ไม่กินข้าวเช้า

แพทย์เตือน ไม่กินข้าวเช้า ระวังเสี่ยง 6 โรคร้าย

ไม่กินข้าวเช้า  อดอาหารเช้า เชื่อว่าต้องมีหลายคนที่กำลังมีพฤติกรรมแบบนี้อยู่ใช่ไหมคะ ขอเตือนคุณพ่อคุณแม่เลยว่า ไม่ควรอดอาหารเช้านะคะ เพราะอาจเสี่ยงเป็น 6 โรคร้าย ทำลายร่างกายและสมองได้

 

ไม่กินข้าวเช้า ระวังเสี่ยง 6 โรคร้าย

เรามักจะได้ยินกันมาตลอดว่า มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญนะ ไม่กินข้าวเช้า เสี่ยงโรคต่างๆถามหาได้ แต่ด้วยการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา เร่งรีบ หรือคุณแม่บางคนที่ต้องทำงานบ้าน เลี้ยงลูกจนอาจจะลืมใส่ใจเรื่องอาหารการกิน แต่ขอเตือนเลยค่ะ ถ้ารู้ว่า ไม่กินข้าวเช้า แล้วเสี่ยงหลายโรคขนาดนี้ต้องคิดใหม่เลยค่ะ

การกินข้าวเช้า สิ่งที่สำคัญคือ เวลาในการรับประอาหาร ถ้าอยากให้มื้อเช้าสมบูรณ์แบบ คุณพ่อคุณแม่ควรรับประทานให้เสร็จก่อนเวลา 7.00 น. เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานไปใช้สำหรับในการทำงาน สำหรับกฎง่ายๆของการ กินข้าวเช้า คือ

ไม่กินข้าวเช้า

ข้อแรก อาหารเช้า พยายามรับประทานอาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาลให้น้อยที่สุด เพราะแป้งและน้ำตาลดูดซึมได้เร็ว เมื่อดูดซึมเร็ว อินซูลินจะมาควบคุมไม่ให้น้ำตาลในกระแสเลือดสูง เมื่ออินซูลินมากดนานเข้าก็จะทำให้น้ำตาลเราต่ำ เมื่อน้ำตาลต่ำ เราก็จะหิวเร็ว เพราะฉะนั้นอาหารเช้าไม่ควรเป็นอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลมากเกินไป

ข้อสอง อาหารเช้า ไม่ควรจะมีรสจัดเกินไป เพราะในตอนเช้ายังไม่มีน้ำย่อยมาก และกระเพาะอาหารยังไม่ขยับเต็มที่ หากรับประทานอาหารที่มีรสจัด และมีความมันหรือเผ็ดเกินไป จะทำให้เกิดผลเสียต่อกระเพาะอาหาร รับประทานเมนูเบาๆ รสอ่อนๆจะดีกว่า

ไม่กินข้าวเช้า แล้วจะส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง?

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

 

สามีที่ดี

อยากเป็น สามีที่ดี และพ่อที่น่ารักต้องขจัดความเชื่อผิดๆเหล่านี้

สามีที่ดี และพ่อของลูกที่ดี แม่ๆคนไหนก็อยากได้จริงไหมคะ วันนี้ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีวิธีขจัดความเชื่อผิดๆที่ทำให้คุณพ่อมือใหม่ไม่กล้าเลี้ยงลูก ฝากให้แม่ๆไปบอกคุณสามีกันค่ะ

 

การเป็น สามีที่ดี

เขาว่ากันว่าได้ สามีที่ดี ยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่จริงไหมคะแม่ๆ ยิ่งล่าสุดเห็นสามีแห่งชาติ พ่อติ๊ก เจษฎาภรณ์ เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกชายคนเล็กตัวน้อย น้องตริณณ์ บอกเลยว่าช่างดูอบอุ่น ละมุน ละไมสุดๆ แถมยังเป็นการเปลี่ยนผ้าอ้อมลูกที่ไม่ธรรมดา เพราะเป็นการถอดเสื้อ โชว์หุ่นเป๊ะเปลี่ยนผ้าอ้อมไปด้วย แหม…ไม่รู้ว่าจะโฟกัสที่ความตั้งใจเลี้ยงลูก หรืออย่างอื่นดี แต่บอกได้คำเดียวว่า ณ จุดนี้ อิจฉาภรรยาพ่อติ๊กสุดๆค่ะ

 

 

น่ารักมากๆเลยนะคะเนี่ยพ่อติ๊ก ถึงจะยุ่งแค่ไหน ทั้งงานละคร เข้าป่าถ่ายรายการ แต่ก็ไม่เคยละเลยหน้าที่คุณพ่อที่ดีและหน้าที่ สามีที่ดี ของภรรยาสาวพีช สิตมน ซึ่งก่อนหน้านี้ภรรยาคนสวยก็มักโพสต์ภาพพ่อติ๊ก กับลูกชายคนโต น้องเต้นท์อยู่บ่อยๆ เป็นโมเม้นท์ที่อ่อนโยนมากๆค่ะ

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

 

พาลูกเที่ยวสงกรานต์

ข่าวดี! สำหรับพ่อแม่ที่ต้องการ พาลูกเที่ยวสงกรานต์

อย่าลืม! เช็คเส้นทางให้ดีก่อน พาลูกเที่ยวสงกรานต์ ปีนี้! เพราะงานนี้ที่ประชุมครม. ประกาศดีเดย์!

 

 

“เทศกาลวันสงกรานต์” คือเทศกาลที่คนส่วนใหญ่รอคอย ไม่ว่าจะเป็นวัยทำงานที่ต่างพากันดีใจที่จะได้ลากลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ลูกหลานกันนาน ๆ ส่วนเด็ก ๆ เอง ก็ดีใจที่จะได้เล่นน้ำกัน แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจและรู้จริงถึงประวัติความเป็นมาและขนบธรรมเนียมประเพณีนี้

ทีมงาน Amarin Baby and Kids ได้ตระหนักเห็นว่า คงจะเป็นการดีที่เราจะอธิบายและสอนลูกให้เข้าใจถึงประเพณีวันสงกรานต์ ประเพณีที่มีมากกว่าการเล่นน้ำสาดกัน จึงได้รวมรวมเอาข้อมูลคร่าว ๆ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกคน ไม่ใช่เท่านั้นนะคะ ยังมีข่าวดีจากคณะที่ประชุมครม. เกี่ยวกับการใช้ทางด่วนมาฝากกันด้วยค่ะ

เล่นโทรศัพท์มาก

แม่เตือน! ให้ลูก เล่นโทรศัพท์มาก ระวังตาบอด!

เตือนสติพ่อแม่ทุกคน! รักและห่วงลูก อย่าปล่อยให้ เล่นโทรศัพท์มาก จนเกินไป!

 

 

สมัยนี้หันไปทางไหนไม่ใช่แต่ผู้ใหญ่เท่านั้นแล้วนะคะ ที่มัวแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือ เพราะแม้แต่เด็กตัวเล็ก ๆ ก็ยังเล่นไม่แพ้กัน บางคนเด็กตัวเล็กแค่ขวบสองขวบ พ่อแม่ก็ปล่อยให้ดู ปล่อยให้เล่นกันแล้ว ประหนึ่งว่า เป็นพี่เลี้ยงคนนึงของลูกเลยละค่ะ ซึ่งตัวผู้เขียนเองเคยมีโอกาสได้เห็นภาพแบบนั้นบ่อย ๆ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรหรอกค่ะ เพราะตัวผู้เขียนเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน จนกระทั่งวันหนึ่งลูกชายของผู้เขียนเอง เริ่มทำตาแปลก ๆ ชอบขยิบตาถี่ จนเริ่มถี่มากขึ้นเรื่อย ๆ และบ่นว่ามองไม่ค่อยเห็น เท่านั้นแหละค่ะ ผู้เขียนแทบจะร้องไห้เลยละค่ะ พาไปหาหมอ ๆ บอกว่า อย่าให้ลูกเล่นมือถือมาก พร้อมกับบอกว่า ตอนนี้ปัญหาที่เจอมากที่จุดก็คือ สายตาของเด็กเสีย เนื่องจากผู้ปกครองปล่อยให้เล่นมือถือมากเกินไป

และนั่น คือสาเหตุที่ทำให้ตัวผู้เขียนเองตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า จะไม่ให้ลูกเล่นและจับกับมือถืออีกโดยเด็ดขาด!! เช่นเดียวกับเรื่องราวที่ทีมงาน Amarin Baby and Kids จะมานำเสนอในวันนี้ เป็นเรื่องราวของคุณแม่ท่านหนึ่งที่ต้องการโพสต์เตือนสติและเป็นอุทาหรณ์ให้กับพ่อแม่ทุกคน ที่ชอบปล่อยลูกเอาไว้กับจอสี่เหลี่ยมเคลื่อนที่นี้!

อกตัญญู

วิจัยชี้! พ่อแม่ 3 ประเภท ทำลูกกลายเป็นคน “อกตัญญู”

จะสั่งสอนลูกหลานให้เป็นคนกตัญญูรู้คุณ มักมาจากคำพูดและการกระทำของผู้ปกครองสะสมเป็นเยี่ยงอย่าง  แต่ถ้าปลูกฝังลูกหลานด้วยตัวอย่างผิดๆ จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ก็อาจทำให้ลูกไม่เคารพพ่อแม่ หรือกลายเป็นเด็ก อกตัญญู ไปเลยก็ได

เมื่อพูดถึงเรื่องคุณธรรมในการเป็นคนดีนั้น คนจีนมักจะยึดในหลักความเชื่อต่อ “ขงจื๊อ” ซึ่งเป็นปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลต่อคนจีน หลักคำสอนหนึ่งของ “ขงจื๊อ” นั้น ในเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่หรือการจัดชุดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งหนึ่งในคู่ความสัมพันธ์ก็คือบิดามารดากับบุตรธิดา โดยบิดามารดาจะต้องให้ความเมตตากรุณา และบุตรธิดาก็จะต้องให้ความเคารพและกตัญญูเวที ซึ่งความกตัญญูนี้เองที่เป็น 1ใน 8 คุณธรรมที่สำคัญของขงจื๊อ

ในอักษร “กตัญญู” ในภาษาจีน (孝) ครึ่งบนของตัวอักษรนั้นเป็นอักษรภาพของ “คนแก่” ส่วนครึ่งล่างนั้นจะเป็นตัว “เด็ก” ซึ่งหมายความว่าเมื่อพ่อแม่นั้นแก่เฒ่าลง ลูกที่อยู่เบื้องล่างจะเปรียบเสมือนมือเท้าที่คอยเฝ้ารับใช้ดูแลท่าน ดังนั้นในสังคมจีนจึงให้ความสำคัญคุณธรรมในเรื่องของ “ความกตัญญู” เป็นอันดับแรกๆ ของความดีงาม

อกตัญญู

หากแต่เมื่อสังคมเจริญมากขึ้น วิถีชีวิตของคนก็แปรเปลี่ยนไป จากครอบครัวใหญ่ที่ช่วยอยู่ดูแลกัน ก็กลายเป็นครอบครัวที่เล็กลง จนกระทั่งจีนใช้นโยบายลูกคนเดียวในสมัยหนึ่ง ทำให้ “ลูก” กลายเป็นเสมือน “ฮ่องเต้” น้อย อยากได้ต้องได้ อยากทำต้องทำ พ่อแม่ไม่กล้าแม้แต่จะขัดใจ เมื่อมีอะไรก็จะหามาให้ลูก โดยลืมไปว่าจะต้องอบรมคุณธรรมให้กับลูกด้วย

วิจัยพบ! พ่อแม่ 3 ประเภท ทำลูกกลายเป็นคน “อกตัญญู”

มีหน่วยงานวิจัยของจีนที่ได้ออกมาสำรวจพบว่า คนที่เป็นที่เคารพของเด็กสมัยนี้เป็นใครบ้าง? และจากแบบสอบถามนั้นกลับพบว่า “พ่อแม่” นั้นแทบไม่ติดใน 10 อันดับแรกเลย ในขณะที่สหรัฐฯ และญี่ปุ่นนั้น “พ่อแม่” กลับเป็นบุคคลที่เป็นที่เคารพของเด็กในอันดับ 1 และ 2 ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นล่ะ? เกิดอะไรขึ้นกับสังคมจีน ที่ให้ความสำคัญกับคุณธรรมและความกตัญญูอย่างยิ่ง

จากการวิจัยพบว่า ในประเทศจีนนั้น พ่อนั้นได้รับการเลือกให้เป็นอันดับที่ 10 ที่ลูกให้ความเคารพ หากแต่ “แม่” นั้นน่าสงสารมากกลับเป็นอันดับที่ 11 เลย เด็กนั้นไม่เคยพูดโกหก พ่อแม่คนจีนมักจะคิดเอาเองว่า “ตนนั้นเป็นประเทศที่ซึ่งในครอบครัวมีการอบรมสั่งสอนดีที่สุดในโลก” มีคนพูดว่า “การที่จีนมีนโยบายลูกคนเดียว ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมกับครอบครัวคนจีน”

พาย เฟสซ์ strawberry-in-love

พาย เฟสซ์ ชวนทุกครอบครัวลิ้มลองเมนูใหม่ “Strawberry in love”

คุณพ่อคุณแม่และเด็กๆ บ้านไหนที่ชื่นชอบพายสตรอเบอรี่ชีสเค้กต้องลอง! เมนูสุดพิเศษจาก พาย เฟสซ์ (Pie Face) พายสไตล์โฮมเมดชื่อดังจากประเทศออสเตรเลีย นำความอร่อย มาเอาใจคนรักพายและชีสด้วย Strawberry in love” กับเมนูใหม่ Mini New York Cheesecake Pie” เนื้อพายสี่เลเยอร์ กรอบนุ่มเป็นเอกลักษณ์ แต่เข้มข้นด้วยรสชาติและความหอมละมุนของชีส ตัดกับความหวานซ่อนเปรี้ยวของสตรอเบอร์รี่ชิ้นใหญ่และท็อปปิ้งซอสฉ่ำๆ ที่อยู่ด้านบนของพาย จนกลายเป็นความอร่อยที่เกินห้ามใจ

พาย เฟสซ์

ลิ้มลองความอร่อยกับ พาย เฟสซ์  “Strawberry in love” ในราคาเพียงชิ้นละ 42 บาท ได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 เม.ย. นี้ ที่ร้านพาย เฟสซ์  ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา  เวสต์เกต, ชั้น G สาขาวิคตอเรีย การ์เด้นส์ (ราคาดังกล่าว ยกเว้น สาขาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ)

 

ติดตามความเคลื่อนไหว และสิทธิ์พิเศษของพายอารมณ์ดีก่อนใคร ได้ที่  LINE “@piefacethai”, www.facebook.com/PieFaceThailand และ #Piefacethailand #Pieface 

ยาชุดแก้ปวดเมื่อย

เตือนภัย! ยาชุดแก้ปวดเมื่อย ไม่ช่วยให้หาย…แถมเสี่ยงตายไม่รู้ตัว

การกิน ยาชุดคลายกล้ามเนื้อ หรือ ยาชุดแก้ปวดเมื่อย นอกจากจะไม่ทำให้หายแล้ว ยังทำให้อาการแย่ลง เพราะมีโอกาสที่ผู้กินจะได้รับอันตรายจากสารพิษของยาเพิ่มขึ้น เสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตได้อีกด้วย

ยาชุด หรือ หมายถึง ยาที่ผู้ขายจัดไว้เป็นชุด ซึ่งมักจะมีขายตามร้ายขายของชำที่อยู่ตามชนบท โดยทั่วไปจะมียาตั้งแต่ 3-5 เม็ดขึ้นไป มีรูปแบบและสีต่างๆ กัน ในยา 1 ชุด จะประกอบด้วยยาหลายๆ ชนิดรวมกัน ผู้ขายจะให้ผู้ซื้อทานครั้งละ 1 ชุด โดยไม่มีการแบ่งว่าเป็นยาชนิดใด ควรทานเวลาใด และผู้ขายมักเป็นผู้ไม่มีความรู้เรื่องโรค อาการของโรค ยาและการใช้ยา จึงมีความเสี่ยงอย่างมากที่ผู้ซื้อยาไปกิน อาจเสี่ยงอันตรายได้รับสารพิษของยาเพิ่มขึ้น เสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตได้

เตือนภัย! พ่อแม่ กิน ยาชุดแก้ปวดเมื่อย
ไม่ช่วยให้หาย แถมเสี่ยงตายไม่รู้ตัว!

ซึ่งอันตรายของเจ้า ยาชุดคลายกล้ามเนื้อ นี้ ก็ดันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวผู้เขียนเป็นอย่างมาก จึงอยากจะขอนำมาเป็นอุทาหรณ์เพื่อเตือนภัยคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายให้ระมัดระวังในการซื้อยามารับประทาน โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า…

คุณป้าวัย 65 ปี จู่ๆ ก็มีอาการปวดเมื่อย พอนวดเสร็จ ก็ได้กินยาคลายเส้น ที่ซื้อมาจากร้ายขายาแถวบ้านที่ต่างจังหวัด ซึ่งลักษณะของยา เป็นยาชุด 4 เม็ด ซองดูเก่าๆ แล้ว

ยาชุดแก้ปวดเมื่อย

เมื่อกินเข้าไปคุณป้าก็บอกว่า ช่วยคลายปวดได้ ซึ่งคุณป้ากินยาไปตอนบ่าย 3 แต่หลังจากนั้น เวลาใกล้ หกโมงเย็น ก็มีสายด่วนจากป้าอีกคนโทรมา บอกว่าคุณป้าที่กินยาคลายกล้ามเนื้อไปนั้นเข้าห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาล ซึ่งคุณหมอบอกพอได้ความสั้นๆ ว่า มีอาการแพ้รุนแรง

โดยอาการของคุณป้าเมื่อไปถึง รพ. คือ ท้องเสีย ตัวสั่น พูดไม่รู้เรื่อง ตาเบลอ และยังบอกอีกว่าเหมือนมองไม่ชัด หายใจไม่ออก คุณหมอจึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ให้น้ำเกลือ และฉีดยา โดยคุณหมอยังบอกอีกว่าถ้ามาช้า 5-10 นาที อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ทั้งนี้เบื้องต้นคุณหมอคาดว่าน่าจะแพ้ ยาชุดคลายกล้ามเนื้อ ตัวนี้ แต่เพื่อความแน่ใจต้อหายาชุดนี้ไปตรวจอีกครั้ง ซึ่งคุณหมอบอกว่าต้องหาให้ได้ว่าใน 4 เม็ดนี้ แพ้ตัวไหนกันแน่

…อันตรายของ ยาชุดคลายกล้ามเนื้อ ที่พ่อแม่ควรรู้!..

วิธีลงโทษลูก หยุดทำร้ายเด็ก

วิธีลงโทษลูก ไม่ได้มีแค่การตี ผลักดันแก้กฎหมายหยุดความรุนแรงต่อเด็ก!!

วิธีลงโทษลูก ด้วยความรุนแรงจะสั่งสอนเด็กได้จริงหรือ รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี ต้องมีขอบเขตแค่ไหนกัน สถิติการละเมิดเด็กมักมาจากบุคคลในครอบครัวจะแก้กันอย่างไร

วิธีลงโทษลูก ไม่ได้มีแค่การตี ผลักดันแก้กฎหมายหยุดความรุนแรงต่อเด็ก!!

หลายๆคนคงเคยได้ยินคำว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ซึ่งเป็นความเชื่อของคนสมัยก่อนว่า ในการอบรมสั่งสอนลูกให้โตมาเป็นเด็กดี เป็นคนดีของสังคมได้นั้นต้องมี วิธีลงโทษลูก ด้วยการตีเมื่อทำผิด แต่เมื่อยุคสมัยผ่านไป เริ่มมีแนวความคิด และผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า การลงโทษลูกด้วยการตี หรือวิธีรุนแรงนั้นส่งผลเสียต่อเด็กมากกว่าผลดี

จากการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมิซิแกน(UM)ของสหรัฐฯ บ่งชี้หลักฐานว่าวิธีลงโทษอย่างการตีและการมีประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก ส่งผลกระทบต่อปัญหาพฤติกรรมการแสดงออกที่ก้าวร้าวขาดการควบคุม ในเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ซึ่งการมีประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กครอบคลุมการทำร้ายทางร่างกายและจิดใจ การเพิกเฉย ละเลย การใช้ความรุนแรงในคู่รัก ปัญหากรณีพ่อแม่ต้องโทษจำคุก และกรณีพ่อแม่เสียชีวิต

การศึกษาในครั้งนี้คณะนักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจาก 2,380 ครอบครัวของการศึกษาครอบครัวเปราะบางและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก โดยกลุ่มคุณแม่รายงานปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวและพฤติกรรมเก็บกดในเด็กอายุ 5 ปี และการมีประสบการณ์เลวร้ายและการถูกตีในเด็กอายุ 3 ปี การศึกษาพบว่าเด็กอายุ 3 ปี ที่มีประสบการณ์เลวร้ายและถูกลงโทษด้วยการตี สุ่มเสี่ยงจะมีปัญหาพฤติกรรมการแสดงออกที่ก้าวร้าวขาดการควบคุมเพิ่มขึ้นเมื่ออายุ 5 ปี โดยผลการศึกษานี้สนับสนุนข้อเรียกร้องพิจารณาการลงโทษทางร่างกายเป็นหนึ่งในการมีประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก และสรุปได้ว่าการโดนตีและการมีประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กมีแนวโน้มเชิงลบที่เป็นอันตรายเมื่อเด็กโตขึ้นนั่นเอง
ที่มา : https://neurobalanceasia.com

การลงโทษลูกด้วยความสมเหตุสมผล ไม่ใช้ความรุนแรงยังช่วยเป็นการปลูกฝัง และสร้างความมั่นคงทางจิตใจให้แก่ลูกน้อย ทำให้เขามีความฉลาดทางอารมณ์ (EQ : Emotional Quotient) เมื่อโตขึ้นอีกด้วย

วิธีลงโทษลูก ด้วยความรุนแรงดีจริงหรือ
วิธีลงโทษลูก ด้วยความรุนแรงดีจริงหรือ

ผลเสียเมื่อพ่อแม่ใช้ วิธีลงโทษลูก ด้วยการตี

  1. สภาพจิตใจย่ำแย่ แน่นอนว่าไม่ว่าใครถูกตี ถูกกระทำรุนแรง นอกจากบาดแผลทางกายแล้ว บาดแผลทางใจก็ได้รับไม่ต่างกัน
  2. ทำให้เด็กมีอารมณ์ก้าวร้าว เจ้าอารมณ์
  3. เด็กจะมีการเลียนแบบพฤติกรรมรุนแรงนั้น ไปโดยอัตโนมัติ แม้ว่าในใจเด็กจะไม่ชอบก็ตาม แต่เมื่อโตขึ้นมักพบว่าเขาจะเลือกใช้วิธีความรุนแรงในการแก้ปัญหา
  4. ไม่เชื่อฟัง เมื่อ วิธีการลงโทษ ของพ่อแม่เป็นวิธีการที่รุนแรง หรือการตี เมื่อใช้บ่อย ๆ เข้า เด็กจะเกิดการต่อต้าน และความกลัวจะหายไป จนทำให้ต้องเพิ่มความรุนแรงในการลงโทษนั้นมากขึ้นไปเรื่อย ๆ
  5. กระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว เด็กจะไม่ได้รับความรู้สึกว่า “ถูกรัก” ทำให้ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ต่อลูกเป็นไปในเชิงลบ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ความหวังดีของพ่อแม่กลับส่งไปไม่ถึงลูก
  6. ทำให้ลูกมีประสบการณ์ไม่ดีในวัยเด็ก บาดแผลใจในวัยเด็กส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของเด็กได้มากกว่าที่คิด การที่เด็กมีประสบการณ์ไม่ดีมาก่อน จะหล่อหลอมบุคลิกภาพของเขาขึ้นมาอย่างผิดเพี้ยน เช่น เป็นคนกลัวความผิดหวัง ไม่กล้าตัดสินใจ มีบุคลิกภาพหลบหนีสังคม เป็นต้น

ลงโทษ ไม่จำเป็นต้อง “ตี”

วิธีลงโทษลูก ในแบบอื่น ๆ มีมากมาย โดยที่อาจจะไม่ต้องใช้วิธีการตีลูกก็ได้ ซึ่งแพทย์หญิงสุธีราหรือป้าหมอ กุมารแพทย์ชื่อดัง ได้เคยให้คำแนะนำกับคุณพ่อคุณแม่ไว้ว่า ในปัจจุบันมี วิธีลงโทษลูก โดยไม่ตีแต่ยังได้ผลดีอีกด้วย ที่อยากให้ลองนำไปปรับใช้กัน 

โดยป้าหมอแนะนำว่า  

กรณีเด็กเล็ก “เวลาที่เด็กทารกตีหน้าแม่ ทำให้เจ็บ เด็กจะถูกวางลงที่พื้นทันที เป็นการลงโทษด้วยการถูกแยกจากแม่ พ่อแม่ที่ใช้วิธีนี้เมื่อเกิดพฤติกรรมคุกคาม จะช่วยให้ทารกควบคุมตัวเองได้ ที่จริงแล้วเด็กทำพฤติกรรมเหล่านี้เพื่อเรียกร้องความสนใจ ดังนั้นหากพ่อแม่ตอบสนองโดยการไม่สนใจลูกทันทีที่เขาทำสิ่งไม่ดี เป็นเวลา 2-3 นาที จะช่วยให้เขาเรียนรู้ว่าพฤติกรรมนี้ไม่ควรทำอีก”

กรณีเด็กโต เด็กที่อยู่ในวัย 2-3 ขวบ โตขึ้นมาอีกนิด  “อีกวิธีหนึ่งของการลงโทษโดยไม่ตี ที่ใช้ได้ผลสำหรับเด็กวัย 2 – 3 ขวบ ก็คือ time-out เป็นการแยกเด็กเข้าคอก หรือมุมเพื่อสงบสติอารมณ์ เช่น ถ้าเด็กพยายามจะเล่นปลั๊กไฟ และไม่นำพาต่อคำห้าม เมื่อพยายามเบี่ยงเบนให้เล่นของเล่นอื่นแล้ว ก็ไม่สนใจ จะพุ่งไปที่ปลั๊กไปตลอดเวลา คล้ายกับจะเล่นเกมส์กันว่าใครจะไปถึงปลั๊กไฟก่อนกัน พ่อแม่สามารถหยุดเขาโดยเอาไปไว้ในคอก แล้วพูดด้วยเสียงธรรมดาว่า time out” ให้เขาอยู่ในคอกนานประมาณ 2-3 นาที เด็กจะร้องไห้แน่นอน แต่วิธีนี้เป็นการสอนว่า คำห้ามมีความหมายอย่างนั้นจริงๆ”

time out วิธีลงโทษลูก แบบไม่รุนแรง
time out วิธีลงโทษลูก แบบไม่รุนแรง
time out 
เวลา time out คือ 1 นาทีต่ออายุ 1 ขวบ ถ้าเวลานานเกินไป เด็กเล็กๆจะลืมว่า ทำไมถึงถูก time out ถ้าลูกลุกก่อนถึงเวลา จะต้องเริ่มต้นใหม่ พ่อแม่อาจเลือกบริเวณในการทำ time out เป็นส่วนที่แยกจากบริเวณที่มีการทำกิจกรรม ไม่ได้เป็นจุดศูนย์กลาง แต่เป็นมุมห้องที่คุณยังสามารถเห็นว่าลูกกำลังทำอะไร และลูกจะต้องนั่งบนเก้าอี้จนกว่า คุณจะบอกว่าหมดเวลาแล้ว
ป้าหมอ ยังเผยต่ออีกว่า “สำหรับพ่อแม่บางคนอาจใช้วิธีให้ลูกเข้าไปอยู่ในห้องนอน (โดยที่ห้องนอนต้องไม่มีโทรทัศน์ เครื่องเล่นเกมส์ คอมพิวเตอร์) แล้วบอกว่า เขาจะออกมาได้เมื่อลูกพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับพ่อแม่ ซึ่งพบว่าได้ผลดี เพราะเป็นการสอนให้เด็กรู้ว่าการได้อยู่ร่วมกลุ่มกับคนอื่นๆเป็นอะไรที่วิเศษ แต่หากรู้สึกโกรธหรือหัวเสีย การได้อยู่ในห้องคนเดียวเพื่อสงบสติอารมณ์ นั่งคิดทบทวนการกระทำของตัวเอง ก็เป็นวิธีการที่ดีกว่าการอาละวาดใส่ผู้อื่น แต่ข้อเสียของวิธีนี้คือ อาจทำให้ห้องนอนเป็นห้องที่เด็กไม่ชอบ เพราะเป็นเหมือนที่กักขัง”

วิธีการลงโทษ โดยไม่ใช้ความรุนแรง

เด็กที่อยู่ในช่วงวัยแห่งการเรียนรู้นั้น แน่นอนย่อมไม่มีใครไม่เคยทำผิด ดังนั้นการลงโทษจึงเป็นสิ่งที่ช่วยปรับพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ให้กลับเข้าที่เข้าทาง สามารถเข้าสังคมได้ การลงโทษจึงไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป แต่วิธีการลงโทษที่เลือกใช้ความรุนแรงต่างหากที่ก่อให้เกิดปัญหา ดังนั้นหากเรายังจำเป็นต้องลงโทษเด็กเมื่อทำผิด มาลองวิธีการลงโทษที่ไม่ใช้ความรุนแรงกันดู เพื่อนำไปปรับใช้กันได้

  1. สบตา แสดงความจริงจัง และอธิบายเปรียบเทียบให้ลูกเห็นภาพ เช่น หากลูกโยนของเล่นลงพื้นแล้วของเสียหาย จะเกิดอะไรขึ้น… เป็นต้น
  2. ตักเตือน 1-3 ครั้ง เราควรให้โอกาสเมื่อลูกทำผิดในครั้งแรก ๆ สอนและสังเกตว่าเขาสามารถทำตามได้หรือไม่ ตกลงกันว่าหากมีเหตุการณ์แบบนี้อีก จะมีการลงโทษ ทำให้ลูกยอมรับไม่ง่ายกว่า
  3. งดทำกิจกรรมที่ลูกชอบ เราตีลูก เพราะหวังว่าเด็กจะได้รู้จักจำว่าไม่ควรทำแบบนี้ แต่การงดไม่ให้เขาได้รับในสิ่งที่ชอบ ก็นับว่าเป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง และแน่นอนเขาก็จะจดจำได้เช่นกัน เช่น ถ้าทำการบ้านไม่เสร็จ ก็จะอดเล่นของเล่น หรืออดทำกิจกรรมที่ชอบ ซึ่งสามารถใช้ได้กับเด็ก 6 ขวบขึ้นไป เพราะเริ่มเข้าใจเงื่อนไขง่ายๆ ได้แล้ว
  4. จับแยกให้อยู่ตามลำพัง หรือ Time out
  5. รับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไป ไม่ลงไปแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการที่ลูกทำผิดให้เขาทั้งหมด เด็กจะต้องได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานั้น เป็นการสอนให้เขารู้จักความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองได้ทำ และจะเพิ่มความระมัดระวังในครั้งต่อไปได้ดีกว่า เช่น เมื่อทำลายข้าวของต้องรู้จักที่จะเก็บกวาด ทำความสะอาด หรือถ้าทำร้ายคนอื่นต้องรู้จักขอโทษและสำนึกผิดจริงๆ พ่อแม่ควรสอนลูกในเรื่องความผิดชอบชั่วดีแบบง่าย ๆได้ เช่น แม่รักลูกเพราะหนูใจดีกับน้อง ให้รางวัลลูกเมื่อลูกทำความดี รวมถึงใช้เหตุผลกับลูกมากกว่าที่จะใช้อารมณ์
ความรุนแรงในเด็ก ก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมา
ความรุนแรงในเด็ก ก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมา

 

♦♦♦ การลงโทษลูก หากพ่อแม่อยากให้ได้ผลดีนั้น ต้องทำการลงโทษทันทีหลังทำผิด ตัวอย่างเช่น หากลูกไม่เก็บของเล่นหลังจากเล่นเสร็จ โดยที่บอกแล้ว ยังไม่ทำ ให้พ่อแม่เก็บของเล่นไปไว้ในที่ๆ เขาหยิบเองไม่ได้ เพื่อไม่ให้เล่นนาน 2-3 วัน เขาจะได้ไม่กล้าทำอีก หรือ หากลูกที่เริ่มโตขึ้นมาอีกหน่อย ไม่นำเสื้อผ้าที่ใช้แล้วใส่ไว้ในที่เตรียมซัก เขาก็จะไม่มีเสื้อสะอาดใส่ไปโรงเรียน หรือ หากกลับบ้านดึกโดยไม่โทรบอกก่อน จะไม่ได้อนุญาตให้ออกไปเที่ยวกับเพื่อนอีก จนกว่าเขาจะแสดงให้เห็นว่าเป็นคนมีความรับผิดชอบมากขึ้น

แต่ละวิธีที่ได้แนะนำกันไปคุณแม่ๆก็อย่าลืมลองนำไปใช้กันได้เลยนะคะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกใช้วิธีทำโทษลูกในแบบต่างๆ ก็ควรเลือกให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัย หรือเหมาะสมกับลูกของเราด้วยนะคะ เชื่อว่า อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคุณแม่บางคน แต่ถ้าคุณแม่อดทน ยอมใจแข็งในการทำโทษลูก ลูกน้อยก็จะเติบโตมาเป็นเด็กที่ดีแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก FB : สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ

 

อ่านต่อ>> ก้าวไกล ผลักดันแก้กฎหมายห้ามผู้ปกครองเฆี่ยนตีหรือลงโทษด้อยค่าลูก คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

สอนลูกทำทาน

ปลูกฝังและ “สอนลูกทำทาน” เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า

เพื่อให้ลูกมีชีวิตที่ดี ไม่ลำบาก ไม่ขัดสน พ่อแม่ควรเริ่มปลูกฝังและ สอนลูกทำทาน เสียตั้งแต่วันนี้

 

 

ทุกวันนี้ชีวิตของเรานั้นเต็มไปด้วยการแข่งขันรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นด้านการงาน การเงิน หรือแม้แต่ครอบครัว แล้วในอนาคตข้างหน้า แน่นอนว่า ลูก ๆ ของเราก็ต้องเจอสิ่งเหล่านี้ แล้วพวกเขาก็จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ รอบตัวไปให้จงได้ แต่กว่าจะถึงวันนั้น เราก็สามารถที่จะปลูกฝังให้ลูกได้รู้จักการสะสมบุญเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งการสะสมบุญนี้ นอกจากนะเป็นการทำความดี ความกตัญญูกตเวทีแล้ว ยังรวมไปทำถึงการทำทานอีกด้วย และในวันนี้ทีมงาน Amarin Baby and kids ก็จะขอนำเสนอการสร้างทาน ที่จะช่วยเสริมสร้างบุญให้กับลูก รวมถึงสมาชิกทุกคนมาฝากกันค่ะ

อานิสงส์ของการสร้างทานนั้น มีคุณมากมายมหาศาลเลยละค่ะ โดยผู้ทำจะต้องตั้งมั่นว่าผู้อื่นจะได้รับประโยชน์และความสุขด้วยความมีเมตตาจิต ซึ่งถ้าหากเราสร้างทานด้วยการหวังผลตอบแทนละก็อานิสงส์ที่จะได้รับนั้น อาจจะไม่ได้ส่งผลอะไรกลับมาหรือบางทีอาจจะส่งผลให้เราได้รับโทษมากกว่าคุณอีกเสียด้วย

เห็บกัดลูก

พ่อเตือน! หลังพบ เห็บกัดลูก จนไม่สบาย

เห็บกัดลูก! สาเหตุที่ทำให้พ่อต้องอึ้ง … พร้อมเตือน ลูกบ่นเจ็บศีรษะ มีไข้ อย่านิ่งนอนใจเด็ดขาด!

 

 

มีผู้ใช้เฟซบุ๊คนามว่า “วารินทร์ เพชรนิล” ได้โพสต์เรื่องราวที่อาจจะทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกขนหัวลุกไปตาม ๆ กัน หลังจากที่ลูกของคุณพ่อ มีอาการไข้ขึ้น พร้อมกับบ่นเจ็บศีรษะ สุดท้ายพบว่ามีเห็บอยู่บนศีรษะของลูก!

แต่ช้าก่อนค่ะ! ก่อนที่เราจะไปอ่านต่อเรื่องราวของคุณพ่อนั้น เรามาทำความรู้จักกับ “เห็บ” ที่ว่านี้กันก่อนว่า มันน่ากลัวขนาดไหน และส่งผลอย่างไรกับมนุษย์อย่างเรา … เพราะทีมงาน Amarin Baby And Kids มั่นใจว่าอาจจะมีคุณพ่อคุณแม่บางท่านไม่ทราบก็เป็นได้

พาลูกไปเที่ยว

8 กลยุทธ์ แก้ทุกปัญหาที่ต้องเจอ เมื่อพาลูกเที่ยว

การ พาลูกไปเที่ยว นอกบ้านเพื่อเปิดหูเปิดตา สามารถช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ได้หลายอย่าง แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องมั่นใจว่าสามารถดูแลลูกน้อยให้เรียนรู้โลกกว้าง โดยไม่ไปรบกวนคนรอบข้างได้ด้วย 

ซึ่งสำหรับลูกวัย 2 ขวบขึ้นไป เวลาคุณพ่อคุณแม่ พาลูกไปเที่ยว อาจต้องเจอเรื่องปวดหัวกับการที่ ลูกทำผิดกติกา ทะเลาะคนอื่น เล่นเพลินเกินเวลา อยากได้ของแพง  …ซึ่งปัญหาเหล่านี้ เรามี 8 วิธีที่จะช่วยแก้ไขในสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อพาลูกเที่ยว นอกบ้าน มาฝาก ดังนี้ค่ะ…

1. เมื่อ พาลูกไปเที่ยว แล้ว “ลูกตื่นเต้น เสียงดังเกินไป”

ถึงแม้จะเตรียมความพร้อมก่อนไปเที่ยวและตกลงกติกากันก่อนเล่นหรือเยี่ยมชมสถานที่  แต่บรรยากาศครึกครื้นสนุกสนานหรือความตื่นตาตื่นใจของสิ่งต่างๆ ก็อาจชวนให้ลูกน้อยเตลิดได้เหมือนกัน  ลูกน้อยอาจพูดเอะอะเสียงดังหรือวิ่งไปมาเป็นลูกลิง  นั่นเพราะลูกน้อยอยากแสดงออกให้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่าเขาชอบและรู้สึกสนุกจริงๆ

ถ้าอาการของลูกไม่รบกวนคนอื่นและไม่ทำให้ใครเดือดร้อน  คุณพ่อคุณแม่สามารถปล่อยให้เขาค่อยๆ คลายความตื่นเต้นเองได้  แต่หากคึกมากจนแกล้งคนอื่นหรือเผลอพูดจาไม่สุภาพ  คุณพ่อคุณแม่อาจฉุดอารมณ์ของเขาด้วยการพูดตอบรับอารมณ์ความรู้สึกของเขา  “รู้แล้วจ้ะว่าหนูตื่นเต้น”  หรือ  “รู้จ้ะว่าหนูสนุกมาก หนูชอบมาก”  เมื่อคุณพ่อคุณแม่แสดงการตอบรับต่อปฏิกิริยาล้นๆ ของลูกน้อย  เขาจะสงบลงบ้างเพราะสิ่งที่เขาสื่อมีคนรับรู้และเข้าใจแล้ว  จากนั้นเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อย  ให้เขาสนใจสิ่งอื่นแทนการก่อกวนผู้อื่น

พาลูกเที่ยว

2. เมื่อ พาลูกไปเที่ยว แล้ว “ลูกทำผิดกติกา”

ไม่ว่าจะเป็นกติกาของสถานที่แห่งนั้น หรือกติกาที่ตกลงกับคุณพ่อคุณแม่ไว้เพื่อความปลอดภัย  หากลูกน้อยไม่ทำตามข้อตกลง  แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกจากสถานที่แห่งนั้นโดยไม่ต้องเสียดายสตางค์ค่ะ  การพาออกไม่ได้หมายความว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องดุหรือลงโทษเขานะคะ  ลูกน้อยไม่ได้ทำผิด  เพียงแต่เขายังไม่พร้อมสำหรับกฎเกณฑ์เหล่านั้น  อาจารย์เปรียบเทียบว่าเหมือนคุณพ่อคุณแม่ให้เขาว่ายน้ำ  โดยที่ตัวเขายังไม่พร้อม  ว่ายน้ำยังไม่เป็น  จะอย่างไรก็คงไม่มีทางไปถึงฝั่งอย่างที่คุณพ่อคุณแม่คาดหวัง

วิธีการแก้ไขง่ายๆ = เพียงแค่พาเขาออกมาจากสระน้ำ  แล้วค่อยๆ สอนและทบทวนข้อตกลงกันใหม่  ถ้าลูกน้อยบอกว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีก  เขาพร้อมจะทำตามกฎต่างๆ แล้ว  คุณพ่อคุณแม่อาจให้โอกาสลูกน้อยได้เข้าไปเล่นอีกครั้งหรือเปลี่ยนเป็นให้โอกาสในครั้งหน้าก็ได้

แต่หากคุณพ่อคุณแม่ยังฝืนเที่ยวต่อไปและปล่อยให้ลูกน้อยทำผิดกติกา  ผลที่จะตามมามีอยู่ 3 กรณี  คือคุณพ่อคุณแม่อาจโมโหจนต้องทะเลาะกับลูก  ซึ่งจะผิดจุดประสงค์ของการมาเที่ยว  หรือคุณพ่อคุณแม่อาจทะเลาะกับเจ้าหน้าที่  ซึ่งจะกลายเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีสำหรับลูกน้อยในอนาคต  และที่เลวร้ายที่สุดคืออาจเกิดอันตรายกับลูกน้อยจากความประมาทได้

โรคประสาทคู่ที่ 7 อักเสบ

แม่เล่าประสบการณ์! เมื่อลูกเป็นโรคประสาทคู่ที่ 7 อักเสบ

แม่เล่าประสบการณ์ สังเกตอาการลูกให้ดี จู่ๆ ปากเบี้ยว หลับตาไม่ได้ น้ำลายไหลย้อย ลูกอาจไม่ได้แกล้งทำ แต่เป็นอาการของ โรคประสาทคู่ที่ 7 อักเสบ

ซึ่งโรคประสาทคู่ที่ 7 อักเสบ เป็นภาวะที่เส้นประสาทสมอง (Cranial nerve) ที่ควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าถูกทำลายและสูญเสียการทำงาน ทำให้มีอาการใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก หนังตาและมุมปากตก น้ำลายไหลจากมุมปาก สามารถพบได้ในทุกเพศและทุกเชื้อชาติ

แม่เล่า! เมื่อลูกเป็น โรคประสาทคู่ที่ 7 อักเสบ
จู่ๆปากเบี้ยว หลับตาไม่ได้ น้ำลายไหลย้อย

และเพราะโรคประสาทคู่ที่ 7 อักเสบ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ รวมไปถึงเด็กๆ จึงเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้และคอยสังเกตลักษณะอาการของโรคนี้ให้ดี เพราะมันอาจเกิดขึ้นกับลูกน้อยของคุณก็เป็นได้ เช่นเดียวกับคุณแม่ท่านนี้ที่มีชื่อเฟซบุ๊ก “Katsara Boochapun” ได้เผยแพร่เรื่องราวสุดสะเทือนใจต่อตนเองยิ่งนัก

โรคประสาทคู่ที่ 7 อักเสบ

เมื่อลูกชายของตนป่วยเป็น โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก Bell’s palsy หรือ โรคปลายประสาทคู่ที่ 7 อักเสบ ทำให้มีอาการปากเบี้ยว ปากปิดไม่สนิท หลับตาข้างหนึ่งไม่ได้และมีน้ำลายไหลอยู่ตลอด จนต้องทำกายภาพบำบัดควบคู่กับการรักษา คุณแม่จึงได้ออกมาเผยแพร่เรื่องราวไว้เป็นอุทาหรณ์เตือนสติคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่น ให้ต้องคอยสังเกตดูลูกน้อยของตนเองให้ดี โดยผู้เป็นแม่เล่าว่า…

#ขอแชร์และเล่าประสบการณ์ป่วยของลูกนะคะ
#ลูกของเราเป็นประสาทคู่ที่ 7 อักเสบ
เช้าวันศุกร์ ก่อนลูกไป รร. เราก็เล่น อาบน้ำแต่งตัวปกติ เขาก็เป็นคนขี้เล่น คุยเก่ง ลูกชายเรา 4 ขวบ 4 เดือน แล้วเขาเหมือนยิ้ม พูด หัวเราะ ข้างเดียว เราก็คิดว่าเขาแกล้ง ไม่ได้สนใจอะไร จนเดินไป รร. ยังทำต่อไม่หยุด เราบอกว่าเลิกเล่นได้แล้ว น่าเกลียด

เขาก็งง คือเขาไม่รู้ตัว .. เราก็เอะใจ มันไม่ใช่ละ อาจจะฟันกราม หรือมีแผลในปาก ถามไปว่าเจ็บปากไหม เขาบอกว่าไม่ …. พอตอนเย็นเรากลับมาบ้านค่ำเขาก็นอนกับปู่และย่าไปแล้ว

อาหารติดคอ

การปฐมพยาบาลและทำ CPR เมื่อ อาหารติดคอ ลูกน้อย

อาหารติดคอ เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายมากๆค่ะ โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่เรียนรู้วิธีการช่วยเหลือเมื่อลูกอาหารติดคอไว้ ก็อาจจะช่วยให้ลูกน้อยพ้นจากอันตรายถึงชีวิตได้ค่ะ 

อาหารติดคอ ลูกน้อย

ดังเช่นคุณแม่ท่านหนึ่ง ที่ได้แชร์เรื่องราวผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวไว้ หลังจากได้ความรู้ดีๆจากการที่เข้าร่วมอบรมเรียนรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการทำ cpr เพื่อช่วยลูกเมื่อ อาหารติดคอ จากคุณหมอนริศ ฉันท์เรืองวณิชย์ กุมารแพทย์ โรงพยาบาลเจ้าพระยา ซึ่งบอกเลยว่าเป็นประโยชน์ที่ควรบอกต่อกับคุณแม่ท่านอื่นๆด้วยค่ะ

อาหารติดคอ

ต้องบอกก่อนว่า เด็กเล็กส่วนใหญ่นั้น มักชอบนำของเล่นเข้าปาก และถ้าของเล่นนั้นเป็นลักษณะชิ้นเล็กๆ ก็มีโอกาสสูง ที่ของเล่นนั้นจะเข้าไปติดอยู่ในคอเด็กได้ เป็นปัญหาที่แม่ๆพบเจอได้บ่อยใช่ไหมคะ

ซึ่งคุณหมอนริศ ได้ฝากเตือนว่า พ่อแม่ต้องพยายามดูแลของเล่นลูกให้อยู่ในสภาพที่ดี ไม่ให้เล่นของเล่นที่มีการแตกหักเป็นชิ้นเล็กๆ เพราะเด็กสามารถกินเข้าไปสำลักได้ ในเด็กเล็กของเล่นขนาดต้องอย่าเล็กกว่า 3 เซนติเมตร เพราะจะสามารถนำเข้าปากได้ ต้องระวัง

เวลาเด็กหยิบของเข้ามากิน แล้วเด็กสำลักจะดูยังไง? ส่วนใหญ่ถ้าสำลักสิ่งของเข้าไปเนี่ย เด็กก็จะมีอาการไอ มีอะไรติดอยู่ที่คอไออยู่ตลอดเวลา อย่างแรก การปฐมพยาบาลเด็กกลุ่มนี้ ต้องประเมินก่อนว่าเด็กเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าเด็กยังรู้ตัว และเด็กยังไอได้อยู่เนี่ย ไม่ต้องทำอะไร พยายามให้เค้าไอออกมาให้ได้มากที่สุด เดี๋ยวมันจะออกมาเอง

จากนั้นสำรวจว่าสิ่งแปลกปลอมยังอยู่ในปากไหม ถ้ายังอยู่ในปากใช้สองนิ้ว (นิ้วชี้ นิ้วโป้ง) หยิบออกมา ห้ามใช้นิ้วชี้เขี่ย หรือล้วงเพียงนิ้วเดียว เพราะเมื่อไหร่ คุณใช้นิ้วเดียวล้วง เมื่อนั้นคุณจะดันของในคอ ตกลึกเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นต้องเห็น ถ้าไม่เห็นสิ่งแปลกปลอม ห้ามเด็ดขาด ต้องใช้สองนิ้วคีบออกมา

 

สำหรับในกรณีที่เป็นเด็กทารกนั้น เมื่อมีการสำลักอาหาร หรือ อาหารติดคอ เด็กจะยังไม่สามารถที่จะไอให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออกมาด้วยตัวเองได้ ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีปฐมพยาบาลด้วยวิธีนี้ >> คลิกหน้า 2

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

โรคพิการทางหู

ชวนพ่อแม่! ทำความรู้จักกับ โรคพิการทางหู โรคที่เด็กไทยยุคใหม่เป็น

โรคพิการทางหู โรคที่องค์การอนามัยโลก เป็นห่วง เนื่องจากพบว่าเด็กยุคใหม่เป็นเพิ่มมากขึ้น

 

 

หู คืออวัยวะสำคัญของมนุษย์ทุกคน จริงอยู่ที่การสูญเสียการได้ยิน อาจจะไม่ใช่ปัญหาใหม่ของโลก หากแต่ปัจจุบันมีไม่กี่ประเทศหรอกค่ะ ที่จะทำการหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นสำคัญ และพร้อมที่จะหาวิธีแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งในวันนี้ เราจะขอยกตัวอย่างประเทศออสเตรเลีย พันธิมิตรของประเทศไทย และภูมิภาคเอเชีย เชื่อหรือไม่คะว่า พวกเขาผลักดันให้มีการวิจัยและพัฒนาเรื่องดังกล่าว เพื่อเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชากรให้ดีขึ้น

เช่นเดียวกับ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ก็ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน โดยคาดการณ์ว่า จะมีผู้ป่วย โรคพิการทางหู เพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยมีผลการวิเคราะห์จากงานวิจัยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีประชากรประมาณ 360 ล้านคน หรือ 5.3 เปอร์เซ็นต์ จากประชากรโลก 7,300 ล้านคน มีปัญหาสูญเสียการได้ยินในระดับพิการ ซึ่งถือเป็นระดับที่รุนแรงที่สุด รายละเอียดจะเป็นเช่นไร ไปอ่านบทความนี้พร้อม ๆ กันเลยค่ะ

โรคดื้อ

แพทย์เผย! 8 วิธีสังเกตลูกเป็น โรคดื้อ ต่อต้าน

โรคดื้อ ต่อต้าน โรคที่เด็ก 3 ขวบขึ้นไปมักเป็น มาทำความรู้จักกับโรค และวิธีการสังเกตได้ที่นี่!

 

 

ลูกดื้อ ขี้เหวี่ยง ขี้โวยวาย ขี้หงุดหงิด ชอบท้าทายกันหรือเปล่าคะ ถ้าใช่ละก็ ขอเชิญคุณพ่อคุณแม่ทางนี้เลยค่ะ เพราะวันนี้ทีมงาน  Amarin Baby and Kids มีบทความดี ๆ มีประโยชน์เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่น่ารักของลูกมาฝากกันค่ะ

โดยบทความที่ว่านี้จะขอนำเสนอเนื้อหาจากแพทย์ 2 ท่าน โดยทานแรกคือ นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต และแพทย์หญิงกุสุมาวดี คำเกลี้ยง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็ก  จังหวัดขอนแก่น โดยทั้งสองท่าน ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องนี้ พร้อมสาเหตุและวิธีการสังเกตลูกเอาไว้ดังนี้ค่ะ

เมนูแกงจืด

แจกสูตร เมนูแกงจืดไข่น้ำ เมนูบำรุงร่างกายยามลูกป่วย (มีคลิป)

หากเด็กบ้านไหนป่วย และไม่อยากกินอาหาร เชฟแม่หมีมีสูตรเด็ดมัดใจลูกน้อย มาฝาก กับ เมนูแกงจืด ไข่น้ำ เมนูบำรุงร่างกายยามลูกป่วย ช่วยให้ลูกน้อยกินง่าย ซดน้ำคล่องคอ จะมีวิธีทำอย่างไร ตามมาดูกันเลย

เมนูแกงจืด เรียกได้ว่าเป็นเมนูทานง่ายเหมาะสำหรับเด็กมากๆ เพราะเมื่อเด็กๆ ป่วยย่อมมีสภาพร่างกายและจิตใจเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ลูกอาจอ่อนเพลีย กินอาหารได้น้อยลง หรือไม่อยากกินอะไรเลย ร้องไห้ งอแง ซึม ซึ่งเด็กก็เหมือนผู้ใหญ่ที่เมื่อร่างกายไม่สบายจิตใจก็ไม่นึกอยากกินอะไร ในช่วงที่ลูกป่วยนี้คุณแม่จึงจำเป็นต้องจัดเตรียมอาหารสำหรับลูกเป็นพิเศษ และคอยเอาใจใส่ให้ลูกกินอาหารให้เพียงพอเพื่อฟื้นฟูร่างกาย

Tips การทำอาหารให้ยามลูกป่วย

  • ลูกอาจเพลีย หรือเจ็บปาก เจ็บคอ เพราะป่วย ทำให้เจ้าตัวเล็กเคี้ยวได้ยาก ควรบดอาหารให้นุ่มละเอียด เช่น โจ๊ก หรือข้าวต้มเละๆ หน่อย
  • ควรให้กินอาหารปรุงสุกใหม่ๆ ร้อนๆ เลี่ยงอาหารรสจัด หรือมันจัด
  • ถ้าลูกกินได้น้อยให้ลดปริมาณอาหารลง แต่อาจจะเพิ่มมื้ออาหารเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้ลูกขาดสารอาหาร

และเพราะ เมนูแกงจืด เป็นเมนูที่ทานง่าย วันนี้ เชฟแม่หมีก็มีสูตรเด็ด กับ เมนูแกงจืด ไข่น้ำ แสนอร่อย ให้ลูกน้อยซดน้ำคล่องคอ ทั้งยังช่วยบำรุงร่างกายยามป่วยได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะมีวัตถุดิบและขั้นตอนการทำอย่างไร ตามมาดูกันเลยค่า

 

เตรียมสอบเข้า ป.1

เตรียมสอบเข้า ป.1 ให้ลูกด้วยแบบฝึกหัด กว่า 75 แบบฝึก

แจกไฟล์แบบฝึกหัด เตรียมสอบเข้า ป.1 มากถึง 75 แบบ หากบ้านไหนกำลังมองหาแบบฝึกหัด เพื่อให้ลูกน้อยชั้นอนุบาลฝึกทำก่อนขึ้นชั้นประถม คุณพ่อคุณแม่สามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรี!!!

แจกฟรี! ไฟล์แบบฝึกหัด เตรียมสอบเข้า ป.1 กว่า 75 แบบฝึก

การทำแบบฝึกหัด ถือเป็นการทบทวนสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ไปแล้ว ซึ่งแบบฝึกหัด เตรียมสอบเข้า ป.1 นี้ เป็นไฟล์ที่ผู้เขียนได้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 หมวด ซึ่งสอดคล้องกับแนวการสอบเข้าโรงเรียนสาธิต คือ เด็ก ๆ ต้องมีความรู้ทั้งเชาว์ปัญญาในการคิดวิเคราะห์ วิชาการ (คณิตศาสตร์และภาษาไทย) และความรู้รอบตัวในทักษะชีวิต

สอดคล้องกับทักษะที่เด็กในศตวรรษที่ 21 ที่ควรจะต้องมี โดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1. ทักษะด้านวิชาการเบื้องต้นหรืออาจเรียกอีกนัยหนึ่งคือความรู้พื้นฐาน

2. ทักษะด้านความสามารถเฉพาะตัว

โดยเมื่อนำเอาความรู้ต่างๆที่มีอยู่แล้วในตัวเด็กมาผสมผสานรวมเข้ากับความสามารถเฉพาะตัวของเขาแล้วจะทำให้เขาผู้นั้นประสบความสำเร็จในอนาคตได้ไม่ยากหรือที่เรียกว่าการมีเชาว์ปัญญาในการคิดวิเคราะห์  โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ด้านวิชาการ

เด็ก ๆ ทุกคนควรที่จะต้องสามารถอ่านออกเขียนได้ คิดคำนวณได้ และหากลูกน้อยเริ่มอยู่ในชั้นสูงขึ้นไป ก็ต้องมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ มีความสามารถด้านเทคโนโลยี รวมไปถึงมีความรู้เกี่ยวกับการเงินการธนาคาร สิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่ดีในตัวเด็ก เพื่อให้เขามีความรู้พื้นฐานที่เพียงพอต่อการรับเอาสิ่งใหม่ ๆ ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคตได้

ด้านความคิดสร้างสรรค์

ในด้านของความคิดสร้างสรรค์ ก็เพื่อให้เด็กๆ มีความสามารถในการแข่งขันกับผู้อื่นได้ ดังนั้นลูกควรจะต้องมีกระบวนการคิดที่เป็นระบบ ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน นอกจากนั้นแล้ว ความคิดสร้างสรรค์ในเด็กก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญเนื่องจากจะเป็นส่วนช่วยให้สามารถต่อยอดความรู้ที่เขาได้เรียนรู้ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในตัวเด็กๆอีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกมีทั้งความสามารถในการแข่งขัน พร้อมกับกระบวนการคิดที่เป็นระบบและคิดอย่างสร้างสรรค์แล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการสื่อสารและการมีความร่วมมือในการทำงานกับผู้อื่นนั่นเอง หากลูกของเรามีความสามารถในทุกๆ ด้านแต่ไม่สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้คนอื่นได้ การมีศักยภาพก็คงจะไม่เกิดขึ้นในตัวลูกอย่างแน่นอน

ดังนั้นเพื่อเป็นการฝึกทักษะด้านวิชาการและความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกน้อย โดยเฉพาะในวัยที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างวัยอนุบาล ที่กำลังจะขึ้นชั้นประถมและต้องเตรียมสอบเข้า ป.1 เราจึงมีแบบฝึกหัดที่ส่งเสริมให้ลูกน้อย ได้เรียนรู้และฝึกฝนสำหรับ เตรียมเข้าชั้น ป. 1 มาฝาก ดังนี้ค่ะ 

เลี้ยงลูกให้กตัญญู

ป้องกันลูกทิ้งตอนแก่ เลี้ยงลูกให้กตัญญู ต้องทำสิ่งนี้บ้าง!

เลี้ยงลูกให้กตัญญู ได้ถ้าพ่อแม่ปล่อยให้ ปู่ย่าตายายเลี้ยงและมีเวลาอยู่กับหลานบ้าง!

 

คุณพ่อคุณแม่คะ ต้องถามก่อนว่า ทุกวันนี้ เราปล่อยให้ลูกของเราได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดปู่ย่าตายายมากแค่ไหน จริงอยู่ที่เราอาจจะมีพี่เลี้ยง และพ่อแม่ของเราก็อาจจะแก่แล้ว แต่การพาลูกหลานไปเจอและไปอยู่ใกล้ชิดกับพวกท่าน จริง ๆ แล้วมีข้อดีมากกว่าข้อเสียนะคะ ไม่ว่าจะเป็นกับตัวของผู้สูงอายุ หรือแม้แต่เด็กเอง สาเหตุจะเป็นเพราะอะไรนั้น วันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids ได้เตรียมคำตอบมาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกคนแล้วละค่ะ

เมื่อเด็ก ๆ ได้ใช้เวลาอยู่กับปู่ย่าตายายของตัวเอง พวกเขาจะเกิดความรู้สึกผูกพัน ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับตามมานั้นก็คือ การที่ลูกมีจิตใจอ่อนโยน และรู้จักเอาใจใส่ผู้สูงวัย นอกจากนี้ยังอาจจะได้ข้อคิดหรือแง่คิดดี ๆ กับการใช้ชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังเป็นการป้องกันให้เด็กเลือกปฏิบัติกับผู้อื่นได้อีกด้วย

อ่านต่อเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่หน้า 2 >>

Contact US

บริษัท เอเอ็มอี อิมเมจิเนทีฟ จำกัด
ในเครือ บริษัท อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน)
Tel : 0-2422-9999 ต่อ 4510

สนใจลงโฆษณากับเว็บไซต์ Amarin Baby&Kids

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4775
Email : [email protected]

Report an issue or send feedback

0-2422-9999 ต่อ 4180
(จันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 18.00 น)
[email protected]

Privacy Policy