ฝากท้อง

รวมคำถามที่แม่ต้องตอบ! เมื่อไปฝากท้องครั้งแรก

ไชโย! ในที่สุดเบบี๋ก็จะมาอยู่กับพ่อแม่แล้ว! แล้วว่าที่คุณแม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างเมื่อต้องไปฝากท้อง กับคุณหมอ มาติดตามกันค่ะ

Continue reading “รวมคำถามที่แม่ต้องตอบ! เมื่อไปฝากท้องครั้งแรก”

ลูกไม่กินผัก

ลูกไม่กินผัก เปลี่ยนความคิดง่าย ๆ ด้วย 3 เมนูนี้!

ลูกไม่กินผัก ปัญหาบ้าน ๆ ที่ทุกครอบครัวต้องเจอ จะเปลี่ยนความคิดลูกได้หรือไม่ ลองทำ 3 เมนูนี้ดู!

 

 

ปวดหมอง ๆ ลูกน้อยไม่ยอมกินผัก จะต้องทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนใจพวกเขาได้ วันนี้ทีมงาน Amarin Baby & Kids ได้เตรียมคำแนะนำ พร้อม 3 เมนูที่ทำง่าย ๆ ชักชวนให้ลูกน้อยมาทานผัก จะมีเมนูอะไรบ้างนั้น รอชมไปพร้อม ๆ กันนะคะ

แต่ก่อนที่เราจะไปดูวิธีการทำแต่ละเมนูนั้น เรามาดูคำแนะนำที่ทีมงานได้นำมาฝากกันก่อนค่ะ เริ่มจาก

  • สร้างความคุ้นเคยให้กับลูกก่อน ขึ้นชื่อว่าผักเด็กหลาย ๆ คนก็ชอบที่จะเมินหน้าหนี  บางทีมีผสมทานข้าวไป เป็นต้องคายออกมาเสียนี่ ซึ่งวิธีการนี้ แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เริ่มทำตั้งแต่ลูกยังเล็ก ๆ กันก่อนเลยนะคะ อาจจะเริ่มจากการตุ๋นผักให้นิ่ม และสับละเอียดให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือใส่ผสมลงไปในไข่เจียว หมูทอด หรือต้มจืดก็ได้ อันนี้แล้วแต่ความพอใจของคุณแม่เลยค่ะ
  • เลือกผักให้เหมาะสมกับวัย ผักส่วนใหญ่ที่คุณพ่อคุณแม่นิยมนำมาให้ลูกทานนั้้นสามารถแบ่งได้ตามอายุดังนี้ค่ะ
    • เด็ก 6 เดือนขึ้นไป แนะนำให้ทานผักใบเขียวก่อน นั่นคือ ใบตำลึง ใบผักบุ้ง ผักโขม ซึ่งมีรสกลาง ๆ ไม่ขมหรือเฝื่อนเพราะจะทำให้เด็กขยาดการกินผักตั้งแต่ครั้งแรกนั่นเอง
    • เด็กอายุ 9 เดือน 1 ปีขึ้นไป สามารถให้ทาน ผักจำพวกกะหล่ำดอก กะหล่ำปลี ได้แล้ว
    • เด็กที่มีอายุ 3 – 4 ปีขึ้นไป สามารถทานผักกประเภทหัวและราก เช่น หัวไช้เท้า หอมใหญ่ แครอท ถั่วงอก รวมถึงบวบและผักอื่น ๆ

อ่านต่อ! เมนูกระตุ้นลูกน้อยให้ทานผัก เมนูแรก >>

หูหนวกในเด็ก

ตรวจการได้ยิน ของลูก ปกติหรือไม่ รู้ไว โอกาสหายมี

ตรวจการได้ยิน หูหนวกในเด็ก ภาวะใกล้ตัวที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม และต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง!

 

 

ภาวะประสาทหูเสื่อม รู้ไว แก้ไขเร็ว แพทย์ประจำโรงพยาบาลราชวิถีแนะพ่อแม่ ควรคัดกรองลูกแรกเกิด ทั้งนี้จะได้ช่วยลดปัญหาเด็กใบ้ เด็กหูหนวก พร้อมแนะผู้ปกครองควรให้ความสำคัญและเฝ้าสังเกตอาการผิดปกติของลูกให้ดี

แพทย์หญิงนภัสถ์ ธนะมัย แพทย์ด้านโสต ศอ นาสิก รพ.ราชวิถี กล่าวว่า จากการศึกษารายงานสถานการณ์ปัญหาความชุกของเด็กแรกเกิดที่ป่วยเป็นประสาทหูเสื่อมประมาณ 1-3 คน ต่อทารกแรกเกิด 1,000 คน ซึ่งตรวจคัดกรองโดยวิธีเดิม คือ เลือกตรวจเฉพาะเด็กที่อยู่กลุ่มเสี่ยงเท่านั้น คือ มารดามีภาวะติดเชื้อในครรภ์หรือนอนพักฟื้นในห้องผู้ป่วยวิกฤตเป็นเวลานานกว่า 48 ชม.หรือบิดา-มารดาเคยป่วยเป็นประสาทหูเสื่อมมาก่อน

โดยจากสถานการณ์การตรวจคัดกรองในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ตามรูปแบบการคัดกรองเด็กที่มีความเสี่ยงจากปัจจัยดังกล่าว พบว่า มีผลทำให้เด็กเสี่ยงเกิดภาวะประสาทหูเสื่อมร้อยละ 2-5 ซึ่งการตรวจคัดกรองแบบการแยกกลุ่มเสี่ยงนั้นทีมแพทย์ในอเมริกาพบว่า จะทำให้เด็กต้องป่วยด้วยภาวะประสาทหูเสื่อมที่นานราว 8 เดือน ถึง 1 ขวบ ทำให้มีความบกพร่องทางการสื่อสารทั้งสิ้น เช่น การพูดจาช้ากว่าเด็กทั่วไป หรือบางคนก็ไม่พูดเลย ซึ่งหากปล่อยไว้เมื่อเด็กโตขึ้นอาจเป็นใบ้ได้ ขณะเดียวกันแพทย์ยังพบว่า หากเร่งตรวจในเด็กทุกคนตั้งแต่แรกคลอด โอกาสที่แพทย์จะพบความผิดปกติของประสาทหูในเด็กก็จะเร็วขึ้น อีกทั้งสามารถรักษาฟื้นฟูการได้ยินให้เด็กมีพัฒนาการทัดเทียมเด็กปกติได้เร็วขึ้นด้วย

อ่านต่อเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่หน้าถัดไปค่ะ >>

โรคหัด หัดเยอรมัน

โรคหัด หัดเยอรมัน ต่างกันอย่างไร

หนาวนี้ระวัง โรคหัด หัดเยอรมัน ระบาดให้ดี! พร้อมวิธีการสังเกต ลูกป่วยเป็นโรคดังกล่าวหรือไม่

 

 

ทราบหรือไม่คะว่า หนึ่งในโรคที่มักจะระบาดในช่วงหน้าหนาวนั้นก็คือ โรคหัด และหัดเยอรมันนั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่พบได้บ่อยในหน้านี้ ที่สำคัญ หากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ติดโรคดังกล่าว ก็อาจส่งผลให้ทารกในครรภ์นั้นพิการได้

ด้วยความเป็นห่วง ทีมงาน Amarin Baby and Kids จะมาขอนำเสนอเรื่องราวของสองโรคนี้ พร้อมกับวิธีการสังเกตอาการของลูกและความแตกต่างระหว่างโรคหัดธรรมดากับโรคหัดเยอรมันด้วยเช่นกัน ถ้าพร้อมแล้ว ไปทำความเข้าใจพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

โรคหัดคืออะไร?

คือโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส Measles พบได้บ่อยในเด็กวัยก่อนเรียน คืออายุ 1-4 ปี เด็กอายุต่ำกว่าหกเดือนมักจะไม่เป็นเพราะได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ มีการระบาดในหน้าหนาว ติดต่อได้ง่ายมาก โดยการหายใจเอาละอองเสมหะจากการไอจามของผู้ที่เป็นโรค ซึ่งสามารถแพร่เชื้อได้ ก่อนผื่นขึ้น 5 วันจนถึง 5 วันหลังผื่นขึ้น หลังจากเด็กได้สัมผัสโรคได้ประมาณ 10 วัน ก็จะเริ่มมีไข้ ไอ น้ำมูกไหล และมักมีตาแดงร่วมด้วย

อ่านต่อ อาการของโรคหัดได้ที่หน้าถัดไปค่ะ >>

ทำหมันแล้วท้อง

หมอเผย! ทำหมันแล้วท้อง เรื่องจริงที่เกิดขึ้นได้

เป็นไปได้อย่างไร ทำหมันแล้วท้อง เรื่องจริงที่แพทย์เผยแล้วว่า มีความเป็นไปได้!

 

 

คุณแม่อาจจะเคยได้ยินเรื่องราวที่ว่า ทำหมันแล้วยังท้องได้ ใช่ไหมคะ … คุณแม่มีความคิดเห็นว่าอย่างไรกับเรื่องนี้คะ? รู้สึกว่าเป็นเรื่องตลก หรือว่าโกหกกันหรือเปล่า?

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แม้แต่แพทย์เองก็ยังออกมายืนยันเลยละค่ะว่า ต่อให้ทำหมันก็ไม่ได้หมายความถึงจะสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์! ดังเช่น บทความของคุณหมอพิณ ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านประชาชาติธุรกิจออนไลน์เอาไว้ว่า

สวัสดีค่ะ วันก่อน เห็นข่าวแว้บ ๆ ในสื่อออนไลน์ เกี่ยวกับ ผู้ป่วยหญิง ทำหมันแล้วต่อมาตั้งครรภ์ เรื่องราวรายละเอียดอย่างไรหมอก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นมาอย่างไร แต่หลาย ๆ คน คงจะคิดว่า ทำหมันแล้ว ก็ต้องไม่ท้องสิ ถ้าท้องขึ้นมา จะต้องเป็นความผิดของใครสักคนแน่ ๆ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว “ทำหมัน ไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100%” นะคะ

ทำความรู้จักกับการทำหมันหญิงได้ที่หน้าถัดไป >>

ลูกป่วย RSV

7 ข้อ รู้ให้เท่าทัน กัน ลูกป่วย โรคRSV บ่อย!

หน้าฝนแบบนี้   พ่อแม่ระวังให้ดี ถ้าไม่อยากให้ ลูกป่วย โรคRSV ซ้ำ!

 

อากาศสมัยนี้ เช้าหนาวเย็น บ่าย ๆ ฝนตก ปลายฝนต้นหนาวแถมกำลังเปิดเทอมใหม่ ๆ แบบนี้ด้วยแล้วละก็ ช่างเป็นช่วงเวลาที่ลูกหลานของเราเนื้อหอมกันเสียจริง ๆ นะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็ก ๆ ในวัยเตรียมอนุบาลหรืออนุบาลด้วยแล้ว เดี๋ยวเด็กคนนั้นป่วย เดี๋ยวเด็กคนนี้ป่วย และด้วยความที่เด็ก ๆ ไม่ระมัดระวัง อาจนำไปสู่การติดโรคต่างๆ ได้ในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคอาร์เอสวี ที่อย่าว่าแต่คุณพ่อคุณแม่ขยาดเลยค่ะ เชื่อว่าบรรดาคุณครูและพี่เลี้ยงก็หวาดกลัวเช่นกัน

เช่นเดียวกับคุณแม่ท่านนี้ ที่สงสัยว่า ทำไมหนอลูกน้อยวัย 3 ขวบถึงเป็นโรคอาร์เอสวีนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เรียกได้ว่าปีนึงเป็นที 2 – 3 ครั้งเลยทีเดียว ไปอ่านเรื่องราวของคุณแม่ พร้อมกับคำแนะนำ 7 ข้อ ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องอ่าน หากไม่อยากให้ลูกป่วยโรคนี้ซ้ำอีก

อ่านต่อ >> เรื่องราวของคุณแม่ได้ที่หน้าถัดไปค่ะ

พี่เลี้ยงใจโหด

เปิดคลิป! พี่เลี้ยงใจโหด ทำร้ายลูก!

พี่เลี้ยงใจโหด ทำร้ายเด็กแบเบาะได้ลงคอ พร้อมคำแนะนำจากหมอ วิธีเลือกพี่เลี้ยงที่ปลอดภัยหายห่วงไร้กังวล!

 

 

บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินได้ฟัง หรือได้ชมคลิปพี่เลี้ยงทำร้ายเด็ก ที่ทำเอาคนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเราถึงกับน้ำตาไหลแทน ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ลูกของตัวเองก็ตาม แต่มันก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่า ทำไมถึงทำร้ายเด็กตาดำ ๆ ที่ไม่มีทางสู้ได้ลงคอ

เช่นเดียวกับคลิปที่ทีมงาน Amarin Baby and Kids จะมานำเสนอในวันนี้นั้น เป็นคลิปกล้องวงจรปิดของครอบครัวหนึ่ง ที่คาดว่า ได้ติดตั้งเอาไว้เพื่อเป็นหลักฐานมัดตัว พี่เลี้ยงใจโหด รายนี้! โดยแหล่งที่มาของคลิปนั้น ไม่ได้กล่าวว่า เกิดขึ้นที่ประเทศอะไร แต่เป็นการลงเพื่อเตือนภัยให้กับทุกครอบครัว ให้เฝ้าระวังและสังเกตลูกหลานให้ดี

นอกจากนี้ ทีมงาน จะขอนำเสนอเทคนิคการเลือกพี่เลี้ยงและศูนย์รับเลี้ยงดูเด็กมาฝากกันด้วยค่ะ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปชมรายละเอียดพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

อ่านต่อ วิธีการเลือกพี่เลี้ยงโดยคุณหมอพร้อมชมคลิปได้ที่หน้าถัดไปค่ะ >>

โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก โรคระบาดที่มากับหน้าหนาว

โรคไข้เลือดออก เกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปีเพราะมียุงเป็นพาหะนำโรค ยิ่งโดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ อย่าคิดว่าไม่มียุง นะคะ บ้านไหนที่มีลูกเล็กเด็กแดงอย่าลืมติดมุ้งลวดตรงหน้าต่าง ประตูบ้าน ทีมงาน Amarin Baby & Kids มีข้อมูลการระบาดของโรคไข้เลือดออกช่วงหน้าหนาวนี้มาเตือนให้เฝ้าระวังกันค่ะ

โรคไข้เลือดออก มาเคาะประตูบ้านพร้อมกับสายลมหนาวอีกแล้ว!!

ยุงร้ายกว่าเสือเห็นจะจริง!! เพราะหน้าหนาวนี้ก็ยังตามมาทำให้เด็กๆ ป่วยเป็น โรคไข้เลือดออก กันอีกแล้วค่ะ เมื่อไม่กี่วันมานี้นายแพทย์ชวินทร์ ศิรินาค ผอ.สำนักอนามัย กทม. กล่าวว่า ช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งมักมีการระบาดของไข้เลือดออก จึงขอเชิญชวนประชาชนป้องกันและเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ทั้งนี้ สถานการณ์โรคไข้เลือดออก ตั้งแต่ 1 ม.ค.-14 ต.ค. ทั้งประเทศพบผู้ป่วยจำนวน 42,035 ราย เสียชีวิต 56 ราย สำหรับกรุงเทพมหานครพบผู้ป่วยจำนวน 6,111 ราย เสียชีวิต 1 ราย โดยเขตที่พบจำนวนผู้ป่วยสะสมมากที่สุดคือ เขตจตุจักร รองลงมาคือ เขตบางกะปิและเขตดุสิต ตามลำดับ และในช่วงเดือน พ.ย. มักจะพบอัตราป่วยสูงสุดในรอบปี โดยพบมากที่สุดในช่วงอายุระหว่าง 10-14 ปี รองลงมาคือ 15-24 ปี และ 25-34 ปี ตามลำดับ – ที่มาข่าว ไทยรัฐทีวี

มาสังเกต อาการไข้เลือดออก กันสักนิด!!

ปลายฝนต้นหนาวมาเยือนอีกครั้ง แถมมียุงลายตามมาเยอะซะด้วย บ้านไหนที่ยังไม่ติดมุ้งลวด หรือไม่ทายากันยุงให้ลูก อาจโดนยุงลายกัดเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วย โรคไข้เลือดออก ได้ค่ะ  ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยและลูกน้อยไม่เสี่ยงป่วยเป็นไข้เลือดออก คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลบ้านให้ปราศจากยุงตัวร้าย และที่สำคัญควรต้องรู้อาการเบื้องต้นของโรคไข้เลือดออก เพื่อที่หากลูกป่วยขึ้นมาจะได้รักษาได้อย่างทันท่วงทีค่ะ

ลักษณะอาการของ โรคไข้เลือดออก

  • มีระยะฟักตัวของเชื้อก่อนที่จะแสดงอาการ 5-8 วัน
  • มีไข้สูงลอย 2-7 วัน (38.5-41 องศาเซลเซียส)
  • ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ร่วมกับปวดตามกล้ามเนื้อมาก
  • บางรายมีเลือดออกผิดปกติ เช่น ถ่ายเป็นสีดำ อาเจียนเป็นเลือด เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน มีจุดเลือดออกที่ผิวหนัง
  • อาจพบตับโต คือ กดเจ็บบริเวณใต้ชายโครงขวา

** ในรายที่รุนแรงจะมีภาวะช็อก หากรักษาไม่ทัน ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ภายใน 24-48 ชั่วโมงเท่านั้น **

บทความแนะนำ คลิก>> ยากันยุงสำหรับทารก

สำหรับ โรคไข้เลือดออก ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนสำหรับป้องกันและต้านเชื้อไวรัสโดยเฉพาะ จึงทำได้เพียงรักษาตามอาการ และประคับประคองอาการเท่านั้น ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันเด็กๆ และคนในครอบครัวป่วยจาก โรคไข้เลือดออก คือ..

  • หลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด โดยนอนในมุ้ง หรือห้องที่มีมุ้งลวด หรือจุดยากันยุง ใช้ยาทากันยุง
  • ไม่อยู่ในบริเวณอับลมหรือเป็นมุมมืด มีแสงสว่างน้อย เนื่องจากเป็นบริเวณที่ยุงชอบ
  • หมั่นอาบน้ำให้สะอาด ปราศจากกลิ่นเหงื่อไคล เพราะกลิ่นเหงื่อไคลจะดึงดูดให้ยุงเข้ามากัดเรามากขึ้น
  • สวมเสื้อผ้ามิดชิดหากจำเป็นต้องออกข้างนอกตอนกลางคืน

และที่สำคัญเลยก็คือ บ้านไหนที่มีสระน้ำ หรือบ่อเลี้ยงปลาเล็กๆ อย่างปลาหางนกยูง หรือบริเวณบ้านบางจุดมีน้ำขังจากการรดน้ำต้นไม้ จานรองกระถางต้นไม้ หรือกระทั่งเศษวัสดุไม่ใช้แล้วแต่มีน้ำไปขังอยู่ได้ เป็นต้น ควรดูแลไม่ให้มีน้ำขัง หรือหาทรายอะเบท สำหรับกำจัดลูกน้ำยุงลายมาใส่ด้วยก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้ยุงมาวางไข่แพร่พันธุ์ได้ค่ะ

อ่านต่อ 10 ต้นไม้ไล่ยุงที่ควรปลูกไว้ที่บ้าน หน้า 3 

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

วิธีรับมือลูกดื้อ

นักจิตวิทยาระดับโลกแนะ 3 วิธีรับมือ “ลูกดื้อ”

แม่ไม่ต้องกลุ้มใจ “ลูกดื้อ” ไม่เชื่อฟัง นักจิตวิทยาระดับโลกแนะให้รับมือลูกด้วย 3 วิธีนี้!

 

เมื่อลูกอยู่ในวัยที่เริ่มรู้เรื่อง สิ่งหนึ่งที่ทุกคุณพ่อคุณแม่ทุกคนต้องเผชิญกันก็คือ “ลูกดื้อ” พูดอะไรแล้วไม่เชื่อฟัง และเรื่องนี้นี่แหล่ะที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คนต้องปวดหัว แต่ทราบหรือไม่คะว่า หากคุณพ่อคุณแม่สามารถจับจุดลูกได้ถูกละก็ รับรองว่า ไม่ว่าลูกจะมาไม้ไหน คุณพ่อคุณแม่ก็รับมือได้หมดแน่นอน

มอรีน ฮีลีย์ นักจิตวิทยาเด็กชื่อระดับโลก และเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง Growing Happy Kids ได้ออกมาแนะนำถึงวิธีที่จะมาช่วยรับมือเวลาที่ลูกรักของเราดื้อมาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกคนค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้น อย่ารอช้า รีบไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

 

ลูกดื้อ

3 วิธีรับมือ “ลูกดื้อ”

เมื่อลูกของเราดื้อนั้น   มักสร้างความเครียดและหงุดหงิดใจให้กับคนเป็นพ่อเป็นแม่  โดย มอรีน ได้กล่าวว่า เด็กสมัยนี้ดื้อ และเป็นเด็กที่ไวต่อความรู้สึกมากจริง ๆ พวกเขาเป็นเด็กที่มีความคิดเป็นของตัวเองมาก แถมยังมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าเสียด้วย

เด็กหลาย ๆ คนดื้อชนิดที่เรียกว่า ดื้อไม่เปลี่ยนแปลง ยิ่งพ่อแม่ห้ามให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองมากเท่าไร พวกเขาก็จะไม่มีวันเปลี่ยนความคิดของตัวเองมากเท่านั้น อีกทั้งยังกลับแสดงออกด้วยความท้าทายชนิดที่ ฉันอยากทำ ฉันก็จะทำ ไม่จำเป็นต้องไปบอกหรือฟังใครทั้งสิ้น ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คนเครียดและถอดใจจนต้องเข้ามาขอคำแนะนำจากเธอถึงวิธีรับมือลูก จะมีวิธีอะไรบ้างนั้น  มอรีน ได้นำเสนอเอาไว้ให้ทั้งสิ้น 3 วิธีค่ะ

  • เป็นโค้ชที่ดี คุณพ่อคุณแม่อาจจะสงสัย อ้าว! นี่ฉันจะมารับมือลูกเวลาที่ืพวกเขาดื้อนะ ไม่ได้จะมาสอนพวกเขาเล่นกีฬา! … ตรงนี้ มอรีน บอกว่า เธอเข้าใจดี แต่สิ่งที่เธอพยายามจะสื่อก็คือ ให้คุณพยายามเข้าไปอยู่ในโลกของลูกให้ได้ว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ทำในสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่บอก และเมื่อคุณสามารถเข้าถึงได้ การที่จะเป็นโค้ชทางความคิดให้กับลูกนั้นไม่ยากเลยล่ะค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น: คุณพ่อคุณแม่บอกให้ลูกไปอาบน้ำและแปรงฟัน แต่ลูกไม่ยอมทำ เพราะเขารู้สึกว่าคุณกำลังออกคำสั่งให้เขาไปทำ ๆ ให้พวกเขาอยากรู้ว่า ถ้าไม่ทำแล้วจะทำไม จะเกิดอะไรขึ้น? หากเป็นตอนแรกที่ยังไม่ได้อ่านบทความนี้ คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะปรี๊ดแตกกันแล้วใช่ไหมละคะ เผลอ ๆ มีลงไม้ลงมือเสียด้วย ดังนั้น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำก็คือ เข้าไปนั่งใกล้ ๆ ลูกเลยค่ะ พร้อมกับพยายามคิดแทนเขาว่า ที่เขาไม่ทำเป็นเพราะอะไร เมื่อเจอแล้วก็ค่อย ๆ คุยกับลูก ว่าที่แม่บอกให้หนูอาบน้ำแปรงฟันนั้น เป็นเพราะแม่เป็นห่วงนะจ๊ะ  รอให้ลูกใจเย็น ผ่อนคลาย แล้วค่อย ๆ ถามเหตุผลที่ทำไมลูกถึงไม่ทำ เมื่อเขาบอกแล้วก็ค่อย ๆ แนะนำพร้อมอธิบายถึงเหตุและผลให้ลูกเข้าใจเท่านั้นเอง

ลูกดื้อ
ลูกดื้อ
  • ขายตัวเองให้ผ่าน บางทีที่ลูกพยศหรือดื้อใส่คุณพ่อคุณแม่นั้นเป็นเพราะพวกเขายังไม่ไว้ใจ หรือเชื่อใจ เพราะอาจจะเคยโดนคุณพ่อคุณแม่หลอกมามากจนฝังใจและเกิดความกลัว ดังนั้น สิีงที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำก็คือ การสวมบทบาทเป็นเซลล์ที่ดี ขายความเชื่อใจของตัวเองให้ผ่านก่อนแล้วค่อยนำเสนอสินค้าต่อไป พร้อมกับคุณเจรจาต่อลองกันด้วยคำพูดที่ว่า “แม่เข้าใจความคิดของลูกนะ เอาแบบนี้ไหม เรามาค่อย ๆ ตกลงกันคนละครึ่งทาง” โดยที่ต้องให้ลูกเป็นคนยื่นขอเสนอนั้นก่อนนะคะ (เหมือนกับการค่อย ๆ หลอกถามความต้องการของลูกค้านี่ละค่ะ) พอลูกค่อย ๆ เปิด คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะพูดเสริมว่า แล้วคุณแม่สามารถช่วยอะไรได้บ้างหรือไม่ หนูมีอะไรอยากจะแนะนำแม่ไหมจ้ะ … พูดอย่างไรก็ได้ค่ะ ที่ทำให้ลูกของเราเปิดใจพูดกับเราให้ได้มากที่สุด พอเรารู้ เราก็หาทางว่า เราควรจะทำอย่างไร ที่จะไม่ใช่เป็นการตามใจ เพราะแน่นอนว่า หากลูกรู้ว่าพูดอะไรไปคุณแม่ก็ต้องให้ พวกเขาก็จะใช้ไม้นี้ไปตลอด ดังนั้น หากรู้แล้วก็ค่อย ๆ หาทางปรับความคิดความต้องการของลูก ให้มาอยู่ตรงกลางในระหว่างคำว่า ความเหมาะสมแทน เท่านี้ลูกก็จะรู้สึกแล้วละค่ะว่า ทั้งคุณและเขา เสมอกัน ไม่มีใครแพ้และไม่มีใครชนะ ต่างฝ่ายต่างพอใจถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นด้วยกันทั้งคู่
  • สร้างแรงบันดาลใจให้กับลูก ลองดูสิคะว่า ลูกของเราชอบอะไร แล้วให้คุณพ่อคุณแม่พยายามไปศึกษาสิ่งนั้นเพิ่ม พร้อมกับอาจจะมีตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ลูกได้เห็น ยกตัวอย่างเช่น คนที่ลูกชื่นชอบนั้น ลูกรู้ไหมว่า กว่าที่เขาจะมาถึงจุดนี้ได้นั้น เขาผ่านอะไรมาบ้าง เขาต้องผิดหวัง เริ่มทำทุกอย่างด้วยตัวเอง จากคนที่ไม่มีเคยมีแม้แต่ข้าวจะกิน ทำไมทุกวันนี้เขาถึงกลายเป็นคนที่รวยมีเงินเยอะระดับต้น ๆ นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่ยอมแพ้อย่างไรละจ้ะ ดังนั้น หากลูกอยากเป็นอะไร เพียงแค่ลูกมีความมุ่งมั่นและตั้งใจ ไม่ดื้อ พูดจารู้เรื่อง มีเหตุและผลละก็ ความฝันที่ลูกตั้งใจไว้ ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วละจ้ะ

มอรีน กล่าวต่ออีกว่า เด็กที่ดื้อมาก ๆ นั้นพวกเขาจะมีอารมณ์อ่อนไหวง่าย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเด็กพวกนี้ จะเป็นเด็กที่มีความสามารถมาก อีกทั้งยังมีศักยภาพ ฉลาด และแฝงไปด้วยพรสวรรค์มากมายเลยละ แน่นอนว่ามันมากับความดื้อ แต่เชื่อไหมว่า พวกเขามักจะทำบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขาต้องการนั้น สำเร็จเสมอ

เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่จับจุดพวกเขาให้เจอ พร้อมกับท้าทายพวกเขา และแฝงไปด้วยคำสอน คำแนะนำที่ควบคู่ไปกับความคิด ความมีวินัย และคุณธรรม และพิสูจน์ตัวเองให้ลูกได้เห็นว่า เวลาที่พวกเขาอยู่กับคุณนั้น คุณคือคนที่อยู่เคียงข้างพวกเขาจริง ๆ ทำให้ลูกรู้สึกสนุกและเชื่อใจ เท่านี้ไม่ว่าคุณจะบอกให้ลูกทำอะไร พวกเขาก็จะเชื่อ และมีอะไรก็จะหันมาขอคำปรึกษาจากคุณพ่อคุณแม่แล้วล่ะค่ะ

เครดิต: MomScream


อ่านต่อเรื่องอื่นที่น่าสนใจ:

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

เงินสงเคราะห์บุตรย้อนหลัง

เคลียร์ชัด ๆ ให้หายสงสัย เงินสงเคราะห์บุตรย้อนหลัง ได้ไหม?

ร่วมหาคำตอบ เงินสงเคราะห์บุุตรย้อนหลัง ได้หรือไม่ ไขข้อข้องใจไปพร้อม ๆ กันได้ที่นี่ค่ะ

 

 

สำหรับคุณแม่ที่ยังไม่ได้ยื่นเรื่องขอรับเงินสงเคราะห์บุตรนั้น อาจจะกำลังสงสัยกันอยู่ว่า หากยังไม่ได้ยื่นเรื่องขอรับเงินดังกล่าวสามารถทำได้หรือไม วันนี้ทีมงาน Amarin Baby and Kids จะขอยกตัวอย่างคำถามของคุณแม่ท่านนึง พร้อมกับคำตอบที่จะมาช่วยไขข้อข้องใจของคุณแม่ทุกคนกันค่ะ

แต่ก่อนที่เราจะไปดูคำถามและคำตอบนั้น เรามาทำความรู้จักกับ เงินสงเคราะห์บุตรกันก่อนดีกว่านะคะ

ทำความรู้จักกับเงินสงเคราะห์บุตร

เงินสงเคราะห์บุตรคือเงินที่รัฐบาลได้จัดเตรียมไว้ให้กับคุณแม่เพื่อเป็นลดเบาภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน ซึ่งคุณสมบัตรของคุณแม่ที่จะสามารถได้รับเงินนั้น จะต้องมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังนี้

1.ต้องเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 39
2.จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน สิทธิที่ท่านจะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่ายเดือนละ 600 บาทต่อบุตรหนึ่งคน
3.ต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ยกเว้น บุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น
4.อายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน 3 คน เว้นแต่ผู้ประกันตนเป็นผู้ทุพพลภาพหรือถึงแก่ความตาย ในขณะที่บุตรมีอายุแรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนต่อจนอายุ 6 ปีบริบูรณ์
การหมดสิทธิรับเงินกรณีสงเคราะห์บุตร
–  เมื่อบุตรมีอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์
–  บุตรเสียชีวิต
–  ยกบุตรให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่น
–  ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

หลักฐานการยื่นขอรับเงินสงเคราะห์บุตรจะมีอะไรบ้าง คลิก>>

ค่าใช้จ่ายตอนลูกไม่สบาย

แม่ควรอ่าน! หากไม่อยากกังวลเรื่อง ค่าใช้จ่ายตอนลูกไม่สบาย

ค่าใช้จ่ายตอนลูกไม่สบาย สูงขนาดไหน คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้และเตรียมพร้อม จะได้รับมือได้ถูกทาง

 

 

สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่หรือกำลังจะเป็นว่าที่คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านคะ เคยวางแผนสำรองหรือวางแผนล่วงหน้ากันบ้างหรือไม่คะว่า ถ้าลูกรักของเราไม่สบายขึ้นมา ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจะมากน้อยเพียงใด … บอกได้เลยนะคะว่า เยอะมาก ๆ เลยละค่ะ ไม่ว่าจะเป็นค่าหาหมอเอย ค่ายา ค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่ต้องนอนโรงพยาบาลอีก หากคุณแม่ไม่วางแผนทางการเงินให้ดีละก็ รับรองว่าค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นนั้นสูงจนน่าตกใจจริง ๆ

แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านอาจจะบอกว่า ฉันได้เตรียมประกันสุขภาพไว้ให้ลูกแล้ว/ เดี๋ยวรอให้ลูกโตกว่านี้ก่อนค่อยทำก็ได้/ ลูกฉันมีบัตรทองแล้วไม่เห็นเป็นไร หรือ ฉันใช้สวัสดิการของบริษัทหรือหน่วยงานแล้ว เป็นต้น

โชคดีค่ะ หากคุณพ่อคุณแม่มีตามที่กล่าวไปแล้วด้านบน แต่ถ้าหากไม่มีเลยละค่ะ จะเกิดอะไรขึ้น? หากครอบครัวมีฐานะหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่หากพอมีพอใช้ แน่นอนว่าได้มีการเอาเงินเก็บมาใช้เป็นแน่ ทีมงาน Amarin Baby and Kids เล็งเห็นแล้วว่า การวางแผนทางการเงินเวลาที่ลูกไม่สบายนั้นสำคัญมากน้อยเพียงใด ก็ได้ทำสรุปคร่าว ๆ มาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านกันค่ะ

อ่านต่อ การวางแผนทางการเงินยามลูกไม่สบายได้ที่หน้าถัดไป >>

สอนลูกทำทาน

“สอนลูกทำบุญ” อย่างฉลาด! ด้วย 6 วิธีสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก

การ สอนลูกทำบุญ จะทำให้ลูกเป็นเด็กที่มีจิตใจดี พร้อมโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันนี้ได้ โดยพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้มีแนวทางหลักธรรมในการให้พ่อแม่เลี้ยงลูก ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้…

Continue reading ““สอนลูกทำบุญ” อย่างฉลาด! ด้วย 6 วิธีสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก”

บัตรคนจน

เช็กสิทธิ์และวิธีการใช้ บัตรคนจน เพื่อพ่อแม่รายได้น้อยโดยเฉพาะ!

บัตรคนจน หรือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถือเป็นโครงการช่วยเหลือครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะต้องทำอย่างไรถึงจะได้บัตรนี้ และมีวิธีใช้ หรือซื้ออะไรได้บ้าง Amarin Baby & Kids มีคำตอบมาฝากค่ะ

Continue reading “เช็กสิทธิ์และวิธีการใช้ บัตรคนจน เพื่อพ่อแม่รายได้น้อยโดยเฉพาะ!”

ที่คั่นหนังสือ

ชวนลูกประดิษฐ์ ที่คั่นหนังสือ พัฒนากล้ามเนื้อมือกันเถอะ

เมื่อถึงเวลาเข้าโรงเรียน หนังสือจะเข้ามามีบทบาทในฐานะส่วนประกอบของการเรียนและความบันเทิงของเด็กๆ ที่คั่นหนังสือ จึงเป็นงานประดิษฐ์สุดคลาสสิคที่เด็กๆ จะได้ใช้ประโยชน์และทำให้ชั่วโมงการอ่านมีความสนุกมากขึ้น! ยิ่งถ้ามีลูกเล่นอย่างลูกตาพลาสติกเอาไว้เพิ่มความน่ารักและความตื่นเต้นแล้วล่ะก็ เด็กๆ ต้องรู้สึกชื่นชอบกิจกรรมการอ่านเพิ่มขึ้นแน่นอนเลยค่ะ

นอกจากนี้ การพาเด็ก ๆ ทำที่คั่นหนังสือของตัวเอง ไม่เพียงจะช่วยให้เขาผูกพันกับกิจกรรมการอ่านหนังสือมากขึ้น แต่เด็ก ๆ ยังได้เรียนรู้วิธีการถนอมหน้ากระดาษในหนังสือ โดยไม่เลือกใช้วิธีพับคั่นหน้าไว้ ช่วยรักษาสภาพของหนังสือเล่มโปรดไว้จนโต ทั้งยังได้ ที่คั่นหนังสือแห่งความภาคภูมิใจ เพราะว่ามันจะไม่เหมือนใคร และมีชิ้นเดียวในโลก ที่สร้างจากจินตนาการของตัวเองอีกด้วย!

อ่าน 15 นาทีทุกวัน

ผลงานประดิษฐ์ของลูก ยังเป็นกระจกสะท้อนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมือรวมถึงการทำงานประสานกันของมือและตาของลูกเรา เพราะการใช้มือ นิ้ว และข้อมือในวันนี้นี่แหละที่จะเป็นบันไดทำให้ลูกติดกระดุมเสื้อ เขียนหนังสือ ผูกเชือกรองเท้า และอีกหลากกิจกรรมที่เขาต้องจัดการด้วยตัวเองในวันข้างหน้า รวมไปถึงทักษะในอาชีพต่างๆ ที่ต้องใช้นิ้วมือที่คล่องแคล่ว เช่น การเล่นดนตรี ทันตแพทย์ การเล่นกีฬา เป็นต้น

บทความแนะนำ 10 วิธีฝึกลูกช่วยเหลือตัวเอง

ฉะนั้นแค่การให้เขากินข้าวเองหรือพาเล่นแมงมุมขยุ้มหลังคาก็คงไม่เพียงพออีกต่อไป เราควรสนับสนุนทักษะการใช้กล้ามเนื้อมือนี้ด้วยกิจกรรมที่สนุกและท้าทาย แต่ก็ต้องไม่ให้เกินความสามารถของลูกด้วย

อ่านต่อ วิธีทำที่คั่นหนังสือง่ายๆ เสริมพัฒนาการลูก คลิกหน้า 2

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

เมนูบำรุงสมองลูกน้อย

คลิปอาหารอร่อย “ข้าวผัดปลาแซลมอน” สูตรดีเมนูบำรุงสมอง เพื่อลูกน้อยโดยเฉพาะ!

เพราะอาหาร ก็มีส่วนสำคัญในการช่วยบำรุงสมองได้เป็นอย่างดี เชฟแม่มีจึงมี เมนูบำรุงสมองลูกน้อย มาแนะนำคุณแม่ๆ ที่รักและใส่ใจสุขภาพของลูกน้อย รับรองว่าสูตรนี้ทั้งดี อร่อย และมีคุณค่าโภชนาการครบถ้วนตามที่เด็กๆต้องได้รับแน่นอน

Continue reading “คลิปอาหารอร่อย “ข้าวผัดปลาแซลมอน” สูตรดีเมนูบำรุงสมอง เพื่อลูกน้อยโดยเฉพาะ!”

ลูกกินยาฆ่าเชื้อ

หมอแนะแม่! ลูกกินยาฆ่าเชื้อ เป็นประจำอันตรายหรือไม่

ไขข้อข้องใจแม่ ลูกกินยาฆ่าเชื้อ ทุกวันจะเป็นอันตรายต่อร่างกายลูกหรือไม่?

 

 

คงไม่มีใครไม่รู้จักยาฆ่าเชื้อกันใช่ไหมคะ ทราบหรือไม่คะว่าลูกกินยาฆ่าเชื้อเป็นประจำทุกวัน จะส่งผลอะไรกับสุขภาพลูกหรือไม่  ทำอย่างไรลูกจะได้ไม่ต้องกินยาฆ่าเชื้อ ที่สำคัญจำเป็นไหมที่ลูกเป็นหวัดแล้วต้องกินยาฆ่าเชื้อทุกครั้ง อยากรู้ไปติดตามพร้อม ๆ กันค่ะ

คำถามของคุณแม่: ลูกชายอายุ 2.7 ขวบค่ะ ตั้งแต่ 17 ตุลาคมมานี่ เค้าต้องกินยาฆ่าเชื้อแทบจะเรียกได้ว่าต่อเนื่องเลยค่ะ เพราะพี่ชายพี่สาวไปโรงเรียน ไม่สบายเอากลับมาติดน้อง ส่วนน้องก็ภูมิน้อยติดทุกครั้งไม่มีพลาด กินครบตามที่หมอบอก เว้นไปไม่นานก็เป็นใหม่อีก หมอก็ให้ยาฆ่าเชื้อใหม่อีก เรียกได้ว่าภายในหนึ่งเดือนลูกชายทานติดต่อกันเป็นเวลาจะสามสัปดาห์แล้วค่ะ แอบกังวลว่า ถ้าลูกทานต่อไปเรื่อย ๆ แบบนี้จะมีผลข้างเคียงอะไรหรือไม่คะ

ศ. พญ. อรุณี เจตศรีสุภาพ (แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์และโลหิตวิทยา) ได้เข้ามาให้คำตอบกับคุณแม่ท่านนี้ว่า

ยาทุกอย่างควรจะให้เมื่อมีข้อบ่งชี้ที่สมควร แพทย์จะพิจารณาข้อดีข้อเสียก่อนให้ ถ้าจำเป็นต้องให้ยานานแพทย์อาจต้องดูการทำงานของตับและไตตามความจำเป็น ในกรณีนี้คุณแม่ไม่ได้บอกอาการของลูก แต่คาดว่าโรคยอดฮิตในเด็กวัยนี้น่าจะเป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน โดยปกติมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ที่พบบ่อยคือหวัดธรรมดา ซึ่งการให้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อไม่ได้ช่วย เว้นแต่แพทย์ดูอาการหรือตรวจดูแล้วพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือสงสัยว่าจะติดเชื้อแบคทีเรีย จึงให้ยาปฏิชีวนะ เป็นต้น

อ่านต่อคำแนะนำของคุณหมอได้ที่หน้าถัดไปค่ะ >>

แต่งฮาโลวีนให้ลูก

ไอเดียเก๋ 20 ชุดสำหรับ แต่งฮาโลวีนให้ลูก ทั้งหลอนและน่ารัก

แม่ไอเดียเก๋ แต่งฮาโลวีนให้ลูก สุดหลอน ทำเอาเพื่อนๆ ชั้นอนุบาลจิตตกกันเป็นแถว กับชุดสุดที่เรียกว่าหลอนได้ใจ และไม่มีเพื่อนคนไหนกล้าเข้าใกล้กันเลยทีเดียว

คุณพ่อคุณแม่ยังพอจะจำกันได้หรือไม่ เมื่อปีที่แล้วสื่อจีนได้รายงานข่าวเกี่ยวกับความน่ารักน่าเอ็นดูของ หนูน้อยชั้นอนุบาลในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ไต้หวัน ซึ่งทางโรงเรียนได้มีการจัดงานประกวดแต่งตัวเป็นผี ในช่วงเทศกาล วันฮาโลวีน แต่ปรากฏว่าชุดของเธอ ทำให้เพื่อนร่วมชั้นหวาดกลัวจนร้องไห้ไปตามๆ กัน

แม่ไอเดียเก๋ แต่งฮาโลวีนให้ลูก ทั้งหลอนทั้งน่ารัก
ตามแบบภาพยนตร์ผี

แต่งฮาโลวีนให้ลูก

หนูน้อยคนนี้เป็นเด็กผู้หญิง มีชื่อว่า เหมิงเหมิง (萌萌) อายุ 2 ขวบครึ่ง และเธอมีน้องสาวแสนอีก 1 คน ปัจจุบันเรียนเรียนเตรียมประถมอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองเกาสง ไต้หวัน

แต่งฮาโลวีนให้ลูก

กลายเป็นภาพที่เรียกรอยยิ้มไปทั่วโลกออนไลน์ เมื่อคุณพ่อคุณแม่ชาวไต้หวันพาลูกวัยอนุบาลไปร่วมงานฮาโลวีนที่โรงเรียน ซึ่งเด็กๆจะแต่งตัวแฟนซีมาร่วมงาน โดยเด็กหญิงคนหนึ่งถูกแปลงโฉม เป็น คาโอนาชิ ผีไร้หน้า (No face) ผีชื่อดังของญี่ปุ่นหนึ่งในตัวละครของการ์ตูน Spirited Away ในขณะที่เพื่อนๆ แต่งเป็นแม่มดหรือตัวการ์ตูนสดใส

แต่งฮาโลวีนให้ลูกแต่งฮาโลวีนให้ลูก

แต่ด้วยความที่หนูน้อยแต่งตัวมาเหมือนต้นฉบับมากทั้งชุดสีดำและใบหน้าที่ถูกทาจนขาว ทำให้เพื่อนที่โรงเรียนเกิดกลัวจริงๆ ร้องไห้โฮและไม่ยอมเข้าใกล้ แต่หนูน้อยคนนี้ก็ยังคงนิ่งเฉยราวกับกำลังรักษาคาแรคเตอร์ของผีตัวนี้อยู่

เพราะ เหมิงเหมิง ชอบตัวการ์ตูนผีไร้หน้าในเรื่อง Spirited Away มาก จึงบอกให้คุณแม่แต่งคอสเพลย์ให้เธอไปร่วมงานวันฮาโลวีน 2016 ที่โรงเรียน ซึ่งตัวเธอก็ชอบใจได้แต่งเป็นตัวการ์ตูนที่ชอบ แต่พอไปถึงงานทั้งครูและเพื่อนกลับจำเหมิงเหมิงไม่ได้ มิหนำซ้ำเพื่อนยังร้องไห้จ้าไปสองคน เธอเลยยืนนิ่งอึ้งน้ำตาปริ่มอยู่คนเดียว แต่สักพักก็เริ่มมีคนจำได้ว่าเป็นเธอไม่ใช่ผีที่ไหน เด็กๆ จึงกลับมาสนุกสนานกันได้เช่นเดิม งานนี้ต้องปรบมือให้กับความคิดสร้างสรรค์จัดเต็มของคุณแม่ ที่เนรมิตลูกสาวตัวน้อยให้เป็นผีน่ารักได้ขนาดนี้

และ วันฮาโลวีน 2016 คุณแม่ของน้องเหมิงเหมิง ก็ได้เผยภาพน้องที่แต่งชุดฮาโลวีนเป็นของปีนี้ ซึ่งบอกได้เลยว่าหลอนไม่แพ้ปีที่แล้ว จะแต่งเป็นอะไรตามไปดูกันเลยค่ะ

 

ชมภาพพร้อมคลิปวีดีโอ “เหมิงเหมิงแต่งเป็นยมทูตลุค
จากหนังเรื่อง Death note ทั้งหลอนทั้งน่ารัก” คลิกหน้า
2

แต่งฮาโลวีนให้ลูก

อ่านต่อ “บทความดี ๆ น่าสนใจ” คลิก!

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

 

ท่าร่วมรัก

รวมเซ็กส์ 10 ท่าร่วมรัก ยอดฮิต (แม้ตั้งครรภ์ก็ทำได้)

หากพูดถึง เรื่องบนเตียง หรือ “เซ็กส์” ท่าร่วมรัก ถือเป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เช่นกันสำหรับคนที่เป็นคู่รัก หรือสามีภรรยากัน  เพราะแม้จะรักกันแค่ไหน แต่ถ้าเรื่องเซ็กส์สอบไม่ผ่าน ก็อาจบั่นทอนความสัมพันธ์ในระยะยาวได้

Continue reading “รวมเซ็กส์ 10 ท่าร่วมรัก ยอดฮิต (แม้ตั้งครรภ์ก็ทำได้)”