ควันบุหรี่

ควันบุหรี่ ภัยร้ายทำให้เด็กสองคนต้องอยู่ ICU

 

 

ประสบการณ์ตรงของคนทางบ้านที่อยากฝากให้กับทุกบ้านที่มีคนสูบบุหรี่ อย่าคิดว่า! คนไม่สูบบุหรี่จะไม่ได้รับอันตราย เพราะแค่ “ควัน” เพียงเล็กน้อยแต่ต้องสูดดมทุกวันก็สามารถส่งผลเสียกับชีวิตของคนอื่นได้แล้ว เช่นเดียวกับเด็กทั้งสองคนนี้ ไปอ่านเรื่องราวที่นี้พร้อม ๆ กันเลยค่ะ

หนึ่งในสมาชิกของเฟซบุ๊กได้เล่าให้กับทีมงานของ Amarin Baby & Kids ว่า เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับเด็กผู้ชายสองคนที่มีอายุไม่ถึงหนึ่งปี คนแรกคือน้องมิว วัย 8 เดือน เป็นลูกคนโทนของเพื่อนสนิท ส่วนเด็กคนที่สองเป็นหนึ่งในคู่แฝดที่มีวัยเพียง 3 – 4 เดือน แต่ก่อนที่จะเล่าต่อนั้น ต้องอธิบายก่อนว่า ฝาแฝดทั้งสองคนนี้ไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาด้วยกัน โดยคุณแม่ของคู่แฝดนั้นเลี้ยงดูแฝดผู้พี่เอง ส่วนแฝดผู้น้องนั้นถูกนำมาเลี้ยงอยู่บ้านเดียวกันกับน้องมิวค่ะ

บ้านที่เลี้ยงน้องมิวและแฝดผู้น้องอยู่นั้นเป็นบ้านสวน คนที่บ้านส่วนใหญ่จะสูบบุหรี่ ต่างก็คิดว่าไม่เป็นไร เพราะสูบบุหรี่ไปด้วยเลี้ยงไปด้วย และเวลาที่สูบบุหรี่ก็จะเปิดพัดลมเป่าให้ควันบุหรี่นั้นไปทางอื่น อีกทั้งบริเวณที่เลี้ยงนั้นก็มีอากาศถ่ายเทสะดวก

 

ตลอดระยะเวลาที่เลี้ยงมานั้น น้องมิว มีปัญหาเรื่องของระบบการหายใจ เดี๋ยวเป็นหวัดเดี๋ยวไอเป็นอยู่อย่างนี้ จนกระทั่งหลัง ๆ เริ่มหนักขึ้นจนถึงขนาดต้องพ่นยา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มมีไข้ขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ไข้ที่ว่านี้ก็อยู่ในเกณฑ์สูงถึง 39 องศา ไม่นานผู้โพสต์ได้เล่าต่อไปว่า เพื่อนที่เป็นแม่ของน้องมิวนั้นไลน์มาบอกว่า คุณหมอให้น้องมิวแอด เพราะหลอดลมอักเสบ ผลที่ตามมาคือตอนนี้ น้องเลือดติดเชื้อ ไข้ไม่ลด ยังอยู่ในเกณฑ์สูงประมาณ 39.1 อยู่จนล่าสุด แม่ของน้องโทรมาบอกว่า น้องได้ย้ายเข้าห้อง ICU แล้วส่วนฝาแฝดผู้น้องได้เข้า ICU ไปก่อนหน้าหลายอาทิตย์แล้วเพราะปอดฟีบ

ผู้โพสต์ได้กล่าวต่อไปอีกว่า ทางคนเลี้ยงบอกว่าไม่เกี่ยวกับบุหรี่ แต่เป็นเพราะอากาศแปรปรวน จึงอยากขอถามว่าเด็กสองคนนี้เป็นขนาดนี้ ยังจะโทษอากาศอยู่หรือไม่ แล้วทำไมแฝดคนพี่ถึงไม่เป็นอะไรเลย จึงอยากโพสต์เรื่องนี้ไว้เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจกับครอบครัวไหนที่มีคนสูบบุหรี่นั่นเอง

อาการล่าสุดตอนนี้จากที่ได้ทำการสอบถามไปทางเจ้าของโพสต์นั้น น้องเริ่มอาการดีขึ้นแล้ว และทุกคนในครอบครัวที่อยู่กับน้องนั้น มีการปรับพฤติกรรมเกี่ยวกับเรื่องของบุหรี่กันเป็นอย่างดี เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำสองขึ้น อย่างไรทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคในครอบครัวรวมถึงน้องทั้งสองคนด้วยนะคะ

ควันบุหรี่อันตรายอย่างไรกับผู้สูบและคนใกล้ชิด คลิก!


เครดิต: เพจคนท้องคุยกัน

เต้าหู้ไข่

เต้าหู้ไข่ ประโยชน์ดี๊ดีช่วยเสริมความทรงจำลูก

 

เสริมความจำลูกให้ดีขึ้นได้ด้วย เมนู ” เต้าหู้ไข่ ” ทำง่ายแสนอร่อย!

 

 

เต้าหู้ไข่ หนึ่งในเมนูทานง่าย หอม นุ่ม ละมุนลิ้น ที่นอกจากจะอร่อยแล้วยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย เด็ก ๆ ทานได้ผู้ใหญ่ทานดี ว่าแต่คุณพ่อคุณแม่อาจจะกำลังเกิดความรู้สึกสงสัยว่า แค่หลอดเล็ก ๆ เนี่ยนะ จะมีประโยชน์อะไรได้มากมายขนาดนั้น หากพร้อมแล้วเราไปดูประโยชน์ของมันพร้อมกับเมนูทำง่ายที่ทีมงาน Amarin Baby & Kids ได้เอามาฝากกันเลยค่ะ

คุณประโยชน์ของ เต้าหู้ไข่

อุดมไปด้วยโปรตีนที่มีมากกว่าเนื้อสัตว์บางชนิดถึง 2 เท่า โดยเฉพาะโปรตีนเลซิธิน มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายและมีสารอาหารหลายชนิดทั้งไขมันซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นไขมันอิ่มตัว มีวิตามินเอ บี1 บี2 ดี ธาตุเหล็ก แคลเชียม โอเมก้า 3 โอเมก้า 6 โฟลิก และโคลีน โดยคุณประโยชน์ที่ได้รับนั้นก็ได้แก่

  • ช่วยให้ระบบการทำงานของประสาทและสมองทำงานได้ดีขึ้น ทำให้มีความจำที่ดี
  • ช่วยลดความเครียด อาการเหนื่อยล้า บำรุงสายตา และช่วยเรื่องโรคตาฟาง
  • เพราะมีสารอาหารใกล้เคียงกับปลาทะลทำให้สามารถมีส่วนในการช่วยการทำงานของสมองและเนื้อเยื่อตาได้
  • ป้องกันโรคเลือดจาก ลดอัตราเสี่ยงของหัวใจขาดเลือด
  • ป้องกันไม่ให้ทารกในครรภ์มีความพิการแต่กำเนิด

นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญในการช่วยให้ลูก ๆ มีความทรงจำที่ดี เหมาะเป็นอย่างมากเลยละค่ะ กับเด็ก ๆ ที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตอีกด้วยเช่นกัน

คลิกดู! เมนูสุดอร่อยทำง่ายด้วยเต้าหู้ไข่


เครดิต: นานาสาระเพื่อสุขภาพที่ดี และ C.P. Group

การนอนของลูก แรกเกิด ถึง 6 ปี

การนอนของลูก แรกเกิด ถึง 6 ปี แค่ไหนถึงจะพอ?

การนอนของลูก แรกเกิด ถึง 6 ปี จริงๆ แล้วพ่อแม่ควรให้ลูกนอนนานแค่วันละกี่ชั่วโมงในแต่ละวันของช่วงวัยลูก เป็นเรื่อง ที่มีหลายๆ ครอบครัวถามกันเข้ามากค่ะ เพราะส่วนหนึ่งกังวลว่าลูกจะน้อยไป หรือนอนมากไป เรื่องนี้ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำตอบมาให้เพื่อไขข้อข้องใจกันให้ค่ะ

 

การนอนของลูก แรกเกิด ถึง 6 ปี

ถ้าจะว่าด้วยเรื่อง การนอนของลูก แรกเกิด ถึง 6 ปี เป็นอีกหนึ่งความสนใจของพ่อแม่ในหลายๆ ครอบครัวที่ให้ความสำคัญกันมาก นั่นเพราะการนอนอย่างมีประสิทธิภาพของลูก สามารถส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของลูกได้อย่างมาก รวมถึงพัฒนาการด้านต่างๆ ของลูกด้วย

การนอนที่ได้คุณภาพเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิตที่จะส่งผลต่อเนื่องเรื่อยไปในทุกช่วงวัยของลูก ซึ่งแนะนำว่าพ่อแม่ควรปูพื้นฐานกันมาตั้งแต่แรกเกิด ถึง 6 ปี เพราะเป็นช่วงที่พัฒนาการการเจริญเติบโตทำงานได้อย่างเต็มที่ และการนอนที่มีประสิทธิภาพยังช่วยให้โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ฮอร์โมนแห่งการเจริญเติบโตหลั่งได้ดี  สำหรับโกรทฮอร์โมนเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตขึ้นได้เอง โดยหลั่งมาจากต่อมไร้ท่อที่สร้างจากต่อมพิทูอิทารีภายใต้สมอง ช่วยเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกาย กระตุ้นให้เกิดการสร้าง และซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆ โกรทฮอร์โมนจึงสำคัญมากสำหรับเด็กที่จะทำให้สูงสมวัย และไม่แคระแกร็น ทั้งยังเสริมสร้างภูมิต้านทานไม่ให้เจ็บป่วยง่าย ช่วยเรื่องความจำ และพัฒนาการด้านสมอง ซึ่งจะสังเกตได้ว่า หากเด็กคนไหนนอนหลับแต่หัวค่ำและเพียงพอที่ร่างกายต้องการ เด็กจะตื่นมาด้วยอารมณ์แจ่มใส ร่าเริง มีความกระตือรือร้น มีสมาธิในการเรียนรู้สิ่งใหม่ และมีการจดจำที่ดีอีกด้วยค่ะ

 

บทความแนะนำ คลิก>> ปัญหาการนอนหลับในเด็ก และการแก้ไข

ในเบื้องต้นพอทราบกันแล้วนะคะว่าการนอนที่ได้ประสิทธิภาพจะช่วยให้ร่างกายลูกหลังฮอร์โมนการเจริญเติบโตได้ดีมากขึ้น ทีนี้มาถึงคำถามที่ว่าแล้วลูกในแต่ละช่วงวัยควรนอนแค่ไหนถึงจะพอละ? เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ผู้เขียนมีคำตอบมาให้ได้ติดตามกันต่อดังนี้ค่ะ…

อ่านต่อ ต้องนอนแค่ไหนต่อวันกับลูกวัย 0-6 ปี หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

อาการไอในเด็ก

อาการไอในเด็ก บอกโรคได้หรือไม่?

อาการไอในเด็ก เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากการเป็นหวัด มีเสมหะก็ก่อให้เกิดการไอขึ้นมาได้ เป็นต้น แต่ไม่ว่าอาการ ไอที่เกิดขึ้นนั้นจะมาด้วยสาเหตุใดก็ตาม สิ่งสำคัญอย่างแรกคือการบรรเทารักษาการไอที่เกิดให้หายขาด นั่นจะเป็นผลดีต่อสุขภาพของลูก ทีมงาน Amarin Baby & Kids ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาการไอที่เกิดขึ้นในเด็ก มาให้ทราบกันค่ะ

 

อาการไอในเด็ก เกิดขึ้นได้อย่างไร?

มีหลายๆ ครอบครัวที่ถามกันเข้ามาว่า อาการไอในเด็ก เป็นเพราะสาเหตุใด เนื่องจากบางครั้งไม่ได้เป็นหวัด มีเสมหะ ก็ สังเกตเห็นว่าลูกมีอาการระคายเคืองคอจนไอออกมา …สำหรับอาการไอ ตามทางการแพทย์ได้อธิบายว่า เป็นกลไกของ ร่างกายในการกำจัดสิ่งที่ทำให้เกิดการระคายเคืองขึ้นภายในลำคอ หรือมีสิ่งแปลกปลอมในระบบทางเดินหายใจของร่างกาย

บทความแนะนำ คลิก>> สุดยอด! วิธีสยบอาการไอของลูกน้อยให้อยู่หมัด

 

ผศ.นพ.จักรพันธ์ สุศิวะ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์[1] ได้อธิบายถึงอาการไอที่เกิดขึ้นในเด็ก ได้ดังนี้…

อาการไอส่วนใหญ่ เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ที่มักพบบ่อย คือ โรคหวัด ทำให้เด็กมีไข้ น้ำมูกไหล ซึ่ง อาการคันคอ ระคายคอ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กไอ อาการไอที่ว่านี้แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

1.ไอแห้ง

2.ไอแบบมีอะไรมาระคายคอ

3.ไอแบบมีเสมหะ ซึ่งอาจเกิดจากเด็กมีน้ำมูกแล้วสูดเอาน้ำมูกไหลลงคอจนเกิดอาการไอ

นอกจากนี้คุณหมอยังให้จุดสังเกตเกี่ยวกับการไอในเด็กเพิ่มเติมคือ เมื่อเด็กมีการไอและมีไข้ร่วมด้วย สาเหตุมักเกิดจากการอักเสบติดเชื้อไวรัส  แต่ถ้าสังเกตดูแล้วว่าลูกมีการไอตลอดในแต่ละช่วงวัยแล้วก็ไม่มีอาการของไข้ร่วมด้วยเลย ถ้าเกิดขึ้นกับ

  • ลูกวัยทารกอาจเป็นไปได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ อาจจะมาจากความพิการแต่กำเนิดก็ได้เช่นกัน
  • เด็กเล็ก ควรคิดถึงสาเหตุจากการติดเชื้อ เช่น เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เป็นโรคปอดบวม รวมทั้งเชื้อวัณโรค เชื้อโรคไอกรน หากไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ อาจเกิดจากการสำลักสิ่งแปลกปลอมลงไปในหลอดลม หรือจากโรคหอบหืด
  • เด็กโต วัยรุ่น นอกจากเกิดจากการติดเชื้อแล้ว ก็อาจจะแพ้ควันจากการสูบบุหรี่ ฝุ่นละอองที่กระตุ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ที่จมูกหรือหลอดลม[1]

อ่านต่อ 5 วิธีรับมือเมื่อลูกมีอาการไอ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เครื่องปั๊มนม

เลือก เครื่องปั๊มนม อย่างไรให้ถูกใจแม่มือใหม่

เครื่องปั๊มนม เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญของคนที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อย่างเวลาที่นมคัดมากแล้วลูกดูดนมไม่ทันก็สามารถ ปั๊มเพื่อเก็บทำสต็อกน้ำนมแม่ ช่วยให้ลูกได้ทานนมแม่นานมากกว่า 6 เดือน เพราะนมแม่ดีที่สุด จึงอยากสนับสนุนให้คุณแม่ทุกคนเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กันมากๆ ค่ะ

และสำหรับคุณแม่มือใหม่ที่ตั้งใจว่าจะให้ลูกทานนมแม่ แล้วก็กำลังมองหาเครื่องปั๊มนมอยู่ ทีมงานมีข้อมูลที่น่าสนใจทั้ง เรื่องของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และผู้ช่วยสำคัญอย่างเครื่องปั๊มนมไฟฟ้ามาให้ทราบกันค่ะ

 

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีต่อลูกน้อยอย่างไร?

เนื่องด้วยเดือนสิงหาคมเป็นเดือนพิเศษของแม่ ที่มีวันสำคัญอย่าง วันแม่แห่งชาติ และสัปดาห์นมแม่โลก ที่หลายองค์กรทั้ง ในประเทศไทย และต่างชาติก็รณรงค์ให้ผู้หญิงที่กำลังจะเป็นแม่ได้ตระหนัก และเข้าใจถึงคุณค่าของการเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่

โดยเฉพาะทางองค์กรพันธมิตรนมแม่โลก” (World Alliance for Breastfeeding Action หรือ WABA) ได้กำหนดให้ทุกวันที่  1-7 สิงหาคมของทุกปี เป็น “สัปดาห์นมแม่โลก” มีการให้ความรู้ ความเข้าใจว่านมแม่ดีที่สุดกับลูกตั้งแต่แรกเกิด กระตุ้นให้ แม่ทุกคนได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเด็กตั้งแต่แรกเกิดการทานนมแม่ถือเป็นอาหารที่วิเศษที่สุด กับสุขภาพ และพัฒนาการเจริญเติบโตทั้งทางร่างกาย และพัฒนาการสมอง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ดีหากคุณแม่ได้ให้ลูกทาน นมแม่ได้มากกว่า 6 เดือนขึ้นไป นั่นเพราะในน้ำนมแม่เต็มไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น โปรตีนที่ย่อยง่าย  ไขมัน น้ำตาลแลคโตส ดีเอชเอ ลูทีน รวมทั้งวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ที่มีในนมแม่ และสำคัญต่อการเจริญเติบโต ได้แก่ วิตามิน A, B1, B2, B6, B12, C, D, E, K และแร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ เหล็ก แคลเซียม ไอโอดีน เป็นต้น และยังมีสารภูมิต้านทาน โรคที่จำเป็นกับร่างกายลูก ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ ได้อีกด้วย เห็นไหมว่าน้ำนมแม่ดีที่สุดกับลูก น้อยจริงๆ ค่ะ

สำหรับคุณแม่ที่ตั้งใจจะให้ลูกทานนมแม่ให้นานที่สุดมากกว่า 6 เดือน แนะนำว่าควรทำสต็อกน้ำนมแม่กันค่ะ ซึ่งผู้ช่วยที่ขาดไม่ได้ก็คือการใช้เครื่องปั๊มนมแม่ ไปดูกันซิว่าทำไมต้องปั๊มนมแม่ด้วยเครื่องปั๊มนมไฟฟ้า

 

เครื่องปั๊มนม เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดกับคุณแม่อย่างไร?

การเก็บน้ำนมแม่ให้ได้คุณภาพจำเป็นต้องใช้ เครื่องปั๊มนม มาช่วยค่ะ สำหรับการปั๊มนมคุณแม่สามารถทำได้อยู่ 2 วิธีดังนี้ค่ะ

  1. การเก็บน้ำนมแม่ ด้วยการใช้มือบีบจากเต้าโดยตรง
  2. การเก็บน้ำนมแม่ ด้วยการใช้เครื่องปั๊มนม ที่มีทั้งแบบไฟฟ้าอัตโนมัติ กับแบบมือบีบ(ก้านโยก)

ซึ่งการปั๊มนมด้วยมือคุณแม่ต้องใช้แรงมากในการคลึงบีบเอาน้ำนมออกมา แต่ปัจจุบันเครื่องปั๊มนมอัตโนมัติเป็นตัวเลือกที่ดีมากกว่า ด้วยราคาที่ถูกลงมากและคุณภาพที่พัฒนาขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ

ดังนั้นจากประสบการณ์ของผู้เขียนเอง รวมทั้งเพื่อนๆ หรือคนในครอบครัวที่เคยต้องปั๊มเก็บสต็อกนมแม่ เรามักจะเพิ่มเงินขึ้นมาอีกนิด เพื่อใช้เป็นเครื่องปั๊มนมไฟฟ้า ที่มีให้เลือกหลายรุ่น หลายขนาด สามารถพกพาไปใช้ในที่ทำงานได้สบายๆ สามารถต่อเครื่องกับถุงเก็บน้ำนมแม่ หรือจากขวดนมได้เลย แค่กดปุ่มเครื่องทำงานอัตโนมัติ จากนั้นก็นั่งทำงานต่อได้เพลินๆ ค่ะ สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งคลอดลูก ไม่อยากให้ท้อถอยในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กันค่ะ

และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้แม่ๆ ทุกคนมีน้ำนมแม่ให้ลูกได้ทานกันนานมากกว่า 6 เดือน แนะนำว่าควรทำสต็อกน้ำนมแม่ ด้วยการใช้เครื่องปั๊มนมกันค่ะ ซึ่งเครื่องปั๊มนมไฟฟ้าที่ดีควรมีลักษณะที่คล้ายๆ กับที่ลูกดูด นั่นก็คือ ปั๊มนมแม่ได้เกลี้ยงเต้า มีระบบนวดลานนมอัตโนมัติ สามารถพกพาไปใช้ได้ทุกที และต้องใช้งานง่ายด้วยค่ะ ซึ่งถ้าถามว่าเครื่องปั๊มนมยี่ห้อไหนที่ตอนนี้แม่ๆ ที่รู้จักกัน รวมถึงเพื่อนๆ ที่ใช้กันมาก ก็ต้องนี่เลย HORIGEN (โฮริเจน) ที่มีคุณสมบัติตรงใจอย่างมากค่ะ

 

เครื่องปั๊มนมไฟฟ้าที่คุณแม่ใช้แล้วถูกใจด้วยความสามารถที่เหนือกว่า “ง่าย สะดวก สบาย ประหยัดเวลา เกลี้ยงเต้าเร็วกว่า

ต้องยกให้เครื่องปั๊มนมไฟฟ้าคุณภาพแบรนด์ดังอย่าง HORIGEN กรวยนิ่ม 4D ดูดดี ไม่เจ็บ ปั๊มได้เกลี้ยงเต้าเร็วกว่า และเพื่อให้คุณแม่ที่กำลัง ตัดสินใจว่าจะเลือกใช้เครื่องปั๊มนมดีไหม เราจะพาไปทำความรู้จักกับเครื่องปั๊มนมไฟฟ้ายี่ห้อนี้กันให้มากขึ้นค่ะ

  • เครื่องปั๊มนมของ HORIGEN มีความโดดเด่นด้วยกรวยปั๊มแบบ 4D ที่ทำจากซิลิโคนแบบนิ่มทั้งชิ้น และเป็นการเลียนแบบการดูดของทารก สร้างสูญญากาศในกรวย ด้วยความสามารถที่เหนือกว่าและฟังชั่นนวดลานนมจากรอบทิศทาง จึงช่วยทำให้คุณแม่สามารถปั๊มนมได้เกลี้ยงเต้า (ลิขสิทธิ์เฉพาะของโฮริเจนเท่านั้น!!)
  • ปั้มคู่ มอเตอร์คู่ ปรับแรงดูดซ้าย-ขวาอิสระอย่างแท้จริง ได้ตามต้องการด้วย มอเตอร์คู่ไม่ต้องแบ่งแรงดูด ทำให้ได้แรงดูดแรงจริงและนุ่มตามปารถนา
  • มีโหมดกระตุ้น ทำจี๊ดเพิ่มการไหลของน้ำนมแม่ ปรับแรงดูดได้มากถึง 9 ระดับ หน้าจอเป็นระบบดิจิตอล สามารถจับเวลาในการปั๊มอัตโนมัติ และมีระบบป้องกันน้ำนมไหลย้อนกลับเข้ามอเตอร์ได้อีกด้วย
  • ได้มาตรฐานการใช้งานจากยุโรป BPA Free จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยกับสุขภาพของลูกน้อยอย่างแน่นอน
  • รับประกันมอเตอร์ 1 ปี มีเครื่องสำรองให้ใช้ขณะรอเคลม
  • และมีบริการหลังการขายระดับ 5 ดาว
  • มีแบตในตัว
  • เกลี้ยงเต้าหมดจด เร็วกว่า 2 เท่า
  • มีมอเตอร์ 2 ตัว แรง 2 เท่า สามารถปรับแรงปั๊มแยกซ้าย-ขวา
  • ราคาคุ้มค่า และมีความทนทานต่อการใช้งานสูง

ที่นี้เราจะมาดูความโดดเด่นของเครื่องปั๊มนมโฮริเจนทั้งแบบปั๊มเดี่ยว และปั๊มคู่ของ 3 รุ่น ดังนี้ค่ะ

เครื่องปั๊มนม

  • BELLAGIO ปั๊มคู่ (มอเตอร์คู่, แยกปั๊ม/ปรับระดับความแรงของแต่ละข้างได้อิสระ)

ใช้ไฟบ้าน / ชาร์จแบตได้

– มีโหมดกระตุ้นทำจี๊ด เพิ่มการไหลของน้ำนม

– ปรับได้ 9 ระดับ

– นวดลานนมอัตโนมัติ

– เกลี้ยงเต้าหมดจด เร็วกว่า 2 เท่า

– กรวยนิ่ม 4D (ซิลิโคนนิ่มพิเศษทั้งชิ้น)

– 2 Motors แรง 2 เท่า (ปรับแรงปั๊มแยกซ้าย-ขวา)

– ใช้งานง่ายเพียงปุ่มเดียว

– พกพาสะดวก (มีแบตในตัว)

– มีระบบป้องกันน้ำนมไหลย้อนกลับขณะปั๊ม ป้องกันน้ำนมดูดเข้าไปในเครื่องปั๊ม

– สามารถนับเวลาถอยหลังในการปั๊มที่ 30 นาที

– เลือกโหมดกระตุ้นหรือโหมดปั๊มนมสลับไปมาได้ตามต้องการ

– ได้มาตรฐานอาหารและยา (FDA) และสำนักงานมาตรฐานยุโรป (CE) BPA Free, ISO9001, ISO13485, ISO14001 ผลิตจากวัสดุ polypropylene (PP) แบบ NO-BPA ซึ่งเป็นสารที่เป็นสาเหตุของการก่อมะเร็ง

 

เครื่องปั๊มนม

  • TREVI ปั๊มคู่ (มอเตอร์คู่, แยกปั๊ม/ปรับระดับความแรงของแต่ละข้างได้อิสระ)

ใช้ไฟบ้าน / Power Bank

– มีโหมดกระตุ้นทำจี๊ด เพิ่มการไหลของน้ำนม

– ปรับได้ 9 ระดับ

– นวดลานนมอัตโนมัติ

– เกลี้ยงเต้าหมดจด เร็วกว่า 2 เท่า

– กรวยนิ่ม 4D (ซิลิโคนนิ่มพิเศษทั้งชิ้น)

– 2 Motors แรง 2 เท่า (ปรับแรงปั๊มแยกซ้าย-ขวา)

– ใช้งานง่ายเพียงปุ่มเดียว

– พกพาสะดวก ต่อแบตเตอรี่ภายนอกได้ (Power Bank, มีสายแถม)

– มีระบบป้องกันน้ำนมไหลย้อนกลับขณะปั๊ม ป้องกันน้ำนมดูดเข้าไปในเครื่องปั๊ม

– สามารถนับเวลาถอยหลังในการปั๊มที่ 30 นาที

– เลือกโหมดกระตุ้นหรือโหมดปั๊มนมสลับไปมาได้ตามต้องการ

– ได้มาตรฐานอาหารและยา (FDA) และสำนักงานมาตรฐานยุโรป (CE) BPA Free, ISO9001, ISO13485, ISO14001 ผลิตจากวัสดุ polypropylene (PP) แบบ NO-BPA ซึ่งเป็นสารที่เป็นสาเหตุของการก่อมะเร็ง

 

เครื่องปั๊มนม

  • FONTANA (ปั๊มเดี่ยว)ใช้ไฟบ้าน/ใส่ถ่านได้

– มีโหมดกระตุ้นทำจี๊ด เพิ่มการไหลของน้ำนม

– มีระบบป้องกันน้ำนมไหลย้อนกลับขณะปั๊ม ป้องกันน้ำนมดูดเข้าไปในเครื่องปั๊ม

– เลือกโหมดกระตุ้นหรือโหมดปั๊มนมสลับไปมาได้ตามต้องการ

– นวดลานนมอัตโนมัติ

– เกลี้ยงเต้าหมดจด เร็วกว่า 2 เท่า

– กรวยนิ่ม 4D (ซิลิโคนนิ่มพิเศษทั้งชิ้น)

– ใช้งานง่ายเพียงปุ่มเดียว

– พกพาสะดวก (ใส่ถ่านได้)

– ได้มาตรฐานอาหารและยา (FDA) และสำนักงานมาตรฐานยุโรป (CE) BPA Free, ISO9001, ISO13485, ISO14001 ผลิตจากวัสดุ polypropylene (PP) แบบ NO-BPA ซึ่งเป็นสารที่เป็นสาเหตุของการก่อมะเร็ง

 

เห็นแบบนี้แล้วทำให้มีกำลังใจในการทำสต็อกน้ำนมแม่ขึ้นมากเลยค่ะ เพราะคุณแม่ลูกอ่อนทุกคนสามารถที่จะประหยัดเวลา ทุ่นแรงด้วยการมีเครื่องปั๊มนมไฟฟ้าดีๆ มีคุณภาพมาเป็นผู้ช่วยข้างกายได้ค่ะ สำหรับคุณแม่ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือซื้อเครื่องปั๊มนมไฟฟ้าโฮริเจน สามารถซื้อได้ที่ บริษัท 11Dkid (วันวันดีคิด)  หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ www.11dkid.com และอีกสองช่องทางคือที่ facebook : www.facebook.com/11dkid กับทาง line : @11dkid ค่ะ

กรดโฟลิก

เรื่องน่ารู้ โฟลิค กรดโฟลิก เริ่มกินตอนไหนถึงจะดี

รู้จักกับ  โฟลิค และ กรดโฟลิก ให้มากขึ้น พร้อมคำแนะนำและวิธีการรับประทานที่ถูกต้อง

 

 

พูดถึง โฟลิค หรือ กรดโฟลิก ผู้หญิงน้อยคนนักจะไม่รู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ท้องหรือผู้หญิงที่ต้องการจะตั้งครรภ์ บางท่านอาจจะรู้แต่จักแต่ชื่อและรู้ว่ามันดีอย่างไรกับแม่ท้อง ซึ่งวันนี้จะให้ดีละก็ เราจะมาทำความรู้จักกับเจ้ากรดโฟลิกนี้ให้มากขึ้นกันดีกว่าค่ะ

กรดโฟลิก คืออะไร?

จัดอยู่ในกลุ่มของวิตามินบี 9 ซึ่ง โฟลิก นั้นได้มากจากการที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น ผิดกับ โฟเลต ที่ได้รับจากอาหารตามธรรมชาติ เป็นสารอาหารในกลุ่มวิตามินบี ที่ละลายน้ำ ซึ่งอาจอยู่ในรูปสารประกอบชนิดอื่น ๆ และมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น โฟเลต หรือ โฟลาซิน เป็นต้น โดยร่างกายจะไม่สามารถนำ กรดโฟลิค หรือ เตตราไฮโดรโฟเลต ไปใช้ได้ทันที แต่ต้องส่งต่อไปที่ตับเพื่อเปลี่ยนเป็นรูปของ กรดไดไฮโดรโฟลิค เสียก่อน จึงจะดูดซึมไปใช้ได้

หน้าที่สำคัญของวิตามินบี 9 คืออะไร?

ทั้ง โฟลิค และ โฟเลต นั้นมีบทบาทเหมือนกันนั่นก็คือ ช่วยร่างกายในการสร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมการทำงานของสมอง และยังมีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์โปรตีนอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตั้งครรภ์ ผู้หญิงจะมีความต้องการของ ร่างกายเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นสตรีมีครรภ์จึงจำเป็นอย่างยิ่งในการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิก หรืออาจรับประทานกรดโฟลิกในรูปแบบยาเม็ดเสริมเข้าไปก็สามารถทำได้

กรดโฟลิกนั้นสำคัญเป็นอย่างมากกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือคุณผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและพร้อมที่จะมีทายาท แต่หลาย ๆ คนอาจจะกำลังสงสัยว่า แท้จริงแล้วเราควรทานกรดโฟลิกที่ว่านี้ตอนไหนกันแน่ ก่อนมีลูกหรือระหว่างที่กำลังตั้งท้อง วันนี้เรามีคำอธิบายเพิ่มเติมมาฝากกันค่ะ

กรดโฟลิกทานตอนไหนดี ?

 

ภัยร้ายออนไลน์

สลด! เหยื่อ ภัยร้ายออนไลน์ เด็ก 12 ฆ่าตัวตาย

” ภัยร้ายออนไลน์ ” คืออะไร?!  ทำไมถึงน่ากลัวต่อเด็กและเยาวชน! 

 

” Cyberbullying “ หรือมีชื่อเรียกภาษาไทยว่า ” ภัยร้ายออนไลน์ “ คือภัยที่มาพร้อมกับโลกที่กว้างไกล อันตรายและน่ากลัวกับคนทุกคน โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชนที่มักจะกลายเป็นเหยื่อของการถูกโจมตีโดยใช้สื่อโซเชียลไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม แชท หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ เป็นเครื่องมือหลักในการรังแกและกลั่นแกล้งกัน โดยการกลั่นแกล้งนี้สามารถทำได้ 24 ชั่วโมง ต่างจากสมัยก่อนที่เด็ก ๆ จะรังแกกันได้ในโรงเรียนหรือแบบซึ่ง ๆ หน้าเท่านั้น

เช่นเดียวกับเรื่องราวอันน่าสลดใจที่เราได้นำมาฝากไว้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ในวันนี้ มัลลอรี่ เด็กหญิงวัยเพียง 12 ปีคนนี้เธอเป็นเด็กเรียนดีเรียนเก่งอีกทั้งยังเป็นเชียร์ลีดเดอร์ประจำโรงเรียน แต่ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา มัลลอรี่ กลับถูกเพื่อน ๆ กลั่นแกล้งเธอผ่านโลกของอินเทอร์เน็ตผ่านแอพฯดังอย่าง อินสตาแกรมและสแนปแชท

หนึ่งในเพื่อนของเธอได้ไปโพสต์ว่าเธอว่าเป็น “ยายขี้แพ้” และบอกให้เพื่อนคนอื่นอย่าไปสนใจเธอ อย่าไปเล่น และให้ทำเหมือนกับเธอไม่มีตัวตน เมื่อเรื่องนี้ทราบถึงพ่อแม่ ทั้งคู่ต่างก็ได้พยายามบอกกับทางโรงเรียนให้จัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ โดยทางโรงเรียนมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่สำคัญอะไร และนี่เองคือสาเหตุที่ทำให้ หนูน้อยผู้น่าสงสารรายนี้เริ่มไม่อยากไปโรงเรียน เริ่มเก็บตัว เงียบขรึม ทำให้ในที่สุดเธอตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองลงด้วยการฆ่าตัวตาย

สถานการณ์ล่าสุด พ่อแม่ของมัลลอรี่กำลังอยู่ในช่วงของการยื่นฟ้องร้องผู้บริหารของโรงเรียนในข้อหาเพิกเฉยต่อการจัดการปัญหาที่ลูกสาวถูกกลั่นแกล้ง รวมถึงอาจจะฟ้องดำเนินคดีผู้ปกครองของเด็กที่มารุมแกล้งลูกสาวของพวกเขาได้ พร้อมกับกล่าวว่า พวกเขาอยากให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับมัลลอรี่นั้น เป็นเหตุการณ์สุดท้าย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คนรอบข้างจะมีความละเอียดอ่อนพอ พร้อมกับหาวิธีป้องกันไม่ให้ลูกหลานของตัวเองต้องกลายเป็นเหยื่อของโลกออนไลน์

Cyberbullying คืออะไร คลิก!


เครดิต: Faith Family America และเพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา

ขนหมาเข้าปอด

พ่อโพสต์เฟซบุ๊กเตือน! ลูกป่วยเป็นภูมิแพ้อย่างหนัก เพราะขนสุนัข

ขนหมาเข้าปอด !! …อีกหนึ่งเรื่องที่มีหลายคนมักเข้าใจกันว่า ขนของสัตว์เลี้ยงอย่างน้องหมาน้องแมว สามารถเข้าไปในปอดของเราได้ และทำให้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้!

Continue reading “พ่อโพสต์เฟซบุ๊กเตือน! ลูกป่วยเป็นภูมิแพ้อย่างหนัก เพราะขนสุนัข”

สามีเปลี่ยนไป

10 ข้อเช็คเลยเรื่องอะไรที่ สามีภรรยาทะเลาะกัน มากที่สุด

ไม่อยากให้ขาเตียงสั่นคลอนต้องรู้ เรื่องอะไรบ้างที่ทำให้ สามีภรรยาทะเลาะกัน!

 

 

ออกจะเป็นเรื่องธรรมด๊า ธรรมดา ที่คู่แต่งงานหลาย ๆ คู่มักชอบทะเลาะกัน แต่แน่นอนละค่ะว่า ใครเล่าจะอยากให้การทะเลาะกันนั้นมาปั่นโสตประสาททำให้ความสัมพันธ์ที่ปั้นกันมากับมือต้องพังทลาย และการที่เราจะป้องกันการทะเลาะกันได้นั้น เราก็ควรที่จะทราบถึงเรื่องหลัก ๆ ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องทะเลาะกันก่อนค่ะ จะมีเรื่องอะไรบ้างนั้น หากพร้อมแล้ว ไปอ่านบทความนี้พร้อม ๆ กันค่ะ

10 เรื่องที่ สามีภรรยาทะเลาะกัน มากที่สุด!

  1. เวลา หลังจากที่มีตกลงใช้ชีวิตคู่กันแล้วนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดาของงภรรยาใช่ไหมละคะ ที่อยากจะใช้เวลาอยู่กับสามีให้มาก ๆ ก็แหม! แต่งงานกันแล้วนี่นา … ผิดกับคุณสามีที่ชอบจะใช้เวลาอยู่กับโลกของตัวเอง อยากอยู่ลำพัง เผลอ ๆ คุณผู้ชายบางท่านคิดเสียอีกว่า แต่งงานกันแล้วไม่จำเป็นต้องตัวติดกันมากนักหรอก เจอกันตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน เบื่อแย่เลย! ซึ่งวิธีแก้นั้นก็คงไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าการปรับตัวเข้าหากันหรอกจริงไหมคะ เพราะถ้าหากคนสองคนคิดที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแล้วละก็ การปรับตัวเข้าหากันนั้นคือสิ่งที่ตอบโจทก์ได้ดีที่สุด ลองแบ่งเวลาด้วยการให้เวลากับตัวเองและคนข้าง ๆ ของเราบ้าง แบบนี้สิถึงจะสมดุลที่สุด
  2. เงิน ๆ ทอง ๆ เพราะไม่ใช่กระเป๋าของใครกระเป๋าของมันอีกแล้ว การจัดสรรเงินนั้นจะต้องทำให้ลงตัวที่สุด มิฉะนั้นละก็จะมีปัญหาเกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น ฝ่ายหนึ่งใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายไปกับของที่ตัวเองอยากได้โดยไม่แบ่งเบาภาระเลย ส่วนอีกฝ่ายกลับต้องมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งบ้านรวมถึงหนี้สินต่าง ๆ เพียงคนเดียว งานนี้คงต้องคุยกันให้ดีเสียแต่เนิ่น ๆ แล้วละค่ะว่า ใครจะรับผิดชอบอะไร แล้วจะมีการควบคุมค่าใช้จ่ายกันแบบไหน ไม่อยากขัดแย้งกัน อย่าลืมลองคุยกันดูนะคะ
  3. เพศ เพราะเรื่องเพศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผู้ชายบางคนยึดถือว่าผู้ชายคือผู้นำเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงจะต้องทำตามและคอยเอาใจทุกอย่าง อีกทั้งมีบ้างที่กดขี่ข่มเหงเพศตรงข้ามด้วยการใช้วาจาดูถูก หนำซ้ำใช้กำลังกันก็มี ส่วนคุณผู้หญิงบางคน ถือว่าผู้ชายต้องเอาใจ ต้องเสนอและต้องช่วยทุกอย่าง ดังนั้น จึงไม่ยอมทำอะไร แบบนี้จะลงเอยได้อย่างไรหากไม่เปิดอกคุยกันให้ชัดเจน และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ไม่ควรมองข้ามเลยก็คือ การให้เกียรติซึ่งกันและกัน
  4. หึงหวง ความรู้สึกสำคัญที่มีตั้งแต่ก่อนแต่งงานและหลังแต่งงาน ในบางคู่อาจจะรุนแรงมากกว่าก่อนแต่งเสียด้วยซ้ำ ทราบไหมคะว่า ความรู้สึกหึงหวงนั้นเกิดจากความรู้สึกไม่มั่นคง ทำให้ต้องการควบคุมอีกฝ่ายไว้เพื่อให้ตัวเองรู้สึกอุ่นใจ สิ่งที่จะช่วยขจัดความรู้สึกนี้ไปได้ก็คือ ความเชื่อใจ ไว้วางใจ และให้เกียรติซึ่งกันและกันทั้งต่อหน้าและลับหลังนั่นเองค่ะ
  5. ลูก เพราะทุกคนมาจากต่างที่ต่างสังคมทำให้พื้นฐานการเลี้ยงดูของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน จึงไม่แปลกที่จะมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก สิ่งที่จะมาช่วยป้องกันเรื่องนี้ได้ก็ถือ การยอมรับและปรึกษาหารือกัน ไม่ยึดความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ พูดคุยและค่อย ๆ ช่วยกันปรับไป โดยนึกถึงความสุขของความเป็นพ่อ แม่ และลูกเข้าไว้นั่นเอง

คลิกดูเรื่องที่คู่รักชอบทะเลาะกันต่อได้ที่หน้าถัดไปค่ะ

ลูกกินยาก อมข้าว

11 เทคนิคแก้ปัญหา ลูกกินยาก อมข้าว

ลูกกินยาก อมข้าว เป็นหนึ่งปัญหาหนักใจของพ่อแม่เลยก็ว่าได้ เมื่อลูกเข้าสู่วัยเตาะแตะอายุประมาณ 1 ขวบขึ้นไป การทานอาหารจะไม่ใช่เรื่องง่ายกับแม่ๆ หลายคนแล้วค่ะ เพราะลูกมักจะมีอาการไม่ยากกินข้าว หรือไม่ก็อมข้าวกว่าจะกินหมดจานนี่ลุ้นกันตัวโก่งทั้งบ้าน!!  ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีคำแนะนำในการช่วยให้ลูกกินข้าวได้อย่างมีความสุขมาฝากค่ะ

 

ลูกกินยาก อมข้าว

อย่างที่บอกไปค่ะว่าปัญหา ลูกกินยาก อมข้าว นี่ถือเป็นปัญหาปราบเซียนเลยก็ว่าได้ เพราะแม้แต่ในครอบครัวของผู้เขียนเองก็เจอกับปัญหานี้เหมือนกัน เริ่มที่หลานชายคนโต ตอนที่เขาได้ 2 ขวบการทานข้าวไม่ได้อยู่ในบรรยากาศของความสุขสักเท่าไหร่ เพราะต้องเค้นบังคับให้ทานข้าวกันเลยค่ะ ซึ่งจากการเฝ้าดูพฤติกรรมของเขาคือ จะเขี่ยข้าวมารวมไว้ แล้วตักกินแต่ กับข้าวที่ชอบเท่านั้น มื้อไหนไม่มีแกงจืดไข่น้ำ หรือไข่เจียว แทบจะไม่แตะข้าวในจานเลยค่ะ พอไม่กินเองเราตักป้อนให้ก็ กว่าจะเคี้ยวข้าวได้แต่ละคำ อมจนข้าวในปากเปื่อย คือต้องบอกว่าหลายชายทานได้สารพัดเมนูที่ทำจากไข่ ต่อให้จะใส่ผักลง ไปในเมนูไข่ด้วยก็ทานได้ไม่มีเกี่ยง แต่ที่นี้คนเป็นพ่อแม่ใครจะยากให้ลูกทานแต่เมนูซ้ำๆ ใช่ไหมละคะ

ความกังวลที่เกิดขึ้นว่าหลานจะได้สารอาหารไม่ครบ ทำให้ต้องพาไปตรวจเช็กสุขภาพกับคุณหมอเด็ก ก็ได้ความว่าถึงเขาจะ ไม่ทานข้าวมากอย่างที่เราต้องการให้แต่ละมื้อ แต่เขาก็ทานนม กินผลไม้ กินผักได้ น้ำหนักส่วนสูงมีความสัมพันธ์กันดี เล่น ได้ และแข็งแรง แต่คุณหมอก็แนะนำว่าค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ หาเทคนิคเพื่อล่อใจให้เขาอยากทานเมนูอื่นบ้าง

คุณหมอยังบอกอีกว่าเด็กที่อยู่ในช่วงวัย 1-3 ขวบเขาจะทานอาหารได้เพียง 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่เท่านั้น ถ้าทานข้าวในแต่ละมื้อ ถ้าอิ่มแล้วก็อิ่มจะไม่เอาอะไรเพิ่มอีก ฉะนั้นไม่ต้องบังคับ ตักอาหารเท่าที่เขาทานได้แค่ไหนแค่นั้น แล้วผ่านช่วงขวบวัยนี้ไปเด็กๆ จะเริ่มปรับตัวได้ และสนุกกับการอาหารที่หลากหลายมากขึ้นเองค่ะ

เมื่อได้รับคำแนะนำแบบนี้ ที่บ้านเลยไม่บังคับ ไม่สร้างบรรยากาศในการทานข้าวที่ตึงเครียดให้กับหลานชาย พอถึงมื้ออาหารเราจะให้เขาตักข้าว กับกับข้าวที่เขาอยากทานเอง อยู่ในปริมาณที่เขาต้องการจะทานได้กี่คำก็ไม่เป็นไร อ่อ!! แต่เมนูอาหารควรมีสัก 2-3 เมนูค่ะ เอาแบบที่ทานได้กันทั้งครอบครัว คือเมื่อเขาเห็นว่าทุกคนทานเมนูเดียวกับเขาๆ จะอยากทานข้าวมากขึ้น อันนี้ใช้ได้ผลจริงกับครอบครัวผู้เขียนเลยค่ะ

 

บทความแนะนำ คลิก>> เมนูอาหารน่ารัก 360 เมนู แก้ปัญหาลูกน้อยกินยาก

 

เอาเป็นว่าถ้าครอบครัวไหนที่กำลังเจอกับปัญหา ลูกกินยาก อมข้าว กันอยู่ละก็ แนะนำว่าให้สังเกตพฤติกรรมการกินของเด็กๆ ก่อน ว่านอกเหนือจากอาหารมื้อหลัก 3 มื้อแล้ว เขาทานนม หรือทานอะไรที่มีประโยชน์ได้เพิ่มเข้ามาบ้าง จากนั้นให้ไปเช็กพัฒนาการน้ำหนักส่วนสูงว่าสมดุลตามช่วงวัยหรือเปล่า เพราะการทราบถึงสาเหตุในเบื้องต้นจะช่วยให้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้นค่ะ

อ่านต่อ 11 วิธีช่วยแก้ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าว หน้า 2 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

โรคติดต่อที่โรงเรียน

พ่อแม่ระวังโรคยอดฮิต ลูกเสี่ยงติดง่ายที่โรงเรียน

คุณพ่อ คุณแม่คงทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าช่วงเปิดเทอมของเด็กๆ เป็นช่วงที่เด็กๆ จำนวนมากมารวมตัวกันในสถานที่ที่จำกัด ทำให้หลายครั้งที่พบ โรคติดต่อที่โรงเรียน โดยเฉพาะโรคติดต่อยอดฮิต 4 ประเภทนี้ ซึ่งเด็กๆ เป็นกันได้ง่าย เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่ามีโรคอะไรบ้าง จะได้หาวิธีป้องกัน

Continue reading “พ่อแม่ระวังโรคยอดฮิต ลูกเสี่ยงติดง่ายที่โรงเรียน”

นับลูกดิ้น

แม่เตือน! นับลูกดิ้น สำคัญจริงกับชีวิตลูก

คุณแม่สูญเสียลูกในครรภ์เพราะไม่ได้ นับลูกดิ้น ทุกชั่วโมงพร้อมเตือนหากพบอะไรผิดปกติรีบหาหมอทันที!

 

 

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของน้อง พร้อมกับขอขอบคุณคุณแม่ท่านนี้มาก ๆ ที่อนุญาตให้เรานำเรื่องราวนี้มาแชร์เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับคุณแม่ท่านอื่น ๆ ค่ะ โดยคุณแม่ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านทีมงาน Amarin Baby & Kids ว่า

ตอนนี้เราได้เสียลูกไปในขณะที่ตั้งครรค์ได้ 36 w หรือ 8 เดือนกว่าค่ะ แค่อีกไม่กี่วันน้องก็จะได้ออกมาลืมตาดูโลกแล้ว น้องเป็นผู้หญิงนะค่ะ เราฝากพิเศษกับคุณหมอท่านหนึ่งที่ดังมากในระดับจังหวัด เราไปหมอทุกครั้งตามนัดทุกครั้ง หมอซาวด์เห็นลูกเราตลอด เห็นหัวใจ แขนขา ครบ ปกติทุกอย่าง แต่ก่อนที่ลูกเราจะเสียสองอาทิตย์ เรามีความรู้สึกว่าลูกดิ้นน้อยลง เราก็ไปหาหมอตรวจ พอหมอซาวด์ก็เห็นว่าหัวใจเต้นปกติ เราก็กลับบ้านปกติ หลังจากกลับบ้านเราก็รู้สึกว่าลูกดิ้นนะ แต่ดิ้นน้อย เราก็ลองค้นหาข้อมูลในกูเกิ้ลดู ส่วนใหญ่เขาบอกว่า มักเป็นอาการใกล้คลอด เพราะเขาตัวใหญ่แล้ว พื้นที่ในการดิ้นก็จะน้อยลง เราก็คิดมาแบบนี้ตลอด

หลังจากนั้นสองอาทิตย์ เมื่อวันจันทร์ที่ 31/7/60 เรามีความรู้สึกว่าลูกไม่ดิ้น แต่ท้องเราเดี๋ยวก็โย้ไปทางซ้ายมั่ง ขวามั่ง แต่ไม่มีการดิ้นดุกดิก ๆ เราเลยคิดว่าลูกคงโก่งตัวเล่น พอวันอังคาร์ที่ 1/8/60 เรารู้สึกท้องแข็งถี่ตลอด เรากลัวว่าจะมีการใกล้คลอด แต่เราก้อยังไม่รู้สึกว่าลูกเราดุกดิกหรือถีบเลย มีเพียงอาการท้องแข็งเท่านั้น เราไม่เจ็บไม่ปวดท้องแต่อย่างใด ไม่มีเลือดไม่มีมูกหรือน้ำอะไรไหลเลย

พอเวลา 18:00 เราถึงมือหมอ หมอฟังคลื่นหัวใจเด็กก็ไม่ได้ยินเสียงหัวใจ หมอเลยซาวด์ดูน้องในท้อง สรุปหัวใจน้องไม่เต้นแล้ว หมอบอกว่าลูกในท้องเสียชีวิตแล้วนะครับ เราถามหมอว่าเกิดขึ้นได้ยังไง แต่หมอก็ให้คำตอบเราไม่ได้ เราช็อกมาก เสียใจทรมานเหมือนใจจะขาด อยากให้เป็นเราแทนที่จากโรคนี้ไป ไม่ใช่นางฟ้าตัวน้อยของแม่

เราเลยอยากเอาเรื่องนี้มาแชร์ให้คุณแม่ที่กำลังตั้งทัองอยู่ ได้โปรดอย่าห่วงงาน ได้โปรดอย่าชะล่าใจ ได้โปรดอย่าคิดไปเองว่าลูกจะไม่เปนอะไร พยายามนับลูกดิ้นทุกครั้งทุกชั่วโมง หากมีความผิดปกติให้รีบหาหมอ อย่ากลัวว่าใครจะว่าว่าเรากลัวเกินเหตุ อย่าสนคำพูดใคร ให้รีบหาหมอให้เร็วที่สุด อย่าให้เป็นเหมือนเรา สุดท้ายเราตั้งชื่อลูกเราว่า “ตั้งโอ๋” ตอนนี้เขาคงไปอยู่บนสรวงสวรรค์เป็นนางฟ้าตัวน้อยๆอยู่บนนั่น แล้วแม่จะรอหนูมาเกิดอีกครั้ง รักนะนางฟ้าตัวน้อยของแม่ 

ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของน้องอีกครั้ง และขอให้เป็นกำลังใจให้คุณแม่ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้นะคะ

อ่าน ข้อมูลเกี่ยวกับลูกดิ้น คลิก!


เครดิต: เพจคนท้องคุยกัน

ตัวช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่

5 ตัวช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่ อย่างง่ายสำหรับแม่มือใหม่

ตัวช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่ เคล็ดลับที่นำมาบอกให้ทราบกันนี้ น่าจะเข้ากับช่วงเดือนสิงหาคมที่มีทั้งวันแม่ และต้นสัปดาห์ของเดือนก็ยังเป็นช่วงสัปดาห์นมแม่โลก ที่มีการรณรงค์ให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนให้ลูกทานนมแม่ค่ะ และครั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยให้แม่มือใหม่มีน้ำนมแม่ในการเลี้ยงลูกได้นานมากกว่า 6 เดือน เรามี 5 ตัวช่วยกระตุ้นนมแม่มาฝากค่ะ

 

ตัวช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่

แม่มือใหม่ที่เพิ่งคลอดลูกถามกันเข้ามามากกว่าพอจะมีคำแนะนำหรือ ตัวช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่ บ้างหรือไม่ เพราะส่วนมากแล้วพอหลังคลอดลูกและกลับจากโรงพยาบาล ปัญหาหนึ่งที่มักเจอกันบ่อยๆ คือ น้ำนมแม่มาน้อย กลัวว่าน้ำนมแม่จะแห้งและไม่มีให้ลูกได้กินอย่างที่ตั้งใจเอาไว้

ก่อนอื่นต้องบอกว่าในเด็กทารกแรกเกิดกระเพาะอาหารของเขาจะเล็กนิดเดียว การทานนมแม่อาจทานได้นิดหน่อยแต่จะร้องทานบ่อยๆ ทุก 1-2 ชั่วโมง ดังนั้นหากคุณแม่ให้ลูกทานนมแม่ตามรอบชั่วโมง ร่างกายก็จะถูกกระตุ้นให้มีการผลิตน้ำนมแม่หลังจากที่น้ำนมที่ลูกเพิ่งดูดหมดเกลี้ยงเต้าไปค่ะ แต่ถ้าคุณแม่ไม่ให้ลูกดูดนมแม่ตามรอบชั่วโมงกระบวนการผลิตน้ำนมก็จะไม่ถูกกระตุ้น เมื่อเป็นเช่นนี้หลายๆ ครั้ง น้ำนมแม่ก็จะไม่มีการผลิตขึ้นมาและน้ำนมแม่หดหายไปในที่สุดได้ค่ะ

ในช่วงสัปดาห์นมแม่โลกที่องค์กรพันธมิตรนมแม่โลก” (World Alliance for Breastfeeding Action หรือ WABA) ได้กำหนดให้ทุกวันที่ 1-7 สิงหาคมของทุกปี เป็น “สัปดาห์นมแม่โลก” ก็เพื่อให้ทุกคนในทุกประเทศได้เห็นและให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ที่อย่างน้อยลูกก็ควรได้ทานนมแม่มาตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 6 เดือน แต่ในปัจจุบันก็มีหลายๆ องค์กรได้รณรงค์สนับสนุนให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากกว่า 6 เดือน นั่นเพราะในน้ำนมแม่เต็มไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วน และยังมีสารภูมิต้านทานโรคที่จำเป็นกับร่างกายลูก ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ ได้อีกด้วย นอกจากนี้แม่ก็ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะเป็นภูมิแพ้อาหารจากการทานนมผง เอาเป็นว่านมแม่นั้นสด สะอาด ปลอดภัยกับลูกอย่างแน่นอนค่ะ

 

5  ตัวช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่ อย่างง่ายสำหรับแม่มือใหม่

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลังของคนเป็นแม่ค่ะ ขอเพียงแค่ใจสู้และมีวินัยในการให้ลูกเข้าเต้าตามรอบชั่วโมง เพราะการดูดก็คือการกระตุ้นน้ำนมแม่ให้ผลิตอยู่ตลอดเวลา กระบวนการผลิตน้ำนมแม่จะมีการสร้างน้ำนมนมตามปริมาณความต้องการของลูก เอาเป็นว่าเพื่อให้ไม่เป็นการเสียเวลา ผู้เขียนมีเคล็ดลับดีๆ ในการช่วยกระตุ้นบำรุงน้ำนมแม่ให้กับแม่ลูกอ่อนมือใหม่ทุกคน ดังนี้ค่ะ…

ตัวช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่
Credit Photo : iStock

1. ดื่มน้ำให้มาก

แม่ที่เพิ่งคลอดลูก และอยู่ในระหว่างที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จำเป็นอย่างมากที่แต่ละวันต้องดื่มน้ำเปล่าให้มากกว่าปกติ คือจาก 1.5 ลิตรต่อวัน ก็อาจเพิ่มเป็น 2 ลิตร(จำง่ายๆ คือดื่มน้ำให้เกินวันละ 10 แก้ว) อันนี้คือจากประสบการณ์ของคนในครอบครัวผู้เขียนเอง และจากเพื่อนๆ ที่เป็นแม่ลูกอ่อน ก็จะดื่มน้ำเปล่ากันให้มากขึ้น สำหรับน้ำเปล่าที่ดื่มนั้นจะเป็นน้ำเย็น น้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิปกติก็ได้ ขอแค่ให้น้ำดื่มนั้นเป็นน้ำสะอาดเป็นใช้ได้ค่ะ การดื่มน้ำจะช่วยให้ร่างกายสามารถผลิตปริมาณน้ำนมแม่ได้มากขึ้นค่ะ

 

2. นวดเปิดท่อน้ำนม

แม่หลังคลอดเกือบจะทุกคนมักจะมีอาการเต้านมคัด ทำให้น้ำนมไม่สามารถระบายออกได้หมด เมื่อลูกดูดน้ำนมก็จะออกมาได้ไม่ค่อยดีนัก ลูกก็จะร้องงอแงเพราะกินนมแม่ไม่ได้ ส่วนแม่ก็จะปวดเต้านม ในกรณีที่คุณแม่มีอาการเต้านมคัดอย่างแรกให้ประคบร้อนที่เต้านม แล้วก็ให้ลูกดูดนมแม่ระหว่างที่ลูกดูดนมก็ให้นวดบริเวณรอบๆ เต้านมพร้อมไปด้วย ก็จะเป็นการช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซิน(oxytocin) ก็จะทำให้น้ำนมไหนออกมาได้ดี สำหรับการนวดเปิดท่อน้ำนมสามารถทำได้ขณะให้ลูกดูดนมจากเต้าแม่ หรือขณะที่แม่บีบปั๊มนมก็ทำได้เช่นกันค่ะ

ตัวช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่
Credit Photo : iStock

3. การปั๊มนมแม่

ก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับวิธีที่จะช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่ได้ดีมากๆ เพราะการปั๊มนมก็เหมือนให้ลูกเข้าเต้า เมื่อเต้านมถูกกระตุ้นก็จะเกิดการผลิตน้ำนมชุดใหม่ออกมาอยู่ตลอดเวลา คุณแม่ที่น้ำนมมีปริมาณมาก สามารถเก็บน้ำนมแม่ได้ด้วยการใช้เครื่องปั๊มนมค่ะ น้ำนมที่ปั๊มออกมาก็ให้ใส่ถุงน้ำนม เขียนวันที่กำกับไว้ด้วยนะคะ

ตัวช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่
Credit Photo : iStock

4. ทานอาหารที่มีประโยชน์

การทานอาหารของแม่ช่วงให้นมลูกเป็นเรื่องที่สำคัญและต้องใส่ใจให้มากๆ เพราะร่างกายมีความต้องการอาการที่มาก เพียงพอเพื่อใช้ในการผลิตน้ำนมแม่ และยังนำไปใช้ในการช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอไปจากการตั้งครรภ์และคลอดลูก  อาหารของแม่ให้นมลูกก็ยังคเป็นอาหารหลัก 5 หมู่ ที่ต้องทานให้ครบในปริมาณสัดส่วนที่สมดุลกัน รวมทั้งเพิ่มการทานอาหารกลุ่มสมุนไพรที่มีส่วนช่วยบำรุงน้ำนมแม่ได้ดี เช่น ขิง ใบกะเพราะ หัวปลี กุยช่าย มะละกอ ฟักทอง มะรุม ใบตำลึง  ใบแมงลัก อินทผลาลัม ฯลฯ

ตัวช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่
Credit Photo : iStock

5. สมุนไพรกระตุ้นน้ำนมแม่

คุณแม่ลูกอ่อนที่เพิ่งคลอดลูกแล้วน้ำนมมาน้อย นอกจากเคล็ดลับทั้ง 4 วิธีนั้นแล้ว ก็ยังสามารถทานสมุนไพรสำเร็จรูปที่มีคุณสมบัติในการช่วยกระตุ้นบำรุงน้ำนมแม่ได้อีกวิธีหนึ่งนะคะ แต่ต้องเลือกสมุนไพรที่ปลอดภัย 100% ผ่าการตรวจจากแล็บชั้นนำ มีมาตรฐานการผลิตที่ทันสมัย ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา ไม่มีผลข้างเคียงต่อลูกน้อยของเรา ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีสมุนไพรสำเร็จรูปบำรุงร่างกายคุณแม่หลังคลอด ที่ช่วยบำรุงน้ำนมและฟื้นฟูสุขภาพคุณแม่ในตัวเดียว พร้อมทานได้ทันที อย่างเช่น พริม (Prim)สมุนไพรแทนการอยู่ไฟ เป็นสมุนไพรสกัดเข้มข้นจากธรรมชาติ 100% ชนิดแคปซูล ที่ช่วยบำรุงน้ำนม ให้น้ำนมมามาก ไม่เหม็นสาบคาว แถมยังช่วยดึงไขมันในร่างกายออกมาใช้ ให้นมข้น ไม่ใส มีสารอาหารครบถ้วน ถือเป็นตัวช่วยที่ดีตัวหนึ่งให้คุณแม่ให้นมน้องได้นานเท่าที่ต้องการได้ด้วยค่ะ สำหรับสมุนไพรสำเร็จรูปเหล่านี้สามรถหาซื้อได้ที่ร้านขายยาทั่วไป หรือเสิร์ชหาข้อมูลเพิ่มเติมในกูเกิ้ลได้เลยค่ะ

ท้ายนี้หวังว่าเคล็ดลับทั้ง 5 วิธีนี้จะถูกใจคุณแม่ทุกคนนะคะ แล้วอย่าลืมนำไปปรับใช้กันด้วย เพื่อที่น้ำนมจะได้มาดีและมีปริมาณมากเพียงพอให้ลูกได้กินนมแม่ไปนานๆ ค่ะ

น้ำส้ม ยี่ห้อไหน น้ำตาลน้อย

น้ำส้ม ยี่ห้อไหน น้ำตาลน้อย วิตามินซีสูง เหมาะกับลูกน้อย

น้ำส้ม ยี่ห้อไหน น้ำตาลน้อย วิตามินซีสูง คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ก่อนจะเลือกซื้อน้ำส้มให้ลูกกิน เพื่อให้ลูกได้รับวิตามินซีจากน้ำส้มอย่างเต็มที่

Continue reading “น้ำส้ม ยี่ห้อไหน น้ำตาลน้อย วิตามินซีสูง เหมาะกับลูกน้อย”

ลูกติดเชื้อRSV

พ่อแม่ระวัง! ลูกติดเชื้อRSV เพราะเครื่องเล่นที่ห้าง

มีคุณแม่ท่านหนึ่ง แชร์ประสบการณ์ผ่านทางสื่อออนไลน์ เมื่อลูกน้อยไปเล่นเครื่องเล่นที่ห้างสรรพสินค้า เมื่อกลับมาบ้านลูกน้อยมีไข้สูง จึงพาไปหาหมอพบว่า ลูกติดเชื้อRSV เพราะเครื่องเล่น แม่น้องเล็กจึงขออนุญาตคุณแม่ นำเรื่องราวมาแชร์เพื่อให้พ่อแม่ท่านอื่นระมัดระวังตัวกันค่ะ

ลูกติดเชื้อRSV เพราะเครื่องเล่น

ขอแชร์ประสบการณ์ค่ะ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม่พาน้องไปเล่นของเล่นที่หยอดเหรียญตามในห้าง เล่นเยอะมาก หลายรอบ ทุกทีก่อนเล่นแม่จะเอาทิชชู่เปียกเช็ดก่อนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ลืมติดไปด้วยค่ะ น้องก็เล่นอย่างสนุก พอแม่เผลอน้องก็ อม กัด ของเล่นที่ตัวเองนั่ง กลับมาบ้านก็ปกติ พอเช้าวันรุ่งขึ้น น้องเริ่มมีไข้ ตัวร้อน แม่ก็ให้กินยาลดไข้ เช็ดตัวปกติ ผ่านไปแล้ว 2 วัน ก็ยังไม่ดีขึ้น ช่วงระหว่าง 2 วัน ไข้ก็มีสูง มีลดบ้าง วันที่ 3 มีอาเจียน มีถ่ายเป็นน้ำ แม่เลยตัดสินใจพามา รพ. คุณหมอวัดไข้ได้ 40 คุณหมอตรวจแล้วก็ขอเจาะเลือดตรวจอีกกลัวน้องจะเป็นไข้หวัดใหญ่ ปรากฏว่าผลออกมา ลูกติดเชื้อRSV แม่ก็ยังงง น้องเป็นได้ยังไง คุณหมอถามคุณแม่พาน้องไปเล่นที่ไหน หรือว่าเล่นกับเด็กคนอื่นบ้างมั๊ยค่ะ เพราะเชื้อตัวนี้ติดจากเด็กสู่เด็ก คราวนี้ละแม่ถึงบางอ้อเลยค่ะ เพิ่งจะพาไปเล่นของเล่นในห้างมาเอง

สาเหตุของโรค rsv

คุณหมอให้แอดมิดเลย ไข้ขึ้นสูง กลัวน้องชัก ต้องคอยดูอาการ #อยากจะฝากเตือนแม่ๆ นะคะช่วงนี้โรคนี้ระบาดหนักมากกับเด็กแล้วก็โรคมือเท้าปาก

#อยากให้แม่ๆ ที่มีลูกเล็กระวังกันด้วยนะคะ

เห็นลูกแล้วก็สงสารค่ะ พยาบาลหาเส้นจะเจาะน้ำเกลือตามมือแต่หาไม่เจอ มาเจอเส้นที่เท้าแทน คนเป็นแม่อย่างเราเห็นลูกแล้วสงสารจับใจเลยค่ะ เข็ดเลยกับการพาลูกเล่นของเล่นนอกบ้าน

ลูกติดเชื้อRSV

เครดิต: HerKid

นอกจากนี้ยังมีคุณพ่อ คุณแม่หลายคนสงสัย ว่าสามารถฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อนี้ได้หรือไม่ แม่น้องเล็กจึงลองหาข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน มีเพียงคำแนะนำในการป้องกันตัวไม่ให้ได้รับเชื้อเท่านั้น แล้วเราจะมีวิธีปกป้องไม่ให้ ลูกติดเชื้อRSV ได้อย่างไร เราไปหาคำตอบกันค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ความรู้เบื้องต้นเมื่อ ลูกติดเชื้อRSV

โรคที่พบมากในเด็กเล็ก โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนมีอยู่ด้วยกันหลายโรค เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ โรคมือเท้าปาก โรคไข้เลือดออก สุกไส รวมไปถึงโรคที่คุณพ่อ คุณแม่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง คือ การติดเชื้อไวรัส RSV ซึ่งพบมาก และเติบโตได้ดีในอากาศชื้น โดยเฉพาะหน้าฝน ติดต่อกันได้ง่าย โดยการไอ จาม การหายใจรดกัน และการสัมผัส เด็กๆ สามารถรับเชื้อได้ตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งมีระยะฟักตัวของเชื้อประมาณ 2-6 วัน

อาการของ RSV

อาการของ RSV จะคล้ายๆ กับไข้หวัดใหญ่ แต่มีความรุนแรงของโรคมากกว่า โดยจะมีอาการดังนี้

  • มีไข้สูง ขึ้นๆ ลงๆ จามบ่อย และมีน้ำมูกใสๆ ไหลตลอดเวลา
  • ไอคล้ายเสียงสุนัขเห่า ไอมากจนทำให้รู้สึกเหนื่อยได้ง่าย
  • หายใจลำบาก มีเสียงวี้ดขณะหายใจ ปีกจมูกบานเวลาหายใจ ตัวเขียวจากการขาดออกซิเจน

อาการของ RSV

การป้องกันเชื้อ RSV

สำหรับการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส RSV นั้น แม่น้องเล็กลองค้นหาข้อมูลแล้วยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกันเชื้อไวรัส RSV ได้โดยตรง แต่คุณพ่อ คุณแม่สามารถฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการใกล้เคียงกัน เพื่อป้องกันลูกน้อยได้ในระดับหนึ่งก่อน ร่วมด้วยวิธีการป้องกันอื่นๆ เช่น

  • หมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อน และหลังจับต้องสิ่งของสาธารณะ และรับประทานอาหาร
  • ถ้าคุณพ่อ คุณแม่เป็นหวัด หรือสงสัยว่าเพื่อนของลูกเป็นหวัด ให้หลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้ หรือสัมผัสลูกน้อย และใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันละอองที่เกิดจากการไอ หรือจาม
  • หลีกเลี่ยงการจูบ และหอมแก้มเด็กเล็กๆ เพราะอาจเป็นการแพร่เชื้อ ไม่ใช่เพียง RSV โดยไม่รู้ตัว
  • แยกลูกน้อยให้ห่างจากผู้ป่วย และไม่พาลูกน้อยในที่ชุมชนที่มีคนพลุกพล่าน เพราะอาจได้รับเชื้อ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

การรักษาตัวเมื่อลูกติดเชื้อRSV

โรคนี้นอกจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคโดยตรงแล้ว ยังไม่มียารักษาโดยตรงด้วย จึงต้องรักษาตามอาการ โดยการรับประทานยาลดไข้ตามอาการทุก 4-6 ชั่วโมง พร้อมด้วยเช็ดตัวให้ลูกน้อยเพื่อลดไข้ นอนหลับพักผ่อนให้มากๆ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว อาจใช้เวลาในการรักษาประมาณ 1-2 สัปดาห์

ป้องกันลูกจาก rsv
ข้อมูลน่ารู้ ป้องกันลูกจาก rsv

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

RSV โรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็ก สุดฮิตในหน้าฝน

ไวรัส RSV วายร้ายต่อสุขภาพของเด็กเล็ก!!

โรคหน้าฝนในเด็ก ที่พ่อแม่ควรระวัง


 

เครดิต: โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ยาลดไข้

เตือน! ยาลดไข้ ใช้ผิดวิธีอันตรายถึงชีวิตลูก

เมื่อลูกไม่สบาย สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่นึกถึงก็คือ ” ยาลดไข้ ” แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากเราใช้ยานี้ผิดวิธี!

 

 

เพราะอากาศเปล่ี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ประเดี๋ยวฝนตกอีกละ เรียกว่าสมัยนี้วันนึงจะมีครบทั้งสามฤดูแล้วก็ว่าได้ แล้วแบบนี้จะไม่ให้ลูกหลานของพวกเราจะไม่ป่วยกันได้อย่างไร ซึ่งสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนเฝ้าภาวนาไม่อยากให้เกิดขึ้นก็คือ “ไม่อยากให้ลูกมีไข้หรือตัวร้อน” แต่ใครละจะไปห้ามได้จริงไหมคะ

ทุกครั้งที่ลูกหลานของเรามีไข้สิ่งที่เราจะนึกถึงก็คือ “ยาลดไข้” แต่พวกเราจะมั่นใจกันได้อย่างไรว่ายาที่ลูกหลานรับประทานเข้าไปนั้นจะไม่ส่งผลกระทบใด ๆ กับเขา หรือสามารถให้ยาได้ถูกต้องตามปริมาณที่พวกเขาควรได้รับ ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงยาลดไข้กันค่ะว่า แท้จริงแล้วแบ่งออกเป็นได้กี่ชนิด พร้อมแล้วไปอ่านบทความนี้กันเลยค่ะ

ในบ้านเราทุกวันนี้ มียาลดไข้ขายกันมากมายหลายชนิดมีทั้งที่ทานแล้วปลอดภัยและทานแล้วส่งผลเสียถึงกับชีิวิต แต่ก่อนที่เราจะไปดูว่ายาลดไข้ประเภทใดที่ลูกหลานทานได้ปลอดภัยนั้น เราไปดูประเภทของยาลดไข้ที่ไม่ควรรับประทานกันก่อนค่ะ ซึ่งสามารถแบ่งยากลุ่มนี้ออกเป็น 3 พวกด้วยกัน คือ

  1. ยาที่มีตัวยาสำคัญเป็นยาต้านจุลชีพหรือยาฆ่าเชื้อโรค อันได้แก่ เตตร้าซัยคลีน คลอแรมเฟนิค่อล เป็นต้น ยาต้านจุลชีพนี้ มิใช่ยาแก้ตัวร้อน นอกจากไม่มีฤทธิ์ในการลดไข้โดยตรงแล้ว ยังเป็นยาที่มีอันตรายอย่างมากอีกด้วย โดยเฉพาะเตตร้าซัยคลีน (หรือเรียกสั้นๆ ว่า เตตร้า) และคอลแรมเฟนิคอล (หรือเรียกสั้นๆ ว่า คลอแรม) ทั้ง 2 ตัวนี้ไม่ควรซื้อให้เด็กกินอย่างยิ่ง เพราะอาจมีพิษถึงตายได้ทีเดียว

ซึ่งยาที่ว่านี้ก็มีคุณพ่อคุณแม่บางท่านที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้นซื้อไปให้ลูกทานโดยไม่รู้ถึงความอันตรายของมัน ลักษณะของยานั้นเป็นน้ำเชื่อมข้น ๆ เหมือนตะกอนซึ่งเมื่อเขย่าเข้ากันแล้วมักจะมีสีเหลืองหรือสีส้มโดยสรรพคุณของตัวอย่างนั้นจะอวดโอ้เกินความจริงว่า สามารถรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัด อีสุกอีใส คางทูม และอื่น ๆ อีกมากมาย จึงทำให้คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ใหญ่บางท่านที่ไม่ทราบซื้อไปให้ลูกหลานรับประทาน ซึ่งตัวยาอย่างยาเตตร้านั้น หากเด็กรับประทานบ่อยจะทำให้เกิดฟันเหลืองดำหรือฟันผุเสียหาย อีกทั้งยังมีพิษต่อไต ส่วนยาคลอแรม ถ้าหากให้เด็กเล็กรับประทานเข้าไปละก็ อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ หรือไม่ก็ไปกดไขกระดูกไม่ให้สร้างเม็ดเลือดทำให้เกิดเป็นโรคโลหิตจากชนิดร้ายแรงได้ค่ะ

คลิกอ่านเพิ่มเติมได้ที่หน้าถัดไป

แม่ท้องใช้มือถือ

วิจัยชี้! แม่ท้องใช้มือถือ มากไปส่งผลกับทารกในครรภ์

อัพเดทล่าสุดผลวิจัยชี้ชัดแล้วว่า แม่ท้องใช้มือถือ มากเกินไปส่งผลเสียกับทารกในครรภ์แน่นอน!

 

 

เมื่อ “มือถือ” คือส่วนหนึ่งของชีวิต ทำให้สิ่งต่าง ๆ รอบข้างเปลี่ยนไปไม่ใช่แต่เฉพาะสิ่งรอบตัวเท่านั้นที่เปลี่ยน หากสังเกตตัวเองให้ดีจะรู้ทันทีเลยว่า การเล่นมือถือมากเกินไปนั้นส่งผลเสียอย่างไรบ้างกับสุขภาพของเรา และในวันนี้เราจะขอนำเสนอผลงานวิจัยล่าสุดที่อาจจะทำให้ใครหลาย ๆ คนตกใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคุณแม่ท้องทุก ๆ คน

จากผลงานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยคุมาโมโต้ของประเทศญี่ปุ่นได้กล่าวไว้ว่า การที่คุณแม่ท้องใช้มือถือมากเกินไปนั้น ส่งผลแน่นอนกับทารกในครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

  1. เรื่องของน้ำหนักทารก ซึ่งมีผลทำให้น้ำหนักตัวทารกต่ำกว่าเกณฑ์ อีกทั้งยังมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าปกติ
  2. มีปัญหาเกี่ยวกับการป่วยเรื้อรังต่าง ๆ

งานวิจัยดังกล่าวนี้ ได้ทำการเก็บผลสรุปจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคุณแม่ท้องจำนวนทั้งสิ้น 521 คน และทุกคนใช้มือถือของตัวเอง เรียกได้ว่าแทบจะทุกเวลา ทุกสถานที่ ทั้งวันทั้งคืน และไม่ใช่แค่นั้นแม้แต่เวลานอน คุณแม่ทั้งหมดไม่มีใครอยู่ห่างจากมือถือเลย

นอกจากนี้งานวิจัยยังค้นพบอีกว่า จากกลุ่มตัวอย่างแทบทุกคนที่จะเก็บมือถือติดตัวไว้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระเป๋าเสื้อและกระเป๋ากางเกงเพื่อความสะดวกสบายของการนำมาใช้ และนอกจาก 2 ข้อที่ได้กล่าวมาถึงผลเสียของทารกในครรภ์นั้น การที่คุณแม่ท้องใช้มือถือมากเกินไปก็ยังจะส่งผลให้เกิดความวิตกกังวล มีปัญหาเรื่องการนอน อารมณ์ซึมเศร้า ซึ่งอารมณ์ทั้งหมดของคุณแม่ท้องนั้น ส่งผลต่อทารกในครรภ์ด้วยทั้งสิ้น

อ่านผลงานวิจัยอื่นเพิ่มเติม คลิก


เครดิต: Standard Media

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 กลับมาระบาดอีกครั้ง จึงอยากเตือนให้ทุกครอบครัวได้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ทั้งเด็ก และ ผู้ใหญ่มีสิทธิป่วย หากภูมิคุ้มกันร่างกายไม่แข็งแรงป่วยแล้วรักษาไม่ทันถึงขั้นเสียชีวิตได้ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อมูลการป่วยล่าสุดมาให้ได้ทราบกันค่ะ

 

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 

กลับมาระบาดอีกครั้งกับ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 ที่ทำให้ผู้ติดเชื้อป่วยจนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ชาว อ.แม่สอด จ.ตาก และใกล้เคียงต่างหวาดผวากับโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 เนื่องจากระบาดและเสียชีวิตแล้ว 3 ราย ทำให้เด็กและผู้สูงอายุรวมทั้งผู้ที่มีโรคประจำตัวที่รับเชื้อได้ง่ายพากันไปฉีดวัคซีนป้องกันจำนวนมาก ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้ป่วยในโรงพยาบาลแม่สอด เปิดเผยว่า ในรอบ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่นี้ในเขตพื้นที่ อ.แม่สอด และอีกหลายอำเภอในโซนฝั่งตะวันตก พบว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 3 รายแล้ว โดยมีการเสียชีวิตในรอบ 14 วัน หรือ 2 สัปดาห์ จากจำนวนผู้เข้ารับการรักษานับสิบราย

ทั้งนี้ โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในคนเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 ซึ่งเป็นเชื้อตัวใหม่ที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ ซึ่งมีสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่คน ไข้หวัดใหญ่สุกร และไข้หวัดใหญ่สัตว์ปีกด้วย เริ่มพบการระบาดที่ประเทศเม็กซิโก และแพร่ไปกับผู้เดินทางไปในอีกหลายประเทศ ระยะแรกกระทรวงสาธารณสุขใช้ชื่อโรคนี้ว่า “โรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโก” และเมื่อองค์การอนามัยโลกได้ประกาศชื่อเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช1 เอ็น1” และใช้ชื่อย่อว่า “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009”

บทความแนะนำ คลิก >> รู้ไหมว่า ไข้เลือดออก กับ ไข้หวัดใหญ่ ต่างกันอย่างไร?

คนส่วนใหญ่ติดโรคไข้หวัดใหญ่จากการถูกละอองฝอยไอจาม น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยโดยตรง หรือได้รับเชื้อทางอ้อมผ่าน ทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเสมหะ น้ำมูกน้ำลาย เช่น ผ้าเช็ดหน้า ลูกบิดประตู โทรศัพท์ แก้วน้ำ ก๊อกน้ำ แป้น คอมพิวเตอร์แล้วใช้มือแคะจมูก ขยี้ตา ป้ายปาก โดยไม่ได้ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ก่อน – ที่มาข่าว ไทยรัฐ ออนไลน์

อ่านต่อ มารู้จักกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ หน้า 2 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่