พัฒนาการทารก

เบบี๋ตัวแค่เนี้ย รู้อะไรหลายอย่าง!

ถ้าคิดว่าเจ้าตัวน้อยของคุณ มีหน้าที่กิน นอนและขับถ่ายเป็นหลัก ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย คุณก็คิดใหม่ได้แล้วล่ะ เพราะเมื่อเขาออกจากโลกในท้องแม่มาอยู่ในโลกกว้าง เขามีทักษะด้านการรับรู้ที่พัฒนาขึ้นทุกวันตามพัฒนาการ พูดง่ายๆ ว่าถึงจะมีพ่อแม่ดูแลตัวเขาเองก็มีสิ่งที่จะรับรู้เพื่อการอยู่รอดกับก้าวแรกในชีวิตของเขานั่นเอง

ตอนนี้คุณคงอยากรู้แล้ว ว่าเจ้าตัวน้อยของคุณ รู้อะไรกันบ้าง เมื่อรู้แล้วก็น่าจะช่วยให้คุณเข้าใจและดูแลเขาได้ง่ายขึ้น


รับรู้ว่ามีเขา มีคุณ และมีความรู้สึกนะ
ทักษะที่ได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นทุกวันทำให้เจ้าตัวน้อยแยกแยะคุณจากคนอื่นๆได้ รู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคุณ แต่เป็นคนละคนกัน และถ้าหายหน้าไป คุณก็อาจจะไม่กลับมาหา ซึ่งเป็นความคิดที่ทำให้เขากลัว เขายังอาจจะจำชื่อหรือหน้าตัวเองที่เห็นตอนส่องกระจกได้ด้วย เขารู้ว่าความหิวและความง่วงให้ความรู้สึกที่ต่างกัน และคุณก็ยังอาจจะเข้าใจเขาและสิ่งที่เขาทำมากขึ้นด้วย อย่างบอกความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เขาทำตอนหิวและสิ่งที่เขาทำตอนง่วงได้ พูดง่ายๆก็คือคุณทั้งคู่จะเข้าใจความเป็นไปรอบตัวมากขึ้น


อ๋อ..รู้ว่ามีสิ่งที่ทำให้สุขใจนะ
จะมีทั้งสิ่งของและคนที่เจ้าตัวน้อยออกอาการ “ติด” เอามากๆ อย่างของเล่นชิ้นโปรดและพ่อแม่ ซึ่งพอได้อยู่ใกล้ชิดกับสิ่งของและคนนั้นเขาจะมีความสุข เพราะรู้สึกอบอุ่นใจ ปลอดภัย ดังนั้นถ้าสิ่งที่เขา “ติด”ห่างไปละก็ ต้องร้อง (ไห้) ดังๆ บอกไง…


แล้วก็มีสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจด้วย…ฮื่อๆ
เจ้าตัวน้อยอาจจะกลัวอะไรบางอย่าง และพอเขาเริ่มคุ้นเคยกับกิจวัตรประจำวันจนคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเป็นลำดับต่อไป สิ่งที่ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดไว้ก็อาจจะทำให้เขางอแง ถ้าคนที่อุ้มไม่ใช่คนสำคัญในชีวิตหรือคนที่คุ้นเคย เขาก็อาจจะกังวล และถ้าคนที่ไม่คุ้นเคยมาคุยด้วย เขาก็อาจจะงอแง


โอ๊ะ…รู้ว่ามีสิ่งที่น่าสนใจเยอะแยะไปหมด…
เจ้าตัวน้อยจะเริ่ม “ทำการทดลอง” เพื่อดูว่าสิ่งรอบตัวมีไว้ทำอะไรบ้าง อย่างลองหย่อนมือถือของคุณลงไปในแก้วน้ำ ลองคว่ำจานข้าวบนพรมผืนโปรดของคุณ หรืออาจจะแค่ลองทำโน่นทำนี่เพื่อดูว่าคุณจะมีปฏิกิริยาอย่างไร จะได้รู้ว่าตัวเองทำถูกหรือเปล่า

 

จากเรื่อง : Traveling with a newborn ใน parenting.com
บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เกือบตาย… เพราะ HEELP Syndrome

“จู่ๆ วันนั้นเอมก็รู้สึกจุกแถวๆ ลิ้นปี่ ทำอย่างไรก็ไม่หาย ตอนแรกนึกว่ากินน้ำอัดลมเยอะ แต่ที่ไหนได้กลับกลายเป็นว่าต้องแอดมิทเพื่อเตรียมผ่าคลอดลูกแทน ทั้งๆ ที่ตอนนั้นอายุครรภ์แค่ 27 สัปดาห์เท่านั้นเอง”

ก่อนหน้านี้ไม่มีอาการอะไรเลย ทุกอย่างปกติดี ไปพบหมอทุกครั้งที่นัด น้ำหนักก็ขึ้นตามปกติ ไม่มีโรคประจำตัวใดๆทั้งสิ้น แต่สุดท้ายมันก็ยังเกิดขึ้นจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด” คุณแม่เอม-อภัณชนิต สัทธรรม คุณแม่ของน้องเทมส์-ด.ช.ฆฤน ประชานุรักษ์ วัย 7 ปี เล่าย้อนให้ฟังถึงเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้น เมื่อครั้งที่อุ้มท้องน้องเทมส์อยู่ “วันนั้นประมาณ 6 โมงเย็นก็เริ่มรู้สึกจุกแถวๆ ลิ้นปี่ ก็นึกว่ากินน้ำอัดลมเยอะเกินไป พอถึง 3 ทุ่ม ก็เริ่มหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก อาการจุกก็ยังไม่หาย เลยตัดสินใจไปโรงพยาบาล พอไปถึงห้องฉุกเฉินวัดความดันได้ 220 คุณหมอเลยให้แอดมิด และบอกว่าอาจต้องยุติการตั้งครรภ์

“ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ไม่ทันตั้งตัว ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าตัวเองมีภาวะครรภ์เป็นพิษขั้นรุนแรง และมีกลุ่มอาการ HEELP Syndrome แต่คิดว่าคงเป็นหนักแล้ว เพราะตับบวม มีไข่ขาวรั่วในปัสสาวะ หัวใจเต้นผิดปกติ และความดันสูงมาก ซึ่งเสี่ยงว่าแม่จะชักหรือเส้นเลือดในสมองแตกได้ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่สามารถผ่าคลอดได้ทันที เพราะเอมมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หากผ่าตัดอาจทำให้เลือดไหลไม่หยุดจนทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งก็เจอปัญหาว่าเกล็ดเลือดไม่พออีก คืนนั้นทราบว่าทีมคุณหมอต้องประสานงานหาเลือดกันอย่างหนักเพื่อให้มีเลือดและเกล็ดเลือดเพียงพอ”

“พอรู้ก็พยายามตั้งสติ หลังจากนั้นคุณหมอก็อัลตร้าซาวนด์ท้องดูและคำนวณว่าน้ำหนักลูกประมาณ 1 กิโลกรัม ซึ่งคุณหมอบอกว่าน้ำหนักเท่านี้สามารถเลี้ยงเขานอกครรภ์ได้ ระหว่างนั้นเกล็ดเลือดของเอมก็ต่ำลงไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ผ่าตอนนี้ เท่ากับรอเวลาเท่านั้น
โชคดีมาก ระหว่างที่ผ่าไม่มีภาวะแทรกซ้อนอะไรเลย น้องเทมส์คลอดออกมาน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 800 กรัมเท่านั้น ซึ่งเอมไม่ได้เห็นหน้าลูกทันที เพราะต้องไปเข้าตู้อบ และส่งไปอยู่อีกโรงพยาบาล ส่วนเอมต้องพักรักษาตัวเองอีก 7 วัน”

 

คุณที-นที ประชานุรักษ์ คุณพ่อน้องเทมส์ เล่าให้ฟังถึงวินาทีที่ได้เห็นลูกครั้งแรกว่า “ลูกตัวเล็กมาก เนื้อก็ติดกระดูก ตัวก็แดง มีสายระโยงระยางและท่อเต็มไปหมด น้องเทมส์ต้องอยู่ในตู้อบถึง 4 เดือนครึ่ง โดยตลอดเวลาเหล่านั้นก็มีเรื่องให้ลุ้นตลอด ทั้งกินอาหารไม่ได้ แม้กระทั่งนมแม่ ต่อมไทรอยด์ใต้สมองมีปัญหา เป็นโรครูท่อปัสสาวะเปิดต่ำ ซึ่งต้องผ่าตัดตอน 1 ขวบ มีแคลเซียมเกาะที่ไต มีอาการซีด ต้องให้เลือด และอีกมากมาย ต้องคอยมอร์นิเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้วก็ยังต้องดูแลเขาอย่างใกล้ชิด”

ถึงแม้คุณเอมและคุณทีจะพบเจอกับเรื่องราวหนักหนาแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งสัมผัสได้คือ การมีสติ คุณทีกล่าวว่า “สิ่งที่เราทำได้เมื่อเจอเรื่องหนักหนาสาหัสคือการให้กำลังใจกันและกัน พูดคุยกัน ท้อได้แต่ต้องดึงตัวเองกลับมาให้เร็วที่สุด มันไม่ใช่แค่สู้เพื่อตัวเรา แต่ต้องสู้เพื่อลูกด้วย เพราะลูกต้องการกำลังใจจากเรา ไม่อย่างนั้นเขาจะเติบโตขึ้นมาไม่ได้”

“ใช่ค่ะ ต้องสู้ ครั้งแรกที่เจอลูก เอมอุ้มลูกไม่ได้เหมือนแม่คนอื่น ได้แต่ยื่นมือเข้าไปจับในตู้อบ ตอนที่ยื่นมือเข้าไป ก็คิดในใจว่า ยังไงก็เกิดเป็นลูกแม่แล้ว สู้ไปด้วยกันนะ ไม่รู้ว่าบังเอิญหรืออะไร นิ้วลูกก็เริ่มขยับ หลังจากนั้นเลยคิดว่า ลูกตัวแค่นี้ยังสู้เลย เราก็ต้องสู้เหมือนกันค่ะ” คุณแม่เอมกล่าวปิดท้าย

Meet the Doctor

ภาวะครรภ์เป็นพิษขั้นรุนแรง และกลุ่มอาการ HEELP Syndrome คืออะไร?

นายแพทย์อานนท์ เรืองอุตมานันท์ สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และเป็นแพทย์เจ้าของเคสคุณแม่เอม ขออธิบายให้ผู้อ่านได้เข้าใจมากขึ้นค่ะ

รู้จักกับครรภ์เป็นพิษ และกลุ่มอาการ HEELP Syndrome

ครรภ์เป็นพิษถือเป็นโรคแทรกซ้อนที่มีความรุนแรงสูงสุดของคนท้อง อาการของครรภ์เป็นพิษคือ ท้องแล้วความดันโลหิตจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้อวัยวะภายในร่างกาย เช่น ตับ ไต หัวใจ เริ่มพัง โดยแบ่งครรภ์เป็นพิษออกเป็น ครรภ์เป็นพิษธรรมดา และครรภ์เป็นพิษขั้นรุนแรง

สำหรับครรภ์เป็นพิษธรรมดา มักจะมีความดันสูงและปวดหัวอย่างเดียว ความดันอยู่ที่ประมาณ 140/90 ตรวจเจอไข่ขาวในปัสสาวะ ขาบวมมาก และมักพบตอนอายุครรภ์ 35-36 สัปดาห์หรือท้องใกล้แก่เท่านั้น ในขณะที่ครรภ์เป็นพิษขั้นรุนแรง นอกจากความดันสูงมาก ตรวจเจอไข่ขาวแล้ว ยังพบว่ามีเกล็ดเลือดต่ำ อวัยวะพัง เช่น ตับบวม และมักเกิดได้ตลอดทุกช่วงอายุการตั้งครรภ์

ส่วนกลุ่มอาการ HEELP Syndrome หมอขอเรียกว่า ครรภ์เป็นพิษขั้นเทพ เป็นระดับตัวท็อปของครรภ์เป็นพิษ และมักเกิดขึ้นได้น้อยมาก โดยส่วนตัวหมอเพิ่งเจอเคสนี้เป็นรายที่ 3 เท่านั้น สำหรับ HEELP Syndrome จะมีอาการหลักๆ คือ มีการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง ตรวจพบเอ็นไซม์ของตับเนื่องจากตับถูกทำลาย และเกล็ดเลือดต่ำ นอกจากนี้ยังมีอาการหัวใจโต ทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนเกิดจากความดันโลหิตที่สูงมากๆ อย่างเช่นในกรณีของคุณแม่เอมที่มีความดันสูงถึง 220 ซึ่งวิธีรักษาโรคนี้ให้หายคือการยุติการตั้งครรภ์เท่านั้น HEELP Syndrome นั้นสามารถเกิดกับใครก็ได้ แม้แต่คุณแม่ที่สุขภาพแข็งแรงดี มักเกิดกับท้องแรก และสามารถเกิดซ้ำได้ในท้องที่สอง ร้อยละ 15-30 เป็นภาวะที่นอกเหนือความคาดหมายทุกอย่าง ซึ่งยังไม่มีใครสามารถหาสาเหตุได้

เคสคุณแม่เอม และการรักษา

ตอนนั้นคุณแม่เอมมาโรงพยาบาลด้วยความดัน 220 ซึ่งสูงมาก จัดว่าวิกฤติทีเดียว อีกทั้งมีอาการเจ็บบริเวณลิ้นปี่ หากเป็นครรภ์เป็นพิษธรรมดาจะไม่มีอาการเจ็บแบบนี้ เมื่อตรวจก็พบว่าเกล็ดเลือดต่ำ เม็ดเลือดแดงแตก พบเอ็นไซม์ของตับ ซึ่งตรงกับอาการของ HEELP Syndrome และหัวใจพองโต ต้องให้ยากระตุ้นหัวใจ ยากันชัก ยาลดความดัน จากนั้นหมอจึงอัลตร้าซาวนด์ดูเด็กในครรภ์ พบว่าน้ำหนักน้อย แต่อย่างไรก็ต้องคลอด เพื่อรักษาชีวิตของทั้งคู่ จึงฉีดยากระตุ้นปอดเด็กโดยฉีดผ่านเส้นเลือดของแม่

อีกปัญหาหนึ่งที่พบก่อนผ่าคลอดคือเกล็ดเลือดต่ำ ปกติเกล็ดเลือดของคนเราจะอยู่ที่ประมาณ 2 แสน แต่ของคุณแม่เอมเหลือแค่ 8 หมื่นเท่านั้น (เกล็ดเลือดต่ำจะทำให้เลือดไหลไม่หยุด เพราะไม่แข็งตัว) ยิ่งยื้อไว้เกล็ดเลือดยิ่งต่ำลง โดยเวลาต่อมาเกล็ดเลือดคุณแม่เอมลงไปที่ 6 หมื่น ทำให้ต้องรีบผ่าทันที โชคดีที่การผ่าตัดราบรื่นดีมาก สุดท้ายสามารถผ่าตัดคลอดได้สำเร็จ ปลอดภัยทั้งแม่และลูก ส่วนการดูแลคนไข้หลังคลอดก็คือการให้ยารักษาหัวใจและความดัน ส่วนตับนั้นค่อยๆ ดีขึ้นเอง ใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ก็ค่อยๆ หายดี

การดูแลตัวเองสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

ควรมาหาหมอทันทีที่รู้ว่าตัวเองท้อง เพราะหมอจะเช็กได้ว่าคุณมีการตั้งครรภ์หรือไม่และครรภ์ปกติหรือไม่ โดยหมอจะตรวจเช็ค 3 ประการคือ มีการตั้งครรภ์จริง ตั้งครรภ์ในมดลูกจริง และหัวใจลูกเต้นจริง บางคนมักไปหาหมอตอนที่ท้องใหญ่แล้วโดยที่ไม่รู้ว่าครรภ์มีความผิดปกติ เช่น ท้องนอกมดลูก เด็กไม่มีตัว เป็นต้น ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ถึงร้อยละ 13 เลยทีเดียว นอกจากนี้ควรไปตามนัดทุกครั้ง สงสัยอะไร หรือมีความผิดปกติอะไรแม้เพียงเล็กน้อยก็อย่าปล่อยไว้ เพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกของภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ติดแม่

พาออกนอกบ้านทีไร ทำไมลูกถึง “ติด” แม่จัง

อันที่จริง เราพ่อแม่ก็อดดีใจอยู่ลึกๆ ไม่ได้เวลาที่ลูกแสดงอาการ “ติด” เรา แต่ครั้นพออาการ “ติดแม่” ของลูกออกจะดราม่ามากเข้า ถึงกับร้องไห้งอแงเวลาที่แม่หรือพ่อลับสายตา ความดีใจก็มักจะเปลี่ยนไปเป็นความกลุ้มใจกับอาการที่มากมายขึ้นของลูกแทน.. มาทำความเข้าใจลูกกันดีกว่าค่ะ

ติดแม่มาก
ทำไมลูกถึง “ติดแม่”?

ทำไมลูกถึง “ติดแม่”?

•  เพราะกลัวแม่ทิ้ง

อาการ “ติด” ของหนูๆ ทั้งหลายมาจากความรู้สึกกังวลต่อการพรากจาก หรือที่เรียกกันว่า Separation Anxiety ดร.เอริน บอยด์-ซอยสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการมนุษย์ อธิบายว่าอาการ “ติด” พ่อแม่หรือคนที่ทำหน้าที่ดูแลของลูกมักจะเกิดขึ้นกับเด็กตั้งแต่อายุ 8 เดือนขึ้นไป จนถึง 3 ขวบ เพราะเด็กในวัยนี้จะยึดว่าพ่อแม่ หรือผู้ที่ทำหน้าที่ให้การดูแลคือแหล่งรวมความรักและความมั่นคงปลอดภัย

banner300x250-1แม้ว่าอาการ “ติด” ของเด็กมักจะลดน้อยลงไปเองเรื่อยๆ เมื่อโตขึ้น แต่ก็ยังคงมีอาการแบบแว้บๆ ขึ้นมาได้บ้าง เช่น เมื่อเกิดความเครียด หรือเวลาเจ็บป่วยไม่สบาย อย่างที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ ก็คือ ร้องไห้เวลาที่ต้องไปโรงเรียน หรือร้องไห้ตาม เวลาพ่อแม่ออกจากบ้าน

อ่านต่อ “คนอื่นๆ ดีแค่ไหน ก็แทน ‘พ่อแม่’ ไม่ได้!” หน้า 2

4 สไตล์ “ติด” แม่ ลูกคุณแบบไหน

4 สไตล์ “ติด” แม่ ลูกคุณแบบไหน

การพาลูกในช่วงวัยนี้ไปฝากศูนย์ดูแลในช่วงที่คุณไม่สะดวกดูแลเขาเป็นทางเลือกที่ทำได้ ส่วนลูกจะเข้าใจและลดอาการติดแม่ได้ช้าหรือเร็วนั้น อยู่ที่พ่อแม่เป็นสำคัญ

ภาวะกังวลการพรากจาก อาการกลัวแม่ทิ้ง เป็นภาวะตามธรรมชาติของเด็กตั้งแต่ช่วงปลายของวัยทารกจนถึงวัยเตาะแตะ (ก่อนวัยเรียน) เพราะเด็กช่วงวัยนี้จะยึดว่าพ่อแม่ หรือคนเลี้ยงเขา คือแหล่งรวมความรักและความมั่นคงปลอดภัย แล้วลูกคุณล่ะคะ “ติดแม่” แบบไหน ไปดูกัน!

1. แบบขี้แย

ก็เศร้านี่ ลูกอยากไปด้วย อย่าทิ้งลูกไปนะ (เห็นบ่อยๆ ที่หน้าโรงเรียนอนุบาล)

รับมืออย่างไรดี?

อย่าทำท่ากังวลตามไปด้วย เพราะจะทำให้ไปกันใหญ่ บอกให้ลูกรู้ว่าเดี๋ยวพ่อแม่มารับนะ หนูอยู่กับคุณครู เล่นกับเพื่อนๆ ก่อนนะลูก โดยทั่วไปแล้ว เด็กมักหยุดร้องเองในอีกไม่นานหลังจากพ่อแม่ลับตาไป

2. แบบกล้าหาญ (แต่แอบกังวล)

ลูกจะไม่ร้องไห้หรอก เขาไม่สนแล้ว ไม่ต้องมาบ๊ายบายด้วย เดี๋ยวเขากลั้นน้ำตาไม่อยู่

รับมืออย่างไรดี?

ไม่ต้องกังวลที่ลูกทำเป็นไม่สนใจ และไม่ต้องไปกดดันให้ลูกบ๊ายบายเรากลับด้วย ค่อยมาโอ๋กันตอนรับลูกกลับบ้านก็ได้

ลูกร้องไห้หนัก ชักได้หรือเปล่า

ลูกร้องไห้หนัก ชักได้หรือเปล่า

Q : เวลาลูกโมโห อารมณ์ไม่ดี เขาจะร้องไห้หนักมาก สะอึกสะอื้น ร้องไห้กลั้นจนหน้าเขียวบ่อยครั้ง หากปล่อยไปจะทำให้ลูกมีโอกาสชัก ทำให้สมองไม่ได้รับออกซิเจนจนมีพัฒนาการช้าได้หรือไม่คะ

ลูกน้อยบางคนมีอาการร้องไห้รุนแรงแล้วกลั้นไม่ยอมหายใจได้นานประมาณ 30-60 วินาที ทำให้หน้าเขียว หน้าซีด ตัวอ่อนปวกเปียก หรือเกร็งตัวคล้ายชัก หากลูกเป็นครั้งแรกแล้วได้รับการสนองตอบจากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูโดยแสดงท่าทีตกใจอย่างมาก เท่ากับเป็นการให้ความสนใจต่ออาการดังกล่าว จนอาจทำให้ลูกเป็นอีกได้บ่อยๆ เวลาที่เขาถูกขัดใจได้

วิธีแก้ไข คือ ให้คุณพ่อคุณแม่คุมสติ ไม่แสดงความตกใจเพราะไม่มีใครกลั้นหายใจได้นานจนสมองขาดออกซิเจนหรือเป็นอันตรายแก่ชีวิตคือ นานกว่า 4 นาที ได้ค่ะ ดังนั้นหมอขอแนะนำให้ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ แต่ไม่ตามใจ เพราะลูกจะคิดว่าถ้าร้องไห้รุนแรงแบบนี้แล้วจะได้สิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งอาการนี้จะดีขึ้นเมื่อลูกโตขึ้น หรืออายุประมาณ 3 ขวบ

แต่ในกรณีที่ลูกมีอาการร้องไห้แล้วกลั้น จนหน้าเขียวในครั้งแรก คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจดูว่าไม่มีความผิดปกติอย่างอื่นแอบแฝงอยู่ เช่น ภาวะเลือดจาง โรคหัวใจ หรือ โรคลมชัก เพื่อความแน่ใจว่าลูกไม่ได้เป็นโรคประจำตัวอื่นซ่อนเร้นอยู่ด้วยค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกเดินเขย่งเท้า เท้าผิดปกติ ลูกเดินแปลก

ลูกเดินเขย่งเท้า ต้องตัดรองเท้าพิเศษช่วยแก้ไขหรือไม่

 Q : ตอนนี้ลูกชายอายุ 2 ขวบค่ะ เขาเดินเขย่ง เท้าไม่ค่อยติดพื้น มีคนแนะนำว่าควรไปตัดรองเท้าพิเศษ ซึ่งต้องตัดกับคุณหมอเท่านั้น จำเป็นหรือไม่คะ

การเดินปกติของเด็กทั่วไป ส่วนของเท้าที่สัมผัสพื้นก่อนคือส้นเท้า ซึ่งต้องอาศัยการทำงานประสานกันระหว่างกล้ามเนื้อขา เอ็นร้อยหวาย ระบบประสาทบริเวณไขสันหลังและส่วนสมอง ส่วนการเดินโดยใช้ปลายเท้าเหมือนนักเต้นบัลเล่ต์ (tip toe walking) อาจพบได้ในเด็กวัยหัดเดิน ช่วง 1-3 ขวบ ไม่ถือว่าผิดปกติค่ะ ดังนั้นคุณแม่อาจยังไม่ต้องรีบพาลูกไปพบคุณหมอกระดูกเด็กหรือคุณหมอระบบประสาทเด็ก

ลูกเดินเขย่งเท้า เท้าผิดปกติ ลูกเดินแปลกหากคุณแม่ลองสังเกตดูสักพักแล้วพบว่าลูกมีการเดินไม่ดีขึ้น หรือมีอาการที่ตรงกับลักษณะดังต่อไปนี้ ควรพาลูกไปรับคำปรึกษาจากหมอเฉพาะทางเพื่อการดูแลรักษาและฟื้นฟูสภาพได้เลยค่ะ

อ่านต่อ “6 ลักษณะผิดปกติของเท้าของเด็กและการเดิน” หน้า 2

พฤติกรรมเด็กวัยอนุบาล 4-6 ขวบ

“ต่อรอง” ทักษะแอบร้าย ที่พ่อแม่ต้องรู้ทัน

“ขอกินคุกกี้อีกชิ้นนะคะ วันนี้หนูกินขนมไปนิดเดียวเอง”
“ขอดูการ์ตูนอีกตอนนะครับ ตอนนี้ตอนสุดท้ายแล้ว”
“ถ้าไม่ให้ใส่ชุดยอดมนุษย์ ผมขอไม่ไปงานแต่งงานน้าดาวนะครับ”
“พรุ่งนี้ไม่ต้องไปโรงเรียน คืนนี้หนูขอนอน 4 ทุ่มได้ไหมคะ”

ลูกวัยนี้ขอต่อรองได้ทุกเรื่อง ทุกที่ ไม่ว่าจะโรงเรียน ร้านค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต บ้านญาติ บ้านเพื่อน แค่ขอให้มีคนอื่นอยู่ด้วย ขณะที่เขากำลังต้องการอะไรบางอย่างจากพ่อแม่ นี่คือหนึ่งในทักษะที่คุณและลูกควรได้เรียนรู้ เมื่อโลกของลูกไม่ใช่มีเพียงในบ้าน อะไรที่พ่อแม่ควรเข้าใจ ก่อนรีบปฏิเสธไปทันทีจนเจ้าหนูแผลงฤทธิ์ตามมา หรือต้องตัดใจยอมเพราะกลัวเสียเวลา เสียหน้า แต่ให้ขัดเคืองใจ

 

เด็กตัวกะเปี๊ยกรู้จักต่อรองได้อย่างไร

เพราะลูกวัย 3-4 ขวบจะมีทักษะทางภาษาที่ช่วยให้สื่อสารได้ว่าต้องการอะไร และการต่อรองกับพ่อแม่ก็เป็นวิธีหนึ่งซึ่งสอนให้เขารู้จักคิดหาทางออกที่ทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับได้ แต่การทำฤทธิ์ทำเดชของลูก มักจะเป็นผลจากความพยายามของพ่อแม่ที่จะใช้เหตุผลกับลูกวัยนี้ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอยากให้คุณเข้าใจเพิ่มขึ้นว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาๆอย่างการเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะกับกาลเทศะหรือเรื่องของกฎระเบียบสำคัญอย่างเวลาเข้านอน เขาก็เป็นแค่เด็กตัวเล็กๆที่ไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด หรือไม่อาจยอมรับได้ ถ้าจะให้เขายอมรับก็ต้องให้เวลา และเรื่องนี้ก็มีทางออก ลูกจะได้ไม่ทำฤทธิ์ทำเดชเพราะเรื่องลงเอยแบบตกลงกันไม่ได้

 

ดูที่สาเหตุว่าลูกต้องการเพราะอะไร

เวลาที่ลูกวัยนี้ขอต่อรอง การรีบด่วนสรุปว่า เขาต้องการเอาแต่ใจ อยากได้นั่นได้นี่ตามประสาเด็ก จะทำให้คุณรีบปฏิเสธลูกจนตกลงกันไม่ได้ แต่ควรดูสักนิดว่า สิ่งที่ลูกร้องขอนั้นเพราะอะไร คุณก็จะตอบลูกหรือมีทางออกได้ดีขึ้น เช่น ลูกขอต่อรองว่า “ขอฟังแม่อ่านนิทานอีกเรื่อง แล้วค่อยนอนนะจ๊ะ” เพราะอยากให้คุณมีเวลาอยู่กับเขามากขึ้น ไม่ได้อยากฟังนิทานอีกเรื่องจริงๆ ซึ่งคุณก็ตอบได้ว่า “คืนนี้เลยเวลานอนมาแล้ว แต่แม่ขอหอมแก้มลูกเพิ่มขึ้นเป็นการตอบแทนดีกว่าจ้ะ พอเราหอมแก้มกันแล้ว หนูก็นอนเสียนะจ๊ะ นอนหลับฝันดี เจอกันตอนเช้าจ้ะ”

 

ให้ลูกมีส่วนร่วมและทางเลือกที่คุณยอมรับได้

การให้ลูกมีส่วนในการกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ และมีทางเลือกที่คุณรู้ว่าไม่ว่าจะเลือกอะไรลูกก็พอใจ ขณะเดียวกันตัวเลือกนั้น คุณก็ยอมรับได้ด้วย เป็นหนทางหนึ่งที่ค่อนข้างได้ผลดี เพราะลูกรู้สึกว่าเขามีส่วนกำหนดสิ่งที่เขาต้องการเอง และจะยินดีทำตามสิ่งที่ตัวเองเลือกมากกว่าที่พ่อแม่เลือกให้

เช่น ตกลงกันว่าคุณจะเป็นคนกำหนดว่าเขาสามารถใช้เวลากับการอยู่หน้าจอได้วันละกี่นาที แต่ให้เขาเป็นคนเลือกเองว่าจะใช้แท็บเล็ตหรือดูทีวีแต่ต้องเป็นรายการที่คุณอนุญาตให้ดูได้เท่านั้น ซึ่งจะทำให้ตกลงกันได้ด้วยดี เพราะคุณยอมให้เขามีส่วนในการกำหนดว่าจะใช้เวลาที่ได้มาอย่างไร สำคัญคือคุณต้องยึดตามคำพูดของตัวเอง เพราะถ้ากฎเกณฑ์ไม่มีความแน่นอน คุณก็จะทำให้ลูกยิ่งขอต่อรองหนักขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

ท่าทียอมรับเป็นสิ่งสำคัญ

สุดท้ายคือ พ่อแม่ควรมีสายตา สีหน้า ท่าทาง ที่แสดงให้ลูกรู้ว่าคุณรับรู้ว่าเขาต้องการอะไร มิใช่ท่าทางและสายตาปฏิเสธอย่างเดียว อย่าง ถ้าเขาขอให้ซื้อซีเรียลตอนอยู่ในซูเปอร์มาร์เกตด้วยกัน คุณก็ควรจะใช้อารมณ์ขันทำให้เป็นเรื่องสนุกโดยพูดว่า “ถ้าคนเรากินได้แต่ซีเรียล ก็คงเยี่ยมไปเลยนะ” ไม่ใช่รีบปฏิเสธไปทันที ลูกจะได้ไม่รู้สึกว่าคุณไม่สนใจความต้องการของเขาเลย ซึ่งมักจะทำให้เขาใจเย็นลงจนไม่คิดจะเอาชนะด้วยการทำฤทธิ์ทำเดชให้คุณขายหน้า

 

มองโลกในแง่ดี

ถึงจะเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดไม่น้อย แต่พฤติกรรมนี้ก็ถือเป็นพัฒนาการในแง่ดี เพราะนอกจากจะชี้ว่าลูกรู้จักแสดงความคิดเห็นของตัวเองแล้ว การรู้จักต่อรองอย่างเข้าใจเหตุผล ก็เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าเขารู้ว่าจะอยู่ร่วมกับคนอื่นๆได้อย่างไรด้วย ดังนั้นการฝึกลูกให้รู้จักการต่อรองอย่างเข้าใจและรับฟังเหตุผล จึงเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำ

 

ผลวิจัยโดยมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์กของสวีเดนชี้ว่าเด็กเล็กๆเรียนรู้เรื่องการต่อรองจากการเล่นด้วยกัน ซึ่งถึงจะเป็นการต่อรองที่ดูเหมือนจะตกลงกันไม่ได้ (เช่น เด็กผู้หญิง 2 คนเล่น “แม่-ลูก” กันและทั้งคู่ก็อยากเล่นเป็นแม่) ผู้ใหญ่ก็ไม่ควรจะรีบเข้ามาช่วยตัดสิน เพราะถ้าผู้ใหญ่ให้เวลา เด็กๆก็มักจะแก้ปัญหากันเองได้ จึงเป็นวิธีที่ช่วยทำให้เด็กๆรู้จักประนีประนอม

“การรู้สาเหตุที่ลูกร้องขอสิ่งต่างๆ และให้เขามีส่วนร่วมในการกำหนดกติกา หรือให้ตัวเลือก จะช่วยให้ทักษะการต่อรองของลูกไม่ใช่ทักษะที่น่ากลัวเพราะก่อเหตุน่ารำคาญ น่าโมโหให้พ่อแม่เสมอ”

 “สำคัญคือพอมีข้อตกลงร่วมกันแล้ว พ่อแม่ต้องรักษาคำพูดด้วย เพราะถ้ากติกาไม่มีความแน่นอน จะทำให้ลูกยิ่งขอต่อรองหนักขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ”

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

ชวนจอมซ่าเรียนรู้โลกกว้าง

ชวนจอมซ่าเรียนรู้โลกกว้าง

ถึงจะยังดูเป็นเด็กอยู่มาก แต่เด็กในวัย 5-7 ปีก็ชอบปล่อยพลังในโลกกว้างแล้ว ดังนั้นพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่คนส่งลูกไปปล่อยพลัง นั่งดูแล้วรับเขากลับบ้าน แต่พ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้ เพราะถึงอย่างไรลูกก็ยังต้องการพ่อและแม่นะ  

ธรรมชาติวัยซน กายใจพร้อม ทุกแห่งหนคือโลกกว้าง

โดยทั่วไป เด็กในวัย 5 ขวบขึ้นไปมักจะมีความรู้ในเรื่องรอบตัวอย่างหลากหลายแล้ว เช่น รู้จักสีสัน มีความเข้าใจเรื่องรูปทรง และขนาด  รู้จักการเรียงสิ่งของจากเล็กไปหาใหญ่ สั้นไปหายาว หรือ กว้างไปหาแคบ เป็นต้น รู้จักตัวอักษรและเริ่มจะเขียนหนังสือได้ ส่วนในเรื่องกายภาพ เด็กวัยนี้มักจะสนุกกับกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่ปีนป่าย ห้อยโหน ไปจนถึงเต้นรำ รู้จักทรงตัว กระโดดขาเดียว และรับลูกบอลได้คล่องแคล่วขึ้น

เมื่อถึงพร้อมทั้งทางด้านร่างกาย และการเรียนรู้ ก็ถึงเวลาออกไปสนุกกับโลกกว้างกันแล้วล่ะ การเรียนรู้โลกภายนอกหลังคาบ้าน หรือนอกรั้วโรงเรียนล้วนแต่เป็นเรื่องแปลกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับพวกเขาทั้งสิ้น และเพื่อให้เรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ เรามีคำแนะนำและข้อคิดดีๆ มาฝาก

6  เทคนิค ชวนจอมซ่าสำรวจโลกอย่างปลอดภัย

1. ถึงซ่าแต่ไม่ชอบลุยเดี่ยว

เพราะลูกวัยนี้ยังต้องการให้พ่อแม่ร่วมเล่นสนุกด้วยกัน เราจึงควรลุยไปพร้อมกันกับลูก เมื่อมีพ่อแม่อยู่ใกล้ๆ ก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูก ถือโอกาสนี้คอยดูแลเขาไปด้วยในตัวเลย

2. ลุยไปด้วยกันได้ทั้งกระบวน

คือเริ่มได้ตั้งแต่ สอนลูกให้รู้จักการแต่งตัวอย่างเหมาะสม และสอนการปฏิบัติตัวเบื้องต้นเพื่อความปลอดภัย เช่น เมื่อเล่นเสร็จแล้วต้องล้างมือ ไม่เอามือที่สกปรกไปขยี้ตา แคะจมูก และไม่เช็ดเสื้อผ้า พร้อมแนะนำหรือชี้ชวนให้ลูกลองทำอะไรใหม่ๆ อย่าง ปลูกต้นไม้ หรือทำอะไรให้ได้มากขึ้นกว่าเดิม เช่น กระโดดให้สูงขึ้น เป็นต้น

3. ปล่อยให้ลูกเลือกสำรวจ

ให้ลูกสำรวจสิ่งรอบตัวเอง โดยพ่อแม่คอยจับสังเกตว่าลูกอยากเรียนรู้อะไร โดยไม่ต้องไปชี้แนะ ชี้นำ เพราะแค่เพียงกิจกรรมง่ายๆ อย่าง การปีนป่าย การขุดดิน ชมดอกไม้ หรือแม้แต่การเรียนรู้ถึงสัมผัสที่แตกต่างระหว่างทรายแห้งและทรายเปียก ก็เป็นการเรียนรู้สำหรับลูกได้แล้ว

4. ลุยไป คุยไป คิดไป

การได้ลุยด้วยกัน ลูกจะเห็นว่าทั้งคุณและเขาต่างมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกันเวลาคุยกันก็ง่ายขึ้น คุณสามารถใช้โอกาสนี้ช่วยลูกฝึกคิดไปด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ อย่าง “การตั้งคำถามปลายเปิด”เกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้ของลูก เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสังเกต เช่น “ลูกเจอตัวอะไรนะ? แมลงเหรอ? ตัวสีอะไร มันคลานหรือมันบินได้? แล้วมันเกาะใบไม้สีอะไร? ใบใหญ่มั้ย? การรู้จักสังเกตมากขึ้นจะทำให้ลูกเรียนรู้สิ่งรอบตัวได้ดีขึ้น เพียงแต่คุณต้องระวังว่าอย่าคาดหวังผิดเรื่อง เราเพียงอยากให้เขาเรียนรู้การสังเกต ดังนั้นลูกก็ไม่จำเป็นต้องรู้จักชื่อของทุกสิ่งทุกอย่างที่พบเห็น

5. สัมผัสดู ยกขึ้นมา มองดูข้างใต้

ลูกควรจะได้สัมผัสสิ่งต่างๆรอบตัวเพื่อจะได้ทำความเข้าใจสิ่งเหล่านั้นอย่างเต็มที่ เช่น สัมผัสของดินทรายจะต่างไปจากดินเหนียว ผลไม้ที่สุกแล้วจะนิ่มกว่าผลไม้ที่ยังดิบอยู่ เป็นต้น หรือจะแค่ลองใช้นิ้วแตะดูก็ยังดี เช่น หนามทุเรียนแหลมจัง ถ้าไม่ระวังทิ่มนิ้วเลือดออกแน่ๆ และควรเปิดโอกาสให้ลูกได้พิจารณาสิ่งของอย่างรอบด้าน เช่น ลองแหงนดูร่มเงาใต้ต้นไม้ หรือลองยกกระถางดินเผา และกระถางพลาสติกดูว่าแบบไหนจะหนักกว่ากัน

6. ชวนกันหาข้อสรุปจากที่ได้สังเกต

การเรียนรู้จะได้ผลดีที่สุดก็ต่อเมื่อลูกสามารถหาข้อสรุปให้กับตนเองได้ ซึ่งบางครั้งอาจจะต้องอาศัยการชี้แนะจากพ่อแม่ แต่ไม่ใช่ชี้นำ ดังนั้น พ่อแม่ไม่ควรถามและสรุปให้กับลูกเองเบ็ดเสร็จ เช่น  ไม่ควรถามเองตอบเองว่า “หนูเห็นดอกกุหลาบเหี่ยวแล้วกลายเป็นสีน้ำตาลมั้ยลูก? จำได้มั้ยว่าวันก่อนมันยังเป็นสีแดงสวยอยู่เลย” แต่ควรจะถามนำแล้วให้ลูกตอบ เช่น “หนูจำสีของดอกกุหลาบดอกนี้เมื่อวันก่อนได้มั้ยลูก? แล้วตอนนี้มันเป็นสีอะไร มันเปลี่ยนไปยังไงบ้าง?” เพื่อให้ลูกสังเกตและหาข้อสรุปถึงความแตกต่างระหว่างดอกไม้สดและดอกไม้เหี่ยวโดยผ่านกระบวนการสังเกตและคิดวิเคราะห์ของตนเอง

“ลูกวัยนี้ยังต้องการพ่อแม่ตะลุยไปกับเขาทุกๆ ที่ แม้เพียงกระถางต้นไม้เล็กๆ หลังบ้าน เพราะคุณคือผู้ช่วยการเรียนรู้ที่ลูกไว้วางใจที่สุด”

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

การดูแลเด็กประถมวัย

4 วิธีช่วยพี่โตดูแลตัวเอง

เดี๋ยวก็ดูเหมือนโตแล้ว พูดจากันรู้เรื่อง ทำอะไรเองได้เรียบร้อย แต่ผ่านไปแว้บเดียว ลูกคนเดิมของเรานี่แหละกลับไปเถียงกับน้องแย่งของเล่นกันกระจองอแงอีกจนได้…แล้วอย่างนี้พ่อแม่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าลูกโตพอจะดูแลตัวเองในสังคมที่กว้างขึ้นได้

 พญ.ดร.แครอน ฟาร์เรลล์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งสถาบัน The Seton Mind Institute ในออสติน รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา อธิบายว่า เด็กในวัยกำลังโตมักจะสับสน จากความต้องการเลียนแบบพฤติกรรมของเด็กที่โตกว่าหรือผู้ใหญ่ แต่ก็ยังไม่สามารถทำตามนั้นไปได้นาน จึงเกิดพฤติกรรมที่มีความผันผวน ซึ่งพ่อแม่สามารถช่วยจัดระเบียบพฤติกรรมของลูกวัยนี้ได้ด้วย…

 

1 เพิ่มหน้าที่รับผิดชอบ เพื่อเพิ่มพูนทักษะของลูกในด้านต่างๆ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจ ควรเป็นงานที่พ่อแม่คิดว่าลูกสามารถทำได้ เช่น พับเสื้อผ้า, เช็ดโต๊ะ, จัดตู้  โดยไม่คาดหวังผลงานเลอเลิศ เพราะเราหวังผลแค่เพียงการฝึกทักษะ เสร็จแล้วอย่าลืมเอ่ยชมความตั้งใจทำงานของลูกด้วย แต่ถ้าลูกร้องอยากลองทำอะไรเองที่ยากหรือท้าทายขึ้นอย่าง เปิดเตาแก๊สทำอาหารกินเอง หรือเดินไปสนามเด็กเล่นเองตามลำพัง ก็อย่าเพิ่งปฏิเสธแบบตัดรอนทันที แต่ควรจะบอกลูกว่ามันเป็นกิจกรรมที่ยังไม่ปลอดภัยพอที่ลูกจะทำเองคนเดียวได้ และกำหนดเวลาคร่าวๆว่าเมื่อไรจึงจะมาคุยกันถึงเรื่องนี้อีกที

2  ช่วยจัดระเบียบ บางครั้งพ่อแม่อาจจะคิดว่าลูกโตพอที่จะปล่อยให้ทำอะไรเอง เช่น จัดกระเป๋าไปโรงเรียนเอง หรือเตรียมตัวเข้านอนได้เอง ซึ่งจะว่าไปแล้ว ลูกก็อาจจะทำได้อยู่ แต่ทว่า ยังทำได้ไม่ดีนัก เพราะยังคงขาดทักษะการจัดอันดับว่าอะไรควรทำก่อน-หลัง วิธีหนึ่งที่ช่วยให้ลูกจัดการธุระได้ถูกต้องตามขั้นตอนก็คือ ให้ลูกเขียนขั้นตอนการเตรียมตัวต่างๆไว้เป็นข้อๆ แล้วติดไว้ในห้องนอน หรือแปะบนตู้เย็น เช่น เก็บการบ้าน เก็บเครื่องเขียนใส่กล่องดินสอ จัดตารางสอน ปิดกระเป๋า เป็นต้น

3 กระตุ้นความมีแก่ใจ คุณหมอฟาร์เรลล์แนะนำว่าเด็กวัยนี้มักจะมองและยึดตัวเองเป็นสำคัญ พ่อแม่จึงควรหาโอกาสสนับสนุน และกระตุ้นพฤติกรรมเชิงบวกให้กับลูก เช่นการแสดงน้ำใจต่อผู้อื่น เป็นต้นว่า ช่วยยกกระเป๋าให้น้อง คัดเลือกเสื้อผ้าไปบริจาค หรือเจียดเงินค่าขนมไปบริจาคทำบุญบ้าง

4 เล่นด้วยกัน แม้ลูกวัยนี้จะไม่ชอบให้พ่อแม่ตามติดวุ่นวายยามอยู่นอกบ้าน แต่เวลาที่อยู่ในบ้านก็ยังสนุกด้วยกันได้เหมือนเดิม เพียงแต่ปรับรูปแบบให้โตขึ้นตามวัย เช่น เปลี่ยนจากการเล่นขายของเป็นเล่นเกมเศรษฐี หรือเล่นโดมิโนด้วยกัน

 

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

จับสัญญาณว้าวุ่น เมื่อวัยทีนเผชิญโลกใบใหญ่

 

ลูกยิ่งโต เขาก็ยิ่งต้องเข้าสังคมมากขึ้น และวัยทวีนก็ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างด้วย ทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย จิตใจและสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเรายังรับมือไหว หรืออยากเปิดไฟฉุกเฉินขอความช่วยเหลือแล้วล่ะ

 

รู้ก่อน เรื่องวุ่นวายใจหลักๆของวัยทีน
ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการรับมือกับความเครียด การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตใจ การยอมรับจากกลุ่มเพื่อน ปัญหาที่โรงเรียน (เช่น การถูกรังแก) หรือปัญหาเรื่องการเรียน (เช่น การบ้าน) ภาพลักษณ์ ความขัดแย้งในครอบครัว การหย่าร้างของพ่อแม่และภาวะซึมเศร้า แถมยังมีเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจให้ยิ่งกังวลหนักขึ้นอีกต่างหาก

 

3 สัญญาณบอก วัยทีนอยากได้ผู้ช่วยแล้ว!!
ถึงจะเป็นเรื่องปกติ แต่ความวิตกกังวลของลูกก็อาจจะรุนแรงจนจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ถ้าลูก

กังวลไม่เลิก คือมักจะ ‘วิตกกังวล’ หรือ ‘เครียดมาก’ มีเรื่องที่กังวลมากมายโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน หรือไม่รู้จักผ่อนคลาย

กังวลหนักขึ้นเรื่อยๆจนหลบหน้าผู้คน มีแต่ความคิดในแง่ลบ หรือมีอาการทางกายอย่างเหงื่อแตก หัวใจเต้นเร็ว ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ หายใจถี่หรือท้องร่วง

กังวลจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต อย่างเลิกทำสิ่งที่เคยทำหรือหมดสนุกไปเลย

หากปล่อยไว้ ลูกอาจเกิดภาวะซึมเศร้าได้ พร้อมกับอาการเหล่านี้ รู้สึกโกรธ รู้สึกผิด รู้สึกเศร้าหรือฉุนเฉียวมากกว่าปกติ ท้อแท้ นอนไม่หลับ และมีพฤติกรรมแปลกๆ โดยมักเป็นแบบนี้บ่อยๆ หรือเป็นมานานเกิน 2 สัปดาห์

 

คุณก็ช่วยลูกได้ด้วย…

• คุยกัน  เพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณรู้ว่าเขามีเรื่องวุ่นวายใจมากแค่ไหน ยินดีที่จะรับฟังและช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ไม่ปล่อยให้เขาเผชิญกับปัญหาตามลำพัง อาจจะชักชวนให้เขามาร่วมโต๊ะกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัวบ่อยๆ จะได้คอยอัพเดตว่ามีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตของเขาบ้าง

• แสดงให้เห็นว่าคุณวางใจและเชื่อมั่นในตัวเขา เชื่อว่าเขารับมือกับเรื่องที่ทำให้เครียดได้ และพยายามเปลี่ยนความคิดจนทำให้เรื่องคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

• แสดงความรัก ความใส่ใจ และความเข้าใจ ทำให้เขารู้สึกว่ามีความมั่นคงทางใจโดยอาจจะกอด ยิ้มให้หรือโอบไหล่

• เป็นตัวอย่างที่ดีในการรับมือกับความเครียด ด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ เช่น ไปออกกำลังกาย หาเวลาพักและปรึกษาสามีหรือเพื่อน

ไม่กดดันเรื่องการเรียน แต่คอยสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ จะได้กระตุ้นให้เขาไม่ละความพยายาม

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง
 

ตรวจครรภ์

ถึง 35 UP แต่ท้องได้ แค่..ตรวจครรภ์..ช่วยลดความเสี่ยง

สมัยนี้คุณแม่มีลูกกันเมื่ออายุมากขึ้น แต่ขอเพียงตรวจพบได้เร็ว ในช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณแม่ท้องที่อายุมากและครอบครัวสบายใจได้ค่ะคุณหมอณัฐฐิณี ศรีสันติโรจน์ สูตินรีแพทย์  ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์  เปิดประเด็นที่อยากฝากถึงคุณแม่ท้องที่อายุมาก พร้อมข้อควรรู้การ ตรวจครรภ์ ที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

 

ถึง 35 UP แต่ท้องได้ แค่..ตรวจครรภ์..ช่วยลดความเสี่ยง

ไตรมาสแรก ตรวจครรภ์ ลดความกังวล ภาวะดาวน์ซินโดรม

ขอเริ่มต้นที่ การตรวจภาวะดาวน์ซินโดรม*  เพราะเป็นเรื่องที่คุณแม่อายุมากส่วนใหญ่ไม่อยากให้เกิดกับลูกน้อย และคุณแม่ก็มักกังวลกับการตรวจ  แต่คุณหมอกระซิบว่า ทุกวันนี้คุณแม่สบายใจได้มากขึ้น เพราะมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการตรวจหาภาวะดาวน์ซินโดรม ให้เป็นทางเลือกของคุณแม่ได้ ตรวจครรภ์ ในวิธีที่หลากหลายขึ้นค่ะ

• เจาะเลือดแม่ตรวจฮอร์โมนจากรก

ใช้วิธีเจาะเลือดคุณแม่เพื่อคำนวณหาปริมาณซีรั่มหรือฮอร์โมนในเลือดแม่ร่วมกับการวัดความหนาของของเหลวที่อยู่ด้านหลังต้นคอของทารกในครรภ์จากการตรวจด้วยการอัลตราซาวด์ ผลของการหาปริมาณฮอร์โมนต่างๆ ร่วมกับการวัดความหนาของของเหลวที่ต้นคอทารกในครรภ์ จะบอกความเสี่ยงที่ลูกน้อยในครรภ์จะเป็นดาวน์ซินโดรมว่ามีความเสี่ยง 1:xxx คือมีจำนวนเด็ก 1 คน ต่อเด็กจำนวน xxx คน ที่จะเป็นดาวน์ซินโดรม สำหรับคุณแม่ที่อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป เรามีตารางให้เปรียบเทียบว่าอายุของคุณแม่มีผลต่อความเสี่ยงของลูกที่จะเป็นดาวน์ซินโดรมเท่าไร ดังนี้

Maternal age at term Risk of Down’s syndrome Maternal age at term Risk of Down’s syndrome Maternal age at term Risk of Down’s syndrome
20 1:1450 30 1:940 40 1:85
21 1:1450 31 1:820 41 1:70
22 1:1450 32 1:700 42 1:55
23 1:1400 33 1:570 43 1:45
24 1:1400 34 1:460 44 1:40
25 1:1350 35 1:350 45 1:35
26 1:1300 36 1:270 46 1:30
27 1:1200 37 1:200 47 1:30
28 1:1150 38 1:150 48 1:30
29 1:1050 39 1:110 49 1:25

ข้อมูลในตารางจาก : https://www.qmul.ac.uk/wolfson/services/antenatal-screening/screening-tests/calculating-the-risk-of-downs-syndrome/

คุณแม่สามารถใช้ผลของการเจาะเลือดนี้มาประกอบการตัดสินใจว่าผลความเสี่ยงจากการเจาะเลือดที่คุณแม่ได้รับเทียบเท่ากับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในอายุเท่าไร ข้อดีของการตรวจแบบนี้คือ ความปลอดภัย เนื่องจากใช้เลือดแม่ในการตรวจ ไม่มีความเสี่ยงกับลูกน้อยในครรภ์ แต่มีข้อจำกัดก็คือความแม่นยำในการแปลผลยังต่ำมาก คือถูกต้องประมาณ 60% – 90% เท่านั้น และบอกผลได้แค่ว่าลูกในครรภ์ เสี่ยงที่จะเป็นดาวน์ซินโดรมได้เท่าไรเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าลูกในครรภ์เป็นดาวน์ซินโดรมหรือไม่เป็นโดยตรง และที่สำคัญบางครั้งยังให้ผลการตรวจที่เป็นผลบวกลวงได้ด้วย เช่น คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ผลการตรวจออกมาว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะมีดาวน์ซินโดรมจำนวน 100 คน คุณแม่เหล่านี้จะถูกแนะนำโดยคุณหมอให้เจาะน้ำคร่ำเพื่อยืนยันผลให้แน่ชัด แต่ปรากฏว่ามีคุณแม่เพียงแค่ 5 คนเท่านั้นที่มีลูกเป็นดาวน์ซินโดรมจริงๆ ส่วนคุณแม่อีก 95 คนที่เหลือมีลูกที่ปกติดี แต่ก็ต้องถูกเจาะน้ำคร่ำ และที่แย่ไปกว่านั้นคือพบว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ลูกในครรภ์เป็นดาวน์ซินโดรมจริง แต่การทดสอบด้วยวิธีนี้ก็บอกได้ไม่ทั้งหมด เช่น คุณแม่ที่มีลูกเป็นดาวน์ซินโดรมจริงๆ 20 คน อาจจะผ่านการตรวจด้วยวิธีนี้ในคุณแม่แล้วพบว่าผิดปกติเพียงแค่ 17 คนเท่านั้น โดยอีก 3 คนที่เหลือจะทราบว่าลูกเป็นดาวน์ซินโดรมก็ต่อเมื่อคลอดออกมาแล้ว

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เดินเร็วมากไป มีผลกับเด็กในท้องไหม?

Q : ปกติเป็นคนเดินเร็วมาก พอท้องรู้สึกแข็งแรงเลยเดินเร็วกว่าเก่าอีก จะเป็นอันตรายกับเด็กในท้องหรือเปล่าคะ

A: การเดินที่เร็วขึ้นไม่ได้มีอันตรายต่อคุณแม่ค่ะ แต่ต้องแน่ใจว่าการตั้งครรภ์นี้ไม่มีภาวะรกเกาะต่ำ ครรภ์เป็นพิษ หรือโอกาสที่จะทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด เช่นภาวะครรภ์แฝด มีประวัติคลอดก่อนกำหนด หรือ มีภาวะการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หากการตั้งครรภ์ครั้งนี้ปกติ ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ ดังที่ยกตัวอย่างมาก็สามารถเดินเร็วๆ ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

Tags

เด็กคลอดก่อนกำหนด

ปัญหา และการดูแล “เด็กคลอดก่อนกำหนด”

เด็กคลอดก่อนกำหนด คือภาวะที่คุณพ่อ คุณแม่ทุกคนไม่ขอพบเจอ ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์ แล้วคลอดลูกน้อยก่อน 37 สัปดาห์ นั่นถือว่ามีภาวะคลอดก่อนกำหนด ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของลูกน้อย ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว มีผลแทรกซ้อนที่ทำให้เกิดโรคภัยต่างๆ ต่อลูกน้อย และเสี่ยงตายอีกด้วย

Continue reading “ปัญหา และการดูแล “เด็กคลอดก่อนกำหนด””

แม่ท้อง อ่านหนังสือ

3 เหตุผลดีๆ ที่แม่ท้องควรอ่านหนังสือ

นอกจากการบอกเล่าเรื่องราวโน่นนี่ให้ลูกในท้องฟังแล้ว รู้ไหมคะว่าการอ่านหนังสือระหว่างตั้งครรภ์ วิธีแสนจะพื้นๆ แต่กลับช่วยเสริมสร้างความผูกพันกับลูกน้อย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการเป็นแม่ลูกได้เป็นอย่างดี จะสร้างได้อย่างไร แม่ท้อง อ่านหนังสือ ดีอย่างไรตามมาอ่านเลยค่ะ

1. แม่ท้อง อ่านหนังสือ ช่วยลดความเครียดและความกังวล

ความเครียดและวิตกกังวลของคุณแม่ในระหว่างตั้งครรภ์ อาจส่งผลให้เกิดโรคภัยต่างๆ ต่อลูก คุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลายจึงควรจัดสรรเวลาเพื่อการพักผ่อน และหากิจกรรมที่ทำให้รู้สึกสงบสุขและผ่อนคลาย การอ่านหนังสือเป็นวิธีที่แนะนำค่ะ

ผลการศึกษาแม่ท้องที่ใช้เวลาอ่านหนังสือ แบบอ่านออกเสียงให้ลูกในท้องได้ยินไปด้วย ของมหาวิทยาลัย จอห์นส์ ฮอปกินส์เมื่อปี 2551 พบว่า ลูกน้อยในท้องมีการตอบสนองต่อจังหวะการเต้นของหัวใจของแม่ในยามที่แม่ผ่อนคลาย เช่น ยามที่แม่อ่านหนังสือให้ฟัง พูดคุยด้วย หรือยามที่แม่ร้องเพลง และเชื่อว่าหนูน้อยทั้งหลายจำเสียงของแม่ได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง อย่างที่มักจะสังเกตเห็นได้ว่าเบบี๋มักจะมีท่าทีตอบสนองกับเสียงของแม่หลังจากที่คลอดออกมาได้เพียงไม่นาน

2. แม่ท้องอ่านหนังสือ สร้างความผูกพันแม่ลูกได้

การอ่านหนังสือแบบอ่านออกเสียงดังๆ เพื่อให้ลูกน้อยในท้องได้ฟังไปด้วย ทั้งที่ลูกในท้องยังไม่เข้าใจความหมาย แต่สร้างความผูกพันแม่ลูกได้เพราะลูกน้อยในท้องสามารถจับจังหวะการเต้นของหัวใจแม่และโทนเสียงของแม่ได้ แถมตอบสนองต่อความรู้สึกของแม่ได้ด้วยนั่นเอง

 

  • ถ้า แม่ท้อง อ่านหนังสือ ที่ทำให้จิตใจแม่ท้องสงบ เบิกบาน ลูกน้อยในท้องก็จะจับจังหวะการเต้นของหัวใจที่สม่ำเสมอของแม่ได้ ทำให้ลูกน้อยรู้สึกสงบ สบายไปด้วย
  • ถ้า แม่ท้อง อ่านหนังสือ แนวระทึกขวัญสั่นประสาท ระดับความเครียดที่พุ่งสูงขึ้น จะส่งผลให้ลูกในท้องเกิดความตื่นเต้นกระวนกระวาย ซึ่งคุณแม่จะรู้สึกได้ด้วย

ถ้าจะให้ดี ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า คุณแม่ท้องทั้งหลายควรเลือกหนังสือที่ทำให้เกิดความเบิกบานใจ สนุกสนาน ลูกจะได้เพลิดเพลินไปด้วย เช่น หนังสือนิทาน หรือหนังสือสำหรับเด็ก ที่มักจะเป็นเรื่องสั้นๆ กระชับ อ่านแล้วอารมณ์ดีกันทั้งแม่ทั้งลูก

อ่านต่อ ลูกเรียนรู้ได้ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ จริงหรือ? คลิกหน้า 2

“โฟลิก” แร่ธาตุสำคัญก่อนตั้งครรภ์และ 2 เดือนแรก

การศึกษาติดตามต่อเนื่อง (Cohort Study)* โดยความร่วมมือของสถาบันสุขภาพแห่งชาตินอร์เวย์ และมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา เก็บข้อมูลของพ่อแม่และลูกที่เกิดในช่วงปี ค.ศ. 2002 – 2008 โดยบันทึกรายการอาหารที่แม่กินระหว่างตั้งครรภ์  เพื่อหาความสัมพันธ์ของสารอาหารกับการเกิดโรค  พบว่าแม่ท้องที่ได้รับโฟลิกแอซิด (Folic Acid) เสริม โดยเฉพาะในช่วง 4 – 8 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ ทารกที่เกิดมามีอัตราเสี่ยงเป็นออทิสติกลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับแม่ท้องที่ไม่ได้รับโฟลิกแอซิดเสริม ทารกจะมีอาการเสี่ยงเป็นออทิสติกลดลงต่อเมื่อแม่ท้องได้รับกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์และในช่วง 2 เดือนแรกของการตั้งครรภ์เท่านั้น

หมายเหตุ *การศึกษาในหัวข้อ Norwegian Mother and Child Cohort Study หรือ MoBa และหัวข้อ Autism Birth Cohort (ABC)

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

พฤติกรรมเด็กวัยอนุบาล 4-6 ขวบ

แย่แล้ว ลูกชอบจับอวัยวะเพศ!

Q. ก่อนนอน ลูกสาวมักจับอวัยวะเพศ หรือบางครั้งก็เอาอวัยวะเพศไปถูๆ กับหมอนข้าง คุณแม่เห็นบ่อย แบบนี้คือลูกเริ่มมีความรู้สึกทางเพศแล้วหรือคะ อันตรายหรือไม่ อย่างไร ตอนนี้น้องอายุ 3 ขวบ 2 เดือนค่ะ

การที่เด็กจับอวัยวะเพศ หรือ การถูไถอวัยวะเพศของตนเองกับพื้นหรือสิ่งของต่างๆ เป็นพฤติกรรมที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ตกใจ และกังวลมาก ซึ่งความจริงแล้วเกิดขึ้นจากความบังเอิญ ที่เด็กจะค้นพบว่าทำอย่างนี้แล้วรู้สึกสบาย เป็นสุขเพลิดเพลิน ถือเป็นการกระตุ้นตัวเองรูปแบบหนึ่ง เหมือนกับการดูดนิ้ว การดูดจุกหลอกนั่นเองค่ะ บางครั้งหลังจากทำเสร็จเด็กจะมีอาการหายใจแรง หน้าแดง และดูหมดเรี่ยวแรง เหมือนการสำเร็จความใคร่ในผู้ใหญ่ ซึ่งเขาอาจจะทำวันละหลายครั้งและ ทำมากขึ้นเวลาง่วงนอน เวลาที่เบื่อ เวลาดูทีวี หรือเวลาที่มีความเครียด หรือความวิตกกังวลค่ะ

พฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นเรื่องปกติในเด็กวัยก่อนเข้าเรียนค่ะ เนื่องจากเด็กวัยนี้อาจค้นพบการทำแบบนี้ขณะสำรวจเรียนรู้อวัยวะของตัวเอง คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ต้องวิตกกังวลเกินไปว่า ลูกจะกลายเป็นคนหมกมุ่นเรื่องเพศ หรือ มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศเมื่อโตขึ้น ยกเว้นกรณีถูกคุณพ่อคุณแม่ตำหนิ ดุด่า หรือว่ากล่าวอย่างรุนแรง โดยตำหนิลูกว่าเป็นเรื่องสกปรกหรือ ชั่วร้าย ก็อาจทำให้มีปัญหากระทบกระเทือนด้านอารมณ์ความรู้สึก เช่น ทำให้ลูกรู้สึกผิด หรือ เก็บกดในเรื่องเพศไปเลยได้ค่ะ

โดยทั่วไป เด็กจะจับและสำรวจอวัยวะเพศน้อยลงเมื่อเริ่มโตขึ้น เพราะมีการทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เด็กชอบทำมากขึ้น รวมถึงภาวะต่างๆ เช่น ความเบื่อ ความเครียดของเขาได้รับการแก้ไข แต่หากหลังจากอายุ 5-6 ขวบไปแล้ว ยังมีการทำอยู่ เด็กก็มักจะหลบไปทำไม่ให้คนเห็นค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

ลูกไม่ชอบเล่นกับเพื่อน เตาะแตะ ไม่มีเพื่อน

ลูกเตาะแตะไม่เล่นกับวัยเดียวกัน?!

Q. ลูกอายุ 1 ขวบ 6 เดือน เวลาออกไปนอกบ้านจะไม่ยอมเข้ากลุ่ม เด็กอื่นๆ เข้ามาใกล้ก็ไล่ไม่ยอมให้เข้าใกล้ แต่ตอนอยู่บ้าน อยู่กับแม่ เขาก็น่ารักช่างพูดช่างคุย เพราะอะไรถึงเป็นอย่างนี้ จะช่วยปรับนิสัยลูกได้อย่างไรคะ

สำหรับลูกของคุณแม่ ป้าหมอสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นกรณีที่ไม่ชอบบรรยากาศการเล่นที่อาจแก่งแย่งของเล่นกัน หรือ อาจเป็นเพราะลูกอยู่ในวัยที่ไม่สนใจเล่นกับเด็กคนอื่น ซึ่งไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี การพาลูกออกไปเล่นกับเด็กคนอื่นบ่อยๆ ก็จะทำให้ลูกสามารถเล่นกับเด็กคนอื่นได้อย่างมีความสุขค่ะ

สังคมปัจจุบันเป็นสังคมเดี่ยวที่สมาชิกในครอบครัวมักมีกันแค่พ่อ แม่ ลูก ปัญหาที่ตามมาคือ ลูกอาจไม่ชอบเล่นกับเด็กคนอื่นๆ วัยเดียวกัน  ซึ่งก็มีหลายสาเหตุให้คิดถึง ได้แก่

ลูกไม่ชอบเล่นกับเพื่อน เตาะแตะ ไม่มีเพื่อน

1. ธรรมชาติตามวัยของลูก

เด็กก่อนวัยสองขวบจะยังชอบเล่นคนเดียวอยู่  จึงไม่สนใจที่จะเล่นกับเด็กคนอื่น  แต่เมื่อเลยสองขวบไปแล้ว  จะเริ่มอยากเล่นกับเพื่อนใหม่วัยเดียวกันแล้ว

2. ลูกเคยชินกับการอยู่กับผู้ใหญ่

ซึ่งผู้ใหญ่มักเป็นฝ่ายยอม คุ้นเคยกับเวลาต้องการอะไร ก็ได้ทุกอย่าง จึงไม่ได้เรียนรู้การแบ่งปัน  การรอคอย หรือ การยื้อแย่ง  เมื่อต้องไปเจอกับเด็กด้วยกัน

3. ไม่เคยได้รับการฝึกฝนให้เข้าสังคม

หรือไม่เคยเล่นกับเด็กคนอื่นๆ จึงไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร  อยู่บ้านไม่มีคนเล่นด้วยเพราะพ่อแม่งานยุ่ง หรือ เล่นกับลูกไม่เป็น

อ่านต่อ “สาเหตุที่ทำให้ลูกไม่เล่นกับเพื่อน ข้อ 4-8” คลิกหน้า 2

banner300x250-1

สอนลูกเก่งอังกฤษ

พ่อเอก แชร์วิธี สอนลูกเก่งอังกฤษ ตั้งแต่แรกเกิด

หากคุณพ่อคุณอยากให้เจ้าตัวเล็กสามารถพูดได้หลายๆภาษา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไรดี และก็ไม่รู้ว่าวิธีที่ทำถูกต้องไหม? ตามมาชม พ่อเอก เจ้าของ @หมุนรอบลูก – พี่ปูนปั้น กับ น้องปั้นแป้ง ที่จะมาเผยวิธี สอนลูกเก่งอังกฤษ ได้ตั้งแต่แรกเกิด ในรายการ Kids Talk ช่วง Exclusive Interview นี้กันเลยค่า

พ่อเอก แชร์วิธี สอนลูกเก่งอังกฤษ

ผมคิดว่าหลายๆครอบครัว คิดไว้ว่าอยากให้เจ้าตัวเล็กสามารถพูดได้หลายๆภาษา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไรดี และก็ไม่รู้ว่าวิธีที่ทำถูกต้องไหมเราคงได้ยินหรือได้อ่านเจออยู่เรื่อยๆ เรื่องที่ว่าเด็กเกิดมาพร้อมกับความสามารถที่จะเรียนรู้ภาษาได้หลายๆภาษาโดยไม่สับสนและเป็นการเรียนรู้ตามธรรมชาติ แต่เราก็คงแอบกังวล ไม่ได้ว่ามันจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า “เด็กจะไม่สับสนแล้วกลายเป็นเด็กพูดช้าหรือ?” น่าจะเป็นหนึ่งคำถามในใจ ของครอบครัวใครต่อใคร ครอบครัวเราเองก็เคยสงสัย แต่ตอนนี้ไม่แล้วฮะ

เอาเป็นว่า ครอบครัวเราทดลองจริงๆ ทำจริงๆ ผลเป็นอย่างไร ผมเอามาเล่าให้อ่านกันดีกว่าครับ เพราะมีหลายๆครอบครัวที่แวะไปที่เพจของเจ้าปูนปั้นและมักจะถามไถ่ว่า ‘เราสอนเขาอย่างไร’ จริงๆเราเคยเล่าเรื่องไปแล้วหนหนึ่งที่นี่ชื่อตอน‘ปูนปั้นตี๋น้อยอินเตอร์

ปูนปั้น เด็ก 3 ภาษา

ปูนปั้นในวัย 2 ขวบ เกือบครึ่งตอนนี้ สามารถสื่อสารพูดคุยได้ 3 ภาษา คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และ ภาษาจีนกว้างตุ้ง พูดคุยได้ในระดับที่ ปะป๊าอย่างผมก็ไม่สามารถจะเข้าใจได้ เวลาที่เจ้าปูนปั้นพูดภาษาจีนกวางตุ้งกับคุณยาย เพราะปูนปั้นสามารถโต้ตอบกับคุณยายได้โดยไม่มีคำไทยให้ผมเดาความ และเช่นกัน เมื่อถึงคิวปูนปั้นพูดภาษาอังกฤษกับผม ก็ทำเอาคุณยายต้องทำหน้างงเหมือนกัน (ลองแวะไปดูสัก 1-2 clip ประกอบดูนะฮะ  >> ปูนปั้นเด็ก 3 ภาษา <<  และ >> ก่อนนอนต้องอ่านหนังสือ << )

วิธี สอนลูกเก่งอังกฤษ ที่เราทำ ไม่ใช่เรื่องยากเลย ที่แต่ละครอบครัวจะลองทำตาม หรือลองเอาไปปรับใช้กันฮะ

  • เริ่มต้นที่ คุณพ่อกับคุณแม่แบ่งกันว่าใครจะสื่อสารภาษาอะไรกับปูนปั้น:ภรรยากับผมตกลงกันตั้งแต่ตอนตั้งท้องเจ้าปูนปั้นเลยว่าใครจะสื่อสารภาษาไหนกับปูนปั้น โดยเราตกลงกันว่าหม่าม๊าจะใช้ภาษาไทยในการพูดคุยกับปูนปั้น ส่วนปะป๊าจะใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้นตั้งแต่ปูนปั้นลืมตาออกมาดูโลก ปูนปั้นก็จะได้ยิน 2 ภาษาเลยตั้งแต่วันนั้น

 

  • ต่อมาก็ เพิ่มเติมภาษาที่ 3-4-5 ได้ตามต้องการ:คุณยายก็จะเป็นผู้ที่ พุดคุยกับปูนปั้นเป็นภาษากวางตุ้ง แม้จะไม่ใช่ตั้งแต่เกิดแต่มาเพิ่มเติมภายหลัง เนื่องจาก ครอบครัวเราอยู่กัน 3 คน พ่อ แม่ ลูก พอคลอดครบ 4 เดือนหม่าม๊าต้องกลับไปทำงาน เราก็ต้องเอาเจ้าปูนปั้นเข้าเนอร์สเซอร์รี่ และคุณยายจะเป็นคนขับรถไปรับกลับบ้านตอนเย็น ซึ่งคุณยายก็จะพูดกวางตุ้งกับเจ้าปูนปั้นตลอดทางกลับบ้าน ตั้งแต่วัยประมาณ 4 เดือน