Kid safety – โรงเรียนลูกยัง “ปลอดภัย” อยู่ไหม!?

โรงเรียนคือ “บ้านที่สอง” ของเด็กๆ ที่คุณพ่อคุณแม่เชื่อมั่นว่าลูกจะต้องมีความสุขและปลอดภัย แต่…ก็มีเหตุร้ายเกิดขึ้นถี่ๆ จนทำให้พ่อแม่ และสังคมเกิดคำถามด้วยความคับข้องใจว่า….ลูกเราไม่ได้กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียน “อันตราย” แน่หรือ?

เฉพาะเดือนสิงหาคมปี 2558 นี้ ได้เกิดเหตุร้ายระดับ“พาดหัวข่าว” ที่ทำให้เด็กนักเรียนต้องสาหัสและเสียชีวิต ถึง 4 ราย (หากรวมเดือนกรกฎาคมด้วยก็จะเป็น 5 ราย)

  • เด็ก 4 ขวบ ถูกเชือกที่นอนในศูนย์เด็กเล็กรัดคอ (พัทยา)
  • ประตูรั้วเหล็กของศูนย์เด็กเล็ก ล้มทับเด็ก 2 ขวบ อาการสาหัส (ระนอง)
  • สลด! เด็กอนุบาลถูกป้ายเหล็กในโรงเรียนล้มทับเสียชีวิต  (สระบุรี)
  • รถสองแถวรับส่งนักเรียนชนท้าย 10 ล้อจอดเสียข้างทาง เด็กตาย 1  เจ็บนับสิบ (นครปฐม)
  • ลืมอีกแล้ว! เด็ก 4 ขวบตายคารถรับส่งนักเรียน (นครศรีธรรมราช)

ย้อนกลับไปในปีที่ผ่านๆ มา ยิ่งทบทวนเหตุร้ายก็ให้ยิ่งขวัญผวา…เด็กนักเรียนตกตึก… ประตูเหล็กล้มทับ …เด็กเล็กตกหม้อข้าวต้มเดือดๆ…. มีคนข่มขืนเด็กในห้องน้ำ และ …คนเป็นโรคจิตถือมีดวิ่งไล่แทงนักเรียน!

“ความปลอดภัย” สิทธิพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องได้รับ

จริงๆแล้วเราควรมีข้อกำหนดความปลอดภัยขั้นต่ำซึ่งทุกโรงเรียนต้องทำได้ เพราะถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่เด็กทุกคนต้องได้รับเท่าๆกัน ไม่ว่าโรงเรียนขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก โรงเรียนบริการคนรวยหรือจน โรงเรียนที่ทำได้ต่ำกว่าเกณฑ์นี้ถือว่าเป็นโรงเรียนอันตราย

“พลังพ่อแม่” ช่วยลูกปลอดภัยดีที่สุด

“หากพ่อแม่รวมตัวกัน สำรวจจุดเสี่ยง ลงความเห็นร่วมกันแล้วแน่ชัดว่ามีจุดเสี่ยงที่ไม่ใช่ความกังวลเกินเหตุ และรายงานครู ผู้บริหารโรงเรียน เขตการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และขึ้นบัญชีประกาศไว้ว่าเป็นโรงเรียนอันตรายจนกว่าจะมีการแก้ไข เป็นวิธีที่จะสร้างความปลอดภัยให้เด็กๆ ในโรงเรียนได้ดีที่สุด”

ความปลอดภัยขั้นต่ำที่โรงเรียนไม่ควรละเลย

พ่อแม่ควรไปกันเป็นกลุ่มๆ สองสามเดือนครั้ง เดินสำรวจโรงเรียนของลูกมองหาว่ามีจุดเสี่ยงดังต่อไปนี้หรือไม่

1. ละเลยบุคคลแปลกหน้า

ปล่อยให้พวกเขาเดินเข้าเดินออกโรงเรียนได้อย่างเสรี โดยไม่มีการตรวจสอบใดๆ

2. ไม่มีความปลอดภัยภายนอกอาคาร

อันตรายที่พบได้บ่อย ได้แก่ อุบัติเหตุรถชน จมน้ำ เครื่องเล่นสนามและของหนักอื่นๆ เช่นประตูรั้ว แป้นบาสเกตบอล เสาฟุตบอลล้มทับ รวมถึงอันตรายจากแมลงและสัตว์

2.1 ที่หน้าโรงเรียน

ทุกเช้าพบเห็นว่าเด็กบางคนนั่งมอเตอร์ไซด์มาโรงเรียนโดยไม่ใส่หมวกนิรภัย เด็กบางคนขี่มอเตอร์ไซด์มาเอง แต่ไม่มีครูตักเตือนหรือบอกผู้ขับขี่ที่มาส่งเลย ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่เองหรือมอเตอร์ไซด์รับจ้างเพราะนี่คืออันตรายจากการเดินทางมาโรงเรียน เป็นการเดินทางที่ผิดกฎหมายที่ใครๆก็รู้ หากเรื่องนี้ครูละเลยแล้ว เรื่องความปลอดภัยอื่นครูจะสนใจได้อย่างไร

2.2 ปล่อยให้รถยนต์แล่นเข้ามาในโรงเรียน

โดยไม่แยกโซนสัญจรกับโซนพื้นที่เด็ก ซึ่งทำให้พื้นที่เล่นของเด็กเป็นพื้นที่เสี่ยง (ขับรถมาส่งหลานในโรงเรียน จู่ๆ รถดับจึงพยายามเข็นรถ แต่เกียร์ล็อค จึงไขกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ ทำให้รถพุ่งเข้าชนกลุ่มนักเรียน เสียชีวิต 1 บาดเจ็บ 3 – ข่าว 7 ก.ค. 2554 )

2.3 มีแหล่งน้ำ

ทั้งภายในโรงเรียน (เช่น สระว่ายน้ำ สระขุด บ่อน้ำเลี้ยงปลาโอ่งหรือตุ่มขนาดใหญ่ ฯลฯ) หรือสถานที่ใกล้เคียง (เช่น บ่อน้ำใช้ ลำคลอง ฯลฯ) โดยไม่มีรั้วกั้นเด็กออกจากแหล่งน้ำและไม่มีป้ายเตือน

2.4 สนามเด็กเล่นไม่ปลอดภัย

พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าสนามเด็กเล่นอันตรายหรือไม่

ขั้นแรก ให้ก้มลงมองที่พื้นสนามเด็กเล่น ถ้าเป็นพื้นแข็ง เช่น ซีเมนต์ ยางมะตอย อิฐสนาม ทราย หรือก้อนกรวดอัดแข็ง แทนที่จะใช้วัสดุปูพื้นที่หนานุ่มและดูดซับพลังงานได้ดี เช่น เป็นพื้นสังเคราะห์ หรือพื้นทราย ถือว่าอันตราย

ขั้นที่สอง ดูว่าเครื่องเล่นได้ถูกยึดติดฐานรากหรือลอยตัว ถ้าไม่ยึดติดฐานรากให้มั่นคง เวลาเด็กเล่นแรงๆ แล้วมีโอกาสล้มคว่ำได้ ถือว่าอันตรายสองข้อใหญ่ นี้ถ้าไม่ผ่านข้อใดข้อหนึ่งก็จัดให้เป็นสนามเด็กเล่นอันตรายได้แล้ว

2.5 สิ่งของขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก ไม่มั่นคง

เสาเหล็ก-เสาฟุตบอล-แป้นบาสเกตบอล-ป้ายใหญ่ และ ประตูรั้วเหล็กบานใหญ่ไม่มั่นคง ประตูรั้วเหล็กไม่มีเสากั้นล้ม……พื้นทรุด รางประตูชำรุด

2.6 พบรังต่อแตน หรือรังผึ้ง

ตามต้นไม้ใหญ่ หรือมีสุนัขจรจัด ไม่มีเจ้าของเดินเพ่นพ่านในบริเวณโรงเรียนได้

3. ไม่มีความปลอดภัยภายในอาคาร

อันตรายที่พบในอาคารส่วนใหญ่เกิดจาก การพลัดตกตึกสูงตั้งแต่ 3-4 ชั้นขึ้นไป ของหนักล้มทับหรือตกใส่ ไฟฟ้าดูด และได้รับสารเคมี สารพิษ สารติดไฟต่างๆ ที่ไม่จัดเก็บให้เหมาะ

3.1 บันได ระเบียง ไม่มีราวหรือผนังกันตก

หรือมีแต่ซี่ราวกันตกห่างมากกว่า 9 ซม. เด็กมุดลอดได้ หรือราวกันตกชำรุดแล้วไม่ซ่อมแซม หรือวางเฟอร์นิเจอร์ เช่น เก้าอี้ ติดกับราวกันตก ส่งเสริมให้เด็กปีนป่ายง่ายขึ้น

3.2 ของหนักที่แขวน ยึดติดไว้ที่สูงภายในอาคารไม่มั่นคง

เช่น พัดลม ทีวี มีการชำรุด โยกเยกอาจหล่นใส่หัว

3.3 ระบบไฟฟ้าไม่มีสายดิน

อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เสี่ยง เช่น ตู้น้ำเย็นไม่ต่อสายดิน ไม่มีตัวตัดไฟอัตโนมัติ พอมองไปที่พื้นยังพบว่าพื้นบริเวณที่เด็กยืนกดน้ำเปียกแฉะ พร้อมจะทำให้เด็กไฟดูดได้ง่าย ปลั๊กไฟชำรุด แต่ไม่ซ่อมแซม โดยเฉพาะในห้องคอมพิวเตอร์ที่มีเต้ารับเต็มไปหมด

3.4 ตามห้องเรียนมีของอันตรายวางระเกะระกะ

ไม่จัดวางไว้ในที่ที่เด็กหยิบเล่นไม่ได้เช่น สารเคมี แอลกอฮอล์ กรดต่างต่างๆ หรือยาสามัญประจำบ้าน เด็กๆ อาจนำมาเล่นกันด้วยความคึกคะนองได้

 

เรื่องโดย : รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี

ภาพประกอบ : beeclassic

เพราะโลกนี้มีเราเพียงสองคน

เพราะโลกนี้มีเราเพียงสองคน

“ก้าวแรกสู่โลกของเบบี๋” ที่มีแม่เป็นจุดศูนย์กลาง และ “ก้าวแรกสู่โลกของแม่” ที่มีเบบี๋เป็นรัศมีล้อมรอบทุกแง่มุมของชีวิต สองแม่-ลูกจะค้นพบสิ่งใดในโลกของตัวเองบ้าง…มาดูกัน

ท้องแรก

เบบี๋: ท้องแม่อุ่นสบายจัง ว่ายน้ำเล่นได้ทั้งวันเลยจะเหวี่ยงแขน-ถีบขาออกกำลังกายก็ยังได้ เวลาหิว แม่ก็รู้ใจทุกครั้ง (บางทีอิ่มแล้ว ก็ยังได้กินอีก) แถมยังมีเสียงกล่อมอีกต่างหาก (บางทีก็มีเพลงให้ฟังด้วย)

แม่: อึดอัดจะแย่ ลุกก็โอย นั่งก็โอย เพิ่ง 5 เดือนกว่าเอง น้ำหนักขึ้นเกือบ 10 กิโลแล้วเนี่ย (ก็ลูกเค้าหิวนี่นา) แถมยังโดนลูกถีบแทบจุกวันละหลายรอบอีกต่างหาก

ภาพแรก

เบบี๋: ผู้หญิงคนนี้ใจดีจัง จ้องเรา-ยิ้มให้เราทั้งวันเลยด้วย แถมยังไม่เคยอยู่ห่างเราอีกต่างหาก จะต้องเป็น “แม่” เราแน่ๆ แม่จ๋า…แม่สวยที่สุดเลย

แม่: เพิ่งเห็นสารรูปตัวเองในกระจก แม่เจ้า! ยุบไปแค่นิดเดียวเอง ดูไม่ได้เลย ต้องหาเวลาฟิตร่างกายกันหน่อยแล้ว

รสชาติแรก

เบบี๋: นมแม่แสนอร่อย หิวปุ๊บ ได้กินแบบอุ่นๆ จากเต้าปั๊บ ดูดข้างหนึ่ง จับข้างหนึ่ง ฟินสุดๆ ไปเล้ย…

แม่: ดูดเบาๆ หน่อยสิลูก ตอนหนูอยู่ในท้อง แม่กินเผื่อตั้งเยอะ ไม่น่าจะหิวขนาดนี้นี่นา หัวนมแม่แตกจนเจ็บไปหมดแล้ว

กลิ่นแรก

เบบี๋: นี่แหละกลิ่นที่คุ้นเคย อยู่ใกล้แล้วอุ่นใจ แม่เราตัวห้อม…หอม

แม่: กลิ่นตุๆ อะไรนี่ ว้าย! อึอีกเหรอ วันนี้รอบที่ 5 แล้วนะลูก ไปเรียกพ่อมาจัดการบ้างดีกว่า เหอะๆ

เสียงแรก

เบบี๋: เสียงแม่ฟังเพลินดีจัง ได้ยินตั้งแต่ตอนอยู่ในท้องแล้ว ก็แม่คุยกับเราทั้งวันเลยนี่นา

แม่: เสียงร้องเจ้าตัวเล็กนี่แสบแก้วหูน่าดูเลย ร้องตรงเวลาด้วย พักยกให้แม่หายปวดหัวบ้างเถอะนะ

 

เรื่อง: จิรประภา

ภาพประกอบ: โซเฟียร์

Tags

Kid Safety ระวังภัย…ในพื้นที่เล่น

            เมื่อลูกผ่านพ้นวัยเด็กน้อย กำลังจะก้าวสู่วัยเรียนรู้โลก ( 6 – 9 ขวบ) “โลก” สำหรับพวกเขาจึงไม่ใช่แค่ในรั้วบ้านแล้วละครับ แต่มันคือ ทุกพื้นที่ที่พบล้วนตื่นตาตื่นใจ น่าลองน่ารู้อย่างสนุกสนาน

ระวังภัย…ในพื้นที่เล่น

สนามเด็กเล่น คือพื้นที่เรียนรู้โลกกว้างของเด็กอีกแห่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

พื้นสนามต้องเป็นแบบที่สามารถดูดซับพลังงาน ป้องกันการกระแทกของศีรษะ และลดภาวะเลือดออกในสมองได้ เครื่องเล่นต้องยึดติดฐานรากไม่ล้มทับเด็ก และต้องจำกัดความสูงของเครื่องเล่น ไม่เกิน 1.8 เมตร

พื้นสนามที่ดีต้องประกอบด้วยวัสดุอ่อนนิ่มดูดซับพลังงานได้ เช่น ทราย ขี้เลื่อย ที่หนาอย่างน้อย 30

เซนติเมตร หรือพื้นสนามสังเคราะห์ที่ทำจากยาง หรือวัสดุอื่นที่มีการทดสอบแล้ว

ขณะที่พื้นสนามที่เป็นพื้นแข็ง เช่นซีเมนต์ อิฐสนาม ก้อนกรวด ยางมะตอย ทรายอัดแข็ง พื้นหญ้าธรรมดา มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บศีรษะรุนแรง

 

ข้อสังเกตเพื่อพ่อแม่

เลือกพื้นที่เล่นให้ลูกปลอดภัย

  • พื้นที่เดินและพื้นที่เล่นของเด็กในชุมชนต้องแยกออกจากถนนที่มียานพาหนะสัญจร

ในต่างประเทศการออกแบบหมู่บ้านจัดสรรที่มีสถานที่พักผ่อน เช่น สวนหย่อม สนามเด็กเล่น หรือสระว่ายน้ำ มักมีทางเดินเท้า หรือทางจักรยานที่เด็กและผู้ใหญ่มาถึงได้โดยไม่ต้องข้ามถนนเลย

ขณะที่ในชุมชนเรามักอำนวยความสะดวกกับผู้ใหญ่มากกว่า เช่น ถนนในหมู่บ้านกว้างขวาง ขับรถได้สะดวกรวดเร็ว เด็กไม่สามารถเดินออกจากบ้าน หรือขี่จักรยานได้เองอย่างปลอดภัย

  • การลดความเร็วการขับขี่รถในเขตชุมชนและละแวกบ้าน จากการเก็บข้อมูลพบว่า การลดความเร็วของ

รถลงมาเหลือไม่เกิน 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง อุบัติเหตุจากการถูกรถชน และบาดเจ็บของคนเดินถนนจะลดลงร้อยละ 24 และ45 ตามลำดับ

วิธีช่วยลดความเร็วในการขับขี่ ทำได้ตั้งแต่ ทำป้ายบอก แต่วิธีการนี้มักได้ผลไม่ดี ชุมชนต้องดัดแปลงถนนในเขตชุมชน หรือละแวกบ้าน ให้รถยนต์ไม่สามารถใช้ความเร็วได้ (traffic calming) ซึ่งมีหลายรูปแบบเช่น การทำให้ถนนแคบลง ช่วยลดความเร็วได้ประมาณ 5 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือลดความเร็วได้ร้อยละ 28 การใช้สันชะลอความเร็ว (road hump)­­ หรือแถบลดความเร็ว (road strip) ช่วยลดความเร็วลงได้ประมาณ 1 กิโลเมตร/ชั่วโมง ต่อทุกความสูง 1 เซนติเมตรที่เพิ่มขึ้น ช่วยลดความเร็วได้ประมาณร้อยละ 40

            “ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งคุณพ่อคุณแม่ จะต้องร่วมกันเอาใจใส่ทั้งการป้องกันและแก้ไขโดยเฉพาะในชุมชน เพื่อให้ลูกหลานของพวกเราสามารถสำรวจโลกนอกบ้านในสิ่งแวดล้อมที่มั่นใจได้ว่าปลอดภัย ขณะเดียวกันพ่อแม่ก็ยังต้องสอนจุดเสี่ยงให้เด็กวัยนี้ด้วย และยังคงต้องตรวจสอบเด็กทุก 1-2 ชั่วโมงนะครับ”

 

 

บทความโดย : รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี
ภาพประกอบ : beeclassic

Tags

ทักษะความปลอดภัยทางน้ำ ป้องกันลูก จมน้ำ ได้

Kid Safetyระวังลูก จมน้ำ ด้วย5ทักษะความปลอดภัยทางน้ำ

พ่อแม่ไม่น้อยที่คิดว่า “ลูกโตแล้ว” จึงวางใจไม่ดูแลใกล้ชิดปล่อยปละละเลย เป็นสาเหตุให้เกิดเด็ก จมน้ำ สาเหตุเสียชีวิตอันดับหนึ่งของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี

Kid Safety ระวังลูก จมน้ำ ด้วย 5 ทักษะความปลอดภัยทางน้ำ!!

ประเทศไทยมีอุบัติเหตุเด็กจมน้ำเสียชีวิตบ่อยครั้ง แต่มีผู้ใหญ่ไม่น้อยที่คิดว่า “เด็กโตแล้ว” จึงวางใจเกินไป คิดเอง (เออเอง) ว่าเด็กวัยนี้เข้าใจดีแล้วเรื่องเสี่ยงไม่เสี่ยง หลีกเลี่ยงภัยได้เองแล้ว จึงไม่ต้องดูแลใกล้ชิดจนอาจถึงขั้นปล่อยปละละเลย จำนวนของเด็กวัยนี้ที่บาดเจ็บและเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุสารพัดจึงยังสูงอย่างต่อเนื่อง

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลจากมรณบัตรในปี 2562 มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำสูงถึง 3,306 ราย เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 559 ราย ส่วนข้อมูลจากคลังข้อมูลสุขภาพ (Health Data Center) ของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี 2563 นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–30 กันยายน 2563 มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีประสบเหตุจมน้ำมากถึง 692 ราย (การจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี)

เด็กโตเข้าใจเหตุผล แต่ยังไม่รู้ความเสี่ยง!!

แม้ความสนใจกระตือรือร้นเรียนรู้โลก คือธรรมชาติตามวัยที่ควรจะสนับสนุนให้ลูกได้เรียนรู้ เพื่อเกิดทักษะ เพื่อพัฒนาการทั้งจิตใจ ร่างกายและสังคม แต่เรื่องของ “ความปลอดภัย” ก็ยังเป็นสิ่งที่จะต้องเอาใจใส่ให้มาก

เพราะแม้ลูกวัยนี้จะเริ่มเข้าใจเหตุและผล เข้าใจความเสี่ยงและเชื่อมโยงถึงผลการบาดเจ็บที่จะตามมาได้แล้ว รวมถึงความใกล้ชิดของการดูแลเด็กโต ที่พ่อแม่สามารถให้เขาอยู่ในระยะพ้นสายตาได้ แต่ก็ต้องตรวจสอบดูแลเด็กทุก 1-2 ชั่วโมง และต้องมั่นใจว่าเขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ผู้ใหญ่ได้จัดการความเสี่ยงไว้แล้วไม่ว่าจะเป็นพื้นที่รอบ ๆ ชุมชน หรือโรงเรียน

เด็กจมน้ำ ภัยเงียบที่พ่อแม่ต้องระวัง
เด็กจมน้ำ ภัยเงียบที่พ่อแม่ต้องระวัง

ระวัง!!…ภัยจมน้ำ  

เด็กวัยอายุต่ำกว่า 15 ปี ในวันหยุด หรือในช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ หลังเลิกเรียนมักชวนกันไปเล่นน้ำในละแวกบ้าน ไม่ว่าจะเป็น บ่อน้ำใช้ในชุมชน ลำคลอง บ่อขุด หรือ สระว่ายน้ำที่อยู่รอบ ๆ หมู่บ้าน อยู่รอบ ๆ ชุมชน ยิ่งในช่วงวันหยุดยาว ๆ เช่น ช่วงปิดเทอมเล็ก (ราวเดือนตุลาคม) และ ปิดเทอมใหญ่ (เดือนเมษายน) ตัวเลขเด็ก จมน้ำเสียชีวิตจะพุ่งพรวดเสมอ

เหตุที่ทำให้เด็กวัยนี้เสียชีวิตเพราะจมน้ำ คือ ว่ายน้ำไม่เป็น แล้วไปเล่นใกล้น้ำ พลัดตกลงไปโดยยังไม่ได้ตั้งใจลงว่ายน้ำเล่นเลย บางคนก็ตั้งใจลงน้ำเล่นกับเพื่อนทั้ง ๆ ที่ว่ายไม่เป็น ตั้งใจจะเล่นตื้น ๆ แต่พลัดไหลไปที่ลึก หรือ พอจะเป็นแต่ว่ายไปช่วยเพื่อนที่จมน้ำทั้ง ๆ ที่ตนเองยังไม่มีทักษะในการช่วยคนจมน้ำ แหล่งน้ำบางแหล่งมีความเสี่ยงมาก เด็ก ๆ ไม่ควรลงเล่นตั้งแต่แรก เช่น น้ำไหลแรง

พ่อแม่ทำอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยลูกพ้นภัยจมน้ำ

  • ฝึกทักษะความปลอดภัยทางน้ำ 5 ประการ ขอชวนคุณพ่อคุณแม่พาลูกอายุ 5-7 ขวบไปฝึกทักษะความปลอดภัยทางน้ำ 5 ประการ ได้แก่

1. เรียนรู้จุดเสี่ยง

2. ลอยตัวในน้ำได้เกินกว่า 3 นาที หรือ

3. ว่ายน้ำได้ไกลไม่น้อยกว่า 15 เมตร

4. ช่วยเพื่อนด้วยการตะโกน โยน ยื่น

 5. รู้จักใช้ชูชีพ

ลูก จมน้ำ เพราะพ่อแม่คิดว่าโตแล้ว ปล่อยปะละเลย
ลูก จมน้ำ เพราะพ่อแม่คิดว่าโตแล้ว ปล่อยปะละเลย

การ “ตะโกน-โยน-ยื่น” หมายความอย่างนี้ครับ

ตะโกน ดังๆ เพื่อเรียกให้ผู้ใหญ่มาช่วย

โยน วัสดุที่ลอยน้ำได้ (ที่พอหาได้ในบริเวณนั้น เพราะเด็กจะขาดอากาศหายใจ จมน้ำตายภายใน 4 นาทีหากช่วยไม่ทัน) เช่น ลูกมะพร้าว ถังแกลลอนเปล่า ขวดน้ำพลาสติกเปล่า แผ่นโฟม ฯลฯ เพื่อให้คนจะจมน้ำเกาะไว้ก่อน

ยื่น วัสดุยาว ๆ เช่น แท่งไม้ กิ่งไม้ กางเกง เสื้อ เพื่อให้คนจะจมน้ำจับ แล้วช่วยดึงเข้ามา

ขอขอบคุณคลิปอ้างอิงจาก ป้องกันจมน้ำ.com
  • เตรียมและใช้เสื้อชูชีพทุกครั้งที่ไปเที่ยวทางเรือ คุณพ่อคุณแม่จะต้องเตรียมเสื้อชูชีพ และก่อนลงเรือต้องให้ลูกสวมไว้เสมอ
  • ช่วยกันจัดสิ่งแวดล้อมปลอดภัย ท้องถิ่น ท้องที่ ชุมชนต้องให้ความสำคัญในการจัดการสิ่งแวดล้อม พื้นที่เล่นให้ปลอดภัย และเด็กวัยสำรวจโลกนี้มักบาดเจ็บในเขตชุมชน ไม่ใช่ในบ้านเหมือนเด็กเล็ก ครอบครัวไม่สามารถจัดการความปลอดภัยในพื้นที่ในเขตชุมชนได้เอง ไม่เหมือนพื้นที่ในบ้าน เช่นแหล่งน้ำเสี่ยง

ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจะต้องปักป้ายเตือนอันตราย และห้ามลงน้ำตัวโต ๆ หรือล้อมรั้วอย่างหนาแน่น ในบริเวณ เขตแหล่งน้ำเสี่ยง (เช่น มีน้ำวน น้ำลึกมาก พื้นน้ำไม่เสมอ หรือ เสี่ยงไฟดูด ฯลฯ) มิฉะนั้นเด็กก็จะกลายเป็นเหยื่ออีกเช่นเคย

บทความโดย : รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี

เจาะลึก 5 ทักษะความปลอดภัยทางน้ำ

  1. เรียนรู้จุดเสี่ยง สำหรับผู้ใหญ่แล้วเรามีประสบการณ์สอนตัวเองให้รู้ถึงจุดเสี่ยง จุดอันตราย แต่เด็กที่เราดูเหมือนว่าเขาโตพอแล้ว แต่ก็ไม่เสมอไปที่ลูกจะเข้าใจในจุดเสี่ยงอันตราย โดยเฉพาะแหล่งน้ำด้วยแล้ว แหล่งน้ำธรรมชาติในบางทีมองผิวเผินเหมือนน้ำนิ่ง แต่ใต้น้ำอาจเป็นน้ำวน หรือบางจุดเป็นน้ำเชี่ยวยากต่อการดูแลตัวเอง เราควรสอนให้เด็กรู้ว่าแหล่งน้ำไหนเสี่ยง ไม่ควรไปวิ่งเล่นใกล้ ๆ โดยอาจจะพาลูกไปเดินสำรวจสิ่งแวดล้อมในชุมชน และพาเขาไปดูว่าจุดไหนที่อันตราย และจุดไหนที่ปลอดภัย เพราะเด็กวัยนี้จะเข้าใจ ในเหตุและผลได้แล้ว
  2. ลอยตัวในน้ำได้เกินกว่า 3 นาที เนื่องจากสาเหตุของการจมน้ำส่วนใหญ่ เกิดจากการที่เด็กมักจะเล่นกันใกล้ฝั่ง และพลาดตกลงไปในน้ำ แต่ไม่สามารถที่จะลอยตัวขึ้นมาเพื่อจะเข้าฝั่งได้ ขาดทักษะการเอาชีวิตรอด เพราะฉะนั้นถ้าลอยตัวได้ 3 นาที เด็กจะสามารถช่วยตัวเองได้ ท่าลอยตัวที่ง่ายและใช้เพื่อตะกายเข้าฝั่ง เช่น ท่าปลาดาว ท่าแม่ชีลอยน้ำ ว่ายท่าลูกหมา เป็นต้น
  3. ว่ายน้ำได้ไกลไม่น้อยกว่า 15 เมตร นอกจากการลอยตัวให้ได้ 3 นาทีแล้ว เด็กยังต้องสามารถว่ายได้ไกลถึง 15 เมตร เพื่อเป็นทักษะในการว่ายเข้าฝั่งหากพลัดตกลงไปในน้ำ ตามมาตรการ 3 น 15 ม (3 นาที 15 เมตร) นั่นเองหากสนใจพาลูกไปเรียนว่ายน้ำ เพื่อเพิ่มทักษะการเอาตัวรอดในน้ำ สามารถศึกษาที่สอนเรียนว่ายน้ำสำหรับเด็กได้จากบทความนี้เลย              •  พาลูกเรียนว่ายน้ำที่ไหนดี 10 โรงเรียนสอนว่ายน้ำเด็ก ฝึกทักษะเอาตัวรอด ป้องกันลูกจมน้ำ
    5 ทักษะความปลอดภัยทางน้ำ
    5 ทักษะความปลอดภัยทางน้ำ

     

  4. ช่วยเพื่อนด้วยการตะโกน โยน ยื่น สอนให้ลูกรู้ว่าการกระโดดลงไปช่วยเพื่อนที่กำลังจมน้ำนั้นเป็นเรื่องที่ อันตรายมาก แม้จะถูกฝึกมาอย่างดี ดังนั้นจึงมีหลัก 3 ข้อ คือ “ตะโกน โยน ยื่น” ตะโกน ให้ผู้ใหญ่มาช่วย โยน สิ่งของที่อยู่รอบตัว เช่น ถังน้ำ แกลลอน เพื่อให้เพื่อนเกาะและสามารถใช้ลอยตัวได้ ยื่น สิ่งยาวๆ ให้เพื่อนจับแล้วดึงเข้ามาใกล้ฝั่ง โดยจุดที่เขายืนก็ต้องมั่นคงด้วย ทางทีมแม่ ABK วันนี้ได้นำลิงก์เพจกิจกรรมสนุก ๆ จาก ศูนย์เรียนรู้ป้องกันการจมน้ำ กรมควบคุมโรค มาฝากให้ลูก ๆ ได้เข้าไปเรียนรู้วิธีการช่วยคนจมน้ำผ่านกิจกรรมสนุก ๆ ที่ทางเพจได้จัดทำขึ้นเพื่อเด็ก และเยาวชน
  5. รู้จักการใช้ชูชีพ เพื่อการเดินทางทางน้ำ ไม่ว่าจะเรือชนิดใด จะว่ายน้ำเป็นไม่เป็น ก็มีความเสี่ยงที่จะจมน้ำได้เช่นกัน ดังนั้นจึงต้องมีการฝึก ใส่ – ถอด ชูชีพให้ถูกวิธี และอย่างน้อยต้องหัดลอยตัวเมื่อใส่ชูชีพให้ได้ เพราะถ้าลอยตัวไม่เป็น หน้าคว่ำลงก็อาจจะเอาชีวิตไม่รอดได้เหมือนกัน

วิธีฝึกลูกให้รู้จักสวมเสื้อชูชีพอย่างถูกต้องนั้นต้องทำอย่างไรบ้าง ?

  • สวมเสื้อชูชีพให้ส่วนที่เป็นเข็มขัดหรือสายรัดอยู่ด้านหน้าลำตัวลูก
  • ปรับสายเข็มขัด สายรัดอก สายรัดเอว และสายรัดระหว่างขาให้พอดีตัว ไม่แน่นหรือหลวมจนเกินไป จากนั้นล็อกสายรัดทั้งหมดโดยเริ่มจากบนลงล่าง จำนวน 3 จุด และล็อกสายรัดบริเวณระหว่างขาอีก 2 จุด
  • สอนให้เด็กฝึกการทรงตัวในน้ำในแนวดิ่ง ฝึกการลอยตัวนอนหงาย ฝึกเคลื่อนที่แบบ Dog Paddling ขณะใส่เสื้อชูชีพ และฝึกการเป่านกหวีดเพื่อขอความช่วยเหลืออย่างถูกวิธี คือต้องหันรูนกหวีดขึ้นด้านบนจึงจะเป่านกหวีดให้ดังได้
  • เมื่อใช้งานเสื้อชูชีพเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้องเรียนรู้วิธีการถอดเสื้อชูชีพออกโดยเริ่มจากการบีบที่ตัวล็อกระหว่างขา จำนวน 2 จุด เพื่อปลดล็อก จากนั้นจึงปลดล็อกบริเวณลำตัวอีก 3 จุด
เด็ก จมน้ำ สาเหตุอันหนึ่งการเสียชีวิตของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี
เด็ก จมน้ำ สาเหตุอันหนึ่งการเสียชีวิตของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี

ทักษะความปลอดภัยทางน้ำ ทั้ง 5 ประการที่พ่อแม่ควรสอนให้ลูก นอกจากจะได้ในเรื่องความปลอดภัยต่อตัวลูกน้อยแล้ว ยังช่วยเพิ่มทักษะให้ลูกมีความฉลาดในการเผชิญหา AQ สามารถดูแลทั้งต่อตนเอง และผู้อื่นได้ในยามเกิดเหตุการณ์คับขันได้อีกด้วย นับเป็นทักษะที่จำเป็นติดตัวเขาไปใช้ได้จนโต

ข้อมูลอ้างอิงจาก กรมควบคุมโรค

อ่านต่อบทความดี ๆ คลิก

อันตรายจาก ประทัดระเบิด สอนลูกให้ระวังไว้ วัยซนเสี่ยงเจ็บสูง!

อุทาหรณ์ อุบัติเหตุในเด็กเล็ก พร้อม 6 วิธี ลดเสี่ยงเกิดเหตุ

3ข้อเตือนใจแม่! อุบัติเหตุบนถนน ที่มักเกิดขึ้นกับลูก

สอนลูกอย่างไรให้รอดชีวิตจาก ไฟไหม้บ้าน !!

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ลูกไม่ชอบอ่านหนังสือ

ลูกไม่ชอบอ่านหนังสือ ให้ลูกอ่านจากจอแทน จะดีไหม?

คุณแม่หลายบ้านเป็นกังวลกับการที่ เด็กยุคใหม่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี อุปกรณ์ไอที อย่างคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต มือถือ ทำให้ ลูกไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่ชอบอ่านจากจอมากกว่า ถ้าให้ลูกอ่านจากจอแทน จะดีไหม?

ลูกไม่ชอบอ่านหนังสือ ให้ลูกอ่านจากจอแทน จะดีไหม?

Q. ลูกเป็นเด็กยุคชอบคอมพิวเตอร์มากกว่าหนังสือค่ะ ดูแนวโน้มเขาคงจะอ่านจากคอมพิวเตอร์มากกว่าหนังสือ สามีดูเป็นห่วงมาก คุณแม่มีข้อสงสัย 2 ข้อค่ะ

  • เรื่องเด็กอ่านหนังสือน้อยลง ไม่น่าจะเป็นเฉพาะเด็กไทยใช่ไหมคะ เพราะเด็กยุคนี้ไม่ว่าประเทศไหนก็อยู่กับอุปกรณ์ไอทีอยู่กับโลกดิจิตอลเป็นส่วนใหญ่ เด็กไทยจะน่าเป็นห่วงมากกว่าเด็กชาติอื่นอย่างไรคะ
  • ถ้า ลูกไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่อ่านจากคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ยังถือเป็นการอ่านหรือไม่ และอ่านแบบนี้ได้ประโยชน์แทนการอ่านหนังสือได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้จะทำอย่างไรให้ลูกกลับมาอ่านหนังสือได้คะ
ลูกไม่ชอบอ่านหนังสือ
เด็กทั่วโลกอ่านหนังสือน้อยลง

เรื่องเด็กอ่านหนังสือน้อยลงทั่วโลกเป็นความจริง แต่เด็กไทยยังคงมีข้อเสียเปรียบเชิงระบบอย่างน้อย 2 ข้อ

ข้อแรก เด็กไทยอ่านเสร็จก็คิดต่อไม่ได้ คิดต่อไม่ได้ในที่นี้หมายถึง คิดเชิงวิพากษ์หรือคิดอย่างมีวิจารณญาณ ภาษาอังกฤษว่า criticized thinking

อ่าน 15 นาทีทุกวัน

การคิดเชิงวิพากษ์ หมายถึงความสามารถที่จะไม่เชื่อสิ่งที่อ่านในทันทีทันใด รู้จักตั้งข้อสงสัยและตั้งคำถาม รู้จักถาม มีความใฝ่รู้มากพอที่จะลุกขึ้นจากเก้าอี้หรือที่นอนเพื่อไปค้นหาหนังสือเล่มอื่นที่บอกเล่าเรื่องราวอย่างเดียวกันเพื่อทวนสอบข้อมูล มีความใฝ่รู้มากพอที่จะลุกขึ้นจากเก้าอี้หรือที่นอนไปค้นคว้าตามแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เพื่อตอบข้อสงสัยหรือคลายข้อข้องใจที่เกิดขึ้น

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

อ่านต่อ “ปัญหาขั้นแรกคือ เด็กไทย ไม่สงสัย!” หน้า 2

จำเป็นต้องมีพ่อให้กับลูกไหมคะ

Q: จำเป็นต้องมีพ่อให้กับลูกไหมคะ

ดิฉันเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวค่ะ มีลูกชายอายุ 3 ขวบ หมู่นี้รู้สึกว่าลูกชายอยู่ในวัยต่อต้าน ลูกชายไม่ยอมเชื่อฟังดิฉันเลย ดิฉันคิดอยู่เสมอว่า ดิฉันต้องเข้มแข็ง ต้องให้ความรักกับลูกในส่วนของผู้เป็นพ่อด้วย ดังนั้น ดิฉันจึงคิดว่าตนเองตั้งใจเลี้ยงดูแลลูกอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ดิฉันเข็ดหลาบกับการแต่งงานค่ะ แต่คนรอบข้างสนับสนุนให้ดิฉันแต่งงานใหม่เพื่อลูกชาย ดิฉันซึ่งเป็นผู้หญิงไม่สามารถทำหน้าที่แทนผู้เป็นพ่อได้เลยหรือคะ

A: ภาพความสุขของแม่ คือ ความสุขของลูก

ความรักที่มีต่อลูกในฐานะพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อหรือคุณแม่ก็มีให้เหมือนๆ กัน แต่ที่จะแตกต่างกันคือ การกระทำภายใต้บทบาทหน้าที่ของแต่ละคน หากดูจากประเด็นนี้แล้ว การมีคุณพ่ออยู่ด้วยนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญค่ะ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณแม่ตัวคนเดียวจะเลี้ยงลูกชายไม่ได้นะคะ เพียงแต่ในส่วนที่คุณแม่ไม่สามารถทำให้กับลูกได้ ก็อยากแนะนำให้คุณแม่ขอยืมมือจากคนรอบข้าง เช่น ขอให้คุณปู่คุณตา คุณครูที่โรงเรียน กลุ่มคุณพ่อของเพื่อนๆ มีปฏิสัมพันธ์กับลูก ซึ่งลูกจะได้เรียนรู้สิ่งสำคัญสำหรับความเป็นมนุษย์ ความเป็นเด็กผู้ชายจากผู้คนเหล่านี้ได้ค่ะ

นอกจากนั้น สิ่งสำคัญที่ไม่แนะนำให้คุณแม่กระทำในระหว่างที่อยู่กับลูก คือ การนินทาว่าร้ายผู้เป็นพ่อค่ะ ตัวคุณแม่เองคงจะได้รับความทุกข์ความเศร้าอย่างสาหัสจนรู้สึกเข็ดหลาบกับการแต่งงาน แต่เรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกับการมีสามีที่อยู่ในฐานะ “คุณพ่อของลูกชาย” นะคะ ต่อไปลูกอาจจะถามคุณว่า “คุณพ่อของผมล่ะครับ” เมื่อถึงตอนนั้น อยากขอให้คุณตอบลูกว่า “ตอนที่หนูเกิดมา คุณพ่อดีใจมากๆ คุณพ่อกอดหนูไว้แน่นเลย” เพราะการที่ลูกได้รู้ว่า ตนเองเกิดมาด้วยความปรารถนาของคุณพ่อคุณแม่ที่ทั้งคู่มีความรักให้ต่อกันนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกมีความสุขอย่างมาก และยังทำให้ลูกได้รู้ถึงคุณค่าของชีวิตของตนเองด้วยนะคะ

สำหรับคนรอบข้างคงเห็นคุณแม่มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะต้องทำหน้าที่แทนผู้เป็นพ่อ คอยสู้รบปรบมือกับลูกน้อยแล้ว คงอดที่จะเป็นห่วงคุณไม่ได้กระมังคะ การแต่งงานใหม่นั้น ไม่ใช่คิดที่จะทำเพื่อลูกชายเพียงอย่างเดียว แต่เอาไว้คิดเมื่อคุณมิเอโกะเองมีความรู้สึกว่า อยากได้คู่ชีวิตที่ดี แล้วมีความตั้งใจที่จะมีความสุขด้วยกันกับลูกดีไหมคะ เด็กจะรู้สึกว่าตัวเองมีความสุข ก็เมื่อได้เห็นภาพคุณแม่มีความสุขนะคะ

ใจของคนเรา ไม่ใช่ว่าจะต้องมีเงื่อนไขครบถ้วนแล้วจึงจะรู้สึกเต็มอิ่ม ขอให้คุณแม่เชื่อมั่นในตัวเอง แล้วมอบความรักให้กับลูกอย่างเต็มที่อย่างที่เคยทำมา ภาพการใช้ชีวิตอย่างเต็มความสามารถด้วยรอยยิ้มที่สดใสภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่ของคุณแม่นี้ จะถือเป็นสภาพแวดล้อมที่ลูกจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดค่ะ

 

เรื่อง : สถาบันวิจัยครอบครัวศึกษาแห่งโตเกียว

ภาพ : Shutterstock

Tags

5 ห้องสมุดเคลื่อนที่เจ๋งที่สุดในโลก

1-1

  1. ห้องสมุดรถถัง Weapons of Mass Instruction

นี่คือห้องสมุดรถถังเคลื่อนที่ที่ไม่ใช่รถถังจริง แต่สร้างเลียนแบบโดยศิลปินนามว่า Raul Lemesoff ที่นำรถฟอร์ด ฟอลคอน รุ่นปี 1979 มาดัดแปลง และหนังสือทั้งหมดที่อยู่บนรถล้วนมาจากของส่วนตัวทั้งสิ้น โดยจะขับตระเวนไปตามถนนในเมืองบัวโนสไอเรส เพื่อมอบให้กับใครก็ตามที่อยากได้หนังสือแบบฟรีๆ

1-2

  1. ห้องสมุดหกล้อ BiebBus

นี่คือห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับเด็กจากเนเธอแลนด์ที่น่ารักไม่หยอก ในรถ BiebBus มี 2 ชั้น โดยชั้นที่แรกบรรจุหนังสือสำหรับไว้ถึง 7,000 เล่ม ส่วนชั้นบนเป็นพื้นที่สำหรับอ่านหนังสือและเล่น ซึ่งมีสไลเดอร์เชื่อมระหว่างสองชั้นนี้ด้วย ห้องสมุดคันนี้สามารถรองรับเด็กๆได้ถึง 30-45 คนเลยทีเดียว

1-3

  1. ห้องสมุดลอยน้ำ The Floating Library

มีห้องสมุดบนบกแล้ว จะขาดห้องสมุดลอยน้ำได้อย่างไร โดยห้องสมุดนี้เป็นโปรเจ็คเจ๋งๆของ Sarah Peters ศิลปิน นักเขียน และนักการศึกษา ที่สร้างเรือห้องสมุดนี้ขึ้นมา โดยล่องไปตามทะเลสาบซีดาร์ เมืองมินนีเอโพลิส รัฐมินนิโซต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อสื่อว่าเราสามารถอ่านหนังสือได้ทุกที่และเข้าถึงได้ทุกคน

1-4

  1. ห้องสมุดสามล้อ Ii Bibliomotocarro

เพราะอยากให้เด็กๆรักการอ่านหนังสือ คุณครูวัยเกษียณชาวอิตาลีนามว่า Antonio La Cava จึงได้ดัดแปลงรถมอเตอร์ไซค์ให้กลายเป็นห้องสมุดเคลื่อนที่ โดยจะตระเวนขับไปตามชนบทในอิตาลี พร้อมประกาศออกเครื่องเสียงว่ารถ Ii Bibliomotocarro มาแล้วจ้า

1-5

  1. ห้องสมุดสี่ขา Bibioburro

ขอยกรางวัลห้องสมุดสุดน่ารัก เรียบง่าย และมีเสน่ห์ที่สุดในโลกให้เลย เพราะห้องสมุดนี้เคลื่อนที่ได้ด้วยลา Luis Soriano ผู้เป็นทั้งบรรณารักษ์และคุณครู ใช้ลา 2 ตัวชื่อว่า Alfa และ Beto บรรทุกหนังสือไปยังหมู่บ้านห่างไกลในโคลัมเบียที่รถเข้าไปไม่ถึง เพื่อให้เด็กๆและคนในชุมชนได้มีหนังสืออ่าน

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพ : Shutterstock

 

Tags

อลหม่านวันลูกป่วย

คัดจมูก-น้ำมูกไหล

น้ำมูกอุดจมูกทำเอานอนหลับไม่สนิท ร้องกวนทั้งคืน กลางวันแม่ก็ต้องคอยวิ่งตามเช็ดน้ำมูกที่ยืดหนืดจนแทบจะไหลเข้าปาก ผ้าเช็ดหน้ากี่ผืนก็ไม่พอ ฉุกเฉินจริงๆ ก็ต้องมือเปล่า (อี๋…) ไม่นับฉากทรมานตอนล้างจมูกอีกนะ

 

มีไข้-ไอค๊อกแค๊ก

เจ้าลิงน้อยเป็นไข้สูงกลางดึก กำลังหลับอุตุก็ต้องปลุกให้ลุก มาเช็ดตัวทุกชั่วโมงจนร้องจ้าๆ กว่าจะได้หลับสนิทก็ตีห้า คืนต่อมาไม่มีไข้ แม่วางใจว่าคืนนี้ได้หลับสบายแน่ ปรากฏ…ไอค๊อกแค๊กจนไม่ได้นอน (ทั้งพ่อแม่ลูก) กว่าจะนอนหลับสนิทก็ตีห้าอีกคืน เฮ้อ!

 

ท้องผูก-ท้องเสีย

ช่วงไหนกินผักน้อย เป็นต้องท้องผูก นั่งอึไปร้องไห้ไป แต่พอหายท้องผูกดันท้องเสียต่อ ท้องเสียวันไหนไม่เสีย มาเสียเอาวันที่ออกไปเที่ยวต่างจังหวัด อืม…เยี่ยม

 

หัวโน-เข่าถลอก-ปากแตก

แม่ห้ามจนเสียงแหบว่า อย่าปีนโต๊ะ อย่าวิ่งบนถนน อย่าวางของเล่นเกลื่อนพื้น ไม่เคยเชื่อกันหรอก พอหกล้มเข้าก็ร้องไห้โฮๆ อาบน้ำทีก็แสบแผลร้องที แต่ถามว่าเข็ด เลิกซนบ้างไหม ตอบเลยว่า ไม่!

 

กินยาพาหน่ายใจ

ไม่ว่าจะป่วยเป็นอะไร ถ้าต้องกินยาละพ่อแม่เหนื่อยทุกที เพราะนอกจากลูกจะไม่ยอมนอนนิ่งให้ป้อนยา หลังๆ ยังเพิ่มอ๊อปชั่น บ้วนน้ำลายพร้อมยา ไหลเลอะเปื้อนหน้า-คอ-ผม กัดหลอดไซริงจ์ป้อนยาจนป้อนไม่ได้ แถมขาถีบคนจับจนจุก ตอนนี้จะป้อนยาที ต้องใช้คนจับ 2 คนขึ้นไปถึงจะสำเร็จ

 

หายป่วย อย่าคิดว่า (พ่อแม่)จะหายเหนื่อย…เพราะทุกครั้งพอเริ่มทุเลา เจ้าจอมแสบจะซนซ่าเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า เหมือนจะชดเชยช่วงที่นอนป่วยหงอยน่ะสิ!

 

เรื่องโดย : Ling Lee’s Mama
ภาพประกอบ : โซเฟียร์

Tags

เด็กชอบอ่านจนเป็นกิจวัตรสำคัญอย่างไร

ประโยชน์ 8 อย่างที่ลูกจะได้หากชอบอ่านหนังสือ

มาดูในรายละเอียดกันว่า ประโยชน์ของ “การอ่าน” ที่ไม่ใช่แค่การ “อ่านออก” แต่เป็นประโยชน์ของการ “ชอบอ่าน” และ “อ่านได้มากพอ” จนเป็นกิจวัตร นั้นคืออะไร ซึ่งหมอเชื่อว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่ได้รู้ ก็จะได้คำตอบว่า การส่งเสริมให้ลูกหลานให้อ่านนั้น จำเป็นแค่ไหน

1. กระตุ้นการทำงานของสมอง

ในเวลาแค่ช่วงสั้น ๆ ที่เด็กอ่านคำ 1 คำ สมองของเด็กจะถูกกระตุ้นให้ทำงานหลายบริเวณ ทั้งส่วนที่ทำหน้าที่รับภาพ แปลตัวอักษรให้เป็นหน่วยเสียง ถอดรหัสตัวสะกด ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการตีความ.. เรียกได้ว่าการอ่านหนังสือแต่ละคำ แต่ละประโยคนั้น กระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาทในสมองไปในบริเวณกว้าง

จากการศึกษาการทำงานของสมองที่ผ่านมา นักวิจัยพบว่า สมองของ “คนที่ได้เรียนรู้การอ่าน” จะมีรูปแบบการทำงานและมีโครงสร้างของสมองบางส่วนแตกต่างออกไปจากคนที่ไม่รู้หนังสือ หรืออาจเรียกได้ว่า “การอ่าน” มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงทั้งการทำงานและโครงสร้างของสมอง และ “สร้างสมอง” ที่พร้อมต่อการเรียนรู้

การเตรียมสมองนี้สำคัญมากในเด็กเล็ก (ภายใน 10 ปีแรก) เพราะสมองของเด็กยังอยู่ในระหว่างการเจริญเติบโต และเพิ่มสายใยประสาทเชื่อมระหว่างเซลล์ ซึ่งถ้าเซลล์ประสาทเหล่านั้นไม่ได้ถูกใช้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม สมองก็อาจจะสูญเสียการการเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างเซลล์นั้น ๆ ไปได้ (Neural pruning)

2. พัฒนาทักษะทางภาษา

นอกจากการอ่านหนังสือจะช่วยเพิ่มจำนวน “คำศัพท์” ในคลังสมองของเด็กให้มากขึ้นแล้ว การอ่านยังเป็นผลดีต่อการใช้ภาษาในด้านอื่น ๆ ทั้งในด้าน “การพูด” และ “การเขียน” ของเด็กอีกด้วย เพราะเมื่อเด็กได้อ่านหนังสือบ่อย ๆ ความคุ้นเคยกับคำศัพท์และภาษาในหนังสือก็จะส่งอิทธิพลต่อการใช้ภาษาของตัวเด็กเอง และนำไปสู่การใช้ภาษาที่คล่องแคล่วและสละสลวยมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเรียนรู้ภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศ หนังสือจะมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้เด็กคุ้นเคยกับภาษาและเรียนรู้การใช้ภาษาที่สองในบรรยากาศสนุกสนาน

3. สร้างความจำที่ดี

การอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ในอ่านหนังสือ นั้นดูเหมือนว่าจะมีเรื่องให้ต้องจำเยอะแยะไปหมด ไหนจะตัวละคร ไหนจะฉาก แถมบางทีเนื้อหาก็แสนจะซับซ้อน แต่ด้วยความอัศจรรย์ของสมอง เด็กที่สนุกกับการอ่านก็กลับจำข้อมูลมากมายเหล่านั้นได้ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลและต่อยอดความจำไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะกระบวนการที่ได้ฝึกบ่อย ๆ นี่ก็เป็นได้

ที่ผ่านมา มีงานวิจัยหลายฉบับนำเสนอผลการศึกษาที่น่าสนใจว่า การอ่านหนังสือส่งผลดีต่อความจำ และการอ่านหนังสือเป็นประจำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยเยาว์จะช่วยถนอมความจำในเวลาที่เข้าสู่วัยชรา ช่วยทำให้นักอ่านมีความจำถดถอยน้อยกว่าคนทั่วไป และเป็นปัจจัยป้องกันการเกิดอาการของโรคสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ได้

4. เป็นแหล่งเรียนรู้และจุดประกายความคิดวิเคราะห์

โดยธรรมชาติของคนนั้น เราเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากประสบการณ์ที่พบเจอ แต่เมื่ออยู่ในโลกที่แสนกว้างใหญ่นี้ “เด็กตัวน้อย ๆ จะออกไปเรียนรู้ยังไงไหว” โชคดีที่เรามีหนังสือทำหน้าที่ย่อโลกลงมาไว้ในฝ่ามือ และนำเด็กไปสู่ประสบการณ์ที่หลากหลายในหน้ากระดาษ ให้เด็กได้หัดคิดวิเคราะห์ เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์หรือปัญหาต่าง ๆ ซึ่งเด็กจะได้ลองผิดลองถูกไปในโลกของความคิด เพื่อเก็บเกี่ยวเอาบทเรียนและแง่คิดกลับมาใช้ประโยชน์ในโลกความเป็นจริง

read-daily2

ความคิดของเด็กจะแตกออกไปอีก ถ้าผู้ปกครองหาโอกาสชวนเด็กร่วมพูดคุย อภิปรายถึงเรื่องราวและแง่คิดที่เด็กเรียนรู้มาจากในหนังสือ และจูงใจให้เด็กได้สนุกกับการค้นคว้าหาแหล่งเรียนรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ

5. เพิ่มพลังจินตนาการ

หนึ่งในเสน่ห์พิเศษที่ทำให้นักอ่านหลงรัก “หนังสือ” ก็คือ หนังสือจะพานักอ่านเข้าสู่โลกแห่งจินตภาพ (การคิดเป็นภาพ) ที่แตกต่างกันไปตามความคิดฝันของแต่ละคน จินตนาการของเด็กจึงถูกปลุกให้โลดแล่นไปอย่างอิสระผ่านการร้อยเรียงของตัวหนังสือ

6. รู้จักที่จะมองในมุมของคนอื่น

ความเข้าใจในมุมมองและความรู้สึกของบุคคลอื่น (ซึ่งอาจคิดเห็นหรือรู้สึกไม่ตรงกับเรา) เป็นพัฒนาการด้านจิตใจที่สำคัญและเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการอยู่ร่วมกับคนในสังคม ขณะที่ได้อ่านนั้น เด็กจะได้สัมผัสเรียนรู้ความคิดและจิตใจของตัวละครต่าง ๆ ที่อาจมีมุมมองความเห็นแตกต่างไปจากตน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการศึกษาระบุว่าการอ่านหนังสือจะช่วยให้เด็กละเอียดอ่อนกับความรู้สึกและต้องการของคนอื่น และรู้จัก “ใจเขาใจเรา” มากขึ้น

7. ผ่อนคลายความตึงเครียด

หลายคนอาจมองว่าการอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดเลยไม่นึกอยากหยิบหนังสือมาเป็นเครื่องมือคลายเครียด แต่ความจริงแล้ว เคยมีการศึกษาโดย Consultancy Mindlab International ใน มหาวิทยาลัยซูสเซสพบไว้ว่า การอ่านหนังสือนี่แหละเป็นกิจกรรมที่ใช้ลดระดับความเครียด (ซึ่งวัดจากความตึงกล้ามเนื้อและอัตราการเต้นของหัวใจ) ที่ได้ผลดียิ่งกว่าการฟังเพลง จิบชา เดินเล่น หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์เสียอีก เพราะหนังสือจะช่วยให้ผู้อ่านได้พักพิงอยู่กับเรื่องราวในหน้ากระดาษ พักหลบออกจากความเครียดในโลกความจริง และการอ่านหนังสือดี ๆ ก่อนนอนสักเล่ม ก็จะช่วยให้จิตใจสงบและหลับสบาย

8. ช่วยสานสัมพันธภาพ

ผู้ปกครองบางคนอาจจะกังวลว่า เด็กที่เป็นหนอนหนังสืออาจจะกลายเป็นเด็กเก็บตัว ไม่สนใจจะสร้างปฏิสัมพันธ์อะไรกับใคร.. เพราะมองในมุมว่าการอ่านนั้นเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียวได้..แต่ความจริงแล้ว หากเรานำ “การอ่านหนังสือ” มาใช้ให้ถูกทาง กิจกรรมนี้จะเป็นสื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลได้เป็นอย่างดี

การอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ชวนเด็กมาอ่านหนังสือด้วยกัน หรือแม้แต่ชวนเด็กพูดคุยถึงเรื่องที่ได้เรียนรู้มาจากหนังสือ เหล่านี้ล้วนทำให้เด็กและผู้ใหญ่ได้แบ่งปันเรื่องราวกัน ได้รู้ว่าต่างคนต่างคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร เกิดความเข้าอกเข้าใจกันอย่างเป็นธรรมชาติ และบ่อยครั้งเด็กๆ ก็มักจะพูดถึงเหตุการณ์ ความคิด ความรู้สึกสุข ทุกข์อึดอัดคับข้องใจที่เกิดขึ้นกับเขาในชีวิตประจำวัน จากการพูดคุยเรื่องราวในหนังสือนี่เอง และการใช้เวลาพูดคุยร่วมกันในครอบครัว (quality time) นี้ ก็จะนำไปสู่บรรยากาศในบ้านที่อบอุ่นและเป็นสุข

 

จากบทความเรื่อง : รู้ให้ถูก! การอ่าน…แท้จริงคืออะไร ช่วยเด็กไทย (ไม่) เอียนอ่าน (เด็ก “ชอบอ่าน” จนอ่านได้เป็น “กิจวัตร” สำคัญอย่างไร) นิตยสารเรียลพาเรนติ้งฉบับเดือนมีนาคม 2558

บทความโดย : พญ.พิชญา ตันธนวิกรัย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และผู้เขียนหนังสือ “อ่านสร้างสมอง”

ภาพ : Shutterstock

การอ่านที่แท้จริงคืออะไร

ถ้ามองดูการใช้เวลายามว่างของเด็กยุคนี้ หลายคนคงจะจับสังเกตได้คล้ายๆ กัน ว่าเด็กๆ ในเจนเนอเรชั่นนี้ดูจะสนุกอยู่กับการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิคส์สารพัดอย่างที่อยู่รอบๆ ตัว จนตอนนี้การที่เราจะเห็นเด็กหยิบหนังสือมาอ่านเล่นยามว่างอาจจะกลายเป็นภาพที่ไม่คุ้นตาไปเสียแล้ว

ปัญหาเรื่อง “เด็กไทยอ่านหนังสือน้อย” (หรือพูดอีกอย่างว่าไม่ค่อยรักการอ่าน) จึงกลายเป็นประเด็นให้นักวิชาการออกมาพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำอีก พร้อมๆ กันก็เชิญชวนซ้ำๆ ให้พ่อแม่ “ส่งเสริมการอ่าน” ให้ลูกน้อย

ฟังบ่อยๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่คงมีเบื่อกันบ้าง ใช่ไหมคะ?

เพราะคุณพ่อคุณแม่บางท่านฟังแล้วก็อาจจะนึกสงสัยในใจว่า ถ้าเด็กไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือแล้วจะเป็นปัญหาอย่างไร ก็ในเมื่อเด็กเรา “อ่านออกเขียนได้” ถึงจะอ่านหนังสือน้อย แต่ก็เรียนได้ผ่าน เอาตัวรอดได้ แล้วการอ่านหนังสือน้อยเป็นเรื่องน่ากังวลจริงหรือ?

หรือคุณพ่อคุณแม่บางท่านก็อาจจะนึกสงสัยไปอีกอย่างว่า การ “ส่งเสริมการอ่าน” ที่ว่านี่คือให้ทำอย่างไร สำคัญแค่ไหน เพราะที่โรงเรียนเด็กก็ได้เรียนหนังสือมากอยู่แล้ว แล้วพอกลับมาที่บ้าน พ่อแม่ก็พร่ำบอกลูกอยู่เสมอว่าให้อ่านหนังสือ แต่ยิ่งพูดก็เหมือนว่าเด็กจะยิ่งเบื่อหน่าย กลายเป็นทะเลาะกันก็มี แล้วการเชียร์ให้เด็กอ่านจะดีจริงหรือ?

การอ่านหนังสือเสมอๆ มีประโยชน์อย่างไร?

การส่งเสริมให้เด็กอ่านหนังสือเป็นประจำนั้นจำเป็นแค่ไหน?

หมอได้รับโจทย์ที่น่าสนใจนี้จากเรียลพาเรนติ้ง และก็เป็นโชคดีของหมอที่ได้มีโอกาสทำงานในโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ เลยได้มีโอกาสพูดคุยกับเด็กและครอบครัวที่มาจากกลุ่มฐานะ อาชีพ และทัศนคติที่หลากหลาย ประกอบกับเคยได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านของเด็กๆ จึงขอนำประสบการณ์และข้อมูลมาแลกเปลี่ยนกับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ

ลองสละเวลาอ่านดูนะคะ หมอมั่นใจว่าสุดท้ายคุณพ่อคุณแม่จะได้คำตอบด้วยตัวคุณเองว่า ถ้าลูกเราอ่านน้อย ไม่ชอบอ่าน เป็นเรื่องน่ากังวลจริงหรือเปล่า

เด็กไทยเอียนอ่านมีสาเหตุ

เราพบว่ามีเด็กจำนวนมากโอดครวญกับการอ่านหนังสือ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าการอ่านหนังสือมันยาก น่าเบื่อ และตึงเครียด ซึ่งที่มาของความรู้สึกเป็นฝ่ายตรงข้ามกับหนังสือก็เกิดจากหลายสาเหตุสะสมกันค่ะ

1. เด็กถูกจำกัดให้ต้องอ่านหนังสือที่ให้ “ข้อมูล”

เปี่ยมไปด้วย “สาระวิชาการ” เพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าประโยชน์ของการอ่านอยู่ตรงที่หนังสือได้ถ่ายทอด “ข้อมูล” ที่เราต้องการให้กับเด็กเท่านั้นที่ผ่านมาการส่งเสริมการอ่านให้กับเด็กวัยเรียนจึงเทน้ำหนักไปที่การเฟ้นหาหนังสือที่อัดแน่นไปด้วย “เนื้อหาสาระ” ซึ่งผู้ใหญ่มองว่ามีประโยชน์ มุ่งมั่นอยู่กับการแสวงหาหนังสือที่มี “ข้อมูลยากๆ” มาให้เด็กสะสม “ใส่ความจำ” จนประเภทของหนังสือที่เด็กอ่านถูกจำกัดและไม่หลากหลาย

2. การกระตุ้นให้อ่านด้วยการบ่น การดุ และท่าทีเหนื่อยใจ

เมื่อบรรยากาศการอ่านกลายเป็นสถานการณ์ตึงเครียดไปเสียทุกครั้ง เด็กก็พาลไม่ชอบการอ่านหนังสือไปด้วยเพราะไม่ชอบความตึงเครียดที่คู่กันมานั่นเอง   แม้ว่าสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำจะเป็นไปด้วยความหวังดีต่อเด็กๆ อยากให้เด็กได้ความรู้มากๆ แต่ขณะเดียวกันสาเหตุเหล่านี้ค่อยๆ ทำให้เด็กๆ เอียนจนเบือนหน้าหนีไปหากิจกรรมที่สนุกกว่า

เช่นนั้น หัวใจของการส่งเสริมการอ่านคืออะไร

การส่งเสริมใจรัก” และใจที่เปิดรับ “การอ่าน” ให้กลายมาเป็นกิจกรรมที่เป็นมิตร นึกถึงเสมอยามมีเวลา พูดง่ายๆ คือ อยากอ่าน อ่านแล้วสนุก คือด่านแรกที่เป็นแรงส่งสำคัญให้ทุกคน เปิดตัวเองเข้าสู่โลกของหน้ากระดาษที่มีแต่เต็มไปด้วยตัวอักษร ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ที่เคยมีประสบการณ์นั้น ก็คงพอนึกออกได้ไม่ยาก

แท้จริงการอ่านคืออะไร  

จากการศึกษาสมัยใหม่พบว่า “การอ่าน” จะนำไปสู่การสร้าง “กระบวนการเรียนรู้” ให้กับเด็ก พูดง่ายๆ คือ การอ่านไม่ได้ทำให้คนอ่านได้รู้แต่เนื้อความตามตัวอักษรบนกระดาษ แต่ในขณะอ่านและหลังการอ่านนั้น การอ่านจะส่งผลทำให้…

  • เกิดการเปลี่ยนแปลงในสมอง และกระบวนการคิด เช่น สามารถคิดต่อยอดไปจากสิ่งที่อ่านได้อีก สามารถคิดวิเคราะห์ได้ว่าเรื่องราวเกิดจากอะไร อะไรควรเชื่อ อะไรเป็นความเห็น รู้จักที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือเกิดความคิดใหม่ๆ เพราะการอ่านทำให้คิดไปได้หลากหลาย กว้างไกลแตกต่าง เป็นต้น
  • ได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นในชีวิต เช่น ทักษะภาษา ทักษะการพูด ทักษะการเขียน มีความจำดี
  • เกิดการเปลี่ยนแปลงจิตใจ เช่น เข้าใจความคิด ความรู้สึกตัวเอง และคนอื่น ทำให้จิตใจสงบ คลายความเครียดได้

จากบทความเรื่อง : รู้ให้ถูก! การอ่าน…แท้จริงคืออะไร ช่วยเด็กไทย (ไม่) เอียนอ่าน  นิตยสารเรียลพาเรนติ้งฉบับเดือนมีนาคม 2558

บทความโดย : พญ.พิชญา ตันธนวิกรัย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และผู้เขียนหนังสือ “อ่านสร้างสมอง”

ภาพ : Shutterstock

Kid Safety – พิชิตปัญหาลูกติดเกม

องค์การอนามัยโลก (WHO) รวมทั้ง สมาคมจิตแพทย์สหรัฐอเมริกาถือว่า “เด็กติดเกม” เป็น “ปัญหาระดับโลก” เลยทีเดียว

แม้แต่ประเทศจีน หรือ เกาหลีใต้ ซึ่งส่งออกเกมเป็นสินค้าที่ทำรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล ก็พากันยกปัญหานี้เป็นประเด็นร้อน ที่ระดมสรรพกำลังเร่งแก้ไขอย่างเอาจริงเอาจัง เช่น ในจีน พาเด็กติดเกมเข้าค่ายทหาร เพื่อฝึกวินัย ออกกำลังกาย เรียนรู้สังคม และการทำงานเป็นทีม

เกาหลีใต้ ก่อตั้งศูนย์บำบัดเด็กติดเกมโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทางรัฐบาลก็ได้ฝึกบุคลากรนับพันคน เพื่อให้รักษาผู้เสพติดเกม โดยส่งไปประจำโรงพยาบาลทั่วประเทศกว่า 190 แห่ง นอกนั้นยังส่งเสริม กีฬา ดนตรีและศิลปะกันอย่างขนานใหญ่ เพื่อให้เด็กๆหันมาทำกิจกรรมที่มีประโยชน์แทนการเอาแต่เล่นเกม

จะช่วยลูกๆหลานๆของเราให้รอดพ้นจาก ภัยเกม  ได้อย่างไร ?
1…สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกๆ

โดยรู้จักเปิดใจรับฟังลูกๆ ด้วยความเข้าใจ ไม่เอาแต่จ้องจะตำหนิติบ่น หรือก่นด่า ทำให้ลูกรู้สึกได้ว่า”อบอุ่นและปลอดภัย” เมื่ออยู่ใกล้พ่อแม่ ให้พวกเขามั่นใจในความรักของเรา ให้พวกเขาเห็นว่าเราเป็นเสมือน”เพื่อนรุ่นพี่”ที่ทั้งน่าศรัทธาและเป็นกันเอง ไม่ใช่เป็นปีศาจร้ายที่อยากหนีไปไกลๆ

2… ไม่ถึงกับห้ามเล่นเกมอย่างเด็ดขาด เพราะหากหักดิบเช่นนั้น ในขณะที่ลูกกำลังติดเกม ก็เสี่ยงต่อการเกิดบาดหมางใจตามมา ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเห็นใจ ให้กำลังใจ เป็นที่ปรึกษาที่ดีของลูก ช่วยลูกเลือกเกม เช่น เกมที่เพิ่มทักษะทางด้านภาษา และ งดเกมประเภทไล่ล่าฆ่าฟัน หยาบคาย หรือความรุนแรงอื่นๆ

อย่างไรเสีย ข้อตกลงเพื่อจำกัดเวลาในการเล่น เป็นเรื่องจำเป็น เช่น ให้เล่นได้เฉพาะในวันหยุดไม่เกิน 2 ชั่วโมง และมีเวลาพักระหว่างเล่นทุก 20 นาที เป็นต้น

 

3…ชักชวนลูกๆ ทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เพื่อมาแทนที่การติดเกม
กิจกรรมที่อยากแนะนำคือ การท่องเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันทั้งครอบครัว  หรือที่ผู้ใหญ่ในยุคนี้มักจะหลงลืม  แต่เชื่อหรือไม่ครับว่า เด็กๆ กลับตื่นเต้นและให้ความสนอกสนใจมากยิ่งกว่าที่เราคาดคิดไว้เสียอีก
เช่น  ไปหอสมุดแห่งชาติ…ท้องฟ้าจำลอง…พิพิธภัณฑ์…หอศิลป์…สวนสัตว์เขาดิน…วัดพระแก้ว  ฯลฯ

4…ค้นหาสิ่งที่ลูกของเราสนใจเป็นพิเศษ แล้วส่งเสริมสนับสนุนให้เหมาะสม

แล้วคุณจะแปลกใจ ปลื้มใจ และสนุกสนานไปกับกิจกรรมที่ลูกๆ ชอบไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการฝึกทำอาหารเป็นพ่อครัวหัวป่าก์…เป็นนักกีฬาตัวน้อย…ดีเจวิทยุ…พิธีกรคนเก่ง…นักถ่ายรูปมือโปร ฯลฯ

 

5…จากการวิจัยที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ระบุไว้ชัดเจนว่า  วิธีฝึกสมองที่ดีที่สุดคือ “การอ่านหนังสือ ”

ดังนั้น  ชวนลูกเข้าร้านหนังสือซิครับ! ให้เขาเลือกเล่มที่เขาชอบแล้วซื้อให้ ลงทุนเรื่องหนังสือนั้นคุ้มค่ากว่าอะไรอื่น โดยเฉพาะดีกว่าสะสมแผ่นเกมอย่างเทียบกันไม่ได้เลย…


 

อย่างไรจึงจะเรียกได้ว่า เล่นเกมจนเข้าขั้น “เสพติดเกม”

1… ใช้เวลาในการเล่นเกมอย่างหมกมุ่น เกินกว่าวันละ 2 -3 ชั่วโมง ทุกวัน

จากการสำรวจของศูนย์ป้องกันและแก้ไขเด็กติดเกม พบว่าบ้านเรานั้นมีเด็กกว่า 2 แสนคน ที่เล่นเกมติดต่อกันนานถึง 15 ชั่วโมง

2… ไม่ใช้เวลาว่างไปทำกิจกรรมอื่นๆ เลย นอกจากการเล่นเกม

3… การเรียนตกลงอย่างชัดเจน ไม่สนใจการเรียน ไม่มีสมาธิ บ่นว่าเรียนไปก็ไม่รู้เรื่อง การบ้านค้างตลอด

ขาดเรียนบ่อย และ ถึงกับหนีเรียนไปเล่นเกม

4… จากที่เคยช่วยงานบ้าน กลับไม่ยอมทำอีกแล้ว พ่อแม่เคยใช้ไปทำอะไรช่วยซื้ออะไรก็ไม่ยอมไป ไม่ยอม

รับผิดชอบหน้าที่ต่างๆ ที่เคยทำ

5.. พ่อแม่ชวนไปไหนก็ไม่ยอมไป ชอบหลบๆเลี่ยงๆ ชอบเก็บตัว และหมกมุ่นอยู่แต่การเล่นเกม

6… กิจวัตรประจำวันเปลี่ยนไป เช่น ไม่ยอมอาบน้ำ ไม่แปรงฟัน ไม่กินอาหาร นอนดึก หรือไม่ได้นอนตลอดคืน

กระทั่งอั้นถ่ายเบาถ่ายหนัก

7… มีความอยากเล่นเกมอยู่ตลอดเวลา เมื่อไม่มีเงินก็จะใช้วิธีต่างๆเพื่อเอาเงินไปเล่นเกม เช่น ขอยืมเพื่อน

กระทั่ง “ขโมยเงิน” ทางบ้านหรือผู้อื่น เพื่อไปเล่นเกม

8… เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจและร่างกาย เช่น ระบบประสาทส่วนกลางจะโดนกระตุ้นตลอดเวลา สารโดปามีนในสมองมีการเปลี่ยนแปลง เด็กๆจึงรู้สึกว่ายิ่งเล่นยิ่งสนุก ยิ่งเล่นยิ่งหยุดไม่ได้  และเกิดอาการโหยหางุ่นง่านหากไม่ได้เล่น

มีโอกาสเป็นโรคลมชักจากแสงที่วูบๆวาบๆ เสี่ยงเป็นโรคกล้ามเนื้อเกร็ง โดยมักเริ่มจากนิ้วกลางและนิ้วชี้ที่มีอาการชา  แล้วลามมาถึงข้อมือ และมีอาการปวดเมื่อยที่หัวไหล่  และคอ

บทความโดย รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี

ภาพ Beeclassic

Tags

ที่อ่านหนังสือ

เนรมิตบ้าน ให้เป็น “ที่อ่านหนังสือ”

“บรรยากาศชวนอ่าน” เป็นหนทางที่ดีในการสร้างให้เด็กกลายเป็นนักอ่านตัวยง แต่อย่าเพิ่งคิดไปไกล! เราไม่ได้ชวนคุณเปลี่ยนบ้านเป็นห้องสมุดแน่นอน…คำสำคัญคือ “สร้างบรรยากาศ” สำหรับเด็กๆ แล้ว ไม่ได้ต้องการจำนวนหนังสือมากมาย บรรยากาศที่ทำให้เขารู้สึกว่าการอ่านคือความสนุก ความเพลิดเพลินต่างหากสำคัญกว่า แล้วบรรยากาศชวนอ่านที่ว่านี้ ก็เริ่มสร้างได้ง่ายๆ จากในบ้าน! นั่นแหละจุดเล็กๆ แต่สำคัญของเรื่องนี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถเนรมิตบ้าน ให้เป็น ที่อ่านหนังสือ เสริมสร้างพัฒนาการสมองลูกได้ง่ายๆ ด้วยเทคนิคที่เรานำมาฝาก

6 เทคนิค เนรมิตบ้าน ให้เป็น ที่อ่านหนังสือ

1. เลือกหนังสือหลากหลายติดบ้านไว้

  • เลือกหนังสือ board book หรือหนังสือที่มีกระจกและพื้นผิวหลายๆ แบบให้เบบี๋
  • เด็กก่อนวัยเรียนชอบหนังสือสอนตัวอักษร หนังสือกลอนสั้นๆ หรือมีคำสัมผัส และหนังสือภาพ
  • เด็กวัยประถมจะสนุกกับการอ่านหนังสือหลายประเภท ทั้งนิยาย สารคดี และบทกวี รวมไปถึงพจนานุกรมและหนังสืออ้างอิงความรู้ต่างๆ ด้วย

คุณไม่จำเป็นจะต้องเสียเงินมากมายในการสร้างนักอ่านตัวจิ๋ว จะหาหนังสือดีๆ ที่ร้านมือสอง หรือแลกกันกับบ้านอื่นก็ได้และโปรดเปิดใจให้กว้าง ออกจากกรอบที่ว่าเด็กต้องอ่านแค่หนังสือ เพราะสนุกกับสื่อเหล่านี้ได้ด้วย

  • นิตยสาร (สำหรับเด็ก)
  • หนังสือเสียง
  • โปสการ์ด อีเมล์ และข้อความที่ญาติๆ ส่งมาให้
  • อัลบั้มภาพหรือ scrapbook
  • หนังสือพิมพ์
  • หนังสือการ์ตูน
  • อินเตอร์เน็ต
  • แม่เหล็กรูปตัวอักษร
  • อีบุ๊ค

อ่าน 15 นาทีทุกวัน

2. วางหนังสือหรือสื่อการอ่านอยู่ใกล้มือ

เก็บหนังสือที่ทนไม้ทนมือไว้กับของเล่นอื่นเพื่อให้เด็กค้นหาได้ง่าย หนังสือที่เก็บไว้ใกล้กับที่เปลี่ยนผ้าอ้อมและเก้าอี้เด็กจะดึงความสนใจให้เขาอยู่นิ่งๆ ได้ดีเวลาคุณทำธุระให้ลูก ในอ่างอาบน้ำก็สามารถนำหนังสือฟองน้ำลงไปด้วยได้ ควรเก็บหนังสือไว้ข้างเก้าอี้และโซฟาที่นั่งเล่นกันเป็นประจำเพื่อจะได้อ่านด้วยกันหลังให้นมลูกเสร็จหรือก่อนลูกนอนกลางวัน

อ่านต่อ เทคนิคเนรมิตบ้าน ให้เป็นที่อ่านหนังสือ คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อ่านออกเขียนได้

อ่านออกเขียนได้ พ่อแม่สอนเองก็ได้ เทคนิคโดย คุณชนะ เสวิกุล

อ่านออกเขียนได้ นั้นดีอย่างไรสำคัญอย่างไร ก็คงเหมือนเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน เพราะเชื่อว่าทุกท่านทราบถึงประโยชน์ของการอ่านกันดีอยู่แล้ว ถึงใครเขาจะว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละไม่กี่บรรทัดก็ตาม

อ่านออกเขียนได้ พ่อแม่สอนเองก็ได้

คราวนี้เลยขอพูดถึงการอ่านในแง่มุมที่แตกยอดออกไปสักหน่อย

ในวัยหนึ่งการเรียนรู้ของเด็ก คือ การอ่าน

ถ้าจะอธิบายแบบกำปั้นทุบดิน การอ่านหนังสือทั้งหนังสือเรียนและหนังสืออื่นๆ นั้นเป็นการเรียนรู้ ก็ถ้าไม่อ่านจะรู้ได้อย่างไร

อ่านออกเขียนได้ง่ายนิดเดียว
อ่านออกเขียนได้ง่ายนิดเดียว

แต่อยู่ๆ จะให้เด็กหยิบหนังสือมานั่งอ่านเจื้อยแจ้วตั้งแต่ตัวเล็กๆ อายุไม่กี่เดือนก็คงแปลก เพราะวัยขนาดนั้นอย่าว่าแต่อ่านเลย พูดยังเป็นภาษาต่างดาวอยู่เลยด้วยซ้ำ ส่งหนังสือให้ถ้าไม่เอาเข้าปากอมจนหนังสือเปียกชุ่มก็เอามาฉีกเล่นเป็นแผ่นๆ (อย่างที่เนิร์สเซอรี่ผม) แต่ถึงจะยังพูดไม่ได้หรือพูดได้ไม่เป็นคำ ทักษะที่มีติดตัวมาตั้งแต่ในท้องแม่ก็คือการฟัง เพราะฉะนั้นจึงควรใช้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการให้เด็กเล็กๆ “อ่านหนังสือมือสอง”

อ่าน 15 นาทีทุกวัน

อ่านเรื่อง “สอนลูกอ่านออกเขียนได้ เทคนิคโดย คุณชนะ เสวิกุล” คลิกหน้า 2

หน้าที่พ่อแม่ กังวล สมาธิสั้น ลูกไม่ตั้งใจเรียน

ทำ “หน้าที่พ่อแม่” ให้ดีที่สุด หยุดกังวลเกินเหตุจนบั่นทอนจิตใจตน

“ลูกก็ดีขึ้นเยอะค่ะ” คุณแม่รายงานเรื่องลูกที่พามาหาหมอได้หลายเดือนแล้ว

“เรียนดีขึ้น คุณครูชมว่าตั้งใจขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย”

“แต่ไม่รู้เป็นไรค่ะ เวลาจะเปิดไลน์กลุ่มของห้องเค้าทีไร คุณแม่ก็ใจคอไม่ดีทุกครั้ง”

“วันไหนมีชื่อลูกติดโผเด็กที่ส่งงานไม่ครบ แม่ก็ยังใจสั่นขึ้นมาทุกที ทำยังไงดีคะหมอ?”คุณแม่ขอปรึกษา

คุณแม่คนนี้เป็นคนที่ทุ่มเทกับลูกมาก เอาใจใส่ในทุกรายละเอียดของการดูแล สอนลูกให้มีระเบียบวินัย ทำตัวให้เป็นแบบอย่าง เรียกว่าสิ่งที่ตำราเลี้ยงลูกแนะนำคุณแม่พยายามทำหมด

หน้าที่พ่อแม่ กังวล สมาธิสั้น ลูกไม่ตั้งใจเรียน

แต่ปัญหาคือลูกไม่ค่อยร่วมมือเท่าไร การที่ลูกมีอาการสมาธิสั้นรวมทั้งมีภาวะออทิสติกสเปคตรัมร่วมด้วยทำให้ลูกไม่ค่อยสนใจเรียน ครูจึงฟ้องคุณแม่เป็นประจำ เหตุการณ์ดำเนินมาเรื่อยๆ อย่างตึงเครียดเป็นปี กว่าที่คุณแม่จะตัดสินใจมาหาหมอ

คุณแม่ทุกข์ใจกับลูกมาก ด้วยความที่อยากให้ลูกเป็นเด็กดี มีความรับผิดชอบในการเรียน แต่เผอิญลูกก็มีความเป็นตัวของตัวเองสูงเสียเหลือเกิน อันไหนชอบก็สุดแสนจะตั้งใจ อันไหนท่านไม่โปรดก็ไม่ยอมเรียนเสียอย่างนั้น คุณแม่เครียดเรื่องลูกจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ คิดเรื่องลูกตลอดเวลาว่าจะแก้ปัญหาให้เขาอย่างไรดี สุขภาพจิตเสื่อมทรุดไปมาก

โชคดีที่การรักษาลูกได้ผลดี ลูกมีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ ความสนใจเรียนค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาจากการปรับพฤติกรรมเพื่อสร้างแรงจูงใจในการเรียน รวมทั้งการกินยาก็มีส่วนช่วยให้สมาธิดีขึ้นเยอะ การบ้านไม่ค่อยค้างเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

เห็นลูกดีขึ้นคุณแม่ก็สบายใจ รู้สึกผ่อนคลายลงพอสมควร แต่ด้วยธรรมชาติของคนที่มีความวิตกกังวลสูง จึงยังมีอาการเหมือนที่รายงานให้หมอฟัง

banner300x250

อ่านต่อ “ดูแลลูกให้ดีที่สุด ไม่ต้องกังวลเกินเหตุจนหมดกำลังใจ” คลิกหน้า 2

โลกหมุนได้ด้วยความรัก ไม่ใช่ความชัง

โลกหมุนได้ด้วยความรัก..ไม่ใช่ความชัง

ในช่วงปีที่ผ่านมา เรื่องความไม่ลงรอยและการเลือกปฎิบัติระหว่างคนผิวขาว โดยเฉพาะตำรวจและคนผิวดำในอเมริกานั้นกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลายคนอาจคิดว่ามีความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำในอเมริกา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ปมความขัดแย้งยังเกิดขึ้นตลอดเวลา และคนผิวดำมักถูกเลือกปฎิบัติแบบสองมาตรฐานอยู่เสมอในสังคม คุณพ่อนักเขียนคนหนึ่งคือ เดวิด เดนนิส ผู้ซึ่งมีลูกชายเป็นออทิสติก ได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาในกรณีที่ตำรวจนิวยอร์กฆ่ารัดคอชายผิวดำคนหนึ่งเพียงเพราะสื่อสารผิดพลาด

“ลูกชายผมเป็นคนผิวดำและเป็นออทิสติก จำคนผิวดำที่ถูกตำรวจนิวยอร์กรัดคอจนตายที่ชื่ออีริค การ์เนอร์ได้ไหมครับ เรื่องนี้ติดอยู่ในความทรงจำของผมอย่างไม่รู้ลืม อีริค การ์เนอร์เป็นคนขายบุหรี่ แต่เพราะไม่สามารถสื่อสารให้ตำรวจเข้าใจในเวลานั้นได้ จึงถูกฆ่าตายโดยปราศจากความผิด”

เดวิดกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเพราะลูกชายผิวสีของตนเป็นออทิสติก จึงกังวลใจว่าเมื่อลูกชายโตเป็นหนุ่มแล้วจะไม่สามารถสื่อสารให้ตำรวจเข้าใจได้ และอาจจะทำให้เข้าใจผิดจนนำไปสู่โศกนาฎกรรม

“เมื่อสองเดือนที่แล้ว หมอบอกว่าลูกชายผมเป็นออทิสติกและจะต้องมีปัญหาทางด้านการสื่อความอย่างแน่นอนเมื่อโตขึ้น คุณลองคิดดูสิครับ ชายอเมริกันผิวดำที่ไม่สามารถจะสื่อสารหรืออธิบายกับตำรวจได้นั้นอันตรายขนาดไหน หากประเด็นการเลือกปฎิบัติกับคนผิวสีของตำรวจยังคงเป็นแบบนี้ ผมเลยพยายามศึกษาหาความรู้ว่าพ่อแม่ที่มีลูกออทิสติกนั้นควรทำอย่างไรในการดูแลลูก เพราะความกลัวที่ลูกจะไม่สามารถอยู่ในโลกใบนี้ได้เหมือนคนอื่นๆ ถ้าตำรวจฟังที่ลูกผมพูดไม่รู้เรื่อง ตำรวจอาจจะยิงลูกชายผมก็ได้ ผมเคยโดนตำรวจเรียกให้จอดรถข้างถนนโดยที่ไม่ได้ทำอะไรผิดแล้วตะคอกใส่มาแล้ว ผมเลยไม่แน่ใจว่าลูกชายผมซึ่งเป็นออทิสติกจะตอบโต้อย่างไร ทุกครั้งที่ผมนั่งดูวิดีโอเกี่ยวกับผู้บริสุทธิ์ที่ถูกตำรวจฆ่าเพราะความเข้าใจผิดแล้วผมนึกห่วงลูกเสมอ เพราะโลกนี้ไม่ได้เที่ยงธรรมอย่างที่ควรจะเป็นสำหรับคนผิวสี”

“ช่วงแรกๆ ผมคิดว่าเป็นความผิดของตัวเองด้วยซ้ำ เพราะลูกง่วนอยู่กับผมถึงเก้าเดือนในบ้านซึ่งผมทำงานที่บ้านในฐานะนักเขียน แม้นักจิตวิทยาจะบอกว่าอาการออทิสติกไม่ได้เกิดจากการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ก็ตาม แต่ผมก็ยังรุ้สึกผิดอยู่ดี ผมโทษตัวเองซ้ำๆซากๆ ว่าเป็นตัวการที่ทำให้ลูกชายเป็นเด็กออทิสติก เพราะผมไม่ได้เอาใจใส่ลูกเท่าที่ควรเพราะมัววุ่นอยู่กับการเขียนหนังสือทุกวัน เราต้องบอกให้ทุกคนรอบข้างรู้ว่าลูกชายของเราเป็นเด็กออทิสติกและทำให้ทุกคนเข้าใจลูกชายของเราได้ดีขึ้น หากการสื่อสารระหว่างกันไม่ชัดเจน ลูกชายผมไม่ใช่เด็กพิการหรือเป็นเด็กที่ไม่น่ารักแต่อย่างใด แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เราก็จะมอบความรักทั้งหมดที่มีให้แก่ลูกเพราะนั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ลูกชายผมต้องการ” เดวิดสรุป

 

เรื่อง : เจริญขวัญ

ภาพ : shutterstock

Tags

คุณแม่กับคุณยายเคยแท้งมาก่อน ฉันจะเสี่ยงแท้งไหม?

คุณแม่กับคุณยายเคยแท้งมาก่อน ฉันจะเสี่ยงแท้งไหม?

Q: คุณยายและคุณแม่เคยแท้งมาก่อน ผู้หญิงที่มีประวัติครอบครัวเคยแท้ง จะมีความเสี่ยงมากขึ้น จริงหรือไม่?

“การแท้งบุตร หรือแท้งคุกคาม เป็นลักษณะผิดปกติทางพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดได้จริงค่ะ คุณแม่ที่มีประวัติคนในครอบครัวเคยแท้ง ควรแจ้งให้สูติแพทย์ทราบตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปฝากครรภ์ แพทย์จะได้ระมัดระวังภาวะแท้งคุกคามเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกรณีที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีเลือดออกในช่วงไตรมาสแรก แพทย์อาจพิจารณาให้ยากันแท้งร่วมด้วย คุณแม่เองก็ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดค่ะ”

 

บทความโดย : นต.พญ.ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์

ภาพ : Shutterstock

เมื่อทารกน้อยมีเพื่อนซี้เป็นเจ้าตูบตัวตัวโต ความน่ารักทะลุจอออกมาเลยค่ะ

แค่เปิดดูคลิปนี้ก็ใจละลายไปกับความน่ารักของสองเพื่อนซี้แล้วค่ะ

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก: TheEllenTube

https://www.youtube.com/watch?v=yHhO3Wv3-N0

คุณพ่อกับลูกสาวตัวน้อยสอนเจ้าตูบหอน เอ๊ะ! ยังไง

มาดูคลิปคุณพ่อกับลูกสาวตัวน้อยสอนเจ้าตูบหอนกันค่ะ ไม่รู้ใครสอนใครกันแน่เนี่ย

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก: Kyoot Animals