8 สัญญาณเตือนโรคเลือดออกในสมอง

โรคเลือดออกในสมอง เป็นโรคที่พบบ่อยในวัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ และมีผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมาจากความเสื่อมของหลอดเลือด และโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตต่างๆ เรามาดู 8 สัญญาณเตือนโรคเลือดออกในสมอง ที่คุณพ่อ คุณแม่ควรสังเกตกันค่ะ

Continue reading “8 สัญญาณเตือนโรคเลือดออกในสมอง”

ลูกเป็นไข้หวัด

ลูกเป็นไข้หวัด ไม่รับประทานยา จะหายได้หรือไม่?

คำถามนี้คุณพ่อคุณแม่คงเคยสงสัย เมื่อ ลูกเป็นไข้หวัด ถ้าไม่รับประทานยา แล้วลูกน้อยจะหายได้มั้ยนะ? เพราะยาถ้ารับประทานมากเกินไปก็อาจจะให้โทษมากกว่าส่งผลดีได้เช่นกัน ยาบางอย่างจำเป็นต้องรับประทานต่อเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น เช่น ยาลดไข้ รับประทานเมื่อมีไข้

Continue reading “ลูกเป็นไข้หวัด ไม่รับประทานยา จะหายได้หรือไม่?”

พ.ร.บ. ช่วยให้เด็กที่ท้องก่อนวัย ได้กลับมาเรียนหนังสือ

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขแถลงข่าว “พ.ร.บ. การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น : เด็กเยาวชนได้รับประโยชน์จริงหรือ?”  โดยความร่วมมือของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือสสส. กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติหรือ UNFPA มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิงมูลนิธิแพธทูเฮลท์สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยและเครือข่ายยุวทัศน์กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็น พ.ร.บ. ช่วยให้เด็กที่ ท้องก่อนวัยอันควร ได้กลับมาเรียนหนังสือ

..กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าในวันที่ 29 ก.ค.นี้เป็นวันที่พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีผลบังคับใช้ซึ่งเด็กและเยาวชนจะได้รับสิทธิประโยชน์ 5 เรื่องที่สำคัญคือ

ท้องก่อนวัยอันควร

 

พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น

1.สถานศึกษาต้องจัดให้มีการสอนเพศวิถีศึกษาอย่างเหมาะสมจัดหาและพัฒนาผู้สอนเพศวิถีศึกษาการให้คำปรึกษาช่วยเหลือและคุ้มครองวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ให้ได้รับการศึกษาต่ออย่างเหมาะสมรวมทั้งส่งต่อให้ได้รับสวัสดิการสังคม

  1. สถานบริการต้องให้ข้อมูลความรู้และจัดบริการอนามัยการเจริญพันธุ์รวมทั้งส่งต่อให้ได้รับสวัสดิการสังคม

3.สถานประกอบกิจการต้องให้ข้อมูลความรู้และส่งเสริมให้เข้าถึงบริการอนามัยการเจริญพันธุ์รวมทั้งส่งต่อให้ได้รับสวัสดิการสังคม

4.การจัดสวัสดิการสังคมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นและ

  1. ให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อคุ้มครองสิทธิของวัยรุ่น

ท้องก่อนวัยอันควร

น.พ.กิตติพงศ์ กล่าวว่าการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพกฎหมายจึงกำหนดให้มี 5 กระทรวงหลักคือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กระทรวงมหาดไทยกระทรวงแรงงานกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขโดยกำหนดให้รัฐมนตรีของแต่ละกระทรวงมีอำนาจออกกฎกระทรวงและระเบียบเพื่อให้หน่วยงานนำไปปฏิบัติ

อ่านต่อ “พ.ร.บ. ช่วยเด็กที่ ท้องก่อนวัยอันควร ได้กลับมาเรียนหนังสือ” คลิกหน้า 2

lydia

ลิเดีย อุ้มลูกชายออกกำลังกาย สควอช! กระชับขา ..ท่าเดียวจบ!

เห็นผลชัดๆ เมื่อการออกกำลังกายช่วยให้ผู้หญิงที่เพิ่งผ่านการตั้งครรภ์มานั้นกลับมาแข็งแรงและเฟิร์มได้เร็ว  ดูตัวอย่างจากคุณแม่ลิเดีย ที่พาน้องดีแลน ลูกชายอุ้มไว้ในอ้อมกอด และ ออกกำลังกายในท่าสควอช (Squats) ซึ่งเป็นท่ายอดนิยมช่วยกระชับสัดส่วนต้นขาได้อย่างดี

lydia
ภาพครอบครัว แมทธิว ลิเดย น้องดีแลน ดีน

 

lydia
คุณชมพู่ มาเยี่ยมน้องดีแลน
lydia
คุณพลอย เฌอมาลย์ กับหลานชายดีแลน

lydia

ท่าสควอช (Squats) คืออะไร

การทำท่าสควอชนั้นหลักการคือยืนด้วยสองเท้าอย่างมั่นคงและยืดแขนออกไปด้านหน้าเพื่อยกหัวไหล่ขึ้น และหันปลายเท้าเฉียงเพื่อย่อเข่าลง โดยให้ลำตัวยกขึ้นลงในแนวดิ่งได้อย่างถนัด  ขณะงอตัวลงให้ต้นขาขนานกับพื้น และดันสะโพกไปด้านหลังพร้อมทั้งหายใจออก เกร็งหน้าท้องและหลังต้องตรงอยู่เสมอ จากนั้นยกตัวขึ้นพร้อมกับหายใจออก  (ไม่จำเป็นต้องขึ้นสุด)

thailandbestbeauty
ภาพจาก thailandbestbeauty

การออกกำลังกายในหญิงตั้งครรภ์และเพิ่งผ่านการตั้งครรภ์นั้นจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ  ซึ่งในกรณีคุณลิเดียนี้มีเทรนเนอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา คอยให้คำปรึกษา  คุณแม่ท่านใดที่อยากออกกำลังกายหลังคลอดนั้นควรปรึกษาคุณหมอที่ดูแล และศึกษาข้อมูลเพื่อความปลอดภัยนะคะ

ที่มาภาพจาก : IG @lydiasarunrat, thailandbestbeauty
เรื่อง : สควอช คืออะไร?หันไปทางไหนก็สควอช สควอช จาก saosuay.com

ลูกน้อยฟันผุ

ลูกฟันผุ เสี่ยงโรคหัวใจ ป้องกันด้วยการแปรงฟัน

คุณพ่อ คุณแม่อาจจะสงสัย ว่า ลูกน้อยฟันผุ จะเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจได้อย่างไร ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับโรคหัวใจกันก่อน โรคหัวใจสามารถแบ่งออกเป็น โรคหัวใจแต่กำเนิด กับโรคหัวใจที่เกิดขึ้นภายหลัง อาจมีความรุนแรง และเสียชีวิตในเวลาอันสั้น ถ้ารักษาไม่ถูกวิธี หรือไม่มีอาการ

Continue reading “ลูกฟันผุ เสี่ยงโรคหัวใจ ป้องกันด้วยการแปรงฟัน”

eczema

รับมืออย่างไร? เมื่อลูกติด “กลาก เกลื้อน” มาจากโรงเรียน

สุขอนามัยของเด็กนั้นเป็นเรื่องสำคัญ  แม้ว่าเราอาจจะสอนให้รักษาความสะอาด “ล้างมือ ล้างเท้า” ที่บ้านเป็นอย่างดี  แต่เมื่อลูกอกไปเล่นดินเล่นทรายนอกบ้าน  หรือเล่นในพื้นที่ร่วมกันในโรงเรียน  ก็ยังคงเสี่ยงกับโรคภัยที่มาจากการรักษาสุขอนามัยอยู่ดี  วันนี้ AMARIN Baby & Kids พาคุณพ่อคุณแม่มารู้จักกับอีกโรคยอดฮิตที่ทำให้ผิวหนังของลูกนั้นไม่สวยงามกันค่ะ

กลาก (6)

มารู้จัก “กลาก เกลื้อน” กันเถอะ

โรค กลาก เกลื้อน เป็นโรคเชื้อรายอดนิยมสำหรับเขตเมืองร้อน  พบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เป็นได้ทั่วตัว ถ้ารักษาไม่ถูกต้องจะไม่หายและไม่ควรซื้อยาทาเชื้อรามาทาเองเพราะจะทำให้เชื้อราดื้อยาและหายช้า

 natural-eczema-home-remedies

โรค กลาก เกลื้อน เกิดขึ้นได้อย่างไร

“กลาก”  เกิดจากเชื้อราที่อยู่ตามพื้นดิน กิ่งไม้ ใบไม้ผุ ขนสัตว์เลี้ยง  เช่น  แมวและสุนัข  ซึ่งติดต่อด้วยการสัมผัส หรือคลุกคลีกับผู้ที่เป็นโรคนั้นโดยใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น  หวี  กรรไกร  กรรไกรตัดเล็บ  ที่โกนหนวด  และอาจติดจากร้านทำผม ร้านเสริมสวยได้อีกด้วย .

กลากขึ้นที่ผิวหนัง  บริเวณที่เป็น ได้แก่ ที่อับชื้น เช่น ก้น รักแร้  ซอกนิ้วมือ   มีลักษณะเป็นผื่นแดงเป็นวงกลม  มีขอบชัดเจน  หากไม่ได้รับการรักษาจะขยายขนาดใหญ่ขึ้นอาจมีสะเก็ดหรือเม็ดพุพอง  มีน้ำเหลืองไหล  หากเป็นที่ศีรษะจะทำให้เส้นผมหัก  แหว่งหายเป็นวงชัดเจน

กลากขึ้นที่เล็บ  จะทำให้เล็บหนา ขรุขระ  เมื่อใช้มีดขูดจะหลุดออกมาเป็นผง  เล็บเหลือง เป็นจุดขาว  พบบ่อยที่นิ้วเท้าที่ติดกันและที่ขาหนีบ

เมื่อสงสัยว่าเป็น ”กลาก”

กลาก หรือ เชื้อรา นั้นสังเกตยาก ควรให้แพทย์ตรวจสัก 1 ครั้งเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด  แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกไปตรวจกับโรงพยาบาลที่ครบวงจร และแจ้งระยะเวลาของอาการอย่างชัดเจน  เพื่อให้แพทย์ขูดผิวหนังบริเวณดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยวิธีย้อมสีเชื้อราจึงจะแยกประเทศได้  หรือในกรณีที่ยากต่อการประเมินแพทย์ก็จะนำไปเพาะเชื้อในห้องปฏิบัติการต่อ

eczema-elbow-cream-data

วิธีการรักษา “กลาก”

คุณหมอจะให้ยาทาและยากิน  ขึ้นอยู่กับอาการของโรค  ซึ่งจะต้องกินจนกว่าผื่นจะหายและเป็นปกติ ซึ่งหากเป็นเชื้อราที่เล็บอาจจะต้องกินยา 6 – 12 เดือน  หากเป็นรอยเชื้อรากลากบริเวณกว้างที่แผ่นหลัง เป็นนานไม่หายขาด จะต้องกินยาร่วมด้วยกับการทายา

หากลูกเป็นแล้วรักษาหายแล้ว  เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ  คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยดูแลสุขอนามัย ดังนี้

1.จะต้องรักษาความสะอาดของร่างกาย อาบน้ำวันละ 2 ครั้ง และเช็ดตัวให้แห้ง

  1. ทาแป้งฝุ่นบริเวณข้อพับ
  2. ตากเสื้อผ้าของลูกให้แห้ง ไม่มีกลิ่นอับ
  3. เมื่อไปเล่นข้างนอกบ้านกลับมาให้ล้างเท้า ให้ลูกฟอกสบู่ และมีผ้าเช็ดเท้าสำหรับเช็ดให้แห้ง ไม่ปล่อยให้เท้าเปียกชื้น
  4. ไม่ใส่รองเท้าที่มีกลิ่นอับ ตากถุงเท้าในที่สะอาด ซักเปลี่ยนทุกวัน ไม่ใส่ซ้ำ
  5. อุปกรณ์ตัดเล็บต้องทำความสะอาดทุกครั้งก่อนนั้นไปใช้ มีภาชนะแช่แอลกอฮอล์
  6. เลือกเสื้อผ้าที่ไม่อบ ไม่คับ แขนสั้น และมีสีอ่อน เพื่อให้ลูกสบายผิว

banner300x250

อ่านเรื่อง “รับมืออย่างไร? เมื่อลูกติด “กลาก เกลื้อน” มาจากโรงเรียน” คลิกหน้า 2

ลูกน้อยแบกกระเป๋าหนัก เสี่ยงปวดหลัง ทำให้เตี้ย

มีข่าวรายงานว่าในประเทศไทย ลูกน้อยแบกกระเป๋าหนัก ไปโรงเรียนเกินจำเป็น โดยจริงๆ แล้วควรแบกไม่เกิน 15% ของน้ำหนักตัว เพราะจะทำให้หลังโค้ง ปวดไหล่ คอ และหลัง นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อความสูงของลูกน้อยในระยะยาวด้วย แพทย์แนะนำว่าให้ทางโรงเรียนมีตู้ล็อกเกอร์แบบต่างประเทศ

Continue reading “ลูกน้อยแบกกระเป๋าหนัก เสี่ยงปวดหลัง ทำให้เตี้ย”

เท้าแบนในเด็ก ลูกเท้าแบน ลูกเดินท่าแปลก

“เท้าแบนในเด็ก” กับเรื่องจริงที่พ่อแม่ควรรู้ (Flat Foot)

คุณพ่อคุณแม่หลายคนก็คงจะอดเป็นห่วงลูกน้อยไม่ได้เมื่อพบว่ามีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับลูก หากสังเกตว่าลูกน้อยเท้ามีลักษณะแบน ก็คงจะกังวลใจทันทีกลัวว่าลูกจะพบเจอปัญหา เท้าแบนในเด็ก ความจริงแล้วเท้าแบนในเด็ก เป็นโรคอย่างหนึ่งใช่หรือไม่  และจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของลูกน้อยในอนาคตบ้างหรือเปล่า

toddler feetภาพจาก texasfootdoctor.org

เท้าแบนในเด็ก คืออะไร และมีลักษณะอย่างไร

“เท้าแบนในเด็ก ก็คือเท้าที่ไม่มีอุ้งเท้า อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ปกติคนเราเท้าจะมีรอยเว้าบ้าง ลองเอาเท้าเปล่าที่เปียกน้ำมาย่ำบนพื้นดู เราจะเห็นว่ารอยจะเว้าไปตามรูปเท้าไม่ได้เต็มทั้งฝ่าเท้า ส่วนเท้าแบนก็คือตรงกันข้าม เท้าจะไม่มีรอยเว้า จะมีลักษณะแบนติดพื้นไปตลอด ถ้าเท้าเปียกน้ำแล้วเอาย่ำบนพื้นคนที่เป็นเท้าแบนจะเห็นเป็นรอยเต็มทั้งฝ่าเท้า ในเด็กส่วนใหญ่จะมีลักษณะเท้าแบนแบบที่เรียกว่า เท้าแบนแบบยืดหยุ่น คือเวลายืนก็จะเห็นว่าเท้าแบนเรียบติดไปกับพื้น แต่พอเขย่งปลายเท้าก็จะเห็นรอยเว้ารอยโค้งของเท้าเหมือนเท้าปกติ ส่วนเท้าแบนแบบแข็งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งนั้นเป็นภาวะผิดปกติที่พบได้น้อยมาก และสามารถตรวจเจอโดยศัลยแพทย์กระดูกและข้อ

อ่านต่อ “เท้าแบนในเด็กเกิดขึ้นได้อย่างไร” คลิกหน้า 2

ผู้ป่วยลองโควิด

ฉีดวัคซีนป้องกันไอกรน ให้ครบ ป้องกันลูกป่วย

กรมควบคุมโรคเตือนคุณพ่อ คุณแม่ให้พาลูกน้อยแรกเกิด – 4 ขวบ ฉีดวัคซีนป้องกันไอกรน ให้ครบ เพราะพบผู้ป่วยโรคไอกรนต่อเนื่องในภาคใต้ และพบประปรายในพื้นที่อื่นๆ จากการเฝ้าระวังพบว่า ตั้งแต่ 1 ม.ค.-11 ส.ค. 59 พบผู้ป่วย 47 คน จากจังหวัดยะลา 29 คน นครราชสีมา 3 คน และอื่นๆ

 

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาจากเด็กแรกเกิด – 4 ขวบ รองลงมาคือ 5-14 ปี และ 25-34 ปี ภาคที่เป็นมากที่สุดคือภาคใต้ รองลงมาคือภาคกลาง และภาคตะวันออก โดยภาคเหนือยังไม่พบผู้ป่วย และคาดว่าจะพบผู้ป่วยต่อเนื่อง จึงขอแนะนำให้คุณพ่อ คุณแม่พาลูกหลานไปฉีดวัคซีนให้ครบตามกำหนด และถ้ามีอาการไอมาก ไอเป็นชุด หรือไอนานเกินกว่า 1 สัปดาห์ ให้รีบพบแพทย์ เพื่อตรวจและรับการรักษาทันที หรือถ้าสงสัยสามารถโทรไปสอบถามข้อมูลได้ที่ 1422

กระทรวงสาธารณะสุข เตือนถึงโรคไอกรนด้วยเช่นกัน ว่าเป็นโรคที่อันตราย เสี่ยงโรคแทรกซ้อน และอาจทำให้ถึงชีวิต โดยเผยว่ามีเด็กไทยป่วย และเสียชีวิตด้วยโรคไอกรน จึงอยากให้พาลูกหลานไปฉีดวัคซีน โดยเฉพาะครอบครัวที่ต้องย้ายตลอด เช่น ครอบครัวที่ทำงานการเกษตร อุตสาหกรรม รวมถึงแรงงานต่างด้าวที่พาลูกหลานมาทำงานด้วย

 

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคไอกรน เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดได้กับทุกคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรค ทุกเพศ ทุกวัย ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ซึ่งได้พัฒนาเป็นวัคซีนรวม 1 เข็ม สามารถป้องกันโรคได้ 3 โรค คือ คอตีบ ไอกรน และบาดทะยัก เป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กๆ ทุกคนต้องฉีด โดยฉีด 5 ครั้ง คือ อายุ 2 เดือน, 4 เดือน, 6 เดือน, 1 ขวบครึ่ง และ 4 ขวบ ถ้าได้รับวัคซีนครบจะมีโอกาสป่วยเป็นโรคไอกรนน้อยมาก หรือถ้าป่วยอาการจะไม่รุนแรง เพราะร่างกายมีภูมิคุ้มกันบางส่วนที่ได้จากวัคซีน

คุณหมอกล่าวต่อว่า ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ป่วยเป็นไอกรน มักจะมีอาการรุนแรง เพราะระดับภูมิต้านทานโรคยังน้อย อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย และเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบ ปอดบวม เช่นเมื่อปี 2556 ที่มีผู้ป่วย 46 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กต่ำกว่า 1 ขวบ โดยเฉพาะเด็กอายุ 1-3 เดือน พบประมาณ 33% และพบเด็ก 2 เดือนเสียชีวิต 2 คน

คนที่ 1 เสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนคือปอดอักเสบ ได้รับการฉีดวัคซีนรวมเพียง 1 ครั้ง ทำให้ร่างกายยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้

คนที่ 2 เสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนคือสมองอักเสบ ซึ่งยังไม่ได้ฉีดวัคซีน เนื่องจากป่วยก่อนวันฉีดวัคซีน

 

 

สาเหตุของโรคไอกรน

ไอกรนเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายจากการไอ จาม รดกันโดยตรง ส่วนใหญ่เด็กจะติดเชื้อจากผู้ใหญ่ในครอบครัวที่มีการติดเชื้อไอกรน แต่ไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย ถ้าลูกน้อยได้รับภูมิคุ้มกันมาจากแม่ไม่เพียงพอก็อาจจะทำให้มีอาการรุนแรง และเสียชีวิต โดยทั่วไปโรคนี้ในวัยผู้ใหญ่จะไม่แสดงอาการ ทำให้ไม่มีอาการไอกรน จึงไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไอกรน

ระยะฟักตัวของโรคประมาณ 6-20 วัน ที่พบบ่อย 7-10 วัน ถ้าสัมผัสโรคมาเกิน 3 สัปดาห์แล้วไม่มีอาการ แสดงว่าไม่ติดโรค

อาการของโรคไอกรน

นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคไอกรน เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจอักเสบ และเกิดอาการไอ ไอเป็นชุดๆ ไอซ้อนๆ ติดๆ กัน 5-10 ครั้ง หรือมากกว่านั้น จนทำให้เด็กหายใจไม่ทัน มีอาการหายใจเข้าลึกๆ เป็นเสียงวู๊ป สลับกับการไอเป็นชุดๆ สามารถติดต่อกันได้จากการไอ จาม เมื่อพบว่าลูกน้อยไอผิดปกติให้รีบรักษาโดยด่วน บางครั้งอาการอาจจะเรื้อรังนานเป็นเวลา 2-3 เดือน

1.สัปดาห์ที่ 1 เด็กจะเริ่มมีน้ำมูก ไอ เหมือนโรคหวัดธรรมดา มีไข้ต่ำๆ ตาแดง น้ำตาไหล ยังวินิจฉัยโรคไอกรนไม่ได้ แต่จะสังเกตได้ว่าไอนานเกิน 10 วัน โดยไอแห้งๆ

2. สัปดาห์ที่ 3 ไอเป็นชุดๆ ไม่มีเสมหะ เริ่มไอกรน ไอถี่ๆ ติดกันเป็นชุด 5-10 ครั้ง หายใจเข้าดังวู๊ป

 

วิธีการป้องกันโรคไอกรน

การป้องกันการเสียชีวิตในภาวะนี้ทำได้โดยต้องพาลูกน้อยไปโรงพยาบาลตั้งแต่เริ่มป่วย เพื่อวินิจฉัยโรคและรักษาได้ทันท่วงที เพราะมียาปฏิชีวนะรักษาได้ และลดโรคแทรกซ้อน ทำให้รักษาชีวิตไว้ได้

1.พาลูกน้อยไปฉีดวัคซีนตามที่กำหนดเอาไว้ในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็กให้ครบตามช่วงวัย

2.หลีกเลี่ยงการพาลูกน้อยไปในสถานที่ที่แออัด หรือพื้นที่ที่มีโรคระบาด

3.ถ้าย้ายที่อยู่บ่อย เช่น รับจ้างก่อสร้าง ทำงานการเกษตร ควรพาลูกไปฉีดวัคซีนที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน

การดูแลรักษาลูกน้อยเมื่อเป็นโรคไอกรน

1.ให้ลูกน้อยนอนพักผ่อน

2.ดื่มน้ำอุ่นให้มากๆ

3.อยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี

4.ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนจะใช้เวลาในการรักษาประมาณ 6-10 สัปดาห์

เครดิต: H focus เจาะลึกระบบสุขภาพ, กระทรวงสาธารณะสุข, Eduzones

เรากำลังเลี้ยงลูกให้เป็น “ออทิสติกเทียม” ด้วย ทีวี แท็บเล็ต และเร่งเรียน หรือเปล่า?

ถ้าเด็กอายุ 3 ขวบแล้ว ยังไม่พูด ชอบเล่นคนเดียว ไม่สนใจใคร คุณกำลังนึกถึงอะไร อาการคล้ายออทิสติกใช่ไหมคะ แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุป เพราะนี่อาจเป็นอาการของเด็กที่เป็นออทิสติกเทียมก็ได้…!?!

ออทิสติกเทียมมีจริง เป็นอาการที่เกิดจากการเลี้ยงดู มักพบในเด็กที่อยู่ในเมือง ครอบครัวมีฐานะดี เด็กมีพี่เลี้ยงคอยดูแล มักเป็นครอบครัวที่เร่งรีบ และใช้อุปกรณ์สื่อสาร เช่น ทีวี แท็บเลต เลี้ยงดูลูกแทนที่จะพูดคุย สบตา โอบกอดกัน ซึ่งปัจจุบันพบมากขึ้นเรื่อยๆ!

ออทิสติกเทียม ให้ลูกดูทีวี ติดแท็บเล็ต เร่งเรียน“แม้ออทิสติกเทียมจะแก้ไขได้ แต่ถ้ารู้ช้า ได้รับการแก้ไขช้า ลูกก็อาจมีพัฒนาการล่าช้าหรือพัฒนาไปเป็นออทิสติกจริงๆ ได้ การเลี้ยงลูกด้วยรักการเอาใจใส่ และการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกน้อย เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพ่อแม่ ถ้าไม่อยากให้ลูกเสี่ยงเป็นออทิสติกเทียม” นี่คือคำแนะนำที่ดีที่สุด จาก ดร.วสุนันท์ ชุ่มเชื้อ อาจารย์ประจำและผู้เชี่ยวชาญการส่งเสริมการพัฒนาสมองและกระบวนการรู้คิดในเด็ก สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการพัฒนาสมองที่สอดคล้องกับพัฒนาการ ซึ่งมีโอกาสได้ทำงานช่วยเหลือครอบครัวจำนวนมากที่มีลูกเป็นออทิสติกจริงๆ และออทิสติกเทียม

อ่านต่อ “ออทิสติกเทียม กับ ออทิสติก ต่างกันอย่างไร” คลิกหน้า 2

ฝึกลูกนั่ง

ช่วยฝึกลูกนั่ง คลาน ยืน เดิน อย่างถูกวิธี และไม่เร่งลูก

ท่าทางพื้นฐานอย่างการนั่ง คลาน ยืน และเดิน เป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนต่างรออย่างใจจดใจจ่อว่าลูกจะทำได้เมื่อไร รวมไปถึงอยากฝึกให้ลูกทำได้อย่างมั่นคงแข็งแรงด้วย Amarin Baby & Kids รวบรวมเทคนิคการช่วยหัดลูกมาให้แล้วค่ะ

1. 4 เดือน : พลิกคว่ำ

เมื่อลูกน้อยอายุราว 2 เดือน เขาจะเริ่มชันคอเวลานอนคว่ำ และการอุ้มเขาบ่อยๆ ให้อยู่ในท่านั่งก็เป็นการช่วยกระตุ้นให้ลูกชันคอได้ตรงหรือแข็งขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการพลิกคว่ำพลิกหงายในช่วงเดือนที่ 4 ซึ่งเป็นพัฒนาการก้าวสำคัญ

ฝึกลูกนั่ง คลาน หัดเดินทารกที่พลิกคว่ำพลิกหงายได้เอง กล้ามเนื้อหลังและแขนต้องแข็งแรงพอ เมื่อเขาพลิกตัวไปมาได้ เขาจึงจะยันตัวขึ้นนั่งและคลานได้ในขั้นต่อๆ ไป ดังนั้น ถ้าลูกไม่พลิกคว่ำพลิกหงาย เขาก็จะไม่นั่งไม่คลาน!

เรื่องการพลิกตัวเป็นธรรมชาติที่ลูกทำได้เอง คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องช่วยอะไรเป็นพิเศษ แค่จัดเตรียมพื้นที่ที่ปลอดภัยให้ลูกตอนพยายามพลิกหรือกลิ้ง ไม่ปล่อยลูกไว้ตามลำพังบริเวณพื้นที่มีลักษณะโค้งหรือไม่เรียบ และระหว่างเปลี่ยนผ้าอ้อมช่วยจับมือลูกไว้ก่อนจะดีกว่า เพราะลูกอยากพลิกตัวตอนไหนก็คือตอนนั้น แต่ครั้งแรกที่พลิกคว่ำสำเร็จ ลูกอาจตกใจและร้องไห้ อย่าลืมอุ้มกอดและลูบหลังปลอบขวัญลูกด้วยนะคะ

อ่านต่อ “วิธีช่วยฝึกลูกนั่ง” คลิกหน้า 2

คนไทยกินผักผลไม้น้อย

คนไทยกินผักผลไม้น้อย เสี่ยงโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น

ถึงแม้กระแสการรับประทานผักผลไม้ กินคลีน จะมีให้เห็นกันอยู่ตามสื่อออนไลน์ แต่ก็มีข้อมูลที่น่าตกใจว่ากว่า 75% ของ คนไทยกินผักผลไม้น้อย ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนด คืออย่างน้อยวันละ 400 กรัม ทำให้เกิดความเสี่ยงโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเรื้อรัง

Continue reading “คนไทยกินผักผลไม้น้อย เสี่ยงโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น”

สิงโตเกือบกัดเด็ก อุทาหรณ์ที่ต้องระมัดระวัง

มีคลิปวิดีโอหนึ่งที่ถูกแชร์กันในโลกโซเชี่ยล เป็นคลิปวิดีโอรายการในต่างประเทศ ในรายการมีผู้ใหญ่ 4 คน เด็ก 1 คน และสิงโตอีก 1 ตัว ในขณะที่พิธีกรสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลสัตว์อยู่นั้น สิงโตก็นั่งจ้องมองหนูน้อยที่นั่งอยู่บนตักของแม่ แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น สิงโตเกือบกัดเด็ก

Continue reading “สิงโตเกือบกัดเด็ก อุทาหรณ์ที่ต้องระมัดระวัง”

เคล็ดลับดี๊ดี…กับวิธีทำให้ลูกในท้องดิ้น

“การดิ้นของลูกในท้อง” อีกหนึ่งความรู้สึกและสัมผัสแรกของคุณแม่ท้องที่สามารถเรียกน้ำตาได้เป็นอย่างดีทั้งน้ำตาของความดีใจ และน้ำตาของความเจ็บปวดสำหรับบางคนที่ลูกดิ้นแรกอาจทำให้คุณแม่เจ็บจนน้ำตาไหลก็เป็นได้ … “ลูกดิ้น” ถือเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่ทำให้แม่ท้องรู้ว่าลูกในครรภ์ของเรายังปลอดภัยและแข็งแรงดีอยู่

Continue reading “เคล็ดลับดี๊ดี…กับวิธีทำให้ลูกในท้องดิ้น”

[เคล็ดลับดูแลบ้าน] 10 ข้อเตือนใจ ป้องกันไฟไหม้บ้าน (และสถานที่ที่มีเด็กอยู่)

ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่โรงเรียน เรื่องเพลิงไหม้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิดจะเสี่ยงเกิดอันตรายได้ มาดูข้อเตือนใจเพื่อ ป้องกันไฟไหม้บ้าน ที่อาจเกิดขึ้นนี้กันค่ะ

ป้องกันไฟไหม้บ้าน

10 ข้อเตือนใจ ป้องกันไฟไหม้บ้าน

  1. ควรมีการซ้อมหนีไฟเป็นประจำทุกปีเพื่อป้องกันเหตุเพลิงไหม้และครูกับเด็กต้องสามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
  2. ควรมีระบบติดตั้งระบบเตือนภัยและอุปกรณ์ตัดไฟ (Breaker) และควรเช็คระบบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ว่าทำงานได้ปกติหรือไม่?
  3. หากมีเด็กเล็ก ควรติดตั้งปลั๊กไฟให้สูงกว่า 150 เซนติเมตร และควรมีฝาครอบปลั๊กไฟ
  4. รอบๆ ปลั๊กไฟ / เต้าเสียบ ไม่ควรมีสื่อไวไฟที่อาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรเกิดประกายลุกไหม้ เช่น กองกระดาษ เสื้อผ้า น้ำมัน สเปรย์ ฯลฯ
  5. ควรมีการสำรวจรอบๆ เต้าเสียบ / ปลั๊กไฟ เป็นประจำทุกเดือนว่ามีความร้อนผิดปกติหรือไม่? ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่รับผิดชอบทันที
postjung
ภาพจาก postjung

6. อายุการใช้งานของสายไฟและอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ควรเกิน 10 ปี หรือต้องไม่มีร่องรอยชำรุด

7.หลีกเลี่ยงอุปกรณ์ไฟฟ้า / เต้าเสียบปลั๊กไฟที่ชำรุง น้ำซึมผ่าน และดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขโดยผู้ที่มีความรู้เชี่ยวชาญ

8. ควรใช้ปลั๊กพ่วง ไม่ควรเสียบปลั๊กทุกช่องและเลอืกใช้ปลั๊กพ่วงที่มีฟิวล์ (สวิตซ์ตัดไฟ) หลังจากการใช้งานควรถอดปลั๊กจากเต้าเสียบและเก็บให้พ้นมือเด็กเล็ก

9.ควรถอดปลั๊ก อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดหลังการใช้งาน

10. ควรติดตั้งสายดินกับอุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิด เช่น ตู้กดน้ำ เครื่องซักผ้า เครื่องทำน้ำอุ่น ตู้เย็น  เตาไฟฟ้า

ภาพจาก mwa.co.th
ภาพจาก mwa.co.th

อ่านต่อ บทความน่าสนใจ

Kid Safety ภัยจากลูกโป่ง ดอกไม้ไฟ ในงานเทศกาล

7 ภัยอันตราย ใกล้ตัวลูกน้อย


เรื่องโดย : มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก

พ่อแม่ช่วยดึงพรสวรรค์ของลูกได้อย่างไร

เรื่องการศึกษานั้นโรงเรียนถือเป็นแหล่งพัฒนาความสามารถของเด็กๆ แต่ความสามารถพิเศษของเด็กแต่ละคนที่เรียกว่า “พรสวรรค์” นั้น  มักจะมีมากับบุคลิกของลูกที่อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่และคนในครอบครัวเป็นสำคัญ  ดังนั้นเรามาหาวิธีดึงศักยภาพพรสวรรค์ของลูก เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาทักษะด้านนี้ให้เป็นที่หนึ่งกันค่ะ

shutterstock_391967752

ช่วยลูกดึง “พรสวรรค์” ออกมาได้อย่างไร

ในชั้นเรียนจะมีเด็กที่มีความสามารถโดดเด่นกว่าเด็กคนอื่นๆ อยู่แล้ว  โดยความสามารถในแต่ละด้านนั้นก็จะไม่เหมือนกัน  บางคนถนัดวาดรูป  บางคนถนัดคิดเลข   ความสามารถพิเศษของเด็กนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ  จะแสดงออกมาให้คุณครูเห็น  ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องถามจากคุณครูว่าลูกมีความโดดเด่นอย่างไรบ้างในชั้นเรียน

ช่วยให้ลูกได้เจอเพื่อนๆ ที่ชื่นชอบสิ่งเดียวกัน  ยกตัวอย่างเช่น  เมื่อทราบว่าลูกมีความสามารถทางด้านการวาดภาพ  จะดีกว่าไหมหากพาลูกได้เจอกับกลุ่มเพื่อนที่ชื่นชอบการวาดภาพเช่นเดียวกัน  เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และเทคนิค  รวมถึงพาไปชมนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปะ เพราะลูกอาจจะได้เป็นนักออกแบบที่ดีในอนาคตก็ได้

                ทำกิจกรรมบ่อยๆ   ส่วนใหญ่แล้วหากพาลูกไปเข้าคอร์สเสริมทักษะต่างๆ  จะมีการบ้านที่มอบให้พ่อแม่กลับมาทำกับลูกที่บ้าน  เช่นเดียวกัน หากคุณไม่ได้พาลูกเข้าคอร์ส คุณก็สามารถเรียนรู้วิธีการเล่นกับลูก ทำกิจกรรมกับลูก เพื่อช่วยกระตุ้นความถนัดของลูกมากขึ้นได้

banner300x250

อ่านเรื่อง “พ่อแม่ช่วยดึงพรสวรรค์ของลูกได้อย่างไร” คลิกหน้า 2

ลูกฉี่รดที่นอน

ทำไงดี? ลูกฉี่รดที่นอน พร้อม 4 สาเหตุ 4 วิธีแก้ไขให้สำเร็จ

สถาบันสุขภาพเด็กเผย ลูกฉี่รดที่นอน ไม่ใช่เรื่องปกติ อาจส่งสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติทางร่างกายและจิตใจของลูกได้ พ่อแม่จึงไม่ควรมองข้าม

ทำไงดี? ลูกฉี่รดที่นอน พร้อม 4 สาเหตุ 4 วิธีแก้ไขให้สำเร็จ

การปัสสาวะรดที่นอนเป็นภาวะที่พบบ่อยในเด็ก ซึ่งจะถือว่าเป็นความผิดปกติต่อเมื่อเกิดขึ้นในเด็กที่ควรจะควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะได้แล้วแต่เด็กยังควบคุมไม่ได้ คือเป็นในเด็กที่มีอายุอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป โดยการปัสสาวะรดที่นอนเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เป็นเวลาติดต่อกัน 3 เดือน และไม่ได้เป็นผลมาจากการใช้ยา เช่น ยาขับปัสสาวะ หรือเกิดจากโรคทางกาย เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น ส่วนมากจะมีอาการลดลงและหายเองเมื่อโตขึ้น อาจมีสาเหตุจากปัญหาการควบคุมกระเพาะปัสสาวะในเด็ก กระเพาะปัสสาวะที่มีขนาดเล็ก ปัญหาทางด้านสุขภาพ เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ปัญหาทางอารมณ์และจิตใจ หรืออาจเกิดขึ้นในผู้ใหญ่ได้ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ที่ร่างกายต้องขับน้ำตาลส่วนเกินออกจากร่างกาย ฉี่ราดในเด็กเป็นอาการที่รักษาและป้องกันได้

4 สาเหตุทำไมลูกปัสสาวะรดที่นอน?

ทำไม? ลูกฉี่รดที่นอน ทั้ง ๆ ที่ก่อนนอนคุณพ่อคุณแม่ก็พาเขาเข้าห้องน้ำ และสอนให้เรียกเวลาปวดปัสสาวะแล้ว  แต่ก็ยังมีกรณีที่ทำที่นอนเปียกเลอะเป็นประจำ  วันนี้ ทีมแม่ ABK มาเผย 4 เหตุผล ที่ทำให้ ลูกฉี่รดที่นอน

ลูกฉี่ราด
ลูกฉี่ราด
  1. ปกติเด็กจะฉี่รดที่นอนอยู่แล้ว

เด็ก ๆ ราว 5 ล้านคนในสหรัฐฯ ยังคงฉี่รดที่นอน ซึ่งร้อยละ 20 เป็นเด็กวัย 5 ขวบ   ร้อยละ 10 เป็นเด็กวัย 7 ขวบ  และร้อยละ 5 เป็นเด็กวัย 10 ขวบ (ข้อมูลจาก American Academy 0f Pediatrics)  แม้ว่าการฉี่รดที่นอนจะดูเป็นเรื่องน่าอายที่เด็กมักถูกปลูกฝังมา จึงทำให้เด็กไม่กล้าบอกคุณพ่อคุณแม่เวลาปวดขึ้นมา และเมื่อฉี่รดที่นอนแล้วก็ไม่กล้าบอกกลัวถูกตำหนิ  ซึ่งเกิดเป็นอาการเก็บกด เขินอายอย่างหนึ่ง  แต่หากเด็กที่เติบโตมาในความเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กที่จะมีเหตุฉี่รดที่นอนเกิดขึ้นบ้าง  เพียงแค่นำผ้าปูที่นอนไปตากซัก  เด็กก็จะไม่รู้สึกผิด  ไม่รู้สึกเครียด  ไม่รู้สึกกังวล  และเมื่อเขาเติบโตเข้าใจเหตุผลแล้วก็อธิบายว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้และให้ลูกช่วยเก็บทำความสะอาด  ถือเป็นการสอนเรื่องวินัยเชิงบวก

2. ฝันร้าย

ระหว่างวันเด็กอาจจะเล่นสนุกผ่านกิจกรรมนอกบ้าน หรือจากที่โรงเรียน ทำให้ลูกเก็บมาคิด และเหตุการณ์คับขันบางอย่างอาจทำให้เขากลัว กังวล และอาจบีบคั้น  จึงเกิดฉี่รดที่นอนอย่างไม่รู้ตัว

  1. ไม่กล้าลุกไปเข้าห้องน้ำ

เด็กส่วนใหญ่ที่ถูกปลูกฝังเรื่องความมืดจะมีความกลัวอยู่ลึก ๆ และจะไม่ค่อยอยากไปเข้าห้องน้ำในตอนกลางคืน  บางบ้านของคนไทยอาจจะไม่ได้ออกแบบห้องน้ำให้อยู่ใกล้ห้องนอน

  1. ดื่มน้ำน้อยเกินไป

การเข้าใจผิดว่าไม่ให้ลูกดื่มน้ำก่อนนอนเลย เพื่อไม่ให้ฉี่รดที่นอนนั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด  เพราะขณะนอนหลับร่างกายต้องใช้น้ำมาช่วยปรับสมดุลร่างกาย  และหากไม่ได้ดื่มน้ำก่อนนอนสักนิดหน่อยเมื่อร่างกายโหยหาน้ำก็จะทำให้เสียสมดุล กระตุ้นให้ปวดปัสสาวะเพื่อให้เจ้าตัวได้ตื่นไปเข้าห้องน้ำ และจะรู้สึกหิวน้ำ หาน้ำมาดื่ม

แม้ภาวะปัสสาวะรดที่นอนส่วนมากจะหายได้เองเมื่อเด็กโตขึ้น ซึ่งเมื่อลูกและพ่อแม่ได้ร่วมกันแก้ไข โดยมองว่าปัญหาดังกล่าว เป็นเรื่องพัฒนาการในการควบคุมการขับถ่าย โดยจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการลงโทษหรือตำหนิ แต่ควรแสดงความเข้าใจ และเป็นกำลังใจ รวมถึงการปรับพฤติกรรมโดยใช้แรงจูงใจทางบวก ทีมแม่ ABK จึงขอนำ 4 เคล็ดลับช่วยลูกไม่ให้ลูกฉี่รดที่นอน จากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มาฝากค่ะ

4 เคล็ดลับช่วยลูกไม่ให้ ลูกฉี่รดที่นอน

ฉี่รดที่นอน
ฉี่รดที่นอน
  1. ทำความเข้าใจ

จากสาเหตุที่เราได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า ลูกฉี่รดที่นอน เป็นเรื่องปกติ และพัฒนาการการควบคุมการขับถ่ายจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อลูกมีอายุมากขึ้น ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่รู้สึกแย่หรือกังวลมากจนเกินไป เพราะเมื่อเรารู้สึกไม่ดี จะทำให้ลูกรับรู้ได้ และรู้สึกได้ว่าการกระทำนี้เป็นการกระทำที่ผิดร้ายแรง ทำให้ลูกเกิดความกลัวและกังวลจนไม่กล้าบอกเมื่อปวดปัสสาวะกลางดึกได้

2. ไม่ลงโทษหรือตำหนิ

เมื่อคุณพ่อคุณแม่มีความเข้าใจว่าการที่ลูกฉี่รดที่นอนเป็นเรื่องปกติแล้ว เมื่อลูกฉี่รดที่นอนจริง คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ความตำหนิ ต่อว่า หรือลงโทษ เพราะการกระทำเหล่านี้ จะทำให้ลูกฝังใจ เสียใจ จนเกิดภาวะเครียดได้ และภาวะเครียดก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะฉี่รดที่นอนที่ผิดปกติได้ การสร้างวินัยเชิงบวก เป็นวิธีแก้ที่ดีกว่าการลงโทษ โดยคุณแม่อาจจะทำตารางเพื่อติดสติกเกอร์ดาวสะสมแต้ม ในวันที่ไม่ปัสสาวะรด เพื่อเป็นกำลังใจ และมีการมอบรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อสะสมได้ทุก 10 แต้ม เป็นต้น

3. ฝึกกระเพาะปัสสาวะ

การฝึกกระเพาะปัสสาวะ คือการให้เด็กดื่มน้ำมาก ๆ ในช่วงกลางวันและเมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะให้เด็กฝึกกลั้นไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร่วมกับปรับอาหารและเครื่องดื่ม โดยปรับให้เด็กดื่มน้ำมากขึ้นในช่วงเช้าถึงบ่ายและลดการดื่มน้ำในช่วงเย็นโดยเฉพาะช่วง 2 ชม.ก่อนเข้านอนควรมีการจำกัดปริมาณน้ำ (ไม่ควรให้ลูกไม่ดื่มน้ำตอนกลางคืนเลย ให้คุณพ่อคุณแม่จำกัดปริมาณน้ำเท่านั้น)

4. ใช้เครื่องปลุกเตือนปัสสาวะรด

ติดตั้งสัญญาณเตือนบนที่นอน เมื่อตัวรับสัญญาณบนที่นอนเริ่มเปียกจะมีสัญญาณดังปลุกให้ลูกตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำต่อได้ เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในปัจจุบัน แต่ในประเทศไทยเครื่องมือดังกล่าวยังใช้ไม่แพร่หลาย อีกทั้งมีราคาค่อนข้างสูง

ลูกปัสสาวะราด
ลูกปัสสาวะราด

การฉี่รดที่นอนไม่ใช่เรื่องผิดปกติสำหรับเด็ก  เด็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบส่วนใหญ่มักเคยฉี่รดที่นอนทั้งนั้น เมื่อคุณทราบถึงสาเหตุของการฉี่รดที่นอนแล้ว สามารถฝึกลูกให้เข้าห้องน้ำก่อนนอนเป็นกิจวัตร จิบน้ำก่อนนอนบ้าง และหากมีอาการบ่อยติดกันหลาย ๆ ครั้งต่อสัปดาห์ติด ๆ กัน จนส่งผลกระทบต่อเด็กและครอบครัว ทั้งในด้านจิตใจและความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ปกครอง  อาจทำให้เกิดโรคที่มาจากอาการปัสสาวะรดได้ เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ความผิดปกติของโครงสร้างของระบบการขับถ่ายปัสสาวะ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวาน เบาจืด เป็นต้น

อาการฉี่ราดแบบไหน ที่ควรพาลูกไปพบแพทย์

  1. มีอาการอื่น ๆ เช่น ปัสสาวะบ่อยหรือไม่ค่อยปัสสาวะ มีอาการปวดหรือรู้สึกเครียดในขณะปัสสาวะ อุจจาระราด รู้สึกกระหายน้ำตลอดเวลา มีไข้สูง 38 องศาเซลเซียส ปัสสาวะเป็นเลือด เป็นต้น เกิดขึ้นร่วมกับอาการฉี่ราด
  2. อาการฉี่ราดที่ทำให้เกิดปัญหาต่อทั้งครอบครัวและตัวเด็ก ทั้งในด้านจิตใจและความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ปกครอง
  3. เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป และยังคงมีอาการฉี่ราดเป็นประจำ
  4. มีอาการฉี่ราดเกิดขึ้นหลังจากที่ไม่ได้พบอาการมาระยะเวลาหนึ่ง

สำหรับครอบครัวที่ลูกมีอาการฉี่ราดดังกล่าว ควรพาลูกไปปรึกษาแพทย์ให้ช่วยแก้ปัญหาต่อไปค่ะ

 อ่านต่อ บทความน่าสนใจ คลิก

ฝึกลูกนอน (เร็วและเป็นเวลา) จำเป็นไหม? พร้อมวิธีฝึกลูกให้หลับเร็ว

5 เคล็ดลับสร้างนิสัย “การนอนของทารก” ให้มีประสิทธิภาพ

วิธีเลิกผ้าอ้อม ฝึกลูกใน 5 ขั้นตอน ได้ผลจริง! โดย พ่อเอก

จัดฟันเด็ก พาลูกไป จัดฟัน อายุเท่าไหร่ ดีที่สุด?

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, พบแพทย์

 

เลี้ยงลูกให้ เก่ง ดี มีสุข ไปกับเรา คลิกติดตามที่

37 เทคนิคล้างจาน ขั้นเทพ! ทำง่ายและสะดวกขึ้น

ขึ้นชื่อว่า “ล้างจาน” อาจเป็นงานบ้านสุดยี๋ของใครหลายคน   เพราะว่ามีกลิ่นเหม็นไม่พึงประสงค์มาติดตามซอกนิ้วและซอกเล็บ จนล้างไม่ออกไปหลายชั่วโมงอีกทั้งยังเปียกชื้น เลอะเทอะเสื้อผ้าบ้างด้วย  และบางทีกระทะและจานบางอย่างก็ขัดยากเหลือเกิน  เสียเวลาและความรู้สึก…แต่วันนี้การล้างจานของคุณจะง่ายขึ้น เพียงแค่ดู เทคนิคล้างจาน 37 ข้อต่อไปนี้แล้วไปปฏิบัติตาม

เทคนิคล้างจาน

เทคนิคล้างจาน มืออาชีพ

  1. อย่ากองจาน หม้อ และทุกอย่าง รวมกัน
  2. เอาถังขยะมาไว้ใกล้ๆ กับอ่างล้างจาน เพื่อทิ้งเศษอาหารสกปรก
  3. ถ้าใช้อ่างล้างจานร่วมกับคนอื่น ให้หาถังมาแยกเก็บจานสำหรับล้างของแต่ละคนด้วย
  4. กาละมังที่ใช้รองล้างจานให้ล้างให้สะอาดทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จ
  5. ถ้าไม่มีกาละมังสำหรับช่วยล้างจาน ก็ใช้อ่างล้างจานนั้นรองน้ำไว้ล้างได้ และทำความสะอาดด้วยน้ำสบู่
    6. ถ้าใช้หม้อหลายใบ ให้ขัดสิ่งสกปรกที่ติดอยู่กับหม้อทุกใบก่อนล้างรวมกัน
  6. เลือกล้างจานใบที่สกปรกน้อยที่สุดก่อน
  7. ถ้ามีแก้วอยู่ ให้ล้างแก้วก่อน เพื่อไม่ให้แตกเพราะถูกกดทับจากจานใบอื่น
  8. ต่อจากนั้นให้ล้างมีด ช้อน ส้อม
  9. และหากมีจานแบนๆ ให้ล้างในลำดับถัดมา
  10. ล้างหม้อและกระทะ
  11. กระทะเหล็กที่หนักให้ล้างสุดท้ายและเก็บขึ้นก่อน
  12. พวกถาดหลุมที่ล้างยากอาจใช้มะนาวหั่นเป็นซีกช่วย

อ่านเรื่อง “37 เทคนิคล้างจานขั้นเทพ! ทำง่ายและสะดวกขึ้น” คลิกหน้า 2