ซัมเมอร์นี้ ขอสู้แดด แบบมั่นใจ!

ลำพังแค่รังสี UVA และUVB ก็ปกป้องกันแทบไม่ทันแล้ว ณ ตอนนี้ยังมี Long UVA เพิ่มขึ้นมาให้ต้องระวังเข้าไปอีก ไม่พอในอนาคตถ้าโอโซนโลกเราเหลือน้อยก็จะมี UVC มาร่วมแจมด้วย สำหรับเจ้า UVC นี้ยังไม่ถึงเวลานอยด์ มาโฟกัส LONG-UVA กันก่อนดีกว่าว่ามันคืออะไร แล้วร้ายแรงกว่ารังสีทั่วๆไปหรือไม่

รังสี LONG-UVA คือ?

แสงแดดประกอบด้วย รังสีอินฟราเรด 40% เป็นแสงที่มองเห็นได้ 50% รังสีอัลตราไวโอเลด หรือ UV 10% ซึ่งใน 10% นี้แบ่งเป็น UVC, UVB และ UVA โดยโอโซนในบรรยากาศได้กรอง UVC ออกไปแล้ว ทำให้พบเฉพาะ UVA90% และ UVB10% บนพื้นผิวโลก แถม UVA ยังแบ่งเป็น Long UVA (UVA1, 340-400 nm) และ Short UVA (UVA2, 320-340 nm) อีก ซึ่ง Long UVA นี้แม้จะมีปริมาณน้อยแต่ก็ทะลุทะลวงผ่านชั้นผิวหนังได้ลึกที่สุด จนสามารถทำลายโครงสร้างผิวอย่างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้เกิดสภาวะแก่ก่อนวัยอันเกิดจากแสงแดด (photo-aging) และมีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งผิวหนัง นอกจากนี้ในระยะสั้นอาจมีผลทำให้เกิดตาอักเสบ ส่วนในระยะยาวอาจเกิดต้อเนื้อ และต้อกระจกได้

วิธีการรับมือแสงแดด

– หลีกเลี่ยงช่วงเวลาตั้งแต่ 10.00-16.00 น. เพราะรังสี UVA UVB แผ่มายังพื้นผิวโลกมากที่สุด

– ทาครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 30 หรือ 50 ขึ้นไป 30 นาทีก่อนปะทะแสงแดด และควรทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้ง สำหรับใครที่ไปทะเล หรือว่ายน้ำ ควรดูที่มีคำว่า Water Resistant (กันน้ำได้นาน 40 นาที) หรือ Very / Highly Water Resistant (กันแดดได้นาน 80 นาที) ปรากฏอยู่ด้วย โดยไม่ลืมทาในส่วนของ ท้ายทอย ขมับ ขอบใบหู หลังมือ และหลังเท้า

– ขอตัวช่วยด่วน งามจัดๆอย่าง หมวกปานามา หรือ หมวกปีกกว้าง (กว้างมากกว่า 7.5 เซนติเมตรขึ้นไป) แว่นกันแดด ร่มที่ป้องกันรังสียูวีได้ และผ้าหลุมไหล่

– เมื่อไหร่เกิดการเบิร์นขึ้น ผิวไหม้แดดให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นประคบ ดื่มน้ำมาก ๆ และอย่าเพิ่งใช้โฟมล้างหน้าที่เป็นสครับ หรือครีมทาหน้าในกลุ่มไวท์เทนนิ่ง เลือกใช้ครีมประเภทเติมน้ำให้ผิว หรือ ลดการระคายเคืองผิวร่วมด้วย เช่น อาฟเตอร์ ซัน หรือสเปรย์น้ำแร่ แต่หากผิวไหม้มากจนมีตุ่มน้ำใสพุพอง ควรมาพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป

 

ข้อมูลจาก : รศ. นพ. นิยม ตันติคุณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวหนังแผนกผิวหนัง รพ.บำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และ เภสัชกร นิวัตร ธีรวิวัฒน์วงศ์ ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ ลา โรช-โพเซย์

 

Tags

โอเมก้า 3 ดีกับพัฒนาการ 3 ด้านของลูกรัก

พัฒนาการของลูกรักเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคุณแม่…

โดยเฉพาะลูกน้อยวัยก่อน 3 ขวบ เป็นช่วงที่สำคัญที่สุด… คุณแม่จึงควรดูแลอย่างใกล้ชิด และเลือกอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเตรียมความพร้อม ทั้งด้านสมอง ความคิด และร่างกาย ให้ลูกน้อยได้ออกไปเผชิญโลกกว้างอย่างมั่นใจ

64-0-3-3

 

ไข่” อาหารหลักที่เปี่ยมด้วยโอเมก้า 3

ลูกกลมๆ สีเหลืองนวลชวนรับประทาน ทว่าอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างพัฒนาการและศักยภาพ ทางด้านสมองแก่เด็กๆ เพราะเด็กเป็นวัยแห่งการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และมีการจดจำตลอดเวลาจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับสารอาหารที่สำคัญอย่างโอเมก้า 3 เพื่อเสริมสร้างความพร้อมทางด้านสมองของเด็ก

ไข่-ok

  1. ด้านสมอง ด้านระบบประสาท เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารจำเป็นอย่างโอเมก้า3 และดีเฮชเอ ที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ต้องรับประทานเข้าไป
  2. ช่วยในการมองเห็น อีกทั้งมี Vitamin A ช่วยในการมองเห็น ซึ่งเป็นพัฒนาการที่สำคัญ
  3. ช่วยเสริมสร้างด้านกระดูก  เพราะอุดมด้วย Calcium เพื่อลูกน้อยจะได้มีพัฒนาการอย่างเต็มที่ในระหว่างช่วงวัยที่ต้องทำกิจกรรมที่ใช้การเคลื่อนไหว

Cute-cool-Baby-HD-Wallpapers-Background

 

หม่ำอร่อย…ได้คุณค่า

ไข่เป็นอาหารดีที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด ทั้งโปรตีนสารอาหารหลักเพื่อสร้างและซ่อมแซมอวัยวะในร่างกาย นอกจากไขมัน วิตามิน (เอ บี ดี อี เค) แล้วยังมีแร่ธาตุสำคัญอย่างไอโอดีน และซีลิเนียมที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับเด็กๆ ที่ยังมีภูมิต้านทานโรคน้อย และสารอาหารสำคัญใน ไข่ไก่สด ซีพี โอเมก้า ซูเปอร์พลัส ที่มอบคุณประโยชน์โอเมก้า 3 และ DHA เพิ่มก็มีส่วนช่วยพัฒนาสมอง ระบบประสาทและภูมิคุ้มกัน

Dumex จัดกิจกรรมประกวดเต้นประกอบเพลงให้น้องๆ อายุระหว่าง 1-6 ปี ชิงทุนการศึกษามูลค่ากว่า 400,000 บาท

ข่าวดีสำหรับผู้ปกครองที่มีลูกชอบร้องชอบเต้น หรือกำลังมองหากิจกรรมดีๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ ความกล้าแสดงออกและความสามารถของลูกๆ มาถึงแล้ว

       Dumex เล็งเห็นว่าในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีการแข่งขันมากขึ้น เด็กที่มีความรู้ความสามารถเพียงด้านเดียว อาจไม่สามารถปรับตัวให้ทันโลกได้ จึงเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้โชว์ความสามารถพิเศษ และความน่ารักสดใสในโครงการประกวดการเต้นประกอบเพลง “พร้อมชัวร์ เจ้าตัวน้อย” เพื่อสนับสนุนการเตรียมความพร้อมให้เด็กเติบโตด้วยความพร้อมรอบด้าน ทั้งร่างกาย สติปัญญาและอารมณ์ผ่านกิจกรรมการเต้นประกอบเพลง ซึ่งนอกจากจะเป็นการออกกำลังกายและเสริมสร้างสุขภาพที่ดีๆ ให้กับเด็กๆ แล้ว ยังถือเป็นบันไดขั้นแรกเพื่อให้เด็กสามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข

DUMEX พร้อม 4 ด้าน ลุ้น 4 แสน

โดย Dumex เชิญชวนพ่อแม่ที่มีลูกอายุระหว่าง 1-6 ปี ทั่วประเทศไทยส่งคลิปวีดีโอลูกน้อย เต้นเพลง “พร้อมชัวร์ เจ้าตัวน้อย” มาที่เฟสบุ๊ค “Dumex Heart to Heart Club” พร้อมแฮชแทค#DumexReady4DanceContest ลุ้นรับทุนการศึกษาจำนวนเงิน 100,000 บาท ต่อสัปดาห์เป็นเวลา4 สัปดาห์ โดยหัวข้อของการประกวดแต่ละสัปดาห์จะแตกต่างกันออกไป พร้อมประกาศผลผู้ชนะสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ดังนี้

 

• สัปดาห์ที่ ​1  ท่าแข็งแรง​ ทุนการศึกษามูลค่า 100,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ประกาศผลวันที่​ 15  กรกฎาคม 2558
• สัปดาห์ที่ ​2  ท่าร่าเริง​ ทุนการศึกษามูลค่า 100,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ประกาศผลวันที่​ 22  กรกฎาคม  2558
• สัปดาห์ที่​ 3  ท่าเรียนรู้ ทุนการศึกษามูลค่า 100,000บาท จำนวน 1 รางวัล ​ประกาศผลวันที่​ 29  กรกฎาคม  2558
• สัปดาห์ที่​ 4  ท่าไม่กลัวโรค ทุนการศึกษามูลค่า 100,000 บาท จำนวน 1 รางวัล​ประกาศผลวันที่​ 5 สิงหาคม    2558
• รางวัลพิเศษ ​​ประกาศผลวันที่​10  สิงหาคม    2558

โดยกรรมการจะตัดสินผู้ชนะจากวีดีโอที่มีความสวยงาม และความคิดสร้างสรรค์ในการสื่อถึงความพร้อมรอบด้านของลูกมากที่สุด

ตัวอย่าง

วิธีการส่งคลิป
1. กดไลค์เฟสบุ๊คแฟนเพจ Dumex และคลิกปุ่ม post
2. คลิ๊กปุ่มสัญลักษณ์รูปกล้อง
3. เลือกวีดีโอที่ต้องการโพส
4. ใส่แฮชแทค #DumexReady4DanceContest และกดปุ่มโพส

ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันนี้-4สิงหาคม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-740-3400

SHADOW PUPPET หุ่นเงาเล่านิทาน

“หุ่นเงาเล่านิทาน เสริมสร้างจินตนาการลูกน้อย”
SHADOW PUPPET
นิทานก่อนนอนเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและจินตนาการที่เราสร้างให้เด็กๆ ได้ โดยไม่ต้องอาศัยการลงทุนใดๆ เลยค่ะ นอกจากการเล่านิทานปากเปล่าแล้ว ขอแนะนำอุปกรณ์หุ่นเงาที่จะช่วยเพิ่มความสนุกให้เวลาอันสุขสันต์นี้อีกหลายเท่า!

 

อยากเล่านิทานหุ่นเงา ใช้เพียง…
1. หุ่นเงา – ใช้กระดาษแข็งสีดำตัดเป็นรูปร่างต่างๆ ยิ่งถ้าตัดเป็นตัวละครที่มาจากนิทานเรื่องโปรดของเด็กๆ ก็จะยิ่งทำให้การเล่านิทานสนุกมากขึ้นค่ะ
2. แท่งไม้สำหรับเชิดหุ่น – ใช้หลอดกระดาษที่มีขายตามร้านเครื่องเขียน หรือจะประยุกต์ใช้ตะเกียบก็ได้ค่ะ
3. แสง – ขอเพียงแสงจากโคมไฟหรือไฟฉายไว้ส่องไปที่ผนังห้องนอนเท่านั้น แสงจะเดินทางเหมือนคลื่น เมื่อเราเชิดหุ่นกับผนัง หุ่นของเราจะบังแสง ทำให้แสงส่องผ่านเฉพาะพื้นที่ว่าง และเกิดเป็นเงามืดๆ ของหุ่นเรานั่นเอง จะขยับหุ่นเข้าใกล้แสงหรือห่างจากแสงก็มีผลกับขนาดของเงา ต้องลองทดลองกันนะคะ

shadow-puppet-1

บทความและภาพโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

แม่ท้องชอบของหวาน จะได้ลูกสาวจริงหรือ ?

Q : ก่อนท้องเป็นคนไม่ชอบกินของหวานค่ะ แต่พอท้องก็อยากกินของหวานทุกวัน แบบนี้คนแก่แถวบ้านบอกว่าถ้าแม่อยากกินของหวานจะได้ลูกเป็นผู้หญิง คุณหมอว่าจริงไหมคะ

 

การที่คุณแม่ท้องแล้วอยากกินของหวานไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศของลูกเลยค่ะ แต่สำหรับคุณแม่ที่ไม่ชอบกินของหวานแล้วอยากกินของหวานตอนท้อง อาจจะเป็นเพราะฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์กระตุ้นให้คุณแม่มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ถ้าฮอร์โมนดังกล่าวส่งผลต่อคุณแม่จนมีภาวะเบาหวานแฝงขณะตั้งครรภ์ การกินของหวานมากๆจะเป็นอันตรายต่อลูก เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงมากเกินจะทำให้ลูกเป็นโรคอ้วน ตับอ่อนต้องทำงานหนัก พอคลอดแล้วระดับน้ำตาลในเลือดของลูกจะลดต่ำอย่างกะทันหัน เด็กอาจเกิดภาวะช็อคเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำผิดปกติได้ ดังนั้นคุณแม่ควรตรวจหาภาวะเบาหวานแฝงขณะตั้งครรภ์ว่ามีหรือไม่ ถ้ามี ควรควบคุมการรับประทานของหวานจะดีกว่าค่ะ

 

บทความ: นาวาตรี พญ. ณัฐยา รัชตะวรรณ
ภาพ : Shutterstock

Tags

ลูกโตมองตัวเองแง่ลบ พ่อแม่ควรทำอย่างไร

เมื่อปีที่แล้วลูกยังตื่นเต้นเล่าเรื่องตัวเองให้คุณฟังแทบทุกวันไม่มีซ้ำ แต่มาปีนี้กลับเปลี่ยนไป กลายเป็นพูดถึงตัวเองในแง่ลบ “นี่ก็ไม่ดี นั่นก็ไม่ดี” เขาเป็นอะไรไปนะ

ช่วงอายุ 8-12 ปีเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจ เด็กๆ ในช่วงนี้ต้องปรับตัวอย่างมาก ยิ่งเด็กผู้หญิงซึ่งจะเป็นผู้ใหญ่เร็วกว่าเด็กผู้ชาย จะเริ่มรู้สึกขี้อาย ไม่มั่นใจในตัวเอง

หากลูกบ่นหรือต่อว่าตัวเอง ทำนองว่าเขาทำอะไรได้ไม่ดี เช่น “หนูเล่นบาสไม่ได้เรื่องเลย หรือเรียนเลขไม่รู้เรื่องเลย” ก็เป็นสัญญาณว่า ลูกอยากฟังว่าคุณคิดเห็นหรือรู้สึกกับเขาอย่างไร

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ คือ

พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา

แน่นอนว่าไม่ควรพูดในเชิงดูหมิ่นหรือทำให้ลูกรู้สึกว่าเป็นคนด้อยหรือเป็นผู้แพ้ หากพ่อแม่หมั่นให้เหตุผลกับลูกเป็นประจำ เด็กๆ จะเข้าใจตัวเองดีขึ้น ปกติเด็กก่อนวัยรุ่นมักเริ่มไม่ค่อยฟังใคร การที่เขาต้องการความเห็นจากคุณจึงเป็นโอกาสดีที่ลูกจะได้ฟังมุมมองของคนอื่น เรียนรู้จักรับฟังอย่างเป็นเหตุเป็นผลบ้าง

ระวังการเปรียบเทียบ

การเปรียบเทียบลูกกับเด็กอื่น จะยิ่งทำให้ลูกรู้สึกแย่ แต่ถ้าลูกเปรียบเทียบขึ้นมาเอง เช่น “หนูสอบเลขได้แค่ 60 เอง ทำไมเพื่อนคนอื่นเขาได้ตั้ง 99” คุณควรบอกให้ลูกรู้ว่า “แค่หนูตั้งใจอ่านหนังสือและสอบผ่าน แม่ก็ภูมิใจมากแล้ว” และชี้เห็นว่าแต่ละคนมีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน “การที่เพื่อนเก่งเลขมากกว่า ไม่ได้หมายความว่าลูกจะแย่กว่า แต่ลูกอาจจะมีความสนใจด้านอื่นมากกว่า ซึ่งลูกอาจทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าก็ได้”

 

บทความและภาพโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ลูกชอบเอาของเข้าปาก

Q: ลูก 1 ขวบ 4 เดือนชอบหยิบของทุกอย่างเข้าปาก ไม่ว่าของเล่น ตุ๊กตา หมอน หนังสือ หยิบฉวยอะไรได้เป็นเอาเข้าปากทันที กลัวว่าลูกจะไปหยิบของสกปรกหรือของมีพิษเข้าปากแม่จะห้ามไม่ทัน ควรแก้ไขอย่างไรคะ

 

เด็กวัยนี้พัฒนาการด้านภาษายังไม่เต็มที่ ดังนั้นการห้ามด้วยวาจา เด็กจะไม่เข้าใจ ต้องห้ามพร้อมกับการกระทำทันที เช่น หากลูกกำลังจะเอาของที่ไม่สมควรเข้าปาก ให้เข้าไปหยิบออกจากปากพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สีหน้าจริงจัง “อันนี้กินไม่ได้ ไม่เอาเข้าปากลูก” แต่ไม่ดุ ต่อว่าหรือเกรี้ยวกราดใส่ แล้วเก็บของนั้นให้พ้นมือและสายตาของลูกไปเลย และเบี่ยงเบนลูกไปเล่นของเล่นที่ปลอดภัยหรือหากิจกรรมอื่นทำด้วยกันอย่างสนุกสนาน ทำอย่างนี้ซ้ำๆ บ่อยๆ ลูกจะค่อยๆ เข้าใจว่าสิ่งใดที่เอาเข้าปากไม่ได้ สิ่งใดที่เล่นได้ เล่นไม่ได้

ทางที่ดีที่สุดคือ สำรวจตรวจดูรอบๆ บ้านว่ามีสิ่งของอันตรายหรือมีพิษใดบ้างที่อยู่ในตำแหน่งแห่งหนที่ลูกอาจหยิบเข้าปากได้ หากพบว่าเป็นอันตราย ให้เก็บขึ้นก่อนที่ลูกจะไปเล่น เก็บไว้ในที่ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารพิษ หรือของที่อาจติดคอทำให้หายใจไม่ออก

คุณแม่ควรทราบวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากลูกเอาของอันตรายเข้าปาก เช่น การตบหลังหรือกดท้องเพื่อให้ของที่อุดหลอดลมหลุดออกมาได้ กรณีได้รับสารพิษให้รีบโทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินจากสายด่วน 1367 ศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

บทความโดย : พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด

สังเกตหน้าตาเบบี๋ กลัว

กลัว

จุดสังเกต: ตาค้าง หน้าและมือสั่น อาจจะนิ่งเงียบหรือร้องไห้โฮ

วิธีตอบสนอง: การปลอบตัวเองให้หายกลัวคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะทารกอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรทำให้เขากลัว ตัวอย่างเช่น ถึงจะเป็นเสียงธรรมดาๆ สำหรับคุณ ซึ่งรู้ดีว่าเป็นเสียงอะไร แต่แตรรถก็อาจจะเป็นเสียงที่น่ากลัวสำหรับลูกคุณจึงควรกอดลูกน้อยไว้ขณะพูดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างสงบ “แค่เสียงแตรรถดังน่ะจ้ะ” เพราะถึงจะยังไม่เข้าใจคำพูดของคุณ แต่เขาจะจับได้จากน้ำเสียงว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

 

 

Tags

1-3 ขวบ ต้องการเป็นตัวของตัวเอง

“เด็กตัวเล็กที่ทั้งถือทั้งลากของเล่นไว้เยอะๆ จนตัวเองจะแบกไม่ไหว” นั่นและคือภาพที่บอกเล่าความเป็นเด็กวัยเตาะแตะ ที่ต้องการแสดงความเป็นตัวของตัวเอง แสดงความสามารถของตัวเอง เด็กที่ยืน เดิน พูดเป็นคำได้ ไปจนถึงเริ่มพูดเป็นประโยคได้ เขาจึงกำลังเรียนรู้โลกใบนี้ และสร้างบุคลิกของตัวเอง เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ป่วนอารมณ์พ่อแม่ให้แปลงร่างได้ตลอดเวลา

“เรื่องสำคัญที่พ่อแม่ที่มีลูกวัยเตาะแตะควรทำคือ การเริ่มฝึกวินัย เพราะเป็นวัยที่เหมาะและฝึกได้ง่าย หากคุณพ่อคุณแม่ฉวยโอกาสฝึกเสียตั้งแต่ตอนนี้จะช่วยลดความป่วนในวัยที่โตขึ้นได้” คุณหมออลิสาย้ำ เราสามารถฝึกวินัยลูกน้อยวัยนี้ได้โดย

1. ฝึกทำอะไรด้วยตัวเอง

เพราะวัยนี้อยากหยิบอยากจับทำอะไรเองอยู่แล้ว เช่น แต่งตัว ใส่รองเท้า  นั่งกระโถน ฯลฯ

2. ฝึกกินอาหารเอง

ฝึกให้ตักเอง ลูกวัยนี้เหมาะมากที่จะให้เขาได้รู้จักเวลาของมื้ออาหารแยกแยะเวลาเล่น เวลากิน

3. ฝึกทำกิจวัตรตามเวลา

ตื่นนอนอาบน้ำ กินข้าว เล่น ฯลฯ ไปจนถึงเข้านอนง่ายที่สุดคือพ่อแม่ทำให้ดู หรือทำไปด้วยกัน

 

ลูกจะเข้าใจการทำอะไรเป็นเวลา หากค่อยๆ ฝึกไป จะช่วยลดการดุว่า บ่น หรือหงุดหงิดเมื่อโตขึ้นได้

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพพิมพ์จากก้นครัว

Printing With This & That
ภาพพิมพ์จากก้นครัว

ครัวของแม่ นอกจากจะเป็นแหล่งผลิตอาหารแสนอร่อยให้ลูกๆ และคนในครอบครัวแล้ว ยังเป็นแหล่งรวม‘ของเล่น’ ที่ไม่มีวันหมดด้วยนะคะ การคว้าอุปกรณ์หลากหลายรูปแบบมาทดลองและสร้างสรรค์จะช่วยให้เด็กๆ ได้ลับสมองและจินตนาการ พร้อมเพิ่มทักษะการเขียนด้วยค่ะ

อุปกรณ์
1. แท่นหมึกพิมพ์ แบบที่ใช้ในสำนักงาน และสำหรับเด็กเล็ก มีหมึกปลอดสารพิษและทำความสะอาดได้ง่ายจำหน่ายที่แผนกเครื่องเขียนและของเล่นนะคะ
2. อุปกรณ์ในครัวต่างๆ ที่คุณแม่เจ้าของครัวอนุญาตแล้ว เช่น ช้อน ทัพพีตักข้าว ฝาขวด พิมพ์ขนม  หรือ แม้กระทั่ง ผัก
3. กระดาษแผ่นใหญ่หรือสมุด เอาไว้ละเลงได้เต็มที่ จะเป็นกระดาษที่ไม่ใช้แล้วก็ได้นะคะ

 

How to
กางกระดาษแผ่นใหญ่หรือสมุดออกมา เปิดพื้นที่ให้ลูกวาดได้เต็มที่ จากนั้นนำอุปกรณ์ต่างๆ จากห้องครัวไปกดปั๊มที่แท่นหมึกพิมพ์ แล้วนำมาพิมพ์บนกระดาษค่ะ อุปกรณ์แต่ละชนิดจะพิมพ์ลวดลายออกมาแตกต่างกัน ปล่อยให้ลูกได้ปลดปล่อยจินตนาการ จนได้ผลงานที่สวยงามสมบูรณ์ค่ะ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

_DSC0664

_DSC0640

_DSC0656

Tags

ลูกกินนมมากเกินไป กินอิ่ม ให้นมลูก

ลูกทารกกินนมมากเกินไปไหม

Q: ลูก 4 เดือนครึ่ง กินนมแม่ล้วน และกินนมเก่งมากเลยค่ะ ตอนกลางวันให้กินเกือบทุกชั่วโมง ส่วนกลางคืน ถ้าเขาร้องแม่ก็ตื่นมาให้ เริ่มสงสัยว่าเราให้นมลูกมากเกินไป ลูกกินนมมากเกินไป ไหม

เด็กวัยแรกเกิดถึง 3 เดือน ความสุขอยู่ที่การกิน การได้ดูด ได้รับการโอบอุ้ม ชอบการเคลื่อนไหวไปมา คล้ายกับตอนอยู่ในท้องแม่ เป็นสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด เพื่อร่ำร้องให้คุณแม่คอยอยู่ใกล้ๆ โอบอุ้มดูแล และได้ดูดนมบ่อยๆ เมื่อลูกดูดเต้าบ่อยๆ แม่ก็จะผลิตน้ำนมเพิ่มขึ้นตามความต้องการหรือเกินความต้องการได้

ลูกกินนมมากเกินไป กินอิ่ม ให้นมลูก

ลูกได้รับน้ำนมแม่เพียงพอหรือไม่? ดูได้จาก

  • จำนวนครั้งในการขับถ่ายต่อวัน อุจจาระมากกว่า 2 ครั้ง และปัสสาวะมากกว่า 6 ครั้งต่อวัน
  • ดูว่ากินนมเสร็จแล้วพุงกางออกหรือไม่ และมีอาการสะอึกหลังกินนมหรือไม่ อาการสะอึกแสดงว่ากระเพาะอาหารขยายตัวออกแล้วไปเบียดกระบังลม ถ้าลูกมีอาการดังกล่าว คุณแม่มั่นใจได้ว่าลูกได้น้ำนมเพียงพอแน่นอน

อ่านต่อ “ทำไมจึงไม่ควรให้ลูกกินนมทุกครั้งที่ร้อง” หน้า 2

สังเกตหน้าตาเบบี๋ ตื่นตา…ตื่นใจ

ตื่นตา…ตื่นใจ

จุดสังเกต : เบบี๋จะเพ่งมองอะไรบางอย่าง เลิกคิ้วหรือขมวดคิ้ว อ้าปากเล็กน้อย และอาจร้องเสียงแหลม ชี้ หรือขยับเข้าหาสิ่งที่กำลังสนใจ

วิธีตอบสนอง : ถ้าลูกสนใจสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย ควรปล่อยให้เขาลองสัมผัสและหยิบมาเล่น และกระตุ้นความสนใจของเขาไปด้วย โดยบอกเล่าว่าเขากำลังมองอะไรอยู่ เช่น “นั่นเรียกว่าตะกร้อตีไข่ เวลาแม่เอาไปเคาะกับพื้น หนูได้ยินเสียงตลกๆ หรือเปล่าจ๊ะ”

ตอนอายุประมาณ 9-12 เดือน ลูกจะเริ่มใช้ภาษาท่าทาง เช่น ชี้หรือคว้า เพื่อบอกใบ้ให้คุณรู้ว่ากำลังสนใจอะไรบางอย่าง และอยากเรียนรู้เกี่ยวกับของสิ่งนั้นให้มากขึ้น รีบฉวยโอกาสนี้ช่วยส่งเสริมลูกน้อยเรียนรู้เรื่องภาษาเหมาะที่สุด

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

สังเกตหน้าตาเบบี๋ หงุดหงิด

หงุดหงิด

จุดสังเกต : มุมปากบิดลง กลางคิ้วโก่งขึ้นทั้ง 2 ข้าง และถ้ายังไม่ถึงกับระเบิดเสียงร้องไห้ คางก็คงจะสั่นระริกเลยทีเดียว

วิธีตอบสนอง : อาการเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าลูกอาจจะถูกกระตุ้นมากเกินไป และจะกลายเป็นการแผลงฤทธิ์อย่างเต็มที่ได้ ถ้าคุณไม่ตอบสนองให้ทันท่วงที ควรพาเขาไปสงบจิตสงบใจในที่เงียบๆ หรือใช้จังหวะสม่ำเสมอ เช่น อุ้มเขาแล้วโยกเบาๆ หรืออุ้มเดินไปช้าๆ เรื่อยๆ หรือ อุ้มเขาแล้วนั่งเก้าอี้โยก หรือนั่งชิงช้าแกว่งเบาๆ สักครู่

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

รอยดำจากยุงกัด ลูกถูกยุงกัด แพ้ยุง

สังเกตหน้าตาเบบี๋ เบื่อ

เบื่อ

จุดสังเกต : แผดเสียง ร้องไห้ หรือแม้แต่ขว้างปาของเล่นเพื่อเรียกร้องความสนใจ แล้วพอคุณตอบสนอง เขาอาจจะยิ้มหรือหัวเราะ

วิธีตอบสนอง: อาการเบื่อที่ลูกน้อยแสดงออก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลูกรู้สึกผูกพันกับคุณ และอีกส่วนหนึ่งคือเป็นสัญญาณบอกว่า ลูกน้อยต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น เพราะสมองเขากำลังพัฒนา จากเด็กน้อยวัย 1 เดือนที่มองหน้าพ่อแม่ได้นานเป็นชั่วโมง แต่พอโตขึ้นแค่ไม่กี่เดือน สิ่งที่เด็กน้อยสนใจกลายเป็นสิ่งรอบตัวทุกอย่างไปเสียแล้ว

ฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ลูกเบื่อ คุณก็ต้องเล่นเกมเดิมๆ ด้วยวิธีที่แตกต่าง อย่างตอนที่ร้องเพลงให้ลูกฟัง คุณก็เปลี่ยนจังหวะ ร้องให้เร็วขึ้นในช่วงท้าย คิดคำขึ้นมาใหม่ หรือปรับเปลี่ยนโทนเสียง

และอย่างที่บอกว่าเขาจะเริ่มสนใจสิ่งรอบตัวมากขึ้นตั้งแต่อายุ 4 เดือนเป็นต้นไป คุณจึงควรให้โอกาสลูกน้อยได้สำรวจสิ่งรอบตัวอย่างเต็มที่ เช่น ให้ลูกได้สัมผัสหรือหยิบจับของเล่นสีสันสดใส หรือแม้แต่กล่องพลาสติกใส่อาหาร ช้อนไม้ก็สร้างความเพลิดเพลินได้เช่นกัน

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

สังเกตหน้าตาเบบี๋ โมโห

โมโห

จุดสังเกต: หรี่ตาร้องไห้หน้าดำหน้าแดง อาจผลักหรือตีมือตอนที่คุณจะเข้าไปอุ้ม

วิธีตอบสนอง: เนื่องจากสมองของทารกยังพัฒนาไม่มากพอที่จะรู้สึกซับซ้อนอย่างความอิจฉาหรือความอับอาย ดังนั้นทารกจะมีแต่ความรู้สึกพื้นๆ ความรู้สึกโมโหเป็นหนึ่งในนั้น ฉะนั้นถ้าคุณเห็นอาการเหล่านี้ และแน่ใจว่าลูกไม่ได้ป่วยหรือเจ็บปวดที่ตรงไหน เขาก็น่าจะโมโหหิวหรือโมโหเพราะเพลียจัด ให้ลองตอบสนองด้วยสิ่งที่คิดว่าเขาน่าจะต้องการ ได้แก่ กล่อมนอนกลางวันหรือป้อนนม และปลอบเขาด้วยน้ำเสียงที่ให้ความอุ่นใจ หรือใช้การแสดงออกง่ายๆ ที่ช่วยให้ผ่อนคลายอย่าง โอ๋ให้เงียบ (“ชูว์”) หรือพูดสั้นๆซ้ำไปซ้ำมา “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”

ข้อควรรู้คือ การให้เหตุผลแบบผู้ใหญ่ เช่น “เด็กน้อยที่น่าสงสาร หนูหิวน่ะลูก! หนูถึงโมโห” ใช้ไม่ได้ผลแน่ เพราะลูกน้อยยังเล็ก เขายังไม่เข้าใจหรอก

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

สังเกตหน้าตาเบบี๋ สุขใจ

สุขใจ

จุดสังเกต: ยิ้มกว้างจนแก้มปริและเกิดรอยย่นตรงขอบตา อาจโบกไม้โบกมือหรือปรบมือขณะอ้อแอ้ด้วยเสียงแหลมสูง

วิธีตอบสนอง: ปล่อยให้ช่วงเวลาดีๆ ดำเนินต่อไป เพราะอารมณ์แจ่มใส เบิกบานจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับลูก และลูกจะรู้สึกดีที่เห็นว่ารอยยิ้มของเขากระตุ้นให้คุณตอบสนองเขาในเชิงบวกด้วย

ดังนั้น ตอนเล่นด้วยกัน คุณควรแสดงความรู้สึกเป็นคำพูดแทนลูกที่ยังพูดไม่เป็น เช่น “แม่เต้นแบบนี้แล้วตลกดีใช่ไหมล่ะ” และพอเขาอายุสัก 9 เดือน ซึ่งเป็นวัยที่ลูกเข้าใจแล้วว่าถึงตอนนี้จะไม่เห็น แต่สิ่งที่เคยเห็นก็ไม่ได้หายไปไหน การเล่นจ๊ะเอ๋ก็จะทำให้เขาสนุก รู้สึกสุขใจอย่างเต็มที่

คุณก็ถูกจับตามองเช่นกัน!

ทารกเรียนรู้สิ่งรอบตัวโดยดูจากใบหน้าของพ่อแม่ วิธีตอบสนองของคุณจึงมีผลต่อความรู้สึกของลูก ฉะนั้นถ้าอยากส่งเสริมพัฒนาการของลูกอย่างเต็มที่ สิ่งที่คุณสามารถทำได้ คือ

  • ถอดแว่นกันแดด: การสบตากับคุณเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งรอบตัว และการสวมแว่นกันแดดสีเข้มๆ ก็เหมือนกับการสวมหน้ากาก เพราะทำให้ลูกสบตาคุณไม่ได้
  • แสดงสีหน้าว่าไม่กลัว: ก่อนที่ใครบางคน (ซึ่งอาจจะดูน่ากลัวสำหรับลูก อย่างเช่นพี่เลี้ยง) จะเดินเข้ามาในห้องให้คุณแสดงสีหน้ากระตือรือร้นที่จะได้เจอ เพราะลูกมักเลียนแบบพ่อแม่ แม้แต่ความรู้สึก หากคุณแสดงให้ลูกเห็นว่าคุณมองโลกในแง่ดี ไม่กลัวสิ่งที่คุณยังไม่เห็น ลูกน้อยก็จะไม่กลัว
  • อธิบายความรู้สึกจากสีหน้า: นั่งหน้ากระจกกับลูก แสดงอารมณ์ ความรู้สึกทางสีหน้า เช่น สุข เศร้า พร้อมกับพูดไปด้วย “แม่สุขใจ” กับ “แม่เศร้าใจ” เป็นวิธีแสดงให้ลูกเห็นว่าความรู้สึกต่างๆ เป็นแบบไหนและเรียกว่าอะไร ยิ่งลูกได้เห็นของจริงมากเท่าไร เขาจะยิ่งเข้าใจความรู้สึกได้เร็วขึ้นเท่านั้น

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

สังเกตหน้าตาเบบี๋ ไม่สบายตัว

จุดสังเกต

ร้องไห้แบบกระชั้น รุนแรงและทำเสียงฮึดฮัด ทำหน้าเหยเกหรือเกร็งกล้ามเนื้อใบหน้า บิดตัวไปมาหรือยกขาขึ้นมาที่อก

วิธีตอบสนอง

การนวดท้องลูกเบาๆ หรือขยับขาลูกในท่าถีบจักรยานจะช่วยให้เขาผายลมออกมา หรือจะลองให้ลูกหันหลังพิงอกคุณโดยเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อยให้ท้องแนบกับมือคุณซึ่งเป็นท่าที่จะช่วยลดแรงกดดันในท้องก็ได้ การพาไปนั่งรถอาจจะช่วยได้เช่นกัน แต่ถ้าลูกยิ่งร้องไห้หนักขึ้นหลังจากผ่านครึ่งชั่วโมงไปแล้ว ควรต้องพาเขาไปหาหมอ

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

Tags

วัย 1 – 3 เปลี่ยนพฤติกรรมกะทันหัน

Q: อยู่ๆ ลูกก็กลับมาร้องไห้งอแงเวลาไปโรงเรียน ทั้งที่เลิกร้องไห้มาเป็นเดือนแล้ว เกิดอะไรขึ้นคะ

อย่างแรกลองสังเกตว่า มีการเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตของลูกบ้างหรือเปล่า เช่น กำลังจะมีน้องใหม่ เพิ่งย้ายบ้าน หรือเปลี่ยนพี่เลี้ยง ฯลฯ ความเปลี่ยนแปลงอาจทำให้เด็กรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย หวาดระแวงจนเกาะพ่อแม่แจและไม่อยากทำกิจกรรมที่เคยชอบ

ถ้าเป็นเช่นนั้น พ่อแม่ต้องแสดงออกว่า คุณเข้าใจความรู้สึกของเขา แต่ขณะเดียวกันก็ควรดำเนินชีวิตไปตามปกติ เพื่อให้ลูกรู้ว่า ถึงแม้จะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แต่ทุกอย่างก็ยังคงเป็นไปแบบเดิม วิธีนี้จะช่วยเรียกความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยของลูกน้อยกลับคืนมา

อย่าลืมพูดถึงสิ่งดีๆ และชวนลูกทำกิจกรรมสนุกๆ ที่ช่วยดึงเขาออกมาจากความกังวลและความรู้สึกแง่ลบด้วย

 

บทความโดย : กองบรรณาธิการนิตยสารเรียลพาเรนติ้ง

ภาพ : Shutterstock

Tags