คุณแม่ลูกหนึ่ง

[แม่อุ้ม-น้องเมตตา 13] Cloth Diaper ผ้าอ้อมรักลูกและรักษ์โลก

ก่อนลูกน้อยจะลืมตาออกมาดูโลก คุณพ่อคุณแม่มีเรื่องต้องวางแผนเตรียมการมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องห้องนอน ขวดนม เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ ฯลฯ และสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้เรื่องการกินการนอนของลูกก็คือเรื่องการขับถ่าย เพราะเด็กเล็กๆ นั้น กินเมื่อไหร่ก็เป็นได้ฉี่หรืออึเมื่อนั้น ผ้าอ้อมจึงเป็นสิ่งที่ต้องจัดหามาเตรียมไว้เป็นจำนวนมากตั้งแต่แรก

 

ช่วงที่ท้อง ทีแรกผู้เขียนก็เตรียมจะไปซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปยี่ห้อดังมาตุนไว้หลายๆ กล่อง แต่พอไปที่ร้านขายของเด็กแถวบ้าน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องมีผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับผ้าอ้อมผ้า (Cloth Diaper) มากมายหลายแบบ หน้าตาน่ารักน่าใช้ และมีรายละเอียดให้เปรียบเทียบด้วยว่าการใช้ผ้าอ้อมผ้านั้นดีกว่าผ้าอ้อมแบบใช้แล้วทิ้งอย่างไรบ้าง ทำให้ต้องมาศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ แล้วก็ได้พบว่า ตอนนี้คุณแม่ที่พอร์ตแลนด์ตื่นตัวเรื่องการใช้ผ้าอ้อมผ้ากันมาก มีร้านขาย มีคลาสสำหรับคุณแม่ที่สนใจ และมี support group มากมายหลายแห่งให้หาความรู้เปรียบเทียบกันได้เต็มที่

 

พอได้ยินว่าผ้าอ้อมผ้า ทีแรกผู้เขียนก็นึกภาพถึงผ้าสาลูผืนใหญ่ๆ พับทบเป็นชิ้นหนามากลัดเข็มกลัดที่เอวเด็กน้อยเหมือนตอนสมัยเรายังเด็กๆ (ผู้เขียนเห็นรูปตัวเองตอนเด็กๆ ก็ใส่ผ้าอ้อมผ้าแบบที่ว่านี้) แต่ผ้าอ้อมผ้าสมัยใหม่พัฒนาไปเยอะเลยค่ะ แบบที่ผู้เขียนเลือกให้ลูกนั้น มีกางเกงด้านนอกเป็นลายน่ารัก กันน้ำได้ในระดับหนึ่ง และมีแผ่นรองซับเป็นผ้าฝ้ายไม่หนาเกินไป แต่ซึมซับของเหลวได้ดี ติดกระดุมแป๊กถอดออกไปซักเฉพาะชิ้นในได้ สะดวกสบายดีแท้

 

สาเหตุหลักๆ ที่ต้องคิดเยอะก็เพราะผ้าอ้อมผ้า (โดยเฉพาะที่ทำด้วยผ้าฝ้ายหรือเส้นใยอินทรีย์) นั้นราคาไม่ใช่ถูกๆ เลย ถ้าซื้อทั้งชุด (คือมีกางเกง 10 ตัวและแผ่นรองซับประมาณ 2 โหล พอจะใช้ไปได้ 2-3 วันก่อนนำไปซัก) ก็ตกราวๆ 400 เหรียญ (หมื่นกว่าบาท) ถือว่าเป็นการลงทุนก้อนใหญ่ทีเดียว แต่เทียบแล้วก็ยังถูกกว่าผ้าอ้อมสำเร็จรูป (ซึ่งก็ไม่ใช่ถูกๆ โดยเฉพาะแบบที่ใช้วัสดุธรรมชาติ) หลายเท่า และถ้ามีลูกคนต่อไปก็ประหยัดขึ้นอีก

 

มีคนลองคำนวณดูแล้วพบว่ากว่าเด็กจะโตจนเข้าห้องน้ำเองได้นั้น ต้องใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปหลายหมื่นชิ้น คิดออกมาแล้วก็เป็นเงินประมาณ 1,500 เหรียญ (ราวห้าหมื่นบาท) แพงกว่าผ้าอ้อมผ้าถึงห้าเท่าทีเดียว และลองคิดดูว่าผ้าอ้อมใช้แล้วเหล่านั้น จะกลายเป็นภาระที่กองขยะมากมายขนาดไหน เฉพาะในอเมริกาเองนั้น มีผ้าอ้อมที่ถูกทิ้งปีละถึง 20,000 ล้านชิ้น!

 

และที่น่าตกใจกว่าก็คือผ้าอ้อมเหล่านั้นกว่าจะย่อยสลายก็ใช้เวลาเกือบห้าร้อยปี! แถมไวรัสจากอุจจาระในผ้าอ้อมเด็กอาจจะซึมลงสู่แหล่งน้ำ ทำให้เกิดโรคภัยต่างๆ ตามมา ผู้เขียนฟังมาถึงตรงนี้ ใจก็เอนเอียงไปทางผ้าอ้อมผ้าครึ่งหนึ่งเข้าไปแล้ว ยิ่งพอได้ยินว่าเด็กที่ใส่ผ้าอ้อมผ้าจะเป็นผื่นน้อยกว่า เพราะไม่อบเหมือนผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่บุด้วยกระดาษและพลาสติก และจะหัดนั่งกระโถนได้ง่ายกว่าเพราะรู้จักแยกแยะความรู้สึกเปียกชื้นได้เอง ผู้เขียนเลยตัดสินใจลงทุนซื้อผ้าอ้อมผ้าชุดใหญ่มาเตรียมไว้ เป็นแบบปรับขนาดให้โตตามลูกน้อยได้ และตรงเอวเป็น velcro เพราะกะว่าลูกดิ้นไปมาก็จะง่ายกว่าต้องไล่ติดกระดุมแป๊ก ทดลองหัดใส่กับตุ๊กตาอยู่หลายรอบ กะว่าลูกน้อยเกิดมานี่ต้องพร้อมแน่ๆ

 

เอาเข้าจริง เดือนแรกแทบไม่ได้ใช้เลยค่า ! เพราะว่าเพิ่งฟื้นตัวจากการคลอด และเพิ่งสำนึกว่าการเป็นคุณแม่มือใหม่ในต่างแดน ไม่มีญาติโยมหรือพี่เลี้ยงมาช่วย อยู่กันสามคนพ่อแม่กับลูกที่ร้องทั้งวันทั้งคืนนั้นมันเหนื่อยแสนสาหัส จะให้มาซักและอบผ้าอ้อม (ที่นี่มีแดดแค่ช่วงหน้าร้อน ส่วนใหญ่จึงต้องใช้เครื่องอบผ้า ) ต้องตายแน่ๆ ช่วงแรกๆ จึงใช้แต่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป จนอะไรๆ เริ่มเข้าที่เข้าทาง ผู้เขียนเลยเริ่มต้นใช้ผ้าอ้อมผ้าที่ซื้อไว้ แรกๆ ก็รู้สึกว่ามันยุ่งยากและเหนื่อยดีแท้ แต่พอเริ่มจัดระบบได้ คือรู้แล้วว่าต้องซักผ้าอ้อมทุกๆ 2 วัน และต้องแช่ ซัก อบอย่างไร ก็สบายขึ้น

 

สิ่งที่ต้องยอมรับคือผ้าอ้อมผ้านั้นพอเปียกก็ต้องเปลี่ยนทุกครั้งเพราะลูกรู้สึกได้ ไม่เหมือนผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ “แห้งสบาย” ฉี่หลายรอบลูกก็ยังไม่ร้อง ผู้เขียนเองก็ไม่ได้ดื้อดึงว่าจะต้องใช้แต่ผ้าอ้อมผ้าเท่านั้น เวลาออกไปข้างนอกและนอนตอนกลางคืน ก็ใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปผสมกัน เพราะสะดวกกว่า และทำให้ลูกนอนหลับได้นานขึ้น แต่ถ้าเทียบแล้ว ก็ใช้ผ้าอ้อมผ้าเป็นส่วนใหญ่

 

ตอนนี้ลูกสาวผู้เขียนอายุเกือบสองขวบแล้ว ไม่เคยเป็นผื่นผ้าอ้อมเลยค่ะ ผ้าอ้อมที่ผ่านการซักและอบมาเป็นร้อยครั้งก็ยังอยู่ในสภาพดีมาก ถ้าผู้เขียนมีลูกอีกคนก็ไม่ต้องลงทุนซื้อใหม่เลย

 

มีหลายคนเถียงว่าเทียบความเหนื่อยกับค่าน้ำค่าไฟที่ต้องซักแล้ว ผ้าอ้อมผ้าอาจจะไม่ได้ “ถูกกว่า” อย่างที่หลายๆคนเชื่อ (ที่นี่มีบริการซักผ้าอ้อมด้วยค่ะ โดยเขาจะเอาผ้าอ้อมสะอาดชุดแรกมาให้ก่อน จากนั้นทุกสัปดาห์ก็จะมารับผ้าอ้อมที่ใช้แล้ว พร้อมทั้งเอาชุดใหม่ที่สะอาดมาเปลี่ยนให้ มีคนบอกว่าซักผ้าอ้อมจำนวนมากแบบนี้ประหยัดกว่าซักเองที่บ้าน แต่ก็ต้องเสียค่าบริการอยู่ดี (สำหรับแผ่นรองซับ 70 ชิ้นต่อสัปดาห์ ค่าบริการตกประมาณเดือนละ 2,500 บาท)

 

ผู้เขียนคิดว่าเมื่อเทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ทั้งในกระบวนการผลิตและกระบวนการกำจัดผ้าอ้อมสำเร็จรูปแล้ว ยังไงผ้าอ้อมผ้าก็ยังดีกว่า ยิ่งคุณแม่เมืองไทยจำนวนมากมีคนช่วยทำงานบ้าน แถมแดดบ้านเราก็แรง ตากผ้าอ้อมแห้งไวไม่ต้องเปลืองค่าอบ และยังช่วยฆ่าเชื้อกำจัดกลิ่นไปในตัวด้วย ผ้าอ้อมผ้าน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดมลภาวะ ประหยัดค่าใช้จ่าย และทำให้ผิวอันบอบบางของลูกน้อยไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมีตลอดเวลาอีกด้วย

 

ได้รักทั้งลูก และรักษ์โลกไปพร้อมกันวันละหลายรอบเลยล่ะค่ะ

 

บทความโดย: สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท อดีตนางเอกและพิธีกร ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทบ้านอุ้ม สำนักพิมพ์โอโอเอ็ม และเลี้ยงหนูน้อยเมตตาอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรก้อน สหรัฐอเมริกา

ภาพ: shutterstock

Tags

[แม่อุ้ม-น้องเมตตา 12] Outdoor Parenting เลี้ยงลูกนอกบ้าน

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เห็นเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” ของคุณหมอโอ๋ เภสัชกรขิม และน้องพลอย มัลลิกะมาส แล้วก็รู้สึกดีใจที่มีคนชักชวนกันพาลูกน้อยออกไปเผชิญโลกกว้าง เพราะผู้เขียนและสามีนั้นให้ความสำคัญกับการพาลูก “ออกไปข้างนอก” กับเราให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ จะว่าไปแล้ว ก็อาจจะเป็นสิ่งที่พ่อแม่ที่พอร์ตแลนด์ทำกันจนเป็นเรื่องปกติก็ว่าได้ ผู้เขียนคิดว่าสาเหตุหลักๆ ก็คือคนส่วนใหญ่ที่ย้ายมาอยู่ทางฝั่งตะวันตกของอเมริกานั้น รักธรรมชาติและชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นเดินป่า ปีนเขา แคมปิ้ง หรือแม้แต่ไปสวนสาธารณะใกล้ๆ บ้าน ผู้เขียนสังเกตว่าชาวตะวันตกนั้นเชื่อในการให้ลูกได้เรียนรู้โลกกว้างและเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวตั้งแต่ยังเล็ก โตขึ้นจะได้มีความกล้าหาญที่จะเผชิญสิ่งต่างๆ และมีความเชื่อมั่นในตนเอง

 

อีกเหตุผลที่สำคัญคือคนที่นี่ชอบย้ายบ้านย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย การย้ายข้ามทวีปหรือข้ามรัฐไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด แต่ละรัฐก็อยู่ห่างไกลกัน ส่วนใหญ่ครอบครัวจึงเป็นครอบครัวเดี่ยว ไม่มีปู่ย่าตายายหรือญาติๆ มาช่วยเลี้ยงดูหลาน ค่าจ้างพี่เลี้ยงที่นี่ก็แพงมาก (ชั่วโมงละ 350-500 บาท) พ่อแม่จึงต้องเลี้ยงลูกเอง จะไปไหนก็ต้องพาลูกไปด้วยตามที่สาธารณะจึงมีกิจกรรมที่เป็นมิตรกับเด็กๆ และครอบครัว (การให้นมในที่สาธารณะถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฏหมายเลยทีเดียว) ผู้คนก็เห็นว่าการพาเด็กเล็กๆ ออกมาข้างนอกนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จึงให้ความเอ็นดูและยิ้มแย้มเอื้ออาทรต่อกัน ผู้เขียนรู้สึกว่าการที่ขาดครอบครัวจริงๆ ของตัวเองนั้น ทำให้ผู้คนเปิดใจกว้างและพยายามพูดคุยหรือทำกิจกรรมเชื่อมโยงกับคนอื่นมากขึ้น

 

ตอนลูกยังเล็กมากๆ ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าจะเอาลูกออกไปไหนต่อไหนดีหรือเปล่า แต่คุณสามีแกไม่สนใจ อุ้มลูกไปเดินเล่นตั้งแต่ยังอายุได้ไม่ถึงสองอาทิตย์ หนูเมตตาแกก็ดูจะเพลิดเพลินดี ผู้เขียนเองก็เลยได้ผ่อนคลายไปด้วย คุณหมอเด็กของครอบครัวเราบอกว่า เด็กทารกนั้นมีความสามารถในการปรับตัวสูงกว่าที่เราคิด และต้องแข็งแรงมากถึงในระดับหนึ่งจึงเกิดและมีชีวิตรอดออกมาได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลจนเกินไป พาลูกไปไหนต่อไหนได้ (เพียงแต่ต้องระวังไม่ให้เป็นที่แออัดหรืออึกทึกครึกโครมมากจนเกินไป ถ้าเป็นสถานที่ใกล้ชิดธรรมชาติก็จะดีที่สุด ) ไม่อย่างนั้นจะเบื่อกันแย่ทั้งแม่และลูก ถ้าต้องอยู่แต่ในบ้านทั้งวันทั้งคืน

 

ได้ยินอย่างนั้นผู้เขียนก็โล่งใจ เลยเริ่มต้นมองหากิจกรรมที่จะอุ้มลูกไปร่วมด้วย แล้วก็ได้พบว่ามีเยอะแยะไปหมดจนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว นอกจากเว็บไซต์ที่รวบรวมปฏิทินกิจกรรมต่างๆ มาไว้ด้วยกันอย่าง Red Tricycle หรือ PDX Kids Calendar แล้ว ก็ยังมีนิตยสารแจกฟรีอีกมากมาย อย่างเช่น Metro Parent หรือ NW Kids ช่วงแรกที่ลูกยังเล็กมาก ผู้เขียนเลือกไปกิจกรรมเบาๆ ก่อน เพราะสังเกตได้ว่าลูกจะไม่ชอบที่ที่มีเสียงดังเกินไปหรือมีไฟแข็งๆ สว่างๆ รอให้ลูกเริ่มโตขึ้นอีกหน่อย คือประมาณ 6-9 เดือน จึงเริ่มไปเข้าชั้นเรียนดนตรี (Music Together), ชั้นเรียนภาษามือ (Sign Language) หรือกิจกรรมที่มีสิ่งกระตุ้นและเน้นการเรียนรู้มากยิ่งขึ้นหลังจากขวบครึ่ง อย่างเช่น Puppet Show หรือคอนเสิร์ตต่างๆ

 

กิจกรรมที่น่ารักและผู้เขียนอยากพูดถึงเป็นพิเศษก็คือ Baby Mornings ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะของพอร์ตแลนด์(Portland Art Museum) สำหรับคุณแม่และหนูน้อยแรกเกิดถึง 1 ขวบ ที่ผู้เขียนพาลูกสาวไปร่วมด้วยทุกเดือน ที่ชอบมากเพราะแต่ละเดือนจะมีหัวข้อแตกต่างกันไป อย่างเช่น อิมเพรสชั่นนิสม์ ภาพเหมือน (Portraits) ภาพทิวทัศน์(Landscape) ฯลฯ เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์เป็นคนนำกิจกรรม และทำให้เราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณพ่อคุณแม่คนอื่นๆ ที่อุ้มลูกน้อยมาเดินดูงานศิลปะด้วยกัน ถึงแม้ลูกจะยังเล็กมาก แต่ผู้เขียนก็เชื่อว่าการได้เปิดโอกาสให้ลูกได้ซึมซับบรรยากาศของงานศิลปะย่อมจะดีต่อเซลล์สมองน้อยๆ ของแกเป็นแน่

 

อีกกิจกรรมหนึ่งที่ดีมากเช่นกัน คือ Book Babies และ Toddler Storytime ที่ห้องสมุด เป็นกิจกรรมฟรี มีหลายวันต่อสัปดาห์ (เพราะว่าห้องสมุดที่พอร์ตแลนด์มีนับสิบสาขา กระจายอยู่ทั่วไปในแต่ละชุมชน) แต่ละครั้งความยาวประมาณ 45 นาที มีคุณบรรณารักษ์เป็นคนนำร้องเพลง เล่นเกม และอ่านหนังสือเด็กด้วยกัน เราสองแม่ลูกชอบมากเพราะบรรยากาศสบายๆ และปลูกฝังให้เด็กๆ รักหนังสือและรักการไปห้องสมุด เมตตาเองมีบัตรสมาชิกตั้งแต่อายุได้แค่ 2 สัปดาห์ และได้รับหนังสือสำหรับเด็กจากห้องสมุดมา 4 เล่ม ล้วนแต่เป็นหนังสือดีๆ ที่เราหยิบมาอ่านเสมอๆ ผู้เขียนชื่นชมห้องสมุดที่นี่มาก เพราะว่ามีหนังสือและภาพยนตร์ในฐานข้อมูลหลากหลายครบถ้วนจริงๆ มุมหนังสือเด็กเล็กนั้นมีหนังสือแทบทุกเล่มที่ตีพิมพ์ในอเมริกา สามารถยืมกลับบ้านได้คราวละเกือบสิบเล่ม ทำให้เราประหยัดค่าหนังสือไปได้มาก และลูกสาวผู้เขียนตื่นเต้นกับการไปห้องสมุดอย่างเห็นได้ชัด

 

ล่าสุดเราพบว่ามีอีกกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้ได้ออกไปสัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติอย่างสนุกสนาน ชื่อว่า Ladybug Walk จัดขึ้นโดย Portland Parks & Recreation (หน่วยงานที่ดูแลสวนสาธารณะและกิจกรรมต่างๆ) สำหรับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย ทุกเช้าวันศุกร์ เราจะรวมตัวกันที่สวนสาธารณะ (ซึ่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทำให้เราได้เห็นระบบนิเวศน์ที่แตกต่างกันไป) แล้วมีเจ้าหน้าที่แจกเป้รูปเต่าทองใบน้อยๆ ให้หนูๆ สะพาย ข้างในบรรจุอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ เช่น แว่นขยาย ช้อนตักดิน กล่องพลาสติกใส่แมลง ฯลฯ จากนั้นก็พานักสำรวจจิ๋วและผู้ปกครองออกเดินป่า ทำความรู้จักกับต้นไม้ แมลงต่างๆ บางครั้งก็เจอเห็ดเจอตัวอะไรแปลกๆ เรียกเสียงหัวเราะกิ๊กๆ กั๊กๆ จากเด็กๆ ได้ตลอดทาง

 

ส่วนตัวผู้เขียนอยากมอบโล่ห์ให้กับ PP&R มาก เพราะนอกจากจะดูแลสวนสาธารณะได้ดี มีสนามเด็กเล่นที่มีเครื่องเล่นปลอดภัยให้เด็กๆ ได้ไปเล่นอยู่ทั่วเมืองแล้ว (พอร์ตแลนด์มีสวนสาธารณะเกือบ 300 แห่ง!) ยังมี community center ที่มีกิจกรรมกีฬาสำหรับทุกคนในครอบครัว ผู้เขียนพาลูกสาวไปว่ายน้ำ เล่นฟุตบอล (สำหรับเด็กเล็ก ชื่อคลาสน่ารักว่า Tiny Tots Soccer) เล่นกีฬาต่างๆ ในราคาถูกแสนถูก ช่วงฤดูร้อนยังมีคอนเสิร์ตและหนังกลางแปลงในสวน ให้เราไปปูเสื่อปิกนิกกันได้ทุกสัปดาห์ เอาเป็นว่าตลอดปีมีอะไรให้ทำแบบแทบไม่ต้องเสียสตางค์เลยก็แล้วกัน

 

คุณพ่อคุณแม่ที่ยังกลัวๆ กล้าๆ ไม่รู้ว่าเอาลูกออกนอกบ้านจะปลอดภัยหรือดีกับเด็กไหม ผู้เขียนขอยืนยันค่ะว่าดีต่อทั้งลูกน้อยและคุณพ่อคุณแม่แน่นอน เพียงแต่เลือกกิจกรรมที่ปลอดภัยและเหมาะสม มีความหลากหลาย และใกล้ชิดธรรมชาติให้มากที่สุด เพราะสิ่งต่างๆ ที่เด็กซึมซับนั้นมีผลโดยตรงต่อสมองและความคิดของพวกเขา ถ้าอยากให้ลูกโตขึ้นเป็นคนที่แข็งแรง มีความสนใจรอบด้าน รักธรรมชาติ และรักผู้อื่น ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” ให้เขาได้รู้ว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและโลกที่ดีงามนะคะ

 

บทความโดย: สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท อดีตนางเอกและพิธีกร ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทบ้านอุ้ม สำนักพิมพ์โอโอเอ็ม และเลี้ยงหนูน้อยเมตตาอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรก้อน สหรัฐอเมริกา

ภาพ: shutterstock

Tags

แก้ปัญหาลูกไม่ยอมอาบน้ำ

[แม่อุ้ม-น้องเมตตา 11] Baby Sign Language ลดเสียงร้องไห้ได้ด้วยภาษามือ

ยังพอจะจำความรู้สึกเวลาไปต่างประเทศ (โดยเฉพาะประเทศที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ) แล้วพูดกับใครไม่รู้เรื่องได้ไหมคะ มันช่างอึดอัดคับข้องใจเสียจริง อยากจะกินอะไร อยากจะไปไหน หรือแม้แต่อยากจะไปเข้าห้องน้ำก็ถามทางไม่ถูก ในเวลาอย่างนั้น แทบทุกคนคงงัดเอาไม้ตายขึ้นมาแก้สถานการณ์… นั่นก็คือใช้ภาษามือ! เพราะการจะเรียนรู้ภาษาพูดของแต่ละชาตินั้นเป็นเรื่องยากและซับซ้อน ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะพูดได้คล่อง

 

ที่ยกตัวอย่างมาเสียยาว ก็เพราะอยากจะให้คุณผู้อ่านลองเข้าไปนั่งในใจของลูกน้อยตัวเล็กๆ ที่ยังพูดกับใครไม่ได้ ว่ามันน่าหงุดหงิดขนาดไหน คุณพ่อคุณแม่เองหลายๆ ครั้งก็กลุ้มใจที่ไม่รู้ว่าลูกร้องเพราะต้องการอะไร เพราะฉะนั้นหากลูกน้อยได้เรียนรู้ที่จะใช้ภาษามือก่อนจะพูดได้ ก็ย่อมจะช่วยลดความหงุดหงิดและช่วยให้พ่อแม่ลูกสื่อสารกันได้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก และจะส่งผลให้ลูกน้อยร้องไห้งอแงน้อยลงไปเองโดยปริยาย

 

ผู้เขียนได้ยินเรื่อง Baby Sign Language จากพี่ที่รู้จักท่านหนึ่งซึ่งสอนลูกด้วยการเปิดหนังสือและวีดิโอให้ดูแล้วทำตาม ลูกชายตัวเล็กอายุราวขวบครึ่งสามารถทำมือแสดงคำว่า ขอบคุณ (thank you) ขออีก (more) กิน (eat) และคำง่ายๆ หลายคำได้ ผู้เขียนเห็นแล้วก็ทดไว้ในใจว่าเมื่อลูกสาวอายุสัก 6-7 เดือน (ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับเริ่มต้นเพราะลูกสามารถมองและให้ความสนใจกับอะไรได้นานขึ้น และระหว่างอายุ 8 เดือนถึง 2 ขวบจะเป็นช่วงเวลาที่เด็กได้ประโยชน์จากการใช้ภาษามือมากที่สุด) ก็จะสอนให้ใช้ภาษามือบ้าง ระหว่างนั้นก็ไปขอยืมหนังสือมาจากห้องสมุดและเปิดดูวีดิโอจากในอินเตอร์เน็ตเพื่อซักซ้อมไว้ก่อน

 

พอเวลามาถึงจริงๆ ผู้เขียนลองสอนคำต่างๆ ตามที่ได้อ่านหรือดูมา ลูกสาวก็ดูสนใจอยู่บ้าง แตดูท่าว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้นมากนัก โชคดีที่เพื่อนของผู้เขียนซึ่งมีลูกอายุเท่ากันมาเล่าให้ฟังถึงชั้นเรียนภาษามือสำหรับเด็กเล็ก ซึ่งผสมผสานการ “เล่น” เข้าไปกับการ “เรียน” อันจะทำให้หนูน้อยเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและสนุกสนาน ฟังดูน่าสนใจและมีอนาคตกว่าการทำมืองูๆ ปลาๆ ของผู้เขียนเป็นแน่ ว่าแล้วเราสองแม่ลูกก็พากันไปเข้าชั้นเรียน

 

การเรียนแบ่งออกเป็นซีรี่ส์ A, B และ C หนึ่งซีรี่ส์มี 5 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง (45 นาที) โดยเริ่มจากคำง่ายๆ ที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น พ่อ แม่ เบบี้ ขอบคุณ ขออีก อาบน้ำ กิน นอน เปลี่ยนผ้าอ้อม ฯลฯ ไล่ไปจนถึงคำที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรมขึ้นอย่างเรื่องของสีและอารมณ์ความรู้สึก เมื่อเรียนจบทั้งหมดก็จะได้รู้จักภาษามือถึงเกือบ 250 คำ และเป็นภาษามือเดียวกันกับ American Sign Language จึงถือว่ามีประโยชน์มากต่อคุณพ่อคุณแม่ไปพร้อมๆ กัน

 

ผู้เขียนพาลูกสาวไปเรียน (จริงๆ รู้สึกเหมือนไปเล่นสนุกมากกว่า) จนจบทั้ง 3 ซี่รี่ส์ ตั้งแต่แกอายุ 9 เดือนจนถึง 20 เดือน ก็เข้าใจว่าการไปเข้าคลาสนั้นดีกว่าสอนเป็นคำๆ มากจริงๆ เพราะคุณครูใช้ภาษามือประกอบเพลง แล้วจากนั้นก็เปิดโอกาสให้เด็กเล่นของเล่นที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อในแต่ละครั้ง ลูกสาวของผู้เขียนตื่นเต้นและสนุกมาก มองครูตาแป๋วแล้วก็พยายามทำตาม หรือบางครั้งแม้ไม่ได้ทำตามในชั้นเรียน แต่กลับมาบ้านก็แสดงความสนใจในสิ่งนั้นมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่น เราเพิ่งไปเรียนเรื่องสี กลับมาถึงบ้าน แกก็ไปหยิบเอาหนังสือหลายๆ เล่มที่เกี่ยวกับเรื่องสี ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยสนใจมาก่อน เอามาเปิดดู เวลาแม่ใช้ภาษามือก็หยุดดูด้วยความสนใจ หรือสัปดาห์ก่อนเรียนเรื่องยานพาหนะ สัปดาห์นั้นเราก็ได้ยินหนูน้อยตะโกนเรียก ‘Bus! Bus!’ เวลาเห็นรถเมล์ขับผ่าน หรือชี้ไปบนฟ้าแล้วบอกว่า ‘I hear airplane!’ เวลาได้ยินเสียงเครื่องบิน

 

ฟังแล้วแปลกใจไหมคะว่าไปเรียนภาษามือ แต่ทำไมกลับมาบ้านแล้วใช้ภาษาพูดแทน หรือแรกๆ ใช้ภาษามือแต่พอหัดพูดคำนั้นได้ก็เลิกใช้ภาษามือ หรือบางทีกลับกัน คือพูดได้ก่อน แล้วถึงมาทำท่าตามทีหลัง ผู้เขียนลองถามคุณครูดูก็ได้คำตอบว่า เป็นเรื่องปกติที่เด็กจะเลือกใช้สิ่งที่ถนัดกว่าก่อน เช่น คำง่ายๆ อย่างปาป๊ามาม้า เด็กมักจะพูดได้ก่อน แต่หลังจากนั้นรู้สึกสนุก ก็ลองใช้ภาษามือประกอบด้วย แต่ถ้าคำไหนพูดได้แล้ว ก็สะดวกกว่าที่จะพูดโดยไม่ต้องใช้ภาษามือประกอบ

 

อีกอย่างที่น่าสนใจคือลูกสาวผู้เขียนเริ่มผสมคำที่ได้เรียนมาเข้าด้วยกัน แล้วสร้างเป็นกลุ่มคำหรือประโยคสั้นๆได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงขวบครึ่ง เช่น ‘red car’, ‘เมตตา read book’ หรือ ‘I eat banana.’ ซึ่งถือว่าก้าวหน้ามากเมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน ผู้เขียนไปอ่านเจอภายหลังว่า การใช้ภาษามือนั้นไม่ได้ทำให้เด็กพูดช้าลงเหมือนกับที่หลายๆ คนกลัว ในทางตรงกันข้าม เด็กที่ได้เรียนภาษามือตั้งแต่ยังเล็ก กลับจะพูดได้เร็วกว่าด้วยซ้ำ เพราะ “ภาษา” นั้นเป็นเรื่องของสัญลักษณ์และการสื่อสาร กล่าวคือสังคมสร้างสัญลักษณ์เป็นคำพูดขึ้นมาเพื่อใช้เรียกสิ่งต่างๆ และเพื่อความเข้าใจร่วมกัน เมื่อเด็กได้เรียนภาษามือ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ง่ายๆ ที่ใช้แทนสิ่งของแต่ละอย่าง เด็กก็จะเข้าใจแนวคิดเรื่องสัญลักษณ์ รู้สึกสนุกที่สามารถสื่อสารกับผู้ใหญ่ได้ และเริ่มมีความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสัญลักษณ์ใหม่ๆ ขึ้นมาเอง (ลูกสาวผู้เขียนมีท่าส่วนตัวสำหรับคำที่ไม่ได้อยู่ในชั้นเรียนหลายคำทีเดียว) เมื่อเริ่มเข้าใจพื้นฐานของภาษา ก็จะมีความกระตือรือร้นที่จะเลียนแบบเสียงและพูด จากนั้นก็ต่อยอดด้วยการเพิ่มคำขยายและนำคำมาผสมกันเป็นประโยคได้อย่างน่าสนใจและเป็นธรรมชาติมาก

 

มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า การที่พ่อแม่ใช้ภาษามือสื่อสารกับลูกนั้น จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสมองสูงมาก และช่วยให้เด็กโตขึ้นเป็นคนที่มีความมั่นใจในตนเอง รักการอ่าน และเป็นผู้ริเริ่มบทสนทนาที่ดี เพราะหนูน้อยเรียนรู้ที่จะอธิบายความต้องการของตนเองและอธิบายสิ่งต่างๆ ที่น่าสนใจรอบๆ ตัวมาตั้งแต่ยังเล็ก โดยมีพ่อแม่คอยโต้ตอบและให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่น เมื่อเด็กเห็นรถและใช้ภาษามือ (จับพวงมาลัยหมุนๆ) พ่อแม่ก็สามารถอธิบายเพิ่มเติมว่า รถสีขาว รถของหม่าม้า รถแล่นเร็ว ฯลฯ เป็นการต่อยอดคลังคำของหนูน้อยให้ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างสนุกสนาน และเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันอบอุ่นแน่นแฟ้นระหว่างคุณพ่อคุณแม่กับลูกน้อยด้วย เพราะเวลาใช้ภาษามือนั้น ทั้งสองฝ่ายต้องมองตาและให้ความสนใจต่อกัน นับเป็นพื้นฐานเรื่องการสื่อสารที่จะช่วยให้หนูน้อยเติบโตมาเป็นนักฟังที่ดีอีกอย่างหนึ่งด้วย

 

ใครที่สนใจ ลองเริ่มได้เองด้วยการหาหนังสือมาอ่านและเปิดดูวีดิโอสอนภาษามือสำหรับผู้ใหญ่ (หรือเด็กเล็ก ถ้าหาได้) แล้วใช้ภาษามือเหล่านั้นประกอบเพลงสำหรับเด็ก เล่นกับลูกดูก็ได้ค่ะ ราวๆ 2 เดือนก็น่าจะเริ่มเห็นลูกทำท่ากลับมาบ้าง แรกๆ ลูกอาจจะยังใช้มือไม่เก่ง ภาษามือที่ส่งกลับมาอาจจะยังไม่ชัดเจน แต่ขอให้พยายามต่อไปค่ะ เพราะความต่อเนื่องและสม่ำเสมอเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้

 

แล้วเสียงร้องไห้ก็จะกลายเป็นเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของทุกคนในครอบครัวค่ะ

 

บทความโดย: สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท อดีตนางเอกและพิธีกร ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทบ้านอุ้ม สำนักพิมพ์โอโอเอ็ม และเลี้ยงหนูน้อยเมตตาอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรก้อน สหรัฐอเมริกา

ภาพ: shutterstock

Tags

[แม่อุ้ม-น้องเมตตา 10] Music Together สอนลูกพูดจาภาษาเพลง

Hello everybody, so glad to see you…

 

เสียงกีตาร์ดังขึ้น พร้อมกับเสียงร้องสดใสของคุณครู เป็นเพลงแสนจะคุ้นหูเราสองแม่ลูก และอีกหลายหมื่นครอบครัวทั่วโลก ลูกสาววัยขวบครึ่งของผู้เขียนโยกตัวไปมาพลางหันหน้ามายิ้มแฉ่งใส่แม่

 

การวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าคนส่วนใหญ่เกิดมาด้วยศักยภาพทางดนตรีระดับที่จะเล่นในวงซิมโฟนีออเคสตร้าได้! แต่ทำไมในความเป็นจริงกลับกลายเป็นว่าคนส่วนใหญ่เล่นดนตรีไม่ได้ หรือบางคนร้องเพลงยังเพี้ยนแถมคร่อมจังหวะอีกต่างหาก

 

นั่นก็เพราะเราไม่ได้รับการพัฒนาและส่งเสริมความสามารถในการ “พูดภาษาดนตรี” ตั้งแต่ยังเล็ก

 

ทีแรกผู้เขียนก็ไม่รู้เรื่องนี้ เพียงแต่อยากหากิจกรรมสนุกๆ ทำกับลูกสาวตัวน้อย แล้วขับรถผ่านป้าย Music Together หลายแห่งในพอร์ตแลนด์ และเมื่อลองถามเพื่อนๆ แม่ด้วยกัน ก็พบว่าหลายคนพาลูกไปเข้าคลาสแล้วสนุกมาก จึงสมัครไปเรียนบ้าง ผู้เขียนพบว่านอกจากจะสนุกแล้ว ยังได้ประโยชน์มากมายเกินกว่าที่จะคาดคิดไว้เสียอีก

 

Music Together เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1987 โดยคุณ Kenneth Guilmartin คุณพ่อและคุณครูสอนดนตรีชาวอเมริกันที่เห็นความสำคัญของการส่งเสริมพัฒนาการด้านดนตรีตั้งแต่แรกเกิด เพราะช่วงเวลา 3 ปีแรกของชีวิตนั้นเป็นช่วงที่เซลล์สมองจำนวนมหาศาลของลูกน้อยจะสร้างการเชื่อมโยงต่อกัน ผ่านการสังเกตและเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ถ้าเด็กได้อยู่ในสภาพแวดล้อมของดนตรีที่เหมาะสมและมีคุณภาพ ได้เห็นแบบอย่างจากบุคคลสำคัญในชีวิตอย่างพ่อแม่หรือคนใกล้ชิด ย่อมจะทำให้เด็กคนนั้นสามารถเริ่มต้น “สื่อสารภาษาดนตรี” ซึ่งหมายถึงร้องเพลงตามโน้ตและขยับตัวตามจังหวะได้เมื่ออายุราว 3 ขวบ และสามารถพัฒนาทักษะด้านดนตรีที่ซับซ้อนขึ้นได้เมื่อโตขึ้น

 

แต่ละเทอม เด็กและผู้ปกครองจะได้มาเข้าคลาสร่วมกันประมาณ 9-10 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 45 นาที แต่ละคลาสมีประมาณ 10-12 ครอบครัว มีคุณครู 1 คนทำหน้าที่เล่นดนตรี (ส่วนใหญ่จะเป็นกีตาร์) นำร้องเพลงและชักชวนให้เด็กและผู้ปกครองทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน อย่างเช่น เต้นรำ โบกผ้า เล่นเครื่องดนตรีสำหรับเด็กเล็กหลากหลายชนิด และที่สำคัญที่สุดคือสร้างบรรยากาศโดยรวมให้สนุกสนาน ผ่อนคลาย ปราศจากความคาดหวังและความกดดัน ผู้เขียนเองไปเข้าคลาสครั้งแรกก็ออกจะเขินๆ ไม่ค่อยกล้าร้องกล้าเต้น แต่เมื่อเห็นคุณครูและผู้ปกครองคนอื่นๆ สนุกกัน ความกลัวผิดพลาดหรือกลัวจะทำไม่ได้ดีก็หายไป กลายเป็นว่าร้องไปเต้นไปหัวเราะไปโดยไม่รู้ตัว ลูกสาวผู้เขียนเห็นแม่สนุกอย่างนั้นก็เริ่มทำตามบ้าง เพียงไม่นานเราสองคนแม่ลูกก็ตั้งตารอคอยให้ถึงวันที่จะได้ไป “มิวชี้กกก… แดนชิ้ง.. เฟร้น…” (ร้องเพลง/เต้น/เล่นกับเพื่อนๆ) ตามที่เจ้าลูกสาววัยขวบครึ่งของผู้เขียนตั้งชื่อให้ใหม่อย่างน่าเอ็นดู

 

หลายคนอาจจะสงสัยว่า เปิดเพลงหรือร้องเพลง/เล่นดนตรีให้ลูกฟังเองไม่ได้หรืออย่างไร ทำไมต้องไปเข้าคลาสให้เสียสตางค์ด้วย (คลาสค่อนข้างแพงทีเดียว เทอมละประมาณ 5,000 บาท) ขอตอบว่าการที่พ่อแม่มีความสนใจในดนตรีนั้นดีต่อลูกแน่นอนค่ะ ยิ่งถ้าได้เล่นดนตรีหรือร้องเพลงกับลูกด้วยก็ยิ่งดีกว่าเปิดให้ฟังจากวิทยุหรือคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก เพราะเด็กจะได้เห็นทั้งภาพและเสียง (คือพ่อแม่ขยับปากเพื่อเปล่งเสียงออกมา) ได้เห็นตัวอย่างการเป็นผู้ “สร้าง” เสียงดนตรี ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ผู้ฟัง เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่จะต้องมีความสม่ำเสมอ (คือขยันเล่นกับลูก) และใส่ใจกับเนื้อหาและคุณภาพของดนตรีด้วย เพื่อให้พัฒนาการของลูกเป็นไปได้อย่างดี

 

ผู้เขียนพาลูกไปเข้าคลาส Music Together มาแล้ว 5 เทอม ตั้งแต่ลูกยังอายุแค่ 6 เดือนจนตอนนี้ขวบครึ่ง เริ่มจากคลาสสำหรับเด็กแรกเกิดแล้วย้ายมาเป็นคลาสคละอายุ (เด็กโตสุดคือ 6 ขวบ) จึงค่อนข้างแน่ใจว่าการไปเข้าคลาสที่ผ่านการวิจัยและออกแบบมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ได้ร้องเพลงที่แต่งขึ้นหรือเรียบเรียงใหม่ให้เหมาะกับพัฒนาการของเด็ก (คือมีเนื้อหา จังหวะ และรูปแบบทางดนตรีที่หลากหลาย เป็นเพลงที่มาจากทั่วโลก ร้องด้วยน้ำเสียงสนุกสนานโดยนักร้องทั้งเด็กและผู้ใหญ่) ได้เจอคุณครูและเพื่อนๆ คนอื่นเป็นประจำ ส่งผลดีจริงๆ ต่อลูกสาวและตัวผู้เขียนเองด้วย ไม่เพียงแต่หนูเมตตาจะรักเสียงดนตรีและเริ่มร้องเพลงสลับกับเต้นตามจังหวะได้บ้างแล้ว ผู้เขียนเองก็ไปหยิบกีตาร์มาปัดฝุ่นแล้วเริ่มต้นเล่นใหม่อย่างจริงจังก็เพราะ Music Together นี่เอง

 

ข้อดีอีกอย่างที่เห็นก็คือลูกสาวผู้เขียนพูดได้เยอะมาก (เท่าที่นับดูคือเกือบ 200 คำ และเริ่มพูดเป็นประโยคแล้ว) ถึงแม้จะไม่ใช่เพราะไปคลาส Music Together เพียงอย่างเดียว แต่ผู้เขียนก็ไปอ่านเจอมาว่า เวลาที่คนเราร้องเพลงหรือเล่นดนตรีนั้น สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพูดจะได้รับการกระตุ้นและพัฒนาอย่างมาก ก็น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ สื่อสารได้ดี และไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการพูดเท่านั้น หากแต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับพัฒนาการด้านอื่นเช่น ความจำ ความสามารถในการตัดสินใจ ความยืดหยุ่น ฯลฯ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้บริหารที่ดีอีกด้วย มีประโยชน์หลายอย่างจริงๆ เลยนะคะ

 

คุณพ่อคุณแม่ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์หรือความสามารถทางดนตรีไม่ต้องท้อใจนะคะ ผู้เขียนเองก็เคยรู้สึกอย่างนั้นมาก่อนเหมือนกัน แต่หลังจากได้ไปเข้าคลาสแล้วก็พบว่า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เราต้องร้องเพลงเพราะหรือเล่นดนตรีเก่งฉกาจ หากแต่อยู่ที่ความสุขจากการได้สร้างเสียงดนตรีซึ่งเริ่มต้นจากใจ แล้วความสุขนั้นจะแผ่กระจายเป็นการฮัม เป็นเสียงเพลง การขยับร่างกาย ตบมือ เคาะจังหวะง่ายๆ หรืออะไรก็ตามที่สื่อสารไปยังลูกน้อยด้วยความมั่นใจ มองตากลมแป๋วแหววของลูกแล้วคุณจะรู้ว่าเขารอการชี้นำจากเรา มาร่วมกันชี้นำเขาไปบนเส้นทางที่แสนไพเราะและเต็มไปด้วยเสียงดนตรีกันดีไหมล่ะคะ

 

บทความโดย: สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท อดีตนางเอกและพิธีกร ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทบ้านอุ้ม สำนักพิมพ์โอโอเอ็ม และเลี้ยงหนูน้อยเมตตาอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรก้อน สหรัฐอเมริกา

ภาพ: keawkoistudio

Tags

[แม่อุ้ม-น้องเมตตา 09] Diastasis Recti รอยแยกกลางท้องหลังคลอด

คลอดแล้ว ผอมแล้ว แต่ทำไมพุงยังไม่ยุบเสียที! ซิทอัพวันละเป็นร้อยครั้งก็ดูจะไม่ช่วยอะไร ที่หนักไปกว่านั้น… วันก่อนคุณป้าแถวบ้านทักว่า “กำลังจะมีน้องอีกคนเหรอจ๊ะ” กรี๊ดดดด… ไม่จริง ป้าตาฝาด เอ๊ะ… หรือว่าพุงเรายื่นขนาดนั้นจริงๆ

 

ผู้เขียนเชื่อว่าคุณแม่หลายๆ คนคงเคยประสบกับเหตุการณ์ที่ว่า และจะอุ่นใจยิ่งขึ้นถ้าได้รู้ว่าที่พุงไม่ยอมยุบนั้นเกิดจากอาการที่เรียกว่า Diastasis Recti หรือการมีรอยแยกกลางท้องหลังจากคลอดลูก ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับคนท้องส่วนใหญ่ เพียงแต่จะเป็นมากหรือเป็นน้อยเท่านั้นเอง

 

ผู้เขียนได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรกจากเพื่อนแม่ด้วยกัน เธอตัวค่อนข้างเล็ก ตอนท้องพุงจึงใหญ่มากเมื่อเทียบกับขนาดร่างกาย ตอนมาเข้ากลุ่มคุณแม่มือใหม่ (New Moms Group) จู่ๆ เธอก็ประกาศว่า “ฉันมีรอยแยกกลางท้องขนาด 4 นิ้วมือ” เล่นเอาผู้เขียนตกใจ อันดับแรกเพราะไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน อันดับสองคือได้รู้ว่าพุงของผู้เขียนเองก็มีรอยแยกขนาดประมาณ 4 นิ้วมือเหมือนกัน! ผู้นำกลุ่มบอกว่าไม่ต้องกังวลไป เพราะนี่เป็นเรื่องธรรมชาติ ยิ่งถ้าเป็นคนตัวเล็กหรือท้องแฝด โอกาสจะเกิดยิ่งมาก และสามารถบริหารกล้ามเนื้อให้รอยแยกนั้นแคบลงได้

 

ฟังมาขนาดนี้ คุณแม่หลายๆ คนคงจะสงสัยแล้วใช่ไหมคะว่าตัวเองมีรอยแยกที่ว่านี้หรือเปล่า วิธีตรวจทำได้ดังนี้นะคะ… นอนหงายราบกับพื้น ชันเข่าสองข้างขึ้น วางมือข้างหนึ่งไว้หลังศีรษะ จากนั้นผงกศีรษะขึ้นเล็กน้อย (เหมือนทำซิทอัพ) แล้วเกร็งหน้าท้องไว้ ใช้นิ้วมืออีกข้างหนึ่งลองกดดูตรงกลางท้องแถวๆ สะดือ (วางมือขวางลำตัว) จะพบว่ามีช่องว่างระหว่างกล้ามเนื้อหน้าท้องสองข้าง ใส่นิ้วมือลงไปได้กี่นิ้วกันบ้างเอ่ย… ของผู้เขียนตอนคลอดใหม่ๆ น่ะ 4 นิ้วสบายๆ เลยค่ะ (คนปกติที่กล้ามเนื้อแข็งแรงจะมีรอยแยกไม่เกิน 2 นิ้วมือ)

 

ทีนี้พอได้รู้ว่ามีรอยแยกที่ไม่ได้รับเชิญมาปรากฏอยู่กลางพุงแบบนี้ จะทำยังไงกันต่อดี ปล่อยไว้เห็นท่าจะไม่ดีแน่ เพราะนอกจากจะทำให้ดูมีพุงอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากกล้ามเนื้อขยายตัวมากตอนท้อง พอยุบลงเลยหย่อนยานไม่แข็งแรงเหมือนแต่ก่อนแล้ว ในระยะยาว อาจจะทำให้ปวดหลังตอนล่างได้ด้วย คำเตือนที่สำคัญก็คือ อย่าทำซิทอัพ! เพราะจะยิ่งทำให้รอยแยกกว้างขึ้นอีก ท่าโยคะบางท่าก็ไม่ได้ เช่นท่าสามเหลี่ยม หรือท่าวัว เอ้า… แล้วอย่างนี้จะให้ทำยังไงกันล่ะ (อดใจรอแป๊บเดียว เดี๋ยวมีคำตอบค่ะ)

 

ที่พอร์ตแลนด์มีสตูดิโอสำหรับคุณแม่โดยเฉพาะ และมีการบริหารที่ชื่อน่ารักว่า Mamalates (มาม่าลาทิส) ซึ่งใช้หลักของพิลาทิสมาออกแบบการบริหารเพื่อแก้ไขปัญหารอยแยกที่ท้องโดยตรง ที่น่ารักอีกอย่างคือเขาให้พาลูกน้อยไปคลาสด้วยได้ คงเพราะพี่เลี้ยงที่นี่แพงมาก คุณแม่ส่วนใหญ่จึงต้องเลี้ยงลูกเอง ไปไหนก็ต้องกระเตงลูกไปด้วยแม้แต่ไปออกกำลังกาย

 

ผู้เขียนรีบลงทะเบียนแล้วอุ้มลูกสาวอายุราว 3 เดือนไปเข้าคลาสโดยไม่รอช้า สิ่งแรกที่ครูผู้สอนทำก็คือเช็คความกว้างของรอยแยกเพื่อจะได้รู้ว่าแต่ละคนมีปัญหามากน้อยแค่ไหน และหลังจบคอร์สแล้วรอยแยกนั้นแคบลงหรือเปล่า จากนั้นก็อธิบายให้เราได้รู้ว่า เป้าหมายของการบริหารคือเพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนที่อยู่ลึกที่สุด (Transverse Abdominis/TvA) ซึ่งคาดตามขวางเหมือนกับเป็นเข็มขัดรัดรอบลำตัว และทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อหน้าท้องทั้งหมดอีกทีหนึ่ง ไม่ใช่แค่เน้นเฉพาะกล้ามเนื้อด้านนอก (Rectus Abdominis หรือที่คนชอบเรียกว่า six-pack) คลาสความยาวชั่วโมงกว่า ผู้เขียนไปทั้งหมด 5 ครั้ง รอยแยกลดลงเหลือไม่ถึง 3 นิ้วมือ และขณะที่เขียนอยู่นี้ ผ่านมาแล้วเกือบหนึ่งปี ผู้เขียนไม่ได้ทำตามดีวีดีที่เขาให้มาเลยสักครั้ง เพียงแต่ระวังไม่ออกกำลังกายในท่าที่จะทำให้มีรอยแยกมากขึ้น ลองเช็คดูอีกครั้ง ไม่มีรอยแยกเหลือแล้วค่ะ!

 

การบริหารแบบง่ายๆ ท่าหนึ่งที่ลองทำดูได้คือนอนหงายชันเข่าขึ้น (เหมือนกับตอนจะตรวจรอยแยก) ม้วนผ้าขนหนูเป็นก้อนหนาแล้วหนีบไว้ระหว่างเข่าสองข้าง วางของเล่นชิ้นเล็กๆ (ที่มองเห็นได้) ไว้บนหน้าท้องส่วนล่าง จากนั้นหายใจตามปกติ หลังและศีรษะแนบกับพื้น หนีบผ้าขนหนูระหว่างเข่าให้แน่น แล้วเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องให้ลดลงมาใกล้กับกระดูกสันหลังมากที่สุด (สังเกตจากของที่วางไว้ลดต่ำลง) เกร็งค้างไว้ประมาณ 5 วินาทีจึงคลายออก พัก 3 วินาที แล้วทำซ้ำทั้งหมด 5 ครั้ง นับเป็น 1 รอบ ทำทั้งหมด 3 รอบ (เท่ากับ 15 ครั้ง) ข้อสำคัญคือตั้งใจทำช้าๆ จะได้ผลมากกว่า ลองทำติดต่อกันดูประมาณ 1 เดือน รอยแยกน่าจะแคบลงอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญคือระเบียบร่างกายดีขึ้นด้วยนะคะ ยิ่งถ้าใครตั้งใจจะมีลูกอีก ก็จะเป็นการเตรียมร่างกายไว้ให้พร้อมกับการขยายตัวของหน้าท้องครั้งใหม่ และทำให้มีแรงเบ่งตอนคลอดด้วย มีประโยชน์หลายอย่างจริงๆ

 

อีกเรื่องที่อยากกระซิบคือ ไม่ใช่เฉพาะคุณแม่ที่จะได้ประโยชน์จากการบริหาร TvA แต่คุณพ่อที่เริ่มจะพุงพลุ้ย ก็สามารถใช้ท่าบริหารนี้ได้เช่นกัน ในอินเตอร์เน็ตมีวีดิโออีกหลายท่า (แต่ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลในการตัดสินใจเลือกใช้นะคะ) ลองเสิร์ชหาดูโดยใช้คีย์เวิร์ด Exercise for diastasis recti ก็ได้ค่ะ

 

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ร่างกายของเราทุกคนมีความสวยงามตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นว่าจะต้องหน้าท้องแบนราบเหมือนกับนางแบบในนิตยสาร เป้าหมายของการออกกำลังกายและบริหารกล้ามเนื้อก็เพื่อสร้างความแข็งแรงและเพื่อสุขภาพที่ดี แต่สุขภาพดีแล้วหน้าท้องแบนด้วยก็ยิ่งดีใหญ่เลย จริงไหมล่ะคะ

 

บทความโดย: สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท อดีตนางเอกและพิธีกร ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทบ้านอุ้ม สำนักพิมพ์โอโอเอ็ม และเลี้ยงหนูน้อยเมตตาอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรก้อน สหรัฐอเมริกา

ภาพ: Sophia

Tags

[แม่อุ้ม-น้องเมตตา 08] Craniosacral Therapy จัดกระดูกให้ลูกน้อยแฮปปี้

“ลูกเราหันหน้าไปข้างเดียวนะ” คุณสามีตั้งข้อสังเกตตั้งแต่ตอนหนูเมตตาอายุได้แค่สองสามเดือน

 

ผู้เขียนนั่งดูลูกอย่างจริงจังอยู่หลายวัน แล้วก็เริ่มเห็นจริงตามนั้น เพราะเมื่อไหร่ที่เราวางแกบนที่นอน หนูน้อยก็จะพลิกหันหน้าไปทางซ้ายโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะวางนอนหงายหรือนอนคว่ำ เมื่อมีโอกาสไปเข้ากลุ่มคุณแม่มือใหม่ (New Moms Group) ผู้เขียนเลยถามความเห็นของผู้นำกลุ่มและเพื่อนๆ คุณแม่คนอื่นๆ จนได้คำแนะนำว่า มีเด็กเล็กหลายคนเป็นแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะหันด้านใดด้านหนึ่งมากเป็นพิเศษตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ พอคลอดออกมาก็เลยยังชินที่จะหันด้านนั้น พ่อแม่บางคนปล่อยไป ไม่ได้ทำอะไรก็หายได้เอง หรือถ้าเป็นห่วงกลัวลูกจะระเบียบร่างกายไม่ดี หรือมีปัญหาอื่นๆ ร่วมด้วย อย่างเช่นร้องไห้งอแง ดูท่าทางไม่สบายตัว ไม่ชอบ tummy time หรือไม่ยอมอ้าปากกว้างเวลาดูดนมอาจจะเป็นเพราะกะโหลกศีรษะไม่เข้าที่ จนบางรายเข้ารับการบำบัดชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Craniosacral Therapy (เครนิโอเซครัลเธอราพี) ที่อาจจะช่วยให้ลูกสบายขึ้นได้

 

ฟังดูอาการต่างๆ ที่เล่ามา หนูเมตตาแกมีเกือบจะทุกข้อ โดยเฉพาะข้อที่ว่าร้องไห้งอแง ถึงใครจะบอกว่านี่เป็นช่วง “ร้องสามเดือน” โตกว่านี้ก็จะดีขึ้นเอง แต่ผู้เขียนซึ่งขณะนั้นเป็นคุณแม่หมาดๆ แถมมีลูกร้องจ๊ากๆๆๆ ทั้งวันทั้งคืนได้ยินอย่างนี้ก็เหมือนมีคนมาส่องแสงรำไรที่ปลายอุโมงค์ จึงรีบหาข้อมูลจนพบว่าที่พอร์ตแลนด์มี therapist ที่ดังมากชื่อ Carol Gray ถนัดทางบำบัดทารกแรกเกิดและคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกโดยเฉพาะ ออฟฟิศไม่ไกลจากบ้านผู้เขียนนัก (จริงๆ อะไรก็ไม่ไกลนักเพราะพอร์ตแลนด์เล็กนิดเดียว) แต่คิวแน่นมากจนกว่าจะนัดได้ก็ต้องรอไปอีกเป็นเดือน

 

ออฟฟิศของแครอลเป็นห้องสองคูหาบรรยากาศอบอุ่น เธอเป็นสาวใหญ่ใจดีวัยใกล้ห้าสิบ เคยเป็นพยาบาลผดุงครรภ์ (midwife) ที่ไปศึกษาด้าน Craniosacral Therapy เพิ่มเติมจนได้ใบรับรองเป็นคนแรกๆ ของเมืองนี้ และตอนนี้เป็นครูที่มีลูกศิษย์จบไปแล้วหลายสิบรุ่น ผู้เขียนจึงค่อนข้างดีใจที่จะได้พิสูจน์ว่าการรักษาด้วยวิธีการชื่อยาวเรียกยากนี้จะได้ผลดีจริงอย่างที่หลายคนบอกมาไหม

 

การบำบัดใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่หมดไปกับการพูดคุยถามถึงประวัติและอาการต่างๆ ของลูกน้อย แครอลถามไปจดไปเต็มหน้ากระดาษ ในที่สุดก็บอกว่าได้เวลาลงมือบำบัดหนูเมตตา (เสียที) ว่าแล้วก็เริ่มต้นโดยให้ผู้เขียนเป็นคนอุ้มลูกไว้ แครอลใช้นิ้วมือแตะเบาๆ ไล่ไปตามกระโหลกศีรษะ คอ กระดูกสันหลัง และตามลำตัวของหนูน้อย ตลอดเวลาเด็กสามารถขยับตัวหรือกินนมแม่ไปด้วยได้ แครอลเองก็ยังพูดคุยตอบคำถามต่างๆ ของผู้เขียนโดยไม่ได้หยุดบำบัด หนูเมตตาซึ่งปกติไม่ชอบให้ใครจับใครอุ้ม กลับไม่ร้องแต่อย่างใด แถมพอแครอลขอเอาไปอุ้มไว้เพื่อจัดช่วงคอก็ยอมให้อุ้มจนหลับไปเสียอีก! ผู้เขียนมารู้ทีหลังว่าแครอลจับเด็กหลับคามือมาแล้วไม่รู้เท่าไหร่ คาดว่าเด็กคงจะสบายเลยหลับปุ๋ยกันไปเป็นแถว

 

ขั้นตอนที่แครอลลงมือนั้นสั้นมากเพียงไม่ถึงสิบนาที แต่ก็นานพอจะทำให้รู้ว่ากระโหลกศีรษะของเมตตายังเหลื่อมกันอยู่เล็กน้อย กระดูกคอบิดไปทางซ้าย ขณะที่กระดูกหน้าอกบิดไปทางขวา (อันนี้อธิบายตามความเข้าใจของผู้เขียนเองนะคะ ไม่ขอยืนยันทางการแพทย์) แครอลเลยจัดการค่อยๆ ขยับให้เข้าที่ ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ในความเป็นจริงทุกอย่างอ่อนโยนและเกิดขึ้นเร็วมากจนผู้เขียนเองยังสงสัยว่าจะได้ผลจริงหรือเปล่า แครอลบอกว่าให้กลับไปลองสังเกตดูความเปลี่ยนแปลง แล้วอีกเดือนสองเดือนค่อยพาเมตตากลับไปบำบัดอีกสักหนสองหนก็น่าจะเรียบร้อย

 

ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะการบำบัด หรือเพราะผู้เขียนอุปาทานไปเอง หรือเพราะยังไงเสียหนูเมตตาแกก็จะหายเองอยู่แล้วตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่ทั้งผู้เขียนและสามีรู้สึกตรงกันก็คือ ลูกมีความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวมากขึ้นและหงุดหงิดน้อยลง (บ้าง) ดังนั้นสามสี่เดือนถัดมา ผู้เขียนจึงพาลูกไปบำบัดซ้ำอีก 2 ครั้ง จนแครอลบอกว่าไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วละ จึงได้หยุดไป ตอนนี้ลูกสาวผู้เขียนอายุ 16 เดือน เริ่มเดินได้ตั้งแต่ยังไม่ถึงขวบ และตอนนี้วิ่งอุตลุดหัวเราะร่าเริงทั้งวัน

 

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงยังสงสัยว่า สรุปแล้วไอ้เจ้าการรักษาที่ว่านี่มันคืออะไรกันแน่ และดีจริงไหม จึงอยากจะเล่าเพิ่มเติมว่า Craniosacral Therapy (หรือ CST) นั้น คิดค้นขึ้นโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูก John Upledger ซึ่งทำการวิจัยเรื่องนี้อย่างจริงจังเป็นเวลาสิบกว่าปี จนค้นพบว่าระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งประกอบด้วยสมองและกระดูกสันหลังนั้น มีของเหลวซึ่งเคลื่อนตัวไปมาอยู่ในเยื่อหุ้มระหว่างกะโหลกศีรษะ/ใบหน้า/กราม (cranium) ลงไปจนถึงกระดูกก้นกบ (sacrum) ทำให้เกิดเป็นจังหวะบีบรัดและขยายตัวเบาๆ (craniosacral rhythm) ราว 6-12 รอบต่อนาที นักบำบัดที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี จะสามารถรับรู้ถึงจังหวะนี้ผ่านการสัมผัสตัวของผู้รับการบำบัด จนบอกได้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นที่จุดใด และช่วยทำการบำบัดให้ craniosacral system กลับมาสู่ความสมดุล ผู้ได้รับการบำบัดจึงรู้สึกผ่อนคลายและมีการทำงานของร่างกายโดยรวมดีขึ้น สามารถบำบัดผู้คนได้ทุกเพศทุกวัย แต่แครอลเน้นรักษาเด็กแรกเกิดเพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายยังอยู่ในการปรับตัว ถ้ามีความผิดปกติใดๆ จะได้รีบแก้ไขเสียตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะถ้าปล่อยไว้อาจจะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังจนกระทั่งโต ผู้เขียนจึงรู้สึกดีใจที่พาลูกสาวไปจัดระเบียบร่างกายให้ถูกต้อง เรียกว่า off to a good start

 

แต่อย่างที่เล่าว่าการบำบัดแบบนี้มีความอ่อนโยนมาก (คือเบาเสียจนไม่แน่ใจว่าทำอะไรไปแล้วจริงๆ หรือ) และยังไม่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์ เพราะฉะนั้นหลายๆ คนจึงยังตั้งข้อสงสัย หรือถึงขั้นเรียกว่าเป็น pseudoscience กันทีเดียว ผู้เขียนคิดว่าก็คงเหมือนกับการแพทย์ทางเลือกหลายๆ อย่างที่พิสูจน์ไม่ได้ชัดเจน ถามว่าลูกสาวผู้เขียนแข็งแรงสมบูรณ์ดีอย่างนี้เพราะไปบำบัดมาหรือเปล่า จะตอบว่าใช่ก็ไม่ค่อยแน่ใจ แต่ตอบว่าไม่ก็ยังลังเล เอาเป็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพลูกน้อยแบบองค์รวมที่อยากจะเอามาเล่าให้ฟังก็แล้วกันค่ะ

 

 

หมายเหตุ: ใครอยากเห็นแครอลทำการบำบัดทารกน้อย ลองเข้าไปเสิร์ชหาดูใน YouTube โดยพิมพ์คำว่า Carol Gray craniosacral therapy จะได้เห็นตัวอย่างหลายคลิปเลยค่ะ

 

ข้อมูล: www.upledger.com, www.carolgray.com

 

บทความโดย: สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท อดีตนางเอกและพิธีกร ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทบ้านอุ้ม สำนักพิมพ์โอโอเอ็ม และเลี้ยงหนูน้อยเมตตาอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรก้อน สหรัฐอเมริกา

ภาพ: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

[แม่อุ้ม-น้องเมตตา 04] สมาคมนมแม่

La Leche League International & Kelly Mom

สมาคมนมแม่

 

แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง แม่เฝ้าหวงห่วงลูกแต่หลังเมื่อยังนอนเปล…

 

ขึ้นต้นมาอย่างนี้ หลาย ๆ คนก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือท่อนแรกของเพลง ค่าน้ำนม และเรื่องที่เราจะพูดถึงกันในครั้งนี้ก็คงจะไม่พ้นเรื่องน้ำนมอันมีค่า ทั้งต่อร่างกายและจิตใจของคุณแม่และลูกน้อย

 

เมื่อผู้เขียนรู้ตัวว่ากำลังจะมีลูก ความตั้งใจแรก ๆ นอกเหนือจากการคลอดธรรมชาติก็คือ จะให้นมลูกอย่างน้อย 1 ปี คุณสามีเห็นดีเห็นงามด้วย และเล่าให้ฟังว่า มีเพื่อนเคยพูดถึงองค์กรอิสระที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการให้นม ชื่อว่า La Leche League Inter-national (ลา เลเช่ เป็นภาษาสเปน แปลว่า นม) ผู้เขียนลองหาข้อมูลดู ก็พบว่าที่พอร์ตแลนด์มีกลุ่ม LLLI ที่จะไปเข้าร่วมได้อยู่หลายแห่งทีเดียว พอท้องได้ประมาณ 19 สัปดาห์ ผู้เขียนเลยแวะไปกลุ่มที่อยู่ใกล้ ๆ บ้านซึ่งพบกันทุก ๆ วันอังคารที่ 3 ของทุกเดือน

 

บรรยากาศของ LLLI Meeting นั้นสบาย ๆ เป็นกันเองมากและไม่ทำให้คนมาใหม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด ในกลุ่มจะมีลีดเดอร์ซึ่งเป็นอาสาสมัคร (ทั้งหมดเป็นคุณแม่ที่ผ่านการอบรม) คอยทำหน้าที่ดำเนินการประชุม ตอบคำถาม และเปิดโอกาสให้ผู้มาเข้ากลุ่มได้แนะนำตัวและเล่าถึงสถานการณ์หรือปัญหา (เกี่ยวกับการให้นม) ที่ตัวเองกำลังประสบอยู่ ทีแรกผู้เขียนไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีลูกก็ไม่แน่ใจว่าประหลาดหรือเปล่า แต่ทุกคนกลับบอกว่าตัดสินใจถูกแล้ว เพราะการได้เตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจ รวมทั้งได้มีประสบการณ์ตรงเห็นแม่ ๆ คนอื่น ๆ ให้นมลูกกันเปิดเผยต่อหน้าต่อตาเรา ย่อมจะดีกว่ารอให้มีลูกแล้วมีปัญหาก่อนถึงจะมาเข้ากลุ่ม ผู้เขียนก็เห็นว่าจริงมาก ๆ ทีเดียว เพราะต้องยอมรับว่าเราไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย รอบ ๆ ตัวก็ไม่มีเพื่อนหรือญาติ ๆ ที่ให้นมลูก จะถามแม่ตัวเอง แม่ก็ให้นมแค่ 3 เดือนแล้วไปเรียนต่อต่างประเทศ ผู้เขียนเองก็โตมากับนมขวด อ่านหนังสือหรือไปเข้าคลาส breastfeeding ก็มีแต่ตุ๊กตาให้ลอง ดังนั้นการได้พบกับ LLLI จึงเหมือนฝันที่เป็นจริงของว่าที่คุณแม่อย่างผู้เขียนก็ว่าได้

 

ปรัชญาของ LLLI นั้นเน้นเรื่องการเลี้ยงลูกอย่างเป็นธรรมชาติและสนับสนุนการให้นมแม่ให้นานที่สุด คืออย่างน้อย 2 ปี (ซึ่งเป็นมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก) ผู้เขียนไปเข้ากลุ่มเป็นประจำแทบทุกเดือน จนตอนนี้ลูกสาวอายุขวบกว่า จึงต้องเริ่มย้ายไปอีกกลุ่มที่ชื่อ Toddler LLLI ซึ่งเป็นกลุ่มสำหรับคุณแม่ที่ลูกโตกว่า 1 ขวบและยังไม่หย่านม หรือคุณแม่ที่มีลูกมากกว่า 1 คน เพราะปัญหาที่พบในการให้นมก็จะแตกต่างไปจากตอนลูกยังเล็ก ๆ ผู้เขียนได้เห็นเด็ก ๆ อายุ 3 – 4 ขวบเล่น ๆ อยู่ยังวิ่งกลับมาดูดนมแม่จุ๊บ ๆ เป็นภาพที่แปลกตา แต่ก็น่าดีใจที่ได้เห็นตอนนี้ เพราะถ้าลูกสาวผู้เขียนโตแล้วยังวิ่งมาดูดนมแม่ ผู้เขียนจะได้รู้ว่าเป็นเรื่องปกติที่คนอื่นก็ทำเหมือนกัน

 

น่าสนใจที่องค์กรซึ่งมีเครือข่ายทั่วโลกอย่าง LLLI จะเริ่มต้นด้วยคุณแม่เพียงแค่ 7 คนเท่านั้น เรื่องมีอยู่ว่า ในราวปี 1956 อัตราการให้นมของแม่ในอเมริกาลดลงเหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมส่งเสริมการให้นมผงและให้ทารกดื่มจากขวด ใครที่ต้องการให้นมแม่ดูจะเป็นเรื่องประหลาดและไม่ได้รับการสนับสนุนเอาเสียเลย ต้องขอบคุณแมรี ไวท์ กับเพื่อน ๆที่เห็นความสำคัญของนมแม่ และเริ่มตั้งกลุ่มเพื่อเผยแพร่ความรู้และสนับสนุนแม่ ๆ ที่ต้องการจะให้นมลูกเช่นเดียวกัน เวลาผ่านไปเกือบ 60 ปี ตอนนี้ LLLI ถือว่าเป็นองค์กรสนับสนุนนมแม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ และช่วยให้แม่และลูกทั่วโลกจำนวนนับไม่ถ้วนได้กลับมาสานสายใยรักผ่านความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของการให้นมจากอกแม่ และหนังสือ The Womanly Art of Breastfeeding ที่เขียนและปรับปรุงโดยสมาชิกของกลุ่มนั้นก็เป็นคู่มือเกี่ยวกับการให้นมที่สมบูรณ์ที่สุดเล่มหนึ่งเลยทีเดียว ผู้เขียนเองก็ได้ทั้งการไปเข้ากลุ่มและหนังสือเล่มนี้ช่วยชีวิตไว้ ทำให้แทบจะไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับการให้นมเลยตั้งแต่ลูกเกิด หรือถึงจะมีปัญหาก็ได้รับคำตอบ (และคำปลอบ) ทุกครั้งจากการไปเข้ากลุ่มหรือเปิดหาข้อมูลจากหนังสือเล่มนี้

 

พูดถึงการตอบปัญหา อีกแหล่งข้อมูลหนึ่งเกี่ยวกับนมแม่ (และการเลี้ยงลูก) ที่ผู้เขียนอยากจะพูดถึงก็คือเว็บไซต์ Kelly Momที่เริ่มต้นเมื่อสิบกว่าปีก่อน โดย Kelly Bonyata คุณแม่และที่ปรึกษาเกี่ยวกับการให้นม (Lactation Consultant) ชาวรัสเซียผู้เขียนได้ยินชื่อ Kelly Mom จากเพื่อน ๆ ที่เป็นแม่ด้วยกัน เพราะเวลาใครมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นนมคัด ลูกกัดเพราะฟันจะขึ้น ลูกตื่นบ่อย ติดแม่หนึบจนไม่เป็นอันทำอะไร เรื่อยไปจนถึงเรื่องหย่านม ให้นมระหว่างท้องลูกคนที่สอง ฯลฯ ก็มักจะมีคนพูดขึ้นมาว่า “ลองหาดูใน Kelly Mom หรือยัง” พอผู้เขียนลองเปิดดูก็พบว่ามีคำตอบเกี่ยวกับทุกปัญหาจริง ๆ! และเป็นคำตอบจากประสบการณ์ตรงของคุณแม่จากทั่วโลกด้วย เคลลีเองเน้นเรื่องการเลี้ยงลูกวิถีธรรมชาติ ดังนั้นบทความต่าง ๆ หรือข้อมูลของคนที่เข้ามาโพสต์ข้อความจึงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ถือเป็นแหล่งข้อมูลอีกหนึ่งแห่งที่ผู้เขียนมักจะเข้าไปค้นหาคำตอบ และมักจะได้ความรู้มากมายกลับออกมาทุกครั้ง

 

เมืองไทยเองก็มีมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทยที่คอยให้ความรู้และการสนับสนุนเรื่องการให้นมแม่อย่างจริงจัง นับเป็นเรื่องที่น่าดีใจที่คุณแม่ทั่วโลกกลับมาให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะนอกจากจะเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยแล้ว ยังปลอดภัย ทำให้ลูกแข็งแรงและมีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคมากกว่า ไม่ต้องซื้อหา พร้อมดื่มเสมอ และที่สำคัญคือ ช่วยสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นยั่งยืนระหว่างคุณแม่กับลูกน้อยด้วย

 

ผู้เขียนก้มลงมองลูกสาวที่ดูดนมหลับไปคาอกแม่ รู้สึกถึงความรักที่เต็มตื้นขึ้นมาในหัวใจ “…เลือดในอกผสมกลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน…” ช่างเป็นประโยคที่จริงแท้เสียนี่กระไร

 

ขอบคุณข้อมูล www.llli.org, www.kellymom.com, www.thaibreastfeeding.org

 

บทความโดย: สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท อดีตนางเอกและพิธีกร ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทบ้านอุ้ม สำนักพิมพ์โอโอเอ็ม และเลี้ยงหนูน้อยเมตตาอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรก้อน สหรัฐอเมริกา

ภาพ: shutterstock

Tags

[แม่อุ้ม-น้องเมตตา 07] Baby-led Weaning หนูกินเองได้จ้ะ… แม่ไม่ต้องป้อน (ตอนที่ 2)

คราวที่แล้วเล่าให้ฟังถึงแนวคิดและข้อดีหลากหลายประการของการหย่านม และหัดให้ลูกเริ่มกินอาหารแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือที่เรียกว่า Baby-led Weaning* ไปแล้ว คราวนี้จะมาเล่าให้ฟังถึงขั้นตอนและข้อควรระวังถ้าหากสนใจจะเริ่มต้นวิธีการนี้กันนะคะ

 

ก่อนอื่นต้องมาดูกันว่าลูกน้อยพร้อมที่จะเริ่มต้นกินอาหารหรือยัง สัญญาณที่สำคัญสองสามอย่างก็คือ ลูกเริ่มนั่งเองได้โดยไม่ต้องมีคนคอยจับ (ส่วนใหญ่คือประมาณ 6 เดือน ซึ่งเป็นเวลาที่ลำไส้และภูมิต้านทานของลูกพร้อมแล้วสำหรับอาหารอื่นๆ ที่ไม่ใช่นมแม่) เริ่มหยิบของต่างๆ ใส่ปาก และเมื่อพามาที่โต๊ะกินข้าวก็พยายามหยิบอาหารจากจานพ่อแม่ ถ้าลูกน้อยทำสิ่งต่างๆ ที่ว่ามานี้ ก็แสดงว่าแกพร้อมแล้วสำหรับการเริ่มต้นหัดกินอาหารเหมือนผู้ใหญ่

 

ทีนี้จะให้กินอะไรดี… แรกๆ นั้น ให้ผักหรือผลไม้ที่หั่นเป็นชิ้นค่อนข้างใหญ่ หรือเป็นแท่งยาวๆ จะเหมาะที่สุดค่ะถ้าผักค่อนข้างแข็ง ก็ควรจะต้มหรือนึ่งให้นิ่มพอที่ลูกจะเคี้ยวได้ (ไม่จำเป็นต้องมีฟันนะคะ ลูกสาวผู้เขียนกัดและเคี้ยวด้วยเหงือกเก่งมากตั้งแต่ฟันยังไม่ขึ้นเลย) เหตุผลก็คือ เด็กเล็กๆ นั้นยังใช้มือไม่เก่ง และยังใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้หยิบของชิ้นเล็กๆ (หรือที่เรียกว่า pincer grasp) ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องให้อาหารที่ชิ้นยาวกว่ากำปั้น เพื่อให้แกแทะส่วนที่ยื่นออกมา

 

ผู้เขียนพบว่าช่วงแรกๆ ลูกสาวชอบผักผลไม้นิ่มๆ อย่างกล้วย มะม่วง มะละกอ กีวี่ ลูกแพร์ อะโวคาโด และบร็อคโคลี่กับแครอทนึ่งมากเป็นพิเศษ ตอนแรกๆ แกอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจว่าอาหารคือสิ่งที่กินได้ จึงเพียงแต่แทะเล่น แต่หลังจากเริ่มเข้าใจว่า อ้อ… เจ้าสิ่งที่มีรสชาติ กลิ่น และผิวสัมผัสแบบนี้กลืนลงคอได้ด้วยนะ แกก็เริ่มเคี้ยวและกลืน (ผู้เขียนรู้ได้อย่างไรเหรอคะว่าลูกสาวกินอาหารอะไรเข้าไปบ้าง …ก็หลักฐานมันออกมาในผ้าอ้อม! เห็นกันเป็นชิ้นๆ เลยล่ะค่ะ)

 

หลังจากนั้นก็เริ่มสนุกทั้งลูกและพ่อแม่ แม่คิดว่าจะทำอะไรให้ลูกลองดีวันนี้ ส่วนลูกก็มีอะไรใหม่ๆ มาให้ได้เล่นและเรียนรู้ ในขณะที่คุณพ่อนั่งดูเป็นกองเชียร์คนสำคัญ ลูกสาวผู้เขียนใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ก็กินเก่งมาก และกล้ากินอะไรใหม่ๆ จนเรียกว่าแกแทบไม่เคยปฏิเสธอาหารเลย ผู้เขียนลองนั่งนึกคร่าวๆ ดู ตอนลูกสาวอายุ 1 ขวบ แกได้ลองกินอาหารไปแล้วหลายร้อยอย่าง! น่าทึ่งจริงๆ เลยนะคะ และที่สำคัญคือเวลากินข้าวเป็นเวลาที่ทุกคนรอคอย เรานั่งลงกินด้วยกันพ่อแม่ลูก ไม่มีการเหน็ดเหนื่อยตามป้อนหรือกลุ้มใจเพราะลูกไม่ยอมกินโน่นกินนี่เหมือนที่ผู้เขียนเคยเห็นมา

 

อาหารที่ให้ช่วงแรกๆ นั้นต้องไม่ใส่เกลือและน้ำตาล หรือใส่ในปริมาณน้อยมาก ใครอยากได้รสชาติเพิ่มก็เติมเอาเองที่โต๊ะ แรกๆ ผู้เขียนต้องปรับวิธีทำกับข้าวอยู่พอสมควร แต่ไม่นานก็เริ่มชินและพบว่าวิธีนี้ทำให้ทั้งครอบครัวกินเค็มและหวานน้อยลงไปโดยปริยาย และหลังจากลูกกินเก่งขึ้นก็สามารถให้อาหารที่มีรสชาติหลากหลายขึ้นได้ หรือกินอะไรก็ตามที่ครอบครัวกินกันในมื้อนั้น แต่ก็มีอาหารบางชนิดที่ต้องหลีกเลี่ยงจนกว่าหนูน้อยจะโตเกิน 1 ขวบ เช่น ถั่วต่างๆ น้ำผึ้ง อาหารเผ็ดๆ อาหารทะเล ไข่ที่ไม่สุก และถ้าครอบครัวมีประวัติแพ้อะไร ก็ยิ่งต้องระวังอาหารชนิดนั้นเป็นพิเศษ เอาเป็นว่าคอยสังเกตแล้วกันค่ะ ว่าลูกกินอาหารแล้วมีผื่นขึ้นรอบๆ ริมฝีปากและตามส่วนต่างๆ ของร่างกายหรือไม่ ถ้ามีก็ควรงดเว้นอาหารชนิดนั้น รอจนลูกโตขึ้นแล้วค่อยลองใหม่

 

สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ เราต้องนั่งอยู่ด้วยเพื่อคอยช่วยเหลือและสังเกตการกินของลูก แต่ต้องให้ลูกเป็นคนหยิบอาหารเข้าปากเอง ห้ามป้อน ทีแรกผู้เขียนได้ยินอย่างนี้ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่เพราะลูกยังเล็กอยู่ แต่พอเอาเข้าจริงๆ แล้วก็พบว่าได้ผลดีและปลอดภัยกว่าด้วย เพราะเมื่อเด็กได้เป็นผู้ควบคุมสิ่งที่จะเข้าปาก แกก็จะระมัดระวังและค่อยๆ เรียนรู้ แรกๆ อาจจะเลอะเทอะและไม่ค่อยได้กินจริงจังมากนัก แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ใจเย็น ไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการเรียนรู้ของลูก ไม่นานก็จะได้เห็นพัฒนาการที่น่าสนใจมากๆ ได้เห็นว่าเขาพร้อมสำหรับอาหารใหม่ๆ หรือยังและชอบไม่ชอบอะไรบ้าง

 

ตัวอย่างเช่น ผู้เขียนพบว่าตอนแรกๆ ถ้าหั่นผลไม้ด้วยมีดที่มีฟันหยักๆ ลูกจะหยิบได้ง่ายกว่าชิ้นเรียบๆ หรือเมื่อแกเริ่มหยิบอาหารด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ได้เก่งแล้ว ก็สามารถให้อาหารชิ้นเล็กๆ อย่างถั่วลันเตาหรือลูกเกดได้ เพราะจะพอดีกับช่วงที่แกกลืนได้เก่งแล้ว ไม่ต้องกลัวติดคอ หรือเมื่อถึงช่วงที่ลูกเริ่มต้นเลียนแบบพ่อแม่ ก็ได้เวลาหาช้อนส้อมสำหรับเด็กให้แกลองตักอาหารดูบ้าง เป็นต้น

 

ผู้เขียนเชื่อว่าการให้โอกาสลูกแบบนี้ เป็นการฝึกใจของคุณพ่อคุณแม่ ไม่ให้พยายามหยิบจับทำอะไรแทนลูกไปเสียหมด หากเราให้โอกาสลูกน้อยได้ค้นพบความสามารถและความสนใจของตัวเองตั้งแต่แรกเริ่ม ก็จะทำให้เขารู้จักเคารพและมีความภาคภูมิใจในตัวเอง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิตในเรื่องอื่นๆ ต่อไปค่ะ

 

คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่สนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะลองสั่งหนังสือมาอ่าน หาข้อมูลเพิ่มเติมทางอินเทอร์เน็ตหรือดูวิดีโอของหนูน้อยคนอื่นๆ ทาง YouTube (ลองเสิร์ชคำว่า Baby Led Weaning จะได้เห็นเด็กเล็กๆ หม่ำอะไรที่เรานึกไม่ถึงมาก่อนเลยล่ะค่ะ) เพื่อเป็นแนวทางก่อนก็ได้นะคะ รับรองว่าจะได้เปิดโลกทัศน์ใหม่เกี่ยวกับการเริ่มต้นกินอาหารของลูกน้อย ที่จะทำให้สนุกสนานกันได้ทั้งครอบครัวจริงๆ ค่ะ ผู้เขียนขอยืนยัน

 

* Baby-led Weaning เป็นแนวความคิดของคุณ Gill Rapley อดีตพยาบาลผดุงครรภ์ชาวอังกฤษ ที่เสนอว่าเด็กเล็กที่เริ่มนั่งด้วยตัวเองได้ (ส่วนใหญ่จะอายุประมาณ 6 เดือน) ควรจะมีส่วนร่วมในกระบวนการหย่านม โดยหัดหยิบจับกินอาหารเอง ไม่ต้องมีคนป้อน ควบคู่ไปกับการกินนมแม่ เมื่อเด็กกินอาหารเองได้มากขึ้น ก็จะค่อยๆ กินนมแม่น้อยลงจนหยุดกินไปเองในที่สุด ซึ่งเป็นวิธีการที่เป็นธรรมชาติและสอดคล้องกับพัฒนาการของลูก มากกว่าการป้อนอาหารบด หรือการที่ครอบครัวเป็นคนตัดสินใจแทนเด็ก ว่าจะหย่านมเมื่อไหร่

 
บทความโดย: สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท อดีตนางเอกและพิธีกร ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทบ้านอุ้ม สำนักพิมพ์โอโอเอ็ม และเลี้ยงหนูน้อยเมตตาอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรก้อน สหรัฐอเมริกา

ภาพ: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

[แม่อุ้ม-น้องเมตตา 06] Baby-led Weaning หนูกินเองได้จ้ะ… แม่ไม่ต้องป้อน

หลังจากให้นมลูกมาหลายเดือน คุณแม่หลายคน (และหลายคนรอบๆ ตัวคุณแม่) คงเริ่มสงสัยว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาให้อาหารอื่นๆ แก่ลูกน้อย และจะให้ลูกเริ่มกินอะไรก่อนดี รวมทั้งกรณีคลาสสิกที่ต้องตอบคำถามว่าเมื่อไหร่ถึงจะ “หย่านม” ลูกเสียที

 

ก่อนหน้านี้ผู้เขียนเคยได้ยินมาว่าควรให้ลูกเริ่มจากกินกล้วยน้ำว้าหรือไม่ก็ข้าว (หรือผักผลไม้อื่นๆ) บด โดยคุณแม่เป็นคนป้อนทีละช้อนเล็กๆ แต่พอตอนไปเข้ากลุ่มคุณแม่มือใหม่ (New Moms Group) ที่พอร์ตแลนด์ ก็ได้ยินคนพูดถึงการให้ลูกหัดกินอาหารเหมือนผู้ใหญ่ และให้หยิบอาหารกินเองโดยแม่ไม่ต้องป้อน หรือที่เรียกว่า Baby-led Weaningคือให้ลูกมีส่วนร่วมในกระบวนการหย่านม ไม่ใช่แม่เป็นคนตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว

 

ได้ยินอย่างนั้นผู้เขียนก็หูผึ่ง เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนรู้สึกว่าคำว่า “หย่านม” เป็นคำที่ค่อนข้างจะรุนแรงเด็ดขาด และมีความหมายในทางลบไปสักหน่อย พอได้ยินว่ามีวิธีการที่ค่อยเป็นค่อยไป เป็นธรรมชาติ สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก รวมทั้งสนุกได้ทั้งแม่และลูกแบบนี้ มีหรือจะไม่ลองศึกษาดูสักหน่อย

 

หลังจากอ่านหนังสือทั้ง 2 เล่มของคุณ Gill Rapley (อดีตพยาบาลผดุงครรภ์ชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นคนคิดคำว่า Baby-led Weaning และนำเสนอวิธีการนี้จนได้รับการสนับสนุนจากคุณแม่ทั่วโลก) รวมทั้งพูดคุยกับแม่ๆ คนอื่นๆ จนแน่ใจ ผู้เขียนก็ลองเริ่มต้นให้ลูกสาว (ตอนนั้นอายุ 6 เดือนและกินแต่นมแม่อย่างเดียวมาตลอด) มานั่งที่โต๊ะกินข้าวกับพ่อแม่ ตอนแรกผู้เขียนจับหนูน้อยนั่งตัก แล้วยื่นอาหารที่เป็นชิ้นๆ ให้แกลองเล่นดู เพราะลูกสาวผู้เขียนเริ่มเอาของต่างๆ ที่ไม่ใช่อาหารใส่ปากมาได้พักใหญ่แล้ว พอผู้เขียนเอาอาหารใส่มือ แกก็จับใส่ปากโดยไม่ลังเล แถมทำหน้าตื่นเต้นที่ได้พบรสชาติแปลกใหม่ เลยเล่นไปดูไปอยู่พักใหญ่ทีเดียว

 

เราลองทำแบบนี้อยู่ระยะหนึ่งจนกระทั่งแกเริ่มนั่งเองได้โดยไม่ต้องมีคนคอยจับ จึงย้ายให้ไปนั่งใน high chair แล้ววางอาหารทีละสองสามอย่างให้ลอง แรกๆ นั้นส่วนใหญ่หนูน้อยเพียงแต่เล่น ไม่ได้กินจริงจัง แต่เพียงไม่กี่เดือน ลูกสาวผู้เขียนก็กินอาหารเก่งและกินได้หลากหลายมาก พ่อแม่ไม่เคยต้องป้อนและไม่ต้องเตรียมอาหารพิเศษ เพราะแกกินอาหารเหมือนกับที่พ่อแม่กิน (เราต้องลดเกลือและน้ำตาลลง) เลยสนุกกันจริงๆ อย่างที่เขาว่า ลูกสนุกที่ได้ลองรสชาติและสัมผัสใหม่ๆ ส่วนพ่อแม่สนุกที่ได้ดูลูกเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตัวเองและทำอะไรตลกๆ น่าเอ็นดูระหว่างกินอาหารด้วยกัน

 

คำถามสำคัญที่หลายๆ คนถามก็คือ เด็กยังไม่มีฟันจะเคี้ยวได้อย่างไร และไม่กลัวลูกสำลักหรือ สำหรับคำถามแรก ขอตอบว่าเหงือกของหนูน้อยนี่เคี้ยวอะไรได้เยอะอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะค่ะ (แต่ตอนแรกๆ อาจจะต้องให้อาหารที่ค่อนข้างนิ่มสักหน่อย) ส่วนคำถามที่สอง ผู้เขียนตอบได้จากประสบการณ์ตรงเลยว่า เด็กที่หัดกินอาหารเองจะสำลักน้อยมาก (ลูกสาวผู้เขียนไอแค่กๆ บางครั้ง แต่นั่นเป็น gag reflex ซึ่งเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเพื่อป้องกันอาหารไม่ให้ตกลงไปในหลอดลม และเกิดขึ้นตื้นมากในช่องปาก พอหนูน้อยกลืนเก่งขึ้นก็จะ gag น้อยลง เป็นคนละอย่างกับการสำลักหรือ choke ซึ่งคือการที่อาหารเข้าไปอุดหลอดลมทำให้หายใจไม่ออก)

 

คุณ Gill อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างเข้าใจง่ายว่าพัฒนาการด้านการกินอาหารของเด็กเล็กๆ นั้นจะเริ่มจากทักษะในการหยิบสิ่งของต่างๆ ใส่ปากก่อน แล้วพัฒนาไปสู่การเคี้ยว ซึ่งควบคู่ไปกับการใช้ลิ้นเคลื่อนอาหารไปมาในช่องปาก จากนั้นจึงตามมาด้วยการเคลื่อนอาหารที่เคี้ยวแล้วลึกเข้าไปสู่ด้านหลังของลิ้น และกลืนลงคอในที่สุด ถ้าเราให้ลูกได้มีโอกาสเรียนรู้กระบวนการเหล่านี้ตามจังหวะของเขาเอง โอกาสที่ลูกจะสำลักก็เป็นไปได้น้อยมาก ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับการป้อนอาหารบดด้วยช้อน ซึ่งข้ามขั้นตอนไปสู่การกลืนก่อนที่เด็กจะหัดเคี้ยว เด็กจะดูดอาหารที่ป้อนเข้าไปถึงคอทันทีเหมือนกับการดูดนม แต่อาหารบดมีความข้นกว่านมทำให้มีโอกาสสำลักได้ง่ายกว่ามาก ยิ่งพอเริ่มจะให้ลองอาหารที่เป็นชิ้นๆ ก็จะยิ่งมีโอกาสสำลักมากกว่าถ้าไม่ได้หัดเคี้ยวและกลืนมาก่อน

 

ผู้เขียนเห็นมากับตา ลูกสาวของเพื่อนที่กินแต่อาหารบดมาตลอด วันหนึ่งแม่ลองเอา rice puff ชิ้นเล็กเท่าปลายนิ้วก้อยให้กิน หนูน้อยสำลัก พัฟเข้าไปติดคอหายใจไม่ออก แม่ต้องจับคว่ำตบหลัง เล่นเอาใจหายใจคว่ำกันไปทั้งห้อง เด็กคนเดียวกันนี้ ทุกวันนี้กลายเป็นเด็กกินยาก และไม่ยอมกินผักที่ต้มหรือนึ่งมาเป็นชิ้นๆ และกินอาหารอยู่เพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นเอง

 

ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการให้เด็กเล็กเรียนรู้ที่จะหยิบอาหารกินเองนั้น สอดคล้องอย่างยิ่งกับการกินนมแม่เพราะเวลาที่เด็กดูดนม เด็กจะเป็นผู้กำหนดเองว่าจะกินมากน้อยแค่ไหน และจะหยุดเองเมื่ออิ่ม ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับ Baby-led Weaning หน้าที่ของแม่ก็คือการเตรียมอาหารที่ดีมีประโยชน์ครบถ้วนไว้ให้พร้อม ซึ่งหมายถึงนมแม่ในช่วง 6 เดือนแรก หลังจากนั้นก็คือนมแม่และอาหารที่กินกันในครอบครัวนั่นเอง

 

ผู้เขียนนั่งดูลูก “เลือก” กินจากอาหารที่วางไว้ให้หลายๆ อย่างแล้วก็รู้สึกว่าน่าสนใจมากๆ เช่น ช่วงที่เด็กกำลังต้องการธาตุเหล็กมากเป็นพิเศษ ลูกสาวผู้เขียนจะชอบกินผักใบเขียว แล้วตามด้วยส้มหรือผลไม้เปรี้ยว ซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี ที่ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก! ช่วงไหนที่มี growth spurt หรือร่างกายกำลังโตเป็นพิเศษ แกจะชอบกินโปรตีน เช่น ไข่ เห็ด ปลา หรือไก่ (ถึงผู้เขียนเป็นมังสวิรัติ แต่ก็ไม่ได้จำกัดให้ลูกต้องเป็นมังสวิรัติด้วย เพียงหนูเมตตาไม่ชอบกินเนื้อหมูหรือเนื้อวัวเอง แม้จะให้ลองชิมหลายครั้งแล้วก็ตาม)

 

อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนสังเกตเห็นก็คือ ลูกสาวผู้เขียนไม่ปฏิเสธอาหาร และชอบของที่มีรสชาติ ซึ่งสอดคล้องกับความจริงที่ว่า นมแม่นั้นมีรสชาติแตกต่างกันไปตามอาหารที่แม่กินในแต่ละมื้อหรือแต่ละวัน (ต่างจากนมผงซึ่งมีรสเดียวเสมอ) ดังนั้นเด็กที่กินนมแม่จึงคุ้นเคยกับรสชาติต่างๆ และกล้าลองอาหารหลากหลายชนิด (หนูเมตตาลองชิมแม้กระทั่งมะระต้ม!) ลองคิดดูว่าถ้าเราเป็นเด็ก การได้ “เล่น” และเรียนรู้ด้วยตัวเองว่าเจ้าอาหารหน้าตารูปร่างแบบนี้ รสชาติจะเป็นยังไง ย่อมสนุกกว่ากินอะไรไม่รู้ปั่นรวมกันมาเนียนๆ แถมมีแต่คนป้อน ไม่ได้หยิบจับเข้าปากเองเสียอีก จริงไหมล่ะคะ

 
บทความโดย: สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท อดีตนางเอกและพิธีกร ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทบ้านอุ้ม สำนักพิมพ์โอโอเอ็ม และเลี้ยงหนูน้อยเมตตาอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรก้อน สหรัฐอเมริกา

ภาพ: shutterstock

Tags

[แม่อุ้ม-น้องเมตตา 02] Skin-to-Skin Contact สัมผัสแรกคือโลกของลูก

เมื่อครั้งที่ผู้เขียนไปเข้าคลาสเตรียมความพร้อมก่อนคลอดที่โรงพยาบาลร่วมกับว่าที่คุณพ่อคุณแม่คนอื่นๆ คำถามพื้นฐานที่ได้ยินมากที่สุดเห็นจะไม่พ้นเรื่องเจ็บท้องคลอดเป็นอย่างไร คุณพ่อตัดสายสะดือได้ไหม ควรหายใจและทำอย่างไรในห้องคลอด ฯลฯ แต่คำถามที่ผู้เขียนเห็นว่าแปลกและน่าสนใจดี คือ โรงพยาบาลมีนโยบายอย่างไรเกี่ยวกับการให้ทารกแรกเกิดได้สัมผัสกับผิวของแม่ (Skin-to-Skin Contact) ทันทีหลังคลอดและมากที่สุดตลอดเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาล รวมถึงการให้ทารกได้อยู่กับพ่อแม่ในห้อง (Rooming In) ในกรณีที่ไม่มีปัญหาสุขภาพใดๆ

 

ที่เห็นว่าน่าสนใจ ก็เพราะก่อนหน้านี้ ผู้เขียนเคยเห็นภาพคุณพยาบาลอุ้มทารกน้อยที่อาบน้ำเรียบร้อยห่อผ้าเอามาให้คุณแม่อุ้ม จากนั้นก็ถูกพาไปอยู่ในเนิร์สเซอรี่ นอนเรียงกันเรียบร้อยเตียงใครเตียงมัน มีคุณพ่อคุณแม่มาเกาะกระจกชี้ชวนกันดู แถมยังเคยได้ฟังตลกประเภทที่ลูกหน้าไม่เหมือนพ่อแม่แล้วมักจะถูกล้อว่า “สงสัยจะหยิบผิดมาจากโรงพยาบาล” ที่ยิ่งตอกย้ำให้เกิดภาพจำว่าเด็กเกิดใหม่ต้องไปอยู่เนิร์สเซอรี่เข้าไปใหญ่ แต่พอมาอยู่ที่พอร์ตแลนด์ กลับกลายเป็นว่าคนรุ่นใหม่ที่นี่ล้วนอยากจะแน่ใจว่าแม่และลูกจะได้สัมผัสผิวและอยู่ด้วยกันโดยถูกรบกวนน้อยที่สุด ผู้เขียนลองหาข้อมูลเพิ่มเติมและพูดคุยกับผู้คนดู ก็พบว่ามีเหตุผลน่าคิดดีทีเดียว

 

ลองนึกว่าเราเป็นทารกน้อยที่อยู่ในท้องแม่มา 9 เดือน ร่างกายสัมผัสกับผนังมดลูกและน้ำคร่ำอุ่นๆ อยู่ตลอดเวลา เสียงที่ได้ยินส่วนใหญ่ก็เป็นเสียงหัวใจเต้นและเสียงพูดของแม่ของพ่อ ไม่มีแสงอะไรมารบกวน แต่พอคลอดออกมาเท่านั้นละ หนาวก็หนาว เสียงอะไรก็ไม่คุ้น ผิวสัมผัสที่เคยอบอุ่นหายไปไหนก็ไม่รู้ แถมมีแสงสว่างจ้ามากวนตา (ถึงแม้หนูจะยังมองเห็นไม่ชัดก็เถอะ) แน่นอนว่าหนูน้อยต้องตกใจมากทีเดียว ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะปลอบโยนให้หนูคลายความตื่นตระหนกคงไม่พ้นเสียงคุ้นๆ และสัมผัสอุ่นๆ ของอกแม่ ถึงแม้ใครจะบอกว่าห่อตัว (swaddle) ทารกให้แน่นๆ จะทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย แต่นั่นย่อมเทียบไม่ได้กับสัมผัสจริงๆ ของแม่และพ่อที่เต็มไปด้วยความรัก

 

มีงานวิจัยทางการแพทย์มากมายยืนยันว่า uninterrupted skin-to-skin contact* ในชั่วโมงแรกหลังจากคลอดนั้น จะทำให้ทารกปรับตัวสู่โลกภายนอกได้ดีกว่า ทั้งเรื่องการหายใจ อุณหภูมิร่างกาย ระดับกลูโคสในเลือด อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นพัฒนาการของสมองและสัญชาตญาณการดูดนมโดยไม่ต้องมีคนช่วย ทารกจะได้รับภูมิคุ้มกันต่อสภาวะแวดล้อมเดียวกับแม่ตั้งแต่แรกเกิดทำให้เติบโตเป็นเด็กที่แข็งแรง รวมทั้งจะส่งผลระยะยาวต่อความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กด้วย และในทางกลับกัน คุณแม่ที่ได้สัมผัสกับผิวของทารกตั้งแต่แรก ก็จะมีพฤติกรรมความเป็นแม่ (เช่น ความผูกพันกับลูก การจูบกอดหอมลูกและระยะเวลาในการให้นม) สูงกว่า และโอกาสในการซึมเศร้าหลังคลอด (postpartum depression) น้อยกว่าด้วย

 

โรงพยาบาลบางแห่งที่นี่ถือว่าชั่วโมงแรกหลังจากคลอดนั้นเป็น Sacred Hour หรือชั่วโมงศักดิ์สิทธิ์ที่พ่อแม่ลูกจะเริ่มต้นทำความรู้จักกันและสานสายใยรักในครอบครัว การฉีดวัคซีน อาบน้ำ หรือกิจกรรมอื่นๆ นั้นเป็นเรื่องที่รอได้ทั้งสิ้นผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องดีมีประโยชน์มากมายอย่างนี้ จึงแจ้งไปใน birthing plan (เป็นรายละเอียดความต้องการของเราในระหว่างคลอดและหลังคลอด สำหรับแปะไว้ในห้องคลอด นางพยาบาลที่เข้ามาดูแลจะได้ปฏิบัติตามได้ถูก )และตั้งใจว่าเหนื่อยยากอย่างไรก็จะพยายามทำให้ได้

 

เมื่อถึงวันคลอดจริง พอลูกน้อยคลอดออกมา สามีตัดสายสะดือเรียบร้อย สิ่งแรกที่คุณพยาบาลทำก็คือเช็ดตัวหนูน้อย (อย่างรวดเร็วมาก) แล้ววางตัวแดงๆ อุ่นๆ ของแกบนหน้าอกของเรา (ผู้เขียนเคยอ่านเจอว่าสำหรับ birthingcenter บางแห่ง เขาจะวางทารกบนท้องของแม่ ให้หนูน้อยค่อยๆ คลานขึ้นมาหาหน้าอกเพื่อดูดนม ว่ากันว่าการซ้อมเตะในท้องแม่ ก็เพื่อให้หนูน้อยสามารถคืบคลานได้ในการนี้ และแรงกดจากเท้าน้อยๆ บวกกับฮอร์โมน oxytocin ที่หลั่งออกมาหลังจากหัวนมถูกกระตุ้น จะช่วยให้มดลูกบีบรัดตัว คลอดรก (placenta) ออกมาได้อย่างปลอดภัย และช่วยให้แม่ผ่อนคลาย สามารถรับมือกับความเจ็บและความเหนื่อยล้าได้ดีขึ้นด้วย ) ลูกสาวผู้เขียนค่อยๆ ลืมตามองหน้าผู้เขียนอยู่พักหนึ่งแล้วก็เริ่มต้น rooting คือส่ายหน้า อ้าปากหาหัวนมเพื่อดูดนม ซึ่งเป็นสัญชาตญาณเบื้องต้นของทารก มือเท้าที่ตอนแรกๆ ยังเขียวอยู่เล็กน้อยก็เริ่มแดงขึ้น แกพยายามดูดนมอยู่พักหนึ่งแล้วก็นอนพัก เราสามคนพ่อแม่ลูกจับมือมองหน้ากัน เป็นช่วงเวลาที่มหัศจรรย์ จนแม้แต่สามีผู้เขียนยังถึงกับร้องไห้ออกมา

 

คุณ midwife และพยาบาลปล่อยให้เราได้อยู่ด้วยกันราวชั่วโมงหนึ่งถึงขออนุญาตอาบน้ำและชั่งน้ำหนักหนูน้อยแล้วปล่อยให้เราได้อยู่ด้วยกันต่อไปในห้อง ซึ่งผู้เขียนต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเราทั้งเหนื่อยและเพลียจากการคลอดมาทั้งคืน แล้วทันใดนั้น ลูกน้อยก็เริ่มร้อง ผู้เขียนให้นมก็ยังไม่เป็น อุ้มเด็กก็ไม่เคย ตะกุกตะกักทุลักทุเลกันทั้งพ่อแม่ลูก คุณพยาบาลแวะเข้ามาเห็นสภาพผู้เขียนแล้วบอกว่าจะให้ลูกไปอยู่เนิร์สเซอรี่ก็ได้นะ เราจะได้พัก แต่คุณสามียืนยันว่าเหนื่อยยังไงก็อยากให้ลูกได้อยู่กับเรา ซึ่งผู้เขียนต้องขอบคุณมาถึงทุกวันนี้ เพราะสองวันแรกที่อยู่ในโรงพยาบาลนั้น เป็นช่วงเวลาที่เราได้เรียนรู้ ต่อสู้ ให้กำลังใจกันอย่างมากจริงๆ (ฝรั่งไม่นิยมมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลทันทีหลังคลอดคงเพราะไม่อยากรบกวน และต้องการให้ครอบครัวใหม่ได้พักผ่อนกันตามลำพัง)

 

ลูกสาวตัวน้อยดูดนมไปทั้งสิ้น 22 ครั้ง! ทำให้หลังจากนั้นน้ำนมมาเยอะมาก และไม่เคยมีปัญหานมคัดหรือน้ำนมน้อยเลย ช่วงเดือนแรกๆ ที่ลูกร้องเยอะมากๆ อุ้มให้นมทีไรลูกน้อยมักจะหลับคาอกไปทุกที (บางทีแม่ก็หลับด้วย–คุณแม่หลายคนคงมีประสบการณ์แบบนี้) ก็แหม…มันช่างสบาย อบอุ่นปลอดภัย แถมหน้าอกของแม่ยังคอยปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับร่างกายของหนูน้อยด้วย ดีกว่าตู้อบและเตียงอุ่นรุ่นไหนๆ ในโลกเสียอีกนะ มีผลดีมากมายทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างนี้ เห็นทีจะต้องส่งเสริมให้แม่ลูกได้อยู่ด้วยกันให้มากที่สุด เพราะสัมผัสแรกของอกแม่นั้นคือโลกทั้งใบของลูก ที่จะสร้างความมั่นคงในจิตใจและความสามารถที่จะ ‘รัก’ ให้กับหนูน้อยได้จนตลอดชีวิต

 

** ในกรณีที่คุณแม่ผ่าคลอด โรงพยาบาลบางแห่งที่นี่ก็วางลูกน้อยบนหน้าอกแม่ในระหว่างคุณหมอเย็บแผล หรือให้คุณพ่อเป็นคนอุ้มลูกน้อยแนบอกได้ ส่วนถ้าทารกที่คลอดก่อนกำหนดและต้องไปอยู่ในห้องดูแลพิเศษ การได้รับสัมผัสจากคุณพ่อคุณแม่อย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง จะช่วยให้หัวใจและปอดทำงานได้ดีขึ้น อยู่ในห้องพิเศษน้อยลง รวมทั้งกระตุ้นให้แม่มีน้ำนม ซึ่งเป็นอาหารที่ดีที่สุดที่จะเพิ่มน้ำหนักและภูมิต้านทานให้หนูน้อยด้วย

 

บทความโดย: สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท อดีตนางเอกและพิธีกร ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทบ้านอุ้ม สำนักพิมพ์โอโอเอ็ม และเลี้ยงหนูน้อยเมตตาอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรก้อน สหรัฐอเมริกา

ภาพ: shutterstock

Tags

[แม่อุ้ม-น้องเมตตา 01] คลอดทางเลือก

สำหรับคุณผู้หญิงที่กำลังจะเป็นคุณแม่ ถ้าบอกกับใครว่า ‘มีข่าวดี’ หรือพูดง่ายๆ ว่าท้อง คำถามแรกๆ ที่มักจะได้ยินก็คือ ‘ฝากท้องที่ไหน’ ซึ่งอนุมานได้ว่าหมายถึงโรงพยาบาลและคุณหมอท่านใด แต่ถ้าบอกใครๆ ที่พอร์ตแลนด์ด้วยข่าวดีเดียวกัน เราจะได้รับคำถามกลับมาว่า ‘จะคลอดยังไง’ ซึ่งฟังดูแปลกแต่น่าสนใจดีทีเดียว

 

ผู้เขียนเองตอนอยู่เมืองไทยก็เคยได้ยินแต่การไปฝากท้องและคลอดที่โรงพยาบาล แต่พอมาอยู่ที่นี่ เริ่มได้รู้จักและได้ยินคนพูดถึง midwife (หรือที่คนไทยเราเรียกหมอตำแย แต่ที่นี่จะเป็น Certified Nurse Midwife/CNM หรือพยาบาลที่ผ่านการฝึกอบรมในการผดุงครรภ์) มากขึ้นเรื่อยๆ จึงเริ่มสนใจหาข้อมูลจนได้พบว่ามีทางเลือกอื่นๆ ในการฝากท้องและคลอดลูกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยคลอด (Doula – ดูล่า) ศูนย์คลอด (Birthing Center) หรือคลอดที่บ้าน (Home Birth) ทำเอางงเลยทีเดียวว่าจะเลือกแบบไหนดี ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะไปฝากท้องที่ Maternal Care Clinic ของโรงพยาบาลที่เรามีประกันสุขภาพอยู่ เพราะที่นั่นมีทีม midwife ที่ได้รับการชื่นชมว่าดีมีคุณภาพมาก อัตราการคลอดธรรมชาติสูงและอัตราการผ่าท้องคลอด (cesarean section) ต่ำกว่าโรงพยาบาลโดยทั่วไป

 

ข้อดีของการได้รับการดูแลโดย midwife อย่างแรกก็คือความอุ่นใจและความเป็นกันเอง บรรยากาศในการไปพบ midwife แต่ละครั้งจะสบายๆ พูดคุยกันเหมือนไปเจอพี่ๆ น้าๆ ป้าๆ ที่หัวอกเดียวกัน (midwife ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและส่วนใหญ่มีลูกแล้ว) เพราะคนท้องไม่ใช่คนป่วย ดังนั้นถ้าคุณแม่มีร่างกายแข็งแรงดี ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลหาหมอ ถูกไหมคะ (ที่คลินิคมีสูตินรีแพทย์ประจำอยู่ด้วย แต่จนบัดนี้ ลูกสาวผู้เขียนอายุจะขวบหนึ่งอยู่แล้ว ผู้เขียนยังไม่เคยพบคุณหมอท่านนั้นเลยสักครั้งเพราะไม่ได้มีปัญหาใดๆ) สิ่งสำคัญสำหรับว่าที่คุณแม่คือการสร้างความเข้าใจและความมั่นใจ ว่าทั้งคุณแม่และลูกในท้องแข็งแรงดี และการเตรียมความพร้อมสำหรับวันสำคัญที่กำลังจะมาถึงซึ่งแน่นอนว่าทั้งน่าตื่นเต้นและน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เพิ่งมีลูกคนแรก

 

เมื่อเริ่มเจ็บท้องคลอด ก็ได้เวลาโทรบอก midwife ซึ่งจะซักถามอาการเพื่อความแน่ใจว่าเป็นการเจ็บท้องจะคลอดจริงๆ ไม่ใช่ Braxton Hicks หรือการบีบรัดตัวของมดลูกก่อนคลอด เมื่อแน่ใจแล้ว midwife ก็จะเดินทางมาที่บ้าน (สำหรับคนที่เลือก Home Birth) หรือไปเจอกันที่ Birthing Center ซึ่งบรรยากาศเหมือนบ้าน ไม่มีอุปกรณ์การแพทย์ใดๆ ให้รู้สึกเครียด อันจะทำให้คุณแม่ผ่อนคลายกว่าและส่งผลดีต่อการคลอดด้วย ทีแรกผู้เขียนก็กระเหี้ยนกระหือรือจะคลอดที่บ้านให้ได้ แต่เนื่องจากอายุใกล้จะ 40 แล้ว ครอบครัวไม่อยากให้เสี่ยง สุดท้ายเลยเลือกไปคลอดที่โรงพยาบาล เพราะมีทั้งพยาบาล ดูล่า และคุณมิดไวฟ์รวมพลังกันดูแลอย่างเต็มที่ แต่ถ้ามีอะไรฉุกเฉินก็พร้อมจะแก้ไขได้ทันท่วงที เรียกว่าเป็น the best of both worlds ก็ว่าได้

 

ที่เมืองฮิปปี้สมัยใหม่อย่างพอร์ตแลนด์ (หรืออย่างน้อยก็คนรู้จักของผู้เขียนที่นี่) เน้นมากเรื่องการคลอดธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงการไม่ใช้ยาบล็อกหลังหรือยากระตุ้นการบีบตัวของมดลูก ไม่แทรกแซงขัดขวางกระบวนการคลอดตามธรรมชาติถ้าหากไม่จำเป็นจริงๆ (เช่น สายรกพันคอ หรือเด็กไม่หันหัวลงถึงแม้จะพยายามใช้มือหมุนช่วยแล้ว หัวใจเด็กเริ่มเต้นช้าลงจนน่าเป็นห่วง ฯลฯ) การปล่อยให้คนท้องสามารถเคลื่อนไหวและเลือกท่าต่างๆ ในการคลอดได้อย่างอิสระ (ห้องคลอดที่นี่ใหญ่มาก) การผ่าท้องคลอดถือเป็นทางเลือกอันดับสุดท้ายก็ว่าได้ เพราะธรรมชาติสร้างกระบวนการต่างๆ มาอย่างมีเหตุผลที่สุด ผู้เขียนเองถึงแม้ตอนคลอดจะเจ็บปางตาย แต่มองไปเห็นคุณสามีและทีม midwife คอยให้กำลังใจ คอยเป็นโค้ชให้เราผ่อนคลายและหายใจอย่างถูกต้อง บวกกับท่องคาถา “I can do it.. I can do it เราทำได้… เราต้องทำได้!”

 

จนสุดท้าย ลูกสาวตัวน้อยก็คลอดออกมาได้โดยไม่ได้รับผลข้างเคียงจากยาใดๆ และทำให้ผู้เขียนเข้าใจว่าทุกความเจ็บปวด และทุกการบีบรัดตัวของมดลูกด้วยพลังมหาศาลที่จักรวาลส่งผ่านมายังร่างกายของเรานั้น มีความสำคัญต่อกระบวนการให้กำเนิดชีวิตใหม่อย่างแท้จริง เป็นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่ถึงแม้จะเจ็บปวดแสนสาหัส แต่ก็ทำให้ยิ่งรักลูกมากขึ้นอีกทุกครั้งที่นึกถึง เพราะไม่ใช่เพียงเราเจ็บคนเดียว แต่ลูกน้อยก็ผ่านกระบวนการต่อสู้นั้นมาด้วยกัน ผู้เขียนยังจำภาพแสงแดดยามเช้าที่ส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้อง ลูกน้อยตัวอุ่นๆ นอนแนบอยู่กับอก มีคุณสามี มิดไวฟ์ ดูล่า และพยาบาลนั่งล้อมเรา (ผู้เขียนลองทุกอุปกรณ์ สุดท้ายก็นอนคลอดกับพื้น 🙂 รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของทุกคนเป็นประสบการณ์ที่ผู้เขียนจะไม่มีวันลืมเลย

 

ฟังดูแล้วอาจจะนึกว่าที่อเมริกาคงคลอดแบบนี้กันหมด เปล่าเลยค่ะ ทุกวันนี้อัตราการคลอดกับ midwife ของอเมริกามีเพียงไม่ถึง 10% เท่านั้น ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศอื่นๆ อย่างเช่น ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และอีกหลายประเทศในยุโรป ผู้ที่ทำให้ความเคลื่อนไหวเรื่องการคลอดธรรมชาติและ midwife ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาคือ Ina May Gaskin ผู้ก่อตั้งชุมชนอิสระชื่อ The Farm ร่วมกับสามีที่รัฐเทนเนสซี่ ด้วยความจำเป็นเธอจึงต้องฝึกหัดทำคลอดให้กับผู้หญิงในชุมชนนั้น จนต่อมาตั้งเป็น The Farm Midwifery Center ซึ่งเป็นศูนย์คลอดนอกโรงพยาบาลแห่งแรกๆ ในอเมริกา ไอน่าเมย์เขียนหนังสือเล่มสำคัญชื่อ Spiritual Midwifery ซึ่งเปรียบเสมือนคัมภีร์สำหรับมิดไวฟ์รุ่นต่อๆ มา และเป็นแรงบันดาลใจให้พิธีกรรายการทอล์คโชว์คนดัง Ricki Lake หันมาสนใจการคลอดธรรมชาติด้วยตนเอง และถ่ายทำเป็นสารคดีชื่อ The Business of Being Born ซึ่งเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้อเมริกันชนได้เห็นถึงความสำคัญของการคลอดธรรมชาติกับมิดไวฟ์ รวมถึงผลร้ายของการแทรกแซงทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็นด้วย

 

จะว่าไปแล้วการคลอดที่บ้านหรือหมอตำแยไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะสมัยก่อนนี้ใครๆ ก็คลอดลูกที่บ้านด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่เมื่อวิทยาการก้าวหน้าขึ้น การไปคลอดที่โรงพยาบาลก็กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าช่วยให้แม่และเด็กปลอดภัยขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก แต่ก็มีความเสี่ยงและความไม่จำเป็นใหม่ๆ เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน ในเมื่อตอนนี้เรามีความรู้ มีการสื่อสาร และมีการเดินทางที่สะดวกขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่แน่… การคลอดที่บ้านและ midwife อาจจะกลับมา และคำว่าคลอดทางเลือกที่ผู้เขียนจั่วหัวไว้ อาจจะกลายเป็นคลอดทางหลักก็ได้ในอนาคต

 

บทความโดย: สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท อดีตนางเอกและพิธีกร ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทบ้านอุ้ม สำนักพิมพ์โอโอเอ็ม และเลี้ยงหนูน้อยเมตตาอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรก้อน สหรัฐอเมริกา

ภาพ: shutterstock

Tags

ลด 3 ภัยฮิตเครื่องเล่นสนาม!

แต่ละปีมีเด็กไทยได้รับบาดเจ็บจากเครื่องเล่นในสนามถึงปีละกว่าสามหมื่นราย อันตรายจากสนามเด็กเล่นนั้นกว่า 70% เกิดจากการพลัดตกหกล้ม ได้รับบาดเจ็บเพราะศีรษะกระแทกพื้น

เครื่องเล่นที่ทำให้เด็กอายุ 5-12 ปี ได้รับบาดเจ็บมากที่สุด คือ…

 

  1. กระดานลื่น 44%

อันตรายที่พบบ่อย : เด็กๆ เล่นด้วยท่าพิสดาร ใช้หัวเข่าไถหรือนอนหงายลงไป เดินขึ้นเดินลงตรงรางลื่น และอันตรายที่สุดคือ นอนคว่ำเอาหัวลง

สำรวจกระดานลื่นปลอดภัย : ต้องมีราวจับทั้ง 2 ข้าง และราวจับทอดยาวตลอดตั้งแต่บันไดขั้นแรกกระทั่งถึงพื้นยกระดับ ขนาดของราวจับเด็กต้องกำได้โดยรอบ ตรงพื้นที่ยืนรอก่อนลงรางลื่น ต้องมีผนังกันตกทั้งสองข้าง และพื้นผิวรางลื่นต้องราบเรียบตลอดแนว

พ่อแม่สอนลูกเล่นสนุก+ปลอดภัย : ท่าลงจากกระดานลื่นต้องอยู่ในท่านั่ง เอาฝ่าเท้าลงก่อนเสมอ พอลงถึงพื้น ให้ลุกเดินออกจากกระดานลื่นทันที เพราะถ้ามีคนเล่นตามมาจะได้ไม่ชนกัน

 

  1. ชิงช้า 33%

อันตรายที่พบบ่อย : พลัดตกจากการเล่นไกวแรงเกินไป ยืนหรือคุกเข่าเล่นแทนที่จะนั่งเล่น

สำรวจชิงช้าปลอดภัย : ควรทำด้วยผ้า ยาง หรือวัสดุที่อ่อนนุ่ม มีขอบมนและมีผิวเรียบ ปลอดภัยว่าชิงช้าที่ทำด้วยโลหะ ไม้ ที่เสี่ยงต่อการโดนกระแทกหากเกิดพลัดตก ระยะห่างของชิงช้ากับโครงด้านข้าง จะต้องไม่น้อยกว่า 75 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างชิงช้าแต่ละตัวต้องไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้กระแทกหรือเกี่ยวกันเวลาเล่น

พ่อแม่สอนลูกเล่นสนุก+ปลอดภัย : ควรนั่งตรงกลางของที่นั่งเท่านั้น ห้ามยืนหรือคุกเข่าบนที่นั่งโดยเด็ดขาด ไม่ให้ลูกไกวชิงช้าให้ใคร ขณะเดียวกันถ้าใครมาไกวชิงช้าให้ลูก ต้องห้ามปรามทันที เพราะเด็กมักออกแรงไกวเต็มที่โดยไม่ทันคิดถึงอันตราย ถ้าลูกอายุไม่ถึง 5 ขวบ อยากนั่งชิงช้า พ่อแม่ควรประคองตัวประคองหลังเขาไว้ให้ดี เพราะลูกวัยนี้ยังทรงตัวได้ไม่เก่ง

 

  1. เครื่องเล่นปีนป่าย-ห้อยโหน 30%

อันตรายที่พบบ่อย : ชนกันจนพลัดตก

สำรวจเครื่องเล่นปีนป่ายปลอดภัย : ราวหรือตาข่ายที่ใช้จับใช้โหนเด็กจะต้องกำได้โดยรอบ ตาข่ายเชือกไม่ว่าจะเป็นเชือกมะนิลา หรือเชือกพลาสติกต้องไม่มีความคม มัดปมแน่นหนาไม่เลื่อนหลุด ไม่เกิดช่องว่างเล็กๆ ขนาด 0.5 – 1.2 เซนติเมตร เพราะนิ้วของเด็กจะเข้าไปติดได้ และเพื่อกันไม่ให้ศีรษะเด็กมุดเข้าไปติดค้าง ช่องว่างแต่ละช่องต้องห่างกันน้อยกว่า 9 ซม. และถ้าจะมีช่องให้เด็กลอดผ่านไปได้โดยปลอดภัยช่องว่างควรมากกว่า 23 ซม.ขึ้นไป

พ่อแม่สอนลูกเล่นสนุก+ปลอดภัย : สอนลูกว่า ทุกครั้งก่อนปีนลงให้เอี้ยวมองด้านหลังก่อนว่า มีใครปีนสวนขึ้นมาหรือไม่ ถ้ามีให้เขาปีนขึ้นมาก่อน และก่อนทิ้งตัวลงมาจากเครื่องปีนป่าย ต้องลงโดยท่าย่อเข่า และใช้เท้าสองข้างถึงพื้นพร้อมๆ กัน ไม่ทิ้งขาหรือก้นลงมาเลย และห้ามเล่นเครื่องปีนป่าย (รวมทั้งเครื่องเล่นทุกชนิด) ที่เปียกน้ำ เพราะลื่นทำให้พลัดตกได้ง่าย

ข้อควรระวัง : แม้เด็กเล็กอายุไม่เกิน 5 ขวบจะชอบเล่นปีนป่ายมาก แต่เครื่องเล่นชนิดนี้ยังไม่เหมาะกับวัยนี้ เพราะขนาดของเครื่องเล่นกับขนาดตัวของเด็กวัยนี้ไม่เหมาะกัน

 

บทความและภาพโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ตั้งครรภ์ อายุมาก แต่ท้องได้สบายใจ (ไตรมาส 2)

ในช่วงไตรมาสนี้ มี 2 เรื่องที่คุณหมอแนะนำให้แม่ท้องอายุมากควรรู้และใส่ใจตรวจค่ะ

1. การตรวจว่าลูกน้อยในท้องมีอวัยวะต่างๆ ครบถ้วนปกติหรือไม่

เรื่องสำคัญที่อยู่ในใจคุณแม่ท้องทุกคน คือ “ขอให้ลูกแม่แข็งแรง ครบสมบูรณ์” หากได้รับการตรวจในช่วงเวลาที่เหมาะสมนี้ แทนที่จะรบกวนสุขภาพใจคุณแม่ จะกลายเป็นเรื่องโล่งใจกันทีเดียวค่ะ

การตรวจนี้มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า การตรวจความผิดปกติทางโครงสร้าง ก็ตรงตามชื่อค่ะ เป็นการตรวจหาความผิดปกติทางร่างกายของทารกในครรภ์ ตั้งแต่ความพิการเล็กๆ น้อยๆ ไปถึงรุนแรง ด้วยการอัลตราซาวนด์

แล้วการตรวจในไตรมาสนี้ช้าไปหรือเปล่า คุณหมอณัฐฐิณี ศรีสันติโรจน์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลราชวิถี อธิบายว่า “เพราะร่างกายและอวัยวะทุกส่วนของลูกน้อยจะมีครบในช่วงไตรมาสนี้ ดังนั้นนี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมและเร็วที่สุด คุณหมอจึงให้คำแนะนำที่เหมาะสมได้ทัน และความผิดปกติหลายอย่างสามารถรักษาได้เมื่อทารกคลอดแล้ว”

แน่นอนค่ะ เราก็สงสัยเหมือนคุณแม่ การตรวจหาความผิดปกติด้วยวิธีอัลตราซาวนด์หลายมิติก็น่าจะดีกว่าใช่หรือไม่ คุณหมอคลายสงสัยว่า การตรวจหาความผิดปกตินี้แค่อัลตราซาวนด์สองมิติก็เพียงพอ ส่วนการอัลตราซาวดน์สามหรือสี่มิติมีประโยชน์ในแง่วินิจฉัยน้อยมาก แต่ใช้ประกอบการอัลตราซาวนด์สองมิติได้เพื่อให้เห็นภาพลูกน้อยได้ง่ายขึ้น

“คุณหมอขอฝากคุณแม่ท้องว่า ‘ในระหว่างอัลตราซาวนด์ หากคุณแม่สงสัยตรงไหน อยากรู้ว่าหมอเจอหรือไม่เจออะไร ตรงไหนเป็นอวัยวะใด อย่าได้เกรงใจ ขอให้ถามคุณหมอจะดีกว่า อย่าได้เก็บความสงสัยไปจนกังวลต่อทั้งๆ ที่ตรวจแล้ว’”

2. การตรวจภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์

“การตรวจนี้จำเป็นสำหรับแม่ท้องอายุมาก เพราะภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์มีผลกระทบถึงสุขภาพของลูกน้อยและคุณแม่ในระยะยาว ขณะที่สามารถตรวจรู้ได้เร็วและป้องกันรักษาได้ไม่ยาก คุณหมออธิบาย และยังมีเหตุผลอื่นที่คุณแม่ไม่ควรพลาดการตรวจนี้กันค่ะ

  • ปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง

นอกจากภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์จะเกิดในแม่ท้องอายุที่มากได้ง่ายแล้ว คุณแม่ที่มีน้ำหนักมากและคุณแม่ที่มีญาติสายตรงเป็นเบาหวานก็มีความเสี่ยงเช่นกัน

  • การตรวจรักษาทำได้ไม่ยาก

คุณหมอจะให้คุณแม่ดื่มน้ำตาลกลูโคส หากไม่มีภาวะเบาหวาน อินซูลินในร่างกายจะช่วยลดระดับน้ำตาลไม่ให้เกินเกณฑ์ปกติ แต่ถ้าค่าน้ำตาลในเลือดของคุณแม่ไม่ลดลงตามเกณฑ์ที่กำหนด ก็ถือว่าอยู่ในภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ คุณหมอจะแนะนำให้คุณแม่เลี่ยงการกินหวานพร้อมกับควบคุมอาหาร แต่ในบางรายที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้แม้จะคุมอาหารอย่างดีแล้วอาจต้องฉีดอินซูลินเพื่อช่วยลดระดับน้ำตาล

  • ผลกระทบต่อสุขภาพแม่ลูก

ภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ มักทำให้ทารกในครรภ์ตัวโต คลอดยากหรือคลอดติดไหล่ หรือหลังคลอดแล้วสุขภาพร่างกายของทารกมักไม่แข็งแรง นอกจากนี้ ทั้งคุณแม่และลูกน้อยมีแนวโน้มเป็นเบาหวานต่อไปด้วยค่ะ

อ่านเพิ่มเติม ไตรมาส 1 | ไตรมาส 3

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: shutterstock

เครื่องดนตรีราคาแพง… คุณแม่ซื้อหรือไม่ซื้อดี…?

มีคำแนะนำว่าถ้ายังอายุไม่ถึง 13 ปี คุณไม่ควรจะซื้อเครื่องดนตรีราคาแพงเหล่านี้ให้กับเด็กๆ เหตุผลหลักๆ คือ ราคาที่ค่อนข้างสูง และอีกข้อที่สำคัญคือ มีความเป็นไปได้สูงว่าลูกอาจจะเปลี่ยนใจไปชอบเครื่องดนตรีชนิดอื่น และทำให้คุณเสียเงินทองโดยเปล่าประโยชน์ ถ้าหากว่าเป็นไปได้ คุณควรจะให้ลูกยืมเครื่องดนตรีของโรงเรียนหัดไปก่อน จนเริ่มแน่ใจว่าลูกชอบจริงๆ จึงค่อยซื้อให้

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

 

Tags

ทำฟันตอนท้อง ตั้งครรภ์ ขูดหินปูน

เมื่อผิวแพ้ง๊าย ง่าย ต้องสู้วิธีไหนจึงจะชนะ

ผิวบอบบาง แพ้ง่าย หมายถึง ผิวที่มีความไวต่อสิ่งกระตุ้นเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจาก ปลายประสาทของผิวหนังที่เชื่อมต่อกับผิวชั้นนอกถูกกระตุ้นมากเกินไป จนทำให้ผิวเกิดความตึง คัน แสบร้อน และอาจมีรอยแดงร่วมด้วย

 

โดยมากเราจะรู้ว่าผิวเราอ่อนแอแพ้ตลอด ก็ต่อเมื่อจ่ายเงินซื้อเครื่องสำอาง และ สกินแคร์มาใช้แล้ว พบว่าหน้าแดง คัน ระคายเคืองสุดๆ ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆทันที แล้วเปลี่ยนสูตรมาเป็นชนิดอ่อนโยนแทน เช่น หากแพ้โฟมล้างหน้า แนะนำให้ใช้ Soap-free cleanser ที่ไม่มีส่วนผสมของสบู่ สี น้ำหอม แอลกอฮอล์ และสารกันเสีย รอจนสภาพผิวกลับมาเป็นปกติก่อน ค่อยใช้เครื่องสำอาง และสกินแคร์ทีละตัว แต่ต้องทดสอบบริเวณท้องแขน หรือ หลังหู ทุกเช้า-เย็น ก่อนนะ ทำแบบนี้อยู่ 5 – 7 วัน หากเกิดการแพ้ รอยแดงขึ้นพรึ่บ คันยิบๆ หยิบเจ้าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นไปปรึกษาคุณหมอเลยค่ะ เพื่อหาสาเหตุ และรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

 

สำหรับวิธีที่บอกไปนั้น ถือเป็นการแก้ปลายเหตุ จะให้ชัวร์ควรตั้งปราการปกป้องผิวให้แข็งแรง ปราศจากการระคายเคืองไว้ก่อนดีกว่า

– ห้องนอนต้องปลอดแหล่งสะสมของฝุ่น ไม่ว่าจะเป็น พรม หนังสือ และเอกสารต่างๆ

– เลือกใช้ผ้าปูที่นอนชนิดกันไรฝุ่น

– เลือกตำแหน่งของการนอนให้โดนลมจากเครื่องปรับอากาศน้อยที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง

– รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และดื่มน้ำตามมากๆ

– งดรับประทานอาหารรสจัดและของทอด

– เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย ที่เป็นสูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอม และส่วนผสมที่มีสารออกฤทธิ์เข้มข้นมากเกินไป หากใช้แล้วยังเกิดการแพ้อยู่ ควรพบแพทย์ผิวหนังทันที

– ในกรณีที่รู้ว่าแพ้สารตัวใด ก่อนซื้อควรอ่านฉลากและส่วนผสมให้ละเอียดก่อน

– บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นและปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ

– ไม่ควรล้างหน้าบ่อย และไม่ควรอาบน้ำร้อนจนเกินไป

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : shutterstock

ตั้งครรภ์ อายุมาก แต่ท้องได้สบายใจ (ไตรมาส 3)

ไตรมาสที่ 3 ขนาดท้องของคุณแม่ใหญ่ขึ้น จึงอาจทำให้กังวลมากกว่าช่วงไตรมาสอื่นๆ ทว่า

จากประสบการณ์ คุณหมอณัฐฐิณี ศรีสันติโรจน์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลราชวิถี ให้ข้อคิดว่า “หากคุณแม่ได้รับการตรวจถูกช่วงเวลา รวมทั้งดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม เมื่อมาถึงไตรมาสนี้แล้ว ถือว่าหมดห่วงไปหลายเปลาะแล้ว ทำใจให้สบาย ผ่อนคลายด้วยการเฝ้าดูการเจริญเติบโตของลูกน้อย และถือโอกาสวางแผนครอบครัวกับคุณพ่อจะเป็นประโยชน์มาก”

แต่ในไตรมาสนี้คุณหมอแนะนำว่า คุณแม่ท้องอายุมากควรทำความรู้จักและสังเกตภาวะครรภ์เป็นพิษอีกอย่างหนึ่งเพื่อเพิ่มความมั่นใจ และตรวจดูความสมบูรณ์แข็งแรงของลูกน้อยเพื่อความสบายใจของคุณแม่เท่านั้นค่ะ

การสังเกตภาวะครรภ์เป็นพิษ

  • ภาวะครรภ์เป็นพิษคืออะไร เพราะอะไรถึงควรตรวจ

คุณหมออธิบายง่ายๆ ว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้าย แม่ซึ่งมีอายุมากมีโอกาสเกิดครรภ์เป็นพิษมากกว่ากลุ่มแม่ที่มีอายุน้อย โดยสาเหตุยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติจากสารเคมีบางอย่างที่มีอยู่ในรก ทำให้เส้นเลือดบริเวณที่ฝังตัวของรกมีความผิดปกติ ครรภ์เป็นพิษถือเป็นภาวะภาวะอันตรายทั้งแม่และลูก แต่ก็มีระดับความรุนแรงแตกต่างกัน ทั้งนี้การตรวจจะช่วยให้รู้ได้

  • วิธีการตรวจง่ายๆ

ได้แก่ ตรวจความดันโลหิตร่วมกับตรวจปัสสาวะ การจะวินิจฉัยว่ามีภาวะครรภ์เป็นพิษหรือไม่ คือ ตรวจพบว่ามีความดันสูงร่วมกับมีโปรตีนรั่วปะปนมากับปัสสาวะ ส่วนจะเป็นในระดับที่รุนแรงหรือไม่ คุณหมอจะทำการตรวจวินิจฉัยในขั้นต่อไป หากรุนแรงคุณหมอจะรักษาด้วยการทำคลอดก่อนกำหนดหรือยุติการตั้งครรภ์ เพื่อให้ความดันโลหิตของคุณแม่กลับมาเป็นปกติค่ะ (เรื่องของครรภ์เป็นพิษยังมีรายละเอียดอีก คุณแม่ที่สนใจอ่านต่อได้ ที่นี่ ค่ะ)

การตรวจความแข็งแรงของลูกน้อย

ในไตรมาสสุดท้าย คุณหมอจะนัดตรวจครรภ์ถี่ขึ้นกว่าไตรมาสก่อนๆ และในการฝากครรภ์ทุกครั้ง คุณหมอจะตรวจดูการเจริญเติบโตของทารกโดยใช้มือคลำและใช้เทปวัดสัดส่วน ถ้ามีข้อสงสัยอาจจะส่งตรวจอัลตราซาวนด์ประเมินน้ำหนักทารกเป็นระยะ คุณแม่เองก็สามารถช่วยประเมินความแข็งแรงของลูกน้อยในครรภ์ได้ โดยการนับลูกดิ้นหลังมื้ออาหาร หรือในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งถ้าพบความผิดปกติเช่นดิ้นน้อยลง อย่านิ่งนอนใจนะคะ รีบมาพบแพทย์เพื่อทดสอบความแข็งแรงของทารกด้วยเครื่องมืออื่นต่อไป

“แม้คุณแม่จะอายุ 35-40 ต้นๆ ก็ยังสามารถมีลูกที่สมบูรณ์แข็งแรงได้ค่ะ เพียงรีบฝากท้อง อย่าให้ล่วงเลยช่วงไตรมาสแรก ตรวจเช็คร่างกายตั้งแต่เนิ่นๆ สงสัยอะไรก็ซักถามคุณหมอทันที รวมถึงดูแลสุขภาพร่างกายตามคำแนะนำของคุณหมออย่างสม่ำเสมอ”

อ่านเพิ่มเติม ไตรมาส 1 | ไตรมาส 2

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

ตั้งครรภ์ อายุมาก แต่ท้องได้สบายใจ (ไตรมาส 1)

สมัยนี้คุณแม่จะมีลูกกันเมื่ออายุมากขึ้น แต่ขอเพียงตรวจพบได้เร็ว ในช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณแม่ท้องที่อายุมากและครอบครัวสบายใจได้ค่ะคุณหมอณัฐฐิณี ศรีสันติโรจน์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดประเด็นที่อยากฝากถึงคุณแม่ท้องที่อายุมาก พร้อมข้อควรรู้น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

ไตรมาสแรก ตรวจลดความกังวล ภาวะดาวน์ซินโดรม

ขอเริ่มต้นที่ การตรวจภาวะดาวน์ซินโดรม* เพราะเป็นเรื่องที่คุณแม่อายุมากส่วนใหญ่กังวลมาก ไม่อยากให้เกิดกับลูกน้อย และคุณแม่ก็มักกังวลกับการตรวจ แต่คุณหมอกระซิบว่า ทุกวันนี้คุณแม่สบายใจได้มากขึ้น เพราะมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการตรวจหาภาวะดาวน์ซินโดรม ให้เป็นทางเลือกของคุณแม่ได้หลากหลายขึ้น มาดูกันค่ะ

  •  เจาะเลือดแม่ตรวจฮอร์โมนจากรก

โดยจะดูความเสี่ยงควบคู่กับการอัลตราซาวนด์ เพื่อดูค่าความหนาของต้นคอลูก แม้ความแม่นย่ำจะไม่เท่าวิธีการอื่นๆแต่วิธีนี้ปลอดภัยเพราะไม่เสี่ยงต่อการแท้งรอผลไม่นานและราคาประหยัด

  • เจาะเลือดตรวจดีเอ็นเอ

วิธีนี้เจาะเลือดคุณแม่เหมือนกันแต่ดูความเสี่ยงจากดีเอ็นเอลูกที่อยู่ในเลือดของคุณแม่ เจาะเลือดคุณแม่20 ซีซี.แล้วส่งตรวจ ที่ผ่านมาโรงพยาบาลที่มีบริการการตรวจด้วยวิธีนี้ก็จะส่งเลือดคุณแม่ไปบริษัทต่างประเทศที่รับตรวจดีเอ็นเอซึ่งก็มีให้เลือกหลายบริษัท เช่น panorama(natera), nifty(BGI) materniT21(sequenom), Harmony ฯลฯ แต่ละแห่งก็มีจุดเด่นต่างกันไป คุณแม่สามารถปรึกษากับคุณหมอที่ฝากครรภ์ได้เลยค่ะ

นอกจากนี้ปัจจุบันในบ้านเราก็มีโรงพยาบาลรามาธิบดีที่ตรวจด้วยวิธีนี้ได้ด้วยเป็นอีกทางเลือกให้คุณแม่ด้วยค่ะ แม้ความแม่นยำจะสูง และปลอดภัย แต่ก็ต้องใช้เวลาและตามด้วยราคาที่สูงเช่นกันค่ะ (ประมาณ 18,000-30,000 บาท)

  • เจาะน้ำคร่ำ

วิธีนี้คุณแม่จะคุ้นหูกัน คุณหมอจะอัลตราซาวนด์ท้องของคุณแม่เพื่อหาตำแหน่งที่ปลอดภัยและใช้เข็มเจาะผ่านผนังมดลูก เพื่อดูดน้ำคร่ำที่อยู่รอบตัวลูกน้อยมาตรวจ จึงเป็นวิธีตรวจที่ให้ผลแม่นยำที่สุด (ค่าใช้จ่ายราว 4,000-10,000 บาท)

“ส่วนมากที่คุณแม่กังวลอาจเพราะได้ข้อมูลว่าการตรวจวิธีนี้ มีโอกาสเกิดการแท้ง แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้มีความเสี่ยงที่สูงมากจนต้องกังวลเกินไป (อัตราเสี่ยงต่อการแท้ง 0.5%)”

หมายเหตุ *ภาวะดาวน์ซินโดรม เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของจำนวนโครโมโซมคู่ที่ 21

ตรวจอีก 2 เรื่องเพื่อความมั่นใจในไตรมาสแรก

ในไตรมาสแรกนี้คุณหมอณัฐฐิณี ย้ำว่า “คุณแม่ควรได้ตรวจด้วยการอัลตราซาวนด์สักครั้งเพราะสามารถรู้โอกาสเสี่ยงเรื่องหลักๆ ในช่วงไตรมาสแรกได้” คือ

  •  ประเมินอายุครรภ์ ในช่วงไตรมาสแรกเป็นช่วงที่การอัลตราซาวดน์ประเมินอายุครรภ์แม่นยำมากที่สุด
  • ตรวจสอบตำแหน่งของลูกน้อยว่าอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าคุณแม่ไม่ได้เกิดภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก

นอกจากนั้นหากคุณแม่มีภาวะแท้งคุกคามหรือมีเลือดออกจากช่องคลอด อย่ารีรอรีบไปพบคุณหมอเพื่อตรวจร่างกายและเช็คดูอีกครั้งว่าลูกน้อยยังแข็งแรงดี

อ่านเพิ่มเติม ไตรมาส 2 | ไตรมาส 3

 

บทความโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ: Shutterstock

อาหาร ให้ลูกฉลาด

16 สุดยอดอาหาร เพื่อเบบี๋สุขภาพและสมองดี

อาหาร ให้ลูกฉลาด ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคํญที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกาย สมองและสติปัญญาของลูกให้เติบโตแข็งแรงสมวัยอย่างเต็มศักยภาพ ใน 3 ขวบปีแรกนับเป็นเวลาทองของชีวิตลูก ที่พ่อแม่ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ การได้รับอาหารและสารอาหารที่ครบถ้วนและเหมาะสมตามช่วงวัย ล้วนมีส่วนช่วยให้สมองและร่างกายของลูกได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ เราลองมาดูกันดีกว่านะคะว่ามีวิธีการกินอาหารอะไรบ้างที่ช่วยสร้างสมองดีให้กับลูกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงสามขวบ

สุดยอด อาหาร ให้ลูกฉลาด สมองดีและสุขภาพแข็งแรง

อาหารพัฒนาสมองลูกน้อย
อาหารพัฒนาสมองลูกน้อย

1. ไข่ ไข่ขาวให้โปรตีนเป็นหลัก ส่วนไข่แดงให้สังกะสีและวิตามินเอ ดี อีและบี 12 ทั้งยังมีโคลีนแต่หากลูกมีโอกาสเสี่ยงแพ้อาหาร เช่น พ่อหรือแม่มีประวัติเป็นภูมิแพ้ ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อน (อ่านวิธีเริ่มให้ลูกกินไข่โดย พญ. สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจได้ที่นี่ค่ะ)

2. กล้วย อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรตและไฟเบอร์ แต่ต้องเป็นกล้วยสุกเท่านั้น เบบี๋มือใหม่หัดกิน ให้กินกล้วยบดไปก่อน พอโตหน่อยค่อยหั่นเป็นชิ้นๆ ให้เขาหยิบกินเอง

3. มันเทศ อุดมด้วยโพแทสเซียม วิตามินซี ไฟเบอร์และเบตา-แคโรทีน นำไปปรุงสุกและบด จะได้มันเทศบดเนื้อเนียนที่กินง่าย แถมยังมีรสหวานตามธรรมชาติที่เด็กๆ ชื่นชอบ

อาหารให้ลูกฉลาด
อาหารพัฒนาสมองลูกน้อย

4. อะโวคาโด มีโปรตีนสูง อุดมด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวซึ่งเป็นไขมันดี แต่ต้องเป็นอะโวคาโดสุกเท่านั้น แค่ล้าง ปอกเปลือกและบดจนเนื้อเนียน ก็พร้อมเสิร์ฟ ควรให้กินครั้งละน้อยคู่กับอาหารอื่นๆ เช่น เนื้อหรือไก่บด

5. แครอต อุดมด้วยเบตา-แคโรทีนซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอเมื่ออยู่ในร่างกาย แครอตปรุงสุกมีรสหวานตามธรรมชาติ แต่ต้องสุกจนนิ่มมากจริงๆ

 อ่านต่อ >> “สุดยอด อาหาร ให้ลูกฉลาด สมองดีและสุขภาพแข็งแรง” คลิกหน้า 2 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่