่นจะไปไหนเสียละคะ ดังนั้น อย่ารอช้าค่ะ รีบสะกิดคนข้าง ๆ กันเถอะ

อ่านต่อ >> ปวดหัวไมเกรน การมีเซ็กส์ช่วยคุณได้!

ขาดเซ็กส์

3. สมองเติบโตช้า

ทราบไหมคะว่า การมีเซ็กส์เป็นประจำ จะทำให้เราฉลาดขึ้น โดยจากการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดนั้นพบว่า นักศึกษาที่มีเซ็กส์กันเป็นประจำนั้น เรียนเก่ง ทำคะแนนได้สูง ที่สำคัญพูดจาไม่ติดขัด อีกทั้งยังพูดจาฉะฉานอีกด้วย

4. ภูมิคุ้มกันแย่ลง

มีผลการศึกษาพบว่า คนที่ขยันมีเซ็กส์หรือมีเซ็กส์ไม่ขาดนั้น มีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ดี ร่างกายจะทำการหลั่งสาร Immunoglobulin A สารปฏิชีวนะที่ช่วยขจัดอาการเจ็บป่วย เช่น ไข้หวัด เป็นต้น ซึ่งผิดกับคนที่ไม่มีหรือ ขาดเซ็กส์ ไปนาน ๆ จะเจ็บป่วยบ่อย โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิลก์สแนะนำว่า ให้มีเซ็กส์ 2 ครั้งต่อสัปดาห์จะทำให้ภูมิคุ้มกันดียิ่งขึ้น

5. เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

สำหรับคุณสามีคนไหน ที่ยุ่งมากเสียจนไม่มีเวลาทำการบ้านละก็ รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด่วน ถ้าไม่อยากมีปัญหาเกี่ยวกับน้องชายไม่แข็งตัว หรือสู้อยู่ดีก็อ่อนปวกเปียก ได้มีการศึกษาวิจัยจากชาวอเมริกันพบว่า คุณผู้ชายที่มีเซ็กส์น้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์นั้น มีโอกาสหย่อนหรือเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้มากกว่าคนที่มีเซ็กส์เป็นประจำถึง 2 เท่าเลยละค่ะ นอกเหนือจากนี้สำหรับคุณภรรยานั้น ก็อาจจะส่งผลให้น้ำหล่อลื่นที่มีลดน้อยลง ทำให้เวลามีเซ็กส์กับคุณสามีที ก็อาจจะรู้สึกเจ็บ พอเจ็บก็ไม่มีอารมณ์ แล้วโรคเสื่อมสมรรถภาพที่ว่านี้จะหนีไปไหนเสีย

อ่านต่อ >> 11 อาหารช่วยป้องกันการ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

6. มะเร็งต่อมลูกหมาก

งานวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ชายที่มีการหลั่งน้ำออกมา 21 ครั้งต่อปีขึ้นไป จะสามารถช่วยลดโอกาสที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้ มากถึง 33 เปอร์เซ็นต์ ว้าว!! เยอะนะคะเนี่ย … ช้าอยู่ใย รีบสะกิดภรรยาคนสวยเลยค่ะ

7. โรคอ้วน

เพราะเซ็กส์ ถือเป็นการออกกำลังกายที่ยอดเยี่ยมที่สุด นอกจากจะสุขใจและยังสุขกายอีกด้วย เนื่องจากไม่ว่าคุณจะทำอะไร จะจูบ จะถอดเสื้อผ้า หรือจะกอดรัดฟัดเหวี่ยง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการช่วยเผลาผลาญพลังงานทั้งสิ้น ไม่เชื่อลองสังเกตดูสิคะ คนไหนที่ขยันทำการบ้านบ่อย ๆ หุ่นดีเชียว ผิดกับคนที่ไม่ขยัน … ลงพุงไม่รู้เรื่อง

อ่านต่อ>> 10 ท่าเซ็กส์ ลดน้ำหนัก เบิร์นแคลอรี่ได้กว่า 100 kcal

 

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว รอช้าอยู่ใย … รีบส่งสัญญาณบอกคนข้าง ๆ ทันที … คืนนี้เจอกัน!

อ้างอิง: Mirror และ  MThai

อ่านต่อบทความอื่นที่น่าสนใจ:

 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

จิงจูฉ่าย

7 ประโยชน์ของ “จิงจูฉ่าย” ผักต้านมะเร็ง

“จิงจูฉ่าย” ไม่ได้มีดีแค่อร่อย … ให้ประโยชน์มากมายแถมช่วยต้านมะเร็ง แต่!! ทำไมแม่ท้องห้ามทาน!!

 

 

จิงจูฉ่าย“ผักสมุนไพรของจีน ที่นิยมนำไปปรุงอาหารรับประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมนูแกงจืดและผัดผัก ซึ่งเมนูที่ขึ้นชื่อมากที่สุดก็เห็นจะเป็น ต้มเลือดหมู นั่นเองค่ะ

สาเหตุที่ต้องใส่ลงไปนั้น ไม่ใช่แค่เพื่อเป็นการช่วยดับกลิ่นคาวเท่านั้นนะคะ ยังเป็นการบำรุง และช่วยปรับสมดุลในร่างกายได้อีกด้วย … แต่ประโยชน์ที่ทีมงาน  Amarin Baby and Kids นำมาฝากในวันนี้ ไม่ใช่แค่ที่กล่าวมาค่ะ ยังมีอีกมากมายเลยทีเดียว จะมีอะไรบ้างนั้น ไปชมพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

ธาลัสซีเมีย

โรคธาลัสซีเมีย หายขาดได้ด้วยการบำบัดยีน

โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งพบบ่อยในประเทศไทย โดยถ่ายทอดทางยีนจากพ่อแม่สู่ลูก ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือหลังคลอด และเป็นข่าวดีของวงการแพทย์ไทยที่สามารถรักษาธาลัสซีเมียให้หายขาดได้ด้วยการบำบัดยีนเป็นครั้งแรกของโลก

Continue reading “โรคธาลัสซีเมีย หายขาดได้ด้วยการบำบัดยีน”

เนอสเซอรรี่

เนอสเซอรี่ เลือกอย่างไรให้ปลอดภัยกับลูกน้อย

แม่ใจสลาย เมื่อลูกชายวัย 10 เดือน ต้องมาเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาที่ เนอสเซอรี่ แห่งหนึ่ง ซึ่งคุณแม่ได้พาลูกน้อยไปฝากเลี้ยงได้เพียง 6 วัน โดยคุณแม่เล่าว่า พาลูกชายไปฝากเลี้ยงที่เนอสเซอรี่ภายในหมู่บ้านสวัสดี ย่านหลังวัดแพรกษา ซึ่งในวันแรกครูพี่เลี้ยงบริการดีมาก จนทำให้คุณแม่ไว้วางใจ

Continue reading “เนอสเซอรี่ เลือกอย่างไรให้ปลอดภัยกับลูกน้อย”

ซื้อของเล่น

อธิบายลูกอย่างไร เมื่อไม่สามารถ ซื้อของเล่น ให้ได้

ไม่รู้จะบอกลูกอย่างไร เมื่อแม่ไม่สามารถ “ซื้อของเล่น” ให้ลูกได้ … อ่านต่อคำแนะนำได้ที่นี่

 

 

กรี๊ด ๆ เสียงร้องโวยวายของเด็กน้อยคนหนึ่งที่ร้องไห้โวยวาย พร้อมกับไปนอนกลิ้งอยู่ที่พื้น โดยมีคุณแม่คอยห้าม คอยบอกให้หยุดอยู่ใกล้ ๆ

ภาพแบบนี้มีให้พวกเราทุกคนเห็นกันอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม … เด็กส่วนใหญ่หากไม่สิ่งที่ตัวเองต้องการ ก็จะเอาแต่ร้องไห้งอแง เอาแต่ใจ … แล้ววิธีการหยุดและทางออกของคุณพ่อคุณแม่ส่วนมากก็คือ การ ซื้อของเล่น ชิ้นนั้นให้กับลูก

หากคุณพ่อคุณแม่มีรายได้ มีเงินมากมาย ก็โชคดีไปค่ะ … แต่หากคุณเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่พอมีพอใช้ ก่อนที่จะซื้อทีก็ต้องคิดแล้วว่า จะเอาเงินจากตรงไหนมาซื้อ บ้างก็อาจจะใช้เงินแห่งอนาคตหรือบัตรเครดิตกันไปก่อน บ้างก็ต้องถึงขั้นหยิบยืนคนรู้จักมา หารู้ไม่ว่า การกระทำเหล่านี้ นอกจากจะทำให้ตัวของคุณพ่อคุณแม่ลำบากแล้ว ยังถือเป็นตามใจลูกไปในทางที่ผิดอีกด้วยค่ะ … หลายท่านคงคิดว่า แล้วจะให้ทำอย่างไร จะบอกลูกแบบไหนเพื่อให้ลูกรู้สึกเสียใจให้น้อยที่สุด … ที่นี่มีคำตอบค่ะ

ปล่อยลูกให้อยู่ลำพัง

อุทาหรณ์พ่อแม่! อย่า ปล่อยลูกให้อยู่ลำพัง เด็ดขาด!

เตือนพ่อแม่อีกครั้ง! อย่า “ปล่อยลูกให้อยู่ลำพัง” โดยเด็ดขาด … วินาทีเดียวก็ไม่ได้!

 

 

เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นกับใคร แม่จึงออกโรงเตือนผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับลูกสาวตัวเอง จะสามารถเป็นอุทาหรณ์เตือนใจคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นให้ระวังเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่า “ปล่อยลูกให้อยู่ลำพัง” แม้คุณจะคิดว่าแค่สองสามนาทีก็ตาม … อุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

คุณแม่สุทธิรักษ์ หนึ่งในสมาชิกเฟสบุ๊ค ได้โพสต์ถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

#น้องคิตตี้ อายุ 2 ขวบ 4 เดือน 11 วัน น้องโดนเครื่องซีนขยะมาค่ะ
(เครื่องซีนขยะใหญ่ไว้ซีนขยะเป็นแพค ๆ อยู่ที่ทำงาน มันจะหมุน ๆ ร้อน ๆ มันบีบเนื้อลูกไปหมด)

วันแรกที่ลูกโดนใจแทบจะขาด สงสารลูกมาก อยากเจ็บแทน ไม่กล้ามองแผลเลย แม่จะเป็นลมแม่ขอโทษ เหตุการณ์นี้แม่ไม่ได้อยู่ด้วยเพราะลูกได้อยู่กับพ่อที่ทำงานพ่อเค้าทำงาน กทม. พ่อคาดสายตาไม่ถึง5นาที โดยพ่อเค้าได้ยินเสียงลูกดีที่พ่อเค้ามีสติถอดปลั๊กทัน ไม่งั้นนิ้วคงขาดกระดูกคงหัก

ลูกไปโรงเรียนวันแรก

เตรียมความพร้อม“ลูกไปโรงเรียนวันแรก” ไม่ร้องงอแง แต่มีความสุข

ลูกไปโรงเรียนวันแรก มักจะเป็นปัญหาใหญ่ของพ่อแม่มือใหม่เลยก็ว่าได้ เพราะวันแรกของการไปโรงเรียนอาจไม่ได้เป็นที่ต้องการของเด็กเล็กทุกคน ด้วยความที่ต้องห่างจากอกพ่อแม่ บวกกับสิ่งแวดล้อมแปลกใหม่ในโรงเรียน ที่มีทั้งเพื่อนใหม่ ทั้งคุณครู ก็ย่อมทำให้เจ้าตัวน้อยเกิดอาการงอแงต่อมน้ำตาแตกในเช้าวันเปิดเทอมแรกของชีวิตได้ค่ะ

ดังนั้นเพื่อให้วันแรกของการไปโรงเรียนเต็มไปด้วยความประทับใจ และมีความสุขที่จะส่งผลต่อไปถึงวันอื่นๆ ในการไปโรงเรียนของลูกรักตัวน้อย เราจึงมีคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ในการรับมือเปิดเทอมวันแรกลูกไปโรงเรียนมาฝากกันค่ะ

ลูกไปโรงเรียนวันแรก จะให้ดีต้องสร้างความคุ้นเคยก่อนส่งเข้าโรงเรียน

การสร้างความคุ้นเคยก่อนส่ง ลูกไปโรงเรียนวันแรก ถามว่าจำเป็นไหม จำเป็นมากค่ะ เพราะอย่าลืมว่าเด็กเล็กๆ เขาจะคุ้นเคยอยู่กับสิ่งแวดล้อมเดิมๆ นั่นก็คือบ้านสถานที่ที่ปลอดภัย และมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ใกล้ๆ ให้รู้สึกอุ่นใจอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อวันนึงที่ลูกต้องไปอยู่กับสิ่งแวดล้อมแปลกใหม่ที่มีผู้คนมากหน้าหลายตา เขาอาจเกิดความมั่นใจ รู้สึกกลัว และกังวล นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเด็กเล็กส่วนใหญ่มักจะร้องไห้ งอแง ในวันที่ต้องไปโรงเรียนวันแรก

ลูกไปโรงเรียนวันแรก

ดังนั้นเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่สามารถรับมือวันแรกลูกไปโรงเรียนได้อย่างสบายใจ และไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจว่าลูกจะมีความสุขกับคุณครู และเพื่อนใหม่ที่โรงเรียนหรือเปล่านั้น ลองมาดูคำแนะนำที่เป็นประโยชน์เหล่านี้กันค่ะ

1. ให้ข้อมูลด้านบวกกับลูก

ถ้าที่บ้านมีลูกคนโตที่ไปโรงเรียนแล้ว หรือมีเด็กน้อยข้างบ้านที่ไปโรงเรียนก่อนหน้าลูกของคุณพ่อคุณแม่ ถือเป็นเรื่องที่ดีค่ะ ทุกเช้าให้เจ้าตัวเล็กมีส่วนร่วมในการไปส่งพี่ๆ ที่โรงเรียน ถ้าบ้านไหนใช้บริการรถโรงเรียนรับ-ส่ง ก็ให้เขาได้เห็นว่าพี่ๆ ไปโรงเรียนมีความสุข และสนุกมากแค่ไหน

2. ให้ลองใส่ชุดเครื่องแบบนักเรียน

ชุดนักเรียนของพี่นี่แหละตัวช่วยที่ดี ไม่ว่าจะเป็นชุดนักเรียน ชุดพละออกกำลังกาย กระเป๋านักเรียน ฯลฯ ลองให้ลูกได้ใส่ของพี่ดูค่ะ เพื่อให้เขาได้รู้สึกว่าอยากใส่ อยากมีชุดนักเรียนแบบฟอร์มเป็นของตัวเองบ้าง คุณแม่สามารถชี้ชวนลูกว่า “ลองใส่ของพี่ดูก่อนว่าหนูชอบไหม ถ้าชอบเดี๋ยวแม่จะพาหนูไปลอง ไปซื้อให้หนูเป็นเจ้าของนะลูก” การป้อนข้อมูลด้านบวกกับลูกจะช่วยสร้างพลังบวก ทำให้เด็กๆ อยากไปโรงเรียนมากขึ้น

3. พาลูกไปดูโรงเรียนอนุบาล

ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะมีโรงเรียนอนุบาลเพื่อส่งลูกเข้าไปเรียนไว้กี่แห่งก็ตาม ขอให้พาลูกไปดูสถานที่จริงด้วยทุกครั้งก่อนตัดสินใจร่วมกัน เพื่อที่ลูกจะได้คุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นคุณครู เด็กนักเรียน บรรยากาศการเรียน บรรยากาศการเล่นสนุกที่สนามเด็กเล่นของโรงเรียน เป็นต้น และถ้าตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกโรงเรียนอนุบาลนี้ให้ลูก ก่อนเปิดเทอมก็ควรพาลูกแวะเวียนไปโรงเรียนเพื่อทำความรู้จักกับคุณครูประจำชั้นอนุบาล เพื่อนรุ่นพี่ ฯลฯ ด้วยนะคะ

4. พาลูกไปเลือกซื้อกระเป๋า อุปกรณ์การเรียน

โดยมากแล้วเด็กอนุบาลจะยังไม่มีอุปกรณ์การเรียน หรือเครื่องแบบนักเรียนที่เป็นฟอร์มเท่ากับเด็กชั้นประถมขึ้นไป ดังนั้นหลายๆ โรงเรียนอุบาลจึงค่อนข้างให้อิสระกับคุณพ่อคุณแม่ในการเตรียมอุปกรณ์ของใช้ให้ลูก และถึงแม้ชุดสำหรับเด็กอนุบาลโรงเรียนจะฟอร์มให้ใส่เหมือนกัน แต่ก็เป็นชุดที่น่ารัก สดใสถูกใจเด็กๆ ค่ะ ส่วนกระเป๋าหลายโรงเรียนให้เตรียมมาใช้เองได้ แต่ต้องเป็นกระเป๋านักเรียนที่ได้คุณภาพ เหมาะกับสรีระการใช้งานของเด็กเล็กๆ

 

ลูกไปโรงเรียนอย่างมีความสุข ต้องมีกระเป๋านักเรียนที่ถูกใจ

ใช่แล้วค่ะ เด็กๆ ต้องมีกระเป๋าที่รู้ใจ และถูกใจ เพราะจะยิ่งช่วยให้การไปโรงเรียนน่าสนุกประทับใจมากยิ่งขึ้น แนะนำว่าในเด็กเล็กๆ โดยเฉพาะที่อยู่ในวัยอนุบาล ด้วยรูปร่างสรีระโครงสร้างกระดูกที่ยังไม่แข็งแรงเท่ากับผู้ใหญ่ ไม่ควรให้ลูกต้องแบก หรือสะพายเป้ที่หนักมากเกินไป เพราะเดี๋ยวจะทำให้กระดูกสันหลังเบี้ยว คด ปวดหลัง ปวดไหล่ได้ค่ะ

 

แล้วกระเป๋านักเรียนแบบไหนละที่เหมาะกับลูก ?

ในกรณีที่โรงเรียนอนุบาลบางแห่งไม่ได้มีแบบกระเป๋านักเรียนที่เป็นฟอร์มให้ คุณพ่อคุณแม่สามารถหาซื้อเตรียมให้ลูกได้เองค่ะ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ เป็นกระเป๋าที่ออกแบบมาได้มาตรฐานการใช้งานสำหรับเด็กเล็ก ทั้งกระเป๋าเป้สะพายหลัง หรือกระเป๋าลากจูง กระเป๋านักเรียนที่ดีควรช่วยซัพพอร์ตเวลาใช้งาน อย่าลืมว่าถึงจะอยู่ชั้นอนุบาล ก็มีของใช้ส่วนตัวรวมถึงอุปกรณ์การเรียนด้วย

ถ้าให้เปิดกระเป๋านักเรียนดู สิ่งมีก็จะเป็นพวก กระบอกน้ำ สมุด หนังสือหัดอ่านเขียน กล่องดินสอ ชุดสำรอง เสื้อกันหนาว เด็กบางคนเอาขนม นมกล่องเล็กๆ ไปด้วย รวมถึงของเล่นตัวโปรด เป็นต้น ดูเหมือนก็เป็นของเล็กๆ น้อยๆ ไม่เยอะเลย แต่ก็หนักอยู่นะคะ ยิ่งถ้าลูกตัวเล็กมากๆ การสะพายกระเป๋าที่มีน้ำหนัก ทำให้ไม่สบายตัว ปวดหลัง ไหล่ได้ค่ะ แนะนำว่าถ้าเปลี่ยนมาใช้เป็นกระเป๋าลากจูงก็จะช่วยให้เด็กๆ คล่องตัวมากขึ้นค่ะ

อย่างกระเป๋าล้อลากLittleLife ก็เป็นหนึ่งในกระเป๋านักเรียนที่เห็นหลายๆ ครอบครัวเลือกให้ลูกๆ ใช้ไปโรงเรียนกันมากค่ะ ด้วยขนาดกระเป๋าที่มีขนาดพอดีกับสรีระของเด็กๆ เช่นความสูงของขาลาก ล้อลากที่ทนทานได้มาตรฐาน และล้อลื่นลากง่าย จึงทำให้ช่วยผ่อนแรงเวลาลากจูงได้มากเลยค่ะที่สำคัญผลิตจากวัสดุที่ทนทานแต่มีน้ำหนักเบาเพื่อช่วยผ่อนแรงหนูน้อยหากต้องมีการยก ที่ถูกใจเด็กๆทุกคนก็คือการออกแบบลวดลายทั้งดีไซน์และสีสันของกระเป๋าก็น่ารักน่าใช้ เป็นรูปสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไดโนเสาร์ เต่า ผึ้ง เต่าทอง ดีไซน์เหล่านี้ช่วยส่งเสริมจินตนาการกับเหมาะเด็กที่กำลังอยู่ในวัยเข้าโรงเรียนเหมือนกับว่าเขาพาเพื่อนสนิทรู้ใจไปโรงเรียนด้วยทุกวันอีกด้วยค่ะ

กระเป๋าล้อลากLittleLife

ทำไมต้องกระเป๋าLittleLife

  1. กระเป๋าสะพายหลัง กระเป๋าล้อลากLittleLife ได้ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานยุโรปทุกปีว่าทนทานแน่นหนาและมั่นใจได้ว่าสามารถรับน้ำหนักได้ดี น้ำหนักเบา ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อสรีระของเด็กๆสายสะพายนุ่มไม่เจ็บและปรับขนาดได้ให้กระชับตัว ขนาดกระเป๋าจะไม่ใหญ่เกินไปเพราะการให้น้องสะพายกระเป๋าที่ใหญ่เกินไปนั้นจะทำให้แบกรับน้ำหนักมากไป และนำไปสู่ปัญหากระดูกสันหลังคดได้ สำหรับกระเป๋าล้อลากก็เช่นกัน กระเป๋าล้อลากLittelLifeออกแบบมาอย่างดีด้วยวัสดุที่ทนทานแต่มีน้ำหนักเบา หูลากมีความสูงที่พอดีกับน้อง ล้อลากลื่น ทนทาน รับน้ำหนักได้ดี แถมยังดีไซน์น่ารักอีกด้วย
  2. กระเป๋า LittleLife ผลิตจากวัตถุดิบที่ปลอดภัยสีที่เลือกใช้บนผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเป็นสีปลอดภัยผ่านการทดสอบแล้วว่าปลอดภัยแม้น้องจะเอาเข้าปาd
  3. ใช้วัสดุที่ทนทานทำความสะอาดง่ายเพียงใช้ผ้าเปียกเช็ด
  4. ผ่านการทดสอบการติดไฟตามมาตรฐานอุตสาหกรรมสิ่งทอ

การเตรียมในทุกเรื่องก่อนโรงเรียนเปิดเทอมเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมทั้งจิตใจ ร่างกายของลูกในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ที่โรงเรียน รวมถึงความพร้อมของอุปกรณ์ของใช้ โดยเฉพาะกระเป๋านักเรียนที่เป็นหนึ่งในของใช้คู่กายที่ตามติดเด็กๆ ไปโรงเรียนในทุกวัน ก็ต้องเป็นกระเป๋าที่เด็กๆ ใช้แล้วถูกใจ ประทับใจเป็นคู่หูกันไปตลอดการเรียนที่โรงเรียนด้วยนะคะ

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับเป้จูงLittleLife สามารถติดตามได้ที่เพจ https://www.facebook.com/LittleLifeTH หรือช้อปปิ้งผ่านเวปไซท์ของเราได้ที่ www.morepurestore.com

 

พิเศษ!!!ฉลองเปิดเทอมสำหรับแฟนเพจ Amarin Baby & Kids ระหว่างวันที่ 3-31 พ.ค. นี้ใครอยากได้กระเป๋า LittleLife

 และ Shopping ผ่าน www.morepurestore.com มีราคาพิเศษให้จนถึง 31 พ.ค. นี้เลยค่า

https://www.amarinbabyandkids.com/school/back-to-school-little-life/

ชุดแต่งหน้าของเล่น

อุทาหรณ์! ลูกเกือบตาย เพราะ ชุดแต่งหน้าของเล่น

อุทาหรณ์เตือนพ่อแม่ ซื้อ ชุดแต่งหน้าของเล่น ให้ลูกสาวเล่น ระวังมีสารพิษอันตราย ระคายเคืองผิว ทำลูกหน้าพัง เสี่ยงโดนสารพิษอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

เด็กหญิง กับ เรื่องความสวยความวาม เป็นของคู่กัน โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นคุณแม่ แต่หน้าทาปากสวยงาม ก็อยากเลียนแบบ ทำตามบ้าง แต่เครื่องสำอางของผู้ใหญ่นั้นมีน้อยที่จะปลอดภัยกับเด็ก ดังนั้นจึงมีคุณแม่หลายคนที่คิดจะซื้อ ชุดแต่งหน้าของเล่น  มาให้ลูกเล่นแทน!!

อุทาหรณ์! “ลูกหน้าพัง เกือบตาย” เพราะ ชุดแต่งหน้าของเล่น

แต่ในการเลือกของเล่นประเภทนี้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังและคำนึงถึงมาเป็นอันดับแรกคือเรื่องความปลอดภัย เพราะ ชุดแต่งหน้าของเล่น นั้นเป็นสิ่งที่ลูกต้องเล่นและสัมผัสกับใบหน้า ซึ่งถ้า ของเล่นเครื่องสำอาง นี้มีสารพิษอันตราย ก็อาจทำให้ระคายเคืองกับผิวของลูกน้อย และลามไปเป็นแผลติดเชื้อได้ เช่นเดียวกับเหตุการณ์นี้

I'm making this post because I feel like it is very important to remind parents to be very careful about what we allow…

โพสต์โดย TonyKylie Cravens เมื่อ 17 มีนาคม 2018

 

ที่คุณแม่ชาวต่างชาติท่านหนึ่ง ได้ออกมาโพสต์ภาพและข้อความเตือน เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายในการเลือกซื้อของเล่นให้ลูก อย่าง เครื่องสำอางแต่งหน้าของเล่น นี้ เพราะมันอาจทำร้ายลูกน้อยของคุณจนเกือบตายได้…