โรคปอดบวมในเด็ก

โรคปอดบวมในเด็ก ภัยของเจ้าตัวเล็กที่มักมากับอากาศหนาว

โรคปอดบวมในเด็ก หรือ โรคปอดอักเสบ เป็นหนึ่งใน 6 โรคที่ สธ.ประกาศเตือนให้ระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงอากาศเย็น ซึ่งโรคปอดบวมนั้นพบประมาณร้อยละ 8 -10 ของผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ และยังเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของโรคติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี พยากรณ์ของโรคจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคปอดบวม การรักษาที่เหมาะสม ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น และโรคประจำตัว

แม้ “โรคปอดบวม” จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้เพราะมีวัคซีนป้องกันและยารักษา แต่ก็มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงเช่นเดียวกัน ล่าสุด องค์การอนามัยโลกได้เปิดเผยตัวเลขว่ามีเด็กจำนวนกว่า 800,000 คนต่อปีเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวม

สาเหตุของ โรคปอดบวมในเด็ก

เกิดจากการอักเสบของเนื้อปอด สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และ Atypical Pathogen เชื้อแบคทีเรียที่พบได้บ่อยที่ทำให้เกิดโรคปอดบวม ได้แก่ นิวโมคอคคัส หรือฮีโมฟิลุส ส่วนเชื้อไวรัส ได้แก่ อาร์เอสวี ไข้หวัดใหญ่ และเชื้อ Atypical Pathogen ที่ทำให้เกิดโรคปอดบวมได้บ่อย ได้แก่ ไมโครพลาสม่า

ทารกป่วย
เมื่อทารกป่วย แม่ต้องคอยสังเกตอาการให้ดี

วิธีสังเกต อาการปอดบวม

เด็กจะมีไข้ บางรายอาจมีอาการหนาวสั่น ไอมีเสมหะ อัตราการหายใจเร็วกว่าปกติ หรือหอบ ในบางรายอาจมีอาการอื่นๆ เช่น เจ็บชายโครงขณะหายใจลึกๆ หรือไอ ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว ถ้าอาการปอดบวมเป็นรุนแรง อาจมีการหายใจลำบาก หน้าอกบุ๋ม ปีกจมูกบาน ริมฝีปากเขียว อัตราการหายใจเร็วกว่าปกติ ขึ้นกับอายุของเด็ก ดังนี้

  • เด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือนมีอัตราการหายใจมากกว่า 60 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
  • เด็กอายุ 2-12 เดือนมีอัตราการหายใจมากกว่า 50 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
  • เด็กอายุ 1-5 ปีมีอัตราการหายใจมากกว่า 40 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
อาการลูกปอดบวม
โรคปอดบวมในเด็ก

การวินิจฉัย

ดูจากประวัติผู้ป่วยคือ มีไข้ ไอ หอบ ร่วมกับการตรวจร่างกายจะพบว่ามีเสียงเสมหะผิดปกติในปอด กรณีที่มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดเสียงหายใจบริเวณนั้นจะเบาลง เคาะปอดแล้วได้เสียงทึบกว่าส่วนอื่น ในรายที่เป็นรุนแรงจะตรวจพบค่าออกซิเจนต่ำ โดยอาจเอกซเรย์ปอดและเจาะเลือดเพื่อช่วยในการวินิจฉัย นอกจากนี้การตรวจเพาะเชื้อเสมหะในผู้ป่วยบางรายอาจช่วยในการวินิจฉัยและรักษาได้

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

การรักษาโรคปอดบวมในเด็ก

  1. การรักษาจำเพาะ

ในรายที่เป็นโรคปอดบวมจากเชื้อไวรัสจะไม่มียารักษาที่จำเพาะ การรักษาเป็นเพียงการประคับประคอง ในกรณีสงสัยเชื้อแบคทีเรีย จะให้ยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 7-21 วัน ขึ้นกับเชื้อและความรุนแรง

  1. การรักษาทั่วไป

ผู้ป่วยโรคปอดบวมที่มีอาการหอบ ไข้สูง เสมหะเหนียว เบื่ออาหาร จำเป็นต้องให้สารน้ำให้เพียงพอ และในรายที่มีการหายใจเร็ว หอบ ชายโครงบุ๋ม กระวนกระวาย หรือซึม และตรวจพบว่ามีออกซิเจนต่ำควรพิจารณาให้ออกซิเจนด้วย หากได้ยินเสียงวี้ดให้ใช้ยาขยายหลอดลม และพิจารณาให้ยาขับเสมหะหรือยาละลายเสมหะในรายที่อาการไอและมีเสมหะมาก ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดทรวงอก ได้แก่ การจัดท่าระบายเสมหะ การเคาะปอด และช่วยดูดเสมหะเพื่อช่วยระบายเสมหะที่คั่งค้างในหลอดลมออกมาได้

การรักษาโรคปอดบวม
โรคปอดบวมในเด็ก

การรักษาอื่นๆ ตามอาการ ได้แก่ การให้ยาลดไข้และเช็ดตัว ในผู้ป่วยที่มีภาวะการหายใจล้มเหลวหรือหยุดหายใจแพทย์จะพิจารณาใส่ท่อหลอดลมคอและเครื่องช่วยหายใจ

นอกจากนี้ พญ.มณินทร ยังได้ฝากถึงข้อพึงปฏิบัติเพื่อการป้องกันลูกน้อยให้ห่างไกลจากโรคปอดบวมไว้ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสโรค โดยไม่ควรให้เด็กใกล้ชิดผู้ป่วยทุกประเภท
  • หลีกเลี่ยงการนำเด็กไปอยู่ในที่แออัด
  • เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีควรดูแลที่บ้าน ไม่ควรส่งไปเลี้ยงตามสถานเลี้ยงเด็ก
  • ถ้าเด็กมีอาการไอ จาม มีน้ำมูกควรพิจารณาใช้ผ้าปิดปากและจมูก
  • ควรทำความสะอาดของเล่นเด็กบ่อยๆ
  • มีอนามัยส่วนบุคคล โดยฝึกหัดให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ไม่ขยี้ตาหรือจมูก
  • ควรดูแลความสะอาดของบ้านเรือนให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
ป้องกันโรคปอดบวม
โรคปอดบวมในเด็ก
  • เพิ่มความต้านทานโรค ควรให้เด็กได้รับนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน และให้อาหารครบ 5 หมู่
  • หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3-4 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที
  • หลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่เสี่ยง เช่น ควันไฟ ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ อากาศหนาวเย็น เป็นต้น
  • ที่สำคัญควรนำเด็กไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข

นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนเสริมบางชนิดที่ช่วยลดการเกิดโรคปอดบวมในเด็ก ได้แก่

  1. วัคซีนไอพีดี ซึ่งจะป้องกันโรคปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส
  2. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ป้องกันโรคปอดบวมจากไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดตามฤดูกาลในปีนั้นๆ

ผู้เลี้ยงดูเด็กทุกท่านควรรู้จักอาการแรกเริ่มของโรคปอดบวม และควรพาเด็กมาพบแพทย์เพื่อรักษาแต่เนิ่นๆ ซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าและเพื่อให้เด็กหายป่วยไว ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ พัฒนาการ และการเรียนต่อไปค่ะ


บทความโดย : พญ.มณินทร วรรณรัตน์ กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111

ภาพ : shutterstock

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

รวม 20 อาการต้องสงสัย ลูกไม่สบาย แบบนี้..! กำลังป่วยเป็นโรคอะไร?

RSV คืออะไร? ตรวจหา RSV ทำอย่างไร? ราคาเท่าไหร่?

โรคหัดระบาด ช่วงไหน ไข้ออกผื่นแบบนี้ ลูกเป็นโรคหัดหรือเปล่า?

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

Kid Happy School – เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีมาตั้งแต่เล็กจะมีสมองส่วนฮิปโปแคมปัสใหญ่กว่า

เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีมาตั้งแต่เล็กจะมีสมองส่วนฮิปโปแคมปัสใหญ่กว่าเด็กที่พ่อแม่ดูแลไม่ดี เป็นข้อมูลจากงานวิจัยที่กล่าวเอาไว้

การดูแลลูกให้ดีนี้ตามศัพท์ในต้นฉบับภาษาอังกฤษใช้คำว่า “nurture” ซึ่งพบบ่อยมากในบทความที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงลูก แต่แปลกดีที่หาคำไทยที่ตรงใจไม่ได้สักที แม้ อ.สอ เสถบุตร จะแปลในพจนานุกรมของท่านว่า “nurture = ทะนุถนอม, บำรุง, รักษา, เลี้ยง, อบรม” แต่ก็ถือว่ายังไม่ตรงเป๊ะในบริบทของการเลี้ยงดูลูกสักเท่าไร

เพราะ nurture มันไม่ใช่แค่ “เลี้ยง” เท่านั้น แต่ต้องมีองค์ประกอบของการให้ความรักความเอาใจใส่ การหาอาหารให้กินหาเสื้อผ้าให้ใส่เฉยๆ ก็ไม่ใช่ nurture ต้องดูแลใส่ใจมากกว่านั้น

การทดลองของจิตแพทย์เด็กและนักวิทยาศาสตร์สมองจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันในครั้งนี้น่าจะเรียกว่ากิจกรรม “รอนิดนึง”

เริ่มต้นด้วยการให้เด็กอายุระหว่าง 3-6 ขวบกับคุณแม่ไปอยู่ในห้องๆ หนึ่งที่มีกล่องของขวัญที่ห่ออย่างสวยงามน่าแกะมากสำหรับเด็กอยู่กล่องหนึ่งและมีแบบสอบถามให้คุณแม่กรอกอยู่อีกหนึ่งฉบับ แล้วผู้วิจัยก็บอกเด็กว่า “ห้ามแกะกล่องนี้จนกว่าเวลา 5 นาทีจะผ่านไป” ซึ่งก็คือเมื่อคุณแม่ตอบแบบสอบถามเสร็จแล้วนั่นเองแน่นอนว่าถ้าของมันน่าแกะขนาดนั้น เจ้าหนูของเราก็คงจะกระวนกระวาย รอกันแทบจะไม่ได้แน่นอน

เมื่อผู้วิจัยสังเกตปฏิสัมพันธ์แม่ลูกแล้วก็พบว่า แม่กลุ่มหนึ่งจะเป็นแม่ที่พยายามอย่างสูงในการสงบความอยากแกะห่อของขวัญของคุณลูกด้วยการปลอบโยน อธิบายลูกว่าหนูรออีกแป๊บเดียวเองนะจ๊ะ อธิบายไปก็ให้กำลังใจหรือกอดและสัมผัสลูกไปด้วยให้ลูกสงบลง ส่วนแม่อีกกลุ่มไม่ค่อยได้พยายามเท่าไร อาจจะเพิกเฉยหรือไม่สนใจไยดีกับอารมณ์ของลูกนัก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในการทดลองนั้นแม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่อาจสะท้อนให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์แม่-ลูกที่เกิดขึ้นในบ้านอย่างต่อเนื่องด้วย คือแม่ที่วันนั้นปลอบโยนลูก อยู่บ้านก็คงเลี้ยงลูกแบบนั้นเหมือนกัน เช่นเดียวกับแม่ที่ไม่ค่อยตอบสนองต่อลูก

หลังจากนั้นผ่านไป 4 ปี ผู้วิจัยก็เอาเด็ก 92 คนที่เข้าร่วมการวิจัยในครั้งนั้นมาทำการสแกนสมอง และพบว่าเด็กที่มีคุณแม่แสดงความใส่ใจมากกว่า มีสมองส่วนฮิปโปแคมปัสขนาดใหญ่กว่าเด็กอีกกลุ่มถึง 10 เปอร์เซ็นต์

แล้วไอ้เจ้าฮิปโปแคมปัสนี่สำคัญอย่างไร? คำตอบคือมันเป็นสมองส่วนการเรียนรู้และความจำ สมองที่ชื่อคล้ายฮิปโปโปเตมัสแต่จริงๆ แล้วรูปร่างคล้ายม้าน้ำนี่มีหน้าที่แปลงความจำระยะสั้นเป็นความจำระยะยาว เวลาเราได้รับข้อมูลอะไรใหม่ๆ มันจะผ่านหูและหัวของเราไปโดยไม่ได้อะไรเลยหรือเราจะได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นก็อยู่ที่เจ้าฮิปโปแคมปัสนี่แหละ

พูดง่ายๆ ก็คือถ้าแม่แสดงความรักความสนใจลูก ลูกก็อาจจะมีสมองที่ดีกว่า และฉลาดกว่าลูกที่แม่ไม่สนใจ

การทดลองนี้เป็นหลักฐานว่าการ nurture ลูก (แปลว่าอะไรอีกที?) ไม่ได้มีผลต่อเฉพาะพัฒนาการของลูกน้อยเหมือนที่เราเคยรู้กันมานานแล้วเท่านั้น แต่ยังอาจสำคัญขนาดเปลี่ยนโครงสร้างของสมองกันเลยทีเดียว

 

บทความโดย : ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณพ่อน้องข้าวหอมและน้องน้ำมนต์

ภาพ : Shutterstock

สุดประทับใจ! วินาทีแรกพบ คุณทวดวัย 92 กับเหลนตัวน้อย

ภาพถ่ายสุดน่าประทับใจ กับวินาทีแรกที่พบกัน ระหว่างคุณทวดกับเจ้าตัวน้อยเหลนสาวของเธอ โดยทั้ง 2 คนนอนเคียงข้างกัน และมองหน้ากันอย่างสงบนิ่ง ฝ่ายคุณทวดดูจะมองเจ้าตัวเล็กด้วยแววตาอ่อนโยน ขณะที่เจ้าตัวน้อยก็ไม่งอแง แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ภาพถ่ายรี้เป็นกระแส ชาวเน็ต หลายคนบอกว่ามีความหมายและดูแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ซึ่งภาพนี้ถ่ายโดย Scott Martin คุณพ่อมือใหม่จากวอชิงตัน ส่วนคนในภาพนั้นก็คือ Millie คุณย่าวัย 92 ปี ของเขา และลูกสาวคนแรกของเขา Penelope วัย 2 วัน

ทั้งนี้คุณพ่อมือใหม่ยังได้กล่าวว่า “ผมคิดว่าเมื่อคุณยายของผมได้อุ้มลูกสาวของผม มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับผม และช่วงเวลาเหล่านี้มีได้เพราะเธอได้เกิดมา เมื่อพวกเขาทั้ง 2 คนมองกันและกันพวกเขาตกอยู่ในห้วงของความรัก”

อีกทั้งหนูน้อยมาร์ติน เคยได้รับการพูดถึงอย่างมากในสื่อสังคมออนไลน์มาก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อผลอัลตราซาวนด์ตอนที่เธอมีอายุอยู่ในครรภ์ของแม่เพียง 14 สัปดาห์ ซึ่งตอนนั้นในภาพเหมือนกับว่าเธอกำลังตบมืออยู่ จึงสร้างความฮือฮาให้กับชาวเน็ตอย่างมาก


 

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก  www.boredpanda.com
ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก Youtube : Jen Cardinal

ใครว่าเป็นคุณแม่เลี้ยงลูกอยู่บ้านแสนสบาย ไปดูคลิปนี้กันค่ะ ^_^

สำหรับใครที่ชอบบอกว่าการเป็นแม่บ้านคอยเลี้ยงลูกเฉยๆสบาย ไม่เหนื่อยเท่ากับการออกไปทำงานนอกบ้าน หากได้ดูคลิปนี้แล้วอาจต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ …เมื่อได้เจอกับหนูน้อยจอมป่วน ที่ดูเหมือนว่าจะคอยขัดขวางการทำงานบ้านของคุณแม่ไปเสียหมด :-P  เห้อ!! เห็นแล้วเหนื่อยแทนคุณแม่ท่านนี้จริงๆค่ะ…

 


ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : Story of This Life

ตามน้องนาราไปเที่ยวเยอรมัน

123-cover100สวัสดีค่ะ แฟนๆ เรียลพาเรนติ้งยังจำน้องนารา เด็กหญิงนารา ปิ่นทอง ที่เคยขึ้นปกกับพี่เสือโคร่งในเล่มเดือนพฤษภาคมกันได้ไหมเอ่ย? วันนี้น้องอายุ 2 ขวบ 10 เดือนแล้ว เรียลพาเรนติ้งติดตามแฟนเพจของน้องนารา (ในชื่อว่า Narajiw) โดยมีคุณแม่สุดสวย คอยอัพเดทพัฒนาการและความน่ารักของน้องอยู่ตลอด … ในวันนี้น้องนาราไปเที่ยวเยอรมันกับครอบครัว 10 วัน เรามาตามติดดูแฟชั่นน่ารักๆ ที่คุณแม่จัดเต็มทุกชุดเลยจ้า

 

พร้อมเดินทางจ้า
พร้อมเดินทางจ้า

ลุคของน้องนารา เกล้าผมมวยน่ารัก ตัดหน้าม้าไม่ให้บังตา และคิ้วสวยๆ ของน้อง เพื่อให้เล่นสนุกได้ทั้งวันไม่เกะกะสวยตา.. (ใครจะนำไปใช้กับลูกสาวบ้างก็ไม่ว่ากันนะจ๊ะ)

เสื้อกันหนาวสวยๆ เข้าชุด ..สงสัยทริปนี้คงจะเตรียมไปหลายกิโลเลยจ้า

narajiw-05

narajiw-07

narajiw-17
เมเปิ้ลเปลี่ยนสีแล้ว
narajiw-08
เสื้อกันหนาวหลายชั้นพร้อมผ้าพันคอแมวเหมียว สีเทาคุมโทน
narajiw-16
แซมผมแกละด้วยปอยผมสีชมพู ขับผิว

 

ถ่ายคู่กับคุณแม่หน่อยจ้า
ถ่ายคู่กับคุณแม่หน่อยจ้า

เหมือน Lookbook แฟชั่นเสื้อผ้ามากๆ

narajiw-03

narajiw-01
อารมณ์ดีสุดๆ

ถ่ายกับกำแพงเบอร์ลิน กับท่าโพสต์สุดชิค

narajiw-09
ท่าโพสต์สุดชิค

ไปเมืองหนาวทั้งทีต้องมีภาพกับหิมะ

narajiw-12
เล่นหิมะกับครอบครัว

เก่งที่สุดเลย 1 ยูโรได้ตุ๊กตามาด้วย

 

เล่นคีบตุ๊กตา
เล่นคีบตุ๊กตา

3346868112045(1) 3346901303305(1) 3346925854856(1) 3346940608859(1) 3346970984928(1)

 

ขอบคุณภาพของน้องนาราโดยฝีมือคุณพ่อคุณแม่ของน้อง จากเพจ www.facebook.com/narajiw ค่า

 

 

Tags

The Circle ราชพฤกษ์

สำหรับชาวกรุงย่านสาทร ราชพฤกษ์ คงจะคุ้นเคยกับ Community Mall อย่าง “เดอะเซอร์เคิล ราชพฤกษ์” เป็นอย่างดี วันนี้เราพามาดูผีเสื้อ ในงาน The Backyard เปลี่ยนโฉมเป็นสวนหลังบ้านให้กับทุกครอบครัว

 

กับงานแบล็คยาร์ด (The Backyard) ในคอนเซปต์ Natural Urban Garden ที่นำผักนานาชนิดทั้งผักสวนครัว และผักไฮโดรโปนิคกว่า 3,000 ต้น มาประดับตกแต่งตั้งแต่ทางเข้าโครงการ รวมไปถึงได้ยกเอาโดมผีเสื้อขนาดใหญ่ที่มีผีเสื้อหลากหลายสายพันธุ์ให้น้องๆ หนูๆ ได้เรียนรู้และสัมผัสธรรมชาติกันอย่างใกล้ชิด

The Circle_237_resize The Circle-13 The Circle-15 The Circle-35

 

 

 

 

The Circle-36 The Circle-37 The Circle-38The Circle-40

 

 

 

 

The Circle-41 The Circle-45 The Circle-52 The Circle-126

 

 

งานนี้จัดไปเมื่อต้นเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา ส่วนใครที่อยากร่วมงานอื่นๆ ติดตามกิจกรรมของเดอะ เซอร์เคิล ราชพฤกษ์ได้ที่ www.facebook/the.circle.ratchapruk

Tags

ทักษะพูดของเด็กนิวซีแลนด์ด้อยลง เหตุจากสื่อไอที และพ่อแม่ไม่มีเวลา!

ทักษะพูดของเด็กนิวซีแลนด์ด้อยลง เหตุจากสื่อไอที และพ่อแม่ไม่มีเวลา!

ความสามารถในการสื่อสารความคิดของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมากในการที่เด็กจะพัฒนาการรับรู้และนำไปใช้ในการเรียนต่อไปในอนาคต

ที่ประเทศนิวซีแลนด์พบว่าในกลุ่มเด็กที่เข้าเรียนชั้นประถม มีจำนวนเด็กที่สามารถพูดเป็นประโยคได้น้อยลง ผู้บริหารโรงเรียนและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาสงสัยกันว่าสาเหตุที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านภาษาแย่ลงอาจเป็นเพราะเด็กๆ อยู่กับสื่ออิเล็กทรอนิกส์บ่อยเกินไป และพ่อแม่ยุ่งกับงานจนไม่ค่อยมีเวลาคุยกับลูกมากพอ

จากการสำรวจในโรงเรียนบางแห่งพบว่ามีเด็กจำนวนมากพอควรเลยทีเดียวที่ไม่สามารถถามคำถามเกี่ยวกับรูปภาพได้ หรือทำตามคำสั่งเวลาจับกลุ่มให้พูดคุยกับเด็กคนอื่นไม่ได้ เด็กเข้าชั้นประถมใหม่ๆ อาจมีความสามารถในการพูดเท่ากับเด็ก 2-3 ขวบ และแม้แต่เด็กที่ครูประเมินว่า “ปานกลาง” ก็มักมีความสามารถเท่ากับเด็กวัย 5 ขวบเท่านั้น

คุณจูลี โคแวน รองผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งเชื่อว่ามีหลายสาเหตุ “อาจมีส่วนจากการที่เด็กใช้เวลาอยู่กับอุปกรณ์ต่างๆ และดูโทรทัศน์มากขึ้น ถ้าพูดในแง่พ่อแม่ คุณอาจจะยุ่งมาก ต้องไปทำงานและพาลูกไปส่งที่นั่นที่นี่ เราใช้เวลาพูดกับลูกมาก แต่เราอาจไม่ได้ “คุย” กับลูกเสมอไป”

ดร.แจนนีส์ แวน ฮีส์ จากมหาวิทยาลัยแห่งโอ๊คแลนด์ ได้วิจัยเรื่องภาษาพูดในชั้นเรียนของเด็กวัย 5 และ 6 ขวบ เธอพบว่าเด็กในชุมชนที่โอกาสน้อยจะเข้าโรงเรียนโดยมีคำศัพท์ในการสื่อสารน้อยกว่า 3,000 คำ ในขณะที่เด็กในชุมชนที่มีโอกาสดีกว่ามีคลังศัพท์อย่างน้อย 6,000 คำ แตกต่างกันถึงสองเท่า! แต่ ดร.แจนนีส์กล่าวว่าหากจะระบุสาเหตุที่ชัดเจนและแนวโน้มในอนาคตคงต้องศึกษาเพิ่มเติม

การพูดคุยกับลูกเป็นเรื่องง่ายมาก แถมไม่เสียเงินด้วย สิ่งสำคัญคือ อย่า “พูด” กับลูก แต่ให้ “คุย” กับลูก ค่ะ

ช่วยลูกฝึกพูดได้ ง่ายนิดเดียว!

  • ทำกิจกรรมง่ายๆ กับลูก และคุยกับลูกไปด้วย คุยเยอะๆ
  • บอกคำและวลีง่ายๆ กับลูก แต่ต้องให้ได้ลูกลองใช้คำใหม่บ่อยๆ ด้วย
  • อ่านออกเสียงให้ลูกฟังและให้เวลาลูกได้คิดว่าเขาได้ยินอะไรไปบ้าง ถามคำถามปลายปิด (มีคำตอบเดียว) และคำถามปลายเปิด (คำตอบหลากหลาย) หลายๆ คำถาม
  • พยายามคุยกับลูก ไม่ใช่พูดกับลูก
  • ชักชวนให้ลูกเล่าเรื่องที่ชอบจากหนังสือ หรือเล่าสิ่งที่เขาพบเจอมาด้วยคำพูดของเขาเอง

 

ที่มา: NZ pupils struggling to speak – National – NZ Herald News

แปลและเรียบเรียง: กองบรรณาธิการเว็บไซต์

เปลสปริงอัตโนมัติ

มอเตอร์โยกเปลสปริงอัตโนมัติ
ราคา 2700 บาท
สภาพใหม่ มือ 1 สินค้ามีประกัน
เปลสปิงที่ทำให้ลูกน้อยของคุนหลับสบาย หลับนานได้2-3ชม.คุนแม่สามารถทำงานบ้านได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องไกวเปลยามน้องหลับค่ะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการน้องได้ด้วย
สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ www.facebook.com/automaticcradle หรือ โทร 0850050777

Tags

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

เคล็ดลับ!! เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างไรให้สำเร็จ

สำหรับคุณแม่มือใหม่อาจจะยังสับสนและปรับตัวไม่ถูกว่าจะให้ลูกกินนมเท่าไร บ่อยแค่ไหน แล้วหากต้องกลับไปทำงานอีกจะให้นมลูกอย่างไรดี Amarin Baby & Kids มีเคล็ดลับฉบับกะทัดรัดแบบเวิร์คๆ เกี่ยวกับการ “เลี้ยงลูกด้วยนมแม่” มาฝากกันค่ะ

Continue reading “เคล็ดลับ!! เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างไรให้สำเร็จ”

หนูน้อยลูกครึ่งฮาร์ดคอร์ “ก.เอ๋ย ก.ก้าย” ปล่อยคลิปสุดน่ารักอีกแล้วเมื่อเขาบอกกับแม่ว่า “ขอกินส้มตำหน่อยค๊าบ”

ยังจำกันได้มั้ยเมื่อไม่กี่ปีก่อนมีคลิปเด็กลูกครึ่งฝรั่งกับไทยอีสาน ที่กำลังหัดท่อง “ก.เอ๋ย ก.ก้าย” จนกลายเป็นที่โด่งดังไปทั่ว เพราะความน่ารักของหนูน้อยคนนี้ที่ชื่อว่า “ดีแลนต์” ที่มีความพยายามมากในการท่อง … หลังจากนั้นมาจนถึงวันนี้หนูน้อยก็ได้โตขึ้นเป็นเด็กชายไปซะแล้ว แต่เขายังคงสร้างความสุขและความฮือฮาให้กับคนโซเชียลได้อีก >> คือในขณะที่เขากำลังรับประทานอาหารร่วมกับพ่อและแม่ งานนี้หนูน้อยเอ่ยปากบอกกับแม่ของเขาว่าอยากลองชิม “ข้าวเหนียวกับส้มตำ” หน่อย ^_^ และเมื่อได้ลองทำให้เขาอยากที่จะกินมันอีกพร้อมทั้งเมินอาหารฝรั่งที่วางอยู่ตรงหน้าของเขาไปโดยปริยาย ทำเอาคุณแม่ของน้องดีแลนต์ถึงกับอึ้งกันเลยทีเดียว โดยคลิปนี้สร้างความสุขให้กับผู้ชมอย่างมาก จะเป็นอย่างไร ตามไปชมกันเลยค่ะ


ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : Kookkai Hall

“พีเจ้น” สร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกในเมืองไทย! รวมคุณแม่ที่ให้นมบุตร 410 คู่ กับงาน “Thailand Breastfeeding Day By Pigeon”

นางสาวสุวรรณา โชคดีอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายสุเมธ เลอสุมิตรกุล, คุณสุรีย์พร อนุวัตรอุดม บริษัท มุ่งพัฒนา อินเตอร์แนชชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็กแบรนด์ พีเจ้น” ร่วมเป็นประธานเปิดโครงการThailand Breastfeeding Day by Pigeon” อุ่นรักจากอกแม่ร่วมสร้างสถิติแห่งความภาคภูมิใจ สร้างประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่แห่งปีของเมืองไทย! โดยรวมคุณแม่ให้นมลูกน้อยทำสถิติ “การให้นมลูกจากอกแม่พร้อมกันครั้งแรก ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย” บันทึกใน Thailand Book of Records งานนี้น่ายินดีเป็นอย่างมากกับสถิติแรก 410 แม่ลูก! ที่ประสบความสำเร็จกับการทำสถิติครั้งประวัติศาสตร์นี้ ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้

งานนี้นอกจากเป็นการรณรงค์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างจริงจังแล้ว ยังจุดประกาย และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณแม่ทุกท่าน ในงานเต็มไปด้วยภาพความรัก ความอบอุ่น ความประทับใจ ทั้งนี้ยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มาให้ความรู้ฯ อาทิ พญ.ธิศรา วีรสมัย, พญ.หทัยทิพย์ ชัยประภา, พญ.พัชรินทร์ อมรวิภาส รวมทั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรกของพีเจ้น คุณเปิ้ล – จริยดี สเปนเซอร์ และคุณแม่ต้นแบบมืออาชีพอย่าง คุณอรอนงค์ ปัญญาวงศ์, คุณตุ๊ก – ชนกวนัน และคุณแอม –ชลธิชา ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ เป็นต้น

ท่านสามารถติดตามกิจกรรม และรายละเอียดของพีเจ้นเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/mypigeonlittlemomentsclub หรือ call center 02 646 2899

pigeon22

เมื่อลูกเจอมนุษย์ป้า จะบอกจะสอนอย่างไร

Kid Happy School – เมื่อลูกเจอ “มนุษย์ป้า” จะบอกจะสอนอย่างไร

คุณแม่ท่านหนึ่งมาเล่าเรื่องของลูกสาวให้ฟัง

ลูกสาวตอนนี้อยู่อนุบาลสอง ครอบครัวนี้ไปอยู่ต่างประเทศมา 1 ปีเพราะคุณพ่อต้องไปเรียนหนังสือ น้องเลยได้เรียนอนุบาลที่โน่นด้วยก่อนย้ายกลับมาเรียนต่อที่เมืองไทย โรงเรียนอนุบาลที่น้องเรียนตอนนี้อยู่ย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพมหานคร มีชื่อเสียงในหมู่ชนชั้นกลาง

วันหนึ่งคุณแม่ไปรับลูก เจอลูกสาวยืนรอซื้อขนมอยู่ที่หน้าร้านค้าในโรงเรียน ปกติคุณแม่ให้เงินน้องไปโรงเรียนวันละ 10 บาทเพื่อให้รู้จักการใช้เงิน

ที่แผงขนมมีเด็กมายืนมุงกันเต็มหน้าร้าน ใครอยากได้อะไรก็บอกไป แล้วพี่คนขายก็หยิบของมาให้ ใครเสียงดังหน่อยก็ได้ของก่อน เด็กที่ตัวเล็กจะโดนเบียดกระเด็นไปไม่ค่อยถึงแถวหน้า ซึ่งรวมถึงลูกสาวของคุณแม่ด้วย

น้องยืนรออยู่นานจนคนอื่นได้ของหมดแล้วตัวเองถึงจะซื้อของได้

การจ่ายเงินให้พี่คนขายเด็กบางคนก็ยื่นกระเป๋าเงินให้แล้วคนขายก็ทอนใส่กระเป๋ามาเลย เด็กบางคนยื่นกระเป๋าเงินให้แล้วก็เดินหนีไปเลยประมาณว่าได้ขนมก็ไม่สนใจอย่างอื่นแล้ว และส่วนใหญ่ที่รับเงินทอนมาแล้วก็ไม่มีใครนับว่ากี่บาท

เรื่องน่าคิดประเด็นแรกคือสำหรับเด็กอนุบาลเราควรปล่อยให้ถือเงินซื้อของเองหรือยัง?

ข้อดีคือการที่เด็กได้เรียนรู้เรื่องการใช้เงินและการดูแลทรัพย์สินส่วนตัว แต่โดยระดับพัฒนาการแล้วเป็นเรื่องยากที่เด็กจะเข้าใจกระบวนการซื้อขายได้ทั้งหมดโดยไม่มีผู้ใหญ่ช่วยอธิบาย เพราะถึงวัยนี้จะนับเลขได้แต่ไอ้ที่นับไปหมายถึงจำนวนเท่าไรเด็กอาจจะไม่รู้เรื่องก็ได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องบวก-ลบเลขซึ่งเป็นพื้นฐานของเรื่องซื้อขายและการทอนเงิน

ประเด็นต่อมาที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือการยืนมุงซื้อของของเด็กๆ

ลูกสาวของคุณแม่มาถามด้วยความสงสัยในภายหลังว่า “ทำไมเขาไม่เข้าแถวกันล่ะคะแม่?” ซึ่งเป็นความสงสัยอย่างบริสุทธิ์ใจที่สุด เพราะที่ประเทศที่หนูเพิ่งไปอยู่มาหนึ่งปีเขาเข้าแถวกันตลอด

คุณแม่ฟังคำถามแล้วก็ยังนึกคำตอบอื่นไม่ได้นอกจาก “เมืองไทยมันก็เป็นอย่างนี้ล่ะลูก”

โรงเรียนนี้มีชื่อเสียงว่าสอนดี เด็กเขียนอ่านเป็นเร็ว ไปสอบเข้าโรงเรียนประถมดังๆ ได้มากมาย แต่น่าเสียดายเหลือเกินว่าเรื่องที่เป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนั้นไม่ได้สอนให้เห็นตัวอย่างจริง

ถ้าจะมีครูมายืนอยู่แถวนั้นสักหน่อย คอยบอกให้เด็กต่อแถวซื้อของให้เป็นระเบียบ มาก่อนซื้อก่อน มาหลังซื้อหลัง

ที่หัวแถวคุณครูช่วยดูอีกหน่อยว่าหนูจะซื้อของราคาเท่าไร สตางค์หนูมีพอไหน และถ้าให้ไปเท่านี้หนูควรจะได้เงินทอนเท่าไร หัดนับเงินกันให้เห็นๆ ไปเลย

ถ้าเชื่อว่า “การเรียนรู้” ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องเรียนเท่านั้น เรื่องนี้ยิ่งต้องทำ

การปล่อยให้เด็กไปเผชิญโชคชะตามุงซื้อของกันเองแบบนี้จึงถือว่าน่าเสียดายโอกาสในการสั่งสอนอบรมเด็กเป็นอย่างยิ่ง ซ้ำร้ายเหมือนเรากำลังจะสอนเด็กทางอ้อมว่าถ้าอยากอยู่รอดต้อง “ปากกัดตีนถีบ” หรือ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา”

ในสังคมที่เราอิดหนาระอาใจกับพฤติกรรม “มนุษย์ป้า” ที่ถือคติว่าฉันต้องได้อะไรก่อนชาวบ้านเขาเสมอโดยไม่เคารพสิทธิของใคร

ก็น่าเสียใจ ว่าเรากำลังผลิตมนุษย์ป้ารุ่นใหม่มาทดแทนรุ่นที่กำลังจะหมดอายุหรือเปล่า?

 

บทความโดย : ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณพ่อน้องข้าวหอมและน้องน้ำมนต์

ภาพ : Shutterstock

ถึงหนูแค่ 3 ขวบ หนูก็เต้นเพลงของบียอนเซ่ได้แล้วนะ

หนูน้อย 3 ขวบ จับคู่กับคุณแม่คนสวย เต้นเพลงของบียอนเซ่ได้เก่งไม่แพ้นักเต้นมืออาชีพเลย

หนูน้อยฉายแววนักเต้น จนได้ไปออกรายการโชว์ชื่อดัง และได้รางวัลเป็นตั๋วคอนเสิร์ตของบียอนเซ่ แถมได้สิทธิพิเศษไปพบกับบียอนเซ่แบบใกล้ชิดหลังเวทีอีกด้วย น่าอิจฉาจังเลย

แบบนี้เค้าเรียกว่าจิ๋วแต่แจ๋วจริงๆ ค่ะ

ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก: TheEllenShow

https://youtu.be/RlpPsQaH2GQ

ลูกโตที่เล่นไม่เป็น ทำอย่างไรดี

ลูกโตที่เล่น “ไม่เป็น” ทำอย่างไรดี

หากสังเกตพบว่าลูกมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ยังไม่มาก เช่น เริ่มปรับตัวกับเรื่องต่างๆ ได้ยาก เคร่งเครียดโดยไม่มีวิธีผ่อนคลายให้ตัวเอง อาจหาโอกาสและจังหวะพูดคุย สอบถามความรู้สึกในใจลูกแล้วให้คำปรึกษา

นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้การเล่นที่ช่วยเพิ่มทักษะสังคมเข้ามาช่วยได้ เช่น ชวนเล่นเกมล้อมวงกันในบ้านก่อน เพื่อให้เรียนรู้กติกามารยาท แล้วค่อยลองให้เขาได้เล่นกับญาติๆ หรือเพื่อนพี่ เพื่อนน้อง ที่ลูกสนิทหรือคุ้นเคยที่จะช่วยบอกและสอนให้เขาเรียนรู้วิธีการเล่นเป็นกลุ่มได้มากขึ้น

อ่านต่อ ส่งเสริมลูกโตเล่น “เป็น” หาสิ่งที่ชอบ ชีวิตแฮ็ปปี้

 

จากคอลัมน์ Ages 7-12 นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2558

ขอขอบคุณข้อมูลจาก คุณฉันทิดา สนิทนราทร นักเล่นบำบัด (Play Therapist) โรงพยาบาลมนารมย์ | Facebook fanpage: Play Story by Pam

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: Shutterstock

ส่งเสริมลูกโตเล่นเป็น หาสิ่งที่ชอบ ชีวิตแฮ็ปปี้

ส่งเสริมลูกโตเล่น “เป็น” หาสิ่งที่ชอบ ชีวิตแฮ็ปปี้

วัยทวีน 10-12 ปี จะมีความกระตือรือร้น มีแรงจูงใจในการเรียนรู้ อยากทำในสิ่งที่ชอบ เริ่มมีแนวทางชัดเจนว่าชอบอะไร ถนัดด้านไหน ดนตรี กีฬา เกม อ่านหนังสือ การทำอาหารหรืออื่นๆ การเล่นที่เหมาะสมและถูกใจจะช่วยให้ค้นหาตัวเองเจอเร็วขึ้น มีความสุขกับชีวิตมากขึ้น แต่ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กยุคนี้บางคน คือความเฉื่อยชา ขี้เกียจ และยังเล่นไม่ “เป็น” หากลูกเล่นไม่เป็น จะขาดโอกาสพัฒนาอีคิว ความคิด ภาษาและอาจมีปัญหาการอยู่ร่วมกับคนอื่น

เล่นดี มีผลเมื่อโตขึ้น

เพราะมีผลสำรวจที่พบว่าเด็กยุคนี้ ยิ่งโตยิ่งมีกิจกรรมน้อยลง โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องออกไปใช้พลังงาน นอกจากนี้ยังมีอีกปัญหาที่พบคือ เด็กจะขี้เกียจ แยกตัวเอง ไม่สนใจกิจกรรมต่างๆ เด็กเล่นไม่เป็น คือเล่นตามใจตัวเอง ไม่รู้วิธีเล่นกับเพื่อนหรือการทำตามกฎกติกา ไม่ฟังความคิดเห็น ไม่เข้าใจเพื่อน แถมไม่รู้จักกาลเทศะ แสดงให้เห็นว่าลูกมีพัฒนาการเล่นไม่เหมาะสมตามวัย ทำให้พัฒนาการสะดุด ขาดการพัฒนาทักษะด้านการคิด ภาษา การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ที่สำคัญคือขาดโอกาสใช้การเล่นเพื่อพัฒนาอีคิว ความเคารพตัวเอง ความภาคภูมิใจในตัวเองที่ดีเมื่อโตขึ้น

ส่งเสริมลูกโตเล่น “เป็น” พ่อแม่ทำได้

1. กระตุ้น โดยไม่ได้กดดันบังคับ

อาจเริ่มจากสังเกตสิ่งที่ลูกสนใจ และให้เวลาเป็นพิเศษและค่อยๆ หากิจกรรมที่ลูกชอบมานำเสนอ

2. เปิดโอกาสให้ลูกได้ทำกิจกรรมที่หลากหลาย

เขาจะได้รู้ตัวว่าชอบหรือไม่ชอบ เช่น ไปค่ายหรือเข้ากลุ่มกิจกรรมที่เขาสนใจ เช่น ทำหนังสั้น เลี้ยงสัตว์ ดูนก เขียนนิยาย ทั้งนี้กลุ่มที่ลูกสนใจอาจมีทั้งกลุ่มที่ไปเจอกันจริงๆ หรือกลุ่มในโลกออนไลน์ พ่อแม่เพียงสังเกตลูกอย่างสม่ำเสมอ และไม่ตำหนิ

3. ชวนเล่นเกมท้าทาย

กระตุ้นการคิดเป็นระบบ เพราะวัยรุ่น แม้จะมีความคิดที่พัฒนามาก แต่ก็ยังต้องการกระตุ้นให้คิดเชิงนามธรรมหรือคิดแบบซับซ้อนได้มากขึ้น การเล่นที่ช่วยกระตุ้นการคิดเป็นระบบ คิดเป็นเหตุเป็นผลจะช่วยได้ เช่น เล่นทดลองวิทยาศาสตร์ง่ายๆ เกมวิทยาศาสตร์ เกมที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยี การเล่นเกมกระดาน (Board Game) ที่ยากขึ้นก็ยังใช้ได้ ทั้งนี้ก็อยู่ที่วิธีชวนของพ่อแม่ด้วย ลูกวัยรุ่นเป็นวัยอยากรู้อยากลองอยู่แล้ว แค่ทำให้เป็นเรื่องสบายๆ ไม่เคร่งเครียด ไม่น่าเบื่อเขาก็พร้อมจะไปกับคุณ

อ่านต่อ ลูกโตที่เล่น “ไม่เป็น” ทำอย่างไรดี

 

จากคอลัมน์ Ages 7-12 นิตยสารเรียลพาเรนติ้ง ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2558

ขอขอบคุณข้อมูลจาก คุณฉันทิดา สนิทนราทร นักเล่นบำบัด (Play Therapist) โรงพยาบาลมนารมย์ | Facebook fanpage: Play Story by Pam

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: Shutterstock

นี่คืออะไร อึงกันไปผ้าคลุมให้นม ? ผ้าพันคอ ? เราร่วม 2 ให้กลายเป็น 1

นี่คืออะไร อึงกันไปผ้าคลุมให้นม ? ผ้าพันคอ ? เราร่วม 2 ให้กลายเป็น 1
แต่ยังคงความเบาบางสบาย
หลังเลิกให้นมยังสามารถกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกมากมาย
– เช่นกันหนาวที่ออฟฟิตเวลาทำงาน
– เป็นผ้าพันคอพกไปเที่ยวได้ทุกที
– เป็นผ้าห่มผืนบาง ๆ สำหรับลูกน้อย สามารถกางออกมายาวถึง 2 เมตร
– ผ้า Silk Japan นำเข้ามาพิมพ์ลาย พิเศษกว่าSilk ปกติคือมีความเงาและความยืดหยุ่นเนื้อนิ่มเบาสบาย
ในราคา 1490 บาทเราไม่ขาย
**เราจัดโปร 1090 บาทเท่านั้น** จนถึง30 ต.ค.นี้ เท่านั้น
● สั่งซื้อ/สอบถาม ●
Inbox : www.facebook.com/messages/kokoronebaby
Tel. : 0915494463
Line ID : kokoronebaby

Tags

เจ็บแต่มีความสุข! ลูกในท้องดิ้นแรงมากขณะคุณแม่สระผม

สำหรับคุณผู้หญิงที่เคยผ่านประสบการณ์การเป็น ‘แม่’  มาแล้ว คงจะรู้ซึ้งถึงคำว่าความเสียสละที่มีต่อลูกน้อย ไม่ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ทนได้ เพื่อแลกกับความสุขที่ได้เห็นเจ้าตัวเล็กเติบโตในร่างกายของเรา แต่สำหรับคลิปที่คุณจะได้เห็นต่อไปนี้   คิดว่าคุณแม่คงตกใจไม่น้อยเลยล่ะค่ะ เมื่อลูกในท้องของเธอดิ้นแรง . . . ทำเอาช่างสระผมถึงกับต้องมาช่วยผยุงท้องของคุณแม่ที่กำลังนอนสระผมอยู่ เพราะลูกของเธอดิ้นจนท้องโย้ไปมาด้านซ้ายที ขวาที สงสัยจะแข็งแรงมากเลยนะเนี่ย แบบนี้เขาเรียกว่า ยิ้มทั้งน้ำตาใช่มั้ยคะคุณแม่  “เจ็บแต่มีความสุข”


ขอบคุณคลิปวีดีโอจาก : Bla Blaclip