ถ้าเราไม่กินข้าวลูกในท้องจะเป็นไรไหม

ตั้งครรภ์ 13 สัปดาห์ กินแค่ไหน น้ำหนักเท่าไรดี

มาถึงสัปดาห์สุดท้ายของไตรมาสแรกกันแล้ว คุณแม่หลายท่านอาจจะสงสัยว่าควรกินแค่ไหนจึงจะพอดี ซึ่งคำตอบของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับก่อนท้องคุณแม่มีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์ใด ผอม ปกติ น้ำหนักเกิน หรืออ้วน

  1. คุณแม่ที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ น้ำหนักตลอดการตั้งครรภ์ควรขึ้นไม่เกิน 15 กิโลกรัม
  2. คุณแม่ที่น้ำหนักเกิน ไม่ควรเพิ่มเกิน 12 กิโลกรัม
  3. คุณแม่ที่อ้วน ไม่ควรเพิ่มเกิน 9 กิโลกรัม

ผอมหรืออ้วนไปนะ

สูตรคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ดังนี้ น้ำหนัก (กิโลกรัม) ÷ ส่วนสูง2 (เมตร)

BMI ต่ำกว่า 18.5 = ผอม

BMI ระหว่าง 18.5 – 24.9 = ปกติ

BMI ระหว่าง 25 – 29.9 = น้ำหนักเกิน

BMI มากกว่า 30 = อ้วน

 เมื่อทราบค่าดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ใดแล้ว ก็จะทำให้รู้ว่าเราควรกินแค่ไหน โดยส่วนมากแล้วจะแนะนำให้กินอาหารเพิ่มจากปกติอีก 300 กิโลแคลอรี่ต่อวัน เพื่อให้ร่างกายมีสารอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของลูก โดยเปรียบเทียบปริมาณอาหารที่ต้องกินเพิ่ม 300 กิโลแคลอรี่ เช่น

  • ข้าวสวย 3 ทัพพีครึ่ง
  • ก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม
  • บะหมี่เกี๊ยวหมูแดง 1 ชาม
  • คุกกี้ 4 ชิ้น
  • บ๊ะจ่าง 1 ลูก
  • บัวลอยเผือก 1 ถ้วย
  • ปอเปี๊ยะทอด 2 ชิ้น
  • ยำผักบุ้งทอดกรอบ 1 จาน
  • วุ้นมะพร้าวอ่อน 4 ชิ้น
  • ไอศกรีมกะทิ 3 ก้อน
  • นมจืด 3 แก้ว

ตัวอย่างสัดส่วนอาหารที่แม่ท้องควรกินใน 1 วัน ได้แก่

  • ข้าว 9 ทัพพี
  • ผัก 6 ทัพพี
  • เนื้อสัตว์ 12 ช้อนกินข้าว
  • นม 3 แก้ว
  • น้ำมัน 5 ช้อนชา
  • ผลไม้ เช่น ส้ม 6 ผล กล้วยน้ำว้า 6 ผล ฝรั่ง 2 ผล เป็นต้น

ทั้งนี้คุณแม่ควรเลือกกินอาหารให้หลากหลาย เช่น มื้อเช้ากินกล้วยแล้ว มื้อกลางวันอาจเปลี่ยนเป็นส้มแทน และหากในมื้อหลักคุณแม่ท้องกินได้ไม่ครบทั้งหมด ก็สามารถแบ่งมากินในมื้ออาหารว่างแทนได้

แท้จริงแล้ว คุณแม่ท้องสามารถกินอาหารได้ทุกอย่าง เพียงแต่ต้องควบคุมปริมาณให้เหมาะสม โดยเฉพาะอาหารที่กินแล้วอ้วนง่าย นอกจากนี้ควรเลือกอาหารที่หลากหลาย หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด คือ เค็มจัด หวานจัด แถมเคล็ดลับง่ายๆ อีกนิดคือ หากซื้ออาหารนอกบ้านมากินก็ไม่ควรปรุงเพิ่ม ลดปริมาณซอสหรือน้ำจิ้มลง รวมถึงการซดน้ำแกงให้น้อยลงด้วย แค่นี้ก็ช่วยให้สุขภาพดีขึ้นแล้วละค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

“คานาเป้” ของหวานชื่นใจแม่ท้อง

สำหรับคุณแม่ที่อยากหาของหวานไว้ทานชื่นใจ เราขอแนะนำของหวานสำหรับปาร์ตี้หรือทานเล่นง่ายๆ ที่ได้ประโยชน์และไม่ทำให้น้ำหนักขึ้นมากเกินไป (ขอเพียงทานให้พอดีๆ ค่ะ)

 

1. คานาเป้ครีมชีสผลไม้รวม

ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่)

  1. ขนมปังแครกเกอร์   10   ชิ้น
  2. กีวี   1   ผล
  3. ส้ม   1   ผล
  4. องุ่นแดง   10   ลูก
  5. ครีมชีส   ½   ถ้วย
  6. นมข้นหวาน   2   ช้อนโต๊ะ
  7. เนยสด   ½   ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำมะนาว   2   ช้อนชา

 

วิธีทำ

นำครีมชีส เนยสด นมข้นหวานและน้ำมะนาวมาผสมกันแล้วตีให้ขึ้นฟู ชิมรสชาติให้ออกเปรี้ยวนำหวานตาม จากนั้นทาครีมชีสที่ผสมเสร็จแล้วลงบนแครกเกอร์ ตกแต่งด้วยกีวี ส้ม และองุ่น หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ วางไว้ด้านบน

 

♦ Recommended Menu ♦

รสชาติเปรี้ยวและความชุ่มฉ่ำของผลไม้เข้ากันดีกับรสชาติหวานมันของครีมชีส ช่วยให้เมนูนี้ไม่เลี่ยนจนเกินไป บวกกับความกรุบกรอบและรสเค็มเล็กน้อยของขนมปังแครกเกอร์ ทำให้เกิดความอร่อยลงตัว

 

2. คานาเป้คอร์นเฟลกส์มิกซ์นัท

ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่)

  1. ขนมปังแครกเกอร์   10   ชิ้น  (หรือขนมปังตัดขอบ 2 แผ่น)
  2. คอร์นเฟลกส์รสธรรมชาติ   1   ถ้วย
  3. ถั่วอบหลากชนิด   1   ถ้วย
  4. ครีมชีส (ตามสูตรเมนูแรก)   1   ถ้วย
  5. น้ำผึ้ง   1 ½   ช้อนโต๊ะ

 

วิธีทำ

นำถั่วมาทุบให้เป็นชิ้นเล็กๆ พักไว้ จากนั้นนำน้ำผึ้งผสมกับคอร์นเฟลกส์แล้วใส่ถั่วตามลงไป คลุกให้ถั่วกับคอร์นเฟลกส์จับตัวกัน จากนั้นทาครีมชีสที่ผสมเสร็จแล้วลงบนแครกเกอร์ ตักคอร์นเฟลกส์และถั่วที่ผสมไว้ด้านบน พร้อมเสิร์ฟ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Breakfast Time กับ “แยมมะยงชิด”

ขนมปังปิ้งหอมกรุ่นกับแยมผลไม้รสชาติดีคงทำให้คุณแม่หลายคนมีความสุขกับมื้อเช้าได้ง่ายๆ แต่จะดีแค่ไหนถ้าได้ลิ้มรสแยมโฮมเมดที่ลงมือทำเอง ซึ่งนอกจากรสชาติจะถูกปากแล้วยังได้รู้ทุกกระบวนการผลิตและได้คัดเลือกส่วนผสมทุกชนิดด้วยตัวเอง

 

สำหรับบทความนี้เราขอเลือกผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานอย่าง “มะยงชิด” มาเป็นพระเอกของงาน เพราะทั้งรสชาติและสีสันเหมาะกับการนำมาแปรรูปเป็นแยมสุดๆ ถ้าพร้อมแล้วเรามาดูวิธีการทำพร้อมกันเลยค่ะ

 

ส่วนผสม

  1. มะยงชิด   1.5   กิโลกรัม
  2. น้ำตาลทราย   ¾   ถ้วย
  3. เจลาติน   5   แผ่น
  4. น้ำมะนาว   2   ช้อนโต๊ะ

 

วิธีทำ

  1. ปอกเปลือกมะยงชิด แล้วฝานเอาแต่เนื้อ ใส่ถ้วยเตรียมไว้
  2. ตัดเจลาตินให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำมาแช่ในน้ำไว้ประมาณ 4 นาที
  3. นำเจลาตินพร้อมน้ำที่แช่ใส่หม้อเคลือบขึ้นตั้งไฟอ่อนประมาณ 5 นาที คนเรื่อยๆ ให้เจลาตินละลายดี
  4. เติมเนื้อมะยงชิด น้ำตาลทราย และน้ำมะนาวลงไป คอยคนตลอดเวลา
  5. เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนมะยงชิดสุกนุ่มเป็นเนื้อเดียวกัน พอได้ที่ก็ยกลง ทิ้งให้เย็น
  6. ตักใส่ขวดที่ล้างสะอาดหรือผ่านการนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว

 

เท่านี้คุณแม่ก็ได้อร่อยชื่นใจ คลายคลื่นไส้ขณะตั้งครรภ์ด้วยรสเปรี้ยวๆ หวาน หอมอร่อย

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

สลัดผักสดคุณแม่

เรียกความสดชื่นให้ตื่นกันทั้งคุณแม่ และคุณลูก (ในท้อง) ด้วยสลัดผักสด ที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำสลัดรสเปรี้ยวกำลังดี เฮลตี้สุดๆ และด้วยความที่เราไม่ได้เติมเนื้อสัตว์ไว้ให้ หากคุณแม่เห็นว่า เบาสบายท้องเกินไป จะลองหาหมูย่างมาใส่เพิ่มด้วยก็ได้ค่ะ

 

ผักสลัด

  1. ผักสลัดที่มิกซ์แล้ว   1   ห่อ
  2. เบบี้ร็อคเก็ต   1   กล่อง
  3. มะเขือเทศราชินีหั่นครึ่ง   1   ถ้วย
  4. อโวคาโด   1   ลูก
  5. เมล็ดทานตะวัน   1   ช้อนโต๊ะ

เคล็ดลับการหั่นอโวคาโด

เมื่อผ่าอโวคาโดออกมาแล้ว ให้ใช้มีดหั่นเป็นตาราง จากนั้นใช้ช้อนตักออกมา อโวคาโดที่ได้จะเป็นชิ้นพอดีคำ

 

น้ำสลัด

ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่)

  1. กระเทียม   5-6   กลีบ
  2. ซอสบัลซามิก   2   ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำมันมะกอก Extra Virgin   2   ช้อนโต๊ะ
  4. เกลือป่น   ½   ช้อนชา
  5. พริกไทย ใส่ได้เยอะตามชอบ
  6. แยมสตรอว์เบอรี่ (ตักเอาแต่น้ำแยมไม่เอาเนื้อผลไม้)   1   ช้อนโต๊ะ
  7. ใบไทม์   1   ช้อนชา
  8. ใบโรสแมรี่   1   ช้อนชา

 

วิธีทำน้ำสลัด

สับกระเทียมใส่ลงไปในชาม เติมซอสบัลซามิก ตามด้วยน้ำมันมะกอก แยมสตรอว์เบอรี่ เกลือป่น และโรยพริกไทยตามชอบ คนส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน จากนั้นเติมใบไทม์ และโรสแมรี่

วิธีทำสลัด

นำผักสลัดใส่ลงในชามใบใหญ่ ตามด้วยเบบี้ร็อคเก็ต มะเขือเทศ อโวคาโด จากนั้นเทน้ำสลัดที่เตรียมเสร็จแล้วลงไป โรยเมล็ดทานตะวัน ไทม์ และโรสแมรี่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน

 

Tip

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมถึงใส่แยม (หรือน้ำผึ้ง) ลงในน้ำสลัด เพราะต้องการให้ไม่หวานมากเหมือนใส่น้ำตาล ส่วนน้ำสลัดถ้ามีเวลาแนะนำให้เติมหอมทอดลงไปด้วย รสชาติที่ได้จะอร่อยกลมกล่อมมาก

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

กิน ‘กรดโฟลิก’ ก่อนท้อง ดีจริงไหม?

Q: วางแผนจะมีลูก เพื่อนแนะนำว่า ควรกินกรดโฟลิกเสริมก่อนปล่อยท้อง กรดโฟลิกเสริมนี้มีประโยชน์จริงหรือ และต้องกินอย่างไร ปริมาณแค่ไหนคะ

 

“กรดโฟลิกจะช่วยทำให้ตัวอ่อนที่ปฏิสนธิแล้วพัฒนาได้สมบูรณ์ ลดความเสี่ยงเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบประสาท เช่น ภาวะไขสันหลังไม่ปิด คุณผู้หญิงที่วางแผนจะตั้งครรภ์ จึงควรกินกรดโฟลิคเสริมล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน โดยกินวันละ 1 มิลลิกรัม ถ้ายังไม่ท้องก็สามารถกินต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่เป็นอันตราย เพราะถ้าร่างกายได้รับกรดโฟลิกมากเกินต้องการ ร่างกายก็จะขับส่วนเกินออกมาเอง

 

กรดโฟลิกเสริมสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป จะซื้อแบบที่เป็นวิตามินรวม ซึ่งมีทั้งวิตามินและกรดโฟลิกรวมอยู่ก็ได้ ความจริงอาหารหลายชนิด เช่น ผักใบเขียว ไข่แดง ก็มีกรดโฟลิกอยู่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นคุณสาวๆ ที่ไม่ได้วางแผนตั้งครรภ์ ก็ไม่จำเป็นต้องกินกรดโฟลิกเสริมนะคะ”

 

เรื่องโดย: นต.พญ.ณัฐยา รัชตะวรรณ สูตินรีแพทย์

มีลูกไม่ง่าย เพราะคุณต้องพร้อมมากๆ ทั้งสองคน!

สำหรับคู่สมรสที่กำลังวางแผนมีลูกคล้องใจ เราขอนำเสนอความพิเศษของเนื้อหาที่หลายท่านอาจไม่เคยรู้ ตั้งแต่การเตรียมพร้อมกายใจเพื่อมีลูก ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ช่วยมีลูกในปัจจุบัน ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายแพทย์สันธา ศรีสุภาพ หัวหน้าหน่วยผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลราชวิถีมาให้ข้อมูลความรู้ที่น่าสนใจเพื่อการมีลูกน้อยได้อย่างสมใจปรารถนาค่ะ

มี 3 ปัจจัยนี้…สร้างลูกดีสมบูรณ์สมใจ

เริ่มกันด้วยการเตรียมพร้อมเพื่อการมีลูกสำเร็จและมีลูกที่แข็งแรงสมบูรณ์มีสุขภาพดี คู่สมรสต้องมี 3 เรื่องสำคัญนี้นั่นคือ

  1. สเปิร์มของพ่อ ต้องมีจำนวนมากเพียงพอ และมีความแข็งแรงสมบูรณ์ที่จะเจาะเปลือกไข่เข้าไปปฏิสนธิจนเกิดเป็นตัวอ่อนได้ เพราะกว่าอสุจิจะเดินทางไปถึงไข่ต้องเดินทางไกลถึง 20 กิโล
  2. ไข่ของแม่ ต้องมีความแข็งแรงสมบูรณ์ อายุของไข่กำลังเหมาะสม ไม่แก่มากเกินไปที่จะมีลูก
  3. สิ่งแวดล้อมของตัวคุณแม่เอง อาทิ สุขภาพร่างกาย สภาพของมดลูก โรคประจำตัว ฮอร์โมน และอื่นๆ

หากคู่สมรสมีความพร้อมทั้ง 3 ปัจจัยก็สามารถมีลูกได้ไม่ยาก แต่ในคู่สมรสที่อายุยังไม่ถึง 35 ปี แต่งงานกันโดยไม่คุมกำเนิดนาน 6 เดือนแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ และคู่สมรสที่มีอายุมากกว่า 35 ปี แต่งงานแล้วนาน 1 ปียังไม่ตั้งครรภ์ ทั้งสองกรณีนี้ปัจจุบันเราถือเป็น คู่ที่มีลูกยากแล้ว ซึ่งอาจจะมีสาเหตุที่เกิดได้ทั้งจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายที่ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นหากคุณอยู่ในเกณฑ์ดังกล่าว ก็สามารถที่จะมาพบแพทย์เพื่อปรึกษาเรื่องการมีลูกน้อยได้แล้ว

เกร็ดน่ารู้

คู่สมรสที่ไม่มีลูก ไม่ว่าจะอายุน้อยหรือมาก สามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มคือ

– กลุ่ม 1 ฝ่ายภรรยาไม่สมบูรณ์

– กลุ่ม 2 ฝ่ายสามีไม่สมบูรณ์

– กลุ่ม 3 ไม่สมบูรณ์ทั้งคู่

– และ กลุ่ม 4 ทั้งสองคนสมบูรณ์ดี

โดยมีสถิติพบว่าในคู่สมรส 10 คู่ จะมีความไม่สมบูรณ์เท่ากันคือ ชาย 4 และหญิง 4 (รวมเป็น 8) อีก 1 คู่จะไม่สมบูรณ์ทั้งคู่ และคู่สุดท้ายจะสมบูรณ์เหมือนกันค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

ปัจจัยเสี่ยงที่ควรมาตรวจ ว่าพร้อมมีลูกหรือไม่?

ผู้ชาย

  1. อ้วน มีน้ำหนักเกินมาก
  2. สูบบุหรี่ สองกลุ่มนี้ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจได้เลย
  3. ผู้ที่ใช้ฮอร์โมนรักษาเรื่องผมร่วง ซึ่งพบมากในปัจจุบัน เนื่องจากการใช้ฮอร์โมนมากจะมีผลทำให้ตัวอสุจิมีปัญหา จนกกระทบต่อการมีลูกได้โดยตรง

ผู้หญิง

  1. ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ รอบเดือนมาไม่แน่นอน
  2. มีอาการผิดปกติร่วมกับการมีประจำเดือน อาทิ ปวดประจำเดือนรุนแรง กินยาแก้ปวดไม่หาย มาทีไรเหนื่อยหรือเป็นลม รวมทั้งกลุ่มที่ประจำเดือนมาปริมาณมากผิดปกติกว่าที่เคยมี เช่น ประจำเดือนมาเยอะขึ้น มีลิ่มเลือดเป็นก้อน ซึ่งอาการเหล่านี้บ่งบอกถึงการอาจจะมีปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับมดลูก
  3. คุณผู้หญิงที่เคยมีประวัติถูกผ่าตัดซีสต์ ผ่าตัดถุงน้ำที่รังไข่เนื่องจากการเป็นซีสต์หรือมีถุงน้ำในรังไข่ จะไปทำลายรังไข่ของคุณผู้หญิงได้ รวมถึงผลกระทบจากการผ่าตัดที่อาจทำให้มดลูกและรังไข่ถูกกระทบกระเทือนจนเสียหาย ทำให้มีลูกยากหรือมีลูกไม่ได้ด้วย

ดังนั้นหากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพทางเพศเหล่านี้ ควรพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการมีบุตรหรือเข้าสู่กระบวนการรักษาต่อไป โดยไม่ต้องรอให้แต่งงานแล้วครบ 1 ปี หรือ 6 เดือน ตามที่คุณหมอแนะนำไว้ก่อนหน้านี้ได้เลยค่ะ

เตรียมพร้อมก่อนมีลูก…

♦  คุณภรรยา
  • แนะนำให้ไปตรวจเลือดชุดมาตรฐานที่โรงพยาบาลทั่วไปมีไว้สำหรับคู่สมรสที่เตรียมพร้อมมีลูกน้อย
  • ตรวจภูมิต้านทานโรคหัดเยอรมัน ฉีดวัคซีนหัดเยอรมัน 3 เดือนล่วงหน้า ก่อนจะเตรียมหรือปล่อยให้ตั้งครรภ์ เพราะโรคนี้อันตรายต่อแม่ท้องมาก เนื่องจากทำให้ลูกน้อยในท้องพิการได้สูง
  • ตรวจเชื้อกามโรคและเชื้อตับอักเสบ
  • บำรุงร่างกายด้วยการเสริมโฟลิกแอซิดสัก 5 มิลลิกรัมต่อวัน วันละ 1 เม็ดต่อเนื่อง ซึ่งมีประโยชน์ที่ได้รับการยืนยันแล้วว่า ช่วยลดอัตราความผิดปกติในระบบประสาท และป้องกันความพิการให้ลูกน้อยได้
♦  คุณสามี
  • ควรตรวจเลือดในชุดสำหรับคู่สมรสเช่นกัน โดยตรวจเน้นเฉพาะเชื้อกามโรค คือ 1. ซิฟิลิส 2. เชื้อตับอักเสบบี และ 3. เชื้อไวรัส HIV หรือโรคเอดส์
  • อาจตรวจเกี่ยวกับโรคทางโลหิตบางอย่าง เช่น โรคธาลัสซีเมีย เป็นต้น

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

 

เตรียมตัวท้องอย่างไร..ในวัย 40

ถึงจะย่างเข้าวัย 40 ก็ท้องได้ปลอดภัย ราบรื่น เพียงรู้จักข้อควรปฏิบัติและข้อควรระวังต่างๆ หากพร้อมแล้ว เรามาศึกษาไปด้วยกันนะคะ

1. ปรึกษาแพทย์ขอคำแนะนำเรื่องการมีบุตร

แพทย์จะช่วยชี้แนะแนวทางการปฏิบัติตนที่ถูกต้องได้ดี ปกติหากลองใช้วิธีธรรมชาติ คือมีเพศสัมพันธ์ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 6 เดือนแล้วยังไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ แพทย์ก็จะแนะนำให้พบผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำผสมเทียมแทน ซึ่งวิธีผสมเทียมนั้นมีหลากหลายวิธี เช่น การฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูก (IUI) การฉีดตัวอสุจิเข้าท่อน้ำไข่ (GIFT) การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) หรือวิธีใหม่ล่าสุดอย่างบลาสโตซิสท์ (Blastocyst) เป็นต้น ความสำเร็จขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อายุ คู่สมรส ทีมแพทย์ ห้องปฏิบัติการ เป็นต้น

2. กินกรดโฟลิกเป็นประจำ

ประมาณ 400 ไมโครกรัมต่อวัน อย่างน้อยหนึ่งเดือนก่อนการตั้งครรภ์

3. ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง

ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

4. นับวันไข่ตก

เพราะจะช่วยเพิ่มโอกาสมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีอุปกรณ์ช่วยนับวันไข่ตกมากมาย รวมถึงแอพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนด้วย

ท้องแล้วดูแลตัวเองอย่างไรดี

การตั้งครรภ์ในวัย 40 ปีจะทำให้มีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยง่ายเป็นพิเศษ เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป และอายุที่มากขึ้น นอกจากนี้ยังเกิดริดสีดวงทวารได้ง่ายกว่า ปัสสาวะบ่อยกว่า หน้าอกหย่อนคล้อย อุ้งเชิงกรานหย่อน ซึ่งการออกกำลังกายและคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์จะช่วยให้ดีขึ้นได้

สูติแพทย์จากโรงพยาบาลเปาโล เมมโมเรียล สมุทรปราการให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า “คุณแม่ท้องวัยนี้ก็เหมือนแม่ท้องวัยอื่นๆ คือดูแลอาการไปตามปกติ ลดอาหารรสจัด เค็มจัด หวานจัด กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายได้ตามความเหมาะสมของช่วงอายุครรภ์ ด้านอารมณ์และจิตใจเป็นสิ่งสำคัญของคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกวัย เพราะจะส่งผลถึงลูกน้อยได้ ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์ควรทำจิตใจให้สบาย ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือหากิจกรรมครอบครัวทำ เช่น การทำอาหารร่วมกัน เป็นต้น และยังเพิ่มสายใยรักในครอบครัวได้ไปในตัวด้วย”

 

แม่ท้องคนดัง

ซิลีน ดิออน คุณแม่นักร้องเสียงทรงพลัง หลังจากแท้งลูกและล้มเหลวจากการทำเด็กหลอดแก้วหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดก็ตั้งครรภ์ลูกแฝดสมใจและคลอดอย่างปลอดภัย เมื่ออายุ 42 ปี

 

อ่านเพิ่มเติม ท้องนี้สายไปไหมในวัย 40

ข้อมูลจาก:

  1. สูติแพทย์ โรงพยาบาลเปาโล เมมโมเรียล สมุทรปราการ
  2. Age and fertility: Getting pregnant in your 40s จาก babycenter.com
  3. Pregnancy at 20, 30, 40 จาก parenting.com

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Birth Plan แผนการคลอด

ถ้าคุณแม่เปิดเวบไซต์หรืออ่านตำราของต่างประเทศ จะได้เห็นคำว่า ‘Birth Plan’ บ่อยๆ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมตัวตั้งครรภ์ของคุณแม่ทางฝั่งตะวันตก

 

Birth plan หรือ แผนการคลอด คือ บันทึกที่ระบุความต้องการและความตั้งใจของคุณแม่ เกี่ยวกับวันคลอด เช่น วิธีการคลอด คนที่จะคอยให้กำลังใจในห้องคลอด จะเตรียมอะไรไประหว่างรอคลอดฯลฯ เมื่อเขียนเสร็จแล้ว คุณแม่ชาวตะวันตกจะทำสำเนา 2 ชุด ชุดหนึ่งมอบให้สูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์ (Midwife) ส่วนอีกชุดเก็บไว้กับตัว ถ้าหากอยากเปลี่ยนใจแก้ไขหัวข้อไหน ระหว่างที่ตั้งครรภ์ ก็สามารถปรับแก้ไปได้เรื่อยๆ

 

ถ้าคุณแม่คนไทยสนใจจะจับปากกามาเขียน Birth Plan บ้างก็เป็นเรื่องดี เพราะจะได้ทบทวนความต้องการและความตั้งใจก่อนจะนำไปปรึกษาสูติแพทย์ประจำตัวอีกครั้ง เพื่อให้การคลอดครั้งนี้น่าประทับใจและน่าจดจำค่ะ

 

เรื่องโดย: แพทย์หญิงกันดาภา ฐานบัญชา

ภาพ: shutterstock

Tags

“เสียงหัวเราะ” ยาวิเศษ สำหรับคนมีบุตรยาก

คำกล่าวที่ว่า “เสียงหัวเราะเป็นยาวิเศษ” ไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง แม้แต่ ‘ภาวะมีบุตรยาก’ เสียงหัวเราะก็อาจช่วยแก้ไขได้ ผลวิจัยจากประเทศเกาหลีใต้ชี้ว่า การหัวเราะส่งผลดีต่อการทำเด็กหลอดแก้ว ช่วยให้คุณแม่คลายความเครียดและความกังวลลง ทำให้โอกาสตั้งครรภ์สูงขึ้น

 

เริ่มต้นจากการผ่อนคลายความเครียด ควรหาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าทำงานหนักเกินไป ที่สำคัญคือ อย่ารู้สึกผิด หรือโทษว่าเป็นความผิดของสามีหรือภรรยา ที่ทำให้พวกคุณไม่มีลูก ควรให้กำลังใจกันและกัน มอบรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กันวันละหลายๆ ครั้ง ถ้าพ่อแม่สุขภาพจิตดี โอกาสจะมีบุตรก็มากขึ้น แถมยังเตรียมจิตใจให้พร้อม ก่อนเจ้าตัวเล็กจะมาเยือนด้วย

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

Tags

โรงเรียนอนุบาลแมวเหมียว ดีไซน์น่ารักถูกใจเด็กๆ

เมื่อถึงเวลาที่ลูกน้อยต้องไปโรงเรียนอนุบาลเป็นครั้งแรก คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงปวดหัวกับการหว่านล้อมสารพัดให้เด็กน้อยยอมเข้าโรงเรียน แต่โรงเรียนอนุบาลที่ประเทศเยอรมนีแห่งนี้ไร้ปัญหานั้นค่ะ โรงเรียนอนุบาล “Die Katzie” ที่มีตึกรูปแมวแห่งนี้อยู่ที่เมือง Karlsruhe ภายในโรงเรียนก็จะมีที่เล่นให้เด็กๆ ทั้งด้านในและด้านนอกเลยทีเดียว ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่ามากๆ โปรเจคนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคุณ Tomi Ungerer ศิลปินชาวฝรั่งเศส และคุณ d’Ayla-Suzan Yöndel สถาปนิกชาวเยอรมัน ในแคมเปญ “Europe Without Borders” ซึ่งมีจุดประสงค์ให้เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างเยอรมนีและฝรั่งเศสค่ะ

cat-shaped-kindergarten-interior-second-floor

โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนอยู่ราวร้อยคน เวลาเราจะเดินเข้าโรงเรียนแห่งนี้ก็เหมือนกับเดินเข้าปากแมวให้แมวกินเลยล่ะค่ะ แต่เด็กๆ คงไม่กลัวเพราะมีพื้นที่ให้เล่นเพียบ! ในส่วนปีกตึกที่เป็นอุ้งเท้าแมวเป็นพื้นที่เล่นสำหรับเด็กเตาะแตะ แถมตรงชั้น 2 เด็กๆ สามารถมองวิวนอกหน้าต่างที่เป็นดวงตาแมวขนาดใหญ่ได้ ยังไม่พอ หลังคาอาคารยังเป็นสนามหญ้า ให้ความรู้สึกว่าเป็น “ขนแมว” ด้วยค่ะ

cat-shaped-kindergarten-interior-coat-room

แต่ว่าพื้นที่ที่ทำให้เด็กๆ สนุกกันมากที่สุดนั้นไม่ได้มองเห็นจากถนนหรอกนะคะ พื้นที่นั้นอยู่ด้านหลังอาคาร ก็คือหางที่เป็นไม้ลื่นนั่นเอง ซึ่งเด็กๆ สามารถใช้เป็นทางลงจากชั้น 2 ได้แบบทันใจเลยล่ะค่ะ

cat-shaped-kindergarten-exterior-tail

ที่มา inhabitots

ภาพ © Adriono A. Biondo

สมองเด็ก

มีอะไรซ่อนอยู่ในการนอนของเด็ก?

จากเด็กน้อยที่เอาแต่นอนและร้องไห้บ้าง มาเป็นยิ้มกับเรา ชันคอได้ พลิกคว่ำ หงายได้ อ้อแอ้ พูด พ่อ แม่ หม่ำ……… คุณพ่อคุณแม่คงมีคำถามในใจว่า อะไรทำให้ลูกเราเก่งอย่างนี้ ทั้งๆ ที่เห็นว่าในแต่ละวันของลูก ใช้เวลากับการนอนเป็นส่วนใหญ่

การนอน เป็นตัววัดความฉลาดในอนาคต

            คุณพ่อคุณแม่ รู้สึกมีความสุขและภูมิใจในตัวลูกทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าลูกของเรามีการพัฒนาก้าวหน้าทุกวัน จากลูกน้อยที่เอาแต่นอนและร้องไห้บ้าง มาเป็นยิ้มกับเรา ชันคอได้ พลิกคว่ำ หงายได้ อ้อแอ้ พูด พ่อ แม่ หม่ำ ……… คุณพ่อคุณแม่คงมีคำถามในใจว่า อะไรทำให้ลูกเราเก่งอย่างนี้ ทั้งๆ ที่เห็นว่าในแต่ละวันของลูก ใช้เวลากับการนอนเป็นส่วนใหญ่

เกือบทุกครั้งที่พาลูกไปรับวัคซีน คุณพ่อคุณแม่คงได้ยินคำแนะนำจากคุณหมอ โดยคุณหมอมักจะบอกว่าศีรษะลูกโตกี่เซนติเมตร ซึ่งในแต่ละเดือนขนาดของศีรษะจะมีการขยายใหญ่จนคงที่เมื่อลูกอายุประมาณ 18 เดือน แต่พัฒนาของสมองยังมีอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งเน้นเรื่องการเลี้ยงดู อาหารและการนอน ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้เป็นพื้นฐานของการพัฒนาร่างกายและสมอง

จากความรู้ทางการแพทย์ พบความจริงที่ว่า “ทุกครั้งที่ลูกนอนหลับอยู่นั้น สมองของลูกมีการพัฒนาตลอดเวลา ทำให้เกิดการเรียนรู้ ความจำ พัฒนาการและความฉลาด  ถึงตอนนี้คุณพ่อคุณแม่อาจถามต่อว่า เด็กทุกคนก็หลับเหมือนกันแล้วทำไมพัฒนาการและความฉลาดของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน มีอะไรมากกว่านอนหลับปิดตาหรือไม่  คำตอบ มีหลายปัจจัยมากทั้งจากตัวเด็ก พันธุกรรม การเลี้ยงดู และการได้รับสารอาหารที่หลากหลาย รวมทั้งแอลฟา-แล็คตัลบูมิน โปรตีนคุณภาพ ที่พบมากในนมแม่

จะเห็นว่าการนอนเป็นสิ่งที่ต้องดูแลและใส่ใจ แต่เบื้องลึกของการนอนในเด็กของแต่ละคนที่อาจแตกต่างกันคือ การได้รับกรดอะมิโนจำเป็นที่ชื่อ ทริปโตเฟน ซึ่งร่างกายสร้างเองไม่ได้ต้องได้จากอาหารเท่านั้น ในเด็กเล็กควรได้รับนมแม่ ซึ่งมีสารอาหารครบรวมทั้ง แอลฟาแล็คตัลบูมิน ซึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพ ย่อยง่าย ดูดซึมง่าย และให้ ทริปโตเฟน ที่ช่วยสร้างสารเซโรโทนิน ซึ่งมีส่วนช่วยในการควบคุมการนอนหลับ โดยร่นระยะเวลานอนให้หลับเร็วขึ้น

มีงานวิจัยศึกษาหลายฉบับ แสดงให้เห็นว่า เด็กที่ทานนมแม่จะฉลาด มีการเรียนรู้ ความจำดีกว่าเด็กที่ไม่ได้ทานนมแม่ ขณะเดียวกันก็จะมีการนอนหลับได้ดีกว่า

ทั้งนี้ สมองของลูกน้อยสามารถเรียนรู้ ทั้งกลางวัน และกลางคืน เพราะเซลล์สมองมีการเจริญเติบโต เชื่อมโยงเส้นใยประสาท ประมวลประสบการณ์บันทึกไว้เป็นความจำในเวลานอน ส่งผลดีต่อการรียนรู้ ความจำ เมื่อตื่นทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ข้อมูลอ้างอิง

  • Rebecca L. Gomez, Katharine C. Newman-Smith, Jennifer H. Breslin, Richard R. Bootzin. Learning, Memory, and Sleep in Children. 2011. Sleep Med Clin Vol. 6: 45–57.
  • Steiberg LA, O’Connell NC, Hatch TF, Picciano MF, Birch LL. Tryptophan intakes influences infants’ sleep latency 1992. J. Nutr: 122(9); 1781-91.
  • Markus Cr, Jonkman LM, Lammers JH, Deutz NE, Messer MH, Rigtering N. Evening intake of alpha-lactalbumin increase plasma tryptophan availability and improves morning alertness and brain measures of attention. May 2005. Am J Clin Nutr. 81(5): 1026-33.
พัฒนาการเด็ก

พลิกทุกทฤษฎี นักวิจัยชี้สมองลูกน้อย เรียนรู้ได้แม้ยามหลับ

รู้หรือไม่ว่าสมองของลูกน้อยสามารถเรียนรู้ได้แบบไม่จำกัดเวลา ไม่ว่าจะยามตื่นหรือแม้กระทั่งยามหลับ!!

พลิกทุกทฤษฎี นักวิจัยชี้สมองลูกน้อย เรียนรู้ได้แม้ยามหลับ
 

ฉีกกฎความเชื่อเดิมๆ ไปได้แล้วว่าสมองของลูกน้อยสามารถเรียนรู้ได้เฉพาะในเวลาที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย ทำกิจกรรมต่างๆ ในตอนตื่นเท่านั้น เพราะสมองของวัยเด็ก เป็นวัยที่จดจำอะไรได้ง่าย เรียนรู้เร็ว พร้อมที่จะตักตวงเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และเรียนรู้แบบไม่จำกัดเวลาไม่ว่าจะยามตื่นหรือแม้กระทั่งยามหลับ

        นักวิจัยค้นพบว่า การนอนหลับของทารกแรกคลอด 10-20 สัปดาห์ ไม่ใช่แค่การพักผ่อนทั่วไปเหมือนผู้ใหญ่ แต่เป็นการนอนหลับทั้งๆ ที่สมองตื่น ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่คลื่นสมองจะไม่อยู่นิ่ง จะพัฒนาและคอยเก็บประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ในแต่ละวันมาบันทึกไว้เป็นความทรงจำระยะยาว1ซึ่งช่วยให้เด็กสามารถจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น

โดยนักวิจัยจากต่างประเทศได้ทำการทดลองวัดคลื่นสมองของ ลูกน้อยวัย 10-20 สัปดาห์    พบว่าสมองของลูกน้อยระหว่างตื่นนอนและยามหลับมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก โดยเฉพาะในยามหลับคลื่นสมองจะไม่อยู่นิ่งเลย มีความตื่นตัวและพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา หากเป็นการนอนหลับในช่วงกลางวัน   ภายในครึ่งชั่วโมงลูกน้อยจะมีการเคลื่อนไหวร่างกายเฉลี่ยแล้ว 10.5 นาที แต่หากเป็นช่วงกลางคืนลูกน้อยจะเคลื่อนไหวถึง 24.4 นาทีเลยทีเดียว

คุณพ่อคุณแม่อาจตั้งคำถามในใจว่า….แล้วการเคลื่อนไหวของดวงตาในระหว่างนอนหลับของลูกบ่งบอกถึงอะไร?

ในช่วงที่ลูกน้อยนอนหลับและมีการเคลื่อนไหวของดวงตาอย่างรวดเร็ว (Rapid Eye Movement) นั้น เป็นช่วงเวลาที่สมองของลูกน้อยมีการนำเอาประสบการณ์ที่ได้ในขณะตื่นมาประมวลเป็นความจำ ในช่วงนี้เลือดจะขึ้นไปเลี้ยงสมองเป็นจำนวนมาก เป็นผลดีต่อความสามารถในการเรียนรู้ของลูกน้อย ทำให้ขณะตื่นเด็กจะตื่นตัว มีความสามารถในการเรียนรู้ที่ไวขึ้น จัดการกับข้อมูลต่างๆ ที่ตนเองได้รับในแต่ละวันได้ดีเยี่ยม และส่งผลให้มีไหวพริบปฏิภาณดีอีกด้วย

แต่จะทำอย่างไรในเมื่อปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่มักประสบพบบ่อยคือ ลูกน้อยมักจะตื่นบ่อยทุกๆ 20 นาที คุณพ่อคุณแม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ง่ายมากๆ เพียงให้ลูกทานนมแม่ก่อนนอนนานขึ้นเท่านั้นเอง เพราะนมแม่ได้ชื่อว่าเป็นอาหารชั้นเยี่ยมที่อุดมไปด้วย แอลฟา-แล็คตัลบูมิน ซึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพสูง มีกรดอะมิโนจำเป็น ชื่อ “ทริปโตแฟน” ที่เป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาท ช่วยในการสื่อสารของเซลล์ประสาทและการทำงานของสมอง มีส่วนช่วยในการควบคุมการนอนหลับ ทำให้ลูกหลับเร็วขึ้นและสามารถนอนได้นานขึ้น2 นอกจากนี้นมแม่ยังอุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารต่างๆ มากมาย ที่เสมือนเป็นวัคซีนธรรมชาติปกป้องลูกน้อยให้มีภูมิต้านทานที่แข็งแรงขึ้น


จริงอยู่ที่เด็กลูกน้อยมีขีดจำกัดในการเรียนรู้ของแต่ละช่วงวัย แต่สมองของเด็กมีการพัฒนาอยู่เสมอในทุกๆ เวลา ดังนั้นนอกจากคุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจกับพัฒนาการของลูกในยามตื่นแล้ว ควรใส่ใจดูแลให้เขาได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม แบ่งช่วงเวลาสำหรับพัฒนาการสมองของเด็กอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยกระตุ้นและเร้าให้สมองพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ทำให้เด็กมีความพร้อมในการเรียนรู้ เพื่อการเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ


 

Sources:

Tarullo AR, Balsam PD, and Fifer WP. Sleep and Infant Learning. Infant and Child Development 2011: 20; 35-46 Steiberg LA, O’Connell NC, Hatch TF, Picciano MF, Birch LL. Tryptophan intakes influences infants’ sleep latency 1992. J. Nutr: 122(9); 1781-91

 

ร้านอาหารแนะนำสำหรับคุณแม่

More Than A Game Café

        สำหรับคนไทยแล้ว บอร์ดเกม ถือเป็นกิจกรรมที่ยังใหม่มาก หากเอ่ยชื่อ เกมเศรษฐี ที่วางกระดาน ทอยแต้ม ซื้อที่ดิน นั้น หลายคนคงร้องอ๋อ เพราะนี่ถือเป็นบอร์ดเกมประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่า ถ้าคุณได้ก้าวเข้ามาในร้านนี้แล้ว เกมเศรษฐีที่ว่าแน่ กระเด็นชิดซ้ายไปเลย มีเกมให้เลือกเล่นละลานตามาก สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย และทั้งครอบครัว ใครเป็นมือใหม่อยากหัดเล่น เอ่ยปากเรียก boardgame master มาช่วยเหลือได้ คุณอรอนงค์ บอกกับเราว่า ที่นี่เราเน้นบรรยากาศครอบครัว อยากให้พ่อแม่มาเล่นร่วมกับลูกเยอะๆ  ช่วยปลูกฝังให้เขาคิดวางแผนเป็น วางระบบทางความคิดได้ หรือ จะเลือกให้ลูกๆลงเวิร์คช็อปกับทางร้านก็ได้ รับตั้งแต่ อายุ 5 ขวบขึ้นไป ซึ่งทางร้านไม่ได้สอนให้เล่นเกมอย่างเดียว แต่เน้นให้เด็กๆฝึกคิดว่าทำไมเขาถึงวางแผนแบบนี้ สำหรับเกมฮอตฮิต ติดอันดับของร้าน คือ Ticket to ride เกมสร้างทางรถไฟที่มีหลายเวอร์ชั่นมาก  ส่วนเมนูแนะนำทั้งหมดเน้นวาฟเฟิล ซึ่งอร่อยนุ่มไม่เหมือนใคร ได้แก่ บีแอลที 95 บาท เบอร์เกอร์หมู 75 บาท โกโก้ ทอฟฟี่ บานาน่า ครั๊นซ์ 145 บาท มัชชะ แอนด์ ช็อคโกแลต เมลติ้ง 145 บาท ส่วนเมนูข้าวก็มี ข้าวหน้าไก่เทอริยากิ 75 บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ร้านอาหารแนะนำสำหรับคุณแม่

My cafe the Library

ใครกำลังมองหาร้านอาหารน่านั่ง ที่โอบล้อมไปด้วยตู้หนังสือ เหมือนนั่งพักผ่อนกินข้าวอยู่ที่บ้าน เราขอแนะนำ My cafe the Library ที่นี่เขาเปิด 24 ชั่วโมง เหมือนอยู่บ้านเลยไหมล่ะ หิวตอนไหนมาได้ตลอด อยากหาหนังสือดี หนังสือหายากก็แวะเวียนมาดูหรือฝากให้ช่วยตามหาได้ สำหรับเด็กๆ ก็มีหนังสือการ์ตูนให้อ่าน ถ้าถูกใจเล่มไหนอยากซื้อกลับบ้าน ทางร้านก็ยินดี ส่วนใครอยากจะบริจาคหนังสือก็นำมาฝากไว้ได้เพราะทุกสิ้นปีทางร้านจะนำไปให้ตามมูลนิธิต่างๆ ที่ต้องการ

เติมอาหารสมองไปแล้ว ถึงเวลาเติมอาหารแสนอร่อยลงท้องกันบ้าง เมนูแนะนำได้แก่ สปาเก็ตตีเป็ดกรอบ  230 บาท เป็ดนุ่มหนังกรอบชิ้นใหญ่จุใจสปาเก็ตตีรสชาติจัดจ้าน ข้าวไข่ข้นขี้เมาทะเลกุ้งแม่น้ำ 170 บาท ข้าวไข่ข้นเป็นเมนูขึ้นชื่อของทางร้านอยู่แล้ว พอจับคู่กับขี้เมาทะเล ที่มีกุ้งแม่น้ำตัวโตนำทีม จานนี้เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม ข้าวต้มรอบดึก 150 บาท ข้าวต้มกุ๊ยเสิร์ฟพร้อมกับข้าว 3 อย่าง อิ่มพอดีๆ ส่วนของหวานล้างปากต้อง บานอฟฟี่ 80 บาท  รสชาติกำลังดีไม่หวานจัด ส่วนคอกาแฟอยากให้สั่ง กาแฟเย็น Egg Latte 80 บาท เขาจับคู่ไข่ลวกกับกาแฟให้อยู่ในแก้วเดียวกันได้อย่างลงตัวสุดๆ เวลาดื่มต้องคนไข่ให้แตก แล้วดูดกาแฟขึ้นมาพร้อมกับไข่ลวก อืมมม…ชื่นใจ

 

 

 

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

blog ครอบครัว

[Blogger พ่อเอก-49] ลองพาลูกไปวัดศักยภาพจากลายนิ้วมือ

เคยได้ยินเรื่องการสแกนลายนิ้วมือดูบุคลิกภาพความสนใจ และความถนัดไหมครับ?  ผมได้ยินครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนตอนที่ยังไม่แต่งงาน เพื่อนที่ทำงานชวนไปตรวจดูเพื่อจะได้รู้ว่างานที่เราทำมันเหมาะกับความชอบและความถนัดของเราหรือเปล่า? แต่พอได้ยินค่าใช้จ่ายเท่านั้นแหละ ผมเลยบอกปฏิเสธไป  (แหม่! มันก็หลายตังค์อยู่นะ)

พอปูนปั้นลูกชายผมอายุได้ขวบกว่า ภรรยาของผมก็ชวนไปฟังเรื่องนี้ เพราะจะได้ลองสแกนฟรี (บางนิ้ว) ผมก็เตรียมใจไปก่อนแล้วว่าต้องเสียเงินแน่นอน (..แหม่ก็เล่นสแกนบางนิ้ว คนมันก็ต้องอยากรู้ทุกนิ้ว) แต่ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าผลจากการสแกนนิ้วจะบอกอะไรเกี่ยวกับปูนปั้น

หลักการมีอยู่ว่าลายนิ้วมือแต่ละนิ้วจะบอกลักษณะความคิด ความถนัด ความชอบได้ เมื่อสแกนครบทั้ง 10 นิ้ว คอมพิวเตอร์จะคำนวณค่าออกมา เพื่อบอกลักษณะการเรียนรู้ของคนนั้นๆ เช่น ชอบภาษา ชอบวิทยาศาสตร์ ลักษณะบุคลิก เช่น การเข้าสังคม ชอบปลีกวิเวก บอกความถนัดทางด้านดนตรี กีฬา ไปจนถึงวิธีการเรียนรู้ เช่นบางคนชอบเรียนรู้โดยการอ่าน บางคนชอบทดลอง ชอบสัมผัส เป็นต้น

         ซึ่งในประเทศเราตอนนี้ก็มีหลายสถาบันที่ให้บริการเรื่องการตรวจศักยภาพสมองจากการสแกนนิ้ว โดยจะมีซอฟต์แวร์อ่านผลจากลายนิ้วมือแต่ส่วนที่สำคัญอีกอย่างคือ คนที่จะแปลผลนั้นออกมาให้เราเข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อจะได้นำไปใช้ในการพัฒนาปรับปรุงเจ้าตัวเล็กให้ถูกต้อง

ผมเองมีความสงสัยอยู่ว่าการสแกนนิ้วมันสามารถบอกอะไรได้จริงหรือ แต่เมื่อผลสแกนนิ้วของปูนปั้นออกมาแล้ว ผมพอใจในระดับหนึ่ง ผู้อ่านผลถามว่าว่า “คุณพ่อหรือคุณแม่ มีคนใดคนหนึ่งที่ทำงานด้านที่เกี่ยวกับตัวเลข คำนวณมากๆ หรือไม่ เพราะลายนิ้วมือปูนปั้นแสดงผลด้านเรื่องชอบการคำนวณมากๆ” ซึ่งคำตอบคือ ปะป๊าจบด้านวิศวกรรมศาสตร์มา ชอบคำนวณและยังมีผลอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น

    • ผลออกมาชี้ว่า ปูนปั้นเป็นเด็กเรียนรู้ภาษาได้เร็ว เมื่อเทียบกับอายุ ก็ดูจะเข้าเค้ากับผลการอ่านลายมือ
    • ปูนปั้นมีมนุษยสัมพันธ์ดีชอบเข้าสังคม แต่ช่วงแรกจะใช้เวลาศึกษาก่อน เมื่อรู้สึกไว้ใจถึงจะลดช่องว่างลง ซึ่งก็คล้ายกับบุคลิกที่เราเห็นว่า เวลาพาไปเข้ากลุ่มปูนปั้นจะยิ้มไหว้ ทักทายได้ แต่จะใช้เวลาสักพักกว่าจะกลืนเข้าไปในกลุ่ม ตรงนี้ช่วยให้เราเข้าใจ และคลายความกังวลเล็กๆลงได้ จะได้ไม่ต้องพยายามผลักดันให้เข้ากลุ่มไวไว เพียงแต่ให้เวลาเขาศึกษาสิ่งแวดล้อมสักพัก  เดี๋ยวเขาจัดการเองได้

หรืออีกอย่างที่เราคิดว่าผลออกมาน่าสนใจ คือ เราคิดไว้ว่าจะไม่ให้ลูกเรียนพิเศษวิชาการแต่จะให้เขาเรียนกิจกรรมที่เป็นสันทนาการต่างๆ แต่ก็อยากให้ลองเรียนเต็มไปหมด ทั้ง ดนตรี กีฬา ศิลปะ และอื่นๆ จนตัดสินใจไม่ถูก ซึ่งผลสแกนออกมาในแนวว่าปูนปั้นชอบเรียนรู้จากการลงมือทำมากกว่าจากการเรียนในห้องเรียน ดังนั้นใส่กิจกรรมพวกนั้นเข้ามาได้เต็มที่เลย แล้วปล่อยให้เขาค่อยๆ เลือกตัดออกไปเองหลังจากที่เรียนรู้แล้ว เป็นต้น

มีผลรายละเอียดอีกมาก แต่เนื่องจากเป็นข้อมูลส่วนตัวขออนุญาตไม่นำมาเล่าทั้งหมด  ขอนำเสนอในแง่มุมกว้างๆ เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังหาข้อมูลตัดสินใจ  มีทั้งที่ผมเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่โดยภาพรวมๆ อาจจะบอกแนวทางในการสอนลูกได้บ้างว่าลูกชอบเรียนรู้ด้วยวิธีไหน เราจะได้สอนเขาด้วยวิธีนั้น

อีกทั้งค่าใช้จ่าย ก็สูงพอสมควร ดังนั้นถ้าไม่สะดวก ก็อย่าไปกังวล เพราะผมเชื่อว่าถ้าเราได้คลุกคลีอยู่กับลูกมากๆ ความรักความเข้าใจที่มีให้เจ้าตัวเล็กก็จะบอกได้เองฮะว่า เขาชอบอะไร และจะส่งเสริมอะไร ที่ที่แน่ๆไม่ต้องสแกนนิ้ว เจ้าปูนปั้นชอบหม่ำตาบั๊กมากกกก

      ติดตามเรื่องราวความน่ารักของครอบครัวน้องปูนปั้นได้ในคอลัมน์ FAMILY BLOGGER : www.real-parenting.com  ได้ทุกสัปดาห์

 แวะไปดู รอยยิ้มหวานฉ่ำ ที่มีแจกฟรีทุกวันได้ที่

www.facebook.com/Poonpun.Poonpoon นะครับ

บทความและภาพโดย: บรรทัดที่สิบเอ็ด (พ่อเอก-จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์)

การดูแลเด็กประถมวัย

4 วิธีช่วยพี่โตดูแลตัวเอง

เดี๋ยวก็ดูเหมือนโตแล้ว พูดจากันรู้เรื่อง ทำอะไรเองได้เรียบร้อย แต่ผ่านไปแว้บเดียว ลูกคนเดิมของเรานี่แหละกลับไปเถียงกับน้องแย่งของเล่นกันกระจองอแงอีกจนได้…แล้วอย่างนี้พ่อแม่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าลูกโตพอจะดูแลตัวเองในสังคมที่กว้างขึ้นได้

 พญ.ดร.แครอน ฟาร์เรลล์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งสถาบัน The Seton Mind Institute ในออสติน รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา อธิบายว่า เด็กในวัยกำลังโตมักจะสับสน จากความต้องการเลียนแบบพฤติกรรมของเด็กที่โตกว่าหรือผู้ใหญ่ แต่ก็ยังไม่สามารถทำตามนั้นไปได้นาน จึงเกิดพฤติกรรมที่มีความผันผวน ซึ่งพ่อแม่สามารถช่วยจัดระเบียบพฤติกรรมของลูกวัยนี้ได้ด้วย…

 

1 เพิ่มหน้าที่รับผิดชอบ เพื่อเพิ่มพูนทักษะของลูกในด้านต่างๆ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจ ควรเป็นงานที่พ่อแม่คิดว่าลูกสามารถทำได้ เช่น พับเสื้อผ้า, เช็ดโต๊ะ, จัดตู้  โดยไม่คาดหวังผลงานเลอเลิศ เพราะเราหวังผลแค่เพียงการฝึกทักษะ เสร็จแล้วอย่าลืมเอ่ยชมความตั้งใจทำงานของลูกด้วย แต่ถ้าลูกร้องอยากลองทำอะไรเองที่ยากหรือท้าทายขึ้นอย่าง เปิดเตาแก๊สทำอาหารกินเอง หรือเดินไปสนามเด็กเล่นเองตามลำพัง ก็อย่าเพิ่งปฏิเสธแบบตัดรอนทันที แต่ควรจะบอกลูกว่ามันเป็นกิจกรรมที่ยังไม่ปลอดภัยพอที่ลูกจะทำเองคนเดียวได้ และกำหนดเวลาคร่าวๆว่าเมื่อไรจึงจะมาคุยกันถึงเรื่องนี้อีกที

2  ช่วยจัดระเบียบ บางครั้งพ่อแม่อาจจะคิดว่าลูกโตพอที่จะปล่อยให้ทำอะไรเอง เช่น จัดกระเป๋าไปโรงเรียนเอง หรือเตรียมตัวเข้านอนได้เอง ซึ่งจะว่าไปแล้ว ลูกก็อาจจะทำได้อยู่ แต่ทว่า ยังทำได้ไม่ดีนัก เพราะยังคงขาดทักษะการจัดอันดับว่าอะไรควรทำก่อน-หลัง วิธีหนึ่งที่ช่วยให้ลูกจัดการธุระได้ถูกต้องตามขั้นตอนก็คือ ให้ลูกเขียนขั้นตอนการเตรียมตัวต่างๆไว้เป็นข้อๆ แล้วติดไว้ในห้องนอน หรือแปะบนตู้เย็น เช่น เก็บการบ้าน เก็บเครื่องเขียนใส่กล่องดินสอ จัดตารางสอน ปิดกระเป๋า เป็นต้น

3 กระตุ้นความมีแก่ใจ คุณหมอฟาร์เรลล์แนะนำว่าเด็กวัยนี้มักจะมองและยึดตัวเองเป็นสำคัญ พ่อแม่จึงควรหาโอกาสสนับสนุน และกระตุ้นพฤติกรรมเชิงบวกให้กับลูก เช่นการแสดงน้ำใจต่อผู้อื่น เป็นต้นว่า ช่วยยกกระเป๋าให้น้อง คัดเลือกเสื้อผ้าไปบริจาค หรือเจียดเงินค่าขนมไปบริจาคทำบุญบ้าง

4 เล่นด้วยกัน แม้ลูกวัยนี้จะไม่ชอบให้พ่อแม่ตามติดวุ่นวายยามอยู่นอกบ้าน แต่เวลาที่อยู่ในบ้านก็ยังสนุกด้วยกันได้เหมือนเดิม เพียงแต่ปรับรูปแบบให้โตขึ้นตามวัย เช่น เปลี่ยนจากการเล่นขายของเป็นเล่นเกมเศรษฐี หรือเล่นโดมิโนด้วยกัน

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

จับสัญญาณว้าวุ่น เมื่อวัยทีนเผชิญโลกใบใหญ่

 

ลูกยิ่งโต เขาก็ยิ่งต้องเข้าสังคมมากขึ้น และวัยทวีนก็ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างด้วย ทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย จิตใจและสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเรายังรับมือไหว หรืออยากเปิดไฟฉุกเฉินขอความช่วยเหลือแล้วล่ะ

 

รู้ก่อน เรื่องวุ่นวายใจหลักๆของวัยทีน
ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการรับมือกับความเครียด การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตใจ การยอมรับจากกลุ่มเพื่อน ปัญหาที่โรงเรียน (เช่น การถูกรังแก) หรือปัญหาเรื่องการเรียน (เช่น การบ้าน) ภาพลักษณ์ ความขัดแย้งในครอบครัว การหย่าร้างของพ่อแม่และภาวะซึมเศร้า แถมยังมีเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจให้ยิ่งกังวลหนักขึ้นอีกต่างหาก

 

3 สัญญาณบอก วัยทีนอยากได้ผู้ช่วยแล้ว!!
ถึงจะเป็นเรื่องปกติ แต่ความวิตกกังวลของลูกก็อาจจะรุนแรงจนจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ถ้าลูก

กังวลไม่เลิก คือมักจะ ‘วิตกกังวล’ หรือ ‘เครียดมาก’ มีเรื่องที่กังวลมากมายโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน หรือไม่รู้จักผ่อนคลาย

กังวลหนักขึ้นเรื่อยๆจนหลบหน้าผู้คน มีแต่ความคิดในแง่ลบ หรือมีอาการทางกายอย่างเหงื่อแตก หัวใจเต้นเร็ว ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ หายใจถี่หรือท้องร่วง

กังวลจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต อย่างเลิกทำสิ่งที่เคยทำหรือหมดสนุกไปเลย

หากปล่อยไว้ ลูกอาจเกิดภาวะซึมเศร้าได้ พร้อมกับอาการเหล่านี้ รู้สึกโกรธ รู้สึกผิด รู้สึกเศร้าหรือฉุนเฉียวมากกว่าปกติ ท้อแท้ นอนไม่หลับ และมีพฤติกรรมแปลกๆ โดยมักเป็นแบบนี้บ่อยๆ หรือเป็นมานานเกิน 2 สัปดาห์

 

คุณก็ช่วยลูกได้ด้วย…

• คุยกัน  เพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณรู้ว่าเขามีเรื่องวุ่นวายใจมากแค่ไหน ยินดีที่จะรับฟังและช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ไม่ปล่อยให้เขาเผชิญกับปัญหาตามลำพัง อาจจะชักชวนให้เขามาร่วมโต๊ะกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัวบ่อยๆ จะได้คอยอัพเดตว่ามีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตของเขาบ้าง

• แสดงให้เห็นว่าคุณวางใจและเชื่อมั่นในตัวเขา เชื่อว่าเขารับมือกับเรื่องที่ทำให้เครียดได้ และพยายามเปลี่ยนความคิดจนทำให้เรื่องคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

• แสดงความรัก ความใส่ใจ และความเข้าใจ ทำให้เขารู้สึกว่ามีความมั่นคงทางใจโดยอาจจะกอด ยิ้มให้หรือโอบไหล่

• เป็นตัวอย่างที่ดีในการรับมือกับความเครียด ด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ เช่น ไปออกกำลังกาย หาเวลาพักและปรึกษาสามีหรือเพื่อน

ไม่กดดันเรื่องการเรียน แต่คอยสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ จะได้กระตุ้นให้เขาไม่ละความพยายาม

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง