พาสต้ากรีนครีม (2 ขวบ+)

“เมนูทำง่ายและช่วยให้เด็กๆ กินผักได้มากขึ้น มีรสอร่อยหอมมัน ไม่แพ้ซอสครีมทั่วไปแน่นอน”

สำหรับเด็กวัย 2 ขวบขึ้นไป

 

ส่วนผสม สำหรับ 2 ที่       

  1. เส้นพาสต้า  60-80  กรัม
  2. ผักโขมลวกสุกหั่นหยาบ  ½  ถ้วย
  3. บร็อกโคลีต้มสุกหั่นชิ้นเล็ก  ½  ถ้วย
  4. เห็ดฟางผ่าซีก (สำหรับผัด)  2-3  ดอก
  5. หอมใหญ่สับหยาบ  2  ช้อนโต๊ะ
  6. ไก่บด  2  ช้อนโต๊ะ
  7. เห็ดฟางหั่นชิ้นเล็ก (สำหรับปั่นทำครีม)  3-4  ดอก
  8. เนยสดชนิดเค็ม  2  ช้อนโต๊ะ
  9. แป้งสาลีเอนกประสงค์  1 ½  ช้อนโต๊ะ
  10. นมสดรสจืด  ¾  ถ้วย
  11. ไธม์อบแห้ง  ¼  ช้อนชา
  12. น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันพืชเล็กน้อย สำหรับเคล้าเส้น
  13. บร็อกโคลีต้มสุกหั่นชิ้นเล็ก สำหรับตกแต่ง

 

วิธีทำ

  1. ต้มเส้นพาสต้าให้สุก (ดูเวลาต้มที่ข้างซอง) เคล้าน้ำมันเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เส้นติดกัน พักไว้
  2. ตั้งเนย 1 ช้อนโต๊ะ ด้วยไฟกลาง รอให้ร้อน เห็ดฟางผ่าซีกลงผัดให้สุก ตักขึ้น พักไว้
  3. ใส่เนยที่เหลือลงไป รอให้ร้อน ใส่หอมใหญ่ผัดให้สุก ตามด้วยไก่บด เห็ดฟางหั่นชิ้นเล็ก บร็อกโคลี ผักโขม และไธม์ลงผัดให้หอม ใส่แป้งลงผัดให้เข้ากัน เติมนม รอให้ร้อนแล้วปิดเตา
  4. ปั่นส่วนผสมให้ละเอียดเนียน แล้วเทใส่กระทะใบเดิม รอให้ร้อน ใส่เห็ดในข้อ 2 ลงผัดอีกครั้งให้เข้ากัน ปิดเตา
  5. ตักราดบนเส้นพาสต้าที่เตรียมไว้ ตกแต่งด้วยบร็อกโคลีต้มสุก

 

♥ Cooking Tip ♥

เปลี่ยนจากเนื้อไก่เป็นเนื้อปลาชนิดตามชอบได้

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

รู้ 3 ความจริงเรื่องเงินทอง เคล็ดลับชวนเด็กน้อยออมเงิน

คุณแม่แก้มแดง : อยากได้วิธีหรือคำแนะนำ ชวนลูกเก็บเงินแบบระยะสั้น ระยะยาว แบบที่เด็กๆ จะพอนึกภาพออกค่ะ

อ.วรากรณ์ : คุณพ่อคุณแม่อยากชวนลูกเก็บเงิน ซึ่งควรเริ่มเมื่อลูกอายุประมาณ 5-6 ขวบนั้น ควรให้ลูกเข้าใจบางเรื่องเกี่ยวกับเงินทองสัก 3 ประการครับ

(1) พ่อแม่ต้องทำให้ลูกเกิดความรู้สึกมั่นคงในชีวิตแม้ว่าจะมีน้อยก็ตาม

ในวัยนี้เด็กจะเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่างฐานะของครอบครัว บางครอบครัวมีสิ่งที่ครอบครัวตนไม่มี พ่อแม่ควรมีวิธีบอกลูก เช่น ”ลูกไม่ต้องห่วงกังวล เรามีเพียงพอสำหรับครอบครัวของเรา การที่คนอื่นมีมากกว่าเรานั้น มันเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นสำหรับการครองชีวิตปกติ”

พ่อแม่ต้องไม่พูดในลักษณะที่บั่นทอนอย่างไม่ตั้งใจจนทำให้ลูกเกิดความกังวลใจ ขาดความมั่นคง และขาดความมั่นใจในชีวิต ควรพูดอย่างสร้างสรรค์ เช่น “วันนี้ครอบครัวเราอาจไม่มีมาก ๆ อย่างนั้น แต่ถ้าเรารักกัน พยายามเข้าใจกัน เชื่อฟังพ่อแม่ ขยันเรียนหนังสือแล้ว วันหนึ่งก็จะมีมากอย่างนั้น และอาจมีมากกว่านั้นด้วย” อย่าลืมว่าอารมณ์ขันและการพูดแบบสนุกสนานจะทำให้ลูกมีกำลังใจ

พ่อแม่ที่ปรับทุกข์ บอกถึงความขัดสน ความคับแค้นของครอบครัว ทุกวันทุกคืนเปรียบเสมือนเอายาพิษใส่ลงไปในบ่อน้ำให้ลูกกินทุกวัน

(2) เงินที่นำมาจับจ่ายใช้สอยซื้อของที่ครอบครัวเราต้องการนั้นมาจากการทำงานเสมอ

มันไม่ได้มาจากโชคลาภ ถูกหวย คนให้ สวรรค์ส่งลงมาหรือเงินงอกบนต้นไม้

การย้ำเรื่องเงินมาจากการทำงานสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์และคุณค่า เช่น พ่อไปทำงานช่วยผลิตของให้คนใช้ และพ่อได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว จะเพาะหว่านศรัทธาในความจริงของชีวิตว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เงินหาได้จากการทำงาน จะได้เงินมากก็มาจากงานที่ดี และงานที่ดีมาจากความขยันหมั่นเพียรและการศึกษา

แต่ทั้งนี้การทำงานมีหลายลักษณะ ถ้าพ่อแม่ทำงานอิสระเวลาไม่ประจำตายตัว จึงแตกต่างจากคนอื่น อันนี้ต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจด้วย ซึ่งการทำธุรกิจหรือการทำงานอิสระก็เป็นการทำงานอีกอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญเช่นกัน

การเล่นหุ้น แท้จริงแล้วไม่ใช่การ ‘เล่น’ แต่เป็นการทำงานอีกแบบหนึ่ง กล่าวคือ เอาเงินออมที่ครอบครัวมีนไปลงทุนเพื่อให้ผลประโยชน์ตอบแทน

การลงทุนอย่างนี้ คือการเข้าไปร่วมลงทุนประกอบธุรกิจกับคนอื่นด้วยการซื้อหุ้น ซึ่งถ้าเป็นไปด้วยดีแล้วก็ได้กำไรเป็นผลตอบแทน งานของพ่อแม่คือ ตัดสินใจร่วมลงทุนหรือถอนการลงทุน (หากขาดทุนแล้วดูไม่มีอนาคต) ในบริษัทเหล่านี้

พ่อแม่ต้องสนใจติดตามข่าวสารใกล้ชิด เพื่อตัดสินใจได้ถูกว่าควรจะลงทุนเพิ่มหรือลดการลงทุน หรือถอนการลงทุนทั้งหมด แล้วย้ายไปลงทุนในบริษัทอื่น การกระทำของพ่อแม่ก็ไม่ต่างอะไรไปจากการทำงานประจำซึ่งได้ค่าจ้างทุกเดือน ส่วนพ่อแม่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน

ประเด็นสำคัญที่ควรเน้นให้ลูกเข้าใจคือ การทำงานนั้นมีหลายลักษณะแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่เหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจคือ การทำงานหนักโดยเน้นความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงานเป็นที่ตั้งเสมอ

(3) การได้เงินมาจากการทำงานนั้นสำคัญ แต่การใช้จ่ายก็สำคัญเช่นเดียวกัน

ครอบครัวที่หาเงินได้มากและใช้จ่ายมากก็จะไม่มีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายในวันข้างหน้าหรือเอาไปลงทุน

เรื่องการปลูกข้าวเป็นตัวอย่างที่ดี การปลูกข้าวคือการทำงาน เมื่อได้ผลผลิตมาถ้ากินหมดไปมากก็เหลือสำหรับเอาไว้ทำพันธุ์น้อย ผลผลิตในปีต่อๆ ไปก็มีน้อย ถ้ากินน้อยเหลือมากก็เหลือไปทำพันธุ์ได้มากและมีผลผลิตยิ่งมากขึ้น

 

ถ้าลูกคุณเข้าใจ 3 ข้อที่ว่ามา เรื่องการให้ลูกเก็บเงินระยะสั้น ระยะยาว ก็ตามมาไม่ยากแล้วครับ

 

บทความโดย ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

เตรียมก้าวสู่ประชาคมอาเซียนที่ โรงเรียนนานาชาติไทย-สิงคโปร์

 

หลายโรงเรียนในประเทศไทยขานรับหลักสูตรอาเซียนกันตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่มีอยู่โรงเรียนหนึ่งเขาบอกกับเราว่า “เราเตรียมความพร้อมเด็กของเรามาตั้งนานแล้ว และไม่ใช่เตรียมเพื่อเข้าสู่ระดับอาเซียนเท่านั้น เพราะเด็กของเราไปอยู่ที่ไหนในโลกก็ได้ รับรองไม่แพ้ใครแน่นอน” นี่ไม่ใช่เสียงลือเสียงเล่าอ้าง แต่เป็นเสียงจากคุณวันชัย การุณย์สถิตย์ ผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติไทย-สิงคโปร์ ซึ่งเราได้ยินแค่นี้ก็หูผึ่ง จนต้องขอคุยกันยาวๆ และมาแบ่งปันให้คุณพ่อคุณแม่ได้ฟังกัน

 

เรียนระบบสิงคโปร์

โรงเรียนนานาชาติทั่วไปที่เราคุ้นเคยคงหนีไม่พ้นระบบอเมริกันหรือระบบอังกฤษ แต่โรงเรียนนานาชาติแห่งนี้กลับเลือกระบบสิงคโปร์มาใช้ “มันน่าสนใจนะเพราะสิงคโปร์เป็นประเทศเล็กๆ แต่ทำไมเขาถึงได้เจริญรุดหน้าประเทศอื่นๆในภูมิภาคเดียวกัน แล้วผมก็ได้รู้ว่ามันเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ของผู้นำที่มีการสร้างองค์ความรู้ทางการศึกษาเพื่อที่จะสร้างบุคลากรของเขาขึ้นมาแล้วก็เอาความรู้มาพัฒนาประเทศ ตรงนี้แหละทำให้เราตัดสินใจเลือกระบบการศึกษานี้เข้ามาใช้ในโรงเรียนของเรา” ที่สำคัญนอกจากเด็กๆ จะได้ใช้ภาษาอังกฤษแล้ว โรงเรียนระบบสิงคโปร์ก็ให้ความสำคัญกับภาษาจีนไม่แพ้กัน “ที่นี่เราเรียนทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาไทย ส่วนพวกวิชาวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และวิชาการต่างๆ เราก็ประยุกต์จากหลักสูตรสิงคโปร์มาใช้ และเมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เด็กๆ ก็ต้องสอบข้อสอบกลางจากกระทรวงศึกษาธิการของประเทศสิงคโปร์ นั่นหมายความว่าเราต้องสร้างเด็กของเราให้พร้อมจริงๆ”

 

            ปลูกฝังความกล้าแสดงออกและระเบียบวินัย

เด็กๆที่นี่สดใสร่าเริงและกล้าพูดคุยกับคนแปลกหน้า แต่ไม่น่าแปลกใจเพราะนี่คือหนึ่งในทักษะที่โรงเรียนต้องการปลูกฝังให้แก่นักเรียนทุกคน “โรงเรียนเราจะฝึกให้เด็กๆ กล้าคิด กล้าแสดงออก ในหนึ่งเทอมเราจะมีกิจกรรมให้เด็กๆ ได้แสดงออกเยอะมาก แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบของวัฒนธรรมไทยด้วยเพราะเราอยู่ในประเทศไทย และอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญที่เราอยากให้เด็กทุกคนของเรามีนั่นก็คือ ระเบียบวินัย เราจึงฝึกเด็กของเราตั้งแต่ชั้นอนุบาลเลย ที่นี่เด็กๆ จะมีล็อคเกอร์เป็นของตัวเอง เขาต้องเอาของใส่ล็อกเกอร์เอง ทำเองทุกอย่าง เพื่อให้เขารู้ว่ามันเป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำ”

 

            บรรยากาศชวนเรียนรู้

            ในส่วนของการออกแบบทางโรงเรียนก็ให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องหลักสูตรการศึกษา “ในระดับเด็กเล็กและอนุบาลสิ่งสำคัญคือเรื่องความปลอดภัยและบรรยากาศ เมื่อเด็กๆ เดินเข้ามาเราอยากให้เขารู้สึกเหมือนเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ที่อบอุ่น เราจะไม่ทำอาคารเด็กเล็กให้เป็นเทคโนโลยีเพราะเขายังไม่ต้องการ เขาต้องการคุณครูที่ดูแลเอาใจใส่และให้ความรักอย่างเต็มที่ นอกจากนี้เรายังมีที่ให้เด็กๆ ได้เล่นเยอะมาก เพราะเราถือคติว่า ทั้งเรียนทั้งเล่นต้องเต็มที่ เรามีทั้งห้องPlay room ห้อง Lego สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ สนามกลางแจ้ง เพราะเราไม่อยากจำกัดให้เด็กๆ อยู่แต่ในห้องเรียนที่เป็นกรอบสี่เหลี่ยม มันน่าเบื่อ เราอยากให้เขารู้สึกว่าเขายังมีตัวเลือกอื่นที่สนุกและน่าเรียนรู้อีกเยอะแยะ”

 

            ออกภาคปฏิบัติ

            นอกจากการเรียนการสอนที่เข้มข้นในโรงเรียนแล้ว เด็กๆ ยังมีโอกาสบินลัดฟ้าไปนั่งเรียนร่วมชั้นกับเพื่อนๆ ชาวสิงคโปร์ด้วย “ล่าสุดเราพานักเรียนจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กับ 3 จำนวน 14 คนไปกัน เพราะเด็กๆถูกฝึกในระบบตั้งแต่ 2 ขวบ ฉะนั้นเราจึงค่อนข้างมั่นใจในศักยภาพของนักเรียนกลุ่มนี้ และไปครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไปนั่งดูเฉยๆ เพราะเป็นการเข้าไปร่วมเรียนด้วย โดยเราได้กระจายเด็กของเราเข้าไปห้องละ 2-3 คน เชื่อไหมว่าเขาไม่แตกต่างกับนักเรียนเจ้าบ้านเลย ไม่มีใครนั่งนิ่งๆ ทุกคนยกมือถามตอบคุณครูได้อย่างไม่เก้อเขินเพราะถูกฝึกจากที่โรงเรียนเรามาแล้ว นี่ก็เป็นอีกข้อพิสูจน์หนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกพอใจและเชื่อมั่นในทิศทางที่เรากำลังเดินอยู่”

 

 

โรงเรียนนานาชาติไทย-สิงคโปร์
ที่ตั้ง : เลขที่ 1000 หมู่ 5 ถนนศรีนครินทร์ ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 10270 โทร. 02 710 5900 -1  www.tsis.ac.th

 

บทความโดย กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สร้างนิสัยใช้จ่ายชาญฉลาดให้ลูก ตอนจบ

พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของคนในครอบครัวส่งผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของเด็กๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พูดง่ายๆ คือ อยากให้ลูกใช้จ่ายอย่างไร พ่อแม่และผู้ใหญ่ในบ้านต้องทำแบบนั้นให้เด็กๆ เห็น

ย้อนอ่าน สร้างนิสัยใช้จ่ายชาญฉลาดให้ลูก ตอนที่ 1

แม่อู๊ดอี๊ด : เรื่องนิสัยเกี่ยวกับเงินทองนี่ เป็นพันธุกรรมและการบ่มเพาะที่แยกขาดจากกันได้ยากจริงๆ ค่ะ เด็กบางคนเอาแต่ใช้เงินอย่างกับพ่อแม่พิมพ์แบงค์ได้เอง มองกลับไปแต่ละรุ่นของครอบครัวก็เป็นแบบเดียวกันนี้ ขณะที่เด็กบางคนพ่อแม่ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีการใช้เงินอย่างฉลาด แต่พอเห็นปู่ย่าตายายประหยัดหรือบอกสอนก็รู้จักอดออมได้     

อ.วรากรณ์ :  อย่างไรก็คงต้องบอกว่าการบ่มเพาะคือหัวใจของการสร้างนิสัยที่พ่อแม่ปรารถนาให้ลูกมี

ประการแรก ถ้าพ่อแม่ไม่ใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง โดยมุ่งหวังที่จะให้ครอบครัวอยู่ในกรอบของการใช้จ่ายเงินอย่างเหมาะสมพอดี ก็ต้องสื่อให้ลูกเห็นด้วยการกระทำและการใช้คำพูดระหว่างพ่อแม่และกับลูกทั้งหมดนี้เป็นการกระทำอย่างจริงใจ มิใช่การเสแสร้งให้ลูกดู

ประการที่สอง ให้เงินลูกไปโรงเรียนทุกวันตั้งแต่ยังเด็กในจำนวนที่เหมาะสม และอธิบายให้เห็นการเลือกซื้อสิ่งต่างๆ ของลูก เช่น ถ้าไม่ซื้อสิ่งที่แพงก็จะซื้อสิ่งอื่นได้มากขึ้น หรือถ้าไม่ใช้จ่ายไปทั้งหมดก็จะเหลือไว้เป็นเงินเก็บได้ และเมื่อเก็บไว้ได้มากพอแล้ว พ่อแม่อาจช่วยสมทบเพื่อได้ซื้อสิ่งที่ลูกต้องการ

ประการที่สาม คำพูดชื่นชมการกระทำของเด็กทุกครั้งที่เขาทำสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้อง เช่น หาเงินเอง ออมเงินได้ ฯลฯ ต้องชมเขาตรงๆ และเอาไปชมให้ญาติผู้ใหญ่ฟังจนมีเสียงสะท้อนกลับมาก็จะมีพลังมากยิ่งขึ้น

ประการที่สี่ เล่าเรื่องราวของคนที่ล้มเหลวเพราะจัดการเรื่องเงินไม่เป็น และคนที่ประสบความสำเร็จให้เด็กฟัง (เสมือนเติมเกลือวันละนิดในอาหารทุกวัน อย่าหวังใส่ทั้งช้อนตอนโตแล้วเป็นอันขาด)

ประการที่ห้า ทำให้การออมเงินเป็นรูปธรรม เช่น มีกระปุกใส่เงินของเขาเอง เด็กเป็นคนเก็บสมุดฝากเงินไว้เอง การออมได้ถึงระดับที่กำหนดไว้เป็น “เรื่องใหญ่” ของครอบครัว

โดยสรุปหัวใจของการบ่มเพาะนิสัยดีให้ลูก คือการกระทำให้ดูเป็นตัวอย่างของพ่อแม่และครอบครัว เพื่อสร้างทัศนคติและค่านิยมที่ถูกต้องในเรื่องเงิน โดยเป็นไปอย่างมีแผนอยู่ในใจ ไม่ปล่อยให้นิสัยของลูก ก่อตัวขึ้นอย่างไร้ทิศทาง

 

Life Quote!

“พันธุกรรมเปรียบเสมือนไพ่ที่ถูกแจกให้เราเล่น พ่อแม่ไม่อาจควบคุมได้ แต่การบ่มเพาะ ปลูกฝัง อบรมสั่งสอนลูกเราเสมือนกับการเล่นไพ่ที่ถูกแจกมาแล้วให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือทางเดียวที่พ่อแม่ทำได้”

Money Quote!

“การบ่มเพาะคือหัวใจของการสร้างนิสัยที่พ่อแม่ปรารถนาให้ลูกมี นิสัยใช้จ่ายเงินอย่างฉลาด รู้จักอดออม   พ่อแม่ต้องมีแผนในใจในการสร้างนิสัยของลูกในเรื่องเงิน   ไม่ปล่อยให้ก่อตัวขึ้นอย่างไร้ทิศทาง”

 

ย้อนอ่าน สร้างนิสัยใช้จ่ายชาญฉลาดให้ลูก ตอนที่ 1

 

บทความโดย: ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ผู้เท่าทันเงินทองและคุณปู่ของหลานสาวคนเดียว

สร้างนิสัยใช้จ่ายชาญฉลาดให้ลูก ตอนที่ 1

แม่อู๊ดอี๊ด : ดิฉันมีลูกวัยกำลังโต 3 คน 8 ขวบ 5 ขวบ และ 3 ขวบ ค่ะ อยากฝึกให้เขารู้จักเก็บออม รู้จักใช้จ่ายเป็นตั้งแต่เล็กๆ โตขึ้นจะได้ไม่ลำบาก แต่จากที่เลี้ยงดูเขามา ดิฉันต้องมีวิธี เทคนิคกับลูกแต่ละคนต่างกัน พอมาถึงเรื่องเงินทอง คิดว่าต้องใช้วิธีต่างกันหรือไม่ อยากได้คำแนะนำค่ะ

อ.วรากรณ์ : นิสัยหรือพฤติกรรมซ้ำซากจนเป็นธรรมชาติของแต่ละคนนั้น ตำราจิตวิทยาบอกว่ามาจากการผสมกลมกลืนกันของ 2 อย่าง คือ พันธุกรรม (Nature) กับการบ่มเพาะ (Nurture)

พันธุกรรมก็คือ สิ่งที่ถ่ายทอดทางชีววิทยาจากพ่อแม่และบรรพบุรุษสู่ลูกหลาน ส่วนการบ่มเพาะคือ การอบรมเลี้ยงดูบ่มเพาะของพ่อแม่ตลอดจนอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมในทุกระดับและสิ่งที่ได้ประสบในชีวิตมา

ถ้านิสัยใจคอเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมซึ่งเท่ากับด้านกว้างคูณด้านยาว ธรรมชาติกับการบ่มเพาะก็คือด้านกว้างและด้านยาว บางคนอาจมีพันธุกรรมเป็นด้านยาว และการบ่มเพาะเป็นด้านกว้าง และบางคนก็กลับกัน

การบ่มเพาะกินความกว้างขวางนับตั้งแต่การอบรม บ่มเพาะ สั่งสอนของพ่อแม่ ครอบครัว ครู ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมในครอบครัว ในโรงเรียน ในสังคม และประสบการณ์ที่ลูกได้รับในชีวิตตั้งแต่แรกเกิดมา

พูดง่ายๆ ก็คือ เด็กบางคนพันธุกรรมมีอำนาจแรงกว่าการบ่มเพาะ และบางคนการเลี้ยงดูอบรม  สิ่งแวดล้อม มีอิทธิพลมากกว่าพันธุกรรม ซึ่งทั้งหมดประกอบกันเข้าเป็นนิสัยใจคอ

พันธุกรรมและการบ่มเพาะก็ใช่ว่าจะแยกขาดจากกันทั้งหมด ทั้งสองตัวมีผลกระทบต่อกันและกัน เช่น ความรุนแรงในครอบครัวเป็นผลพวงจากสภาพแวดล้อม (พ่อเมาเหล้า เสพยา การพบเห็นเคยชินกับความรุนแรง) ที่มีผลต่อเด็ก เด็กก็จะซึมซับรับเอาความรุนแรงมาใช้ในชีวิต เมื่อโตขึ้นก็เลียนแบบความรุนแรงนั้นอีก และก็ถ่ายทอดไปถึงลูกหลานต่อไปเป็นทอด จนเสมือนกับเป็นพันธุกรรม

บางครั้งพันธุกรรมก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ครอบครัวที่พ่อแม่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานมากจำเป็นต้องบริโภคไม่เป็นเวลาเพราะธรรมชาติของร่างกายต้องการการบริโภคในลักษณะนั้นจนกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เด็กเห็นอยู่ทุกวันไป

โดยสรุปพันธุกรรมเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควบคุมไม่ได้เลย เปรียบเสมือนไพ่ที่ถูกแจกให้เราเล่น ทางเดียวที่ทำได้คือจัดการฝั่งการบ่มเพาะ อบรมสั่งสอนลูกเราซึ่งเสมือนกับการเล่นไพ่ที่ถูกแจกมาแล้วให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

อ่านต่อ สร้างนิสัยใช้จ่ายชาญฉลาดให้ลูก ตอนจบ

 

บทความโดย: ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ผู้เท่าทันเงินทองและคุณปู่ของหลานสาวคนเดียว

น้องแย่งของพี่ แย่งของเล่น พี่น้องทะเลาะกัน

พี่ยังไม่ทัน “มี” จะให้เอาอะไรไป “เสีย” และ “สละ”

Q: น้องแย่งของพี่ พี่ไม่ยอมจนเป็นเรื่องกันบ่อยๆ ค่ะ พี่อายุ 3 ขวบ 9 เดือน น้องอายุ 2 ขวบครึ่ง เราอยากให้พี่น้องรักกัน พอน้องร้องมากๆ เรามักแก้ปัญหาด้วยการบอกว่าพี่น้องต้องรักกัน เป็นพี่ต้องเสียสละ มีน้ำใจให้น้อง หรือให้เขาไปเล่นของอย่างอื่น หรือหาของใหม่ให้เขาแทน คุณยายพูดมาคำหนึ่งว่า “จะไม่ให้พี่มันมีสิทธิ์ในของๆ มันบ้างเลยหรือ” เราพ่อแม่ก็อึ้งไปค่ะ มาคิดดูก็เกี่ยวกันอยู่ แต่เด็กขนาดนี้จะเข้าใจเรื่องแบบนี้ พอจะแก้ปัญหาพี่น้องทะเลาะกันเพราะแย่งของได้หรือคะ และพ่อแม่ควรทำอย่างไร

มีสองเรื่องที่ควรทำความเข้าใจ ข้อแรก เด็กไม่ได้เรียนรู้ด้วยการสั่งสอนแต่เพียงอย่างเดียว อีกข้อคือ เด็กเรียนรู้ด้วยการดูและการเลียนแบบด้วย การเรียนรู้ด้วยการดูและเลียนแบบสำคัญกว่าการสั่งสอนด้วยซ้ำไป

น้องแย่งของพี่ แย่งของเล่น พี่น้องทะเลาะกันดังนั้น คำสั่งสอนประเภท “เป็นพี่ต้องเสียสละ มีน้ำใจให้น้อง” เป็นคำพูดที่ไม่มีความหมายอะไร พี่อายุ 3 ขวบไม่ต้องการคำสั่งสอนประเภทนี้ และไม่มีความสามารถจะเข้าใจด้วย เสียสละแปลว่าอะไร น้ำใจแปลว่าอะไร เหตุเพราะพัฒนาการทางจริยธรรมส่วนที่เป็นนามธรรมนั้นกว่าจะมาถึงก็ประมาณ 7 ขวบ ในวัยนี้เขาไม่สามารถเข้าใจคำสอนของคุณได้เพราะคำว่า เสียสละ หรือคำว่า น้ำใจ ทั้งสองคำเป็นนามธรรมทั้งคู่

อ่านต่อ “พี่ยังไม่ทันมี จะเอาอะไรไปเสียสละ” คลิกหน้า 2

banner300x250-1

อัพแอนด์อะบัฟ (Up & Above) : วิวก็งาม อาหารก็แจ่ม

ความสุขใดไหนเล่า จะเท่ามีไลน์อาหารบุฟเฟ่ต์อยู่ตรงหน้า แม้จะเป็นคนกินไม่เก่ง และกินไม่หลากหลาย แต่ก็เรียกความตื่นตาตื่นใจได้ตลอด และที่นี่ห้องอาหาร Up & Above ก็ทำให้หัวใจเราเต้นคึกคักอีกครั้ง ด้วยเมนูซีฟู้ดจากทั่วโลกพาเหรดมาให้เลือกหยิบใส่จานกันสนุกมือ ไม่ว่าจะเป็นหอยนางรมจากฝรั่งเศส หอยแมลงภู่จากนิวซีแลนด์ กุ้งโคลด์มีทสไตล์เมดิเตอเรเนียน หอยนางรมฟีนเดอแคลร์ ล็อบสเตอร์ สก๊อตติชแซลมอน กุ้ง ปูม้า และกั้งหิน ส่วนเนื้อ ที่นี่ใช้เนื้อวากิวและเนื้อแกะซอลท์บุชจากออสเตรเลีย เชฟ เจษฏณรงค์ ทักษาปกรณ์ บอกกับเราว่า “บุฟเฟต์ซันเดย์บรั้นซ์ของที่นี่ ถือว่าดีที่สุด เพราะแขกสามารถเลือกเมนคอร์สจากอาลาคาร์ทเมนูได้ ชนิดปรุงใหม่ทุกจาน ” ส่วนเด็กๆก็ไม่น้อยหน้า เอาใจกันเต็มที่ด้วยเมนูอาหารในชื่อเดียวกันกับตัวการ์ตูนยอดฮิต พร้อมเกมสนุกๆที่เด็กคนไหนเห็น และลงมือเล่นเป็นต้องร้องว้าว!

ใครเห็นเป็นต้องสั่ง : เทอริยากิ ไก่ ไรซ์ เบอร์เกอร์ 380 บาท ข้าวมันส้มตำไก่ทอด 220 บาท สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า 360 บาท Fregola Sarda Carbonara คาโบนาร่า ที่มาพร้อมหมูสามชั้น 340 บาท และไลน์บุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันเต็มรูปแบบ 1,200++ บาท

เมนูอาหารเด็ก : Kik Potofski – ซุปไก่ 120 บาท Ben Ten – ฟิช ฟิงเกอร์ กับทาทาร์ ซอส 180 บาท Finy & Ferbes – มันบด กับซอสเนื้อ 250 บาท และ Dextor’s – ไอศครีมแสนหวาน กับสมาร์ทตี้ กรุบกรอบ 180 บาท

_MG_5840

ที่ตั้ง : ชั้น 24 โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ สอบถามราคา และรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบุฟเฟ่ต์ได้ที่ โทร.02 687 9000 หรืออีเมล์ [email protected]

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

 

หมิง ซิง : ให้ 3 คำ “ต้อง-มา-ลอง“

 

มาพัทยาแบบนี้ หลายคนคงมุ่งหาร้านอาหารซีฟู้ดรสแซ่บกินกัน แต่สำหรับตัวเองหลังจากเห็นภาพ โปรโมทร้านอาหารจีนนี้วนลูปอยู่ในทีวีภายในห้องของโรงแรมเคปดารา รีสอร์ท พัทยาแล้วกิเลส ก็พุ่งขึ้นทันทีโทรจองโต๊ะอย่างด่วน เพราะราคาบุฟเฟ่ต์ไม่โหดร้ายมากนัก แถมมีวิวสวยๆพร้อมเสิร์ฟด้วย ซึ่งก่อนไปไม่ได้คาดหวังอะไร เดาเอาเองว่ารสชาติคงคล้ายๆกับที่อื่น แต่ที่ไหนได้ เซอร์ไพรส์!! อาหารทุกจานอร่อยหมด และมีให้เลือกสั่งจนตาลาย ทำเอาบุฟเฟ่ต์อาหารจีนบางโรงแรมในกรุงเทพฯ ที่ว่าเริ่ดๆชิดซ้ายตกขอบกันไปเลย ก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมช่วงวันหยุดเสาร์ และอาทิตย์ ถึงมีลูกค้ามาใช้บริการกันอย่างหนาตา ทั้งครอบครัวเล็กๆอย่างเรา และครอบครัวใหญ่ที่ยกกันมาทั้งตระกูล ถ้าใครมีโอกาสได้มาพัทยา หรือ เช็คอินเข้าพักที่โรงแรมนี้อย่าลืมลิสต์ไว้ในโปรแกรมด้วยนะคะ บอกได้คำเดียวว่าห้ามพลาดเด็ดขาด !!

_1010727

ที่ตั้ง : ชั้น 3 โรงแรมเคปดารา รีสอร์ท พัทยา สอบถามข้อมูลบุฟเฟ่ต์ และโปรโมชั่นพิเศษในแต่ละเดือนได้ที่โทร. 038 933 888 www.capedarapattaya.com

Radius : ร้านนี้เสิร์ฟความชิล + วิวสวยมากกก

น่าจะเป็นอีกหนึ่งร้านชิลล์ วิวสวยติดอันดับเมืองพัทยาอยู่นะ เพราะวิวพาโนรามาหันหน้าออกสู่ทะเลชนิดไม่มีอะไรขวางกั้นแบบนี้มีไม่กี่แห่ง แล้วยิ่งได้ชมพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ด้วยนะ สวยจนแทบลืมหายใจเลยล่ะ แต่พอพลบค่ำ ก็งามไปอีกแบบกับแสงสีของโค้งอ่าวพัทยา อาหารตาที่แกล้มไปกับรสชาติอร่อยๆ ของบุฟเฟ่ต์บาร์บีคิว ซึ่งมีเป็นประจำทุกวันศุกร์ เสาร์ ในราคาย่อมเยาว์ไม่น่าเชื่อ นอกจากบุฟเฟ่ต์แล้ว a la carte แต่ละจานก็รสชาติดีไม่ย่อหย่อนกัน ซึ่งเชฟแอบกระซิบว่า 4 จานนี้ ถ้ามาถึง Radius แล้วต้องสั่ง เริ่มจากซิกเนเจอร์ ดิช ดาราซีฟู้ดแพล็ทเตอร์ รวมมิตรซีฟู้ด กับน้ำจิ้มรสแซ่บสุดฟิน 595 บาท แซลมอนฟู จานนี้คนไทยก็ชอบ ฝรั่งก็ติดใจ 315 บาท Rack of Lamb ซี่โครงแกะอบตะไคร้หอม ที่กลบกลิ่นไม่พึงประสงค์ของเนื้อแกะจนมิด 995 บาท และพิซซ่าหน้ากุ้ง ของโปรดสำหรับเด็กๆ มาในแป้งบางนุ่ม กุ้งตัวโต 195 บาท อาหารในจานก็เริด อาหารตาก็เจิดซะขนาดนี้ บอกได้เลยว่า เพลินพุงจริงๆ

.

P1060421

 

เปิดบริการทุกวัน

ที่ตั้ง : อยู่บนชั้นล็อบบี้ ด้านข้างสระว่ายน้ำ เคปดารา รีสอร์ท พัทยา ซอยพัทยา-นาเกลือ 20 โทร.038 933 888 หรือ www.capedarapattaya.com

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Theera : เบเกอรี่ร้านนี้ เหมาะกับคนขี้แพ้

 

มาจากการรวมชื่อ ธีตา (คุณเอื้อง) และ จิราพร (คุณแม่) เข้าด้วยกัน มองแว่บแรกนึกว่าเป็นคาเฟ่น่ารักๆ ขายกาแฟและขนมทั่วๆไป แต่ในความเป็นจริงร้านนี้คงคอนเซ็ปท์เพื่อสุขภาพเข้มข้นมาก ปราศจากแป้งสาลี นม เนย ถั่วเหลือง และไข่ เพราะลูกชายของคุณเอื้องแพ้ทุกอย่างที่ว่ามาครบ ซึ่งเมื่อครั้งเริ่มแรกได้ทำและทดลองขายในเฟสบุ๊กก็พบว่าความต้องการตรงนี้มีอยู่เยอะ จึงเปิดร้านรองรับลูกค้าเหล่านี้เสียเลย แม้จะเป็นร้านที่รองรับสำหรับคน(ขี้)แพ้วัตถุดิบเหล่านี้ แต่ก็เปิดกว้างสำหรับคนรักสุขภาพทุกคน เพราะที่นี่เลือกใช้วัตถุดิบที่ดีมีประโยชน์กับร่างกาย โดยหลักๆใช้แป้งข้าวกล้อง และแป้งอัลมอนด์มาผสมกัน ชนิดโฮมเมดทำเองทุกวัน แป้งชนิดนี้มีไฟเบอร์ และแคลเซียมสูงกว่า แป้งสาลีมาก ส่วนเนยก็ใช้เนยขาว หรือ เนยที่ทำจากน้ำมันมะกอก แทนเนยทั่วๆไป นมก็หลีกเลี่ยง หันมาใช้นมถั่วเหลืองแทน ดูดีมีประโยชน์ขนาดนี้ ใช่ว่าคุณเอื้องจะตกหล่นในเรื่องของรสชาติ เพราะจากที่ได้ลองชิม บอกได้เลยว่า อร่อยใช้ได้เลยล่ะ

_MG_8333

Don’t miss : สโมคแซลมอนแซนวิช + มาสคาโปนชีส ทำจากขนมปังกลูเตนฟรี ที่ทางร้านทำเองโดยใช้แป้งข้าวกล้อง ผสมเข้ากับธัญพืช และใช้เนยขาว รวมถึงเนยที่ทำจากน้ำมันมะกอกแทน (280 บาท) พายฟักทองราดซอสคาราเมล เมนูนี้ปราศจากแป้งสาลี นม เนย และไข่ (155 บาท) วอร์มแอปเปิ้ลเค้ก และไอศครีมวานิลลา ซึ่งไอศครีมที่นำมาเสิร์ฟไม่มีส่วนประกอบของนม (160 บาท) จิงเจอร์เบรด เค้ก วิธ กราโนลา ไม่มีแป้งสาลี นม เนย และไข่มาเกี่ยวข้อง ที่สำคัญตัวกราโนลา (ถั่วอบฝรั่ง) ทางร้านก็ทำขึ้นมาเอง (150 บาท) กรีน ที ลาเต้ ทางร้านเปลี่ยนจากนมมาเป็นนมถั่วเหลืองแทน 85 บาท และชาออร์แกนิค จากสามพราน ริเวอร์ไซด์

_MG_8374

Open : จันทร์ – ศุกร์ 8.00 – 18.00 น. เสาร์ 10.30-18.00 น. (ปิดบริการวันอาทิตย์)

Location : สุขุมวิท 42 สามารถเข้าไปดูแผนที่ร้านกันได้ที่ Facebook:  theerahealthybakeroom หรือ โทร. 090 506 2222

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Pacamara : ขอเก็บค่ากาแฟขี้ชะมดแค่ 100 บาท

_MG_8438

 

ชื่อนี้หมายความถึงสายพันธุ์กาแฟชนิดหนึ่งที่เมล็ดมีขนาดใหญ่กว่ากาแฟปกติถึง 2 เท่า มีถิ่นกำเนิดในประเทศเอลซัลวาดอร์ โดยคงคอนเซ็ปท์ Boutique Café ที่ให้เราได้เลือกชิมกาแฟชั้นดี ที่หลากหลายและหายาก โดย ” คุณซาน “ เจ้าของร้านเดินทางเสาะแสวงหากาแฟชั้นเริดจากทั่วทุกมุมโลกมาเสิร์ฟให้ถึงมือคุณ เห็นร้านเล็กๆน่ารักแบบนี้ มีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา เพราะชื่อ “ พาคามาร่า “ เป็นตราของกาแฟคั่วบดชั้นดี โดยมีโรงคั่วกาแฟเป็นของตัวเอง ซึ่งมีเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่ได้รับมาตรฐาน อย. GMP และ HACCP ที่คั่วเองและขายให้ทุกๆคนได้ลองลิ้มชิมรส ก็เพื่อต้องการให้ทุกคนได้จิบกาแฟชั้นดี ระดับพรีเมียมได้ง่ายๆในราคาเบาๆ เราสามารถชี้นิ้วเลือกเมล็ดกาแฟที่มีขายปลีกในร้าน โดยจะซื้อกลับไปบดเอง หรือให้ทางร้านบดให้ก็ได้ แต่ถ้าใครอยากดื่ม ณ ตอนนั้น สนนราคาก็เพิ่มอีกแก้วละ 10 บาทเท่านั้น สำหรับกาแฟที่คุณซานแนะนำคือ Guatemala El Injerto เพราะเป็น 1 ในกาแฟที่ดีที่สุดในโลก ตกกิโลกรัมละ 2,100 บาท นอกจากเมล็ดกาแฟแล้วทางร้านยังนำเข้าเครื่องบดกาแฟ และเครื่องชงกาแฟให้บรรดาเหล่ากาแฟเลิฟเวอร์น้ำลายหกกันอีกด้วย

 

_MG_0144

Don’t miss : กาแฟระดับพรีเมียมอย่าง Kopi Luwak กาแฟขี้ชะมดราคาแพงแสนแพงแต่ที่นี่ขายแก้วละ 100 บาท เท่านั้น ลาเต้ มาพร้อมกับลวดลายสวยๆบนฟองนม (75 บาท) ไอซ์ คาปูชิโน่ (75 บาท) พานินี่ ชนิดเพิ่มชีส (89 บาท) สตรอเบอรี่เฟรบเป้ สำหรับเด็กๆ (79 บาท) เจลาโต้ รสวานิลลา ชนิดโฮมเมดที่ใช้วานิลลาล้วนๆ (59 บาท) และ แพนนาค็อตต้า

Open : ทุกวัน 7.30 – 21.30 น.

Location : ชั้น 2 Rain Hill สุขุมวิท 47 (ใส่โลโก้เฟสบุ๊ค) pacamara โทร. 02 261 7830

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

การออมเงินให้ลูกรัก

วินัยการใช้เงิน ไม่ยากเกินเด็กน้อยเข้าใจ

การมีวินัยในชีวิตตั้งแต่เป็นเด็กเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ลูกอาจอึดอัดไม่สะดวกสบายตามใจเขาเพราะการมีวินัย แต่อย่าลืมว่าเขาจะลำบากเพียงต้นชีวิตแต่จะมีความสุขในเวลาที่เหลือของชีวิต ในทางกลับกันถ้าปล่อยให้ลูกสบายโดยไม่มีวินัยในตอนเด็ก เขาอาจจะมีความสุขในวัยเด็กอย่างที่สุด แต่จะมีความทุกข์ในเวลาที่เหลือของชีวิต การมีวินัยเป็นปัจจัยพื้นฐานของการมีความมุ่งมั่นในชีวิต วินัยการใช้เงิน ก็เช่นกัน

การฝึกฝนให้รู้จักจัดการเงินทองคือการสร้างวินัยในเรื่องการเงิน และเวลาที่เหมาะสมก็คือเมื่อเข้าเรียนชั้นอนุบาล 3 ซึ่งพอรู้ความมากแล้ว

การออมเงินให้ลูกรัก

วินัยการใช้เงิน ที่ต้องสอนลูก

1. สิ่งแรกที่ต้องสอนให้เข้าใจก็คือความสัมพันธ์ระหว่างเงินและการได้สินค้ามาใช้

ถ้าเด็กเข้าใจว่าสิ่งของที่ได้มานั้นมาจากการใช้เงินซื้อมิได้หล่นมาจากสวรรค์หรือใครให้มา ทุกสิ่งต้องเสียเงินทั้งสิ้น หากจะมีคนให้ก็มีน้อยมาก

 

2. ประการที่สอง คือเด็กต้องรู้ว่าเงินนั้นมีจำกัดเสมอ

3. ประการที่สาม คือถ้าเราไม่เอาเงินไปซื้อของสิ่งหนึ่ง เราก็สามารถเอาเงินจำนวนนั้นไปซื้อสิ่งอื่นแทนได้เสมอ

วินัยการใช้เงิน

ทั้งสามข้อนี้บางท่านอาจเห็นว่ามันยากเย็นเกินไปสำหรับเด็กที่จะเข้าใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว

ในข้อที่หนึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติ โดยปกติเด็กรู้อยู่แล้วว่าต้องเอาเงินไปซื้อจึงจะได้ของมา เพียงแต่พ่อแม่ย้ำว่าต้องซื้อเสมอ นอกจากปลูกผัก ผลไม้ไว้บริโภคเอง หรือบางทีก็มีคนให้มา

สำหรับข้อสองนั้นเด็กจะเห็นเองเมื่อให้เงินจำนวนหนึ่งไปโรงเรียน

ส่วนข้อสามนั้นพ่อแม่อธิบายให้ลูกเข้าใจได้โดยแสดงให้ดูว่าถ้าไม่ซื้อไอศครีมหลังจากเดินไปที่รถขายแล้ว เขาสามารถเอาไปซื้อลูกชิ้นทอดที่อยู่ใกล้ ๆ กันได้

banner300x250

 

สำหรับเด็กบางคนที่ไปไกลกว่านั้น คือเขาตัดสินใจไม่ซื้ออะไรเลย ก็ให้เขาเอาเงินใส่ขวดหรือกระป๋องด้วยตนเอง และอธิบายให้ฟังว่าหากไม่ใช้เงินที่ให้ทุกวันจนหมด เขาก็สามารถสะสมเก็บเงินไว้ซื้อสิ่งของที่ใหญ่กว่านี้ได้ในอนาคตครับ

อ่านต่อบทความน่าสนใจ คลิก

การเงินในครอบครัว เรื่องที่ต้องสอน

ฝึกบริหารจัดการเงินขั้นอนุบาล


บทความโดย รศ.ดร.วรากรณ์  สามโกเศศ อธิการบดีกิตติคุณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผู้รู้เท่าทันเงินทองและคุณปู่ของหลานสองคน

จ่ายหนี้+ลงมือออม เรื่องปกติของทุกครอบครัว

จ่ายหนี้+ลงมือออม เรื่องปกติของทุกครอบครัว

คุณพ่อน้ำ : อะไรสำคัญกว่ากันครับระหว่างการเก็บเพื่อเรียนของลูกกับการจ่ายหนี้หรือเก็บเงินเพื่อชีวิตหลังเกษียณ

อ.วรากรณ์ : การเก็บเงินเพื่อการเรียนของลูก การจ่ายหนี้สำหรับการบริโภคและการเก็บเงินเพื่อชีวิตหลังเกษียณนั้น สามารถทำไปพร้อมกันได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ระหว่างที่ลูกโตขึ้นมานั้น การผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ กู้ยืมมาบริโภค และการเก็บเงินสำหรับหลังเกษียณ เป็นเรื่องปกติของทุกครอบครัว เมื่อไม่มีเงินสดครบในมือสำหรับซื้อสิ่งของก็จำเป็นต้องกู้เงินมาซื้อไปก่อน และผ่อนใช้ภายหลัง ประเด็นอยู่ที่ว่ากู้มามากน้อยเพียงใด สมดุลกับรายได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด ถ้าการผ่อนหนี้ทั้งหมดในแต่ละเดือนยอดรวมกันไม่เกินร้อยละ 30 ของรายได้ และถ้ามีการออมสำหรับหลังเกษียณอีกร้อยละ 20 ของรายได้ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่น่าเกิดปัญหา  อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะมีหนี้ต้องผ่อนเท่าใดและออมเท่าใดเมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตในแต่ละเดือนแล้ว จะต้องสามารถเก็บส่วนหนึ่งของรายได้ไว้เป็นเงินออมสำหรับการศึกษาของลูกให้จงได้

พูดง่ายๆ ก็คือในแต่ละเดือน เงินชำระหนี้ทั้งหมดบวกเงินออมหลังเกษียณบวกค่าใช้จ่ายในการ ดำรงชีวิตในแต่ละเดือนแล้วต้องน้อยกว่ารายได้เสมอ และช่องว่างที่เหลือนี้ต้องเป็นเงินออมเพื่อการศึกษาของลูกนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น มีรายได้เดือนละ 36,000 บาท มีหนี้รายเดือนต้องจ่ายรวมทั้งสิ้น 12,000 บาท เงินออมหลังเกษียณ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายรายเดือน 18,000 บาท เหลือเงินออมเพื่อการศึกษาของลูก 3,000 บาท (36,000 – 12,000 – 3,000 – 18,000 = 3,000) ควรตั้งเป็นเป้าหมายว่าจะออมเพื่อการศึกษาของลูกในแต่ละเดือนเป็นยอดเท่าใด โดยมีคำสั่งให้ธนาคารหักเงินเดือนส่วนหนึ่งเข้าบัญชีเงินออมเพื่อการศึกษาของลูกตามยอดที่ระบุไปเลย วิธีนี้จะได้ผลเพราะเป็นการออมแบบบังคับครับ

ทั้งหมดนี้ถ้าดูจะตึงมือก็มีทางออก 2 ทาง คือ ลดการก่อหนี้ใหม่และตัดรายจ่ายส่วนตัวลง หรือหารายได้เพิ่ม                    

 

บทความโดย : ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

ภาพ : Shutterstock

ฝนมาครานี้ ดูแลผมยังไงดีเนี่ย!

เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากร้อนต่อเนื่องมานาน ในช่วงนี้เส้นผมเราคงเลี่ยงโดนฝนได้ยาก บางทีกางร่มแล้วก็ยังไม่รอด ทางที่ดีที่สุด เมื่อเราเจอฝนให้รีบสระผมทันที เพราะน้ำฝนชะล้างสิ่งสกปรกและเชื้อโรคในอากาศลงมาด้วย นอกจากทำให้ไม่สบายแล้ว ยังเกิดความชื้นที่เส้นผมและหนังศีรษะอีกต่างหาก

 
S.O.S ฟื้นฟูผมชนิดเร่งด่วน
ถ้าใครไม่สะดวกสระผม ณ ขณะนั้น วิธีแก้อย่างเร่งด่วน คือ นำทิชชู่ หรือ ผ้าขนหนูซับบริเวณหนังศีรษะ และเส้นผมเบาๆ จากนั้นพยายามหาพัดลม หรือ ไดร์เป่าผม (ถ้ามี) เป่าให้ผมแห้ง เพื่อป้องกันการเกิดรังแคได้ในอนาคต จากนั้นใช้หวีซี่ห่างๆ หวีเบาๆ เพื่อไม่ให้ผมพันกัน และไม่เกิดอาการชี้ฟูหลังจากผมแห้ง แต่ถ้าห้ามไม่ทัน ผมฟูฟ่องไปแล้ว ให้นำครีมบำรุง หรือ ออยล์ที่มี ลูบเส้นผมบางๆ

 
วิธีดูแลผมช่วงฤดูฝน อย่างยั่งยืน
1.
ทุกครั้งที่เปียกฝน เมื่อกลับไปถึงบ้านต้องสระผมทันที แต่ถ้ากังวลว่าสระผมบ่อย ผมจะเสีย ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดอ่อนโยน ที่สระได้เกือบทุกวัน พอสระผมเสร็จแล้ว ซับด้วยผ้าขนหนูให้แห้งหมาดๆ ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม ชนิดไม่ต้องล้างออกชโลมเส้นผม โดยเว้นบริเวณโคนไว้เพื่อป้องกันความมันบนหนังศีรษะ แล้วใช้ไดร์เป่าผมเน้นช่วงโคนผมให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันความชื้น โดยเป่าจากบนลงล่างเพื่อให้เกล็ดผมไม่เปิดและเรียงตัวสวย จากนั้นใช้เซรั่มบำรุงหลังไดร์อีกครั้ง หากเราขี้เกียจเป่าผม เข้านอนทั้งผมยังชื้น อาจเกิดปัญหาตามมาสารพัด ทั้งเกิดเชื้อรา รังแค เส้นผมเปราะขาดง่าย ที่สำคัญ ผมมีกลิ่นเหม็นอับ
2. หมักผมสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง เพื่อบำรุง เส้นผม อย่างล้ำลึก ใช้ปลายนิ้วนวดหนังศีรษะในลักษณะวงกลมให้ทั่วเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และช่วยให้การผลิตน้ำมันจากรากผมไม่มีสะดุด
3. พยายามอย่าจัดแต่งทรงผมเยอะ เมื่อไหร่ที่ผมเปียก ทั้งหมดนี้จะไหลเยิ้มตามมาด้วย พยายามปล่อยเส้นผมให้โล่งๆ ระบายอากาศได้จะดีกว่า แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ สำหรับผมยาว แนะนำให้ถักเปีย รวบหางม้าตึง หรือมัดกลมๆเป็นก้อนซาลาเปา เพราะเวลาโดนฝน ผมก็จะยังคงอยู่ทรงและสวยได้ตลอดวัน ส่วนผมสั้น ทำเป็น wet look แนวเซอร์ไปเลยค่ะ
4. บำรุงเส้นผมจากภายใน ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักและผลไม้ที่มีวิตามินเอ บี ซี และอี เพราะวิตามินเหล่านี้มีประโยชน์ต่อเส้นผมและช่วยบำรุงผมให้แข็งแรงเงางามขึ้น

 

บทความโดย กองบรรณาธิการเรียลพาเรนติ้ง
ภาพ shutterstock

Delish Café & Baking School : เค้กร้านนี้ ชิ้นเดียวไม่เคยพอ

_MG_3507

เห็นทวิตเตอร์กูรูนักการตลาดชื่อดังท่านหนึ่ง ลงรูปเครปเค้กสารพัดสีไว้น่ากินมาก เลยถือโอกาสเดินตามรอยอาจารย์มาเสียเลย ขอบอกว่าอยากจะกรี๊ดดังๆ แม้ขนมจะมีให้เลือกไม่เยอะละลานตาอย่างร้านอื่น แต่บอกเลยว่าอร่อยน้ำตาแทบไหลทุกชิ้น เริ่มจาก Zesty Rainbow Crepe Cake 145 บาท เครปเค้กสีรุ้งที่โชว์เทคนิคอันจัดจ้านของผู้ทำในการปาดให้เรียบบาง และทรงสวยเท่ากันหมด รสชาติออกเปรี้ยวนิดๆ หวานหน่อยๆ อร่อยมาก ต่อมาเป็น Delight Strawberry Shortcake 125 บาท เนื้อเค้กบางเบา กินแล้วไม่รู้สึกหนักท้อง และไม่เลี่ยน เพราะทางร้านปรับสูตรให้หวานน้อย ครีมก็ทำจากนมจริงๆ ซึ่งข้อดีของการใช้นมสดนี้ ดีต่อสุขภาพ เมื่อกินไปแล้วไม่ตกค้างในร่างกาย เมื่อจิบคู่กับชาเอ็กคลูซีฟขึ้นหิ้งวังบักกิ้งแฮมอย่าง Fortnum&mason 195 บาท / pot หรือ ชาระดับพรีเมียม ที่มีขายเป็นแห่งที่ 4 ในเมืองไทยอย่าง Mariage Freres 225 บาท / pot แล้ว ฟินที่สุดมีบางขณะแอบเผลอมโนไปว่ากำลังนั่งจิบชาอยู่กลางกรุงลอนดอนด้วยนะ (พูดเหมือนกับเคยไป) แต่ถ้าใครไม่ถูกจริตของร้อน ฝักใฝ่แต่เครื่องดื่มเย็นๆ ขอแนะนำ อิตาเลียน โซดา พีชที 95 บาท เลิฟมาก ดีงามมาก พูดเลย

_MG_3549

 

 

_MG_3546

นอกจากจะเปิดเป็นคาเฟ่สำหรับคนรักขนม และชาแล้ว ยังกันพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับสอนทำขนมให้กับเด็กๆด้วย โดยรับสมัครตั้งแต่ 8 ขวบขึ้นไป และรับคลาสละไม่เกิน 4 คน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถเรียนร่วมกับลูกๆได้ค่ะ ขณะเดียวกันยังรับจัดปาร์ตี้วันเกิดให้กับเด็กๆอีกต่างหาก

เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น.

ที่ตั้ง : ชั้น G Rainhill สุขุมวิท 47 โทร. 092 656 6461 (ใส่โลโก้เฟสบุ๊ค) Dalish Café and Baking School

IG : Delishcafe

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

 

 

 

ลูกวัยรุ่นเก็บเงินซื้อไอแพดเอง ต้องแลกด้วยความรับผิดชอบ

Q : เมื่อลูกอายุ 12 ขวบประกาศเก็บเงินซื้อไอแพดเอง เพราะอยากได้จริง พ่อแม่เลยอนุญาต เพราะคิดว่าเงินเยอะขนาดนั้นกว่าจะเก็บครบก็คงลืมแล้ว แต่สมมติว่าเขาเก็บเงินได้จริงๆ ควรจะอนุญาตให้ซื้อไหมนะ?

เด็กย่างเข้าวัยรุ่น ต้องการสิ่งข้าวของมีราคาสูง แล้วเก็บเงินซื้อเอง ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีในการฝึกใช้เงินแต่เพราะเขาโตพอที่จะเรียนรู้ค่าของเงินอีกขั้นแล้ว เมื่ออยากได้ของราคาแพง ก็ต้องมีทักษะอื่นๆ ตามมาให้คิดกันต่อค่ะ

การเลี้ยงลูกไม่มีกฎตายตัว ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ แต่ต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ นึกถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ในกรณีนี้ สิ่งที่พ่อแม่ควรคิดก่อนจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต คือ “อิสรภาพย่อมมาพร้อมความรับผิดชอบ”

ก่อนอนุญาตหรือไม่อนุญาต

คุณควรตกลงกับลูกก่อนว่า “ลูกจะมีอิสระในการซื้อได้ ก็ต่อเมื่อทำให้พ่อแม่เห็นว่าลูกมีความรับผิดชอบพอ” ความรับผิดชอบอะไรล่ะที่ลูกวัยรุ่นควรมี เมื่อเขาอยากได้ของแพง

  • เขาสามารถดูแลสิ่งของนั้นได้ ไม่ทำหาย
  • เก็บเงินจำนวนมากซื้อไอแพดได้ ก็ยังไม่จบ คุณควรถามคำถามเหล่านี้กับลูก “ค่าใช้จ่ายตามมาในระยะยาวอย่างไร แพ็คเกจอินเตอร์เนต ใครจะเสียเงินค่าใช้จ่าย” คำถามจะทำให้ลูกกลับไปคิด วางแผน และกลับมาตอบพ่อแม่ให้ชัดเจน ถ้าลูกไม่สามารถจ่ายเองได้ กลับมาเป็นภาระของคุณ คุณจะอนุญาตไหม
  • ลูกสามารถควบคุมหยุดยั้งการใช้ได้ขนาดไหน “มีเวลามีขอบเขต หรือใช้ได้ทั้งวัน ใช้เล่นมากเกินกว่าเอาไว้ทำงาน ถ้าลูกยังเป็นแบบหลัง ก็หมายถึงลูกยังไม่สามารถรับผิดชอบตัวเองได้พอ”
  • ถึงแม้จะเห็นแก่ความพยายามของลูก ที่เก็บเงินได้จนครบและต้องใช้ไอแพด หาข้อมูล ทำการบ้าน ใช้ในการเรียน คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องมีข้อตกลงตั้งแต่แรก “พ่อแม่รู้ว่าลูกเก็บเงินเองได้ แต่วันไหนที่ลูกรับผิดชอบตัวเองไม่ได้ ไอแพดจะหายไปจากชีวิตนะลูก”

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ศูนย์การเรียนรู้ Nanmeebooks Learning Center

 

ด้วยความที่นานมี บุ๊คส์ มีหนังสือวิทยาศาสตร์ค่อนข้างเยอะ จึงเกิดแนวคิดอยากต่อยอดการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้เด็กๆไทยเพิ่มขึ้น จึงตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ Nanmeebooks Learning Center แบบ 360 องศาขึ้นมา โดยแบ่งเป็น 2 ชั้น คือ ศูนย์วิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ สำหรับเด็กโต และ ศูนย์เสริมศักยภาพเด็กปฐมวัย สำหรับเด็กเล็ก และห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ วางอยู่บนพื้นฐาน ให้เด็กๆได้เรียนรู้ และเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้นจริงๆ

 

 

IMG_7559

ชั้น 2 ศูนย์เสริมศักยภาพ เด็กปฐมวัย มีทั้งหมด 4 สถานี สถานีขบวนรถไฟรักการอ่าน ต่อยอดความคิดและจินตนาการ กับหนังสือที่คัดมาตรงกับทฤษฎีพหุปัญญา 8 ด้าน สถานี เราเล่น เราได้เรียนรู้ สนุกไปกับเครื่องเล่นที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้แบบพหุปัญญา 8 ด้าน พร้อมแก้ปัญหา Sensory Integration ด้วยเช่น เด็กหันเหความสนใจได้ง่าย ก้าวร้าว หรือรับรู้ด้านภาษาช้ากว่าวัย ซึ่งการเล่นในสถานีนี้ จะช่วยส่งเสริมและตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ในชีวิตประจำวัน สถานี 6Q Up อัจฉริยะปั้นได้ สนุกกับการเล่นอุปกรณ์ต่างๆที่เหมาะกับพัฒนาการ นอกจากจะเสริมความฉลาดทางไอคิวแล้ว ยังเสริมสร้างความฉลาดอีก 5 ด้าน หรือ 5Q อีกด้วย เช่น การมองต่างมุม ต่อบล็อก เรียนรู้เรื่องเวลา ขนาด และภาพจิ๊กซอว์ สถานีบ้านนักวิทยาศาสตร์ เรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยผ่านการทดลองจริง

 

IMG_7121

ศูนย์วิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ เป็นการทดลองแบบ Hands-on 25 สถานี ส่งตรงจากศูนย์ เฟโนเมนตา ประเทศเยอรมนี โดยจะให้เด็กคิดตั้งคำถามไปเรื่อยๆโดยไม่มีถูกผิด เมื่อทดสอบจนครบแล้วจะมีการมาระดมความคิดเห็นกัน ถ้าใครไม่เข้าใจก็จะปล่อยให้ไปทดสอบต่อ ขอยกตัวอย่างบางสถานีที่น่าสนใจ จากทั้งหมด 25 สถานีเช่น ยิงเป้า ดับเทียนในระยะไกลเพียงใช้ปลายนิ้ว มือไฟฟ้า ไฟฟ้าเกิดได้ด้วยฝ่ามือเราเอง คนเหาะ เอ๊ะ!ทำได้ยังไงเนี่ย ท่อชวนคิด ลองฟังเสียงท่อดูสิ เหมือนกันรึเปล่า กาวอวกาศ ทำไมเครื่องบิน บินได้ สถานีมีคำตอบ เมืองของ บี.กริมม์ มาหาคำตอบกันว่า เราผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างไร ภาพพิศวง อ๊ะ! อย่าเพิ่งงง ระบำลูกบอล เกิดอะไรขึ้นถ้าเราเทน้ำจนเต็มกระบอก ชั้น 3 ห้องเรียนทดลองวิทย์

วิทยาศาสตร์สนุกขนาดไหน คงจินตนาการเองไม่ได้ ถ้าไม่ทดลองทำ หลักสูตรนี้ นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผ่านการวิจัยแล้วว่า เมื่อเด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง มีการทดลอง มีการคิดวิเคราะห์ จะช่วยให้เด็กรักและสนใจในวิทยาศาสตร์มากขึ้น ซึ่งหัวข้อในการทดลองจะสับเปลี่ยน หมุนเวียนตลอดทุกเดือน โดยในเดือนตุลาคมนี้ จะเป็นสนุกกับของเล่นบินได้ และเพนดูลัมกับความสมดุล สอบถามราคา และเวลาได้ที่ โทร. 0 2662 3000 กด 4807

Nanmeebooks Learning Center สุขุมวิท 31 (สวัสดี) เปิดบริการ เสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 10.00-16.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0 2662 3000 กด 1 หรือต่อ 5226 หรือ www.nanmeebookslearningcenter.com

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

เรียนสนุก อยู่อย่างอบอุ่น ที่…เอบีซี แพทเวยส์

 

_MG_2117

โรงเรียนอนุบาลนานาชาติแห่งใหม่ย่านสุขุมวิท แม้ชื่อ “เอบีซี แพทเวยส์” อาจจะยังไม่คุ้นหูคุณพ่อคุณแม่เท่าไหร่นัก แต่สำหรับประเทศฮ่องกง ชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันดี เพราะได้เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ปี 2545 และผลิตนักเรียนระดับอนุบาลไปมากกว่า 45,000 คน แถมยังการันตีมาตรฐานด้วยหลักสูตรจากประเทศอังกฤษและอุปกรณ์การสอนภาษาอังกฤษระดับนานาชาติจากหนังสือเรียนของมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ หัวใจสำคัญของโรงเรียนนานาชาติแห่งนี้คือ มุ่งหวังให้เด็กๆเรียนรู้อย่างเต็มที่และมีความสุข จึงสร้างหลักสูตร Read4Fun ขึ้นมา “ โรงเรียนอื่นๆการสอนภาษาอังกฤษส่วนใหญ่จะสอนอ่าน A B C แต่ที่นี่จะสอนการออกเสียงด้วย โดยสอนพื้นฐานการออกเสียงก่อน เพื่อให้เด็กมีทักษะในการเอาตัวอักษรมาผสมกันเพื่อนำไปสู่การออกเสียงที่ถูกต้อง ต่อไปเขาก็จะสะกดเองได้โดยไม่ต้องมีใครบอกเพราะมีพื้นฐานเสียงชัดเจน”

 

_MG_3900

นอกจากโดดเด่นในเรื่องการเรียนการสอนแล้ว การสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญของเด็กในวัยนี้ “สำหรับพ่อแม่ยุคใหม่มักให้พี่เลี้ยงดูแลลูกตลอดเวลา สังเกตได้ว่าเด็กไม่ค่อยมีความเชื่อมั่น ไม่มีทักษะการคิดแบบตรรกะ เพราะมีคนทำให้ตลอด เราจึงอยากให้เด็กมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น โดยเริ่มจากให้เขาช่วยเหลือตัวเองในเรื่องง่ายๆ และเมื่อเขาทำได้ ความมั่นใจก็จะตามมา เพราะเขาไม่ต้องพึ่งพาใคร ส่วนในห้องเรียนเราก็จะใช้วิธีการชมเชย อย่างเด็กคนไหนไม่กล้าแสดงออก แล้ววันไหนที่เขากล้าขึ้นมาเราก็จะชมและให้สติ๊กเกอร์เป็นรางวัล ส่วนเด็กที่ทำผิดเราก็จะใช้วิธีการพูดในเชิงบวกมากกว่าการทำโทษ เราจะไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่าถูกลงโทษหรือโดนกดดัน”

 

Information

โรงเรียนอนุบาลนานาชาติ เอบีซี แพทเวยส์

เลขที่ 92/32 ซอยทวีสุข (สุขุมวิท 31) ถนนสุขุมวิท คลองตันเหนือ วัฒนา กรุงเทพฯ

โทร.0 2260 6888 เวบไซต์ www.abcpathways.co.th

 

บทความและภาพโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง