ทำอย่างไร เบบี๋สุขใจได้ทั้งวี่วัน

มาลองวิธีเพิ่มความสุขคูณสองให้กับคุณแม่และลูกน้อยแบบชั่วโมงต่อชั่วโมง พร้อมเวลาที่เหมาะสำหรับการนอนกลางวัน กินอาหาร เดินเล่น และอื่นๆ ด้วย!

7 โมงเช้า: จับนอนคว่ำ

เจ้าตัวเล็กนอนหงายมาทั้งคืนแล้ว เปลี่ยนท่าบ้างก็ได้ หลังมื้อเช้า 15 นาที ควรจับเขานอนคว่ำบนผ้านวมและให้นอนเล่นไปสักพัก ลูกน้อยจะชันคอได้เร็ว และถ้าเขาชินกับการนอนคว่ำจะเป็นประโยชน์ต่อการหัดคลานด้วย

8 โมงเช้า: เดินไปคุยไป

นี่คือเวลาที่เหมาะสำหรับการพาเจ้าตัวเล็กไปรับอากาศบริสุทธิ์นอกบ้าน พาเขานั่งรถเข็นไปเดินเล่นและคุยกับเขาไปด้วย บรรยายถึงต้นไม้ และก้อนเมฆตามรายทาง

10 โมงเช้า: จับใส่เป้อุ้ม

ระหว่างที่คุณจัดบ้านหรือคุยโทรศัพท์ก็เอาลูกใส่เป้อุ้มด้านหน้ากระเตงไปด้วย การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องและทัศนียภาพที่เปลี่ยนไปจะทำให้เขาเพลิดเพลิน แต่คุณควรจะพูดคุยกับเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยนะ

เที่ยง: เวลานั่งโต๊ะ

จับลูกนั่งเก้าอี้กินข้าวสำหรับเด็ก และระหว่างที่คุณทำอาหารกลางวันหรือล้างจาน หาหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กเล็กมาให้เขาพลิกดู

บ่ายโมง: นักสำรวจน้อย

ปล่อยเจ้าตัวเล็กนั่งเล่นในโต๊ะกิจกรรมสัก 30 นาที เพื่อกระตุ้นให้เขาขยับแข้งขยับขาและเกิดความอยากรู้อยากเห็นจากการเล่น

บ่าย 2 โมง: นอนกลางวัน

อุ้มเจ้าตัวเล็กวางในเตียงคอกตอนกำลังง่วง แต่ยังตื่นอยู่ และถ้าเขาเริ่มจะร้องกวน อย่าเพิ่งรีบเข้าไปอุ้ม ให้เวลาลูกสักพักเพื่อฝึกให้เขาหลับเองเป็น ตอนตื่นนอนก็เช่นกัน ถ้าเขาร้องลองปล่อยไปสักครู่ ให้เขาได้ลองหาวิธีสร้างความเพลิดเพลินให้ตัวเอง

บ่าย 4 โมง: เล่นคนเดียว

เปิดเพลงเบาๆ ในระหว่างที่ปล่อยให้เจ้าตัวเล็กอยู่ในคอกเล่นพร้อมกับของเล่นชิ้นโปรด 2-3 อย่าง เพราะการรู้จักสร้างความเพลิดเพลินให้ตัวเองเป็นทักษะที่สำคัญมาก พอหมดห่วงเรื่องความปลอดภัยของลูก คุณจะจัดเตรียมมื้อเย็นได้อย่างรวดเร็ว

1 ทุ่ม: เตรียมเข้านอน  

อุ้มเจ้าตัวเล็กวางบนเบาะเล่น เขาจะได้ปลดปล่อยพลังงานชุดสุดท้ายก่อนเข้าสู่กิจวัตรช่วงก่อนนอน คุณจะจับเขานอนคว่ำอีกสักรอบ หรือจะจับเขานอนหงายเพื่อให้คว้าของเล่นที่ห้อยอยู่ก็ได้

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ดีจริงหรือ

แม้ว่าการ “ตี” จะใช้กันมาหลายชั่วอายุคน แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากกลับไม่เห็นด้วยเลยที่จะฝึกวินัยเด็กด้วยวิธีนี้ เพราะการตียับยั้งเด็กไม่ให้ทำผิดซ้ำเรื่องเดิมได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ และใช้เปลี่ยนนิสัยไม่ได้ รวมทั้งใช้สอนถูกผิดไม่ได้

ขณะเดียวกันการตีกลับส่งผลเสียระยะยาวได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการสอนเด็ก (ทางอ้อม) ให้ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาหรือตัดสินข้อขัดแย้ง และใช้ระบายอารมณ์โกรธหรือหงุดหงิด หรือสร้างบาดแผลทางใจให้กับลูก

แล้วถ้าไม่ตี จะฝึกวินัยลูกอย่างไร?

คำตอบก็คือ การใช้วิธีไทม์เอ้าต์ (time-outs) แยกให้อยู่ในที่สงบและปลอดภัย เพื่อสงบอารมณ์หรือทบทวนสิ่งที่ทำไป หรือวิธีอื่นที่เป็นไปในทางบวก ปัจจุบันมีเทคนิคใหม่ที่เรียกว่า ไทม์อิน คือการแยกเด็กไปอยู่ในที่สงบโดยมีผู้ใหญ่อยู่ด้วย คุณพ่อคุณแม่ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมดูนะคะ

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการเรียลพาเรนติ้ง

กิจกรรมเพิ่มความคิดสร้างสรรค์

“การเปิดโอกาสให้ลูกทำกิจกรรมสันทนาการตามความต้องการและความสมัครใจของเขา โดยไม่บีบบังคับ จะเป็นการช่วยกระตุ้นและคงไว้ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ของลูกได้”

 

ผศ.ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำกิจกรรมเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ ดังนี้

 

  • เล่นดนตรี ฟังดนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพลงบรรเลง และเพลงคลาสสิก เพราะการฟังเพลงที่มีเนื้อร้อง จะจูงใจให้คิดไปตามแต่ความหมายของเนื้อเพลง เป็นการจำกัดความคิดให้อยู่กับเรื่องที่เนื้อเพลงบอก ขณะที่เพลงบรรเลง หรือเพลงคลาสสิกจะเกิดจากเครื่องดนตรีหลายชนิด มีความหลากหลายของระดับเสียง ทำให้ระบบประสาทการฟังแยกแยะเสียงได้ละเอียดขึ้น ฟังแล้วกระตุ้นให้เกิดความคิดที่หลากหลายซับซ้อนขึ้น

 

  • เล่นกีฬา ทำให้เกิดการวางแผน ได้ออกกำลังกาย ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย รวมถึงสมองด้วย

 

  • เล่นเกมส์เสริมความคิดสร้างสรรค์ เช่น ต่อจิ๊กซอว์ โกะ หมากรุก หมากฮอส เกมเศรษฐี เพราะเหล่านี้ต้องใช้ความคิดวางแผนล่วงหน้า มีหลากหลายทางเลือกในการตัดสินใจ สามารถเล่นได้หลายแบบ มีความแตกต่างแทบทุกครั้งที่เล่น ซึ่งต่างจากของเล่นสำเร็จรูปที่กดปุ่มอย่างมาก

 

  • การเล่นสนุกแบบเด็กๆ เช่น เล่นบทบาทสมมุติ ทำให้ใช้ความคิดที่หลากหลาย ก็นับเป็นการเล่นที่เสริมความคิดสร้างสรรค์ด้วยเช่นกัน

 

ที่มา: กองบรรณาธิการเรียลพาเรนติ้ง

Tags

3 เรื่องต้องระวัง ยามไปทะเล

อย่าลืมอ่านก่อนเที่ยวทะเลนะ จะได้เที่ยวสนุก ปลอดภัย ไร้กังวลกันทุกคน

1. แดด

สถาบันมะเร็งของสหรัฐฯ จึงแนะนำให้หลีกเสี่ยงแสงแดดระหว่างเวลา 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น เพราะเป็นเวลาที่รังสีอัลตร้าไวโอเล็ตแรงที่สุด ควรเลี่ยงการเล่นน้ำในช่วงนี้

กฎเหล็กคือ ควรอยู่ใต้ร่มคันใหญ่เสมอถ้าไม่ได้ลงน้ำ เตรียมหมวก แว่นกันแดดและทาครีมกันแดดให้พร้อม เลือกครีมกันแดดที่มี SPF เกิน 15 ขึ้นไป ปริมาณที่ใช้คือ 2 ช้อนโต๊ะ (สำหรับทาทั่วทั้งตัว) และควรทาซ้ำทุกๆ สองชั่วโมง หรือหลังขึ้นจากน้ำ

2. น้ำดื่ม

การออกแดดเป็นเวลานานๆ อาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ เด็กๆ และคนชราอายุเกิน 60 ปี มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะนี้ได้มากที่สุด ดังนั้น ระหว่างอยู่กลางแจ้ง อย่าลืมเตรียมน้ำดื่มอุณหภูมิปกติไว้ให้ลูกจิบบ่อยๆ

3. แมงกะพรุน

แมงกะพรุนบางตัวมีพิษ หากสัมผัสผิวจะทำให้เกิดอาการแสบร้อน เพราะฉะนั้นต้องเตือนลูกว่า ถ้าเห็นแมงกะพรุน ห้ามไปเข้าใกล้ หรือจับตัวมันเด็ดขาด หากลูกถูกพิษแมงกะพรุน ให้สังเกตอาการ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ หายใจลำบาก ให้รีบเอาน้ำแข็งประคบแผล และพาไปโรงพยาบาลด่วน

 

ที่มา: กองบรรณาธิการเรียลพาเรนติ้ง

Tags

เคล็ดลับฝึกความคิดสร้างสรรค์ให้เด็ก

พ่อแม่ควรรู้และเข้าใจว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ฝึกฝนพัฒนาได้ แต่การฝึกฝนนั้นเด็กๆ ต้องมีพ่อแม่เป็นครูผู้ฝึกคนสำคัญ ผศ.ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำวิธีการฝึกฝนความคิดสร้างสรรค์ให้ลูก ดังนี้

1. สนใจคำถาม และความคิดแปลกๆ ของลูก

เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์มักจะชอบตั้งคำถาม ซึ่งเราควรจะปล่อยให้ลูกได้มีอิสระในการแสดงความคิดเห็น การพูด หรือการกระทำตามจินตนาการที่เขามี

2. ตั้งคำถามปลายเปิด ที่ไม่ใช่มีคำตอบเดียว

หรือตอบได้แต่ใช่ หรือไม่ใช่ แต่ควรถามให้ลูกได้คิดและตอบ เช่น ทำไม เพราะอะไร อย่างไร ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ….จะเกิดอะไรขึ้น

3. ไม่สร้างบรรยากาศที่เคร่งเครียด กดดัน เร่งรีบ

การจะมีความคิดสร้างสรรค์ได้ต้องอยู่ในบรรยากาศที่สบายไม่เร่งรีบ มีเวลาให้ลูกได้วิเคราะห์ ค้นหา พิสูจน์ความสงสัย

4. ให้ลูกได้มีเวลานิ่งๆ อยู่คนเดียวบ้าง

การอยู่คนเดียวแบบไม่มีสิ่งเร้าทำให้ได้ยินเสียงความคิดของตัวเองจากข้างใน ได้คิดจินตนาการอย่างอิสระ ได้ฝันกลางวันบ้าง ในเวลาและโอกาสที่พอดี จะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้พลังข้างในของตนเอง

 

ที่มา: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ปกป้องลูกจาก สื่อเรื่องเพศ

เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีก้าวหน้ามาก แต่อันตรายจากเทคโนโลยีก็มากขึ้นตามไปด้วย หลายคนอาจเคยได้รับข้อความหรือภาพถ่ายที่ไม่เหมาะสม เช่น ภาพลามกต่างๆ ที่ถูกส่งต่อมาทางอินเตอร์เนตหรือปรากฏในโซเชียลเนตเวิร์ก

สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ควรรู้ไว้คือ ต้องใส่ใจกับพฤติกรรมของลูก แต่ไม่ปิดกั้นเขาจากสื่อ (เชื่อเถอะ คุณปิดกั้นเขาไม่ได้หรอก) ควรสอนให้เขารู้ว่า สิ่งใดไม่เหมาะสมหรืออันตราย พูดคุยกับลูกเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้เป็นประจำ “แม่เห็นมีข่าวดาราคลิปหลุด คนส่งต่อกันไปทั่วเลย หนูรู้เรื่องนี้ไหม” หรือ “เดี๋ยวนี้มีคนร้ายล่อลวงเด็กผู้หญิงจากแชทไลน์ด้วย หนูต้องระวังนะ”

สิ่งสำคัญคือ อย่าห่างเหินลูก คอยไต่ถามอยู่เสมอว่า ลูกทำอะไรบ้าง พูดคุยให้ลูกมั่นใจและบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง หากมีเหตุผิดปกติ ลูกจะได้เล่าให้คุณฟังเป็นคนแรก

 

ที่มา: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

มีเซ็กส์ระหว่างตั้งครรภ์

8 คำถามคาใจ เรื่อง “เซ็กซ์ตอนตั้งครรภ์”

ถึงแม้ว่าคุณแม่จะตั้งครรภ์อยู่แต่คู่รักก็ต้องมีช่วงเวลาอยากจะจู๋จี๋กันอยู่แล้วถูกไหมคะ แต่ด้วยความที่ลูกน้อยอยู่ในพุง คุณแม่หรือแม้แต่คุณพ่อเองก็คงกังวลสารพัดว่ามีแล้วจะมีผลกระทบอะไร หรือแตกต่างจากตอนปกติไหม เราขออาสาไขคำตอบให้คุณ!

1. มีเซ็กซ์ตอนตั้งครรภ์ ปลอดภัยหรือเปล่า

ถ้าเป็นการตั้งครรภ์ในภาวะปกติ ไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่คุณหมอให้งดมีเพศสัมพันธ์ ก็ไม่น่ามีปัญหา การมีเซ็กซ์ไม่เป็นอันตรายต่อเด็กในท้อง เพราะมีถุงน้ำคร่ำและกล้ามเนื้อมดลูกที่แข็งแรงช่วยปกป้อง แถมก้อนเมือกหนาๆ ที่ผนึกปากมดลูกยังช่วยป้องกันการติดเชื้ออีกต่างหาก

2. เซ็กซ์ตอนท้องให้ความรู้สึกแตกต่างไหม

ผู้หญิงหลายๆ คนรู้สึกว่าแตกต่าง โดยบางคนรู้สึกว่าเซ็กซ์เป็นเรื่องที่น่าพอใจมากขึ้น แต่บางคนกลับรู้สึกว่าน่าพอใจน้อยลง ถ้าคุณรู้สึกอึดอัดก็ควรจะคุยกับสามี และลองปรับเปลี่ยนไปมีเพศสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ เช่น สำเร็จความใคร่ให้กันและกัน หรือออรัลเซ็กซ์

3. หมู่นี้ไม่ค่อยมีอารมณ์เลย ถือเป็นเรื่องปกติหรือเปล่า

ความต้องการทางเพศในช่วงที่ตั้งครรภ์ของผู้หญิงแต่ละคนจะต่างกัน บางคนมีความต้องการ แต่บางคนก็ลดลง บางครั้งความต้องการก็ผันแปรไปตามสภาพร่างกายและจิตใจในแต่ไตรมาส ถือเป็นเรื่องปกติ

4. สามีจะมองเราเหมือนเดิมไหม

ผู้ชายส่วนใหญ่มองว่าภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ยังมีเสน่ห์เหมือนเดิม แต่เขาอาจจะกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อลูกในท้อง หรือหวาดวิตกเรื่องภาระที่มาพร้อมกับความเป็นพ่อแม่ ลองพูดคุนกัน ถ้าสามีคุณต้องการความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย พอถึงนัดครั้งต่อไป ก็ชวนเขาไปพบแพทย์ที่ฝากครรภ์ด้วยกัน

อ่านต่อ >> คำถามคาใจ เรื่อง “กุ๊กกิ๊ก” ของแม่ท้อง คลิกหน้า 2

8 เทคนิคพิชิตใจลูกน้อย ตกหลุมรักการอ่าน

Q : ลูกอายุ 2 ขวบค่ะ อยากรู้เคล็ดลับสอนให้ลูกรักการอ่าน ตอนนี้อ่านนิทานให้ฟังทุกวัน และซื้อหนังสือให้เป็นประจำ ขอคำแนะนำเพิ่มเติมด้วยค่ะ

เทคนิคสอนลูกให้รักการอ่าน ลองทำ 8 สิ่งนี้ดูสิคะ

1. อ่านหนังสือด้วยกันอย่างสนุกสนาน

เริ่มจากหนังสือนิทานที่มีภาพมากกว่าตัวหนังสือก่อน อ่านด้วยเสียงดังฟังชัดพอสมควร เสียงเล่าของคุณและภาพจากหนังสือจะดึงดูดให้ลูกสนุกสนานและสนใจติดตาม ต่อเมื่อ “ลูกอ่านเองได้แล้ว” คุณก็ยังควรนั่งเคียงข้างอ่านดังๆ ไปด้วยกันกับลูกด้วย ผลัดกันอ่านผลัดกันฟังนะคะ

2. จัดสรรเวลาและมุมอ่านหนังสือประจำวันของบ้าน

ให้เป็นกิจวัตรของครอบครัว เช่น หลังอาหารเย็น ก่อนเข้านอน อย่าละเลยเรื่องของแสงไฟ ควรให้มีแสงสว่างเพียงพอสำหรับการอ่านหนังสือด้วย

3. คัดสรรหนังสือดีๆ ติดบ้านไว้เสมอ

ควรให้ลูกได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่หลากหลาย เลือกหัวข้อเรื่องที่ลูกสนใจและเหมาะกับวัย

4. จำกัดเวลาดูทีวี เล่นคอมพิวเตอร์และกิจกรรมอื่นๆ

หากลูกเหนื่อยล้ากับกิจกรรมหลังเลิกเรียน หรือตะลุยดูทีวีหรือเล่นคอมพิวเตอร์ซะจนดวงตาและสมองอ่อนล้า เขาจะมีเวลามาสนใจใยดีกับการเพ่งสมาธิอ่านหนังสือได้อย่างไร

5. แบ่งปันและถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้อ่านมา

เมื่อติดเป็นนิสัย โตขึ้นก็ให้เขาผลัดกันเล่าเรื่องราวที่ตนอ่านมาให้คนอื่นฟัง อาจใช้วิธีนำมาวาดเป็นเรื่องราว เล่นละครกัน ให้เขาแต่งหนังสือเอง หรือช่วยกันค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือที่อ่านมาบ้างก็ได้

6. แวะเวียนห้องสมุดหรือร้านขายหนังสือเป็นประจำ

ได้เห็น ได้ค้นหา ได้หยิบจับ และได้อ่านบ่อยๆ จะไม่รักหนังสือได้อย่างไรคะ

7. ให้การอ่านเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ทำให้ลูกสุขใจที่ได้ทำ

อย่าทำให้เป็นข้อบังคับ แต่ควรทำให้เป็นเรื่องของความสุนทรีย์ในอารมณ์

8 . อ่านหนังสือให้ลูกเห็นเป็นกิจวัตร

โอกาสที่ลูกจะรักการอ่านเช่นคุณก็เป็นไปได้สูงมากค่ะ เป็นตัวอย่างที่ดี ข้อนี้คอนเฟิร์มได้ผลแน่ๆ ค่ะ

 

บทความโดย: กุณฑิรา จุลสมัย โอคอนแนล อดีตกรรมการกลุ่มนมแม่ คุณแม่น้องวิลเลี่ยม 9 ขวบ 6 เดือน น้องแคทริณ อายุ 7 ขวบ 2 เดือน และน้องอมาลิณ อายุ 3 ขวบ 9 เดือน

สอนลูกใช้เงินเป็นตั้งแต่เด็ก

Q: สอนลูกใช้เงินให้เป็น ควรสอนตอนอายุเท่าไหร่ สอนอะไร และอย่างไร

เริ่มสอนได้ตั้งแต่ลูกเริ่มถือเงินไปโรงเรียนเองครับ พ่อแม่ควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ส่วนตัวผมกำหนดเป้าหมายจะสอนลูกว่า “ในแต่ละวัน เขามีเงินเท่านั้น เขาไม่มีสิทธิใช้เงินมากกว่านี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

พอกำหนดเป้าหมายแล้วก็คำนวณงบประมาณว่า วันหนึ่งๆ ลูกต้องใช้จ่ายอะไรบ้าง ค่าข้าวกลางวัน ค่าขนม ตกลงกันให้ชัดว่า ลูกจะซื้อขนมได้วันละกี่บาท และต้องตั้งกฎกติกาหลักๆ ได้แก่

  1. ใครเป็นคนจ่ายเงิน เช่น ถ้าได้เงินประจำวันจากแม่แล้ว ก็ไม่ควรไปอ้อนขอพ่อเพิ่ม
  2. ไม่มีสิทธิ์ขอเพิ่ม ลูกต้องรู้จักบริหารชีวิตด้วยเงินในงบประมาณที่ได้รับ ถ้าทำเงินหายก็ต้องรับผิดชอบเอง
  3. ควรใช้เงินให้ถูกต้อง ถ้าเป็นเงินสำหรับซื้อข้าวกลางวัน ก็ควรนำไปซื้ออาหารที่มีประโยชน์กิน ไม่ใช่อดข้าวเพื่อเก็บเงินไว้ซื้อของเล่นหรือขนม
  4. ให้น้อยดีกว่าให้มาก การให้เงินน้อย ดีกว่าให้เงินมากจนเหลือ ‘เผื่อ’ เพราะเมื่อมีเงินมากเกินความจำเป็น เด็กก็มีโอกาสที่จะควบคุมตนเองไม่ได้ และนำเงินไปใช้ในทางที่ผิด
  5. รู้จักเก็บออม เปิดโอกาสให้ลูกจัดการเงินที่เหลือเก็บในแต่ละวันตามที่เขาต้องการ ไม่ว่าจะเก็บไว้ซื้อของที่อยากได้, เอามาฝากพ่อแม่(ควรจดบัญชีให้เขาดูอย่างชัดเจน) หรือนำเงินไปฝากธนาคารในชื่อของเขาเอง(แต่ไม่ควรทำบัตรเอทีเอม)

ส่วนจะให้เงินลูกเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือนนั้น ต้องดูจากความสามารถในการบริหารเงินของลูก ถ้าเขาทนแรงยั่วยวนของขนม เกม ฯลฯ ได้น้อย เงินต่อวันไม่เคยเหลือ ก็ไม่ต้องมาพูดกันเรื่องขอเงินรายสัปดาห์ โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่เคยแนะนำใครให้เงินเด็กมัธยมเป็นรายเดือนครับ

 

บทความโดย: นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์ แผนกจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

เจอคำถามยากจากลูกอนุบาล

“แม่ขา…ต้นไม้ต้นนี้ชื่ออะไรคะ?” หรือ “พ่อจ๋า ทำไมหลอดไฟถึงไม่ติด?”

เจอคำถามวิชาการขนาดนี้ พ่อแม่ของจอมซนวัยอนุบาลคงหนักใจน่าดู จะตอบมั่วๆ ก็ไม่ได้แล้วเพราะการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด บรู๊คส์พบว่า เด็กวัยก่อนเรียนเริ่มสังเกตได้ว่าใครที่รู้จริงหรือไม่

ลองมองเป็นข้อดีว่า ถือเป็นโอกาสที่จะได้พูดคุยเรื่องใหม่ๆ กับลูก อย่าอายที่จะบอกลูกว่า “แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้นไม้นี่ชื่ออะไร เดี๋ยวเราลองช่วยกันค้นในอินเตอร์เนตนะ”

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

 

ฝึกลูกให้ ถนัดขวา ไปเลยดีไหม

Q: เบบี๋ใช้มือทั้งสองข้างหยิบจับของเล่น ควรสอนให้ใช้แต่มือขวา จะได้ถนัดขวาไปเลยไหมคะ?

A: โดยทั่วไป ทารกมักใช้มือทั้งสองข้างเท่าๆ กันอยู่แล้วค่ะ เด็กบางคนอาจเริ่มแสดงชัดว่าถนัดมือไหนเมื่ออายุ 2-3 เดือน แต่หลายคนก็ต้องรอจนกว่าใกล้หนึ่งขวบถึงจะรู้ว่าเขาถนัดมือไหน บางครั้งเด็กก็จะชอบหยิบของด้วยมือข้างหนึ่งอยู่พักหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนไปอีกข้าง

ดังนั้น ถ้าลูกยังเล็กก็ปล่อยให้ลูกใช้มือข้างที่เขารู้สึกสะดวกจะดีที่สุดไปก่อนดีกว่าค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สอนลูกให้รู้จักรับ

ผลวิจัยชี้ว่า เด็กในยุคนี้ส่วนใหญ่เป็นศูนย์กลางความรักของครอบครัว ยิ่งครอบครัวใหญ่ที่มีผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก หนูน้อยทั้งหลายจึงมักจะได้รับของขวัญมากมาย จนคุณพ่อคุณแม่ห่วงว่า ลูกจะไม่รู้จักให้ ไม่ต้องห่วง เพียงเริ่มสอนเด็กวัยก่อนเรียนให้รู้จัก ‘รับ’ ด้วยความขอบคุณ ก็เป็นการปูพื้นฐานสู่การให้ในอนาคตได้

ก่อนอื่น เริ่มจากการสอนว่า การแสดงความรัก ไม่จำกัดเพียงการมอบ ‘สิ่งของ’ เช่น “คุณย่ารักหนู ก็เลยทำขนมให้หนูกิน” หรือ “น้องแพม (เพื่อนในห้อง) ชอบหนูก็เลยอยากเล่นกับหนูไง” นอกจากนี้ ควรสอนให้ลูกพูดขอบคุณจนติดปาก รวมถึงเห็นความสำคัญของของขวัญทุกชิ้น ไม่เฉพาะของขวัญที่เขาถูกใจหรือเป็นของที่เขาอยากได้มาก่อน และคุณพ่อคุณแม่ก็ควรแสดงออกให้เป็นตัวอย่างด้วย

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

 

บริหารเวลา รับมือการบ้านกองโต

พอเข้าวัยประถม ลูกๆ ก็มีการบ้านที่ต้องทำมากขึ้น จนแม้แต่พ่อแม่ยังต้องปวดหัวไปด้วย ลองมาหาวิธีช่วยลูกจัดตารางทำการบ้าน บริหารเวลาให้เป็นกันดีกว่า

1. จัดชั่วโมงเรียนรู้

แทนที่จะปล่อยให้เขาคิดเอาเองว่าจะการบ้านตอนไหน (ซึ่งบางทีเจ้าตัวแสบก็แอบเกเรไม่ยอมทำ หรือลืมเสียสนิท) มาช่วยกันจัดตาราง ‘ชั่วโมงเรียนรู้’ ซึ่งควรเป็นช่วงเวลาที่คุณกับลูกคิดว่าเหมาะสม เช่น หลังกลับจากโรงเรียน เมื่อกินของว่างแล้ว หรือหลังอาหารเย็น และทำตามตารางนั้นทุกวัน อย่างตรงต่อเวลา

2. จัดสรรเวลา

เมื่อถึงชั่วโมงเรียนรู้ประจำวัน เริ่มวางแผนกับลูกว่า วิชาไหนยากง่ายกว่ากัน จะทำการบ้านวิชาไหนก่อน-หลัง

3. ถ้าวันไหนลูกทำการบ้านเสร็จเร็ว…

ก็ให้เขาใช้เวลาที่เหลือทำกิจกรรมที่ชอบจนกว่าจะหมดชั่วโมงเรียนรู้ ถ้านึกไม่ออก ก็ชวนลูกอ่านหนังสือหรือเล่นเกมต่างๆ ด้วยกันก็ได้

 

ที่มา: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ใกล้ชิดลูก เสริมพัฒนาการวัย 1-3 ปี

เมื่อลูกย่างเข้าวัย 1-3 ปี พ่อแม่อาจจะใกล้ชิดกับเขาน้อยลงเพราะลูกเริ่มเดินได้คล่อง ไม่ต้องอุ้มต้องโอ๋จนวางไม่ลง พอเดินได้ เขาก็จะเริ่มเรียนรู้โลกด้วยตัวเองและไม่ทุ่มเทความสนใจไปที่พ่อแม่อย่างเดียวเหมือนตอนเบบี๋

พ่อแม่อาจกอด หอม อุ้ม และรุมหยอก ลูกวัยเตาะแตะน้อยลง ซึ่งจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตท บอกว่า เด็กช่วงอายุ 2 ขวบที่ไม่รู้สึกใกล้ชิดกับพ่อแม่ มีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาเรื่องความอ้วน เมื่ออายุได้ 4 ขวบครึ่ง เป็นไปได้ว่าความเครียดอาจมีส่วนทำให้กินมากเกินไป

เด็กวัยนี้ยังต้องการความใกล้ชิดและเอาใจใส่ แทมมี่ โกลด์ นักจิตบำบัดและเจ้าของสถาบัน Gold Parent Coaching แนะนำว่า การอ่านหนังสือ หรือเล่นด้วยกัน ถือเป็นกิจกรรมที่ดีที่สุดที่พ่อแม่จะได้ใกล้ชิดลูก

นอกจากนี้การชวนลูกคุยเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน หรือเรื่องคนที่ลูกรู้จัก เช่น เพื่อนๆ และญาติ ในช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย เช่น ตอนเดินเล่นยามเย็น หรือช่วงก่อนนอน นอกจากจะช่วยให้ลูกรู้สึกใกล้ชิดกับพ่อแม่แล้วยังเป็นการเสริมพัฒนาการทางภาษาและสังคมไปพร้อมกัน

ที่สำคัญ อย่าลืมแสดงความรักด้วยการกอดและหอมกันเป็นประจำ ทั้งพ่อแม่กับลูก และระหว่างพ่อแม่ ถือเป็นการสร้างความใกล้ชิดที่ง่ายแต่ได้ผลสูงสุด

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ของเล่น ไม่ใช่แค่เรื่อง เล่นๆ

ถ้าเลือกให้ถูก ของเล่นก็ได้ประโยชน์มากกว่าแค่เรื่องเล่นๆ

ดร.เคธี ไฮร์ช พาเส็ก ผู้เชี่ยวชาญด้านการเล่นอย่างมีคุณค่าของเด็กและผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยเทมเพิลซึ่งเน้นการวิจัยเรื่องภาษาของทารก อธิบายว่า การเล่นของเล่นช่วยเสริมทักษะทางร่างกาย ภาษา และช่วยให้เด็กได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ รวมถึงผ่อนคลายความวิตกกังวล ทั้งนี้ทั้งนั้น เด็กจะใช้ประโยชน์จากของเล่นได้สูงสุดก็ต่อเมื่อเข้าไปเล่นและมีส่วนร่วมกับของเล่นนั้นอย่างสร้างสรรค์

เด็กควรได้เล่นของเล่นหลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่ผู้ปกครองต้องไม่สับสนระหว่างคำว่า “หลากหลาย” กับ “มากมาย” เด็กไม่จำเป็นต้องมีของเล่นเป็นภูเขา เพราะนั่นอาจทำให้เขาไขว้เขวจนไม่รู้จะเล่นของเล่นชิ้นไหน และไม่มีสมาธิเวลาเล่น

 

ที่มา: กองบรรณาธิการเรียลพาเรนติ้ง

Tags

การนับวันไข่ตก เขานับกันยังไง?

ความยาวรอบเดือนของผู้หญิง จะมีระยะ 23-35 วัน (แต่ละคนจะไม่เท่ากัน) ส่วนระยะเวลาที่ไข่ตกมี 14 วัน เมื่อไหร่ที่ประจำเดือนมา เราควรจดบันทึกไว้ทุกครั้ง

 

สำหรับวิธีคำนวณวันไข่ตก

  1. ให้นับย้อนไป วันแรกที่มีประจำเดือน เดือนล่าสุด ถึง วันแรกที่มีประจำเดือน เดือนที่แล้ว เช่น เดือนล่าสุดคือ วันที่ 2 ม.ค. เดือนที่แล้วคือ 4 ธ.ค. นับแล้วคุณแม่คนนี้มีความยาวรอบเดือน 30 วัน
  2. หาวันไข่ตกโดยนำ ความยาวรอบเดือน – ระยะเวลาที่ไข่ตก เช่น 30 วัน – 14 วัน = 16 สรุปคือวันที่ไข่ตกของคุณแม่คนนี้คือวันที่ 16 ของความยาวรอบเดือน
  3. วันที่ไข่ตกของเดือนนี้คือวันที่เท่าไร โดยนับตั้งแต่วันแรกที่มีประจำเดือน เดือนล่าสุด เช่น เดือนล่าสุดคือ วันที่ 2 ม.ค. นับไป 16 วัน คุณแม่คนนี้ก็จะไข่ตกวันที่ 17 ม.ค
  4. เมื่อรู้วันไข่ตกแล้ว คุณแม่ ก็เตรียมสะกิดคุณพ่อได้เลย โดยกุ๊กกิ๊กกันได้ก่อนวันไข่ตกจริง 3-5 วัน และหลังวันไข่ตกอีก 3-5 วันเพื่อเปิดโอกาสให้ไข่และสเปิร์มได้มาเจอกันมากที่สุด

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

คลอดแล้ว 3 เดือน ทำไมยังมีเลือดออก

ปรกติหลังคลอดบุตรคุณแม่จะมีน้ำคาวปลาซึ่งมีสีแดงไหลในช่วง 2 อาทิตย์แรก จากนั้นน้ำคาวปลาจะเปลี่ยนสีเป็นน้ำใสๆ แต่ถ้ามีออกนานถึง 3 เดือน ถือว่าเป็นอาการผิดปกติ คุณแม่ควรไปตรวจกับสถานพยาบาลที่คลอดและพบสูติแพทย์เพื่อทำการตรวจภายในและตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงว่ายังมีรกค้างหรือมดลูกมีการติดเชื้อหรือไม่ ส่วนการรักษาจะใช้การรับประทานยาหรือต้องนอนโรงพยาบาล ทั้งนี้ขึ้นกับผลการตรวจที่ได้ค่ะ

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

คลอดก่อนกำหนดเมื่อไร ลูกจึงจะปลอดภัย

เด็กที่คลอดครบกำหนดคือคลอดหลัง 37 สัปดาห์ขึ้นไปค่ะ โดยการคลอดก่อนกำหนดที่จะปลอดภัย คือการคลอดที่เกิดขึ้นให้ใกล้ 37 สัปดาห์มากที่สุด เช่น หากคุณแม่คลอดลูกน้อยเมื่ออายุครรภ์ 36 สัปดาห์ก็จะปลอดภัยกว่าการคลอดที่อายุครรภ์ 35 สัปดาห์ค่ะ แต่ถ้าคลอดที่อายุครรภ์น้อยกว่า 34 สัปดาห์ ลูกน้อยก็จะมีโอกาสต้องใช้เครื่องช่วยหายใจร่วมด้วย เพราะระบบหายใจและระบบอื่นๆ ยังทำงานไม่ได้เต็มที่

 

แต่อย่างไรก็ดี แนะนำว่าอย่าให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดได้เป็นดีที่สุดเลยค่ะ ยกเว้นมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock