ตรวจดีเอ็นเอ

แม่ใจสลายผล ตรวจดีเอ็นเอ บอกไม่ใช่ลูกแท้ ๆ

แม่เลี้ยงดูมาตลอด 28 ปีน้ำตาตกใน หลังผล ตรวจดีเอ็นเอ ชี้! ลูกชายไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของตัวเอง

 

 

เรื่องราวดราม่าในครั้งนี้ เกิดขึ้นอีกครั้งกับคุณแม่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่หัวใจแตกสลาย เมื่อได้ค้นพบความจริงที่ว่า ลูกชายที่เธอเลี้ยงดูฟูมฟักมาอย่างดีตลอด 28 ปีที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของตัวเอง!

โดยเรื่องราวนี้เกิดแดงขึ้นเมื่ออดีตสามีที่หย่าขาดกันไปเมื่อปี 2004 นั้น ต้องการให้คุณแม่ ตรวจดีเอ็นเอ เนื่องจากไม่เข้าใจว่า ทำไมลูกชายคนนี้ถึงได้หน้าตาดีหล่อเหลาเกินไป ซึ่งผลที่ออกมานั้นเป็นไปอย่างที่สามีภรรยาทั้งคู่คิดนั่นก็คือ ลูกชายที่ทั้งสองเลี้ยงดูมานั้นหาใช่ลูกที่แท้จริงของคนทั้งคู่ไม่!

และในปี 2016 คุณแม่ได้ทำการ ตรวจดีเอ็นเอ อีกครั้งเพื่อความมั่นใจ และผลที่ได้ก็ชี้ชัดเหมือนเดิมว่า ดีเอ็นเอนั้นไม่ตรงกัน โดยคุณแม่ท่านนี้ได้เปิดเผยผ่านสื่อท้องถิ่นว่า “เด็กคนนี้เขาทั้งตาโต จมูกโด่ง ในขณะที่อดีตสามีนั้น หน้าตาไม่ได้ดูดีมากถึงขนาดนั้น ทำให้มีความแตกต่างกันอย่างชััดเจน จนทำให้คนที่อาศัยอยู่ในละแวกบ้านและบรรดาเพื่อน ๆ เกิดความสงสัยและมักจะถามตัวเองเสมอว่า ทำไมลูกชายถึงได้หล่อขนาดนี้ มีวิธีการเลี้ยงดูอย่างไรถึงทำให้ลูกชายดูแตกต่างจากคนในครอบครัว”

คุณแม่เชื่อว่า สาเหตุของต้นตอทั้งหมดนั้น อาจมาจากโรงพยาบาลที่นครเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นสถานที่เกิดของลูกชายน่าจะส่งลูกผิดคนให้กับเธอตั้งแต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 1989 และปัจจุบันเธอก็กำลังอยู่ในช่วงของการดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากโรงพยาบาลดังกล่าวอยู่เป็นเงินถึง 1.3 ล้านหยวนหรือคิดเป็นเงินไทยประมาร 6.4 ล้านบาท

ขณะเดียวกันด้านลูกชายก็ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า เขาแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ทำให้เขาไม่สามารถรับความจริงนี้ได้ ชมคลิป! 

การตรวจหาดีเอ็นเอคืออะไร คลิก!


เครดิต: เดลินิวส์  The Sun และ คลิปจาก Kathy

โรคคาวาซากิ

โรคคาวาซากิ โรคร้ายที่ใกล้ตัวลูก

เรื่องจริงของ โรคคาวาซากิ โรคร้ายที่ส่งผลทำให้เกิดความผิดปกติของหัวใจเด็ก เรื่องจริงที่พ่ออยากบอกต่อ!

 

 

พบกับกระทู้ที่คุณพ่อท่านหนึ่งเขียนขึ้นผ่านเวปพันธิป เพื่อกล่าวเตือนทุกครอบครัวที่มีลูกต่ำกว่า 5 ขวบให้ระวังโรคร้ายที่สามารถส่งผลกับการทำงานของหัวใจลูกดังเช่นลูกของคุณพ่อที่สุดท้ายแล้วเกิดภาวะแทรกซ้อนจนทำให้ลูกชายต้องป่วยเป็นเส้นเลือดหัวใจโป่งพอง ไปอ่านเรื่องราวของคุณพ่อท่านนี้กันเลยค่ะ

กระทู้นี้ผมเขียนขึ้นเพื่อเป็นข้อคิดและเป็นความรู้สำหรับพ่อแม่ทุก ๆ คนที่มีลูกอายุต่ำกว่า 5 ขวบ…ขอให้เป็นวิทยาทานเพื่อช่วยให้ลูกชายผมหายป่วยจากภาวะแทรกซ้อนเส้นเลือดหัวใจโป่งพองกลับมาเป็นปกติในเร็ววัน…
Day 1-3  : ลูกผมป่วยเป็นไข้โดยไข้สูงเริ่มในวันที่ 2  ผมให้ยาลดไข้ที่บ้าน และติดตามอาการ พบว่ากลางวันลูกชายยังเล่นได้ดีในช่วง 2 วันแรก แต่วันที่ 3 งอแงมาก ส่วนกลางคืนงอแงมากขึ้นในคืนที่ 2 และ 3  ซึ่งตอนแรกผมก็คิดว่าลูกไม่น่าจะเป็นอะไรมาก?
Day 4 :08:00 น. ผมพาลูกไปหาหมอที่ รพ. เอกชนในตัวจังหวัด หมอที่รับแอทมิทเจาะเลือดหาโรคใข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่แต่ไม่พบทั้ง 2 โรค แต่พบว่าค่าการอักเสบสูงมาก เลยรับแอทมิทโดยการให้น้ำเกลือ ยาลดไข้และยาฆ่าเชื้อ (ไม่รู้ชื่อยา?) เพราะลูกชายเพลียมาก ไม่ยอมกินข้าวและนม และงอแงไม่ยอมนอน (วางให้นอนเดี่ยวๆไม่ได้ ยกเว้นนอนบนพ่อหรือแม่ แต่หลับไม่สนิท) ผ่านไป 2 วันอาการไข้สูงก็ยังไม่ดีขึ้น (กินยาลดไข้ลงสักพักแล้วก็กลับมาไข้สูงต่อ)
Day 6: – 09:00 น. หมอสั่งตรวจเลือดเพื่อหาใข้เลือดออกอีกรอบแต่ก็ไม่พบ หมอสงสัยเป็นโรคคาวาซากิ (เป็นครั้งที่ 2 ที่ผมได้ยินชื่อโรคนี้ ครั้งแรกเคยได้ยินจากคนในหมู่บ้านเดียวกันที่ลูกวัย 3 เดือนเขาเคยป่วยเป็นโรคนี้ แต่ไม่ได้สนใจอะไร) ผมตัดสินใจย้าย รพ. เพื่อพาลูกไปรักษาตัวที่กรุงเทพ เป็น รพ.เอกชนชื่อดัง (ซึ่งลูกผมเคยไป Admit มาหลายครั้งด้วยโรคหวัด) โดยผมค้นหาหมอที่ชำนาญเฉพาะทางของโรคนี้
– 17:00 น. วันที่ 6 ลูกผมก็ถึงมือหมอ โดยหมอสอบถามอาการต่าง ๆ ผมก็เล่าให้ฟังพร้อมกับจดหมายของหมอจาก รพ.เดิม พูดคุยกับหมอมากกว่าครึ่งชั่วโมง หมอฟังอาการแล้วก็พยายามพูดให้ฟังเรื่องเกี่ยวกับโรคนี้ ทั้งที่บอกว่าโรคนี้สามารถเป็นและหายเองได้ และภาวะแทรกซ้อนที่น่ากลัวของโรคนี้คือภาวะเส้นเลือดหัวใจโป่งพอง ซึ่งหมอบอกว่ามียาที่ราคาแพงมากจะช่วยป้องกันปัญหาดังกล่าวได้ โดยยาดังกล่าวไม่มีผลเสียอะไร นอกจากเสียเงิน ถ้าไม่ได้เป็นโรคนี้ ผมก็รับได้กับทุกอย่าง หมอจะให้ยาดังกล่าวในคืนนี้เลย โดยให้เขียนรายการสำรองยาไว้แล้วส่งตรวจเลือดลูกผมอีกครั้ง  (ความรู้สึกผมตอนนั้นใจหนึ่งก็ภาวนาอย่าให้ลูกเป็นโรคดังกล่าวเลย เพราะค่ายาแพงมาก ผมมาหาความรู้เองในคืนนั้นพบว่ายาชื่อ IVIG เป็นยาที่แพงมาก ใน รพ.เอกชน ยาดังกล่าวต่อ 1 โดสอาจจะเป็นแสนบาท)
– 21:00 น. หมอโทรมาแจ้งว่ายังจะไม่ให้ยาตัวแพง เพราะค่าเลือดยังไม่สื่อว่าเป็นโรคาวาซากิ ให้สังเกตอาการไข้ โดยตั้งแต่ช่วง 18:00 น. หมอได้สั่งจ่ายยาลดไข้สูงชื่อ Brusil (ชื่อสามัญ Ibrufen) และยาฆ่าเชื้อไหมผมไม่แน่ใจ แต่ผมอ่านเจอทีหลังว่าถ้ามีการให้ยาชนิดนี้อาจจะบดบังอาการของโรคคาวาซากิได้..?
– คืนนั้นทั้งคืนพยาบาลก็เข้ามาวัดไข้และเมื่อไข้สูงก็ ให้ยาลดไข้ต่อเนื่องจน 08:00 น. ของเช้าวันที่ 7
Day 7: -09:00 น. หมอมาตามอาการต่อ และห้ามให้พยาบาลให้ยาลดไข้อีกแล้ว เพื่อตามผลของไข้  จนเวลาประมาณ 14:00 น. ลูกผมก็กลับมาตัวร้อนต่อ ไข้อยู่ที่ 37.9 พยาบาลให้ยาลดไข้ต่ำ
-15:00 น.  หมอโทรมาบอกว่ายังไม่ให้ยาตัวดังกล่าว แต่จะให้หมอเฉพาะทางด้านโรคติดเชื้อมาช่วยดูอาการว่าเกิดจากอะไร
-21:00 น. หมอเฉพาะทางโรคติดเชื้อมา แจ้งว่าขอติดตามผล 2 วันเพื่อดูอาการไข้ โดยจะให้ยาฆ่าเชื้อ โดยหมอสงสัยเป็นโรคเห็บหนู?
***ช่วงวันที่ 6-7 ที่ผมต้องเล่าละเอียดเพราะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากในการวินิจฉัยโรคคาวาซากิของลูกผม เพราะพอเข้าวันที่ 8 หลังจากได้รับยาฆ่าเชื้อตัวใหม่ ลูกผมไข้ลดลงต่อเนื่องจนไม่มีไข้ ในตอนนั้นผมก็ดีใจว่าลูกหายใข้แล้วและไม่เป็นโรคดังกล่าว ***

อ่านต่อเรื่องราวของคุณพ่อ คลิก!

อะโวคาโด

” อะโวคาโด ” ผลไม้ที่ทุกคนในครอบครัวคู่ควร

หากพูดถึงผลไม้ที่สาว ๆ ชื่นชอบ หนึ่งในนั้นจะต้องมี ” อะโวคาโด ” ที่บอกเลยว่าสรรพคุณดีมากจนตกใจ

 

 

อะโวคาโด ชื่อดีคุณภาพยิ่งเลิศ

เรียกอีกชื่อว่า ลูกเนย โดยมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Persea americana Mill เป็นต้นไม้พื้นเมืองของเม็กซิโกในรัฐปวยบลา จัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับกระวาน อบเชย เบย์ลอเรล สำหรับประเทศไทยมีการนำมาปลูกครั้งแรกที่จังหวัดน่าน ก่อนจะแพร่ขยายไปทั่วประเทศ จัดเป็นผลไม้ที่มีเนื้อมันเป็นเนย รูปร่างคล้ายสาลี่ หรือรูปไข่จนถึงรูปกลม

เป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานกันมากในแถบยุโรปและอเมริกา เพราะมีสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุหลากหลายที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก แต่สำหรับใครที่ชอบผลไม้ที่มีรสชาติหวานก็มักจะมองข้ามผลไม้ชนิดนี้ไป เรียกได้ว่าน่าเสียดายมาก ๆ เลยละค่ะ

ที่น่าตกใจก็คือแม้ว่าผลเพียงครึ่งลูกนั้นมีน้ำหนัก 100 กรัม จะมีไขมันสูงถึง 14.66 กรัม หากทำการเทียบกับผลไม้ชนิดอื่นจะมีไขมันน้อยมากหรือไม่มีไขมันเลย แต่เป็นที่น่าแปลกที่การรับประทานผลไม้ชนิดนี้นั้น ไม่ได้ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เมื่อเทียบกับการรับประทานไขมันอื่นในปริมาณเท่ากัน แถมการรับประทานอะโวคาโดยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย และไม่ทำให้อ้วน แถมยังช่วยลดระดับไขมันเลว ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ! 

เรียกได้ว่างานนี้ต้องร้อง “ว้าว” ดัง ๆ เลยละค่ะ 

คลิกดูคุณประโยชน์ของผลไม้ชนิดนี้

โรคมะเร็งในเด็ก

3 อันดับ โรคมะเร็งในเด็ก ที่พบมากที่สุดในไทย

แพทย์เผยชนิดของ โรคมะเร็งในเด็ก 3 ชนิดที่พบมากในเด็กไทย!

 

 

โรคมะเร็งที่พบมากในเด็กนั้น สามารถพบได้ในเด็กตั้งแต่แรกเกิด ที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี จะมีโรคมะเร็งชนิดไหนบ้าง เราจะไปหาคำตอบกัน พร้อมกับสัญญาณของโรคมะเร็งที่พ่อแม่ควรรู้!

โรคมะเร็งในเด็ก เป็นอย่างไร

โรคมะเร็งในเด็ก หมายถึงโรคมะเร็งที่เกิดในวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นโรคมีอัตราเกิดน้อยกว่าในผู้ใหญ่มาก คิดเป็นประมาณ 1ใน 10 ของโรคมะเร็งในผู้ใหญ่และเกือบทั้งหมดนั้นเป็นมะเร็งชนิดแตกต่างจากผู้ใหญ่

แตกต่างกันอย่างไร?

โรคมะเร็งในผู้ใหญ่นั้นสามารถจัดแบ่งชนิดของโรคมะเร็งตามอวัยวะ และเป็นชนิดเกิดจากเซลล์เยื่อบุผิวหรือเยื่อเมือก ของอวัยวะ ซึ่งจัดเป็นกลุ่มโรคมะเร็งชนิดคาร์ซิโนมา เช่น โรคมะเร็งกล่องเสียง โรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งปอด หรือ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และส่วนน้อยเกิดจากเซลล์ของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ซึ่งจัดเป็นกลุ่มโรคมะเร็งชนิด ซาร์โคมา

แต่สำหรับโรคมะเร็งในเด็กนั้น แบ่งชนิดของมะเร็งตามลักษณะชนิดของเซลล์มะเร็ง ส่วนใหญ่เกิดจากเซลล์ชนิดพบเฉพาะในวัยเด็ก หรือเซลล์ชนิดเกิดจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ดังนั้น เกือบทั้งหมดจึงเป็นโรคมะเร็งในกลุ่ม ซาร์โคมา เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเอแอลแอล โรคมะเร็งประสาทซิมพาทีติคชนิดนิวโรบลาสโตมา หรือ โรคมะเร็งลูกตาชนิดเรติโนบลาสโตมา แต่อาจเกิดโรคมะเร็งชนิด คาร์ซิโนมาเช่นเดียวกับในผู้ใหญ่ได้บ้างประปราย

จากสถิติการป่วยด้วยโรคมะเร็งที่เด็กไทยคิดเป็น 21.7, 16.6 และ 10.2 ต่อประชากร 100,000 คน

  • เด็กชายอายุระหว่าง 0-4 ปี, 5-9 ปี, และ 10-14 ปี ตามลำดับ และ 14.1, 10.5 และ 9.4 ต่อประชากร 100,000 คน
  • เด็กหญิงอายุระหว่าง 0-4 ปี, 5-9 ปี, และ 10-14 ปี ตามลำดับ

คลิกอ่าน 3 โรคมะเร็งที่เด็กไทยเป็นมากที่สุด

ท่าเซ็กส์

7 ท่าเซ็กส์แนะนำ! ทำได้หลังคลอด ปลอดภัย ไม่เจ็บ ไม่กดทับแผล

สำหรับในเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์หลังผ่าคลอด ท่าเซ็กส์ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องระมัดกระวังให้ดี เพราะหากคุณพ่อคุณแม่ร่วมรักกันแบบผิดท่าผิดทางไป อาจทำให้โดนแผลผ่าคลอด กดทับแผล จนเกิดอาการเจ็บ หรือแผลปริ ฉีดขาดได้

Continue reading “7 ท่าเซ็กส์แนะนำ! ทำได้หลังคลอด ปลอดภัย ไม่เจ็บ ไม่กดทับแผล”

เบบี้มายด์

เบบี้มายด์ จัดงานเสวนา “ผิดหรือถูก เลี้ยงลูกแบบไหน เสริมพัฒนาการลูกดีที่สุด?”

เบบี้มายด์ จัดงานเสวนา “ผิดหรือถูก เลี้ยงลูกแบบไหน เสริมพัฒนาการลูกดีที่สุด?”

ชวน 4 สุดยอดคุณหมอพร้อมคุณแม่เซเลบริตี้และบล็อกเกอร์คนดัง กระตุ้นความเชื่อมั่น
ให้คุณแม่เลี้ยงลูกอย่างมีความสุขที่สุด เป็นธรรมชาติของตัวเองและลูกมากที่สุด

หลังจัดทำผลสำรวจในกลุ่มคุณแม่รุ่นใหม่และพบว่า 94% ของคุณแม่คนไทยรู้สึกไม่มั่นใจในสัญชาตญาณการเลี้ยงลูกของตนเอง ส่วนอีก 83% มีความเครียดและวิตกกังวลเรื่องการเลี้ยงลูก เบบี้มายด์ อัลตร้ามายด์ กลุ่มผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเพื่อทารกตั้งแต่แรกเกิด จึงจัดงานเสวนา ผิดหรือถูก เลี้ยงลูกแบบไหน เสริมพัฒนาการลูกดีที่สุด?” ตามพันธกิจของแบรนด์เบบี้มายด์ในการสร้างกำลังใจและความเชื่อมั่นให้กับคุณแม่มือในการเลือกสรรวิธีการเลี้ยงลูกตามสัญชาติญาณของความเป็นแม่ที่รู้ดีที่สุดว่าสไตล์การดูแลแบบใดที่เหมาะกับธรรมชาติของลูกตน

โดยได้เชิญ 4 สุดยอดคุณหมอมาร่วมไขทุกข้อสงสัยในการเลี้ยงลูกแต่ละสไตล์ ได้แก่ ศาสตราจารย์ พญ.อุมาพร ตรังคสมบัติ (ที่สองจากซ้าย)  จิตแพทย์มือ 1 ของประเทศไทยประสบการณ์มากกว่า 30 ปี และผู้ก่อตั้งเพจปั้นใหม่ แพทย์หญิง เสาวภา พรจินดารักษ์ (ที่สามจากซ้าย) จากลูกเชิงบวก (ผู้เชี่ยวชาญกุมารเวช ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม) ทันตแพทย์หญิงจีรภา ประพาศพงษ์ (ที่สามจากขวา) จากเพจหมอภา (ผู้เขียนหนังสือ 30 หลักคิด ติดปีกลูก) นายแพทย์ถิรชัย ตันสันติวงศ์ (ที่สองจากขวา) กุมารแพทย์ระบบประสาทที่ได้รับความไว้วางใจจากเหล่าเซเลบริตี้ โดยในงานมีเหล่าบล็อกเกอร์แม่และเด็ก รวมทั้งคุณแม่เซเลบริตี้คนดัง อาทิ เจนนิส (โสภณพนิช) ยังพิชิต, วาริธร กันท์ไพบูลย์ (ขวาสุด), พิมพ์ภัทร ยมนาค, ชาลียา พสวงศ์, พรพิมล ธรรมวัฒนะ (ซ้ายสุด), ทพญ.พิชชุดา ทัพพะทัต ฯลฯ ที่จูงลูกน้อยมาร่วมรับฟังและแชร์ประสบการณ์การเลี้ยงลูกด้วยความเข้าใจในธรรมชาติของลูกตนเอง

นางสาวสุทิพา ปัญญามหาทรัพย์ Chief Marketing Officer บริษัทโอสถสภา จำกัด (กลาง) เผยถึงข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มคุณแม่รุ่นใหม่ว่า “เมื่อเร็วๆ นี้ เบบี้มายด์ได้จัดทำผลสำรวจความคิดเห็นของคุณแม่รุ่นใหม่ร่วมกับ Asia Parenting เว็บไซต์ให้คำแนะนำด้านการเลี้ยงลูกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเด็นเรื่องการเลี้ยงดูลูกในปัจจุบัน เราพบประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็น อาทิ 94% ของคุณแม่ที่ถูกสำรวจรู้สึกไม่มั่นใจในสัญชาตญาณการเลี้ยงลูกของตนเอง โดยเฉพาะเรื่องวิธีการเลี้ยงลูกที่ดีที่สุดตามสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่ตนเองคิดว่าถูกต้องและใช้ได้ผล 83% ยังบอกอีกว่า ตนมีความกังวลและมีความเครียดบ่อยครั้งเรื่องการเลี้ยงลูก นอกจากนี้ คุณแม่มากกว่าครึ่งยังยืนยันอีกว่า คนรอบข้างล้วนมีอิทธิพลในการเลี้ยงลูกของตน ตั้งแต่พ่อแม่ของตนเอง พ่อแม่สามี แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงความคิดเห็นในอินเทอร์เน็ต”

เบบี้มายด์

“สำหรับเบบี้มายด์ เราเชื่อในสัญชาตญาณความเป็นแม่ ความคิดเห็นของคนอื่นๆ รอบตัว ไปจนถึงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญหรือสิ่งที่เราเห็นในอินเทอร์เน็ตอาจทำให้คุณแม่เกิดความลังเลบ้างในความเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตนเอง แต่เบบี้มายด์เชื่อมั่นว่า ธรรมชาติดีที่สุดและคนเป็นแม่ย่อมเข้าใจธรรมชาติของลูกตนเองได้มากที่สุด เราจึงมีพันธกิจที่จะส่งเสริมความมั่นใจและเป็นพลังใจให้คุณแม่เชื่อมั่นในสัญชาตญาณความเป็นแม่ของตนเอง และเราพร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างคุณแม่ทุกคนในการเลี้ยงลูกตามสไตล์ของตนเอง ซึ่งไม่มีผิดไม่มีถูกและไม่ต้องทำตามใคร เพราะสัญชาตญาณความเป็นแม่นี่เองที่จะชี้แนะแนวทางในการเลี้ยงลูกที่ดีที่สุด พร้อม ๆ กับเดินหน้าสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์พื่อทารกตัวน้อย จากสารสกัดจากธรรมชาติที่ดีที่สุด เพื่อให้อย่างน้อยเป็นหนึ่งเรื่องที่คุณแม่สามารถวางใจและคลายกังวลว่าได้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูกสุดที่รัก” นางสุทิพา กล่าวเพิ่มเติม

หลังจากนี้เบบี้มายด์จะเดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่เข้าใจธรรมชาติของลูกแต่ละคนดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งร่วมกับโรงพยาบาลชั้นนำในการเวิร์คช็อปการดูแลลูกน้อยด้วยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเพื่อเสริมความมั่นใจของคุณแม่อย่างรอบด้าน เป็นแรงบันดาลใจและลดความกดดันต่อคุณแม่มือใหม่ในการเลี้ยงลูกในแบบฉบับของตนเอง โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.facebook.com/BabiMildTH/

เบบี้มายด์

(พื้นที่ข่าวประชาสัมพันธ์)

ควันบุหรี่

แม่แชร์! ลูกเสียชีวิตเพราะ ควันบุหรี่ ของคนในบ้าน!

เพราะ ” ควันบุหรี่ ” ทำให้คุณแม่ท่านนี้ต้องสูญเสียลูกชายสุดที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ

 

 

“บุหรี่” สิ่งที่คนสูบไม่ได้รับและคนรับไม่ได้สูบ … พิษร้ายที่ส่งผลอันตรายถึงแก่ชีวิตในคนทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กและสตรีมีครรภ์ … เช่นเดียวกับคุณแม่ท่านนี้ที่เปิดอกให้สัมภาษณ์กับทีมงานถึงสาเหตุการจากไปของลูกชายคนที่สองที่มีอายุได้เพียง 1 ปี 2 เดือน โดยคุณแม่ได้เล่าถึงเหตุการณ์ว่า

ก่อนหน้าที่น้องจะมีอาการชักเกร็งนั้น น้องมีอาการไอแบบมีเสมหะมาหลายเดือนแล้ว ไปหาคุณหมอฉีดยาก็ไม่หาย กินยาแก้ไอก็ไม่หายไอ พอคุณหมอทราบถึงสาเหตุที่มีคนใกล้ชิดของน้องสูบบุหรี่นั้น คุณหมอก็เตือนให้อยู่ให้ห่าง เพราะควัญบุหรี่อันตรายมากจึงทำให้น้องหายได้ช้า พอนาน ๆ เข้าน้องก็เริ่มมีอาการหอบควบคู่ไปด้วย
คุณแม่เล่าต่อไปอีกว่า ในวันที่น้องเข้าโรงพยาบาลนั้นน้องมีอาการชักเกร็งจนหยุดหายใจไป 2 วินาที พอประมาณตี 5 กว่า น้องเริ่มมีไข้ขึ้น คุณย่าจึงนำตัวน้องส่งโรงพยาบาล พอมาถึงพยาบาลก็พากันเช็ดตัว ซึ่งภายหลังจากที่คุณหมอทราบเหตุการณ์ คุณหมอก็เลยต้องสั่งให้น้องนอนดูอาการที่โรงพยาบาล เพราะคุณหมอบอกว่า การที่น้องหยุดหายใจไปแบบนั้นไม่ใช่ผลดี
ระหว่างที่น้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น คุณหมอต้องให้น้องหายใจผ่านเครื่องช่วยหายใจเพราะน้องหายใจเองลำบาก อีกทั้งยังต้องดูดเสมหะน้องทุกวัน แต่ไม่ว่าหมอจะพยายามวิธีไหน น้องก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีอาการดีขึ้นเลยจนกระทั่งถูกย้ายให้ไปอยู่ในห้องไอซียูเด็ก!

อ่านเรื่องราวของคุณแม่เพิ่มเติมคลิก!

ถูกลืมบนรถ

น้องกาก้าโคม่า! หลัง ถูกลืมบนรถ นาน 8 ชม.

สะเทือนใจข่าวอัปเดตอาการ “น้องกาก้า” เด็กที่ ถูกลืมบนรถ โรงเรียน! พร้อมวิธีสอนลูกให้เอาตัวรอด

 

 

อีกหนึ่งอุทาหรณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น! กับข่าวคราวของน้องกาก้า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 วัยเพียง 6 ปีที่ถูกลืมบนรถ นาน 8 ชั่วโมงจนหมดสติไปนั้น มาถึงตอนนี้แพทย์เจ้าของไข้แนะนำให้พ่อแม่ทำใจแล้ว

ความคืบหน้ากรณีเด็กชายชนะชัย คงผล หรือน้องกาก้า ล่าสุด นายแพทย์ สุชาติ กิตติภัทร รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระ นครศรีอยุธยาเปิดเผยว่า อาการของน้องกาก้า ช่วงนี้อาการทรงตัวสมองไม่ตอบสนอง แต่ยังใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ เนื่องจากน้องขาดอากาศมานานก่อนที่จะมาถึงโรงพยาบาล ส่วนตอนนี้ทางโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยาได้ ปรึกษาพ่อกับแม่ของน้องกาก้า ว่าอาการน้องขณะนี้ค่อนข้างจะวิกฤต จึงอยากให้ร่างกายของน้องได้บริจาคร่างให้กับคนไข้หรือผู้ป่วยคนอื่นที่ต้องการอวัยวะภายในที่ใช้การได้ นำไปช่วยเหลือผู้ป่วยเพื่อให้โอกาสผู้ป่วยเหล่านั้นได้มีโอกาสหาย ซึ่งทางเพราะแม่ของน้องกาก้าก็ยินยอมให้ทางโรงพยาบาลนำร่างของน้องหรืออวัยวะที่ใช้ได้นำไปบริจาคช่วยเหลือผู้ป่วยต่อไปเพื่อให้น้องได้ทำบุญกุศลแก่คนอื่น

นางฝันตา บุญงาม 33 ปี แม่ของน้องกล่าวทั้งน้ำตาว่าเห็นอาการลูกแล้ว ทำใจตั้งแต่วันแรก เนื่องจากอาการลูกไม่ตอบสนอง แต่ก็หวังให้มีปาฏิหาริย์ และก็ไม่มี ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัว อยากให้เป็นอุทาหรณ์กลับคนที่รับส่งนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นประเภทใด อยากให้คนขับรถ ช่วยตรวจดูทุกครั้งที่มารับมาส่งเด็กว่ายังมีเด็กหลงเหลืออยู่ในรถหรือไม่ เนื่องจากเด็กเล็กไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ อยากให้คนขับรถไม่ประมาทและรอบครอบกว่านี้ ก็คงไม่เกิดความสูญเสียดังกล่าว และส่วนตัวไม่โกรธคนขับรถพร้อมจะให้อภัย ส่วนเรื่องของคดีก็ต้องว่าไปตามกฎหมายต่อไป

ล่าสุดได้รับแจ้งว่า น้องได้จากไปอย่างสงบแล้วเมื่อเวลา 16.25 น. ที่ผ่านมา … ทีมงาน Amarin Baby & Kids ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของน้องด้วยนะคะ

คลิกอ่าน! วิธีการสอนลูกให้รู้จักเอาตัวรอด 


เครดิต: มติชน และเพจแหม่มโพธิ์ดำ

เด็ก 3 ภาษา

วิธีการปั้นลูกให้เป็น “เด็ก 3 ภาษา”

อยากให้ลูกกลายเป็น เด็ก 3 ภาษา พ่อแม่ปั้นได้ด้วยวิธีเหล่านี้! พร้อมคลิปจากบล็อกเกอร์ดัง!

 

 

ขอต้อนรับคุณพ่อคุณแม่ทุกคนเข้าสู่ยุค AEC ที่ถือว่าเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงสำหรับเด็ก ๆ ทุกคน ที่หันหน้าไปทางไหนก็เจอแต่เด็กพูดได้มากกว่า 2 ภาษาด้วยกัน และแทบจะทุกโรงเรียน ก็เริ่มที่จะมีการสอนภาษาที่สามกันยกตัวอย่างเช่น ภาษาจีน ที่บอกเลยงานนี้คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องกุมขมับกันแล้วละว่า ลูกของเราจะสามารถกลายเป็น เด็ก 3 ภาษาได้เหมือนกับคนอื่น ๆ หรือไม่ ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะวันนี้เรามีข้อมูลดี ๆ มีประโยชน์พร้อมคำแนะนำจาก Blogger ที่บอกเลยเขาทำสำเร็จกับลูกมาแล้ว จะทำอย่างไร ยากหรือง่ายเพียงใด เราจะมาติดตามไปพร้อม ๆ กันค่ะ

วิธีการฝึกลูกให้เป็น เด็ก 3 ภาษา

  1. เริ่มจากการฝึกให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์จากสิ่งใกล้ตัว ยกตัวอย่างเช่น สัตว์เลี้ยง ท้องฟ้า น้ำ สิ่งของที่ใช้ในบ้าน
  2. สอนคำกล่าวสวัสดีในตอนเช้าเป็นภาษาไทย อังกฤษและจีน เป็นประจำทุกวัน
  3. เล่นเกมส์ฝึกภาษาหรือทายภาษา ทายคำศัพท์ง่าย ๆ ทำให้เหมือนกับเป็นเกมส์การเล่นสนุกมากกว่าการเรียนการสอนนอกจากจะทำให้ลูกรู้สึกเพลิดเพลินแล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ให้กับคนในครอบครัวได้
  4. หาเพลง หนัง หรือการ์ตูนสนุก ๆ น่าสนใจมาดูหรือฝึกร้องกับลูก นอกจากลูกจะได้ชินหูแล้ว ยังได้สำเนียงของเจ้าของภาษาอีกด้วยนะคะ

คลิกอ่านวิธีการฝึกลูกจากบล็อกเกอร์ชื่อดังได้ที่นี่


เครดิต: Baanjanpasa

วิธีการลดไข้

วิธีลดไข้ลูก! ตามแบบฉบับของชาวเยอรมัน

พบกับ ” วิธีลดไข้ลูก ” ตามแบบฉบับพื้นเมือง ที่บอกเลยงานนี้ไม่ควรพลาด! เพราะเรามีคลิปมาฝากด้วย!

 

 

คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมคะว่า ที่ประเทศเยอรมนีนั้นทางกุมารแพทย์จะแนะนำ วิธีการลดไข้ ที่สามารถช่วยชลออาการของเด็ก ๆ ได้ก่อนถึงโรงพยาบาลไม่ให้มีอาการหนักขึ้น อีกทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ไปในตัวอีกด้วย
ซึ่งวิธีที่ทางกุมารแพทย์สอนนี้เขาเรียกกันว่า Wadenwickel ค่ะ ที่บอกเลยว่างานนี้ทำง๊ายง่าย อีกทั้งยังไม่ทำลายสุขภาพของลูกน้อยอีกด้วย หากคุณพ่อคุณแม่บ้านไหนไม่อยากให้ลูกรับประทานยาเยอะ ลองใช้วิธีนี้ดูกันเลยนะคะ
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมมีดังต่อไปนี้ค่ะ
  • ผ้าขนหนูขนาดเล็ก 2 ผืน
  • ผ้าเช็ดตัวขนาดใหญ่ 2 ผืน
  • ผ้าขนหนูที่หนานุ่มหรือผ้าพันคอ 2 ผืน

     

ขั้นตอนการทำ คลิก!

ไวรัสตับอักเสบบี

ฟรี! ตรวจคัดกรอง ไวรัสตับอักเสบบี-ซี 4 วันนี้เท่านั้น!

รู้ทัน! ป้องกันได้ ด้วยการตรวจคัดกรอง ไวรัสตับอักเสบบี และซี!

 

 

” ไวรัสตับอักเสบบี – ซี “ โรคที่แม้แต่ป่วยเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น แล้วจะรู้ว่าป่วยได้หรือไม่ทำได้ด้วยวิธีการคัดกรอง และนี่ถือเป็นข่าวดี เมื่อกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับองค์การอนามัยโลก และสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย ได้แถลงข่าวสัปดาห์รณรงค์ตับอักเสบโลก หลังพบคนไทยติดเชื้อไวรัสดังกล่าวร่วมประมาณ 3 ล้านคน!
พร้อมกันนี้ได้ตั้งเป้าลดผู้ป่วยติดเชื้อดังกล่าวได้ร้อยละ 50 ภายในปี 2564 และประกาศขอเชิญชวนประชาชนทุกคนเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบบีและซีได้ฟรี! ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคมถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2564 ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่เข้าร่วมโครงการ 104 แห่งทั่วประเทศ!

ไวรัสตับอักเสบบี และซี คืออะไร?

โรคไวรัสตับอักเสบบี เป็นโรคที่มีอาการอักเสบที่ตับ สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบีบุกรุกเข้าสู่เซลล์ตับ ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบขึ้น ในบางรายเชื้ออาจจะฝังตัวอยู่ในร่างกายเป็นปีๆ โดยที่ผู้ติดเชื้อไม่ทราบเลยว่าตัวเองกำลังติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ (เป็นพาหะ) เชื้อตัวนี้ยังสามารถแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วในเซลล์ของตับ ส่งผลให้ตับอักเสบและถูกทำลาย
โรคไวรัสตับอักเสบซี เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี สามารถติดต่อกันได้หลายวิธี อย่างเช่น ผ่านทางเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือเพศสัมพันธ์ พบโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 1 – 2 ของประชากรไทย โดยพบมากทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อไวรัสเข้าไปในร่างกายแล้ว มันจะอาศัยอยู่ที่ตับ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่ไม่มีอาการ  มักตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพหรือจากการบริจาคเลือด ผู้ปวยมักจะมีการอักเสบของตับน้อยๆ แต่เรื้อรัง ทำให้เกิดพังผืดในตับ นำไปสู่ภาวะตับแข็งและมีโอกาสเกิดมะเร็งตับในที่สุด

อ่านเนื้อหาข่าวเพิ่มเติมได้ที่หน้าถัดไปค่ะ


เครดิต: The world medical center

ผลไม้บำรุงเลือด

5 ผลไม้บำรุงเลือด ดีต่อแม่ตั้งครรภ์และแม่ให้นม

เพราะผู้หญิงคือเพศที่มีการสูญเสียเลือดมากกว่าเพศชาย ดังนั้น ผู้หญิงทั้งหลายจึงไม่ควรพลาด 5 ผลไม้บำรุงเลือด นี้!

 

 

ไม่จำเป็นต้องสงสัยเลยทำไมถึงบอกว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่จำเป็นต้องมีการสูญเสียเลือดมากกว่าผู้ชาย นั่นก็เป็นเพราะว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่ต้องมีการเสียเลือดในทุก ๆ เดือน ไหนจะคลอดลูกอีก เรียกได้ว่า ผู้หญิงคือผู้เสียสละอย่างแท้จริง ๆ และด้วยความเป็นผู้เสียสละนี้แหละ ทำให้ผู้หญิงทุกคนต้องคำนึงถึงสุขภาพของตัวเองเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของระบบไหลเวียนโลหิต เพราะถ้าหากร่างกายไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยงหรือส่งต่อสารอาหาร ก็คงจะเหมือนกับการขาดตัวกลางที่จะไปเชื่อมโยงอวัยวะต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
ในแต่ละช่วงวัยที่ร่างกายมีการเจริญเติบโตก็ย่อมต้องการ ๆ ดูแลที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น วัยแรกเริ่มของการเจริญพันธุ์ ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ในวัยนี้พบปัญหาในเรื่องของ “โลหิตจาง” มากที่สุด โดยมีสาเหตุมาจาก
  • พฤติกรรมการเข้านอนดึก หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ประจำเดือนมา หรือประจำเดือนที่ผิดปกติ
  • พฤติกรรมการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น
และด้วยความเป็นห่วงผู้หญิงทุกคนทีมงาน Amarin Baby & Kids จึงขอนำเสนอ 5 ผลไม้บำรุงเลือด จะมีอะไรบ้างนั้นไปหาคำตอบนี้พร้อม ๆ กันเลยนะคะ

คลิกอ่าน 5 ผลไม้บำรุงเลือดได้ที่นี่

ทิชชู่ซับน้ำมัน

แพทย์เตือน! เอา ทิชชู่ซับน้ำมัน ปลอดภัยแน่หรือ?

ทำถูกแล้วหรือ!? ที่ใช้ ทิชชู่ซับน้ำมัน กับอาหารประเภททอด!

 

 

หากพูดถึงการทำอาหารประเภททอด ด้วยความที่พวกเราทุกคนต่างกังวลกันถึงแต่ปริมาณของน้ำมัน ที่ปะปนอยู่ในอาหาร พวกเรากลับลืมฉุกคิดไปว่า แล้ว “ทิชชู่” ที่เราใช้ซับนั้น แท้จริงแล้ว ปลอดภัยจริงหรือไม่!?
กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกเตือนประชาชน ห้ามใช้กระดาษทิชชู่ซับน้ำมันจากอาหาร เสี่ยงรับโซดาไฟและสารไดออกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
หลาย ๆ ท่านอาจจะตั้งคำถามว่า อ้าว! แล้วเราจะเอาอะไรซับน้ำมันละ ดร. นพ. พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ ได้ให้คำแนะนำว่า หากต้องการที่จะซับน้ำมันจากอาหาร ให้ใช้กระดาษซับที่เป็นกระดาษเฉพาะที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมกับเปิดเผย  ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวในโซเชียลเน็ตเวิร์ค เกี่ยวกับอันตรายจากการใช้กระดาษทิชชูซับอาหารทอด ว่า แม่บ้าน แม่ครัว หรือผู้ค้าอาหารไม่ควรใช้กระดาษทิชชู่มาซับน้ำมันจากอาหาร เพราะเนื้อเยื่อเล็ก ๆ ของกระดาษทิชชู่จะติดในอาหาร ทำให้เราได้รับสารเคมีต่าง ๆ ที่อยู่ในกระดาษทิชชู่ไปด้วย เนื่องจากกระดาษทิชชู่ผลิตมาจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ โดยมีวัตถุดิบคือต้นไม้ เช่น ต้นไผ่หรือต้นไม้อื่น ๆ แต่ปัจจุบันสังคมให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงมีการนำกระดาษหมุนเวียนใหม่ เช่น กระดาษ A4 ที่ใช้แล้ว นำไปผลิตกระดาษทิชชู่ หรือแม้แต่กระดาษฟางที่ผลิตจากฟางข้าว ซึ่งในกระบวนการตีวัตถุดิบให้เป็นเนื้อเยื่อต้องใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์หรือโซดาไฟ และเพื่อความขาวน่าใช้จึงมีการใช้สารคลอรีนฟอกขาว และมีสารไดออกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งเป็นส่วนประกอบด้วยนั้น
ดร.นพ.พรเทพ กล่าวต่อไปว่า สารโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) หรือโซดาไฟ เมื่อทำปฏิกิริยากับโปรตีนและไขมัน จะมีฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเยื่อรุนแรง ทำให้บริเวณนั้นอ่อนนุ่มกลายเป็นวุ้นหรือเจลาตินและสบู่ เนื้อเยื่อถูกทำลายหรือถูกกัดลึกลงไป ซึ่งการทำลายอาจต่อเนื่องหลายวัน การหายใจเอาไอหรือละอองสารยังส่งผลให้ระคายเคืองต่อทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้จาม ปวดคอ น้ำมูกไหล ปอดอักเสบรุนแรง หายใจขัด การสัมผัสถูกผิวหนังจะระคายเคืองรุนแรง เป็นแผลไหม้และพุพองได้ การกลืนกินทำให้แสบไหม้บริเวณปาก คอ และกระเพาะอาหาร ส่วนสารไดออกซิน (dioxins) เป็นสารที่สถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างชาติจัดให้เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ เมื่อร่างกายได้รับเข้าไปจะไม่ทำให้เกิดอาการอย่างเฉียบพลัน แต่อาการจะค่อย ๆ เกิดและเพิ่มความรุนแรงจนถึงเสียชีวิตได้

อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่หน้าถัดไปค่ะ

การเลี้ยงลูกแบบพ่อแม่ชาวเยอรมัน

5 แนวทาง การเลี้ยงลูกแบบพ่อแม่ชาวเยอรมัน

การเลี้ยงลูกแบบพ่อแม่ชาวเยอรมัน เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่สุดยอดเหมือนกันค่ะ สำหรับคนเยอรมันแล้วเขาจะมีแนวทางในการเลี้ยงลูกแบบให้อิสระ และก็จะให้ความสำคัญกับการสอนให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง รู้จักรับผิดชอบในหน้าที่ ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีแนวทาง 5 อย่างในการเลี้ยงลูกของพ่อแม่ชาวเยอรมันมาบอกกันค่ะ

 

การเลี้ยงลูกแบบพ่อแม่ชาวเยอรมัน

อยากทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่า การเลี้ยงลูกแบบพ่อแม่ชาวเยอรมัน เขามีการเลี้ยงดูลูกกันอย่างไร ซึ่งแนวทางการเลี้ยงลูกแบบพ่อแม่ชาวเยอรมัน จะเหมือนหรือแตกต่างจากของไทยอย่างไรบ้าง ทั้งนี้สภาพสังคมและระบบการศึกษาของแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกัน บางอย่างอาจเป็นเรื่องที่ดูแล้วไม่ปลอดภัยหรือไม่เหมาะสมในสังคมหนึ่ง แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่อีกสังคมยอมรับได้ไปซะอย่างนั้น อย่างไรก็ตามเด็กๆ ชาวเยอรมันนั้นได้ชื่อว่าเป็นเด็กนักเรียนที่เก่งและจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของการวัดระดับการศึกษาเลยทีเดียว

 

บทความแนะนำ คลิก>> การเลี้ยงลูกในโลกยุคไอที ให้ได้ประโยชน์สูงสุด

 

หลายๆ คนคงคิดว่าพ่อแม่ชาวเยอรมันนั้นจะต้องเข้มงวดกับลูก แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลยค่ะ คุณพ่อคุณแม่ชาวเยอรมันนั้นให้อิสระกับลูกมาก และให้ความสำคัญกับการสอนให้เด็กเป็นตัวของตัวเองและรู้จักรับผิดชอบในหน้าที่ พวกเขาให้เด็กๆ ได้มีโอกาสที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองและเติบโตขึ้นมาอย่างมีความเชื่อมั่น แนวคิดหลักของพ่อแม่ชาวเยอรมัน มีดังนี้

 

อ่านต่อ 5 แนวทางการเลี้ยงลูกของคนเยอรมัน หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีเลี้ยงลูกอย่างสร้างสรรค์

13 วิธีเลี้ยงลูกอย่างสร้างสรรค์

วิธีเลี้ยงลูกอย่างสร้างสรรค์ ทั้ง 13 วิธีนี้เป็นคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญคนดัง ที่รับรองว่าเมื่อได้อ่านแล้ว คุณพ่อคุณแม่จะต้อง มีแนวคิดใหม่ๆ ในการเลี้ยงลูกให้ได้ดีกันอย่างแน่นอน อยากรู้ไหมว่าว่าการเลี้ยงลูกแบบสร้างสรรค์นั้นมีอะไรบ้าง ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีมาบอกให้ได้ทราบกันตามนี้เลยค่ะ

 

วิธีเลี้ยงลูกอย่างสร้างสรรค์

อยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะว่า วิธีเลี้ยงลูกอย่างสร้างสรรค์ จากผู้เชี่ยวชาญเขามีแนะนำไว้อย่างไรกันบ้าง สำหรับ การเลี้ยงลูกที่เราจะพูดถึงนี้เป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราจะต้องพบเจอกันอยู่แล้วในแต่ละวัน แต่จะดีมากยิ่งขึ้นถ้าทำแล้วจะช่วยให้เด็กๆ เติบโตขึ้นมาเป็นคนคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ไม่เป็นการเสียเวลาเราไปทำความเข้าใจกับทั้ง 13 วิธีในการเลี้ยงลูกกันค่ะ

1. ปล่อยลูกให้รู้จักความผิดหวัง

ถ้าเราอยากให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเอง เด็กๆ ต้องล้มแล้วลุกเองเป็น “พ่อแม่ส่วนใหญ่รู้ว่าลูกลุกขึ้นเองได้ แต่ก็อดที่จะเข้าไปช่วยไม่ได้” เชอร์รี่ โนคา ผู้เขียนหนังสือเรื่อง กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง: วิธีการเลี้ยงลูกให้มีความกตัญญูและรับผิดชอบในยุคของการทำตามใจตัวเอง (Have the Guts to Do It Right: Raising Grateful and Responsible Children in an Era of Indulgence) พ่อแม่ควรท่องไว้เสมอว่า: การที่ลูกเจอกับอุปสรรคบ้างจะส่งผลดีต่อลูกในระยะยาว ตัวอย่างเช่น เด็กวัยรุ่นที่ซักผ้ารีดผ้าเองเป็นก็สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่าเพื่อนๆ ที่ยังทำไม่เป็น ก่อนจะรีบเข้าไปช่วยเหลือลูก คุณพ่อคุณแม่ลองถามตัวเองก่อนว่า “ถ้าเราไม่เข้าไปช่วยตอนนี้ ลูกจะเป็นอะไรหรือเปล่า” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการหกล้มของเด็กๆ หรือปัญหาและอุปสรรคใหญ่ๆ เรื่องเพื่อนหรือเรื่องการเรียน คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าเพิ่งรีบเข้าไปช่วยค่ะ ลองปล่อยให้พวกเขาแก้ปัญหาเองดูก่อน เพราะทักษะการแก้ปัญหานี่แหละที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กๆ เอาล่ะ ได้เวลาที่คุณพ่อคุณแม่จะยืนมองดูอยู่ห่างๆ แล้วค่ะ

2. ยึดมั่นในกฎเหล็ก 3 ข้อเรื่องการบ้านลูก

ข้อแรกคือ “กินกบตัวนั้นซะ” กฎที่ เท็ด ธีโอดอร์โร อาจารย์สอนสังคมศาสตร์ โรงเรียนมัธยมแฟร์แฟกซ์ เคาน์ตี้ รัฐเวอร์จิเนีย กล่าว กฎนี้หมายความว่า “ให้ทำข้อที่ยากที่สุดก่อน” ข้อสองคือ วางโทรศัพท์ลง เวลาทำการบ้านเด็กๆ อาจต้องใช้คอมพิวเตอร์ แต่การกดโทรศัพท์เพื่อเล่นเกมหรือคุยกับเพื่อนนั้นเป็นข้อห้ามระหว่างการทำการบ้าน ข้อที่สามคือ เมื่อทำการบ้านเสร็จให้เก็บใส่กระเป๋าแล้ววางไว้หน้าประตูทางออกให้เรียบร้อย ตอนเช้าเด็กๆ จะได้ออกจากบ้านไปพร้อมกับการบ้านที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพียงแค่ยึดกฎเหล็กสามข้อนี้เท่านั้น คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องคอยตามบ่นลูกๆ เรื่องการบ้านอีกต่อไป

 

บทความแนะนำ คลิก>> เลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น กับ 8 ความลำบาก เพื่อให้ลูกเป็นเด็กเก่ง โตไปมีคุณภาพ

3. เด็กๆ จะงอแงเวลาหิว กระวนกระวายใจ เหงา และเหนื่อย

ต้นเหตุของอาการงอแงและการทำตัวไม่น่ารักของเด็กๆ ก็คือ 4 ข้อนี้ค่ะ หิว ไม่สบายใจ เหงา หรือเหนื่อยเกินไป คุณพ่อคุณแม่ต้องท่องไว้ให้ขึ้นใจเลย

อ่านต่อ 13 วิธีการเลี้ยงลูกอย่างสร้างสรรค์ หน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

ผมสวย

อยากให้ลูกมี “ผมสวย” ทำง่ายด้วยวิธีนี้!

พบกับวิธีที่จะทำให้ลูกของเรามี ผมสวย เงางามโดยที่ไม่ต้องหวีบ่อย เพราะการหวีบ่อยเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี!

 

 

จริง ๆ หรือที่เขาเล่าขานต่อ ๆ กันมาว่า อยากมีผมสลวยสวยเก๋นั้นต้องหวีผมเยอะ ๆ และบ่อย ๆ … คุณแม่บางคนด้วยความที่อยากให้ลูกสวย ก็หวีเช้า หวีกลางวัน หวีเย็น และหนำซ้ำคุณพ่อคุณแม่บางคนยังให้ลูกหวีผมก่อนนอนด้วย เรียกได้ว่า 4 เวลาเลยก็ว่าได้ … ซึ่งการหวีบ่อยแบบนี้จะส่งผลดีกับเส้นผมของลูกจริงหรือไม่นั้น วันนี้เรามี ผศ. นพ. รัฐพล ตวงทอง หัวหน้าสาขาโรคเส้นผมและการผ่าตัดปลูกถ่ายเส้นผม ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราช และอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย จะมาช่วยให้คำตอบนี้กับพวกเราทุกคนกันค่ะ

เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับเส้นผมที่คุณอาจจะยังไม่รู้

  • เส้นผมบนหนังศีรษะของคนเราปกติมี ประมาณ 90,000 – 140,000 เส้น
  • ผู้หญิงจะมีเส้นผมมากกว่าผู้ชาย
  • รากผมจะมีเส้นผมได้เฉลี่ย 2-4 เส้น
  • รากผมบนหนังศีรษะมีทั้งหมดประมาณ 85,000 – 130,000 รากผม
  • โดยปกติเส้นผมมีวงจรชีวิตทั้งหมดประมาณ 2–6 ปี
  • 90% ของเส้นผมบนศีรษะจะอยู่ในระยะของการเจริญเติบโต และอีก 10 % จะอยู่ในระยะพัก ซึ่งจะไม่เจริญอีก ต่อจากนั้นประมาณ 2 – 3 เดือน ก็จะหลุดร่วงไป
  • ผมจะร่วงประมาณ 50–100 เส้นต่อวัน ถ้าผมร่วงมากกว่า 100 เส้น จะถือว่ามีผมร่วงมากกว่าปกติ ในผู้ชายหลุดร่วงได้ไม่เกิน 60 เส้นต่อวัน ในผู้หญิงหลุดร่วงได้ไม่เกิน 100 เส้นต่่อวัน
  • ผมจะขึ้นใหม่หลังจากร่วงไปภายใน 6 เดือน
  • ผมจะยาวในอัตราประมาณ 1/2 นิ้วต่อเดือน
  • ผู้หญิงจะมีผมยาวเร็วกว่าผู้ชายประมาณ 0.02 มิลลิเมตรต่อวัน
  • เด็กมีผมยาวเร็วกว่าผู้ใหญ่ โดยจะมีผมยาวประมาณ 0.41 มิลลิเมตรต่อวัน และจะลดลงเหลือเพียง 0.32 มิลลิเมตรต่อวัน ในวัยสูงอายุ
  • อาการผมร่วงพบในคนเอเชียน้อยกว่าคนยุโรปหรือคนผิวขาว
  • คนเราปกติจะสังเกตพบว่าผมบางขึ้นเมื่อมีผมร่วงไปแล้วประมาณ 25 %
  • ในหนึ่งตารางเซนติเมตรจะมีเส้นผมอยู่ 120 – 200 เส้น
  • “ผม” ของแต่ละคนจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ตรงหรือหยิก สีทองหรือสีดำ ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติและกรรมพันธุ์

โรคผมเหี่ยวคืออะไร คลิก!


เครดิต: Thai Hair Center

ภาวะขาดธรรมชาติ

แพทย์เตือน! โรคภาวะขาดธรรมชาติ โรคใหม่ที่พ่อแม่ต้องรู้!

พบกับอีกหนึ่งโรคของเด็กยุคใหม่ “โรคภาวะขาดธรรมชาติ” ที่จิตแพทย์เป็นห่วงมากถึงขนาดต้องออกโรงเตือน

 

 

ด้วยเทคโลโยที่ก้าวหน้าและทันสมัย ทำให้โลกใบนี้ของเราก้าวไกลไปมากกว่าเดิมจนเด็กสมัยนี้เกิดรักความสบายจนวัน ๆ ไม่อยากจะทำอะไร นอกจากเอาแต่ก้มหน้าก้มตาหรือมัวแต่จ้องหมอจอสี่เหลี่ยมที่มีภาพวิ่งไปวิ่งมาประกอบกับเสียงเพลงที่เป็นแรงจูงใจ
จนทำให้เกิดภาวะโรคใหม่ที่นักจิตแพทย์ทุกคนรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยอนาคตของชาติ นั่นก็คือ “โรคภาวะขาดธรรมชาติ” นั่นเองค่ะ ฟังดูแล้วคุณพ่อคุณแม่อาจจะคิดว่า มีด้วยเหรอโรคนี้?!?
คำตอบคือ มีค่ะ! โดยโรคภาวะขาดธรรมชาติหรือ  Nature Deficit Disorder (NDD) นั้นถึงแม้ว่าจะไม่ได้ถูกระบุในทางการแพทย์จริง ๆ แต่ก็เป็นคำที่ Richard Louv ผู้เขียนหนังสือ Last Child in the Woods ได้กล่าวถึงอาการของเด็กที่เติบโตมาโดยขาดการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ แน่นอนค่ะว่า มีการศึกษารองรับมากมายเกี่ยวกับภาวะดังกล่าวของเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้ ซึ่งเด็กที่ป่วยภาวะนี้นั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับอะไรได้นาน ๆ บางคนก็มีภาวะซึมเศร้าหรือไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ และแน่นอนค่ะว่า ภาวะทั้งหมดนี้จะทำให้เด็ก ๆ มีปัญหากับการเข้ากับสังคมในอนาคต

อ่านสาเหตุของโรคภาวะขาดธรรมชาติเพิ่มเติมได้ที่หน้าถัดไป

ยาสามัญประจำบ้าน

6 ยาสามัญประจำบ้าน ที่ควรพกตอนไปเที่ยวด้วยทุกครั้ง

เที่ยวครอบครัวทริปไหน ๆ ปลอดภัยได้ง่าย ๆ ด้วยการพก ยาสามัญประจำบ้าน เหล่านี้ติดตัวไปด้วย!

 

 

ช่วงวันหยุดยาว ๆ แบบนี้คุณพ่อคุณแม่วางแผนพาสมาชิกในครอบครัวไปเที่ยวไหนกันบ้างคะ ไปเที่ยวภายในประเทศหรือว่าต่างประเทศกันเอ่ย … แต่ไม่ว่าจะไปทริปไหน ๆ หากไม่อยากพลาดความสนุกละก็ อย่าลืมพวกยาสามัญประจำบ้านเหล่านี้ไปกันด้วยนะคะ

 

แต่ก่อนที่จะไปดูลิสต์รายชื่อยาที่เราเตรียมมาให้วันนี้ เราไปดูก่อนดีกว่านะคะว่า จะไปเที่ยวกับลูกนั้นควรวางแผนอะไรบ้าง
  1. วางแผนสถานที่เที่ยว เตรียมหาข้อมูลจุดแวะพักต่าง ๆ เช่น ปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ที่เราจะผ่านอย่างละเอียด
  2. บอกเล่าลักษณะของสถานที่เที่ยวและกิจกรรมคร่าว ๆ ให้ลูกของเราได้ทราบ
  3. ระบุระยะเวลาที่ครอบครัวจะใช้ในสถานที่หรือกิจกรรมต่าง ๆ ให้ชัดเจน
  4. บอกกฎกติกาของแต่ละสถานที่ หรือกติกาที่จะเป็นข้อตกลงระหว่างกันในครอบครัวให้ชัดเจน
  5. อธิบายผลที่จะตามมาว่า หากไม่ปฏิบัติตามแล้วจะพลาดโอกาสอะไรบ้าง
  6. เตือนอันตรายหรือสิ่งที่ลูก ๆ ควรระมัดระวัง