ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ ซอยพระนาง

สำหรับใครที่เคยคิดว่าห้องสมุดที่หน่วยงานรัฐบาลจัดทำขึ้น จะต้องมีแต่หนังสือเก่าๆขาดๆ บรรยากาศวังเวงแล้วล่ะก็ มาที่นี่แล้วจะเปลี่ยนความคิดไปเลย เพราะนอกจากสถานที่จะดูโปร่งโล่ง สะอาด กว้างขวาง และเงียบสงบทั้งที่อยู่ชิดติดถนนภายในห้องสมุดแต่ละชั้น แต่ละโซน ก็มีให้เลือกอ่านมากมาย หลากหลาย ละลานตา มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย แบ่งออกเป็น 2 อาคาร เชื่อมต่อกัน โดยอาคารที่ 1 มีหนังสืออ้างอิง หนังสือวิชาการต่างๆ วรรณกรรม และนวนิยาย หาอ่านได้ที่ห้องอ่านหนังสือ อาจินต์ ปัญจพรรค์

ซอยพระนาง02

 

ส่วนอาคารที่ 2 มีห้องสำหรับเด็ก มีนิทานทั้งไทย และต่างประเทศเยอะมาก รวมถึงเพลย์แลนด์เล็กๆ ให้เด็กๆได้เล่นพร้อมสนุกไปกับนิทาน ส่วนชั้นบนเหนือขึ้นมาเป็นห้องทำการบ้าน ส่วนถัดขึ้นไปเป็นห้องมินิเธียเตอร์ สามารถฟังเพลง หรือ ดูดีวีดี ในห้องนี้ได้ แต่ถ้าใครอ่านเยอะๆแล้วเกิดท้องร้องขึ้นมาด้านล่างมีคาเฟ่เล็กๆ ไว้คอยบริการด้วย ในชื่อ Café de le paix ทั้งกาแฟ ขนมปัง ข้าวผัด และเครื่องดื่ม

 

ค่าสมาชิก อายุไม่เกิน 15 ปี คนละ 5 บาท ต่อปี อายุ 15 ปีขึ้นไป คนละ 10 บาท ต่อปี ค่าประกันหนังสือ อายุไม่เกิน 15 ปี คนละ 20 บาท อายุ 15 ปีขึ้นไป คนละ 40 บาท
การยืม-คืนหนังสือ สมาชิกยืมหนังสือได้ครั้งละ 2 เล่ม ภายใน 7 วัน คืนหนังสือเกินกำหนดเวลา ค่าปรับวันละ 1 บาท ต่อเล่ม

ซอยพระนาง03

 

ที่ตั้ง : ปากซอยราชวิถี 4 ถ.ราชวิถี ราชเทวี โทร.0 2246 3517 เปิดบริการ อังคาร – เสาร์ 8.30-20.00 น. อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 9.00-17.00 น. ปิดบริการ วันจันทร์

Tags

ห้องสมุดเนียลสัน เฮส์

ใครจะไปคิดว่าในย่านเศรษฐกิจที่วุ่นวายอย่าง สุรวงศ์ จะมีห้องสมุดที่สวยและคลาสสิคขนาดนี้ซ่อนตัวอยู่ ทั้งยังเก่าแก่และมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ เพราะสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงนางเจนนี่ เนียลสัน เฮส์ ชาวเดนมาร์กที่อุทิศตนทุ่มเททำงานหนักเพื่อสมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพฯ จนกระทั่งเสียชีวิต นายแพทย์โธมัส เฮวาร์ด เฮส์ ผู้เป็นสามี จึงได้ซื้อที่ดินตรงถนนสุรวงศ์เพื่อจัดสร้างห้องสมุดแห่งนี้ขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2465 และตั้งชื่อว่า เนียลสัน เฮส์ ตามชื่อของภรรยาอันเป็นที่รัก

 

สำหรับห้องสมุดเนียลสัน เฮส์ ถือได้ว่าเป็นห้องสมุดสวยที่สุดในกรุงเทพฯ มีหนังสือน่าอ่านจากทั่วทุกมุมโลกอัดแน่นอยู่เต็มพื้นที่ พร้อมกันนี้ยังมีมุมอ่านหนังสือสำหรับเด็กๆโดยเฉพาะด้วย อีกทั้งมีการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กทุกๆวันเสาร์ หากสุดสัปดาห์นี้ไม่อยากพาลูกๆไปเที่ยวห้างอย่างเคย แนะนำให้พาเด็กมาเปิดโลกจินตนาการ พร้อมเสริมสร้างความรู้ และฝึกฝนภาษาอังกฤษกันได้ที่นี่ค่ะ

 

neilsonhays01

 

สำหรับค่าบริการ หากไม่ใช่สมาชิก เสียค่าบริการครั้งละ 100 บาท (ทั้งเด็กและผู้ใหญ่) สามารถนั่งอ่านได้ทั้งวันแต่ไม่สามารถยืมหนังสือได้ ส่วนใครอยากสมัครสมาชิก ก็มีหลายแพ็คเกจ ถ้าเป็นแพ็คเกจครอบครัว ค่าสมาชิกรายครึ่งปี 2,400 บาท สมาชิกราย 1 ปี 3,300 บาท และสมาชิกราย 2 ปี 5,000 บาท

 

 

ที่ตั้ง : ถ. สุรวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ (อยู่ติดกับสมาคมสโมสรอังกฤษกรุงเทพฯ) โทร. 0 2 233 1731
www.neilsonhayslibrary.com (ใส่โลโก้เฟสบุ๊ค) Nelson-Hays-Library

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

ซุปเขียวแสนฉลาด (6 เดือน+)

“ซุปเนื้อเนียนข้น รสกลมกล่อม ผสมเนื้อปลาดอรี่เนื้อนุ่มๆ”

สำหรับเบบี๋วัย 6 เดือนขึ้นไป

 

เตรียม 10 นาที ปรุง 15 นาที

ส่วนผสม สำหรับ 4-6 ที่

1. เนยสดชนิดจืด  1  ช้อนโต๊ะ

2. กระเทียมสับ  1  ช้อนโต๊ะ

3. หอมหัวใหญ่สับละเอียด  ½  หัว

4. หน่อไม้ฝรั่งสับ  2  ถ้วย

5. ต้นกระเทียม (Leek)  ½  ถ้วย

6. น้ำซุป  2  ถ้วย

7. วิปปิ้งครีม  ½  ถ้วย

8. เชดด้าชีสขูด  ½  ถ้วย

9. เนื้อปลาดอรี่ชิ้นพอคำ  4-6  ชิ้น

10. เกลือและพริกไทยสำหรับปรุงรส

11. น้ำมันสำหรับทอดปลาเล็กน้อย

 

วิธีทำ

  1. หมักปลากับเกลือและพริกไทย พักไว้
  2. นำหม้อขึ้นตั้งไฟกลาง ใส่เนย เมื่อละลายใส่กระเทียมและหอมใหญ่ลงผัดจนหัวสุกใส ตามด้วยหน่อไม้ฝรั่งและต้นกระเทียม ผัดจนสุก จึงเติมน้ำซุป หรี่ไฟปิดฝาเคี่ยวต่อให้พอนุ่มอีกสัก 10 นาที
  3. นำซุปไปปั่นให้ละเอียด เติมวิปปิ้งครีมและเชดด้าชีส คนให้เข้ากันดี ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย ตักใส่ชามเสิร์ฟ
  4. นำกระทะน็อนสติ๊กขึ้นตั้งไฟให้ร้อน ใส่น้ำมันเล็กน้อย นำชิ้นปลาลงทอดให้สุกเหลืองทั้ง 2 ด้าน ตักใส่ในซุปทั้งชิ้นหรือยีให้แหลกเล็กน้อยเพื่อให้ลูกกินง่ายขึ้น

 

♥ Cooking Tip ♥

ปลาดอรี่เป็นปลาเนื้อนุ่มที่แตกเละได้ง่าย เทคนิคในการทอดให้ไม่เละคือ ตั้งไฟให้ร้อนจัด ใส่ปลาลงทอด รอจนด้านล่างสุกดี ค่อยเร่งไฟ รอให้ร้อนจัดจึงกลับอีกด้าน ทอดให้สุกเหลือง

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

พิซซ่าพัฟฟ์ (2 ขวบ+)

“พิซซ่าพัฟฟ์เนื้อฟู กรอบนอกนุ่มใน มีส่วนผสมหลากชนิด ล้วนแต่ดีมีประโยชน์”

 สำหรับเด็กวัย 2 ขวบขึ้นไป

 

ส่วนผสม สำหรับ 2 – 3 ที่

เตรียม 10 นาที ปรุง 10 นาที

1. แป้งพัฟฟ์สำเร็จรูป  200  กรัม

2. ซอสมะเขือเทศ  ¼  ถ้วย

3. พริกหวานหั่นเต๋าเล็ก  ¼  ถ้วย

4. เห็ดหอมสดหั่นเต๋า  ¼  ถ้วย

5. หอมใหญ่หั่นเต๋า  ¼  ถ้วย

6. แฮมหั่นเต๋า  ¼  ถ้วย

7. สับปะรดหั่นเต๋า  ¼  ถ้วย

8. มะเขือเทศเชอร์รี่หั่นเต๋า  ¼  ถ้วย

9. มอซซาเรลล่าชีส  ½  ถ้วย

10. มายองเนสสำหรับราดหน้า

 

วิธีทำ

  1. ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันผัดหอมใหญ่ให้สุก ตามด้วยพริกหวานและเห็ดผัดให้สุกดี ตักขึ้นพักไว้
  2. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ และตัดกระดาษไขรองถาดอบไว้
  3. โรยแป้งบนโต๊ะ และบนแป้งพัฟฟ์ ใช้ไม้คลึงแป้งรีดแป้งพัฟฟ์เป็นแผ่นบางประมาณ 2 มิลลิเมตร ตัดเป็นแผ่นวงกลมกว้าง 3 นิ้ว วางลงบนถาดอบ
  4. ตักซอสมะเขือเทศทาให้ทั่วแผ่น ตักส่วนผสมข้อ 1 แฮม สับปะรดและมะเขือเทศเชอร์รี่ โรยให้ทั่วแผ่น โรยชีสทับ สุดท้ายราดมายองเนสเล็กน้อย นำเข้าเตาอบประมาณ 10 นาที หรือจนแป้งขึ้นฟูและเหลืองเกรียมดี นำออกจากเตาเสิร์ฟร้อนๆ

 

♥ Cooking Tip ♥

แป้งพัฟฟ์ (Puff Pastry) คือแป้งเพสตรี้ชนิดหนึ่งนิยมนำมาทำพายต่างๆ สามารถหาซื้อแบบสำเร็จรูปแช่แข็งได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ เช่น วิลล่ามาร์เก็ต ฟู้ดแลนด์ เป็นต้น

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

บ่าเน๋น่าแพนเค้ก (2 ขวบ+)

“แพนเค้กหวานหอมกลิ่นกล้วยเนื้อแป้งนุ่มอร่อย ราดช็อกโกแลตร้อนๆ โรยอัลมอนด์ อร่อยอย่าบอกใคร”

สำหรับเด็กวัย 2 ขวบขึ้นไป

 

เตรียม 10 นาที ปรุง 10 นาที

ส่วนผสม สำหรับ 2 – 3 ที่

  1. แป้งเค้ก  1  ถ้วย
  2. น้ำตาลทราย  4  ช้อนโต๊ะ
  3. ผงฟู  1  ช้อนชา
  4. เกลือป่นเล็กน้อย
  5. กล้วยหอมบดละเอียด  1  ลูก
  6. ไข่ไก่  1  ฟอง
  7. นมสด  ½  ถ้วย
  8. น้ำมันพืช  2  ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำผึ้ง  1  ช้อนโต๊ะ
  10. ซอสช็อกโกแลตและถั่วอัลมอนด์สับ

 

วิธีทำ

  1. ผสมแป้งเค้ก น้ำตาลทราย ผงฟูและเกลือให้เข้ากันไว้
  2. ผสมกล้วยหอม ไข่ไก่ นมสด น้ำมันพืชและน้ำผึ้งให้เข้ากันไว้ แล้วเทลงในส่วนผสมแป้ง คนเบาๆให้เข้ากันดี
  3. ตั้งกระทะ Non-Stick ให้ร้อนด้วยไฟกลาง ตักส่วนผสมประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ หยอดลงทอดให้สุก โดยสังเกตว่าจะมีฟองปุดทั่วแผ่น จึงกลับทอดอีกด้าน
  4. ตักใส่จาน ราดซอสช็อกโกแลต โรยถั่วอัลมอนด์สับ

 

♥ Cooking Tip ♥

เนื้อแป้งสูตรนี้นอกจากทำเป็นแพนเค้กแล้วยังสามารถทำเป็นคัพเค้กได้ด้วย หรือหากชอบเป็นรสช็อกโกแลตก็สามารถเพิ่มผงโกโก้ 2 ช้อนโต๊ะลงในส่วนผสมแป้งได้เลย

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ซูชิโรลไส้ปลาสุก (1 ขวบ+)

“เมนูน่าสนุกที่เด็กๆ หยิบเข้าปากเองได้ ซูชิชิ้นเล็กพอกำลังดี แถมตกแต่งน่ากิน รับรองหมดจาน”

สำหรับเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป

 

ส่วนผสม สำหรับ 3 – 4 ที่

เตรียม 10 นาที ปรุง 20 นาที

1. ข้าวญี่ปุ่น  1  ถ้วย

2. น้ำเปล่า  2  ถ้วย

3. น้ำส้มสายชูหมักจากข้าว  1  ช้อนโต๊ะ

4. น้ำตาลทราย   1  ช้อนโต๊ะ

5. เกลือป่น  ½  ช้อนชา

6. น้ำเปล่า  1  ช้อนโต๊ะ

7. เนื้อปลาแซลมอนหั่นเต๋าเล็ก  1  ถ้วย

8. โชยุ   1  ช้อนโต๊ะ

9. น้ำมันพืช  1  ช้อนโต๊ะ

10. แครอทลวกหั่นเต๋าเล็ก  ¼  ถ้วย

11. แตงกวาญี่ปุ่นหั่นเต๋าเล็ก  ¼  ถ้วย

12. มายองเนส  ¼  ถ้วย

13. สาหร่ายสำหรับทำซูชิ  4  แผ่น

14. ซอสทงคัตซึและงาขาว

 

วิธีทำ

  1. หุงข้าวญี่ปุ่นกับน้ำให้สุก ผสมน้ำส้มสายชู น้ำตาล เกลือและน้ำเปล่า เทลงคนผสมกับข้าวขณะยังร้อนๆอยู่ พักไว้ให้เย็นสนิท
  2. หมักปลาแซลมอนกับโชยุและน้ำมันพืช ประมาณ 15 นาที นำไปผัดให้สุกเหลือง ตักขึ้นพักไว้ให้เย็นสนิท แล้วผสมกับ แครอทลวก แตงกวาญี่ปุ่นและมายองเนส
  3. ห่อเสื่อสำหรับม้วนซูชิด้วยพลาสติกแร็ปให้ทั่ว วางแผ่นสาหร่ายหงายด้านที่ขรุขระขึ้น ตักข้าวเกลี่ยบางๆให้ทั่ว ตักส่วนผสมปลาแซลมอนวางบนข้าวที่ขอบด้านยาวฝั่งใกล้ตัว ม้วนซูชิออกจากตัวให้แน่น(ควรดูคลิปการม้วนซูชิประกอบจะเข้าใจมากขึ้น)
  4. ตัดแบ่งด้วยมีดคมๆเป็นชิ้นพอคำ จัดใส่จาน ราดซอสทงคัตซึ โรยงาขาว

 

♥ Cooking Tip ♥

น้ำส้มสายชูหมักจากข้าวจะมีกลิ่นค่อนข้างอ่อน ไม่ฉุน เมื่อผสมลงในข้าวจะช่วยยืดอายุให้บูดช้าลง และยังช่วยเพิ่มรสชาติให้ข้าวด้วย

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

รถเข็นเด็ก COMBI

ชื่อสินค้า: รถเข็นเด็ก COMBI
ราคาขาย: 7,000 บาท
สภาพ: 95%
อายุการใช้งาน: ใช้งานไม่ถึง 10 ครั้ง
รายละเอียด: ยี่ห้อ COMBI พับเก็บได้ น้ำหนักเบา พกพาสะดวก สามารถนั่งได้ตั้งแต่เด็กอายุ 2 ขวบขึ้นไป
เบอร์ติดต่อที่ง่าย: 081-803-6102

Tags

Carseat MotherCare

ชื่อสินค้า: Carseat MotherCare
ราคาขาย: 4,000 บาท
สภาพ: 95%
อายุการใช้งาน: ใช้งานไม่ถึง 10 ครั้ง
รายละเอียด: ยี่ห้อ MotherCare ใช้เป็น Booster ได้ น้ำหนักเบาติดตั้งง่าย เหมาะสำหรับเด็กตั้งแต่ 4 ขวบขึ้นไป
เบอร์ติดต่อที่ง่าย: 081-803-6102

Tags

โต๊ะกิจกรรม Around we go

ชื่อสินค้า: โต๊ะกิจกรรม Around we go
ราคาขาย: 3,500 บาท (เปลี่ยนผ้ารองนั่งให้ค่ะ)
สภาพ: 75%
อายุการใช้งาน: ใช้งานไม่ถึง 10 ครั้ง
รายละเอียด: ยี่ห้อ Bright Starts ไว้สำหรับให้เด็กเล่น
เบอร์ติดต่อที่ง่าย: 081-803-6102

Tags

เคล็ด(ไม่)ลับ จับคุณแม่หน้าโทรม ให้สวยใสปิ๊ง!

พอหลังคลอดปุ๊บ เจออาการอดนอน ความเครียด และฮอร์โมนที่ขึ้นแรงลงแรงยิ่งกว่าราคาน้ำมันเข้าไป ทำเอาแม่เพลี้ยงพล้ำ ผมเริ่มร่วง ผิวก็แห้ง มีผื่นคัน ส่วนใบหน้าไม่ต้องพูดถึง แสนจะหมองคล้ำ สิวและกระฝ้าแย่งกันขึ้นเต็มไปหมด เห็นความโทรมของตัวเองแล้ว อย่าเพิ่งถอดใจไปนะ มาดูวิธีแก้ปัญหานี้ไปพร้อมๆกันค่ะ

1.อย่าอดมื้อกินมื้อ พยายามกินอาหารให้ครบทุกมื้อ และครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอีและซี เพื่อลดความหมองคล้ำ

2. หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัด  เพราะมีส่วนกระตุ้นให้สีผิวคล้ำขึ้นได้ โดยเฉพาะในผิวที่ไวต่อการเป็นฝ้า

3. พักผ่อนให้เพียงพอ ฟังดูยากมาก แต่ก็ต้องทำเพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมเซลส์ส่วนที่สึกหรอ และสร้างเซลส์ใหม่ๆ

4. ออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินช้า ๆ หรือเล่นโยคะท่าง่ายๆ สำหรับคุณแม่ที่คลอดธรรมชาติ ควรพักประมาณ 2-3 อาทิตย์ก่อนแล้วจึงเริ่มออกกำลังกาย ส่วนคุณแม่ที่ผ่าคลอดควรพักประมาณ 1 เดือน ค่ะ

5. ประคบสมุนไพร อบไอน้ำ ขัดผิวบ้าง เพราะการประคบร้อนช่วยให้เลือด ไหลเวียนได้ดีขึ้นผิวพรรณจึงเปล่งปลั่งขึ้น แต่มีข้อแม้ว่า คุณแม่ที่ผ่าคลอด ควรเริ่มทำหลังจากคลอดประมาณ 1 เดือน

6. ดูแลรอบดวงตาให้มากเป็นพิเศษ เพราะนอกจากการอดนอนแล้ว ความเครียด น้ำหนักที่ลดลง และการเปลี่ยนแปลงกระทันหันของฮอร์โมน มีส่วนทำให้ดวงตาเราหมองคล้ำได้ง่าย

Tags

บอลเม่นเล่นกล (1 ขวบ+)

“เมนูน่าสนุก ให้เด็กๆ ได้หยิบเข้าปากเองได้ ข้าวนุ่มๆ จิ้มกับน้ำจิ้มหวาน ช่วยให้กินง่าย”

สำหรับเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป

ส่วนผสม สำหรับ 3 – 4 ที่

เตรียม 10 นาที ปรุง 20 นาที

1. หมูติดมันบด  1  ถ้วย

2. วุ้นเส้น  1  ถ้วย

3. ผักโขมลวกสับละเอียด  ¼  ถ้วย

4. แป้งข้าวโพด  1  ช้อนโต๊ะ

5. ซีอี๊วขาว  1  ช้อนโต๊ะ

6. กระเทียมและรากผักชีตำ  2  ช้อนชา

7. พริกไทยป่นเล็กน้อย

8. ข้าวสาร  ½  ถ้วย

9. น้ำจิ้มบ๊วยเจี่ยสำหรับเสิร์ฟ

 

วิธีทำ

  1. แช่วุ้นเส้นในน้ำให้นิ่ม ตัดให้สั้นผสมกับหมูบด ผักโขม แป้งข้าวโพด ซีอ๊วขาว กระเทียมและรากผักชี พริกไทย คนให้เข้ากันดี หมักไว้ 30 นาที และแช่ข้าวสารในน้ำให้นิ่ม
  2. ปั้นหมูที่หมักไว้เป็นรูปเม่นหรือเป็นก้อนกลมเท่าลูกชิ้น สรงข้าวสารขึ้นให้สะเด็ดน้ำ นำหมูที่ปั้นไว้ลงคลุกให้ข้าวติดทั่ว นำไปนึ่งให้สุกประมาณ 20 นาที
  3. จัดใส่จาน ตกแต่งด้วยงาดำ เสิร์ฟกับน้ำจิ้มบ๊วยเจี่ย

 

♥ Cooking Tip ♥

หมูหมักสูตรนี้ดัดแปลงทำได้หลายเมนู สามารถนำไปทำเป็นต้มจืด ปั้นเป็นก้อนคลุกแป้งสาลีหรือเกล็ดขนมปังทอดก็ได้ เมื่อหมักไว้แล้วเก็บในตู้เย็นได้ประมาณ 3 วัน

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

โจ๊กข้าวกล้องสีทอง (10 เดือน+)

“โจ๊กเนื้อข้น ผสมรสหวานของฟักทองและเนื้อปลาสดนุ่มๆ กินง่าย อิ่มสบายท้อง”

สำหรับเบบี๋วัย 10 เดือนขึ้นไป

ส่วนผสม สำหรับ 3 – 4 ที่

เตรียม 10 นาที ปรุง 20 นาที

1. ข้าวสวยสุก  1  ถ้วย

2. ฟักทองหั่นชิ้นเล็ก  1  ถ้วย

3. เกลือป่น  1/8  ช้อนชา

4. ปลาทับทิมหั่นชิ้นเล็ก  1  ถ้วย

5. ซีอี๊วขาว  1  ช้อนชา

6. น้ำมันงา  ½  ช้อนชา

 

วิธีทำ

  1. หมักปลาทับทิมกับซีอี๊วและน้ำมันงา
  2. ต้มข้าวสวยกับฟักทองให้ข้าวบานประมาณ 15 นาที ยีให้แหลกตักใส่ชาม
  3. ตั้งกระทะ Non-Stick ให้ร้อน ใส่น้ำมันเล็กน้อย รอให้ร้อน ใส่เนื้อปลาลงทอดให้สุกเหลือง ตักขึ้นยีเป็นชิ้นเล็กๆ โรยบนโจ๊ก

 

♥ Cooking Tip ♥

เนื้อปลาถือเป็นแหล่งโปรตีนชั้นยอดสำหรับเด็กเล็ก เพราะเนื้อหวานและนุ่ม เด็กมักชอบกิน และย่อยง่าย

 

บทความและภาพโดย: กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

สามสหายเพิ่มพลัง (8 เดือน+)

“เครื่องดื่มรสหวานอร่อย กลิ่นหอมถูกใจคุณหนู ทำจากผลไม้ดีมีประโยชน์ถึงสามชนิด”

สำหรับเบบี๋วัย 8 เดือนขึ้นไป

 

ส่วนผสม สำหรับ 2 – 3 ที่

เตรียม 5 นาที ปรุง 5 นาที

1. สตรอว์เบอร์รี่สด  4  ลูก

2. กล้วยน้ำว้า  1  ลูก

3. อะโวคาโด  ½  ลูก

4. นมที่ลูกดื่มได้  ¼  ถ้วย

5. เกลือป่นเล็กน้อย

 

วิธีทำ

หั่นส่วนผสมเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วครูดหรือปั่นทั้งหมดรวมกัน

 

♥ Cooking Tip ♥

อะโวคาโดเป็นส่วนผสมที่มีไขมันชนิดดี (HDL) สูง ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี สมองจึงได้รับออกซิเจนเต็มที่ พัฒนาได้เต็มขั้น อีกทั้งอะโวคาโดยังช่วยเพิ่มน้ำหนักให้ลูกได้ดีอีกด้วย

Tags

ตัดเล็บ เบบี๋ แฮปปี้ปลอดภัย

อุปกรณ์
1. กรรไกรตัดเล็บสำหรับเด็กทารกโดยเฉพาะ หรือแบบที่มีแว่นขยาย
ตัดเล็บเบบี๋แฮปปี้ปลอดภัย-BabyEasyStep

2. สำลีและแอลกอฮอล์ สำหรับเช็ดทำความสะอาด
ตัดเล็บเบบี๋แฮปปี้ปลอดภัย-BabyEasyStep

 

วิธีการตัดเล็บลูกน้อย

  1. ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ จับนิ้วมือของลูกน้อยไว้
  2. แนบกรรไกรกับปลายนิ้วลูก ตัดเฉพาะปลายเล็บที่ยื่นยาวเกินปลายนิ้วเท่านั้น
  3. ตัดเล็บในแนวตรงก่อน แล้วค่อยเล็มมุมแหลมคมของเล็บออก

 

♥ Tip ♥

ในขณะตัดเล็บให้คอยเก็บเศษเล็บที่ตัดออก เพื่อป้องกันลูกน้อยโดนเศษแหลมคมของเล็บบาดจนเป็นแผลอักเสบได้

ตัดเล็บเบบี๋แฮปปี้ปลอดภัย-BabyEasyStep ตัดเล็บเบบี๋แฮปปี้ปลอดภัย-BabyEasyStep

ช่วยลูกฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วย HOLLYWOOD HDTV

        การฝึกพูดภาษาอังกฤษนั้นมีมากมายหลายวิธี ทั้งอ่าน เขียน ฟัง ดู แต่ที่หลายคนยกนิ้วให้ว่าเป็นวิธีที่ช่วยให้เราสามารถพูดภาษาได้เร็วและเข้าใจมากที่สุดก็คือฝึกจากการดูภาพยนตร์นั่นเอง และใช่ว่าวิธีนี้จะใช้ได้ผลเฉพาะกับผู้ใหญ่เท่านั้น  เด็กๆ ก็สามารถนำวิธีนี้ไปใช้ได้ด้วย แต่อาจมีการปรับเทคนิคกันเล็กน้อย หากอยากให้ลูกพูดภาษาอังกฤษแบบคล่องปรื๋อ ด้วยตัวช่วยสำคัญอย่าง HOLLYWOOD HDTV ค่ะ

1

ลืมภาพเก่าๆ ของการดูภาพยนตร์สักหนึ่งเรื่องแล้วต้องต่อสายนู่น นี่ นั่นให้วุ่นวาย แล้วยังทำได้เพียงแค่เฉพาะในบ้านเท่านั้นไปเลยค่ะ เพราะเพียงแค่มีอินเทอร์เนต ก็สามารถดูภาพยนตร์จาก HOLLYWOOD HDTV ทั้งทางเว็บไซต์ หรือ แอพพลิเคชั่นได้  ผ่านอุปกรณ์ Smart Phone, Tablet, Computer  หรือแม้กระทั่งต่อขึ้นจอทีวีก็ได้ ทำให้การฝึกภาษาของลูกน้อยไม่ได้จำกัดเฉพาะที่หน้าจอทีวีในบ้านเท่านั้น  แต่ไม่ว่าจะไปที่ไหน ลูกก็ยังเรียนรู้และฝึกฝนภาษาอังกฤษ จากหนังเรื่องโปรดของเขาได้สบายๆ

2

ในการฝึกภาษาอังกฤษจากการดูหนัง  ให้เลือกเรื่องที่เขาอยากดูมาเป็นแรงจูงใจค่ะ เพราะเขาจะสามารถดูหนังเรื่องโปรดนี้ได้บ่อยๆ อย่างไม่มีเบื่อ และเป็นการช่วยซึมซับบทสนทนาในเรื่องได้เป็นอย่างดี HOLLYWOOD HDTVมีหนังการ์ตูนถูกลิขสิทธิ์จาก 6 สตูดิโอดังระดับโลก ทั้ง NBC Universal, Warner Bros., 20th Century Fox, Sony, Paramount และ Disney ภายใต้คุณภาพความคมชัดระดับ HD   ในช่วงแรกที่ให้ลูกดูหนังคุณพ่อคุณแม่อาจเปิด Subtitle ภาษาไทยด้านล่างเพื่อความเข้าใจและดูไปพร้อมกันกับลูก เพื่ออธิบายในตอนที่เขาไม่เข้าใจ และหากลูกดูหนังเรื่องนี้ซ้ำๆ หลายรอบแล้วปิด Subtitle นี้ได้ค่ะ หลังจากนั้นลองชวนลูกพูดคุยถึงเรื่องราว บทสนทนาบางตอนในเรื่องทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ  เพื่อเป็นการฝึกความจำของลูก หากบางช่วงที่ลูกดูแล้วไม่เข้าใจ สามารถ repeat ฟังคำ หรือบทสนทนานี้ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ  ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

เห็นถึงความสะดวกสบายในการฝึกภาษาอังกฤษของลูกจาก HOLLYWOOD HDTV แล้วใช่ไหมคะ  การฝึกภาษาอังกฤษให้ลูกวิธีนี้เขาจะได้ในเรื่องของการฟัง และการพูดค่ะ . . . เป็นคุณพ่อคุณแม่สมัยนี้ต้องมีตัวช่วย โดยเลือกในสิ่งที่เขาชอบอย่างการ์ตูนเรื่องโปรด หรือฮีโร่ในดวงใจมาดึงดูดความสนใจ  ปรับวิธีการใช้อีกนิดหน่อยด้วยการให้สิ่งเหล่านี้มาเป็นผู้สอนในการฝึกภาษาอังกฤษ และเขายังได้เพลิดเพลินกับเนื้อเรื่องที่สนุกสนาน ตื่นเต้นเร้าใจ  ทำให้การฝึกภาษาอังกฤษให้ลูกไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดอีกต่อไป

[แม่อุ้ม-น้องเมตตา 05] Breast is Best นมแม่ดีที่หนึ่งเลย!

คราวที่แล้วผู้เขียนได้เล่าถึงองค์กรอิสระและเว็บไซต์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับนมแม่ไปแล้ว คราวนี้เลยจะขอเล่าถึงข้อดีและประสบการณ์ปีกว่าๆ ของการให้นมแม่ล้วนๆ (exclusive breastfeeding หมายถึงให้แต่นมแม่ ไม่ให้น้ำหรืออาหารเสริมอื่นใดในช่วง 6 เดือนแรก) ที่ผู้เขียนประสบมาด้วยตนเองให้ฟังก็แล้วกันนะคะ

 

แต่แรกเริ่ม ผู้เขียนตั้งใจว่าจะให้นมลูกจากอก แล้วก็ปั๊มเพิ่มบางส่วน เพื่อให้คุณสามีได้ป้อนนมลูกจากขวดบ้างแต่พอเอาเข้าจริง หนูเมตตาแกไม่ยอมกินจากขวด ลองซื้อมาแทบทุกแบบที่มีในท้องตลาดก็ไม่สำเร็จซักแบบ pacifier ก็ไม่ยอมใช้ เสียสตางค์ไปอย่างเยอะ ซื้อมาให้ลองเกือบสิบอัน คุณลูกเธอจับโยนลงพื้นโม้ด จะดูดแต่นมจากอกแม่ท่าเดียว ทีนี้พอผู้เขียนใช้เครื่องปั๊มนมเพิ่ม ร่างกายก็เลยงง เพราะเหมือนจะได้รับการส่งสัญญาณว่ามีเบบี๋สองคนนะจ๊ะ เห็นท่าจะต้องผลิตนมเพิ่มเป็นพิเศษซะแล้ว น้ำนมก็เลยพุ่งเป็นน้ำก๊อก เมตตาดูดไม่ทัน สำลักแค็กๆ อารมณ์เสียอีก เป็นอันว่าต้องหยุดปั๊ม เหลือกันตัวต่อตัวแม่ลูก ทีแรกผู้เขียนก็แอบกลุ้มว่าตายละวา … ถ้าฉันเป็นอะไรขึ้นมา เราก็จะปราศจากอุปกรณ์ช่วย นมสำรองในตู้เย็นก็ไม่มี เมตตาต้องอดตายเป็นอันแน่ แต่เมื่อผ่านช่วงสามเดือนแรกและเริ่มตั้งสติได้ ก็เข้าใจว่าเรานี่ช่างติงต๊อง พยายามทำอะไรที่ฝืนธรรมชาติ ลูกเขาอุตส่าห์ยืนยันว่า “ของจริงนี่ละแม่ แน่ที่สุดแล้ว” ก็ไม่ฟัง ถึงได้ทุลักทุเลหงุดหงิดกันทุกฝ่าย พอทำความเข้าใจและปล่อยวาง ถึงได้รู้ว่าการให้นมแม่ล้วนๆ นี่ดีมีประโยชน์มากมายหลายประการดังนี้นะคะ

 

หนึ่ง ประหยัด เพราะนมแม่ไม่ต้องซื้อหา ค่าใช้จ่ายจริงๆ คือค่าอาหารดีๆ มีประโยชน์สำหรับคุณแม่ (และอย่าลืมกินวิตามินเสริมตลอดระยะเวลาที่ให้นมด้วยนะคะ เพราะสารอาหารที่มีประโยชน์จะถูกดึงออกไปกับนมแม่ก่อนเพื่อป้อนลูกน้อย เพราะฉะนั้นเพื่อให้ร่างกายของลูกและตัวคุณแม่เองได้สารอาหารครบถ้วน คุณแม่จึงควรจะกินวิตามินเสริมด้วย) ผู้เขียนเห็นราคานมผงสำหรับทารกแล้วยังตกใจว่าแพงจัง ไหนจะค่าขวดค่าเครื่องอุ่นเครื่องฆ่าเชื้ออีก เก็บสตางค์ไว้เป็นค่าเล่าเรียนลูกในอนาคตน่าจะดีกว่าไหมคะ

 

สอง คุณแม่ไม่ต้องไปเข้าคอร์สลดน้ำหนักหลังคลอด อันนี้ขอยืนยันและนั่งให้นมยันว่าจริงยิ่งกว่าจริง ตอนท้องผู้เขียนน้ำหนักขึ้นประมาณ 15 กิโลกรัม ให้นมลูกอยู่เดือนแรกเท่านั้น กลับมาผอมกว่าตอนก่อนท้องเสียอีก น่าอัศจรรย์มาก ผู้เขียนอ่านเจอในหนังสือ Ina May’s Guide to Breastfeeding ว่า การที่ผู้หญิงสะสมไขมันที่ต้นแขน ก้น และต้นขามากเป็นพิเศษระหว่างท้องนั้น ก็เพื่อให้สามารถนั่งให้นมได้นานๆ และไขมันทั้งหมดที่สะสมไว้ ก็เพื่อใช้เป็นอาหารให้กับลูกในยามให้นมนี่เอง เพราะฉะนั้น คุณผู้หญิงที่คลอดลูกแล้วไม่ยอมให้นม น้ำหนักจะลดยาก ต้องเสียสตางค์เป็นหมื่นเป็นแสนเพื่อเข้าคอร์สลดน้ำหนัก ทั้งที่จริงๆ แล้วให้นมลูกไม่กี่เดือนก็เห็นผลเหมือนกัน และเป็นผลระยะยาวต่อทั้งคุณแม่และคุณลูกด้วย

 

สาม สะดวก ไม่ต้องพก ไม่ต้องล้างขวดนมและอุปกรณ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยให้เปลืองเวลาและเหนื่อยใจ ลำพังแค่ให้นมลูกทั้งวันทั้งคืนก็จะตายอยู่แล้ว ถ้ายังต้องคอยล้างขวด ฆ่าเชื้อกันทั้งวันก็จะพาลให้เครียดกันเสียเปล่าๆ ความสะดวกอีกอย่างก็คือยามเดินทาง (โดยเฉพาะไปต่างประเทศ) มีแค่แม่คนเดียวก็สบายหายห่วง ไม่อย่างนั้นต้องพกกระเป๋าใบใหญ่ใส่นมและอุปกรณ์ต่างๆ ไหนจะต้องหาที่อุ่น หาน้ำร้อน หาที่ล้าง ถ้านมเหลือก็ต้องทิ้งน่าเสียดาย ในขณะที่นมจากอกแม่ไม่มีบูดไม่มีเหลือ พร้อมดื่มเสมอ

 

สี่ ปรับตามความต้องการในแต่ละช่วงวัยของลูกน้อยและมีสารอาหารครบถ้วน เช่น ถ้าลูกดูดนมน้อย น้ำนมก็จะข้น แต่ถ้าดูดเยอะ น้ำนมก็จะเหลว หรือสารอาหารจะเปลี่ยนไปทุกวัน ฯลฯ ยิ่งถ้าลูกเริ่มโตขึ้น เริ่มสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัวจนไม่ค่อยยอมดูดนมนานๆ น้ำนมก็จะกลายเป็น power shot คืออัดแน่นด้วยคุณค่าทางอาหาร แถมสารอาหารที่อยู่ในนมแม่จะทำงานร่วมกัน ทำให้ร่างกายหนูน้อยดูดซึมไปใช้ได้เต็มที่ ในขณะที่สารอาหารแบบ “แยกมาเป็นอย่างๆ” ในนมผงนั้นอาจจะไม่ได้รับการดูดซึมไปใช้ทั้งหมด เว็บไซต์ของ La Leche League บอกว่าร่างกายมนุษย์นั้นโตช้ามากเมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ส่วนที่พัฒนาไวที่สุดคือสมอง เพราะฉะนั้นนมแม่จึงมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูงกว่าไขมัน เพื่อให้มีน้ำตาลไปเลี้ยงสมองได้เต็มที่ ทีนี้ถ้าเราเลี้ยงลูกคนด้วยนมวัวหรือนมชนิดอื่นๆ ลูกก็จะโตแต่ตัว สมองพัฒนาได้ไม่ดีเท่าที่ควร (ความเห็นส่วนตัวนะคะ)

 

ห้า ทำให้ลูกท้องไม่ผูกและไม่เป็นภูมิแพ้ เพราะนมแม่มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ และทำให้ระบบขับถ่ายของหนูน้อยเป็นปกติ เมตตาไม่เคยท้องผูกหรือท้องเสียเลย แถมไม่แพ้อาหารอะไรซักอย่าง เพราะนมแม่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่จะไปเคลือบผนังลำไส้ของลูก ทำให้ไม่เกิดอาการลำไส้อักเสบ ซึ่งจะส่งผลให้โปรตีนที่ย่อยไม่หมดและเชื้อโรค “รั่ว” ออกมานอกลำไส้ เป็นสาเหตุให้ร่างกายเกิดภูมิแพ้และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา

 

หก ไม่ค่อยเป็นผื่นผ้าอ้อม เหตุผลหลักๆ คือเพราะนมแม่ดูดซึมได้มาก ลูกจึงไม่ค่อยมีอึมากนัก แถมนมแม่ยังจะช่วยลดค่า pH ทำให้อึของลูกน้อยมีความเป็นกรดมากขึ้น (ถ้าอึและฉี่มีความเป็นด่างมาก เวลาสัมผัสกับผิวที่บอบบางของทารกเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดการอักเสบระคายเคือง) ตำราโบราณยังบอกว่าให้ใช้นมแม่ทาบริเวณที่เป็นผื่นผ้าอ้อมด้วย สารพัดประโยชน์จริงๆ เลย

 

เจ็ด หนูน้อยจะแข็งแรงมาก เพราะแม่เป็นคนสร้างภูมิคุ้มกันต่อสภาวะแวดล้อมเดียวกันกับที่หนูน้อยอาศัยอยู่แล้วส่งภูมิคุ้มกันนั้นผ่านนมแม่ ตั้งแต่เกิดมา ลูกสาวผู้เขียนแทบไม่เคยป่วยเป็นอะไร มีน้ำมูกไหลนิดหน่อยอยู่ 2 วันเท่านั้นเอง ฉีดวัคซีนก็ไม่เคยเป็นไข้ Dr.William Sears คุณหมอเด็กคนดัง กล่าวไว้ในเว็บไซต์ askdrsears.com ว่า นมแม่หนึ่งหยดนั้น มีเซลล์เม็ดเลือดขาวราวเกือบล้านเซลล์! และเซลล์เหล่านี้เองที่จะทำหน้าที่เป็นทหารกล้า ต่อสู้กับเชื้อโรคร้ายต่างๆ จนกว่าร่างกายหนูน้อยจะสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเป็นของตนเอง

 

แปด ไม่เป็นโรคหูอักเสบและมีพัฒนาการด้านการพูดดี ข้อนี้น่าจะเกี่ยวเนื่องมาจากการที่ลูกน้อยแข็งแรง ไม่ค่อยเป็นหวัดคัดจมูกน้ำมูกไหล ทำให้ไม่มีเชื้อโรคลุกลามเข้าไปถึงหูส่วนกลางซึ่งเต็มไปด้วยน้ำ เด็กที่เป็นหวัดบ่อย มักจะเกิดการติดเชื้อตามมา ทำให้ปวดหูร้องไห้งอแง (ลูกสาวผู้เขียนไม่เคยเป็นโรคหูอักเสบ แต่ก็หาเรื่องร้องไห้งอแงได้อีกอยู่ดี ฮ่าๆ) และถ้ารักษาไม่ถูกต้องก็จะมีผลต่อการได้ยิน ซึ่งจะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อไปถึงพัฒนาการด้านการพูดอีกด้วย

 

เก้า อารมณ์ดีทั้งแม่และลูก เพราะฮอร์โมน oxytocin และ prolactin (หลายคนเรียกว่า love hormone) ที่หลั่งออกมาเวลาให้นมนั้น จะทำให้คุณแม่และคุณลูกผ่อนคลายและอาบเอิบไปด้วยความรัก มิน่า ให้นมทีไรหลับปุ๋ยกันไปทั้งแม่และลูกอยู่เรื่อยเชียว ผู้เขียนเองยังนึกเสมอว่า นี่ถ้าไม่ได้ฮอร์โมนเหล่านี้ช่วยไว้ ป่านนี้คงจะสิ้นสภาพ รับมือกับความเครียดและความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงเด็กเล็กๆ แสนซนอย่างหนูเมตตาไม่ได้แน่ๆ

สิบ รักและผูกพันกันยาวนาน ความผูกพันแน่นแฟ้นที่สร้างขึ้นระหว่างแม่กับลูกผ่านการให้นมนั้น ไม่ได้มีผลดีเพียงระยะสั้นๆ แต่จะสร้างสัมพันธภาพอันงดงามไปจนตลอดชีวิตก็ว่าได้ leader ของ La Leche League คนหนึ่งซึ่งเป็นคุณแม่เหมือนกันเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ถึงแม้เธอจะอายุสามสิบกว่าแล้ว แต่ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกว่าอกแม่นั้นเป็นที่ที่อบอุ่นปลอดภัยที่สุดเสมอ เล่าแล้วเธอก็อดน้ำตารื้นขึ้นมาไม่ได้

 

ผู้เขียนก้มลงมองหน้าเจ้าลูกสาวตัวน้อยแล้วก็รู้สึกอุ่นในใจ … แม่รักหนูนะจ๊ะ และอกแม่จะเป็นที่พักใจให้หนูตลอดไป เมตตามองตอบกลับมาแล้วก็ปีนขึ้นตัก มองหน้าดูดนมแม่จุ๊บๆ อย่างรู้กัน

 

สำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาน้ำนมน้อยในช่วงแรก ไม่ต้องหมดกำลังใจนะคะ เพื่อนของผู้เขียนเล่าให้ฟังว่ามีวิธีหนึ่งที่เขาใช้ และช่วยกระตุ้นน้ำนมได้ดีมาก เรียกว่า nursing vacation คือสองสามวันไม่ทำอะไรเลย นอกจากอยู่บนเตียงกับลูกให้ลูกดูดนมทั้งวันทั้งคืน (และอย่าลืมหาอะไรทำให้เพลิดเพลิน เช่น ดูหนัง อ่านหนังสือ รวมทั้งให้คนทำอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้ทานด้วย) รับรองได้ผลชะงัดยิ่งกว่าเครื่องปั๊มหรือยาวิเศษชนิดไหนๆ แรกๆ อาจจะเจ็บสักหน่อย แต่ผ่านช่วงแรกไปได้ก็จะสบายและเป็นธรรมชาติขึ้นทั้งแม่และลูกค่ะ

 

บทความโดย: สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท อดีตนางเอกและพิธีกร ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทบ้านอุ้ม สำนักพิมพ์โอโอเอ็ม และเลี้ยงหนูน้อยเมตตาอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรก้อน สหรัฐอเมริกา

ภาพ: shutterstock

Tags

[แม่อุ้ม-น้องเมตตา 03] Babies Remember Birth แม่จ๋าหนูจำได้

คุณคิดว่าเด็กที่เกิดมาจะเริ่มจำความได้ตอนอายุเท่าไหร่

 

ผู้เขียนเองลองนึกย้อนไปถึงตัวเองตอนเป็นตอนเด็ก เรื่องราวที่จำได้ก็น่าจะเริ่มต้นที่ประมาณสามสี่ขวบ ลองถามคนรอบๆ ตัวดูก็ได้คำตอบใกล้เคียงกัน

 

แต่เดวิด แชมเบอร์เลนไม่คิดเช่นนั้น… เขาบอกว่าเราจำความได้ตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่ และที่สำคัญจำประสบการณ์ในระหว่างคลอดและหลังคลอดได้ด้วย !

 

เดวิด แชมเบอร์เลน (David Chamberlain) เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ในปี ค.ศ. 1974 เขาเริ่มใช้การสะกดจิตรักษาคนไข้และพบว่าอาการเจ็บป่วยทางจิตใจหลายอย่างมีจุดเริ่มต้นมาจากในท้องแม่และระหว่างคลอด และส่งผลระยะยาวไปจนกระทั่งโต (หรือบางครั้งตลอดชีวิต) ในปี 1980 เขาจึงทำการวิจัยโดยใช้การสะกดจิตแม่และลูก 10 คู่แยกกัน (ลูกๆ มีอายุตั้งแต่ 9-23 ปี) โดยให้แต่ละคนระลึกย้อนไปถึงความทรงจำก่อน ระหว่าง และหลังคลอด ผลที่ได้รับเป็นที่น่าอัศจรรย์มาก เพราะรายละเอียดของเรื่องราวระหว่างแม่ลูกช่างตรงกันแทบไม่ผิดเพี้ยน ทั้งที่แม่เองไม่เคยเล่าเรื่องเหล่านั้นให้ลูกฟังเลย สิ่งที่น่าสนใจคือเด็กส่วนใหญ่ล้วนพูดถึงแสงที่สว่างจ้า การจับแบบไม่ทะนุถนอม เตียงเย็นๆ และการต้องถูกแยกจากแม่ไปอยู่ในเนิร์สเซอรี่ทันทีหลังคลอดว่าเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวและไม่สนุกเอาเสียเลย

 

ในหนังสือ Babies Remember Birth and Other Extraordinary Scientific Discoveries about the Mind and Personality of Your Newborn ของเดวิดนั้น รวบรวมเรื่องราวที่น่าสนใจจากงานวิจัยดังกล่าว และมีการถอดความจากสิ่งที่ผู้เข้ารับการทดลองเล่าไว้ด้วย

 

หลายคนอธิบายถึงแรงบีบรัดจากรอบกาย แสงสว่างรำไรที่ปลายทาง รายละเอียดของห้องคลอด หมอ พยาบาล มิดไวฟ์ และสิ่งที่ได้ยินเมื่อถือกำเนิดออกมาสู่โลก หญิงสาวคนหนึ่งที่รู้สึกเสมอว่าตัวเองไร้ค่าเล่าว่า สิ่งแรกที่เธอได้ยินพ่อพูดในห้องคลอดก็คือ “เด็กไม่สำคัญ…ช่วยแม่ก่อน” เพราะแม่ของเธอตกเลือดมาก และตัวเธอเองก็ชีพจรเต้นช้ามากจนหมอนึกว่าจะไม่รอด ส่วนอีกหลายๆ คนที่รู้สึกแย่กับตัวเองนั้น ก็เป็นผลมาจากปฏิกิริยาที่คนรอบตัว (โดยเฉพาะแม่และพ่อ) ที่ได้รับเมื่อคลอดออกมา ไม่ว่าจะเป็นความผิดหวังที่ไม่ได้เป็นเพศที่พ่อแม่ต้องการ หรือสิ่งที่ได้ยินผู้ใหญ่พูดกันเล่นๆ อย่างเช่น “ตัวเล็ก/เหี่ยวจัง ท่าจะไม่แข็งแรง” “หูมีขนด้วยตลกจริง” “กว่าจะออกมาได้ทำเอาแม่แทบตาย โตขึ้นต้องดื้อแน่ๆ” ฯลฯ

 

ในทางกลับกัน เด็กที่ได้รับความรักความอบอุ่นและการปฏิบัติด้วยอย่างอ่อนโยนตั้งแต่อยู่ในท้องจนกระทั่งคลอดออกมานั้น ต่างก็มีทัศนคติที่ดีต่อตนเองและต่อคนรอบข้าง หญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งจำได้ถึงประสบการณ์แสนสุขในเนิร์สเซอรี่ เพราะแม่ชีที่ดูแลเธอนั้นร้องเพลงและอุ้มเธอให้นมอย่างเบิกบาน

 

หลายๆ คนพูดตรงกันว่าตนเองเข้าใจสิ่งที่ผู้ใหญ่พูดกันทั้งหมด และไม่เข้าใจว่าทำไมถึงถูกปฏิบัติด้วยราวกับตนเองไม่รู้ประสาและไม่มีความรู้สึก ครั้นพอพยายามจะร้องบอกว่าอยากไปอยู่กับแม่ ไม่อยากอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้ามากมาย อยากให้คนอุ้ม ไม่อยากถูกห่อผ้าแน่นๆ หิว กลัว เจ็บ ฯลฯ ก็กลับไม่มีคนสนใจเสียอีก

 

เดวิดบอกว่าความทรงจำเหล่านี้จะยังแจ่มชัดมากจนกระทั่งเด็กอายุประมาณ 2 ขวบ และหากไม่ได้รับการสนใจก็จะถูกเก็บไปไว้ในจิตใต้สำนึก เด็กหลายๆ คนเมื่อเริ่มพูดได้ สิ่งแรกๆ ที่เด็กอยากจะพูดถึงก็คือเรื่องเกี่ยวกับตอนคลอดนี่เอง ถ้าหากพ่อแม่สนใจก็ให้ลองดูตอนที่ลูกกำลังสบายๆ แล้วถามเล่นๆ ดูว่า “หนูจำตอนที่เกิดมาได้ไหมจ๊ะ” อาจจะได้ฟังอะไรที่น่าสนใจก็ได้ (เด็กอาจจะยังมีคลังคำจำกัด จึงจะใช้กิริยาท่าทางประกอบด้วย)

 

ลูกสาวผู้เขียนยังพูดไม่ได้ ผู้เขียนก็เลยยังไม่ได้ลองถามหรือมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่อย่างน้อยก็ดีใจว่าในระหว่างคลอดมีแต่คำพูดให้กำลังใจ และเมื่อลูกคลอดออกมาก็เป็นช่วงเวลาที่เบิกบาน เมื่อวันหนึ่งที่หนูเมตตาแกพูดได้ เราคงจะได้ฟังอะไรสนุกๆ กันบ้างไม่มากก็น้อย

 

ใครที่เคยมีประสบการณ์ “หนูจำได้” จากลูกน้อย จะส่งเรื่องราวมาแบ่งปันกันก็ดีนะคะ ส่วนใครที่กำลังจะเป็นคุณแม่และคุณพ่อ ฟังเรื่องที่เล่ามาแล้ว จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละท่านนะคะ แต่อย่างไรก็ตามประสบการณ์ที่ดีงามในระหว่างคลอดและหลังคลอดนั้นย่อมส่งผลดีต่อหนูน้อยในระยะยาวแน่ๆ

 

พูดแต่สิ่งที่ดีๆ ต่อกัน อุ้ม กอดและใช้เวลาอยู่กับลูกเยอะๆ เถอะค่ะ เขาจะได้โตขึ้นมาเป็นเด็กดีมีแต่ความรักความมั่นคงในจิตใจ

 

บทความโดย: สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท อดีตนางเอกและพิธีกร ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทบ้านอุ้ม สำนักพิมพ์โอโอเอ็ม และเลี้ยงหนูน้อยเมตตาอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรก้อน สหรัฐอเมริกา

ภาพ: shutterstock

Tags

[แม่อุ้ม-น้องเมตตา 14] REI Philosophy รักวัวอย่าผูก รักลูกให้คอยก่อน

วันหนึ่งระหว่างผู้เขียนนั่งเล่นอยู่ที่สนามหลังบ้านกับลูกสาววัยไม่กี่เดือน เด็กชายอีไลจา ลูกชายของแจ๊คกี้ เพื่อนบ้านคนสวยของผู้เขียนก็แวะมาเกาะกำแพงคุยด้วยเพราะหลังบ้านเราติดกัน ผู้เขียนสังเกตมานานแล้วว่าหนูน้อยอีไลจา (อายุ 7 ขวบ) เป็นเด็กฉลาดเฉลียว ช่างสงสัย ช่างสังเกต ร่าเริง พูดจาฉะฉาน มีความเชื่อมั่นในตนเอง แต่ขณะเดียวกันก็สุภาพเรียบร้อยน่ารัก เวลาออกมาเล่นที่หลังบ้านแล้วเห็นผู้เขียน ก็มักจะทักทายพูดคุยด้วยเสมอ

 

บ่ายวันนั้นมีโอกาส ผู้เขียนจึงกล่าวชมหนูอีไลกับแจ๊คกี้ และบอกเธอว่าเลี้ยงลูกเก่งจัง แจ๊คกี้ยิ้มหวาน แล้วเล่าให้ผู้เขียนฟังว่าตอนอีไลเล็กๆ เธอมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งมีประโยชน์และมีหลักการเลี้ยงลูกที่เธอได้นำมาปรับใช้อยู่เสมอ ชื่อหนังสือว่า Your Self-Confident Baby : How to Encourage Your Child’s Natural Abilities เขียนโดยคุณ Magda Gerber ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Resources for Infant Educarers (REI – ราย) องค์กรอิสระที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กตามปรัชญาของคุณแม็กด้า ซึ่งมีหลักการที่สำคัญที่สุดคือการเคารพและเชื่อในศักยภาพการเรียนรู้ของลูกตั้งแต่ยังเป็นทารกแรกเกิด โดยพ่อแม่เข้าไปแทรกแซงน้อยที่สุด เพื่อที่ลูกจะได้โตขึ้นเป็นคนที่มีความเคารพและเชื่อมั่นในตนเอง ผู้เขียนฟังแล้วก็รู้สึกสนใจอย่างมาก และได้เห็นผลงานเป็นหนูน้อยอีไลจาคนเก่งวิ่งไปมาให้เป็นที่ประจักษ์ จึงขอยืมหนังสือเล่มนั้นมาอ่านดูบ้าง

 

แนวคิดหลัก 2-3 ประการที่ผู้เขียนค้นพบจากหนังสือเล่มนั้นคือ การปฏิบัติต่อลูกน้อยเสมือนหนึ่งเขาเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกับเรา ไม่ใช่เป็นเพียงเด็กเล็ก “ไม่รู้ภาษา” พ่อแม่จะตัดสินใจทำอะไรเมื่อไหร่ก็ได้โดยไม่ต้องบอกให้ลูกรู้ก่อนหรือไม่ได้เปิดโอกาสให้ลูกได้พยายามทำเอง

 

คุณแม็กด้ายกตัวอย่างถึงความพยายามแรกของทารกอย่างเช่นการกินนมตอนลูกเพิ่งเกิด ถ้าแม่เพียงวางลูกบนอกแล้วให้หนูน้อยหาหัวนมจนเจอและเริ่มต้นดูดนมด้วยตนเอง ย่อมต่างจากการเอาหัวนมใส่ปากลูก หรือกิจกรรมที่ทำบ่อยครั้งในแต่ละวันอย่างการเปลี่ยนผ้าอ้อม เราได้บอกลูกก่อนไหมว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น หรือเพียงแต่จับลูกนอนแล้วเปลี่ยนให้เสร็จโดยไม่ได้พูดอะไร คุณแม็กด้าบอกว่า “The way we care for our babies is how they experience our love วิธีที่เราปฏิบัติกับลูกนั่นละคือวิธีที่พวกเขารับรู้ถึงความรักของเรา” หากพ่อแม่มองตาและพูดคุยเวลาที่ปฏิสัมพันธ์กับลูก พวกเขาย่อมรู้สึกว่าตัวเองมีค่าและมีความสำคัญ และนั่นเป็นพื้นฐานของความเคารพในตัวเองที่เริ่มต้นได้ตั้งแต่ลูกเกิด

 

อีกเรื่องหนึ่งที่คุณแม็กด้าเน้นมากคือ การคอย ลองนึกดูสิคะว่าในวันหนึ่งๆ เราปรารถนาดี “รีบ” เข้าไปช่วยลูกทำโน่นทำนี่บ่อยแค่ไหน คุณแม็กด้าบอกว่า “Observe more, do less. Do less, enjoy more. สังเกตให้มาก ทำให้น้อยเมื่อทำน้อย ก็จะสนุกขึ้นมาก”

 

สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ลูกจะเล่นเองได้อย่างปลอดภัย แล้วปล่อยให้ลูกได้เล่นและค้นพบสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง โดยพ่อแม่ไม่ต้องพยายามสอน หากแต่เพียงคอยหมั่นสังเกต ถ้าลูกเพลิดเพลินกับการได้เล่นตามลำพังก็ปล่อยแก แต่ถ้าลูกประสบปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้เป็นเรื่องอันตราย สิ่งที่ต้องทำคือเปิดโอกาสให้ลูกได้พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองก่อน ไม่ต้องรีบเข้าไปช่วย

 

ผู้เขียนพบว่าหลายครั้งที่ลูกสาวร้องให้ช่วยแล้วผู้เขียนบอกแกว่า “You can do it!” แกก็ทำได้จริงๆ แรกๆ ผู้เขียนต้องหักห้ามใจอย่างมากไม่ให้ตัวเองเข้าไปช่วยแต่พอทำบ่อยๆ เข้า ผู้เขียนก็เริ่มได้เห็นว่าลูกสาวสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้เองจริงๆ หนูเมตตาก็ดูจะภาคภูมิใจมากเวลาแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อย่างเปิดกล่องหรือแกะเชือกที่พันกันสำเร็จ และเริ่มร้องให้ช่วยน้อยลง เดี๋ยวนี้บางทีเวลาเมตตาร้อง “Help!” ผู้เขียนโผล่หน้าไปดู ยังไม่ทันถามว่าจะให้ช่วยอะไร คุณลูกสาวก็ชิงบอกตัวเองเสียก่อนแล้วว่า “I got this!”สรุปว่าเหนื่อยและหงุดหงิดน้อยลงด้วยกันทั้งแม่ทั้งลูก ยอดไปเลย

 

ประเด็นที่สำคัญและใหญ่กว่าเกี่ยวกับการคอย ก็คือเรื่องของพัฒนาการ คุณพ่อคุณแม่ยอมรับไหมล่ะคะว่าลึกๆ แล้วก็อยากให้ลูกตัวเองฉลาดและทำอะไรได้เร็วๆ แล้วก็เที่ยวหาอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่เขาว่าจะช่วยพัฒนาสมองของลูกแต่คุณแม็กด้าบอกว่าเด็กแต่ละคนนั้นจะพัฒนาตามความพร้อมของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการคว่ำ การนั่ง การคลาน การเดิน การพูด ฯลฯ พ่อแม่ไม่ควรจะเร่งให้ลูกทำสิ่งต่างๆ ก่อนที่แกจะพร้อมแล้วคิด (ไปเอง) ว่าลูกฉลาดหรือเก่งจังที่ทำอะไรได้ก่อนเด็กคนอื่นๆ ลองนึกดูสิคะว่าเราจับลูกคว่ำ จับลูกนั่งในเก้าอี้สำหรับเด็กเล็ก จับลูกใส่เครื่องช่วยเดิน จับมือพาลูกเดิน จับๆๆๆ เต็มไปหมด ทั้งที่จริงๆ แล้ววันหนึ่งลูกก็สามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้เองโดยไม่ต้องมีเครื่องหรือมีคนช่วยเลยสมมตินะคะว่าคุณเป็นคนชอบเล่นกระโดดสูง แล้ววันหนึ่งมีโอกาสได้เลื่อนไม้กั้นเพื่อกระโดดให้สูงขึ้น คุณรู้ว่าฝึกฝนอีกไม่นานก็จะผ่านได้ คุณจะเลือกฝึกเองแล้วทำได้ด้วยความภูมิใจ หรือจะยอมมีคนมาบอกให้ฟังว่าต้องกระโดดอย่างไรแล้วอุ้มคุณกระโดดจนผ่าน ลูกเองก็คงรู้สึกอย่างเดียวกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรต่างๆ ในชีวิตนะคะ ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่าให้ปล่อยลูกทำอะไรเองตามลำพังเช่นกัน เพราะสิ่งสำคัญมากๆ อีกอย่างสำหรับลูกก็คือ การได้รู้ว่ามีคนคอยเฝ้าดู ให้กำลังใจ และพร้อมจะช่วยเหลือหากสิ่งต่างๆ ยากเกินกว่าจะรับมือไหว ความสำเร็จจะมีความหมายอะไรหากไม่มีคนที่รักร่วมฉลองด้วย จริงไหมล่ะคะ

 

ที่เล่ามาเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของปรัชญา REI ที่ผู้เขียนได้ใช้อยู่เสมอ และรู้สึกว่ามีผลดีต่อลูกสาวตัวน้อย ใครที่สนใจอยากหารายละเอียดเพิ่มเติม ลองเข้าไปอ่านดูในเว็บไซต์หรือในหนังสือหลายต่อหลายเล่มที่คุณแม็กด้าเขียนไว้ ถึงจะไม่ได้เห็นด้วยหรือนำมาใช้ได้ทั้งหมด แต่ก็น่าจะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากทีเดียวเลยล่ะค่ะ

 

บทความโดย: สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท อดีตนางเอกและพิธีกร ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทบ้านอุ้ม สำนักพิมพ์โอโอเอ็ม และเลี้ยงหนูน้อยเมตตาอยู่ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรก้อน สหรัฐอเมริกา

ภาพ: shutterstock

Tags